The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรือง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชี้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช่วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรือง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชี้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช่วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรือง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชี้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช่วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) คณาธิป ผิวบุญเรือง รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) คณาธิป ผิวบุญเรือง รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัย คณาธิป ผิวบุญเรือง อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.วินัย ภารเวช อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ วิชญ์ จอมวิญญาณ์ ครูพี่เลี้ยง ยุพิน จักรทองดี ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้ นับวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา .................................................. อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก (ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.วินัย ภารเวร) ................................................... อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (อาจารย์ วิชญ์ จอมวิญญาณณ์) ..................................................................... ครูพี่เลี้ยง (นางสาวยุพิน จักรทองดี)


ก ชื่อรายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัย คณาธิป ผิวบุญเรือง อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.วินัย ภารเวช อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ วิชญ์ จอมวิญญาณ์ ครูพี่เลี้ยง ยุพิน จักรทองดี ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบเสาะหา ความรู้ (5E) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระ วิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่เรียนใน ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 28คน โดยใช้วิธีการสุ่มเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นวัตกรรม ที่ใช้ในการศึกษา คือ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบย่อย ระหว่างเรียน คิดเป็นร้อยละ 92.92 และทำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 85.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.92/85.89สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ซึ่ง รายงานวิจัยนี้สำเร็จลงได้ด้วยด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือจาก ผศ.ดร.วินัย ภารเวช ประธาน สาขาวิชาสังคมศึกษา โดยท่านได้ให้คำแนะนำและคำปรึกษาพร้อมทั้งได้ตรวจสอบความถูกต้องของ รูปแบบเนื้อหาตลอดจนการเก็บรวบรวมข้อมูลและการสรุปผลการวิจัยจนสำเร็จออกมาเป็นรูปเล่มมา ในขณะนี้ผู้จัดทำรายงานการวิจัยจึงขอขอบคุณพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี่เป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ คุณครูยุพิน จักรทองดีครูพี่เลี้ยง และผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานวิจัย ซึ่งท่านได้ให้คำแนะนำ และข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่างๆ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัย อีก ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานอีกเช่นกัน ขอขอบพระคุณ คุณครูอลงกรณ์ สารีโท และคุณครูสมเดช พาพลงาม ครูผู้สอนรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับข้อแนะนำ และความ ช่วยเหลือทุกด้านเกี่ยวกับวิชาสังคม รวมทั้งขอบคุณนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ซึ่งเป็น กลุ่มเป้าหมาย ในการทำวิจัยจนสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.วรัญญา จีระวิพูลวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียน และ คณะคุณครูทุกท่านของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ให้ ข้อคิด และแก้ไขข้อบกพร่องด้านต่างๆ สำหรับการสร้างเครื่องมือในการวิจัยที่ใช้ในการศึกษา และ จัดทำวิจัยครั้งนี้ ประโยชน์และคุณค่าอันสูงสุดจากรายงานการวิจัยฉบับนี้ ผู้ศึกษาวิจัยขอมอบเป็นเครื่องบูชา พระคุณบิดามารดา ตลอดจนอาจารย์ทุกท่านที่ได้ร่วมเกื้อกูลสร้างพื้นฐานทางการศึกษาให้แก่ข้าพเจ้า คณาธิป ผิวบุญเรือง


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ....................................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………............................ ข สารบัญ......................................................................................................................................... สารบัญตาราง.............................................................................................................................. สารบัญภาพ.............................................................................................................................. ค ฉ ช บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………………………......................................... 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………….............. 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………............................ 2 1.3 สมมติฐานของการวิจัย........................................................................................... 3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………….................................... 3 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………........................................................... 4 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ..……………..……………………………….………..................... 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………............................. 6 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551…………………………… 6 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม......................... 9 2.3 วิธีสอนโดยแบบสืบเสาะหาความรู้(5E)…………………………………………................. 14 2.4 แผนการจัดการเรียนรู้............................................................................................ 16 2.5 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้………………………....................................... 21 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.......................................................................................... 22 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………….................................... 26 2.8 กรอบแนวคิดการวิจัย…………………………………………………................................... 33


ง สารบัญ(ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย………………………………………………………….......................... 35 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………………………….............................. 35 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................. 35 3.3 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ………………………………………….......... 36 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................... 42 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................... 42 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย......................................................................................... 43 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................... 47 4.1ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................... 47 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ................................................................ 53 5.1 สรุปผลการวิจัย.............................................................................................. 53 5.2 อภิปรายผล.................................................................................................... 54 5.3 ข้อเสนอแนะ.................................................................................................. 56 เอกสารอ้างอิง.............................................................................................................. 57 ภาคผนวก.................................................................................................................... 60 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย.................. 61 - ประวัติย่อของผู้เชี่ยวชาญ............................................................... 62 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……..……….. 63 - แผนการจัดการเรียนรู้.................................................................... 64 - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................................ 70 ภาคผนวก ค ข้อมูลการหาคุณภาพเครื่องมือ........................................................ 75 - ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้................................................ 76 - ค่า IOC ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..................... 78 - ค่าความยาก (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ......... วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 80 - ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.......... 82


จ สารบัญ(ต่อ) ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................... 86 - ผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบสมมติฐาน...................................... 87 - ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน 92 ประวัติผู้วิจัย....................................................................................................................... 94


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียน.................................................... 48 4.2 ผลรวมค่าเฉลี่ย และร้อยละของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของระหว่างก่อนเรียนกับ..... หลังเรียน 49 4.3 ผลรวมค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน.......... 50 4.4 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้............ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 51 ค.1 ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้............................................................................. 76 ค.2 ค่า IOC ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.................................................. 78 ค.3 ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์........... ทางการเรียน 80 ค.4 แสดงคะแนนที่กลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้................. 82 ค.5 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน....................................... 84 ง.1 ค่าคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน......................................................... 88 ง.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน.............. 92


ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย................................................................................................. 34 3.1 สรุปขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ 5E....................................... 38 3.2 สรุปขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. 40


บทที่1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สภาพปัญหาการจัดการศึกษาในปัจจุบัน การเข้ารับการศึกษาไม่กว้างขวาง ไม่ทั่วถึง และไม่ เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการเข้ารับการศึกษา และคุณภาพการศึกษาที่ได้รับ เป็นอีก เหตุผลหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น รวมถึงการเรียนการสอนไม่ได้เน้นความสามารถ สากลเท่าที่ควร ไม่ได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและภูมิปัญญาไทยอย่างเพียงพอ ทั้งนี้เพราะ หลักสูตรการเรียนการสอนและการประเมินผลผู้เรียน เน้นวิชาและครูเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ให้ความสำคัญ แก่ผู้เรียน การเรียนการสอนไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เน้นการท่องจำ แต่ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เด็กนักเรียนสมัยใหม่คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่เป็น เท่าที่ควร การศึกษาที่จัดอยู่ในปัจจุบันเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตใน สังคม ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาอ่อนด้อยทางคุณภาพ และจริยธรรม สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรมในรายวิชาเศรษฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ซึ่งผู้วิจัยรับผิดชอบอยู่พบว่า จากข้อมูลการเรียนสาระ เศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชาเศรษฐศาสตร์มีระดับผลการเรียนค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากมีเนื้อหาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เมื่อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องนี้ทำให้ นักเรียนได้คะแนนผลการเรียนรู้ที่คาดหวังต่ำ และจากการประเมินมาตรฐานผู้เรียนบางส่วนมีความรู้ ความเข้าใจค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับกับทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร การมีความสามารถในการจัดการ เรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญค่อนข้างน้อย อีกทั้งยังมีปัญหาภายนอกคือ นักเรียนส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับการ ดูแลและเอาใจใส่อย่างเพียงพอ ทำให้ความรับผิดชอบส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่สถานศึกษาที่ต้องดูแล ช่วยเหลือเอาใจใส่ซึ่งเป็นพันธะที่สถานศึกษาต้องพัฒนาผู้เรียนให้ได้ แต่การที่จะติดตามและดูแล นักเรียนให้ทั่วถึงทุกคนนั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดในหลายๆอย่างจึงขาด ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การให้ความช่วยเหลือจึงไม่ครอบคลุม จึงมีการช่วยเหลือโดยการส่งเสริมให้ มีความสามารถในการจัดประสบการณ์ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ค้นคว้าหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว พบว่าแนวทางในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม สามารถนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นรูปแบบการ สอนที่แก้ปัญหาการสอนของครูได้อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่การ


2 ท่องจำเนื้อหาโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบครอบ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก นักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรม เกิดความสนุกสนาน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เปรียบเทียบ ผลงานตนเองกับผู้อื่น มีการค้นพบความรู้ การเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน และสามารถช่วยให้ นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงสามารถค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง (พิมแพร สืบบุก, สุมนทิพย์ บุญสมบัติ และประพนธ์ เจียรรานนท์, 2554 : 4) และการจัดการเรียนการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิซึม มีความเหมาะสมกับ การสอนสังคมศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องเป็นการสอนให้เกิดการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นวิชาที่จำเป็นต้องฝึกให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพราะข้อมูลข่าวสารทางสังคมศึกษา มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักเรียนไม่สามารถจำความรู้ได้หมด การจัดการเรียนการสอนจึงต้องเป็น การสอนให้นักเรียนรู้วิธีที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และนำข้อมูลสารสนเทศนั้นมาใช้อย่างมี ความหมาย เพื่อการคิดวิจารณญาณ การตัดสินใจ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้น การสร้างความรู้ ด้วยตนเองนำทางตนเองและผู้อื่น ผู้เรียนจึงต้องนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับเชื่อมโยงกับความรู้ และประสบการณ์เดิมที่มีอยู่โดยผ่านการคิดจารณญาณอย่างรอบคอบของผู้เรียน เพื่อนำไปใช้ในการ ดำเนินชีวิตต่อไป ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการศึกษาผลการใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหน่วยการเรียนรู้เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ในรายวิชาเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มาแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนให้มีระดับที่สูงขึ้น ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.2.2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้(5E) 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 1.3.1 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง อุดรธานีจังหวัดอุดรธานี โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


3 1.3.2 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง อุดรธานีจังหวัดอุดรธานี โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.4 ขอบเขตการวิจัย 1.4.1 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 84 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 28 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1.4.2 ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 1.4.3 ขอบเขตด้านระยะเวลาเนื้อหา ระยะเวลา คือ ตลอดปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาทั้งหมด 7 คาบ เนื้อหาสาระที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือรายวิชา เศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดย แบ่งเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง ไม่รวมแบบทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียด ดังนี้ - แบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง - ความหมาย ความสำคัญ ของการผลิตสินค้าและบริการ และปัจจัยการผลิต จำนวน 1 ชั่วโมง - หลักการผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 1 ชั่วโมง - ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตสินค้าและบริการ จำนวน 1 ชั่วโมง - การนำเทคโนโลยีมีใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ จำนวน 1 ชั่วโมง


4 - ลักษณะของการการผลิตสินค้าและบริการของไทย จำนวน 1 ชั่วโมง - แบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) หมายถึง การ ดำเนินการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้(5E) ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่ง อาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการ อภิปรายในกลุ่มเรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่ เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม เมื่อมีคำถามที่ น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษาจึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและ แจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่างๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่อง หรือประเด็นที่จะ ศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่ สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูป ต่างๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบ ในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ได้ 4) ขั้นขยายความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่างๆ ได้มาก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่อง ต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น


5 5) ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่า นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไรและมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือ เรื่องอื่นๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้อง สำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลัก และหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป 1.5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของ นักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ดัง รายละเอียดต่อไปนี้ 80 ด้านหน้า หมายถึง คะแนนของผู้เรียนจากการทำใบงาน และแบบทดสอบระหว่าง เรียน ได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 (E1 ) 80 ด้านหลัง หมายถึง คะแนนของผู้เรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 (E2 ) 1.5.3 นักเรียน หมายถึง ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 28 คน 1.5.4 โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สังกัดมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1.6.1 ได้แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระวิชา เศรษฐศาสตร์ชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่เรียนโดยใช้เรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 1.6.2 ได้แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรียนโดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระวิชา เศรษฐศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


6 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้ศึกษา และรวบรวมเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามสาระสำคัญ ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 2.3 วิธีการสอนโดยแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.4 แผนการจัดการเรียนรู้ 2.5 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.8 กรอบแนวคิดในการวิจัย 2.1หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.1.1 วิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว้ ดังนี้มุ่ง พัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มี จิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่ จำเป็นต่อการศึกษา การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบน พื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ 2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดมุ่งหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล


7 2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 3) เป็นหลักสูตรสถานศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 5) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม อัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.3 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีจุดมุ่งหมายเพื่อ มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็น จุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึ่งประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2) มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถี ชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มี ความสุข 2.1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้นจะ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1) ความสามารถในการสื่อสาร


8 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 2.1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็น พลเมืองไทยและพลเมืองโลกไว้ ดังนี้ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ 2.1.6 คุณภาพของผู้เรียน การจัดการศึกษาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับหลักสูตรการศึกษา ขั้น พื้นฐานที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนจะมีคุณภาพ ดังนี้ 1) มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของโลกอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น 2) เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตน นับถือมีค่านิยมอันพึงประสงค์ ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งมี ศักยภาพเพื่อการศึกษาต่อในชั้นสูงตามความประสงค์ได้ 3) มีความรู้เรื่องภูมิปัญญาไทย ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ ของชาติไทย ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข


9 4) มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคได้อย่างเหมาะสม มี จิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม มีความรักท้องถิ่นและ ประเทศชาติ มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสังคม 5) มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชี้นำตนเองได้ และ สามารถแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในสังคมได้ตลอดชีวิต 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติและหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สอนต้องพยายามคัดสรร กระบวนการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญที่ ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน ดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2553 : 25-26) 2.2.1 หลักการการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานโดยยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดที่เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้โดยยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมองที่ เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรม 2.2.2 สาระการเรียนรู้ สาระที่เป็นองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วย ดังนี้ สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 : หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ สาระที่ 5 : ภูมิศาสตร์


10 2.2.3 มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา. 2553 : 2-3) สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระ พุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้องยึดมั่นและปฏิบัติตาม หลักธรรมเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและ ธำรงรักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มี ค่านิยมที่ดีงามและธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคม โลกอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึด มั่น ศรัทธาและธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิต และการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการ ของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันใน ด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและ สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น


11 มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ไทย มีความรัก ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทยกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ ของสรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุป ข้อมูลตามกระบวนการทางภูมิศาสตร์ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการดำเนินชีวิต มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการจัดการ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.2.4 กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลายเป็นเครื่องมือที่นำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตรและ กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติหรือลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยและ กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควร ได้รับการฝึกฝนและพัฒนา ทั้งนี้เพราะจะสามารถช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมาย ของหลักสูตร ดังนั้นผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้ สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ 2.2.5 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผลเพื่อให้ผู้เรียนได้ พัฒนาเต็มศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญ 2.2.6 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและ ผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้ 1) บทบาทของผู้สอน


12 (1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวาง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน (2) กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ กระบวนการที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการและความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย (4) จัดบรรยายที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการ เรียนรู้ (5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน (6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสม กับธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน (7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 2) บทบาทของผู้เรียน (1) กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง (2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อความรู้ตั้งคำถาม คิดหาคำตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ (3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ (4) มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู (5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง 2.2.7 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นอกจาก จะใช้เป็นทิศทางในการจัดทำหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานแล้วยังใช้เป็นกรอบในการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบว่า ผู้เรียนมี พัฒนาการ มีความสามารถและมีความสำเร็จทางการเรียนระดับใดเพื่อนำผลมาใช้ในการส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องมีผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งในระดับชั้น ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับชาติ รวมทั้งรับการประเมินจากภายนอกด้วย เนื่องจาก การเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติแสวงหาความรู้


13 มีการทำโครงการ โครงงานเป็นผู้ผลิตงาน รวมทั้งมีการทำงานเป็นกลุ่มและการจัดทำแฟ้มสะสม ผลงาน (Portfolio) ด้วย ดังนั้น การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าวจะเน้นการประเมินผล จาก สภาพจริง (Authentic Assessment) อันเป็นผลการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาความสามารถที่แท้จริง ของผู้เรียน รวมทั้งสามารถประเมินคุณลักษณะพึงประสงค์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน อันเป็นแนวทางที่ พัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพเพื่อบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดการวัดและประเมินจึงต้องใช้ วิธีการที่หลากหลายที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสาระการเรียนรู้ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้โดย การ ประเมินจากสภาพจริงและจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่ ผสมผสานไปกับกิจกรรม การเรียนรู้ ของผู้เรียนโดยการประเมินจะครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะกระบวนการ ความประพฤติ หรือพฤติกรรม การเรียนการร่วมกิจกรรมและผลงานจากโครงงานหรือแฟ้มสะสมงานที่สะท้อน การสั่งสมการเรียนรู้ ของผู้เรียนมาอย่างต่อเนื่อง การวัดและประเมินผลจะต้องกระทำในหลายบริบท อันได้แก่ ครูผู้สอน เป็นผู้ประเมิน ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน รวมทั้งผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมในการ ประเมินและแสดงความคิดเห็นและมีวิธีการวัดที่ทำได้หลายวิธี เช่น 1) การทดสอบ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ ความคิดหรือ ความก้าวหน้าในสาระการเรียนรู้และมีเครื่องมือการวัดหลายรูปแบบ เช่น แบบเลือกตอบ แบบเขียน ตอบบรรยายความ แบบเติมคำสั้นๆ แบบถูกผิดและ แบบจับคู่ เป็นต้น 2) การสังเกต เป็นการประเมินพฤติกรรม อารมณ์ การมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกลุ่ม ความร่วมมือในการทำงาน การวางแผน ความอดทน วิธีการ แก้ปัญหา ความคล่องแคล่วในการทำงาน การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในระหว่างเรียนและการทำ กิจกรรมต่าง ๆ ครูผู้สอนสามารถใช้การสังเกตได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะมีการสังเกตอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเวลาและบุคคลที่สังเกตหรือการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นการสังเกตทั่วไป โดย การวิเคราะห์องค์ประกอบของสิ่งที่สังเกต กำหนดเกณฑ์และร่องรอยที่จะใช้เป็นแนวทางในการสังเกต ด้วย และจัดทำเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เป็นต้น 3) การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาซักถามพูดคุยเพื่อค้นหาข้อมูลที่ไม่อาจพบเห็น อย่างชัดเจนในสิ่งที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติในการทำโครงการ โครงงาน การทำงานกลุ่ม กิจวัตร ประจำวันหรือผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์อาจเป็นตัวนักเรียนเอง เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งผู้ปกครอง นักเรียนด้วย การสัมภาษณ์อาจทำอย่างเป็นทางการโดยกำหนดวัน เวลาและเรื่องที่สัมภาษณ์อย่าง แน่นอนและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดคุยไม่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้เกิดความ สัมพันธภาพที่ดีและได้ข้อมูลที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงโดยผู้สอนตั้งข้อคำถามไว้ ล่วงหน้าเพื่อจะได้คุยได้ตรงประเด็น เป็นต้น


14 4) การประเมินภาคปฏิบัติที่เป็นการประเมินการกระทำการปฏิบัติงาน เพื่อ ประเมินการสร้างผลงานชิ้นงานให้สำเร็จ การสาธิตหรือ การแสดงออกถึงทักษะและความสามารถ ของนักเรียนได้ปรากฏในงานที่ตนสร้างขึ้นและการประเมินภาคปฏิบัติจะต้องทำเครื่องมือ ประกอบการประเมินด้วย เช่น Rating Scale, Checklist, Scoring Rubric เป็นต้น 5) Scoring Rubric เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบและประเด็นที่จะประเมิน เพื่ออธิบายลักษณะของคุณภาพงานหรือการกระทำเป็นระดับคุณภาพหรือประมาณหรือระดับ ความสามารถ เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินและเป็นข้อมูลสำคัญแก่ครูผู้สอน ผู้ปกครองหรือผู้สนใจ อื่นๆ ได้ทราบว่านักเรียนรู้อะไร ทำได้มากเพียงใด มีคุณภาพผลงานเป็นอย่างไรโดยผู้ประเมินให้ คะแนนภาพรวมหรืออาจจำแนกองค์ประกอบก็ได้ 6) การประเมินแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Assessment) เป็นการประเมิน ความสามารถในการผลิตผลงาน การบูรณาการความรู้ รวบรวมผลงาน การคัดเลือกผลงานการ สะท้อนความคิดเห็นต่อผลงานทั้งการประเมินผลและการประเมินแฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งเป็นการ ประเมินการจัดการและความคิดสร้างสรรค์จากหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถในผลงานอันแสดง ถึงสัมฤทธิ์ผลและศักยภาพของนักเรียนในสาระการเรียนรู้นั้น สรุปได้ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ที่ได้มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญโดยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง รู้จักการเรียนรู้ การค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ ซึ่งต้อง อาศัยวิธีสอนที่แตกต่างกันไปและที่สำคัญมีเป้าหมายในการส่งเสริมศักยภาพการเป็นพลเมืองดีโดย หลอมรวมวิทยาการแขนงต่างๆ มาบูรณาการเพื่อมุ่งพัฒนาคนให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สามารถพึ่งตนเอง ในด้านการคิด การปฏิบัติและการตัดสินใจด้วยตนเองและทำงานเป็นกลุ่มร่วมมือกับผู้อื่นอย่าง สร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้และใช้ความรู้มาสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมและ ประเทศชาติ 2.3 วิธีการสอนโดยแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.3.1 ความหมายของวิธีการสอนโดยแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2554 : 108) ระบุว่า การสืบเสาะหา ความรู้เป็นแนวคิดที่มีความซับซ้อนและมีความหมายแตกต่างกันไปตามบริบทที่ใช้และผู้ที่ให้คำจำกัด ความ โดยศูนย์กลางของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้น มีต้นกำเนิดจากนักวิทยาศาสตร์ ครู และนักเรียน การสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism) ซึ่งกล่าวไว้ว่าเป็นกระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้น เสาะหา สำรวจตรวจสอบ และ ค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ และ เกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างมี


15 ความหมาย จึงจะสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ของนักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมองได้อย่าง ยาวนาน สามารถนำมาใช้ได้เมื่อมีสถานการณ์ใดๆ มาเผชิญหน้า (สาขาชีววิทยา สสวท., 2550 : 12) การสืบเสาะหาความรู้ คือ การถามคำถามที่สงสัยและเป็นปัญหา ที่สามารถสืบค้นหา คำตอบได้ และสื่อสารคำตอบออกมาได้ (คณะศึกษานิเทศก์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่ม นิเทศ ติดตามและประเมินผลการ จัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1, 2552 : 3) ทิศนา แขมมณี (2550 : บทคัดย่อ) กล่าวว่า การสืบเสาะหาความรู้ เกี่ยวข้องกับ กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย คือ การถามคำถาม ออกแบบการสำรวจข้อมูลการสำรวจข้อมูล การ วิเคราะห์ การสรุปผล การคิดค้นประดิษฐ์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสื่อสารคำอธิบาย การสืบเสาะหาความรู้เป็นกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ศึกษาอธิบายปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐาน ของหลักฐานหรือเหตุผลต่างๆ และอีกความหมาย คือเป็น กระบวนการที่นักเรียนใช้ในการค้นคว้า หาคำตอบอย่างมีระบบเพื่ออธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องการ ศึกษากระบวนการสืบเสาะหาความรู้ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอน สามารถเลือกจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการต่างๆ ในการสืบเสาะหาความรู้ตาม บริบทของผู้สอน ผู้เรียน โรงเรียน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่ตามความเหมาะส มโดยครูเป็น ผู้สนับสนุนให้นักเรียนได้สำรวจปรากฏการณ์ต่างๆ และกระตุ้นให้นักเรียนสร้างความเข้าใจทาง วิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2555 : 56) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง การ ดำเนินการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่ สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจาก การอภิปรายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็น เรื่อง ที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนด ประเด็นที่จะศึกษาในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้น ด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลัง สนใจเป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็น ที่ ต้องการศึกษาจึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจน ยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่างๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ ความเข้าใจเรื่อง หรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่าง หลากหลาย


16 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถาม ที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศหรือปรากฏการณ์ต่างๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อ ช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูล ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการ สำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ใน รูปต่างๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง ฯลฯ การ ค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้ เกิดการเรียนรู้ได้ 4) ขั้นขยายความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์อื่น ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่างๆ ได้มาก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับ เรื่องต่างๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5) ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไรและมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือ เรื่องอื่นๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้อง สำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลัก และหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป 2.4 แผนการจัดการเรียนรู้ 2.4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ วัฒนาพร ระงับทุกข์(2534 : 1) ได้กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการ หรือโครงการที่จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้ในการปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง เป็น การเตรียมการสอนอย่างมีระบบ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู่ จุดประสงค์การเรียนรู้ และจุดหมายของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2549 : 58) ได้กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ การ เตรียมการสอนหรือการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและจัดไว้เป็น ลาย


17 ลักษณ์อักษรโดยมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ มากำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้โดยเริ่มจาการกำหนดจุดประสงค์จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด (สติปัญญา/เจตคติ/ทักษะ) จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยวิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่งเรียนรู้ ใด จะประเมินผลอย่างไร ดวงกมล สินเพ็ง (2553 : 79) ได้กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนหรือแนว ทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้พัฒนาคุณภาพตามผลการเรียนรู้ที่ คาดหวังที่ครูผู้สอนได้กำหนดไว้ สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การเตรียมการสอนของครูโดยมีการลำดับขั้นตอน ของกิจกรรม มีการจัดเรียมสื่ออุปกรณ์ การประเมินผลการเรียนรู้ตรงตามวัตถุประสงค์และ จุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.4.2 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ วัฒนาพร ระงับทุกข์(2543 : 2) ได้ให้ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1) ก่อให้เกิดการวางแผนและการเตรียมการล่วงหน้า เป็นการนำเทคนิค วิธีการ สอน การเรียนรู้สื่อเทคโนโลยี และจิตวิทยาการสอนมาผสมผสานประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมด้านต่างๆ 2) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียนการ สอนการเลือกใช้สื่อการวัดและประเมินผลตลอดจนประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจำเป็น 3) เป็นคู่มือการสอนสำหรับตัวครูผู้สอนและครูที่สอนแทนนำไปใช้ปฏิบัติการ สอนอย่างมั่นใจ 4) เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลที่จะ เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนต่อไป 5) เป็นหลักฐานแสดงความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน ซึ่งสามารถนำไปเสนอเป็น ผลงานทางวิชาการได้ สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2549 : 58) ได้ให้ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1) ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดี วิธีเรียนที่ดี ที่เกิดจากการผสมผสานความรู้ และจิตวิทยาการศึกษา 2) ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย


18 3) ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนเองได้เดินไปในทิศทางใดหรือทราบ ว่าจะสอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไร จะวัดและ ประเมินผลอย่างไร 4) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้ จะจัดหาและใช้สื่อ แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวัดผลและประเมินผล 5) ใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวง การศึกษา 7) เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญของ ครูผู้สอนสำหรับประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญ คือ เป็นคู่มือสำคัญในการจัดการเรียนรู้ ของครู ทำให้ครูเตรียมการสอนที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียน การสอนที่มีคุณภาพ 2.4.3 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ วัฒนาพร ระงับทุกข์(2543 : 2) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรมี ลักษณะ ดังนี้ 1) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติมากที่สุด โดยครูเป็นเพียงผู้คอยชี้นำ ส่งเสริมหรือกระตุ้นกิจกรรมดำเนินไปตามความมุ่งหมาย 2) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบหรือทำ สำเร็จด้วยตนเอง โดยครูพยายามลดบทบาทการบอกคำตอบ มาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถามหรือ ปัญหาไห้นักเรียนคิดหรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการทำกิจกรรม 3) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ มุ่งให้นักเรียนรับรู้และนำ กระบวนการไปใช้จริง 4) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่สามารถจัดหาสื่อการเรียนการสอนได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์สำเร็จรูปราคาแพง สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2549: 59) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ควรมีลักษณะ ดังนี้ 1) กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ชัดเจน (ในการสอนเรื่องนั้น ๆ ต้องการให้ ผู้เรียนเกิดคุณสมบัติอะไร หรือด้านใด)


19 2) กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ชัดเจนและนำไปสู่ผลการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ได้จริง (ระบุบทบาทของครูผู้สอนและผู้เรียนไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร จึงจะทำให้ การเรียนการสอนบรรลุผล) 3) กำหนดสื่ออุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้ไว้ชัดเจน (จะใช้สื่อ อุปกรณ์หรือแหล่ง เรียนรู้อะไรช่วยบ้าง และจะใช้อย่างไร) 4) กำหนดวิธีการวัดและประเมินผลไว้ชัดเจน (จะใช้วิธีการและเครื่องมือในการ วัดและประเมินผลใด เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น) 5) ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ (ในกรณีมีปัญหาเมื่อมีการนำไปใช้หรือไม่สามารถ กำหนดการจัดการเรียนรู้ตามแผนนั้นได้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้เป็นอย่างอื่นได้ โดยไม่กระทบต่อการ เรียนการสอนและผลการเรียนรู้ 6) มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวต่างๆ และสอดคล้องกับ สภาพที่เป็นจริงที่ผู้เรียนดำเนินชีวิตอยู่ 7) แปลความได้ตรงกัน แผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนขึ้นจะต้องสื่อความหมายได้ ตรงกัน เขียนให้อ่านเข้าใจง่าย กรณีมีการสอนแทนหรือเผยแพร่ ผู้นำไปใช้สามารถเข้าใจและใช้ได้ตาม จุดประสงค์ของผู้เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 8) มีการบูรณาการ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีจะสะท้อนให้เห็นการบูรณาการ แบบองค์รวมของเนื้อหาสาระความรู้และวิธีการจัดการเรียนรู้เข้าด้วยกัน 9) มีการเชื่อมโยงความรู้ไปใช้อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้และ ประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์ใหม่และนำไปใช้ในชีวิตจริงกับการเรียนใน เรื่องต่อไป สรุปได้ว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี คือ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทักษะกระบวนการ และได้องค์ความรู้ด้วยตนเอง 2.4.4 รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2549: 60) ได้กล่าวถึงรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่นิยมใช้ กันทั่วไป ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เขียนโดยใช้ประเด็นทั้ง 10 ประเด็น มา กำกับแต่การลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนจะเขียนเป็นเชิงบรรยาย กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้โดยมี ระบุว่านักเรียนทำอะไร


20 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบตาราง เขียนโดยใช้ประเด็นสำคัญที่เป็น องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มากำกับและบรรจุองค์ประกอบสำคัญเหล่านั้นไปตามตาราง เกือบทั้งหมด 3) แผนการจัดการเรียนรู้แบบพิสดาร เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีรายละเอียด มากขึ้น การลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนแยกเป็นกิจกรรมที่ครูปฏิบัติและสิ่งที่นักเรียนปฏิบัติซึ่ง สอดคล้องกัน ดวงกมล สินเพ็ง (2553 : 79) ได้กล่าวถึงรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายปี หรือรายภาค 2) แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย 3) แผนการจัดการเรียนรู้รายคาบ สรุปได้ว่า รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนสามารถเลือกพิจารณาใช้ได้ทั้ง 3 รูปแบบตามความเหมาะสมของรายวิชาที่สอน 2.4.5 องค์ประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2549: 63) ได้กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ควรประกอบด้วย ส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนไว้ ดังนี้ 1) ส่วนที่ 1 ส่วนนำหรือหัวแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นส่วนประกอบที่แสดงให้ เห็นภาพรวมของแผนการจัดการเรียนรู้ ว่าเป็นแผนจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด ใช้กับ ผู้เรียนระดับใด เรื่องอะไร ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมนานเท่าใด 2) ส่วนที่ 2 ตัวแผนการจัดการเรียนรู้ (องค์ประกอบที่สำคัญ) ซึ่งประกอบด้วย 1) สาระ 2) มาตรฐานการเรียนรู้ 3) มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น 4) ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 5) สาระสำคัญ 6) จุดประสงค์การเรียนรู้ 7) สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 8) กิจกรรม/กระบวนการเรียนรู้ 9) สื่อ/นวัตกรรม/แหล่งเรียนรู้ 10) การวัดและประเมินผล 11) เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ และ 12) บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ส่วนที่ 3 ท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย บันทึกผลการใช้แผนการ จัดการเรียนรู้ เป็นส่วนที่ผู้สอนบันทึกผลการสังเกตที่พบจากการนำแผนไปใช้ เช่น ปัญหา และ แนวทางแก้ไข กิจกรรมเสนอแนะ และข้อมูลอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ในการนำไปใช้ต่อไป และเอกสารประกอบการสอน ได้แก่ ใบงาน แบบทดสอบที่ใช้ในการจัดการ เรียนรู้ตามแผนนั้น ๆ เป็นต้น ดวงกมล สินเพ็ง (2553: 79) ได้กล่าวว่า การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์จาก คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ แล้วครูผู้สอนนำผลการวิเคราะห์มาจัดเตรียมทำแผนการจัดการ


21 เรียนรู้ล่วงหน้า เพื่อครูจะได้มีความพร้อมที่สุดในการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพทุกขั้นตอน แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้ 1) ส่วนนำ ได้แก่ ชื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้น ห้องเรียน ภาคเรียนที่ ปี การศึกษา ชื่อหน่วยการเรียนรู้ หัวข้อเรื่อง สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด (ถ้าเป็นรายวิชา พื้นฐาน) เวลาที่จัดการเรียนการสอน 2) มโนทัศน์ (concept) หรือสาระสำคัญ 3) ผลการเรียนรู้หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งต้องเขียนเป็นพฤติกรรม (behavioral objectives) ที่เน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาครบทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ความรู้ (knowledge) ได้แก่ เนื้อหาสาระที่จัดการเรียนรู้ 2) ทักษะกระบวนการ (process) ได้แก่ ทักษะกระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การได้ลงมือปฏิบัติ 3) เจตคติ (attitude) ได้แก่ ความตั้งใจ ความสนใจ การเห็นคุณค่า 4) เนื้อหาสาระ (content) 5) กระบวนการจัดการเรียนรู้ (learning process) 6) การประเมินผลการเรียนรู้ (evaluation) 7) สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ (learning materials/ learning resources) 8) บันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนนี้ครูสามารถนำไปพัฒนา เป็นวิจัยในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี 2.5 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5.1 ความหมายของประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เผชิญ กิจระการ (2544 : 51) ได้กล่าวว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ผลรวมของการหาคุณภาพ (Quality) ทั้งเชิงปริมาณที่แสดงเป็นตัวเลข (Quantitative) และ เชิงคุณภาพ (Qualitative) ที่แสดงเป็นภาษาที่เข้าใจได้เป็นผลที่แสดงถึงผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ที่ถูกต้องถึงระดับเกณฑ์ที่คาดหวัง 2.5.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้จะพึงพอใจว่าหากแผนการจัดการ เรียนรู้ถึงระดับนั้นแล้ว แผนการจัดการเรียนรู้ก็มีคุณค่าที่จะนำไปสอนนักเรียน การกำหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพ กระทำโดยการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง


22 (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพ กระบวนการ) และ E2 (ประสิทธิภาพผลลัพธ์) ดังนี้ 1) เกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 หมายความว่า เมื่อเรียนจากแผนการจัดการ เรียนรู้แล้วผู้เรียนจะสามารถทำแบบฝึกหัดหรืองานได้คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 80 และทำการ ทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 80 การที่จะกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ( E1 / E2 ) ให้มีค่าเท่าใดนั้น ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ตั้งไว้ 80/80 หรือ 85/85 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติอาจตั้งไว้ต่ำกว่านี้ เช่น 75/75 หรือ 70/70 เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตั้งเกณฑ์ไว้ต่ำเพราะตั้งเกณฑ์ไว้เท่าใดมักจะได้ผลเท่านั้น 2) การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ดำเนินการโดยเมื่อพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ขึ้นเป็นต้นฉบับแล้วต้องนำไปหาประสิทธิภาพตามขั้นตอน ดังนี้ (1) การทดลองขั้น 1:1 (แบบเดี่ยว) คือนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลอง กับนักเรียนเก่ง 1 คน นักเรียนปานกลาง 2 คน และมีนักเรียนอ่อน 1 คน คำนวณหาประสิทธิภาพ แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น (2) การทดลองขั้น 1:10 (แบบกลุ่ม) คือนำแผนการจัดการเรียนรู้ไป ทดลองใช้กับนักเรียน 6-10 คน โดยคละผู้เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จำนวนเท่าๆ กัน คำนวณหา ประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น (3) การทดลองขั้น 1:100 (ภาคสนาม) คือนำแผนการจัดการเรียนรู้ไป ทดลองใช้กับนักเรียน 30 -100 คน คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น สรุปได้ว่า การคำนวณหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นการคำนวณหา ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ E1 / E2 หรือประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์ โดยแสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น E1 / E2 = 80/80, E1 / E2 = 85/85, E1 / E2 = 90/90 เป็นต้น 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นสมรรถภาพของสมองทางด้านต่างๆ ที่ นักเรียนได้รับจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครูผู้สอน สำหรับความหมาย ของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีนักการศึกษาได้ให้ความหมายหลายท่าน สรุปได้ ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ทักษะและสมรรถภาพสมองในด้านต่างๆ ที่ นักเรียนได้รับการสั่งสอนของครูผู้สอน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (ธวัชชัย บุญสวัสดิ์กุลชัย. 2543 : 4)


23 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จหรือความสามารถในการกระทำใดๆ ที่ ต้องอาศัยทักษะหรือมิฉะนั้นต้องอาศัยความรอบรู้ในวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 11) จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังกล่าว สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรู้ ความสามารถของบุคคลที่มีการพัฒนาขึ้น หลังจากได้รับการจัดการ เรียนรู้ การฝึกฝนและการอบรมจนประสบความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้าน ต่างๆ ซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงจากสมรรถภาพของสมอง 2.6.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บลูม (Bloom. 1976: 139) กล่าวถึงองค์ประกอบของสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนว่ามีตัวแปรอยู่ 3 ตัว ดังนี้ 1) พฤติกรรมด้านปัญญา (Cognitive Entry Behavior) เป็นพฤติกรรมด้าน ความรู้ ความคิดและ ความเข้าใจ หมายถึง การเรียนรู้ที่จำเป็นต้องการเรียนเรื่องนั้นและมีมาก่อน เรียน ได้แก่ความถนัดและพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ใหม่ 2) ลักษณะทางอารมณ์ (Affective Entry Characteristics) เป็นตัวกำหนดด้าน อารมณ์ หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความกระตือรือร้นที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนรวมถึงทัศนคติของ นักเรียนที่มีต่อวิชา ต่อโรงเรียนและระบบการเรียนหรือมโนภาพเกี่ยวกับตนเอง 3) คุณภาพของการสอน (Quality of Instruction) เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพ ในการเรียนของผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วย การชี้แนะ หมายถึง การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียนการ สอนและงานที่จะต้องทำให้นักเรียนทราบอย่างชัดเจน การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ดลาอุสเมย์. ม.ป.ป. อ้างถึงใน สายัณห์ สิทธิโชค. 2544 : 46-47) กล่าวถึงองค์ประกอบ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่ามีอยู่ 6 ด้าน ดังนี้ 1) คุณลักษณะของผู้เรียน ได้แก่ ความพร้อมทางด้านร่างกาย และสติปัญญา ความสามารถทางด้านทักษะ ร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ เช่น ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติ ค่านิยม ความรู้สึกคิดกับตนเอง อายุและเพศและ ความเข้าใจในสถานการณ์ 2) คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ระดับการศึกษา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนาความรู้ ทักษะทางร่างกาย คุณลักษณะจิตใจ เจตคติ ค่านิยม ความรู้สึกคิดกับตนเอง อายุ และเพศ และความเข้าใจในสถานการณ์ 3) พฤติกรรมระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินการ สอนทั้งหลาย เช่น วิธีการสอน ปฏิสัมพันธ์ทางความรู้และความคิด 4) คุณลักษณะของกลุ่ม ได้แก่ โครงสร้าง เจตคติ ความสามัคคี และการเป็นผู้นำ


24 5) คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองเครื่องมืออุปกรณ์ 6) แรงผลักดันจากภายนอก ได้แก่ ครอบครัว สิ่งแวดล้อมทางสังคม อิทธิพลของ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น อิทธิพลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น สามารถสรุปได้ 2 ประการดังต่อไปนี้1) อิทธิพลทางด้านผู้เรียนคือ ความพร้อมทางร่างกาย สติปัญญา เจตคติ เพศ และ อายุ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง และ 2) อิทธิพลทางด้านโรงเรียน ได้แก่ ระบบการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความพร้อมของบุคลากรในทุกๆ ด้าน ด้านสื่ออุปกรณ์และเทคโนโลยีในการเรียนรู้และการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ที่สนองตอบความ ต้องการและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 2.6.3 ลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บลูม (Bloom. 1976: 139) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวกับ กระบวนการต่างๆ ทางด้านสติปัญญาและสมอง ประกอบด้วยพฤติกรรม 6 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถระลึกถึงเรื่องราว ประสบการณ์ที่ผ่านมา (2) ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความ การแปล ความ การตีความและการขยายความ (3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้หรือหลักวิชาที่ เรียนมาแล้วในการสร้างสถานการณ์จริงๆ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่างๆ หรือวัตถุ สิ่งของเพื่อต้องการค้นหาสาเหตุเบื้องต้น หาความสัมพันธ์ระหว่างใจความ ระหว่างส่วนรวม และตลอดจนหลักการที่แฝงอยู่ในเรื่อง (5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้มาจัดระบบ ใหม่เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มีความหมาย และประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม (6) การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยคุณค่าของบุคคล เรื่องราว วัสดุ สิ่งของอย่างมีหลักเกณฑ์ 2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการ เจริญเติบโต และพัฒนาการในด้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้งและเจตคติต่างๆ ของนักเรียน


25 3) การปฏิบัติการ (Psycho - motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการดำเนินการ เช่น การทดลอง ไพศาล หวังพานิช (2526 : 89) ได้แบ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดหมาย และ ลักษณะสาระที่จัดการเรียนรู้ ซึ่งสามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะสาระ ดังนี้ 1) การวัดผลด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความสามารถในการปฏิบัติหรือทักษะ ของผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถในรูปแบบของการกระทำจริงเป็นผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การงาน เป็นต้น การวัดผลแบบนี้ จึงต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) 2) การวัดผลด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับเนื้อหา อันเป็นประสบการณ์ ของการเรียนรู้ของผู้เรียน อันรวมถึงพฤติกรรมความสามารถด้านต่างๆ ที่สามารถวัดผลได้โดยใช้ ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น สามารถวัดได้ทั้งด้านทักษะปฏิบัติโดยการ ใช้แบบทดสอบภาคปฏิบัติและการวัดทางด้านเนื้อหาโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) โดยวัดพฤติกรรมด้านความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ และการประเมินค่า 2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้ เกี่ยวข้องกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้งและเจตคติต่างๆ ของนักเรียน 3) ด้านการปฏิบัติการ (Psycho - motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการดำเนินการ 2.6.4 การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อวัดความรู้ เนื้อหา ผู้ประเมินต้อง มีการวาง แผนการดำเนินการสร้างที่เป็นระบบ มีความรู้ในเนื้อหา เขียนข้อคำถามที่ตรงประเด็น ตลอดจนการ กำหนดจุดประสงค์เพื่อเขียนข้อคำถามวัดพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ดังที่ บลูม (Bloom. 1956: 201) ได้กล่าวถึงลำดับขั้นของความรู้ที่ใช้ในการเขียนวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมด้านความรู้ความคิดไว้ 6 ขั้น ดังนี้ 1) ความรู้ความจำ หมายถึง การระลึกหรือท่องจำความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว โดยตรงในขั้นนี้รวมถึง การระลึกถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง สถานที่ เวลา ขนาด ปริมาตร บุคคล ระเบียบ ประเพณีลำดับขั้นของการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แนวโน้ม จัดประเภท จัดกลุ่ม วิธีการ ไปจนถึง


26 กฎเกณฑ์ ทฤษฎีจากตำรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สอนกันมาแล้วจึงเอามาถาม และถือว่าเป็นการวัดด้าน ความจำเท่านั้น 2) ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถจับใจความสำคัญจากเรื่องราวหรือ เหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความสามารถในการจับใจความด้านการแปลความหมาย การตีความ และขยาย ความของข้อความ คำ เรื่องราว เหตุการณ์ ภาพ ฯลฯ 3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้แก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เรียนรู้มาว่าถ้าต้องการให้คนสลบเพื่อจะผ่าตัดก็ต้องใช้ยาสลบ ซึ่งเป็นการวัด ความจำ แต่ถ้าถามว่าจะผ่าตัดไม่มียาสลบจะต้องอย่างไร ถ้าตอบได้แสดงว่ามีความสามารถด้านการ นำไปใช้ 4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะส่วนย่อยๆ ของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหาต่างๆ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง มีจุดมุ่งหมายหรือประสงค์สิ่งใด นอกจากนั้นยัง มองถึงว่าส่วนย่อยๆ ที่สำคัญนั้น ซึ่งแต่ละเหตุการณ์เกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง และเกี่ยวพันกัน โดย อาศัยหลักการใด ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสามารถด้านการวิเคราะห์จะเต็มไปด้วยการหาเหตุผลมา เกี่ยวข้องกันอยู่เสมอและพยายามมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของเนื้อหาและเหตุการณ์นั้นๆ การ วิเคราะห์ จึงต้องอาศัยพฤติกรรมด้านการจำ ความเข้าใจ และการนำไปใช้มาประกอบการพิจารณา 5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนำเอาส่วนย่อยๆ มาประกอบกัน เป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นการวัดว่านักเรียนจะสามารถนำเอาความรู้แต่ละหน่วยมารวมกันจัดเป็นหน่วยใหม่ ขึ้นหรือโครงสร้างใหม่ที่ต่างเป็นจากเดิมได้หรือไม่ ลักษณะของคำถามประเภทนี้จะถามเกี่ยวกับการ สังเคราะห์ข้อความ การวางแผน และสังเคราะห์ความสัมพันธ์เป็นคำถามที่จะล้วงลึกดูว่าใครมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากเพียงใด 6) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่างๆ ไม่ ว่าจะเป็นคำพูด นวนิยาย บทกวี หรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าว จะต้องอาศัยเกณฑ์ และ มาตรฐานไปประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดเสมอว่าสิ่งนั้นดี เลว อย่างไร และเพราะเหตุใด จึงว่าดีหรือเลว เป็นต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลงาน คุณลักษณะและความสามารถ ของ บุคคลที่พัฒนาขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับการเรียนรู้ โดยอาศัยเครื่องมือในการวัดผลการศึกษา เพื่อให้ทราบว่าได้ผลอย่างไรและมีส่วนไหนต้องปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนต่อไป ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดย ครอบคลุมเนื้อหาตามที่กำหนดไว้


27 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สุกัญญา เพ็ชรนาค (2563 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบ ทักษะการคิดวิเคราะห์โดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียน ชั้มัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ 5E กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 28 คน โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร ใช้วิธีการสุ่ม แบบกลุ่ม การวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะการคิด วิเคราะห์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5E สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบทีกรณีกลุ่มไม่ อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชา ภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด 2) นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมี ทักษะการคิดวิเคราะห์โดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ 5E โดยรวมอยู่ในระดับมากนรารัตน พวงพุ ม (2562 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะหของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 โดยใชรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบ 5E ในการศึกษาเรื่องภูมิศาสตร ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์(1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภูมิศาสตรประเทศไทย กลุ มสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนที่ ไดรับการเรียนรูโดยใชรูปแบบ การจัดการเรียนรูแบบ 5E โดยใหนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยไมนอยกวา รอยละ 75 และมีจํานวนนักเรียน ที่ผานเกณฑรอยละ 75 ขึ้นไป (2) พัฒนาการคิดวิเคราะหของนักเรียนที่ไดรับการจัดการเรียนรูโดยใช รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบ 5E โดยนักเรียนมีคะแนนการคิดวิเคราะหเฉลี่ยไมนอยกวารอยละ 70 และมีจํานวนนักเรียนที่ผานเกณฑรอยละ 70 ขึ้นไป การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงทดลองแบบ One – Shot Case Study โดยมีกลุมเปาหมายเปน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/4 จํานวน 55 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยประกอบดวย (1) แผนการจัดการเรียนรูจํานวน 12 แผน (2) แบบทดสอบวัด


28 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (3) แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิเคราะหขอมูลหาค าเฉลี่ย สวนเบนเบี่ยงมาตรฐาน และคารอยละ ผลการวิจัยพบวา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดวิเคราะหของนักเรียนโดยใชรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบ 5E พบวา 1. นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 23.96 คิดเปนรอยละ 79.87 และมีจํานวนผูเรียนที่ผานเกณฑ 45 คน คิดเปนรอยละ 81.81 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่กําหนดไว 2. นักเรียนมีผลคะแนนการคิดวิเคราะหเฉลี่ย 23.65 คิดเปนรอยละ 79.87 และมีจํานวนผูเรียนที่ผานเกณฑ 45 คน คิดเปนรอยละ 81.81 ซึ่งสูงกว าเกณฑที่กําหนดไว พิลญา สังฆานาคินทร์(2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุด กิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิด วิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้น กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 4) เพื่อ ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัย พิบัติทางธรรมชาติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2560 โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยพัทลุง องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจดักิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัตัทางธรรมชาติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 แผน 2) ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัตัทางธรรมชาติ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิด วิเคราะห์จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการ ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 83.04/81.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ดัชนีประสิทธิผล ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) เรื่อง ภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.4735 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากเรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติ


29 ทางธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 47.35 3) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ตามชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลงัเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .054) การจดักิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ทำให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ทักษะการคิดวิเคราะห์ที่สูงขึ้น เหมาะสำหรับนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปฏิภาณ สร้างคำ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการ จัดการเรียนรู้ เรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม) สังกัดสำ นักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา จำ นวน 37 คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการเลือกสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำ นวน 8 แผน ทำ การสอนแผนละ 50 นาที แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พัฒนาการ ทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากรายข้อตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.72 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.82 มีค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 และแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) ซึ่งเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.78 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏดังนี้1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.00/80.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทย


30 สมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) มีค่า เท่ากับ 0.5749 หรือคิดเป็นร้อยละ 57.49 3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการ ทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.52) พิมพ์ชนก มณีทัพ (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแผนการ จัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธี สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้ โดยกำหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/ E2 ที่ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป (2) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ทวีป อเมริกาใต้ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้ กลุ่ม ตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบ กลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ ทวีปอเมริกาใต้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมุติฐาน ใช้ t-test (pair) ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้ มีประสิทธิภาพ 83.32/82.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และมี ดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.I.) เท่ากับ 0.70 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความรู้ หลังเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 70 2. กลุ่มตัวอย่างที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .05 3. กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้


31 (Inquiry Method : 5E) เรื่องภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.26 ซูไรดา จารง (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคณะราษฏรบำรุง จังหวัดยะลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) กับเกณฑ์ (ร้อยละ 75) โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียน คณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม 1 ห้องเรียน จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียน รู้ สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้การทดสอบค่าที (T-Test) แบบ Dependent Sample และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับเกณฑ์ที่ก าหนด โดยใช้การทดสอบค่าที (T-Test) แบบ One Sample ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .052) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พุทธิพงษ์ ศุภมัสดุอังกูร (2558 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ1.เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 5 ก่อนเรียน เละหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.ศึกษาความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบ


32 เสาะหาความรู้ (5E) 3.ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ใช้กระบวนการในการศึกษาดังนี้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนสมุทรปราการ มีนักเรียนทั้งหมด 43 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการ ทดสอบค่าทีแบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ เรียนด้วยการจัดการเรียรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) อยู่ในระดับสูง 3.ความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เห็นด้วยในระดับมาก วันดี จูเปี่ยม (2557 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประวัติศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เมื่อใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E และ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและ หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ใช้วิธีการดังนี้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอัสสัมชัญแผนประถมแขวงยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร จำนวน 42 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนประวัติศาสตร์ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนประวัติศาสตร์สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 หลังการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ธนารัตน์ มาลัยศรี (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมี วิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 1 ในหน่วยการเรียนรู้แบบย้อนกลับเรื่องประชาคม


33 อาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาหน่วยการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design) เรื่อง ประชาคมอาเซียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.เพื่อพัฒนาทักษะการคิด อย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมให้นักเรียนร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 ขึ้นไป3.เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ให้นักเรียนร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์ 75 ขึ้นไป ใช้กระบวนการศึกษาดังนี้กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนช่องแมวพิทยา จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1)เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติ ได้แก่ หน่วยการเรียนรู้แบบย้อนกลับและแผนการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผล การปฏิบัติ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของผู้วิจัย แบบสัมภาษณ์นักเรียน 3)เครื่องมือที่ใช้ใน การประเมินผล ได้แก่ แบบทดสอบย่อยท้ายวงจร แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า หน่วยการเรียนรู้แบบย้อนกลับ(Backward Design) เรื่องประชาคมอาเซียนมีกระบวนการของการพัฒนาหน่วยตามขั้นตอน วิเคราะห์และระบุ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด กำหนดผังมโนทัศน์และชื่อหน่วยการเรียนรู้ กำหนดสาระสำคัญ กำหนด สาระการเรียนรู้ความรู้ ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะ กำหนดชิ้นงาน/ภาระงาน กำหนดประเด็น เกณฑ์การประเมิน กำหนดเวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.53 อยู่ในระดับความคิดเห็นมากที่สุด นักเรียนที่ได้เรียนรู้จากหน่วย การเรียนรู้แบบย้อนกลับ(Backward Design) โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มี คะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นักเรียนได้เรียนรู้จากหน่วยการ เรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design) โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ วรรณพร สารัง (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องพัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรพินท์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 จังหวัดสุรินทร์ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องการพัฒนาการ ของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน จากการจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 3.เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้แบบ 5E ใช้กระบวนการดังนี้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักรเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรพินท์ พิทยาคม อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการการเรียนรู้ 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4)


34 แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ พบว่า ผลการพัฒนาชุด กิจกรรมการเรียนรู้ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่อง พัฒนาการของอาเซียนเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ แบบ 5E พบว่าโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก 2.8 กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ เรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังต่อไปนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีการดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 84 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 28 คน ได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 แผน เวลา 7 ชั่วโมง 1) แบบทดสอบก่อนเรียน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความหมาย ความสำคัญ และปัจจัยการผลิต สินค้าและบริการ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง หลักการผลิตสินค้าและบริการอย่างมี ประสิทธิภาพ


36 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตสินค้าและ บริการ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การนำเทคโนโลยีมีใช้ในการผลิตสินค้า และ บริการ 6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ลักษณะของการการผลิตสินค้าและบริการ ของไทย 7) แบบทดสอบหลังเรียน 3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3.3 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 1) ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) และแนวคิด/หลักการเกี่ยวกับการเรียนการสอนสังคมศึกษาระดับ มัธยมศึกษา 2) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ จากคู่มือครู หนังสือเรียนวิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีวิชาเศรษฐศาสตร์ 3) วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน การประเมินผลโดยพิจารณา ให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) 5) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 แผน เวลา 7 ชั่วโมง มีรายละเอียดดังนี้ (1) แบบทดสอบก่อนเรียน


37 (2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความหมาย ความสำคัญ ของการ ผลิตสินค้าและบริการ และปัจจัยการผลิต (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เรื่อง หลักการผลิตสินค้าและบริการ อย่างมีประสิทธิภาพ (4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตสินค้า และบริการ (5) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การนำเทคโนโลยีมีใช้ในการผลิต สินค้าและบริการ (6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ลักษณะของการการผลิตสินค้าและ บริการของไทย (7) แบบทดสอบหลังเรียน 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้อง เหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างตัวชี้วัดกับสาระการเรียนรู้ กิจกรรม การเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อเห็นว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item - objective Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกแผน 7) ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามคำแนะนำและข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ 8) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอน เวลา สื่อ การวัดและประเมินผล และการใช้สำนวนภาษา 9) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการ ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง


38 จากขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนตามขั้นตอนการศึกษาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบ เสาะหาความรู้(5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีสรุปได้ดังนี้ ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คู่มือครูหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้า และบริการ กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน การประเมินผล จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) จำนวน 5 แผน เวลา 7 ชั่วโมง นำแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องหาค่าดัชนี ความสอดคล้องและได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 ทุกแผน ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามคำแนะนำและข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ภาพที่ 3.1 สรุปขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ 5E นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข


39 3.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหา และตัวชี้วัด ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ตอบถูกได้ข้อละ 1 คะแนน และตอบผิดได้0 คะแนน จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร และหลักสูตร คู่มือครู แบบเรียน ระเบียบการวัดผล และประเมินผลสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา การสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้แกนกลางและตัวชี้วัด โดยพิจารณาจาก ความสำคัญ ของตัวชี้วัดให้ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการผลิตสินค้าและบริการ 3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 4) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน (ใช้ ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of ltem - Objective Congruence: IOC) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543: 249) โดยมีการให้เกณฑ์คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นมีความสอดคล้องและ เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบนั้นมีสอดคล้องและ เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นไม่มีความสอดคล้อง และเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา นำคะแนนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับ วัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ ระหว่าง 0.67 - 1.00 5) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 6) นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อเพื่อ วิเคราะห์ หาค่าความยาก (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อคัดเลือกข้อสอบ จำนวน 20 ข้อ โดยใช้สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 ค่าความยาก


40 ง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.47 – 0.79 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.32 – 0.78 และค่าความเชื่อมั่น ทั้ง ฉบับ = 0.72 7) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อ ใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จากขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ดังนี้ ศึกษาเอกสารและหลักสูตร คู่มือครู หนังสือเรียน ระเบียบการวัดผลและประเมินผลสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา วิเคราะห์สาระการเรียนรู้แกนกลางและตัวชี้วัด สร้างแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะนำมาปรับปรุงแก้ไข นำแบบทดสอบมาวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาค่าความยาก (p) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.47 ถึง 0.79 และค่าอำนาจจำแนก (r) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.32 ถึง 0.78 หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน(Kuder-Richardson) สูตร KR-20 ซึ่งได้ค่าความเที่ยงตรงทั้งฉบับ = 0.72 ได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีประสิทธิภาพนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ภาพที่ 3.2 สรุปขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


Click to View FlipBook Version