The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานบุรีรัมย์(4)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wariya Thongjan, 2023-02-16 03:25:40

รายงานบุรีรัมย์(4)

รายงานบุรีรัมย์(4)

รายงาน เรื่อง ประวัติความเป็นมาของจังหวัดบุรีรัมย์ จัดทำโดย นางสาววริยา ทองจันทร์ เสนอ คุณครู ธนกฤต วงค์ตาขี่ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการสร้างสื่อดิจิตอล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคนิคนครพนม


คำนำ รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการสร้างสื่อดิจิตอล เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ใน ด้านวัฒนธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างว่า รายงานเล่มนี้จะเป้นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือผู้กำลังศึกษาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อมูล มีข้อแนะนำหรือผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย ผู้จัดทำ นางสาววริยา ทองจันทร์


สารบัญ ประวัติจังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ อำเภอนางรอง อำเภอประโคนชัย อำเภอลำปลายมาศ อำเภอสตึก อำเภอพุทไธสง อำเภอคูเมือง อำเภอกระสัง อำเภอละหานทราย อำเภอประคำ อำเภอบ้านกรวด อำเภอหนองกี่ อำเภอนาโพธิ์ 1-7 8-12 13-17 18-23 24-28 29-31 32-39 40-42 43-46 47-50 51-53 54-58 59-61 62-63


อำเภอหนองหงส์ อำเภอพลับพลาชัย อำเภอห้วยราช อำเภอโนนสุวรรณ อำเภอชำนิ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอโนนดินแดง อำเภอบ้านด่าน อำเภอแคนดง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ วัฒนธรรมและประเพณี มรดและภูมิปัญญา การนับถือบรรพบุรุษและความเชื่อ 64-66 67-69 70-73 74-76 77-78 79-81 82-83 84-85 86-87 88-90 91 92 93


ประวัติและอาณาเขต บุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรือภาคอีสานตอนล่าง มีเนื้อที่ประ มาร 10,321.885 ตร.กม. อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ทางรถยนต์ประมาณ 410 กม. และทางรถไฟ ประมาณ 376 กม.บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งความรื่นรมย์ตามความหมายของชื่อเมือง เป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยสำหรับคนในท้องถิ่น และเป็นเมืองที่น่ามาเยือนสำหรับคนต่างถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์มากมีไปด้วยปราสาทหินใหญ่น้อย อันหมายถึง ความ รุ่งเรื่องแต่อดีต จากการศึกษาของนักโบราณคดีพบหลักฐานการ อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัย ก่อน ประวัติศาสตร์สมัยทวาราวดี และเป็นสำคัญที่สุดพบกระจาย อยู่ทั่วไปในจังหวัดบุรีรัมย์ คือ หลักฐาน ทางวัฒนธรรมของเขมรโบราณ ซึ่งมีทั้งปราสาทอิฐและ ปราสาทหินเป็นจำนวนมากกว่า 60 แห่ง รวมทั้ง ได้ พบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ คือ เตาเผาภาชนะ ดินเผา และภาชนะดินเผาแบบที่เรียกว่า “เครื่องถ้วยเขมร” ซึ่ง กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-18 อยู่ทั่วไป หลังจากสมัยของวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณ แล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบุรีรัมย์ เริ่มขึ้นอีก ครั้งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏชื่อว่าเป้น เมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา และปรากกชื่อต่อมา ในสมัยกรุงธนบุรี ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์บุรีรัมย์มีฐานะ เป็นเมืองหนึ่ง และรู้จักในนามเมืองแปะจนถึง พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคใหม่ จึงได้ชื่อเป็นจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงปัจจุบันนี้ชื่อเมืองบุรีรัมย์ ไม่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา และธนบุรีเฉพาะชื่อเมืองอื่น ซึ่งปัจจุบันเป็นอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ เมืองนางรอง, เมืองพุทไธสง และ เมืองประโคนชัย พ.ศ. 2319รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรุงธนบุรี กรมการเมืองนครราชสีมา มีใบ บอกเข้ามาว่า พระยานางรองคบคิดเป็น กบฏร่วมกับเจ้าโอ, เจ้าอิน และอุปฮาดเมืองจำปาศักดิ์ จึงโปรดให้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อยังดำรงตำแหน่ง เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพไปปราบจับ ตัวพระยานางรองประหารชีวิต และสมทบเจ้าพระยาสุรสีห์ (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) คุม กองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือยกไปตีเมือง จำปาศักดิ์, เมืองโขง และเมืองอัตตะปือ ได้ทั้ง 3 เมือง ประหารชีวิต เจ้า โอ, เจ้าอิน และอุปฮาด เมืองจำปาศักดิ์แล้วเกลี้ยกล่อมเมืองต่าง ๆ ใกล้เคียงให้สวามิภักดิ์ ได้แก่ เขมรป่าดง, ตะลุง, สุรินทร์, สังขะ และเมืองขุขันธ์ รวบรวมผู้คนตั้งชุมชนขึ้น และต่อมาในปี พ.ศ. 2350 หรือสมัยกรุง รัตนโกสินทร์ รัชการที่ 1 จึงทรงโปรดเกล้าให้ตั้งเมืองขึ้นในเขตชุมชนดังกล่าว เรียกว่า เมืองแปะ แต่งตั้งบุรีรัมย์ และให้บุตรเจ้าเมืองผไทสมันต์แห่งพุทธไธสงเป็นเจ้าเมืองคนแรก ให้นามเจ้าเมืองว่า พระยานครภักดีปกครอง ชาวเขมรป่าดง,ชาวลาวและชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งพื้นเพของเจ้าเมืองแปะคนแรกเดิมมีนามเดิมว่า เพี้ยเหล็ก สะท้อน บุตรชายของเพี้ยศรีปากหรือพระยาเสนาสงคราม เจ้าเมืองพุทไธสงคนแรก (อำเภอพุทไธสง จังหวัด บุรีรัมย์) เพี้ยศรีปากและเพี้ยเหล็กสะท้อนเคยเป็นกรมการเมืองในตำแหน่งเพี้ยโฮงหลวงของเมืองสุวรรณภูมิ


ราชบุรินทร์ประเทศราชหรือเมืองท่งศรีภูมิ (อำเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด) ก่อนที่ต่อมาเพี้ยศรีปากจะแยก ดินแดนเมืองสุวรรณภูมิเดิมออกมาตั้งเป็นเมืองพุทไธสงในภายหลัง เพี้ยศรีปากเป็นบุตรของท้าวพร อัญญา เมืองสุวรรณภูมิบุตรชายของท้าวเซียงเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นเจ้าหลานและสืบเชื้อสายมาจากเจ้าแก้วมงคล เจ้าเมืองท่งศรีภูมิท่านแรก อันมีเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ล้านช้าง อีกทั้งยังเป็นปฐมบรรพบุรุษของเจ้าเมืองภาค อีสานที่ส่งลูกหลานไปปกครองหัวเมืองอีสานกว่า20หัวเมืองและภาคเหนืออีก1หัวเมือง ได้แก่ เมืองสุวรรณภูมิ ราชบุรีประเทษราช (เมืองสุวรรณภูมิ) เมืองร้อยเอ็ด เมืองชลบทวิบูลย์เมืองขอนแก่น เมืองเพี้ย เมือง รัตนนคร เมืองมหาสารคาม เมืองศรีสระเกษ เมืองโกสุมพิสัย เมืองกันทรวิชัย (เมืองโคกพระ) เมืองวาปี ปทุม เมืองหนองหาน (อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี) เมืองโพนพิสัย (อำเภอโพนพิสัย จังหวัด หนองคาย) เมืองพุทไธสง (เมืองผไทสมัน) เมืองบุรีรัมย์ (เมืองแปะ) เมืองเกษตรวิสัย เมืองพนมไพรแดน มฤค เมืองธวัชบุรีเมืองพยัคฆภูมิพิสัย (เมืองเสือ) เมืองจตุรพักตรพิมาน (เมืองหงษ์) เมืองขามเฒ่า เมืองเปือย ใหญ่ (บ้านค้อ) และเมืองนันทบุรี(เมืองน่าน) ซึ่งบอกได้ว่าพระยานครภักดีเจ้าเมืองแปะหรือบุรีรัมย์ท่านแรก สืบเชื้อสายมาจากเจ้าจารย์แก้วแห่งเมืองท่งศรีภูมิและพระเสนาสงครามแห่งเมืองพุทไธสง อีกทั้งยังมีเครือข่าย ทางเครือญาติกับหลายหัวเมืองทั่วภาคอีสานร่วม20กว่าหัวเมือง[3]ต่อมา ในปี พ.ศ. 2370 เจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์เป็นกบฎ ได้ให้เจ้าราชวงศ์ยกกองทัพมากวาดต้อนผู้คนและเสบียงอาหารแถบเมืองพุทไธสง เมือง แปะ เมืองนางรอง พระนครภักดี (หงษ์) บุตรชายของพระยานครภักดีท่านแรก นำราษฎรออกต่อสู้อย่างองอาจ เมื่อสู้ไม่ได้จึงหนีไปเมืองพุทไธสมัน ทหารลาวตามไปทันแล้วจับตัวได้ที่ช่องเสม็ด (ช่องเขาที่จะไปประเทศ กัมพูชา) เมื่อถูกจับแล้ว ทหารลาวนำตัวพระยานครภักดี (หงษ์) และครอบครัวที่จับได้ไปให้เจ้าราชวงศ์ แล้วถูก ควบคุมตัวไว้ที่ทุ่งเมืองสุวรรณภูมิ ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเจ้าราชวงศ์ตั้งทัพอยู่ที่นั่น แต่พระยานครภักดี (หงษ์) และครอบครัวที่ถูกควบคุมตัวได้จับอาวุธต่อสู้เพื่อหนีจึงถูกฆ่าตายหมด หลังจากที่กองทัพหลวงไทยตี ทัพเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์แตกแล้ว ได้แต่งตั้งให้หลวงปลัดซึ่งเป็นบุตรชายพระนครภักดี (หงส์) เป็นผู้รั้ง ตำแหน่งเจ้าเมืองแทนตั้งแต่เมืองแปะ ถือได้ว่าเป็นวีรกรรมที่กล้าหาญชาญชัยและน่ายกย่องของเจ้าเมืองที่ไม่ ยอมศิโรราบต่ออริศัตรู แม้ว่ากำลังพลของตนจะน้อยกว่าเป็นอย่างมากก็ตามต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น เมือง"บุรีรัมย์" และในปี พ.ศ. 2433 มีการประกาศเรียกชื่อข้าหลวงกำกับหัวเมืองทั้ง 4 ขึ้น โดยแยกเมือง บุรีรัมย์ไปขึ้นกับลาวฝ่ายเหนือ และพ่วงเมืองนางรองไปด้วย ซึ่งเมืองนางรองขึ้นกับเมืองบุรีรัมย์ ขณะที่เมืองพุท ไธสง และเมืองตะลุง ยังคงสังกัดอยู่กับเมืองนครราชสีมาครั้นถึง สมัยพระยานครภักดี (ทองดี) บุตรหลวงปลัด หรือเจ้าเมืองแปะคนที่ 3 (บุตรของพระยานครภักดีหงษ์) เป็นเจ้าเมืองบุรีรัมย์คนสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยน ตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมือง นอกจากนี้ภายหลังท่านยังได้รักษาการเมืองนางรอง ในราว พ.ศ. 2440-2441 เมืองบุรีรัมย์ได้กลับไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมาเรียกว่า "บริเวณนางรอง" ประกอบด้วย เมือง บุรีรัมย์ นางรอง รัตนบุรี ประโคนชัย และพุทไธสง ภายหลังยุบตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมืองมีพระ รังสรรค์สารกิจ(เลื่อน) เป็นผู้ว่าราชการเมืองท่านแรก พ.ศ. 2442 มีประกาศเปลี่ยนชื่อ ในคราวนี้เปลี่ยนชื่อ


บริเวณนางรองเป็น "เมืองนางรอง"มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ตั้งที่ว่าการอยู่ที่เมืองบุรีรัมย์ แต่ตราตำแหน่งเป็นตรา ผู้ว่าการนางรอง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "บุรีรัมย์" และเปลี่ยนตราตำแหน่งเป็น ผู้ว่าราชการเมืองบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา[4]พ.ศ. 2450 กระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้มณฑลนครราชสีมาประกอบด้วย 3 เมือง 17 อำเภอ คือเมือง นครราชสีมา 10 อำเภอ, เมืองชัยภูมิ 3 อำเภอ และเมืองบุรีรัมย์ 4 อำเภอ ซึ่งได้แก่ นางรอง, พุทไธสง, ประ โคนชัย (ตะลุง) และรัตนบุรี(ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดสุรินทร์)ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ขึ้น ยุบมณฑลนครราชสีมา จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ออกเป็นจังหวัดและอำเภอ เมืองบุรีรัมย์จึงมีฐานะเป็น จังหวัดบุรีรัมย์ตั้งแต่นั้น การปกครอง การปกครองแบ่งออกเป็น 23 อำเภอ 187 ตำบล 1.อำเภอเมืองบุรีรัมย์ มี 18 ตำบล 14.อำเภอหนองหงส์มี 7 ตำบล 2.อำเภอนางรอง มี 15 ตำบล 15.อำเภอพลับพลาชัย มี 5 ตำบล 3.อำเภอประโคนชัย มี 16 ตำบล 16.อำเภอห้วยราช มี 7 ตำบล 4.อำเภอลำปลายมาศ มี 16 ตำบล 17.อำเภอโนนสุวรรณ มี 4 ตำบล 5.อำเภอสตึก มี 12 ตำบล 18.อำเภอชำนิมี 6 ตำบล 6.อำเภอพุทไธสง มี 7 ตำบล 19.อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์มี 5 ตำบล 7.อำเภอคูเมือง มี 7 ตำบล 20.อำเภอโนนดินแดง มี 3 ตำบล 8.อำเภอกระสัง มี 11 ตำบล 21.อำเภอบ้านด่าน มี 4 ตำบล 9.อำเภอละหานทราย มี 6 ตำบล 22.อำเภอแคนดง มี 4 ตำบล 10.อำเภอประคำ มี 5 ตำบล 23.อำเภอเฉลิมพระเกียรติมี 5 ตำบล 11.อำเภอบ้านกรวด มี 9 ตำบล 12.อำเภอหนองกี่ มี 10 ตำบล 13.อำเภอนาโพธิ์มี 5 ตำบล


ธง ตรา ผู้ว่าราชการ นายธัชกร หัตถาธยากูล คำขวัญประจำจังหวัด เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม เลิศล้ำเมืองกีฬา ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกสุพรรณิการ์ / ดอกฝ้ายคำ


สถานที่สำคัญโบราณคดีจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทหนองกง


ภูเขาไฟกระโดง ปรางค์กู่ฤาษี เตานายเจียน


สถานที่ท่องเที่ยว สนามช้างอารีน่า สนามแข่งรถ เขื่อนลำนางรอง


อำเภอเมืองบุรีรัมย์ คำขวัญ : เขากระโดงหินแกร่ง แหล่งรวมสกุณาพระพุทธยอดฟ้าประกาศิต สุภัทรบพิตรคู่เมือง ลือ เลื่องวัฒนธรรม เมืองบุรีรัมย์เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์โดยเป็นศูนย์กลางทางด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และการ คมนาคมของจังหวัด และเป็น 1 ใน 4 อำเภอของจังหวัดที่มีทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือผ่าน ที่ตั้งอาณาเขต อำเภอเมืองบุรีรัมย์มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอคูเมืองและอำเภอบ้านด่าน • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบ้านด่าน อำเภอห้วยราช และอำเภอกระสัง • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอพลับพลาชัย อำเภอประโคนชัย อำเภอนางรอง และอำเภอชำนิ • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอลำปลายมาศ ประวัติศาสตร์ จากการศึกษาของนักโบราณคดีพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในแถบนี้มาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ แต่ที่พบมากที่สุดคือหลักฐานทางวัฒนธรรมของขอมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นทั้งปราสาทหิน ปราสาทอิฐต่างๆ หรือชิ้นส่วนโบราณวัตถุประเภทภาชนะ เครื่องปั้นดินเผาต่างๆ ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญจริงๆ ของบุรีรัมย์นั้นจะเริ่มประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายโดยปรากฏชื่อว่าเป็นเมืองขึ้นของ เมืองนครราชสีมา เรียกว่า เมืองแปะ ความเป็นมานั้นย้อนกลับไปได้ถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกรุงธนบุรี ครั้งนั้นพระยา นางรองคบคิดเป็นกบฏร่วมกับเจ้าโอ, เจ้าอิน และอุปฮาด เมืองจำปาศักดิ์ จึงโปรดให้รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพไปปราบ และจับตัวพระยานางรองประหารชีวิต จากนั้นสมทบกับเจ้าพระยาสุรสีห์ (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิง หนาท) คุมกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือยกไปตีเมืองจำปาศักดิ์, เมืองโขง และเมืองอัตตะปือ ได้ทั้ง 3 เมือง ประหารชีวิต เจ้าโอ, เจ้าอิน และอุปฮาด เมืองจำปาศักดิ์ แล้วเกลี้ยกล่อมเมืองต่าง ๆ ใกล้เคียงให้สวามิภักดิ์ ได้แก่ เขมรป่าดง, ตะลุง, สุรินทร์, สังขะ และเมืองขุขันธ์ รวบรวมผู้คนตั้งเมืองขึ้นในเขตขอม และให้บุตรเจ้า เมืองผไทสมันต์แห่งพุทธไธสงขึ้นเป็นเจ้าเมืองคนแรก ต่อมาประมาณปีพ.ศ. 2440 - 2441 เมืองบุรีรัมย์ได้กลับไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมาเรียกว่า "บริเวณ นางรอง" ประกอบด้วย เมืองบุรีรัมย์ นางรอง รัตนบุรี ประโคนชัย และพุทไธสง พ.ศ. 2442 มีประกาศเปลี่ยน ชื่อ ในคราวนี้เปลี่ยนชื่อ บริเวณนางรองเป็น "เมืองนางรอง" มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ตั้งที่ว่าการอยู่ที่เมืองบุรีรัมย์


แต่ตราตำแหน่งเป็นตราผู้ว่าการนางรอง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "บุรีรัมย์" และ เปลี่ยนตราตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา จนกระทั่งสมัย ปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบภูมิภาคใหม่ จึงได้ชื่อจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอเมืองบุรีรัมย์แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 19 ตำบล 323 หมู่บ้าน 1.ในเมือง (Nai Mueang) - 2.อิสาณ (Isan) 19 หมู่บ้าน 15.หลักเขต (Lak Khet) 14 หมู่บ้าน 3.เสม็ด (Samet) 18 หมู่บ้าน 16.สะแกซำ (SaKae Sam) 19 หมู่บ้าน 4.บ้านบัว (Ban Bua) 18 หมู่บ้าน 17.กลันทา (Kalantha) 13 หมู่บ้าน 5.สะแกโพรง (Sakae Phrong) 26 หมู่บ้าน 18.กระสัง (Krasang) 19 หมู่บ้าน 6.สวายจีก (Sawai Chik) 19 หมู่บ้าน 19.เมืองฝาง (Meuang Fang) 16 หมู่บ้าน 7.บ้านยาง (Ban Yang) 19 หมู่บ้าน 8.พระครู (Phra Khru) 13 หมู่บ้าน 9.ถลุงเหล็ก (Thalung Lek) 16 หมู่บ้าน 10.หนองตาด (Nong Tat) 22 หมู่บ้าน 11.ลุกปุ๊ก (Lumpuk) 19 หมู่บ้าน 12.สองห้อง (Song Hong) 16 หมู่บ้าน 13.บัวทอง (Bua Thong) 15 หมู่บ้าน 14.ชุดเห็ด (Chum Het) 22 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 19 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลในเมืองทั้งตำบล • เทศบาลเมืองชุมเห็ด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชุมเห็ดทั้งตำบล • เทศบาลตำบลอิสาณ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอิสาณทั้งตำบล • เทศบาลตำบลหลักเขต ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหลักเขตทั้งตำบล • เทศบาลตำบลบ้านบัว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านบัวทั้งตำบล • เทศบาลตำบลหนองตาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองตาดทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเสม็ดทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกโพรง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะแกโพรงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสวายจีก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสวายจีกทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านยางทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลพระครูครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระครูทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลถลุงเหล็ก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลถลุงเหล็กทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลลุมปุ๊ก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลลุมปุ๊กทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสองห้อง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสองห้องทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบัวทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบัวทองทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกซำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะแกซำทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลกลันทา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกลันทาทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลกระสัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระสังทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองฝาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองฝางทั้งตำบล


สถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ วนอุทยานเขากระโดง บุรีรัมย์ คลาสเซิล ปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง


วัดป่าเขาน้อย พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 น้ำตกโคกตาสิงห์


อำเภอนางรอง คำขวัญ : เมืองโบราณนานเนา มะพร้าวเผาน้ำตาลหวาน ศาลหลักเมืองศักดิ์สิทธิ์ เศรษฐกิจก้าวหน้า ขาหมูรสดี มีภาษานางรอง นางรอง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตั้งและอาณาเขต อำเภอนางรองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอชำนิและอำเภอเมืองบุรีรัมย์ • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอประโคนชัยและอำเภอเฉลิมพระเกียรติ • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอละหานทรายและอำเภอปะคำ • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอโนนสุวรรณและอำเภอหนองกี่ ประวัติศาสตร์ สมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองนางรองหรือแคว้นพนมโรงเป็นที่อยู่ของชนชาติขอม ขอมได้ปกครองดินแดง ส่วนนี้เป็นเวลานาน ได้พบซากเมืองโบราณที่แสดงว่าขอมมีอำนาจแถบนี้เป็นระยะ ๆ จากปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินพนมรุ้ง โบราณวัตถุที่ค้นพบเก่าแก่ที่สุดคือ เทวรูปต่าง ๆ และหม้อน้ำดินเผาโบราณแบบขอม เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงแล้ว มอญก็เข้ามามีอำนาจในดินแดนแถบนี้ ทำให้เกิดชนชาติใหม่ขึ้นคือ ขอม มอญ เป็น เข-มอญ หรือเขมร ซึ่งก็คือขอมนั่นเองแต่มีเชื้อผสมระหว่างมอญกับขอม[ต้องการอ้างอิง] ต่อมาเมื่อมอญเสื่อมอำนาจลง ไทยจึงได้แผ่อาณาเขตเข้าครอบครองดินแดนแถบนี้ต่อไป การแผ่อาณา เขตของไทยในดินแดนแถบนี้ จะเห็นได้ว่ามาจาก 2 ทางคือ ทางนครราชสีมาและทางหลวงพระบาง แต่ไม่มี หลักฐานว่ามาครั้งใด สันนิษฐานว่าไทยคงจะเข้าครอบครองดินแดนแถบนี้ในสมัยกรุงสุโขทัยหรือกรุงศรีอยุธยา ตอนต้น หลักฐานพอจะอ้างอิงได้คือ พระพุทธรูปโบราณที่ขุดพบ ส่วนมากเป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรีเมื่อไทย ได้เข้าครอบครองดินแดนส่วนนี้ จึงตั้งศูนย์กลางปกครองที่เมืองนางรอง มีเจ้าเมืองปกครองติดต่อกันมาโดย ตลอด สมัยกรุงศรีอยุธยา ดินแดนแถบเมืองนางรอง เมืองตลุง (อำเภอประโคนชัยในปัจจุบัน) เมือง บุรีรัมย์เมืองพุทไธสง ต่างก็มาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา โดยขึ้นกับข้าหลวงใหญ่ที่นครราชสีมา ซึ่งเป็นข้าหลวงต่าง พระองค์โดยตั้งเมืองชั้นจัตวา เมืองนางรองเป็นหัวเมืองชั้นเอก หลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 แล้ว คนไทยผู้มีอำนาจต่างก็ตั้งตนเป็นก๊กเป็นเหล่า ปกครองตนเองเพื่อ จะกอบกู้เอกราช ครั้งแรกเจ้าเมืองนางรองได้เข้าร่วมกับก๊กกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าเมืองพิมาย ต่อมาพระเจ้า


ตากสินได้รวบรวมกำลังทำการปราบก๊กต่าง ๆ จนสำเร็จ และได้ยกกองทัพมาปราบก๊กเจ้าเมืองพิมายจนได้รับ ชัยชนะ เจ้าเมืองนางรองเห็นว่าก๊กเจ้าเมืองพิมายพ่ายแพ้แล้ว จึงได้แยกตัวออกไปร่วมกับเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ บุรีรัมย์" เมืองนางรองจึงเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์หลังจากพระเจ้าตากสินได้ปราบปรามหัว เมืองต่าง ๆ จนราบคาบแล้ว จึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์และตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2319 เจ้าเมืองนางรองได้คบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอิน เจ้าเมืองจำปาศักดิ์แข็งเมืองไม่ขึ้นต่อกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุง ธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยา จักรีมาปราบ พระยานางรองถูกเจ้าเมืองนครราชสีมาจับตัวได้ และถูกประหารชีวิตที่ต้นโพธิ์ [ต้นโพธิ์ดังกล่าว อยู่หน้าสนามโรงเรียนนางรอง (สังขกฤษณ์อนุสรณ์) ในปัจจุบัน] เมืองนางรองจึงได้ไปขึ้นต่อเมืองนครราชสีมา เมื่อพระยานางรองถูกประหารชีวิตแล้ว ทางเมืองหลวงได้ตั้งนายปิ่นและนายมา บุตรพระยานางรอง เป็นเจ้าเมืองนางรองปกครองต่อมาจนถึงพระวิเศษสงคราม (กฤษณ์ บุญญกฤษณ์) ลูกหลานของนายปิ่นได้เป็น เจ้าเมืองปกครอง เมื่อพระวิเศษสงครามสิ้นอายุแล้วพระนางรองภักดี (สุดใจ บุญญกฤษณ์) ซึ่งเป็นบุตรได้เป็น เจ้าเมืองแทน ต่อมาพระนางรองภักดีถูกจับในข้อหาฆ่าพ่อตา (หลวงอุดมพนาเวช ต้นตระกูลอุดมพงษ์) ทาง เมืองนครราชสีมาจึงได้แต่งตั้งหลวงยกบัตร (ต้นตระกูลสุรัสวดี) มาเป็นผู้รั้งเมืองแทน ท่านผู้นี้ได้สร้างที่ทำการ และที่พักขึ้น ณ ท้องสนามชุมพลบริเวณโรงเรียนบ้านนางรอง (ยุทธกาจราษฎร์วิทยาคาร) ในปัจจุบัน เป็นอันว่าเมืองนางรองสมัยมีเจ้าเมืองปกครองก็สิ้นสุดลงเพียงนี้ ในปีพ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ จัดระบบการปกครองใหม่ เป็น กระทรวง มณฑล ได้รวมเมืองนางรอง เมืองบุรีรัมย์ เมืองตลุง (อำเภอประโคนชัยในปัจจุบัน) เมืองรัตนบุรี เมืองพิมาย เมืองพุทไธสง เข้าเป็นเมืองเดียวกัน เรียกว่า "บริเวณนางรอง" มีพระนครภักดี (ทองดี) รักษาการ แทนเจ้าเมืองนางรอง ต่อมาอาณาเขตของเมืองนางรองเปลี่ยนแปลงไปคือ เมืองรัตนบุรีไปขึ้นกับสุรินทร์ เมืองพิมายไปขึ้นกับนครราชสีมา แล้วจึงตั้งเมืองแป๊ะขึ้นเป็นจังหวัดเรียกว่า "จังหวัด


การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอนางรองแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 15 ตำบล 188 หมู่บ้าน 1.นางรอง (Nang Rong) 14 หมู่บ้าน 2.สะเดา (Sadao) 17 หมู่บ้าน 3.ชุมแสง (Chum Saeng) 14 หมู่บ้าน 4.หนองโบสถ์ (Nong Bot) 14 หมู่บ้าน 5.หนองกง (Nong Kong) 11 หมู่บ้าน 6.ถนนหัก (Thanon Hak) 13 หมู่บ้าน 7.หนองไทร (Nong sai) 14 หมู่บ้าน 8.ก้านเหลือง (Kan Lueang) 10 หมู่บ้าน 9.บ้านสิงค์(Ban Sing) 14 หมู่บ้าน 10.ลำไทรโยง (Lam Sai Youg) 14 หมู่บ้าน 11.ทรัพย์พระยา (Sap Phraya) 13 หมู่บ้าน 12.หนองยายพิมพ์(Nong Yai Phim) 10 หมู่บ้าน 13.หัวถนน (Hua Thanon) 11 หมู่บ้าน 14.ทุ่งแสงทอง (Thung Saeng Thong) 7 หมู่บ้าน 15.หนองโสน (Nong Saon) 12 หมู่บ้าน


การปกครองท้องถิ่น ห้องที่อำเภอนางรองประกอบด้วยองค์กรส่วนท้องถิ่น แห่ง ได้แก่ • เทศบาลเมืองนางรอง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลนางรองและตำบลถนนหัก • เทศบาลตำบลทุ่งแสงทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งแสงทองทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลนางรอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนางรอง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมือง นางรอง) • องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะเดาทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชุมแสงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโบสถ์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองโบสถ์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองกงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลถนนหัก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมือง นางรอง) • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองไทรทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลก้านเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลก้านเหลืองทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสิงห์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านสิงห์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทรโยง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลลำไทรโยงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลทรัพย์พระยา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทรัพย์พระยาทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองยายพิมพ์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองยายพิมพ์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหัวถนน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหัวถนนทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองโสนทั้งตำบล


สถานที่เที่ยวในอำเภอนางรอง วัดภูม่านฟ้า ศาลหลักเมือง Chann Terrace


อำเภอประโคนชัย คำขวัญ : วัฒนธรรมเลิศล้ำ เมืองต่ำปราสาทหิน ถิ่นข้าวมะลิหอม ปลาจ่อมรสดี ร้อยพันปักษี คนมี น้ำใจงาม ประโคนชัย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดของจังหวัด และเป็นอำเภอที่มี ประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด ประวัติอำเภอและชื่อเดิม เดิมคือเมืองตะลุง อยู่ที่บ้านตะลุงเก่า ตำบลโคกม้า และอพยพย้ายมาอยู่บริเวณเนินกลางทุ่งประโคน ชัย และก่อตั้งเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2440 เป็นชัยภูมิเหมาะแก่การตั้งเมือง มีคลองน้ำธรรมชาติได้แก่ห้วย ตะโก และห้วยด้ามมีดล้อมรอบเนินบริเวณนี้ คำว่า "ตะลุง" หมายถึง เสาใหญ่ หรือ เสาหิน สำหรับผูกช้าง (ซึ่ง เชื่อกันว่า ร.1 ทรงผูกช้าง หลังกลับจากการทำสงครามกับเขมร ณ บริเวณวัดโคน อำเภอประโคนชัย) เมื่อ ร.ศ. 116 เมืองตะลุงได้ตั้งเป็นอำเภอชื่อ อำเภอประโคนไชย[1] ในปี 2460 เปลี่ยนเป็น อำเภอตะลุง ต่อมาได้ เปลี่ยนเป็น อำเภอประโคนชัย คำว่าประโคนชัย เพี้ยนมาจากคำว่า "ปังกูล" ในภาษาเขมรที่แปลว่า เสาหิน ใน ปี 2482 ปัจจุบันอำเภอประโคนชัย ครบรอบ 120 ปีในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560 และ คำว่า "ประโคน" ยัง เป็นคำที่ใช้ต่อท้ายนามสกุล เป็นต้นกำเนิดนามสกุลคนประโคนชัย และยังเป็นคำต่อท้ายนามสกุลที่ใช้มากที่สุด ในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย ที่ตั้งและอาณาเขต อำเภอประโคนชัยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครอง ข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลสองห้อง ตำบลเมืองฝาง ตำบลเสม็ด ตำบลสะแกซำ อำเภอเมือง บุรีรัมย์และตำบลสำโรง ตำบลสะเดา ตำบลจันดุม ตำบลป่าชัน อำเภอพลับพลาชัย • ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลทุ่งมน ตำบลตานีอำเภอปราสาท (จังหวัดสุรินทร์) • ทิศใต้ติดต่อกับตำบลเขาดินเหนือ ตำบลหินลาด ตำบลบ้านกรวด ตำบลหนองไม้งาม ตำบล บึงเจริญ อำเภอบ้านกรวด และตำบลตาจง อำเภอละหานทราย • ทิศตะวันตก ติดต่อกับตำบลยายแย้มวัฒนา ตำบลตาเป๊ก ตำบลอีสานเขต อำเภอเฉลิมพระ เกียรติและตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง


การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอประโคนชัยแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 16 ตำบล 182 หมู่บ้าน 1. ประโคนชัย (Prakhon chai) 14 หมู่บ้าน 2. แสลงโทน (Salaeng Thon) 7 หมู่บ้าน 3. บ้านไทร (Ban Sai) 12 หมู่บ้าน 4. ละเวี้ย (Lawai) 13 หมู่บ้าน 5. จระเข้มาก (chorakhe Mak) 18 หมู่บ้าน 6. ปังกู(Pang Ku) 14 หมู่บ้าน 7. โคกย่าง (Khok Yang) 9 หมู่บ้าน 8. โคกม้า (Khok Ma) 9 หมู่บ้าน 9. ไพศาล (Phaisan) 16 หมู่บ้าน 10. ตะโกตาพิ(Tako Taphi) 11 หมู่บ้าน 11. เขาคอก (Khao Khonk) 7 หมู่บ้าน 12. หนองบอน (Nong Bon) 11 หมู่บ้าน 13. โคกมะขาม (Khok Makham) 7 หมู่บ้าน 14. โคกตูม (Khok Tum) 10 หมู่บ้าน 15. ประทัดบุ (Prathat BU) 8 หมู่บ้าน 16. สี่เหลี่ยม (Si Liam) 8 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอประโคนชัยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลตำบลประโคนชัย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลประโคนชัย • เทศบาลตำบลแสลงโทน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแสลงโทนทั้งตำบล • เทศบาลตำบลโคกม้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกม้าทั้งตำบล • เทศบาลตำบลเขาคอก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาคอกทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลประโคนชัย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลประโคนชัย (นอกเขตเทศบาล ตำบลประโคนชัย) • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไทร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านไทรทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลละเวี้ย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลละเวี้ยทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลจรเข้มาก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลจรเข้มากทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลปังกูครอบคลุมพื้นที่ตำบลปังกูทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกย่าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกย่างทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลไพศาล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไพศาลทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลตะโกตาพิครอบคลุมพื้นที่ตำบลตะโกตาพิทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบอน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบอนทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกมะขาม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกมะขามทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกตูม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกตูมทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุครอบคลุมพื้นที่ตำบลประทัดบุทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสี่เหลี่ยม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสี่เหลี่ยมทั้งตำบล แหล่งท่องเที่ยวและประเพณี ปราสาทบ้านบุ ตั้งอยู่ในโรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์ ตำบลจระเข้มาก การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับทางไป ปราสาท เมืองต่ำ โดยปราสาทบ้านบุจะอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2221 ห่างจากทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำไปทางประ โคนชัย 1.5 กม.


ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กรมศิลปากรได้ ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2478 และได้เข้ามาทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2531 แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2539 ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ปัจจุบันอยู่ใน ความดูแลของสำนักอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งปราสาทหินเมืองต่ำ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ศิลปะ ขอมโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16-17 มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บน ศิลาแลงอันเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2 องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรก ทำให้ สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากปราสาท แห่งอื่นๆ ที่จะมีปรางค์องค์ใหญ่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยปรางค์ขนาดเล็กกว่าทั้ง 4 มุม ปรางค์ประธาน ปัจจุบันมีสภาพให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น โดยมีผนังเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมขนาด 7 x 7 เมตร โครงสร้าง โดยรวมนั้นมีลักษณะ เหมือนกับปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ จะต่างกันก็เพียงแต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้า ส่วน ปรางค์บริวารไม่มี ปรางค์ประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และเป็นด้านที่มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ ปรางค์เพียงด้านเดียว ส่วนที่เหลืออีก 3 ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกนั้น ทำเป็นรูปประตูหลอก จากการขุดค้นเพื่อทำการบูรณะ ปราสาทเมืองต่ำของกรมศิลปากร ได้ขุดพบหน้าบันและทับหลังของมุข ปราสาทปรางค์ประธานทำจากหินทราย หน้าบันจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ เหนือช้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน หน้ากาล ลักษณะของซุ้ม หน้าบันนี้ เป็นศิลปะเขมรแบบบาปวน มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 ปราสาททั้ง 5 จะล้อมรอบด้วย ระเบียงคดซึ่งมีทับหลังและซุ้มประตูแกะสลักด้วยหินทรายอย่างงดงาม มีสระน้ำ หรือบาราย กรุด้วยศิลาแลง ทั้ง 4 ทิศ มุมสระมีพญานาคหินทราย 5 เศียร ทอดตัวยาวรอบขอบสระน้ำ ชั้นนอกปราสาทมีกำแพงศิลาแลง อีกชั้น


เมืองโบราณแสลงโทน เป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ในเขตบ้านแสลงโทน ต.แสลงโทน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ อยู่ห่างจากตัว จังหวัดไปทางทิศใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 2445 สายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ระยะทาง 25 กิโลเมตร ทางหลวง ตัดผ่ากลางชุมชนโบราณ มองเห็นคันดินเป็นแนวสูงประมาณ 5-7 เมตร อยู่สองข้างทาง เมืองโบราณแห่งนี้มี ลักษณะเป็นรูปกลมรีวางตามแนวตะวันออก ตะวันตก มีพื้นที่ในเขตเมืองโบราณโดยประมาณทั้งสิ้น 1.19 ตารางกิโลเมตร มีคูเมืองโอบอยู่นอกคันดิน 3 ชั้น ปัจจุบันเหลือเพียงชั้นเดียว ใกล้คันดินด้านที่ตั้งโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลแสลงโทนในปัจจุบัน มีเนินดินซึ่งมีก้อนหินศิลาแลงกระจัดกระจายเข้าใจว่าเคยมีศาสน สถาน แต่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อแสลงโทน เรียกว่า ศาลปู่เจ้าหรือกระท่อมเนียะตา เป็นศาลเจ้า ซึ่งเป็นที่ เคารพนับถือของชาวบ้านแสลงโทนและชาวบ้านใกล้เคียง สร้างด้วยไม้ระแนง หลังคามุงกระเบื้องและพื้นเป็น ปูนซีเมนต์ ทั้งคูน้ำคันดิน (ที่เหลืออยู่ริมทางหลวง) และเนินดินศาลเจ้าพ่อแสลงโทน ได้ประกาศขึ้นทะเบียน โบราณสถานแล้ว นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอื่นที่สำคัญ คือ สระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมในเขตวัดแสลงโทน 2 สระ พบเศษภาชนะดินเผา โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับ เทวรูปเก่าและใบเสมาเก่า ซึ่งเข้าใจว่าบริเวณนี้ เคยเป็นศาสนสถานสำคัญประจำชุมชนโบราณ ประเพณีแห่ตาปู่แสลงโทนและประเพณีสงกรานต์โบราณแสลงโทน เป็นประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมาเป็น 100 ปีซึ่งพิธีบูชาศาลเจ้าพ่อแสลงโทน หรือชาวบ้านนิยม เรียกว่าตาปู่ หรือ กระท่อมเนี๊ยะตา จัดขึ้นในช่วงประมาณเดือน เม.ย. - พ.ค. ของทุกปี เพื่อสร้างขวัญและ กำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ ให้แก่ชาวบ้านรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับการเกษตรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในแต่ละปี เพื่อ บันดาลให้ฝนตกมา น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และอยู่เย็นเป็นสุข โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญเจ้าพ่อแสลงโทนหรือตาปู่ แห่รอบตัวหมู่บ้าน 3 วัน พร้อมทั้งมีการละเล่นที่สนุกสนานผนวกรวมกันกับประเพณีสงกรานต์โบราณ ประเพณีแห่เทียนพรรษาประโคนชัย ความเป็นมาของงานแห่เทียนเข้าพรรษาของอำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ มีความเป็นมาช้านานกว่า 78ปี ช่วงแรกเริ่มจะเป็นการแห่เทียนพรรษาโดยเกวียนก่อนจะแทนที่ด้วยโดยกระบะ แล้วมาเป็นรถ6ล้อหรือ 10ล้อ จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นรถห้วตัด ช่วงแรกรางวัลชนะเลิศจะเป็นน้ำมันก๊าช1ปี๊ป แห่เพื่อรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ช่วงหลังมานี้เริ่มมีการแข่งขันกันสูงแต่ยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม ของชาวอำเภอประโคนชัยไว้ ว่ากันว่างานแห่เทียนเข้าพรรษาอำเภอประโคนชัยเที่ยบชั้นงานแห่เทียน ระดับประเทศ จากการจัดอันดับของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกให้งานแห่เทียนพรรษาอำเภอประโคน ชัยยิ่งใหญ่เป็นอันดับ3ของประเทศ รองจากงานแห่เทียนเข้าพรรษาที่ จ.อุบลราชธานี และงานแห่เทียน เข้าพรรษาที่ จ.นครราชสีมา


สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอประโคนชัย ปราสาทเมืองต่ำ ศาลเจ้าพ่อหลังเมืองประโคนชัย ปราสาทบ้านบุ


อำเภอลำปลายมาศ คำขวัญ : อุทยานลำน้ำมาศ พระธาตุทะเมนชัย ยิ่งใหญ่ศาลเจ้าพ่อ สิ่งทอผ้าพื้นบ้าน อาหารเลื่องลือ ไกล มีชัยศูนย์สร้างงาน ลำปลายมาศ เป็นอำเภอหนึ่งทางทิศตะวันตกของจังหวัดบุรีรัมย์มีแหล่งน้ำสำคัญคือลำน้ำมาศ และเป็น 1 ใน 4 อำเภอของจังหวัดที่มีทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือผ่าน ทำให้กลายเป็นเมืองค้าขายที่สำคัญของจังหวัด สินค้าที่สำคัญได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่, จักสานไม้, ไข่เค็มพอกดิน และแคนตาลูป ที่มาของชื่อ ความหมายของชื่อ "ลำปลายมาศ" แยกได้เป็นสามคำ ดังนี้ • ลำ หมายถึง เส้นทางหรือสายน้ำ • ปลาย เพี้ยนและกร่อนมาจากคำส่วยหรือคำเขมรว่า "ประ" แปลว่า เงิน • มาศ เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ทอง เมื่อรวมความแล้ว ลำปลายมาศจึงแปลว่า "เส้นทางหรือสายน้ำเงินทอง" ประวัติ เดิมบริเวณอำเภอลำปลายมาศเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ชุมชนกลุ่มน้อย มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่มากนัก มีเพียงเรื่องเล่าขานของ "ท้าวปาจิตกับนางอรพิม" ที่มีการเล่าถึง "ลำน้ำมาศ" จนกระทั่งทางราชการ ได้สร้างทางรถไฟจากนครราชสีมา (สร้างถึงนครราชสีมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2443 และถึงบุรีรัมย์เมื่อ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2468) ผ่านเข้ามาทางหมู่บ้านแห่งนี้ จึงมีผู้คนเข้าจับจองที่ดิน มีบ้านเรือนจำนวนมากขึ้น โดยลำดับเมื่อเส้นทางรถไฟผ่านจนไปสิ้นสุดลงที่อุบลราชธานีแล้ว จึงมีคนตั้งชื่อหมู่บ้านบริเวณนี้ขึ้น เรียกกันมา ตลอดว่า "บ้านหนองยาง" ช่วงเวลานั้นเมื่อมีสถานีรถไฟแล้ว ชาวบ้านก็เรียกชื่อสถานีว่า "สถานีหนองยาง" หรือ "สะเตหนองยาง" โดยใหนตอนนั้น บ้านหนองยางยังขึ้นกับอำเภอนางรองต่อมาได้มีการตั้งเป็น กิ่งอำเภอลำ ปลายมาศ ขึ้นกับอำเภอเมืองบุรีรัมย์(วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478) และ ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอลำปลาย มาศ จังหวัดบุรีรัมย์(วันที่ 21 ตุลาคม 2490)เมื่อ (วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498)พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จนั่งรถไฟแล่นผ่าน สถานนีรถไฟลำปลายมาศ ประชาชนชาวลำปลายมาศ ได้กราบ บังคมทูลขอให้เสด็จฯ ลงจากรถไฟพระที่นั่ง เพื่อพระราชดำเนินบนผ้าขาวที่ปูลาดไว้หน้าสถานีเพื่อนำไป สักการะ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ ลงให้ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตามที่ราษฎรทูลขอ ส่วน พระองค์ทรงบันทึกภาพประชาชนที่ตามมาส่งเสด็จฯ จนเต็มชานชลา ก่อนเสด็จต่อไปยังสถานีรถไฟ นครราชสีมา และประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ กลับกรุงเทพมหานคร


พระนครลำมาศ ชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่ในแถบนี้เรียกชื่อว่า "พระนครลำมาศ" เพราะมีชุมชนโบราณอยู่ราว 27 ซึ่งมาก ที่สุดในเมืองบุรีรัมย์เป็นเมืองการค้าที่เจริญรุ่งมาก ซึ่งทิศตะวันตกอยู่ใกล้กับ มณฑลนครราชสีมา หรือ เมือง โคราช (จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน) ทิศตะวันออกอยู่ติดกับ เมืองแป๊ะ หรือ เมืองบุรีรัมย์(จังหวัดบุรีรัมย์ ในปัจจุบัน) ทิศใต้ติดกับ เมืองนางรอง (อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ในปัจจุบัน) และยังเป็นทางผ่านของ เส้นทาง "ราชมรรคา" จากเมืองนครวัดนครธม (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่ เจริญรุ่งเรืองในอดีตของอาณาจักรเขมรโบราณ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่2 เป็นเส้นทางยาวไปจนถึง เมืองพิ มาย (อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือพระนครลำมาศเคยมีอาณาเขตคลอบ คลุมไปจนถึง ตำบลห้วยหิน (อำเภอหนองหงษ์ จังหวัดบุรีรัมย์ในปัจจุบัน) อารยธรรมที่ชัดเจนและยังหลงเหลือ อยู่บ่งบอกถึงความเจริญได้แก่ โรงสีข้าวจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลลำปลายมาศ ฉางข้าวโบราณที่ สถานนีรถไฟตำบลแสลงพันกับตำบลหนองกระทิง ชาวบ้านแถบนี้สมัยก่อนนิยมทำนาเป็นหลัก โรงสีข้าวจึงมี ความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะส่งออกค้าขาย และยังนำสินค้าส่งออกค้าขายจาก เมืองนางรอง มาขึ้นรถไฟที่ สถานนีลำปลายมาศ[1] ที่ตั้งและอาณาเขต อำเภอตั้งอยู่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตกระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร มีอาณาเขต ติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอชุมพวง อำเภอลำทะเมนชัย (จังหวัดนครราชสีมา) และอำเภอคูเมือง • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอคูเมืองและอำเภอเมืองบุรีรัมย์ • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอชำนิและอำเภอหนองหงส์ • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอห้วยแถลงและอำเภอชุมพวง (จังหวัดนครราชสีมา) การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค 1.ลำปลายมาศ ( Lam Plaimat) 2.หนองคู(Nong Khu) 14 หมู่บ้าน 3.แสลงพัน (Salaeng Phan) 17 หมู่บ้าน


4.ทะเมนชัย (Thamen Chai) 17 หมู่บ้าน 5.ตลาดโพธิ์(Talat Pho) 9 หมู่บ้าน 6.หนองกะทิง (Nong Kathing) 11 หมู่บ้าน 7.โคกกลาง (Khok Klang) 16หมู่บ้าน 8.โคกสะอาด (Khok Sa-at) 16 หมู่บ้าน 9.เมืองแฝก (Mueang Faek) 17 หมู่บ้าน 10.บ้านยาง (Ban Yang) 13 หมู่บ้าน 11.ผไทรินทร์(Phathairin) 19 หมู่บ้าน 12.โคกล่าม (Khok Lam) 12 หมู่บ้าน 13.หินโคน (Hin Khon) 16 หมู่บ้าน 14.หนองบัวโคก (Nong Buakhok) 13 หมู่บ้าน 15.บุโพธิ์(Bu Pho) 8 หมู่บ้าน 16.หนองโดน (Nong Don) 8 หมู่บ้าน การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอลำปลายมาศประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลตำบลลำปลายมาศ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลลำปลายมาศทั้งตำบล บางส่วนของตำบลหนองคู และบางส่วนของตำบลหินโคน • เทศบาลตำบลทะเมนชัย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลทะเมนชัยและบางส่วนของตำบลหนองบัว โคก • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองคูครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองคู (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลลำปลาย มาศ) • องค์การบริหารส่วนตำบลแสลงพัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแสลงพันทั้งตำบล


• องค์การบริหารส่วนตำบลทะเมนชัย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทะเมนชัย (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบล ทะเมนชัย) • องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดโพธิ์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลตลาดโพธิ์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกะทิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองกะทิงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกกลางทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกสะอาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกสะอาดทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองแฝกทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านยางทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลผไทรินทร์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกล่าม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกล่ามทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหินโคน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหินโคน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลลำ ปลายมาศ) • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวโคก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบัวโคก (เฉพาะนอกเขตเทศบาล ตำบลทะเมนชัย) • องค์การบริหารส่วนตำบลบุโพธิ์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบุโพธิ์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโดน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองโดนทั้งตำบล วัฒนธรรม อำเภอลำปลายมาศมีเทศกาลท้องถิ่นที่สำคัญ คือ เทศกาลงานงิ้ว ซึ่งจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี


สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอลำปลายมาศ พระธาตุทะเมนชัย สถานีรถไฟลำปลายมาศ งานงิ้ว


อำเภอสตึก คำขวัญ : พระพุทธรูปสูงใหญ่ หาดทรายชวนฝัน แข่งเรือยาว เจ้าพ่อศักดิ์ พาณิชย์สนามบิน สตึก เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานบุรีรัมย์ที่ตำบลร่อนทอง และเป็นอำเภอ ที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด ที่ตั้งอาณาเขต อำเภอสตึกตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครอง ข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอชุมพลบุรี(จังหวัดสุรินทร์) • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอท่าตูม อำเภอจอมพระ และอำเภอเมืองสุรินทร์(จังหวัดสุรินทร์) • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอกระสัง อำเภอห้วยราช และอำเภอบ้านด่าน • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอบ้านด่านและอำเภอแคนดง การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอสตึกแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 179 หมู่บ้าน ได้แก่ 1.สตึก ( Satuek) 15 หมู่บ้าน 9.ท่าม่วง (Tha Muang) 11 หมู่บ้าน 2.นิคม (Nikhom) 24 หมู่บ้าน 10.สะแก (Sakae) 13 หมู่บ้าน 3.ทุ่งวัง (Thung Wang) 15 หมู่บ้าน 11.สนามชัย (SAnam Chai) 12 หมู่บ้าน 5.หนองใหญ่ (Nong Yai) 16 หมู่บ้าน 12.กระสัง (Krasang) 8 หมู่บ้าน 6.ร่อนทอง (Ron Thong) 18 หมู่บ้าน 7.ดอนมนต์(Don Mon) 10 หมู่บ้าน 8.ชุมแสง (Chum Saeng) 18 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอสตึกประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลตำบลสตึก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสตึกและบางส่วนของตำบลนิคม • เทศบาลตำบลศรีสตึก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสตึก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสตึก) • เทศบาลตำบลดอนมนต์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนมนต์ทั้งตำบล • เทศบาลตำบลสะแก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะแกทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลนิคม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนิคม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสตึก) • องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งวัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งวังทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองแกทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองใหญ่ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลร่อนทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลร่อนทองทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชุมแสงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าม่วงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสนามชัย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสนามชัยทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลกระสัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระสังทั้งตำบล ชาวอำเภอสตึกที่มีชื่อเสียง ลิซ่า นักร้องชื่อดังสมาชิกวง แบล็กพิงก์


สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอสตึก วัดประชาบูรณะ พระพุทธรูปใหญ่ ริมน้ำมูล


อำเภอพุทไธสง คำขวัญ : คูเมืองเก่าแต่โบราณ นมัสการพระเจ้าใหญ่ สุดสวยผ้าไหมไทย แลวิไลบึงสระบัว พุทไธสง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นเมืองประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีชื่อเสียง ด้านการเป็นแหล่งทอผ้าไหมมัดหมี่ที่สวยงาม และมีพระคู่บ้านคู่เมือง คือ พระเจ้าใหญ่ วัดหงส์ ประวัติ ตามหลักฐานจากการสำรวจของรองศาสตราจารย์ ศรีศักดิ์ วัลลโภดม และของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทิวา ศุภจรรยาและคณะ ได้ปรากฏว่ามีชุมชนโบราณที่มีลักษณะมีคูน้ำคันดินล้อมรอบในแถบลุ่มน้ำมูลและลุ่ม น้ำชีถึงจำนวน 671 แห่ง ซึ่งลักษณะที่มาของคูน้ำคันดินแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ แบบสี่เหลี่ยมและ แบบทรงกลม จากหลักฐานแบบสี่เหลี่ยมเกิดขึ้นในยุคที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย เกิดขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศวรรษที่ 7 สำหรับแบบทรงกลมได้รับอิทธิพลจากเพื่อนบ้านที่มีอารยธรรมสูงกว่า และมีความมั่นคงทางการเมือง เกิดขึ้นราว 3,000 – 5,000 ปีมาแล้ว ก่อนสมัยทวาราวดีของอินเดีย ผศ. ทิวา ศุภจรรยา ให้ความเห็นว่า การ สร้างคูน้ำคันดินรอบชุมชนนี้น่าจะเกิดขึ้นเองเป็นครั้งแรกในแถบลุ่มแม่น้ำมูลและลุ่มแม่น้ำชีและใกล้เคียงแอ่ง สกลนครและแอ่งโคราช จากจำนวนชุมชนที่มีคูน้ำคันดินทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 700 แห่ง ความ หนาแน่นของชุมชนอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้และเขตติดต่อระหว่างจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดนครราชสีมา โดยหนึ่งในชุมชนเหล่านั้นคือ เมืองพุทไธสง ตามที่นักโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ 12 อำเภอพิ มาย จังหวัดนครราชสีมา สันนิษฐานว่าเมืองพุทไธสงโบราณถูกสร้างมาประมาณ 3,000 ปีแล้ว และถูกจัดให้ อยู่ในกลุ่มเมืองในสมัยทวาราวดี ซึ่งลักษณะของเมืองในสมัยทวาราวดีที่ปรากฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้ มีลักษณะเป็นเมืองที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบมีลักษณะทรงกลม คล้ายเมืองโบราณในประเทศอังกฤษและ ประเทศจีน เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งในประเทศไทยพบการตั้งถิ่นฐานจำนวนมากตามลุ่มแม่น้ำมูลและ ลุ่มแม่น้ำชี ลักษณะทางทางภูมิศาสตร์ของเมืองพุทไธสง ตัวเมืองมีคูเมืองเก่าที่เป็นคันคูน้ำอยู่จำนวน 2 ชั้น ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลพุทไธสงในปัจจุบัน ประกอบไปด้วย 1.คูบึงชั้นนอกด้านทิศเหนือประกอบไปด้วย บึงสระบัวหรือบึงใหญ่ หนองเม็ก คูบึงชั้นในด้านทิศ เหนือ มีบึงเจ๊กและบึงอ้อ ตั้งอยู่เขตหมู่ที่ 1 บ้านพุทไธสง ในเขตตำบลพุทไธสง รอบโนนที่ตั้งเมืองพุทไธสง 2.คูบึงชั้นนอกด้านทิศตะวันออกประกอบไปด้วย บึงมะเขือ บึงบัวขาว ง คูบึงชั้นในด้านทิศ ตะวันออก มีบึงกลาง บึงสร้างนาง และมีหนองน้ำชั้นนอกคือหนองกระจับ หนองสรวง 3.คูบึงชั้นนอกด้านทิศใต้ประกอบไปด้วย บึงฆ่าแข่ ห้วยเตย หนองบัว คูบึงชั้นในด้านทิศใต้มีบึงสร้าง นาง หนองกระทุ่มหนา


4.คูบึงชั้นนอกด้านทิศตะวันตก มีหนองน้ำชื่อร่องเสือเต้น กั้นเขตแดนระหว่างโรงเรียนพุทไธสงและ โรงเรียนตงศิริราษฎร์อนุสรณ์ในปัจจุบัน เป็นลักษณะบึงสั้นๆ ไม่ตลอดแนว และด้านนี้ไม่มีคูบึงชั้นใน ลักษณะ พื้นที่เป็นที่ราบสลับที่เนินเตี้ยๆ พื้นที่โดยรวมลาดเอียงจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันออกเฉียง ใต้ นอกจากนี้ยังมีบริเวณที่ดอนที่เรียกว่าโนน(เนิน)เมืองจำนวน 7 โนนดังนี้ 1.โนนโรงเรียนพุทไธสงเดิม ปัจจุบันเป็นที่ตั้งคิวรถและตลาดสดเทศบาลตำบลพุทไธสง ในอดีตเป็นเนิน ใหญ่สุดและเป็นศูนย์กลางตั้งตัวเมืองจนถึงปัจจุบัน 2.โนนอนามัยเดิม ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานสาธารณสุขอำเภอพุทไธสง สถานีตำรวจภูธรพุทไธสง เป็น เนินที่มีความสูงที่สุด 3.โนนโรงเรียนนุบาลพุทไธสง (โอภาสประชานุกูล) เดิมมีน้ำล้อมรอบและใช้เป็นป่าช้าที่ฝังศพ 4.โนนบ้านโพนทอง เป็นโนนสูงกว้างใหญ่ หลังจากตั้งเมืองพุทไธสงใหม่ที่บ้านมะเฟือง มีข้าราชการจาก เมืองมาตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่ที่โนนแห่งนี้ 5.โนนโรงเรียนตงศิริราษฎร์อนุสรณ์ เป็นโนนสูงด้านทิศตะวันตก หลังจากการขุดปรับแต่งหน้าดิน พบว่าดินมีลักษณะเป็นดินปนหินขี้ตะกรันเหล็ก อาจเป็นแหล่งถลุงเหล็กทำเครื่องมือและอาวุธในอดีต 6.โนนหนองสรวงตั้งอยู่ทางทิศใต้ ลักษณะยาวตามทิศตะวันออกไปตะวันตก เป็นที่ตั้งบ้านโนนหนอง สรวง 7.โนนอีแก้ว เป็นโนนสูงขนาดเล็กอยู่ทางทิศใต้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศูนย์หม่อนไหมบุรีรัมย์สาขาพุทไธสง ในยุคอารยธรรมขอมรุ่งเรือง ได้พบหลักฐานการสร้างปราสาทหินและหลักฐานอื่นๆ ในบริเวณเมืองพุท ไธสง ได้แก่ ปรางค์กู่สวนแตง ที่บ้านกู่สวนแตง ตำบลกู่สวนแตง กุฏิฤาษีที่บ้านกู่ฤาษี ตำบลหนองเยือง ในเขต อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์พระธาตุบ้านดู่ อำเภอนาโพธิ์ ทั้งยังมีหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองพุทไธสงอื่นๆอีก เช่น พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์ บ้านศีรษะ แรต ตำบลมะเฟือง เป็นพระพุทธรูปประจำคู่เมืองพุทไธสง สร้างขึ้นในช่วงราวปี พ.ศ. 1500 เป็นพระพุทธรูป ศิลปะทวารวดี สร้างด้วยมวลสารและยางบง ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 1.6 เมตร สูง 2 เมตร องค์พระเจ้า ใหญ่เป็นศิลปะการก่อสร้างที่แตกต่างไปจากขอม กล่าวคือเป็นศิลปะทางพระพุทธศาสนาโดยสันนิษฐานว่าคง สร้างตามอิทธิพลของอารยธรรมลาว(ล้านช้าง)ในถิ่นนี้ และยังพบพระธาตุ 1 องค์ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ของวิหารพระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์ ซึ่งมีส่วนสูงของพระธาตุ 12 เมตร ฐานกว้าง 6 เมตร ก่อด้วยอิฐแดงไม่ฉาบปูน คงจะเป็นรุ่นเดียวกันกับพระธาตุพระพนมฝีมือลาวในสมัยทวารวดี ปัจจุบันได้สร้างพระธาตุใหม่ครอบไว้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานพระพุทธรูปในสมัยเดียวกันในท้องที่อำเภอข้างเคียง เช่น พระพุทธรูปในลำน้ำมูล พบที่ บ้านวังปลัด อำเภอคูเมือง และพบใบเสมาที่บ้านปะเคียบ อำเภอคูเมือง เป็นต้น


ในระยะต่อมาเมืองพุทไธสง ได้เป็นถิ่นที่อยู่กลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่มาอยู่รวมกันในแถบลุ่มน้ำมูล ทั้งนี้จาก หลักฐานต่างๆถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดบุรีรัมย์ จะรวมกลุ่มกันตั้งถิ่นฐานอยู่ 3 เมืองใหญ่ๆ ในช่วง เวลาเดียวกันคือ กลุ่มชาติพันธุ์เขมรจะรวมกลุ่มกันอยู่เมืองตลุง(ประโคนชัย) กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราชจะ รวมกลุ่มกันอยู่ที่เมืองนางรอง กลุ่มชาติพันธุ์ไทยอีสานหรือไทลาวจะรวมกลุ่มกันอยู่ที่เมืองพุทไธสง ซึ่งแสดงให้ เห็นว่ามีเมืองอยู่เดิมแล้วในบริเวณที่กล่าวถึงนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมือง พุทไธสงเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหน้าด่านกันชนให้ทั้งสามราชอาณาจักร สยาม ลาว เขมร พร้อมกับเมืองสำคัญที่เป็นเมืองหน้าด่านทางภาคอีสานซึ่งประกอบไปด้วย เมืองพิมาย เมืองกันทร ลักษณ์เมืองกันทรวิชัย เมืองพุทไธสง เมืองนางรอง เมืองตลุง(ประโคนชัย) เมืองเหล่านี้ต่างเป็นเมืองใหญ่มี ประชากรมากและมีเจ้าเมืองปกครอง ต่อมาเมืองพุทไธสงได้ถูกทิ้งร้างไปในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาจักรีทรงยกทัพไปตีเมืองจันทบุรีศรีสัตนาค นหุตในปี พ.ศ. 2318 และได้เกณฑ์ไพร่พลในหัวเมืองต่างๆในบริเวณต่างๆของภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน ปัจจุบัน และในจำนวนนี้มีเพี้ยศรีปาก(นา) ซึ่งเป็นคณะอาญาสี่ของเมืองสุวรรณภูมิ รวมถึง เพียเหล็กสะท้านผู้มี หน้าที่จัดทำอาวุธ เพียไกรสอนผู้มีหน้าที่เกณฑ์ไพร่พลทหารและทหารรวม 200 คนไปด้วย เพียศรีปากได้ทำ การสู้รบด้วยความองอาจกล้าหาญ มีความสามารถ จนกองทัพไทยทำการสำเร็จได้รับชัยชนะกลับ กรุง ธนบุรีและได้กวาดต้อนผู้คนกลับมาเป็นจำนวนมาก ในช่วงเดินทัพกลับนั้นได้เดินทัพผ่านมายังเมืองพุทไธสง เก่า และได้พักแรมที่หนองแสนโคตร (บริเวณบ้านมะเฟืองในปัจจุบัน) และได้สำรวจตัวเมืองเก่า เพื่อตั้งเมือง พุทไธสงขึ้นใหม่ เห็นว่าเมืองเก่าถูกละทิ้งมานานเป็นป่ารกยากแก่การบูรณะ จึงให้สร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านโนน หมากเฟืองและบ้านหัวแฮดในปี พ.ศ. 2342 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพี้ยศรี ปาก(นา) พร้อมบุตรชาย 2 คน คือ ท้าวหน่อ (เพี้ยเหล็กสะท้อน) และท้าวนา (เพี้ยไกรศรเสนา) ได้นำความ กราบบังทูลขอพระราชทานตั้งบ้านโนนหมากเฟือง ขึ้นเป็นเมืองพุทไธสง ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา โดยแบ่งเขต แดนจากเมืองสุวรรณภูมิ และเพี้ยศรีปาก ได้เป็นเจ้าเมืองพุทไธสงคนแรก มีราชทินนามว่า พระยาเสนา สงคราม ดังปรากฏในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ภาค 1 ว่า"ลุจุลศักราช ๑๑๖๑ ปีมแมเอกศก เพี้ยศรี ปาก เพี้ยเหล็กสะท้อน เพี้ยไกรสร เสนาเมืองสุวรรณภูมิ คบคิดกันเกลี้ยกล่อมผู้คนเข้าเปนพวกพ้องตัวเลขได้ สองร้อยคนเศษ แยกออกจากเมืองสุวรรณภูมิ ไปสมัคขึ้นอยู่กับเจ้าพระยานครราชสิมา ๆ มีบอกมายังกรุงเทพ ฯ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เพี้ยศรีปากเปนพระเสนาสงครามเจ้าเมือง ยกบ้านหมากเฟืองบ้านหนอง หัวแรดซึ่งอยู่ริมเมืองพุดไทยสงเก่า เปนเมืองพุดไทยสงขึ้นกับเมืองนครราชสิมา (มณฑลนครราชสิมา) โปรด เกล้า ฯ ให้เมืองสุวรรณภูมิปันเขตรแขวงให้ ตั้งแต่ฟากลำพังชูทางตวันตกไป ถึงลำสะแอกเปนเขตรแดนเมือง พุดไทยสง" อุปฮาดราชวงศ์ เจ้าอาญาสี่ผู้ปกครองเมืองพุทไธสง[แก้] พระยาเสนาสงคราม เดิมชื่อ เพียศรีปาก(นา) เกิดที่ เมืองท่งศรีภูมิแห่งราชอาณาจักรล้านช้างจำปา ศักดิ์เป็นบุตรชายของท้าวพร และเป็นหลานของท้าวเซียงหรือพระรัตนวงศา เจ้าเมืองสุวรรณภูมิคนที่4 ซึ่งมี เชื้อสายของเจ้าแก้วมงคลเจ้าเมืองท่งศรีภูมิท่านแรก เพี้ยศรีปากมีพี่น้องอยู่1คนได้แก่ เพี้ยเมืองแพน(ศักดิ์)หรือ


พระนครศรีบริรักษ์เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก เดิมเพี้ยศรีปากเป็นกรมการเมืองสุวรรณภูมิต่อมาเกิดการผลัด อำนาจจากกลุ่มท้าวเซียงเป็นกลุ่มท้าวสุทนต์มณี ในปีพ.ศ. 2335 โดยท้าวอ่อนบุตรชายของท้าวสุทนต์ได้รับ แต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง ซึ่งท้าวสุทนต์มณีเป็นเจ้าอาวของท้าวเซียงและมีสายเลือดเจ้าจารย์แก้วเหมือนกันซึ่งอาว กับหลานมีความขัดแย้งกันจากการแย่งชิงอำนาจกันในเครือญาติอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว หลังจากท้าวอ่อนดำรง ตำแหน่งเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ต่อมาเพี้ยศรีปากจึงได้พาไพร่คนในบังคับบัญชาของตนแยกออกจากเมืองทุ่งศรี ภูมิหรือเมืองสุวรรณภูมิ มาตั้งบ้านเมืองขึ้นเมืองที่ริมกำแพงเมืองผะไธสงฆ์เก่า (พุทไธสง) ภายหลังได้รับ พระราชทานราชทินนามเป็น พระยาเสนาสงคราม เจ้าเมืองพุทไธสง พร้อมกับการตั้งเมืองพุทไธสง เมื่อ พ.ศ. 2342 [1] พระยาเสนาสงคราม มีบุตรปรากฏนาม 2 คนคือ 1.ท้าวหน่อพุทธางกูรหลวงเวียงพุทไธสง (พระยานครภักดี) ต่อมาได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นเจ้า เมืองแปะ(บุรีรัมย์)คนแรก 2.ท้าวนา ต่อมาได้เป็นพระเสนาสงครามที่ 2 เจ้าเมืองพุทไธสงคนที่ 2 พระยาเสนาสงคราม ได้ปกครองเมืองพุทไธสงตั้งแต่ พ.ศ. 2342 - พ.ศ. 2370 เป็นระยะเวลา 28 ปี และได้ถึงแก่กรรมในปีนั้น สิริอายุ 81 ปี ลำดับเจ้าเมืองพุทไธสง[แก้] 1.พระยาเสนาสงคราม (เพียศรีปาก) (พ.ศ. 2342-2370) 2.พระเสนาสงครามที่ 2 (พ.ศ. 2370-2407) 3.พระเสนาสงครามที่ 3 (พ.ศ. 2407-2440) เมืองพุทไธสงสู่รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 ได้ มีการยกเลิกการปกครองแบบเดิมและจัดการปกครองแบบใหม่ การปกครองหัวเมืองอยู่ในอำนาจของ กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งการ ปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ในวันที่ 25 พฤษภาคม ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442) เมืองพุทไธสง ได้รับการจัดตั้งเป็น อำเภอเมืองพุทไธสง (ชื่ออำเภอในระยะแรกตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา) ขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา พร้อมกับอีก 18 อำเภอ โดยมีหลวงเจริญทิพยผล (คง) เป็นนายอำเภอเมืองพุทไธสงคนแรก[2] ในปีเดียวกันนี้เอง พระรังสรรค์สารกิจ (เลื่อน) ข้าหลวงประจำเมืองบุรีรัมย์ได้ทำการย้ายที่ตั้งอำเภอพุท ไธสงขึ้นใหม่ที่บริเวณที่ดินในคูเมืองในเขตเทศบาลตำบลพุทไธสงในปัจจุบัน ซึ่งเดิมนั้นเป็นป่ารกทึบมีสัตว์ป่า มี


ภูมิแข็ง มีไก่ป่า นกกระทา ชาวบ้านจะแตะต้องไม่ได้ถ้ามีใครแตะต้องจะต้องเป็นไข้ตาย ลงท้องตาย อาศัยพระ ราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินเบิกป่าจึงสามารถผ่าเหตุการณ์ไปได้สะดวก โดยแต่แรกเริ่มนั้นอำเภอพุทไธสง มีพื้นที่ในการปกครองประมาณ 760 ตารางกิโลเมตร มีตำบลในการ ปกครอง ได้แก่ 1.ตำบลพุทไธสง 2.ตำบลมะเฟือง 3.ตำบลบ้านจาน 4.ตำบลบ้านเป้า 5.ตำบลนาโพธิ์ 6.ตำบลบ้านดู่ และได้มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองของอำเภอพุทไธสงตามลำดับ ดังนี้ พ.ศ. 2450 อำเภอพุทไธสง ได้ขึ้นตรงต่อกับเมืองบุรีรัมย์ มณฑลนครราชสีมา ตามการจัดระเบียบการ ปกครองของกระทรวงมหาดไทย (ไม่ทราบปี) ตั้งตำบลบ้านคู โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลนาโพธิ์ พ.ศ. 2457 ตั้งตำบลทองหลาง โดยแบ่งเขตการปกครองจากบ้านเป้า 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เปลี่ยนการเรียกเมืองเป็นจังหวัด เมืองบุรีรัมย์ จึงถูกเปลี่ยนเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอพุทไธสง จึงได้อยู่ในการ ปกครองของจังหวัดบุรีรัมย์ มณฑลนครราชสีมา ตั้งแต่นั้นมา[3] พ.ศ. 2476 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีมาจึงถูกยกเลิกไป 27 มีนาคม พ.ศ. 2481 ตั้งตำบลหนองแวง โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลทองหลาง[4] 24 กันยายน พ.ศ. 2512 ตั้งตำบลบ้านแวง โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลพุทไธสง[5] 29 กันยายน พ.ศ. 2521 ตั้งตำบลแดงใหญ่ โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลบ้านเป้า[6] 26 กันยายน พ.ศ. 2522 ตั้งตำบลบ้านยาง โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลมะเฟือง และตั้งตำบล ดอนกอก โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลบ้านคู[7] 18 มีนาคม พ.ศ. 2524 ได้แบ่งเขตการปกครอง ตำบลนาโพธิ์ ตำบลบ้านคู ตำบลบ้านดู่ และตำบล ดอนกอก รวมพื้นที่ 255 ตารางกิโลเมตร จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาโพธิ์ขึ้นกับเภอพุทไธสง[8]


9 มิถุนายน พ.ศ. 2524 ตั้งตำบลศรีสว่าง โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลนาโพธิ์ ในท้องที่กิ่งอำเภอ นาโพธิ์ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์[9] 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ตั้งตำบลหายโศก โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลบ้านจาน[10] 2 กันยายน พ.ศ. 2528 ตั้งตำบลกู่สวนแตง โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลหนองแวง[11] 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ตั้งตำบลหนองเยือง โดยแบ่งเขตการปกครองจากตำบลทองหลาง[12] 30 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ตั้งกิ ่งอำเภอนาโพธิ์อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อำเภอนา โพธิ์จังหวัดบุรีรัมย์[13] 13 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้แบ่งเขตการปกครอง ตำบลหนองแวง ตำบลกู่สวนแตง ตำบล ทองหลาง ตำบลหนองเยือง และ ตำบลแดงใหญ่ พื้นที่ 175 ตารางกิโลเมตร จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชย พจน์ขึ้นกับอำเภอพุทไธสง[14] 15 กันยายน พ.ศ. 2540 ตั้งกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อำเภอ บ้านใหม่ไชยพจน์จังหวัดบุรีรัมย์[15] การแบ่งเขตปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอพุทไธสงแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 7 ตำบล 97 หมู่บ้าน 1.พุทไธสง (Phutthaisong) 13 2.มะเฟือง (Mafueang) 13 หมู่บ้าน 3.บ้านจาน (Ban Chan) 13 หมู่บ้าน 4.บ้านเป้า (Ban Pao) 12 หมู่บ้าน 5.บ้านแวง (Ban Waeng) 13 หมู่บ้าน 6.บ้านยาง (Ban Yang) 18 หมู่บ้าน 7.หายโศก (Hai Sok) 15 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอพุทไธสงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลตำบลพุทไธสง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลพุทไธสง บางส่วนของตำบลมะเฟือง และ บางส่วนของตำบลบ้านจาน • องค์การบริหารส่วนตำบลพุทไธสง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพุทไธสง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลพุท ไธสง) • องค์การบริหารส่วนตำบลมะเฟือง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมะเฟือง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลพุทไธ สง) • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านจาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านจาน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลพุท ไธสง) • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเป้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านเป้าทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแวงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านยางทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหายโศก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหายโศกทั้งตำบล ที่ตั้งอาณาเขต อำเภอพุทไธสงตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอหนองสองห้อง (จังหวัดขอนแก่น) และอำเภอนาโพธิ์ • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอยางสีสุราชและอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย (จังหวัดมหาสารคาม) • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอชุมพลบุรี(จังหวัดสุรินทร์) อำเภอคูเมือง และอำเภอเมืองยาง (จังหวัด นครราชสีมา) • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์


สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอพุทไธสง พระเจ้าใหญ่วัดหงส์ บึงสระบัว


อำเภอคูเมือง คำขวัญ : แหล่งผลิตน้ำตาล ศาลเจ้าพ่อหลวงอุดม ไม้ทับถมกลายเป็นหิน ถิ่นฐานอารยธรรม คูเมือง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตั้งอาณาเขต อำเภอคูเมืองตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองยาง (จังหวัดนครราชสีมา) อำเภอพุทไธสง และอำเภอชุมพลบุรี(จังหวัด สุรินทร์) • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแคนดงและอำเภอบ้านด่าน • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอเมืองบุรีรัมย์ • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอลำปลายมาศ และอำเภอลำทะเมนชัย (จังหวัดนครราชสีมา) การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค 1.คูเมือง (Khu Mueang) 12 หมู่บ้าน 2.ปะเคียบ (Pakhinp) 18 หมู่บ้าน 3.บ้านแพ (Ban Phae) 11 หมู่บ้าน 4.พรสำราญ (Phon Samran) 19 หมู่บ้าน 5.หินเหล็กไฟ (Hin Lek Fai) 17 หมู่บ้าน 6.ตูมใหญ่ (Tum Yai) 19 หมู่บ้าน 7.หนองขมาร (Nong Khaman) 10 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนทอ ้ งถิ่น ท้องที่อำเภอคูเมืองประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลตำบลคูเมือง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลคูเมืองและบางส่วนของตำบลหนองขมาร • เทศบาลตำบลหินเหล็กไฟ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหินเหล็กไฟและบางส่วนของตำบลคูเมือง (บ้านคูบอน หมู่ที่ 8 ตำบลคูเมือง) • องค์การบริหารส่วนตำบลคูเมือง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคูเมือง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลคูเมือง และเทศบาลตำบลหินเหล็กไฟ) • องค์การบริหารส่วนตำบลปะเคียบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปะเคียบทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแพ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแพทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลพรสำราญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพรสำราญทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหินเหล็กไฟ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหินเหล็กไฟ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบล หินเหล็กไฟ) • องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลตูมใหญ่ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขมาร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองขมาร (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบล คูเมือง)


สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอคูเมือง อุทยานดอกไม้เพลาเพลิน เมืองโบราณ บ้านโนนเมือง


อำเภอกระสัง คำขวัญ : แผ่นดินธรรมลำน้ำชี ประเพณีชนสามเผ่า ชุมชนเก่าเมืองโบราณ กรอบหอมกระยาสารท หัวผักกาดอบน้ำผึ้ง รสน่าทึ่งหมี่ยำไทย งามผ้าไหมพื้นเมือง กระสัง เป็นอำเภอหนึ่งทางทิศตะวันออกของจังหวัดบุรีรัมย์เดิมเป็นเขตท้องที่ของตำบลห้วยราช อำเภอเมือง บุรีรัมย์ทั้งหมด ก่อนที่จะขอจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอโดยการปกครองบางส่วนออกจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2497[1] และยกฐานะเป็นอำเภอในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2501[2] โดยเป็น 1 ใน 4 อำเภอ ของจังหวัดที่มีทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือผ่าน ซึ่งเมื่อเดินทางจากกรุงเทพฯ แล้วจะเป็นอำเภอสุดท้าย ก่อนเข้าสู่เขตจังหวัดสุรินทร์ ที่ตั้งอาณาเขต อำเภอกระสังมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสตึก • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองสุรินทร์(จังหวัดสุรินทร์) • ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอเมืองสุรินทร์อำเภอปราสาท (จังหวัดสุรินทร์) อำเภอพลับพลาชัย และอำเภอ เมืองบุรีรัมย์ • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองบุรีรัมย์และอำเภอห้วยราช ประวัติ ท้องที่อำเภอกระสัง เดิมเป็นส่วนหนึ่งของตำบลห้วยราช (ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระสังบางส่วน ตำบล เมืองไผ่ ตำบลศรีภูมิ ตำบลลำดวน ตำบลชุมแสง ตำบลหนองเต็ง ตำบลกันทรารมย์ ตำบลห้วยสำราญ) และ ตำบลสองชั้น (ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระสังบางส่วน ตำบลบ้านปรือ ตำบลสูงเนิน) อำเภอเมืองบุรีรัมย์เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2497 กระทรวงมหาดไทยให้แยกพื้นที่บางส่วนออกจากการปกครองของอำเภอเมือง บุรีรัมย์ รวมตั้งเป็น กิ่งอำเภอกระสัง[1] ให้ขึ้นการปกครองกับอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จึงมีพระราชกฤษฎีกาฯ ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอกระสัง[2] จนถึงปัจจุบัน • วันที่ 3 เมษายน 2482 ตั้งตำบลกระสัง แยกออกจากตำบลสองชั้น และตำบลห้วยราช ตั้งตำบลลำดวน แยกออกจากตำบลห้วยราช[3] • วันที่ 1 มิถุนายน 2497 แยกพื้นที่ตำบลกระสัง ตำบลลำดวน และตำบลสองชั้น อำเภอเมืองบุรีรัมย์ มา ตั้งเป็น กิ่งอำเภอกระสัง[1] และให้ขึ้นการปกครองกับอำเภอเมืองบุรีรัมย์ • วันที่ 28 พฤศจิกายน 2499 จัดตั้งสุขาภิบาลกระสัง ในท้องที่บางส่วนของตำบลกระสัง[4]


• วันที่ 17 ธันวาคม 2500 ตั้งตำบลเมืองไผ่ แยกออกจากตำบลกระสัง ตั้งตำบลชุมแสง แยกออกจาก ตำบลลำดวน[5] • วันที่ 22 กรกฎาคม 2501 ยกฐานะจากกิ่งอำเภอกระสัง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็น อำเภอกระสัง[2] • วันที่ 23 ธันวาคม 2501 ตั้งตำบลสูงเนิน แยกออกจากตำบลสองชั้น[6] • วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2506 ตั้งตำบลหนองเต็ง แยกออกจากตำบลกระสัง และตำบลเมืองไผ่[7] • วันที่ 21 เมษายน 2507 ตั้งตำบลบ้านปรือ แยกออกจากตำบลสูงเนิน และตำบลกระสัง[8] • วันที่ 24 ตุลาคม 2521 ตั้งตำบลห้วยสำราญ แยกออกจากตำบลลำดวน[9] • วันที่ 26 กันยายน 2529 ตั้งตำบลกันทรารมย์ แยกออกจากตำบลเมืองไผ่[10] • วันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ตั้งตำบลศรีภูมิ แยกออกจากตำบลชุมแสง และตำบลห้วยสำราญ[11] • วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยกฐานะจากสุขาภิบาลกระสัง เป็นเทศบาลตำบลกระสัง[12] ด้วยผลของ กฎหมาย • วันที่ 17 กรกฎาคม 2551 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลสองชั้น เป็น เทศบาลตำบลสองชั้น[13] และ จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเต็ง เป็น เทศบาลตำบลหนองเต็ง[14] • วันที่ 18 กรกฎาคม 2551 เปลี่ยนแปลงชื่อองค์การบริหารส่วนตำบลกระสัง อำเภอกระสัง จังหวัด บุรีรัมย์ เป็นองค์การบริหารส่วนตำบลอุดมธรรม[15] และจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลอุดมธรรม ขึ้น เป็น เทศบาลตำบลอุดมธรรม[16] การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค 1.กระสัง (Krasang) 21 หมู่บ้าน 9.ห้วยสำราญ (Huai Samran) 14 หมู่บ้าน 2.ลำดวน (Lamduan) 18 หมู่บ้าน 10.กันทรารมย์ (Kanthararom) 12 หมู่บ้าน 3.สองชั้น (Song Chan) 17 หมู่บ้าน 11.ศรีภูมิ (Si Phum) 9 หมู่บ้าน 4.สูงเนิน (Sung Noen) 19 หมู่บ้าน 5.หนองเต็ง (Nong Teng) 18 หมู่บ้าน 6.เมืองไผ่ (Mueang Phai) 13 หมู่บ้าน 7.ชุมแสง (Chum Saeng) 12 หมู่บ้าน 8.บ้านปรือ (Ban Prue) 15 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอกระสังประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่ • เทศบาลตำบลกระสัง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลกระสัง • เทศบาลตำบลสองชั้น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสองชั้นทั้งตำบล • เทศบาลตำบลหนองเต็ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองเต็งทั้งตำบล • เทศบาลตำบลอุดมธรรม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระสัง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลกระสัง) • องค์การบริหารส่วนตำบลลำดวน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลลำดวนทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลสูงเนิน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสูงเนินทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองไผ่ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชุมแสงทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านปรือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านปรือทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสำราญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยสำราญทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลกันทรารมย์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกันทรารมย์ทั้งตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบลศรีภูมิครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีภูมิทั้งตำบล


สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอกระสัง วัดป่าอุดมธรรม วัดท่าสว่าง สถานีรถไฟเมืองกระสัง


Click to View FlipBook Version