สามัคคีเภทคำฉันท์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๑
เสนอ
คุณครู ชมัยพร แก้วปานกัน
สามัคคีเภทคําฉันท์
คณะผู้จัดทำ
นางสาว กรกนก สุขใจ เลขที่ ๒
นางสาว ชนิสรา จำปาเงิน เลขที่ ๓
นางสาว ชมพูนุท พลายแสง เลขที่ ๔
นางสาว ณฐพร ทวนทอง เลขที่ ๖
นางสาว ต้นข้าว หมั่นกลาง เลขที่ ๘
นางสาว นพมาศ ศรีเจริญ เลขที่ ๑๓
นางสาว ปณยา นุ่มสุข เลขที่ ๑๗
นางสาว ปณิตา สังข์วรณ์ เลขที่ ๑๘
นางสาว วลัยกัญญา ทิวาภรณ์ เลขที่ ๒๗
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖/๑
เสนอ
คุณครู ชมัยพร แก้วปานกัน
วารสารเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย พื้นฐาน ๕ ท๓๓๑๐๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรียนสงวนหญิง
อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
ก
คำนำ
วารสารอิเล็กทอนิกส์สามัคคีเภทคําฉันท์เล่มนี้เป็น
ส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๕ ท๓๓๑๐๑ จัดทำขึ้นเพื่อ
ประกอบการศึกษาเรื่องสามัคคีเภทคําฉันท์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ ๖ โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมความรู้เกี่ยวกับ ความเป็น
มา ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำประพันธ์ เนื้อเรื่องเต็ม (แบบย่อ)
เนื้อเรื่องเต็ม (เฉพาะตอนที่เรียน) และ วิเคราะห์คุณค่าทั้ง ๓
ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคม ของเรื่องสา
มัคคีเภทคําฉันท์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารสามัคคีเภท
คําฉันท์เล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่คณะผู้จัดทำและผู้ที่ต้องการ
ศึกษาหาข้อมูลในเรื่องสามัคคีเภทคําฉันท์หากมีข้อผิดพลาด
ประการใดคณะผู้จัดทำต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
คณะผู้จัดทำ
๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๕
คำนำ ข
สารบัญ
ความเป็นมา สารบัญ
ประวัติผู้แต่ง
ลักษณะคำประพันธ์ ก
เนื้อเรื่องเต็ม ข
เนื้อเรื่องที่เรียน ๑
วิเคราะห์คุณค่า ๒
๔
-ด้านเนื้อหา ๑๔
-ด้านวรรณศิลป์ ๑๖
-ด้านสังคม
บรรณานุกรม ๓๐
ภาคผนวก ๓๕
๔๗
๔๙
๕๐
๑
ความเป็นมา
สามัคคีเภทคำฉันท์เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะ
งดงามและเป็นสุภาษิตสอนใจ คำว่าสามัคคีเภท คือ คำสมาส มีความหมายว่า
การแตกความสามัคคี เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีที่
เคยสามัคคีกันแต่ต่อต่อมาถูกยุแหย่ให้โกรธเคืองจนกระทั่งเสียแคว้นไปวรรณคดี
เรื่องนี้แต่งขึ้นใน พ.ศ .๒๔๕๗ ผู้แต่งคือ นายชิต บุรทัต เป็นกวีในรัชกาลที่ ๖
ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองในสมันนั้น ได้เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ
ทั้งในทั้งภายในประเทศและวิกฤตการณ์โลก เช่น กบฏใน ร.ศ. ๑๓๐
สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้น ทำให้เกิดความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินกิจการ
บ้านเมืองแตกต่างกันหลายฝ่าย จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมืองเป็น
อย่างมาก และเกิดวรรณคดีปลุกใจให้รักชาติขึ้นอย่างแพร่หลายก็คือ สามัคคีเภท
คำฉันท์โดยมุ่งชี้ความสำคัญของการรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อ
ป้องกันและรักษาบ้านเมืองให้มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เป็นกวีนิทานสุภาษิต
ว่าด้วย “โทษแห่งการแตกสามัคคี”และเรื่องสามัคคีเภทเป็นนิทานสุภาษิตที่มี
เรื่องราวอยู่ในมหาปรินิพพานสูตรและอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกายมหาวรรค
ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ธรรมจักษุ หนังสือรุ่นแรกของมหามงกุฎราชวิทยาลัยที่
เรียบเรียงเป็นภาษาบาลี ภายหลังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสือประกอบการเรียน
การสอนในวิชาภาษาไทย
pn
ประวัติผู้แต่ง ๒
นายชิต บุรทัต เกิดเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นบุตรนายชู นางปริก
ได้รับการศึกษาขั้นต้นจากบิดาซึ่งเป็นเปรียญ ๕ ประโยค และได้เข้าเรียนในโรงเรียน
วัดราชบพิธเป็นแห่งแรก แล้วย้ายมาเรียนต่อจนสำเร็จชั้นมัธยมบริบูรณ์ที่โรงเรียนวัด
สุทัศน์ ขณะนั้นอายุได้ ๑๕ ปี บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณร ณ วัดราชบพิธสถิต
มหาสีมาราม พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็น
อุปัชฌาจารย์ นายชิต บุรทัต เป็นผู้รักรู้ รักเรียน มีความรู้ในภาษาบาลีและฝึกฝน
ภาษาอังกฤษด้วยตนเองจนอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ นายชิตเริ่มการประพันธ์เมื่ออายุ ๑๘
ปี ขณะนั้นได้กลับมาบวชเป็นสามเณรอีกเป็นครั้งที่สอง ณ วัดเทพศิรินทราวาส และ
ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ในฐานะเป็นศิษย์ของสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส สามเณรชิตได้สร้างงานประพันธ์โดยใช้
นามปากกาเป็นครั้งแรกว่า “เอกชน”จนเจริญรุ่งโรจน์ขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว
๓
ในขณะที่เป็นสามเณรชิตมีอายุเพียง ๑๘ ปี ก็ได้รับอาราธนาจากองค์สภานายก
หอพระสมุดวชิรญาณให้เข้าร่วมแต่งฉันท์สมโภชพระมหาเศวตฉัตรในงานพระราชพิธี
ฉัตรมงคลรัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๔ ด้วยผู้หนึ่ง ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๕๘ นายชิต บุร
ทัตซึ่งอยู่ในเพศฆราวาสแล้วได้ส่งบทประพันธ์กาพย์ปลุกใจลงในหนังสือพิมพ์ "สมุทร
สาร" พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรต้นฉบับเดิม พอพระ
ราชหฤทัยเป็นอันมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่ขอถ่ายภาพเจ้าของบท
กาพย์ปลุกใจลงพิมพ์ประกอบด้วย นายชิตได้ใช้นามสกุลเดิมว่า “ชวางกูร”และต่อมา
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “บุรทัต” และในปีเดียวกันนั้น
เองนายชิต บุรทัตได้สมรสกับจั่น แต่ก็ไม่ได้มีบุตรด้วยกัน
ชิต บุรทัต มีนามปากกาว่า “เจ้าเงาะ”“เอกชน” “แมวคราว”ใช้ในการ
ประพันธ์บทความต่างๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆและนายชิต บุรทัต
ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๕ ด้วยโรคลำไส้พิการ ณ บ้านถนนวิ
สุทธิกษัตริย์ รวมอายุได้ ๕๐ปี สำนักงานสุดท้ายที่ประจำอยู่คือหนังสือพิมพ์เอกชน
๔
ลักษณะคำประพันธ์
สามัคคีเภทคําฉันท์ประกอบด้วยลักษณะคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ๑๙ ชนิด และ
กาพย์ ๑ ชนิด
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์๑๙
ความหมาย
เสือผยอง โดยนิยมเเต่งบทไหว้ครู สรรเสริญพระเกียรติ บทโกรธเนื่องจากเสือผยอง
มีความสง่า จริงจัง ศักดิ์สิทธิ ดูน่าเกรงขาม
ตัวอย่าง
จอมทัพมาคธราราษฎร์ธยาตรพยุหกรี
ธาสู่วิสาลี นคร
โดยทางอันพระทวารเปิดนรนิกร
ฤๅรอต่อรอน อะไร
วสันตดิลกฉันท์๑๔
ความหมาย
เมฆในฤดูใบไม้ผลิ โดยนิยมใช้กับบทชม เช่น ชมธรรมชาติ ชมความงาม ชมบารมี
ของพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีการพรรณนาเนื้อหาด้วยความไพเราะสละสลวยสวยงาม
ตัวอย่าง
ข้าแต่พระจอมจุฬมกุฎ บริสุทธิกำจาย
ปรากฏพระยศระบุระบาย กิติเบิกระบือบุญ
๕
ลักษณะคำประพันธ์
อุปชาติฉันท์๑๑
ความหมาย
ฉันท์ที่มีการผสมระหว่างอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ และอุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ โดย
บาทแรกเป็นอุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ บาทที่สองเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
ตัวอย่าง
สมัครสมานมิตร คณะลิจฉวีเขา
มั่นคงจะคิดเอา ชนะด้วยประการไร
ท่านวัสสการผู้ ทิชครูฉลาดใน
อุบายคะนึงไป ก็ประจักษ์กระจ่างจินต์
อีทิสังฉันท์๒๐
ความหมาย
ฉันทนที่มีการพรรณนาที่ความงดงามแต่นิยมเมื่อต้องการแสดงความรู้สึกโกรธ
กระฉับกระเฉง และดุดัน
ตัวอย่าง
ภูบดีสดับอุปายตาม
ณวาทวัสสการพราหม ณบังอาจ
เกินประมาณเพราะการณ์ละเมิดประมาท
บควรจะขัดบรมราช วโรงการ
๖
ลักษณะคำประพันธ์
อินทรวิเชียร์ฉันท์ ๑๑
ความหมาย
เป็นฉันท์ที่มีลีลาสวยงามดุจสายฟ้าพระอินทร์ มีลีลาอ่อนหวาน ใช้บรรยายความหรือ
พรรณนาเพื่อโน้มน้าวใจให้อ่อนโยน เมตตาสงสาร เอ็นดู ให้อารมณ์เหงาและเศร้า
ตัวอย่าง ติยรัชธำรง
นคเรศวิสาลี
ปิ่นเขตมคธขัต พิเคราะห์เหตุ ณ ธานี
ยั้งทัพประทับตรง ขณะเศิกประชิดแดน
ภูธร ธ สังเกต
แห่งราชวัชชี
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
ความหมาย
ระเบียบแห่งสายฟ้า เป็นฉันท์ที่ใช้ในการบรรยายความ
ตัวอย่าง ทราบถึงบัดดล
ชาวเวสาลี
ข่าวเศิกเอิกอึง ชนบทบูรี
ในหมู่ผู้คน หวาดกลัวทั่วไป
แทบทุกถิ่นหมด
อกสั่นขวัญหนี
๗
ลักษณะคำประพันธ์
อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒
ความหมาย
เป็นฉันท์ที่มีลีลาตอนท้ายไม่ราบเรียบคล้ายกลบทสะบัดสะบิ้ง ใช้ในการบรรยาความ
หรือพรรณนาความ
ตัวอย่าง ผิวคิดประหวั่นพะ
มนจักประคับประคอง
หลากเหลือจะเชื่อจิต บ มิรู้จะรับจะรอง
เมตตาและเต็มปลง ตริฤเว้นระวังระแวง
หนักข้างระคางอยู่
ภายหลังก็ตั้งตรอง
วังสัฏฐฉันท์ ๑๒
ความหมาย
เป็นฉันท์ที่มีสำเนียงอันไพเราะเหมือนเสียงปี่ตัวอย่างบทประพันธ์
ตัวอย่าง ชะสภาสดับคนึง
อุระอัตถ์ประวัติ์ประวิงฯ
ประชุมกษัตริย์รา หิระกายะน่าจะจริง
คเนณทุกข์รึง กละอำกระทำอุบาย ฯ
ประกอบระกำพา
มิใช่จะแอบอิง
๘
ลักษณะคำประพันธ์
มาลินีฉันท์ ๑๕
ความหมาย
“มาลินีฉันท์” เป็นชื่อที่เรียกตามแบบไทย แต่ในคัมภีร์วุตโตทัยท่านเรียกว่า “มาลินีคาถา”
เป็นอติสักกรีฉันท์ ฯ “มาลินี” แปลว่า “คาถาที่มีลำดับคณะประกอบด้วย น คณะ เป็นต้น” เป็น
คาถา ๔ บาท ๆ ละ ๑๕ คำ มีสูตรว่า “นนมยยยุตายํ, มาลินี โภคิสีหิ” แปลว่า “คาถาที่มี น
คณะ น คณะ ม คณะ ย คณะย คณะ มีจังหวะหยุด ๘ และ ๗ พยางค์ ชื่อว่า“มาลินีคาถา”
ตัวอย่าง นันดร์และที่วา
พีริโยฬาร
กษณะทวิชะรับฐา
ทกาจารย์ ฯ
นิระอลสะประกอบการ
และเต็มใจ ฯ
ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
ความหมาย
ความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ภุชงค์ หมายถึง งูหรือ นาค โดยรวมให้ความ
หมายว่า ชื่อฉันท์แบบหนึ่งมี ๑๒ คํา แบ่งเป็น ๒ วรรค มีลหุ ต้นวรรคและกลางวรรค หากฟังลีลาจากการ
อ่านภุชงคประยาตฉันท์แล้วจะพบว่าฉันท์ชนิดนี้มีลีลาเหมือนอาการของงูกำลังเลื้อย
ตัวอย่าง
ทิชงค์ชาติฉลาด คะเนกลคะนึกการ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย
๙
ลักษณะคำประพันธ์
มาณวกฉันท์ ๘
ความหมาย
“ฉันท์ที่มีลีลาเหมือนผู้เป็นชายหนุ่มในลักษณะที่กระฉับกระเฉง” ซึ่งฉันท์ประเภทนี้
ใช้สำหรับบรรยายเรื่องที่รวดเร็ว เวลาอ่านได้รับรสรู้สึกว่าผาดโผน เกิดความรื่นเริงและตื่นเต้น
ตัวอย่าง
ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่ง ณ นิยม ท่านทวิชงค์
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค์ เอกกุมาร
อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
ความหมาย
เป็นชื่อฉันท์อย่างหนึ่ง มีความหมายว่า“ฉันท์ที่มีลีลาคล้ายหรือรองจากอินทรวิเชียรฉันท์”ซึ่ง
ฉันท์ประเภทนี้ใช้สำหรับดำเนินเรื่องอย่างธรรมดา
ตัวอย่าง
ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กละห์เหตุยุยงเสริม
กระหนำและซำเติม นฤพัทธะก่อการ
๑๐
ลักษณะคำประพันธ์
สัทธราฉันท์ ๒๑
ความหมาย
ฉันท์ที่มีลีลาวิจิตรงดงามประดุจสตรีเพศ ผู้ประดับด้วยพวงมาลัย มักใช้เป็นฉันท์
พรรณนาความงามหรือความโศก อย่างลึกซึ้งหรือบรรยายความก็ได้
ตัวอย่าง
ลำดับนั้นวัสสการพราหมณ์ ธ ก็ยุศิษยตาม
แต่งอุบายงาม ฉงนงำ
สาลินีฉันท์ ๑๑
ความหมาย
ฉันท์ที่มากไปด้วยครุซึ่งเปรียบเสมือน แก่นหรือหลัก เป็นฉันท์ที่มีเสียงครุมาก มักใช้
บรรยายความในการดำเนินเรื่อง
ตัวอย่าง
พราหมณ์ครูรู้สังเกต ตระหนักเหตุถนัดครัน
ราชาวัชชีสรร พจักสู่พินาศสม
๑๑
ลักษณะคำประพันธ์
อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑
ความหมาย
ชื่อฉันท์หมายความว่า ฉันท์ที่กล่าวสำ๑เ๑นียงอันดังก้องให้ปรากฏ กวีนิยมใช้บรรยาย
ความทั่วไป
ตัวอย่าง
เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง ชนะคล่องประสบสม
พราหมณ์เวทอุดม ธ ก็ลอบแถลงการณ์
โตฏกฉันท์ ๑๒
ความหมาย
ชื่อฉันท์แปลว่า ปฏิกแทงโค เป็นฉันท์ที่มีลีลากระชั้นคึกคัก ประดุจนายโคบาลแทงโคด้วย
ปฏิก กวีนิยมใช้กับเนื้อเรื่องที่แสดงความ โกรธเคือง ร้อนรน หรือคึกคะนอง สนุกสนาน
ตัวอย่าง
สุรเทพทศทิศ พระมหิศรพงศ์
พระพยานวรยง พฤติยิ่งพระก็ยล
๑๒
ลักษณะคำประพันธ์
กมลฉันท์ ๑๒
ความหมาย
ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง บัว, เหมือนอย่าง
บัว, ใจ ดังนั้น กมลฉันท์ หากตีความตามอารมณ์หรือท่วงทำนองในการอ่าน จึงมีความ
หมายว่า “ฉันท์ที่มีท่วงทำนองลีลากล่อมใจให้เพลิดเพลิน หรือฉันท์ที่มีลีลาดุจการแสดง
อาการเหมือนดอกบัวที่กำลังคลี่ดอกให้เบ่งบานหรือหุบลง”
ตัวอย่าง
ธุระจำจะต้องข้าม ชละยาตร์พยู่ห์ขันธ
พละไกรคระไลบรร สุวิสาลิธานี
จิตรปทาฉันท์ ๘
ความหมาย
จิตระปทาฉันท์ ๘ จึงเป็นชื่อฉันท์อย่างหนึ่ง ควรจะมีความหมายถึง “ตอนที่งดงาม, บทแสดงอาการ
ทางจิตใจ” คณะและพยางค์ จิตระปทาฉันท์ ๑ บท ประกอบด้วยคณะและพยางค์ ดังนี้ มี ๒ บาท
วรรคหน้ามีจำนวน ๔ คำ/พยางค์ และวรรคหลังมีจำนวน ๔ คำ/พยางค์
ตัวอย่าง
นาครธา นิวิสาลี
เห็นริปุมี พลมากมาย
ข้ามติรชล ก็ลุพ้นหมาย
มุ่งจะทลาย พระนครตน
๑๓
ลักษณะคำประพันธ์
สุรางคนางค์ฉันท์ ๘
ความหมาย
“สุรางคนางค์ฉันท์ ๒๘” ไม่มีในคัมภีร์วุตโตทัย ไม่มีในฉันทศาสตร์ แต่พบมีที่ใช้หลายแห่ง
โดยกำหนดดัดแปลงมาจากกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ กำหนดให้มีครุลหุเข้าถือว่าเป็นฉันท์ ฉันท์บท
หนึ่งมี ๗ วรรค ๆ ละ ๔ คำ รวม ๒๘ คำ จึงเรียกว่า “ฉันท์ ๒๘” วรรคแรกประกอบด้วย ช คณะ
และครุลอย ๑ ตัว อีก ๖ วรรคที่เหลือ ประกอบด้วย ช คณะ ร คณะ และลหุกับครุลอยอย่างละ ๑ ตัว
ตัวอย่าง พระเผยประภาษ
บดีประธาน
กะมุขอมาตย์ พหลทหาร
ตระเตรียมสกล ประดังประดา ฯ
สมรรถะชาญ
กาพย์ฉบัง ๑๖
ความหมาย
เป็นคำประพันธ์ประเภทกาพย์ บทหนึ่งมีเพียงหนึ่งบาท บาทละ ๓ วรรค บังคับจำนวนคำและสัมผัส
ไม่มีบังคับเอก-โท หรือครุ-ลหุ กาพย์ฉบังที่กวีนิยมใช้ในวรรณกรรมตั้งแต่โบราณคือ กาพย์ฉบัง ๑๓๖
ตัวอย่าง พร้อมพรักพรรคคุม
มาจารีตจำ
สอง. ย่อมพร้อมเลิกพร้อมประชุม
ประกอบ ณ กิจควรทำ
สาม. นั้นยึดมั่นในสัม
ประพฤติมิตัดดัดแปลง
๑๔
เนื้อเรื่องเต็ม
เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ปกครองกรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ มีพระ
ประสงค์จะขยายอาณาจักรของพระองค์ให้กว้างขวางขึ้น โดยปรารถนาจะขยาย
อาณาจักรไปถึงแคว้นวัชชีซึ่งมีเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีปกครองอยู่ พระองค์ทรงกลัวว่าหาก
ยกทัพไปตีแคว้นวัชชี เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็จะทรงรวมกำลังกันต่อสู้กับแคว้นของ
ตนเองจนพ่ายแพ้ไป แคว้นวัชชีเป็นแคว้นที่ยึดมั่นในอปริหานิยธรรม(ธรรมเป็นที่ตั้ง
แกับห่แงคควว้านมวไัชม่ชเีจสึื่งอไมม่)ใเช่นเ้รนื่อคงงว่าายมสตา้อมังคใคชี้เปปั็ญนหญ
ลาักมิใบช้่ากนำเลัมงือพงอรยะู่เอจย้่าาองชสางตบศัตการูรททรำงสมีงวัคสรสากมา
รพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาข้างกาย พระองค์เลยปรึกษาหารือเรื่องที่จะขยายอาณาจักรไป
ยังแคว้นวัชชี วัสสการพราหมณ์อาสาเป็นไส้ศึกให้เหล่ากษัตริย์แคว้นวัชชีแตกความ
สามัคคีกัน โดยทำเป็นอุบายกราบทูลทัดทานการไปตีแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรู
แสร้งกริ้ว รับสั่งลงโทษให้เฆี่ยนวัสสการพราหมณ์อย่างรุนแรงแล้วเนรเทศไป
ข่าววัสสการพราหมณ์เดินทางไปถึงนครเวสาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี ทรง
ทราบไปถึงหูของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี พระองค์จึงรับสั่งให้วัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้า ด้วย
ความที่วัสสการพราหมณ์เป็นผู้มีวาทศิลป์ ฉลาด รู้จักโน้มน้าวใจคน ทำให้เหล่า
กษัตริย์ลิจฉวีหลงเชื่อสนิทโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ รับวัสสการพราหมณ์ไว้ในราชสำนัก
ให้ทำหน้าที่พิจารณาคดีความและถวายพระอักษรเหล่าพระกุมาร เมื่อทำหน้าที่เต็ม
ความสามารถเพื่อให้เป็นที่ไว้วางพระทัยแล้ววัสสการพราหมณ์ก็ดำเนินการตามอุบาย
ขั้นต่อไป
๑๕
เนื้อเรื่องเต็ม
แผนการทำลายความสามัคคีได้เริ่มจากวัสสการพราหมณ์ใช้กลอุบายให้
บรรดาราชโอรสกษัตริย์ลิจฉวีระแวงกัน แล้วลุกลามไปถึงพระบิดา ซึ่งต่างก็เชื่อพระ
โอรส ทำให้ขุ่นเคืองกันไปทั่ว เวลาผ่านไป ๓ ปี เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็แตกความ
สปารมะัชคุมคีกวัันสสวักสาสรกพารราพหรมาณห์มเลณ์ยเรูล้แยล้แวกว่าลต้งอลนองนีต้แีกคล
ว้อนงวนัชัดชีปขารดะชคุมวากม็ไสมา่มมัีคพครีะกัอนงแค์ลใ้วดมวัสารส่วกมา
รพราหรณ์จึงลอบส่งข่าวไปให้พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาตีแคว้นวัชชีได้เป็นผลสำเร็จ
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๑๖
ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร ปวัตน์วัญจโนบาย
มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิ์สโมสร
ณวันหนึ่งลุถึงกา ลศึกษาพิชากร
กุมารลิจฉวีวร เสด็จพร้อมประชุมกัน
ตระบัดวัสสการมา สถานราชเรียนพลัน
ธแกล้งเชิญกุมารฉัน สนิทหนึ่งพระองค์ไป
ลุห้องหับรโหฐาน ก็ถามการณ์ ณ ทันใด
มิลี้ลับอะไรใน กถาเช่นธปุจฉา
จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา
และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ
กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ
กสิกเขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์
ก็เท่านั้นธเชิญให้ นิวัตในมิช้านาน
ประสิทธิ์ศิลป์ประศาสน์สาร สมัยเลิกลุเวลา
อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา
และต่างซักกุมารรา ชองค์นั้นจะเอาความ
พระอาจารย์สิเรียกไป ณข้างในธไต่ถาม
อะไรเธอเสนอตาม วจีสัตย์กะส่ำเรา
กุมารนั้นสนองสา รวากย์วาทตามเลา
เฉลยพจน์กะครูเสา วภาพโดยคดีมา
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๑๗
กุมารอื่นก็สงสัย มิเชื่อในพระวาจา
สหายราชธพรรณนา และต่างองค์ก็พาที
จะพูดเปล่าประโยชน์มี
ไฉนเลยพระครูเรา รผลเห็นบเป็นไป
เลอะเหลวนักละล้วนนี ธพูดแท้ก็ทำไม
จะถามนอกบยากเย็น
เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ ธคิดอ่านกะท่านเป็น
แนะชวนเข้าณข้างใน ละแน่ชัดถนัดความ
มิกล้าอาจจะบอกตา
ชะรอยว่าทิชาจารย์ ไถลแสร้งแถลงสาร
รหัสเหตุประเภทเห็น ก็สอดคล้องและแคลงดาล
อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง
และท่านมามุสาวาท ประดามีนิรันดร์เนือง
พจีจริงพยายาม มลายปลาตพินาศปลงฯ
กุมารราชมิตรผอง กาลอนุกรม
พิโรธกาจวิวาทการณ์ ท่านทวิชงค์
วิทยะยง
พิพิธพันธไมตรี เอกกุมาร
กะองค์นั้นก็พลันเปลือง พราหมณไป
ห้องรหุฐาน
มาณวก ฉันท์ ๘ ความพิสดา
โทษะและไข
ล่วงลุประมาณ
หนึ่งณนิยม
เมื่อจะประสิทธิ์
เชิญวรองค์
เธอจรตาม
โดยเฉพาะใน
จึ่งพฤฒิถาม
ขอธประทาน
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๑๘
อย่าติและหลู่ ครูจะเฉลย
เธอน่ะเสวย ภัตกะอะไร
ในทินนี่ ดีฤไฉน
พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง
เค้าณประโยค
ราชธก็เล่า แล้วขณะหลัง
ตนบริโภค เรื่องสิประทัง
วาทะประเทือง สิกขสภา
อาคมยัง ราชอุรส
ต่างธก็มา
เสร็จอนุศาสน์ ท่านพฤฒิอา
ลิจฉวิหมด รภกระไร
ถามนยมาน แจ้งระบุมวล
จารยปรา จริงหฤทัย
เมื่อตริไฉน
เธอก็แถลง เหตุบมิสม
ความเฉพาะล้วน เรื่องนฤสาร
ต่างบมิเชื่อ ก่อนก็ระ
จึ่งผลใน แตกคณะกล
คบดุจเดิม
ขุ่นมนเคือง
เช่นกะกุมาร
เลิกสละแยก
เกลียวบนิยม
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๑๙
อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เหตุยุยงเสริม
นฤพัทธก่อการณ์
ทิชงค์เจาะจงเจตน์กลห ์ ทินวารนานนาน
กระหน่าและซ้ำเติม ธ ก็เชิญเสด็จไป
รฤหาประโยชน์ไร
ละครั้งระหว่างครา เสาะแสดง ธ แสร้งถาม
เหมาะท่าทิชาจารย์ น่ะแน่ะข้าสดับตาม
พจแจ้งกระจายมา
บ ห่อนจะมีสา ก็เพราะท่านสิแสนสา
กระนั้นเสมอนัย วและสุดจะขดัสน
พิเคราะห์เชื่อเพราะยากยล
และบ้างก็พูดว่า ธ ก็ควรขยายความ
ยุบลระบิลความ น่ะแน่ะข้าจะขอถาม
วจลือระบือมา
ละเมิดติเตียนท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา
พัดทลิทภา ยพิลึกประหลาดเป็น
มนเชื่อเพราะไป่เห็น
จะแน่มิแน่เหลือ ธ ก็ควรขยายความ
ณ ที่ บ มีคน วนเค้าคดีตาม
นยสุดจะสงสัย
และบ้างก็กล่าวว่า คุรุท่านจะถามไย
เพราะทราบคดีตาม ระบุแจ้งกะอาจารย์
ติฉินเยาะหมิ่นท่าน
รพันพิกลกา
จะจริงมิจริงเหลือ
ผิข้อ บ ลำเค็ญ
กุมารองค์เสา
กระทู้พระครูถาม
ก็คำมิควรการณ์
ธ ซักเสาะสืบใคร
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๐
ทวิชแถลงว่า พระกุมารโน้นขาน
ยุบลกะตูกาล เฉพาะอยู่กะกันสอง
ธ มิทันจะไตร่ตรอง
กุมารพระองค์นั้น พฤฒิครูและวู่วาม
ก็เชื่อ ณ คำของ เหมาะเจาะจงพยายาม
บ มิดีประเดตน
พิโรธกุมารองค์ ทุรทฐฺิมานจน
ยุครูเพราะเอาความ ธิพิพาทเสมอมา
ทชิครูมิเรียกหา
ก็พ้อและต่อพิษ ชกุมารทิชงค์เชิญ
ลุโทสะสืบสน ฉวิมิตรจิตเมิน
คณะห่างก็ต่างถือ
และฝ่ายกุมารผู้ พลล้นเถลิงลือ
ก็แหนงประดารา มนฮึก บ นึกขามฯ
พระราชบุตรลิจ
ณ กันและกันเหิน
ทะนงชนกตน
ก็หาญกระเหิมฮือ
สัทธราฉันท์ ๑๒ ธ ก็ยุศิษยตาม
ฉงนงำ
ลำดับนั้นวัสสการพราหมณ์ ริณวิรุธก็สำ
แต่งอุบายงาม ธเสกสรร
มิละปิยสหฉันท์
ปวงโอรสลิจฉวีดำ ก็อาดูร
คัญประดุจคำ
ไป่เหลือเลยสักพระองค์อัน
ขาดสมัครพันธ์
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๑
ต่างองค์นำความมิงามทูล พระชนกอดิศูร
แห่ง ธ โดยมูล ปวัตติ์ความ
ลุวรบิดรลาม
แตกร้าวกร้าวร้ายก็ป้ายปาม ณ เหตุผล
ทีละน้อยตาม นฤวิเคราะหเสาะสน
เพราะหมายใด
ฟั่นเฝือเชื่อนัยดนัยตน กษณะตริเหมาะไฉน
สืบจะหมองมล สะดวกดาย
พจนยุปริยาย
แท้ท่านวัสสการใน บ เว้นครา
เสริมเสมอไป สหกรณประดา
ชทั้งหลาย
หลายอย่างต่างกล ธ ขวนขวาย มิตรภิทนะกระจาย
วัญจโนบาย ก็เป็นไป
พระราชหฤทยวิสัย
ครั้นล่วงสามปีประมาณมา ระวังกัน ฯ
ลิจฉวีรา
ตระหนักเหตุถนัดครัน
สามัคคีธรรมทำลาย พจักสู่พินาศสม
สรรพเสื่อมหายน์ จะสัมฤทธิ์มนารมณ์
และอุตสาหแห่งตน
ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน ประชุมขตัติย์มณฑล
ผู้พิโรธใจ กษัตริย์สู่สภาคาร
สาลินีฉันท์ ๑๑
พราหมณ์ครูรู้สังเกต
ราชาวัชชีสรร
ยินดีบัดนี้กิจ
เริ่มมาด้วยปรากรม
ให้ลองตีกลองนัด
เชิญซึ่งสำ่สากล
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๒
วชัชีภูมีผอง สดับกลองกระหึมขาน
ทุกไท้ไปเอาภาร ณ กิจเพื่อเสด็จไป
จะเรียกหาประชุมไย
ต่างทรงรับสั่งว่า ก็ขลาดกลัว บ กล้าหาญ
เราใช่เป็นใหญ่ใจ และกล้าใครมิเปรียบปาน
ประชุมชอบก็เชิญเขา
ท่านใดที่เป็นใหญ่ ไฉนนั้นก็ทำเนา
พอใจใคร่ในการ บ แลเห็นประโยชน์เลย
และทุกองค ์ ธ เพิกเฉย
ปรึกษาหารือกัน สมัครเข้าสมาคม ฯ
จักเรียกชุมนุมเรา
ชนะคล่องประสบสม
รับสั่งผลักไสส่ง ธ ก็ลอบแถลงการณ์
ไป่ได้ไปดั่งเคย คมดลประเทศฐาน
ภิเผ้ามคธไกร
อุปัฎฐิตาฉันท ๑๑ สนว่ากษัตริย์ใน
วลหล้าตลอดกัน
เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง คณะแผกและแยกพรรค์
พราหมณ์เวทอุดม ทเสมือนเสมอมา
ขณะไหนประหนึ่งครา
ให้วัลลภชน ก็ บได้สะดวกดี
กราบทูลนฤบาล พยุห์ยาตรเสด็จกรี
ริยยุทธโดยไวฯ
แจ้งลักษณสา
วชัชีบุรไก
บัดนี้สิก็แตก
ไป่เป็นสหฉัน
โอกาสเหมาะสมัย
นี้หากผิจะหา
ขอเชิญวรบาท
ธาทัพพลพี
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๓
วิชชุมมาลาฉันท ๘
ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี
แทบทุกถิ่นหมด ชนบทบูรี
อกสั่นขวัญหนี หวาดกลัวทั่วไป
หมดเลือดสั่นกาย
ตื่นตาหน้าเผือด วุ่นหวั่นพรั่นใจ
หลบลี้หนีตาย ซ่อนตัวแตกภัย
ซุกครอกซอกครัว ทิ้งย่านบ้านตน
เข้าดงพงไพร ชาวคามล่าลาด
ขุนด่านดำบล
เหลือจักห้ามปราม คิดผันผ่อนปรน
พันหัวหน้าราษฎร์ มาคธข้ามมา
หารือแก่กัน ป่าวร้องทันที
จักไม่ให้พล รุกเบียนบีฑา
วัชชีอาณา
จึ่งให้ตีกลอง ป้องกันฉันใด
แจ้งข่าวไพรี ไป่มีสักองค์
เพื่อหมู่ภูมี เพื่อจักเสด็จไป
ชุมนุมบัญชา เรียกนัดทำไม
กล้าหาญเห็นดี
ราชาลิจฉวี
อันนึกจำนง
ต่างองค์ดำรัส
ใครเป็นใหญ่ใคร
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๔
เชิญเทอญท่านต้อง ขัดข้องข้อไหน
ปรึกษาปราศรัย ตามเรื่องตามที
ส่วนเราเล่าใช่ เป็นใหญ่ยังมี
ใจอย่างผู้ภี รุกปราศอาจหาญ
ความแขงอำนาจ
ต่างทรงสำแดง แก่งแย่งโดยมาน
สามัคคีขาด วัชชีรัฐบาล
ภูมิศลิจฉีว แม้แต่สักองค์ ฯ
บ่ ชุมนุมสมาน
ติยรัชธำรง
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ นคเรศวิสาลี
พิเคราะห์เหตุ ณ ธานี
ปิ่นเขตมคธขัต ขณะเศิกประชิดแดน
ยั้งทัพประทับตรง และมินึกจะเกรงแกลน
รณทัพระงับภัย
ภูธร ธ สังเกต บ มิทำประการใด
แห่งราชวัชชี บุรว่างและร้างคน
สยคงกระทบกล
เฉยดู บ รู้สึก ลุกระนี้ถนัดตา
ฤๅคิดจะตอบแทน คิยพรรคพระราชา
รจะพ้องอนัตถ์ภัย
นิ่งเงียบสงบงำ
ปรากฏประหนึ่งใน
แน่โดยมิพักสง
ท่านวัสสการจน
ภินท์พัทธสามัค
ชาวลิจฉวีวา
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๕
ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ
กลแหย่ยุดีพอ
ครูวสัสการแส่ จะมิร้าวมิรานกัน
ปั่นป่วน บ เหลือหลอ ธุระจบ ธ จึ่งบัญ
พทแกล้วทหารหาญ
ครั้นทรงพระปรารภ ฬุคะเนกะเกณฑ์การ
ชานายนิกายสรร จรเข้านครบร
อดิศูรบดีศร
เร่งทำอุฬุมป์เว ทิวรุ่งสฤษฎ์พลัน
เพื่อข้ามนทีธาร พยุหาธิทัพขันธ์
พลข้าม ณ คงคา
เขารับพระบัณฑูร พิศเนืองขนัดคลา
ภาโรปกรณ์ตอน ลิบุเรศสะดวกดายฯ
จอมนาถพระยาตรา นิวิสาลี
โดยแพและพ่วงปัน พลมากมาย
ก็ลุพ้นหมาย
จนหมดพหลเนื่อง พระนครตน
ขึ้นฝั่งลุเวสา มนอกเต้น
ตะละผู้คน
จิตรปทาฉันท์ ๘ มจลาจล
อลเวงไป
นาครธา
เห็นริปุมี
ข้ามติรชล
มุ่งจะทลาย
ต่างก็ตระหนก
ตื่น บ มิเว้น
ทั่วบุรคา
เสียงอลวน
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๖
สรรพสกล มุขมนตรี
ตรอมมนภี รุกเภทภัย
บางคณะอา ทรปราศรัย
ยังมิกระไร ขณะนี้หนอ
พระทวารมั่น
ควรบริบาล อริก่อนพอ
ต้านปะทะกัน ชสภารอ
ขัตติยรา วรโองการ
ดำริจะขอ ก็จะได้ทำ
รัสภูบาล
ทรงตริไฉน ก็เคาะกลองขาน
โดยนยดำ ดุจกลองพัง
เสวกผอง ประลุโสตท้าว
อาณัติปาน ขณะทรงฟัง
และละเลยดัง
ศัพทอุโฆษ ธุระกับใคร
ลิจฉวีด้าว ณ สภาคา
ต่าง ธ ก็เฉย บุรทั่วไป
ไท้มิอินัง และทวารใด
สิจะปิดมีฯ
ต่างก็ บ คลา
แม้พระทวาร
รอบทิศด้าน
เห็นนรไหน
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๗
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
จอมทัพมาคธราษฎร์ ธ ยาตรพยุหกรี
ธาสู่วิสาลี นคร
โดยทางอันพระทวารเปิดนรนิกร
ฤๅรอต่อรอน อะไร
เบื้องนั้นท่านคุรุวสัสการทิชก็ไป
นำทัพชเนนทร์ไท มคธ
เข้าปราบลิจฉวิขัตติย์รัฐชนบท
สู่เงื้อมพระหัตถ์หมด และโดย
ไป่พักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรย
แรงเปลืองระดมโปรย ประยุทธ์
ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต
ดมเขตบุเรศดุจ ณ เดิม
เรื่องต้นยุกติก็แต่จะต่อพจนเติม
ภาษิตลิขิตเสริม ประสงค์
ปรุงโสตเป็นคต สุนทราภรณจง
จับข้อประโยชน์ตรง ตริดูฯ
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ชอชาตศัตรู
วประเทศสะดวกดี
อันภูบดีรา วรราชวัชชี
ได้ลิจฉวีภู ฑอนัตถ์พินาศหนา
แลสรรพบรรดา
ถึงซึ่งพิบัติบี
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๘
เหี้ยมนั้นเพราะผันแผก คณะแตกและต่างมา
ถือทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง
ทนสิ้น บ ปรองดอง
แยกพรรคสมรรคภิน ตริมลักประจักษ์เจือ
ขาดญาณพิจารณ์ตรอง รสเล่าก็ง่ายเหลือ
คิตโมหเป็นมูล
เชื่ออรรถยุบลเอา ยนภาวอาดูร
เหตุหาก ธ มากเมือ ยศศักดิเสื่อมนาม
คุรุวสัสการพราหมณ์
จึ่งดาลประการหา กลงำกระทำมา
เสียแดนไผทสูญ พิเคราะห์คิดพินิจปรา
ธุสมคัรภาพผล
ควรชมนิยมจัด สุกภาวมาดล
เป็นเอกอุบายงาม บ นิราศนิรันดร
คยพรรคสโมสร
พุทธาทิบัณฑิต คุณไร้ไฉนดล
รภสรรเสริญสา เพราะฉะน้ันแหละบุคคล
ธุระเกี่ยวกะหมู่เขา
ว่าอาจจะอวยผา มุขเป็นประธานเอา
ดีสู่ ณ หมู่ตน บ มิเห็น ณ ฝ่ายเดียว
นรอื่นก็แลเหลียว
หมู่ใดผิสามัค มิตรภาพผดุงครอง
ไปปราศนิราศรอน
พร้อมเพรียงประเสริฐครัน
ผู้หวงัเจริญตน
พึงหมายสมัครเป็น
ธูรทั่ว ณ ตัวเรา
ควรยกประโยชน์ยื่น
ดูบ้างและกลมเกลียว
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ เ รี ย น ๒๙
ยั้งทิฐิมานหย่อน ทมผ่อนผจงจอง
อารีมิมีหมอง มนเมื่อจะทำใด
ลุก็ปันก็แบ่งไป
ลาภผลสกลบรร สุจริตนิยมธรรม์
ตามน้อยและมากใจ สุประพฤติสงวนพรรค์
อุปเฉทไมตรี
พึงมรรยาทยึด ผิ บ ไร้สมัครมี
รื้อริษยาอัน รวิวาทระแวงกัน
สยคงประสบพลัน
ดั่งนั้น ณ หมู่ใด หิตะกอบทวีการ
พร้อมเพรียงนิพัทธ์นี มนอาจระรานหาญ
ก็เพราะพร้อมเพราะเพรียงกัน
หวังเทอญมิต้องสง นรสูงประเสริฐครัน
ซึ่งสุขเกษมสันต์ เฉพาะมีชีวีครอง
ผิวใครจะใคร่ลอง
ใครเล่าจะสามารถ พลหักก็เต็มทน
หักล้าง บ แหลกลาญ สละลี้ ณ หมู่ตน
บ มิพร้อมมิเพรียงกัน
ป่วยกล่าวอะไรฝูง สุขทั้งเจริญอัน
ฤๅสรรพสัตว์อัน ลุไฉน บ ได้มี
พภยันตรายกลี
แม้มากผิกิ่งไม้ ติประสงค์ก็คงสม
มัดกำกระนั้นปอง คณะเป็นสมาคม
ภนิพัทธรำพึง
เหล่าไหนผิไมตรี ผิวมีก็คำนึง
กิจใดจะขวายขวน จะประสบสุขาลัยฯ
อย่าปรารถนาหวัง
มวลมาอุบัติบรร
ปวงทุกข์พิบัตสรร
แม้ปราศนิยมปรี
ควรชนประชุมเช่น
สามัคคิปรารม
ไป่มีก็ให้มี
เนื่องเพื่อภิยโยจึง
คุณค่าด้านเนื้อหา ๓๐
รูปแบบ
สามัคคีเภทคําฉันท์ประกอบด้วยลักษณะคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ๑๙ ชนิด และ กาพย์ ๑ ชนิด
๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ ใช้แต่งบทไหว้ครู บทโกรธ และบทยอพระเกียรติ
๒. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ใช้แต่งชมความงาม และสดุดีความรักหรือของสูง
๓. อุปชาติฉันท์ ๑๑ ใช้แต่งเพื่อความไพเราะ
๔. อีทิสังฉันท์ ๒๑ แสดงความรู้สึกโกรธ กระฉับกระเฉง ดุดัน
๕. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ใช้แต่งข้อความที่เป็นบทชมหรือบทคร่ำครวญ
๖. วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ใช้แต่งในบทบรรยายความ
๗. อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ ใช้แต่งในบทบรรยายความ
๘. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒ ใช้แต่งเพื่อให้มีสำเนียงอันไพเราะ
๙. มาลินีฉันท์ ๑๕ ใช้แต่งเพื่ออวดความสามารถในการใช้ศัพท์และเป็นเชิงกลบท
๑๐.ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ ใช้แต่งในตอนพรรณนาโวหารหรือ ข้อความที่น่าตื่นเต้น
๑๑. มาณวกฉันท์ ๘ ใช้สำหรับบรรยายเรื่องที่รวดเร็ว
๑๒. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ใช้สำหรับดำเนินเรื่องอย่างธรรมดา
๑๓. สัทธราฉันท์ ๒๑ บทไหว้ครู
๑๔. สาลินีฉันท์ ๑๑ นิยมใช้แต่งข้อความที่เป็นบทชมหรือบทคร่ำครวญ หรือ บทสวด
๑๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ ใช้สำหรับดำเนินเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความแตกแยก
๑๖. โตฏกฉันท์ ๑๒ บทสำแดงอิทธิฤทธิ์หรืออัศจรรย์
๑๗. กมลฉันท์ ๑๒ ใช้สำหรับแต่งเพื่อให้มีลีลากล่อมใจให้เพลิดเพลิน
๑๘. จิตรปทาฉันท์ ๘ บทสนุกสนานขบขัน หรือคึกคักสับสน
๑๙. สุรางคนางค์ฉันท์ ๒๘ บทดำเนินความยาวๆ ในท้องเรื่อง
๒๐. กาพย์ฉบัง ๑๖ บทดำเนินความยาวๆ ในท้องเรื่อง
คุณค่าด้านเนื้อหา ๓๑
องประกอบของเรื่อง
๑.สาระ
ผู้เเต่งต้องการสื่อให้เห็นถึงการเเตกความสมัครสมานสมัคคี ความคิดเห็น
เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบ้านมืองที่เเตกออกกันเป็นหลายฝ่าย จึงส่งผลกระ
ทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง จึงมีการแต่งวรรณคดีเรื่องนี้ขึ้นเพื่อเป็นการปลุกใจ
ให้มีการรักชาติขึ้นโดยมุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของการรวมกันเป็นหมู่คณะการ
เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้เป็นการป้องกันและรักษาบ้านเมืองให้มั่นคงเป็นปึก
แผ่น
แยกพรรคสมรรคภิน ทนสิ้น บ ปรองดอง
ขาดญาณพิจารณ์ตรอง ตริมลักประจักษ์เจือ
๒.โครงเรื่อง
โครงเรื่อง กล่าวถึงพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ปกครองกรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ มี
พระประสงค์จะขยายอาณาจักรของพระองค์ให้กว้างขวางขึ้น โดยปรารถนาจะขยาย
อาณาจักรไปถึงแคว้นวัชชีซึ่งมีเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีปกครองอยู่ พระองค์ทรงกลัวว่า
หากยกทัพไปตีแคว้นวัชชี เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็จะทรงรวมกำลังกันต่อสู้กับแคว้น
ของตนเองจนพ่ายแพ้ไป แคว้นวัชชีเป็นแคว้นที่ยึดมั่นในอปริหานิยธรรม(ธรรม
เป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม) เน้นความสามัคคีเป็นหลัก บ้านเมืองอยู่อย่างสงบ
การทำสงครามกับแคว้นวัชชีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ปัญญามิใช่กำลัง พระเจ้าอชา
ตศัตรูทรงมีวัสสการพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาข้างกาย พระองค์เลยปรึกษาหารือเรื่องที่
จะขยายอาณาจักรไปยังแคว้นวัชชี วัสสการพราหมณ์อาสาเป็นไส้ศึกให้เหล่า
กษัตริย์แคว้นวัชชีแตกความสามัคคีกัน โดยทำเป็นอุบายกราบทูลทัดทานการไปตี
แคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งกริ้ว รับสั่งลงโทษให้เฆี่ยนวัสสการพราหมณ์
อย่างรุนแรงแล้วเนรเทศไป
๓๒
คุณค่าด้านเนื้อหา
ข่าววัสสการพราหมณ์เดินทางไปถึงนครเวสาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี ทรงทราบ
ไปถึงหูของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี พระองค์จึงรับสั่งให้วัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้า ด้วยความ
ที่วัสสการพราหมณ์เป็นผู้มีวาทศิลป์ ฉลาด รู้จักโน้มน้าวใจคน ทำให้เหล่ากษัตริย์ลิจ
ฉวีหลงเชื่อสนิทโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ รับวัสสการพราหมณ์ไว้ในราชสำนักให้ทำหน้าที่
พิจารณาคดีความและถวายพระอักษรเหล่าพระกุมาร เมื่อทำหน้าที่เต็มความสามารถเพื่อ
ให้เป็นที่ไว้วางพระทัยแล้ววัสสการพราหมณ์ก็ดำเนินการตามอุบายขั้นต่อไป แผนการ
ทำลายความสามัคคีได้เริ่มจากวัสสการพราหมณ์ใช้กลอุบายให้บรรดาราชโอรสกษัตริย์
ลิจฉวีระแวงกัน แล้วลุกลามไปถึงพระบิดา ซึ่งต่างก็เชื่อพระโอรส ทำให้ขุ่นเคืองกันไป
ทั่ว เวลาผ่านไป ๓ ปี เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็แตกความสามัคคีกัน วัสสการพราหมณ์เลย
แกล้งลองตีกลองนัดประชุม ก็ไม่มีพระองค์ใดมาร่วมประชุม วัสสการพราหมณ์เลยรู้แล้ว
ว่าตอนนี้แคว้นวัชชีขาดความสามัคคีกันแล้ว วัสสการพราหรณ์จึงลอบส่งข่าวไปให้พระ
เจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาตีแคว้นวัชชีได้เป็นผลสำเร็จ
๓.ตัวละคร
ลักษณะตัวละคร
๓.๑พระเจ้าอชาตศัตรู
ต้องการให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองโดยการต้องการขยายบ้านเมือง มีเล่ห์เหลี่ยมใน
การที่จะทำศึกโดยการส่งวัสสการพราหมณ์เข้าไปเป็นไส้ศึกให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีเเตก
ความสามัคคีกัน
ปิ่นเขตมคธขัต ติยรัชธำรง
ยั้งทัพประทับตรง นคเรศวิสาลี
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า
กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ(พระเจ้าอชาตศัตรู)ยกทัพมาหยุดหน้าเมืองเวสาลี
คุณค่าด้านเนื้อหา ๓๓
๓.๒วัสสการพราหมณ์
มีลักษณะนิสัยชอบยุแหย่ ชอบกุ ดูได้จากบท
และบ้างกก็ล่าวว่า น่ะแน่ะข้าจะขอถาม
เพราะทราบคดีตาม วจลือระบือมา
ติฉินเยาะหมิ่นท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา
รพันพิกลกา ยพิลึกประหลาดเป็น
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า
บางครั้งก็ถามพระกุมารว่าได้ยินเขาเล่าลือกันทั่วเยาะเย้ยดูหมิ่นพระกุมารว่ามีร่างกายผิด
ประหลาด
๓.๓บรรดากษัตริย์ลิจฉวี
มีความสามัคคีกันในช่วงแรกหูเบาเชื่อพระกุมารของตนโดยไม่สืบหาความจริงทำให้ขุ่น
เคืองกัน
วัชชีภูมีผอง สดับกลองกระหึมขาน
ทุกไท้ไป่เอาภาร ณกิจเพื่อเสด็จไป
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า
ฝ่ายกษัตริย์วัชชีทั้งหลายทรงสดับเสียงกลองดังกึกก้อง ทุกพระองค์ไม่ทรงเป็นธุระใน
การเสด็จไป
๓.๔ โอรส
เป็นคนตรงต่อเวลา ฉลาดหลากแหลม ซื่อสัตย์แต่เมื่อโดนยุแหย่จากวัสสการพราหมณ์ทุกคน
เริ่มไม่เชื่อใจก้นและกัน
เธอก็แถลง แจ้งระบุมวล
ความเฉพาะล้วน จริงหฤทัย
ต่างบมิเชื่อ เมื่อตริไฉน
จึ่งผลใน เหตุบมิสม
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า
พระกุมารก็ตอบตามความจริง แต่เหล่ากุมารต่างไม่เชื่อ เพราะคิดแล้วไม่สมเหตุสมผล
คุณค่าด้านเนื้อหา ๓๔
๔.ฉากและบรรยากาศ
เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์เป็นเรื่องที่เรารับมาจากอินเดียกวีจึงพยายามพรรณนาฉากให้
บรรยากาศของเรื่องเป็นประเทศอินเดียในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรูแต่กวีเป็นคนไทยดังนั้น
ฉากจึงมีความเป็นไทยแทรกอยู่บ้าง เช่น การพรรณนาชมบ้านเมือง
อำพนพระมนทิรพระราช สุนิวาสวโรฬาร์
อัพภันตรไพจิตรและพา หิรภาคก็พึงชม
เล่ห์เลื่อนชะลอดุสิตฐานมหาพิมานรมย์
มารังสฤษฎ์พิศนิยม ผิจะเทียบก็เทียมทัน
สามยอดตลอดระยะระยับวะวะวับสลับพรรณ
ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร
บราลีพิลาศศุภจรูญ นภศูลประภัสสร
หางหงส์ผจงพิจิตรงอนดุจกวักนภาลัย
เป็นบทพรรณนาชมบ้านเมืองที่ไพเราะทั้งเสียง จังหวะและลีลา พรรณนาตอนนี้จาก
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
๕.กลวิธีการแต่ง
กลวิธีการแต่งโดยมีการใช้คำฉันท์หลากหลายชนิดคุณค่าด้านวรรญศิลป์ลีลาในเเต่ละ
บทที่มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เนื้อหาที่มีคติเเละข้อคิดเรื่องความสามัคคีเป็นสำคัญ
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๓๕
บรรยายโวหาร
ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี
แทบทุกถิ่นหมด ชนบทบูรี
อกสั่นขวัญหนี หวาดกลัวทั่วไป
ถอดความได้ว่า
ข่าวศึกสงครามแพร่ไปจนรู้ถึงชาวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่างตกใจและ
หวาดกลัวกันไปทั่ว
เพราะ มีการลำดับเหตุการณ์ เข้าใจง่าย และสร้างภาพได้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
พรรณนาโวหาร
อำพนพระมนทิรพระราช สุนิวาสวโรฬาร์
อัพภันตรไพจิตรและพา หิรภาคก็พึงชม
เล่ห์เลื่อนชะลอดุสิตฐา นมหาพิมานรมย์
มารังสฤษฎ์พิศนิยม ผิจะเทียบก็เทียมทัน
ถอดความได้ว่า
พระราชมนเทียรก็มีความสวยงามมาก กว้างขวาง ทั้งภายในก็งดงาม ภายนอกนั้นก็น่า
ชื่นชม มองดูแล้วหากจะเทียบก็เสมือนหนึ่งจะชะลอเลื่อนเอาวิมานชั้นดุสิตอันรื่นรมย์มาสร้างไว้
เพราะ มีการจินตนาการเพื่อให้เห็นภาพ เกี่ยวกับพระราชมนเทียรที่สวยงาม
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๓๖
เทศนาโวหาร
ควรชนประชุมเช่น คณะเป็นสมาคม
สามัคคิปรารม ภนิพัทธรำพึง
ไป่มีก็ให้มี ผิวมีก็คำนึง
เนื่องเพื่อภิยโยจึง จะประสบสุขาลัย
ถอดความได้ว่า
ผู้ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคำนึงถึงความสามัคคีอยู่เป็นนิจ
ถ้ายังไม่มีก็ควรจะมีความสามัคคี ถ้ามีอยู่แล้วก็ควรให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจึงจะถึงซึ่ง
ความสุขความสบาย
เพราะ เป็นการแนะนำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามและนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ทุก
คนมีความสามัคคีในหมู่คณะ
อุปมาโวหาร
กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ
กสิกเขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์
ถอดคำประพันธ์
พระโอรสทั้งหลายต่างรับสั่งตามที่อาจารย์บอก บอกว่าชาวนาก็คงทำตามที่วัสสการ
พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์บอก
อุปมาโวหารคือคำว่า ประดุจ ที่หมายความว่า ดุจ เหมือน เป็นต้น ในกลอนบทนี้สื่อให้เห็นว่า
ชาวนาก็คงจะนำโคมาเทียบไถตามที่วัสสการพราหมณ์บอกเป็นแน่
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๓๗
เสาวรจนี
ตอนบรรยายความงดงามของปราสาทราชมณเทียรของเมืองราชคฤห์ กวีเลือกสรร
คําได้ไพเราะชวนอ่าน ดังบทประพันธ์
เล่ห์เลื่อนชะลอดุสิตฐา นมหาพิมานรมย์
มารังสฤษฎ์พิศนิยม ผิจะเทียบก็เทียมทัน
สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ
ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร
ถอดความได้ว่า
มองดูแล้วหากจะเทียบก็เสมือนหนึ่งจะชะลอเลื่อนเอาวิมานชั้นดุสิตอันรื่นรมย์มาสร้าง
ไว้ปราสาทตลอดทั้งสามยอดงามแพรวพราวสลับสี ช่อฟ้าก็งามราวกับจะเย้ยท้องฟ้า
พิโรธวาทัง
ตอนที่พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งบริบาษวัสสการพราหมณ์ เมื่อวัสสการพราหมณ์
ทัดทานเรื่องการศึก มีลีลากระแทกกระทั้นแสดงอารมณ์โกรธ
เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร
ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน ก็มาเป็น
ศึกบ่ถึงและมึงก็ยังมิเห็น
จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น ประการใด
อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยั้นมิทันอะไร ก็หมิ่นกู
ถอดความได้ว่า
เฮ้ย! เจ้าช่างเป็นทาสที่ชั่วช้าเลวทราม เหตุใดจึงต่ำช้าถึงเพียงนี้ ศึกสงครามก็ยัง
ไม่ทันมา มึงก็ยังไม่เห็นว่าข้าศึกจะมากจะน้อยเพียงใด และการทำสงครามจะยากจะ
ง่ายประการใด กลับมาทำอวดฉลาดคาดคะเนเอาก็เพราะใจมีความหวาดกลัวอยู่
ไม่ทันอะไรเลยก็มาดูหมิ่นกูเสียแล้ว
๓๘
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
ภยานกรส
ตอนที่ทุกคนได้ข่าวเรื่องข้าศึกทำให้ทุกคนตกใจและตื่นกลัวเป็นอย่างมาก มีคำที่แสดง
ถึงความกลัวข้าศึกที่กำลงมาจึงให้ทุกคนพากันหนีตายและอพยพครอบครัวเพื่อหนีภัย
ตื่นตาหน้าเผือด หมดเลือดสั่นกาย
หลบลี้หนีตาย วุ่นหวั่นพรั่นใจ
ซุกครอกซอกครัว ซ่อนตัวแตกภัย
เข้าดงพงไพร ทิ้งย่านบ้านตน
ถอดความได้ว่า
หน้าตาตื่น หน้าซีดไม่มีสีเลือด ตัวสั่น พากันหนีตายวุ่นวาย พากันอพยพครอบครัวหนี
ภัย ทิ้งบ้านเรือนไปซุ่มซ่อนตัวเสียในป่า
รุทรรส/เราทรรส
ตอนบรรยายถึงกุมารลิจฉวีทั้งหลายที่กำลังโกรธเคืองและทะเลาะวิวาทเพราะความขุ่น
เคืองใจกัน แสดงให้เห็นความโกรธของกุมาลิวีทั้งหลาย
กุมารราชมิตรผอง ก็สอดคล้องและแคลงดาล
พิโรธกาจวิวาทการณ์ อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง
พิพิธพันธไมตรี ประดามีนิรันดร์เนือง
กะองค์นั้นก็พลันเปลือง มลายปลาตพินาศปลง
ถอดความได้ว่า
กุมารลิจฉวีทั้งหลายเห็นสอดคล้องกันก็เกิดความโกรธเคือง การทะเลาะวิวาทก็เกิด
ขึ้นเพราะความขุ่นเคืองใจ ความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีมาตลอดก็ถูกทำลายย่อยยับลง
๓๙
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
ศานติรส
ตอนนี้เป็นการแสดงถึงความสงบของบ้านเมืองที่มีความสามัคคีไม่มีการทะเลาะวิวาทเกิด
ขึ้นจึงทำให้พบกับความสงบและความสุข
ดั่งนั้นณหมู่ใด ผิบไร้สมัครมี
พร้อมเพรียงนิพัทธ์นี รวิวาทระแวงกัน
หวังเทอญมิต้องสง สยคงประสบพลัน
ซึ่งสุขเกษมสันต์ หิตะกอบทวิการ
ถอดความได้ว่า
ดังนั้นถ้าหมู่คณะใดไม่ขาดซึ่งความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันอยู่เสมอ ไม่มีการวิวาท
และระแวงกัน ก็หวังได้โดยไม่ต้องสงสัยว่า คงจะพบซึ่งความสุข ความสงบ และประกอบด้วย
ประโยชน์มากมาย
อัตภูตรส
บทบรรยายที่ทำให้นึกแปลกใจ เอะใจ อย่างหนัก ตื่นเต้นนึกไม่ถึงว่า เป็นไปได้
เช่น เขาเล่าลือกันทั่วไปเยาะเย้ยดูหมิ่นท่าน ว่าท่านนี้มีร่างกายผิดประหลาด
และบ้างก็กล่าวว่า น่ะแน่ะข้าจะขอถาม
เพราะทราบคดีตาม วจลือระบือมา
ติฉินเยาะหมิ่นท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา
รพันพิกลกา ยพิลึกประหลาดเป็น
จะจริงมิจริงเหลือ มนเชื่อเพราะไป่เห็น
ผิข้อบลำเค็ญ ธก็ควรขยายความ
ถอดคำประพันธ์
บางครั้งก็พูดว่าข้าพระองค์ขอทูลถามพระกุมาร เพราะได้ยินเขาเล่าลือกันทั่วไปเยาะเย้ย
ดูหมิ่นท่าน ว่าท่านนี้มีร่างกายผิดประหลาดต่าง ๆ นานาจะเป็นจริงหรือไม่ ใจไม่อยาก
เชื่อเลยเพราะไม่เห็น ถ้าหากมีสิ่งใดที่ลำบากยากแค้นก็ตรัสมาเถิด
๔๐
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
วีรรส
บทพรรณนาโวหาร ที่ทำให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจผลงานและหน้าที่ในการออกทัพทหาร
เช่น ขณะนั้นวัสสการพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ก็ไปนำทัพของกษัตริย์แห่งมคธ
จอมทัพมาคธราษฎร์ธยาตรพยุหกรี
ธาสู่วิสาลี นคร
โดยทางอันพระทวารเปิดนรนิกร
ฤๅรอต่อรอน อะไร
เบื้องนั้นท่านคุรุวัสสการทิชก็ไป
นำทัพชเนนทร์ไท มคธ
ถอดคำประพันธ์
จอมทัพแห่งแคว้นมคธกรีธาทัพเข้าเมืองเวสาลีทางประตูเมืองที่เปิดอยู่โดยไม่มีผู้คนหรือ
ทหารต่อสู้ประการใดขณะนั้นวัสสการพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ก็ไปนำทัพของกษัตริย์แห่งมคธ
อุปมา
ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ
ครูวัสสการแส่ กลแหย่ยุดีพอ
ปั่นป่วน บ เหลือหลอ จะมิร้าวมิรานกัน
อุปมา คือ ประดุจ
เพราะ เป็นการเปรียบโดยดูจากอาการของลูกข่าง เปรียบลูกข่างที่หมุนไป
ตามใจตนเหมือนกับวัสสกาพราหมณ์ที่ยุแหย่เหล่ากษัตริย์ให้ปั่นป่วน
๔๑
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
อุปลักษณ์
ตอนวัสสการพราหมณ์กล่าวเปรียบเทียบทหารของแคว้นวัชชีกับทหารของแคว้นมคธ ว่า
หิ่งห้อยสิแข่งสุริยะไหน จะมิน่าชิวาลาญ
เพราะ เปรียบทหารของแคว้นวัชชีกับทหารของแคว้นมคธ หิ่งห้อยหมายถึงกองทัพ
มคธส่วนสุริยะนั้นหมายถึงกองทัพวัชชีที่มีอำนาจและแข็งแกร่งกว่า คือหิ่งห้อยและสุริยะ
มีแสงเหมือนกันแต่แสงของหิ่งห้อยหรือจะสว่างกว่าแสงของสุริยะ
บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต
สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ
ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร
บราลีพิลาสศุภจรูญ นภศูลประภัสสร
หางหงส์ผจงพิจิตรงอน ดุจกวักนภาลัย
ถอดความได้ว่า
ปราสาทตลอดทั้งสามยอดงามแพรวพราวสลับสี ช่อฟ้าก็งามราวกับจะเย้ยท้องฟ้าส่วน
บราลีช่างงดงามยิ่ง นภศูลก็มีสีเลื่อมพราย ส่วนบราลีช่างงดงามยิ่ง หางหงส์ประดิษฐ์ไว้งาม
อ่อนช้อยประหนึ่งจะกวักเรียกท้องฟ้า
เพราะ ให้ช่อฟ้าแสดงอาการ “หยัน” “เยาะ”และ “ยั่ว” ทองฟ้าและให้หางหงส์
แสดงอาการ “กวัก” ท้องฟ้าภาพพจน์ดังกล่าวมีนัยหลายประการ ประการแรกคือสื่อว่า
ปราสาทราชวัง นั้นงดงามยิ่งกว่าเมืองสวรรค์จึงสามารถที่จะเย้ยหยันความงามของเมือง
สวรรค์ได้ ประการต่อมาคือสื่อว่าปราสาทราชวังมีความโออ่าอลังการ จนช่อฟ้าและหาง
หงส์ สูงเสียดฟ้าและประการสุดท้ายคือ สื่อให้เห็นลักษณะของช่อฟ้าที่ชูเชิดขึ้น ไปบน
ท้องฟ้าเหมือนธรรมอาการเย้ยหยันท้องฟ้า
๔๒
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
คำอัพภาส
บงเนื้อก็เนื้อเต้น พิศเส้นสรีร์รัว
ทั่วร่างและทั้งตัว ก็ระริกระริวไหว
คือ ระริก กับ ระริว เป็นคำซ้ำที่กร่อนเสียงของคำให้สั้นลงเหลือเพียง(อะ)
สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ
ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร
คือ วะวับ มาจากคำว่า วับวับ เป็นคำซ้ำที่กร่อนเสียงของคำให้สั้นลงเหลือเพียง(อะ)
คำถามเชิงวาทศิลป์
ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ
คำถามเชิงวาทศิลป์ คือ หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ
นาฏการ
บงเนื้อก็เนื้อเต้น พิศเส้นสรีร์รัว
ทั่วร่างและทั้งตัว ก็ระริกระริวไหว
คำว่า ระริกระริว แสดงให้เห็นถึงอาการสั่นด้วยความเจ็บปวดเพราะถูกโบย
๔๓
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
จินตนาการด้านภาพ
คือกลอนที่อ่านดูแลมองเห็นด้วยการมโนเห็นภาพ เช่น ข่าวศึกแพร่ไปจนรู้ถึงชาว
เมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่างตกใจ
ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี
แทบทุกถิ่นหมด ชนบทบูรี
อกสั่นขวัญหนี หวาดกลัวทั่วไป
ถอดคำประพันธ์
ข่าวศึกแพร่ไปจนรู้ถึงชาวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่างตกใจและหวาดกลัว
กันไปทั่ว
จินตนาการด้านเสียง
คือ กลอนที่เห็นภาพได้ชัดเจนด้วยการใช้เสียง เช่น จึงตีกลองป่าวร้องแจ้งข่าว
ข้าศึกเข้ารุกราน
จึ่งให้ตีกลอง ป่าวร้องทันที
แจ้งข่าวไพรี รุกเบียนบีฑา
เพื่อหมู่ภูมี วัชชีอาณา
ชุมนุมบัญชา ป้องกันฉันใด
ถอดคำประพันธ์
จึงตีกลองป่าวร้องแจ้งข่าวข้าศึกเข้ารุกรานเพื่อให้เหล่ากษัตริย์แห่งวัชชีเสด็จมา
ประชุมหาหนทางป้องกันประการใด
๔๔
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
สัมผัสนอก(สัมผัสบังคับ)
เป็นสัมผัสบังคับหรือสัมผัสสระ อยู่ระหว่างวรรค ระหว่างบาทและระหว่างบท
เสร็จอนุศาสน์ ราชอุรส
ลิจฉวิหมด ต่าง ธ ก็มา
ถามนยมาน ท่านพฤฒิอา
จารยปรา รภกระไร
ถอดคำประพันธ์
เมื่อวัสสารพราหมณ์สอนเสร็จ เหล่าพระโอรสของกษัตริย์ฉวีต่างก็มาถามถึงใจ
ความสำคัญที่อาจารย์สอนว่าอาจารย์พูดอะไรบ้าง
กลอนนี้แต่งตามฉันลักษณะของกลอน มีสัมผัสครบทุกจุดในวรรค ถูกต้องตาม
ฉันทลักษณ์ทุกอย่างของมาณวก ฉันท์ ๘ คือคำว่าศาสน์สัมผัสกับราช คำว่ารสสัมผัส
กับหมด คำว่ามานสัมผัสกับท่านและคำว่าอาสัมผัสกับปรา
สัมผัสพยัญชนะ
หมายถึง คำคล้องจองที่มีพยัญชนะตัวหลักเป็นตัวเดียวกันแต่ประสมสระต่างกัน
แตกร้าวกร้าวร้ายก็ป้ายปาม ลุวรบิดรลาม
ทีละน้อยตาม ณ เหตุผล
ถอดคำประพันธ์
กลอุบายของวัสสการพราหมณ์ได้บานปลายจนลามมาถึงเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีซึ่ง
เป็นบิดาของพระโอรส กลอุบายนั้นค่อยๆ ลามเข้ามาทีละน้อยๆ
กลอนบทนี้มีสัมผัสพยัญชนะทั้งหมด ๒ จุดคือ คำว่าร้าวกับร้าย สัมผัสพยัญชนะ ร
และคำว่าป้ายกับปาม สัมผัสพยัญชนะ ป
๔๕
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
สัมผัสพยัญชนะ
ตื่นตาหน้าเผือด หมดเลือดสั่นกาย
หลบลี้หนีตาย วุ่นหวั่นพรั่นใจ
ซุกครอกซอกครัว ซ่อนตัวแตกภัย
เข้าดงพงไพร ทิ้งย่านบ้านตน
ถอดคำประพันธ์
ผู้คนต่างตื่นตระหนกตกใจกันสุดขีด หน้าถอดสี เนื้อตัวสั่นระริกๆ กันไปหมด
ต่างรีบวิ่งหนี
หลบภัยสงครามในครั้งนี้ ในใจก็รู้สึกหวั่นกลัวแต่ก็ต้องหนีออกจากแคว้น ไม่งั้นจะไม
รอดเอา
ต่างหาที่หลบภัยตามที่ต่างๆ เพื่อให้ตนเองรอด บ้างก้เข้าป่าหนีไป ทิ้งบ้านเกิดของ
ตนเองเอาไว้
กลอนบทนี้มีสัมผัสพยัญชนะทั้งหมด ๔ จุดคือ
๑.คำว่า ตื่นตา สัมผัสพยัญชนะ ต
๒.คำว่า ซุกซ่อน สัมผัสพยัญชนะ ซ
๓.คำว่า ตัวแตก สัมผัสพยัญชนะ ต
๔.คำว่า พงไพร สัมผัสพยัญชนะ พ
๔๖
วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
สัมผัสสระ
คือคำที่มีเสียงสระและมาตราตัวสะกดเดียวกัน
จอมนาถพระยาตรา พยุหาธิทัพขันธ์
โดยแพและพ่วงปัน พลข้าม ณ คงคา
จนหมดพหลเนื่อง พิศเนืองขนัดคลา
ขึ้นฝั่งลุเวสา ลิบุเรศสะดวกดาย
ถอดคำประพันธ์
พระเจ้าอชาตศัตรูได้นำทัพทหารของตนเองขึ้นมาบนแพแล้วลอยข้ามแม่น้ำไปจน
หมดทุกคน เมื่อมาถึงก็มองดูว่าว่าจะขึ้นฝั่งได้รึยัง พอดูแล้วเหมือนทางแถวมันสะดวกก็
ขึ้นฝั่งมาเมืองเวสาลีแคว้นวัชชีอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย
กลอนบทนี้มีสัมผัสสระอยู่ทั้งหมด ๕ จุดคือ
๑. คำว่า ยาตราหา ในบาทที่ 1 สัมผัสสระอา
๒. คำว่า ขันธ์กับปัน สัมผัสสระอะ
๓. คำว่า คากับคลา สัมผัสสระอา
๔. คำว่า หมดกับพล สัมผัสสระโอะ
๕. คำว่า เนื่องกับเนือง สัมผัสสระเอือ