41 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งในการ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลและปรับปรุงเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม โดยการเก็บรวบรวม ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้ 3.4.1 ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ก่อนเรียนใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในสัปดาห์แรกก่อนทำการ สอน 3.4.2 ดำเนินการทดลองสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ สืบเสาะหาความรู้ เวลาที่ใช้ในการทดลองสอน จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ รวม 5 ชั่วโมง 3.4.3 ทดสอบหลังเรียน (Post-test) เมื่อดำเนินการทดลองครบตามที่กำหนดใน แผนการจัดการเรียนรู้แล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้ 3.5.1 หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีตามเกณฑ์ 80/80 3.5.2 หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละที่ได้จากการทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตามเกณฑ์ 80/80
42 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 3.6.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ 1) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) คำนวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543: 248-249) IOC = N R เมื่อ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้อง R หมายถึง ผลรวมของคะแนนของผู้เชี่ยวชาญ N หมายถึง จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2) ค่าความยาก (p) ตามสูตรสัดส่วนของผู้ตอบถูก โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 86) P = N R เมื่อ P แทน ค่าความยากง่ายของข้อสอบ R แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูก N แทน จำนวนนักเรียนที่สอบทั้งหมด 3) การวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ทำการคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนก (r) (Discrimination) โดยใช้สูตร (สมนึก ภัททิยธนี, 2541 : 221) B = − n1 U n2 L
43 เมื่อ B แทน ค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบทดสอบ U แทน จำนวนผู้รอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก L แทน จำนวนผู้ไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก n1 แทน จำนวนผู้รอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ n2 แทน จำนวนผู้ไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ 4) ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 ซึ่งคำนวณจากโปรแกรมวิเคราะห์ แบบทดสอบ (Test Analysis Program (TAP)) (สมนึก ภัททิยธนี, 2549:223) rtt = − − 2 t S pq 1 n 1 n ( ) 2 2 2 2 N N X X St = − เมื่อ rtt แทน สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทน จำนวนข้อของแบบทดสอบ P แทน สัดส่วนของผู้คนที่ทำแบบทดสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q แทน สัดส่วนของผู้คนที่ทำแบบทดสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด 2 t S แทน ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ N แทน จำนวนผู้เรียน 3.6.2. ค่าสถิติพื้นฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences for Windows) 1) ค่าร้อยละ (Percentage) 2) ค่าเฉลี่ย (Mean) 3) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
44 3.6.3 การหาประสิทธิภาพของการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ การหาประสิทธิภาพของการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้(5E) ตามเกณฑ์ 80/80 จากสูตร สูตร 1 ประสิทธิภาพของกระบวนการ x X 100 E1 = N A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอนที่จัดโดยใช้วิธีการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) x แทน คะแนนรวมจากการทำแบบทดสอบย่อยท้ายแผนของนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบย่อยของนักเรียน N แทน จำนวนนักเรียน สูตร 2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x X 100 E 2 = N B เมื่อ E 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน F แทน คะแนนรวมจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 3.6.4 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 1) เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) )(บุญชมศรีสะอาด และคณะ. 2550: 69) 1 ( ) 2 2 − − = n n D D D t
45 เมื่อ t แทน การแจกแจงแบบที D แทน ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียน n แทน จำนวนนักเรียน
47 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนโดยแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่องการผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อ พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชา เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่า 80/80 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ปรากฏผลดังนี้ 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลข้อมูลการวิเคราะห์ในส่วนต่างๆ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่า 80/80 ผู้วิจัยได้นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) รายวิชา เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 ซึ่ง ทำการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เนื้อหาสาระที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือรายวิชา เศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 7 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 7 ชั่วโมง โดยมีเนื้อหาสาระดังนี้ เรื่องที่ 1 ทดสอบก่อนเรียน เรื่องที่ 2 ความหมาย ความสำคัญ และปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ เรื่องที่ 3 หลักการผลิตสินค้าและบริการ อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ 4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตสินค้าและบริการ เรื่องที่ 5 การนำ
48 เทคโนโลยีมีใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เรื่องที่ 6 ลักษณะของการการผลิตสินค้าและบริการของ ไทย เรื่องที่ 7 ทดสอบหลังเรียน มาใช้สอนจนครบทุกแผน และทำการประเมินผู้เรียนโดยใช้ แบบทดสอบย่อยและใบงานที่ทำในกิจกรรมการเรียนการสอน และให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ จากนั้นผู้วิจัยได้นำผลการทดสอบของนักเรียนรายบุคคลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังตารางที่ 4.1 เลขที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) รวม (50) 1 8 10 10 9 10 8 47 17 2 5 9 8 8 9 9 43 16 3 10 8 9 9 10 9 45 16 4 6 10 8 8 9 9 44 16 5 11 9 10 10 9 10 48 18 6 14 9 10 10 10 9 48 20 7 9 10 10 9 8 9 46 16 8 8 9 8 9 8 8 42 17 9 7 9 10 8 10 9 46 18 10 5 10 9 10 10 9 48 16 11 12 13 14 15 16 17 18 14 12 6 10 8 3 10 11 9 9 9 9 9 8 8 8 9 9 10 10 9 9 8 9 10 9 10 10 10 9 9 9 8 9 9 9 10 10 9 9 8 10 9 10 9 9 8 10 44 46 47 48 47 45 42 45 17 18 19 18 16 16 18 17
49 ตารางที่ 4.1 ผลรวมของคะ9แนนก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ต่อ) จากตารางที่ 4.1 การศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.92/85.89 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่า 80/80 เลขที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) รวม (50) 19 6 10 10 9 9 10 48 16 20 12 10 10 10 9 9 48 16 21 13 10 9 10 9 10 48 20 22 12 9 10 10 9 10 48 18 23 11 10 9 9 10 10 48 19 24 12 10 10 10 10 9 49 16 25 11 10 9 10 8 10 47 17 26 9 9 10 9 9 10 47 16 27 9 10 9 10 9 10 48 17 28 12 10 10 9 10 10 49 17 ∑ 264 260 261 262 258 260 1301 481 X 9.43 9.63 9.67 9.70 9.56 9.63 46.46 17.18 S.D. 2.90 0.71 0.72 0.69 0.69 0.71 2.16 1.25 % 47.14 92.86 93.21 93.57 92.14 92.86 92.92 85.89
50 ตารางที่ 4.2 ประสิทธิภาพของการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี จำนวน นักเรียน (N) คะแนนระหว่างเรียน (E 1 ) คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (E 2 ) คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ( X ) ร้อยละ (%) คะแนน เต็ม คะแนน เฉลี่ย ( X ) ร้อยละ % 28 50 46.46 92.92 20 17.18 85.89 จากตารางที่ 4.2 การศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 92.92/85.89 แสดงว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 28 คน คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์หา ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังแสดงในตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี เลขที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน D 2 1 8 17 9.00 81.00 2 5 16 11.00 121.00 3 10 16 6.00 36.00 4 6 16 10.00 100.00 5 11 18 7.00 49.00 6 14 20 6.00 36.00 7 9 16 7.00 49.00
51 ตารางที่ 4.3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี(ต่อ) เลขที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน D 2 8 8 17 9.00 81.00 9 7 18 11.00 121.00 10 5 16 11.00 121.00 11 14 17 3.00 9.00 12 12 18 6.00 36.00 13 6 19 8.00 64.00 14 10 18 8.00 64.00 15 8 16 8.00 64.00 16 3 16 13.00 169.00 17 10 18 8.00 64.00 18 11 17 6.00 36.00 19 6 16 10.00 100.00 20 21 12 13 16 20 4.00 7.00 16.00 49.00 22 12 18 6.00 36.00 23 11 19 8.00 64.00 24 12 16 4.00 16.00 25 11 17 6.00 36.00 26 9 16 7.00 49.00 27 9 17 8.00 64.00 28 12 17 5.00 25.00 264 481 212 1756 X 9.43 17.18 - - S.D. 2.90 1.25 - - ∑ = 212 ∑ 2 = 1756
52 จากตารางที่ 4.3 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตารางที่ 4.4 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้คะแนนเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของผลสัมฤทธิ์ทางรายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี การทดสอบ N X S.D. df tคำนวณ ก่อนเรียน 28 9.43 2.90 27 38.89* หลังเรียน 28 17.18 1.25 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.4 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐานก่อน เรียน เท่ากับ 2.90 และ ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐานหลังเรียน เท่ากับ 1.25 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 พบว่า tคำนวณ ที่คำนวณได้มีค่าเท่ากับ 38.89* ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
53 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการ จัดการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีกลุ่ม ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง อุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 28 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง นวัตกรรม คือ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนโดยแบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนโดยแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เป็นแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.72 ซึ่งมีความเชื่อมั่นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่า E 1 / E 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-dependent 5.1 สรุปผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีสรุปผลได้ดังนี้ 1)การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบย่อยในแต่ละเรื่องเท่ากับ 46.46 คิดเป็นร้อยละ 92.92 และ ทำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 17.18 คิดเป็น ร้อยละ 85.89 และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.92/85.89สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
54 สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2 อภิปรายผล จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีสามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีมีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.92/85.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป เป็นไปตามสมติฐาน ทางการวิจัยข้อที่ 1 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ผู้วิจัยได้สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้นตาม ขั้นตอนรูปแบบของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) อย่างจริงจัง มีระบบและนำไปให้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบและประเมินก่อนที่จะนำไปทดลองจริง แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ซึ่งจากเหตุผลที่กล่าว มาทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานีมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยพิมพ์ชนก มณีทัพ (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.32/82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสมมติฐาน คือ 80/80 สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ วันดี จูเปี่ยม (2557 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประวัติศาสตร์โดย การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและ หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 83.73/84.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสมมติฐาน คือ 80/80 และสอดคล้องกับ ผลงานวิจัยวรรณพร สารัง (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องพัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 81.25/83.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
55 2) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยนักเรียนมีมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดย ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18 เมื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมติฐานทางการวิจัยข้อที่ 2 อาจเนื่องมาจากที่ได้มีการจัด กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เป็นการนำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ ให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วย สมาชิกที่มีความรู้ความสามารถ แตกต่างกันโดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของกลุ่มทั้งโดยการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่ เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า การดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้มีความน่าสนใจ ผู้เรียนไม่เบื่อ หน่ายในระหว่างการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุกัญญา เพ็ชรนาค (2563 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังการใช้การจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้อง ผลงานวิจัยของซูไรดา จารง (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร การ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และพุทธิ พงษ์ ศุภมัสดุอังกูร (2558 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
56 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1) การจัดกลุ่มในการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) นักเรียนเรียนในกลุ่มเดิมทำให้ไม่ เกิดการแลกเปลี่ยน ควรเปลี่ยนกลุ่มนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้สร้างความสัมพันธ์ ความคุ้นเคยกับ เพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น และสามารถพัฒนา ความสามารถในการทำงานกลุ่มของนักเรียนให้ดีขึ้นด้วย 2) การจัดกลุ่มผู้เรียนสำหรับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ยังคละความสามารถ ไม่ชัดเจน ผู้วิจัยจะต้องตรวจสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างให้ละเอียด เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่คละ ความสามารถจริงๆ คือ ได้คนเก่ง คนปานกลาง และคนอ่อน ที่มีความสามารถแตกต่างกันชัดเจน 3) ความพร้อมของห้องเรียนยังไม่พร้อมทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ซึ่ง สื่อการเรียนการสอนและแหล่งเรียนรู้มีผลต่อความสนใจของผู้เรียน ดังนั้นครูจึงต้องมีการวางแผน และจัดเตรียมให้พร้อมก่อนที่จะดำเนินการจัดการเรียนการสอนจริง 4) การจัดการเรียนการสอนยังไม่ชัดเจนจากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่มี ความสามารถในการเรียนต่ำ อาจจะไม่เข้าใจหรือเกิดการเรียนรู้ช้า หรือต้องการความช่วยเหลือ ครู ควรใช้เทคนิคเสริมแรงกระตุ้นให้นักเรียนสนใจ หรืออธิบายให้เข้าใจชัดเจนอีกครั้ง 5) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียนเกิดข้อสงสัยไม่เข้าใจ ครูควรให้ข้อมูลทุก ครั้งในทุกกิจกรรมที่นักเรียนทำเพื่อให้นักเรียนทราบแนวทางในการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กับสาระอื่น รายวิชาอื่น และระดับชั้นอื่นๆ 2) ควรนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ไปบูรณาการกับ รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ 3) ควรศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่สอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบอื่นด้วย
57 เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2554). คู่มือครูสังคมศึกษา เศรษฐศาสตร์ทั่วไป. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551. กรุงเทพฯ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ซูไรดา จารง. (2559). ผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สาระ เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคณะราษฏรบำรุง จังหวัดยะลา. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ดวงกมล สินเพ็ง. (2553). การพัฒนาผู้เรียนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้: การจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: บริษัท วี. พริ้นท์ (1991) จำกัด. ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้ เพื่อการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธนารัตน์ มาลัยศรี. (2556). การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที 1 ในหน่วยการเรียนรู้แบบย้อนกลับเรื่องประชาคมอาเซียน. คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. นรารัตน์ พวงพุ่ม. (2562). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ในการศึกษา วิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 5E. มหาวิทยาลัยศรีนครินทร-วิโรฒ. ปฏิภาณ สร้างคำ. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ไทยสมัยประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E). คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
58 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) พุทธิพงษ์ ศุภมัสตุอังกูร. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิด วิเคราะห์เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E). สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร. พิมพ์ชนก มณีทัพ. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้. โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พิลญา สังฆานาคินทร์. (2560). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการคิดวิเคราะห์. อุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย พัทลุง วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2543). แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส. วันดี จูเปี่ยม. (2557). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. สาขาวิชาการประถมศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณพร สารัง. (2556). ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ SE เรื่อง พัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรพินท์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 จังหวัดสุรินทร์. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. สุกัญญา เพ็รชนาค. (2563). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชา ภูมิศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ครุศาสตรมหาบัณฑิต (สังคมศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2549). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติ การเผยแพร่ ขยายผล และอบรมรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบ เสาะหาความรู้ 5ขั้นตอน เพื่อพัฒนากระบวนการคิดระดับสูง. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท. สายัณห์ สิทธิโชค. (2544). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและค่านิยมด้านการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ในการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีสอน ต่างกัน. ปริญญานิพนธ์ (กศ.ม. มัธยมศึกษา), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.
59 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) Bloom, Benjamins. (1976). Human Characteristics and School Learning. New York : McGraw-Hill Book Company.
60 ภาคผนวก
61 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย
62 ประวัติย่อของผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคนที่1 ชื่อ นางยุพิน จักรทองดี ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต ค.บ. สังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตำแหน่ง/วิทยฐานะ ตำแหน่ง ครู ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคนที่2 ชื่อ นายอลงกรณ์ สารีโท ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต ค.บ.วิชาเอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราช ภัฏเลย ตำแหน่ง/วิทยฐานะ ตำแหน่ง ครู ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคนที่3 ชื่อ นายสมเดช พาพลงาม ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต ค.บ. สังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตำแหน่ง/วิทยฐานะ ตำแหน่ง ครู
63 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - แผนการจัดการเรียนรู้ - แบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้
64 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รายวิชา สังคมศึกษา 3 รหัสวิชา ส22101 ภาคเรียนที่ 2 / 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง ความหมาย ความสำคัญ และปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ เวลา 1 ชั่วโมง วันที่........เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 ผู้สอน นายคณาธิป ผิวบุญเรือง 1.มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ บริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ตัวชี้วัด ม.2/2 อธิบายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิต สินค้าและบริการ 2.จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.นักเรียนอธิบายความหมาย ความสำคัญ และปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการได้ (K) 2.นักเรียนจำแนกลำดับขั้นตอนการผลิตสินค้าและบริการได้ (P) 3.นักเรียนเห็นคุณค่าของปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น (A) 3.คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1.มีวินัย 2.ใฝ่เรียนรู้ 3.มุ่งมั่นในการทำงาน 4.มีทักษะในการคิด 5.มีทักษะในการใช้ชีวิต 4.แนวทางบูรณาการ - 5.สาระสำคัญ การผลิตเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด มาแปรสภาพเป็นสินค้าและบริการเพื่อ ตอบสนองความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ แต่เนื่องจากการมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากรจึงทำ ให้ต้องมีการวางแผนในการใช้ปัจจัยการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การใช้ทรัพยากรให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตสินค้าและบริการ ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม กำไรเป็นแรงกระตุ้น
65 สำคัญของธุรกิจที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตทำการผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ การผลิตสินค้า ของไทยในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง ทั้งผู้ผลิตภายในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้มีสินค้า หลากหลาย ประชาชนมีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าตามความพึงพอใจ ในขณะเดียวกันทำให้ผู้ผลิตต้อง พัฒนาการผลิตอยู่ตลอดเวลา มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ 6.สาระการเรียนรู้ - ความหมาย ความสำคัญของการผลิตสินค้าและบริการ - ปัจจัยในการผลิต 7.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (การจัดการเรียนรุ้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)) ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ 1. ครูให้นักเรียนดูภาพการผลิตรถยนต์ แล้วให้ช่วยกันตอบคำถามประตุ้นความคิด “ในปัจจุบันความต้องการใช้รถยนต์ของคนไทยเป็นอย่างไร สังเกตได้จากอะไร” 2. ครูยกตัวอย่างสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าหรือเครื่องเขียน แล้วให้นักเรียนร่วมกันบอกขั้นตอนหรือ วิธีการผลิตตามความเข้าใจของตนเอง ขั้นที่ 2 สำรวจค้นหา 3. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญของการ ผลิตสินค้าและบริการ และปัจจัยในการผลิต 4. ครูแนะนำแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่น่าเชื่อถือให้กับนักเรียนเพิ่มเติม ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ 5. สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวม มาอธิบายแลกเปลี่ยน ความรู้กัน 6. จากนั้นสมาชิกในกลุ่มช่วยกันคัดเลือกข้อมูลที่นำเสนอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง 7. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอข้อมูลหน้าชั้นเรียนตามประเด็นที่ศึกษา และอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม 8. ครูยกตัวอย่างการผลิตสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เสื้อผ้า แล้วให้นักเรียนอภิปรายถึงปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต ประโยชน์ในการใช้งาน และปัญหาที่เกิดจากกระบวนการผลิต 9. ครูยกตัวอย่างสินค้าและบริการในท้องถิ่น แล้วให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ กระบวนการผลิตสินค้าและบริการในแต่ละขั้นว่ามีการผลิตอะไรบ้าง
66 10. ครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิด “ถ้าไม่มีขั้นตอนการผลิตขั้นตติยภูมิจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค อย่างไร” 11. ครูสุ่มให้นักเรียนยกตัวอย่างการผลิตสินค้าและบริการที่นักเรียนใช้ใน ชีวิตประจำวัน แล้วให้บอกว่าใช้ปัจจัยการผลิตอะไรบ้าง พร้อมทั้งบอกแหล่งที่มา ของการผลิต 12. ครูสร้างสถานการณ์สมมติให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่า ถ้านักเรียนมีที่ดินที่ อุดมสมบูรณ์มาก แต่ขาดแคลนแรงงานและทุน นักเรียนจะมีวิธีบริหารปัจจัยการ ผลิตนี้อย่างไร 13. ครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิด “แรงงานมีความสำคัญกับการผลิตสินค้าและบริการอย่างไร” 14. ครูยกตัวอย่างกรณีศึกษาของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการบริการ จัดการธุรกิจของจนเองมาให้นักเรียนศึกษาถึงวิธีการคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ใน การบริการจัดการธุรกิจ แล้วให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์และอภิปรายกรณีศึกษา ดังกล่าวเพิ่มเติม ขั้นที่ 4 ขยายความเข้าใจ 15. ครูให้นักเรียนทำใบงานที่ 7.1 เรื่อง ลำดับขั้นตอนของการผลิตสินค้าและบริการ ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล 16. ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบการตอบคำถามจากใบงาน 17. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ เรื่อง ความหมาย ความสำคัญ และปัจจัย การผลิตสินค้าและบริการ โดยครูเป็นผู้ตั้งคำถาม แล้วให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม 8.สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. บัตรภาพการผลิตรถยนต์ 2. ใบความรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ 3. ใบงานที่ 7.1 เรื่อง ลำดับขั้นตอนของการผลิตสินค้าและบริการ 4. หนังสือเรียนสังคมศึกษาฯ ม.2 5. ห้องเรียน 6. ห้องสมุด 7. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
67 9. กระบวนการวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ ชิ้นงาน/ ภาระงาน เครื่องมือวัด วิธีการวัด เกณฑ์ การวัด และ ประเมิ นผล 1. น ั ก เ ร ี ย น อ ธ ิ บ า ย ความหมาย ความสำคัญ และปัจจัยการผลิตสินค้า และบริการได้ (K) - การแสดง ความคิดเห็น/ การตอบคำถาม - แบบประเมิน การอภิปราย แสดงความ คิดเห็น - ประเมินจาก คำตอบ/ความ คิดเห็น - ระดับ คุณภา พดี ผ่าน เกณฑ์ 2.นักเรียนจำแนกลำดับ ขั้นตอนการผลิตสินค้าและ บริการได้ (P) - ใบงาน - ใบงาน - การตรวจสอบ ความถูกต้องของ ใบงาน - ผ่าน เกณฑ์ ร้อยละ 70 3.นักเรียนเห็นคุณค่าของ ปัจจัยการผลิตสินค้าและ บริการที่มีผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจและการ ดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่ม มากขึ้น (A) - กิจกรรม รายบุคคล - แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน รายบุคคล - ประเมินจาก พฤติกรรมการ ทำงานรายบุคคล -ระดับ คุณภา พดี ผ่าน เกณฑ์
68 10. บันทึกผลหลังสอน 1) ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 2) ปัญหาและอุปสรรค ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 3) ผลการแก้ไขและข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... (ลงชื่อ).............................................................. (คณาธิป ผิวบุญเรือง) ครูผู้สอน ……………/……………../……………. 11. ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ................................................ (ลงชื่อ).............................................................. (นายยุพิน จักรทองดี) ครูพี่เลี้ยง ……………/……………../…………….
69 12. ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... (ลงชื่อ).............................................................. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดวงสมร กิจโกศล) รองผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ……………/……………../…………….
70 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ *************************************************************************** คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. การผลิตในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึงข้อใด ก. การวางแผนในการใช้ปัจจัยการผลิต ข. การวางแผนในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ค. การวางแผนในการใช้แรงงานคนให้มีประสิทธิภาพ ง. กระบวนการแปรสภาพทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด 2. ข้อใดจัดเป็นองค์ประกอบของปัจจัยการผลิต ก. ที่ดิน ลูกจ้าง ทุน ข. ที่ดิน แรงงาน ทุน ค. ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ ง. ที่ดิน แรงงาน ทุน ผู้ประกอบการ 3. ข้อใดมีความสัมพันธ์กัน ก. ทุน - กำไร ข. ที่ดิน - ค่าเช่า ค. แรงงาน - ดอกเบี้ย ง. ผู้ประกอบการ – ค่าแรง 4. ข้อใดคือปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด ก. ทุน ข. ที่ดิน ค.แรงงาน ง. ผู้ประกอบการ 5. โรงสีข้าวนำข้าวเปลือกจากชาวนามาสีเป็นข้าวสาร แล้วบรรจุถุงวางจำหน่าย เกี่ยวข้องกับข้อใด ก. ผลผลิต ข. ปัจจัยการผลิต ค. กระบวนการผลิต ง. ภูมิปัญญาชาวบ้าน
71 6. เจ้าของโรงงานทอผ้า จัดเป็นปัจจัยการผลิตประเภทใด ก. ทุน ข. ที่ดิน ค. แรงงาน ง. ผู้ประกอบการ 7. ข้อใดเป็นการผลิตขั้นปฐมภูมิ ก. การทำประมง ข. การผลิตน้ำปลาร้า ค. การผลิตผักแช่แข็ง ง. การผลิตผลไม้กระป๋อง 8. “เป็นขั้นของการผลิตที่อาศัยวัตถุดิบเครื่องจักรกลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ผ่านกระบวนการผลิต หลายขั้นตอน” จากข้อความข้างต้น หมายถึงการผลิตสินค้าในขั้นตอนใด ก. การผลิตขั้นปฐมภูมิ ข. การผลิตขั้นทุติยภูมิ ค. การผลิตขั้นตติยภูมิ ง. การผลิตขั้นกึ่งทุติยภูมิ 9. “เป็นการผลิตในลักษณะการให้บริการ” จากข้อความข้างต้น หมายถึงการผลิตสินค้าในขั้นตอนใด ก. การผลิตขั้นปฐมภูมิ ข. การผลิตขั้นทุติยภูมิ ค. การผลิตขั้นตติยภูมิ ง. การผลิตขั้นกึ่งทุติยภูมิ 10. ข้อใดคือหลักของผู้ประกอบการที่ดี ก. มุ่งเน้นหาผลกำไร ข. มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ค. ทำทุกวิถีทางที่จะลดต้นทุนการผลิต ง. เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำเพื่อลดต้นทุน
72 11. การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ข้อใดไม่สัมพันธ์กัน ก. ภาคใต้ - ผ้าไหมแพรวา ข. ภาคเหนือ - ลำไยอบแห้ง ค. ภาคกลาง - อุตสาหกรรม ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – ข้ามหอมมะลิ 12. ข้อใดจัดเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ก. ใช้ทรัพยากรน้อย ได้กำไรมาก ข. ลดต้นทุนการผลิต หาทรัพยากรได้ง่าย ค. ใช้แรงงานราคาถูกกว่าปกติ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต ง. ใช้อุปกรณ์เครื่องจักรในการผลิตสินค้าจำนวนมากกว่าปกติ 13. ร้านขนมไทยของยายทองดี จะมีกล่องประดิษฐ์สวยๆ หลายแบบสำหรับใส่ขนมให้ลูกค้า ทำให้ ลูกค้าพึงพอใจ ถึงแม้ว่าราคาขนมจะสูงกว่าร้านอื่น ข้อความนี้สอดคล้องกับหลักการเรื่องใด ก. การบริการที่ประทับใจ ข. สร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย ค. ความถนัดของผู้ผลิตสินค้า ง. การเพิ่มมูลค่าในการผลิตสินค้า 14. บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแจ้งกับลูกค้าว่ารับประกันซ่อมฟรีภายใน 2 ปี มีวัตถุประสงค์อย่างไร ก. เป็นการแข่งขันกันหาลุกค้าให้ได้มากที่สุด ข. ลูกค้ามีกำลังใจในการซื้อสินค้าและสามารถเลือกสินค้าได้ ค. ราคาสินค้าต่ำลงเพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมฟรี ง. การบริการหลังการขายทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการซื้อสินค้า 15. โรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันจะมีเครื่องบำบัดน้ำเสียและเครื่องกรองอากาศ สอดคล้องกับ หลักการผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพในข้อใด ก. หลักการใช้ทรัพยากร ข. หลักคุณธรรมของผู้ผลิต ค. หลักการเพิ่มมูลค่าในการผลิตสินค้า ง. หลักการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต
73 16. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตสินค้าและบริการ ก. ราคาของสินค้าและบริการ ข. ความต้องการของผู้บริโภค ค. เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ ง. การควบคุมคุณภาพของสินค้าและบริการ 17. ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่ควรนำมาประกอบในการพิจารณากำหนดราคาสินค้าและบริการ ก. ต้นทุนในการผลิต ข. ผลกำไรที่ต้องการ ค. รูปแบบผลิตภัณฑ์ ง. ราคาสินค้าและบริการของคู่แข่ง 18. ข้อใดคือองค์ประกอบของเทคโนโลยีการผลิตสินค้าและบริการ ก. ผลผลิต ข. ขั้นตอน ค. เครื่องจักร ง. การบริโภค 19. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการควรคำนึงถึงเรื่องใดมากที่สุด ก. ความปลอดภัยของผู้ใช้ ข. เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ค. สร้างความมั่นคงในอนาคต ง. ไม่เกิดผลกระทบ่อสิ่งแวดล้อม 20. บริษัทสับปะรดกระป๋องไทยนิยม ใช้เครื่องปลอกสับปะรดและบรรจุสับปะรดลงในกระป๋อง แทนแรงงานจากคน ทำให้เพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้นกว่าเดิม ข้อความดังกล่าวสอดคล้องกับเรื่องใด ก. แรงงานกับการผลิตสินค้า ข. การลดต้นทุนการผลิตสินค้า ค. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้า ง. ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับเครื่องจักร 21. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการผลิตแบบดั้งเดิม ก. อุปกรณ์การผลิตไม่ซับซ้อน ข. มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ค. ทรัพยากรการผลิตมีอยู่ในท้องถิ่น ง. วิธีการผลิตได้รับการถ่ายทอดมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
74 22. ข้อใดเป็นลักษณะการผลิตสินค้าและบริการของภาคใต้ ก. ผลิตงานหัตถกรรม ข. ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ ค. ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ง. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล 23. ข้อใดเป็นลักษณะการผลิตสินค้าและบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก. ผลิตงานหัตถกรรม ข. ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ ค. ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ง. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล 24. ข้อใดเป็นลักษณะการผลิตสินค้าและบริการของภาคเหนือ ก. ผลิตงานหัตถกรรม ข. ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ ค. ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ง. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล 25. ตลาดน้ำอัมพวา มีการนำของในท้องถิ่นประเภทผลไม้ ขนม ของที่ระลึกมาขายแก่นักท่องเที่ยว ทำให้ขายสินค้าได้ดีมาก สอดคล้องกับข้อใด ก. การเพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้า ข. การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ ค. ความถนัดของแต่ละคนในการประกอบอาชีพ ง. ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ กับความรู้ในการพัฒนาอาชีพ
75 ภาคผนวก ค ข้อมูลการหาคุณภาพเครื่องมือ - ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้ - ค่า IOC ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ค่าความยาก(p)และค่าอำนาจจำแนก(r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
76 ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้ ตารางที่ ค.1 สรุปค่าดัชนีความสอดคล้องคุณภาพ (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ แผนการจัดการเรียนรู้ รายการตรวจสอบ ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญ คะแนน เฉลี่ย แปลผล +1 0 1 แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 1 เรื่อง ความหมาย ความสำคัญ และ ปัจจัยการผลิตสินค้า และบริการ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล / / / / / / / / 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 2 เรื่อง หลักการ ผลิตสินค้าและบริการ อย่างมีประสิทธิภาพ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล / / / / / / / / 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 3 เรื่อง ปัจจัยที่มี อิทธิพลต่อการผลิต สินค้าและบริการ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล / / / / / / / 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้
77 แผนการจัดการเรียนรู้ รายการตรวจสอบ ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญ คะแนน เฉลี่ย แปลผล +1 0 1 แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 4 เรื่อง การนำ เทคโนโลยีมีใช้ในการ ผลิตสินค้าและบริการ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สาระการเรียนรู้ 6.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผล / / / / / / / / 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 5 เรื่อง ลักษณะของ การการผลิตสินค้าและ บริการของไทย 1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 6. สาระการเรียนรู้ 7.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 9. การวัดและประเมินผล / / / / / / / / 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ใช้ได้ ผลการประเมินค่าความสอดคล้องคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกแผน
78 ค่า IOC ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางที่ ค.2 สรุปค่าดัชนีความสอดคล้องคุณภาพ (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยผู้เชี่ยวชาญ ข้อสอบข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ∑ IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 14 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 18 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 21 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 23 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
79 ข้อสอบข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ∑ IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 24 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ สรุปค่า IOC ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 1.00 สามารถนำไปใช้ได้
80 ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางที่ ค.3 ค่าแสดงความยากง่าย (p) และค่าจำแนก (r) ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อที่ ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) แปลผล 1 0.53 0.63 ใช้ได้ 2 0.63 0.49 ใช้ได้ 3 0.76 0.63 ใช้ได้ 4 0.74 0.58 ใช้ได้ 5 0.79 0.78 ใช้ได้ 6 0.47 0.53 ใช้ได้ 7 0.68 0.53 ใช้ได้ 8 0.47 0.57 ใช้ได้ 9 0.79 0.73 ใช้ได้ 10 0.79 0.73 ใช้ได้ 11 0.79 0.76 ใช้ได้ 12 0.53 0.63 ใช้ได้ 13 0.53 0.63 ใช้ได้ 14 0.63 0.40 ใช้ได้ 15 0.68 0.55 ใช้ได้ 16 0.53 0.44 ใช้ได้ 17 0.66 0.51 ใช้ได้ 18 0.66 0.59 ใช้ได้ 19 0.53 0.32 ใช้ได้ 20 0.79 0.63 ใช้ได้ 21 0.76 0.50 ใช้ได้ 22 0.76 0.53 ใช้ได้ 23 0.63 0.60 ใช้ได้
81 ข้อที่ ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก(r) แปลผล 24 25 0.79 0.76 0.62 0.54 ใช้ได้ ใช้ได้ สรุป ได้ค่าความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.47 – 0.79 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.32 – 0.78 สามารถนำไปใช้ได้ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ ดังนี้ ค่าความยากง่าย ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.81-1.00 ง่ายมาก (ควรปรับปรุง หรือตัดทิ้ง) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.60-0.80 ค่อนข้างดี (ดี) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.40-0.59 ยากพอเหมาะ (ดีมาก) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20-0.39 ค่อนข้างยาก (ดี) ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0-0.19 ยากมาก (ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง) ค่าอำนาจจำแนก 0.60 – 1.00 อำนาจจำแนกดีมาก 0.40 - 0.59 อำนาจจำแนกดี 0.20 - 0.39 อำนาจจำแนกพอใช้ 0.10 – 0.19 อำนาจจำแนกต่ำ (ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง ) -1.00 – 0.09 อำนาจจำแนกต่ำมาก ( ควรปรับปรุงหรือ ตัดทิ้ง )
82 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางที่ ค.4 แสดงคะแนนที่กลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ คนที่ 2 1 7 49 2 12 144 3 8 84 4 10 100 5 13 169 6 7 64 7 12 144 8 18 324 9 11 121 10 19 361 11 10 100 12 16 256 13 9 81 14 8 64 15 10 100 16 16 256 17 17 289 18 12 144 19 15 225 20 4 16 21 11 121 22 16 256 23 18 289 24 20 400
83 คนที่ 2 25 15 225 26 11 121 27 13 169 28 9 81 29 13 169 30 11 121 31 16 256 32 8 64 33 12 144 34 20 400 35 14 196 36 21 441 37 12 144 38 22 484 ∑ = 496 ∑ 2 = 7172 สูตรการหาความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ จากสูตร 2 = ∑ 2−(∑ ) 2 2 เมื่อ X คือ จำนวนข้อที่แต่ละคนทำถูก N คือ จำนวนนักเรียน ∑ = 496 ∑ 2 = 7172 St 2 = ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ แทนค่า 2 = 38×7172−(496) 2 382 2 = 272536−246016 1444 2 = 26520 1444 2 = 18.36
84 หาความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับได้เท่ากับ 18.36 ตารางที่ ค.5 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 จากการนำแบบทดสอบ จำนวน 25 ข้อ ไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เคยเรียนวิชานี้มาแล้ว 38 คน ข้อที่ p q pq 1 0.52 0.48 0.24 2 0.68 0.32 0.21 3 0.71 0.29 0.20 4 0.57 0.43 0.24 5 0.63 0.37 0.23 6 0.47 0.53 0.24 7 0.68 0.32 0.21 8 0.47 0.53 0.24 9 0.60 0.40 0.24 10 0.60 0.40 0.24 11 0.55 0.45 0.24 12 0.65 0.35 0.22 13 0.68 0.32 0.21 14 0.63 0.37 0.23 15 0.68 0.32 0.21 16 0.52 0.48 0.24 17 0.65 0.35 0.22 18 0.65 0.35 0.22 19 0.52 0.48 0.24 20 0.60 0.40 0.24 21 0.57 0.43 0.24 22 0.55 0.45 0.24 23 0.63 0.37 0.23
85 ข้อ p q Pq 24 0.65 0.35 0.22 25 0.44 0.56 0.24 รวม ∑ = 5.73 สูตรการหาค่าความเชื่อมั่น rtt= −1 {1 − ∑ 2 } เมื่อ rt คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n คือ จำนวนข้อของแบบทดสอบ p คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ (มีค่าเท่ากับ 18.36) หาค่าความเชื่อมั่น KR–20 จากสูตร rt= −1 {1 − ∑ 2 } พิมพ์สมการที่นี่ แทนค่าในสูตร rt= 25 25−1 {1 − 5.73 18.36} rt= 25 24 (1-0.31) rt= 25 24 (0.69) rt= 0.72 สรุปค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.72 โดยพิจารณาจากเกณฑ์ ดังนี้ เกณฑ์การแปลผลความเชื่อมั่นมีดังนี้ 0.00 – 0.20 ความเชื่อมั่นต่ำมาก/ไม่มีเลย 0.21 – 0.40 ความเชื่อมั่นต่ำ 0.41 - 0.70 ความเชื่อมั่นปานกลาง 0.71 – 1.00 ความเชื่อมั่นสูง
ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ข้อมูล - ผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบสมมติฐาน - ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
86 การทดสอบสมมติฐานการวิจัย การทดสอบสมมติฐาน: ข้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน การวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของผู้เรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างผู้เรียนมาจำนวน 28คน เพื่อทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน โดยใช้แบบทดสอบจำนวน 20 ข้อ สำหรับการเก็บข้อมูลระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ขั้นที่ 1 ตั้งสมมุติฐาน สมมุติฐานทางสถิติ : H๐ : หลังเรียน = ก่อนเรียน H๑ : หลังเรียน > ก่อนเรียน ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ = .01 ขั้นที่ 3 เลือกสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน t = ̅ /√ เมื่อ ̅ = ∑ และ = √ ∑ −(∑ ) (−)
87 ตาราง ง.1 กำหนดตารางค่าคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน คำนวณค่าต่างๆ ตารางดังนี้ คน ที่ คะแนนสอบ ผลต่าง d (ผลต่าง) 2 () 2 คน ที่ คะแนนสอบ ผลต่าง d (ผลต่าง) 2 () 2 ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน 1 8 17 9 81 15 8 16 8 64 2 5 16 11 121 16 3 16 13 169 3 10 16 6 36 17 10 18 8 64 4 6 16 10 100 18 11 17 6 36 5 11 18 7 49 19 6 16 10 100 6 14 20 6 36 20 12 16 4 16 7 9 16 7 49 21 13 20 7 49 8 8 17 9 81 15 12 16 4 16 9 7 18 11 121 16 11 16 5 25 10 5 16 11 121 22 12 18 6 36 11 14 17 3 9 23 11 19 8 64 12 12 18 6 36 24 9 16 7 49 13 6 19 13 169 25 9 17 8 64 14 10 18 8 64 26 12 16 4 16 รวม 264 481 215 1841
88 จากสูตรการคำนวณ เมื่อ ̅ = ∑ จะได้ ̅ = = 7.67 = √ ∑ −(∑ ) (−) จะได้ = √ 28(1841)−(215) 2 28(28−1) = √ 51548−46225 756 = √7. 04 = 2.653 แทนค่า t = ̅ /√ จะได้ t = . ./√ t = . . t = 15.3 หาค่าวิกฤตโดยการเปิดตารางสถิติ t ที่ t∝, n1−1 เป็นการทดสอบแบบทางเดียว ได้ค่า t.01, 27 เท่ากับ 2.4727 สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน โดยพิจารณาจากข้อมูลค่า t คำนวณ เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต พบว่า ค่า t คำนวณ (15.3) มีค่ามากกว่าวิกฤต (2.47) ดังนั้น จึงปฏิเสธสมมติฐาน H0 : 1 2 = ยอมรับ H1 : 1 < 2 สรุปผลได้ว่านักเรียนมีความรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญระดับ .01
89 การทดสอบสมมติฐาน: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่อง การ ผลิตสินค้าและบริการ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 80 การวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง กับ การพัฒนาประเทศ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างผู้เรียนมาจำนวน 28คน แล้วทดลองใช้ชุดการสอนนี้ หลัง การทดลองได้ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ของผู้เรียนกลุ่มนี้ ปรากฏว่าได้คะแนนเฉลี่ย 17.18 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.25 จึงต้องการทดสอบว่าการจัดการเรียนการสอน รูปแบบนี้ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชาเศรษฐศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 16คะแนน หรือไม่ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .01 ขั้นที่ 1 ตั้งสมมุติฐาน สมมุติฐานทางสถิติ H0 : ≤ 16 H๑ : > 16 ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ = .01 ขั้นที่ 3 เลือกสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน S n X t − = ; df = n – 1 ขั้นที่ 4 กำหนดขอบเขตวิกฤติ จากกำหนด = .01 และเป็นการตั้งสมมุติฐานแบบทางเดียว df = 28 - 1 = 27 เปิดตารางที่ = .01 จะได้ค่าวิกฤต t = 2.4727 ( t ตาราง = 2.4727 )
90 ขั้นที่ 5 คำนวณค่าสถิติตามสูตร S n X t − = ; df =28 - 1 = 27 = 17.18 − 16 1.25⁄√28 = 1.25 5.19 = 6.49 ขั้นที่ 6 สรุปตัดสินใจ เมื่อ t คำนวณ t ตาราง จะ ปฏิเสธ H0 และ ยอมรับ H0 เมื่อ t คำนวณ t ตาราง จะยอมรับ H0 เนื่องจาก t คำนวณ = 6.49 มากกว่า t ตาราง = 2.4727 ดังนั้น จึงปฏิเสธ H0 ยอมรับ H1 นั่นคือ หลังการจัดการเรียนการรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนระดับชั้นมะยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 16 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01