1
หน่วยการเรยี นท่ี 9
เรือ่ ง การจัดการดินเพื่อการเกษตร
แผนผงั ความคิดรายหนว่ ย
2
สาระสำคญั
การจดั การดินเพ่ือการเกษตรเป็นการปรบั ปรงุ บำรงุ ดินเพือ่ ปลูกพืช เนอื่ งจากดินเป็นปัจจยั ท่ี
สำคัญในการผลิตพืช นอกจากทำหน้าที่เป็นที่ยึดเกาะของรากพืชแล้ว ยังเป็นที่เก็บน้ำแก่พืช ให้
อากาศแกร่ ากพชื ในการหายใจ และใหธ้ าตอุ าหารแก่พืชเพ่อื การเจริญเตบิ โต ฉะน้ันการปรบั ปรงุ บำรุง
ดินใหม้ คี วามเหมาะสมแกก่ ารเจรญิ เตบิ โตของพืชจงึ มคี วามจำเปน็ อยา่ งยง่ิ เพอ่ื ให้เกิดประสิทธิภาพใน
การผลิตสงู สดุ ในหน่วยการเรียนท่ี 9 นี้เน้นแนวทางการจัดการดนิ เพ่ือปลูกพืชที่เกษตรกรนยิ มปลูก
กนั ทวั่ ไป โดยเฉพาะในเขตจังหวัดสุโขทัยและใกล้เคียง ประกอบด้วย 1) แนวทางการจัดการดินเพ่ือ
ปลูกข้าว 2) แนวทางการจัดการดินเพ่ือปลูกพืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน และมัน
สำปะหลัง 3) แนวทางการจดั การดนิ เพอ่ื ปลูกผกั 4) แนวทางการจัดการดินเพ่ือปลกู ผลไม้ ได้แก่ ส้ม
ทุเรยี น มะม่วง ลำไย และแตงโม 5) แนวทางการจดั การดนิ เพ่ือปลกู ไม้ดอก ไดแ้ ก่ กหุ ลาบ มะลิ และ
ดาวเรือง 6) แนวทางการจัดการดินเพื่อปลูกไม้ประดับ ได้แก่ บอนสี ปาล์มประดับ และตะโกดัด
7) แนวทางการจดั การดนิ เพ่ือทำไร่นาสวนผสมในที่ราบต่ำ ซึ่งผู้เรยี นจะได้นำไปประยุกตใ์ ชไ้ ดจ้ ริงใน
อนาคตตอ่ ไป
จุดประสงค์การเรยี นรู้ เพื่อให้
1. ผเู้ รยี นรู้ เขา้ ใจ วเิ คราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพอ่ื ปลกู ข้าว
2. ผเู้ รียนรู้ เข้าใจ วเิ คราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพอื่ ปลกู พชื ไร่
3. ผเู้ รยี นรู้ เข้าใจ วิเคราะห์ วางแผน และจัดการดนิ เพื่อปลูกผกั
4. ผเู้ รียนรู้ เข้าใจ วเิ คราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพ่ือปลกู ไมผ้ ล
5. ผเู้ รียนรู้ เข้าใจ วิเคราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพอื่ ปลูกไมด้ อก
6. ผเู้ รยี นรู้ เขา้ ใจ วเิ คราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพอื่ ปลูกไมป้ ระดบั
7. ผเู้ รียนรู้ เข้าใจ วเิ คราะห์ วางแผน และจดั การดินเพ่อื ทำไร่นาสวนผสมในท่ีราบตำ่
จุดประสงค์เชงิ สมรรถนะ
1. ผูเ้ รยี นสามารถอธบิ าย วเิ คราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพ่ือปลูกขา้ วไดอ้ ย่างถกู ต้อง
2. ผู้เรียนสามารถอธิบาย วิเคราะห์ วางแผน และจัดการดินเพ่ือปลูกพืชไร่ (ข้าวโพดเล้ียง
สัตว์ อ้อยโรงงาน และมนั สำปะหลัง) ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
3. ผู้เรยี นสามารถอธบิ าย วเิ คราะห์ วางแผน และจัดการดินเพือ่ ปลูกผกั ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
3
4. ผเู้ รียนสามารถอธิบาย วิเคราะห์ วางแผน และจดั การดินเพื่อปลูกไมผ้ ล (ทุเรียน มะม่วง
และแตงโม) ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
5. ผู้เรยี นสามารถอธิบาย วเิ คราะห์ วางแผน และจัดการดินเพ่อื ปลูกไมด้ อก (กุหลาบ มะลิ
และดาวเรอื ง) ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
6. ผู้เรียนสามารถอธิบาย วิเคราะห์ วางแผน และจัดการดินเพื่อปลูกไม้ประดับ (บอนสี
ปาลม์ ประดับ และตะโกดัด) ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
7. ผู้เรยี นสามารถอธิบาย วิเคราะห์ วางแผน และจดั การดนิ เพ่ือทำไรน่ าสวนผสมในท่ีราบต่ำ
ไดอ้ ย่างถูกต้อง
8. ผเู้ รียนมีคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ในเรอ่ื งกระตอื รอื ร้น ใฝร่ ู้ ทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื ได้ ชา่ งสังเกต
รับผดิ ชอบ ขยนั อดทน ซ่อื สัตย มวี ินัย มีความคิดรเิ ริม่ สรา้ งสรรค คำนงึ ถึงการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม รวมทัง้ กล้าแสดงออก
เนื้อหาสาระการเรียนรู้
1. แนวทางการจัดการดินเพื่อปลูกขา้ ว
สยามคูโบตาคอรเ์ ปอเรชั่น (2559) กล่าวว่า การไถเตรยี มดนิ มวี ตั ถปุ ระสงค์ เพื่อกำจดั วัชพืช
และทำให้ดินมีสภาพเหมาะแก่การปลูกข้าว การไถครั้งแรกพลิกดินขนึ้ มาแล้วเวน้ ช่วงให้เมล็ดวัชพืช
งอก ยิ่งงอกมากย่ิงดี แล้วไถครงั้ ที่ 2 หรือไถแปรฝงั กลบตน้ วัชพชื ลงในดิน จะช่วยลดปริมาณวชั พชื ได้
มาก ช่วงเวลาระหว่างไถคร้ังแรกกับครั้งท่ี 2 ข้ึนกับปัจจัยในการงอกของเมล็ดวัชพืชโดยเฉพาะ
ความชื้น ถ้ามีความชื้นพอเหมาะจะทำให้งอกได้ดีและใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าดินแห้งอาจจะต้องใช้
เวลานานมากขนึ้ หลังจากไถแล้วมีการคราดเอาเศษส่วนวัชพืชออกจากแปลงนาและทำใหด้ ินละเอียด
นอกจากนี้ยงั เป็นการปรบั ระดบั พืน้ ท่ีใหเ้ รียบสมำ่ เสมอ ถา้ เปน็ นาหวา่ นน้ำตมและนาดำ ตอ้ งทำเทือก
เปน็ ขนั้ ตอนสุดทา้ ย เพือ่ ทำใหด้ นิ เละงา่ ยตอ่ ปกั ดำ และเหมาะสมต่อการเจรญิ เติบโตของเมล็ดข้าวงอก
การปรับระดับพื้นที่ เปน็ เรอ่ื งทีม่ คี วามสำคัญมาก มผี ลต่อความสม่ำเสมอของตน้ ข้าว บริเวณท่ีตำ่ เป็น
แอ่งมีน้ำขังไม่สามารถระบายน้ำออกได้หมดตน้ ข้าวมักจะเน่าตาย และระดับพื้นที่มีผลตอ่ การให้น้ำ
เมือ่ ข้าวเรม่ิ ตง้ั ตวั ได้หลังหว่าน ถ้าพนื้ ท่ไี ม่สม่ำเสมอจะทำให้เอาน้ำเขา้ นาได้ไม่ท่ัวถึง ถ้าจะเอานำ้ เขา้ ให้
ถงึ บริเวณท่ีสูงกว่าจะทำให้น้ำท่วมต้นข้าวบริเวณต่ำการเจริญเติบโตไม่ดีหรอื อาจจะตายได้ แตถ่ ้าให้
ระดับน้ำพอเหมาะสำหรับบริเวณต่ำ บรเิ วณที่สงู กว่าน้ำก็ไม่ถึง จะทำให้เกิดปญั หามีวัชพืชงอกข้ึนมา
ได้ นอกจากนรี้ ะดับพ้ืนที่ไมส่ ม่ำเสมอยงั มีผลต่อ ประสทิ ธภิ าพของสารกำจัดวัชพืช อันเนือ่ งมาจากน้ำ
เขา้ แปลงนาได้ไม่ทว่ั ถึง เพราะความชืน้ ที่เหมาะสมทำใหก้ ารใช้สารกำจัดวัชพืชมีประสทิ ธิภาพมากขึ้น
4
สอดคลอ้ งกับ รัชฎาภรณ์ เทพอินทร์ (2560) ทก่ี ลา่ วว่า การเตรียมดนิ สำหรบั การทำนา ต้องคำนงึ ถึง
สภาพแวดล้อม เชน่ นำ้ ภมู อิ ากาศ ลกั ษณะพื้นท่ี ตลอดจนแบบวิธีการทำนา และเคร่อื งมอื การเตรียม
ดินทแี่ ตกต่างกัน การเตรียมดนิ แยกไดเ้ ปน็ 2 ขน้ั ตอน คือ
1) การไถดะ และไถแปร
(1) การไถดะคือ การไถพลกิ หน้าดินคร้ังแรกเพือ่ กำจัดวัชพืช และตากดินให้แห้ง
(2) การไถแปร คือการไถครั้งท่ีสองโดยไถขวางแนวไถดะ เพ่ือย่อยดินและคลุกเคล้า ฟาง
วัชพืช เปน็ ตน้ ลงไปในดินการไถ ไถด้วยแรงงานสตั ว์ เชน่ ววั ควาย รถไถเดนิ ตาม และรถแทรกเตอร์
2) การคราดหรอื ใช้ลูกทุบ คือการกำจัดวชั พืช ตลอดจนการทำใหด้ ินแตกตวั และ เปน็ เทอื ก
พร้อมท่ีจะปักดำได้ ขั้นตอนน้ีเป็นข้ันตอนท่ีทำต่อจากขั้นตอนท่ี 1 และขังน้ำไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้มี
สภาพดินทเ่ี หมาะสมในการคราด การใช้ลูกทบุ หรือเครอื่ งไถพรวนจอบหมุน (rotary) ข้อควรระวงั ใน
การเตรยี มดิน มีดงั น้ี
(1) ควรปล่อยใหด้ ินนามโี อกาสแห้งสนทิ เป็นระยะเวลานานพอสมควร และถ้าสามารถไถ
พลิกดินล่างข้ึนมาตากให้แห้งไดก้ ็จะดียิ่งขึ้น ถ้าดินเปียกน้ำ ติดต่อกันโดยไม่มีโอกาสแห้ง จะเกิดการ
สะสมของสารพิษ เช่นแก๊สไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) และกรดอินทรีย์ เป็นต้น ซ่ึงถ้าสารเหล่านี้มี
ปริมาณมากกจ็ ะ เปน็ อนั ตรายตอ่ รากข้าวได้
(2) ควรมีการหมักฟาง หญ้ารวมทั้งอินทรียวัตถุเพื่อให้สลายตัวสมบูรณ์ ประมาณ 2
สปั ดาห์ หลังการไถเตรียมดิน เพื่อให้ ดินปรับตัวอยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของข้าว
และสามารถปลดปลอ่ ยธาตุอาหารที่จำเปน็ ออกมาให้แกต่ ้นขา้ ว
(3) ดนิ กรดจดั หรือดินเปรยี้ วจัด มคี ่าความเป็นกรดเปน็ ดา่ งต่ำ (pH ตำ่ กวา่ 4.0) ควรขังนำ้
ไว้อย่างน้อย 1 เดือน ก่อนปักดำข้าว เพ่ือให้ปฏิกิริยาต่างๆ ตลอดจนความเป็นกรดของดินลดลงสู่
สภาวะปกติ และค่อนขา้ งเป็นกลางเสียก่อน ดินกลุ่มน้ีถา้ มีการขังน้ำตลอดปี หรือมีการทำนาปีละ 2
คร้ัง ก็จะเป็นการลด สภาวะความเป็นกรดของดิน และการเกดิ สารพิษลงได้ ซง่ึ จะทำให้ผลผลิตของ
ขา้ วสูงข้นึ
การตกกล้าในสภาพเปียก หรือการตกกลา้ เทอื ก เปน็ วธิ ีทีช่ าวนาคนุ้ เคยกันดี การตกกลา้ แบบ
นี้จะต้องมีน้ำหลอ่ เลย้ี งอย่เู สมอ การดแู ลรักษาไม่ ยุ่งยากและความสญู เสยี จากการทำลายของศตั รูข้าว
มนี ้อย มขี ้ันตอนการ ปฏิบัตดิ งั นี้
1) การเตรียมดิน ปฏิบัติเช่นเดียวกับแปลงปักดำ แต่เพิ่มความพิถีพิถันมากข้ัน ในการเก็บ
กำจดั วชั พชื และปรับระดับเทือกใหร้ าบเรียบ สม่ำเสมอ
2) การหวา่ นเมล็ดพันธ์ุ ปล่อยน้ำแปลงกลา้ ใหแ้ ห้ง ทำเทอื กให้ราบเรยี บสมำ่ เสมอนำเมลด็ พันธ์ุ
ท่เี พาะงอกดีแลว้ มาหว่านใหก้ ระจายสม่ำเสมอตลอดแปลง ควรหวา่ นเมลด็ พนั ธต์ุ อนบ่ายหรือตอนเย็น
เพอ่ื หลกี เล่ยี งแสงแดดตอนเทยี่ งซึ่งมคี วามรอ้ นแรงมาก อาจทำให้เมลด็ ขา้ วตายได้
5
3) การใหน้ ำ้ ถ้าตกกลา้ ไม่มากนัก หลังจากหว่านเมลด็ พนั ธแุ์ ล้วหน่ึงวัน สาดนำ้ รดใหก้ ระจาย
ท่วั แปลง ประมาณ 3-5 วัน กล้าจะสูงพอทไี่ ขน้ำเข้าท่วมแปลงได้ แต่ถ้าตกกล้ามาก ไม่สามารถที่จะ
สาดนำ้ รดได้ ให้ปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงระหวา่ งแปลงย่อย ประมาณ 3-5 วัน เมอ่ื ต้นกล้าสูง จงึ ไขน้ำเข้า
ทว่ มแปลง และคอ่ ยเพ่มิ ระดับขึน้ เร่อื ยๆ ตามความสูงของตน้ กล้าจนนำ้ ท่วมผวิ ดินตลอด ใหห้ ล่อเลี้ยง
ไว้ในระดับลกึ ประมาณ 5-10 เซนตเิ มตร จนกว่าจะถอนกล้าไปปกั ดำ
4) การใส่ปุ๋ยเคมี ถ้าดินแปลงกล้ามีความอุดมสมบูรณ์สูง กล้างามดีก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย
เพราะจะงามเกินไป ใบจะยาว ต้นออ่ น ทำให้ถอนแล้วต้นขาดงา่ ยและต้ังตัวได้ช้าเม่ือนำไปปกั ดำ แต่
ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ใส่ปุ๋ยเคมีแอมโมเนียมฟอสเฟต (16-20-0) อัตรา ประมาณ 25-40
กโิ ลกรมั ต่อไร่ โดยใสห่ ลังหวา่ นเมลด็ พันธแ์ุ ลว้ ประมาณ 7 วนั หรือเม่ือสามารถไขน้ำเขา้ ท่วมแปลงได้แล้ว
การตกกล้าในสภาพดนิ แห้ง การตกกล้าโดยวิธนี ี้ ควรกระทำเม่ือฝนไม่ตกตามปกติ และไม่มี
น้ำเพียงพอท่จี ะทำเทือกเพอื่ ตกกลา้ ได้ แตม่ ีนำ้ พอท่ีจะใช้รดแปลงกล้าได้ มีวธิ กี ารปฏิบตั ิดังนี้
1) การเตรยี มดิน เลอื กแปลงทดี่ อนน้ำไมท่ ่วม มีการระบายน้ำดี อยู่ใกลแ้ หล่งน้ำทีจ่ ะนำมารด
แปลง ทำการไถดะตากดินให้แห้ง แล้ว ไถแปร คราดดินให้แตกละเอียด เก็บวัชพืชออก ปรับระดับดิน
ให้ราบเรียบ ระดับน้ำในการปักดำ ควรมีระดับน้ำในนาน้อยที่สุด เพียงแค่คลุมผิวดิน เพื่อป้องกัน
วัชพืชและประคองต้นข้าวไว้ไม่ให้ล้ม การควบคุม ระดับนำ้ หลังปักดำกเ็ ป็นส่งิ จำเป็นอยา่ งยงิ่ เพราะ
ระดบั น้ำลกึ จะทำให้ตน้ ขา้ วแตกกอนอ้ ย ซ่ึงจะทำใหผ้ ลผลติ ต่ำ ควรควบคุมใหอ้ ยูใ่ นระดบั ลึก ประมาณ
1 ฝา่ มอื (10 เซนตเิ มตร)
2) การหว่านข้าวงอก เพาะเมล็ดให้งอกขนาดตาตุ่ม (วิธีการเพาะ เช่นเดียวกับการตกกล้า
เทือก) อตั ราเมล็ดพันธ์ุเช่นเดียวกับการหวา่ นข้าวแห้ง ควรหว่านตอนบ่ายหรือเย็น หว่านแล้วคราด
กลบและรดน้ำใหช้ ุ่มทนั ทีหลงั การหวา่ น
3) การตกกล้าแบบกระทุง้ หยอดขา้ วแห้ง หรอื วธิ ีการซิมกล้า เปน็ วิธีการที่เหมาะสมกับสภา
พนาดอนอาศัยน้ำฝน โดยการไถพรวนดนิ ให้ดนิ ร่วน เพ่ือกำจัดวชั พืชและสะดวกต่อการงอกของเมล็ด
จากน้นั ใช้ไม้กระทุ้งหยอด เมล็ดลงหลมุ แลว้ ใช้ดนิ หรือขีเ้ ถา้ แกลบกลบเมล็ดเพื่อป้องกันสัตว์เลีย้ งหรือ
แมลง มาคยุ้ เขี่ย หลงั จากนน้ั จงึ ถอนกลา้ จากแปลงกล้านี้ไปปกั ดำในแปลงปักดำ ซ่ึงคิดเปน็ อตั ราเมล็ด
พนั ธุ์ที่ใช้ในการปักดำต่อพื้นท่ี 1 ไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธ์ุ ประมาณ 12-15 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ 4. การตกกล้า
สำหรบั ใชก้ ับเคร่ืองปักดำ
4) การใสป่ ยุ๋ แปลงปกั ดำ
(1) การใส่ปุ๋ยเคมีคร้งั ท่ี 1
- ข้าวไวตอ่ ช่วงแสงใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อตั รา 20-25 กิโลกรัมต่อไร่ในวันปักดำหรือ
ก่อนปกั ดำ 1 วัน แล้วคราดกลบ (หรอื ใสป่ ุ๋ยหลังจากปักดำไม่เกนิ 15 วัน เม่ือ ต้นขา้ วต้ังตัวไดแ้ ล้ว) หาก
ไม่มีปุ๋ย 16-16-8 ให้ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟตสูตรต่างๆ เช่น 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 และ
6
18-46-0 แทนได้โดยใส่อัตรา 20-25 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยโพแทสเซียมเซียมคลอไรด์ (0-0-60)
อตั รา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่
- ขา้ วไม่ไวต่อช่วงแสงใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อตั รา 30-35 กิโลกรัมต่อไร่ในวนั ปกั ดำหรอื
กอ่ นปักดำ 1 วัน แล้วคราดกลบ (หรอื ใส่ปยุ๋ หลงั จากปักดำ 15 วัน เม่อื ต้นข้าวตั้งตวั ได้แล้ว) หากไม่มี
ป๋ยุ 16-16-8 ให้ใช้ป๋ยุ แอมโมเนียมฟอสเฟตสตู รต่างๆ เช่น 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 และ 18-46-
0 แทนได้โดยใสอ่ ตั รา 30-35 กโิ ลกรัมต่อ ไร่ ร่วมกับปุ๋ยโพแทสเซยี มเซียมคลอไรด์ (0-0-60) อตั รา 5-
10 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่
(2) การใสป่ ยุ๋ เคมคี ร้งั ท่ี 2
- ขา้ วไวตอ่ ชว่ งแสงใส่ปยุ๋ ยเู รีย (46-0-0) อัตรา 10 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ หรือปุ๋ย แอมโมเนียม
ซัลเฟต (21-0-0) อัตรา 20 กโิ ลกรัมต่อไร่ ท่รี ะยะกำเนิดช่อดอก หรอื 30 วันกอ่ นข้าวออกดอก
- ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ย
แอมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0) อตั รา 40 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ ทร่ี ะยะกำเนดิ ชอ่ ดอก หรอื 30 วันกอ่ นขา้ วออกดอก
5) การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ควรไถกลบตอซังข้าวภายหลังการเก็บเก่ียวก่อนการไถดะควรใส่วัสดุ
อินทรยี ์เพอ่ื บำรุงดิน เช่นมูลสตั ว์ ปุย๋ หมกั เป็นตน้ อัตราที่แนะนำ คือ 600 กิโลกรัม น้ำหนกั แห้งตอ่ ไร่
โดยใสใ่ นแปลงนาเม่อื ไถดะ ก็จะเป็นการไถกลบวัสดุอินทรียไ์ ปดว้ ย ในพ้นื ทีท่ ม่ี ฝี นมาเรว็ และฝนตน้ ฤดู
ไม่ท้ิงช่วงนาน ควรปลูกพืชตระกูลถั่วก่อนฤดูกาลทำนา เพื่อบำรุงดิน เช่น โสน ถ่ัวเขียว ปอเทือง
ถั่ว พร้า ถั่วพุ่ม เป็นต้น โดยเมื่อดินมีความชื้นเพียงพอ ให้หว่านเมล็ดพืชตระกูลถ่ัวเหล่าน้ีในอัตรา
5-10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบก่อนปักดำ 15-20 วัน ควรกำหนดการปลกู พืชตระกูลถั่วใหพ้ รอ้ มทีจ่ ะ
ไถกลบได้ในระยะออกดอก
6) การใส่ปยุ๋ เคมี (ดินร่วนเหนยี วหรอื ดินเหนียว)
(1) การใสป่ ๋ยุ เคมคี รัง้ ท่ี 1
- ข้าวไวต่อช่วงแสงใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟตสูตรต่างๆ เช่น 16-20-0, 18-22-0,
20-20-0 และ 18-46-0 อัตรา 20-25 กโิ ลกรัมต่อ ไร่ ในวันปักดำหรอื ก่อนปักดำ 1 วัน แลว้ คราดกลบ
(หรอื ใส่ปุ๋ยหลังจากปกั ดำไม่เกนิ 15 วัน เมอื่ ตน้ ข้าวตงั้ ตวั ได้แล้ว)
- ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงใสป่ ุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟตสตู รตา่ งๆ เช่น 16-20-0, 18-22-0,
20-20-0 และ 18-46-0 อัตรา 30-35 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ในวันปักดำหรือก่อนปกั ดำ 1 วัน แลว้ คราดกลบ
(หรือใสป่ ุย๋ หลงั จากปกั ดำแลว้ ไม่เกนิ 15 วนั เม่อื ตน้ ขา้ วต้ังตัวได้แล้ว)
(2) การใสป่ ุ๋ยเคมคี ร้งั ท่ี 2
- ข้าวไวต่อช่วงแสงใสป่ ๋ยุ ยเู รยี (46-0-0) อัตรา 10 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ หรือปยุ๋ แอมโมเนยี ม
ซัลเฟต (21-0-0) อตั รา 20 กิโลกรมั ต่อไร่ ทร่ี ะยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วนั กอ่ นขา้ วออกดอก
7
- ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ย
แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่ ทร่ี ะยะกำเนดิ ช่อดอก หรอื 30 วนั ก่อนข้าวออกดอก
2. แนวทางการจัดการดนิ เพื่อปลกู พืชไร่
2.1 การจดั การดินเพือ่ ปลกู ขา้ วโพดเลีย้ งสัตว์
การจัดการดินโดยปรับปรุงบำรุงดินเพ่ือปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวทาง (กรมพัฒนา
ทด่ี นิ , 2561) ดงั น้ี
1) การปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน คุณสมบัติทางกายภาพของดินคือ
คุณสมบัติของดินท่ีเราสามารถสัมผัสหรือสังเกตได้ เช่น ความสามารถในการระบายน้ำ การอุ้มน้ำ
ลกั ษณะเนื้อดิน ความแน่นของดิน เป็นต้น ซ่ึงคณุ สมบัติดินเหล่านี้ส่งผลกระทบกับการเจริญเติบโต
ของขา้ วโพดอยา่ งมากท้งั ทางตรงและทางออ้ ม สภาพพ้ืนทท่ี ่ีเปน็ ปญั หาหลักของการปลกู ขา้ วโพดหลัง
นาโดยเฉพาะ อย่างย่งิ ในสภาพพ้ืนทีน่ าเขตภาคกลาง คอื พน้ื ที่ส่วนใหญม่ โี ครงสรา้ งดนิ ที่ค่อนขา้ งแน่น
ทึบและมีชัน้ ดินดานใต้หน้าดิน เนอื่ งจากเกษตรกรใชว้ ิธีการปลูกข้าวโดยการหว่านน้ำตมและการปัก
ดำเพื่อใหเ้ กดิ สภาพดินนาที่สามารถขังน้ำได้รวมถึงการไถดินในระดบั ความลกึ เดียวกันอย่างต่อเนื่อง
ทกุ ปี ประกอบกับการใช้เคร่ืองจักรกลขนาดใหญ่ในการเก็บเกี่ยวขา้ วขณะดินมีความช้ืนสูง ส่งผลให้
เกดิ โครงสร้างดินท่ีแน่นทึบ ซ่ึงสภาพพื้นท่ีเชน่ นี้ไม่เหมาะสมกับการปลูกขา้ วโพด นอกจากน้ีประเทศ
ไทยต้ังอยู่ในเขตร้อนและมีฝนตกชุก ซ่ึงเป็นสภาพท่ีเหมาะสมในการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อย
สลายอินทรียวัตถุได้อย่างรวดเรว็ ส่งผลใหด้ ินมปี ริมาณอนิ ทรยี วตั ถตุ ำ่ ดังน้ันการเตรียมพ้นื ที่และการ
ปรับปรุงบำรุงดินก่อนการปลูกขา้ วโพดอย่างเหมาะสมสามารถลดความเสี่ยงท่ีจะเกิดความเสียหาย
และทำใหข้ ้าวโพดสามารถเจริญเตบิ โตไดอ้ ย่างปกติ โดยมแี นวทางการจัดการดินดงั นี้
(1) ควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดเลีย้ งสตั ว์บรเิ วณพ้ืนที่ลมุ่ ตำ่ ระบายนำ้ ยาก ในกรณี
พนื้ ท่ี นาไม่สม่ำเสมอ จำเป็นต้องปรับพ้ืนที่ให้ราบเรียบตง้ั แตก่ ่อนการปลูกข้าว เพื่อสะดวกในการให้
นำ้ และระบายนำ้ ออกจากแปลงเพ่อื หลกี เลีย่ งปัญหาน้ำทว่ มขงั ในแปลงปลกู
(2) วางแผนการผลิตต้ังแต่การปลกู ข้าว เพ่ือให้เก็บเกีย่ วข้าวกอ่ นชว่ งฤดูทเี่ หมาะสม
สำหรับ การปลกู ขา้ วโพดเลย้ี งสตั ว์หลังนา ในชว่ งเดอื นพฤศจกิ ายนถงึ เดือนธันวาคม
(3) หลีกเล่ียงการเผาฟางข้าว ควรไถกลบฟางข้าวและตอซงั เพื่อเพ่ิมอินทรียวตั ถุใน
ดนิ และ ปรบั ปรุงโครงสรา้ งดินให้เหมาะสมกบั การปลกู ข้าวโพดเลย้ี งสตั ว์ หากมีความจำเปน็ ไม่สามารถ
ไถกลบฟางขา้ วได้ ควรขนย้ายฟางขา้ วออกนอกพ้ืนที่ เชน่ ใชร้ ถอดั ฟาง เพอ่ื นำไปใช้ประโยชนอ์ ื่นๆ
8
(4) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่หาได้ง่ายในท้องถ่ิน เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 200-500
กิโลกรัม/ ไร่ ก่อนการไถพรวน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินให้ดีขึ้นไม่แน่นทึบ มีการระบายน้ำและ
อากาศดขี ้ึน
(5) หากเปน็ พ้ืนท่ีลุ่มต่ำ ควรทำคันดินและมีร่องระบายนำ้ รอบพ้ืนท่ี เพื่อป้องกันน้ำ
ท่วมแปลง ปลกู ข้าวโพดเลี้ยงสตั ว์
(6) ควรไถพรวนดนิ 1-2 ครั้ง ในขณะท่ีดินยงั มีความชนื้ เหมาะสม ไมแ่ ห้งหรอื ช้ืนมาก
จนเกนิ ไป เพื่อสะดวกแก่การไถ หรอื ใชจ้ อบหมนุ พรวนดินให้รว่ นซยุ และยกรอ่ งสงู 20-25 เซนติเมตร
เพ่อื หลีกเล่ียงน้ำท่วมขงั และช่วยระบายนำ้ ได้ดยี ่ิงขน้ึ
2) การปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีของดิน จะเกี่ยวกับความเป็นกรดด่างของดิน ความ
เข้มข้นของธาตุ อาหารในดิน ปริมาณความต้องการปูน สมดุลของปริมาณธาตุอาหาร เป็นต้น ซ่ึง
คุณสมบัตเิ หลา่ น้ีต้องอาศัย การวิเคราะหต์ ัวอย่างดินจากห้องปฏิบตั ิการ หรือการวิเคราะห์ดินโดยใช้
ชดุ ตรวจสอบดินอย่างรวดเร็ว (soil test kit) ซึ่งคุณสมบัติทางเคมีของดินมีผลต่อความอุดมสมบรู ณ์
ดิน ความเปน็ ประโยชนข์ องธาตุอาหารพืช การเจริญเตบิ โตและการให้ผลผลติ ของข้าวโพดเลยี้ งสัตว์
โดยคุณสมบัตทิ างเคมีทสี่ ำคัญอยา่ งยง่ิ คอื ความเปน็ กรด-ด่างของดิน และปริมาณธาตุอาหารหลกั ในดิน
(1) ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดิน ไม่มีผลโดยตรงกับข้าวโพดเล้ียงสัตว์แต่จะ
เกย่ี วข้องกบั ปริมาณการปลดปล่อยของธาตุอาหารในดินแก่พชื ซึ่งดินนาภาคกลางส่วนใหญ่เปน็ ดิน
กรดจัดจนถึงดินกรด อ่อน มีค่าความเป็นกรด-ด่างตั้งแต่ 4.5-6.5 โดยดินท่ีเหมาะสมกับการปลูก
ขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์ คอื ดนิ กรดปาน กลาง ดนิ กรดอ่อน และดนิ เป็นกลาง (pH=5.5-7.5) (กรมวิชาการ
เกษตร, 2553) หากพื้นท่ีทตี่ ้องการปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสตั วม์ ีความเปน็ กรด-ด่าง ต่ำกว่า 5.5 สามารถ
ปรับปรงุ คุณสมบัตใิ หเ้ หมาะสมกับการปลกู ขา้ วโพดเล้ยี งสัตวไ์ ด้โดยการใสป่ ูนชนดิ ตา่ งๆ เชน่ ปูนขาว
โดโลไมต์ ปนู มาลล์ อตั รา 100-200 กโิ ลกรัม/ไร่
(2) ปริมาณธาตุอาหารในดิน ธาตอุ าหารทม่ี ีความจำเปน็ ต่อการเจริญเตบิ โตของพืช
ท่ไี ด้จาก ดินมีจำนวน 14 ชนดิ แบง่ เป็น ธาตุอาหารมหภาค ไดแ้ ก่ ธาตุอาหารหลกั จำนวน 3 ธาตุ คือ
ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมเซียม ธาตุอาหารรองจำนวน 3 ธาตุ คือ แคลเซียม
แมกนีเซียม และกำมะถัน อีกกลุม่ หนึ่งคอื จุลธาตุ ได้แก่ เหล็ก แมงกานสี ทองแดง สังกะสี โบรอน
คลอรนี โมลิบดนิ มั และนิกเกลิ (ยงยุทธ, 2558) ซึ่งจากจำนวนธาตอุ าหารเหล่าน้ี ธาตุอาหารหลักเปน็
ธาตุอาหารที่พชื ต้องการมากและในดินมปี รมิ าณไม่ เพยี งพอตอ่ ความต้องการของพชื ซึ่งสามารถแก่ได้
โดยการเพ่ิมปริมาณธาตุอาหารดว้ ยการใสป่ ุ๋ยเคมี โดยอาศยั หลักการใช้ปุ๋ยท่ีถูกต้องสำหรับการผลิต
ขา้ วโพดเล้ียงสตั วด์ ังตอ่ ไปนี้
(2.1) ใชป้ ยุ๋ ถูกชนิด (ถูกสูตร) การใช้ปุ๋ยถูกชนิด หมายถึงการใส่ปุ๋ยใหม้ ีชนิดของ
ธาตุ อาหารครบตามความต้องการของข้าวโพดเลี้ยงสตั ว์ เกษตรกรจึงควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
ธาตุอาหารพืช ว่าธาตุใดจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช และหากพืชได้รับธาตุนั้นไม่เพียงพอจะ
9
แสดงอาการผิดปรกติ ซึ่ง แก้ไขได้เม่ือให้ธาตุนั้นอย่างเพียงพอ โดยไม่สามารถให้ธาตุอ่ืนทดแทนได้
การใชป้ ุ๋ยจึงตอ้ งมีธาตุอาหารที่ตรงกบั ท่ีพืชขาดแคลน หรือชนดิ ปยุ๋ ท่ีถกู ต้อง ซ่ึงอาจประเมินไดจ้ าก
การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่มีอยใู่ นดินหรอื การวิเคราะห์พืช แมก้ ระทั่งสังเกตอาการผดิ ปรกติ
เนื่องจากการขาดธาตุอาหารของต้นข้าวโพด ก็สามารถ ประเมินการขาดธาตุอาหารได้อีกทางหน่ึง
โดยท่ัวไปแล้วธาตุอาหารที่พืชต้องการมากและพบไดน้ ้อยในดนิ และจำเปน็ ต้องใส่ลงไปในรูปของปุ๋ย
ลงในดินจำนวนมาก คือ กลุ่มของธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ปุ๋ยไนโตรเจน (ธาตุไนโตรเจน, N) ปุ๋ย
ฟอสเฟต (ธาตฟุ อสฟอรัส, P) และป๋ยุ โพแทสเซียม (ธาตโุ พแทสเซียมเซียม, K)
(2.2) ใช้ป๋ยุ ถกู เวลา การเจริญเตบิ โตของขา้ วโพดเลี้ยงสตั วใ์ นแตล่ ะระยะมีความ
ต้องการชนดิ และปริมาณธาตุอาหารแตกตา่ งกัน อีกทั้งความสามารถของพืชในการดูดใชธ้ าตุอาหาร
แตล่ ะชนิด จากดิน และการนำธาตอุ าหารไปใช้ประโยชน์ก็มีความแตกตา่ งกนั จึงตอ้ งใส่ปุ๋ยแตล่ ะชนิด
ใหถ้ กู จงั หวะเวลาทีพ่ ชื ตอ้ งการมากทส่ี ดุ และตอ้ งคำนึงถงึ ความสะดวกเหมาะสมกับวิธกี ารปฏบิ ตั ิของ
เกษตรกรด้วย โดยปรกตกิ ารใส่ปุ๋ยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะแบ่งใส่ 2 คร้ัง คือครงั้ ที่ 1 ใส่พร้อมปลูกหรือ
เรียกวา่ เปน็ การใส่ปยุ๋ รองพื้น และคร้ังที่ 2 ใสเ่ มอื่ ขา้ วโพดมอี ายุ 20-25 วัน หรือใสเ่ มอ่ื ข้าวโพดมีความ
สูง 30 เซนติเมตร หรือเรียกว่าการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ในการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 แนะนำให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน
ครง่ึ หนึง่ ปยุ๋ ฟอสเฟตใสท่ ั้งหมด ปุ๋ยโพแทสเซียมเซียมใส่ครง่ึ หน่งึ หรือทัง้ หมด (ขนึ้ อยกู่ ับปริมาณและ
ชนดิ ของดิน)
(2.3) ใส่ปุ๋ยถูกบริเวณ (ถูกวิธี) การใส่ปุ๋ยไม่ตรงกับบริเวณท่ีพืชจะสามารถ
นำไปใช้ ประโยชน์ได้นอกจากพชื จะดูดใชธ้ าตุอาหารได้ชา้ แล้ว ปุ๋ยบางส่วนยงั สญู เสยี ไปกบั การชะลา้ ง
ของน้ำ การกร่อนของดิน และการระเหิดของปุ๋ย ส่งผลให้พืชได้ปุ๋ยน้อยลงกว่าที่พืชควรจะได้รับ
ดังนนั้ การใส่ปุ๋ย ข้าวโพดจึงควรมีการฝังกลบเพือ่ ลดการสญู เสียปุ๋ย ปุ๋ยไนโตรเจน สามารถเคลอื่ นย้าย
ได้ง่าย เม่ือดินมคี วามช้ืนจะละลายอยูใ่ น สารละลายดินและเคล่ือนไปกบั น้ำ พืชสามารถใช้ได้สะดวก
แต่มีโอกาสสูญเสียจากการชะล้างได้ ปุ๋ยไนโตรเจน ควรแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ตามความสะดวกของ
เกษตรกร คือครั้งที่ 1 ใสร่ องพน้ื พรอ้ มปลูก (ระวงั ไม่ใหเ้ มลด็ ขา้ วโพดสัมผสั ปุ๋ยโดยตรง) ครั้งท่ี 2 ใสท่ ่ี
อายุ 20-25 วัน โดยโรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ หากเกษตรกรแบ่ง ใส่ 3 ครั้ง คร้ังที่ 3 ใส่ก่อน
ข้าวโพดออกดอกโดยวิธีการโรยขา้ งแถวเมอ่ื ดินมคี วามชื้น ปุ๋ยฟอสเฟต เคล่ือนท่ีในดินไดน้ ้อย มักจับ
กบั อนุภาคดิน พืชดูดใช้ได้ช้า การใส่ ปุ๋ยฟอสเฟตควรใส่คร้ังเดียวพร้อมปลูกโดยรองกน้ หลุมหรือก้น
ร่องข้างแถวปลูก ปุ๋ยโพแทสเซียม เคล่ือนท่ีในดนิ ได้มากกว่าฟอสเฟต มักถูกยดึ ไว้กับอนุภาคดิน ไม่
สญู เสียง่าย สามารถใสค่ ร้งั เดยี วพร้อมปลูกเหมือนป๋ยุ ฟอสเฟต หรอื แบง่ ใส่ 2 คร้ังกไ็ ด้ โดยครง้ั ท่ี 1 ใส่
พร้อม ปลกู และครั้งท่ี 2 ใสเ่ มื่อขา้ วโพดอายุ 25-30 วัน โดยโรยขา้ งแถวแลว้ พรวนดนิ กลบ
(2.4) ใช้ปยุ๋ ถกู อัตรา (ถูกปริมาณ) พืชต้องการธาตอุ าหารครบทุกธาตุ ในปริมาณ
ที่ เพียงพอและสมดุลกัน จึงจะเจริญเติบโตตามปรกติ โดยความต้องการของพืชนั้นต้องการธาตุ
อาหารหลกั และ ธาตอุ าหารรองปริมาณมาก ต้องการจุลธาตุปรมิ าณน้อย หากไดร้ ับธาตุอาหารแต่ละ
10
ธาตุมากเกินไปจะเป็นพษิ จงึ ต้องจัดการใหพ้ ชื ไดร้ บั อยา่ งสมดุล อตั ราปุ๋ยที่ใชจ้ ึงต้องถูกต้อง สอดคลอ้ ง
กบั ผลการวเิ คราะหด์ นิ ซงึ่ เป็นวธิ ที ี่ มปี ระสทิ ธิภาพสงู แต่หากเกษตรกรไมส่ ะดวกในการวิเคราะห์ดนิ ก็
สามารถใสป่ ุย๋ ตามคำแนะนำอ่นื ๆ ไดเ้ ชน่ กนั
- การใสป่ ยุ๋ ตามคา่ วิเคราะหด์ ิน เป็นวิธกี ารใส่ปยุ๋ ทม่ี ีประสิทธภิ าพสูง โดย
อาศัยผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินของหอ้ งปฏบิ ตั ิการ จากแปลงท่จี ะดำเนนิ การปลูกข้าวโพด ว่ามีปริมาณ
ธาตุ อาหารอยใู่ นดนิ เท่าใด และจะตอ้ งใส่เพมิ่ ใหเ้ พยี งพอตอ่ ความต้องการของขา้ วโพดอกี เทา่ ใด ซึ่งจะ
เป็นปริมาณ ปุ๋ยที่น้อยท่ีสดุ แต่เพียงพอกับความตอ้ งการของขา้ วโพด ท้งั น้ีเกษตรกรต้องเก็บตัวอยา่ ง
ดนิ ที่จะทำการวิเคราะห์ ให้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของดินในพ้ืนที่น้ัน ๆ วิธกี ารเก็บตัวอย่างดนิ โดยใช้
จอบหรือเสียมขุดดินแปลงที่ต้องการ วิเคราะห์ลึกประมาณ 15 เซนติเมตร ปราศจากเศษวัสดุอ่ืน
จำนวนหลุมที่ขุดใน 1 แปลงพ้ืนที่ 5-10 ไร่ ควรขดุ ประมาณ 5-10 หลุมกระจายท่ัวแปลง คลุกเคล้า
ให้เข้ากัน แล้วสุ่มมาให้ได้น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม เขียนช่ือ สถานท่ีเก็บ และมัดปากถุงให้แน่น
ก่อนส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ โดยเกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างดินวิเคราะห์ได้ ท่ี สำนักวิจัยและ
พัฒนาการเกษตรเขตท่ี 1-8 หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร หรือสถานีพัฒนาที่ดินใน พื้นที่
ใกล้เคียง เมื่อได้รับผลวเิ คราะห์ตัวอย่างดินแล้ว นำผลที่วิเคราะห์ได้มาเทียบอตั ราปุ๋ยที่แนะนำจาก
ตารางการใช้ปุย๋ ตามค่าวิเคราะหด์ ิน (แสดงดังตารางท่ี 9.1) สำหรับข้าวโพดเล้ียงสตั วจ์ ะได้เป็นอัตรา
ปุ๋ยที่แนะนำ จากนั้นเพื่อทจี่ ะสามารถใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำตามคา่ วเิ คราะห์ดินไดอ้ ย่างแม่นยำ การ
ผสมปุ๋ยใช้เองโดยการนำแมป่ ุ๋ยมาผสมใหไ้ ดป้ รมิ าณ ธาตุอาหารท่ีต้องการในปจั จบุ นั แม่ปยุ๋ ทมี่ ีจำหนา่ ย
ในทอ้ งตลาดและหาซอื้ ได้ท่ัวไป คือ ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรอื แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) เปน็ แม่ปุ๋ย
ไนโตรเจน ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) เป็นแม่ปุ๋ยฟอสฟอรสั และปุ๋ยโพแทสเซียมเซียม
คลอรไ์ รด(์ 0-0-60) เป็นแมป่ ุ๋ยโพแทสเซยี มเซยี ม โดยการคำนวณปุ๋ยผสมใชเ้ อง ตัวอย่างเชน่ หากอัตรา
แนะนำการใช้ปยุ๋ ตามค่าวเิ คราะห์ดนิ แนะนำปุ๋ยไนโตรเจน (N) 20 กก./ไร่ ปุย๋ ฟอสเฟต (P2O5 ) 10
กโิ ลกรมั /ไร่ และปุ๋ยโพแทสเซยี ม (K2O) 10 กิโลกรัม/ไร่ สามารถผสมปยุ๋ ใชเ้ องจากแมป่ ยุ๋ สตู ร 46-0-0
18-46-0 และ0-0-60 ไดต้ ามวิธกี ารคำนวณดงั น้ี
1) คำนวณหาปริมาณปุ๋ย 18-46-0 ท่ีจะให้ ปุ๋ย P2O5 10 กิโลกรัม
P2O5 46 กิโลกรัม ได้จากปุ๋ย 18-46-0 = 100 กิโลกรัม P2O5 10 กิโลกรัม ได้จากปุ๋ย 18-46-0 =
(100×10)/46 กก. = 21.7 กิโลกรัม = 22 กโิ ลกรัม (ปดั เศษ)
2) คำนวณว่าปุ๋ย 18-46-0 จำนวน 22 กิโลกรัม มีไนโตรเจนอยู่เท่าไร่
ป๋ยุ 18-46-0 100 กโิ ลกรัม มีไนโตรเจนอยู่ = 18 กิโลกรมั ปยุ๋ 18-46-0 22 กโิ ลกรัม มไี นโตรเจนอยู่
= (18×22)/100 กโิ ลกรมั = 3.96 กก. = 4 กโิ ลกรัม (ปัดเศษ)
3) คำนวณว่ายังขาดไนโตรเจน อีกเท่าไร่จากคำแนะนำใช้ไนโตรเจน
20 กโิ ลกรัม ยงั ขาดไนโตรเจน 20-4 = 16 กโิ ลกรมั
11
4) คำนวณหาปริมาณปุ๋ย 46-0-0 ท่ีจะให้ ปุ๋ย N 16 กิโลกรัม N 46
กิโลกรัม ได้จากปุ๋ย 18-46-0 = 100 กิโลกรัม N 16 กิโลกรัม ได้จากปุ๋ย 18-46-0 = (100×16)/46
กิโลกรัม = 34.8 กิโลกรมั = 35 กิโลกรัม (ปัดเศษ)
5) คำนวณหาปรมิ าณปุ๋ย 0-0-60 ที่จะให้ ปุ๋ย K2O 10 กิโลกรมั K2O
60 กิ โล กรัม ได้จาก ปุ๋ ย 0-0-60 = 100 กิ โลก รัม K2O 10 กิโลก รัม ได้จ ากปุ๋ ย 0-0-60 =
(100×10)/60 กิโลกรัม = 16.7 กโิ ลกรัม = 17 กโิ ลกรมั (ปัดเศษ)
- การใส่ปุ๋ยเคมีตามลักษณะเน้ือดิน เป็นคำแนะนำอัตราการใส่ปุ๋ยเคมีท่ี
เหมาะสมกับพชื ตามลักษณะเน้ือดินตา่ งๆ ซ่งึ สะดวกต่อการนำไปปฏิบัติ โดยไมต่ ้องนำตัวอย่างดินไป
วเิ คราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพียงแต่เกษตรกรต้องประเมินเนอ้ื ดนิ เบ้ืองตน้ ด้วยการสังเกตและสัมผัส
เนอ้ื ดินวา่ เปน็ ดินที่มีลักษณะเป็นดินชนิดใดกส็ ามารถเปรียบเทียบคำแนะนำการใส่ป๋ยุ ท่เี หมาะสมได้
(แสดงดงั ตารางที่ 9.2)
ตารางท่ี 9.1 การใช้ปยุ๋ กับขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์ตามลกั ษณะเนอ้ื ดิน
เนือ้ ดิน ใสป่ ๋ยุ ครั้งท่ี 1 รองพน้ื พรอ้ มปลกู ใส่ปยุ๋ ครัง้ ที่ 2 เมือ่ ขา้ วโพด
อายุ 3-4สปั ดาห์
ดนิ เหนียวสดี ำ ใส่ปยุ๋ 15-15-15 อตั รา 40 ก.ก./ไร่
ใส่ปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 30 ก.ก./ไร่ หรือ
ดินเหนยี วสแี ดง ใส่ปยุ๋ 15-15-15 อัตรา 50 ก.ก./ไร่ ใสป่ ยุ๋ 46-0-0 อตั รา 15 ก.ก./ไร่
ดินร่วนเหนียว ใส่ป๋ยุ 46-0-0 อัตรา 15 ก.ก./ไร่
ดนิ รว่ นปนทราย ใสป่ ยุ๋ 15-15-15 อตั รา 60 ก.ก./ไร่
ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อตั รา 20 ก.ก./ไร่
และปุ๋ยอนิ ทรีย์ 500-1,000 ก.ก./ไร่
ท่ีมา: กองวจิ ยั พฒั นาปัจจัยการผลติ ทางการเกษตร (2564)
ตารางที่ 9.2 การใช้ปยุ๋ กบั ขา้ วโพดเลี้ยงสตั วต์ ามค่าวิเคราะห์ดิน
รายการวิเคราะห์ คา่ ทวี่ ิเคราะห์ได้ ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ
อินทรยี วัตถุ <1 15 ก.ก. N /ไร่
(%)
1-2 + ปยุ๋ อินทรยี ์ 500-1,000 ก.ก./ไร่
>2 10 ก.ก. N /ไร่
5 ก.ก. N /ไร่
12
ตารางท่ี 9.2 (ต่อ)
รายการวิเคราะห์ คา่ ท่วี เิ คราะหไ์ ด้ ปริมาณธาตอุ าหารแนะนำ
ฟอสฟอรสั ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ <10
10-15 10 ก.ก. P2O5 /ไร่
(ม.ก./ก.ก.) >15 5 ก.ก. P2O5 /ไร่
<60 2.5 ก.ก. P2O5 /ไร่
โพแทสเซียมท่แี ลกเปลย่ี นได้ 60-100 15 ก.ก. K2O /ไร่
(ม.ก./ก.ก.) >100 10 ก.ก. K2O /ไร่
5 ก.ก. K2O /ไร่
ทีม่ า: กองวิจยั พัฒนาปัจจยั การผลติ ทางการเกษตร (2564)
หมายเหตุ 1) สำหรับผลผลติ ท่คี าดหวงั 1,000 กิโลกรัมตอ่ ไร่ (ความชื้นเมลด็ รอ้ ยละ 14.5) สำหรับ
ดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง และ 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง ท้ังน้ี
ขนึ้ อยู่กบั ปริมาณน้ำฝน วนั ปลกู พันธ์ุท่ใี ช้ และสมบัติตา่ งๆ ของดนิ
2) หากปลูกข้าวโพดปลายฤดูฝนหรือมีการให้น้ำ ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพ่ิมขึ้น 1.5 เท่า
ของคำแนะนำ
3) กรณีดินเป็นดินทราย หรือร่วนปนทราย หรืออินทรียวัตถุต่ำกว่าร้อยละ 1 ควร
ปรับปรุงดนิ ด้วยปุ๋ยอินทรยี ์ 500-1,000 กโิ ลกรมั /ไร่
4) กรณีดินมี pH ตำ่ กว่า 5.5 ควรปรับปรงุ ดนิ ด้วยปนู เชน่ โดโลไมต์ หรอื หนิ ปนู บด 100
กิโลกรัม/ไร่
5) กรณดี ินมี pH มากกว่า 7.3 ควรใช้ปุ๋ยแอมโมเนยี มฟอสเฟต (21-0-0 + 24%S) แทน
การใชย้ ูเรีย แต่ให้เพิม่ อัตราเปน็ 2 เทา่ จากอตั ราแนะนำการใช้ปยุ๋ ยูเรีย
การใช้ปุ๋ยชีวภาพกับข้าวโพดเล้ียงสัตว์ ในท่ีนี้ ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยซ่ึงประกอบด้วย
จลุ ินทรีย์ท่ีคัดเลือกแล้วว่าเป็นสายพันธ์ุดี และมีปรมิ าณมาก เม่ือใช้ คลุกเมล็ด ใส่ให้ติดผิวรากหรือ
ทอ่ นพันธุ์ หรือใส่ลงในดิน จุลินทรีย์เหล่านั้นจะเพ่ิมประชากร แล้วสง่ เสริมการ เจรญิ เติบโตของพืช
โดยช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารมากข้ึน สำหรับข้าวโพดเล้ียงสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพท่ี เหมาะสมกับการใช้
ได้แก่ ปุ๋ยชีวภาพแบ คที เรียส่งเสริมการเจริญ เติบโตของพืช (Plant Growth Promoting
Rhizobacteria, PGPR) หรือเรียกสั้นๆ วา่ ปุ๋ยชีวภาพพจี ีพีอาร์ โดยในปัจจุบนั กรมวิชาการเกษตรได้
พัฒนาปุ๋ย ชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน (PGPR-I) ให้เหมาะสำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง ซ่ึงประกอบด้วย
แบคทีเรีย 3 สกุล คือ อะโซโตแบคเตอร์ (Azotobactor) เบเจอร์ริงเกีย (Beijerrinckia) และ อะโซ
13
สไปรลิ ลัม (Azospirillum) โดยแบคที่เรีย กลุ่มน้ีมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจน เพ่ิม ความเป็น
ประโยชน์ของธาตุอาหารพืช ละลายฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเซียม สร้างสารซิเดอร์โรฟอร์
(siderophores) ซ่ึงมีคุณสมบัติ เพม่ิ การนำธาตุเหล็กเข้าสู่เซลลพ์ ืช โดยการแย่งจับธาตุเหล็กบริเวณ
รากพืช ทำใหเ้ ช้อื ราสาเหตุโรคพืชไม่ สามารถนำธาตเุ หลก็ ไปใชไ้ ด้ นอกจากน้ียังสามารถสรา้ งฮอร์โมน
พืช เช่น ฮอร์โมนกลุ่มออกซิน ซึ่งกระตุ้นการ ยืดตัวของเซลล์ การแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลง
สภาพเซลล์ สร้างเอนไซม์ไคติเนส (chitinase) และลามินารเิ นส (laminariness) ย่อยเสน้ ใยเชื้อรา
โรคพืช สร้างสารปฏิชีวนะที่มีฤทธ์ิต้านเชื้อราสาเหตุโรคพืช โดยปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน มีวิธใี ช้โดย
คลุกเมล็ดพันธ์ุข้าวโพดก่อนปลูก ใชป้ ุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน จำนวน 1 ถุง เติมน้ำสะอาดผสมให้ข้น
เหนียว นำ เมล็ดข้าวโพด 3-4 กิโลกรัม คลุกเคล้าจนเนื้อปุ๋ยเคลือบติดผิวเมล็ดแล้วจึงนำไปปลูกใน
พน้ื ที่ 1 ไร่ ปุย๋ ชวี ภาพพีจพี ีอาร์-วนั สามารถลดการใช้ปยุ๋ เคมีในข้าวโพดลงไดร้ ้อยละ 75
2.2 การจัดการดินเพ่อื ปลูกอ้อยโรงงาน
นายอรรถสิทธิ์ บุญธรรม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพเิ ศษ ศนู ย์วจิ ยั พชื ไร่สุพรรณบรุ ี
สถาบันวิจยั พชื ไรแ่ ละพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร (บ้านเมือง, 2559) กลา่ วว่า ปกติชาวไร่
อ้อยท่ัวไปจะเตรยี มดนิ ปลกู ออ้ ยโดยใช้ผาลจานในการไถดะและไถพรวน 2-5 คร้งั โดยมกี ารเปดิ หน้า
ดินทั้งแปลงและไถระเบดิ ดินดานด้วย ถ้าเป็นการปลกู ออ้ ยโดยใช้แรงงานคน หลังไถพรวนจะมีการยก
ร่องเพ่ือวางท่อนพันธุ์ในร่องและใช้ดินกลบท่อนพันธ์ุ ซ่ึงมักประสบปัญหาตาอ้อยเน่าและไม่งอก
โดยเฉพาะอ้อยที่ปลูกในนาหรอื ที่ลุ่ม ดินเป็นดินเหนียวระบายน้ำไม่ดี หากหลังปลูกอ้อยมีฝนตกจน
เกิดน้ำท่วมขัง มีโอกาสท่จี ะเกิดปัญหาดังกล่าวคอ่ นข้างสูง นอกจากนนั้ การปลูกอ้อยในนาและพื้นที่
ลุ่มท่ีเป็นดินเหนียว หากใช้ผาลจานไถดะจะมีปัญหาดินเป็นก้อน ทำให้ไม่สามารถปลูกอ้อยโดยใช้
เคร่ืองปลูกได้เพราะมีช่องว่างในดินทำให้ดินที่กลบท่อนพันธุ์สัมผัสท่อนพันธ์ุอ้อยได้ไม่ดี อีกท้ังการ
เตรียมดินปลูกอ้อยแตล่ ะครั้งต้องใช้ระยะเวลานานและใช้แทรกเตอร์ท่ีมกี ำลังตัง้ แต่ 70 แรงม้าขึ้นไป
จึงจะทำงานได้ทันเวลา ขณะเดียวกันการเตรียมดินโดยการไถพรวนด้วยผาลจานยังทำให้สูญเสีย
ความช้นื ของดินชนั้ ล่าง และมตี ้นทนุ สูงข้ึน ปัจจบุ ันกรมวชิ าการเกษตรไดค้ ้นคว้าวิจยั วธิ กี ารเตรียมดิน
ปลูกอ้อยแบบใหม่ คือ การเตรียมดินปลูกอ้อยแบบลดการไถพรวน หรือสไตรพ์ทิวเลจ (stripe
tillage) ซึ่งสามารถช่วยแกไ้ ขปัญหาดงั กลา่ วได้ และช่วยลดตน้ ทุนในการปลกู อ้อยด้วย การเตรยี มดิน
ปลูกอ้อยแบบลดการไถพรวนแบบสไตรพท์ วิ เลจ มีการใชเ้ ครือ่ งจกั รกลการเกษตร 2 ชุด ประกอบด้วย
1) ชุดเตรียมดนิ คือริปเปอร์ (ripper) รว่ มกับจอบหมนุ โดยวางริปเปอรไ์ วด้ ้านหนา้ จอบหมุน
2) ชุดเครื่องปลูกอ้อยท่ีมีถังหยอดน้ำและใส่ปุ๋ยพร้อมปลูก ซ่ึงการเตรียมดินปลูกอ้อย
แบบนมี้ ีหลักการสำคัญ คอื เน้นการไถพรวนเฉพาะแนวที่ปลูกอ้อย โดยริปเปอรจ์ ะทำหนา้ ที่ไถระเบิด
ดินดานช่วยให้น้ำซึมลงดินชนั้ ลา่ งได้ดี และเมื่อมปี ัญหาฝนทง้ิ ชว่ ง ความชน้ื ของดนิ ช้ันล่างจะสามารถ
14
ขึ้นมาเป็นประโยชน์กับต้นอ้อยได้ ส่วนจอบหมุนจะทำหน้าท่ีพรวนดินในแนวไถริปเปอร์ ช่วยให้ดิน
รว่ นซุยและปิดความชืน้ ของดนิ ชน้ั ลา่ ง ทำให้ดนิ ในระดบั รากอ้อยมีความช้ืน
ขอ้ ดีของการเตรียมดินปลกู ออ้ ยแบบลดการไถพรวน มีดังน้ี
1) สามารถช่วยลดข้นั ตอนในการเตรียมดินปลูกออ้ ยและใชร้ ะยะเวลาในการเตรียมดินสัน้ ลง
2) ใชเ้ คร่ืองมอื อปุ กรณเ์ ตรียมดนิ นอ้ ย
3) ช่วยรักษาความชื้นของดนิ ช้ันล่างเน่ืองจากไม่มกี ารพลกิ หนา้ ดิน
4) มกี ารไถระเบดิ ดนิ ดานพร้อมทงั้ พรวนปดิ ความชื้นในแนวทปี่ ลูกพืช ทำให้พชื ที่ปลูกทนแลง้
5) ช่วยลดการชะล้างหน้าดินโดยเฉพาะเขตปลูกอ้อยท่ีมีสภาพดินทรายและดินร่วน
เนอ่ื งจากไม่ไดไ้ ถพลกิ ดนิ ทง้ั แปลงเหมือนกับการเตรียมดนิ ปลูกออ้ ยโดยทั่วไป
6) ช่วยลดต้นทุนในการเตรียมดนิ ปลูกอ้อยลงได้ 2-3 เทา่ โดยการเตรยี มดินปลูกอ้อยดว้ ย
วธิ นี ี้ตน้ ทนุ จะอยูท่ ่ี 450-1,000 บาท/ไร่ (บ้านเมอื ง, 2559) ขน้ึ อยู่กับสภาพดินแต่ละพื้นท่ี หากเป็นดนิ
ทรายและดนิ รว่ นต้นทนุ การเตรียมดนิ จะตำ่ กวา่ มาก
เมอ่ื เตรียมดินปลูกอ้อยแบบลดการไถพรวนเรียบรอ้ ยแล้ว เกษตรกรสามารถปลูกอ้อยตาม
แนวท่ีใช้ริปเปอร์และจอบหมนุ ได้เลย ควรใชเ้ ครื่องปลูกพรอ้ มท้ังหยอดน้ำจะทำให้ดินสัมผัสกับท่อน
พันธ์ุอ้อยได้ดี ช่วยให้อ้อยมีการงอกท่ีดีสม่ำเสมอ หลังจากปลูกอ้อยจะต้องพ่นสารกำจัดวัชพืชทันที
เพ่ือควบคุมวัชพืช และเม่ืออ้อยอายไุ ด้ 2-3 สปั ดาห์ ใหใ้ ช้รปิ เปอร์รว่ มกบั จอบหมนุ ไถพรวนดินระหวา่ ง
แถวอ้อยจะช่วยให้ออ้ ยงอกและหน่อสมบูรณ์ดขี ้ึน จากการทดสอบพบว่า อ้อยปลูกและอ้อยตอท่ีได้
จากการเตรียมดินปลกู อ้อยแบบลดการไถพรวนมีการเจรญิ เติบโตดี ซึ่งวธิ ีน้สี ามารถนำไปประยกุ ต์ใช้
ในการเตรยี มดนิ ปลูกมนั สำปะหลงั ได้ เกษตรกรทใี่ ชร้ ถแทรกเตอร์ขนาด 90 แรงม้า สามารถเตรยี มดนิ
ปลูกอ้อยและมนั สำปะหลังแบบลดการไถพรวนได้ครั้งละ 2 แถว โดยใช้ริปเปอร์ร่วมกับจอบหมนุ 1
ชดุ ต่อเครือ่ งปลูก 2 ชุด ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรีได้พัฒนาการเตรียมดิน
ปลูกพืชด้วยวิธีนี้ใหเ้ หมาะสำหรับเกษตรกรท่ใี ชร้ ถแทรกเตอร์ขนาดกลาง ไมเ่ กิน 50 แรงม้า ซ่ึงเตรยี ม
ดินปลูกได้ครั้งละ 1 แถว โดยใชร้ ิปเปอร์ร่วมกบั จอบหมนุ 1 ชดุ ตอ่ เคร่อื งปลูก 1 ชดุ ชว่ ยใหเ้ กษตรกร
สามารถปลูกอ้อยและมันสำปะหลังได้รวดเร็วขึ้นและทันฤดูกาลเพาะปลูก นอกจากนี้ พลังเกษตร
(2559) ไดแ้ นะนำว่า ควรใส่ปุย๋ ให้ทกุ ช่วงเวลาเพราะปยุ๋ ทุกอย่างดหี มด ถ้าเรารู้จกั ใช้ใหถ้ กู กับเวลาและ
การเจริญเติบโตของพชื เชน่ ระยะจะเขา้ ส่ชู อ่ งแตกกอ เส้นการสรา้ งใบ และสร้างเน้ือเยอื่ คอื ชว่ งเวลา
2-4 เดือน สำหรับปุ๋ยเม็ดปรมิ าณแนะนำสูตรอินทรีย์เคมี เฟอร์เฟคเอส 16-3-3 อันน้เี อาไว้สร้างใบ
และต้นให้โตเร็วหญ้าไดด้ ี การใส่ปุ๋ยถือเปน็ สิ่งจำเปน็ อย่างย่ิงควรจะใสป่ ุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ป๋ยุ พืชสด ที่
ช่วยปรับสภาพทางกายภาพของดินร่วมกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีที่ใส่ควรมีธาตุอาหารครบทั้ง 3 ชนิดคือ
N,P,K เชน่ ป๋ยุ สตู ร15-5-15 , 13-13-21 เป็นต้น ควรใส่ปุ๋ยเคมหี ลงั ปลูก หรอื หลังแต่งตออ้อย 2 คร้ัง
ดินร่วนปนทรายใหป้ ุ๋ยสตู ร 15-5-15 หรือ 13-13-21 รองกน้ ร่องพร้อมผูกหลงั แต่งตอ 1 เดอื นอตั รา
15
20 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ ครง้ั ท่ีสอง เมือ่ อายุ 2-3 เดือนอัตรา 60 กโิ ลกรัมต่อไร่ถา้ เปน็ ออ้ ยตอหลงั ตัดแต่งตอ
ให้เพิ่มปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่
ดินรว่ นหรือดินร่วนเหนยี ว ใหป้ ุ๋ยสตู ร 16-8-8 หลงั ปลกู หรอื หลังแต่งตอ 1 เดือนอัตรา 35 กโิ ลกรมั ตอ่
ไร่ คร้ังท่ีสอง เมื่ออายุ 2-3 เดือนอตั รา 40 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับอ้อยปลูกและอ้อยตอที่ปลูกในเขต
ชลประทานเม่ืออายุ 2-3 เดือนใหเ้ พิ่มปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 15 กิโลกรมั ต่อไร่ หรอื สตู ร 21-0-0
อัตรา 30 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ ซึ่งการให้ปุ๋ยทกุ ครั้งทงั้ ในออ้ ยปลูกออ้ ยตอควรใหข้ นาดดนิ มคี วามช้นื โดยข้าง
แถวอ้อยห่างประมาณ 10 เซนติเมตรและต้องฝังกลบปุ๋ย ยกเว้นการให้ปุ๋ยรองก้นร่อง หากอยากให้
อ้อยได้น้ำหนัก มีค่า CCS (Commercial Cane Sugar) เพ่ิมข้ึนต้องเน้นในช่วงระยะเดือนที่ 5-6
ถ้าจะใส่ปุ๋ยให้ใส่สูทท่ีมีตัวหลังสูง อ้อยจะได้น้ำหนักและค่าน้ำตาลพาณิชย์เพ่ิมสูงข้ึน ดูจากตาราง
เปรียบเทียบระยะการเจริญเตบิ โตในช่วงระยะแก่สุก ต้องหลัง 8 เดือนไปแล้วหรือระเบิดดนิ ดานใน
ออ้ ยตอเพ่ือเพิ่มการกักเก็บน้ำฝนได้ดีขนึ้ เดือนไปแล้วหรือระเบดิ ดินดานในอ้อยตอเพ่ือเพิ่มการกัก
เกบ็ น้ำฝนได้ดีขนึ้ เนน้ เดอื นไปแลว้ หรือระเบดิ ดนิ ดานในอ้อยตอเพ่ือเพม่ิ การกักเก็บนำ้ ฝนไดด้ ีข้ึนเน้น
วางแผน เดือนไปแลว้ หรือระเบิดดินดานในอ้อยตอเพื่อเพมิ่ การกักเก็บน้ำฝนได้ดีขึ้นเน้นวางแผนการ
ตัดออ้ ยในช่วงต้นฤดูหรอื ในชว่ งที่โรงงานนำ้ ตาลเรมิ่ เปดิ หีบมากทส่ี ดุ
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (มปป.) ได้แนะนำการปรับปรุงดินเพ่ือ
ปลูกออ้ ยโรงงานอย่างย่งั ยืน โดยกลา่ ววา่ ประเทศไทยเปน็ ประเทศที่มกี ารปลกู ออ้ ยโรงงานเพื่อใช้เป็น
วัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลทรายอยู่มากกว่า 6 ล้านไร่ สามารถส่งน้ำตาลทรายไปขายในตลาด
ต่างประเทศได้เป็นอันดับ 2-3 ของโลก แต่พบว่าผลผลติ อ้อยเฉล่ียต่อไร่ที่ได้ยงั ต่ำอยู่ท้ังนี้ เนื่องจาก
พ้ืนท่ีท่ีใช้เพาะปลูกอ้อยขาดความอุดมสมบูรณ์ พ้ืนที่บางแห่งอยู่ในสภาพเส่ือมโทรมจากผลการ
วิเคราะห์ดินที่ใช้ปลูกอ้อยท่ัวประเทศส่วนใหญ่พบว่า มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 % และมี
แนวโน้มท่ีจะลดลงเรื่อย ๆ สาเหตทุ เ่ี ป็นเชน่ น้ีเนือ่ งจาก
1) ภูมิอากาศของประเทศไทยอยู่ในเขตรอ้ น ได้รับอิทธิพลของลมมรสุม ซึ่งส่งเสริมให้
อัตราการย่อยสลายอินทรียวตั ถุในดินเกดิ ข้ึนอย่างรวดเร็ว อินทรียวตั ถุที่ย่อยสลายสว่ นใหญ่จะอยู่ท่ี
ผวิ หน้าดนิ เมื่อมฝี นตกเน่ืองจากอทิ ธิพลของลมมรสมุ ทำให้มีการชะล้างอนิ ทรียวตั ถุออกไปจากหน้า
ดินโดยนำ้ ฝนที่ตกลงและไหลบา่ ไปตามผิวหน้าดนิ
2) การเตรียมดนิ เพ่อื ปลูกอ้อยด้วยวิธกี ารทไี่ ม่เหมาะสมเช่น การเผาทำลายเศษซากใบ
ออ้ ยก่อนการไถ่ร้ือตออ้อยเก่า หรือการเผาทำลายเศษซากวชั พืชก่อนการไถเตรยี มดิน วธิ ีการเหล่านี้
เป็นการทำลายเศษซากพืชท่ีถูกย่อยสลายไปเป็นอินทรียวัตถุในดินโดยตรง การไถพรวนดินมากคร้ัง
จนเกินความจำเป็นมีผลช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในดินให้เร็วข้ึน ทำให้ดิน
สูญเสียอนิ ทรียวตั ถุได้เรว็ ข้นึ
16
3) การใสป่ ยุ๋ เคมเี พียงอย่างเดียวให้กับออ้ ย โดยไมม่ กี ารใสป่ ุ๋ยอินทรียเ์ พม่ิ เติมลงไปในดิน
ดว้ ยจึงทำให้ปริมาณอินทรยี วัตถุในดินลดน้อยลง เพราะปุ๋ยเคมีทใี่ ส่ให้แต่ถ้าอาหารท่ีจำเป็นต่ออ้อย
เท่านัน้ ในปุย๋ เคมีไมม่ ีอนิ ทรยี วตั ถุ ฉะน้นั การจะเพิม่ อนิ ทรียวัตถใุ หแ้ ก่ดินจงึ จำเปน็ ต้องใสป่ ุย๋ อนิ ทรยี ์ด้วย
4) การเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย ส่วนของออ้ ยท่ีจะนำไปผลติ น้ำตาลทราย คอื ลำต้น ซงึ่ เป็น
ส่วนใหญข่ องอ้อยท้ังตน้ ดังน้นั การตดั ออ้ ยและขนส่งเขา้ โรงงานนำ้ ตาลจงึ เปน็ การขนยา้ ยอนิ ทรยี วตั ถุ
สว่ นใหญ่ทีไ่ ดจ้ ากอ้อยออกไปแปลงปลกู คงเหลือไว้แต่เศษซากใบ กาบใบ ยอดออ้ ย และสว่ นของราก
ฝอยท่ีอยู่ใต้ดินท่ีพอจะยอ่ ยสลายกลายเป็นอินทรยี วตั ถุกลับคืนสดู่ ินได้ แต่ถ้าหากมีการเผาอ้อยก่อน
ตัด หรือเมื่อตดั อ้อยแล้วเถาเศษซากใบออ้ ยเพื่อให้สะดวกต่อการบำรงุ อ้อยตอแลว้ วธิ ีการเหล่านี้เป็น
การทำลายอินทรยี วตั ถุในดนิ ให้ลดน้อยลงไปย่ิงขนึ้
จากการกล่าวมาเห็นได้ว่าอนิ ทรยี วัตถุมีความสำคญั ตอ่ คณุ สมบตั ิที่สำคัญของดิน ซึง่ มผี ล
ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของออ้ ยท่ปี ลกู หากดนิ ท่ีใช้ปลกู อ้อยในแปลงใดมีอนิ ทรยี วตั ถุอยู่สูง ดินในแปลงนั้น
จะมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นดนิ ท่ีมีโครงสรา้ งทดี่ ีสามารถถา่ ยเทอากาศและระบายน้ำดีสามารถรักษา
ความชุ่มชืน้ ในดินไว้ได้นาน ดินมีความสามารถดูดซับธาตุอาหารท่ีได้จากปยุ๋ เคมีไว้ได้นานและค่อยๆ
ปลดปล่อยให้รา่ งกายดูดนำไปใช้ ทำให้ใช้ปุ๋ยเคมีไดอ้ ยา่ งประหยัดและมีประสิทธิภาพ อ้อยท่ีปลกู อยู่
บนดินท่ีกล่าวน้ีจะมีการเจริญเติบโตดีให้ผลผลิตและคุณภาพที่สูงตามไปด้วย แตด่ ินทใ่ี ช้ปลูกอ้อยใน
ปัจจบุ นั ประสบปญั หาขาดแคลนอนิ ทรียวัตถุ ทำให้ผลผลิตอ้อยท่ีไดต้ ำ่ เกษตรกรชาวไร่ออ้ ยจึงควรให้
ความสำคัญในการปรับปรุงบำรงุ ดนิ โดยการใส่อนิ ทรียวตั ถุเพ่ิมเตมิ ลงไปให้กบั ดินให้มีปริมาณทมี่ าก
เพียงพอ วิธกี ารปรบั ปรุงบำรุงดินโดยการใช้อินทรยี วตั ถุมีดว้ ยกันหลายวธิ ี เช่น การใชป้ ุ๋ยพชื สด การ
ใสก่ ากตะกอนหม้อกรองจากโรงงานน้ำตาล การเตรียมดินโดยการไถพรวนคลกุ เศษซากใบอ้อยลงไป
ในดนิ การบำรุงตอแบบไว้ใบหรอื พรวนคลกุ เศษซากใบอ้อย การใสป่ ุย๋ หมัก การใส่ปุย๋ คอกที่ได้จากมูล
สตั ว์ท่ีเลี้ยงไว้ วิธีดังกล่าวล้วนมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มปรมิ าณอินทรียวัตถุลงไปในดินทั้งสิน้ เกษตรกร
ชาวไรอ่ ้อยสามารถเลือกใช้วิธใี ดวิธหี น่ึงหรือใชห้ ลายวิธีรว่ มกันได้ตามความสะดวกทีจ่ ะปฏิบัติ ดังจะ
ขออธิบายรายละเอยี ดของวธิ กี ารปรบั ปรุงดินโดยใช้อินทรยี วัตถุท่นี ่าสนใจให้เลือกใช้ 3 วธิ ี ดังนี้
1) การปรบั ปรุงดนิ โดยใช้เศษซากใบอ้อย
หลังจากการเก็บเก่ียวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลแล้ว จะพบว่ามีเศษซากใบอ้อยท่ี
ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอด อ้อยที่เหลอื จากการมัดหอ้ ยอยู่เป็นจำนวนมากมีน้ำหนัก
ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ตนั ตอ่ ไรเ่ ศษ ตันตอ่ ไร่เศษซากใบออ้ ยเหล่านี้เปน็ วสั ดุปรับปรุงดินทต่ี กค้างใน
แปลงอ้อย ไม่ต้องซ้ือหามาจากไหน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้ายมาใส่ และไม่ต้องเสียค่าใส่
เพียงแต่รักษาไว้โดยการไม่เผาทำลายและเสียค่าใช้จ่ายในการพรวนสับเศษซากใบให้ละเอียด
คลุกเคล้าใหเ้ ขา้ กับดินเท่านน้ั จงึ เปน็ วิธีการที่น่าสนใจวิธีหน่งึ ซึ่งมปี ระโยชนม์ าก ดงั นี้
(1) เพิ่มปรมิ าณอินทรยี วตั ถุให้แก่ดิน
(2) ทำให้ดินร่วนซยุ มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำไดด้ ี
17
(3) เพ่ิมปรมิ าณธาตอุ าหารให้แก่ดิน
(4) เป็นแหล่งอาหารของจลุ ินทรีย์ท่เี ปน็ ประโยชน์ในดิน
(5) ประหยดั คา่ ใชจ้ ่ายและเวลา สะดวกต่อการปฏบิ ตั ิงาน
จากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารท่ีสำคัญในเศษซากใบอ้อยพบว่ามีปริมาณธาตุ
ไนโตรเจนประมาณร้อยละ 0.49 ฟอสฟอรัสประมาณ 2.10 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียมประมาณ
รอ้ ยละ 5.80 ดังตารางที่ 9.3 ดงั น้ันหากปรบั ปรงุ บำรุงโดยการพรวนคลุกเคล้าเศษซากใบอ้อย ซง่ึ มี
ปริมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ลงไปในดินจนมีการย่อยสลายแล้ว จะทำธาตุไนโตรเจนประมาณ 4.9 - 9.8
กโิ ลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัสประมาณ 2.1 - 4.2 กโิ ลกรัมต่อไร่ และโพแทสเซียมประมาณ 5.8 - 11.6
กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ประหยัดปริมาณปุ๋ยเคมีท่ีจะใส่ลงไปได้พอสมควร ซึ่งเป็นผลดีที่ได้รับ
นอกเหนือจากการที่ดนิ มีปริมาณอนิ ทรียวตั ถุเพิม่ สูงขึน้
ตารางที่ 9.3 ปรมิ าณธาตอุ าหารท่ีได้จากเศษซากใบออ้ ย
ธาตุอาหาร รอ้ ยละ กโิ ลกรมั /ใบออ้ ย กิโลกรัม/ใบอ้อย ปริมาณทอ่ี ้อยต้องการ
ไนโตรเจน (N)
แห้ง 1 ตัน แหง้ 2 ตนั สรา้ งผลผลิต 12 ตัน
0.49 4.90 9.80 14.10 กโิ ลกรมั
ฟอสฟอรสั (P) 0.21 2.10 4.20 10.80 กโิ ลกรมั
โพแทสเซียม (K) 0.58 5.80 11.60 30.80 กิโลกรมั
pH 6.20 6.20 6.20
ทม่ี า: สำนักงานคณะกรรมการออ้ ยและนำ้ ตาลทราย (มปป.)
วิธปี ฏิบัตใิ นข้ันตอนการไถรอ้ื ตอกอ่ นเตรยี มก่อนปลูกออ้ ย มดี งั น้ี
(1) ต้องตัดอ้อยสด (ไมเ่ ผาอ้อยกอ่ นตัด) เมอ่ื ตัดอ้อยแล้วไม่เผาเศษซากใบอ้อย ให้ไถ
รอื้ ตออ้อยเก่าด้วยไถรอ้ื ตอสบั ใบ หรือชดุ พรวน 60-22 ให้เศษใบอ้อยกลบลงไปในดินจนหมด
(2) พักดินท้ิงไว้ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อรอให้จลุ ินทรีย์ทำการย่อยสลายเศษซากใบ
อ้อยให้หมดเสียก่อน หากไมพ่ ักดินแลว้ ทำการปลูกอ้อยเลยทันที อาจมีผลให้ต้นอ้อยที่งอกออกมามี
อาการขาดธาตุไนโดรเจนได้ เนื่องจากจุลนิ ทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากดินไปใชใ้ นกระบวนการย่อย
สลายเศษซากใบอ้อย ทำใหม้ ีปรมิ าณไนโตรเจนในดินน้อยลงในชว่ งทม่ี ีการย่อยสลาย
(3) เมื่อพักดนิ จนมีการย่อยสลายเศษซากใบอ้อยหมดแลว้ ให้ทำการเตรียมดินเพื่อ
ปลูกอ้อยครงั้ ใหมต่ ่อไปไดต้ ามปกติ
18
(4) ทำทุกคร้ังเม่ือมีการไถร้ือตอเพื่อปลูกอ้อย ฉะน้ัน แปลงหน่ึงจะมีการไถพรวน
คลุกเศษซากใบออ้ ยทุกๆ 3-4 ปี
วธิ ปี ฏบิ ัตใิ นข้ันตอนการพรวนบำรงุ อ้อยตอ มดี งั นี้
(1) ต้องตัดอ้อยสด (ไม่เผาอ้อยก่อนตัด) เม่ือตัดอ้อยแล้วไม่เผาเศษซากใบอ้อย ให้
พรวนดินชนิด 8-16 จาน ท่ีออกแบบมาสำหรับพรวนใบอ้อยตอ หรือจอบหมุนสับใบอ้อย ทำการ
พรวนสับใบอ้อยให้เป็นชิ้นเล็กช้ินน้อยคุกเคล้าลงไปในดิน การพรวนสับในคร้ังแรกควรกระทำทันที
หลักจากตัดอ้อยแล้ว 1-7 วัน จะสามารถสับเศษอ้อยให้ขาดไดด้ ี ถ้าหากหลักจากน้ันต้องเวลาให้ใบ
อ้อยแห้งกรอบประมาณ 1 เดอื น
(2) หากพรวนสับใบคร้ังแรกแล้วพบวา่ เศษซากใบอ้อยยังคลุกเคล้าลงไปในดินไมด่ ี
ควรพรวนซ้ำครง้ั ท่ี 2 หลังจากการพรวนครง้ั แรกประมาณ 1 เดือน
(3) ควรมกี ารปรับต้งั เคร่อื งมอื พรวนสับใบให้เหมาะสม หรือเพิม่ น้ำหนกั ถว่ งเพ่ือเพม่ิ
แรงกดไปท่ผี าลพรวนจะชว่ ยในการพรวนสับใบได้ดขี ึ้น
(4) กอ่ นการพรวนหากมีการหวา่ นปุ๋ยไนโตรในอัตราตำ่ ๆ เช่น ปุ๋ยยูเรียในอัตรา 10 –
20 กิโลกรมั ตอ่ ไร่แลว้ ทำการพรวนสับใบจะชว่ ยทำใหเ้ ศษซากออ้ ยมีการย่อยสลายตวั เร็วขึน้
(5) ทำทุกครั้งหลังจากการตัดอ้อยต้องบำรุงอ้อยตอ จะเป็นการเพ่ิมปริมาณ
อนิ ทรียวัตถใุ ห้แก่ดินได้ ปลี ะ 1 ครง้ั
2) การปรับปรงุ ดินโดยใชป้ ุย๋ พืชสด
ปุ๋ยพชื สด คือ ปุย๋ อินทรยี ช์ นิดหนงึ่ ทีไ่ ด้จากการไถกลบพืชท่ียงั สดอยู่ใหค้ ลมุ เคล้าลงไป
ในดิน หรือการปลูกพืชบางชนิดให้เจริญเติบโตถึงระยะท่ีพืชเร่ิมออกจนกระท่ังตอกบานเต็มที่จึงไถ
กลบลงไปในดนิ พชื ที่ปลกู เป็นปยุ๋ พชื สดส่วนใหญเ่ ปน็ พชื ตระกลู เช่น ถัว่ พ่มุ ถั่วเขียว ถั่วพรา้ ปอเทือง
โสนจันแดง หรอื โสนอาฟริกนั เปน็ ตน้ การปรับปรงุ ดินโดยใช้ปยุ๋ พชื สดมีประโยชน์ ดังน้ี
(1) เพม่ิ ปริมาณอินทรียวตั ถใุ นดิน
(2) ปรบั ปรุงโครงสร้างดนิ ใหแ้ ก่ดิน (โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน)
(3) ชว่ ยในการปอ้ งกนั กำจดั วชั พชื
(4) ตดั วฏั จกั รของโรคและแมลงศัตรอู อ้ ย
พชื ท่แี นะนำใหป้ ลกู เป็นปุ๋ยพชื สด
(1) ถ่วั เขยี ว ไม่ไวตอ่ แสง เมล็ดไม่พักตวั อายกุ ารออกดอก 34 วนั ชอบอากาศรอ้ น ทนแล้ง
(2) ถั่วพมุ่ ลำตน้ เป็นพ่มุ เตยี้ ฝกั คล้ายถัว่ ฝักยาว ทนแลง้
(3) ถัว่ พร้า เปน็ ทรงพุ่ม ลำตัวแขง็ แรง ระบบรากลึก สามารถขึ้นได้ดใี นดินเหนียวและ
ดนิ กรด
(4) ปอเทือง ลำตน้ สูง 6-10 ฟุต ตั้งตรง ดอกสีเหลือง ขึ้นได้ดี ในที่ดอน มีการระบาย
นำ้ ดี ชอบอากาศรอ้ น
19
ตาราง 9.4 อัตราการใช้เมลด็ และระยะเวลาไถกลบพชื ปยุ๋ สด
ชนดิ พืช อตั ราการใชเ้ มลด็ ระยะเวลาไถกลบ นำ้ หนักสด
(กิโลกรมั ตอ่ ไร)่ (วนั ) (ตันต่อไร)่
ถัว่ เขียว 40-50
ถวั่ พมุ่ 7 30-45 4.0
ถวั่ พร้า 8-10 1.0-4.0
ปอเทอื ง 65-80
10 45-75 4.5-5.0
3-5 1.5-5.0
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการออ้ ยและนำ้ ตาลทราย (มปป.)
วธิ ปี ฏบิ ตั ิกอ่ นการเตรยี มดนิ เพอื่ ปลูกอ้อยขา้ มแล้ง (ปลายฤดู)
(1) ตดั ออ้ ยตอท่ตี อ้ งการจะรื้อปลกู ใหม่ใหเ้ สรจ็ ภายในเดือนมกราคม
(2) เม่ือตดั อ้อยแล้วให้ทำการไถรอ้ื ตอออ้ ยเก่าออกแลว้ พักดนิ ทิ้งไว้
(3) เมื่อมฝี นแรกตกจนดินมีความช้ืน (ประมาณปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม) ให้
ไถเตรียมดินและพรวนดนิ แล้วหวา่ นพืชบำรุงดนิ ตามอัตราการใชเ้ มล็ดทแ่ี นะนำ ดังตารางที่ 3
(4) ปล่อยให้พชื บำรุงดนิ เจริญเติบโตจนครบอายุการไถกลบ หรือจนเกบ็ ผลผลิตแล้วทำ
การไถกลบ ไถพรวนให้เศษซากพืชคลุกเคลา้ ลงในดินไดด้ ี
(5) พกั ดนิ ทงิ้ ไวใ้ หเ้ ศษซากพืชย่อยสลาย (ประมาณ 15-30 วนั )
(6) หลงั จากน้ันทำการเตรยี มดนิ และปลกู ออ้ ยขา้ มแลง้ ในเดอื น พ.ย. - ธ.ค. ต่อไป
(7) การใสป่ ุ๋ยเคมีในออ้ ยปลูก สามารถใส่ปุย๋ เคมีใหน้ อ้ ยลงจากเดมิ ได้ ร้อยละ 30-40
วิธีปฏิบตั ิกอ่ นการเตรียมดนิ ปลูกเพ่อื ปลูกอ้อยต้นฝน (ตน้ ฤดู) การปลูกพืชบำรุงดินเพ่ือใชเ้ ปน็ ปยุ๋ พืชสด
ก่อนการปลูกอ้อยตน้ ฝน มีความจำเป็นรีบดำเนินการทันทีหลังจากการตัดอ้อยตอเกา่ แล้ว เพราะมี
ชว่ งเวลาทีค่ อ่ นขา้ งจำกัด ดงั นี้
(1) ตัดอ้อยตอทตี่ อ้ งการจะร้อื ปลกู ใหม่ใหเ้ สรจ็ ภายในเดือนมกราคม
(2) เมื่อตดั อ้อยตอเกา่ ออกแล้วให้ไถรือ้ ตอทันที
(3) หลังจากนั้นไถพรวนดินให้เหมาะสมแล้ว หว่านเมล็ดพืชบำรุงดินตามอัตราการใช้
เมล็ดท่ีแนะนำ ดงั ตารางท่ี 3 (ควรเลือกพืชท่ีทนแลง้ และมีอายุการไถกลบสัน้ )
(4) ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดอื นเมษายน พืชบำรงุ ดนิ จะเจริญเตบิ โตได้อายุการไถกลบ
ใหท้ ำการไถกลบจนเศษซากพชื คลุกเคล้ากันไดด้ กี บั ดิน
(5) พักดินทิง้ ไว้ปลอ่ ยใหเ้ ศษซากพชื ยอ่ ยสลายจนหมด (15 -30 วัน)
20
(6) ทำการเตรียมดินและปลูกอ้อยต้นฝนต่อไป ซ่ึงจะสามารถปลูกอ้อยใหม่ได้ในเดือน
พฤษภาคม ไดพ้ อดี
การใช้ป๋ยุ พืชสดปรบั ปรงุ ดนิ ทำให้ดินมีปรมิ าณอินทรียวัตถทุ ี่มากขึ้นแล้ว ยงั เป็นการเพิ่ม
ธาตุอาหารที่จำเปน็ ต่อการเจรญิ เติบโตตอ่ ออ้ ยด้วย ทำให้สามารถลดปรมิ าณการใช้ป๋ยุ เคมลี งได้รอ้ ยละ 30
– 40 ปรมิ าณธาตุอาหารท่ีไดจ้ ากปยุ๋ พชื สดชนดิ ต่างๆ ในตารางที่ 9.5
ตารางท่ี 9.5 ปริมาณธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซยี ม ที่ไดจ้ ากพืชป๋ยุ สดชนิดต่างๆ
ชนิดพชื ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี ม
(กิโลกรมั ต่อไร่) (กโิ ลกรัมต่อไร่) (กิโลกรัมต่อไร)่
ถัว่ เขยี ว
ถวั่ พมุ่ 14.0 1.95 18.9
ถั่วพรา้ 14.0 2.14 19.0
ปอเทอื ง 11.8 2.87 12.3
ปริมาณทอ่ี อ้ ยต้องการ 27.0 2.86 23.0
สร้างผลผลติ 12 ตนั 14.4 10.8 30.0
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและนำ้ ตาลทราย (มปป.)
3) การปรับปรงุ ดินโดยใชก้ ากตะกอนหมอ้ กรองจากโรงงานน้ำตาล
กากตะกอนหม้อกรองจากโรงงานนำ้ ตาล ( ขี้เปด็ press cake หรือ filter cake ) คือ
ตะกอนที่เหลือจากการกรองแยกน้ำอ้อยด้วยเครื่องกรองในกระบวนการผลิตทราย มีลักษณะเป็น
ของแข็งสีน้ำตาลปนดำ ตะกอนท่ีถูกกรองออกมาใหม่ ๆ จะมีลักษณะเปียกช้ืนมองคล้ายข้ีเป็ด
ประกอบด้วยอินทรียวัตถุ ประมาณ 60 % เป็นพวกเศษกากอ้อย เศษช้ินส่วนของใบ กากใบ ราก
(wax) เศษดนิ ทราย หินหรือกรวด ที่ติดมากบั ลำอ้อยขณะทำการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ยังมีปูนขาว
และสารทช่ี ่วยเร่งการตกตะกอนของน้ำอ้อยท่ใี สใ่ นขั้นตอนของการทำใส กากตะกอนหม้อกรองจาก
โรงงานมีสภาพเป็นด่างอ่อน - ด่างปานกลาง (pH ประมาณ 8.0 – 9.0) หากทิ้งไว้นานๆ ความเป็น
ด่างจะลดลงเมื่อนำไปวิเคราะห์ธาตุอาหารพบว่า มีปริมาณธาตุไนโตรเจน ประมาณร้อยละ 3
ฟอสฟอรัส ประมาณร้อยละ 0.24% และ โพแทสเซยี ม ประมาณร้อยละ 0.2 สามารถนำมาใชเ้ ป็น
วัสดุปรับปรุงดินได้ดี เหมาะสำหรับเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่มีพ้ืนที่ปลุกอ้อยอยู่ไม่ไกลไปจากโรงงาน
น้ำตาลมากนัก มีรถบรรทกุ ทใ่ี ช้บรรทุกขนย้ายกากตะกอนหมอ้ กรองไปใสใ่ นแปลงปลกู ออ้ ยของตนเอง
ได้ การใส่กากตะกอนหมอ้ กรองเพื่อปรับปรุงดนิ มปี ระโยชน์ ดงั นี้
21
(1) ชว่ ยเพ่ิมปรมิ าณอนิ ทรียวตั ถใุ นดินให้สงู ข้นึ
(2) ลดความเปน็ กรดของดนิ
(3) ช่วยให้ดนิ ร่วนซยุ โปรง่ ไมแ่ นน่ ทบึ
(4) เพิ่มธาตอุ าหารทเี่ ปน็ ประโยชนต์ ่อออ้ ย
(5) เป็นแหล่งอาหารของจลุ นิ ทรียใ์ นดินที่เป็นประโยชน์
วธิ ีปฏิบัติ มดี ังนี้
(1) สามารถกระทำไดใ้ นแปลงที่ปลูกออ้ ยใหม่
(2) เมื่อทำการไถร้ืออ้อยเกา่ หรอื ไถเปิดหน้าดินเพอ่ื จะปลูกอ้อยใหม่ ก่อนการปลูก
อ้อยต่อไป ให้นำกากตะกอนหม้อกรองมาใส่ในอัตรา 18 – 20 ตันต่อไร่ โดยใส่ให้กระจายกันทั่วท้ัง
แปลงโดยใช้เครื่องหว่านปยุ๋ หมักหรอื ถา้ ไม่มเี ครอ่ื งหวา่ นปุ๋ยหมกั ให้นำกากตะกอนหมอ้ มาเทกองไวต้ าม
จุดต่างๆ ในแปลงที่จะปลูกออ้ ย ตอ่ จากนัน้ ใช้รถไถติดใบมดี เกรดหนา้ ทำการเกล่ยี ให้กากตะกอนหม้อ
กรองให้กระจายท่ัวท้งั แปลง
(3) ไถพรวนใหก้ ากตะกอนหมอ้ กรองคลกุ เคล้าลงไปในดนิ
(4) พกั ดินท้ิงไว้ 1 – 2 เดือนเพื่อให้เกิดการย่อยสลายจนหมด หากไม่พักดินแล้วทำ
การปลกู อ้อยเลยทนั ที อาจจะมผี ลทำให้ต้นออ้ ยที่งอกออกมามอี าการขาดธาตไุ นโตรเจนได้ เนอื่ งจาก
จุลินทรยี ์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากดินไปใชใ้ นกระบวนการย่อยสลายเศษซากใบอ้อย ทำให้มปี รมิ าณ
ไนโตรเจนในดนิ น้อยลงในช่วงทม่ี ีการย่อยสลาย
(5) หลังจากพกั ดนิ แล้วจงึ ทำการเตรยี มดนิ เพอื่ ปลกู ออ้ ยตอ่ ไป
ตารางที่ 9.6 แสดงปรมิ าณธาตุไนโตรเจน และโพแทสเซียม ที่ไดจ้ ากกากตะกอนหมอ้ กรอง
ปรมิ าณทีใ่ ส่ อนิ ทรยี วัตถุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม
(ตันต่อไร)่ (%) (กิโลกรัมตอ่ ไร)่ (กิโลกรมั ตอ่ ไร)่ (กโิ ลกรมั ต่อไร่)
18 3.2 16.2 12.9 10.8
19 3.4 17.1 13.7 11.4
20 3.6 18.0 14.4 12.0
ปรมิ าณธาตุอาหาร 2-4 14.14 10.8 30.0
ที่ออ้ ยต้องการสรา้ ง
ผลผลิต 12 ตัน
ท่ีมา: สำนกั งานคณะกรรมการออ้ ยและน้ำตาลทราย (มปป.)
22
จากตารางที่ 9.6 จะเห็นได้วา่ ใสก่ ากตะกอนหมอ้ กรองเพ่ือปรบั ปรุงดนิ นอกจากทำให้ดนิ
มปี ริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขนึ้ มากแล้ว ยังทำให้ดินมีปริมาณธาตุอาหารหลักท่ีจำเป็นต่ออ้อยมากขึ้น
หากใส่กากหม้อกรองในอัตรา 18 – 20 ตันต่อไร่ จะทำให้ได้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ
โพแทสเซียมทเี่ กือบจะพอเพียงกับปริมาณท่ีออ้ ยต้องการสรา้ งผลผลิตท่ี 12 ตนั ต่อไร่ ซึ่งหากตอ้ งการ
ให้อ้อยมคี ุณภาพความหวานสงู ใหใ้ ส่เพียงปยุ๋ โพแทสเซียมเพิ่มเติมอกี 18 - 19.2 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่
การปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุยังสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ยหมัก
หรือปุ๋ยคอกท่เี ป็นพวกมลู สัตว์ มูลไก่ มูลกระบอื หรือมูลสุกร วิธีการเหลา่ น้ีลว้ นทำได้ทงั้ ส้ินข้ึนอย่กู ับ
ความเหมาะสมในแตล่ ะพื้นท่ีแหล่งที่มาของอินทรียวตั ถุชนิดต่างๆ ว่าหามาใช้ได้ง่ายหรือไม่ มีราคา
ท่ไี ม่แพงจนเกินไปนัก และสามารถขนส่งได้สะดวกไม่เสียค่าใช้จา่ ยท่สี ูง หากเกษตรกรชาวไรอ่ ้อยเห็น
ความสำคัญและหันมาปรบั ปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุตามวิธีการที่กล่าวมาแล้ว เช่ือได้ว่าดินท่ีใช้ปลูก
ออ้ ยจะมคี วามอุดมสมบูรณ์ดีข้ึน สามารถปลกู อ้อยแล้วได้รบั ผลผลิตและคุณภาพทสี่ ูงข้ึน สามารถลด
ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยลงได้เป็นการประหยัดเงินค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี ซ่ึงถือว่าเป็นวิธีการเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพและลดต้นทนุ การผลิตอ้อยท่ีดวี ธิ ีหนึง่
2.3 การจัดการดินเพื่อปลูกมนั สำปะหลัง
มูลนิธสิ ถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (2559) กล่าวว่า มันสําปะหลังเป็น
พืชไร่ที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างย่ิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทุก
จงั หวัด และในภาคตะวันออกแถบจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง ข้อได้เปรียบของการปลูกพืชไร่
ชนิดน้ีเป็นท่ีทราบกันดอี ยแู่ ลว้ ว่าสามารถปลูกให้ขึ้นและลงหัวได้ในดินดอนเกือบทุกประเภทยกเว้น
ดินเกลือ ไม่ว่าจะเป็นดินที่สมบัติดีเลวอย่างไร เช่น อาจเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ
อาหารต่ำมาก เช่น ดินทรายจัด ดนิ ร่วนปนทราย ดินหินโผลแ่ ละอนื่ ๆ นอกจากนั้นยังเป็นพืชไร่ท่ีมี
ความทนทานต่อสภาวะอากาศที่แห้งแล้งได้ดี การปลกู และการขยายพนั ธทุ์ ําได้ง่ายและมีตน้ ทุนการ
ผลิตไมส่ งู มากนัก จดั ไดว้ ่าเปน็ พชื ไร่ทม่ี ีความเหมาะสมกบั เกษตรกรท่ีมีฐานะยากจนหรอื มที นุ น้อยและ
ยังชีพอยู่ด้วยการผลิตพืชในพื้นท่ีท่ีมีสภาพฝนแปรปรวนและมีปัญหาความแห้งแล้งและดินเลวท่ีไม่
สามารถจะปลกู พืชชนิดอนื่ ๆ ได้ดีน้นั มคี วามเส่ียงต่อการล้มเหลวสูง หรอื มีต้นทุนการผลิตโดยทัว่ ๆ ไป
สงู กวา่ มันสําปะหลงั สาเหตุสาํ คัญท่ีทําใหด้ นิ เส่ือมโทรมคอื
1) การปลูกมันสําปะหลังแตเ่ พียงชนดิ เดียวตดิ ตอ่ กันนาน โดยไม่มกี ารปลกู พชื หมุนเวยี น
ไมม่ ีการปรับปรงุ บาํ รุงดิน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรียห์ รือปุ๋ยเคมี ในท่ีสุดดนิ จะจดื และขาดธาตุอาหาร
2) ปลูกมันสําปะหลังโดยมกี ารใชป้ ุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยเคมีหรอื ใชท้ ้ัง 2 อยา่ ง แตใ่ ช้นอ้ ยเกินไป
ไม่เพียงพอตอ่ ปริมาณธาตุอาหารทพี่ ชื ดูดใชอ้ อกไปจากดนิ ทําใหพ้ ืชตอ้ งดดู ใชธ้ าตุอาหาร
23
3) ไมม่ กี ารควบคมุ การสญู เสยี เนื้อดนิ และนำ้ หรือมกี ารควบคุมการสูญเสยี ไม่ดพี อ ทําให้
เกิดการชะลา้ งพงั ทลายของดินในพืน้ ทที่ กุ ปมี ผี ลทาํ ใหเ้ กดิ การสญู เสียเน้อื ดนิ ทีม่ ีคุณภาพดเี ชน่ เมด็ ดิน
เนอ้ื ละเอยี ด อนิ ทรยี วัตถแุ ละธาตอุ าหาร
การจัดการดนิ ใหดเี นื่องจากธาตุอาหารทม่ี ันสาํ ปะหลงั ตองใชเพอ่ื การสรางตน ใบ และหัว
นั้นจะไดมาจากดินเปนสวนใหญ การจัดการดินใหดีเพ่ือใหมันสําปะหลังสรางหัวดีน้ัน จึงตองมีการ
ปรบั ปรงุ โครงสรางของดินใหเหมาะสม ตองบาํ รงุ ดนิ เพอ่ื ใหมีความอดุ มสมบูรณ และตองมีการอนุรักษ
ดินเพอื่ ใหมนั สําปะหลงั สรางหัวไดอยางยั่งยืน มลู นธิ โิ ครงการสารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน โดยพระ
ราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
(มปป.) กลา่ ววา่ การเตรียมดินและการปลกู มนั สำปะหลัง ควรไถก่อนปลกู 2-3 คร้งั และใหล้ กึ ไม่น้อย
กว่า 8-10 น้ิว เพื่อให้ดินร่วนซุย และปราศจากวัชพืช ไม่จำเป็นต้องยกร่อง ส่วนที่ใช้ปลูก คอื ลำต้น
มันสำปะหลงั ตดั เปน็ ท่อนยาวประมาณ 25 เซนติเมตร เรียกว่า ทอ่ นพนั ธุ์ การปลกู ดว้ ยเมลด็ ไมเ่ หมาะ
สำหรับการปลูกเป็นการค้า เพราะเมล็ดหายาก ส่วนมากใช้เฉพาะในการผสมพันธ์ุ เพื่อหาพันธ์ุใหม่
ส่วนของท่อนพันธ์ุที่ใชป้ ลูกควรเลือกจากตน้ ท่ีสมบูรณ์ เลอื กใชท้ ่อนพนั ธุ์จากส่วนกลาง และสว่ นของ
โคนลำตน้ ควรเกบ็ ตน้ ที่จะปลูกไว้ในท่ีร่ม และวางในลักษณะตั้ง จะเกบ็ ได้นานกว่าการวางนอนระยะ
ปลูกใช้ระยะระหว่างแถว 1 เมตร ระยะระหว่างต้นประมาณ 0.7-1 เมตร ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความอุดม
สมบูรณ์ของดนิ ด้วย ถ้าดินมคี วามอดุ มสมบรู ณต์ ่ำ ก็ใชร้ ะยะระหวา่ งต้นแคบกวา่ น้ีได้ การปลกู ควรตัด
ตน้ มันสำปะหลังเป็นทอ่ นๆ ในวันท่ีปลูก ให้ได้ทอ่ นพันธ์ุยาวท่อนละประมาณ 25 เซนติเมตร วิธีปลูก
ใช้ท่อนพันธุ์ที่ตัดเป็นท่อนปักลงไปบนดิน โดยการปักเอียงประมาณ 45 องศาเซลเซียส วิธีนี้ทำได้
สะดวก และได้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกโดยขุดหลุม ปลูกในแนวราบ แต่ในขณะท่ีดินมีความชื้นน้อย
วิธีขุดหลุมปลูกในแนวราบแลว้ กลบ จะงอกได้ดีกวา่ การปลูกโดยวธิ ีปักทอ่ นพันธ์นุ ี้ ต้องปักเอาตาขึ้น
การปลกู เอาตาลงดินผลผลิตจะต่ำ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (2551) แนะนำว่าหลังกำจัด
วชั พืช ครั้งท่ี 1 ควรใสป่ ุ๋ย 15-15-15 อัตรา 25-50 กก./ไร่ หา่ งจากต้นมนั 1 คืบ (20 ซม.) จากนั้นใช้
จอบกำจัดวัชพืชส่วนที่เหลือ พร้อมกับกลบปุ๋ยไปด้วย หรือใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุม ห่างจากโคนต้น 1
คืบ แล้วกลบดินตาม ขอ้ สำคัญควรใส่ปุ๋ยขณะท่ีดินมีความชื้นอยู่ เม่อื กำจัดวัชพืช คร้งั ที่ 2 ประมาณ
60-70 วัน หลังการปลูก ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับคร้ังแรก อาจกำจัดวชั พืช คร้ังที่ 3 ตามความจำเป็น
โดยใชจ้ อบถาก
3. แนวทางการจดั การดนิ เพือ่ ปลกู ผกั
บ้านและสวน (2564) กล่าวว่า ดินปลูกผัก เป็นปัจจัยสำคัญทั้งเป็นที่อยู่ของรากพืชและ
แหล่งธาตุอาหารที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต ดินปลูกท่ีดีควรมีความโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำดี มีธาตุ
อาหารเพียงพอ มีอินทรียวัตถุค่อนข้างมาก ไม่มีเชื้อโรค แมลงหรือสตั ว์ท่เี ป็นอันตรายกับพืช เพราะ
24
ถ้าดินปลูกไม่ดีจะทำให้ต้นผักขาดน้ำ ขาดอาหาร จนไม่สามารถให้ผลผลิตท่ีมีคุณภาพดีต่อไปได้
การปรับปรุงดินให้ดีจึงเป็นภารกิจแรกที่ต้องเรียนรู้และลงมือทำ ดังนี้
1) ดินเหนียวและแน่น ควรปรับสภาพดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ
ใบไม้แห้ง ข้ีเถ้า ฯลฯ เพ่ือให้ดินมีความร่วนซยุ ระบายน้ำและอากาศได้ดีขึ้น เพิ่มความอุดมสมบูรณ์
รากพืชชอนไชลงไปในดินได้ง่าย
2) ดินทราย ควรปรับสภาพดินด้วยอินทรียวัตถุท่ีอุ้มน้ำได้ดี โดยวัสดุที่นิยมใช้ปรับปรุงดิน
ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือดินปลูก อัตรา 1-2 กิโลกรัม และขุยมะพร้าว 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
หรือจะใช้ทรายหยาบ ขี้เถ้าแกลบ แกลบดิบ ขี้เลื่อย กาบมะพร้าวสับ และเศษใบไม้แห้งแทนขุย
มะพร้าวก็ได้ ผสมลงแปลงให้เข้ากัน หมักท้ิงไว้ 15 วัน จะทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีข้ึน
สำหรับดินในเมือง ส่วนใหญ่เป็นดินถม ลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียว ดินเป็นกรดจัดถึง
เปร้ียว ระยะเวลาที่ใช้ในการปรับปรุงดินจนเหมาะสมต่อการปลูกพืชผักขึ้นอยู่กับความเป็นกรด -
ด่าง (pH) ของดิน หากดินมีค่า pH 4-5 จะใช้เวลาในการปรับปรุงดินประมาณ 1 เดือน ขณะที่ pH
3-4 จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน
ในการเตรียมดินปลูกผกั ควรสังเกตสีของดินดว้ ย หากขุดลงไปแล้วเป็นดินเหนียวสีเหลือง ส้ม
หรือแดง แสดงว่าเป็นดินเปรย้ี วจัด เนื่องจากมีจาโรไซต์ (Jarosite) และไพไรต์ (pyrite) ซ่ึงเป็นแร่ที่
มีธาตุเหล็กและกำมะถันสะสมอยู่มาก การจัดการเบ้ืองต้นสำหรับดินท่ีมีค่า pH 3-4 คือ ควรเติม
วัสดุปูน เช่น ปูนขาว ปูนมาร์ล โดโลไมท์ อัตรา 1-1.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (2,000 กิโลกรัมต่อ
ไร่) แกลบดิบ 2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้า
กัน รดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยหรือจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง อัตรา 20 มิลลิลิตร (4 ช้อน
โต๊ะ) ต่อน้ำ 10 ลิตร หรือรดด้วยปุย๋ อนิ ทรยี ์เข้มข้นท่ีมีฮิวมิค อัตรา 5 มิลลิลิตร (1 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ
10 ลิตรร่วมด้วย หมักดินทิ้งไว้ 2-3 เดือน ระหว่างหมักให้คลุมดินด้วยฟางหรือตาข่ายพรางแสง
(shading net) รดน้ำ 2 วันครั้ง รดน้ำหมักทุก 7 วัน และพรวนดินทุก 15 วัน ใช้เวลาประมาณ 30
วัน ดินจะเร่มิ ฟูและมีสีคล้ำออกดำข้ึน ปุ๋ยอินทรีย์เข้มข้นไดจ้ ากการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ช่วยปรับ
สมดุลของดิน ฟื้นฟูให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มธาตุอาหารพืช
และปริมาณจุลินทรีย์ท่ีเป็นประโยชน์ในดิน ผู้ปลูกสามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์เข้มข้นโดยผสมน้ำตาม
คำแนะนำ รดดินในระหว่างเตรียมดินหรือรองก้นหลุมก่อนปลูกพืช หรือรดรอบทรงพุ่มพืชผักก็ได้
หากดินมีค่า pH 4-5 แนะนำให้ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และ
แกลบดิบ 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน รดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยหรือ
จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง อัตรา 20 มิลลิลิตร (4 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 10 ลิตร ระหว่างหมักให้คลุมดิน
ด้วยฟางหรือตาข่ายพรางแสง (ซาแรน) รดน้ำ 2 วันคร้ัง รดน้ำหมักทุก 7 วัน ใช้เวลาประมาณ 30
วัน ดินจะฟูขึ้น ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดถ้ำค้างคาวช่วยให้ดินมีความโปร่งร่วนซุย ทั้งยังเพิ่มความอุดม
สมบูรณ์ในดนิ ช่วยให้ดินสามารถกักเก็บธาตุอาหารและอุ้มน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้พชื ผักเจริญเติบโต
25
ได้ดีและแข็งแรง หากใช้คู่กับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จะช่วยเพิ่มผลผลิต โรคและแมลงศัตรูพืชเข้ามาทำลาย
ได้ยาก ระหว่างหมักดิน ควรรดไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.) อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร
(เชื้อสดขยายในข้าว) ทุก 15 วัน จะช่วยให้อินทรียวัตถุต่างๆ ย่อยสลายได้เร็วขึ้น ท้ังยังช่วยกำจัด
โรคต่างๆ ในดินด้วย
สำหรับคนท่ีไม่มีดินในพ้ืนที่บ้านแต่อยากปลูกผักบ้าง สามารถใช้ดินผสมบรรจุถุงที่จำหน่าย
ตามร้านต้นไม้ได้ แต่ควรนำดินมาปรงุ ใหม่ให้มีอัตราส่วนท่ดี ีขึ้น วิธีปรุงดินทำได้ง่ายเช่นเดียวกับการ
ทำปุ๋ยหมัก แนะนำให้ผสมดินถุงกับปุ๋ยคอกและกาบมะพร้าวสับ อย่างละ 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้า
กัน รดด้วยน้ำหรือน้ำหมักชีวภาพให้พอชุ่มช้ืน แล้วตักดินใส่ถุงหรือกระสอบท่ีมีรูระบายอากาศ ต้ัง
ทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 15 วัน หรือสัมผัสดูแล้วไม่ร้อนก็นำมาปลูกพืชผักได้ อาจใช้วิธีนำดินถุงมา
ผสมกับป๋ยุ คอก เศษใบไม้แห้ง หรือเศษอาหารในครัวเรือน เช่น เศษผัก ผลไม้ เปลือกไข่ กากกาแฟ
ฯลฯ คลุกเคล้ากับน้ำหมกั จุลินทรีย์ในปรมิ าณที่เหมาะสม ไม่มีอัตราส่วนตายตัว แต่อาศัยการสงั เกต
โครงสร้างดนิ ทหี่ มักว่ามีความโปรง่ ร่วนซุยเหมาะกับการปลูกพืชผักหรือไม่ เม่ือผสมดินเรียบร้อยจึง
รดน้ำให้พอชุ่มช้ืน สังเกตง่ายๆ โดยทดลองกำดินผสมว่าจับเป็นก้อนไม่แตก บีบแล้วไม่มีน้ำไหลก็
ใช้ได้ จากนั้นจึงตักดินใส่ถุงหรือกระสอบที่มีรูระบายอากาศ ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม เม่ือคุ้ยดินจับดูแล้วไม่
ร้อนก็นำมาปลูกผักได้ นอกจากน้ีสามารถหมักดินท่ีมีอยู่ในบริเวณบ้าน โดยใช้ดินร่วน ดินใบก้ามปู
หรือดินขุยไผ่ 2 ส่วน ผสมกับปุ๋ยคอก แกลบดิบ ขุยมะพร้าว และกาบมะพร้าวสับ อย่างละ 1 ส่วน
คลุกเคลา้ ให้เข้ากัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพให้พอชุ่มช้ืน หมักไว้ในท่รี ม่ ประมาณ 15 วัน ก็นำมาปลูก
พืชผักได้เช่นกนั ดินผสมมีหลายสูตรจากหลายตำรา เลือกใช้ได้ตามความสะดวก แต่ควรนำมาปรุง
ใหม่โดยนำอินทรียวัตถุที่หาได้ง่ายมาผสม บ้านและสวน (2563) แนะนำวิธีการตรวจสอบ
คุณภาพการอุ้มนำ้ ของดินปลูกผักอย่างง่ายๆ โดยการขุดดินเป็นหลุมขนาด 30×30×30 เซนติเมตร
เเล้วเติมน้ำให้เต็มหลุมทเ่ี ราขุด จับเวลาช่วงน้ำเต็มจนน้ำดูดซมึ เเห้งไป (เวลาปกติ 120 – 180 นาที)
หลังจากน้ัน เติมน้ำลงใหเ้ ต็มหลมุ เป็นคร้งั ท่ีสอง และเร่มิ จับเวลาจนกระท่ังน้ำเหือดเเห้ง จากน้ันนำ
ความลึกทั้งสองรอบคือ 60 เซนติเมตรหารด้วยเวลาทั้งสองรอบบวกกัน (แสดงดังภาพที่ 9.1)
ภาพท่ี 9.1 วิธีการตรวจสอบคณุ ภาพการอ้มุ น้ำของดินปลกู ผักอย่างง่าย
ทีม่ า: บ้านและสวน (2563)
26
รอบเเรกใช้เวลา 120 นาที รอบที่สองใช้เวลา 150 นาที รวม 120+150 = 270 นาที นำ 60
เซนติเมตร หารด้วย 270 นาที=0.22 เซนติเมตรต่อนาที (เป็นค่ามาตรฐานที่ดีสำหรับพืชผัก)
1) หากดินมีค่าใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานนี้ ถือว่าเบื้องต้นเป็นดินที่เหมาะสมในการปลูก
พืชผัก กล่าวคือ อุ้มน้ำพอดี ระบายนำ้ พอดีกับรากพืชผกั ซึ่งส่วนใหญ่รากจะตนื้ เเผ่กระจายบริเวณ
ผิวดิน
2) หากผลการทดสอบดินมีค่าการดูดซับมากกว่า ค่านี้ ดินชนิดนั้นจะมีคุณสมบัติไม่อุ้มน้ำ
และมีอินทรียวัตถุน้อย ควรเพ่ิมอินทรียวัตถุจากปยุ๋ หมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพชื สด ดินชนิดน้ีเหมาะกับ
พืชที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศเเห้งเเล้ง
3) หากผลการทดสอบดินมีค่าการดูดซับน้อยกว่า ค่านี้ ดินชนิดนั้นจะเป็นดินที่อุ้มน้ำมาก
เหมาะกับพืชท่ีมีความสามารถเเช่ในน้ำขังได้นานๆ
ในกรณีดินเป็นกรดหรือด่างจะทำให้ความสามารถในการดูดซึมธาตุอาหาร จากดินลด
ประสิทธิภาพลง เราสามารถทดสอบง่ายๆ ได้โดยนำดินมาละลายน้ำเเล้ววัดด้วยกระดาษลิตมัสเพื่อ
หาค่า pH (ค่าปกติ5.5 – 6.5) กรณีค่า pH เท่ากับ 4.5 – 5.0 แสดงว่าดินเป็นกรด ให้ใช้ปูนขาว
ช่วยปรับสภาพ ของเเถมท่ีได้คือเเคลเซียมเสริมจากปูนขาวด้วยหรือถ่านแกลบ เหมาะกับดินเหนียว
ท่ีมีภาวะเป็นด่าง ในถ่านเเกลบยังมีโพเเทสเซียมสูง รวมถึงเมื่อย่อยสลายแล้วยังช่วยทำให้ดินร่วน
ซุยข้ึนด้วย กรณีค่า pH มากกว่าหรือเท่ากับ 7 แสดงว่าดินเป็นด่าง อันเกิดจากการสะสมหินปูนใน
ดินเป็นปริมาณมาก มีการตรึงฟอสฟอรัสในดินมาก เป็นสาเหตุทำให้พืชขาดฟอสฟอรัส ควรเเก้
ปัญหาโดยไถกลบตอซังอย่างสม่ำเสมอ เเละเพิ่มปยุ๋ คอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพ่ือเพิ่มอินทรียวัตถุให้
เเก่ดินและช่วยให้ดิน อุ้มน้ำได้ดีข้ึน
ตัวอย่างการปรุงดินใหอ้ ดุ มด้วยธาตุอาหาร เริ่มจากการทำแปลงยกรอ่ งเลก็ ๆ หรือกอ่ อิฐบลอ็ ก
สูงประมาณหนึ่งคืบจากดิน สับดนิ หรือพรวนดินให้เปน็ ก้อนเลก็ หรือละเอียด เเล้วโรยอินทรยี วัตถเุ ป็น
ชั้นๆ ตามลำดบั ดังน้ี
1) เริ่มจากช้ันล่างสุด ในดินที่เป็นดินเหนียว จะโรยแกลบดำสองกำมือต่อหนึ่งตารางฟุต
(30×30 เซนติเมตร) กรณีท่ีเปน็ ดินทราย จะโรยเเกลบดำหนึ่งกำมือต่อ ตารางฟุต เเกลบดำจะช่วย
ทำให้ดินเหนียวร่วนซุยขึ้นและยังช่วยปรับสภาพดินที่มีสภาพเป็นกรดให้กลายเป็นกลางได้
2) ดินท่ีขาดเเคลเซยี ม เเมกนีเซียม จะโรย “ปูนขาว” (กรณีดินมีค่า pH เป็นกรด) หรือโรย
“ยิปซัม” เพ่ือการเกษตร (กรณีดินมีค่า pH เป็นกลาง) โดยโรยบางๆ ให้ทั่วแปลง
3) มูลสัตว์ที่เเห้งเเล้ว โรยสามกำมือต่อตารางฟุต
4) ปุ๋ยหมักอินทรีย์ สูตรไร่ปลูกรักจะใช้การหมักจากรำข้าว แกลบดำ มูลวัว น้ำหมักชีวภาพ
น้ำตาล (โปรดติดตามสูตรในฉบับหน้า)
5) รดน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำตาลและน้ำหนึ่งแก้วต่อหน่ึงตารางฟุต
27
6) ใช้ฟางข้าวคลุมให้หนามองไม่เห็นดินด้านล่าง เพ่ือช่วยป้องกันเเสงเเดดส่องถึงดินท่ีกำลัง
หมักไว้โดยตรง และช่วยลดการระเหยของน้ำหน้าดินท่ีกำลังหมัก
7) รดน้ำเล็กน้อยทุกวันเพ่ือควบคุมความชื้น อย่ารดน้ำมากจนปุ๋ยและอินทรียวัตถุไหลออก
จากขอบแปลง
8) หมักไว้ 7 วันก่อนปลูก หรือโรยเมล็ดพืชผัก
4. แนวทางการจดั การดนิ เพื่อปลูกไมผ้ ล
4.1 การจัดการดนิ เพอ่ื ปลกู พชื ตระกูลสม้
ศูนยพ์ ฒั นาพนั ธุ์พชื จกั รพนั ธ์เพญ็ ศิริ (2559) กล่าวว่า สำหรับพ้ืนที่ลุ่มนยิ มเกษตรกรปลูก
ส้มเขยี วหวานแบบยกรอ่ ง โดยมีขนาดของแปลงดนิ หลงั ร่องกวา้ งประมาณ 6 เมตร รอ่ งนำ้ กวา้ ง 1.50
เมตร ลกึ ประมาณ 1 เมตร และด้านลา่ งของรอ่ งน้ำกวา้ งประมาณ 0.7 เมตร ส่วนความยาวไม่จำกัด
แนวแปลงควรอย่ใู นแนวเหนอื -ใต้ เม่ือปรับพ้นื ทเี่ สร็จแล้ว ควรตากดินไว้ประมาณ 1-2 เดอื น เพอื่ ให้
ดินแห้ง ระยะปลูกประมาณ 3.5 เมตร ในพื้นท่ี 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 60 ต้น ส่วนพ้ืนท่ีดอนไม่
จำเปน็ ตอ้ งยกร่อง ก่อนปลูกควรปรับพน้ื ที่ให้เรยี บและไถกลบดนิ ให้ลกึ 2 คร้ัง เพื่อให้ดนิ ร่วนซยุ ระยะ
ปลกู ประมาณ 5.5-6 x 5.5-6 เมตร ในพื้นท่ี 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 45-50 ต้น ควรปลกู ในช่วงต้น
ฤดูฝน ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อค
ฟอสเฟตเขา้ ดว้ ยกันในหลุมใหส้ ูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ยกถงุ กล้าต้นไม้วางในหลมุ โดยให้ระดับ
ของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาปากถุงท้ัง 2 ด้าน
(ซ้ายและขวา) ดงึ ถงุ พลาสติกออก โดยระวังอยา่ ใหด้ นิ แตก กลบดนิ ทเี่ หลอื ลงไปในหลุม กดดนิ บริเวณ
โคนต้นใหแ้ น่น แล้วปักไม้หลกั และผูกเชอื กยึดเพ่อื ป้องกันลมพัดโยก ควรหาวัสดุคลมุ ดนิ บริเวณโคน
ต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง หลังจากน้ันจึงรดน้ำให้โชก แล้วทำร่มเงาเพื่อช่วยพรางแสงแดด โดยมี
เคลด็ ลบั การให้นำ้ และปยุ๋ ดงั นี้
1) การให้นำ้
การใหน้ ำ้ เปน็ ส่ิงจำเป็นมากในการปฏิบัติดแู ลรกั ษา เพราะถา้ ปล่อยใหส้ ้มเขียวหวาน
ขาดน้ำจะทำใหต้ ้นโทรม โรคและแมลงเขา้ ทำลายไดง้ ่าย ระยะที่ปลูกใหม่ ๆ ควรให้นำ้ ทกุ วนั หลงั จาก
น้ันประมาณ 2 สัปดาห์ ส้มเรม่ิ ต้ังตัวได้แล้ว การให้นำ้ ควรให้วันเวน้ แต่เมอื่ ส้มโตแล้วการให้นำ้ จะตอ้ ง
ควบคมุ ให้น้ำอยา่ งสม่ำเสมอ ทงั้ น้ีขึ้นอย่กู บั ช่วงการเจริญเติบโตและสภาพทว่ั ๆ ไป เช่น ในระยะกอ่ น
ออกดอกจะต้องการน้ำน้อย เพ่ือให้มีช่วงเก็บสะสมอาหาร แต่เมื่อติดผลแล้วจะต้องการน้ำมากขึ้น
เรือ่ ย ๆ จนถึงผลแก่ เม่อื เข้าสีแล้วควรลดปริมาณนำ้ ลงจากปกติจะช่วยให้ผลส้มแกเ่ รว็ ขน้ึ วิธีการให้
น้ำมีหลายวธิ ี ข้ึนอยกู่ ับความเหมาะสมเช่นการให้นำ้ ทางสายยาง การใช้เรือรดน้ำ และการให้นำ้ โดย
ระบบสปรงิ เกอร์
28
2) การใสป่ ยุ๋
ต้ังแตเ่ ริ่มปลกู จนถึงอายุ 1 ปี ควรใส่ปยุ๋ คอกผสมไปทีด่ นิ บนโขดสม้ ประมาณ 10 ก.ก.
หรือ 2 บุ้งก๋ี/ต้น หลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน ให้หว่านปุ๋ยยูเรียต้นละ 1 ช้อนแกง หรือ 30 กรัม
สว่ นป๋ยุ เคมีควรใชส้ ตู ร 15-15-15 ต้นละ 100 กรัม ประมาณ 3 เดอื น/ครงั้ สำหรับปุ๋ยคอกใหอ้ ัตรา 2-
3 บุ้งก๋ี หรอื 10-15 ก.ก. ทุก 4 เดือนในระยะปีท่ี 2- ควรใสป่ ุ๋ยคอกทกุ 4 เดือน อัตรา 2-3 บุ้งกี๋ หรือ
10-15 ก.ก. และปุ๋ยเคมสี ูตร 15-15-15 อัตรา 300-500 กรัม/ต้น ประมาณ 3 เดือน/ครั้งในชว่ งอายุ
3 ปีข้ึนไป ส้มจะเริ่มติดผล ดังน้ันในช่วงที่ผลใกล้แก่ควรให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เพ่ือช่วยให้ผลส้มมี
คุณภาพดีข้ึน
4.2 การจัดการดนิ เพ่อื ปลกู ทเุ รียน
สำนักงานพัฒนาท่ีดินเขต 2 กรมพัฒนาที่ดิน (มปป.) ได้ถอดบทเรียนจากนายกำพล
สถิต หมอดนิ อาสาประจำจังหวดั ตราด โดยแนะนำวา่ ดินสำหรบั ปลูกทเุ รยี นควรเป็นดนิ ร่วน ดินร่วน
ปนทราย หรือดนิ ลูกรงั เป็นพน้ื ท่ีทมี่ รี ะบายน้ำไดด้ ี เพราะทุเรียนออ่ นแอต่อสภาพน้ำขงั ความเปน็ กรด
ด่างเหมาะสมอยู่ระหวา่ ง 5.5-6.5 การเตรยี มดินก่อนปลูก ตรวจวิเคราะห์ดิน และธาตุอาหารในดิน
เพอ่ื ให้ดินมี pH หากดินเป็นกรดมากเกิน ใหป้ รบั ปรงุ ดินด้วยปูนขา้ วหรือโดโลไมท์ และมีธาตุอาหาร
เพียงพอ แล้วท้งิ พื้นท่ีไว้ ผสมน้ำและใช้รดตามรอ่ งปลูก ปรับดินโดยรดน้ำให้ดินอาทติ ย์ละครัง้ เพอื่ ให้
ปนู หลังจากปรบั pH ละลายในดนิ แลว้ ให้บำรงุ ดนิ โดยใช้ปุ๋ยหมัก ปยุ๋ คอกคลกุ เคล้าไปกบั ดนิ ปรับพนื้ ที่
ให้โดยยกเป็นร่อง โดยใช้แมคโครขุดหรือไถผ่าน หลังจากขุดหลุมปลูกทุเรียน ให้ผสมปุ๋ยคอก 5 7
กิโลกรัม และปุ๋ยหิน ดินที่ขุดข้ึนมา กลบกลับคนื ไปในหลุมสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ระยะห่าง
ระหวา่ งต้นและระหว่างแถวด้านละ 912 กโิ ลกรัม สวนขนาดใหญ่ควรเวน้ แถวใหก้ ว้างขึน้ เพ่ือให้ง่าย
ตอ่ การนำเครื่องจักรกลเข้าไปในพ้ืนที่
การให้นำ้ วางระบบนำ้ ก่อนปลูกและออกแบบให้เหมาะสมกับพ้นื ที่ และการตัดแตง่ กิ่ง
ให้น้ำผ่านระบบสปริงเกอร์ เป็นการประหยัดน้ำ ควรวางห่างจากโคน การปฏิบัติดูแลรักษาทุเรียน
1.50 เมตร หากพ้นื ที่มีฝนตกหนัก ควรทำทางระบายน้ำ และตรวจสอบพ้ืนท่ีป้องกันไมใ่ ห้มีน้ำขัง ฝน
ท้งิ ชว่ งหรอื ฝนแลง้ ควรรดน้ำใหด้ นิ มคี วามชืน้ อยู่ เสมอ
การใส่ปุ๋ยและน้ำหมกั ชีวภาพ ให้ปุ๋ยอนิ ทรยี ์โดยใสป่ ุ๋ยคอกเพ่ือกระตุ้นการเจริญเตบิ โต
และบำรงุ ต้นหลงั การตัดแต่งกงิ่ 15-50กิโลกรัม/ต้น ปรมิ าณปุ๋ยขึ้นอยู่กบั อายแุ ละขนาดทรงพมุ่ ของตน้
ทุเรียน ในการบำรุงต้นจะให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15หรือ 16-16-16 อัตราส่วน 3-5 กิโลกรัม/ต้น
หลังจากนน้ั เมอ่ื ฝนทิ้งชว่ ง ใสป่ ๋ยุ เคมสี ูตร 8-24-24, 9-24-24หรือ 12-24-12 อตั ราสว่ น 2-3 กิโลกรัม/
ต้น เพือ่ ช่วยในการออกดอก ส่วนน้ำหมักชีวภาพให้ผ่านระบบน้ำหรือใช้เคร่ืองพน่ ฉีดทางใบ เดอื นละ
1 คร้ัง ช่วงกำลังเจริญเติบโต ชว่ งออกดอก และช่วงติดผล น้ำหมักชวี ภาพได้จากการหมักปลา เศษ
อาหาร หรือเศษพชื ทีเ่ หลือใช้ หมักร่วมกบั กากน้ำตาล และนำ้ ในอัตราสว่ น 3: 1 : 5 และเตมิ สารเร่ง
29
ซุปเปอร์พด. 2 เพ่ือกระตุ้นกระบวนการหมัก ก่อนนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ ให้เจือจางกับน้ำ ใน
อัตราส่วน 1: 500 นอกจากนี้ภูมปิ ัญญาดา้ นการดูแลทุเรยี น จะใช้สูตรการใชน้ ้ำส้มควันไม้ ผสมน้ำฉีด
ป้องกันแมลงศัตรูพืช อัตราส่วนที่ใช้ น้ำส้มควันไม้:น้ำสะอาด (1: 200) และสูตรการใช้สารสกัดใบ
เสม็ด ปอ้ งกันหนอนและปอ้ งกันเชอื้ ราในผลไม้ ใบเสม็ด (ใบแก่) 3กโิ ลกรัม ตำให้ละเอียด และน้ำไป
แชน่ ้ำเปลา่ 200 ลิตร ท้งิ ไว้ ประมาณ 1 วนั แยกกากออก นำน้ำไปฉีดพน่ ในสวนผลไม้
4.3 การจดั การดินเพอื่ ปลกู มะมว่ ง
ศนู ย์รวมบทความ สาระนา่ รู้ ข่าวสาร เกี่ยวกบั การเกษตร และเร่ืองราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ
(2560) กล่าววา่ การปลูกมะมว่ งในท่ีลุ่มน้ำท่วมถึง เช่น ทีร่ าบริมฝ่ังแม่น้ำตา่ งๆ ต้องยกร่องเสียก่อน
เช่นเดียวกับการปลูกไม้ผลอย่างอ่ืน เพื่อไม่ให้น้ำท่วมถึงโคนต้นได้ ขนาดของร่องกว้างอย่างน้อย 6
เมตร ร่องนำ้ กว้างอยา่ งน้อย 1.5 เมตร สว่ นความยาวของร่องน้ันแล้วแต่ขนาดของพ้ืนที่ หลังร่องย่ิง
ยกไดส้ ูงมากย่งิ ดี รากจะได้เจริญเติบโตอย่างเตม็ ท่ี เม่อื ขุดยกร่องเสร็จแล้ว ให้ปรับปรงุ ดนิ ให้รว่ นซุย
โดยการขุดตากดิน ใส่ปยุ๋ คอกปยุ๋ หมัก หรอื ถ้าดนิ เหนียวมากให้โรยปนู ขาวเสยี ก่อนจึงลงมือขุด ปนู ขาว
จะชว่ ยแก้ความเป็นกรดของดิน และทำใหด้ นิ ไม่จบั ตัวกันแน่น เนื่องจากมะม่วงไม่ชอบดินทจ่ี ับตวั กัน
แน่น การปรับปรุงดินให้รว่ นชุยจึงเปน็ สิ่งสำคัญอย่างยง่ิ ของการปลูกแบบยกร่อง เพราะดินตามทร่ี าบ
ลุ่มมักจะเป็นดนิ เหนียวจัด การขุดยกร่องใหม่ในปีแรก ดินอาจยังไม่ร่วนซุยดีพอ ให้ปลูกพืชผกั อย่าง
อื่นสัก 1-2 ปี จนเห็นว่าดินร่วนซุยดีพอแล้ว จึงลงมือปลูกมะม่วง ซึ่งจะได้ผลดีและไม่เสียเวลาโดย
เปล่าประโยชน์ ส่วนในท่ีที่เปน็ รอ่ งสวนเก่า มีคันคูและเคยปลูกพืชอย่างอื่นจนดินร่วนซยุ อยแู่ ล้ว อาจ
ต้องปรับปรุงดนิ อีกเพยี งเล็กนอ้ ยกล็ งมือปลูกได้เลย ส่วนในที่ดอนน้ำท่วมไมถ่ ึง ทป่ี ่า หรอื ท่ีทเี่ คยเป็น
ไร่เก่า ซึง่ ไมม่ ีปัญหาเรอ่ื งน้ำทว่ ม การเตรียมทป่ี ลูก ถ้ามีไมใ้ หญ่ขนึ้ อยู่ ให้โค่นถางออกให้หมด เหลือไว้
ตามรมิ ไรเ่ พือ่ ใช้เป็นไมก้ ันลม แต่ถ้าบริเวณน้นั มีลมแรงอยู่เปน็ ประจำ กไ็ มค่ วรโคน่ ไม้ใหญอ่ อกจนหมด
ให้เหลอื ไว้เป็นระยะๆ จะใชก้ ันลมได้ดี จากน้ัน ให้ปรับปรุงดิน โดยไถพรวนพลิกดินสัก 1-2 ครง้ั หรือ
จะกำจัดวชั พืช แลว้ ลงมอื ขดุ หลุมปลูกเลยกไ็ ด้ ถ้าดินทป่ี ลูกน้ันอดุ มสมบรู ณ์ด้วยอินทรยี วตั ถุอย่แู ลว้ ก็
ไม่จำเปน็ ตอ้ งปรบั ปรงุ ดนิ อีก ส่วนทเ่ี ปน็ ทรายจัดมีอินทรียวัตถนุ อ้ ย ใหป้ รบั ปรุงดนิ ให้ดกี อ่ นลงมือปลูก
โดยการหาปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมกั เพิม่ เตมิ ลงในดิน วสั ดุที่พอหาไดใ้ นทอ้ งถิน่ เช่น มูลสตั ว์ตา่ งๆ กระดกู ป่น
กากถ่ัว เปลือกถ่ัว เศษใบไม้ ใบหญ้า ท่ีผุพงั ล้วนแตเ่ ป็นประโยชนต์ ่อดินและพชื ทป่ี ลูกทง้ั ส้ิน ควรหา
มาเพิ่มลงในดินให้มากๆ นอกจากนี้ การปรับปรุงดินอาจใช้ปุ๋ยพืชสดก็ได้ วิธีทำก็คือ ปลูกพืชพวก
ตระกูลถ่วั ต่างๆ หรอื ปอเทือง แล้วไถกลบลงในดนิ ใหผ้ พุ งั เป็นประโยชนต์ ่อดิน การปรับปรุงดินด้วยวิธี
ตา่ งๆ ดังกล่าวจะช่วยให้ดินรว่ นซุย การระบายน้ำ และอากาศของดนิ ดี ทำให้ดินอุ้มน้ำดี เหมาะต่อ
การเจริญเติบโตของต้นมะม่วง ส่วนการปลูกจำนวนเล็กน้อยตามบ้านเรอื น ท่ีอยู่อาศัย มีข้อที่ควร
คำนึงอยู่ สองประการคือ ความลกึ ของระดับน้ำในดิน และความแน่นทึบของดิน ที่บางแหง่ ระดบั น้ำ
ในดินตื้น เม่ือขุดลงไปเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะซึมเข้ามา เวลาจะปลูกมะม่วงควรยกระดับดินให้สูงข้ึน
30
เพราะระดับน้ำจะเป็นตัวคอยบังคับการเจริญเติบโตของราก เม่ือรากเจริญไปถงึ ระดับน้ำแล้ว จะไม่
สามารถเตบิ โตลกึ ลงไปไดอ้ ีก แต่จะแผ่ขยายออกด้านข้าง ทำให้รากของมะมว่ งอยู่ตนื้ ไมเ่ จรญิ เติบโต
เท่าทีค่ วร เปน็ ผลใหต้ น้ มะมว่ งโตชา้ แคระแกรน็ และโคนล้มงา่ ย สำหรับเรอ่ื งความแน่นทึบของดินน้นั
ตามปกติ เวลาถมทเี่ พ่อื ปลกู สรา้ งอาคาร บา้ นเรอื น กม็ ักจะถมให้แนน่ ทสี่ ดุ เท่าทจี่ ะทำได้ เพ่ือไมใ่ หด้ นิ
ทรดุ ในภายหลัง ดินท่ีแน่นทึบน้ีไม่เหมาะต่อการปลูกมะม่วง หรือไม้ยืนต้นต่างๆ เลย เพราะรากไม่
สามารถเจรญิ เตบิ โตได้อยา่ งเตม็ ท่ี การระบายนำ้ และการถ่ายเทอากาศของดนิ ไม่ดี ทำให้ตน้ มะม่วงโต
ชา้ และแคระแกรน็ การแก้ไขทำได้โดย ขุดหลุมปลูกให้กว้างและลกึ ตากดินที่ขุดขึ้นมาจนแห้งสนิท
ยอ่ ยให้เปน็ กอ้ นเล็กๆ แลว้ ผสมกับป๋ยุ คอก ปยุ๋ หมัก ใหม้ ากๆ ใส่ปยุ๋ คอก ปยุ๋ หมัก ลงไปในกน้ หลมุ ดว้ ย
เสรจ็ แลว้ จึงกลบดินลงหลมุ รดน้ำให้ยบุ ตัวดเี สยี กอ่ นจงึ ลงมอื ปลูก ตามข้ันตอนดงั นี้
1) การขุดหลมุ ปลูก ทง้ั แบบปลกู บนร่องและปลกู ในท่ีดอน ควรปลูกให้เป็นแถวเปน็ แนว
เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและการปฏิบัติงาน ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างยาว และลึก 50
เซนติเมตร – 1 เมตร ท้ังน้ี ข้นึ อยกู่ ับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถา้ ดนิ ดี ร่วนซยุ มอี ินทรยี วัตถุมาก ก็
ขุดหลุมขนาดเล็กได้ ส่วนดนิ ท่ีไม่ค่อยดี ให้ขุดหลุมขนาดใหญ่ เพ่อื จะได้ปรบั ปรงุ ดินในหลมุ ปลกู ให้ดี
ขน้ึ ดินท่ีขุดขึ้นมาจากหลุมนั้น ให้แยกเป็นสองกอง คือ ดนิ ช้ันบนแยกไว้กองหน่งึ ดินชั้นลา่ งอีกกอง
หนึ่ง ตากดนิ ท่ีขุดข้ึนมาสกั 15 – 20 วัน แล้วผสมดินทั้งสองกองดว้ ยป๋ยุ คอก ปยุ๋ หมัก ก้นหลมุ ก็ใสป่ ุ๋ย
คอก ปยุ๋ หมกั รองพนื้ ดว้ ย แลว้ จึงกลบดินลงไปในหลุมตามเดมิ โดยเอาดนิ ชั้นบนลงไวก้ น้ หลมุ และดิน
ชนั้ ลา่ งกลบทับลงไปท่ีหลัง ดินท่ีกลบลงไปจะสูงกว่าปากหลุม ควรปล่อยท้ิงไว้ให้ดินยุบตัวดีเสียก่อน
หรอื รดน้ำใหด้ ินยบุ ตวั ดเี สียก่อนจึงลงมอื ปลกู
2) ระยะปลูก มหี ลายระยะดว้ ยกัน แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการปลกู ไดแ้ ก่
(1) ระยะปลกู แบบถ่ี หรือการปลกู ระยะชิด เชน่ 2.5 X 2.5 เมตร, 4 X 4 เมตร หรอื
มากนอ้ ยกวา่ นี้ตามความเหมาะสม ซึ่งจะไดม้ ะม่วงประมาณ 256 ต้นตอ่ ไร่ การปลกู ระยะชดิ น้ี จำเปน็
จะตอ้ งดแู ลตัดแต่งกงิ่ อยู่เสมอดว้ ย
(2) ระยะปลูกแบบห่าง เช่น 8 X 8 เมตร, 10 X 10 เมตร หรอื มากน้อยกว่าน้ีตาม
ความเหมาะสม แนะนำให้ปลูกระยะ 8 X 8 เมตร หรอื อย่างน้อยไม่ควรต่ำกวา่ 6 X 6 เมตร สำหรับ
มะม่วงท่ขี ยายพนั ธุด์ ว้ ยการทาบกง่ิ
สอดคลอ้ งกับพัฒนา นรมาศ (มปป) ท่ีกล่าววา่ มะม่วงไม่ชอบดินท่ีเปน็ ดา่ งมาก หรือดิน
ที่มีหินปูนมาก ดินท่ีเป็นด่างจะทำให้มะม่วงเติบโตช้า โดยเฉพาะต้นอ่อนจะตายง่าย ดินท่ีเหมาะ
สำหรับมะมว่ งคอื ดินท่ีมีสภาพเปน็ กรดอ่อนๆ ถึงเป็นกลาง (pH. 6.5 - 7.5) ถงึ ตน้ มะมว่ งจะเป็นพืชท่ี
ทนแลง้ ได้ดี แตน่ ้ำก็เป็นสิง่ จำเป็นสำหรับการปลูกมะม่วง เช่นกนั หากมนี ้ำที่จะให้แก่ต้นมะม่วงอย่าง
เพยี งพอ จะช่วยให้ตน้ มะม่วงเติบโตเรว็ แข็งแรง ไม่ชะงกั การเตบิ โต โดยเฉพาะระยะที่มะมว่ งกำลงั ติด
ผลเลก็ ๆ ถ้ามีน้ำให้อยา่ งเพยี งพอ จะทำให้ติดผลได้มาก ผลมักไมร่ ว่ ง การปลูกมะม่วงจงึ ควรมีแหลง่ นำ้
31
อยู่ใกล้ๆ การพึ่งแต่น้ำฝนเพียงอยา่ งเดียวย่อมไมไ่ ดผ้ ลเทา่ ทคี่ วร พัฒนา นรมาศ (มปป) ได้แนะนำการ
เตรยี มดิน ดงั น้ี
1) การยกรอ่ ง
ในท่ีลุม่ นำ้ ท่วมถงึ เช่น ท่ีราบรมิ ฝงั่ แมน่ ำ้ ต่างๆ ต้องยกรอ่ งเสียกอ่ น เชน่ เดยี วกบั การ
ปลกู ไมผ้ ลอย่างอื่น เพ่ือไม่ให้น้ำทว่ มถึงโคนต้นได้ ขนาดของร่องกวา้ งอย่างน้อย 6 เมตร รอ่ งน้ำกว้าง
อย่างน้อย 1.5 เมตร ส่วนความยาวของร่องนั้นแล้วแต่ขนาดของพ้ืนที่ หลังร่องยิ่งยกได้สูงมากยิ่งดี
รากจะไดเ้ จรญิ เตบิ โตอยา่ งเตม็ ท่ี เมอื่ ขุดยกร่องเสร็จแลว้ ใหป้ รบั ปรงุ ดนิ ให้รว่ นซยุ โดยการขุดตากดิน
ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก หรอื ถ้าดินเหนียวมากให้โรยปูนขาวเสียก่อนจึงลงมือขุด ปูนขาวจะช่วยแก้ความ
เป็นกรดของดิน และทำให้ดินไม่จับตัวกันแน่น เน่ืองจากมะม่วงไม่ชอบดินที่จับตัวกันแน่น ก าร
ปรับปรงุ ดินให้ร่วนชุยจงึ เป็นสงิ่ สำคญั อยา่ งยิ่งของการปลกู แบบยกร่อง เพราะดินตามท่รี าบลมุ่ มกั จะ
เปน็ ดินเหนียวจัด การขุดยกร่องใหมใ่ นปแี รก ดนิ อาจยังไม่ร่วนซยุ ดีพอ ใหป้ ลกู พชื ผกั อย่างอ่ืนสกั 1-2
ปี จนเหน็ วา่ ดินรว่ นซยุ ดีพอแลว้ จึงลงมอื ปลูกมะมว่ ง ซง่ึ จะได้ผลดีและไม่เสยี เวลาโดยเปล่าประโยชน์
สว่ นในท่ที ีเ่ ป็นร่องสวนเก่า มคี นั คแู ละเคยปลูกพืชอยา่ งอื่นจนดินร่วนซยุ อยู่แล้ว อาจต้องปรับปรุงดิน
อีกเพียงเล็กน้อยก็ลงมือปลูกได้เลย ส่วนในที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ที่ป่า หรือที่ท่ีเคยเป็นไร่เก่า ซ่ึงไม่มี
ปัญหาเร่ืองน้ำทว่ ม การเตรียมทป่ี ลูก ถา้ มีไม้ไหญ่ขน้ึ อยู่ ใหโ้ คน่ ถางออกให้หมด เหลือไว้ตามริมๆ ไร่
เพ่อื ใชเ้ ปน็ ไม้กนั ลม แตถ่ ้าบรเิ วณนนั้ มลี มแรงอยเู่ ปน็ ประจำ กไ็ ม่ควรโค่นไม้ใหญ่ออกจนหมด ใหเ้ หลือ
ไวเ้ ปน็ ระยะๆ จะใช้กนั ลมไดด้ ี เมื่อปราบทเ่ี รียบร้อยแลว้ ให้ปรบั ปรงุ ดนิ โดยไถพรวนพลิกดนิ สัก 1-2
ครั้ง หรือจะกำจัดวัชพืช แล้วลงมือขุดหลุมปลูกเลยก็ได้ หากดินที่ปลูกนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วย
อินทรียวัตถุอยแู่ ล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปรับปรงุ ดนิ อกี สว่ นทเ่ี ป็นทรายจัดมีอินทรียวัตถุนอ้ ย ใหป้ รับปรุง
ดินให้ดีเสียก่อนลงมือปลูก โดยการหาปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มเติมลงในดิน วัสดุท่ีพอหาได้ในท้องถิ่น
เช่น มูลสตั วต์ ่างๆ กระดูกปน่ กากถั่ว เปลือกถวั่ เศษใบไม้ ใบหญ้า ทผ่ี พุ ัง ลว้ นแตเ่ ป็นประโยชน์ต่อดนิ
และพืชทปี่ ลกู ท้ังสิน้ ควรหามาเพิม่ ลงในดนิ ให้มากๆ นอกจากน้ี การปรับปรุงดินอาจใช้ปุย๋ พืชสดกไ็ ด้
วิธีทำก็คอื ปลกู พชื พวกตระกูลถวั่ ตา่ งๆ หรอื ปอเทือง แลว้ ไถกลบลงในดินให้ผุพงั เปน็ ประโยชนต์ ่อดนิ
การปรับปรุงดินด้วยวิธตี ่างๆ ดังกล่าวจะชว่ ยใหด้ ินรว่ นซุย การระบายนำ้ และอากาศของดนิ ดี ทำให้
ดินอมุ้ น้ำดี เหมาะต่อการเจรญิ เติบโตของต้นมะม่วง ส่วนการปลกู จำนวนเลก็ น้อยตามบ้านเรอื น ที่อยู่
อาศยั มีขอ้ ที่ควรคำนึงอยู่ สองประการคือ ความลึกของระดับน้ำในดนิ และความแน่นทึบของดิน ท่ี
บางแห่งระดับน้ำในดินตื้น เม่ือขุดลงไปเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะซึมเข้ามา เวลาจะปลูกมะม่วงควร
ยกระดบั ดนิ ให้สูงขน้ึ เพราะระดับน้ำจะเปน็ ตวั คอยบังคบั การเจริญเติบโตของราก เม่ือรากเจริญไปถึง
ระดับน้ำแลว้ จะไม่สามารถเตบิ โตลึกลงไปได้อีก แต่จะแผ่ขยายออกด้านข้าง ทำให้รากของมะมว่ งอยู่
ตืน้ ไมเ่ จรญิ เตบิ โตเท่าทคี่ วร เป็นผลให้ต้นมะม่วงโตชา้ แคระแกรน็ และโคนล้มงา่ ย สำหรับเรื่องความ
แน่นทึบของดินน้ัน ตามปกติ เวลาถมท่ีเพื่อปลูกสรา้ งอาคาร บ้านเรือน ก็มักจะถมให้แน่นท่ีสดุ เท่าท่ี
จะทำได้ เพื่อไม่ให้ดนิ ทรดุ ในภายหลัง ดนิ ที่แนน่ ทบึ นไ้ี มเ่ หมาะตอ่ การปลูกมะม่วง หรือไม้ยนื ต้นต่างๆ
32
เลย เพราะรากไม่สามารถเจริญเติบโตไดอ้ ย่างเต็มท่ี การระบายนำ้ และการถ่ายเทอากาศของดินไมด่ ี
ทำใหต้ ้นมะม่วงโตชา้ และแคระแกร็น การแก้ไขทำได้โดย ขดุ หลุมปลูกให้กว้างๆ และลึก ตากดินทีข่ ุด
ขึน้ มาจนแห้งสนิท ย่อยให้เป็นก้อนเลก็ ๆ แล้วผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้มากๆ ใส่ป๋ยุ คอก ปุ๋ยหมัก
ลงไปในก้นหลมุ ด้วย เสร็จแล้วจงึ กลบดินลงหลมุ รดน้ำให้ยบุ ตัวดเี สยี ก่อนจึงลงมอื ปลูก
2) การขุดหลมุ ปลูก
การขดุ หลมุ ปลกู ทัง้ แบบปลกู บนรอ่ งและปลกู ในที่ดอน ควรปลูกใหเ้ ป็นแถวเปน็ แนว
เพ่ือสะดวกในการดูแลรักษาและการปฏิบัติงาน ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างยาว และลึก 50
เซนติเมตร - 1 เมตร ท้ังน้ี ข้นึ อย่กู ับความอุดมสมบรู ณ์ของดิน ถา้ ดินดี ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุมาก ก็
ขดุ หลุมขนาดเล็กได้ ส่วนดินท่ีไม่ค่อยดี ให้ขดุ หลุมขนาดใหญ่ เพ่อื จะได้ปรับปรงุ ดินในหลุมปลกู ให้ดี
ขน้ึ ดินที่ขุดขึ้นมาจากหลุมนั้น ให้แยกเป็นสองกอง คือ ดินชั้นบนแยกไวก้ องหนึ่ง ดินชั้นล่างอีกกอง
หนงึ่ ตากดินท่ีขุดขึ้นมาสัก 15 - 20 วนั แลว้ ผสมดินทั้งสองกองด้วยป๋ยุ คอก ปยุ๋ หมัก กน้ หลมุ ก็ใสป่ ุ๋ย
คอก ปุ๋ยหมัก รองพน้ื ด้วย แล้วจึงกลบดนิ ลงไปในหลุมตามเดมิ โดยเอาดนิ ชนั้ บนลงไว้ก้นหลุม และดิน
ช้นั ล่างกลบทับลงไปท่ีหลัง ดินที่กลบลงไปจะสูงกว่าปากหลมุ ควรปล่อยท้ิงไวใ้ ห้ดินยุบตัวดีเสียก่อน
หรือรดน้ำให้ดินยุบตัวดีเสียก่อน จึงลงมือปลูก ระยะปลูกระยะปลูกมีหลายระยะด้วยกัน แล้วแต่
วัตถปุ ระสงค์ในการปลูก ไดแ้ ก่ ระยะปลูก 4 x 4 และระยะปลูก 8 x 8 ดังนี้
(1) ระยะปลูกแบบถี่ หรือการปลูกระยะชิด เช่น 2.5 X 2.5 เมตร, 4 X 4 เมตร
หรือมากน้อยกว่านี้ตามความเหมาะสม ซ่ึงจะได้มะม่วงประมาณ 256 ต้นต่อไร่ การปลูกระยะชิดนี้
จำเป็นจะต้องดแู ลตดั แต่งก่งิ อยเู่ สมอด้วย
(2) ระยะปลกู แบบห่าง เช่น 8 X 8 เมตร, 10 X 10 เมตร หรือมากน้อยกว่านี้ตาม
ความเหมาะสม แนะนำให้ปลูกระยะ 8 X 8 เมตร หรอื อย่างน้อยไม่ควรต่ำกวา่ 6 X 6 เมตร สำหรับ
มะม่วงท่ขี ยายพันธ์ุด้วยการทาบกิง่
1) การใสป่ ุ๋ยมะม่วง
(1) ปุย๋ อินทรีย์ (ปุย๋ คอก,ปุย๋ หมกั ,ปยุ๋ พืชสด) ใส่เปน็ สว่ นผสมรองกน้ หลมุ ปลูก 5-10
กิโลกรมั / ตน้ โดยใสร่ ่วมกบั ปุย๋ เคมสี ูตร 15-15-15 อัตรา 200-300 กรัม/ตน้ และหินฟอสเฟต 0.5
กิโลกรัม/ตน้
(2) ปุ๋ยเคมี (สำหรับมะมว่ งท่ียังไมใ่ ห้ผล) ใส่หลังจากปลูกมะมว่ งอายุ 3-4 เดือน ใส่
สูตร 15-1515 หรอื 16-16-16 อัตรา 2.50 กรัม/ตน้ หลงั จากนนั้ ใสท่ ุก 4 เดอื น เมอื่ ต้นมะม่วงอายุ 1
ปี ให้ใส่ 500 กรัม/ ต้น และเม่ืออายุ 2 ปี ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม/ต้น หลังจากน้ันใส่ปุ๋ยอัตราจำนวน
กิโลกรัม/ต้น ตามอายุต้น โดยท่ัวไปจะใส่ในอัตราคร่ึงหนึ่งของอายุต้น ปุ๋ยเคมี (สำหรับมะม่วงที่
ให้ผลแล้ว) หลังจากการตัดแต่งกิ่ง ทำความสะอาดโคนต้นใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ,16-16-16 (บำรุง
ต้น) ,สตู ร 12-24-12 หรอื 8-24-24 (เพื่อสร้างตาดอก)สตู ร 14-14-14 หรือ 16-16-16 (เพ่อื ขยายผล)
และสูตร 13-13-21 (เพ่อื พฒั นาคุณภาพผล)ตามลำดับ
33
4.4 การจดั การดนิ เพ่ือปลูกลำไย
สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มปป.) กล่าวว่า ลำไย
สามารถข้ึนได้ดีในดินแทบทุกชนิด แม้กระทั้งดินลูกรังแต่ดินท่ีลำไยชอบมาก คือดิน ร่วนปนทราย
และดินตะกอน ซึ่งเกิดจากตะกอนกรวด หิน ดนิ ทราย อินทรียวัตถุท่ีน้ำพัดพามาเกิด การทับถมของ
อินทรียวัตถุ ซ่ึงจะสังเกตได้จากต้นลำไยที่ปลูกตามที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ในเขตจังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน
เจริญงอกงามและให้ผลผลิตดี ดินที่ปลูกลำไยควรมีหนา้ ดนิ ลึก การระบายน้ำดี สำหรับค่าของความ
เป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 6 การเลือกพื้นท่ีปลูกลำไย มีดงั นี้
1) การเลือกพื้นท่ี ลำไยเป็นพืชท่ีเจริญเตบิ โตในดินแทบทุกชนดิ แม้กระท่ังดนิ ลูกรัง
แต่ดิน ปลูกท่ีให้ลำไยมืการเจริญเติบโตได้ดี คือดินร่วนปนทรายและดินตะกอน ซึ่งเกิดจากตะกอน
กรวด หิน ดนิ ทราย อินทรยี วัตถุท่ีนำ้ พัดพามาเกิด การทับถมของอินทรยี วัตถุ ซ่ึงจะสังเกตไดจ้ ากต้น
ลำไยที่ปลูกตามท่ีราบลุ่มแม่น้ำปิง น้ำใต้ดินสูงในเขตจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ มีการเจริญเติบโต
และให้ผลผลิตดี ดินปลูกลำไยควรมค่าความเป็นกรดด่างของดิน(pH)อยใู่ นช่วง 5.0-7.0 มีหนา้ ดินลึก
ระบายน้ำดี ดังนน้ั ก่อนทำการปลูกลำไยควรศึกษาคุณสมบัติของดิน เช่น โครงสร้างของดิน เน้ือดิน
และความอุดม สมบูรณ์ของดนิ เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการจัดการธาตุอาหารลำไยอยา่ งมีประสิทธิภาพ
การเตรียมพื้นที่ปลูก
(1) การเตรียมพ้ืนที่ปลูกลำไยในที่ลุ่ม พ้ืนท่ีลุ่มส่วนมากเปลี่ยนจากพ้ืนที่นาเป็นสวน
ลำไย ลักษณะพ้ืนที่นนั้ มักมีน้ำทว่ มขงั ในช่วงฤดฝู น สภาพดินเป็นดนิ เหนียว มีระดบั นำ้ ใต้ดินสูง จึงตอ้ ง
ขดุ ร่องแล้วขุดข้ึนมาถมให้เป็นแปลงสูงพอให้พ้ืนนาท่วมขงั แปลงปลูกควรมีความกว้างประมาณ 6 - 8
เมตร ร่องนาระหว่างแปลงกว้างประมาณ 1 - 2 เมตร ลึก 0.5 - 1.5 เมตร ถ้าตอ้ งการดินขึ้นถมแปลง
มากๆ ก็ขุดให้ลกึ หลังจากขุดเสร็จควรปล่อยให้ดิน ยบุ ตวั สักระยะหน่ึงจึงทำการวางระยะปลูก
(2) การเตรียมพ้ืนท่ีปลูกลำไยในท่ีดอน พื้นท่ีดอนจะเป็นพื้นท่ีน้ำท่วมไม่ถึง เช่น
พื้นที่ปา่ เปิดใหม่หรือพื้นท่ีท่ีใชป้ ลูกพืชไร่ การเตรียม พ้ืนท่ีดอนเพ่ือทำสวนลำไยต้องพิจารณาถึงปัจจัย
เร่ืองการให้น้ำแก่ต้นลำไย ควรวางแผนและจัดเตรียม หาแหล่งนำ้ ไว้ให้พร้อมสำหรับอนาคต พร้อมท้ัง
ปลูกพืชบังลม เนื่องจากพื้นที่ดอนโดยเฉพาะอย่างยง่ิที่ เชิงเขาลมมักจะพัดแรงจัดถ้าไม่มีการป้องกัน
อาจทำให้ต้นลำไยเกิดการโค่นล้มเสียหาย นอกจากนี้ ในชว่ งหนาแล้งควรทำแนวกันไฟไวร้ อบๆ สวน
(3) ระยะปลูก ระยะปลูกของลำไยมีขอ้ พจิ ารณา ดังน้ี
- ความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยปกติดินดมความอุดมสมบูรณ์ส่งต้นลำไย
ย่อมจะมีขนาดลำต้นและทรงต้น ตลอดจนการแผ่กระจายของรากกว้างกว่าการปลูกในดินไม่สมบูรณ์
นอกจากนถี้ า้ เป็นท่ี ลุ่มระดับนำ้ ใต้ดินสูง การระบายน้ำไม่คอ่ ยดีควรปลูกระยะชิด เพื่อให้ไดจ้ ำนวนต้น
ตอพน้ื ท่ีสูง เนอ่ื งจาก ลำไยที่ปลูกในสภาพเช่นนม้ี ักอายุไม่ยืน อาจเก็บผลได้ เพียง 5 - 10 ปี
34
- ขนาดของทรงพุ่ม ลําไยมีนิสัยการออกดอกตรงปลายก่ิง เมื่อทรงพุ่มชนกัน
บรเิ วณนั้นจะไมอ่ อกดอก และจะเจริญในด้านความสงู เนือ่ งจากแก่งแยง่ แสง ทาํ ให้ต้นสงู ไม่สะดวกต่อ
การเก็บเกยี่ วผลผลติ ในกรณีที่ต้องการจะปลูกระยะชิดต้องมีการจดั การท่ีดีเช่น การตัดแต่งกิ่งเพ่ือ
ควบคุมทรงต้น หรือตัดต้นเว้นต้น เม่ือทรงพุ่มชนกัน ระยะปลูกทีเหมาะสมของลำไยปกตจะอยระ
หวาง 8 - 12 x 8 - 12 เมตร แตถ่ ้าตอ้ งใช้ประโยชน์จากพน้ื ท่ใี ห้มากควรปลูกระยะชิด ซงึ่ จะได้จำนวน
ต้นตอ่ พื้นท่ีสูง อาจใช้ระยะ4 x 4 เมตร 5 x 5 เมตร หรอ 6 x 6 เมตร ลำไยจะเร่มิ ออกผลในปีที่ 2 - 3
การปลูกระยะชดใหผ้ ลผลิตต่อไร่สูงในระยะแรกและเม่ือทรงพุ่มชนกันต้องตัดตน้ เว้นต้น จะได้ระยะ
ปลกู เทา่ กบั 8 x 8 เมตร 10 x 10 เมตร หรือ 12 x 12 เมตร ตามลำดับ
(4) การเตรียมหลุมปลูกควรดสู ภาพความอดุ มสมบรู ณ์ของดินเปน็ หลัก ดนิ สมบูรณ์
การเตรยี มกล่มุ ไม่ตอ้ งลึก (หลมุ เล็ก)ดินท่ไี มอ่ ุดมสมบูรณ์ควรเตรียมหลุมขนาดใหญ่ถ้าพ้ืนที่เป็นท่ีดิน
ควรขุดหลุมให้กว้างและลกึ แต่ถ้าเปน็ ท่ลี ุ่มอาจเตรยี มหลมุ ขนาดเล็กหรืออาจเอาดินจากท่ีอืน่ มากอง
ให้เป็นโคกให้มีฐานกวา้ งประมาณ 1.5 เมตร สูงพันระดบั น้ำสูงสุดขึ้นไปอกี 1 เมตร โดยท่ัวไปขนาด
ของหลมุ กว้าง x ยาว x สูง เทา่ กับ 0.3 x 0.3 x 0.3 เมตร ถงึ 1.0 x 1.0 x 1.0 เมตร เวลาขุดหลุมควร
จะแยกดินชน้ั บนและดนิ ช้ันล่างนาํ อินทรีย์วตั ถุ เชน่ ปุ๋ยหมัก หรอื ปุย๋ คอกเก่าๆ ประมาณ 1 บงุ้ ก๋ผี สม
บนดินที่ขุดข้ึนมาและใส่ร๊อคฟอสเฟต หรือกระดุกป่นอีก 100 กรมั คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยให้เข้ากันดี
จากนน้ั นำดนิ ช้ันบนใส่ลงกน้ หลมุ และดนิ ช้นั ล่างขึ้นไว้ขา้ งบน การเตรยี มพืน้ ที่ปลกู ลำไย การสร้างลำไย
ของประเทศไทยสว่ นมากมักมกี ารปลกู ใน2ลกั ษณะ คอื การสร้างสวนลำไยท่สี ภาพทล่ี ุ่ม บางพ้ืนทขี่ อง
จงั หวดั ลำพนู และเชยี งใหมม่ กั มกี ารปลกู ลำไยในที่ใชท้ ำนามาก่อน ปัญหาหลกั ท่ีพบของการปลกู ลำไย
ในทล่ี ุ่มคอื น้ำท่วมขงั โดนเฉพาะในช่วงฤดูฝน และมรี ะดับใต้ดนิ สงู หากมกี ารระบายนำ้ ไม่ดี ทำให้ต้น
ลำไยชะงกั การเจริญเติบโต การจัดการพนื้ ทีป่ ลกู ลำไยที่เปน็ ทล่ี ุ่มคือ การยกสนั รอ่ งปลกู ลำไย เป็นการ
สร้างสวนลำไยท่ีต้องมีการลงทุนค่อนข้างสูงโดยการขุดร่องน้ำนาดินจากการขุดมาเสริมบนสันร่อง
เพ่อื ใหร้ ะดับดินปลกู สงู ขน้ึ สันร่องที่ใช้ปลูกควรกวา้ งพอสำหรบั การเจริญเติมโตของลำไยโดยท่วั ไปสัน
ร่องมีความกว้างประมาณ 9-8 เมตร และร่องนากว้าง 1-2 เมตร ระบบการปลูกบนสันรอ่ งนิยมปลูก
เป็นลกั ษณะแถวเดยี่ วหรือแถวคู่การปลูกลำไยบนสนั ร่องควรทำการตดั แต่งกิง่ เพื่อควบคุมทรงพมุ่ อยา่ ง
สม่ำเสมอ เพื่อให้สะดวกตอ่ การปฏบิ ตั ิงาน และลดปญั หาโรคและแมลงศัตรลู ำไย การสร้างสวนลำไย
ระบบน้ใี นระยะแรกของปลกู ตน้ ลำไยมที รงพุ่มขนาดเลก็ สามารถใชพ้ ืน้ ทว่ี ่างบนสันร่องปลูกพืชอายสุ น้ั
เช่น พืชผักตระกูลถ่ัว และยังทำให้ต้นลำไยได้รับน้ำและประโยชน์ให้พืชผักอยู่ตลอดเวลาทำไให้ต้น
ลำไยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การสร้างสวนลำไยในสภาพท่ีดอน การเตรียมพื้นที่ปลูกลำไยในสภาพ
ที่ดอนจะทำไดส้ ะดวกกว่าใน สภาพท่ีลุ่ม ปัญหาส่วนมากท่ีมกั พบในการปลูกลำไยในสภาพท่ีดอน คือ
การขาดน้ำ พ้ืนที่มีช้ินหินแข็ง และปัญหาไฟป่า เป็นต้น ดงัน้ันการเตรียมพื้นที่ปลูกการสภาพที่ดอน
ควนสำรวจพื้นท่ีสร้างแหล่งน้ำ สำหรับใช้ภายในสวน สภาพพื้นที่ปลูกลำไยมีชิ้นหินแข็งควรใช้
35
เครื่องจักรทำลายช้ินหินแข็งก่อนปลูก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนอาจทำให้ลำไยชะงักการเจริญเติบโต
หรือตายได้ การสร้างสวนลำไยในที่ดอน ยังมีปัญหาลมพัดแรงทำให้ต้นโค่นล้มก่ิงฉีกหัก จึงควรปลูก
แนวไม้บงั ลม เช่นไผ่และสน เป็นตน้ และ ต้องมีการตัดแตง่ ก่ิงให้ต้นลำไยมทรงพุ่มเตยช่วยลดปัญหา
การโค่นล้ม มีการใช้ไม้ไผ่คำ้ ก่ิงนอ้ ยลง นอกจากนี้การสร้างสวนลำไยในที่ดอนยังตง้ ทำแนวป้องกันไฟ
ปา่ ในช่วงหน้าแล้ง หรืออาจสร้างถนน โดยรอบภายในสวนสาสารถใช้เป็นแนวป้องกันความเสียหาย
จากไฟไหม้ การเตรียมหลุมปลูกลำไย มีการปฏิบตั ิ การวัดระยะตำแหนง่ ของหลุมปลูกลำไย เป็นการ
กำหนดตำแหน่งของหลุมปลูกลำไยตามท่ีกำหนดไวใ้ นแผนผังของพื้นที่ปลกุ การวัดระยะเพ่ือกำหนด
ตำแหน่งหลุมปลูกของลำไย ควรได้แนวแถวปลูกที่มองทุกด้านเป็นแนวเส้นตรงในทุกทิศ อุปกรณ์ท่ี
จำเป็นในการวัดระยะตำแหน่งของหลุมปลูกลำไยเช่น เทปวัด ไม้หลักเล็งแนว ไม้หลักกำหนด จุด
เชอื ก และอุปกรณ์อน่ื ๆ เช่น ค้อน จอบ มดี การทำสวนในพื้นที่ขนาดใหญ่อาจใชก้ ล้องชว่ ยเลง็ แนวทำ
ให้การปฏบิ ัตงิ านเร็วขน้ึ การขุดหลุมปลกู ลำไย ขนาดของหลมุ ปลกู พิจารณาได้จากสภาพโครงสร้างของ
ดนิ ถ้าในสภาพพ้ืนท่ีท่ีมีโครงสร้างดินปลูกเป็นดินร่วน และมีความอุดมสมบูรณ์ขนาดของหลุมปลูก
อาจเล็กลงได้โดยปกติจะใช้ขนาด30X50เซนติเมตร การทสวนลำไยในพ้ืนท่ีขนาดใหญ่การขุดหลุม
ปลกู ต้องใชแ้ รงงงานจำนวนมากทำใหเ้ สียเวลาและคา่ ใชจ้ ่ายสูง การใชแ้ ทรกเตอร์ติดสว่านเจาะดนิ ทำ
การขดุ หลมุ จะชว่ ยให้ประหยัดเวลา แลแรงงงานได้อย่างมาก แตก่ ารใชอ้ ุปกรณเ์ หลา่ นคี้ วรหลกี เล่ยี ง
ในสภาพดินค่อนข้างช้ืน ขั้นตอนการขุดหลุมและปลูกต้นพันธุ์ลำไย วิธีการปลูกลำไยท่ีถูกต้องจะ
ชว่ ยให้ตน้ ลำไยมกี ารเจรญิ เตบิ โตที่ดีและไดส้ วนลำไยทม่ี ีความเปน็ ระเบยี บสวยงาม ควรมีข้นั ตอนดังน้ี
1) วางไม้กำหนดตำแหน่งปลูก ก่อนขุดหลุมในตำแหน่งปลูกเพ่ือป้องกันไม่ไห้
ตำแหนง่ ของตน้ ลำไยเคลื่อนไปจากตำแหนง่ เดมิ ที่กำหนดไว้
2) ขดุ หลุมแยกชนิดินบนและดนิ ล่างไว้ไม่ไห้ปนกัน ในสภาพท่ีมคี วามช้ืนสูงควรมี
การตากหน้าดนิ ท้ิงไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนปลูกเพ่ือป้องกันกำจัดศัตรูพืทอาศัยอยใู่ นดนิ
3) คลุกเคล้าปุ๋ยคอกท่ีย่อยสลายแล้วหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบน อัตรา 1:1 หรือ
2:1 ใส่ลงไป บริเวณก้นหลุม ปลูกตน้ ลำไยให้อยใู่ นตำแหนง่ ตน้ ของไม้กำหนดตำแหน่งปลูก
4) กลบดนิ ให้แนน่ กระชับให้สงู กว่าระดบั พ้ืนและให้รอยเชื่อมตอ่ ตน้ พนั ธ์ุอยหู่ ัวผิว
ดินและรด นำ้ ให้ความช้ืนหลังปลูก
ส่วนการบังคับการออกดอก เม่ือต้นอาย 2-2 ½ ปี สามารถบังคับให้ออกดอก ใน
กรณีของลำไย โดยใช้สารโพแทสเซียม คลอเรต อัตรา 10-20 กรัมต่อตารางเมตรหว่านรอบพื้นท่ีทรง
พุ่ม ซึ่งต้นหนึ่งจะใช้สารประมาณ 3050 กรัม ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ต้นลำไยจะเริ่มออกดอก ช่วงนี้
หม่ันดแู ลรักษา โดยการให้นำ้ สม่ำเสมอ และให้ธาตุอาหารโดยอาศัยค่าจากการวิเคราะห์ดิน
36
4.5 การจดั การดินเพอ่ื ปลกู แตงโม
เฉลิมเกียรติ โภคาวัฒนา และเกตุอร ราชบุตร (มปป.) ดินและการเตรียมดินสำหรับ
ปลูกแตงโมซึง่ เปนพืชท่ีหยงั่ รากลกึ มากกวา 120 เซนติเมตร และตองการดนิ ท่ีอดุ มสมบูรณ มีความ
ชมุ ช้ืนมากพอ ฉะนนั้ ถามกี ารไถพรวนหรือขุดยอยดนิ ใหมีหนาดนิ รวนโปรงและลกึ กจ็ ะชวยปองกนั การ
ขาดนํ้าไดเปนอยางดีในระยะที่ตนแตงโมกําลังเจริญเติบโต การเตรียมดินใหหนาดินลึกรวนโปรง จะ
ชวยทํา ใหดนิ นั้นยดึ และอุมความชื้นไดมากขึน้ และเปนทางเปดใหรากแตงโมแทรกตวั เองลึกลงไปใต
ดินซ่ึงจะ ชวยใหรากหาอาหารและนํ้าไดกวางไกลย่ิงข้ึนและเปนการชวยทำใหพชื สามารถใชนา้ํ ใตดิน
มาเปนประโยชนไดอยางดีอีกดวย ถาจําเปนตองปลูกแตงโมในหนาฝนควรเลือกปลูกในดินท่ีมีการ
ระบายน้ำดี คือเปนดินเบา หรือดินทราย แตถามีท่ีปลูกเปนดินหนัก หรือ คอนขางหนัก ควรปลูก
แตงโมในหนาแลง และขดุ ดนิ หรือไถดินใหลึกมากทส่ี ดุ จะเหมาะกวา การใหปยุ แตงโม มีดงั น้ี
1) ปุยคอก การใสปุยคอกใหแกแตงโมก็มคี วามสําคัญมาก เพราะปุยคอกชวยทําใหดิน
รวนโปรง ชวยทําใหดินมีธาตุอาหารมากข้ึน แลวยังชวยทําใหปุยวิทยาศาสตรอยูในสภาวะสมดุล
เปนประโยชนตอ พชื มากขึน้ ดวย ควรใสปยุ คอกในพน้ื ทีป่ ลูกจริงอัตราไรละ 2-4 ตน
2) ปยุ เคมี ควรใชปยุ เคมอี ตั ราสวน 1:1:2 ซง่ึ ไดแกปยุ เคมี สูตร 10-1020 เปนตน หรอื ใช
ปยุ สูตรใกลเคียงได เชน ปุยสูตร 13-13-21 ใสในอัตราไรละ 100-150 กโิ ลกรัม จะตดั สินใจใสปยุ มาก
หรือนอยก็ตองดูความอุดมสมบูรณของดิน และราคาแตงโมประกอบดวย ปกติแลวจะใชปุยวิทยา
ศาสตรประมาณ 120-150 กก./ไร ตอฤดูปลูก วิธีการใสปยุ ใหกับตนแตงโม ผูปลกู แตงโมสวนใหญยัง
นิยมใสปยุ เคมี ลงบนผวิ ดนิ โดยหวาน หรือวางเปนกระจกุ หนาดิน แลว รดน้ําเพื่อใหปยุ ละลายนา้ํ ลงไป
สรู ากแตงโม การใสปยุ วธิ ีดังกลาวนี้ เปนวธิ ที ี่จะทําใหเปลอื งปุยมาก ราก พืชจะไดรับธาตุไนโตรเจน
กับโปแตสเซยี มจากปุยเคมีเทานัน้ แตจะไมไดรับธาตุฟอสฟอรัสจากปุยเคมี นั้นเลย หรือไดรับก็ไดรับ
เพียงเลก็ นอยเทานั้นเพราะตามปกติธาตุฟอสฟอรัสจะไมเคลื่อนยายจากผวิ หนาดนิ ลงไปสูรากแตงโม
แตอยางใด ซ่ึงธาตุฟอสฟอรัสนั้นก็เปนธาตุท่ีจําเปนตอการเจริญเติบโตของ แตงโม มากพอสมควร
ทีเดียว ฉะน้ัน การใสปุยเคมี จงึ ควรใสไวใตดินเปนกลุมๆ เชนใสรองกนหลมุ กอนปลูก หรือใสไวใตผิว
ดินหางจากโคนตนแตงโมสัก 1 ฟุต ใสเปนกลุม แตงโมจะไดรับปุยอยางเต็มที่ ตารางตอไปน้ีเปน
ตารางการใสปยุ ใหกับตนแตงโม โดยแยกแมปยุ เดี่ยวๆ ใสตามความตองการ ตามธรรมชาติของแตงโม
(แสดงดังตารางที่ 9.7) การใสปยุ ตามตารางใชปุยขางบนน้ี เปนการใสปุยใหตนแตงโมตามระยะเวลา
ทตี่ นแตงโม ตองการใช ซ่ึงจะพอเหมาะพอดี ไมมากหรอื นอยเกนิ ไป ปยุ ทีใ่ สเสริมหลังปลกู
การปลูกแตงโม 5 ตองคาํ นงึ ถึงอยูเสมอวารากแตงโมสวนใหญเดินตามแนวนอนขนาดกับผิวดิน และ
เถาของมัน ฉะน้ันการใสปุยหลังปลูกควรใสที่ปลายราก และตองไมใสมากจนปุยเขมขนเกินไป และ
ตองใหปุยอยูใน รูปท่ีคอยๆ ละลายน ้ํา เพื่อใหรากดูดซับเอาไปใชไดพอดี เวลาของการใสปุยเพ่ิม
ภายหลงั ปลูก การใสปยุ เสริมคร้ังที่ 1 ใสแบบโรยรอบตนดวยยูเรีย ใสเม่ือตนแตงโมมีใบจริงประมาณ
37
5 ใบ (ปุยยูเรียโรยทผี่ ิวดนิ ได) การใสปุยเสริมคร้ังที่ 2 ใสปยุ ยูเรียดานขางแถวของตนแตงโม ใสเมื่อ
เถาแตงโมทอดยาวได ประมาณ 1 ฟุต ควร พรวนดินกอนแลวจึงใสปุยแลวปดคลุมดวยฟาง การใส่
ปยุ เสริมคร้ังท่ี 3 ใสปุยยูเรยี และโปแตสเซียมคลอไรด โดยใสดานขางแถวของตนแตงโม ใสเม่อื เถา
แตงโมมีความยาวไดประมาณ 7 ฟุต หรอื ประมาณ 90 เซนตเิ มตร (ปุยทั้งสองชนดิ น้โี รยบนผวิ ดนิ ได้)
ตารางท่ี 9.7 การใส่ปุ๋ยตามความตอ้ งการธาตุอาหารตามธรรมชาติของแตงโม
ปยุ๋ ใส่ ปุย๋ ที่ใสเ่ สรมิ หลงั จากการเจรญิ เตบิ โต รวมปรมิ าณ
รองพนื้ ปยุ๋ ทง้ั หมด
ชนดิ ป๋ยุ (กก./ไร)่ ใส่ครั้งที่ 1 ใส่ครัง้ ที่ 2 ใสค่ ร้งั ท่ี 3 (กก./ไร่)
1,600 2,400
ป๋ยุ คอกหรอื ป๋ยุ หมัก (กก./ไร)่ (กก./ไร่) (กก./ไร่)
ปุ๋ยยเู รีย 12 32
ปุ๋ยทรปิ เปิลซุปเปอร์ 24 - 800 - 24
ฟอสเฟต
ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ 16 4 88
---
- - 12 28
ท่มี า: เฉลิมเกยี รติ โภคาวฒั นา และเกตุอร ราชบตุ ร (มปป.)
ประโยชนของการคลุมดวยฟาง เมื่อเถาแตงโมเจรญิ เติบโตไดระยะหนึ่ง เราควรจะปด
คลมุ หนาดินดวยฟาง การคลุมดินดวยฟาง จะมผี ล ดงั นีค้ อื
1) ตัวชว่ ยรกั ษาความชุมช้นื ในดินใหคงอยูไดนาน ทํ าใหรากแตงโมดดู ซับธาตุอาหารใน
ดนิ ไดติดต่อกันโดยไมขาดตอน
2) ทํ าใหตนแตงโมเปนโรคทางใบนอยลง เพราะตนและเถาเลื้อยอยูบนฟางไมไดสัมผัส
กับดิน
3) ปองกันไมใหดินรอนจดั เกนิ ไป
4) เปนการรองผลทํ าใหสีของผลสม่ํ าเสมอ
5) ควบคุมไมใหหญาขึ้นและเจริญเติบโตมาแขงกับแตงโม เพราะแตงโมแพหญามาก
เน่ืองจาก หญาสวนใหญมีใบปรกดิน เถาแตงโมนั้นทอดนอนไปกับผิวดิน หากหญาขึ้นคลุมแตงโม
เม่ือใด หญาจะ บงั ใบแตงโมไมใหถูกแดดทําใหใบแตงโมปรุงอาหารไมไดเต็มที่ และจะออนแอลงทันที
ในทส่ี ดุ จะตาย หมด ภายในเวลา 2-3 สปั ดาห เทานั้น
38
5. แนวทางการจดั การดินเพ่ือปลกู ไมด้ อก
5.1 การจดั การดินเพื่อปลกู กุหลาบ
ไทยรัฐออนไลน์ (2561) กล่าวว่า ดินปลูกเป็นส่ิงสำคัญมากสำหรับการปลูกกุหลาบ
เพราะหากดินปลูกไม่เหมาะสม เช่น ดินแข็ง ดินเหนียว ก็เหมือนกับคนท่ีขาดอาหารหรือหายใจไม่
ออกเพราะอากาศไม่เพียงพอ จนทำให้ตน้ ตายไป ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลกู กหุ ลาบควรเปน็ ดิน
ร่วนหรือดินร่วนปนทรายท่ีมีความโปร่ง ระบายน้ำดี นั่นคือเม่ือรดน้ำไปแล้วน้ำสามารถไหลผ่าน
ออกไปได้ ไม่ขังแฉะ สำหรับดินผสมท่ีจำหน่ายท่ัวไปก็ใช้ปลูกกุหลาบได้ แต่ควรเป็นดินเก่าท่ี
อินทรียวตั ถุต่างๆ ผ่านการย่อยสลายโดยจลุ ินทรยี ม์ าแลว้ ถ้ามีส่วนผสมของดนิ มาก อินทรียวตั ถุน้อย
เกนิ ไปจนไม่ได้สดั ส่วนท่ีเหมาะสม จำเปน็ ต้องผสมดินใหม่ โดยใช้ดนิ กับปยุ๋ คอกอย่างละ 1 ส่วนผสม
กับอินทรียวัตถุ เชน่ ปยุ๋ หมัก แกลบดิบ ขุยมะพร้าว ใบไมผ้ ุ 2 สว่ น เพื่อเพ่ิมความโปรง่ และธาตุอาหาร
ในดิน แตห่ ากปลกู ลงพน้ื ดนิ ในสวน ตอ้ งมน่ั ใจว่าพ้ืนทน่ี น้ั ไมม่ ีน้ำขงั แฉะ จากนั้นจงึ ใส่ดนิ ผสมใหมล่ งใน
หลุมปลูก จะช่วยให้รากเจริญได้อย่างเต็มท่ี หากนำอินทรียวัตถุที่ยังไม่ย่อยสลายมาใช้ โดยเฉพาะ
แกลบดบิ อาจทำใหก้ ุหลาบขาดธาตุอาหาร และยงั เกิดความรอ้ นในดนิ ท่ีทำให้รากเสยี หายและตายได้
ควรให้ป๋ยุ ไนโตรเจนสูง เพื่อทดแทนธาตุอาหารทจี่ ุลนิ ทรียน์ ำไปใช้ ปุ๋ยคอกที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยคอกเก่าที่
ผา่ นการย่อยสลายมาแล้วระยะหน่ึง จะช่วยให้กหุ ลาบเจริญเติบโตไดด้ ีกวา่ ใชป้ ุ๋ยคอกใหม่ น้ำที่ใช้รด
ควรเป็นน้ำสะอาด ไม่มีส่ิงสกปรก หรือกลิ่นเน่าเสีย และไม่มีความเป็นกรดหรอื ด่างมากเกินไป เช่น
น้ำประปา น้ำฝน เปน็ ต้น โดยควรรดนำ้ อยา่ งสม่ำเสมอทุกวันในตอนเช้าท่มี แี สงแดดออ่ นๆ ไม่ควรรด
นำ้ ในชว่ งทม่ี ีแสงแดดแรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เพราะจะทำให้ใบเฉาหรือเกิดเปน็ รอยไหม้ และไม่
ควรรดน้ำในช่วงเย็น เพราะหากดินชน้ื ตลอดทงั้ คืนจะทำใหก้ ุหลาบเป็นโรคได้ สว่ นในฤดูฝน ซึ่งถอื เป็น
ช่วงที่กุหลาบออ่ นแอต่อโรคมาก หากมีฝนตกตดิ ตอ่ กันหลายวันกไ็ มจ่ ำเป็นต้องรดน้ำบ่อยนกั ในชว่ งนี้
ควรระวังไม่ใหด้ นิ แฉะหรอื น้ำขงั บรเิ วณโคนต้น เพราะอาจทำให้รากเน่า ต้นตายได้ จะเลือกปลูกลงดิน
หรือในกระถางข้ึนอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งาน กรณีมีพื้นที่น้อย แนะนำให้ปลูกในกระถาง ซ่ึง
สามารถเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้ตามต้องการ สำหรับคนที่อาศัยอยู่ตาม หอพัก หรือ
อพาร์ตเมนต์ อาจหากระบะแขวนท่ีมีความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วนำไปแขวนบริเวณ
ระเบียงเพื่อใหไ้ ด้รบั แสงแดดอยา่ งเพยี งพอ หากมีพืน้ ทีส่ วนรอบบา้ นแนะนำให้ปลกู ลงดิน แต่ควรระวงั
เรอื่ งการระบายน้ำในพ้ืนท่ีและระยะห่าง ระหว่างทรงพุม่ กหุ ลาบกบั ต้นไม้อื่นๆ ดว้ ย เพราะถา้ ปลูกชิด
กันมากเกินไปจนเบียดต้นกุหลาบ อาจทำให้ทรงพุ่มไม่สวยงาม เจริญเติบโตและออกดอก ได้ไม่ดี
เทา่ ท่ีควร หรือไมอ่ อกดอกเลยตดั ดอกที่ไม่สมบูรณ์ออก กุหลาบที่ปลกู ในกระถาง เม่ือรดน้ำไปนานๆ
ดนิ จะไหลไปอัดกันแน่นที่ก้นกระถาง ให้ใชเ้ หลก็ หรือไม้แหลมแทงผ่านรูกน้ กระถางเขา้ ไปในดนิ เพอื่ ให้
น้ำไหลได้สะดวก และควรเปล่ียนดินทุกปี อาจใช้กระถางดินเผาหรือกระถางพลาสติกก็ได้ แต่สิ่ง
สำคัญคอื ต้องมีรูระบายนำ้ มากพอและมขี นาดเหมาะสม ไม่เลก็ หรอื ใหญ่ เกินกว่าขนาดต้น
39
โดย Drupal (มปป.) กล่าวว่า ดินทเี่ หมาะสมท่สี ดุ ในการปลกู กหุ ลาบ คือ ดนิ รว่ น หรือดนิ ปนทรายท่ีมี
อินทรียวัตถุ มีสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง มีค่า pH ประมาณ 5.5-6.5 ความสัมพันธ์ระหว่าง pH
และความเปน็ ประโยชนข์ องธาตอุ าหาร กหุ ลาบต้องการความชื้นในดินมาก และการระบายอากาศที่ดี
ในดิน การรักษาความชื้นในดินไม่ให้ระเหยสู่อากาศมักจะใช้วัสดุคลุมดินป้องกัน ในธรรมชาตินั้น
ต้นไม้เจริญเติบโตหรือข้ึนได้ในพ้ืนทท่ี ี่มีความเหมาะสมของพรรณพืชแต่ละชนิด แตก่ ารปลกู เลยี้ งไม้
กระถาง เป็นการกำหนดให้ต้นไม้ต้องอยู่ในท่ีที่จำกัดในภาชนะปลูก ดินหรือเครื่องปลูกจึงมีความ
จำเปน็ ตอ้ งมคี ณุ สมบตั ิในการยึดลำต้น การอ้มุ น้ำ การถา่ ยเทอากาศ และงา่ ยในการทรี่ ากจะไชชอนได้
สะดวก การปลูกพืชในกระถาง รากพืชจะถูกจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะภายในกระถางเท่าน้ัน หน้าที่
ของใช้ปรบั ปรงุ ดินสำหรับปลกู กหุ ลาบ มีดงั นี้
1) ดิน เป็นแหลง่ ธาตอุ าหาร แหลง่ จลุ นิ ทรยี ์ เม็ดดนิ มขี นาดเล็กอัดแน่น
2) ป๋ยุ คอก ให้ธาตอุ าหารครบถ้วน ซึง่ จะตอ้ งทำการหมักใหจ้ ลุ ินทรยี ์ทำการย่อยสลาย
เสยี กอ่ น แต่ไมใ่ ช่แบบเกา่ เก็บ
3) ใบไมผ้ ุ มีธาตุอาหาร ช่วยให้ดินโปร่ง นำ้ หนกั เบา ยอ่ ยสลายได้ยาก ซ่ึงจะคอ่ ยๆ
ปลดปล่อยสารอาหารออกมา
4) แกลบสด ช่วยดดู ซับความชืน้ และธาตอุ าหาร มีชอ่ งวา่ งชว่ ยระบายนำ้ และอากาศ
ยอ่ ยสลายไดย้ าก และเป็นวสั ดทุ ่ีชว่ ยในการเกบ็ ประจุไฟฟา้ จากธาตอุ าหารเพื่อสง่ ตอ่ ไปยงั รากอกี ที
5) ขเี้ ถา้ แกลบ ปรบั ความเปน็ กรดดา่ ง ชว่ ยเก็บความชื้น
6) ขยุ มะพรา้ ว เก็บความชน้ื ไดด้ ี แต่สารอาหารในตวั เองมีนอ้ ย และยงั มคี วามเป็นกรด
จำเป็นตอ้ งทำการทง้ิ ไวต้ ากฝนหรอื ทำการชะล้างความเปน็ กรดออกกอ่ น
7) กาบมะพร้าวสับ ทำให้ดนิ มีช่องวา่ งระบายนำ้ และอากาศไดด้ ี เก็บความช้นื รากพชื
เกาะได้ดี และยังมคี วามเปน็ กรด จำเปน็ ต้องทำการทงิ้ ไวต้ ากฝนหรอื ทำการชะลา้ งความเปน็ กรดออก
กอ่ น
การเตรียมดนิ ปลูกมีขอ้ ควรคำนึง ดังน้ี
1) ควรใชว้ ัสดุปลูกใหม่
2) ควรซื้อวัสดุปลูกเตรียมไว้ก่อนแล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่ม เพื่อให้จุลินทรีย์ได้ทำการย่อย
สลายไดด้ ี หรือเติมยเู รยี หรือหวั เชือ้ อเี อ็ม (EM) กจ็ ะยิง่ ย่อยสลายไดด้ แี ละเรว็ ย่งิ ขนึ้ ค่อยนำมาใช้ปลูก
ต้นไม้ หากไมม่ ีเวลาจะรบี เอามาใช้ก็ตอ้ งเพ่ิมธาตไุ นโตรเจน ด้วยการใส่ยูเรยี (46-0-0) เพ่มิ เข้าไปดว้ ย
จากใส่ป๋ยุ ปกติ
3) เวลาหน้าร้อนจะเอาใบไม้มากองสุมรอบ พุ่มต้นไม้ผล เพ่ือกักเก็บความชื้นไว้ในดิน
เขาจะหา้ มกองชดิ โคนตน้ เกิน ใชแ้ กลบที่ผ่านการ ย่อยสลายมาดีแลว้
4) วสั ดปุ ลกู ต่างๆที่ใช้ แล้วเก็บไว้ 2-3 ปีก็ไม่ยอ่ ยสลายหากเก็บไว้ในรม่ แห้ง
40
5) กรณีปลูกลงกระถางให้ใช้เฉพาะขุยมะพร้าว หรอื ใช้ดินผสม (ท่ยี อ่ ยสลายดแี ล้ว และ
pH เปน็ กลาง - กรดอ่อน)
6) กรณีปลกู ลงดิน ต้องระบายน้ำดี โดยเอาดินท่ีขดุ ข้ึนมาคลกุ เคลา้ กบั ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
อินทรียวัตถุท่ีย่อยดแี ล้ว หากยังใหม่อยู่ก็คลุกแลว้ ทิ้งไว้อย่างนั้นรดน้ำบ่อยๆ ประมาณหน่ึงเดอื น แล้ว
จงึ ปลูก ควรทำให้หลมุ ปลูกเป็นเนินหลงั เต่าขน้ึ มาแล้ว ทำให้ขอบหลมุ เป็นรอ่ งนิดหนอ่ ย
7) ใบกา้ มปูย่อยสลายงา่ ย และใหธ้ าตุอาหารพืชมากกว่าใบไม้อน่ื เพราะเป็นพืชตระกลู ถัว่
ช่วยให้ดินโปร่งขึน้
ตัวอยา่ งสูตรการผสมดนิ ปลกู กหุ ลาบ มดี ังน้ี
สูตรท่ี 1 กาบมะพรา้ วสบั 1 ส่วน
ขยุ มะพร้าว 1 ส่วน
ข้เี ถา้ แกลบ 1 ส่วน
แกลบสด 1 ส่วน
ใบไม้ผุ 1 สว่ น
ปุ๋ยคอก 1 ส่วน
หรือปุ๋ยหมัก 2 สว่ น
ดนิ 1/2 สว่ น
สตู รท่ี 2 ดนิ 1 ส่วน
ปยุ๋ คอก 1 สว่ น
หรอื ปยุ๋ หมกั 2 ส่วน
แกลบดบิ 2 ส่วน
ขุยมะพรา้ ว (ไม่มไี มเ่ ป็นไร) 1/2 สว่ น
ส่วนประเภทของวสั ดรุ องก้นกระถางหรอื กน้ หลมุ จะเน้นวัสดุทม่ี ธี าตุฟอสฟอรสั ประกอบ
อยู่ เพราะธาตุฟอสฟอรสั เคลื่อนท่ไี ด้ช้าในดิน และจะสลายตัวนานจึงต้องใหอ้ ยู่ใกลช้ ิดกบั รากให้มาก
สุด ตัวอย่างวัสดุ เช่น หินฟอสเฟต ไดโลไมท์ (dolomite) ปยุ๋ กระดูก และปุ๋ยเคมีละลายช้า เป็นต้น
ประเภทของวัสดุคลมุ ดินที่นิยมใช้ ได้แก่ ฟาง หญ้าแห้ง เปลอื กถ่วั ลิสง ขุยมะพร้าว ชานอ้อย แกลบ
และมูลวัว วสั ดคุ ลุมดนิ ควรเพิ่มทุกปีตงั้ แต่ฤดูหนาว หนาประมาณ 2 นิ้ว ให้ลองเปรียบเทียบว่า ดินที่
อดุ มสมบูรณ์ที่สดุ ก็คือดนิ ท่ีอยใู่ นป่า ใบไมท้ ห่ี ล่นมาทับถมกันในทุกๆ ปกี ็เปน็ อินทรียวัตถุชนดิ หน่งึ ใน
ปแี รกใบไม้ที่ทับถมกนั ช่วยในการคลุมดนิ ป้องกนั ความช้ืน และป้องกันวัชพืชและแมลงศัตรูพืช ในปี
ถดั ไปใบไม้ที่คลมุ ดินในปีที่แลว้ ถูกทับถมจากใบไม้ในปีถดั ไป จะเริ่มย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุ และ
ค่อยๆ ปลดปล่อยสารอาหารให้แก่ต้นไม้ หลายปีดินจะมีความหนาขึ้นเรื่อยๆ ดินจะอุดมสมบูรณ์
เพิ่มขึน้ โดยไม่พึงสารเคมี
41
การเตรยี มกระถางปลกู มีข้นั ตอนดงั นี้
1) ใชก้ ระถางดินเผาหรือพลาสติกขนาด 10 - 12 นวิ้
2) ใส่ดินเครอื่ งปลูกทผี่ สมไว้ รองก้นกระถาง
3) นำเคร่ืองปลกู เชน่ แกลบออกประมาณครงึ่ หนงึ่ ใหเ้ หลอื เปน็ ต้มุ รากฝอยอาจขาดไป
บ้างไมเ่ ป็นไร
4) วางตุม้ ตน้ กหุ ลาบลงในกระถางใหร้ ะดบั เครื่องปลูกเดมิ ต่ำกว่ากระถางเล็กนอ้ ย
5) ใส่ดินปลกู กดให้พอแนน่
6) รดน้ำให้ชมุ่
7) คลมุ หน้าดนิ ด้วยวัสดุคลมุ ดิน
การเปลีย่ นกระถาง หรอื ขยายขนาดกระถาง มขี ัน้ ตอนดังน\ี้
1) ใชอ้ ปุ กรณเ์ สียบแซะรอบดา้ นขา้ งกระถางเดิม
2) ดนั ดินที่ด้านก้นกระถางให้ดนิ หลุดจากกระถาง
3) ตดั ดนิ รอบๆ ออก สงั เกตจะมีรากพนั รอบๆ ทำคลา้ ยๆ การตัดแตง่ กงิ่ เพ่อื ใหร้ ากได้
เจรญิ เตบิ โตใหม่ไม่พันกัน
4) ใช้เหลก็ แหลมแซะดินที่แนน่ แขง็ ออก
5) ตดั รากฝอยออกพอประมาณ ในส่วนท่ยี าวเกนิ เพอื่ ใหร้ ากเจริญเติบโตใหม่
6) หลงั จากนนั้ ทำวธิ เี ชน่ เดยี วกบั การเอาตน้ กหุ ลาบลงกระถางใหม่
หมายเหตุ ในกรณีที่ต้นตอกุหลาบมีความยาวมาก เน่ืองจากผู้ที่ขยายพันธ์ุกุหลาบจำหน่ายติดตา
กุหลาบในตำแหน่งสูงเกินไป การเอาลงกระถางที่ขนาดใหญ่ข้ึนสามารถกลบดินให้ดินสูงข้ึนมาใกล้
ตำแหนง่ ติดตาได้ ก้านของตอกหุ ลาบเม่อื ไดร้ ับความชนื้ ในดนิ จากแตกรากตลอดลำตน้ ของตอกุหลาบ
5.2 การจัดการดนิ เพือ่ ปลกู มะลิ
ทะนุพงศ์ กุสมุ า ณ อยุธยา (2562) กล่าวว่า การปลูกมะลิโดยทั่วไปนยิ มปลูกในช่วงต้น
ฤดูฝน ประมาณเดอื นมถิ ุนายน-กรกฎาคม มะลิเป็นไมท้ ่ีชอบดนิ ร่วนซุยมีการระบายน้ำดี มีอินทรยี วตั ถุ
และธาตุอาหารสมบูรณ์ หากจะปลกู มะลิให้มีอายุยืนยาว ควรขุดหลุมลกึ กว้าง และยาว ดา้ นละ 50
เซนติเมตร ใสป่ ุ๋ยคอก ใบไม้ผุหรือปยุ๋ หมัก และวสั ดอุ น่ื ๆ ในอัตราส่วน 1:1:1 พรอ้ มกับเตมิ ปุ๋ยซุปเปอร์
ฟอสเฟต (0-46-0) และปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 อยา่ งละ 1 กำมอื คลุกเคลา้ ให้เข้ากนั แล้วใส่กลับลง
ไปในหลุมใหม่ ท้ิงไว้ประมาณ 7-10 วัน จึงนำเอาต้นมะลิลงปลูก ควรจะปลูกให้มะลิได้รับแสงแดด
เต็มท่ี เพ่ือดอกจะได้ดกตามต้องการ ส่วนการเตรียมดินด้วยการไถ ชักร่อง แบบเดียวกับการเตรียม
ปลกู ออ้ ย เธอบอกวา่ มะลิปลกู ไดท้ ุกสภาพดนิ แต่ตอ้ งชักร่อง และไมค่ วรใหน้ ำ้ ขงั ตอนแรกต้องใช้ปยุ๋ ยู
เรยี เพ่อื ตอ้ งการเรง่ ให้ตน้ มะลโิ ตเร็ว จากนั้นค่อยใหป้ ยุ๋ สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 และควรรดนำ้ เสมอ
อย่าให้ดินแห้งมาก แต่หา้ มใหน้ ำ้ มากเกินไป บางส่วนดอกรักที่ปลกู ไว้ใช้ร้อยมาลัย ต้นมะลิจะต้องการ
42
น้ำพอสมควร หากดนิ ยงั แฉะอยไู่ ม่ควรรดน้ำ ควรรอจนกว่าดนิ จะแห้งหมาด เสยี กอ่ น ทงั้ น้ีอาจใหน้ ้ำ
วันละ 1-2 คร้ัง หรืออาทติ ยล์ ะครง้ั ก็ไดข้ ้นึ อยกู่ ับสภาพของดนิ โดยให้รดน้ำในตอนเช้า แตร่ ะวังอย่าให้
น้ำท่วม หรือมีน้ำขังอยู่ในแปลงนานๆ เพราะจะทำให้ต้นมะลิแคระแกร็น ใบเหลือง และตายได้
นอกจากน้ี รักบ้านเกดิ (2562) กลา่ ววา่ หลังจากไถดินหลายครงั้ แล้วตากไว้ 3 เดอื นจนดินแห้ง จงึ จะ
นำก่ิงมะลิลงปลูก โดยมีระยะหา่ ง 1 วา จำนวน 3 แถว หนึ่งวาปลกู ได้ 4 ต้น ขุดหลมุ 4หลุม จากน้ัน
หว่านปนู ขาวในกรณีที่ดินเป็นกรด แล้วใสม่ ูลสัตวล์ งไปในหลมุ เชน่ มลู วัว มูลสุกร มูลคา้ งคาว เปน็ ต้น
ลงไปในก้นหลุม หลังจากน้ันนำก่ิงมะลิลงปลูก ใช้ดินอมน้ำนุ่มๆ กลบ แล้วรดน้ำ สำหรับการรดน้ำ
หากปลูกหน้าแลง้ ต้องรดนำ้ ทุกวัน ท้ังเช้าและเย็น แต่หากปลูกหน้าฝนไม่ต้องรดน้ำ ส่วนหน้าหนาว
ปลกู ไดโ้ ดยรดนำ้ วนั ละครั้ง และการทำให้มะลอิ อกดอกไวน้ัน ทำไดโ้ ดยการใสป่ ุ๋ยสูตรเรง่ ดอก โดย คุณ
สมชาย ทองชน่ื เกษตรอำเภอธัญบุรี (พัฒนา นรมาศ, 2560) ได้แนะนำการปลูกมะลิว่า ให้ขุดหลุม
ปลูกกว้าง ยาว และลกึ ดา้ นละ 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลมุ ด้วยปุย๋ หมักหรือป๋ยุ คอกแหง้ 3-5
กำมือ นำก่งิ พันธม์ุ ะลไิ ปล้างน้ำเอาวสั ดุเพาะออกใหเ้ หน็ รากสขี าว พนู โคนทีก่ ้นหลุมปลูก วางให้รากตน้
กล้าพันธ์ุหรือก่ิงพันธ์กุ ระจายจะช่วยให้รากเดินและหาอาหารได้ดี เกลีย่ ดินกลบ แลว้ ให้น้ำแต่พอชุ่ม
หลังจากปลูก 10 วัน ได้ใส่ปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น โดยหว่านให้กระจายรอบทรงพุ่ม
พรวนหรือเกลี่ยดินกลบ หลังจากปลูก 30 วัน ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น
โดยหว่านให้กระจายรอบทรงพุ่ม พรวนหรือเกล่ียดินกลบ และหลังจากน้ันอีกราว 40 วนั ได้ใส่ปุ๋ย
คอกแห้งหรือปุ๋ยหมัก 1/2 กิโลกรัม ต่อต้น หว่านให้กระจายรอบทรงพุ่ม พรวนหรือเกล่ียดินกลบ
จากนนั้ ไดใ้ ส่ปยุ๋ เดอื นละครัง้ ทกุ ครง้ั หลงั การใส่ปุ๋ยไดใ้ หน้ ำ้ แต่พอชมุ่ ตน้ มะลิกจ็ ะเจริญเตบิ โตไดด้ ี
5.3 การจัดการดนิ เพือ่ ปลกู ดาวเรอื ง
Allkaset (มปป.) กล่าวว่า การเตรียมแปลงปลูกดาวเรือง ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
ในขณะเตรยี มดินไปดว้ ย ดินปลูกทเ่ี หมาะสมควรเปน็ ดินท่รี ะบายนำ้ ได้ดีเก็บความชื้นไดส้ ูง มคี ่าความ
เปน็ กรดเป็นด่างประมาณ 6.5 - 7.5 แปลงปลกู ควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ปลูก 3 แถว ระยะห่างกัน
30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร หากเวน้ ทางเดิน 80 เซนติเมตร ในพื้นที่100 ตาราง
วา สามารถปลูกดาวเรืองได้ประมาณ 2,200 ต้น ก่อนย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรรดน้ำแปลงไว้
ล่วงหน้า 1 วัน แล้วจึงขุดหลุมกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15 ประมาณ 1
ช้อนชา รองก้นหลุม แล้วเกลยี่ ดินข้างหลุมมากลบปุ๋ยเล็กนอ้ ย เพ่ือป้องกนั ไม่ให้รากดาวเรืองสมั ผัสกบั
ปุ๋ยโดยตรง นาํ ต้นกล้าที่มีอายุ 7 - 10 วัน (นับจากวันเพาะเมล็ดหรือปักชำ)โดยแยกต้นกล้าใหม้ ีวัสดุ
เพาะหรือดินหุ้มติดรากมาดว้ ย เพ่ือป้องกนั ไมใ่ หร้ ากกระทบกระเทอื นมาก แล้วจงึ นาํ มาปลกู ในแตล่ ะ
หลุมที่เตรยี มไว้เสร็จแล้วรดน้ำให้โชก การย้ายกล้าปลูกควรทําในตอนเย็น เพราะช่วงเวลากลางคืน
ต้นไม้จะต้ังตวั ได้ดีกวา่ ในชว่ งเวลากลางวัน ส่วนการใสป่ ุ๋ยเมื่อดาวเรืองมีอายุ 15 วนั และ 25 วัน ควร
ใส่ปุ๋ยสตู ร 15 - 15 – 15 ในอตั รา 1 ชอ้ นชาต่อต้น และใส่ปุ๋ยสูตร 12 - 24 - 12 ในอตั รา 1 ช้อนชา
43
ตอ่ ต้น เม่ือดาวเรืองอายุ 35 และ 45 วัน วิธีใส่ปุ๋ยน้ันจะใช้วิธีการฝังลงในดินตื้น ๆ ประมาณคร่ึงน้ิว
ห่างโคนตน้ ประมาณ 6 นิว้ เสรจ็ แล้วรดนำ้ ให้โชกทุกครั้งทีม่ กี ารใสป่ ุ๋ย ควรมกี ารพรวนดินรอบ ๆ โคน
ตน้ แลว้ กลบท่โี คนตน้ ไว้ เนอ่ื งจากดาวเรืองมักมรี ากแตกออกจากโคนตน้ อกี ก่อนตดั ดอกจําหน่าย 2 -
3 วัน ควรใช้น้ำผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 15 ลิตร (ประมาณ 3/4 ป๊ีบ ) พ่นเฉพาะใบ
ดาวเรืองท้ังด้านบนและด้านล่าง จะช่วยทําให้ก้านดอกแข็งขึ้น สามารถทยอยตัดดอกขายได้ต้ังแต่
ดาวเรืองที่มอี ายุ 55 - 65 วัน หลังจากเพาะเมลด็ การตัดดอกควรตดั ให้ชิดโคนต้นมากที่สดุ และตัด
ดอกท่ียังมีกลีบดอกตรงกลางดอกเป็นสีเขียวอยู่ ดีกว่าตัดดอกท่ีบานหมดจนตรงกลางไม่มีสีเขียว
เพราะจะทําให้อายกุ ารปักแจกนั สัน้ ลง โดย Goldmarigold group (มปป.) ได้แนะนำวสั ดุปลกู ได้แก่
และขัน้ ตอนการเตรยี มวสั ดุเพาะดาวเรอื งอยา่ งมคี ุณภาพ ปยุ๋ หมัก ขุยมะพรา้ วรอ่ น เมลด็ พันธ์ุดาวเรือง
คุณภาพ ตะกร้าสำหรับร่อนวัสดุเพาะ วัสดุเพาะต้นกล้า มีความละเอียดปานกลาง ร่วนซุย ระบ าย
อากาศและน้ำได้ดเี หมาะสมเปน็ อย่างย่งิ ตอ่ การเพาะเมล็ดพนั ธุ์ ผสมวสั ดุเพาะด้วยการนำขุยมะพร้าว
มาร่อน ผสมปุ๋ยหมกั อัตราส่วน 3:1 แล้วผสมน้ำให้ความช้นื พอหมาด ส่วนข้นั ตอนการเพาะเมลด็ มี
ขัน้ ตอน ดังนี้
1) อดั บรรจวุ สั ดลุ งถาดหลุม
2) ทำการเจาะหลมุ
3) วางเมลด็ พันธุ์ลงบนถาดหลุม ความลึก 0.5-0.7 ซ.ม.
4) กลบเมลด็ ด้วยวัสดุเพาะ
5) รดด้วยนำ้ เปลา่
ขั้นตอนการดแู ลรักษาตามระยะการเจรญิ เติบโต
ระยะที่ 1 เมล็ดเร่มิ มกี ารพฒั นางอก มรี ากและลำตน้ โผล่ขนึ้ มาเหนือวสั ดเุ พาะ
การดูแลรกั ษาโดยท่วั ไป ควรใหต้ ้นกลา้ ได้รบั การพรางแสง ประมาณรอ้ ยละ 80 จำนวน
3- 5 วนั ลดอณุ หภมู ิและเพม่ิ ความชื้นใหเ้ หมาะสมตอ่ การงอก การรดนำ้ ควรรดนำ้ เปล่า
ระยะที่ 2 ต้นกลา้ เรมิ่ พฒั นามรี ากและใบเลี้ยง
การดูแลรักษาในระยะน้ีควรนำต้นกลา้ ไว้ในสภาพทม่ี ีการพรางแสงรอ้ ยละ 50 เพอื่ ให้
ต้นกลา้ สามารถปรับตัวเขากบั สภาพแวดล้อมไดป้ ระมาณ 2 วัน การใหน้ ำ้ ระยะนี้ใหน้ ้ำปยุ๋ 6:1:7
อตั รา 15 ซ.ี ซ.ี ตอ่ นำ้ 200 ลิตร วันละ 2 ครงั้ หรือแล้วแต่สภาพอากาศและความชน้ื
ระยะท่ี 3 ตน้ กลา้ เรม่ิ มีใบจรงิ เจรญิ ขึ้นมา 1 คู่
ระยะนี้ควรให้ต้นกล้าอยู่ในสภาพแสงแดดปกติ ไม่มีการพรางแสง เพ่ือให้ลำต้นและใบ
เจรญิ อยา่ งสมบูรณ์ การให้ปุ๋ยควรให้ ในอัตรา 20 ซ.ี ซี. ต่อนำ้ 200 ลิตร
ระยะที่ 4 ต้นกล้าเจริญเติบโตข้นึ มีใบจริงเพ่มิ มากขึน้ ใหส้ งั เกตรากเริม่ จะเจริญเตม็ หลุม
44
การดูแลรักษาเช่นเดียวกับต้นกล้าระยะที่ 3 วธิ ีการสังเกตตน้ กล้าพรอ้ มยา้ ยปลูกหรือไม่
โดยการนบั อายุของต้นกล้าจากวนั เพาะ ประมาณ 15-18 แล้วแต่ฤดกู าลหรือสังเกตราก และลำต้น
เจรญิ เตม็ ที่ รากเจรญิ เตม็ หลมุ
การเตรยี มพ้นื ท่ีปลูกดาวเรอื งตัดดอก (ก่อนยา้ ยปลูก 20-30 วัน)
1) ไถผาลพน้ื ทป่ี ลกู ดว้ ยผาล 3 หรอื ผาล 7
2) หว่านปนู ขาวอัตรา 300-400 กก./ไร่
3) ไถโรตารี่แปลงใหล้ ะเอียดสำหรบั เตรยี มแปลงยกรอ่ ง
การเตรยี มแปลง (ก่อนยา้ ยปลูก 10-15 วัน)
การยกร่องแปลงสำหรับเพาะเมล็ดช่วงเดือน มีนาคม-สิงหาคม แปลงควรมีขนาดความ
กว้าง 1-1.20 เมตร สูง 0.50 เมตร ร่องแปลงกว้าง 1-1.20 เมตร ส่วนการยก รอ่ งแปลงปลูกสำหรับ
ฤดเู พาะเมล็ดช่วงเดือน กันยายน-กุมภาพันธ์ แปลงควรมีขนาดความกวา้ ง 0.70-0.90 เมตร สูง 0.30
เมตรร่องแปลงกวา้ ง 0.50 เมตร สำหรับการเตรียมแปลงกว้าง 0.50 เมตร สำหรับการเตรียมแปลงทัง้
2 ช่วง ให้หว่านปุ๋ย 0-46-0 หรือใช้ปุ๋ย สูตรเสมอ เช่น 15-15-15;16-16-16;19-19-19 อัตรา 35-50
กก./ไร่ มูลไก่สดหรอื อัดเม็ด อตั รา 200-300 กก./ไร่แลว้ ข้ึนแปลงกลบ ปุ๋ย 0-46-0 มีคณุ สมบตั ิทำให้
ดาวเรืองไม่ขาดธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งจะช่วยให้ ดาวเรืองมีความต้านทานโรคใบจุดและระบบรากของ
ดาวเรืองแข็งแรงส่วนมูลไกส่ ด หรือชนิดอัดเม็ดเปน็ มูลสัตว์ท่มี ีธาตไุ นโตรเจนดาวเรืองจะต้องการ ใช้
มากในระยะแรก โดยเฉพาะในชว่ งหลังจากเด็ดยอด จะชว่ ยใหด้ าวเรอื งแตกยอดใหมไ่ ด้ดี
การย้ายปลูกให้สังเกตจากต้นกล้ามีใบจริง 2- 3 คู่ อายุต้นกล้า ประมาณ 15 20 วัน
หลังจากการเพาะเมล็ดหรือใหส้ งั เกตจากรากของตน้ กลา้ มีการเจริญเต็มหลุม
1) การย้ายกล้าปลกู หากเปน็ ไปได้ควรย้ายปลกู ตั้งแตช่ ว่ งเวลา 12.00 น. เพราะจะทำให้
ตน้ กล้ายา้ ยปลกู ตัง้ ตวั ไดง้ า่ ย
2) หลังจากย้ายปลูกใหร้ ดสารเคมีป้องกนั กำจัดเช้ือราและแมลง โดยใช้สารเคมปี ้องกัน
กำจัดแมลงกลุ่มคลอไพริฟอส () ร้อยละ 40 อัตรา 300 ซีซี.ผสมน้ำ 200 ลิตร รดโคนต้น หลังจาก
ย้ายกล้า
3)หลังจากยา้ ยปลกุ 5-15 วัน ใช้ปยุ๋ สูตร 15-0-0 อัตรา 1 กก. ผสมแมกนีเซียม อัตรา200
กรัม หรือซี.ซ.ี ผสมน้ำ 200 ลิตร รดโคนตน้ ประมาณ 2-3 ครง้ั ห่างกนั 3-4 วนั ระยะน้ีควรเนน้ พ่นปุ๋ย
เกรดทีม่ ีสูตรตวั หน้าสงู ผสมแมกนีเซียม ทกุ 7-10 วัน
4) หลังจากยา้ ยปลกู 10 วนั หรือสงั เกตจากดาวเรอื งใบจริง 4 คู่ ให้เด็ดยอดดาวเรอื งถอน
กำจัดวัชพืช หว่านปุ๋ย 15-0-0 อัตรา 35-50 กก./ไร่ หรือ 46-0-0 ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ อัตรา 1:3
(หลังหว่านปุย๋ ควรใหน้ ้ำตามทนั ที)
45
5) หลงั จากยา้ ยปลุก 30 วนั หวา่ นปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 35-50 กก./ไร่ และกลบโคนต้น
พรอ้ มกำจดั วัชพชื (หลังหว่านปุ๋ยควรให้น้ำตามทนั ที) ระยะนค้ี วรเน้นพน่ ปยุ๋ เกรดท่มี ีสตู รตวั กลางหน้า
สูงผสมกับแคมเซยี มโบรอน ทุก 7-10 วนั
การเก็บเก่ียว หลังจากย้ายปลูก 55-65 วัน หว่านปุ๋ย 8-24-24 อัตรา 35-50 กก./ไร่ (
หลังหว่านปุ๋ยควรใหน้ ้ำตามทันท)ี ระยะนคี้ วรเนน้ พ่นปุ๋ยเกรดทีม่ สี ูตรตัวกลางและตัวหน้าสูงผสมแคม
เซียมโบรอนทุก 7-10 วัน
6. แนวทางการจดั การดินเพื่อปลูกไมป้ ระดบั
6.1 การจัดการดินเพอื่ ปลกู บอนสี
มนตรี กล้าขาย (2562) กล่าวว่า การเตรียมดินปลูก แนะนำให้ใช้ดินร่วนผสมกับใบ
กา้ มปูหรือใบทองหลาง อัตราส่วนผสมคือ 20 : 80 เปอร์เซ็นต์ และใส่ปุ๋ยขีว้ ัว 1 ช้อนกลาง/กระถาง
จะทำให้บอนสสี วยงาม ก้านใบแข็ง ใบใหญ่ พวกศัตรูท่ีพบมีเพลย้ี แป้งสีเทาออกดำทม่ี ดดำเป็นพาหะ
นำมา จึงต้องวางลูกเหม็นไว้รอบๆ ตู้อบ และโรงเรือน โดย Leafymonster (มปป.) กล่าวว่า ดินท่ี
แนะนำสำหรับใช้ปลูกบอนสี จะเป็นดินท่ไี มแ่ นน่ มาก มีช่องวา่ งระหวา่ งเนื้อดิน มีสารอินทรีย์สูงและ
ปล่อยทีละน้อย มจี ุลินทรีย์ดี สวนบอนจำนวนมากมักใช้ใบก้ามปูหมัก ขุยไผ่หมัก แกลบท้ังแบบเผา
และยงั ไมเ่ ผา และดินอื่นๆ ในท่ีนยี้ กตวั อยา่ งดนิ ที่ใชแ้ ล้วเห็นผลดี บอนเปิดใบสวยงาม ดงั นี้
1) ใบก้ามปูหมัก ต้นก้ามปูเป็นพืชในวงศ์ถ่ัว ซึ่งพืชในวงศ์น้มี ีการเจรญิ เตบิ โตแบบพึ่งพา
อาศยั กันกับแบคทีเรียทชี่ ื่อไรโซเบียม ซง่ึ มคี วามสามารถพิเศษในการตรึงไนโตรเจนจากที่ตา่ งๆ ทำให้
ดนิ จากใบกา้ มปูหมกั มปี ระโยชน์ดงั นี้
(1) มสี ารอาหารประเภทไนโตรเจนอยสู่ งู
(2) ดินปลูกมีความรว่ นซุยมาก น้ำหนักเบา ไม่แน่น
(3) ระบายนำ้ ได้ดี ไม่อุม้ นำ้ มาก คงความชนื้ ดี
(4) วัสดุปลูกมีการปล่อยสารอาหารอย่างต่อเน่ืองจากกระบวนการย่อยสลายตาม
ธรรมชาติ
2) ขุยไผ่หมัก หรือดินขุยไผ่ เป็นดินท่ีทับถมอยู่ใต้กอไผ่ เกิดจากใบไผ่ท่ีร่วงหล่นลงมา
อุดมไปด้วยสารอาหารและจุลนิ ทรีย์ดที ่ีสำคญั โดยมีคณุ ลักษณะ ดังนี้
(1) เป็นดินปลกู บอนสี ท่ีมคี วามร่วนซยุ มาก นำ้ หนกั เบา ป้องกนั การชะลา้ งหนา้ ดินได้
ดี ทำให้ดินไมแ่ นน่ รากเดินดี
(2) มีการย่อยสลายของอินทรียวตั ถุมาก ปริมาณสารอาหารมาก และพชื นำไปใชไ้ ด้
ง่าย ไดไ้ ว
46
(3) ข้อสำคญั คอื ตามธรรมชาติ ดินขยุ ไผเ่ ปน็ แหลง่ ทอี่ ย่อู าศัย แหลง่ อาหาร และแหล่ง
การเจรญิ เติบโตของเช้อื ราไตรโคเดอรม์ า่ ทด่ี ีมาก
(4) เชื้อราดีในดินชนิดน้ี ยังช่วยรกั ษาโรครากเน่าคอดนิ และโรคทางรากจากเช้ือรา
อ่นื ๆได้ หากไมไ่ ด้ผสมสารเคมี
(5) ฮิวมัสจากการย่อยสลายของราและจุลินทรีย์ในดินชนิดน้ี ยังช่วยให้พืชได้รับ
สารอาหารหลากหลาย ส่งผลให้สีสด ต้นแขง็ แรง ใบแข็งแรงดว้ ย
3) ใบมะขามผุ เป็นส่วนประกอบท่ีสำคัญมาก ผสมได้กับทกุ ดินทุกตัวท่ีกลา่ วมาข้างบน
บอนสตี ้นที่ได้ดินผสมใบมะขาม กับต้นที่ไม่ได้ผสม ถ้าเป็นบอนสีแดงหรือมีป้ายแดงๆ จะเห็นความ
แตกตา่ งชัดเจนวา่ สสี ดข้นึ โดยมคี ณุ ลักษณะ ดงั น้ี
(1) ใบมะขามมคี วามเป็นกรดอ่อนๆ pH ต่ำกวา่ 6 ทำใหก้ ารแลกเปล่ยี นออิ อน
ระหวา่ งรากไมแ้ ละสารอาหารในดนิ ทำได้ดี กลา่ วคือดูดซึมได้ดคี ะ่
(2) ความโปรง่ ร่วนซุย ระบายนำ้ และอากาศไดด้ ี รากแตกดี
(3) ปลดปลอ่ ยสารอาหารช้าๆ เปน็ เวลานาน
(4) มสี ารอาหารสงู
(5) ชว่ ยใหบ้ อนกดั สี และสสี ันสดใส
4) ใบทองหลาง (สาระเสรมิ ) เป็นไม้ในวงศ์ถ่วั เช่นเดยี วกบั ต้นจามจรุ ี หรอื ต้นก้ามปู โดย
มีคณุ ลกั ษณะ ดังน้ี
(1) ใบหมักมธี าตุอาหารหลัก 3 อยา่ ง ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโปแตสเซียม ซ่งึ ใน
ใบกา้ มปจู ะมีสูงแค่ไนโตรเจน (มีแร่ธาตุอ่นื ๆ ดว้ ย แต่น้อยกว่า)
(2) มคี วามร่วนซุย มีน้ำหนกั เบา
(3) มีการย่อยสลายยาวนาน ปลดปล่อยสารอาหารออกมาไดน้ าน ทำใหไ้ มต่ ้องใส่ปุ๋ยมาก
(4) เดิมต้นทองหลางใช้ปลูกเป็นไม้พี่เลี้ยง ปลูกเพื่อปรับสภาพดินดาน ดินไร้
สารอาหารใหเ้ หมาะแกก่ ารเพาะปลกู ยิง่ ข้นึ
5) วสั ดุปลูกอ่ืนๆ คุณลกั ษณะ ดงั นี้
(1) เพอรไ์ ลท์ (perlite) โปรง่ มีซิลิก้าสงู ดดู ซับความช้ืนดี รากพืชชอบ
(2) เวอร์มิคูไลท์ (vercumite) โปร่งกว่าเพอร์ไลท์ มีแมกนีเซียม อลูมิเนียม และ
เหลก็ ซิลิเกต อมุ้ นำ้ ดี ปลดปล่อยและดดู ซึมสารอาหารดี
(4) หินภูเขาไฟ มีรูพรุนเยอะ เป็นที่อยู่ให้จุลินทรีย์ท่ีช่วยย่อยสลายและปล่อย
สารอาหารที่ผา่ นการยอ่ ยแลว้ ให้ต้นไม้นำไปใชไ้ ด้ง่ายขึ้น
(5) เลก้าบอล (laga ball) สำหรับบอนสีโมใช้รองก้นกระถาง ช่วยให้กระถางเย็น
รากเดนิ ดบี รเิ วณนัน้ ค่ะ (จุ่มนำ้ )
47
นอกจากนี้ยังมีวัสดุปลูกอีกมากมาย ท่ีสามารถนำมาผสมกับดินปลูกบอนสี เพื่อเพ่ิม
คุณสมบัติต่างๆ เช่น เพิ่มความโปร่งระบายน้ำ เพ่ิมแรธ่ าตุท่ีสำคัญ เพ่ิมพื้นท่ีผิวสำหรับเป็นท่ีอยู่แก่
แบคทีเรยี ดี และเพ่ือผสมใหว้ ัสดปุ ลกู มีนำ้ หนักเบา เนอ้ื ดนิ ไมจ่ ับกันแนน่ รากสามารถเดินได้ดี
1) วสั ดสุ ำหรับ รองกน้ กระถาง ไดแ้ ก่
(1) หินภูเขาไฟ เป็นวสั ดุปลกู ทีม่ ีรพู รนุ อย่มู าก นอกจากใชล้ องก้นกระถางบอนสแี ลว้
โมยงั ใชร้ องก้นกระถางต้นเงนิ ไหลมา และซินโกเนยี ม (Syngonium) ต่างๆ อีกดว้ ย เนอื่ งจากราคาไม่
แพงมากหากใช้รองกระถางเล็กๆ อย่างกระถางขนาด 4 น้ิว ใช้หินภูเขาไฟเบอร์ใหญ่ประมาณ 5-8
ก้อนกส็ ามารถปดิ รกู ้นกระถางได้มดิ ตัวหนิ ภูเขาไฟเองยังมีแรธ่ าตทุ ี่สำคญั สำหรบั ต้นไม้ เชน่ แคลเซยี ม
ซิลกิ อน โพแทสเซยี ม และอ่ืนๆ เม่อื ใชร้ องก้นกระถางให้บอนสี และวางกระถางลงในน้ำ จะชว่ ยทำให้
ดนิ ไม่จุ่มน้ำจนแฉะมากเกินไป กระถางท่ีรองกน้ ไว้แบบนี้ เวลาเปล่ียนกระถางจะไมค่ ่อยมีดินเนา่ ก้น
กระถาง และรากก็เดินดีดว้ ย
(2) กาบมะพรา้ วใช้ไดแ้ บบทุกสถานการณ์ เนอื่ งจากเป็นวัสดุปลูกท่ีอุ้มน้ำ ราคาถูก
แต่ก่อนนำมาใช้ควรนำไปแชน่ ำ้ จนหายเหลืองกอ่ น เนื่องจากนำ้ เหลอื งๆที่เหน็ ในกาบมะพร้าวคือสาร
แทนนิน มฤี ทธเิ ป็นกรดอ่อนๆ จะทำใหก้ ารดดู ซึมอาหารของต้นไมไ้ ม่ดนี ัก เน่ืองจากแร่ธาตุหลายอย่าง
จะไมส่ ามารถดดู ซึมได้เมอ่ื ดินเปน็ กรดมาก เป็นสาเหตุทำให้ต้นไม้ใบเหลืองหรอื ชะงกั การเจริญเติบโต
คะ่ ทั้งนี้ถ้าล้างสะอาด แช่นำ้ แลว้ เปลี่ยนนำ้ บอ่ ยๆ กาบมะพรา้ วคือวัสดปุ ลูกทถ่ี ูกและดีมาก ใชร้ องก้น
กระถางบอนสที ี่ไม่ไดเ้ ลีย้ งแบบแช่นำ้ มาก ถ้าตัวที่เลย้ี งแช่นำ้ ควรใช้หินภเู ขาไฟ
(3) เลก้าบอล คือดินเผามวลเบาท่ีมีรูพรุนสูง น้ำหนักเบา มักใช้ผสมกับวัสดุปลูก
หรือใชร้ องกน้ กระถางไดด้ ี แตเ่ ลก้าบอลนน้ั มรี าคาค่อนข้างสูงเมือ่ เทยี บกบั วสั ดุปลกู ตวั อน่ื
2) การใหป้ ุ๋ยบอนสี ปุ๋ยทีแ่ นะนำสำหรับบอนสี จะเปน็ ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น ออสโมโคท้ 13-
13-13 แต่ไมแ่ นะนำใหใ้ สเ่ ยอะ เพราะจะทำใหใ้ บชะลดู สีเปลี่ยนได้ โดยปุ๋ยออสโมโค้ทน้ัน มีสารอาหาร
เพียงพออยู่แล้ว กรณีทใ่ี ส่ปยุ๋ แลว้ แต่ตน้ ไม้ยงั แสดงอาการขาดสารอาหาร หมายถึงคา่ pH ของดินอาจ
ไม่เหมาะสมสำหรับการดูดซึมสารอาหารบางตัว ควรเปลี่ยนวัสดุปลูก หรือปรับสภาพดินใหม่
นอกจากน้ี ปุย๋ มูลไส้เดอื น ชว่ ยเสรมิ ใหบ้ อนสีสมบูรณไ์ ด้เชน่ กันค่ะ ผสมลงไปในวัสดุปลูกไดเ้ ลย ตวั ปุ๋ย
มูลไส้เดือนนั้น เป็นปุ๋ยเย็น ผ่านการย่อยสลายโดยไส้เดือนมาแล้ว ทำให้ปุ๋ยไม่ไปย่อยสลายต่อใน
กระถางปลูก ทำให้ภายในกระถางไมร่ ้อน ในทนี่ ้ี ปุ๋ยร้อน คือป๋ยุ ท่ียงั ย่อยสลายตอ่ ไปได้อยู่ จลุ นิ ทรยี ์ยงั
ทำงานอยู่ ทำให้เกิดความร้อนในกระถางปลูก สังเกตใบกา้ มปูหมัก หรือใบไม้หมัก หรอื เศษอาหาร
จากครัวเรือน เม่ือนำไปหมัก หรือผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ จะพบว่าอุณหภูมิน้ัน
สูงขึ้น เม่ือเรานำไปผสมใส่ในต้นไม้ จะทำให้รากไม้ออ่ นแอเนอื่ งจากจลุ ินทรยี ์ยงั ทำงานอยมู่ าก ทำให้
พชื เกิดอาการใบเหลืองและอ่อนแอได้ สว่ นปยุ๋ เยน็ คือปยุ๋ ท่ียอ่ ยสลายเสร็จแลว้ หรอื ถูกนำไปตากแห้ง
จนจุลินทรีย์หยุดทำงานแล้ว เช่น หลังจากท่ีหมักใบก้ามปูแล้ว นำใบก้ามปูหมักนั้นไปตากแห้งเพ่ือ
48
หยดุ การทำงานของจลุ ินทรีย์ หรอื ตวั ปุย๋ มลู ไส้เดอื นเอง ที่ผ่านการย่อยสลายมาเสร็จแล้ว ไม่ยอ่ ยต่อไป
อีก แบบนเ้ี ปน็ ปุ๋ยเย็นสามารถใส่ตน้ ไมไ้ ด้เลย
3) วิธีการปลูกบอนสี แนะนำให้หล่อน้ำใต้กระถาง เพ่ือให้บอนสีชุ่มช้ืนอยู่เสมอ ไม่
แนะนำใหร้ ดนำ้ ลงในกระถางตรงๆ เน่อื งจากจะทำใหด้ ินแน่นขึ้น แตจ่ ะแนะนำให้เติมน้ำทีห่ ลอ่ ไวอ้ ย่า
ใหข้ าด การรองก้นกระถางดว้ ยเลก้าบอล จะช่วยใหด้ ินไม่ถูกน้ำตรงๆ เลก้าบอลหรอื หนิ ภูเขาไฟอ่ืนๆ
มีรพู รนุ มาก เพ่ิมพน้ื ทีผ่ ิวให้แบคทเี รยี ท่ีดีเข้ามาอยอู่ าศัยและยอ่ ยสารอาหารทเ่ี ปน็ ประโยชน์ให้แก่ราก
ไม้ ส่วนวัสดุปลูกท่ียงั ไม่ได้หมัก หรอื เปน็ ใบใหมเ่ พ่ิงร่วงหรือแห้ง จะมีสารอาหารที่พืชใช้ได้ทันทีอยู่
น้อยมาก เมื่อนำมาใส่ในกระถางให้บอนสี อาจเกิดความร้อนในกระถางจากกระบวนการย่อยสลาย
ของจลุ ินทรยี ์ อาจทำใหบ้ อนสอี อ่ นแอได้ ควรเลอื กวสั ดทุ ่ีหมักมาแลว้ ยอ่ ยสลายมาระดับหน่งึ แล้วจะดี
วสั ดปุ ลูกทหี่ มักเสร็จแล้ว ควรทำไปตากแดดให้แห้งด้วย เพื่อเปน็ การทำให้จุลินทรียส์ งบก่อน หากนำ
ท้งั เปียกๆ หรือหมักเสรจ็ ไปใช้เลย อาจทำใหพ้ ืชสลด มีอาการใบเหลืองจากรากเสียหายได้ ใบก้ามปู
หมักด้วยจุลินทรีย์ท่ีจะย่อยสลายรวดเร็ว แล้วก็นำใบก้ามปูที่หมักจนเสร็จแล้วไปตากแดดเพ่ือหยุด
กระบวนการของจุลินทรีย์ เมื่อตากแดดจนพอใจแล้ว ก็นำมาร่อน เพื่อเอาแบบละเอียดมาใช้ เติม
ไมคอร์ไรซ่า ซ่ึงจะอยู่กบั รากพชื แล้วย่อยสลายธาตุอาหารพร้อมส่งให้พืชนำไปใชไ้ ด้รวดเร็ว อกี ท้งั ยัง
เพิ่มขีดจำกัดการเจริญเติบโตของรากพืชแบบไม่ต้องใช้เคมี ในการเกษตรจะทำให้พืชทนแล้ง และ
แขง็ แรงทนโรคเพ่ิมขึ้นดว้ ย ท้ังน้ี เชอ้ื ราไมคอรไ์ รซ่าและเชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า สามารถทำงานร่วมกนั ได้
6.2 การจัดการดินเพ่อื ปลกู ปาลม์ ประดบั
Baania (2563) กล่าวว่า ปาล์มท่นี ิยมปลูกในประเทศไทย มี ดังน้ี ปาล์มหางกระรอก
อินทผาลัมใบเงนิ ปาลม์ เชอรร์ ่ี ปาลม์ แชมเปญ ปาลม์ น้ำมัน ปาลม์ เปด็ ติโคท้ ปาลม์ เคราฤาษี ปาลม์
อา้ ยหมี ปาล์มน้ำพุ และปาลม์ จีน ปาลม์ ประดบั ทง้ั 10 สายพนั ธ์นุ นั้ ลว้ นมลี ักษณะ และพ้นื ท่ีในการ
ปลูกแตกต่างกันออกไป บางต้นปลกู ได้ในกระถาง และยา้ ยไปปลกู ลงดนิ เม่อื โต บางต้นกลบั ตอ้ งการ
พนื้ ทกี่ ว้าง เพอ่ื รองรบั การแผ่ขยายของลำต้น และกิง่ ใบ โดยมีข้อแนะนำ ดงั นี้
1) การวางแนว ในกรณีปลกู ลงดิน สามารถวางแนวได้เลยไมม่ ีแบบตายตัว โดยท่าน
อาจจะปลกู แบบเรยี งแถว หรอื สลบั ฟันปลา
2) ควรปลูกในพ้ืนท่ีโล่งแจง้ เพราะปาลม์ ตอ้ งการแสงแดดอย่างเพียงพอในการเจริญเตบิ โต
ดนิ ทปี่ ลกู ควรมคี ่า pH ไม่ต่ำกว่า 7 เพราะดนิ จะเปน็ กรด หรอื ดนิ เปรย้ี ว
3) การรดน้ำและใส่ปุ๋ย ให้ทำเดอื นละ 3 ครงั้ หากฝนตกกอ็ าจจะลดจำนวนลง
4) ดนิ หากปลูกปาลม์ ลงในดินท่มี ีค่า pH ต่ำกวา่ 7 ใหท้ ำการแก้ไขโดยใชป้ ูนขาว ไดโลไมท์
เปลอื กหอย ขี้เถา้ เพือ่ ชว่ ยลดความเป็นกรดในดนิ
5) การใสป่ ๋ยุ ซึง่ ปริมาณการใส่ก็จะแตกตา่ งกนั ไปตามแตล่ ะสายพนั ธุ์ สำหรับปาล์มน้ำมนั
ที่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ และไม้ประดับ จะมีอัตราการใส่ปุ๋ยในช่วงปีแรกประมาณ 5 กิโลกรัมต่อต้น
49
และเม่อื ปาล์มผลติ นำ้ มันแลว้ ในปีถดั ไปปริมาณปุ๋ยก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่าตวั สำหรับปาลม์ ชนิด
อื่นปริมาณการใส่ปยุ๋ จะไมส่ ูงเทียบเทา่ ปาล์มนำ้ มนั
5) การวางกองทางใบ คอื การนำใบปาล์มท่แี หง้ หรือเหีย่ วมาวางกองบรเิ วณโคนตน้ เพื่อ
ช่วยรักษาระดับความชื้น แต่หากไม่มี ก็สามารถนำขี้เล่ือย แกรบ กาบมะพร้าว หรือเศษฟางมาปิด
คลมุ แทน
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ (2560) กล่าวว่า การเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน
ต้ังแต่บกุ เบิกพ้นื ท่ี ปรับสภาพพื้นที่ สรา้ งถนน ทางระบายน้ำ วางแนวปลูก ปลูก และปลูกซ่อม การ
จัดระบบต่างๆ ในแปลงปลูกให้เหมาะสมและปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีจะทำให้ปาล์มน้ำมันสามารถ
เจริญเตบิ โตไดด้ ี และให้ผลผลิตสูงอย่างต่อเนื่อง กอ่ นปลูกปาล์มน้ำมนั ควรเตรยี มการอย่างน้อย 1 ปี
และเตรียมพื้นที่ในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือน ธันวาคม-เมษายน โดยโค่นและกำจัดต้นไม้ออกจาก
แปลง ไถพรวนปรับพ้ืนท่ีให้เรียบร้อยตลอดจนสร้างถนนและทางระบายน้ำไว้ด้วย การสรา้ งถนนและ
ทางระบายน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นมากในการจัดการ เพื่อใช้ในการเข้าปฏิบัติงานการดูแลรักษาและเก็บ
ผลผลติ ควรพจิ ารณาดงั น้ี
1) ถนนใหญ่ ความกว้างประมาณ 6 เมตร และควรมี 2 สายต่อ 1 แปลงใหญ่ คือ
ดา้ นหนา้ และด้านหลงั แปลง ควรอยู่ห่างกนั ประมาณ 1 กิโลเมตร
2) ถนนเขา้ แปลง เช่อื มจากถนนใหญ่ เพ่อื ขนสง่ วสั ดกุ ารเกษตรและผลผลิตในสวนปาล์ม
นำ้ มนั ความกว้างประมาณ 4 เมตร ควรห่างกนั ประมาณ 500 เมตร
3) ร่องระบายน้ำ จำเปน็ สำหรับพ้นื ท่ปี ลกู ซึ่งมสี ภาพเปน็ ทลี่ มุ่ และมนี ำ้ ท่วม เมื่อวางแนว
ปลูกและปักไม้เป็นเครื่องหมายแล้ว ขุดหลุมขนาดกว้าง x ยาว x ลึก = 45 x 45 x 35 เซนติเมตร
เปน็ รูปตัวยู โดยให้จุดทีป่ ักไม้เปน็ จุดกลางหลุม เพื่อจะไดร้ ะยะปลูกท่ีเป็นระเบยี บ ขุดดนิ ช้ันบนและ
ชนั้ ลา่ งแยกกนั เมื่อขุดหลุมแลว้ ควรตากไว้ประมาณ 10 วนั ก่อนนำต้นกลา้ มาปลูก
6.3 การจดั การดนิ เพอื่ ปลูกตะโกดดั
คนชอบสวน (2553) กลา่ ววา่ ต้นตะโกท่ีขุดมาจะมดี ินติดอยู่จะเรยี กว่า ดินตมุ้ ในดินตุ้ม
นัน้ มีปุ๋ยแร่ธาตุติดอยู่ แต่หากเรานำมาปลูกใหม่ควรจะทำให้ดินใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ใช้สูตร
ปรับปรุงดิน ดงั น้ี ดิน 7 ส่วน ใบไม้ผุ 3 ส่วน ตากให้แห้ง หรืออาจจะใช้ดินลูกรงั ผสมกับปุ๋ยคอก ใน
อัตราส่วนเท่ากนั เลือกกระถางตามใจชอบ วางตะแกรงมุ้ง หรอื เศษอิฐมารองก้นกระถาง โรยกรวด
ขนาดเล็กแล้วใส่ดินเตรียมปลูก วางต้นตะโก จัดหามุมให้มองแล้วสวยงาม เม่ือเราปลูกตะโกเสร็จ
แล้ว ให้ใชก้ รรไกรตัดแต่งใบท่ีไม่ต้องการออก รดนำ้ พอชุ่มย้ายไปไว้ที่แดดรำไร จากน้ันเมื่อตะโกเริ่ม
แตกใบใหม่ แลว้ จึงนำมาเลี้ยงตามปกติ การใหป้ ุ๋ย หากเป็นปยุ๋ เคมีต้องให้แบบเจอื จาง ถา้ เข้มข้นมาก
ตะโกจะเห่ียวเฉาตายได้ 2-3 เดอื นใส่ปุ๋ยเคมสี กั ครง้ั ในช่วงหน้าหนาวไมต่ อ้ งใส่ป๋ยุ เลย เพราะตะโกจะ
ไม่โตในหน้าหนาว โดย สุรเดช สดคมขำ (2563) ใหค้ ำแนะนำว่า เมื่อไดต้ ้นตอไมม้ าแล้ว มาตัดแต่งกิ่ง