The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมวิจัยการศึกษาพยาบาลในยุคศตวรรษที่ 21

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 135กรรนิตา ศรีพอ, 2023-07-25 19:39:44

รวมวิจัยการศึกษาพยาบาลในยุคศตวรรษที่ 21

รวมวิจัยการศึกษาพยาบาลในยุคศตวรรษที่ 21

26 Journal of Nursing Science Chulalongkorn University Vol. 30 No. 3 September - December 2018 บทความวิจัย กำรýึกþำคüำมคิดเĀ็นของรูปแบบกำรจัดกำรเรียนกำรÿอน Āลักÿูตรพยำบำลýำÿตรบัณฑิต มĀำüิทยำลัยรำชภัฏเพชรบุรี ในýตüรรþที่ 21 ทินกร บัüชู* คณะพยาบาลýาÿตร์มĀาüิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีต. โพไร่Āüาน อ. เมือง จ. เพชรบุรี76000 บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่ĂýึกþารูปแบบการจัดการเรียนการÿĂนขĂงĂาจารย์พยาบาล มĀาüิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในýตüรรþที่ 21 แบบแผนการวิจัย: การüิจัยแบบผÿมผÿาน (Mixed method) วิธีด�าเนินการวิจัย: ผู้ใĀ้ข้ĂมูลĀลัก มี 2 กลุ่ม คืĂ 1) Ăาจารย์พยาบาล จ�านüน 10 ราย และ 2) นักýึกþาพยาบาล จ�านüน 160 คน เก็บข้Ăมูลโดยการÿัมภาþณ์เชิงลึกและÿนทนากลุ่มในกลุ่มĂาจารย์พยาบาล และน�าข้Ăมูลมา üิเคราะĀ์เนื้ĂĀา (Content analysis) และเก็บข้Ăมูลโดยใช้แบบÿĂบถามคüามคิดเĀ็นที่มีต่Ăรูปแบบการจัด การเรียนการÿĂนในýตüรรþที่ 21 ในกลุ่มนักýึกþาพยาบาล üิเคราะĀ์ข้Ăมูลโดยใช้ÿถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย: Ăาจารย์พยาบาลมีมุมมĂงขĂงการจัดการเรียนการÿĂนในýตüรรþที่ 21 ประกĂบด้üย 2 ประเด็นĀลัก คืĂ 1) การพัฒนาĀลักÿูตร และ 2) การจัดการเรียนการÿĂน ประกĂบด้üย 4 รูปแบบ คืĂ 1) การÿĂนในโลกไร้พรมแดน ที่มีการเชื่Ăมต่Ăคüามรู้ผ่านเครืĂข่าย 2) การÿĂนแบบที่ช่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยไม่ต้ĂงÿĂน 3) การÿĂน แบบเน้นการลงมืĂปฏิบัติ และ 4) การÿĂนที่มีบรรยากาýÿ่งเÿริมการเรียนรู้Ăย่างÿร้างÿรรค์ โดยนักýึกþาพยาบาล มีคüามคิดเĀ็นด้üยมากที่ÿุด คืĂ รูปแบบการÿĂนแบบเน้นการลงมืĂปฏิบัติ Ăยู่ในระดับดี (x¯ = 4.19, SD = 0.56) รĂงลงมา คืĂ รูปแบบการÿĂนที่มีบรรยากาýÿ่งเÿริมการเรียนรู้Ăย่างÿร้างÿรรค์ Ăยู่ในระดับดี (x¯ = 4.18, SD = 0.58) ต่ĂมาคืĂ รูปแบบการÿĂนในโลกไร้พรมแดนที่มีการเชื่Ăมต่Ăคüามรู้ผ่านเครืĂข่าย พบü่า Ăยู่ในระดับดี (x¯ = 4.11, SD = 0.49) และรูปแบบการÿĂนแบบที่ช่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยไม่ต้ĂงÿĂน พบü่า Ăยู่ในระดับดี (x¯ = 4.06, SD = 0.48) สรุป: ข้Ăมูลที่ได้ท�าใĀ้เĀ็นรูปแบบการจัดการเรียนการÿĂนขĂงĂาจารย์พยาบาล ÿามารถน�าไปเป็นข้Ăมูลพื้นฐาน ÿ�าĀรับĂาจารย์พยาบาลในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการÿĂนเพื่ĂใĀ้บัณฑิตพยาบาลบรรลุคüามÿ�าเร็จขĂง การจัดการýึกþา และÿĂดรับกับคุณลักþณะบัณฑิตที่พึงประÿงค์ในýตüรรþที่ 21 และท�าใĀ้นักýึกþาพยาบาล มีคุณภาพที่ดีขึ้นต่Ăไป ค�ำÿ�ำคัญ: รูปแบบการจัดการเรียนการÿอน/ อาจารย์พยาบาล/ ýตüรรþที่ 21 üารÿารพยาบาลýาÿตร์ จุāาลงกรณ์มĀาüิทยาลัย 2561, 30(3) : 26-37 * ผู้รับผิดชอบĀลัก, อาจารย์ประจ�าคณะพยาบาลýาÿตร์มĀาüิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีEmail: [email protected]


วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2561 27 A Study of the Opinion of Teaching and Learning Models of Undergraduate Nursing Curriculum, Phetchaburi Rajabhat University in the 21st Century. Thinnakorn Buachu* Abstract Purpose: To study teaching and learning models of nursing instructors at Phetchaburi Rajabhat University in the 21st century. Design: Mixed method Method: The informants consist of 2 groups which are 1) 10 nursing instructors and 2) 160 nursing students. Data were collected by an in-depth interview and focus group discussion among the nursing instructors and content analysis was performed and data for the teaching and learning models in the 21st century opinion was collected by using a questionnaire for nursing students. The data were analyzed by descriptive statistics using mean and standard deviation. Findings: The view of nursing instructors in teaching and learning in the 21st century consists of 2 major issues which are 1) curriculum development and 2) teaching and learning methods consisting of 4 models which are 1) teaching in the borderless context by connecting knowledge with network 2) teaching by assisting the learners without teaching 3) teaching focusing on action learning, and 4) teaching to promote creative knowledge atmosphere. The aspect in which most students agreed on was teaching focusing on action learning with good level (x¯ = 4.19, SD = 0.56), followed by teaching to promote creative knowledge atmosphere with good level (x¯ = 4.18, SD = 0.58), teaching in the borderless context by connecting knowledge with network with good level (x¯ = 4.11, SD = 0.49) and teaching by assisting the learners without teaching with good level (x¯ = 4.06, SD = 0.48) Conclusion: Data obtained show a visible teaching and learning models of nursing instructors which can be applied by nursing instructors to develop teaching and learning model for nursing graduate to achieve the success of educational management and correspond with desirable attributes of graduated students in the 21st century and further develop quality of nursing graduate. Keywords: Teaching-learning model/ Nursing instructor/ The 21st century Journal of Nursing Science Chulalongkorn University 2018, 30(3) : 26-37 Article info: Received March 29, 2018; Revised April 4, 2018; Accepted October 30, 2018. * Corresponding author, Instructor Faculty of Nursing, Phetchaburi Rajabhat University. Email: [email protected]


28 Journal of Nursing Science Chulalongkorn University Vol. 30 No. 3 September - December 2018 บทน�ำ จากแผนยุทธýาÿตร์ชาติ20 ปี(พ.ý. 2560- 2579) ซึ่งมีเป้าĀมายในการพัฒนาประเทýอย่างยั่งยืน ตามĀลักธรรมาภิบาลนั้น ท�าใĀ้ทิýทางการปรับตัüของ ประเทýไทยด้านการพัฒนาและเÿริมÿร้างýักยภาพคน โดยการยกระดับการýึกþาและการเรียนรู้ใĀ้มีคุณภาพ กระทรüงýึกþาธิการจึงได้จัดท�าแผนการýึกþาแĀ่งชาติ พ.ý. 2560-2574 เพื่อยกระดับคุณภาพการýึกþา และการเรียนรู้ตลอดชีüิต โดยมียุทธýาÿตร์ที่ 1 มุ่งเน้น การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานĀลักÿูตรการจัดการเรียน การÿอน กระบüนการเรียนรู้และยุทธýาÿตร์ที่2การยก ระดับคุณภาพมาตรฐานüิชาชีพครูอาจารย์ในการผลิต และพัฒนาครูผู้ÿอนในทุกระดับและประเภทการýึกþา ใĀ้เป็นครูที่มีคุณธรรม มีÿมรรถนะÿูง และมีจิตüิญญาณ คüามเป็นครู ใĀ้ÿอดรับกับแผนยุทธýาÿตร์ชาติโดยมี ÿ�านักปลัดทบüงมĀาüิทยาลัยที่ได้ก�าĀนดภารกิจĀรืองาน ของอุดมýึกþาในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพÿูงเพื่อĀนุน นโยบายการขับเคลื่อนการýึกþาไทยÿู่ไทยแลนด์ 4.0 และตอบโจทย์ทิýทางการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต (Sinlarat, 2014) ด้üยการพัฒนานüัตกรรมการจัด การเรียนการÿอนของÿถาบันอุดมýึกþาที่เชื่อมโยงกับ ตลาดแรงงาน โดยอาýัยคüามร่üมมือระĀü่างÿถานýึกþา ÿถานประกอบการ ÿมาคมüิชาชีพ เพื่อผลิตก�าลังคน ที่มีทักþะ คüามรู้คüามÿามารถ และÿมรรถนะในการ ปฏิบัติงาน รüมทั้งการจัดการเรียนการÿอนใĀ้ผู้เรียนมี คุณลักþณะที่พึงประÿงค์มีทักþะการเรียนรู้ในýตüรรþ ที่ 21 (Offce of the Education Council, Ministry of Education, 2017) ตามพระราชบัญญัติการýึกþา แĀ่งชาติพ.ý.2553การที่จะพัฒนาผู้เรียนใĀ้มีคุณภาพนั้น ต้องอาýัยครูผู้ÿอนที่มีทักþะในการจัดการเรียนการÿอน โดยเฉพาะในยุคýตüรรþที่21เป็นทักþะแĀ่งอนาคตใĀม่ ที่ครูผู้ÿอนจะต้องÿามารถÿร้างนüัตกรรมบริĀารการจัด การเรียนการÿอนโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นÿ�าคัญ (Learners center) (Academic resource and information technology,MubanChombuengRajabhatUniversity, 2016) โดยครูผู้ÿอนท�าĀน้าที่เป็นผู้อ�านüยการÿอน และÿร้างแรงบันดาลใจใĀ้ผู้เรียนýึกþาĀาคüามรู้จากÿื่อ การเรียนรู้ด้üยตนเองและเปลี่ยนจากการÿอนไปÿู่การเป็น ผู้ชี้แนะ(Coaching)ซึ่งเป็นบทบาทของครูผู้ÿอนยุคใĀม่ ที่จะช่üยพัฒนาการจัดการเรียนการÿอน และÿ่งเÿริมใĀ้ ผู้เรียนเกิดทักþะการคิดแก้ปัญĀาอันเป็นüิชาชีพของ ตนเองใĀ้ก้าüĀน้าและพัฒนายิ่งขึ้น (Charoensiri,2015) แนüคิดการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþ ที่21 ที่มีคüามเจริญก้าüĀน้าอย่างรüดเร็üด้านเทคโนโลยี ÿารÿนเทýและการÿื่อÿาร (Information and Communication Technology: ICT) ท�าใĀ้ทักþะ ที่จ�าเป็นเปลี่ยนไปจากยุคýตüรรþที่ 20 เĀตุเนื่องจาก เทคโนโลยีโทรคมนาคมได้ขยายขีดคüามÿามารถจนÿามารถ ท�างานแทนที่คนได้ท�าใĀ้ÿัดÿ่üนแรงงานลดลงแต่ÿัดÿ่üน แรงงานระดับชาติบางÿ่üนที่ต้องการเพิ่มขึ้นในงานที่เน้น การคิดอย่างผู้เชี่ยüชาญและต้องใช้กระบüนการที่ซับซ้อน เช่น ก�าลังคนพยาบาลüิชาชีพ ดังนั้น คนในýตüรรþที่21 จึงต้องมีคüามเชี่ยüชาญในüิชาชีพของตน Āรือถ้าเป็นครู ก็ต้องเป็นครูที่เชี่ยüชาญในการจัดการเรียนการÿอนใĀ้เป็น Ā้องเรียนที่มีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ÿามารถÿ่งเÿริม ใĀ้ผู้เรียนเกิดองค์คüามรู้ที่ชัดเจน และน�าไปใช้ในชีüิตจริง ใĀ้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้ท�าใĀ้แนü โน้มการจัดการเรียนการÿอนต้องมุ่งพัฒนาใĀ้ผู้เรียนมี คüามรู้ที่กü้างและลึกในĀลาย ๆ เรื่อง ÿ่งเÿริมใĀ้ผู้เรียน เป็นบุคคลที่มีเครื่องมือในการÿร้างคüามรู้ด้üยตนเอง เป็นĀลักครูจึงคüรÿอนกระบüนการในการแÿüงĀาคüามรู้ และน�ามาÿร้างองค์คüามรู้ใĀ้บรรลุผลลัพธ์ใĀ้ผู้เรียนได้มี ÿ่üนร่üมในการจัดกิจกรรมการเรียนการÿอนโดยการýึกþา ค้นคü้า พิÿูจน์และทดลองด้üยตนเองอย ่างต ่อเนื่อง ÿร้างผลงานของตนเองออกมาอย่างมีคุณภาพ การÿอน ในýตüรรþที่21เราจึงมุ่งĀüังเĀ็นภาพของผู้เรียนที่มุ่งมั่น ในการท�างานของตนเอง จากการเขียนบันทึกออนไลน์ การค้นคü้าบนอินเทอร์เน็ตการเรียนผ่านโลกเÿมือนจริง การน�าเÿนอผลงานของตนเองผ่านÿื่อดิจิตอล Āรือก�าลัง ประเมินทักþะการท�างานร่üมกัน (Sutthirat, 2016)


วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2561 29 นอกจากนี้แนüคิดเพื่อการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 ยัง ประกอบไปด้üยทักþะที่ÿ�าคัญ 3 ประการได้แก่1) ทักþะ ชีüิตและอาชีพ (Life and career skills) 2) ทักþะ การเรียนรู้และนüัตกรรม (Learning and innovation skills) และ 3) ทักþะเกี่ยüกับข้อมูลข่าüÿาร ÿื่อ และ เทคโนโลยี(Information, media and technology skills) (Sinlaratet al., 2014)และมีกระบüนทัýน์ใĀม่ ในการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþที่21 ที่เน้นรูปแบบ ชุมชนแĀ่งการเรียนรู้(Learning community) โดยจัด การýึกþาเพื่อพัฒนาใĀ้ผู้เรียนมีคüามรู้ด้านภาþาที่ÿามารถ ÿื่อÿารได้ในระดับÿากลในยุคเทคโนโลยีÿารÿนเทý มีการ ปรับกระบüนทัýน์จากเดิมที่ครูผู้ÿอนเป็นýูนย์กลาง (Teacher-centered) เป็นกระบüนทัýน์ใĀม่ของการÿอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นýูนย์กลาง (Child-centered)และเน้น การบูรณาการ(Integration)(DechakupandYindeesuk, 2014) ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการÿอน ผู้ÿอน จะต้องปรับเปลี่ยนüิธีการจัดกิจกรรมใĀ้มีคüามเĀมาะÿม กับเนื้อĀาผู้เรียน และÿถานการณ์มีการใช้เทคนิคการจัด กิจกรรมĀลาย ๆ อย่างผÿมผÿานกัน เพื่อเป็นÿิ่งเร้า และÿร้างแรงจูงใจใĀ้กับผู้เรียนเกิดพัฒนาการในการ เรียนรู้ใĀ้คิดเป็น ท�าเป็น แก้ปัญĀาเป็น และมีคุณลักþณะ ที่พึงประÿงค์(Kanchanawasri, 2013) ÿ�าĀรับการจัดการเรียนการÿอนในĀลักÿูตร พยาบาลýาÿตรบัณฑิตได้บูรณาการแนüคิด ทฤþฎี ทางการพยาบาล และบริบทต่าง ๆ ที่เกี่ยüข้อง เพื่อมุ่ง ÿ่งเÿริมใĀ้ผู้เรียนÿามารถพัฒนาตนเองด้üยกระบüนการ จัดการเรียนการÿอนแบบมีÿ่üนร่üมที่เน้นผู้เรียนเป็นÿ�าคัญ มีการบูรณาการýาÿตร์ทางการพยาบาลและýาÿตร์ อื่น ๆ ที่เกี่ยüข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อใĀ้การดูแลมีคüาม เĀมาะÿมกับภาüะÿุขภาพของผู้รับบริการ มุ่งมั่นใĀ้บัณฑิต ได้น�าคุณธรรม และคüามรู้ไปรับใช้ÿังคม โดยการเป็น ผู้น�าทางด้านÿุขภาพ ซึ่งการจัดการเรียนการÿอนในคณะ พยาบาลýาÿตร์ปัจจุบันได้มีการน�าเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในการÿอน เช่น 3D anatomy:SECTRA โมเดลĀุ่นจ�าลอง ร่างกายมนุþย์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มผลÿัมฤทธิ์ในการเรียน นอกจากนี้ยังมีการจัดÿรรพื้นที่ในอาคารใĀ้เป็นýูนย์ ทรัพยากรการเรียนรู้การจ�าลองĀอผู้ป่üยเพื่อใĀ้ผู้เรียน ได้ทดลองปฏิบัติตามแนüคิดการจัดการเรียนการÿอน ในýตüรรþที่ 21 อีกด้üย จากการทบทüนüรรณกรรมแนüคิดการจัด การเรียนการÿอนในýตüรรþที่ 21 และงานüิจัยด้าน การจัดการเรียนการÿอน ซึ่งเป็นตัüบ่งชี้ของคüามก้าüĀน้า ของýาÿตร์ทางการÿอน ผู้üิจัยจึงÿนใจที่จะýึกþาคüาม คิดเĀ็นของอาจารย์พยาบาล และนักýึกþาพยาบาลต่อ รูปแบบการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþที่21เพื่อเป็น ข้อมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนการÿอน และผลิต บัณฑิตพยาบาลที่มีคุณภาพ บรรลุคüามÿ�าเร็จของการ จัดการýึกþาพยาบาลต่อไป üัตถุประÿงค์กำรüิจัย 1. เพื่ออธิบายรูปแบบการจัดการเรียนการÿอน ของอาจารย์พยาบาล ในýตüรรþที่ 21 2. เพื่อýึกþาคüามคิดเĀ็นของนักýึกþาพยาบาล ต่อการจัดการเรียนการÿอน แบบแผนกำรüิจัย การüิจัยแบบผÿมผÿาน (Mixed method) โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพก่อนท�าการüิจัยเชิงปริมาณ ดังนี้ การýึกþาเชิงคุณภาพ ผู้ใĀ้ข้อมูลคืออาจารย์ พยาบาลโดยเก็บข้อมูลเกี่ยüกับประÿบการณ์และแนüคิด ÿ่üนบุคคลที่เป็นรายละเอียดเชิงพรรณนา เจาะลึก และ ตรงประเด็น อ้างค�าพูดและประÿบการณ์ตรงของผู้ใĀ้ ข้อมูล โดยเก็บรüบรüมข้อมูล 3 üิธีดังนี้การÿัมภาþณ์ เชิงลึก (In-depth interview) การจัดกลุ ่มÿนทนา (Focus group discussion) ร่üมกับüิธีการÿังเกตและ จดบันทึก (Observation and feld-note) จ�านüน 10 ราย ประมüลผลข้อมูลคüบคู่กับการฟังข้อมูลจาก เทปบันทึกเÿียงซ�้าĀลังจากการÿัมภาþณ์เชิงลึก และ การจัดกลุ่มÿนทนาแต่ละครั้ง โดยเขียนรายละเอียดของ


30 Journal of Nursing Science Chulalongkorn University Vol. 30 No. 3 September - December 2018 ข้อมูลทันทีที่ýึกþาข้อมูลเÿร็จ ประมüลผลข้อมูลและ üิเคราะĀ์ข้อมูล เพื่อน�าข้อมูลมาแปลคüามĀมาย (Interpreting data)แล้üเขียนค�าอธิบายเกี่ยüกับเงื่อนไข บริบทคüามÿัมพันธ์และกระบüนการของปรากฏการณ์ (Chatakan, 2014) จนข้อมูลอิ่มตัü การýึกþาเชิงปริมาณ ผู้üิจัยÿร้างเครื่องมือ การüิจัยตามแนüคิดการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþ ที่21และคüามคิดเĀ็นของอาจารย์พยาบาลได้เครื่องมือ ที่ใช้ในการüิจัยครั้งนี้ประกอบด้üยแบบÿอบถามมาตรา ประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scales) ประกอบด้üย รูปแบบการจัดการเรียนการÿอนทั้งĀมด 4 รูปแบบ และมีจ�านüนข้อรายการย่อย จ�านüน 15 ข้อรายการ จากนั้นน�าเครื่องมือüิจัยตรüจÿอบคüามตรงเชิงเนื้อĀา จากผู้ทรงคุณüุฒิ3คนที่มีคüามเชี่ยüชาญด้านการพยาบาล ด้านการýึกþาและด้านการüิจัยโดยมีค่าดัชนีคüามตรง (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .79 ค่าดัชนี คüามÿอดคล้อง (Index Of Congruency: IOC) เท่ากับ.93และค่าคüามเที่ยงÿัมประÿิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .87จากนั้นน�าเครื่องมือไปทดลองใช้ในนักýึกþา พยาบาลกลุ่มใกล้เคียงจ�านüน 30คน และจึงน�าเครื่องมือ ไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัüอย่าง ได้แก่ นักýึกþาพยาบาล ชั้นปีที่ 1-4 โดยก�าĀนดขนาดของกลุ่มตัüอย่างที่ระดับ คüามเชื่อมั่น 95% และคüามคลาดเคลื่อน +- 5% (KrejcieandMorgan,1970cited inLeekitchwatana, 2016) โดยค�านüณจากประชากร 260 คน จะได้กลุ่ม ตัüอย่าง 160 คน โดยท�าการÿุ่มตัüอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratifed random sampling) จากนั้นใช้โปรแกรม คอมพิüเตอร์ÿ�าเร็จรูปüิเคราะĀ์ข้อมูล Āาค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กำรพิทักþ์ÿิทธิกลุ่มตัüอย่ำง โครงการüิจัยได้รับการอนุมัติจากÿ�านักงาน คณะกรรมการจริยธรรมการüิจัยในมนุþย์ด้านการแพทย์ และÿาธารณÿุข ÿ�านักงานÿาธารณÿุขจังĀüัดเพชรบุรี กระทรüงÿาธารณÿุข รĀัÿเลขที่โครงการüิจัย COE No. 011/2560 เมื่อüันที่ 25 กรกฎาคม พ.ý. 2560 ผู้üิจัย น�าเอกÿารชี้แจงข้อมูลÿ�าĀรับกลุ่มผู้ใĀ้ข้อมูล(Information sheet) Āลังจากที่ผู้üิจัยได้อธิบายรายละเอียดขั้นตอน ทั้งĀมดแล้ü ได้เปิดโอกาÿใĀ้ผู้ใĀ้ข้อมูลซักถามข้อÿงÿัย ก่อนลงนามในĀนังÿือแÿดงคüามยินยอมเข้าร่üมการüิจัย (Informed consent form) ผลกำรüิจัย ตอนที่ 1 อาจารย์พยาบาลผู้ใĀ้ข้อมูลได้แก่กลุ่มผู้บริĀาร และกลุ่มอาจารย์ผู้ÿอน จ�านüน 10 ราย ผลการüิจัย พบประเด็นการพัฒนาĀลักÿูตร และการจัดการเรียน การÿอนในýตüรรþที่ 21 ดังนี้ ประเด็นที่ 1 กำรพัฒนำĀลักÿูตร การพัฒนาĀลักÿูตรเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนา บัณฑิตใĀ้มีคุณภาพÿูงและเป็นพลเมืองที่มีคüามรับผิดชอบ ตามคüามต้องการของทุกภาคÿังคมในปัจจุบันและอนาคต โดยการปรับปรุงĀลักÿูตรและเนื้อĀาใĀ้เĀมาะÿม และ ÿอดรับกับคุณลักþณะบัณฑิตที่พึงประÿงค์ในýตüรรþ ที่ 21 จากคüามคิดเĀ็นของอาจารย์พยาบาลเกี่ยüกับ รูปแบบการจัดการเรียนการÿอน พบü่า มุมมองด้าน การพัฒนาĀลักÿูตรเป็นประเด็นĀนึ่งที่ÿ�าคัญเกี่ยüกับ การจัดการเรียนการÿอนใĀ้กับผู้เรียน และเนื่องจากเป็น ÿถาบันใĀม่ทางการýึกþาพยาบาลที่จะมีบัณฑิตพยาบาล รุ่นแรก และอยู่ในช่üงก�าลังปรับปรุงĀลักÿูตร จึงต้องมี การประเมินĀลักÿูตรและüางเป้าĀมายในการพัฒนา คุณลักþณะบัณฑิตที่พึงประÿงค์ ใĀ้มีทักþะในýตüรรþ ที่ 21 และมีคุณค่าต่อüิชาชีพเพื่อประชาชน “ก้าüแรกที่เราจะท�าตอนนี้ก็คือพัฒนาĀลักÿูตร ของเรา ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเรามีบัณฑิตจบ อันนี้เราก็คüร จะใช้ธงของýตüรรþที่ 21 ปักไü้เลย...Āลักÿูตรต่อไป เราจะปรับอย ่างไร...üิจัยและพัฒนาไปพร้อมบัณฑิต ซึ่งจบแล้ü” (ID3)


วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2561 31 “ในýตüรรþที่21 มันก็จะมีคีย์เüิร์ด(Āลักÿ�าคัญ) Āลักๆ ที่เราอยากจะใĀ้บัณฑิตทุกๆคนได้ไปถึงกü่าเรา จะมีบัณฑิตที่พร้อมท�างานได้ก็ต้องใช้เüลาแล้üยิ่งเราเป็น ÿถาบันใĀม่ในแง่ดีก็คือü่า เรามีคüามเล็กกะทัดรัดและ เราใĀม่ เราÿามารถที่จะปรับกระบüนการจัดการเรียน การÿอนĀรือพัฒนาอาจารย์และบริบทของแĀล่งฝึกใĀ้ เอื้อและได้ง่ายกü่า และเราจะเตรียมเด็กของเราใĀ้มี ýักยภาพที่จะรองรับถึงอนาคต โดยเฉพาะที่เรามองคือ ÿังคมผู้ÿูงüัย ก็คิดü่าเป็นเรื่องของýตüรรþที่ 21” (ID3) “เราจะพัฒนาใĀ้นักýึกþาเป็นบุคคลที่มีคุณค่า ในแผ่นดิน คุณค่าต่อประชาชน พี่จะพูดเÿมอü่าเราไม่ได้ มองแค่üิชาชีพเราเราต้องมองเพื่อประชาชนเป็นอันดับĀนึ่ง üิชาชีพรองลงมาแต่ปัจจุบันประชาชนต้องมาอันดับĀนึ่ง” (ID10) ประเด็นที่ 2 กำรจัดกำรเรียนกำรÿอน 1) กำรÿอนในโลกไร้พรมแดนที่มีกำรเชื่อมต่อ คüำมรู้ผ่ำนเครือข่ำย จากคüามเจริญก้าüĀน้าอย่างรüดเร็üทางด้าน เทคโนโลยีÿารÿนเทý และการÿื่อÿาร ท�าใĀ้ผู้เรียน ในýตüรรþที่21เป็นคนยุคดิจิตอลเป็นมนุþย์เครือข่าย ที่จะท�างานด้üยตนเองĀรือร่üมกับผู้อื่นโดยติดต่อเชื่อมโยง ถึงกันผ่านเทคโนโลยีและการÿื่อÿารในรูปแบบใĀม่ ๆ Āรือการเรียนรู้ร่üมกับภาคีเครือข่ายที่มีÿ่üนร่üมในการจัด การýึกþาการเรียนรู้üัฒนธรรมที่แตกต่างและการÿนใจ ต่อโลก อาจารย์พยาบาลÿ่üนใĀญ่ กล่าüü่า ÿื่อ การÿอนที่ÿอดคล้องกับการจัดการýึกþาในýตüรรþที่21 ต้องมีคüามเชื่อมโยงไปÿู่แĀล่งคüามรู้ใĀม่ๆ ได้และÿื่อ การÿอนต้องผลิตโดยการคüบคุมของตัüอาจารย์เอง เพราะอาจารย์เป็นผู้เข้าใจในเนื้อĀาและรู้จักผู้เรียน เป็นอย่างดีนอกจากนี้ÿื่อการÿอนยังต้องถูกจัดเก็บไü้ อย่างเป็นระบบ เพื่อใĀ้ÿะดüกต่อการเข้าถึงและÿามารถ น�าออกมาใช้ได้ทุกที่ทุกเüลา และอาจารย์ยังมีแนüคิด ในการจัดตั้งýูนย์การเรียนรู้เพื่อรüบรüมÿื่อ และน�าÿื่อ การÿอนมาเชื่อมโยงกัน และอ�านüยคüามÿะดüกใĀ้กับ ผู้เรียนเชื่อมโยงไปÿู ่ÿื่ออื่น ๆ ที่เป็นแĀล ่งการเรียนรู้ ภายนอกĀ้องเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อท�าใĀ้ เกิดการÿอนที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง “การเรียนรู้ของÿมองมนุþย์ไม ่ได้ขึ้นอยู ่ ที่ครูนะ แต่มันเป็นเรื่องÿื่อการเรียนการÿอนที่ดีที่ต้อง มีลิงค์(เü็บไซต์แĀล่งข้อมูลอื่น ๆ)ต้องมีเลิร์นนิงเซ็นเตอร์ (ýูนย์การเรียนรู้)แล้üก็มีýูนย์การเรียนรู้Āลายๆ ที่ ที่เรา ต้องไปÿร้างเครือข่าย” (ID3) “นี่คือýตüรรþที่21 มีÿื่อที่อาจารย์อาจจะ ต้องลิงค์(เชื่อมโยงกับเü็บไซต์แĀล่งข้อมูลต่างๆ) มีเลิร์นนิง เซ็นเตอร์(ýูนย์การเรียนรู้)” (ID3) “ฐานข้อมูลออนไลน์ถ้าเราÿร้างอาจารย์ ใĀ้ตระĀนักในการใช้ข้อมูลที่แขüนอยู่Āน้าเü็บ (แĀล่ง ข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) คือ เด็กเข้าไปแอคเซÿ (เข้าไปใช้งาน) ýึกþาĀาข้อมูล เด็กก็จะเกิดการขยาย ฐานคüามรู้ได้มากขึ้น เป็นการท�าใĀ้เด็กÿามารถครีเอท (ÿร้างÿรรค์)องค์คüามรู้ใĀม่ๆได้ด้üยตัüของเขาเอง”(ID4) 2) กำรÿอนแบบที่ช่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดกำร เรียนรู้โดยไม่ต้องÿอน การÿอนใĀ้น้อยลงเรียนรู้ใĀ้มากเน้นการÿอน ในแบบที่ช่üยผู้เรียนใĀ้เรียนรู้โดยไม่ต้องÿอน โดยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ÿ่งเÿริมผู้เรียนใĀ้มีทักþะการเรียนรู้ ด้üยตนเอง ผู้ÿอนเปลี่ยนüิธีการÿอนจากการบอก Āรือ การบรรยายไปÿู่การÿอนแบบใĀม่ที่ใĀ้ผู้เรียนน�าตนเอง üางแผนýึกþาค้นคü้าด้üยตนเอง และÿร้างองค์คüามรู้ ด้üยตนเองโดยมีครูคอยชี้แนะ อาจารย์พยาบาลทั้งĀมด กล่าüü่า การจัด การเรียนการÿอนแบบบรรยายคüรลดใĀ้น้อยลงเĀลือ เฉพาะบางรายüิชาที่ยังจ�าเป็นต้องบรรยายอยู่ แต่เพิ่ม เüลาเรียนรู้โดยการท�ากิจกรรมใĀ้มาก ýึกþาค้นคü้า ด้üยตนเอง โดยครูท�าĀน้าที่ชี้แนะแนüทางการýึกþา โดยเฉพาะข้อมูลจากออนไลน์ที่ต้องผ ่านการคัดกรอง ข้อมูลที่เป็นüิชาการ และมีคüามน่าเชื่อถือ


32 Journal of Nursing Science Chulalongkorn University Vol. 30 No. 3 September - December 2018 “...ใĀ้บรรยายน้อยลง แล้üก็เน้นกิจกรรม ĀรือใĀ้เด็กมีÿ่üนร่üมมากขึ้น ถ้าเราบรรยายเค้าก็จะลืม แต่เซลฟไดเรคทิดเลิร์นนิง(การเรียนรู้ด้üยตนเอง) เราจะ มีไกด์ไลน์(แนüทางชี้แนะ) ใĀ้เค้า เพราะฉะนั้นกิจกรรม ครูเนี่ยต้องเข้มข้นเรื่องของการคอนเฟิร์ม (ตรüจÿอบ) คüามรู้...” (ID5) “...แล้üก็ในกระบüนการเรียนการÿอนต้อง เน้นการอภิปราย ใĀ้เขาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใĀ้มากขึ้น แทนที่จะนั่งรอรับฟังคนอื่น ใĀ้เป็นคนน�าในการอภิปราย พยายามกระตุ้นใĀ้เกิดบรรยากาýแบบนี้” (ID5) “... ใĀ้เขาไปเรียนรู้นอกĀ้องเรียนแล้üน�า ประเด็นเĀล่านั้นมาดิÿคัÿ(อภิปราย)แล้üก็ใĀ้เด็กเขาเกิด การเรียนรู้แบบมีÿ่üนร่üม” (ID9) “คüามรู้ทุกอย่างมันอยู่บนคลาüน์(ออนไลน์) Āมด อยู่ในเซิร์ฟเüอร์(ระบบเครือข่าย) Āมดนะ...แล้üก็ ต้องโมติเüท (ÿร้างแรงจูงใจ) ใĀ้ตัüเองและครูจ�าเป็นจะ ต้องชี้แนะü่าจะต้องคัดกรองคüามรู้ที่ไปเÿิร์ช (ค้นĀา) แล้üก็ซัมมารี่ (ÿรุป) ประเมินคüามรู้ที่เค้าไปค้นคü้ามาü่า อันนี้คือแĀล่งคüามรู้ที่มีคุณค่าเชื่อถือได้มันเป็นüิชาการ Āรือข้อเท็จจริง” (ID8) “การýึกþาไม่ได้อยู่แค่ในĀ้องเรียน ÿร้าง กระบüนการคิดการเรียนรู้ใĀ้เด็กผ่านโครงงานพัฒนาใĀ้ เด็กกลับมีแนüคิดที่จะÿรุปคอนเซ็ปแมปปิ้ง(ผังคüามคิด) ที่ÿ�าคัญ” (ID3) 3) กำรÿอนแบบเน้นกำรลงมือปฏิบัติ การเรียนการÿอนที่ใĀ้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก การฝึกปฏิบัติงานในแĀล ่งฝึกการเรียนรู้ทางüิชาชีพ จัดการเรียนการÿอนโดยเน้นกิจกรรมการท�างาน ในÿถานการณ์และÿถานที่ปฏิบัติงานจริง การเรียนรู้ จะต้องได้จากการลงมือท�าเป็นĀลัก Āรือเป็นการÿอนในเชิง ทักþะüิชาชีพ Āรือการอาýัยเทคโนโลยีÿร้างÿถานการณ์ จ�าลองประกอบการเรียนการÿอนüิชาภาคทฤþฎี อาจารย์แต่ละท่านกล่าüไปท�านองเดียüกัน ถึงเทคนิคการจัดการเรียนการÿอน แบบเน้นปัญĀา เป็นĀลักการใช้ÿถานการณ์จ�าลองและการฝึกปฏิบัติงาน เป็นüิธีการจัดการเรียนการÿอนที่üิชาชีพพยาบาลใĀ้ คüามÿ�าคัญมาก นอกจากนี้การใĀ้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ เป็นการฝึกกระบüนการท�างานเป็นทีมการเÿริมÿร้างใĀ้เกิด ภาüะผู้น�าในทีม เมื่อมีโจทย์ÿถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป ท�าใĀ้เกิดการตัดÿินใจที่อยู่บนพื้นฐานการคิด üิเคราะĀ์ ข้อมูลซึ่งจะÿ่งผลต่อการเพิ่มทักþะที่ÿ�าคัญใĀ้กับผู้เรียน จากการลงมือปฏิบัติอีกด้üย “ลักþณะการÿอนแบบพรอบเบิมÿ์เบÿ เลิร์นนิง (การจัดการเรียนรู้แบบเน้นปัญĀาเป็นĀลัก) เอาปัญĀาÿถานการณ์ไปแล้üใĀ้เขาเกิดการเรียนรู้...” (ID9) “แอคทีฟเลิร์นนิง (การจัดการเรียนรู้แบบ ใĀ้ลงมือท�า)ซึ่งมองü่าเป็นการเรียนการÿอนที่ÿนุกมากเช่น เราจะแบ่งกลุ่มใĀ้ไปĀาบทคüามต่างประเทýบทคüามüิจัย มาดิÿคัÿ (อภิปราย)” (ID6) “ทีมเบÿเลิร์นนิง (การเรียนรู้การท�างาน เป็นทีม) üางแผนการเรียนรู้แบบเป็นกลุ่ม พยายามเซ็ท (ÿร้าง) Ā้องใĀ้เกิดบรรยากาýทีม ท�าใĀ้เด็กเกิดการเรียนรู้ Āลายอย่างในเรื่องของการตัดÿินใจ ในเรื่องของการคิด üิเคราะĀ์การÿื่อÿารมันก็เป็นกระบüนการĀนึ่งซึ่งฝึก คüามเป็นลีดเดอร์ชิพ (มีภาüะผู้น�า)...” (ID7) “อยากใĀ้เป็นแบบพüกแอคทีฟเลิร์นนิง (การจัดการเรียนรู้แบบใĀ้ลงมือท�า) และอีกอันĀนึ่งก็คือ เรียนรู้จากประÿบการณ์จริงนะคะ ใĀ้เด็กได้มีÿ่üนร่üม ในการดีไซน์(ออกแบบ) ด้üย ใĀ้เÿนอคüามคิดเĀ็นแล้ü เราค่อยÿรุปออกมาแล้üอาจารย์ก็อาจจะแชร์(แลกเปลี่ยน) คüามคิดเĀ็นใĀ้เขาฟัง” (ID10) 4) กำรÿอนที่มีบรรยำกำýÿ่งเÿริมกำรเรียนรู้ อย่ำงÿร้ำงÿรรค์ การจัดÿภาพแüดล้อมที่ÿ่งเÿริมการเรียนรู้ ของผู้เรียน และüิธีการจัดการเรียนรู้ต้องปรับใĀ้ทันกับ ýตüรรþที่ 21 โดยแปลงรูปแบบการÿอนใĀ้กลายเป็น ÿิ่งอ�านüยคüามÿะดüกÿ่งเÿริมใĀ้ผู้เรียนได้ใช้üิธีการเรียน


วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2561 33 ได้อย่างคล่องตัü ÿามารถเชื่อมโยงĀรือติดต่อกับผู้ÿอน เพื่อน Āรือบุคลอื่น ๆได้ด้üยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้ÿาย ได้ตลอดเüลา โดยÿถานýึกþาพยายามท�าใĀ้ทุกพื้นที่ กลายเป็นพื้นที่แĀ่งการเรียนรู้ อาจารย์ทั้งĀมดมีคüามคิดเĀ็นเกี่ยüกับ การเÿริมÿร้างบรรยากาýแĀ่งการเรียนรู้อย่างÿร้างÿรรค์ โดยมองไปในเรื่องของทรัพยากรการเรียนรู้ในýตüรรþ ที่21 ที่จะต้องมีคüามเป็นเลิý มีคüามพร้อมในการเอื้อต่อ คüามต้องการของผู้เรียน เพื่อน�าไปÿู่ประÿบการณ์ที่ได้รับ อย่างมีคุณค่า และผู้เรียนÿามารถเข้าใช้ทรัพยากรได้ทุก ช่üงเüลา ทั้งจากทรัพยากรภายในมĀาüิทยาลัยและจาก เครือข่ายออนไลน์เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจในการเรียนเพื่อใĀ้ ผู้เรียนเกิดจินตนาการจากการÿืบค้นข้อมูลและÿามารถ ÿร้างÿรรค์องค์คüามรู้ใĀม่ได้ด้üยตนเองจากจินตนาการ บนพื้นฐานการคิดเชิงüิชาการ “ท�าใĀ้Āอพักมีพื้นที่ในการอ ่านĀนังÿือ มีĀ้องÿ�าĀรับการท�าแล็บแพรคติคัม (ทดลองฝึกปฏิบัติ) มีLRC (ýูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้) ใĀ้เด็กได้ลองซ้อมท�า” (ID3) “เปิดแล็บบอย(เจ้าĀน้าที่ประจ�าĀ้องทดลอง ฝึกปฏิบัติ)จัดโอที(ค่าตอบแทนนอกเüลา) ใĀ้แล็บบอย...” (ID3) “เราพยายามที่จะใĀ้Ā้องแล็บ (Ā้องทดลอง ปฏิบัติ) ทุกĀ้อง เป็นĀ้องปฏิบัติการทุกÿาขาüิชามีพร้อม ทุกอย่าง เราต้องการใĀ้เป็นÿมาร์ทแล็บ (Ā้องทดลอง ปฏิบัติที่เป็นเลิý) แล้üก็ต้องการใĀ้เด็กเค้าได้เรียนรู้ ตลอดเüลา เปิดใĀ้เขาฟรี(อิÿระ) เลย แล้üก็จะพัฒนา เตรียมซื้ออุปกรณ์ใĀ้พร้อมใĀ้มากที่ÿุด” (ID10) “การÿร้างแรงจูงใจมันเป็นปัจจัยÿ�าคัญ ของการเรียนยุคใĀม่...เขาต้องÿร้างแรงจูงใจด้üยตัüเอง... ทุกüันนี้ไลบรารี่ (Ā้องÿมุด) ไม่จ�าเป็นจะต้องไปนั่งอ่าน ในĀ้องÿมุด เค้าÿามารถค้นคü้าได้จากทุกแĀ่งในระบบ อินเทอร์เน็ต(เครือข่ายทั่üโลก)...คüามกระตือรือร้นของ ผู้เรียนเป็นปัจจัยÿ�าคัญที่จะบอกถึงคüามÿ�าเร็จของระบบ การเรียนในýตüรรþที่ 21” (ID8) “การÿอนใĀ้เด็กจินตนาการ การครีเอท (การคิดÿร้างÿรรค์) การÿังเคราะĀ์องค์คüามรู้ที่เขาได้ จากที่เขาไปÿืบค้นเข้าÿู่เü็บเพจ(น�าเÿนอผลงานทางระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต) และจินตนาการองค์คüามรู้ที่ได้ มาต่อยอดไปข้างĀน้า” (ID4) “มีĀ้องใĀ้เขาใช้ได้24 ชั่üโมง...เอา คอมพิüเตอร์มาตั้ง แล้üก็ไüเลÿ (ระบบเครือข่ายไร้ÿาย) มีโต๊ะมีเก้าอี้ใĀ้เค้ามานั่งท�ากลุ่มท�าอะไรกันได้...เพียงแต่ü่า ครูอาจจะต้องเป็นคนที่คอยชี้แนะใĀ้คüามรู้ที่ไปค้นคü้ามา มันอาจจะยังไม่เĀมาะÿมยังไม่น่าเชื่อถือครูต้องช่üยดูใĀ้” (ID8) ตอนที่ 2 ผลการüิจัย ด้านคüามคิดเĀ็นของนักýึกþา พยาบาลที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþ ที่ 21 ดังตารางที่ 1


34 Journal of Nursing Science Chulalongkorn University Vol. 30 No. 3 September - December 2018 ตำรำงที่ 1 แÿดงค่าเฉลี่ย และÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐานของรูปแบบการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþที่ 21 รูปแบบกำรจัดกำรเรียนกำรÿอนในýตüรรþที่ 21 x SD แปลผล กำรÿอนในโลกไร้พรมแดนที่มีกำรเชื่อมต่อคüำมรู้ผ่ำนเครือข่ำย การเรียนด้üยüิธีการที่ĀลากĀลายในการเชื่อมคüามรู้ การเรียนรู้แบบร่üมมือกับแĀล่งฝึกทางüิชาชีพพยาบาล การใช้ÿื่อผ่านเทคโนโลยีและการÿื่อÿารในรูปแบบใĀม่ การเรียนรู้กับภาคีเครือข่ายได้มีÿ่üนร่üมในการจัดการýึกþา กำรÿอนแบบที่ช่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้โดยไม่ต้องÿอน เน้นการÿอนแบบใĀ้คิดüิจารณญาณ เน้นการÿอนแบบกระบüนการท�าüิจัย เน้นการเรียนรู้และÿร้างองค์คüามรู้ด้üยตนเอง เน้นการน�าตนเองโดยüางแผนýึกþาค้นคü้าด้üยตนเอง กำรÿอนแบบเน้นกำรลงมือปฏิบัติ การแก้ปัญĀาเป็นĀลัก การใช้ÿถานการณ์จ�าลอง การÿอนที่เน้นการฝึกปฏิบัติงาน กำรÿอนที่มีบรรยำกำýÿ่งเÿริมกำรเรียนรู้แบบÿร้ำงÿรรค์ มีÿภาพĀ้องเรียนแบบเปิด ยืดĀยุ่น ÿามารถเข้าถึงครูผู้ÿอนด้üยเทคโนโลยีที่ทันÿมัย ÿร้างแรงจูงใจใĀ้นักýึกþาเกิดพัฒนาการในการเรียนรู้ ÿ่งเÿริมจินตนาการโดยการต่อยอดคüามรู้ที่มีของผู้เรียน 4.14 4.27 4.10 3.94 4.10 3.83 4.18 4.12 4.20 4.10 4.29 4.04 4.23 4.23 4.25 0.57 0.67 0.67 0.68 0.62 0.68 0.66 0.68 0.67 0.74 0.71 0.83 0.70 0.69 0.67 ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี จากตาราง แÿดงค่าเฉลี่ยและÿ่üนเบี่ยงเบน มาตรฐานของรูปแบบการจัดการเรียนการÿอนในýตüรรþ ที่ 21 พบü่า รูปแบบการÿอนในโลกไร้พรมแดนที่มีการ เชื่อมต ่อคüามรู้ผ ่านเครือข ่าย การÿอนแบบที่ช ่üยใĀ้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยไม่ต้องÿอน การÿอนแบบเน้น การลงมือปฏิบัติและการÿอนที่มีบรรยากาýÿ่งเÿริม การเรียนรู้แบบÿร้างÿรรค์ทั้งĀมด อยู่ในระดับดี อภิปรำยผลกำรüิจัย จากการýึกþารูปแบบการจัดการเรียนการÿอน ของอาจารย์พยาบาล มĀาüิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แÿดงใĀ้เĀ็นถึงคüามมุ่งมั่นในการที่จะพัฒนาĀลักÿูตร ใĀ้ÿอดคล้องกับแนüคิดการจัดการเรียนรู้ในýตüรรþที่21 ซึ่งĀลักÿูตรเป็นองค์ประกอบÿ�าคัญของการจัดการเรียน การÿอน เปรียบเÿมือนเข็มทิýชี้น�าผู้เรียนไปÿู่จุดĀมาย ปลายทาง เป็นประมüลประÿบการณ์ที่ได้รับการรับรอง มาตรฐาน (Kanchanawasri, 2013) โดยอาจารย์ผู้ÿอน มีการปรับแผนเพื่อพัฒนาผู้เรียนใĀ้มีคุณลักþณะที่ÿ�าคัญ ของคนในýตüรรþที่ 21 ที่คüรจะได้รับการพัฒนาด้าน คüามรู้ด้านทักþะชีüิต และด้านทักþะการเรียนรู้และ การคิดใĀ้ÿอดคล้องกับปรัชญาĀลักÿูตรพยาบาลýาÿตรบัณฑิตที่มีแนüคิดในการผลิตบัณฑิตพยาบาลและพัฒนา บุคลากรด้านÿุขภาพใĀ้เป็นไปตามมาตรฐานüิชาชีพ โดยบูรณาการýาÿตร์ทางการพยาบาลและýาÿตร์อื่น ๆ ในการดูแลผู้ป่üยด้üยจิตใจเอื้ออาทรและจิตใจของคüาม เป็นมนุþย์แก่บุคคล ครอบครัü และน�าคüามรู้ไปพัฒนา


วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2561 35 ÿังคมเพื่อใĀ้ประชาชนมีÿุขภาพดีÿามารถด�ารงชีüิตอย่าง มีคüามÿุขเต็มýักยภาพ ÿอดคล้องกับภารกิจการýึกþา ของอุดมýึกþา ในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพÿูงและมี คüามรับผิดชอบ เพื่อใĀ้ÿามารถตอบÿนองคüามต้องการ ของทุกภาคในÿังคม โดยการใช้Āลักÿูตรและเนื้อĀา ที่เĀมาะÿม และÿอดรับกับคüามคาดĀüังของÿังคม ในýตüรรþที่ 21 (Sinlarat, 2014) ÿ�าĀรับรูปแบบการจัดการเรียนการÿอน พบü่า นักýึกþาพยาบาลมีคüามคิดเĀ็นต ่อรูปแบบการจัด การเรียนการÿอนในýตüรรþที่21โดยการÿอนแบบเน้น การลงมือปฏิบัติมากที่ÿุดอยู่ในระดับดี(x = 4.19,SD = 0.56) เนื่องจากการจัดการเรียนการÿอนในĀลักÿูตร พยาบาลýาÿตรบัณฑิตเป็นüิชาชีพที่ต้องบูรณาการ ýาÿตร์ทางการพยาบาลร่üมกับการลงมือฝึกปฏิบัติการ พยาบาลเน้นการฝึกประÿบการณ์ในĀ้องทดลองปฏิบัติการ และการฝึกประÿบการณ์กับผู้ป ่üยทั้งในชุมชนและ ÿถานบริการÿุขภาพ รüมทั้งเน้นการÿอนใĀ้นักýึกþา แก้ปัญĀาร ่üมกับการใช้ÿถานการณ์จ�าลองในคลินิก ÿอดคล้องกับ Kanhadilokand Punsumreung(2016) ที่ท�าการýึกþาเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้ÿถานการณ์ เÿมือนจริงเพื่อเพิ่มประÿบการณ์การใĀ้การพยาบาลผู้ป่üย พบü่า ช่üยท�าใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิดทักþะในการแก้ ปัญĀาทางการพยาบาล เกิดทักþะในการตัดÿินใจทาง คลินิก และÿะท้อนคิดช่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้üย ตนเอง นอกจากนั้น Rakthai (2016) ท�าการýึกþาเรื่อง ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาจริยýาÿตร์และกฎĀมายüิชาชีพ การพยาบาล โดยการจัดการเรียนรู้อย่างมีคüามĀมาย ด้üยการใช้คู่มือüิเคราะĀ์และÿรุปผลคüามถูกต้องเชิง จริยธรรม จากการยกตัüอย ่างÿถานการณ์และüัดผล ÿัมฤทธิ์ทางการเรียน พบü่า Āลังการเรียนรู้กลุ่มตัüอย่าง มีคะแนนเฉลี่ยÿูงขึ้นอย ่างมีนัยÿ�าคัญ รองลงมา คือ ด้านการÿอนที่มีบรรยากาýÿ ่งเÿริมการเรียนรู้อย ่าง ÿร้างÿรรค์พบü่า อยู่ในระดับดี(x = 4.18, SD = 0.58) โดยครูผู้ÿอนÿามารถÿ ่งเÿริมจินตนาการผู้เรียนจาก คüามรู้ที่ได้รับมาต่อยอดไปข้างĀน้าÿามารถÿร้างแรงจูงใจ ใĀ้นักýึกþาเกิดพัฒนาการในการเรียนรู้และเข้าถึงครู ผู้ÿอนด้üยเทคโนโลยีที่ทันÿมัย ร่üมกับมีÿภาพแüดล้อม ในการเรียนรู้แบบเปิดและยืดĀยุ่น ÿ�าĀรับด้านการÿอน ในโลกไร้พรมแดนที่มีการเชื่อมต่อคüามรู้ผ่านเครือข่าย พบü่าอยู่ในระดับดี(x = 4.11,SD = 0.49) เน้นการเรียน ด้üยüิธีการที่ĀลากĀลายในการเชื่อมต่อคüามรู้การเรียนรู้ แบบร ่üมมือกับแĀล ่งฝึกทางüิชาชีพและร ่üมกับภาคี เครือข่ายที่มีÿ่üนร่üมในการจัดการýึกþา การใช้ÿื่อผ่าน เทคโนโลยีและการÿื่อÿารในรูปแบบใĀม่ๆ ที่ทันÿมัย ÿอดคล้องกับ Puengchompooand Panuthai (2014) ที่ท�าการýึกþาเรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียนการÿอน ด้üย E-Learning พบü่า นักýึกþาพึงพอใจอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ยังÿอดคล้องกับ Amornkitpinyo (2015) ที่ท�าการýึกþาเรื่อง รูปแบบการเรียนการÿอนแบบ ปฏิÿัมพันธ์ผ่านกูเกิ้ลคลาüด์คอมพิüติ้งเพื่อÿ่งเÿริมทักþะ ด้านเทคโนโลยีÿารÿนเทýÿ�าĀรับนักýึกþาระดับอุดมýึกþา ในýตüรรþที่ 21 พบü่า กูเกิลคลาüด์คอมพิüติ้งช่üย ในการออกแบบการเรียนการÿอนและการüัดประเมินผล และช่üยเพิ่มทักþะด้านเทคโนโลยีใĀ้กับผู้เรียนอีกด้üย ÿ ่üนด้านการÿอนแบบที่ช ่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยไม่ต้องÿอน พบü่า อยู่ในระดับดี(x = 4.06, SD = 0.48) โดยผู้ÿอนคอยชี้แนะช่üยใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และÿร้างองค์คüามรู้ด้üยตนเอง มีÿ่üนร่üมในการüางแผน การýึกþาค้นคü้าด้üยกระบüนการท�าüิจัยÿอดคล้องกับ Charoensiri (2015)ที่ท�าการýึกþาเรื่องรูปแบบการพัฒนา ÿมรรถนะการโค้ชและการจัดการเรียนรู้ของครูที่ÿ่งเÿริม ใĀ้ผู้เรียนเกิดทักþะในการคิดแก้ปัญĀา พบü่า การโค้ช เป็นการÿอนที่ท�าใĀ้ผู้เรียนÿามารถท�างานที่ได้รับ มอบĀมายได้อย่างมีประÿิทธิภาพ และได้พัฒนาýักยภาพ ของตนเองใĀ้ÿูงขึ้นÿ�าĀรับการÿอนแบบใĀ้คิดüิจารณญาณ ÿอดคล้องกับ Sirisupluxana (2013) ที่ท�าการýึกþา เรื่องการÿอนนักýึกþาพยาบาลเพื่อพัฒนาทักþะการคิด อย่างมีüิจารณญาณ พบü่า บทบาทของอาจารย์พยาบาล ในการÿอนที่ÿ่งเÿริมกระบüนการคิดอย่างมีüิจารณญาณ โดยการปรับบทบาทของตนเองไปเป็นผู้ชี้แนะและ อ�านüยคüามÿะดüกนั้น ท�าใĀ้นักýึกþาเกิดการเรียนรู้ แบบตื่นตัü (Active learner) อีกด้üย


36 Journal of Nursing Science Chulalongkorn University Vol. 30 No. 3 September - December 2018 ข้อเÿนอแนะกำรน�ำผลüิจัยไปใช้ 1. น�าผลการüิจัยที่ค้นพบไปพัฒนารูปแบบ การจัดการเรียนการÿอนĀลักÿูตรพยาบาลýาÿตรบัณฑิต มĀาüิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีใĀ้เĀมาะÿมกับผู้เรียน ในýตüรรþที่ 21 2. น�าผลการüิจัยไปเป็นข้อมูลในการพัฒนา ĀลักÿูตรพยาบาลýาÿตรบัณฑิตใĀ้ÿอดรับกับคุณลักþณะ บัณฑิตที่พึงประÿงค์ในýตüรรþที่ 21 กิตติกรรมประกำý งานüิจัยนี้ได้รับทุนÿนับÿนุนการüิจัยจาก โครงการนักüิจัยĀน้าใĀม่ ÿถาบันüิจัยและÿ่งเÿริมýิลป üัฒนธรรม มĀาüิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี References Academicresourceand informationtechnology, Muban ChombuengRajabhat University. (2016). Learning management in the 21st century.Retrieved March22, 2016, from: http://arit.mcru.ac.th. Amornkitpinyo,T. (2015). Interactiveinstructional Model via Google Cloud Computing to EnhanceInformationandCommunication Technology Skills for Undergraduate Students in 21st Century. Journal of Education, 26(2): 84-91. (In Thai) Chatakan, W. (2014). Research for educational administration development.Bangkok: V Print (1991) Printing House Co., Ltd. Charoensiri,M. (2015).TheStudyof Development Model of Teacher’s Coaching and Teaching to Enhance Problem Solving Skills inLearners. Journal of Education Silpakorn University, 13(1): 114-127. (In Thai) Dechakup,P.and Yindeesuk,P. (2014).Learning Management In the 21st century.Bangkok: Chulalongkorn UniversityPrinting House. Kanchanawasri, S. (2013). Classical test theory (7th ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Printing House. Kanhadilok, S. and Punsumreung, T. (2016). Simulation Based Learning: Design for Nursing Education. Journal of Nursing and Education, 9(1): 1-14. (In Thai) Leekitchwatana,P. (2016).Research methods in education (11th ed.). Bangkok: Mean Service Supply. Offce of the Education Council, Ministry of Education. (2017). (Draft) directional Framework The National Education 2017-2031. Retrieved 26 March, 2016, from: http://www.moe.go.th Puengchompoo, W. and Panuthai, S. (2014). Developingof theLearningand Teaching withE-LearningModel forUndergraduate Nursing Students in a Gerontological Nursing Course. Nursing Journal, 41(Special edition): 11-25. (In Thai) Rakthai, D. (2016). Achievement of Ethics and Lawsin Nurs(InThai)ingProfessionfrom. Meaningful Verbal Learning. Journal of Education, 27(3): 188-199. (In Thai)


วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2561 37 Sinlarat, P. (2014). Principles and techniques of teaching Higher education (4th ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Printing House. Sinlarat,P. (2014).Principles and fundamentals of higher education (2nd ed.). Bangkok: Chulalongkorn UniversityPrinting House. Sinlarat,P.etal. (2014).Fulflling the 21st Century of Thai Education.Bangkok:Chulalongkorn University Printing House. Sirisupluxana,P. (2013).Teaching NursingStudents to Develop Critical Thinking Skills. The Journal of Boromarajonani College of Nursing, Nakhonratchasima, 19(2):5-19. Sutthirat, C. (2016). 80 Innovative Learning Management the focus is on learners. (7th ed.). Nonthaburi: P Balane Design and printing.


6 Journal of Nursing and Health Care VOLUME 37 NO.4 : OCTOBER - DECEMBER 2019 นวัตกรรมการเรียนการสอนทางการพยาบาล: สถานการณ์เสมือนจริง Innovation in Nursing Education: Simulation จินตนา ลี้ละไกรวรรณ ปร.ด.* ธรณิศ สายวัฒน์ ปร.ด.** Chintana Leelakraiwan PhD* Thoranit Sayawat PhD** สุมลชาติ ดวงบุบผา ปร.ด.*** ปราณี แสดคง พย.ม.** นวลใย พิศชาติ พบ.ม.* Sumolchat Duangbubpha PhD*** Pranee Saedkong M.N.S.** Nualyai Pitschart MPA* บทน�ำ บทบาทส�าคัญของอาจารย์คือ การพัฒนานวัตกรรมทางการสอนให้มีประสิทธิภาพ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย การสอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริง ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนทางการพยาบาลในศตวรรษที่ 21 ความเจริญ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีท�าให้มีแนวโน้มว่า การสอนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงจะเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นด้วยระดับความ เสมือนจริงคล้ายกับความจริงมากที่สุดส่งผลลัพธ์หลายประการประกอบด้วยการส่งเสริมสมรรถนะทางทักษะการพยาบาล ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก ซึ่งเป็นสมรรถนะที่คาดหวังของพยาบาลในอนาคต การเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ที่มีผลกระทบต่อวิถีการด�าเนินชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก การพัฒนาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ ไอแพด และมัลติมีเดีย ล้วนมีผลกระทบและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการจัดการศึกษาพยาบาลมาตลอดระยะเวลา 20 ปี นอกจากนี้ การพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของโลกก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างประชากร ผู้รับ บริการที่หลากหลาย มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงมีความจ�าเป็นต้องมีการเตรียมนักศึกษา พยาบาลให้สามารถบริการสุขภาพได้สอดคล้องกับความคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของระบบบริการสุขภาพ เมื่อพิจารณาสมรรถนะที่จ�าเป็นของพยาบาลในการดูแลสุขภาพของประชาชนคือการคิดเชิงวิเคราะห์ การใช้ตรรกะทาง คลินิกและการตัดสินใจ ท�าให้ครูพยาบาลต้องมีการเปลี่ยนแปลงต่อการจัดการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตให้สามารถตอบสนอง ต่อความต้องการของระบบบริการสุขภาพในอนาคต การจัดการศึกษาพยาบาลประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ การสอนในห้องบรรยายการสอนในห้องปฏิบัติการและการ สอนในคลินิก ซึ่งทั้ง 3 ส่วนต่างมีความส�าคัญในการพัฒนาคุณลักษณะของพยาบาลวิชาชีพ การสอนบรรยายเน้นความรู้ ทฤษฎีแนวคิดหลักการ ส่วนการสอนทักษะส่วนหนึ่งจะเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการจะเน้นการฝึกทักษะการพยาบาลพื้นฐานและ ที่ส�าคัญคือการฝึกปฏิบัติในคลินิกที่เป็นสถานการณ์จริง ความรู้ทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องมีการเชื่อมโยงกัน ดังนั้น การจ�าลอง สถานการณ์ในการเรียนการสอนในห้องบรรยายและห้องปฏิบัติการจึงต้องมีความใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในคลินิกมาก ที่สุดจึงจ�าเป็นต้องใช้สถานการณ์เสมือนจริงเพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกคุ้นเคยลดช่องว่างระหว่างความรู้ทฤษฎีกับการน�าความ รู้มาใช้ในทางปฏิบัติได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กำรเรียนกำรสอนในสถำนกำรณ์เสมือนจริงทำงกำรพยำบำล การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (Simulation) เป็นนวัตกรรมการสอนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในสาขาวิชาการ ดูแลสุขภาพ1 สถานการณ์เสมือนจริงเป็นกลยุทธ์การสอนที่ได้รับการออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนอย่าง เป็นระบบ องค์การอนามัยโลกได้มีข้อเสนอให้การสอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริงในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ศึกษาเป็น นวัตกรรมการเรียนการสอนทางการพยาบาล2 ค�ำส�ำคัญ: การศึกษาพยาบาล สถานการณ์เสมือนจริง การเรียนการสอน *อาจารย์ประจ�าคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร **อาจารย์ประจ�าวิทยาลัยพยาบาลราชชนนีขอนแก่น ***อาจารย์ประจ�าคณะพยาบาลศาสตร์ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 7 ปีที่ 37 ฉบับที่ 4 : ตุลาคม - ธันวาคม 2562 สถานการณ์เสมือนจริงคือกระจกส่องภาพจริงที่ เป็นการจ�าลองแบบชนิดของงาน ความสัมพันธ์ ปรากฏการณ์ เครื่องมือ พฤติกรรมและกิจกรรมทางปัญญาที่เกิดขึ้นในชีวิต จริง3 ได้นิยามสถานการณ์เสมือนจริงว่าเป็นเทคนิคที่น�ามา ใช้แทนองค์ประกอบส�าคัญของประสบการณ์จริง Jeffries4 ได้นิยามสถานการณ์เสมือนจริงว่าเป็นกิจกรรมที่สะท้อน ความจริงของสิ่งแวดล้อมในคลินิกและได้ถูกออกแบบที่ แสดงให้เห็นถึงวิธีการ กิจกรรมขององค์กร การตัดสินใจและ การคิดวิเคราะห์ผ่านเทคนิคที่เรียกว่าบทบาทสมมุติ (Role play) และมีการใช้อุปกรณ์ที่เสมือนจริงตั้งแต่ระดับน้อย ระดับปานกลาง และระดับมาก ผลลัพธ์ของการเรียนรู้แบบ สถานการณ์เสมือนจริงได้แก่ ความรู้ สมรรถนะทางคลินิก ความพึงพอใจ การคิดวิเคราะห์และความเชื่อมั่นใจตนเอง ระดับของสถำนกำรณ์เสมือนจริง การน�าเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อในการสอนด้วยวิธี สถานการณ์เสมือนจริงท�าให้มีความสมจริงในระดับ แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเทคโนโลยีที่เป็นหุ่น ฉากทัศน์ หรือสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนให้เห็นสิ่งแวดล้อมในคลินิก หรือ ในบ้านของผู้ป่วย ความเสมือนจริงแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ 1) ความเสมือนจริงระดับน้อย (Low-fdelity simulation) เป็นความเสมือนจริงน้อยเช่น กรณีศึกษา บทบาทสมมุติ หุ่นที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองไม่สามารถ เคลื่อนไหวได้ 2) ความเสมือนจริงระดับปานกลาง (Moderate-fdelity simulation) เป็นความเสมือนจริงมากขึ้นกว่าระดับต�่าเช่น การใช้หุ่นที่หายใจได้ มีเสียงเต้นของหัวใจหรือมีชีพจรแต่ ทรวงอกไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เหมาะสมกับการฝึก เทคนิคการพยาบาล 3) ความเสมือนจริงระดับมาก (High-fdelity simulation) เป็นความเสมือนจริงที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด สามารถแสดงอาการทางร่างกายได้ เช่น SimMan เป็นหุ่น ผู้ป่วยทั้งคน ผู้ป่วยมาตรฐาน (Standardized patients) เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual reality) ที่สามารถ ตอบสนองด้วยการสั่นสะเทือน ความเสมือนจริงระดับมาก เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีที่ช่วย ให้กระบวนการเรียนรู้มีปฏิสัมพันธ์และช่วยส่งเสริมการ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์5 กำรใช้สถำนกำรณ์เสมือนจริงในกำรศึกษำพยำบำล การเรียนรู้การปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริงเพื่อ ฝึกฝนทักษะทางคลินิกทางการพยาบาลได้ถูกน�ามาใช้ มากว่า50ปี โดยใช้หุ่นคนเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1911 และ ได้รับความนิยมมากขึ้นในปี ค.ศ. 19506 ปัจจุบันความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยี ท�าให้สถานการณ์เสมือนจริงมีความ ซับซ้อนและมีระดับสมจริงมากขึ้นการสอนโดยใช้ สถานการณ์เสมือนจริงจึงมีความนิยมมากขึ้นผู้เรียนจะ เผชิญกับฉากทัศน์ที่คล้ายกับของจริงในสิ่งแวดล้อมที่ ปลอดภัย ผู้เรียนสามารถฝึกฝนจนเกิดความช�านาญ ได้รับ ข้อมูลการสะท้อนกลับจากผู้สอน เรียนรู้จากปฏิกิริยาตอบ สนองจากผู้ป่วยและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ในกระบวนการฝึกฝน ทักษะและการสะท้อนกลับจะช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความ มั่นใจและมีสมรรถนะที่พร้อมก่อนไปปฏิบัติการพยาบาลใน สถานการณ์จริง สถานการณ์ที่มีความซับซ้อนจะสามารถ พัฒนาทักษะและทัศนคติของผู้เรียน อีกทั้งยังพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา ควำมก้ำวหน้ำของเทคโนโลยีควำมจริงเสมือน ความเป็นจริงเสมือน (Augment Reality) สามารถน�า มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการ ศึกษาพยาบาลและการบริการพยาบาลที่สามารถส่งเสริม การเรียนการสอนได้ดียิ่งขี้น สามารถเพิ่มการรับรู้ความจริง ในผู้เรียน และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กับความจริงได้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นข้อมูลที่เป็นส่วน ประกอบในวัตถุเสมือนจะช่วยให้ผู้เรียนปฏิบัติงานในโลก ความจริง7 อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น สามารถเข้าถึงความรู้และมีความสะดวก เมื่อน�ามาใช้ในการ ศึกษาพยาบาลจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ให้ข้อมูลสาระ ด้านการศึกษากับผู้เรียนได้ทันที ผู้เรียนได้สัมผัส ประสบการณ์ใหม่ในมิติที่เสมือนจริง ผู้เรียนเกิดกระบวนการ ร่วมกันเรียนรู้ ครูผู้สอนเสริมสร้างความรู้ของผู้เรียนผ่านการ สาธิต การสนทนา รูปแบบการเรียนรู้จะปรับเปลี่ยนเป็นโลก เสมือนผสานโลกจริงมากขึ้นส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจลึกซึ้ง ในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้และช่วยปิดช่องว่าระหว่างการเรียน แบบบรรยายกับการเรียนในคลินิกได้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น จากการทบทวนเอกสารพบว่าได้มีการน�าเทคโนโลยี ความเป็นจริงเสมือน (AR) มาใช้ในการศึกษาพยาบาลใน หลายรูปแบบสรุปดังนี้


8 Journal of Nursing and Health Care VOLUME 37 NO.4 : OCTOBER - DECEMBER 2019 1) Body Explore เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่าง ความจริงทางกายภาพ (Physical Reality) และ โลกเสมือน ที่ถูกสร้างขึ้นมา (Virtual Reality) ผสานเข้าด้วยกันผ่าน ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง ข้อมูลอีกข้อมูลหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบบนโลกเสมือน (virtual world) ภาพ X-ray ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้สอนวิชากาย ภาควิทยา สรีรวิทยา และหัตการทางคลินิก เช่น การฉีดยา กระตุ้นหัวใจและสังเกตการเปลี่ยนแปลงการเต้นของหัวใจ8 2) Flight Simulator เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการฝึกฝน การดูแลการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในขณะขนย้ายผู้ป่วยทาง เครื่องบินเฮลิปคอปเตอร์7 3) Microsoft Holo Lens ภาพจ�าลองที่มองเห็นผ่าน Microsoft Holo Lens หรือที่เรียกอีกอย่างว่า mixed-reality แสดงภาพ 3 มิติของร่างกายมนุษย์ ช่วยให้เห็นกล้ามเนื้อ ชั้นต่างๆ สมารถใช้กับสาขาวิชาต่างๆ ได้7 4) Web-delivered สถานการณ์เสมือนจริงโดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้แบบรายกรณีผ่าน website Clevel and M.L.et al7 ได้พัฒนาวิธีการสอนแบบ web-based, case based ในเนื้อหาการติดเชื้อในเด็ก (neonatal infection) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล มีการสะท้อนกลับที่ช่วยในการประเมินความก้าวหน้าในการ เรียนรู้ มีสถานการณ์เสมือนจริงทางวิดีโอและออดิโอตาม องค์ประกอบ 5 ด้านมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีความเป็นจริง มีส่วนร่วมของผู้เรียน ท้าทายการคิด วิเคราะห์และคุณค่าทางการสอน 5) การเรียนรู้จากผู้ป่วยมาตรฐาน (Standardized Patients - SPs) เป็นการจัดสถานการณ์การเรียนรู้โดยให้ บุคคลฝึกฝนแสดงเหมือนกับผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติ ลักษณะต่างๆ จากภาวะโรคตามที่ผู้สอนก�าหนด ผู้เรียนได้ เรียนรู้จากการเผชิญปัญหา การประเมินสภาพการณ์ของ ปัญหาและการตัดสินใจปฏิบัติการพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วย ด้วยตนเอง การเรียนรู้วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความ กระตือรือร้นต่อการเรียน มีแรงจูงใจในการแสวงหาความรู้ ที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง11 6) การเรียนรู้ด้วยวิธีการผสมผสาน (Hybrid Simulation) เป็นการจัดการเรียนรู้ด้วยการผสมผสานการ เรียนรู้อย่างน้อย 2 ชนิด ตัวอย่างเช่น การผสมผสานวิธีการ เรียนรู้จากผู้ป่วยเสมือนจริงกับวิธีการเรียนรู้จากหุ่นมนุษย์ เสมือนจริงเพื่อการสอนทักษะการบริหารจัดการทีมการ พยาบาล การเรียนรู้บทบาทต่างๆ ของพยาบาลวิชาชีพ เช่น บทบาทพยาบาลวิชาชีพหัวหน้าหอผู้ป่วย พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าเวรประจ�าวัน พยาบาลวิชาชีพประจ�าหอผู้ป่วย การ จัดสภาพแวดล้อมของหอผู้ป่วยเสมือนจริงที่มีทั้งผู้ป่วย มาตรฐานและหุ่นมนุษย์เสมือนจริงจะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ วิธีการบริหารทางการพยาบาลเพื่อการดูแลผู้ป่วย ได้พัฒนา ทักษะปฏิบัติการพยาบาลและทักษะที่ไม่ใช่ปฏิบัติการ พยาบาลโดยตรง เช่น การตัดสินใจ ภาวะผู้น�า การสื่อสาร การท�างานเป็นทีม การจัดการความเครียด การจัดการความ เหนื่อยล้า และการรับรู้สถานการณ์ (situation awareness)12 ประสิทธิภำพของกำรสอนโดยใช้สถำนกำรณ์ เสมือนจริง 1) การสอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริงเป็นกลยุทธ์ การสอนในสถานการณ์ที่ถูกควบคุมด้วยค�าสั่งและมีความ ปลอดภัย มีความสอดคล้องตามหลักการไม่ปฏิบัติที่เป็น อันตรายต่อผู้รับบริการ (frst do no harm) การฝึกฝนจาก ห้องเรียนอาจจะยังไม่สร้างความมั่นใจได้อย่างเพียงพอ เมื่อ ไปปฏิบัติการพยาบาลในคลินิกที่เป็นสถานการณ์จริงอาจ ก่อให้เกิดความเครียดแก่ผู้เรียน การสอนในสถานการณ์จริง ผู้สอนจะก�าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้เหมือนกับการเรียน รู้ในคลินิกซึ่งรวมถึงการปฏิบัติการพยาบาลที่ค�านึงถึงความ ปลอดภัยของผู้ป่วย ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ การพยาบาลของผู้เรียนที่อาจเกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขทันที ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้เรียนจะได้โอกาสในการปฏิบัติการ พยาบาลตามสมรรถนะที่ก�าหนดและได้รับการสะท้อนกลับ ท�าให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงการพยาบาลผู้ป่วยและได้น�าการ พยาบาลที่ปรับปรุงนั้นไปใช้ในการพยาบาลในสถานการณ์ จริงต่อไป การเรียนในสถานการณ์เสมือนจริงเปิดอากาสให้ ผู้เรียนได้ทบทวนด้วยการท�าซ�้าๆ จนแน่ใจและได้น�าทักษะ เหล่านั้นไปใช้เมื่อไปปฏิบัติการพยาบาลในคลินิก13 2) ข้อจ�ากัดต่างๆ ในคลินิกที่ท�าให้ผู้เรียนขาดโอกาส ในการปฏิบัติการพยาบาลในขณะเรียน เช่น การขาดแคลน บุคคลากร อุปกรณ์และเวลารวมถึงการขาดโอกาสในการ ปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายรวม ถึงกรณีที่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือกับผู้เรียนในการให้การ พยาบาลเช่นการฉีดยา การสวนสายปัสสาวะ การสอนด้วย สถานการณ์เสมือนจริงจะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเหมือน กับที่จะปฏิบัติในคลินิกเหมือนกับที่จะปฏิบัติการพยาบาล กับผู้ป่วยจริง


วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 9 ปีที่ 37 ฉบับที่ 4 : ตุลาคม - ธันวาคม 2562 3) ประโยชน์ของการสอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริง ในการศึกษาพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการน�านวัตกรรม ทางเทคโนโลยีมาใช้ประกอบส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของ ผู้เรียน ผู้เรียนได้สังเกตและบอกได้ถึงจุดด้อยที่ต้องปรับปรุง พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิก โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ การสอนด้วยสถานการณ์เสมือน จริงจึงเป็นสิ่งที่จะให้ความมั่นใจได้ว่าผู้เรียนมีสมรรถนะ ทางการพยาบาลมากที่สุดและสามารถตอบสนองความ ต้องการของผู้รับบริการได้ Ziv et al14 รายงานการศึกษา ของ Evan et.al15 ที่ได้พบผลลัพธ์ที่เกอดขึ้นต่อผู้เรียนด้วย สถานการณ์เสมือนจริงได้แก่การตัดสินใจ การสื่อสอาร การ ท�างานเป็นทีม ความเชื่อมั่นใจการพยาบาล การน�าความรู้ สู่การปฏิบัติเป็นต้น ผลลัพธ์กำรสอนด้วยสถำนกำรณ์เสมือนจริง สมาคมพยาบาลนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์เสมือน จริงทางคลินิกและการเรียนรู้ (The International Nursing Association for Clinical Simulation and Learning หรือ INACSL)16 ได้ระบุผลลัพธ์การเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์การสอน ด้วยสถานการณ์เสมือนจริงประกอบด้วย ทักษะความ ช�านาญ ทักษะการแก้ไขปัญหา ทักษะการคิดวิเคราะห์และ ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก (ภาพที่ 1) ภำพที่ 1 แสดงผลลัพธ์ของการสอนด้วยสถานการณ์ เสมือน (Meakim et al)14 ความส�าเร็จของการสอนด้วยกลยุทธ์สถานการณ์ เสมือนจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส�าคัญคือ ขั้นการสรุปผลการ เรียนรู้ (debriefng) และคุณลักษณะของผู้สอน17 ซึ่ง INASCL ได้ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบใน การสรุปผลการ เรียนรู้ว่าจะต้องประกอบด้วย ส่งเสริมการเรียนรู้และความ เข้าใจ ส่งเสริมการส่งผ่านความรู้ ดูแลผู้ป่วยด้วยคุณภาพ และปลอดภัย ส่งเสริมการปฏิบัติอย่างดีที่สุด ส่งเสริมผู้เรียน ให้มีความมั่นใจ กระบวนการท�า debriefng ควรใช้ข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ อยู่บนพื้นฐานของกรอบคิดนั่นคือ ก�าหนดเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ชัดเจน ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ ที่มีความเชื่อใจ ความเป็นส่วนตัว ใช้การสื่อสารชนิดเปิด วิเคราะห์ตนเองและการสะท้อนความรู้สึก และผู้ที่ท�า debriefng ควรเป็นผู้สังเกตสถานการณ์เป็นเสมือนจริงและ ตระหนักถึงระเบียบวิธีการ งานวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการ สอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริงของ Fawaz and HamdanMansour18 ได้รายงานผลกระทบของการสอนด้วย สถานการณ์เสมือนจริงในระดับมากต่อพัฒนาการการตัดสินใจ ทางคลินิกและแรงจูงใจในนักศึกษาพยาบาลชาวเลบานอน โดยการวิจัยกึ่งทดลอง ใช้ฉากทัศน์ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure) ที่ปรับปรุงจาก National League for Nursing (NLN)19 สถานการณ์ก�าหนดให้ นักศึกษาคิดวิเคราะห์ในการจัดล�าดับความส�าคัญของปัญหา และการพยาบาล กิจกรรมการพยาบาลประกอบด้วยการวัด สัญญาณชีพ การประเมินเสียงเต้นของหัวใจ การต่อสาย เครื่องวัด EKG การให้อ็อกซิเจน การตรวจสอบความพอ เพียงของอ็อกซิเจนและ arterial blood gases (ABGs) การวัดผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและการทดสอบเพื่อการ วินิจฉัย รวมถึงการให้ยา ผลการวิจัยพบว่านักศึกษา พยาบาลในกลุ่มทดลองมีการคิดวิเคราะห์ดีกว่ากลุ่มทดลอง อย่างมีนัยส�าคัญ (t=5.23, p=0.001) และมีความแตกต่าง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมในด้านแรงจูงใจในการ เรียนรู้ (t=-6.71, p=0.001) อธิบายได้ว่าในกระบวนการ เรียนรู้ด้วยสถานการณ์เสมือนจริงท�าให้นักศึกษาได้ท�าการ สังเกต การตีความหมาย การตอบสนองและการสะท้อนกลับ ของข้อมูลเช่นเดียวกับผลการวิจัยของ Roh et al20 ที่ท�าการ ศึกษาผลของการการสอนด้วยการแก้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับ สถานการณ์เสมือนจริงส่งผลทางบวกต่อความสามารถใน การเรียนรู้ของนักศึกษา และจากการทบทวนวรรณกรรม


10 Journal of Nursing and Health Care VOLUME 37 NO.4 : OCTOBER - DECEMBER 2019 อย่างเป็นระบบโดย Yuan et al21 ที่สรุปว่าการสอนด้วย สถานการณ์เสมือนจริงทางคลินิกสามารถช่วยให้นักศึกษา สามารถน�าความรู้ในห้องบรรยายไปใช้ในการปฏิบัติการ พยาบาลในคลินิกโดยเฉพาะด้านการตัดสินใจทางคลินิก สรุป การสอนด้วยกลยุทธ์สถานการณ์เสมือนจริงเป็น นวัตกรรมการสอนในพยาบาลศาสตร์ศึกษาที่ช่วยลด ช่องว่างของความรู้ในห้องเรียนและการปฏิบัติการในคลินิก จึงเสนอให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเตรียมพยาบาลให้ สามารถท�าการพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ สังคมในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามผู้สอนที่จะใช้กลยุทธ์การ สอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริงจ�าเป็นต้องที่การฝึกอบรม เพื่อให้การสอนนั้นเป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ดีต่อไป ข้อเสนอแนะ 1. สถาบันการศึกษาควรจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเรียนการสอนที่ใช้สื่ออิเลคโทรนิคในพัฒนา สิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จ�าลอง และพัฒนาบุคคลากรผู้สอนให้มีความคุ้นเคยกับกลยุทธ์การ สอนใหม่ๆ อีกทั้งควรพัฒนาแนวปฏิบัติให้การสอนด้วย กลยุทธ์นี้ได้มาตรฐาน 2. ผู้สอนควรพัฒนาตนเอง พัฒนาวิธีการเรียนการ สอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ยากที่จะน�าผู้เรียนไปเรียนรู้ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ ครูผู้สอนยังต้องพัฒนาพัฒนาสื่อการสอน เช่น smart classroom, google classให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น References 1. Cant RP, Cooper SJ. Simulation based learning in nursing education: systematic review. Journal of Advanced Nursing 2010; 66(1): 3-15. 2. World Health Organization. Nursing & Midwifery Human Resources for Health Global standards for the initial education of professional nurses and midwives. World Health Organization, Department of Human Resources for Health. Geneva. 2009: 3-36. 3. Gaba DM. The future vision of simulation in health care. Quality and Safety in Health Care 2004; 13 (Suppl 1): 2-10. 4. Jefferie PR. A framework for designing, implementing, and evaluating simulations use as teaching strategies in nursing. Nursing Education Perspectives 2005; 26: 96-103. 5. Harder BN. Evolution of simulation use in health care education. Clinical Simulation in Nursing 2009; 5: 169-172. 6. Hyland RJ, Hawkins CM. High-fdelity human simulation in nursing education: A review of literature and guide for implementation. Teaching and Learning in Nursing 2009; 4(1): 14-21. 7. Azuma RT. A Survey of Augmented Reality Presence: Tele-operators and Virtual Environments 1997; August: 355-385. 1997 [cited 2018 April, 25]. Available from: https://www.cs.unc.edu/~ azuma/ARpresence.pdf. 8. Howley LD. Standardized patients. In AI. Levine S, DeMaria AD, Schwartz, AJ Sim (Eds.). The comprehensive textbook of healthcare simulation. New York, NY: Springer; 2013:173-190. 9. Kodate N, Ross A, Anderson J, Flin R. Non-Technical Skills (NTS) for Enhancing Patient Safety: Achievements and Future Directions. Japanese Journal of Quality and Safety in Health Care 2012; 7(4). [Cited 2018 Aprill 20] Available from: http:// www.ucd.ie/geary/static/publications/workingpapers/gearywp201227.pdf. 10. Cant RP, Cooper SJ. Simulation based learning in nursing education: systematic review. Journal of Advanced Nursing 2010; 66(1):3-15. 11. Ziv A, Wolpe PR, Small SD, Glick S. Simulation based medicine education: An ethical imperative. Academic Medicine 2003; 78(8):783-788.


วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 11 ปีที่ 37 ฉบับที่ 4 : ตุลาคม - ธันวาคม 2562 12. Evans LV, Crimmins AC, Bonz JW, Gusberg RJ, et al. A comprehensive simulation based approach to teaching clinical skills: the medical perspective. Yale Journal of Biology and Medicine 2014; 12; 87(4):575-581. [cited 2018 March 10]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/ 25506290 13. Foronda CL, Alfes CM,Dev P, Kleinheksel AJ, et al. Virtual Nursing Emerging technologies in nursing education. Educator 2017; 42(1): 14-17.2017 [cited 2018 March 10]. Available from: https://www. ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27454054 14. Meakim C, et al. J. Standards of best practice: Simulation standard I: Terminology. Clinical Simulation in Nursing 2013; 9(6S), S3-S11. doi: 10.1016/j.ecns.2013.04.001. 15. Lasater K. High-fdelity simulation and the development of clinical judgment: Students’ experiences. Journal of Nursing Education 2007; 46(6): 269-276. 16. Fawaz AM,Hamdan-Mansour MA. Impact of highfdelity simulation on the development of clinical judgment and motivation among Lebanese nursing students. Nurse EducationToday 2016; 46:36- 42.2017 [cited 2018 March 10]. Available from: http://dx.doi.org/10.1016/j.nedt. 2016.08.026. 17. National League for Nursing. A Vision for Teaching with Simulation. A Living Document from the National League for Nursing NLN Board of Governors. 2015. 2017 [cited 2018 March 10]. Available from: http://www.nln.org/docs/defaultsource/about/nln-vision-series-(position-statements)/vision-statement-a-vision-for-teaching-withsimulation.pdf?sfvrsn=2. 18. RohY, Kim S. Effects of an integrated problem based learningandsimulationcourse for nursing students. NursHealth Sci 2014; 16(1): 91-96. 19. Yuan HB, Williams B. Fang JB. The contribution of high-fdelity simulation to nursing student’s confdence and competence: a systematic review. Int Nurs Rev 2012; 59(1): 26-33.


176 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 บทคüามüิชาการ ผลิตพยาบาลอย่างไรใĀ้ตอบโจทย์ผู้ใช้บัณฑิตในýตüรรþที่ 21 : คüามท้าทายของอาจารย์พยาบาลไทย How to produce nursing to meet the needs of graduate user in the 21st century : Challenges of Thai nursing instructors อุมาÿüรรค์ ชูĀา1 , พัชรา ÿมชื่อ2 , ÿุภาüดี นาคÿุขุม3 , ปุณรดา พüงÿมัย4 ,รุ่งนภา ประยูรýิริýักดิ์5 และจริยา มงคลÿüัÿดิ์6 Umasawan Chooha1 , Patchara Somchoe2 , Supawadee Naksukhum3 , Punrada Poungsamai4 , Rungnapa prayoonsirisak5 and Jariya Mongkolsawad6 บทคัดย่อ การก้าüข้ามโลกปฏิüัติĂุตÿาĀกรรมไปÿู่โลกดิจิตĂลเกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆมิติĂย่างรüดเร็üคüามต้ĂงการขĂงตลาด แรงงานเปลี่ยนไป งานที่ท�าซ�้าๆĀรืĂงาน routine workคĂมพิüเตĂร์ÿามารถท�าแทนมนุþย์ได้ĀรืĂบางงานท�าได้ดีกü่ามนุþย์ เÿียĂีก ตลาดแรงงานจึงต้Ăงการผู้ที่มีทักþะและÿมรรถนะระดับÿูง มีคüามÿามารถเฉพาะทางมากขึ้น การจัดการเรียนรู้ใน ปัจจุบันเพื่ĂใĀ้ได้บัณฑิตที่ตĂบโจทย์คüามต้ĂงการขĂงตลาดแรงงานและมีýักยภาพในการแข่งขันÿูงนั้น จึงเป็นคüามท้าทาย Ăย่างยิ่ง üิชาชีพพยาบาลเป็นĂีกĀนึ่งĂาชีพที่ผู้ประกĂบการต้Ăงการบัณฑิตที่พร้Ăมใช้งานและมีทักþะในýตüรรþที่ 21 การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน จึงต้Ăงมีการปรับเปลี่ยนĀลากĀลายรูปแบบ เพื่ĂใĀ้ได้มาซึ่งบัณฑิตที่พร้Ăมใช้งานĀรืĂบัณฑิต เบ็ดเÿร็จ เป็นบัณฑิต 4.0 “ดีเก่ง และมีÿุข”เป็นคนที่มีýักยภาพÿูงและมีทักþะชีüิตเพื่ĂการประกĂบĂาชีพ มีคüามคิด เชิงüิพากย์รู้จักแก้ไขปัญĀา มีคüามคิดÿร้างÿรรค์รู้จักคิดค้นนüตกรรม รู้จักÿื่Ăÿารและมีทักþะในการท�างานร่üมกัน ซึ่งเป็น ทักþะการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 ค�าÿ�าคัญ : พยาบาล ผู้ใช้บัณฑิต ýตüรรþที่ 21 Ăาจารย์พยาบาล 1,3,4Rajamangala University of Technology Thanyaburi 2 Kasembundit University 5 Boromrajconani College of Nursing Udon Thani 6 Ratchathani University Udonthani campus


177 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 ABSTRACT Transcendence the world of industry revolution into the digital world gets rapid changes in every dimension. The needs of the labor market have changed. Computers can do instead of humans or work better than humans. The labor market requires people with high skills and competencies and high level has more specialized ability. Current learning management for graduates that meet the needs of the labor market and have high competitiveness is a great challenge. The nursing profession is another profession that entrepreneurs want graduates who are ready to use and have skills in the 21stcentury. Therefore, learning management needs to be reorganized in many ways for graduates that are ready to use who graduate 4.0 „good, smart and happy people” People with high potential and life skills for occupation with critical thinking know the solution, creative Innovation thinking, Including knowing communication and having skills in working together which is a learning skill in the 21st century Keywords : Nursing, graduate user, 21st century, nursing instructors บทน�า ýตüรรþที่ 21 เป็นยุคแĀ ่งโลกาภิüัตน์เกิดการ เปลี่ยนแปลงในทุกๆมิติĂย ่างรüดเร็ü การด�าเนินชีüิตใน ÿังคมเปลี่ยนไป งานบางĂย่างคĂมพิüเตĂร์ÿามารถท�าแทน มนุþย์ได้ตลาดแรงงานจึงเกิดการแข่งขันÿูง ผู้ที่มีคüามรู้ มีÿมรรถนะ มีคüามÿามารถเฉพาะทางและมีคüามฉลาด รĂบรู้ในทุกด้านเท่านั้นที่จะĂยู่รĂด การจัดการýึกþาจึง จ�าเป็นต้Ăงปรับเปลี่ยนกระบüนทัýน์เพื่ĂผลิตบัณฑิตĂĂกÿู่ ÿังคมและเตรียมพร้Ăมÿ�าĀรับการด�าเนินชีüิตและการ ท�างาน เป็นบัณฑิต 4.0 “ดีเก่ง และมีÿุข” การปฏิรูปการ เรียนรู้จึงเป็นเรื่Ăงที่ÿ�าคัญมากซึ่งเป้าĀมายÿ�าคัญขĂงการ ปฏิรูปการเรียนรู้คืĂการÿร้างพลเมืĂงคุณภาพ เพิ่มýักยภาพ การแข่งขัน มีทักþะชีüิตเพื่ĂการประกĂบÿัมมาชีพและมี ทักþะแĀ่งการเรียนรู้1ÿถาบันการýึกþาจ�าเป็นต้Ăงปรับจาก รูปแบบเดิมมาเป็นĂงค์กรแĀ่งการเรียนรู้ตลĂดชีüิต Ăาจารย์ เป็นบุคคลÿ�าคัญที่ต้Ăงท�าใĀ้เกิดการเรียนรู้ยุคใĀม ่ ปรับกระบüนการจัดการเรียนการÿĂนจากรูปแบบเดิมเป็น รูปแบบใĀม่ เช่น การบรรยายไปเป็นการจัดการเรียนการ ÿĂนแบบเชิงรุก (Active learning) ซึ่งจะท�าใĀ้ผู้เรียนเกิด การคิดเชิงüิพากย์ เกิดการแก้ไขปัญĀา เกิดคüามคิด ÿร้างÿรรค์และรู้จักคิดค้นนüตกรรม เกิดการÿื่Ăÿารและการ ท�างานร่üมกัน รüมทั้งการจัดการเรียนการÿĂนแบบÿĀกิจ ýึกþา (Work-integrated Learning) โดยจัดใĀ้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ýาÿตร์แขนงต่างๆ ได้เรียนรู้นĂกĀ้Ăงเรียน เพื่Ăÿ่ง เÿริมใĀ้เกิดจิตÿาธารณะและการรับใช้ÿังคม และการจัดการ เรียนการÿĂนแบบÿĀกิจýึกþาจะช่üยÿ่งเÿริมใĀ้ÿร้างĂงค์ คüามรู้ใĀม่และÿร้างนüตกรรม (Innovation) เน้นการเรียน การÿĂนที่ÿร้างผู้ประกĂบการใĀม่ไม่เน้นÿร้างผู้เรียนจบไป เป็นลูกจ้าง และÿ่งเÿริมการเรียนรู้ตลĂดชีüิต การเรียนการÿอนในýตüรรþที่ 21 กรĂบยุทธýาÿตร์ชาติ20 ปี(พ.ý. 2560 - 2579) ทั้ง 6 ด้าน เน้นการพัฒนาทุกมิติโดยเฉพาะด้านการพัฒนา และเÿริมÿร้างýักยภาพทรัพยากรมนุþย์2 ซึ่งเป็นด้านที่มี คüามÿ�าคัญมาก กระทรüงýึกþาธิการ เป็นกระทรüงที่เป็น ก�าลังÿ�าคัญในการผลิตทรัพยากรมนุþย์ĂĂกÿู่ตลาดแรงงาน ได้ก�าĀนดแผนการýึกþาแĀ่งชาติ(พ.ý.2560–2579)ĂĂก เป็น 6 ยุทธýาÿตร์3 โดยÿĂดรับกับกรĂบยุทธýาÿตร์ชาติ และมาตรฐานการĂุดมýึกþา พ.ý.2561 ทั้ง5ด้าน มุ่งเน้น ผลลัพธ์ด้านผู้เรียน4 ซึ่งÿĂดรับกับกรĂบยุทธýาÿตร์ชาติเช่น กัน คณะกรรมาธิการการýึกþาและการกีāาÿภานิติบัญญัติ แĀ่งชาติได้เÿนĂแนะด้านการแก้ปัญĀาเพื่ĂใĀ้การปฏิรูป Ăุดมýึกþาเป็นรูปธรรม โดยเน้นด้านการÿร้างพลเมืĂง คุณภาพเพื่Ăเพิ่มýักยภาพการแข ่งขัน5 ซึ่งÿĂดคล้Ăงกับ


178 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 กรĂบยุทธýาÿตร์ชาติ20 ปีที่เน้นการพัฒนาและเÿริมÿร้าง ýักยภาพทรัพยากรมนุþย์ดังนั้นทุกĀลักÿูตร ทุกระดับการ ýึกþา จึงต้ĂงมีการปรับปรุงĀลักÿูตรใĀ้ÿĂดคล้Ăงกับแผน พัฒนาต่างๆ การจัดการเรียนรู้ระดับอุดมýึกþา การเรียนในระดับĂุดมýึกþาถืĂü่ามีคüามÿ�าคัญĂย่าง ยิ่ง เพราะเป็นการเตรียมบัณฑิตเพื่ĂĂĂกไปท�างาน ĀรืĂ เตรียมพร้Ăมเพื่ĂประกĂบĂาชีพ การเรียนแบบท่Ăงจ�าĀรืĂ เรียนตามที่Ăาจารย์ผู้ÿĂนป้ĂนใĀ้ ĀรืĂการเรียนแบบ บรรยาย (Passive learning) จึงไม่เพียงพĂในยุคที่มีการ แข่งขันÿูง รูปแบบการเรียนรู้จึงต้Ăงปรับเปลี่ยน ดังนี้ 1. ปรับใĀ้มีการจัดการเรียนรู้เชิงรุก(Activelearning) เป็นการจัดการเรียนการÿĂนที่เปลี่ยนจากĂาจารย์เป็น ผู้บรรยาย มาเป็นĂาจารย์ต้ĂงĂĂกแบบการเรียนการÿĂน ใĀ้ผู้เรียนมีÿ่üนร่üมในĀ้Ăงเรียน มีÿ่üนร่üมในกิจกรรมการ เรียนการÿĂน โดยĂาจารย์ท�าĀน้าที่เป็นผู้ก�ากับการจัดการ เรียนรู้(Facilitator/Coach) ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เช่น การพูดคุย การĂ่าน การเขียน การÿะท้Ăนค�าถามกลับ การตั้งปัญĀา ÿร้างบรรยากาýการเรียนรู้ร่üมกัน พร้Ăมทั้ง ฝึกใĀ้ผู้เรียนรู้จักค้นคü้าแบบมีÿ่üนร่üมด้üยตนเĂง มีการคิด เชิงüิพากย์รู้จักแก้ไขปัญĀา มีคüามคิดÿร้างÿรรค์และนü ตกรรม มีการÿื่Ăÿารและการท�างานร่üมกัน ดังแนüคิดขĂง Eagle Dale(1969) ได้เÿนĂ“Theconeof learning”ü่า การเรียนรู้แบบ Passive Learning ที่Ăาจารย์เป็นผู้ÿĂน ผู้บĂกเล่าÿ่üนผู้เรียนเป็นผู้ฟังและĂ่าน ผู้เรียนจะจ�าได้ÿูงÿุด เพียงร้Ăยละ 30 Āากเป็นการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning)ÿามารถพัฒนาผู้เรียนไปได้ถึงการคิดเชิงüิพากย์ การแก้ไขปัญĀา การคิดÿร้างÿรรค์และนüตกรรม การ จัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกเช่น Think-pair-share, Gallery, Reaction to a video, Small group discussion, Team-based teaching, The fipped classroom, Problem-base learning, Project-based learning. 4 The cone of learning ที่มา: https://gove.org/hierarchy-of-learning-learning-retention/6 การเรียนการสอนในปัจจุบันเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย การเรียนรู้แบบ 3Rs ที่เน้น คุณลักษณะหรือสมรรถนะหลักของผู้เรี ยน และ 8Cs ที่เน้นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจ าวันและการท างาน ประกอบด้วย Reading การอ่าน ซึ่ งผู้เรี ยนต้องอ่านออก (W)Ritingการเขียน ผู้เรี ยนต้องเขียนได้ และ (A)Rithematic คณิตศาสตร์ผู้เรียนต้องคิดเลขเป็ น ส่วน 8Cs ได้แก่ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ ทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ (Cross–cultural Understanding) ทักษะด้านความร่วมมือ การท างานเป็ นทีม และภาวะผู้น า (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information and Media Literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) และความมีเมตตา กรุณา มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม (Compassion) The cone of learning ที่มา : https://gove.org/hierarchy-of-learning-learning-retention/6


179 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 การเรียนการÿĂนในปัจจุบันเน้นทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ประกĂบด้üย การเรียนรู้แบบ 3Rs ที่เน้นคุณลักþณะ ĀรืĂÿมรรถนะĀลักขĂงผู้เรียน และ 8Cs ที่เน้นทักþะที่ใช้ ในชีüิตประจ�าüันและการท�างาน ประกĂบด้üย Reading การĂ่าน ซึ่งผู้เรียนต้ĂงĂ่านĂĂก(W)Ritingการเขียน ผู้เรียน ต้Ăงเขียนได้และ (A)Rithematic คณิตýาÿตร์ผู้เรียนต้Ăง คิดเลขเป็น ÿ่üน 8Cs ได้แก่ ทักþะด้านการคิดĂย ่างมี üิจารณญาณและทักþะในการแก้ปัญĀา(CriticalThinking and Problem Solving) ทักþะด้านการÿร้างÿรรค์และ นüัตกรรม (Creativityand Innovation) ทักþะด้านคüาม เข้าใจต่างüัฒนธรรมต่างกระบüนทัýน์ (Cross–cultural Understanding) ทักþะด้านคüามร่üมมืĂการท�างานเป็นทีม และภาüะผู้น�า (Collaboration, Teamwork and ership) ทักþะด้านการÿื่Ăÿารÿารÿนเทýและการรู้เท่าทัน ÿื่Ă (Communications, Information and Media Literacy) ทักþะด้านคĂมพิüเตĂร์และเทคโนโลยีÿารÿนเทý และการÿื่Ăÿาร (Computing and ICT Literacy) ทักþะ Ăาชีพและทักþะการเรียนรู้(Careerand LearningSkills) และคüามมีเมตตา กรุณา มีüินัย คุณธรรม จริยธรรม (Compassion) 5 ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่21 (Partnership for 21st Century Skills) ที่มา: http://www.p21.org/our-work/p21-framework7 2. เสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ท้ งั ด้านวิชาชีพเฉพาะ (hard skills)และ ทักษะที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวันและการท างาน (soft skill) ได้แก่ 2.1 ทักษะการเรียนรู้และนวตกรรม ท าให้ผู้เรียนเกิดความรู้ควบคู่กับการคิดเชิงวิพากษ์รู้จัก แก้ไขปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์และนวตกรรม มีการสื่อสารและการท างานร่วมกัน 2.2 ทักษะชีวิตและการท างาน ท าให้เกิดความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว ความ เป็ นผนู้า เกิดความรับผดิชอบ ความคิดริเริ่ม และมีทกัษะทางสงัคมเกิดการเรียนรู้ขา้มวฒันธรรม 2.3 ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ท าให้เกิดทักษะในการเสพข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน 3. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการ ในรูปแบบ Work-integrated Learning (WiL) หรือที่เรียกว่า สหกิจศึกษา (Cooperative education) เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวิชาทฤษฎีและ วิชาปฏิบัติ และเตรี ยมความพร้อมของผู้เรี ยนก่อนออกไปปฏิบัติงานจริ ง เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และ ประสบการณ์ในการทา งาน ไดเ้รียนรู้ดว้ยตนเองมากข้ึน เกิดกระบวนการแกป้ ัญหา ท้งัน้ีกระบวนการเรียน รู้อยู่ภายใต้การประเมินของสถานประกอบซึ่งมีอาจารย์เป็ นผู้ก าหนดขอบเขตการประเมิน 4. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็ นอยู่จริงของสังคม โดยจัดให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆนอกห้องเรียน เช่น โครงการหนึ่งบ้านหนึ่งเตียง ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาล ชุมชน ที่ฝึกใหน้ ักศึกษาไดเ้รียนรู้แบบองคร์วม ศึกษาปัญหาสุขภาพท้งัครอบครัวและทุกช่วงวัย ซึ่งจะท าให้ ผู้เรียนรู้จักค้นหาปัญหา ก าหนดแนวทางแก้ไขร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงเกิดจิตส านึกในการ น าองค์ความรู้สู่ชุมชน มีจิตสาธารณะ 5. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในการเป็ นผู้ประกอบการ ตามนโยบายการสร้างผู้ประกอบการใหม่ ภาพที่ 2 กรĂบแนüคิดทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) ที่มา : http://www.p21.org/our-work/p21-framework7 2. เÿริมทักþะการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 ทั้ง ด้าน üิชาชีพเฉพาะ (hard skills) และ ทักþะที่ใช้ในชีüิตประจ�า üันและการท�างาน (soft skill) ได้แก่ 2.1 ทักþะการเรียนรู้และนüตกรรม ท�าใĀ้ผู้เรียนเกิด คüามรู้คüบคู่กับการคิดเชิงüิพากþ์รู้จักแก้ไขปัญĀา มีคüาม คิดÿร้างÿรรค์และนüตกรรม มีการÿื่Ăÿารและการท�างาน ร่üมกัน 2.2 ทักþะชีüิตและการท�างาน ท�าใĀ้เกิดคüาม ยืดĀยุ่นและคüามÿามารถในการปรับตัü คüามเป็นผู้น�า เกิดคüามรับผิดชĂบ คüามคิดริเริ่ม และมีทักþะทางÿังคม เกิดการเรียนรู้ข้ามüัฒนธรรม 2.3 ทักþะด้านÿารÿนเทýÿื่Ăและเทคโนโลยีท�าใĀ้ เกิดทักþะในการเÿพข้Ăมูลข่าüÿารในปัจจุบัน 3.ÿ่งเÿริมการจัดการเรียนรู้ร่üมกับÿถานประกĂบการ ในรูปแบบ Work-integrated Learning (WiL) ĀรืĂที่เรียกü่า ÿĀกิจýึกþา (Cooperative education) เพื่ĂใĀ้เกิดคüาม เชื่ĂมโยงระĀü่างüิชาทฤþฎีและüิชาปฏิบัติและเตรียมคüาม พร้ĂมขĂงผู้เรียนก่ĂนĂĂกไปปฏิบัติงานจริงเกิดการพัฒนา Ăงค์คüามรู้และประÿบการณ์ในการท�างาน ได้เรียนรู้ด้üย ตนเĂงมากขึ้น เกิดกระบüนการแก้ปัญĀา ทั้งนี้กระบüนการ


180 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 เรียนรู้Ăยู่ภายใต้การประเมินขĂงÿถานประกĂบซึ่งมีĂาจารย์ เป็นผู้ก�าĀนดขĂบเขตการประเมิน 4.ÿ่งเÿริมการจัดการเรียนรู้ที่ใĀ้ผู้เรียนได้ÿัมผัÿกับüิถี ชีüิตคüามเป็นĂยู่จริงขĂงÿังคม โดยจัดใĀ้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ýาÿตร์ต่างๆนĂกĀ้Ăงเรียน เช่น โครงการĀนึ่งบ้านĀนึ่งเตียง ในรายüิชาปฏิบัติการพยาบาลชุมชน ที่ฝึกใĀ้นักýึกþาได้ เรียนรู้แบบĂงค์รüม ýึกþาปัญĀาÿุขภาพทั้งครĂบครัüและ ทุกช ่üงüัย ซึ่งจะท�าใĀ้ผู้เรียนรู้จักค้นĀาปัญĀา ก�าĀนด แนüทางแก้ไขร่üมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รüมถึงเกิด จิตÿ�านึกในการน�าĂงค์คüามรู้ÿู่ชุมชน มีจิตÿาธารณะ 5. ÿ่งเÿริมการจัดการเรียนรู้ในการเป็นผู้ประกĂบการ ตามนโยบายการÿร้างผู้ประกĂบการใĀม่ขĂงรัฐบาล มีการ ÿ ่งเÿริมการบ ่มเพาะüิÿาĀกิจและการเริ่มต้นธุรกิจใĀม ่ (Start-up) เพื่Ăกระตุ้นใĀ้บัณฑิตĂยากเป็นผู้ประกĂบการ มากกü่าจบไปแล้üท�างานเป็นลูกจ้าง8 ÿ่งเÿริมการจัดการ เรียนรู้แบบการÿร้างนüตกรรม (Innovation) และĂงค์ คüามรู้ใĀม่ เช่น การจัดการเรียนรู้แบบ Project-based Learning และ Problem-base learning ซึ่งจะท�าใĀ้ ผู้เรียนน�าĂงค์คüามรู้ไปต่ĂยĂดÿร้างĂงค์คüามรู้ใĀม่เกิดนü ตกรรมในด้านต่างๆ เพื่ĂใĀ้เกิด “ฐานก�าลังĀลัก”ตาม นโยบายขĂงประเทý 6. มีกระบüนการเตรียมคüามพร้Ăมผู้เรียน ดังนี้Ăบรม ใĀ้ผู้เรียนเข้าใจถึงขั้นตĂนการจัดการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ก่Ăนที่จะมีการด�าเนินกิจกรรม ท�าใĀ้ผู้เรียนมีคüามรู้ÿึกภาค ภูมิใจในýาÿตร์ที่ก�าลังýึกþาĂยู่ปลูกฝังคüามรับผิดชĂบใĀ้ กับผู้เรียน ทั้งต่ĂตนเĂงคüามรับผิดชĂบต่ĂภาระĀน้าที่การ งานรับผิดชĂบต่Ăÿังคมและประเทýชาติÿร้างแรงจูงใจใน การท�างานใĀ้ผู้เรียน และÿร้างĂุดมการณ์แĀ่งชาติ การเรียนการÿอนในÿาขาพยาบาลýาÿตร์ ตามประกาýกระทรüงýึกþาธิการ เรื่Ăงมาตรฐาน คุณüุฒิระดับปริญญาตรีÿาขาพยาบาลýาÿตร์25609 ÿรุป ได้ดังนี้ ลักþณะขĂงÿาขา ÿาขาพยาบาลýาÿตร์เป็นÿาขาที่ ต้Ăงปฏิบัติโดยตรงต่Ăชีüิตมนุþย์ด้üยคüามเĂาใจใÿ่Ăย่าง เĂื้ĂĂาทร จ�าเป็นต้Ăงใช้ýาÿตร์และýิลป์ทางการพยาบาล โดยใĀ้การพยาบาลĂย่างเป็นĂงค์รüมและค�านึงถึงคüามแตก ต่างทางüัฒนธรรมขĂงผู้รับบริการ การเปลี่ยนแปลงทาง ÿังคมรüมถึงคüามก้าüĀน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ และเทคโนโลยีÿารÿนเทý การปฏิบัติการพยาบาลต้Ăงยึด มั่นในจรรยาบรรณüิชาชีพและคüามเท่าเทียมกันขĂงคุณค่า ชีüิตมนุþย์การเรียนการÿĂนจึงต้Ăงฝึกปฏิบัติการพยาบาล ทั้งในÿถานการณ์จ�าลĂงเÿมืĂนจริงและÿถานการณ์จริง คุณลักþณะขĂงบัณฑิตที่พึงประÿงค์ มีคüามรĂบรู้ใน ýาÿตร์ทางการพยาบาล การผดุงครรภ์และýาÿตร์ที่ เกี่ยüข้ĂงÿามารถปฏิบัติการพยาบาลĂย่างเป็นĂงค์รüมโดย ใช้ýาÿตร์และýิลป์ทางการพยาบาล ÿื่Ăÿารภาþาไทยและ ภาþาĂังกฤþได้Ăย่างมีประÿิทธิภาพ คิดĂย่างเป็นระบบ แก้ปัญĀาĂย่างÿร้างÿรรค์ มีคüามรู้ด้านดิจิทัล การÿื่Ăÿาร มีภาüะผู้น�า ÿามารถท�างานร่üมกับผู้Ăื่นและทีมÿĀüิชาชีพ ได้มีคุณธรรมจริยธรรม ค�านึงถึงýักดิ์ýรีคüามเป็นมนุþย์ ใช้กระบüนการüิจัยและการÿร้างนüตกรรมในการแก้ไข ปัญĀาทางÿุขภาพ ÿามารถเรียนรู้ได้ด้üยตนเĂง พัฒนา ตนเĂงĂย่างต่Ăเนื่Ăง ใช้การüิเคราะĀ์เชิงตัüเลขและใช้ÿถิติ Ăย่างเĀมาะÿมในüิชาชีพ มีทัýนคติที่ดีต่Ăüิชาชีพพยาบาล และตระĀนักในคุณค ่าทางüิชาชีพ เป็นพลเมืĂงดี มีÿมรรถนะทางüัฒนธรรม ÿามารถปฏิบัติงานในคüามแตก ต่างทางüัฒนธรรมได้ มาตรฐานผลการเรียนรู้ มาตรฐานผลการเรียนรู้6ด้าน ที่ÿĂดคล้ĂงกับกรĂบมาตรฐานคุณüุฒิระดับĂุดมýึกþาแĀ่ง ชาติและคุณลักþณะขĂงบัณฑิตที่พึงประÿงค์ขĂงÿาขา พยาบาลýาÿตร์ที่ก�าĀนดไü้ดังนี้ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านคüามรู้ทักþะทางปัญญา ด้านคüามÿัมพันธ์ระĀü่าง บุคคลและคüามรับผิดชĂบ ด้านทักþะการüิเคราะĀ์เชิง ตัüเลข ด้านการÿื่Ăÿารและการใช้เทคโนโลยีÿารÿนเทý ด้านทักþะการปฏิบัติทางüิชาชีพ อาจารย์พยาบาลในýตüรรþที่ 21 Ăาจารย์พยาบาลเป็นบุคคลที่ÿĂนÿาขาเฉพาะทางการ พยาบาลซึ่งเป็นÿาขาเฉพาะทางด้านüิชาชีพ ดังนั้น Ăาจารย์ พยาบาลจึงไม่ได้มีแค่Ăงค์คüามรู้ในýาÿตร์ÿาขาüิชาĂย่าง เดียüจะต้Ăงมีคüามรู้ในýาÿตร์การÿĂนและการเรียนรู้ด้üย


181 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 ซึ่งคุณÿมบัติขĂงĂาจารย์พยาบาลที่ดีมีคุณภาพนั้นจะต้Ăง เป็นผู้ที่มีÿมรรถนะ (competency) ตรงกับÿาขาที่ÿĂน มีทัýนคติที่ดีต่Ăคüามเป็นĂาจารย์ÿามารถพัฒนากระบüนการ เรียนการÿĂนได้Ăย่างต่Ăเนื่Ăง มีเทคนิคกระบüนการในการ ถ่ายทĂดĂงค์คüามรู้ÿู่ผู้เรียนĂย่างเป็นระบบ และพร้Ăมที่จะ พัฒนาตนเĂงไปÿู่เป้าĀมายที่Ăงค์กรต้Ăงการได้ต้ĂงยĂมรับ ü่า นิÿิตĀรืĂนักýึกþาพยาบาลในปัจจุบันเป็นผู้เรียนยุค Generation Z ดังนั้นĂาจารย์ผู้ÿĂนจ�าเป็นต้Ăงเข้าใจ ธรรมชาติขĂงผู้เรียนเÿียก ่Ăน จึงจะÿามารถĂĂกแบบ กิจกรรม การจัดการเรียนการÿĂนใĀ้เĀมาะÿมกับผู้เรียน และÿĂดคล้Ăงตามลักþณะüิชา เพื่ĂใĀ้ได้บัณฑิตที่มี คุณลักþณะที่พึงประÿงค์ตามที่ก�าĀนดไü้ได้จากการ พิจารณาตามลักþณะüิชาในÿาขาพยาบาลýาÿตร์มาตรฐาน ผลการเรียนรู้และคุณลักþณะขĂงบัณฑิตที่พึงประÿงค์แล้ü Ăาจารย์พยาบาลในýตüรรþที่ 21 คüรĂĂกแบบการเรียน การÿĂนเพื่ĂใĀ้ตĂบโจทย์ผู้ใช้บัณฑิต ดังนี้ ĀลักการออกแบบการÿอนตามĀลัก 3 A 1. ActiveLearning มีแนüคิดพื้นฐานมาจากการเรียน รู้ด้üยตนเĂง Constructivism theory Bonwell & Eison (1991)10 ได้ใĀ้คüามĀมายขĂง Active Learning ไü้ü่า เป็นการเรียนรู้แบบกระตืĂรืĂร้น ผู้เรียนมีÿ ่üนร ่üมใน กระบüนการเรียนรู้ระดับการเรียนรู้จะแตกต่างกันขึ้นĂยู่ กับการมีÿ่üนร่üมขĂงผู้เรียน กิจกรรมในการเรียนรู้ได้แก่ การฟังการĂ่าน การเขียน การĂภิปรายการแก้ปัญĀาการ ÿะท้Ăนคüามคิด ดังนั้น การเรียนรู้แบบ Active Learning จึงเป็นการจัดกระบüนการเรียนการÿĂนแบบผู้เรียนมีÿ่üน ร่üมในกิจกรรมการÿĂนขĂงĂาจารย์ÿร้างบรรยากาýการ เรียนรู้ร่üมกัน มุ่งใĀ้ผู้เรียนกระตืĂรืĂร้น คิดค้นĀาคüามรู้ และĀาค�าตĂบĂยู่ตลĂดเüลา (Active Learner) เป็นการ จัดกิจกรรมการเรียนการÿĂนที่เน้นผู้เรียนเป็นÿ�าคัญ Ăาจารย์ผู้ÿĂนจะต้Ăงกระตุ้นใĀ้ผู้เรียนเกิดคüามคิด ÿร้างÿรรค์ เช่น เมื่Ăผู้เรียนเกิดข้Ăÿงÿัยแล้üถามĂาจารย์ ผู้ÿĂน Ăาจารย์ผู้ÿĂนใช้เทคนิคการÿะท้Ăนค�าถามกลับ เป็นการกระตุ้นใĀ้ผู้เรียนคิดĀาค�าตĂบ ÿร้างบรรยากาýใĀ้ เกิดĀ้ĂงเรียนแĀ่งคüามÿงÿัย (Community of Inquiry) ซึ่งการเรียนการÿĂนแบบนี้จะท�าใĀ้ผู้เรียนเกิดการคิด ÿร้างÿรรค์(Creative Learning) มุ่งĀüังใĀ้ผู้เรียนเกิดการ คิดค้นนüตกรรม (Innovation)ลักþณะขĂงการจัดการเรียน การÿĂน ได้แก่การเรียนรู้แบบกระบüนการüิจัย(Research - based learning) เป็นการจัดการเรียนรู้แบบĂิง กระบüนการüิจัย โดยเริ่มจากการก�าĀนดĀัüข้Ă üางแผน ด�าเนินการตามแผน ÿรุปผลการเรียนรู้และน�าเÿนĂคüามรู้ ที่ได้ ĀรืĂเรียกการเรียนการÿĂนแบบโครงงานเป็นฐาน (Projtect - based learning) ĀรืĂปัญĀาเป็นฐาน (Problem - based learning)ซึ่งการเรียนการÿĂนแบบนี้ จะช่üยÿ่งเÿริมการเรียนรู้โดยการท�างานเป็นทีม (Team based learning) ท�าใĀ้ผู้เรียนÿามารถล�าดับการเรียนรู้เป็น ขั้นเป็นตĂนได้ด้üยตนเĂง ÿ ่งเÿริมการท�างานร ่üมกัน มีทักþะในการประÿานงานและติดต่Ăÿื่Ăÿาร ซึ่งในที่ÿุด ผู้เรียนจะตกผลึกทางคüามคิดขĂงผู้เรียนได้เĂง (Crystal – based learning) บทบาทขĂงĂาจารย์ผู้ÿĂน ต้Ăงเป็นผู้ที่ฉลาด รĂบรู้ ช่างÿังเกตและคĂยคüบคุมก�ากับĀ้Ăงเรียน มีคüามÿามารถ ในการĂĂกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ĀลากĀลาย ยืดĀยุ่น ดังนี้1)กระตุ้นใĀ้เกิดĀ้Ăงเรียนที่Ăยากรู้ĂยากเĀ็น ĂยากĀา ค�าตĂบ ÿĂนใĀ้น้Ăยลงแต่เน้นÿ่งเÿริมใĀ้ผู้เรียนýึกþาค้นคü้า มากขึ้น ĀรืĂที่เรียกü ่า ลดเüลาเรียน เพิ่มเüลารู้ 2) น�ากระบüนการüิจัยและผลการüิจัยมาใช้ในการเรียนการ ÿĂน 3) กระตุ้นใĀ้ผู้เรียนเกิดคüามคิดÿร้างÿรรค์เพื่Ăต่Ăย Ăดจนถึงการคิดค้นนüตกรรม 4) กระตุ้นใĀ้เกิดการเรียนรู้ และท�างานร่üมกัน 5)üิเคราะĀ์ผู้เรียนรายบุคคลเพื่ĂĀาจุด เด่น จุดด้Ăย และเร่งแก้ไข 6) กระตุ้นใĀ้ผู้เรียนตระĀนักถึง การĂยู่ร่üมกัน การแบ่งปัน มีจิตÿาธารณะ ĀลักการÿĂนÿู ่ýตüรรþที่ 21 เจ็ดประการ11 และ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning ได้แก่ 1.1 การÿĂนแบบเน้นปัญĀา (Problem-Based learning) เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนก�าĀนดการเรียนรู้ได้ด้üย ตนเĂง เริ่มจากการก�าĀนดปัญĀา แÿüงĀาข้Ăมูลเพื่Ăแก้ ปัญĀาÿรุปข้Ăมูลเพื่Ăแก้ปัญĀาผู้ÿĂนใĀ้ค�าแนะน�าคัดกรĂง üิธีการแก้ปัญĀา ÿ ่งเÿริมใĀ้ค�าแนะน�าในการแก้ปัญĀา ประเมินคüามรู้ค�าตĂบต่Ăการแก้ปัญĀาการเรียนการÿĂน


182 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 แบบนี้จะÿ่งเÿริมการท�างานเป็นกลุ่มและพัฒนาทักþะทาง ÿังคม กิจกรรมการเรียน ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบ ร่üมมืĂ(CollaborativeLearning group)จัดใĀ้ÿมาชิกที่ มีคüามÿามารถที่แตกต่างกันมาĂยู่ในกลุ่มเดียüกัน กลุ่มจะ เกิดการแลกเปลี่ยนคüามคิดเĀ็น ช่üยเĀลืĂÿนับÿนุนซึ่งกัน และกัน และการจัดกิจกรรมการเรียนแบบใช้เกม (Games) เป็นการน�าเกมเข้ามาบูรณาการในการเรียนการÿĂน ซึ่งกิจกรรมนี้ÿามารถท�าได้ตั้งแต่ขั้นการเตรียมเข้าÿู่บทเรียน การÿĂน การมĂบĀมายงาน และขั้นÿรุปผล 1.2 การÿĂนแบบเน้นกรณีýึกþา (Case-Based learning) เป็นการÿĂนโดยใช้กรณีýึกþากิจกรรมการเรียน รู้จัดแบบกรณีýึกþา (Analyze case studies) เป็นการจัด กิจกรรมใĀ้ผู้เรียนได้Ă่านกรณีýึกþาที่ก�าĀนดใĀ้ĀรืĂกรณี ýึกþาที่ผู้เรียนÿนใจเรียนรู้จากนั้นใĀ้ÿรุป üิเคราะĀ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่üมกันภายในกลุ่มและร่üมกันน�าเÿนĂ ต่Ăเพื่Ăนในชั้นเรียนและĂาจารย์ 1.3 การÿĂนแบบเน้นการüิจัย (Research-Based learning) เริ่มตั้งแต่การมĂบĀมายใĀ้ผู้เรียนไปÿืบค้นงาน üิจัย คัดเลืĂกงานüิจัย ÿรุป และน�าผลการüิจัยไปใช้ ซึ่งผู้เรียนจะได้ทักþะการÿืบค้น การÿังเคราะĀ์งานüิจัยและ กระบüนการüิจัย กิจกรรมการเรียนการÿĂนที่ÿามารถ จัดได้เช่น กิจกรรมการเรียนรู้จัดแบบกระบüนการüิจัย (Mini-research proposals) โดยĂิงกระบüนการüิจัยเป็น Āลัก เริ่มจากใĀ้ผู้เรียนก�าĀนดĀัüข้Ăที่ต้Ăงการเรียนรู้ üางแผนการเรียน เรียนรู้ตามแผน ÿรุปคüามรู้ÿะท้Ăนคüาม คิดในÿิ่งที่ได้เรียนรู้ 1.4 การÿĂนแบบเน้นโครงการ (Project-Based learning) เน้นใĀ้ผู้เรียนได้ผลิตผลงานผ่านโครงการเริ่มจาก การแÿüงĀาคüามรู้กระบüนการคิดและทักþะในการแก้ ปัญĀา การเรียนแบบนี้จะÿร้างคüามรู้ที่เป็นรูปธรรมแก่ ผู้เรียน ไม่ลืมง่าย กิจกรรมการเรียนรู้ที่ÿามารถจัดได้เช่น เทคนิคกลุ่มÿืบค้น (Group Investigation) เป็นเทคนิคการ เรียนรู้แบบร่üมมืĂ โดยจัดผู้เรียนĂĂกเป็นกลุ่มเพื่Ăเตรียม โครงงานที่ผู้ÿĂนมĂบĀมายใĀ้ÿืบค้น ÿรุปคüามรู้และการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนผังคüามคิด (Concept mapping)ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ท�าใĀ้ผู้เรียนได้ÿรุปคüามคิด รüบยĂดขĂงตนเĂงĂĂกมาผ่านผังคüามคิดการเรียนรู้แบบ นี้จะท�าใĀ้ผู้เรียนจ�าได้ดี 1.5 การÿĂนแบบเน้นผลงาน (Productivity-Based learning) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มุ่งใĀ้ผู้เรียนÿร้างผลงาน ÿร้างĂงค์คüามรู้จากการเรียนรู้ในเรื่Ăงนั้นๆ กิจกรรมการ เรียนการÿĂนÿามารถจัดแบบเทคนิคแบ่งปันคüามÿ�าเร็จ (Student Team Achievement Division) ซึ่งทุกคนใน กลุ่มต้Ăงพัฒนาคüามรู้ขĂงตนเĂงในเรื่Ăงที่Ăาจารย์ผู้ÿĂน ก�าĀนด ช่üยเĀลืĂทบทüนคüามรู้ใĀ้แก่กัน 1.6 การÿĂนแบบเน้นการท�างาน (Work-Based learning) เป็นการผÿมผÿานทั้งภาคทฤþฎีและภาคปฏิบัติ เข้าด้üยกัน ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในÿถานประกĂบการซึ่ง นักýึกþาพยาบาลจะได้ฝึกปฏิบัติตั้งแต่üิชาปฏิบัติการพื้น ฐานการพยาบาลจนถึงüิชาบริĀารการพยาบาลที่นักýึกþา ได้ฝึกเป็นĀัüĀน้าเüร และÿมาชิกทีม นักýึกþาจะได้เรียนรู้ ผ่านกระบüนการท�างานจริงบนĀĂผู้ป่üยรู้จักคิดüิเคราะĀ์ แก้ปัญĀา และร่üมกันท�างานเป็นทีม 1.7 การÿĂนแบบเน้นการตกผลึก(Crystal-Based learning) การเรียนการÿĂนที่ใĀ้ผู้เรียนคิดค้นด้üยตนเĂง ท�าคüามเข้าใจ ÿรุป üิเคราะĀ์และÿังเคราะĀ์ เกิดการคิด รüบยĂดผู้เรียนจะต้Ăงเข้าใจüัตถุประÿงค์การเรียนรู้เนื้ĂĀา ประเด็นĀลักขĂงรายüิชา บทบาทขĂงĂาจารย์ผู้ÿĂนคืĂมĂบ ĀมายใĀ้ผู้เรียนไปýึกþาเĂกÿาร üิเคราะĀ์ ÿังเคราะĀ์ แนüคิดตามประเด็นที่ก�าĀนด ผู้เรียนจะต้Ăงแยกเป็น ประเด็นตามแนüคิดขĂงผู้เรียนเĂง üิเคราะĀ์ เจาะลึก จนตกผลึกทางคüามคิดขĂงตนเĂง จากนั้นกลุ่มเพื่Ăนและ Ăาจารย์ช่üยüิเคราะĀ์üิจารณ์ 2. Authentic Learning การเรียนรู้ตามÿภาพจริง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้คิด ประเมิน ตัดÿิน ใจได้เĂง Ăย ่างเป็นระบบเกี่ยüกับÿิ่งที่เรียนรู้ตามÿถานการณ์จริง ปัญĀาจริงที่เกิดขึ้น ท�าใĀ้ผู้เรียนเกิดแนüคิดที่เชื่Ăมโยงกับ ปัญĀาจนÿร้างกรĂบคüามรู้12 มาตรฐานการเรียนรู้ตาม ÿภาพจริง ได้แก่การเรียนรู้การคิดระดับÿูงการเรียนรู้แก่น ขĂงคüามรู้การเชื่Ăมโยงÿู ่โลกแĀ ่งคüามเป็นจริง การ ÿนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบüนการÿังคมเกิดการเรียน รู้และยĂมรับซึ่งกันและกัน13 การเรียนแบบ Authentic


183 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 LearningใĀ้ĂิÿระเÿรีภาพในการเลืĂกคüามÿนใจที่ผู้เรียน Ăยากเรียนรู้Ăาจารย์ผู้ÿĂนต้Ăงใช้ปฏิÿัมพันธ์ในการเÿริม แรงเน้นแชร์ประÿบการณ์กระตุ้นใĀ้เกิดกระบüนการคิดใช้ üิธีการใĀม่ๆโดยĂาýัยพื้นฐานที่มีĂยู่เดิม การจัดการเรียนรู้ ตามÿภาพจริง เช่น Simulation-based Learning : SLB เป็นการเรียนรู้ โดยการใช้ÿถานการณ์เÿมืĂนจริงในบรรยากาýจ�าลĂง ภาย ใต้ÿิ่งแüดล้Ăมที่ปลĂดภัยและไม ่กดดัน ท�าใĀ้ผู้เรียนลด คüามเครียดและคüามüิตกกังüลก่Ăนขึ้นปฏิบัติงานจริงและ ÿามารถเพิ่มÿมรรถนะขĂงผู้เรียน (self-effcacy) ในด้าน ต่างๆ เช่น การÿื่Ăÿาร การติดต่Ăประÿานงาน การท�างาน เป็นทีม ภาüะคüามเป็นผู้น�า 14 Student-Created Media เป็นการเรียนรู้โดยการใช้ เทคโนโลยีเช่น การÿร้างüีดีโĂ ĂĂกแบบเü็บไซต์การÿร้าง ภาพĂินิเมชั่น การตกแต่งภาพถ่าย14 ผู้เรียนได้ฝึกใช้ เทคโนโลยีที่ĀลากĀลาย มีทักþะในการĂ ่าน เขียนและ ÿรุปคüาม üางแผน üิเคราะĀ์และประเมินผลงาน นĂกจากนี้ ผู้เรียนยังได้ทักþะทางภาþา กล่าüคืĂ โปรแกรมและค�า Ăธิบายÿ่üนใĀญ่จะเขียนเป็นภาþาĂังกฤþ ซึ่งผู้เรียนจะต้Ăง แปลท�าคüามเข้าใจเÿียก ่Ăน ก ่Ăนด�าเนินการในขั้นตĂน ต่Ăไป Inquiry-Based Learning เป็นการÿĂนแบบÿืบเÿาะ คüามรู้เริ่มจากตั้งค�าถาม ปัญĀา ĀรืĂÿร้างÿถานการณ์ จ�าลĂง เพื่ĂใĀ้ผู้เรียนĀาค�าตĂบ การเรียนรู้แบบนี้จะท�าใĀ้ ผู้เรียนรู้จักĀาแĀล่งคüามรู้ประเมิน üิเคราะĀ์ข้Ăมูลฝึกฝน ทักþะทางคüามคิด เกิดการเรียนรู้และÿร้างĂงค์คüามรู้ได้ ด้üยตนเĂง15 Peer-Based Evaluation การประเมิน üิเคราะĀ์ üิจารณ์โดยเพื่Ăนเป็นผู้ประเมิน จะท�าใĀ้ผู้เรียนมีคüามเข้าใจ ในเรื่Ăงที่เรียนลึกซึ้งขึ้น นĂกจากนี้ยังใĀ้ผู้เรียนประเมิน ตนเĂงได้ด้üย จะเĀ็นได้ü่าการจัดการเรียนรู้ตามÿภาพจริง เน้นการ ปฏิบัติจริง(Performance-Based) บนพื้นฐานขĂงชีüิตจริง (Real-life) ซึ่งผู้เรียนจะต้Ăงใช้คüามคิดที่มีกระบüนการที่ ซับซ้Ăน ĀลากĀลายรูปแบบจนเกิดแนüทางĀรืĂüิธีการขĂง ตนเĂง 3. AdministrationการเรียนการÿĂนในýตüรรþที่21 Ăาจารย์ผู้ÿĂนต้Ăงก้าüข้ามÿาระüิชาเพื่Ă ไปÿู่การเรียนรู้ ทักþะในการด�ารงชีüิตในýตüรรþที่ 21 (21st Century Skills)16 Ăาจารย์ผู้ÿĂนจะต้ĂงĂĂกแบบการเรียนรู้และ Ă�านüยคüามÿะดüก(Facilitator)ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ แบบลงมืĂท�า เกิดกระบüนการคิดüิเคราะĀ์ÿังเคราะĀ์โดย Ăาจารย์ผู้ÿĂนคĂยใĀ้ค�าแนะน�า ชี้แนะการจัดการýึกþาใน ýตüรรþที่ 21 เป็นการจัดการýึกþาเพื่ĂเตรียมคนĂĂกไป ท�างานที่ใช้คüามรู้(Knowledge Worker) และเป็นคนที่ พร้Ăมเรียนรู้ตลĂดเüลา(LearningPerson)ดังนั้นĂาจารย์ ในยุคýตüรรþที่ 21 จึงจ�าเป็นต้Ăงเปลี่ยนบทบาทจาก Ăาจารย์ผู้ÿĂน Teacher, Instructors เป็น Facilitator, Coach และมีÿมรรถนะทางด้านüิชาการ ดังนี้ Instructional designĂĂกแบบกระบüนการเรียนการ ÿĂนที่มีประÿิทธิผลต่Ăผู้เรียน Ăาจารย์ผู้ÿĂนจะต้Ăงรู้จังĀüะ ช่üงเüลาที่ต้Ăงกระตุ้นผู้เรียน (Feed - up) ประเมินใĀ้ข้Ă เÿนĂแนะย้Ăนกลับ (Feed back) และถ้าผู้เรียนÿามารถ ท�างานĀรืĂกิจกรรมที่ได้รับมĂบĀมายĂĂกมาดีเยี่ยมแล้ü Ăาจารย์ผู้ÿĂนต้ĂงÿามารถเÿนĂแนะต่ĂยĂด (Feed Forward) ใĀ้ผู้เรียนได้ Facilitate ผู้ĂĂกแบบการเรียนรู้และĂ�านüยคüาม ÿะดüก ซึ่งĂาจารย์จะต้ĂงĂĂกแบบและüางแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ขĂงผู้เรียนĂย่างมีประÿิทธิภาพ ซึ่งการ ที่จะĂĂกแบบการเรียนการÿĂนได้ดีนั้น Ăาจารย์ผู้ÿĂนจะ ต้Ăงเข้าใจปัจจัยพื้นฐานขĂงผู้เรียน (Understanding learner) เÿียก ่Ăนเพื่Ăน�ามาใช้เป็นĂงค์ประกĂบในการ ĂĂกแบบการเรียนการÿĂน Coaching เปลี่ยนบทบาทจากผู้ชี้น�าเป็นผู้ชี้แนะโดย ใช้เทคนิค ค�าถามกระตุ้น Power question ใĀ้ผู้เรียนเกิด การคิดüิเคราะĀ์ นĂกจากนี้Ăาจารย์ยังต้Ăงเป็น Trainer ใĀ้กับผู้เรียนด้üย Motivate & Inspire กระตุ้นใĀ้คิด คิดพื้นฐาน คิดขั้นÿูง พัฒนาการเรียนรู้Ăยู่ตลĂดเüลา ต้Ăงจัดการเรียน รู้แบบ Student– Centered ApproachเปิดโĂกาÿĂย่าง ถั่üถึง (Inclusive Approach)


184 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 Mentoring เน้นฟัง ฟังเชิงลึก เป็นผู้ใĀ้ค�าแนะน�า ปรึกþา ร ่üมพัฒนากระบüนการเรียนรู้และคĂยเป็น Counselor ที่เปิดใจรับฟังปัญĀาขĂงผู้เรียน Researching มีทักþะüิจัย ÿามารถน�ากระบüนการ และผลการüิจัย มาใช้ในการเรียนการÿĂน ต่ĂยĂด ชี้แนะ ผู้เรียนได้จะเĀ็นได้ü่าการเป็นĂาจารย์พยาบาลในýตüรรþ ที่ 21 ไม่ใช่เรื่Ăงง่ายเลย Ăาจารย์ต้Ăงมีüุฒิขั้นต�่าในระดับ ปริญญาโท ĀรืĂเทียบเท่า ĀรืĂมีต�าแĀน่งผู้ช่üยýาÿตราจารย์ และต้Ăงมีผลงานüิชาการตีพิมพ์เผยแพร ่ ตามเกณฑ์ มาตรฐานĀลักÿูตรระดับĂุดมýึกþา 255817 นĂกจากมีüุฒิ การýึกþาและคุณÿมบัติตามที่ก�าĀนดแล้ü Ăาจารย์จะต้Ăง มีคüามรู้ในýาÿตร์การÿĂนและการเรียนรู้เพื่Ăที่จะĂĂกแบบ Ā้ĂงเรียนแĀ่งการเรียนรู้เพื่ĂใĀ้บรรลุüัตถุประÿงค์การเรียน รู้นั่นแÿดงถึงĂาจารย์ต้Ăงพร้Ăมที่จะพัฒนาตนเĂง เป็นคน ที่พร้Ăมเรียนรู้ตลĂดเüลา ÿ�านักมาตรฐานและประเมินผล Ăุดมýึกþา18 ได้เล็งเĀ็นคüามÿ�าคัญขĂงการเพิ่มÿมรรถนะ ขĂงĂาจารย์ผู้ÿĂน จึงได้ก�าĀนดแนüทางการÿ ่งเÿริม คุณภาพการจัดการเรียนการÿĂนขĂงĂาจารย์ในÿถาบัน Ăุดมýึกþาขึ้น โดยมีüัตถุประÿงค์เพื่Ă ÿ่งเÿริมÿนับÿนุนใĀ้ Ăาจารย์ในÿถาบันĂุดมýึกþาได้พัฒนาตนเĂงใĀ้มีÿมรรถนะ และประÿิทธิภาพในการจัดการเรียนการÿĂน ÿรุปได้ดังนี้ 1)Ăาจารย์จะต้ĂงมีĂงค์คüามรู้ในýาÿตร์ขĂงตน 2) มีคüาม รู้ในýาÿตร์การÿĂนและการเรียนรู้3) มีÿมรรถนะในการ ĂĂกแบบและüางแผนการจัดการเรียนรู้ขĂงผู้เรียนĂย่างมี ประÿิทธิภาพ 4) ด�าเนินกิจกรรมการเรียนรู้ได้Ăย ่างมี ประÿิทธิภาพ 5) เÿริมÿร้างบรรยากาýการเรียนรู้และ ÿนับÿนุนการเรียนรู้ขĂงผู้เรียน 6) üัดและประเมินผลการ เรียนรู้ขĂงผู้เรียนพร้Ăมทั้งÿามารถใĀ้ข้Ăมูลป้ĂนกลับĂย่าง ÿร้างÿรรค์7)ต้Ăงÿร้างคุณค่าในการพัฒนาüิชาชีพĂาจารย์ และการพัฒนาตนเĂงĂย่างต่Ăเนื่Ăงและ8)ธ�ารงไü้ซึ่งจรรยา บรรณแĀ ่งüิชาชีพĂาจารย์ จากคุณลักþณะขĂงบัณฑิต พยาบาลที่พึงประÿงค์ตามประกาýกระทรüงýึกþาธิการ เรื่Ăงมาตรฐานคุณüุฒิระดับปริญญาตรีÿาขาพยาบาล ýาÿตร์2560 นั้น มีĀลายÿถาบันที่ýึกþาเกี่ยüกับทักþะการ เรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลเพื่Ă พัฒนาการเรียนการÿĂน ดังนี้กมลรัตน์ เทĂร์เนĂร์และ คณะ19 ýึกþาเกี่ยüกับÿภาพการจัดการเรียนการÿĂนที่ ÿ ่งเÿริมทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาล กลุ่มตัüĂย่างเป็นĂาจารย์จ�านüน 38 คน นักýึกþาจ�านüน 517 คน เก็บข้Ăมูลโดยใช้แบบÿĂบถามปลายเปิดและ ÿนทนากลุ่ม ผลการýึกþาพบü่า Ăาจารย์ใช้üิธีการÿĂนที่ ĀลายĀลายแต่มากที่ÿุดคืĂการÿĂนแบบบรรยายตามคüาม คิดเĀ็นขĂงนักýึกþาเกี่ยüกับการจัดการเรียนการÿĂนที่คüร ปรับปรุงเพื่Ăÿ่งเÿริมทักþะแĀ่งýตüรรþที่21ได้แก่üิธีการ เรียนรู้ÿถานการณ์จ�าลĂงการแก้ปัญĀา คุณลักþณะขĂงผู้ ÿĂน เทคนิคการÿĂนขĂงĂาจารย์ÿภาพĀ้Ăงเรียน โÿต ทัýนูปกรณ์และการใĀ้คüามÿ�าคัญกับทักþะที่เป็นจุดĂ่Ăน ĀรืĂเป็นปัญĀาขĂงนักýึกþา ÿ่üนĂาจารย์เĀ็นü่า ต้Ăงปรับ üิธีการและกิจกรรมการเรียนการÿĂนเพื่Ăช่üยÿ่งเÿริมแต่ละ ทักþะและต้ĂงพัฒนาýักยภาพขĂงผู้ÿĂนเพื่ĂใĀ้ÿามารถใช้ üิธีการเรียนการÿĂนที่ÿ่งเÿริมทักþะýตüรรþที่ 21 ใĀ้กับ นักýึกþาได้Ăย่างมีประÿิทธิภาพ ÿĂดคล้Ăงกับการýึกþา ขĂงรุ่งนภาจันทราและĂติญาณ์ýรเกþตริน20 พบü่า ทักþะ การเรียนรู้ในýตüรรþที่21ขĂงนักýึกþาพยาบาลüิทยาลัย บรมราชชนนีÿุราþฎร์ธานีทักþะที่มีค ่าเฉลี่ยÿูงÿุดคืĂ ทักþะด้านคüามเข้าใจคüามต่างüัฒนธรรม ต่างกระบüนทัýน์ ÿ่üนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต�่าÿุดคืĂ ทักþะด้านการÿร้างÿรรค์และ นüตกรรม จากผลการýึกþาĂาจารย์ผู้ÿĂนÿามารถน�าไป üางแผนการĂĂกแบบĀ้Ăงเรียนเพื่Ăÿ่งเÿริมทักþะด้านการ เรียนรู้และนüตกรรม ซึ่งÿĂดคล้Ăงกับคüามต้Ăงการในการ จัดÿภาพĀ้Ăงเรียน การปรับüิธีการเรียนรู้ในการýึกþาขĂง กมลรัตน์เทĂร์เนĂร์และคณะ และ ýุภüดีแถüเพลีย และ คณะ21 ได้ýึกþาเกี่ยüกับรูปแบบการเรียนการÿĂนตาม ÿภาพจริงเพื่Ăเÿริมÿร้างÿมรรถนะด้านการผดุงครรภ์และ ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนขĂงนักýึกþาพยาบาลในรายüิชา ปฏิบัติการพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ พบü่า รูปแบบการเรียนการÿĂนตามÿภาพจริงช ่üยÿ ่งเÿริม ÿมรรถนะด้านการผดุงครรภ์และผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ขĂงนักýึกþาพยาบาล


185 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 บทÿรุป Ăาจารย์พยาบาลในýตüรรþที่ 21 จะต้Ăงเป็นผู้ที่มี คüามรู้ในýาÿตร์ทางการพยาบาลĂย่างลึกซึ้งและมีคüามรู้ ในýาÿตร์การÿĂนและการเรียนรู้จึงจะÿามารถĂĂกแบบ Ā้ĂงเรียนแĀ่งการเรียนรู้ได้ดีท�าใĀ้การด�าเนินกิจกรรมการ เรียนการÿĂนมีประÿิทธิภาพ เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้มา จากการที่Ăาจารย์ผู้ÿĂนค้นพบüิธีการÿĂนที่ดีแล้üป้ĂนใĀ้ ผู้เรียนได้เต็มที่แต่การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่Ăาจารย์ผู้ÿĂน ได้ใĀ้โĂกาÿที่ดีแก่ผู้เรียนใĀ้ÿามารถÿร้างĂงค์คüามรู้ได้ด้üย ตนเĂง ดังนั้น การที่จะเป็นĂาจารย์พยาบาลในýตüรรþที่ 21 ได้Ăาจารย์จะต้Ăงเปลี่ยนแปลงตนเĂงเพื่ĂใĀ้มีทักþะ ขĂงการเรียนรู้และมีทักþะในการท�าĀน้าที่Ăาจารย์โดยฝึก ทักþะการเป็นโค้ชที่ดีและมีทักþะในการĂĂกแบบĀ้Ăงเรียน ปรับüิธีการÿĂน กิจกรรมการÿĂนและทักþะเพื่Ăพัฒนา ýักยภาพขĂงĂาจารย์ผู้ÿĂน ทั้งนี้เพื่ĂใĀ้ÿามารถใช้üิธีการ เรียนการÿĂนที่ĀลากĀลายเพื่Ăÿ่งเÿริมทักþะýตüรรþที่21 ใĀ้กับผู้เรียน ĀลักการĂĂกแบบการเรียนรู้ที่ÿามารถÿ่งเÿริม ทักþะýตüรรþที่ 21 ใĀ้กับผู้เรียน ได้แก่การĂĂกแบบการ เรียนรู้ตามĀลัก 3 A ดังนี้การĂĂกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นการĂĂกแบบการเรียนรู้แบบ กระตืĂรืĂร้น Authentic Learning ĂĂกแบบการเรียนรู้ ตามÿภาพจริง และ Ăาจารย์จะต้Ăงเปลี่ยนจากĂาจารย์ที่ คĂยป้Ăนคüามรู้ใĀ้ผู้เรียน เปลี่ยนแปลงตนเĂงมาเป็น Administration คĂยชี้แนะและĂ�านüยคüามÿะดüกใĀ้ ผู้เรียน ÿุดท้ายแล้üจะเกิดบรรยากาýการเรียนรู้ร่üมกันทั้ง Ăาจารย์และผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ตลĂดชีüิต ข้อเÿนอแนะ 1.Ăาจารย์พยาบาลนĂกจากมีคüามรู้ในýาÿตร์ทางการ พยาบาลแล้üคüรมีคüามรู้ในýาÿตร์การÿĂนและการเรียน รู้ด้üย 2.คüรมีการท�าüิจัยเกี่ยüกับการเรียนรู้ที่เÿริมทักþะใน ýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาล โดยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ตั้งแต่ปี1– ปี4เปรียบเทียบกับรูปแบบการÿĂน แบบเดิม เอกÿารอ้างอิง 1.คณะกรรมาธิการการýึกþาและการกีāาÿภานิติบัญญัติ แĀ่งชาติ. การปฏิรูปĂุดมýึกþา. กรุงเทพฯ: ÿ�านักการ พิมพ์ÿ�านักงานเลขาธิการüุฒิÿภา, 2561: 9 – 18. 2.ราชกิจจานุเบกþา.ยุทธýาÿตร์ชาติ(พ.ý.2561–2580). ค้นเมื่Ă 24 ธันüาคม 2561, จาก http://www. ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/ A/082/T_0001.PDF 3.ÿ�านักงานเลขาธิการÿภาการýึกþากระทรüงýึกþาธิการ. แผนการýึกþาแĀ ่งชาติ(พ.ý. 2560 – 2579). กรุงเทพฯ: พริกĀüานกราฟฟิคจ�ากัด,2560:93-131. 4.ราชกิจจานุเบกþา. มาตรฐานการĂุดมýึกþา พ.ý.2561. ค้นเมื่Ă 24 ธันüาคม 2561, จาก http://www. ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/199/ T19.PDF 5.ÿ�านักกรรมาธิการ 3ÿ�านักงานเลขาธิการüุฒิÿภาปฏิบัติ Āน้าที่ÿ�านักงานเลขาธิการÿภานิติบัญญัติแĀ ่งชาติ. การปฏิรูปĂุดมýึกþา. กรุงเทพฯ: ÿ�านักการพิมพ์ ÿ�านักงานเลขาธิการüุฒิÿภา, 2561: 1 – 6. 6. Eagle, D. The cone of learning, 1969: Retrieved March 24, 2019,from https://gove.org/hierar chy-of-learning-learning-retention/ 7.กรĂบแนüคิดทักþะแĀ่งýตüรรþที่21(Partnership for 21st Century Skills). ค้นเมื่Ă 1 มีนาคม 2562, จาก http://www.p21.org/our-work/p21-framework 8. ÿ�านักประÿานและÿ่งเÿริมกิจการĂุดมýึกþาÿ�านักงาน คณะกรรมการการĂุดมýึกþา. โครงการĀน่üยบ่มเพาะ üิÿาĀกิจในÿถาบันĂุดมýึกþา. 2561: ค้นเมื่Ă 24 มีนาคม 2562,จากhttp://www.mua.go.th/users/ development/km/KM%20day3.pdf 9.กระทรüงýึกþาธิการ. มาตรฐานคุณüุฒิระดับปริญญาตรี คณะพยาบาลýาÿตร์พ.ý.2560, 2560 ÿืบค้นเมื่Ă 1 มีนาคม 2562, จาก www.mua.go.th/users/tqf- hed/.../ประกาý-ýธ-NQF-2560-พยาบาลýาÿตร์- ป-ตรี.PDF


186 วารÿารโรงพยาบาลมĀาÿารคาม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 (พฤþภาคม - ÿิงĀาคม) พ.ศ. 2562 MAHASARAKHAM HOSPITAL JOURNAL Vol. 16 No. 2 (May - August) 2019 10.Bonwell, C. & Eison, J. ActiveLearning: Creating Excitement in the Classroom, 1991 Retrieved March 24, 2019 from https://fles.eric.ed.gov/ fulltext/ED336049.pdf 11. ไพฑูรย์ÿินลารัตน์. ครูในýตüรรþที่ 21. งานประชุม üิชาการ เĂกÿารประกĂบการบรรยาย “Ăภิüัฒน์การ เรียนรู้ÿู่จุดเปลี่ยนประเทýไทย”, 2557: ค้นเมื่Ă 24 มีนาคม 2562,จากhttp://seminar.qlf.or.th/File/ DownloadFile/672 12. Donovan, S., Bransford, J., & Pellegrino. How People Learn: Bridging Research and Practice. Washington, DC: National Academy of Sciences, 1999. 13. Newmann, F. & Wehlage, G. Five standards of authentic instruction. Educational Leadership,1993: 50(7): 8-12. 14. Peterson, L. Authentic Learning Environments, 2007: Retrieved March 24, 2019, from http:// etec.ctlt.ubc.ca/510wiki/Authentic_Learning_ Environments. 15. Dostal, J. Inquiry-based instruction : concept, essence, important and contribution, 2015: Retrieved March 24, 2019, from https://www. researchgate.net/publication/278406129_ Inquirybased_instruction_concept_essence_ importance_and_contribution 16.üิจารณ์พาณิชย์.üิถีÿร้างการเรียนรู้เพื่Ăýิþย์ในýตüรรþ ที่21.üารÿารนüัตกรรมการเรียนรู้,2558:1(2):1-14. 17. ÿ�านักมาตรฐานและประเมินผลĂุดมýึกþา ÿ�านักงาน คณะกรรมการการĂุดมýึกþา. เกณฑ์มาตรฐาน ĀลักÿูตรระดับĂุดมýึกþา2558และเกณฑ์ที่เกี่ยüข้Ăง. กรุงเทพฯ: üงý์ÿü่างพับลิชชิ่ง แĂนด์ พริ้นติ้ง จ�ากัด, 2560. 18. ÿ�านักมาตรฐานและประเมินผลĂุดมýึกþา ÿ�านักงาน คณะกรรมการการĂุดมýึกþา. แนüทางการÿ่งเÿริม คุณภาพการจัดการเรียนการÿĂนขĂงĂาจารย์ใน ÿถาบันĂุดมýึกþา. 2561: ค้นเมื่Ă 23 มีนาคม 2562, จาก http://www.mua.go.th/users/bhes/pdf/ PSF_Book.pdf 19. กมลรัตน์ เทĂร์เนĂร์, ÿมพร รักคüามÿุข, จิดาภา เรืĂนใจมั่น,จิตราÿุขเจริญ และธัญญมลÿุริยานิมิตÿุข. ÿภาพการจัดการเรียนการÿĂนที่ÿ ่งเÿริมทักþะ ýตüรรþที่21ขĂงนักýึกþาพยาบาลüิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนีชลบุรี. üารÿารพยาบาลกระทรüง ÿาธารณÿุข., 2559; 26(2): 128 – 141. 20. รุ่งนภา จันทรา และĂติญาณ์ýรเกþตริน. ทักþะการ เรียนรู้ýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลüิทยาลัย บรมราชชนนีÿุราþฎร์ธานี.üารÿารเครืĂข่ายüิทยาลัย พยาบาลและการÿาธารณÿุขภาคใต้.,2560;4(1):180 – 190. 21. ýุภüดีแถüเพลีย และคณะ. รูปแบบการเรียนการÿĂน ตามÿภาพจริงเพื่Ăเÿริมÿร้างÿมรรถนะด้านการ ผดุงครรภ์และผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนขĂงนักýึกþา พยาบาล. Journal of Nursing Science., 2558; 33(1): 27 – 36.


การพัฒนากระบüนการเรียนการÿอนÿ าĀรับนักýึกþาพยาบาล มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต Development of Learning and Teaching Process for Nursing Students at SuandusitUniversity. ýิริพร นันทเÿนีย์ (Siriporn Nantasenee) 1 ýรีÿุดา üงý์üิเýþกุล (Sresuda Wongwisesku) 2 พิไลพร ÿุขเจริญ (Pilaiporn Sukcharoen) 3 ลัดดาüัลย์ เตชางกูร (Laddawan Techangkul) 4 บทคัดย่อ การüิจัยแบบผÿานüิธีนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþารูปแบบการเรียนรู้ของนักýึกþาและรูปแบบการÿอนของ อาจารย์ในรายüิชากลุ่มüิชาชีพทั้งภาคทฤþฎี และภาคปฏิบัติของคณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต และ เพื่อพัฒนากระบüนการเรียนการÿอนในรายüิชากลุ่มüิชาชีพรายüิชาภาคทฤþฎี และภาคปฏิบัติที่ÿอดคล้องกับ รูปแบบการเรียนรู้และการÿอนในýตüรรþที่ 21 üิเคราะĀ์ด้üยÿถิติเชิงพรรณนาและการüิเคราะĀ์เนื้อĀา ผลการüิจัยพบü่า 1) รูปแบบการเรียนรู้จากแบบประเมิน VARK ÿ าĀรับนักýึกþาพยาบาลใช้รูปแบบการเรียนรู้ ผ่านการอ่านเขียน (R) ร้อยละ 30.90 เรียนรู้ผ่านการได้ยินĀรือได้ฟัง (A) ร้อยละ26.31 และเรียนรู้ผ่านการกระท า (K) ร้อยละ 24.15 และเรียนรู้ผ่านการมองเĀ็น (V) ร้อยละ 18.64 อาจารย์พยาบาลใช้รูปแบบการเรียนรู้ผ่านการ อ่านเขียน (R) ร้อยละ 30.00 เรียนรู้ผ่านการได้ยินĀรือได้ฟัง (A) ร้อยละ 26.67เรียนรู้ผ่านการกระท า (K) ร้อยละ 23.33 และเรียนรู้ผ่านการมองเĀ็น (V) ร้อยละ 20.00 2) รูปแบบการÿอนของอาจารย์ตามแนüคิดของ Grasha (1994) นักýึกþามีคüามเĀ็นü่า อาจารย์มีรูปแบบการÿอนโดยยกตนเป็นต้นแบบในระดับมาก ( ̅= 3.95, SD. = .74) รองลงมาคือ รูปแบบการÿอนแบบเป็นอาจารย์ ( ̅= 3.90, SD. = .74) 3)กระบüนการเรียนการÿอนใน รายüิชากลุ่มüิชาชีพรายüิชาภาคทฤþฎี และปฏิบัติที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้และการÿอนในýตüรรþที่ 1 อาจารย์ คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต อีเมล์: [email protected] Instructor, Nursing Faculty, Suandusit University E-mail: [email protected] 2 ผู้ช่üยýาÿตราจารย์ คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต Assistant Professor, Nursing Faculty, Suandusit University 3 อาจารย์ คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏÿุราþฎร์ธานี Instructor, Nursing Faculty, SuratthaniRajabhat University 4 อาจารย์ คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต Instructor, Nursing Faculty, Suandusit University วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 166


21 ประกอบด้üย 1) การจัดเรียนการÿอนที่เน้นกระบüนการกลุ่ม และการท างานเป็นทีมของผู้เรียน 2) การจัด กิจกรรมการเรียนการÿอนแบบลดเüลาเรียน และเพิ่มเüลารู้ 3) การมุ่งเน้นใĀ้ผู้เรียนÿร้างÿรรค์ผลงานการเรียนรู้ และ 4) การใช้ÿื่อและระบบเทคโนโลยีÿารÿนเทýที่ทันÿมัยในการจัดการเรียนการÿอน ค าÿ าคัญ: การพัฒนากระบüนการเรียนการÿอน, รูปแบบการเรียนรู้, รูปแบบการÿอน,นักýึกþาพยาบาล ABSTRACT This mixed method study aimed to examine learning styles of nursing students and teaching patterns of teachers in the professional subject group, both in theory and practice subjects, at Faculty of Nursing, Suandusit University; and also to develop Learning and teaching process in these subjects in accordance to learning and teaching style in the 21st Century. Data were analyzed with descriptive statistics and content analysis method. The results of the study showed that: 1) Learning styles of nursing students evaluated by VARK survey were: 30.90 % of nursing students learned by Reading/Writing (R), 26.31 % learned by auditory method (A), 24.15 % learned by Kinesthetic method (K),and 18.64% learned by Visualizing (V). For teachers, 30.00 % of them learned by Reading/Writing (R), 26.67 %learned by auditory method (A), 23.33 % learned by Kinesthetic method (K),20% learned by Visualizing(V). 2) Teaching styles in accordance to Grasha (1994), nursing students reported that teachers used themselves as role models at the high level ( ̅= 3.95, SD =.74), followed by teaching styles as teachers ( ̅= 3.90, SD =.74). 3) Teaching and learning patterns of teachers in the professional subject group, both in theory and practice subjects included: 1) learning and teaching process focused on group process and teamwork 2) teaching less, but learning more class activities 3) focusing on creativity based approach and 4) using technology in teaching and learning methods. Keywords: Development of learning and teaching process, Learning styles, Teaching styles, Nursing students วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 167


บทน า การýึกþามีคüามÿ าคัญเนื่องจากÿามารถ พัฒนาใĀ้บุคคลกลายเป็นผู้มีคüามรู้คüามÿามารถ และประกอบอาชีพได้ การเรียนรู้ที่ดีจึงมีÿ่üน ÿนับÿนุนใĀ้ผู้เรียนเกิดกระบüนการคิด และการ üิเคราะĀ์อย่างมีเĀตุผล (Grasha & Reichmann, 1975) และประÿบคüามÿ าเร็จในการเรียน และ ÿ าĀรับบริบทการเรียนการÿอนในระบบการýึกþา พยาบาลพบü่า การจัดการเรียนการÿอนทางการ พยาบาลที่มีประÿิทธิภาพมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อüิชาชีพ พยาบาลเนื่องจากเป็นüิชาชีพด้านÿุขภาพที่ช่üยใĀ้ ประชาชนมีÿุขภาพอนามัยที่ทั้งร่างดาย จิตใจและมี คุณภาพชีüิตที่ดี โดยเฉพาะการÿร้างเÿริมÿุขภาพ ขอบุคคลในÿังคม (Mangkhang & khewleung, 2018) และการประเมินภาüะÿุขภาพแบบองค์รüม (Neuwsuwan, Singverathum & Thunyaphon, 2018) นักýึกþาพยาบาลจึงจ าเป็นต้องพัฒนาตนเอง เพื่อใĀ้เกิดการเรียนรู้ที่ดี และจบเป็นพยาบาลüิชาชีพ ที่มีคุณภาพ โดยเมื่อýึกþารูปแบบการเรียนรู้ที่มีÿ่üน ÿนับÿนุนใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิดคüามÿุขในการ เ รียน รู้ แล ะÿ าม า รถพัฒน าตนเองได้อย่ างมี ประÿิทธิภาพพบü่า รูปแบบการเรียนรู้ของ VARK ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการมองเĀ็น การได้ยินĀรือได้ ฟัง การอ่านเขียน และการกระท า (Fleming & Mill, 1992) รüมไปถึงรูปแบบการÿอนตามแนüคิด ของ Grasha & Reichmann (1975) ล้üนÿ่งผล โดยต รงต่อนักýึกþาพย าบ าลทั้งก า รเ รียนใน ภาคทฤþฎี และภาคปฏิบัติ และมีÿ่üนÿ่งเÿริมใĀ้ นักýึกþาพยาบาลพึงพอใจกับการเรียนโดยเฉพาะ คüามพึงพอใจในการýึกþาแบบอิÿระ (Hayam & Faten, 2013) เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ชอบ เรียนรู้ด้üยตนเอง และชอบการเรียนที่ได้ลงมือ ปฏิบัติจริงในภาคปฏิบัติ(Bostrom & Hallin, 2013) จากเĀตุผลข้างต้น Āากทราบรูปแบบการ เรียนรู้ และรูปแบบการÿอนที่เĀมาะÿมกับการ เรียนรู้ของนักýึกþาพยาบาล ย่อมÿ่งผลท าใĀ้ นักýึกþาพยาบาลเกิดกระบüนการตระĀนักรู้ เกิด การรู้คิดที่ถูกต้องและเกิดการเรียนรู้ทั้งภาคทฤþฎี และภาคปฏิบัติอย่างมีประÿิทธิภาพ ดังนั้นการýึกþาüิจัยครั้งนี้จึงมีüัตถุประÿงค์ ÿ าคัญเพื่อพัฒนากระบüนการเรียนการÿอนใน รายüิชาÿาขาพยาบาลýาÿตร์ทั้งภาคทฤþฎีและ ภาคปฏิบัติเพื่อใĀ้ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ ของนักýึกþาพยาบาลในýตüรรþที่ 21 และน าไปÿู่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า และเกิดรูปแบบ กระบüนการเรียนการÿอนÿ าĀรับนักýึกþาพยาบาล ที่มีประÿิทธิภาพÿูงÿุด üัตถุประÿงค์การüิจัย 1. เพื่อýึกþารูปแบบการเรียนรู้ของนักýึกþา พยาบาล และรูปแบบการÿอนของอาจารย์ในรายüิชา กลุ่มüิชาชีพภาคทฤþฎี และภาคปฏิบัติของคณะพยาบาล ýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต 2. เพื่อพัฒนากระบüนการเรียนการÿอนใน รายüิชากลุ่มüิชาชีพภาคทฤþฎี และภาคปฏิบัติที่ ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้และการÿอนในýตüรรþที่ 21 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 168


üิธีการýึกþา การüิจัยครั้งนี้ใช้üิธีüิจัยแบบผÿานüิธี (mixed method) ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัüอย่าง การüิจัยเชิงปริมาณ ประชากรทั้งĀมด ประกอบด้üยนักýึกþาชั้นปีที่ 1 – 4 จ านüน 350 คน และอาจารย์จ านüน 40 คน การüิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ใĀ้ข้อมูลÿ าคัญคือ อาจารย์ที่เข้าร่üมประชุมเชิงปฏิบัติการจาก 5 ÿาขาüิชา ÿาขาละ 3 คน โดยมีคุณÿมบัติได้แก่ เป็น อาจารย์ที่ผ่านการอบรมĀลักÿูตรýาÿตร์และýิลปะ การÿอนมาแล้üและ/Āรือมีประÿบการณ์การÿอนไม่ น้อยกü่า 3 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย เครื่องมือการüิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบ üิเคราะĀ์ÿาระจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ จริยธรรมการüิจัยในมนุþย์ ง านüิจัยผ่ านก า รพิจ า รณ าแล ะอนุมัติ จริยธรรมการüิจัยในมนุþย์จากคณะกรรมการ ป ร ะเ มินง าน üิ จั ย ข อง คณ ะพ ย าบ า ล ý า ÿ ต ร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต ครั้งที่ 1 / 2561 การเก็บและรüบรüมข้อมูล (1) การýึกþาüิจัยเชิงปริมาณด้üยการใช้ แบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้ของ VARK และ แบบÿอบถามรูปแบบการÿอนตามแนüคิดของ Grasha เพื่อÿ ารüจรูปแบบการเรียนรู้และรูปแบบ การÿอนของอาจารย์ตามการรับรู้ของนักýึกþา พยาบาล และตามการรับรู้ของอาจารย์ (2) การอบรมเชิงปฏิบัติการใĀ้อาจารย์คณะ พยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต จ านüน 40 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 169 เครื่องมือ ได้แก่ (1) แบบประเมินรูปแบบ การเรียนรู้โดยใช้แบบประเมิน VARK ฉบับภาþาไทย และได้รับอนุญาตใĀ้ใช้เพื่อการýึกþาüิจัยจาก http://vark-learn.com/ จ านüน 16 ข้อ (Fleming &Mills,1992) ลักþณะค าถามเป็นโจทย์ÿถานการณ์ มี 4 ตัüเลือกที่แปลคüามĀมายเชื่อมโยงกับรูปแบบ การเรียนรู้ 4 รูปแบบ ได้แก่การเรียนรู้ผ่านการ มองเĀ็น การได้ยินĀรือได้ฟัง การอ่านเขียน และการ กระท า โดยเลือกค าตอบได้เพียงตัüเลือกเดียü และ (2) แบบÿอบถามรูปแบบการÿอนตามแนüคิดของ Grasha (1994) จ านüน40 ข้อ ลักþณะค าถามปลาย ปิดที่แปลคüามĀมายเชื่อมโยงกับรูปแบบการÿอน ของอาจารย์ โดยจ าแนกรูปแบบการÿอน 5 ลักþณะ คือ ÿอนแบบเป็นผู้เชี่ยüชาญ (Expert) เป็นอาจารย์ (Formal authority) ยกตนเป็นต้นแบบ (Personal model) เป็นผู้เอื้ออ านüย (Facilitator) และการ มอบĀมายงาน (Delegator) โดยการüิเคราะĀ์Āา ค่าเฉลี่ยและÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐานของรูปแบบการ ÿอนแต่ละชนิดด้üยเกณฑ์การแปลคüามĀมายจาก ค่าเฉลี่ยจ านüน 5 ระดับ ได้แก่ มากที่ÿุด มาก ปาน กลาง น้อย และน้อยที่ÿุด เครื่องมือก า รüิจัยทั้งÿองชุดผ่ านก า ร ตรüจÿอบคüามตรงตามเนื้อĀาจากผู้ทรงคุณüุฒิ จ านüน 3 ท่าน ได้ค่าคüามตรงเชิงเนื้อĀา เท่ากับ.86 และ .81 ตามล าดับ และตรüจÿอบคüามเที่ยงด้üย ค่าÿัมประÿิทธิ์อัลฟาของครอนบาค โดยการทดลอง ใช้กับนักýึกþาพยาบาลจ านüน 30 คน และอาจารย์ พยาบาลจ านüน 30 คน ที่มีคุณÿมบัติใกล้เคียงกับ กลุ่มตัüอย่างได้ค่าคüามเที่ยงเท่ากับ .84 และ .88 ตามล าดับ


คน ประกอบด้üย 2.1) การชี้แจงและÿรุปรูปแบบ การเรียนรู้ และรูปแบบการÿอนของอาจารย์ ตาม การรับรู้ของนักýึกþาพยาบาล และอาจารย์ เพื่อใĀ้ อาจารย์ทั้งĀมดรับรู้ร่üมกันเกิดคüามตระĀนักในการ พัฒนารูปแบบการÿอน และร่üมกันพัฒนารูปแบบ กระบüนการเรียนการÿอนที่เĀมาะÿมกับการเรียนรู้ ของนักýึกþาพยาบาล มĀาüิทยาลัยÿüนดุÿิต 2.2) อบรมเชิงปฏิบัติการโดยüิทยากรประกอบด้üย ผู้ทรงคุณüุฒิด้านการเรียนการÿอนในÿาขาการ พ ย า บ า ล แ ล ะ ด้ า น ก า ร เ รี ย น ก า ร ÿ อ น ใ น ระดับอุดมýึกþา (3) การประชุมเชิงปฏิบัติการกับอาจารย์ที่ เป็นผู้ใĀ้ข้อมูลÿ าคัญจ านüน 15 คน โดย (3.1) ÿนทนากลุ่มเพื่อĀาแนüทางการจัดการเรียนการÿอนที่ ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 และ (3.2) ÿนทนากลุ่มกับอาจารย์กลุ่มเดิมภายĀลังการใช้แนü ทางการจัดการเรียนการÿอนที่พัฒนาขึ้นจาก 3.1 เพื่อ แÿดงคüามคิดเĀ็นร่üมกันเกี่ยüกับประÿิทธิภาพของแนü ทางการจัดการเรียนการÿอนข้างต้น การüิเคราะĀ์ข้อมูล เนื่องจากเป็นการüิจัยแบบผÿานüิธี โดยการ üิจัยเชิงปริมาณ üิเคราะĀ์ข้อมูลด้üยคüามถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการüิจัยเชิง คุณภาพ ใช้การüิเคราะĀ์เนื้อĀา ผลการüิจัย ตอนที่ 1 รูปแบบการเรียนรู้และรูปแบบ การÿอน 1. รูปแบบการเรียนรู้จากแบบประเมิน VARK ขอ งนักýึกþาพย าบ าล แล ะอาจ า รย์ ผลการüิจัยพบü่า 1.1) นักýึกþาพยาบาลใช้รูปแบบ การเรียนรู้ 3 รูปแบบในÿัดÿ่üนใกล้เคียงกัน คือ เรียนรู้ผ่านการอ่านเขียนการได้ยินĀรือได้ฟัง และ การกระท า (ร้อยละ 30.90, 26.31 และ 24.15 ตามล าดับ) และ 1.2) อาจารย์พยาบาลใช้รูปแบบ การเรียนรู้ผ่านการอ่านเขียนมากที่ÿุด (ร้อยละ 30.00) รองลงมาคือการได้ยินĀรือฟัง (ร้อยละ 26.67) และการมองเĀ็นน้อยที่ÿุด (ร้อยละ 20.00) ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แÿดงจ านüนร้อยละของรูปแบบการเรียนรู้จากแบบประเมิน VARK ของนักýึกþาพยาบาล และอาจารย์ ภาพรüมของรูปแบบการเรียนรู้ นักýึกþาพยาบาล ( n =339) อาจารย์( n =30) จ านüน ร้อยละ จ านüน ร้อยละ การเรียนรู้ผ่านการมองเĀ็น การเรียนรู้ผ่านการได้ยินĀรือฟัง การเรียนรู้ผ่านการอ่านเขียน การเรียนรู้ผ่านการกระท า 63 89 105 82 18.64 26.31 30.90 24.15 6 8 9 7 20.00 26.67 30.00 23.33 2. รูปแบบการÿอนตามแนüคิดของ Grasha ตามการรับรู้ของนักýึกþาพยาบาลและอาจารย์ ผลการüิจัยพบü่า 2.1) นักýึกþาพยาบาลใĀ้คüามเĀ็น ü่า อาจารย์มีรูปแบบการÿอนทั้ง 5 รูปแบบอยู่ใน ระดับมากประกอบด้üย อาจารย์ใช้รูปแบบการÿอน โดยยกตนเป็นต้นแบบÿูงที่ÿุด ( ̅=3.95, SD = .74) วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 170


และüิธีการÿอนที่ใช้มากที่ÿุดคือการยกตัüอย่างจาก ประÿบการณ์เพื่อใĀ้นักýึกþาเข้าใจ รองลงมาคือ รูปแบบการÿอนแบบเป็นผู้เชี่ยüชาญ แบบเป็น อาจารย์ และรูปแบบการÿอนโดยเป็นผู้เอื้ออ านüย (Facilitator) น้อยที่ÿุด และ 2.2) รูปแบบการÿอน ตามการรับรู้ของอาจารย์ โดย อาจารย์ใช้รูปแบบ การÿอนแบบเป็นอาจารย์ มากที่ÿุด ( ̅ = 4.29, SD = .62) และใช้üิธีการÿอนแบบแจ้งนักýึกþาถึง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการเรียนการÿอนไü้ในคู่มือ รายüิชามากที่ÿุด รองลงมาคือ การยกตนเป็น ต้นแบบ การมอบĀมายงาน เป็นผู้เอื้ออ านüย (Facilitator) และเป็นผู้เชี่ยüชาญน้อยที่ÿุด ดัง ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แÿดงค่าเฉลี่ย และÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐานของรูปแบบการÿอนของอาจารย์ตามแนüคิด Grasha ตามการรับรู้ของนักýึกþาพยาบาลและ อาจารย์ รูปแบบการÿอนของอาจารย์ นักýึกþาพยาบาล (n =339) อาจารย์(n =30) ̅ SD ̅ SD รูปแบบการÿอนโดยยกตนเป็นต้นแบบ รูปแบบการÿอนแบบเป็นผู้เชี่ยüชาญ รูปแบบการÿอนแบบเป็นอาจารย์ รูปแบบการÿอนโดยเป็นแĀล่งทรัพยากร รูปแบบการÿอนโดยเป็นผู้เอื้ออ านüย 3.95 3.89 3.90 3.89 3.88 .74 .76 .74 .75 .77 4.29 4.20 4.14 4.12 3.95 .62 .66 .71 .75 .79 ตอนที่ 2 การพัฒนากระบüนการเรียนการÿอน ภายĀลังจากได้ข้อมูลรูปแบบการเรียนรู้ และ รูปแบบการÿอนของอาจารย์ ตามการรับรู้ของนักýึกþา พยาบาล และอาจารย์ คณะผู้üิจัยชี้แจงและÿรุป รูปแบบการเรียนรู้ และรูปแบบการÿอนของอาจารย์ ตามการรับรู้ของนักýึกþาพยาบาล และอาจารย์ และ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใĀ้อาจารย์ เพื่อร่üมกันพัฒนา รูปแบบกระบüนการเรียนการÿอนที่เĀมาะÿมกับ รูปแบบการเรียนรู้และการÿอนของนักýึกþาพยาบาล และอาจารย์ 1.การอบรมเชิงปฏิบัติการ การอบรมมีเนื้อĀาองค์คüามรู้ที่ÿอดคล้องกับ การเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 ประกอบด้üย การประชุม เÿüนาĀลักÿูตร Teach less, Learn more กับการ จัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาýักยภาพผู้เรียนได้แก่ (1) ÿอนอย่างไรจึงใช่ “Teach less, Learn more” (2) ปฏิบัติการÿอนอย่างนี้ÿิใช่ “Teach less, Learn more” (3) การออกแบบจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาýักยภาพผู้เรียน (4) ปฏิบัติการออกแบบจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาýักยภาพ ผู้เรียน (5) การพัฒนาโจทย์üิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน (6) ปฏิบัติการพัฒนาโจทย์üิจัยชั้นเรียนและ (7) การจัดการ เรียนการÿอนแบบ flipped classroom 2. แนüทางการจัดการเรียนการÿอนที่ ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 โดยภายĀลังจากอาจารย์ (ผู้ใĀ้ข้อมูลÿ าคัญ) ได้ น าองค์คüามรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการไปประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการÿอนÿาขาพยาบาลýาÿตร์ ที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ของนักýึกþาพยาบาล และรูปแบบการÿอนของอาจารย์คณะผู้üิจัยได้ด าเนินการ ÿนทนากลุ่ม (focus group) เพื่อĀาแนüทางการจัดการ เรียนการÿอนที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ใน วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 1 ýตüรรþที่ 21 ร่üมกัน โดยผลการüิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้üย 4 ประเด็น ดังนี้


วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 172 2.1 การจัดเรียนการÿอนที่เน้นกระบüนการ กลุ่ม และการท างานเป็นทีมของผู้เรียน เมื่อüิเคราะĀ์รูปแบบการจัดการเรียนการÿอนที่ ÿอดคล้องกับการเรียนรู้ของนักýึกþาพยาบาลพบü่า การ จัดเรียนการÿอนที่เน้นกระบüนการกลุ่ม และการท างาน เป็นทีมของผู้เรียน เป็นกระบüนการจัดการเรียนการÿอน ที่ÿ าคัญยิ่งüิธีนี้จะมุ่งเน้นใĀ้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาด้าน กระบüนการคิดที่มีประÿิทธิภาพ เช่น การคิดเชิง üิเคราะĀ์ การคิดÿังเคราะĀ์ การคิดอย่างมีüิจารณญาณ การคิดแก้ปัญĀา การคิดÿร้างÿรรค์ ฯลฯ เกิดการเรียนรู้ เกิดการคิดเพื่อพัฒนาตนเอง และเกิดการÿร้างองค์คüามรู้ ด้üยตนเอง รüมไปถึงเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่üมกับ ÿมาชิกในกลุ่ม ทั้งยังÿ่งผลใĀ้เกิดทักþะต่ างๆ ประกอบด้üย ทักþะด้านการÿร้างÿัมพันธภาพกับผู้อื่น และทักþะด้านการท างานเป็นทีม ดังตัüอย่างเช่น เมื่อ อาจารย์มอบĀมายใĀ้นักýึกþาพยาบาลท างานกลุ่มตาม ใบงานที่ก าĀนด นักýึกþาพยาบาลÿ่üนใĀญ่จะเกิดการ เรียนรู้ที่ต้องท าใĀ้งานประÿบคüามÿ าเร็จ และÿามารถÿ่ง งานตาม เüลาที่อาจารย์ก าĀนดไü้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น จึงÿะท้อนใĀ้เĀ็นถึงüิธีการจัดเรียนการÿอนที่ประÿบ คüามÿ าเร็จ นักýึกþาพยาบาลÿ่üนใĀญ่ที่ผ่านการจัดการ เรียนการÿอนที่เน้นกระบüนการกลุ่ม และการท างานเป็น ทีม จึงเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประÿิทธิภาพ เกิดการ พัฒนาตนเอง และประÿบคüามÿ าเร็จในการเรียน 2.2 การจัดกิจกรรมการเรียนการÿอนแบบลด เüลาเรียน และเพิ่มเüลารู้ เมื่อüิเคราะĀ์เกี่ยüกับüิธีการจัดการเรียนการ ÿอนในยุคที่ผ่านมาพบü่า นักýึกþาพยาบาลÿ่üนใĀญ่จะ เรียนตามที่Āลักÿูตรก าĀนดเท่านั้น อาจารย์จะเน้น üิธีการเรียนการÿอนแบบบรรยายเป็นĀลัก มีการถามตอบ ในชั้นเรียนนักýึกþาพยาบาลมีการเรียนรู้เพียงจากการฟัง บรรยายในชั้นเรียน คüามรู้ที่เกิดขึ้นมาจากการฟังเท่านั้น และไม่พบคüามรู้ใĀม่ๆ นอกเĀนือจากองค์คüามรู้จาก อาจารย์ผู้ÿอน Āรืออาจกล่าüได้ü่า ในอดีตมีการจัดการ เรียนการÿอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นýูนย์กลางน้อย และไม่ พบüิธีการจัดการเรียนการÿอนที่เน้นผู้เรียนเป็น ýูนย์กลางที่ชัดเจน การจัดการเรียนการÿอนแบบ Active learning และการจัดการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 จึง กลายเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีคüามÿ าคัญโดยจะ มุ่งเน้นใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิดการเรียนรู้ด้üยตนเอง และเกิดการพัฒนาด้านการคิดที่มีประÿิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการÿอนแบบลดเüลา เรียน และเพิ่มเüลารู้ จึงเป็นüิธีการจัดการเรียนการÿอนที่ แก้ปัญĀาดังกล่าüใĀ้แก่นักýึกþาพยาบาล อาจารย์คüร ลดระยะเüลาการเรียนการÿอนในชั้นเรียน และคüรเปิด โอกาÿและใĀ้เüลาü่าง เพื่อใĀ้ไปÿืบค้นองค์คüามรู้ ซึ่งจะ ท าใĀ้นักýึกþาพยาบาลมีเüลาในการÿืบค้น และค้นĀา องค์คüามรู้ด้üยตนเองมากขึ้น และเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ ที่มีประÿิทธิภาพมากกü่าการเรียนกับอาจารย์ในชั้นเรียน โดยการบรรยาย 2.3 การมุ่งเน้นใĀ้ผู้เรียนÿร้างÿรรค์ผลงาน การเรียนรู้ รายüิชาที่มีการบูรณาการด้านการเรียนการÿอน เพื่อเน้นใĀ้นักýึกþาพยาบาลÿร้างÿรรค์ผลงานการเรียนรู้ ด้üยตนเอง ได้แก่ รายüิชาการพยาบาลผู้ใĀญ่ 1 อาจารย์ ผู้ÿอนได้เปิดโอกาÿใĀ้นักýึกþาพยาบาลได้ÿร้างÿรรค์


ชิ้นงาน เพื่อประกอบการจัดการเรียนการÿอนในชั้นเรียน นักýึกþาพยาบาลในแต่ละกลุ่มได้ร่üมมือกันท างาน มี การผลิต และÿร้ างÿรรค์แผนผังคüามคิด (mind mapping) เพื่อÿรุปเนื้อĀาตามĀัüข้อที่ได้รับมอบĀมาย จากนั้นอาจารย์ผู้ÿอนได้เปิดโอกาÿใĀ้ตัüแทนนักýึกþา พยาบาลแต่ละกลุ่มออกมาน าเÿนอชิ้นงานที่ได้ÿร้างÿรรค์ ขึ้นĀน้าชั้นเรียน โดยใĀ้เพื่อนๆ ช่üยกันใĀ้คüามคิดเĀ็นที่ เกี่ยüข้องกับเนื้อĀา และแผนผังคüามคิดนั้นๆจากนั้น อาจารย์ผู้ÿอนได้มีการÿรุปเนื้อĀาทั้งĀมดอีกครั้งภายĀลัง การน าเÿนอ พร้อมทั้งใĀ้นักýึกþาพยาบาลในแต่ละกลุ่ม ได้ÿะท้อนคิดเกี่ยüกับการจัดการเรียนการÿอนดังกล่าü จากการÿะท้อนคิดของนักýึกþาพยาบาล พบü่า นักýึกþาพยาบาลÿ่üนใĀญ่ใĀ้คüามคิดเĀ็นที่ÿอดคล้อง กันü่าการจัดการเรียนการÿอนที่เน้นใĀ้นักýึกþาผลิต ชิ้นงานเพื่อการเรียนรู้ ÿ่งผลท าใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิด คüามคิดÿร้างÿรรค์ เกิดคüามคิดแปลกใĀม่ที่ท้าทาย คüามÿามารถท าใĀ้ผู้เรียนเกิดคüามกระตือรือร้นในการ เรียน เกิดแรงจูงใจในการเรียน และÿอดคล้องกับการ เรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 2.4 การใช้ÿื่อและระบบเทคโนโลยี ÿารÿนเทýที่ทันÿมัยในการจัดการเรียนการÿอน ÿื่อและระบบเทคโนโลยีÿารÿนเทýมีประโยชน์ อย่างยิ่งทั้งต่อตัüของผู้เรียน และต่ออาจารย์ผู้ÿอน เนื่องจากÿ่งผลท าใĀ้ผู้เรียนเกิดคüามตื่นเต้น ตื่นตัü และ เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้อยู่ตลอดเüลา อาทิ เช่น การใช้ Microsoft powerpointเป็นÿื่อในการเรียนการÿอนใน ชั้นเรียน การเรียนการÿอนโดยใช้ÿื่อ video Āรือ clip จาก www. Youtube.com การเรียนการÿอนผ่าน quiz จาก www.Kahoot.com ฯลฯ ผู้เรียนจะเกิดคüาม ÿนุกÿนานในการเรียนรู้ ต้องการที่จะเรียนรู้เนื้อĀาใĀม่ๆ ผ่านÿื่อต่างๆที่อาจารย์ผู้ÿอนได้ÿร้างÿรรค์ขึ้น และÿ่งผล เชื่อมโยงท าใĀ้ผู้เรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น ÿื่อและระบบ เทคโนโลยีÿารÿนเทýที่ทันÿมัยจึงถือü่าเป็นปัจจัยÿ าคัญ ยิ่งในการจัดการเรียนการÿอนโดยเมื่อพิจารณารายüิชา ต่างๆ ที่มีการใช้ÿื่อและระบบเทคโนโลยีÿารÿนเทýที่ ทันÿมัยเข้ามามีÿ่üนร่üมในการจัดการเรียนการÿอน พบü่า ในทุกรายüิชาที่มีการน าÿื่อและระบบเทคโนโลยี ÿารÿนเทýเข้ามาบูรณาการกับการเรียนการÿอนในชั้น เรียน นักýึกþาพยาบาลÿ่üนใĀญ่ใĀ้คüามร่üมมือในการ เรียนรู้ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่üมกับอาจารย์ผู้ÿอนใน ชั้นเรียน และเกิดการมีÿ่üนร่üมในการเรียนรู้ร่üมกับ เพื่อนๆ ในชั้นเรียนเป็นอย่างดี 3. ประÿิทธิภาพของแนüทางการจัดการเรียน การÿอนที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21จากมุมมองของอาจารย์ ภายĀลังจากอาจารย์ได้น าแนüทางการจัดการ เรียนการÿอนที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ใน ýตüรรþที่ 21 ที่พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ในการจัดการ เรียนการÿอนÿาขาพยาบาลýาÿตร์ทั้งภาคทฤþฎี และ ภาคปฏิบัติ คณะผู้üิจัยจึงได้ÿนทนากลุ่มกับอาจารย์ เพื่อแÿดงคüามคิดเĀ็นร่üมกันเกี่ยüกับประÿิทธิภาพของ แนüทางการจัดการเรียนการÿอนที่พัฒนาขึ้น โดยÿามารถ ÿรุปผลการüิจัยเชิงคุณภาพออกเป็น 3 ประเด็น 3.1 ผู้เรียนเกิดกระบüนการÿร้าง คüามรู้ด้üยตนเอง ÿิ่งÿ าคัญÿ าĀรับรูปแบบการเรียนการÿอนที่ กระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนในýตüรรþที่ 21 ได้แก่ กลüิธีที่กระตุ้นใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้üยตนเอง โดยที่ผู้ÿอนเป็นเพียงผู้ที่แนะน าแĀล่งคüามรู้ที่จะ ช่üยใĀ้ผู้เรียนแÿüงĀาคüามรู้ด้üยตนเองได้ ผู้เรียนจะ วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 1


เป็นผู้เลือกและค้นĀาคüามรู้ด้üยตนเอง ผู้ÿอนเป็น ผู้ÿนับÿนุน ผู้เรียนจะเป็นผู้ด าเนินการÿร้างÿรรค์ และเลือกคüามรู้ด้üยตนเอง และผู้ÿอนจะเป็นผู้ช่üย ใĀ้ผู้เรียนตกผลึกในคüามรู้ที่ได้ค้นĀามาด้üยตนเอง ดังนั้น Āากมีการเรียนการÿอนที่กระตุ้นและÿ่งเÿริม ใĀ้ผู้เรียนเกิดคüามกระจ่าง และเกิดการÿร้างคüามรู้ ด้üยตนเอง ย่อมÿ่งเÿริมใĀ้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใน การเรียน และเรียนรู้ได้อย่างมีคüามÿุข 3.2 ผู้เรียนเกิดกระบüนการคิด แก้ปัญĀาอย่างÿร้างÿรรค์ จากการที่อาจารย์ผู้ÿอนในแต่ละเนื้อĀาบาง รายĀัüข้อ และบางรายüิชาที่รับผิดชอบมีการ มอบĀมายใบงานกลุ่มใĀ้แก่นักýึกþาพยาบาล เพื่อใĀ้นักýึกþาพยาบาลในแต่ละกลุ่มมีปฏิÿัมพันธ์ที่ ดีต่อกัน เกิดทักþะการท างานเป็นทีม เกิดผลลัพธ์ที่ดี ของการท างานเป็นทีม และเกิดการเรียนรู้ร่üมกัน ท าใĀ้พบü่า üิธีการเรียนการÿอนข้างต้นช่üยกระตุ้น ใĀ้นักýึกþาพยาบาลแต่ละกลุ่มเกิดการเรียนรู้ร่üมกัน เกิดกระบüนการค้นĀาคüามรู้ การแลกเปลี่ยนและ อภิปรายคüามรู้ร่üมกันและเมื่อมีปัญĀาด้านการ เรียนเกิดขึ้นย่อมเกิดคüามÿามารถในการคิด แก้ปัญĀา และÿามารถĀาแนüทางจัดการแก้ปัญĀา นั้น ๆ ได้อย่างเĀมาะÿมและมีประÿิทธิภาพ และ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ นักýึกþาพยาบาลเกิดคüาม กระตือรือร้นในการเรียนเกิดคüามÿามารถในการ แก้ปัญĀาอย่างÿร้างÿรรค์และถูกต้องและประÿบ คüามÿ าเร็จในการเรียน 3.3 ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ และเกิด คüามÿุขในการเรียน ปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ผู้เรียนได้แก่ ด้านอาจารย์โดยอาจารย์จะเป็นผู้ที่ท า Āน้าชี้แนะ ÿอน และใĀ้คüามรู้แก่ผู้เรียน และด้าน เพื่อนโดยเพื่อนเป็นองค์ประกอบĀลักที่ท าใĀ้ผู้เรียน เกิดคüามกระตือรือร้นในการเรียน เกิดปฏิÿัมพันธ์ที่ ดีต่อกัน และช่üยเĀลือเกื้อกูลต่อกันแต่ปัจจุบันนี้ พบü่า ผู้เรียนÿ่üนใĀญ่จะชอบการเรียนการÿอนที่ เน้นใĀ้มีปฏิÿัมพันธ์ต่อกันในชั้นเรียนมากกü่าจะเป็น เพียงการนั่งฟังอาจารย์ผู้ÿอนบรรยายทฤþฎีเพียงผู้ เดียüเนื่องจากเมื่อผู้เรียนได้ท ากิจกรรมต่างๆ จะท า ใĀ้ผู้เรียนมีคüามกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากกü่า การนั่งฟัง อาทิเช่น บางครั้งเüลาที่อาจารย์ผู้ÿอน บรรยาย ผู้เรียนอาจจะมีการนั่งฟังดูเÿมือนจะฟัง อย่างตั้งใจ แต่ในบางครั้งผู้เรียนอาจมีการคิด Āรือ จินตนาการถึงÿิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกเĀนือจากการเรียน Āากอาจารย์ผู้ÿอนมีการใช้กระบüนการ Āรือüิธีการ ต่างๆ ที่เน้นใĀ้ผู้เรียนมีÿ่üนร่üมในการเรียนรู้อย่าง แท้จริง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้เรียนจะเกิดแรงจูงใจ ในการเรียนรู้ เกิดคüามÿุขในการเรียน และต้องการ ใĀ้การเรียนรู้ประÿบคüามÿ าเร็จ อภิปรายผลการüิจัย คณะผู้üิจัยได้อภิปรายผลการüิจัยตาม üัตถุประÿงค์การüิจัยจ านüน 2 ข้อ ได้แก่ 1)รูปแบบ การเรียนรู้ของนักýึกþาพยาบาล และรูปแบบการ ÿอนของอาจารย์คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัย ÿüนดุÿิต และ 2) แนüทางการพัฒนากระบüนการ เรียนการÿอนที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้และ การÿอนในýตüรรþที่ 21 โดยแยกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้ วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 174


1) รูปแบบกา รเ รียน รู้ของนักýึกþ า พยาบาล และรูปแบบการÿอนของอาจารย์ 1.1) รูปแบบการเรียนรู้ของนักýึกþา พยาบาล รูปแบบการเรียนรู้และคüามถนัดทางการ เรียนรู้ของแต่ละบุคคลมีคüามแตกต่างกันโดยจาก การเรียนรู้รูปแบบ VARK พบü่า นักýึกþาพยาบาลมี รูปแบบการเรียนรู้ที่ĀลากĀลายจากการมองเĀ็น (Visual: A)มากที่ÿุดรองลงมาคือ รูปแบบการเรียนรู้ ที่ĀลากĀลายจากการอ่าน (Read / Write: R) นักýึกþาพยาบาลจึงมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นĀากได้พบกับ เĀตุการณ์ Āรือÿถานการณ์ที่แตกต่างจากเดิม ซึ่ง ใกล้เคียงกับ บุญเตือน üัฒนกุล, ýรีÿุดา งามข า และ กัลยา งามüงþ์üาน (Wattanakul,Ghamkam & Ngamwongwan, 2016) ที่อธิบายü่า กิจกรรมการ เรียนรู้ที่มีคüามÿอดคล้องกับการเรียนรู้ผ่านประÿาท ÿัมผัÿมีÿ่üนช่üยใĀ้ผู้เรียนมีกระบüนการเรียนรู้ที่มี ประÿิทธิภาพĀรืออาจกล่าüได้ü่า กิจกรรมการ เรียนรู้ที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพจึงมีÿ่üนท าใĀ้ นักýึกþาพยาบาลเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และประÿบ คüามÿ าเร็จในการเรียนได้ นอกจากนี้ จากผลการüิจัยเกี่ยüกับรูปแบบ การÿอนของอาจารย์ตามแนüคิดของ Grasha (1994) จากการรับรู้ของนักýึกþาพยาบาลพบü่า รูปแบบการÿอนโดยยกตนเป็นต้นแบบ (Personal model) มีค่าเฉลี่ยÿูงที่ÿุดรองลงมาคือการÿอนแบบ เป็นผู้เชี่ยüชาญ (Expert) ใกล้เคียงกับงานüิจัยของ Garneau& Pepin (2015) ที่อธิบายü่าการพัฒนา ÿมรรถนะของนักเรียนพยาบาลมีคüามÿัมพันธ์ โดยตรงต่อระบบการดูแลÿุขภาพดังนั้น Āากต้องการ ใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิดคüามÿุขในเรียนรู้และมี ประÿิทธิภาพจึงคüรจัดรูปแบบการเรียนการÿอน ทางการพยาบาลýาÿตร์ใĀ้เĀมาะÿมกับÿไตล์การ เรียนรู้และคüามถนัดในการเรียนรู้ของนักýึกþา พยาบาลแต่ละคน 1.2 รูปแบบการÿอนของอาจารย์พยาบาล อาจารย์พยาบาลเป็นบุคคลที่ท าĀน้าที่Āลัก ในการดูแลนักýึกþาพยาบาล โดยในการเรียน ภาคทฤþฎีอาจารย์จะต้องÿอนองค์คüามรู้ต่างๆ ที่ เกี่ยüข้องกับการพยาบาลและการดูแลผู้ป่üยในแต่ละ กลุ่มโรคใĀ้แก่นักýึกþาพยาบาลรูปแบบการเรียน การÿอนของอาจารย์จึงมีคüามÿ าคัญยิ่ง Āาก อาจารย์มีüิธีการจัดการเรียนการÿอนที่เĀมาะÿม และตรงกับÿไตล์การเรียนรู้ของนักýึกþาพยาบาล นักýึกþาพยาบาลย่อมเปิดใจยอมรับและเกิดการ เรียนรู้ได้ดีขึ้น โดยผลการüิจัยในÿ่üนของอาจารย์ พยาบาล พบü่า อาจารย์ÿ่üนใĀญ่มีคüามถนัดใน การเรียนรู้ที่ĀลากĀลายจากการอ่านมากที่ÿุด รองลงมาคือ คüามถนัดในการเรียนรู้ที่ĀลากĀลาย จากการมองเĀ็นอาจารย์พยาบาลจึงคüรบูรณาการ คüามถนัดของตนเอง ใĀ้เข้ากับคüามถนัดในการ เรียนรู้ของนักýึกþาพยาบาล ซึ่งÿอดคล้องกับงานüิจัยของ Kragelund (2011) ที่อธิบายü่า ทักþะการปฏิบัติการพยาบาลใน คลินิกเป็นÿิ่งที่มีคüามÿ าคัญมากÿ าĀรับนักýึกþา พย าบ าล อาจ า รย์Ā รือผู้ที่เกี่ยüข้องคü รต้อง ด าเนินการจัดüิธีการเรียนรู้ใĀ้แก่นักýึกþาพยาบาล เพื่อใĀ้เกิดทักþะการปฏิบัติในคลินิก และคüรต้องจัด กระบüนการเรียนรู้ใĀ้นักýึกþาพยาบาลเพื่อใĀ้เกิด การเรียนรู้และเข้าใจในĀน้าที่ของตนเองเมื่อต้อง วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 1


ดูแลผู้ป่üยรüมไปถึง Guo et al. (2013) ที่พบü่า ประÿิทธิผลของüิธีการÿอนขึ้นอยู่กับÿถานการณ์ และรูปแบบการเรียนรู้เชิงประÿบการณ์ในการดูแล ผู้ป่üยที่เกี่ยüข้องกับĀลักÿูตรทางการพยาบาล อาจารย์พยาบาลจึงต้องพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ของนักýึกþาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อใĀ้นักýึกþา พยาบาลมีÿ่üนร่üมในการเรียนมากขึ้น 2) แนüทางการพัฒนากระบüนการเรียน การÿอนที่ÿอดคล้องกับการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 2.1)การใĀ้คüามÿ าคัญต่อคุณลักþณะของ ผู้เรียนในýตüรรþที่ 21 คุณลักþณะÿ าคัญของผู้เรียนในýตüรรþที่ 21 ประกอบด้üย การคิดต่อยอดจากÿิ่งที่มีอยู่ การ ประยุกต์ใช้ประโยชน์ และการมองประเด็นใĀม่ได้ และการค านึงถึงผลผลิต การมีüิธีการและคุณภาพ และค่าของผลงาน (ไพฑูรย์ ÿินลารัตน์,2555)ซึ่ง ÿอดคล้องกับกับผลการüิจัยที่พบü่า การกระตุ้นใĀ้ นักýึกþาพยาบาลได้เกิดคüามคิดÿร้างÿรรค์ และได้ ผลิตผลงานการเรียนรู้เป็นÿิ่งที่จ าเป็นยิ่งÿ าĀรับการ เรียนรู้ในýตüรรþที่ 21Āากมีการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่üมมือ เพื่อใĀ้นักýึกþาได้ใช้คüามคิด ÿร้างÿรรค์ในการเรียนรู้ และได้ÿร้างÿรรค์ผลงาน ด้üยตนเองจึงมีคุณค่ายิ่งÿ าĀรับผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ซึ่งใกล้เคียงกับงานüิจัยของ Johnson (2013) ที่ อธิบ ายü่ า Ā ากมีก า รÿ่งเÿ ริมใĀ้นักýึกþ าได้ ÿร้างÿรรค์ผลงานด้üยตนเอง นักýึกþาจะเกิด คüามคิดÿร้างÿรรค์ และเรียนรู้ได้ดีที่ÿุด 2.2) การจัดรูปแบบการเรียนการÿอนที่ ÿอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียนในýตüรรþที่ 21 การจัดเรียนการÿอนที่เน้นกระบüนการกลุ่ม และการท างานเป็นทีมเป็นüิธีที่มุ่งเน้นใĀ้นักýึกþา พยาบาลเกิดการพัฒนาด้านกระบüนการคิดใĀ้มี ประÿิทธิภาพมากขึ้น และเกิดการÿร้างองค์คüามรู้ ด้üยตนเอง (Constructivism) โดยÿอดคล้องกับการ เรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 (Panich, 2011) โดย ไพฑูรย์ ÿินลารัตน์ (Sinlarat, 2012) อธิบาย เกี่ยüกับคุณลักþณะของผู้เรียนในýตüรรþที่ 21 ü่า ประกอบด้üย การมองÿังคมใĀ้รอบด้าน การคิดต่อ ยอดจากÿิ่งที่มีอยู่ การค านึงถึงผลผลิต การมีüิธีการ และคุณภาพ และค่าของผลงาน และการนึกถึงÿังคม ประเทýชาติ การมีจิตÿาธารณะ และการมีคุณธรรม จริยธรรม และคüามดีงาม อาจารย์จึงคüรมีการบูร ณาการที่เน้นกระบüนการกลุ่มและการท างานเป็น ทีม เพื่อท าใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิดคüามÿุขในการ เรียน และได้รับผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น การเรียนการÿอนแบบลดเüลาเรียน และ เพิ่มเüลารู้ ÿ าĀรับนักýึกþาพยาบาลเป็นüิธีการที่มี คüามÿ าคัญยิ่งÿ าĀรับนักýึกþาพยาบาล โดยจะมี การเปิดโอกาÿ และใĀ้เüลาü่างแก่นักýึกþาพยาบาล เพื่อมุ่งเน้นใĀ้นักýึกþาพยาบาลได้ไปÿืบค้นองค์ คüามรู้ด้üยตนเองมากขึ้น เกิดระยะเüลาในการÿร้าง คüามรู้ด้üยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้üยตนเอง จึงมี คüามเป็นยิ่งที่จะต้องด าเนินการบูรณาการüิธีการ ดังกล่าü เพื่อใĀ้เข้ากับýาÿตร์และรายüิชาทางการ พยาบาลýาÿตร์ต่อไป ÿอดคล้องกับผลการüิจัยของ Kirwan & Adams (2009) ที่ýึกþามุมมองของ นักเรียนพยาบาลที่มีต่อüิธีการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀา คüามรู้เพื่อพัฒนาไปÿู่การเป็นพยาบาลüิชาชีพ ช านาญการผลการüิจัยพบü่าการมีÿ่üนร่üมของ วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 176


นักýึกþาพยาบาลในการปฏิบัติทางการพยาบาลท า ใĀ้üิธีการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้เกิดผลลัพธ์ที่ ดี เกิดคüามมั่นใจในตนเอง และเกิดการÿะท้อนคิด ใน ก า รเป็นนั กýึกþ าพ ย าบ า ล จึงค ü รมีก า ร ประยุกต์ใช้üิธีการเรียนรู้แบบลดเüลาเรียน เพิ่มเüลา รู้ และคüรมีกระบüนการที่เน้นใĀ้นักýึกþาพยาบาล ไปÿืบเÿาะĀาคüามรู้ด้üยตนเอง เพื่อใĀ้นักýึกþา พยาบาลเกิดองค์คüามรู้ด้üยตนเอง และเกิดผลลัพธ์ ที่ดีในการจัดการýึกþาพยาบาล 2.3) การใช้ÿื่อและระบบเทคโนโลยี ÿารÿนเทýในการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนใน ýตüรรþที่ 21 ÿื่อและระบบเทคโนโลยีÿ ารÿนเทýมี ประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อตัüของนักýึกþาพยาบาล และต่ออาจารย์ผู้ÿอนกับการเรียนการÿอนทางการ พยาบาลเมื่ออาจารย์ผู้ÿอนÿร้างÿรรค์ÿื่อการเรียน การÿอนผ่านระบบเทคโนโลยีÿารÿนเทýที่ทันÿมัย จะÿ่งผลท าใĀ้ผู้เรียนเกิดคüามตื่นเต้น ตื่นตัü และ เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ และประโยชน์กับผู้เรียน ได้แก่ ผู้เรียนจะเกิดคüามÿนุกÿนานในการเรียนรู้ ต้องการที่จะเรียนรู้เนื้อĀาใĀม่ๆ ผ่านÿื่อต่างๆที่ อาจารย์ผู้ÿอนได้ÿร้างÿรรค์ขึ้น และท าใĀ้ผู้เรียน ตั้งใจเรียนมากขึ้นโดย McDonald (2015) ได้ อธิบายü่า üิธีการเรียนรู้ในĀ้องเรียนไม่ÿามารถท าใĀ้ ประÿบคüามÿ าเร็จในการเรียนการÿอนภาคปฏิบัติ จึงจ าเป็นต้องมีการจัดการเรียนการÿอนแนüใĀม่เพื่อ ท าใĀ้ผู้เรียนมีÿ่üนร่üมในการเรียนและÿามารถ พัฒนากระบüนการเรียนการÿอนได้มากขึ้น จึงอาจ กล่าüได้ü่า การจัดการเรียนรู้แนüใĀม่ที่มีการ ประยุกต์ใช้ÿื่อ และระบบเทคโนโลยีÿารÿนเทýมาใช้ ประกอบการเรียนการÿอน มีผลท าใĀ้ผู้เรียนเกิด แรงจูงใจในการเรียน และประÿบคüามÿ าเร็จในการ เรียน ÿอดคล้องกับYing Tao et al. (2015) ที่ อธิบายü่า Āากผู้ÿอนมีüิธีการจัดการเรียนรู้ที่ ĀลากĀลายและÿามารถใช้ÿื่อ และระบบเทคโนโลยี ÿารÿนเทýที่ÿอดคล้องกับผู้เรียนในýตüรรþที่ 21 จะÿ่งผลท าใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และ ประÿบคüามÿ าเร็จในการเรียน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย 1. อาจา รย์พย าบาลและผู้เกี่ยüข้อง ÿามารถน าข้อมูลด้ านรูปแบบกา รเรียนรู้ของ นักýึกþาพยาบาล และรูปแบบการÿอนของอาจารย์ มาใช้เป็นแนüทางในการพัฒนาüิธีการเรียนการÿอน ในรายüิชาต่างๆ ทางการพยาบาลทั้งภาคทฤþฎีและ ภาคปฏิบัติ เพื่อใĀ้เĀมาะÿมÿ าĀรับการเรียนรู้ของ นักýึกþาพยาบาล และเĀมาะÿมต่อรูปแบบการÿอน ของอาจารย์ ซึ่งจะเชื่อมโยงใĀ้นักýึกþาพยาบาลเกิด การเรียนรู้ที่มีประÿิทธิภาพตรงตามคüามถนัดในการ เรียน และเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประÿิทธิภาพ 2. อาจา รย์พย าบาลและผู้เกี่ยüข้อง ÿามารถประยุกต์ใช้แนüทางการจัดการเรียนการ ÿอนที่ÿอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 กับการเรียนการÿอนทางการพยาบาลทั้ง ภาคทฤþฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อใĀ้เกิดรูปแบบการ เ รียนก า รÿอนที่มีป ระÿิท ธิภ าพม ากขึ้น แล ะ เĀมาะÿมต่อการเรียนรู้ในýตüรรþที่ 21 3. คüรมีการýึกþาüิจัยเพื่อพัฒนาแนü ทางการจัดการเรียนการÿอนÿ าĀรับนักýึกþา พยาบาลในýตüรรþที่ 21 อย่างต่อเนื่อง และคüรมี วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 177


การýึกþาüิจัยเพื่อพัฒนาüิธีการประเมินผลลัพธ์การ เรียนรู้ที่ÿอดคล้องกับ รูปแบบก ารเ รี ยน รู้ของ นักýึกþาพยาบาล และรูปแบบการÿอนของอาจารย์ References Bostrom, L. & Hallin, K. (2013). Learning Ttyle Eifferences between Oursing and UFBDIJOH Ttudents in Sweden: A Comparative Study. International Journal of Higher Education, 2(1), 22-34. Fleming, N. D. & Mills, C. (1992). (2015, December 27). VARK a guide to learning styles. Retrieved from http://ets.tlt.psu.edu/learningdesign/audience/ learning styles / Garneau, B. A., & Pepin, J. (2015). A constructivist theoretical proposition of cultural competence development in nursing. Nurse Education Today, 35, 1062–1068. Grasha, A., & Reichmann, S. (1975). Workshop handout on learning styles. Ohio: Faculty Research Center, University of Cincinnati. Grasha, A. (1994). A Matter of Style: The Ueacher as Fxpert, Gormal Buthority, Qersonal Nodel, Gacilitator, and Eelegator. College Teaching, 42(4), 142-149. Guo, Y., et al. (2013).The design and testing of a caring teaching model based on the theoretical framework of caring in the Chinese Context: A mixed-method study. Nurse Education Today, 33, 912–918. Hayam, F. A. E & Faten, A. E. A. .(2013). Assessment of the Oursing Ttudents' Qerception toward their Mearning Ttyle. American Journal of Research Communication, 1(4), 80-93. Johnson, A. (2013). Effective Methods for 21ST Century Mearning: A Ueacher Bction Sesearch Qroject. Meridian: A K-16 School Computer Technologies Journal, 16, 1-14 Kirwan, A. & Adams, J. (2009). Students’ views of enquiry-based learning in a continuing Qrofessional development module.Nurse Education Today, 29, 448–455. Kragelund, L. (2011). Student nurses’ learning processes in interaction with psychiatric patients: A qualitative investigation. Nurse Education in Practice,11, 260-267. Mangkhang, V. &khewleung, D. (2018). Teaching Nodel of Oursing to Fnhance the Iealth Qromoting Dompetencies of Ttudent Ourses. Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journa,. 10(1): 1-30. (in Thai) วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 17


McDonald, R. (2015). Leveraging Dhange by Mearning to Xork with the Xisdom in the Soom: Fducating for Sesponsibility as a Dollaborative MearningNodel. Journal of Business Ethics,131, 511–518. Neuwsuwan, K., Singverathum, N. &Thunyaphon, S. (2018). Factors Jnfluence to the Herontological Oursing Dompetencies in Oursing Ttudents. Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal. 10(1): 56-68. (in Thai) Panich, V. (2011).The method for learning in 21th century.Bangkok: ThaiSSF. (in Thai) Sinlarat, P. (2012). The learning in 21th century and the studying and teaching management. Bangkok: Dhurakij Pundit University. (in Thai) Wattanakul, B., Ghamkam, S., & Ngamwongwan, K. (2016).Differences in learning preference of nursing students. Journal of Health science research,10 (1), 54-61. (in Thai) Ying Tao et al. (2015). Development of a nursing education program for improving Chinese undergraduates' self-directed learning: A mixed-method study. Nurse Education Today, In Press, Corrected Proof, Available online DOI: 10.1016/j.nedt.2015.05.016 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal ปที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561 17


การประชุมüิชาการและนำเÿนĂผลงานüิจัยระดับชาติ ราชธานีüิชาการ ครั้งที่ 5 “การüิจัยเพื่Ăการเปลี่ยนแปลง (Research to Make A CHANGE)” Ā น้ า | 68 การรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ของนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดอุบลราชธานี Perception of 21st century skills of nursing students at Ratchathani University, Ubon Ratchathani Province ทýา ชัยüรรณüรรต1 , ÿุกัญญา เกิดÿุข2 , อำพร ชุมÿิงĀ์3 , อุไรüรรณ ÿารัง4 , ณัฏฐ์นรี ÿีĀะüงþ์5 , ÿุทธิกานต์ ประภาÿัย6 , กุลÿตรี โÿÿะดา7 , จุฑามาý üังคะฮาต8 , ชฎาภรณ์ คำเÿนา9และชลิตา ทองพันชั่ง10 1 ภาคüิชาÿุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเüช คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี โทรýัพท์ 081-3878827 e-mail: [email protected] 2 คณะýึกþาýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี 3-10นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี บทคัดย่อ การüิจัยนี้เป็นการýึกþาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) มีüัตถุประÿงค์เพื่Ăýึกþาการรับรู้ ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี กลุ่มตัüĂย่างคืĂ นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานีจำนüน 204 คน เครื่ĂงมืĂที่ใช้ใน การüิจัย คืĂ แบบÿĂบถามการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์จากการÿุ่มĂย่างเป็น ระบบ üิเคราะĀ์ข้Ăมูลโดยใช้ÿถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้Ăยละ ÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการüิจัยพบü่า กลุ่มตัüĂย่างÿ่üนใĀญ่เป็นเพýĀญิง คิดเป็นร้Ăยละ 94.6 รĂงลงมาคืĂ เพýชาย คิดเป็นร้Ăยละ 5.4 ÿ่üนใĀญ่ มีĂายุ 21 ปี คิดเป็นร้Ăยละ 29.9 ชั้นปีที่ 4 ร้Ăยละ 30.9 การรับรู้ทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþา พยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี Ăยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 3.88 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58 เมื่Ăพิจารณารายด้าน พบü่า ทักþะด้านคüามเมตตากรุณา üินัย คุณธรรม และจริยธรรม Ăยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.34 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 รĂงลงมาคืĂทักþะด้านคüามเข้าใจคüามต่างüัฒนธรรมต่าง กระบüนทัýน์ Ăยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.18 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65 ÿ่üนทักþะทางคณิตýาÿตร์ Ăยู่ในระดับดี แต่ค่าเฉลี่ยน้Ăยที่ÿุด เท่ากับ 3.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.61 จากผลการüิจัยครั้งนี้จะเĀ็นได้ü่า นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี มีการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ทุกด้านĂยู่ในระดับดี มีการรับรู้ในด้านทักþะด้านคüามเมตตากรุณา üินัย คุณธรรม และจริยธรรมมากที่ÿุด ซึ่งถืĂü่าเป็นคุณลักþณะ ที่ÿำคัญขĂงพยาบาลที่จะนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่üยได้Ăย่างมีคุณภาพ และตĂบÿนĂงคüามต้ĂงการขĂง ผู้ใช้บริการ ทำใĀ้ÿังคมเกิดคüามเชื่Ăมั่นในüิชาชีพการพยาบาลต่Ăไป คำÿำคัญ: นักýึกþาพยาบาล, การรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21, Ăงค์ประกĂบทักþะýตüรรþที่ 21 (3Rs + 8CS) Abstract The purpose of this descriptive research was to study the perception of 21st century skills of nursing students at Ratchathani University in Ubon Ratchathani province. 204 nursing students in Ratchathani University were selected by systematic random sampling. The research instrument used was the Perception of 21st Century Skills Questionnaire of Nursing Students at Ratchathani University in Ubon Ratchathani province. Data were analyzed using descriptive statistics such as mean, percentage, standard deviation. The results of the research showed


การประชุมüิชาการและนำเÿนĂผลงานüิจัยระดับชาติ ราชธานีüิชาการ ครั้งที่ 5 “การüิจัยเพื่Ăการเปลี่ยนแปลง (Research to Make A CHANGE)” Ā น้ า | 69 that most of the respondents are female. Accounting for 94.6%, followed by males accounting for 5.4%, the majority of them were aged 21 years, representing 29.9% in the 4th year, 30.9% Perception of 21st Century Skills of Nursing Students at Ratchathani University in Ubon Ratchathani province. The results showed it is at a good level, with a mean value of 3.88 and a standard deviation of 0.58. When considering each aspect, it was found that skills in compassion, discipline, morality and ethics were at a good level, averaging 4.34, standard deviation 0.59. Next the research showed skills in understanding different cultures and different paradigms, these were also at a good level averaging 4.18 standard deviation 0.65. As for math skills they were at a good level but the smallest mean is 3.55, standard deviation 0.61. In this research it can be seen that Nursing Students in Ratchathani University had a good over all perception of 21st century skills in all aspects at a good level. The highest perception is compassion, discipline, morality and ethics skills. Which is considered an important feature of nurses used to care for patients with quality and meet the needs of the patient and continue to be causing the society to confidence in the nurse profession forever. Keywords: Nursing students, Perception toward 21st century skills, 21st Century Skills Components (3Rs + 8CS) 1. บทนำ ปัจจุบันโลกĂยู่ในยุคýตüรรþที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลง และเจริญก้าüĀน้าĂย่างรüดเร็üทั้งด้าน เýรþฐกิจ ÿังคม ÿิ่งแüดล้Ăม เทคโนโลยีการÿื่Ăÿาร การคมนาคม การแพทย์ รüมไปถึงระบบการýึกþาที่ต้Ăง ปรับนโยบายเพื่Ăเตรียมผู้ÿำเร็จการýึกþาทุกระดับ ใĀ้มีÿมรรถนะที่ÿĂดคล้Ăงกับคüามต้ĂงการขĂงÿังคมในยุค ปัจจุบัน การýึกþาในยุคýตüรรþที่ 21 จึงต้ĂงมีการปรับกระบüนการเรียนการÿĂนจากแนüคิดที่เน้นการÿĂน แบบบรรยาย มาเป็นการมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ช่üยใĀ้ผู้ýึกþาเกิดการเรียนรู้และทักþะที่จำเป็นในการ ดำรงชีüิตและประกĂบĂาชีพ (üิจารณ์ พานิช, 2556) โดยการÿĂนน้Ăย เรียนรู้มาก เน้นการใช้üิธีการÿĂนที่ ĀลากĀลายและลึกขึ้น เช่น üิธีแบบปฏิÿัมพันธ์ การลงมืĂปฏิบัติ การโต้ตĂบแบบร่üมมืĂ เป็นการเรียนจากการ ค้นคü้าเĂงขĂงผู้เรียน โดยครูช่üยแนะนำ และช่üยĂĂกแบบกิจกรรมที่ช่üยใĀ้ผู้เรียนÿา มารถประเมิน คüามก้าüĀน้าขĂงการเรียนรู้ขĂงตนเĂงได้ÿำเร็จการýึกþาใĀ้มีÿมรรถนะที่ÿĂดคล้Ăงกับคüามต้ĂงการขĂง ÿังคมในปัจจุบัน และพร้ĂมจะĂĂกไปดำเนินชีüิตและประกĂบĂาชีพ งานüิจัยที่ผ่านมาได้มีการýึกþาทักþะ ýตüรรþที่ 21 ทั้งในกลุ่มผู้เรียนระดับมัธยมýึกþา Ăาชีüüะýึกþา และĂุดมýึกþา รüมถึงนักýึกþาพยาบาล ด้üยซึ่งพบü่าทักþะการเรียนรู้ขĂงนักýึกþาพยาบาล ในýตüรรþที่ 21ขĂงนักýึกþาพยาบาลüิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนีÿุราþฎร์ธานีĂยู่ในระดับÿูง ซึ่งด้านที่ÿูงที่ÿุดคืĂ ทักþะด้านคüามเข้าใจ คüามต่างüัฒนธรรม ต่าง กระบüนทัýน์ รĂงลงมาคืĂ ทักþะด้านĂาชีพ และทักþะการเรียนรู้ ÿ่üนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่ÿุดคืĂ ทักþะด้าน การÿร้างÿรรค์และนüัตกรรม (รุ่งนภา จันทราและ Ăติญาณ์ ýรเกþตริน, 2560) นĂกจากนี้ผลการýึกþายัง ÿĂดคล้ĂงกับการýึกþาทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาล ในüิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรีขĂง กมลรัตน์ เทĂร์เนĂร์ และคณะ (2558) พบü่าĂยู่ในระดับดีทุกชั้นปี เมื่Ăพิจารณาทักþะรายด้าน พบü่า ด้านการĂ่านและด้านการเขียน เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนต่ำที่ÿุด ในทุกชั้นปี โดยเฉพาะการĂ่านและ เขียนภาþาĂังกฤþพบü่าต่ำกü่าข้ĂĂื่น ๆ ÿ่üนด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนÿูงกü่าด้านĂื่น ๆ ได้แก่ ด้านคüามเข้า ใจคüามต่างüัฒนธรรมต่างกระบüนทัýน์ ด้านĂาชีพและทักþะการเรียนรู้ และด้านคĂมพิüเตĂร์และเทคโนโลยี


การประชุมüิชาการและนำเÿนĂผลงานüิจัยระดับชาติ ราชธานีüิชาการ ครั้งที่ 5 “การüิจัยเพื่Ăการเปลี่ยนแปลง (Research to Make A CHANGE)” Ā น้ า | 70 ÿารÿนเทýและการÿื่Ăÿาร ซึ่งจากผลการýึกþาทำใĀ้เĀ็นได้ü่ามีการýึกþาทักþะýตüรรþที่ 21 มาĂย่างต่Ăเนื่Ăง โดยมีการýึกþาทักþะด้านที่แตกต่างกันĂĂกไป การพัฒนาผู้เรียนใĀ้ÿĂดคล้ĂงกับกรĂบแนüคิดการจัดการýึกþาทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ตามแนüคิด ขĂง Trilling & Fadel (2009) ประกĂบด้üย การเรียนรู้ คืĂ Reading (การĂ่าน) Writing (การเขียน) Arithmetic (คณิตýาÿตร์) ทักþะด้านการคิดĂย่างมีüิจารญาณและการแก้ไขปัญĀา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักþะด้านการÿร้างÿรรค์และนüัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักþะด้านคüาม เข้าใจคüามต่างüัฒนธรรมต่างกระบüนทัýน์ (Cross-cultural Understanding) ทักþะด้านคüามร่üมมืĂ การทำงานเป็นทีม และภาüะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักþะด้านการÿื่Ăÿาร ÿารÿนเทýและรู้เท่าทันÿื่Ă ( Communications, Information, and Media Literacy) ทักþะด้าน คĂมพิüเตĂร์และเทคโนโลยีÿารÿนเทýและการÿื่Ăÿาร (Computing and ICT Literacy) ทักþะด้านĂาชีพ และทักþะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) ซึ่งในปัจจุบันมีทักþะที่จำเป็นเพิ่มขึ้น คืĂ ทักþะคüามรู้ ด้านจริยธรรม (Compassion) (ÿำนักงานเลขาธิการÿภาการýึกþา, 2563) เพราะเป้าĀมายขĂงการพัฒนา ทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 มุ่งใĀ้ผู้เรียนเกิดทักþะขั้นพื้นฐานในการเรียนแล้üยังÿามารถปรับใช้ในการดำเนินชีüิต และการประกĂบĂาชีพใĀ้ประÿบผลÿำเร็จตามเป้าĀมายขĂงýตüรรþที่ 21 ดังนั้น ในÿถาบันการýึกþา ที่ผลิต บัณฑิตใĀ้มีทักþะทางĂาชีพในการทำงานจึงต้ĂงมีการจัดการเรียนการÿĂนในÿถานการณ์จริง ทำใĀ้นักýึกþา เรียนรู้ในการปรับตัü มีการปลูกฝังคüามเป็นüิชาชีพ และมีคüามรับผิดชĂบ ทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 จึงจำเป็น ÿำĀรับนักýึกþาพยาบาล เนื่Ăงจากÿ่งผลต่ĂการพัฒนาคุณภาพขĂงนักýึกþาพยาบาลใĀ้ÿามารถคิดüิเคราะĀ üิจารณ์ ริเริ่มÿรางÿรรค มีคüามรูในÿาขาüิชาและมีมาตรฐานจริยธรรมขĂงüิชาชีพ มีคüามÿามารถในการคิด แก้ไขปัญĀาเข้าใจตนเĂง ÿามารถปฏิบัติงาน และดำรงชีüิตร่üมกับผู้Ăื่นในÿังคมได้ ÿามารถปฏิบัติงานร่üมกับ ผู้Ăื่นได้Ăย่างมืĂĂาชีพ เป็นทีมÿุขภาพ ÿามารถแก้ไขปัญĀาÿุขภาพĀรืĂการเจ็บป่üยที่ซับซ้Ăนได้และมีการ พัฒนาตนเĂงĂย่างต่Ăเนื่Ăง ซึ่งถืĂü่าเป็นÿมรรถนะทางüิชาชีพขĂงพยาบาลที่ÿำคัญ การจัดการเรียนการÿĂนในÿาขาพยาบาลýาÿตร์จึงมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนใĀ้เกิดทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 และมีการพัฒนาใĀ้ผู้เรียนกล้าคิด กล้าแÿดงĂĂก เกิดทักþะในการปฏิบัติการพยาบาล และมีคüาม รับผิดชĂบในการปฏิบัติĀน้าที่การพยาบาลตามมิติขĂงการÿ่งเÿริม ป้Ăงกันÿุขภาพ การบำบัดและการฟื้นฟู ÿุขภาพขĂงผู้รับบริการĂย่างเป็นĂงค์รüม จึงเป็นคüามท้าทายในการจัดการเรียนการÿĂนที่มีคüามแตกต่าง จากÿมัยที่ผ่านมาโดยÿิ้นเชิง เนื่Ăงจากปัจจุบันเป็นยุคที่มีการใช้คĂมพิüเตĂร์ĀรืĂเทคโนโลยีใĀม่ ๆ Ăยู่ ตลĂดเüลาคüามÿนใจขĂงผู้เรียนจึงมุ่งÿู่เรื่Ăงที่มีคüามÿนใจขĂงตนเป็นÿำคัญและýึกþาด้üยตัüเĂงผู้เรียนจะมี คüามÿามารถในการใช้เทคโนโลยีและชĂบในการเรียนรู้กับกลุ่มที่มีคüามÿนใจคล้ายกันมากกü่าเรียนจากผู้ÿĂน เพียงĂย่างเดียü ประกĂบกับปัจจุบันคüามรู้ต่าง ๆ ÿามารถแÿüงĀาได้จากแĀล่งต่าง ๆ มากมาย และÿามารถ เข้าถึงข้Ăมูลคüามรู้ได้ทุกเüลาตามคüามต้Ăงการ ผู้ÿĂนจึงจำเป็นต้ĂงตระĀนักถึงการเปลี่ยนแปลงและ ปรับเปลี่ยนüิธีการจัดการเรียนการÿĂนใĀ้เĀมาะÿมกับผู้เรียนเพื่ĂใĀ้กินผลลัพธ์ที่ดีต่Ăผู้เรียน ตามเป้าĀมาย ขĂงบัณฑิตแĀ่งýตüรรþที่ 21 ครĂบคลุมทั้งการจัดการเรียนการÿĂนในภาคทฤþฎีและภาคปฏิบัติการเรียน การÿĂนในภาคทฤþฎีทางการพยาบาล คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี มีการปรับปรุงและพัฒนาĀลักÿูตรพยาบาลมาĂย่าง ต่Ăเนื่Ăง เพื่ĂพัฒนาบัณฑิตพยาบาลใĀ้มีคุณลักþณะตามมาตรฐานที่ÿภาการพยาบาลกำĀนด (ÿภาการ พยาบาล, 2561) และพัฒนาบัณฑิตใĀ้เป็นผู้ที่มีÿมรรถนะตามการเปลี่ยนแปลงในýตüรรþที่ 21 โดย มีการ จัดการเรียนการÿĂนĀลากĀลายรูปแบบ Ăาทิ การเรียนรู้แบบ Active learning การเรียนรู้แบบลงมืĂปฏิบัติใน Ā้Ăงปฏิบัติการพยาบาล และบนĀĂผู้ป่üย เป็นต้น แต่จากการประเมินผลการจัดการเรียนการÿĂน ยังพบü่า


การประชุมüิชาการและนำเÿนĂผลงานüิจัยระดับชาติ ราชธานีüิชาการ ครั้งที่ 5 “การüิจัยเพื่Ăการเปลี่ยนแปลง (Research to Make A CHANGE)” Ā น้ า | 71 นักýึกþาÿ่üนใĀญ่ชĂบการÿĂนแบบบรรยาย และขณะมีการĂภิปรายแลกเปลี่ยนคüามรู้จะนั่งเงียบและไม่กล้า ซักถาม ไม่กล้าแÿดงคüามคิดเĀ็น ĀรืĂเมื่ĂตĂบคำถามจะเป็นลักþณะคล้Ăยตามÿิ่งที่ผู้ÿĂนเÿนĂแนะเป็นÿ่üน ใĀญ่ซึ่งĂาจไม่ÿĂดคล้Ăงกับผลการýึกþาเกี่ยüกับทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลที่ผ่านมา ประเด็น การรับรู้ขĂงนักýึกþาจึงเป็นที่น่าÿนใจ เนื่Ăงจากรรับรู้เป็นพื้นฐานที่ÿำคัญขĂงแต่ละบุคคล การตĂบÿนĂง พฤติกรรมใด ๆ จะขึ้นĂยู่กับการรับรู้จากÿภาพแüดล้ĂมขĂงตนและคüามÿามารถในการแปลคüามĀมายขĂง ÿภาพตĂนนั้น ๆ ดังนั้น การเรียนรู้ที่มีประÿิทธิภาพจึงขึ้นĂยู่กับÿิ่งเร้าและปัจจัย การรับรู้ที่มีประÿิทธิภาพ (Wikinso DM, Smallidge D, Boyd LD, Giblin L., 2015) ผู้üิจัยจึงมีคüามÿนใจýึกþาการรับรู้เกี่ยüกับทักþะ แĀ่งýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลในทุกด้าน เพื่Ăนำÿู่การพัฒนาการจัดการเรียนการÿĂน ใĀ้นักýึกþา ได้มีคüามรู้ คüามÿามารถใĀ้การพยาบาลได้ตามการเปลี่ยนแปลงในยุคýตüรรþที่ 21 ต่Ăไป 2. üัตถุประÿงค์การüิจัย เพื่Ăýึกþาการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัด Ăุบลราชธานี 3. ขอบเขตการüิจัย 1. ขĂบเขตด้านเนื้ĂĀา การýึกþาการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี ได้ýึกþาตามกรĂบแนüคิดขĂง Trilling & Fadel (2009) และ ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงกระทรüงýึกþาธิการ (ÿำนักงานเลขาธิการÿภาการýึกþา, 2563) โดยประกĂบด้üย ทักþะการเรียนรู้3Rs x 8Cs 2. ขĂบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการýึกþาครั้งนี้ได้แก่ นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ ชั้นปีที่ 1-4 มĀาลัยüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี จำนüนทั้งĀมด 433 คน (ÿำนักทะเบียนมĀาüิทยาลัย ราชธานี, 2562) กลุ่มตัüĂย่างที่ใช้ในการýึกþาครั้งนี้ ได้แก่ นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ชั้นปีที่ 1-4 ที่มีรĀัÿนักýึกþา 59-62 มĀาลัยüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี จำนüน 204 คน คำนüณกลุ่มตัüĂย่างโดยใช้ÿูตรขĂง เครซี่และมĂร์แกน (Krecie and Morgan,1970) 3. ขĂบเขตด้านพื้นที่ การýึกþาครั้งนี้ýึกþาüิจัยในนักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี 4. ขĂบเขตด้านเüลา ระยะเüลาในการýึกþาในภาคการýึกþาที่ 2 ประจำปีการýึกþา 2562 (เดืĂน พฤýจิกายน พ.ý. 2562 - เดืĂนมีนาคม พ.ý. 2563 ) 4. กรอบแนüคิดในการüิจัย งานüิจัยเรื่Ăงการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานีจังĀüัด Ăุบลราชธานีมีตัüแปรที่ýึกþา คืĂ เพý Ăายุ ชั้นปี ทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ตามแนüคิดขĂง Trilling & Fadel (2009) และทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงกระทรüงýึกþาธิการ (ÿำนักงานเลขาธิการÿภาการýึกþา, 2563) โดย ประกĂบด้üย ทักþะการเรียนรู้ 3Rs x 8Cs ได้แก่ 1) ทักþะด้านการĂ่าน (Reading) 2) ทักþะด้านการเขียน (Writing) 3) ทักþะทางคณิตýาÿตร์ (Arithmetic) 4) ทักþะด้านการคิดĂย่างมีüิจารณญาณและการแก้ปัญĀา (Critical Thinking and Problem Solving) 5) ทักþะด้านการÿร้างÿรรค์และนüัตกรรม (Creative and Innovation) 6)ทักþะด้านคüามเข้าใจคüามต่างüัฒนธรรมต่างกระบüนทัýน์ (Cross Cultural


การประชุมüิชาการและนำเÿนĂผลงานüิจัยระดับชาติ ราชธานีüิชาการ ครั้งที่ 5 “การüิจัยเพื่Ăการเปลี่ยนแปลง (Research to Make A CHANGE)” Ā น้ า | 72 Understanding) 7)ทักþะด้านคüามร่üมมืĂการทำงานเป็นทีมและภาüะผู้นำ (Collaborations, Teamwork and Leadership) 8) ทักþะด้านการÿื่Ăÿาร ÿารÿนเทýและรู้เท่าทันÿื่Ă (Communications, Information and Media Literacy 9) ทักþะด้านคĂมพิüเตĂร์ เทคโนโลยีÿารÿนเทý และการÿื่Ăÿาร (Computing and ICT Literacy) 10) ทักþะด้านĂาชีพและทักþะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) และ 11) ทักþะมี คุณธรรม มีเมตตากรุณา มีระเบีบยüินัย (compression) 5. นิยามýัพท์ นักýึกþาพยาบาล Āมายถึง นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ที่ýึกþาตามĀลักÿูตรพยาบาลýาÿตร บัณฑิต ชั้นปีที่ 1 รĀัÿนักýึกþา 62, ชั้นปีที่ 2 รĀัÿนักýึกþา 61, ชั้นปีที่ 3 รĀัÿนักýึกþา 60 และชั้นปีที่ 4 รĀัÿ นักýึกþา 59 ที่ýึกþาในมĀาüิทยาลัยราชธานีประจำภาคการเรียนýึกþาที่ 2 ประจำปีการýึกþา 2562 ทักþะýตüรรþที่ 21 ของนักýึกþาพยาบาล Āมายถึง ทักþะ คüามรู้ที่จำเป็นในการเรียนรู้ใน ภาคทฤþฎีและการปฏิบัติงานขĂงนักýึกþาพยาบาล ที่ýึกþาตามĀลักÿูตรพยาบาลýาÿตรบัณฑิต ซึ่งทักþะแĀ่ง ýตüรรþที่ 21 ตามกรĂบแนüคิดขĂง Trilling Fadel และกระทรüงýึกþาธิการ (ÿำนักงานเลขาธิการÿภา การýึกþา, 2563) ประกĂบด้üยทักþะ 3Rs x 8Cs ประเมินด้üยการใช้แบบÿĂบถามการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี ซึ่งพัฒนามาจากแบบÿĂบถาม ทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลขĂงคุณกมลรัตน์ เทĂร์เนĂร์และคณะ (2558) และจากการ ทบทüนทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ตามแนüคิดขĂงกระทรüงýึกþาธิการ (ÿำนักงานเลขาธิการÿภาการýึกþา, 2563) มีคüามĀมายขĂงทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาล แต่ละด้านดังนี้ 1. ทักþะด้านการĂ่าน (Reading: R1) Āมายถึง คüามÿามารถทางด้านการĂ่านภาþาไทย และ ภาþาĂังกฤþ ได้ถูกต้ĂงตามĂักขระ Ă่านแล้üเข้าใจเนื้ĂĀาÿามารถถ่ายทĂดใĀ้ผู้Ăื่นได้ ÿามารถเขียนภาþาไทย ได้ถูกต้ĂงตามĀลักภาþาไทย ÿำนüนÿละÿลüย แปลคüามĀมายขĂงตัüĂักþรที่Ă่านĂĂกมาเป็นคüามรู้คüามคิด และเกิดคüามเข้าใจเรื่Ăงราüที่Ă่านตรงกับเรื่Ăราüที่ผู้เขียนเขียน ผู้Ă่านÿามารถนำคüามรู้ คüามคิด ĀรืĂÿาระ จากเรื่Ăงราüที่Ă่านไปใช้ใĀ้เกิดประโยชน์ได้ 2. ทักþะด้านการเขียน (Writing: R2) Āมายถึง คüามÿามารถด้านการเขียนเป็นการแÿดงคüามรู้ คüามคิด คüามรู้ÿึก คüามต้Ăงการ เป็นลายลักþณ์Ăักþรต่Ăผู้ที่Ă่าน เพื่ĂใĀ้ผู้รับÿารÿามารถĂ่านได้เข้าใจ ได้ทราบคüามรู้ คüามคิด คüามรู้ÿึก คüามต้Ăงการ แล้üÿามารถนำมาบĂกบĂกต่ĂกับบุคคลĂื่นใĀ้ได้คüามรู้ที่ผู้รับÿารได้รับ 3. ทักþะทางคณิตýาÿตร์ (Arithmetic: R3) Āมายถึง มีทักþะในการคิดเลขเป็น มีคüามÿามารถ ตีคüามและเข้าใจคüามคิดต่าง ๆ ที่ÿื่ĂÿารĂĂกมาในรูปขĂงคณิตýาÿตร์ (mathematics) 4. ทักþะด้านการคิดĂย่างมีüิจารณญาณ และทักþะในการแก้ปัญĀา ( Critical Thinking and Problem Solving: C1) Āมายถึง คüามÿามรถในการคิดเชิงüิเคราะĀ์คิดĂย่างเป็นระบบและใช้เĀตุผลในการ ตัดÿินใจเพื่Ăแก้ไขปัญĀาในÿถานการณ์ต่าง ๆ ได้Ăย่างเĀมาะÿม 5. ทักþะด้านการคิดÿร้างÿรรค์และนüัตกรรม (Creativity and Innovation: C2) Āมายถึง คüามÿามารถ ในการคิดÿร้างÿรรค์ คิดเชิงบüก เพื่Ăนำไปÿู่การÿร้างและใช้Ăงค์คüามรู้ĀรืĂนüัตกรรมในการพัฒนางาน 6. ทักþะด้านคüามเข้าใจคüามต่างüัฒนธรรมต่างกระบüนทัýน์ (Cross-cultural Understanding: C3) Āมายถึง คüามเข้าใจในคüามแตกต่างขĂงบุคคลและยĂมรับคüามĀลากĀลายทางüัฒนธรรม 7. ทักþะด้านคüามร่üมมืĂ การทำงานเป็นทีมและภาüะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership: C4) Āมายถึง คüามÿามารถในการปฏิÿัมพันธ์กับผู้Ăื่น การทำงานเป็นทีม การแÿดงภาüะผู้นำ เพื่Ăนำไปÿู่คüามÿำเร็จตามเป้าĀมาย


การประชุมüิชาการและนำเÿนĂผลงานüิจัยระดับชาติ ราชธานีüิชาการ ครั้งที่ 5 “การüิจัยเพื่Ăการเปลี่ยนแปลง (Research to Make A CHANGE)” Ā น้ า | 73 8. ทักþะด้านการÿื่Ăÿาร ÿารÿรเทýและรู้เท่าทันÿื่Ă (Communications, Information, and Media Literacy: C5) Āมายถึง คüามÿามารถในการเข้าถึง ค้นĀา üิเคราะĀ์ ประเมินและถ่ายทĂดข้Ăมูลข่าüÿาร คüามÿามารถในการใช้ÿื่Ăÿารÿรเทýต่าง ๆ 9. ทักþะด้านคĂมพิüเตĂร์ เทคโนโลยีÿารÿนเทýและการÿื่Ăÿาร (Computing and ICT Literacy: C6) Āมายถึง คüามÿามารถทางด้านการใช้เทคโนโลยีÿารÿนเทýและการใช้โปรแกรมคĂมพิüเตĂร์ 10. ทักþะด้านĂาชีพและทักþะการเรียนรู้(Career and Learning Skills: C7) Āมายถึง คüามÿามารถ ในการปรับตัüต่Ăÿถานการณ์ต่าง ๆ คüามยืดĀยุ่น คüามรับผิดชĂบต่ĂบทบาทĀน้าที่ขĂงตนเĂงในการฝึก ปฏิบัติงาน การเป็นแบบĂย่างที่ดี ÿามารถกำĀนดเป้าĀมาย และแนüทางในการบรรลุเป้าĀมายได้ด้üยตนเĂง และมีการเรียนรู้ด้üยตนเĂงตลĂดชีüิต 11. ทักþะด้านคุณธรรมมีเมตตากรุณา มีระเบียบüินัย (Compassion C8) Āมายถึง คüามÿามารถใน การÿร้างคüามไü้üางใจและเพิ่มคุณค่าในÿายตาคนĂื่นด้üย การประพฤติตัü การทำงานĂย่างÿร้างÿรรค์และ ประพฤติตนเĀมาะÿมตามระบบระเบียบขĂงÿังคม การรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ของนักýึกþาพยาบาล Āมายถึง การรับรู้ขĂนักýึกþาพยาบาล เกี่ยüกับทักþะ คüามรู้ที่จำเป็นในการเรียนรู้ในภาคทฤþฎีและการปฏิบัติงานขĂงนักýึกþาพยาบาลตาม Āลักÿูตรพยาบาลýาÿตรบัณฑิต ประกĂบด้üยทักþะ 3Rs x 8Cs ประเมินด้üยการใช้แบบÿĂบถามการรับรู้ ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี ซึ่งพัฒนามาจาก แบบÿĂบถามทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลขĂงคุณกมลรัตน์ เทĂร์เนĂร์และคณะ (2558) และจากการทบทüนทักþะแĀ่งýตüรรþที่ 21 ตามแนüคิดขĂงกระทรüงýึกþาธิการ (ÿำนักงานเลขาธิการÿภา การýึกþา, 2563) 6. เอกÿารและงานüิจัยที่เกี่ยüข้อง งานüิจัยการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานีจังĀüัด Ăุบลราชธานี ผู้üิจัยได้ýึกþาเĂกÿาร แนüคิดทฤþฎีการรับรู้ ทักþะการเรียนรู้แĀ่งýตüรรþที่ 21 Āลักÿูตร พยาบาลýาÿตรบัณฑิต และงานüิจัยที่เกี่ยüข้Ăง 7. üิธีดำเนินการýึกþา/การüิจัย การüิจัยนี้เป็นการüิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เพื่Ăýึกþาการรับรู้ทักþะýตüรรþที่ 21 ขĂงนักýึกþาพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี มีüิธีการดำเนินการüิจัย ดังนี้ 1. ประชาการและกลุ่มตัüอย่าง ประชากรที่ใช้ในการýึกþาครั้งนี้ได้แก่ นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ชั้นปีที่ 1-4 มĀาลัยüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี จำนüนทั้งĀมด 433 คน (ÿำนักทะเบียนมĀาüิทยาลัยราชธานี, 2562) กลุ่มตัüĂย่างที่ใช้ในการýึกþาครั้งนี้ ได้แก่ นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร์ชั้นปีที่ 1-4 ที่มีรĀัÿนักýึกþา 59-62 มĀาลัยüิทยาลัยราชธานี จังĀüัดĂุบลราชธานี คำนüณกลุ่มตัüĂย่างโดยใช้ÿูตรขĂงเครซี่ และมĂร์แกน (Krecie and Morgan,1970) ได้จำนüน 204 คน Āลังจากนั้นคำนüณจำนüนกลุ่มตัüĂย่างขĂงแต่ละชั้นปี ตามÿัดÿ่üนขĂงกลุ่มตัüĂย่าง ได้จำนüนกลุ่มตัüĂย่างแต่ละชั้นปีตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 เรียงตามลำดับดังนี้ 26, 42, 63 และ 73 คน Āลังจากนั้นจึงÿุ่มตัüĂย่างĂย่างเป็นระบบ (systematic Random sampling) โดยนำรายชื่Ă ขĂงนักýึกþาแต่ละชั้นปีมาเรียงลำดับ และแบ่งประชากรเป็นช่üงที่เท่ากัน โดยÿุ่มเลืĂกลำดับขĂงนักýึกþาแต่


Click to View FlipBook Version