The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ ได้แก่ เมฆ หมอก นำ้ค้าง ฝน ลม พายุ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by niphawadee, 2020-06-09 06:59:14

ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ

ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ ได้แก่ เมฆ หมอก นำ้ค้าง ฝน ลม พายุ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 1

วทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ว21102 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 2

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ

คาชแ้ี จง 1. ข้อสอบเป็นปรนัยเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 15 ข้อ ใชเ้ วลา
2. จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพยี งข้อเดยี ว 10 นาที

1. ขอ้ ใดหมายถึงหมอก 3. ส่งิ ใดบา้ งคอื หยาดน้าฟ้า
ก. ไอนา้ ท่กี ล่นั ตวั เป็นหยดน้าใน
ระดบั สงู 1) หมอก 2) ลกู เหบ็
ข. ไอน้าทก่ี ลัน่ ตวั เปน็ ละอองน้าใน
ระดับสูง 3) น้าคา้ ง 4) เมฆ
ค. ไอนา้ ทกี่ ลั่นตัวเป็นละอองนา้ ใน
ระดบั ใกลพ้ ้นื โลก 5) ฝน 6) หมิ ะ
ง. หยดนา้ ในอากาศที่ไดร้ ับ
ความกดอากาศจนกลายเป็นน้าแขง็ ก. 1), 2), 3), 4)

2. เมฆกับหมอกแตกต่างกนั อยา่ งไร ข. 2), 3), 4), 5)
ก. เมฆเกิดจากไอน้าในอากาศกลนั่ ตวั
รวมกนั เปน็ ก้อนสว่ นหมอกเกิดจาก ค. 2), 3), 5), 6)
ไอนา้ ในอากาศกลนั่ ตัวเป็นฝอย
ข. เมฆเกดิ จากไอน้าในอากาศรวม ง. 1), 2), 4), 5)
กันเปน็ กอ้ น ส่วนหมอกเกิดจาก
เกิดจากไอนา้ ในอากาศกลั่นตัว 4. เมฆชนดิ ใดเปน็ ท่ีกอ่ ตวั ในแนวต้ัง
ค. เมฆมลี ักษณะเป็นก้อน หมอก
มลี ักษณะเป็นแผน่ ก. อลั โตสตราตสั เมฆสตราตสั
ง. เมฆเกิดในระดับสงู หมอกเกิดใน
ระดับตา่ เหนอื พนื้ ดิน ข. เมฆอลั โตสตราตสั อัลโตคิวโมลัส

ค. นิมโบสตราตัส เมฆสตราตสั

ง. เมฆคิวมลู ัส คิวมูโลนิมบัส

5. ขอ้ ใดแสดงปริมาณน้าฝนได้ถกู ต้องทสี่ ุด

ก. มวลของนา้ ฝนท่ตี กลงสู่พน้ื ท่ีใดที่หน่งึ

ข. ปริมาตรของนา้ ฝนทีต่ กลงสู่

พ้ืนผวิ โลกต่อหน่งึ หนว่ ยตารางเมตร

ค. สว่ นสงู ของนา้ ฝนท่ีตกลงสพู่ น้ื ผิวโลก

ต่อหน่ึงหนว่ ยตารางเมตร

ง. ความลกึ ของน้าฝนทตี่ กลงส่พู ้ืนผิวโลก

ในหนว่ ยมลิ ลิเมตรหรอื เซนตเิ มตร

วทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว21102 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 3

6. พายทุ ่ีเกดิ ในทะเลจีนใต้เรยี กว่าอะไร 10. ข้อใดเป็นสาเหตุทที่ าให้เกิดลม
ก. พายไุ ซโคลน ก. ปริมาณความชื้นในอากาศ
ข. พายไุ ตฝ้ ุ่น ข. สภาพภมู ปิ ระเทศที่ต่างกันมากๆ
ค. พายทุ อรน์ าโด ค. ความแตกต่างของความกดอากาศ
ง. พายโุ ซนร้อน ท้งั สองบรเิ วณ
ง. เหตผุ ลทงั้ สามขอ้
7. ในช่วงเดอื นพฤษภาคม – กลางเดอื น
ตุลาคมของประเทศไทยเปน็ ช่วงฤดูทม่ี ีฝนตก 11. เมื่อเขา้ ชว่ งฤดหู นาวจะมีมวลอากาศเยน็ พัดจาก
ชกุ ทั้งนีเ้ นอ่ื งจากอทิ ธพิ ลของลมชนดิ ใด ประเทศจนี เข้าสู่ประเทศไทย เป็นเพราะเหตุใด

ก. ลมสนิ คา้ ก. ประเทศไทยมคี วามกดอากาศสงู กว่า
ข. ลมบก ลมทะเล ประเทศจีน
ค. ลมมรสมุ
ง. ลมไตฝ้ นุ่ ข. ประเทศจีนมคี วามกดอากาศสงู กว่า
8. จากภาพถ้าลมพดั จากทศิ ตะวันตก ประเทศไทย
เฉยี งเหนือ ลกู ศรของศรลมจะช้ไี ปทาง
ตวั เลขใด ค. ประเทศจนี มีความกดอากาศตา่ กวา่
ประเทศไทย
sR
ง. ประเทศไทยตอนเหนือมีอุณหภมู ติ า่ กว่า
Q ประเทศจนี

R 12. ในชว่ งเดือนธนั วาคมทจี่ ังหวัดเชยี งใหม่
ก. P อณุ หภูมิของอากาศใกลพ้ น้ื ดินลดลงต่ากว่า
ข. Q จุดเยือกแข็ง จะทาใหเ้ กิดปรากฏการณ์ใด
ค. R
ง. S ก. หมอก
9. เครือ่ งมือทใ่ี ชว้ ดั ทิศทางและความเรว็ ลม ข. หยาดนา้ ฟ้า
คอื ข้อใด ค. เหมยขาบ
ก. ศรลม ง. ละอองฝน
ข. แอโรเวน 13. ข้อใดเรียงลาดับความเรว็ ลมจากเร็วสุด
ค. แอนิมอมิเตอร์ ไปช้าสุดได้ถูกต้อง
ง. บารอมิเตอร์
ก. พายไุ ต้ฝนุ่ → พายโุ ซนรอ้ น→พายุดเี ปรสชนั
ข. พายุดีเปรสชนั →พายโุ ซนรอ้ น→พายไุ ตฝ้ นุ่

ค. พายโุ ซนรอ้ น→พายุไตฝ้ นุ่ →พายุดีเปรสชัน
ง. พายุดีเปรสชนั →พายไุ ตฝ้ นุ่ →พายโุ ซนรอ้ น

วิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ว21102 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 4

14. ลมชนดิ ใดทีพ่ ดั พาความหนาวเย็นมาสู่
ประเทศไทย

ก. ลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนอื
ข. ลมมรสุมตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
ค. ลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต้
ง. ลมมรสมุ ตะวันออกเฉียงใต้
15. พายุหมนุ เขตรอ้ นประเภทใดท่ีเป็นสาเหตุ
ทาใหเ้ กิดฝนตกในประเทศไทยมากทสี่ ุด
ก. พายุโซนร้อน
ข. พายไุ ต้ฝนุ่
ค. พายดุ ีเปรสช่นั
ง. พายไุ ซโคลน

วิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 5

กระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรียน

เร่อื ง ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ

ชื่อ..............................................สกุล................................เลขท่ี ……………………

คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนเลอื กคาตอบที่ถูกต้องท่สี ดุ แล้วทาเครือ่ งหมายกากบาท (X) ลงใน
กระดาษคาตอบ

ข้อ ก ข ค ง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15

เกณฑก์ ารวดั ผล คะแนนเตม็ คะแนนท่ีได้
15
นกั เรียนต้องได้คะแนน ร้อยละ 80
12-15 คะแนน ผา่ นเกณฑ์
0-11 คะแนน ไม่ผา่ นเกณฑ์

วิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ว21102 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 6

บตั รกจิ กรรมที่ 3.1

เรอื่ ง วเิ คราะหเ์ หตุการณ์ข่าวปรากฏการณ์ธรรมชาติ

จดุ ประสงค์ ใชเ้ วลา 20 นาที
1. วเิ คราะห์เหตกุ ารณ์ขา่ วปรากฏการณ์ธรรมชาติได้
2. บอกสาเหตแุ ละผลกระทบทเ่ี กิดขึ้นจากเหตุการณท์ าง
ธรรมชาติจากขา่ วได้

วัสดอุ ุปกรณ์
1. คลิปเหตุการณ์ข่าวปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
2. โทรศัพท์มือถือ (ของนักเรียน)

คาส่ัง

ใหน้ ักเรียนดูคลปิ วดี โิ อเหตุการณข์ า่ วปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จาก QR code
ด้านลา่ งน้ี แลว้ วิเคราะหเ์ หตุการณข์ ่าวและตอบคาถามลงในแบบบันทึกบัตรกิจกรรมท่ี 3.1
เร่ือง วเิ คราะห์เหตุการณ์ขา่ วปรากฏการณธ์ รรมชาติ

คลปิ วิดีโอขา่ ว
จาก TNN

วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ว21102 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 7

แบบบันทกึ บตั รกจิ กรรมท่ี 3.1

เรือ่ ง วเิ คราะห์เหตุการณ์ข่าวปรากฏการณ์ธรรมชาติ

คาส่ัง

จากทน่ี ักเรียนดูคลิปวดี ิโอเหตุการณ์ขา่ วปรากฏการณธ์ รรมชาติ ให้บนั ทึกผล
การวิเคราะหเ์ หตุการณ์ขา่ ว ตามข้อคาถามดา้ นลา่ งนี้

==================================

1. จากคลิปวดิ ีโอเหตุการณข์ ่าวปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ นักเรียนคดิ วา่ เป็น
เหตกุ ารณเ์ กี่ยวกบั อะไร
............................................................................................................................. ............
.........................................................................................................................................

2. เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากสาเหตใุ ด มผี ลกระทบต่อมนุษย์ และสิ่งแวดลอ้ มอยา่ งไร
............................................................................................................... ..........................
............................................................................................................................. ............
................................................................................................. ........................................
............................................................................................................................. ............
.........................................................................................................................................

วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ว21102 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 8

บัตรเนอ้ื หาท่ี 3.1

เร่ือง เมฆ หมอก และนา้ คา้ ง

ความหมายของเมฆและการเกิดเมฆ

เมฆ (Cloud) คือ น้าหรือผลึกน้าแขง็ ในอากาศขนาดเลก็ ลอยในบรรยากาศเบ้ืองสูง
ซง่ึ เกิดจากอากาศเคล่ือนท่ียกตวั สูงขนึ้ จนถึงระดับท่ีอากาศมอี ุณหภมู ติ ่า จนอากาศอมิ่ ตวั ด้วย
ไอน้า ไอน้าในอากาศจะเกดิ การควบแนน่ กลน่ั ตัวเปน็ ละอองนา้ เล็ก ๆ เมื่ออุณหภมู ิของ
อากาศเทา่ กบั จุดนา้ ค้าง และถา้ อุณหภูมขิ องอากาศตา่ กวา่ จุดเยอื กแขง็ ซึง่ มักจะพบในบรเิ วณ
ท่ีสงู ขึ้นไปในบรรยากาศ ไอน้าจะกลายเปน็ ผลกึ น้าแขง็ เล็ก ๆ และเมอ่ื อยรู่ วมกันเปน็ กลุ่มจะ
เรยี กว่าเมฆ

ภาพที่ 3.1 แสดงการยกตัวของอากาศควบแน่นเกดิ เป็นเมฆ
ศนู ยก์ ารเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ โลกและดาราศาสตร์
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/cloud, 8 เมษายน 2559.

วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1

ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 9

ชนิดของเมฆ

ในธรรมชาติเมอ่ื พจิ ารณารูปร่างลกั ษณะของเมฆ สามารถจาแนกเป็น 3 ลักษณะ
คือ

1. เมฆก้อน เรยี กว่า เมฆคิวมูลัส (Cumulus)
2. เมฆแผ่น หรอื เมฆช้ัน เรียกวา่ เมฆสตราตัส (Stratus)
3. เมฆท่ีเปน็ ริว้ ๆ คล้ายขนสัตว์ เรียกวา่ ซีรร์ ัส (Cirrus)
หากเมฆก้อนลอยชดิ ตดิ กัน เรานาชอื่ ทงั้ สองมาต่อกนั เรยี กว่า “เมฆสตราโตคิวมูลสั ”
(Stratocumulus) ในกรณีท่ีเป็นเมฆฝนจะเพม่ิ คาวา่ “นมิ โบ” หรือ “นมิ บสั ” ซ่ึงแปลวา่
“ฝน” เข้าไป โดยเรียกเมฆก้อนทท่ี าให้เกิดพายฝุ นฟ้าคะนองว่า “เมฆควิ มูโลนิมบัส”
(Cumulonimbus) และเรยี กเมฆแผน่ ที่มฝี นตกปรอยๆ อย่างสงบว่า “เมฆนิมโบสตราตสั ”
(Nimbostratus)
เมื่อใช้ความสูงของฐานเมฆเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งเมฆออกเป็น 4 ชนิด คือ
เมฆชั้นตา่ เมฆช้นั กลาง และเมฆชั้นสูง เมฆท่ีกอ่ ตัวในแนวต้ัง ดงั น้ี

เมฆชัน้ ตา่
เมฆชน้ั ต่า เกดิ อยสู่ ูงจากพื้นดินไมเ่ กิน 2 กโิ ลเมตร ได้แก่ เมฆสตราตัส

เมฆสตราโตควิ มลู ัส เมฆนิมโบสตราตัส ซงึ่ มีลกั ษณะดังภาพที่ 3.2 - 3.4

ภาพที่ 3.2 เมฆสตราตัส (Stratus)
เมฆแผน่ บาง ลอยสงู เหนอื พน้ื ไม่มากนกั
เช่น ลอยปกคลมุ ยอดเขา มกั เกิดขึน้
ตอนเชา้ หรอื หลังฝนตก บางคร้ังลอยต่า
มีลักษณะคลา้ ยหมอก

วทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน ว21102 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 10

ภาพที่ 3.3 เมฆสตราโตควิ มูลัส
(Stratocumulus) เมฆกอ้ น ลอยติดกนั
เปน็ แพ ไมม่ ีรปู ทรงทช่ี ัดเจน มีชอ่ งว่าง
ระหว่างก้อนเพยี งเล็กน้อย มักเกดิ ข้ึนเวลาท่ี
อากาศไม่ดี และมีสีเทา เนื่องจากลอยอยใู่ น
เงาของเมฆชั้นบน

ภาพท่ี 3.4 เมฆนิมโบสตราตัส
(Nimbostratus) เมฆแผน่ สเี ทา
เกดิ ข้นึ เวลาที่อากาศมเี สถยี รภาพทาให้เกิด
ฝนพราๆ ฝนผา่ น หรอื ฝนตกแดดออกไม่มี
พายุฝนฟ้าคะนอง ฟา้ ร้องฟ้าผ่ามกั ปรากฏ
ใหเ้ ห็นสายฝนตกลงมาจากฐานเมฆ

ภาพที่ 3.2-3.4 แสดงลักษณะของเมฆช้ันตา่

ศนู ย์การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ โลกและดาราศาสตร์
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/cloud, 8 เมษายน 2559.

เมฆช้นั กลาง
เมฆชนั้ กลาง เป็นเมฆที่เกดิ ขึน้ ทร่ี ะดับสูง 2 - 6 กิโลเมตร ในการเรยี กชื่อจะ

เตมิ คาว่า “อลั โต” ซงึ่ แปลว่า “ชน้ั กลาง” ไว้ขา้ งหน้า เช่น เมฆแผน่ ชน้ั กลางเรียกว่า
“เมฆอัลโตสตราตัส” (Altostratus) เมฆก้อนชน้ั กลางคือ “เมฆอลั โตคิวมลู ัส”
(Altocumulus) ซ่งึ มลี กั ษณะดงั ภาพที่ 3.5 และ 3.6

วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 11

ภาพที่ 3.5 เมฆอัลโตควิ มลู สั
(Altocumulus) เมฆก้อน สขี าว
มลี กั ษณะคล้ายฝงู แกะ ลอยเป็นแพ

มีช่องวา่ งระหว่างก้อนเล็กนอ้ ย

ภาพท่ี 3.6 เมฆอัลโตสตราตสั
(Altostratus)
เมฆแผ่นหนา ส่วนมากมกั มีสเี ทา เนือ่ งจาก
บงั แสงดวงอาทติ ย์ ไม่ให้ลอดผา่ น และ
เกดิ ขึ้นปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกวา้ ง
มาก หรือปกคลุมท้องฟา้ ท้งั หมด

ภาพที่ 3.5-3.6 แสดงลักษณะของเมฆชนั้ กลาง

ศูนยก์ ารเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ โลกและดาราศาสตร์
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/cloud, 8 เมษายน 2559.

ขอ้ สังเกต : เมฆชนั้ กลาง
มีความหนาแนน่ พอที่จะบดบัง
ดวงอาทติ ย์ ทาใหเ้ กดิ เงา
บางครง้ั มองเหน็ เปน็ สเี ทา

วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว21102 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 12

เมฆชั้นสูง
เมฆชั้นสูง เป็นเมฆที่เกดิ ขึ้นท่ีระดบั ความสงู มากกว่า 6 กิโลเมตร ในการเรียกชือ่

จะเติมคาว่า “ซีร์โร” ซึง่ แปลว่า“ชัน้ สูง”ไวข้ ้างหน้า เช่น เมฆแผ่นช้ันสูงเรยี กว่า
“เมฆซีร์โรสตราตสั ” (Cirrostratus) เมฆกอ้ นชั้นสูงเรียกว่า “เมฆซรี ์โรคิวมูลสั ”
(Cirrocumulus) นอกจากนน้ั ยงั มเี มฆชั้นสงู ที่มรี ูปรา่ งเหมือนขนนก เรยี กว่า “เมฆซีร์รสั ”
(Cirrus) เมฆช้ันสูงซ่ึงมีลกั ษณะดังภาพท่ี 3.7-3.9

ภาพท่ี 3.7 เมฆซรี ์โรควิ มลู ัส
(Cirrocumulus)เมฆสขี าว เป็นผลกึ
นา้ แขง็ มีลกั ษณะเปน็ ริว้ คลนื่ เล็กๆ
มกั เกดิ ขนึ้ ปกคลมุ ท้องฟ้าบริเวณกว้าง

ภาพที่ 3.8 เมฆซรี ์โรสตราตัส (Cirrostratus)
เมฆแผ่นบาง สขี าว เป็นผลึกนา้ แข็ง ปกคลมุ
ท้องฟา้ เปน็ บรเิ วณกวา้ ง โปร่งแสงต่อ
แสงอาทติ ย์ บางครัง้ หักเหแสง ทาให้เกิด
ดวงอาทิตย์ทรงกลด และดวงจันทร์ทรงกลด
เป็นรปู วงกลม สีคลา้ ยรุ้ง

วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ว21102 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 13

ภาพท่ี 3.9 เมฆซีร์รสั (Cirrus) เมฆร้วิ
สีขาว รปู รา่ งคล้ายขนนก เป็นผลกึ
น้าแข็ง มักเกิดข้นึ ในวันท่ีมีอากาศดี
ทอ้ งฟ้าเป็นสีฟ้าเข้ม

ภาพท่ี 3.7-3.9 แสดงลักษณะของเมฆช้นั สูง
ศูนย์การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ โลกและดาราศาสตร์
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/cloud, 8 เมษายน 2559.

ข้อสังเกต: เน่ืองจากอากาศข้างบน
บางมาก เมฆชน้ั สงู ไม่มีความหนาแนน่
มากพอทจี่ ะบดบังดวงอาทติ ย์ จงึ มองเหน็
เมฆเปน็ สีขาวเท่านั้น

วทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว21102 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 14

เมฆท่ีก่อตวั ในแนวตง้ั
เมฆชนดิ น้เี ปน็ เมฆซ่ึงก่อตัวตามแนวตง้ั สงู ตงั้ แต่ 500 ถงึ 20,000 เมตร มี 2 ชนิด

ซง่ึ มีลกั ษณะ ดังภาพที่ 3.10 – 3.11

ภาพที่ 3.10 เมฆควิ มูลัส (Cumulus)
เมฆก้อนปกุ ปุย สีขาวเป็นรปู กะหลา่
กอ่ ตัวในแนวตัง้ เกดิ ขึน้ จากอากาศไม่มี
เสถียรภาพ ฐานเมฆเปน็ สีเทาเนื่องจากมี
ความหนามากพอที่จะบดบงั แสง จนทาให้
เกิดเงา มักปรากฏใหเ้ ห็นเวลาอากาศดี
ทอ้ งฟา้ เปน็ สีฟ้าเขม้

ภาพท่ี 3.11 เมฆคิวมูโลนิมบัส
(Cumulonimbus)
เมฆก่อตวั ในแนวตั้ง พฒั นามาจาก
เมฆควิ มลู สั มีขนาดใหญม่ าก ปกคลมุ
พื้นท่คี รอบคลมุ ทัง้ จังหวัด ทาให้เกิดพายุ
ฝนฟา้ คะนอง หากกระแสลมชัน้ บน
พดั แรง ก็จะทาใหย้ อดเมฆรูปกะหลา่
กลายเป็นรปู ท่งั ตเี หล็ก ต่อยอดออกมา
เปน็ เมฆซรี ์โรสตราตัส หรอื เมฆซีร์รสั

ภาพท่ี 3.10-3.11 แสดงลักษณะของเมฆก่อตัวในแนวตั้ง

ศนู ย์การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ โลกและดาราศาสตร์
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/cloud, 8 เมษายน 2559.

วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ว21102 ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 15

ชนิดและปรมิ าณเมฆในทอ้ งฟ้าชว่ ยให้ทราบว่าในแตล่ ะวันหรอื แตล่ ะเวลา
ในหนึ่งวันมีเมฆชนิดตา่ งๆ และมีปริมาณเมฆท่ีแตกตา่ งกัน เพ่อื ใชบ้ อกลักษณะของทอ้ งฟ้า
ดังตารางที่ 3.1

ตาราง 3.1 ลักษณะของทอ้ งฟา้ โดยใช้ปริมาณเมฆเปน็ เกณฑ์

ลักษณะท้องฟ้า ปรมิ าณเมฆ

แจม่ ใส มเี มฆน้อยกวา่ 1/10 ของท้องฟ้า

โปรง่ มเี มฆ 1/10 แตไ่ มเ่ กนิ 3/10

มเี มฆบางส่วน มากกวา่ 3/10 แต่ไม่เกิน 5/10

มเี มฆเปน็ ส่วนมาก มากกว่า 5/10 แต่ไม่เกนิ 8/10

มีเมฆมาก มากกว่า 8/10 ถึง 9/10

เมฆเต็มท้องฟ้า 10/10

ท่ีมา : สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อา้ งอิงจาก กรมอุตนุ ิยมวทิ ยา
หนังสอื รายวชิ าพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ 2 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 2

หมอก (Fog)
หมอก เกดิ จากไอน้าควบแนน่ เปล่ยี นสถานะเปน็ ละอองหยดนา้ เล็ก ๆ

เชน่ เดียวกบั เมฆ แตห่ มอกเกิดจากอากาศชื้นเยน็ ตัวและลอยตา่ ใกล้พ้ืนผวิ โลก ในขณะท่เี มฆ
เกดิ จากอากาศช้นื เยน็ ตัวในระดบั สงู จากพ้นื ผิวโลก หมอกสามารถเกิดข้ึนจากสาเหตุ
หลายประการ ตวั อย่าง ดงั นี้

-หมอกในหบุ เหว ในวันท่ีมีอากาศช้นื และท้องฟ้าใส พอตกกลางคนื พ้ืนดินจะเยน็ ตวั
อยา่ งรวดเร็วทาให้ไอนา้ ในอากาศ ท่ีอยเู่ หนอื พ้ืนดินควบแน่นเปน็ หยดน้า หมอกซึง่ เกิดขึน้
โดยวธิ ีนี้มีอุณหภูมติ ่าและมีความหนาแน่นสูง เคลื่อนตวั ลงสู่ท่ตี า่ และมีอยู่อยา่ งหนาแน่น
ในหบุ เหว เรยี กวา่ ทะเลหมอก ดงั ภาพท่ี 3.12

ภาพท่ี 3.12 ทะเลหมอก
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/fog,
24 เมษายน 2559.

วิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 16

-ละอองหมอก เปน็ หยดน้าขนาด 0.005 – 0.05 มิลลิเมตร เกิดจาก
เมฆสตราตสั ทาใหเ้ รารูส้ ึกชืน้ เมอ่ื เดนิ ผา่ น มักพบบนยอดเขาสูง

ภาพท่ี 3.13 ละอองหมอกบนยอดเขา
http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=64676, 24 เมษายน 2559.
-หมอกเหนือพ้ืนน้า เกดิ ขึ้นเม่ือมวลอากาศอนุ่ ที่มีความชน้ื สูงปะทะกับพ้นื ผวิ ที่มี
ความหนาวเย็นเหนอื พ้ืนนา้ ไอน้าในอากาศจะควบแน่นกลายเปน็ หยดนา้ ทาให้มองเห็น
เป็นควันสขี าวลอยขน้ึ เหนือพื้นน้า

ภาพท่ี 3.14 หมอกเหนือผิวนา้
https://www.tripadvisor.ca/LocationPhotoDirectLink-g, 24 เมษายน 2559.

วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 17

หมอกควนั สีขาว เม่ืออากาศร้อนซ่ึงมีความชืน้ สูง ปะทะกับอากาศเยน็ ซงึ่ อยู่
ขา้ งบน แล้วควบแน่นเป็นหยดนา้ เชน่

ไอนา้ พุ่งออกมาจากพวยกาขณะนา้ กาลงั เดือดปะทะกับอากาศซ่ึงมอี ุณหภูมิต่ากวา่
เกดิ การควบแน่นทาให้เห็นเป็นควันสีขาว

เวลาหลงั ฝนตก ไอนา้ ทรี่ ะเหยขนึ้ จากพื้นถนนซึ่งร้อน ปะทะกบั อากาศเย็นซง่ึ อยู่
ข้างบน แล้วควบแนน่ กลายเป็นหมอก

ไอน้าจากลมหายใจเมือ่ ปะทะกับอากาศเยน็ ของฤดหู นาแล้วควบแนน่ กลายเป็น
ละอองนา้ เล็กๆ ใหเ้ รามองเห็นเป็นควันสขี าว

ภาพที่ 3.15 หมอกควันสีขาว
https://board.postjung.com/1079843, 24 เมษายน 2559.

วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 18

น้าค้าง
นา้ คา้ งเกิดจากการควบแน่นของไอน้าบนพ้ืนผวิ ของวัตถุ ซึง่ มกี ารแผร่ ังสีออกจน

กระท่ังอุณหภูมิลดต่าลงกวา่ จุดน้าคา้ งของอากาศซึ่งอยรู่ อบ ๆ น้าคา้ งมักเกิดขน้ึ บนใบไม้
ใบหญา้ ท้งั น้ีเน่ืองจากใบของพืชคายไอนา้ ออกมา ทาให้อากาศบรเิ วณนนั้ มีความชน้ื สูง
เช่น การเกิดน้าค้างในตอนหวั คา่

ภาพท่ี 3.16 น้าคา้ งเกาะบนใบหญา้
http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/
lesa212/6/clouds/clouds_precip/clouds_precip.html, 24 เมษายน 2559.

จุดน้าคา้ ง (Dew Point) หมายถงึ
จดุ ทมี่ ีการกล่นั ตวั ของไอนา้ ทเ่ี กิดข้นึ
อันเน่อื งจากปริมาณไอนา้ ในอากาศอ่มิ ตัว
เต็มท่ี และอุณหภมู ิของอากาศลดตา่ ลงทา
ใหเ้ กดิ การกลัน่ ตัวเป็นหยดน้าตามธรรมชาติ

วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ว21102 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 19

บัตรกจิ กรรมท่ี 3.2 ใชเ้ วลา 30 นาที

เรื่อง สังเกตเมฆบนท้องฟา้

จดุ ประสงค์

1. สงั เกตและอธิบายรปู รา่ งลักษณะของเมฆในท้องฟา้
2. ระบชุ นดิ ของเมฆ และปรมิ าณเมฆในท้องฟ้า
3. เปรยี บเทียบและอธบิ ายชนิดของเมฆในท้องฟา้ กับ
แผนภาพเมฆ

วสั ดอุ ุปกรณ์ จานวน/กลุ่ม
1 แผน่ / กลุ่ม
รายการ 1 แผน่ / กล่มุ
แผนภาพเมฆ
กระดาษ A 4

คาส่ัง

ให้นักเรยี นสังเกตเมฆที่อยู่ในท้องฟา้ เปรยี บเทยี บกบั แผนภาพเมฆ แล้วบันทึก
ขอ้ มูลการสังเกต ลงในแบบบันทึกบตั รกจิ กรรมท่ี 3.2 เร่อื ง สังเกตเมฆบนท้องฟ้า

วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 20

วทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ว21102 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 21

แบบบันทึกบัตรกิจกรรมที่ 3.2
เรื่อง สงั เกตเมฆบนท้องฟ้า

========================

คาสง่ั
ให้นักเรยี นบนั ทึกข้อมลู การสังเกตเมฆบนท้องฟา้ ลงในแบบบันทึกบัตรกิจกรรม
ท่ี 3.2 เรื่อง สงั เกตเมฆบนท้องฟ้า ตารางดา้ นลา่ งนี้ แลว้ ตอบคาถาม

วันท่/ี เวลา ผลการสงั เกต
ที่สังเกต
ลกั ษณะของเมฆ ชนดิ เมฆ สภาพอากาศ

ผลการสังเกตปรมิ าณเมฆในท้องฟ้า

วิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว21102 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 22

คาถาม
1. เมฆที่นักเรยี นสังเกตมลี กั ษณะอย่างไร และจัดเป็นเมฆชนดิ ใด

ตอบ....................................................................................................................................
.............................................................................................................. ............................
2. เมฆทเี่ กิดข้นึ มคี วามสมั พันธก์ ับสภาพอากาศหรือไม่ อยา่ งไร
ตอบ........................................................................................................ ............................
................................................................................................................. .........................
3. ขณะท่ีสังเกตเมฆมีการเปลย่ี นแปลงลกั ษณะ และปรมิ าณหรือไม่ อย่างไร
ตอบ....................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
สรุปผลการทากจิ กรรม
......................................................................................................................... .......................
............................................................................................ ....................................................
.................................................................................................................... ............................
............................................................................................ ....................................................
.................................................................................. ..............................................................

วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ว21102 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 23

บัตรกิจกรรมพฒั นาทักษะการส่ือสารทางวทิ ยาศาสตร์ที่ 3.1

เรอ่ื ง เมฆ หมอก และน้าค้าง

จดุ ประสงค์ ใช้เวลา 20 นาที

1. อธบิ าย และเปรียบเทียบการเกิดเมฆ หมอก และ
นา้ ค้างได้

2. อธบิ ายลักษณะและระบชุ นดิ ชองเมฆได้
3. บอกผลของการเกดิ เมฆ หมอก และน้าค้าง ตอ่
มนษุ ยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ มได้

คาสง่ั ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้ (20 คะแนน)

1. เมฆและหมอกมีลักษณะการเกดิ เหมือนหรอื ต่างกัน อย่างไร
ตอบ…………………………………..…………………………………………………………….…………………
………………………………………………………………………………………………………………………….

2. ให้นักเรียนยกตวั อยา่ งปรากฏการณท์ ี่คลา้ ยคลงึ กับการเกดิ หมอก ซ่ึงพบเห็นไดใ้ นชีวิตประจาวนั
ตอบ………………………………………………..……………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….……………….

3. ถา้ ตอนเช้าของวันหนงึ่ นักเรียนพบวา่ มนี า้ ค้างอยูต่ ามใบไม้ ยอดหญ้าที่อยใู่ กลก้ บั พน้ื ดิน
แสดงวา่ ในเวลากลางคนื ท่ีผ่านมามีสภาพอากาศเปน็ อยา่ งไร
ตอบ…………………………………..……………………………………………………………..………………..
………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….

วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว21102 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 24

4. เมฆควิ มูโลนิมบัสเป็นเมฆท่ีปรับตัวมาจากเมฆชนิดใด เมฆชนดิ นี้เกิดขึน้ ได้อยา่ งไร
ตอบ…………………………………..………………….……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….

5. เมฆชนดิ ใดจดั เป็นเมฆท่กี อ่ ตัวในแนวตัง้
ตอบ………………………………….………………..……………………………………………………………

6. เมฆชนิดใดมีลกั ษณะเปน็ ริ้วสขี าว คลา้ ยขนนก
ตอบ……………………………………………...…………………………………………………………………

7. เมฆชนดิ ใด ที่ทาให้ฝนตกหนกั ลมแรง และเกดิ พายุ ฟ้าคะนอง
ตอบ……………………………………………...…………………………………………………………………

8. สถานะของละอองน้าในเมฆทีอ่ ยู่ในทีส่ ูง ๆ กับที่อยู่ในท่ีต่าเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
ตอบ……………………………………………...……………………………………..……………………………
………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….

9. เมฆนมิ โบสเตรตสั มีลกั ษณะอย่างไร และเม่ือเกดิ เมฆชนิดน้ีสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร
ตอบ……………………………………………...……………………………………..……………………………
………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….

10. ลกั ษณะของเมฆ และปริมาณเมฆในท้องฟ้า มคี วามสาคัญอย่างไรต่อมนุษยแ์ ละสงิ่ แวดล้อม
ตอบ……………………………………………...……………………………………..………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….

วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1

ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 25

บัตรเนอื้ หาท่ี 3.2

เรือ่ ง ฝน ลกู เหบ็ หิมะ

ฝน ลกู เห็บ หิมะ ซ่งึ เรยี กวา่ น้าฟา้ เกิดจากละอองน้าหรอื เกล็ดนา้ แข็งในเมฆ
มขี นาดใหญ่ข้นึ และมคี วามหนาแนน่ มากขึ้น จนอากาศไม่สามารถอุ้มนา้ หรือนา้ แข็ง
ในเมฆไว้ได้จึงตกลงมาทีพ่ ืน้ ผิวโลก

ภาพที่ 3.17 กระบวนการเกดิ นา้ ฟ้าในเมฆควิ มูโลนมิ บสั
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/precipitation, 24 เมษายน 2559.

วทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน ว21102 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 26

ฝน
ฝนเป็นหยดน้าท่เี กดิ จากกระบวนการกล่นั ตัวของไอนา้ ในอากาศที่รวมกันเปน็ เมฆ

เมือ่ หยดนา้ มขี นาดใหญ่และมีน้าหนกั มาก จนอากาศไม่สามารถอมุ้ ไว้ได้ จงึ ตกลงมาทพ่ี ้ืนโลก
เปน็ ฝน ฝนส่วนใหญ่ตกลงมาจากเมฆนิมโบสตราตสั และเมฆควิ มโู ลนิมบสั

ภาพที่ 3.18 แสดงลักษณะของเม็ดฝน
https://www.springnews.co.th/thailand/533751, 24 เมษายน 2559.
ชนิดของฝน
ฝนทตี่ กกระจายอยู่ในสว่ นต่างๆ ของโลกมีลกั ษณะการเกิดที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ฝนพาความร้อน

เป็นฝนท่เี กิดจากเมฆท่กี ่อตวั ขึ้นจากมวลอากาศร้อนและลอยตวั ขึน้ สูงขึ้นไป
กระทบกบั อากาศเยน็ ทาให้ฝนตกลงมา เวลาฝนตกมักมีพายุ ฟ้าแลบ ฟา้ ร้อง เรียกว่า
ฝนฟ้าคะนอง ในประเทศไทย พบในฤดรู ้อน ราวเดอื นมีนาคม – ต้นเดือนพฤษภาคม

ภาพท่ี 3.19 การเกดิ ฝนพาความรอ้ น
ทีม่ า : 2003 LISA Project. [24 เมษายน 2559]

วาดภาพโดยนางนิภาวดี น่วมอินทร์

วทิ ยาศาสตร์พื้นฐาน ว21102 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 27

2. ฝนภูเขา
เป็นฝนทเี่ กิดจากมวลอากาศชื้นไหลมาปะทะภูเขาที่ขวางกน้ั ทิศทางลม มวลอากาศ
จะถกู ยกตวั ให้สงู ขนึ้ และเย็นลง ไอนา้ จึงกลั่นตัวเปน็ เมฆหนาทึบและตกมาเปน็ ฝน ฝนชนดิ น้ี
จะตกหนักเป็นพักๆ อาจมพี ายฝุ นฟ้าคะนองเกิดขึ้นดว้ ย

ภาพที่ 3.20 การเกดิ ฝนภเู ขา
ทม่ี า : ศรลี กั ษณ์ ผลวฒั นะ และเจยี มจติ กลุ มาลา , 2558.

3. ฝนพายหุ มนุ
เปน็ ฝนท่ีเกดิ จากพายหุ มุนที่มวลอากาศไหลเขา้ สูศ่ ูนย์กลางหยอ่ มความกดต่า
มวลอากาศทีไ่ หลเข้ามาจะถูกยกตวั ให้สูงขึน้ อย่างรวดเรว็ ทาให้ไอน้ากล่ันตวั กลายเปน็
เมฆหนาทบึ และตกลงมาเปน็ ฝน ฝนชนดิ น้จี ะตกหนกั แผเ่ ป็นบรเิ วณกว้าง และจะตก
ตดิ ต่อกันเปน็ เวลานาน เช่น ฝนจากพายุดีเปรสชน่ั ฝนจากพายโุ ซนรอ้ น
4. ฝนแนวปะทะ
เป็นฝนทจ่ี ากมวลอากาศร้อนกับมวลอากาศเย็นเคลอื่ นมาปะทะกนั มวลอากาศเยน็
จะดนั ใหม้ วลอากาศร้อนที่ชมุ่ ชนื้ และเบากวา่ ลอยขึ้นสงู เบ้ืองบน ไอน้าในมวลอากาศร้อน
จะกลนั่ ตวั กลายเปน็ เมฆ และตกลงมาเปน็ ฝน

ภาพท่ี 3.21 การเกิดฝนแนวปะทะ
ทม่ี า : 2003 The LISA Project , 2558. [24 เมษายน 2559]

วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ว21102 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 28

ลกู เหบ็
ลกู เห็บ เปน็ กอ้ นน้าแข็งขนาดใหญก่ ว่า 5 เซนตเิ มตร ทีอ่ ยู่ในเมฆคิวมโู ลนมิ บัส

ถกู กระแสลมพัดวนอยูใ่ นเมฆเป็นเวลานาน จนกระท่งั มขี นาดใหญ่มากพอท่ีเมื่อตกลงมาแล้ว
ละลายไมห่ มดก่อนถึงพื้น

ภาพที่ 3.22 พายุลกู เหบ็ ที่อาเภอพิมาย โคราช วนั ท่ี 30 มนี าคม พ.ศ. 2558
https://soclaimon.wordpress.com/2015/04/04, เมษายน 2559.

หมิ ะ
หิมะ เปน็ ผลึกนา้ แขง็ ขนาดประมาณ 1 – 20 มิลลเิ มตร ซ่งึ เกิดจากไอนา้ จาก

นา้ เยน็ ย่ิงยวด ระเหดิ กลบั เปน็ ผลึกน้าแข็งแล้วตกลงมา

ภาพที่ 3.23 หิมะทปี่ ระเทศจีน
https://travel.thaiza.com/foreign/170185/, 24 เมษายน 2559.

วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ว21102 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 29

การวดั ปรมิ าณนา้ ฝน
การวัดปรมิ าณน้าฝน จะไมว่ ัดเปน็ ปรมิ าตร เพราะน้าฝนท่ีไดจ้ ะเปลีย่ นแปลงไป

ตามขนาดของภาชนะท่รี องรับ แต่บริเวณท่ีฝนตกสม่าเสมอ ระดับความสูงของน้าฝนจาก
ภาชนะทร่ี องรับน้าฝนขนาดต่างๆกนั จะมีความสงู เท่ากนั หรือใกลเ้ คยี งกัน ดงั นั้น การวัด
ปรมิ าณน้าฝน จงึ วดั เป็นความสูงของนา้ ฝนหนว่ ยเปน็ มลิ ลิเมตร และภาชนะท่ใี ชว้ ัด
ปรมิ าณน้าฝนจะเปน็ ทรงกระบอก ทัง้ น้ีเพราะภาชนะทเ่ี ป็นทรงกระบอก ถงึ แมม้ ีขนาด
ต่างกนั ความสูงของนา้ ในภาชนะเกอื บเท่ากนั จากหลกั การดังกล่าวจงึ นามาสรา้ งเป็น
เครื่องมือวัดปริมาณนา้ ฝน ซงึ่ เครือ่ งวัดปรมิ าณนา้ ฝนท่ีใช้ท่ัวไปเปน็ ภาชนะทรงกระบอก
ขนาดมาตรฐานจะมเี ส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เซนตเิ มตร หรอื 8 นิ้ว ซ่ึงมหี ลายแบบ ได้แก่

1. เครื่องวดั น้าฝนแบบธรรมดาหรือแบบแกว้ ตวง (ordinary raingage)
2. เครื่องวัดนา้ ฝนแบบบนั ทึก (recording raingage) เปน็ ชนดิ ทมี่ ีปากกาเขยี น
ดว้ ยหมกึ สาหรับบันทึกปริมาณน้าฝนไว้เปน็ เวลา 24 ช่ัวโมง หรอื ตลอดสัปดาห์หรือนานกว่าน้ี

3.24 ก เครอ่ื งวัดปรมิ าณนา้ ฝนแบบแกว้ ตวง 3.24 ข เครื่องวัดปริมาณนา้ ฝนแบบถ้วยกระดก
ภาพท่ี 3.24 ก-ข เครือ่ งวัดปริมาณน้าฝนแบต่าง ๆ

ทม่ี า : ถา่ ยภาพเคร่อื งวดั ปรมิ าณนา้ ฝน ณ สถานีอุตุนยิ มวิทยา จงั หวดั กาแพงเพชร
โดยนางนิภาวดี นว่ มอินทร์

วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว21102 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 30

บตั รกจิ กรรมท่ี 3.3
เร่อื ง การทดลองวดั ปรมิ าณน้าฝนอย่างง่าย

จุดประสงค์ ใชเ้ วลา 30 นาที

1. อธิบายหลกั การของเคร่อื งวดั ปริมาณน้าฝน
2. ทดลองสรา้ งเครื่องวดั ปริมาณนา้ ฝนอย่างง่าย
3. ทาการวัดปริมาณน้าฝนจากเคร่อื งมือทีส่ ร้างขนึ้ ได้

วสั ดุอุปกรณ์

รายการ จานวน/กลมุ่
1. ภาชนะใสทรงกระบอก ขนาดตา่ ง ๆ กัน 3 ใบ
2. ขวดฉีดน้า 1 ขวด
3. น้าเปลา่ 1 ลิตร
4. ไมบ้ รรทัด 1 อนั

วิธีการทดลอง

1. เตรียมภาชนะใสทรงกระบอก 3 ขนาด เช่น กระปอ๋ ง ขวดปากกวา้ ง แก้ว
2. ใชข้ วดฉีดนา้ ฉดี นา้ ให้เปน็ ฝอยๆ เหนอื ภาชนะท่เี ตรียมได้จากข้อ 1 และสงั เกต

การเพิ่มขึน้ ของน้าในภาชนะ จนกระทง่ั ระดับนา้ สงู พอที่จะวัดความสงู ได้
3. วดั ความสงู ของนา้ ในภาชนะ และเปรียบความสงู ของน้าในแตล่ ะภาชนะ บนั ทกึ ผล

ลงในตารางบันทึกผลการทดลอง

วทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน ว21102 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 31

แบบบนั ทกึ บตั รกจิ กรรมที่ 3.3
เรอ่ื ง การทดลองวดั ปรมิ าณนา้ ฝนอย่างง่าย

วันท่ีทาการทดลอง...........เดือน........................พ.ศ..........................

กลมุ่ ท่.ี ............ช้ัน ม.1/.........

1………………………………………………………………………………เลขที่....................
2………………………………………………………………………………เลขท่.ี ...................
3………………………………………………………………………………เลขที่....................
4………………………………………………………………………………เลขท.่ี ...................
5………………………………………………………………………………เลขท่.ี ...................
6………………………………………………………………………………เลขท่ี....................
7………………………………………………………………………………เลขที่....................

ตารางบนั ทึกผลการทดลอง

ภาชนะทรงกระบอก ระดับความสูงของนา้ ในภาชนะ (mm)
ใบที่ 1
ใบที่ 2
ใบท่ี 3

คาถาม
1. ปริมาณน้าในภาชนะทีม่ ีขนาดตา่ ง ๆ แตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร

ตอบ.................................................................................................................. ....................
……………………………………………………………………………………………………………………………

วทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ว21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 32

2. ความสงู ของน้าในภาชนะต่างๆ แตกตา่ งกันหรือไม่ อย่างไร
ตอบ...................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………

3. ถ้าใช้ จาน ชาม ขวดแก้วทากจิ กรรม จะให้ผลการทดลองแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร
ตอบ...................................................................................................................... ............
……………………………………………………………………………………………………………………………

สรปุ ผลการทดลอง
...................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
...................................................................................................................................................
.................................................................................................... ...............................................
................................................................................................................................... ...............
......................................................................................... .........................................................

วทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว21102 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 33

บตั รกจิ กรรมพฒั นาทักษะการส่อื สารทางวทิ ยาศาสตร์ท่ี 3.2
เรอื่ ง ฝน ลูกเห็บ หมิ ะ

จุดประสงค์ ใช้เวลา 10 นาที

1. อธิบายกระบวนการเกิดฝน ลกู เห็บ หิมะ ได้
2. บอกเคร่ืองมือและหนว่ ยทีใ่ ชว้ ัดปรมิ าณน้าฝนได้
3. บอกประโยชน์ และโทษของนา้ ฟ้าที่มตี อ่ มนุษย์
และสิ่งแวดล้อมได้

คาชี้แจง ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปนี้ (10 คะแนน )

1. ฝน และลกู เห็บ แตกต่างกันหรอื ไม่ อยา่ งไร
ตอบ…………………………………..…………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………….

2. หยาดน้าฟ้าทเ่ี กดิ ขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ อะไรบ้าง
ตอบ…………………………………..…………………………………………………………………

3. ปรมิ าณนา้ ฝนทตี่ กลงมาในสว่ นต่างๆ ของโลกจะแตกตา่ งกันขน้ึ อยู่กับสงิ่ ใดบา้ ง
ตอบ…………………………………..…………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………..…….

4. เครือ่ งมือวดั ปริมาณนา้ ฝนทใี่ ช้กนั ท่ัวไปมรี ูปทรงอะไร และใช้หนว่ ยใดในการวัดปรมิ าณน้าฝน
ตอบ…………………………………..…………………………………………………………………
…………………………………………………………………..……………………………………….

5. ฝนทเ่ี กิดจากลมมรสมุ มลี ักษณะอย่างไร และเกิดผลดีหรือผลเสียตอ่ มนุษยแ์ ละสง่ิ แวดล้อม
หรอื ไม่ อย่างไร
ตอบ…………………………………..…………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………….

วทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว21102 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 34

บัตรเนือ้ หาท่ี 3.3

เรื่อง ลมและพายุ

ลมคอื อะไร
ลม คอื มวลของอากาศที่เคล่ือนท่ีในแนวราบ

ภาพที่ 3.25 ลมพัดดอกหญา้ ไหวเอน
https://pantip.com/topic/35159153, 25 เมษายน 2559.
ลมเกิดขึ้นไดอ้ ยา่ งไร
ลมเกดิ เนอื่ งจากอากาศในบรเิ วณที่รอ้ นจะลอยตวั สูงขน้ึ ความกดอากาศต่า
ในขณะท่ีอากาศบรเิ วณใกลเ้ คียงท่อี ุณหภูมิต่ากวา่ อากาศบริเวณทม่ี ีความกออากาศสงู
จะเคลือ่ นท่ีเข้ามายงั บริเวณที่มีความกดอากาศต่า มวลอากาศท่เี คลื่อนทเ่ี ราเรยี กวา่
"ลม" จงึ กลา่ วได้ว่า ลมเกดิ จากการเคลื่อนท่ีของอากาศจากบรเิ วณที่มีความกดอากาศสงู
ไปยังบรเิ วณที่มีความกดอากาศต่า

วทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน ว21102 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1

ภาพที่ 3.4.2 แสดงความกดอากาศแตกต่างกันเปน็ สาเหตุการเกิดลม

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 35

ภาพท่ี 3.26 แสดงความกดอากาศแตกต่างกนั เปน็ สาเหตุการเกดิ ลม
ทม่ี า : http://tairgle.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=

article&idการไฟฟา้ ฝ่ายผลิตแหง่ ประเทศไทย [25 เมษายน 2559]
ลมจะเรว็ หรือช้าขึน้ อยู่กบั อะไร

การเคลื่อนท่ขี องลมจะเร็วหรือชา้ ข้นึ อยู่กบั ความแตกต่างของความกดอากาศสงู
และความกดอากาศตา่ ถา้ มคี วามแตกต่างกนั น้อยลมทีเ่ กดิ ขน้ึ จะเป็นลมเอ่ือย และถ้ามี
ความแตกต่างกนั มากจะกลายเปน็ พายไุ ด้

ภาพที่ 3.27 ภาพแสดงลมพดั แรง
https://board.postjung.com/743255, 25 เมษายน 2559.

วทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน ว21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 36

การหมนุ เวียนของลมบนโลกเป็นกลไก
ในการชว่ ยกระจายพลังงานความรอ้ น
จากดวงอาทติ ย์ ใหเ้ ฉล่ยี ท่วั ถึงโลก และ
ช่วยพดั พาเอาความชมุ่ ช้ืนจากพนื้ น้ามา
สพู่ ้ืนดนิ ดว้ ย

ชนิดของลม
จากการทีน่ ักเรยี นไดเ้ รียนรูม้ าแล้ววา่ ลมเกดิ ขึ้นได้อยา่ งไร แลว้ นกั เรยี น

คดิ ว่าลมมีกี่ชนิด แลว้ แต่ละชนิดแตกตา่ งกันอยา่ งไร ซึ่งสามารถจาแนกลมได้ดงั นี้

ลมบก ลมทะเล
ลมทะเล เป็นลมประจาเวลาเกิดในตอนกลางวัน เนื่องจากความร้อนซ่ึงแตกต่างกัน

ระหว่างบรเิ วณทะเล และพน้ื ดินตามชายฝง่ั ซง่ึ เวลากลางวัน พ้ืนดินตามชายฝั่งได้รบั รงั สี
จากดวงอาทิตย์ ทาให้มีอุณหภมู ิสงู กว่าบรเิ วณทะเล ดงั นัน้ อากาศในบริเวณพืน้ ดนิ จึงมี
ความแน่นนอ้ ยกว่า และความกดกล็ ดลงด้วยจงึ ลอยตวั ข้ึน ดังนนั้ อากาศเย็นตามบรเิ วณ
ทะเลจะพดั เขา้ มาแทนท่ี ลมจึงพัดจากทะเลเขา้ สู่ฝัง่

ภาพท่ี 3.28 ลมทะเลพดั จากทะเลเข้าฝ่ัง เวลากลางวนั
https://1freewallpapers.com/beach-coast-sea-blue-green-palm-

scenery/th, 26 เมษายน 2559.
ปรับแต่งภาพโดย นางนิภาวดี น่วมอนิ ทร์ โรงเรยี นวัชรวิทยา

วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ว21102 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1

ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 37

ลมบก เกดิ ในเวลากลางคืน เน่อื งจากในตอนกลางคืนพืน้ ดิน
คายความร้อนได้ดีกวา่ พนื้ น้าทาให้อุณหภมู ิของอากาศเหนือพ้นื น้าสงู กว่าพ้นื ดนิ อากาศ
ในบรเิ วณทะเลมีความแนน่ น้อยกว่าพ้ืนดินจะลอยตวั ข้ึน อากาศเย็นบริเวณพ้ืนดนิ จะพัด
ออกไปแทนท่ีจึ่งทาให้ลมพดั จากฝ่ังส่ทู ะเล

ภาพที่ 3.29 ลมบกพัดจากฝัง่ ไปยังทะเล เวลากลางคืน
ท่มี า : https://1freewallpapers.com/beach-coast-sea-blue-green-palm-

scenery/th, 26 เมษายน 2559.
ปรับแต่งภาพโดย นางนภิ าวดี นว่ มอนิ ทร์ โรงเรียนวชั รวิทยา

วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1

ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 38

ประโยชน์ของลมบกลมทะเล
เรือประมงขนาดเล็กจะออกสู่ทอ้ งทะเลเพื่อหาปลาในเวลากลางคืน โดยอาศัย

“ลมบก”ซง่ึ พดั จากฝั่งออกสทู่ ะเล พอร่งุ สางเรอื เหล่าน้ีกจ็ ะแลน่ กลับเขา้ สฝู่ ัง่ อีกคร้งั
โดยอาศัย “ลมทะเล” ซง่ึ พดั จากทะเลเขา้ ฝง่ั ในเวลากลางวนั

ลมก็มีประโยชนน์ ะคะ

ภาพที่ 3.30 แสดงเรอื อาศัยลมทะเลเล่นเข้าส่ฝู ่ัง
http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/
16/conte16/content s/p02.html, 20 เมษายน 2559.

ลมมรสุม
คาวา่ “มรสุม” หรอื monsoon มาจากคาวา่ mausim ในภาษาอาหรับ

แปลวา่ ฤดกู าล (season) สาเหตใุ หญๆ่ เกดิ จากความแตกตา่ งระหวา่ งอุณหภูมิของ
พน้ื ดนิ และพน้ื น้า ประเทศไทยอยภู่ ายใต้อทิ ธพิ ลของลมมรสมุ 2 ชนดิ คอื ลมมรสุม
ตะวนั ตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 39

ลมมรสุมฤดรู ้อน

ลมมรสมุ ฤดรู ้อน หรอื เรียกวา่ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลมุ ประเทศไทย
ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตลุ าคม โดยมีแหล่งกาเนดิ จากบริเวณ
ความกดอากาศสูง ในซีกโลกใต้บริเวณมหาสมุทรอินเดยี ซึง่ พดั ออกจากศูนย์กลางเป็นลม
ตะวนั ออกเฉยี งใต้ และเปล่ยี นเปน็ ลมตะวนั ตกเฉียงใตเ้ มื่อพัดขา้ มเส้นศูนยส์ ูตร มรสมุ น้ี
จะนามวลอากาศช้นื จากมหาสมทุ รอินเดยี มาสปู่ ระเทศไทย ทาให้มีเมฆมากและฝนชุกท่วั ไป
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งตามบริเวณชายฝ่ังทะเล และเทือกเขาด้านรบั ลมจะมฝี นมากกว่า
บริเวณอื่น

ภาพที่ 3.31 ทิศทางของลมมรสุมฤดรู ้อน
ทีม่ า : ศรลี ักษณ์ ผลวฒั นะ และเจยี มจติ กลุ มาลา , 2558.

ลมมรสุมฤดูหนาว
ลมมรสมุ ฤดหู นาว หรอื เรียกวา่ ลมมรสุมตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ประมาณ

กลางเดือนตลุ าคม จนถึงกลางเดือนกุมภาพนั ธ์ จะมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพดั ปกคลุม
ประเทศไทย มรสุมนม้ี ีแหลง่ กาเนดิ จากบริเวณความกดอากาศสูงบนซีกโลกเหนือ
แถบประเทศมองโกเลยี และจีน จึงพัดพาเอามวลอากาศเย็น และแหง้ จากแหลง่ กาเนดิ เข้ามา
ปกคลมุ ประเทศไทย ทาใหท้ ้องฟ้าโปร่ง อากาศหนาวเย็นและแหง้ แลง้ ท่วั ไป โดยเฉพาะ
ภาคเหนอื และภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ส่วนภาคใตจ้ ะมฝี นชุกโดยเฉพาะภาคใตฝ้ ่ังตะวันออก
เนอ่ื งจากมรสุมนีน้ าความชุ่มชื้นจากอ่าวไทยเขา้ มาปกคลมุ

วิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ว21102 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 40

ภาพท่ี 3.32 ทศิ ทางของลมมรสุมฤดูหนาว
ทม่ี า : ศรีลกั ษณ์ ผลวฒั นะ และเจยี มจติ กุลมาลา, 2558.

ในแตล่ ะปีการเรม่ิ ตน้
และสน้ิ สดุ ลมมรสุม
ทงั้ สองชนิด
อาจผันแปรไป
จากปกติได้

วทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน ว21102 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 41

พายุ
พายหุ มุน
พายหุ มุนเกิดจากศนู ยก์ ลางความกดอากาศต่า ทาใหบ้ ริเวณโดยรอบซึง่ กค็ ือ

ความกดอากาศสูงพัดเข้าหาศูนย์กลางความกดอากาศตา่ ขณะเดยี วกันศนู ยก์ ลาง
ความกดอากาศต่าจะลอยตัวสูงขน้ึ และเยน็ ลง อุณหภูมิลดลงเมอ่ื ความสูงเพิ่มข้ึน ทาให้
เกดิ เมฆและหยาดน้าฟา้ พายุหมุนจะมีความรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยกู่ ับอตั ราการลดลง
ของความกดอากาศ ถา้ อตั ราการลดลงของความกดอากาศมีมากจะเกดิ พายุรุนแรง
แต่ท้ังน้ี พายุจะหมนุ ทวนเข็มนาฬกิ าในซีกโลกเหนือ และหมนุ ตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้
ซึ่งความแตกตา่ งของการหมุนดังกล่าวน้นั เกดิ จากผลของแรงที่เกิดจากการหมุน
รอบตวั เองของโลก

ภาพท่ี 3.33 ไซโคลน และ แอนตไิ ซโคลน ในซกี โลกเหนือ
http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/6/atm, 20 ตลุ าคม 2559.

องค์การอุตุนิยมวทิ ยาโลกแบ่งประเภทพายุหมนุ ตามความเร็ว ใกลศ้ ูนย์กลางพายุเป็น
เกณฑ์ โดยแบ่ง เป็น 3 ชนดิ ไดด้ ังนี้

1. พายุดเี ปรสชัน่ มีความเรว็ ของลมรอบศนู ย์กลาง ไมเ่ กนิ 63 กโิ ลเมตร/ชวั่ โมง
โดยบรเิ วณท่เี กิดพายุ หรือมีพายุชนิดนีเ้ คลื่อนทผี่ ่าน ท้องฟ้าจะมืดครึ้ม และปกคลมุ ด้วยเมฆหนาทึบ
มีฝนตกเลก็ น้อยถงึ หนัก แผ่เป็นบรเิ วณกวา้ ง และตกติดต่อกันเป็นเวลานาน

2. พายโุ ซนรอ้ น มีความเร็วลมของลมรอบศนู ย์กลาง 63-118 กิโลเมตร/ช่ัวโมง
มีกาลงั ปานกลาง และมฝี นตกหนัก

วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 42

3. พายุหมนุ เขตร้อน หรือพายุรุนแรง มคี วามเรว็ ลมมากกว่า 118 กิโลเมตร/ชว่ั โมง
เป็นพายุที่มกี าลงั แรงมฝี นตกหนกั มาก บางคร้ังจะมีพายุฝนฟ้าคะนองรว่ มด้วย โดยพายุหมุน
เขตร้อนนี้มชี ่ือเรียกต่าง ๆ กนั ตามแหลง่ กาเนิด ดงั นี้

3.1 ถา้ เกดิ ในมหาสมุทรแปซฟิ กิ และทะเลจนี ใต้ เรียกวา่ ใตฝ้ ่นุ ถ้าพัดขึ้นฝ่ัง
ในทวีปอเมริกา เรียกว่า ทอร์นาโด

3.2 ถ้าเกิดในอ่าวเบงกอล และทะเลอาหรับ เรียกวา่ พายไุ ซโคลน
3.3 ถา้ เกิดในแอตแลนติก ทะเลแคริบเบยี น อ่าวแม็กซโิ ก และทะเลฝั่งตะวันตก
ของอ่าวแม็กซิโก เรยี กวา่ พายเุ ฮอรร์ ิเคน หรอื สลาตัน
3.4 ถา้ เกดิ ในทะเลประเทศฟลิ ิปปินส์ เรียกว่า พายุบาเกียว
3.5 ถ้าเกิดที่ทะเลออสเตรเลยี เรียกวา่ พายุวิลลี วิลลี

ภาพที่ 3.34 "ทอร์นาโดขนาดมหึมา" พัดถล่มเมืองโคโลราโด ในสหรฐั อเมรกิ า
https://variety.thaiza.com เวบ็ ไซตข์ า่ ว washingtonpost, 10 พฤษภาคม 2559.

วิทยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 43

ภาพที่ 3.35 การเกิดพายเุ ฮอริเคน เกิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก
https://whansangjan.wordpress.com/2014/02/05 ,10 พฤษภาคม 2559.

วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ว21102 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 44

พายฝุ นฟา้ คะนอง
พายุฝนฟ้าคะนอง หรอื อาจเรยี กวา่ พายพุ าความร้อน เป็นพายุที่เกดิ จาก

เมฆฝนฟ้าคะนอง ได้แก่ เมฆคิวมโู ลนิมบัส ซึ่งมีลกั ษณะการเกดิ โดยมวลอากาศรอ้ นและ
ช้ืนลอยตวั สูงขึน้ สเู่ บ้อื งบน อุณหภมู ิของอากาศจะลดตา่ ลงจนไอนา้ ควบแนน่ กลายเปน็
เมฆเมฆควิ มูโลนมิ บสั ทกี่ ่อตวั หนาทบึ ในระยะเวลาอันส้ัน สามารถเกิดได้ในทุกบริเวณ
ท่ีมีอากาศร้อน และมีความช้ืนมากพอสมควร จงึ เป็นลักษณะสาคัญของอากาศเขตร้อน
โดยมากมกั จะมีท้ังลมแรง, ฟ้าแลบ, ฟ้าร้อง และฝนตกหนกั เกิดข้นึ พรอ้ มกนั บางคร้ัง
อาจมลี ูกเห็บตกลงมาด้วย ความแรงของลมสามารถทาลายบา้ นเรอื น ส่งิ ปลูกสรา้ งและ
ตน้ ไมเ้ สียหายได้

ประเทศไทยจะมีพายุฝนฟ้าคะนองเกือบขนึ้ ตลอดทงั้ ปี ยกเวน้ ในช่วงฤดูหนาว
คือ เดือนพฤศจกิ ายนถงึ เดือนมกราคม เดอื นทเ่ี กิดพายฝุ นฟ้าคะนองน้อยท่สี ดุ ส่วนเดอื น
ท่ีเกิดพายุฝนฟา้ คะนองมากที่สุด คอื เดือนพฤษภาคม

ภาพท่ี 3.36 ภาพถ่ายดาวเทยี มบรเิ วณความกดอากาศสูงได้แผล่ งมาปกคลมุ
ประเทศจีนตอนใตแ้ ละเวียดนามตอนบน เกิดเปน็ พายฤุ ดรู ้อน

https://news.mthai.com/general-news/436223.html, 10 พฤษภาคม 2559.

วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว21102 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 45

เครือ่ งมือวดั กระแสลม

เครอ่ื งมือวัดกระแสลม เป็นเคร่อื งมือสาหรับวัดทิศทางและวดั ความเรว็ ของลม
แยกตามลักษณะการใชง้ าน ได้ 2 ชนิด ดังน้ี

ศรลม
ศรลม หรอื วนิ เวน (Wind Vane) เปน็ เคร่อื งมือวดั ทิศทางลม มลี ักษณะ
เป็นรปู ไก่ หรือ ลูกศร ที่มหี างลกู ศรเป็นแผ่นใหญ่กวา่ หัวลูกศร เม่ือลมพัดมาหางลูกศร
จะถกู แรงลมปะทะมากกว่าหัวลูกศร ทาใหห้ วั ลูกศรชไี้ ปทางทศิ ท่ีลมพดั มา ทาให้เรา
ทราบว่าทศิ ทางลมวา่ พดั มาจากทางไหน

ภาพท่ี 3.37 ก ศรลมรูปลกู ศร ภาพที่ 3.37 ข ศรลมรปู ไก่

ภาพที่ 3.37 ก-ข แสดงลกั ษณะของศรลมลักษณะต่างๆ
sites.google.com/site/gem2kkr/person, 10 พฤษภาคม 2559.

วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว21102 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เลม่ ที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 46

แอนิโมมิเตอร์ ( Anemometer)
แอนิโมมิเตอร์ หรอื มาตรวัดความเร็วลม เป็นเคร่ืองมือท่ีใชว้ ดั ความเร็วลม
ประกอบดว้ ยถว้ ยกลมครงึ่ ซกี ทท่ี าด้วยโลหะเบา 3-4 ใบ หันตามกัน ตดิ อยู่ท่ีปลายแกนหมนุ
ซงึ่ หมุนได้อสิ ระเม่อื มีลมพัดมาปะทะถ้วย ถ้วยจะหมุนไปตามรอบแกน
ถ้ามีลมพัดแรงถว้ ยจะหมุนรอบแกนได้เร็ว ซงึ่ สามารถอา่ นค่าความเร็วลมไดจ้ าก
ตัวเลขทอ่ี ยใู่ นหนา้ ปัดของเครื่อง หนว่ ยวัดความเรว็ ลมมหี ลายอย่าง เช่น นอต
ไมล์ทะเลตอ่ ชัว่ โมง กโิ ลเมตรต่อชัว่ โมง ไมลต์ อ่ ช่วั โมง

ภาพที่ 3.38 ก แอนโิ มมิเตอร์แบบแกนหมุน ภาพท่ี 3.38 ข แอนิโมมเิ ตอร์แบบดิจติ อล
รูปที่ 3.38 ก-ข แสดงลักษณะของแอนิโมมิเตอร์แบบตา่ งๆ

http://kanchanapisek.or.th, 10 พฤษภาคม 2559.
http://61.19.202.164/works/smtpweb52/B05/tools.html, 10 พฤษภาคม 2559.

วทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน ว21102 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ 47

การวดั ทิศทางและความเร็วของลม
ในที่สูงๆต้องใชเ้ ครื่องมือท่ี เรียกวา่
เรวินด์ (Rawind) ซ่ึงผูกตดิ กับบอลลูน
โดยรายงานแบบคลื่นวทิ ยุ นอกจากน้ี
ยังใช้ ไพลอทบอลลนู ซึ่งบางคร้ัง
อาจใช้เคร่ืองเรดาห์ กล้องส่องทางไกล
หรอื กลอ้ งโทรทัศน์ ตรวจสอบจาก
บอลลูนได้

ประโยชน์และผลของปรากฏการณ์ทางลมฟา้ อากาศทม่ี ีต่อมนุษย์และส่ิงแวดล้อม

ประโยชน์ของปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศ
1. การเกิดลมจะช่วยใหเ้ กิดการไหลเวยี นของบรรยากาศ
2. การเกิดลมสินค้า
3. การเกดิ เมฆและฝน ทาให้เกิดผลดที างการเกษตร
4. การเกิดลมประจาเวลา เช่น การเกิดลมบกลมทะเล เป็นประโยชน์

ต่อการประมง
5. พลังงานลมในการผลิตกระแสไฟฟ้า

ภาพที่ 3.39 ทุ่งกังหันลม
หว้ ยบง จังหวัดนครราชสีมา

https://www.thetrippacker.com/th/image/%E0, 10 พฤษภาคม 2559.
ถ่ายภาพโดย [email protected]

วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ว21102 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1

ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ 48

ผลกระทบและภัยอนั ตรายจากปรากฏการณล์ มฟา้ อากาศ
1. ผลกระทบจากอิทธพิ ลของลมมรสุม เช่น น้าท่วม นา้ ทว่ มฉับพลัน
2. ผลกระทบจากอทิ ธพิ ลของลมพายุ เชน่ ตน้ ไมล้ ้มทบั คล่ืนสูงในทะเล

ภาพที่ 3.40 "ทอรน์ าโด"ถล่มรฐั "โอกลาโฮมา"ของสหรัฐฯ
วันท่ี 21 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:50:23 น.

http://www.cmadong.com/board/index.php?topic, 10 พฤษภาคม 2559.

วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ว21102 ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เล่มที่ 3 ปรากฏการณ์ลมฟา้ อากาศ 49

เอลนโี น และ ลานีนา

เอลนโี น (El Nino - EN)
เอลนีโน เปน็ ปรากฏการณ์การไหลย้อนกลบั ของผิวนา้ ทะเลที่อุ่นในชว่ งเวลาหนึ่ง ๆ
จากบรเิ วณเส้นศนู ยส์ ตู รทางมหาสมุทรแปซิฟกิ ตะวันตก ไปยงั บริเวณเส้นศูนย์สูตรของ
มหาสมทุ รแปซิฟิกตะวันออกและตามบรเิ วณชายฝัง่ ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมรกิ าใต้
ชายฝ่ังเปรู
ตามปกติ บรเิ วณชายฝ่งั ประเทศเปรู ซงึ่ เปน็ ประเทศที่อยู่ทางตะวนั ตกเฉยี งเหนือ
ของทวีปอเมริกาได้ หรอื ทางด้านตะวนั ออกของมหาสมทุ รแปซิฟกิ ใต้ใกลเ้ สน้ ศนู ยส์ ูตร จะมีนา้ เย็นได้
มหาสมุทรพัดข้นึ มายังผิวน้า กระบวนการนค้ี ือการพดั ขึ้นมาแทนท่ีของกระแสนา้ เย็นจากใตม้ หาสมทุ ร
ข้ึนมาตามบริเวณชายฝั่งอันเป็นผลเกดิ จากลมสินค้าตะวนั ออกเฉยี งใต้ทม่ี ีกาลงั แรงพดั ขนานฝ่ัง
อีกทั้งการหมุนรอบตวั เองของโลกขณะทีล่ มรวมกบั การหมนุ ของโลกจงึ ผลกั ดนั ให้ผวิ นา้ เบ้อื งบน
ที่อนุ่ พัดห่างจากฝ่งั ไปน้าเย็นขา้ งล่างท่ีอดุ มด้วยแรธ่ าตอุ าหารสาหรับแพลงกต์ อนพืชจะพดั ขน้ึ มา
แทนทผี่ ิวนา้ อ่นุ ที่ถูกพัดพาไป บรเิ วณชายฝงั่ ทีม่ ีกระแสนา้ เย็นพดั ขน้ึ มาแทนทจี่ ะเป็นบริเวณ
ทเี่ หมาะท่ีสดุ สาหรบั การเจรญิ พันธุข์ องปลาทะเลทวั่ โลก
ปรากฏการณ์เอลนีโนทาให้ระดับนา้ ทะเลและสภาพอากาศเปลย่ี นแปลงไปจาก
สภาพปกติ อณุ หภมู ผิ วิ นา้ ทะเลท่สี งู ขึ้นผดิ ปกติ จะเกดิ ขึ้นโดยเฉล่ยี ประมาณ 2 ครงั้ ในทกุ ๆ 10 ปี
แมว้ ่าช่วงหา่ งระหว่างการเกิดแตล่ ะคร้ังจะไมส่ ม่าเสมอกต็ าม การอ่นุ ข้นึ ของนา้ ทะเลบรเิ วณแปซิฟิก
ตะวันออกกบั นา้ ทะเลท่เี ยน็ ลงบรเิ วณใกล้ทวปี ออสเตรเลีย จะกินเวลาประมาณ 12 เดอื น
โดยมกั จะเร่ิมประมาณช่วงตน้ ของปี และสนิ้ สุดประมาณตน้ ปีถดั ไป

ลานีนา (La Nina = ลานญี า)
คอื ปรากฏการณ์ที่สลับกนั กับเอลนีโน กล่าวคอื เป็นปรากฏการณ์ที่อณุ หภมู ิ

ผวิ นา้ ทะเลบรเิ วณเสน้ ศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซฟิ ิกกลางและตะวนั ออกมีคา่ ตา่ กว่าปกติ
ท้ังนี้เนอ่ื งจากลมสินค้าตะวนั ออกเฉียงใต้ทพ่ี ัดอย่เู ป็นประจาในมหาสมุทรแปซิฟกิ เขตรอ้ น
ทางซกี โลกใต้ (ละตจิ ดู 0 - 30 องศาใต)้ มีกาลังแรงกว่าปกติ จึงพดั พาผิวนา้ ทะเลท่ีอนุ่
จากมหาสมทุ รแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออก (บริเวณชายฝั่งเปรู) ไปสะสมอยทู่ างมหาสมทุ รแปซฟิ กิ
เขตรอ้ นตะวันตก (บริเวณชายฝงั่ อินโดนีเซยี และออสเตรเลยี ) มากยงิ่ ขนึ้ ทาใหท้ างมหาสมุทร
แปซฟิ กิ เขตร้อนตะวันตกซ่งึ แต่เดมิ มอี ุณหภมู ิผวิ นา้ ทะเล และระดบั น้าทะเลสงู กวา่ ทางมหาสมุทร
แปซิฟกิ เขตร้อนตะวนั ออกอยแู่ ลว้ กลบั ย่ิงมีอณุ หภมู ผิ วิ น้าทะเล และระดับนา้ ทะเลสูงกวา่
ทางมหาสมทุ รแปซฟิ กิ เขตรอ้ นตะวนั ออกมากขึ้นไปอีก มีผลทาให้ทางมหาสมทุ รแปซิฟิกเขตรอ้ น
ตะวนั ตกมปี ริมาณฝนตกมากขึ้น ขณะท่ีทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวนั ออกจะมีความแหง้ แล้ง
มากขนึ้ เช่นกนั ลานนี าจะเกดิ โดยเฉล่ีย 5 - 6 ปตี อ่ คร้งั และเกิดแต่ละครง้ั กนิ เวลานาน
ประมาณ 1 ปี

วทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ว21102 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เลม่ ท่ี 3 ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศ 50

เอลนีโน และลานีนา สง่ ผลโดยตรงตอ่ โลก คอื ทาใหเ้ กดิ ความแปรปรวน
ของลมฟา้ อากาศทั่วโลกแต่บริเวณตา่ ง ๆ จะไดร้ บั ผลกระทบไมเ่ ท่ากัน กลา่ วคอื โดยทัว่ ไป
เอลนโี นจะทาให้บริเวณท่เี คยมฝี นตกชกุ มีปรมิ าณฝนลดลงอยา่ งมาก และบรเิ วณทีเ่ คยมฝี นตกนอ้ ย
จะมฝี นเพิม่ ขน้ึ มาก สว่ นลานนี าจะทาใหบ้ ริเวณท่มี ฝี นมากอยูแ่ ลว้ มีฝนเพ่มิ ขึน้ อกี และบรเิ วณ
ทแี่ หง้ แล้งจะยง่ิ แห้งแล้งย่ิงขน้ึ เช่นกัน การเกิดเอลนโี น และ ลานีนา เปน็ การเปล่ียนแปลง
ตามธรรมชาติทม่ี ีช่วงการเปลยี่ นแปลงไมแ่ นน่ อนคอื อยู่ในชว่ ง 2 ปี ถงึ 10 ปี

ภาพท่ี 3.41 ปรากฏการณ์ เอลนีโน และลานนี า

https://www.bkkvariety.com/2021, 21 พฤษภาคม 2558.

วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ว21102 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1


Click to View FlipBook Version