ประวัติศาสตร์ครสิ ตศาสนจักร
ศาสนจักรยุคแรก – ยุคปฏิรปู ศาสนา ( ค.ศ. 30 – 1648 )
เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. วรรณพร บญุ ญาสถติ ย์
จดั ทำโดย
นาย ไพชยนต์ สขุ มี 6310121228014
รายงานน้ีเป็นส่วนหนึ่งของรายวชิ าประวตั ศิ าสตร์สากล
ภาคการศึกษาปีที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
วทิ ยาลยั การฝกึ หดั ครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
ก
คำนำ
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียนวิชาประวัติศาสตร์สากล โดยผู้จัดทำมีจุดประสงค์
เพื่อเผยแผ่ประวตั ิศาสตร์ของคริสตศาสนจักรให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เนื้อหาได้รวบรวมมาจากหนังสือ
วชิ ากร เอกสารประกอบการสอนของสถาบนั คริสตศาสนศาสตร์ช้ันนำของประเทศไทย เนื้อหาในรายงานฉบับ
นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์คริสตศาสนจักร ผู้จัดทำได้นำข้อมูลเกี่ยวกับ ศาสนจักรยุคแรก
ศาสนจกั รของรัฐ ศาสนจักรยคุ มดื อาณาจกั รโรมนั ศกั ดิ์สทิ ธิ์ศาสนจักรยุคกลาง จนถงึ ยุคของการปฏิรูปศาสนา
มาบนั ทกึ ไว้ในรายงานฉบบั น้ี โดยยังเหลือ ยุคเหตุผลและการฟื้นฟู ยคุ ก้าวหนา้ และยคุ พนั ธกจิ ยุคมูลฐานนิยม
และสหพนั ธภาพ โดยผจู้ ัดทำมีความหวังว่าจะมโี อกาศในการจดั ทำภายในอนาคต
ทางผู้จัดทำมีความหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณปัญญาชนและ
ประชาชนทุกท่าน ที่ต้องการหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสตศาสนจักร หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ทางผูจ้ ัดทำตอ้ งขอประทานอภัยไว้ ณ ที่น้ี
ผู้จัดทำ
( นาย ไพชยนต์ สุขมี )
นักศึกษาวิชาชีพครสู าขาวชิ าสังคมศึกษา
สารบญั ข
หวั ขอ้ หน้า
บทนำ : ศาสนาคริสต์คืออะไร 1
โลกของศาสนจกั รยุคแรก 2
ศาสนจักรยุคอัครทตู ค.ศ. 30-100 3
ศาสนจกั รของรฐั 12
พฒั นาการในศาสนจักร 15
การขยายอำนาจของศาสนจกั รโรมนั 16
ศาสนจักรยคุ มืด 19
อาณาจกั รโรมันศกั ดิ์สิทธิ์ Holy Roman Empire 22
ศาสนจักรยคุ กลาง 24
ยคุ ปฏิรปู ศาสนา 29
กลุ่มปฏิรูปศาสนาที่สำคัญของโปรเตสแตนท์ 4 กลมุ่ 35
ผลของการปฏริ ูปศาสนา 48
บรรณานุกรม 50
ภาคผนวก จ
ค
สารบญั รปู ภาพ
ภาพที่ หน้า
ภาพที่ 1 การตรงึ นักบุญเปโตรบนกางเขน 4
ภาพท่ี 2 ความทรมานของเซนต์ ไซเมยี น 6
ภาพที่ 3 ภาพปนู เปยี กของนกั บญุ อกิ เนเชียสจากอารามHosios Loukas, Boeotia, กรีซ 6
ภาพท่ี 4 โพลคี ารป์ ถูกทรมานประหารชวี ติ 7
ภาพที่ 5 จกั รพรรดิมาร์กุส เอาเรลอิ สุ 7
ภาพที่ 6 นกั บุญ จัสตินพลีชีพ 8
ภาพท่ี 7 จกั รพรรดิเสปตมิ ุ เซวีรัส 8
ภาพท่ี 8 Constantine The Great 11
ภาพท่ี 9 วสิ ยั ทัศนข์ องคอนสแตนตนิ และการตอ่ สทู้ สี่ ะพานมิลเวยี นในต้นฉบับไบแซนไทน์ในศตวรรษท่ี 9 11
ภาพที่10 การล้างบาปของคอนสแตนติน วาดโดย ราฟาเอล 12
ภาพที่ 11 ปา้ ยประกาศฉลองการออกพระราชกฤษฎกี ามลิ าน (ค.ศ. 1978) 12
ภาพท่ี 12 นักบญุ อะทาเนเชยี สแหง่ อะเล็กซานเดรยี 17
ภาพท่ี 13 นกั บุญแอมโบรสแห่งมลิ าน 17
ภาพที่ 14 นักบญุ ยอหน์ ไครโซสโทม 18
ภาพที่ 15 รูปป้นั ครึง่ ตวั ของชาร์เลอมาญ 22
ภาพท่ี 16 ชารเ์ ลอมาญรบั การสวมมงกฎุ โดยพระสันตะปาปาให้เปน็ จกั รพรรดแิ ห่งชาวโรมนั 22
ภาพที่ 17 ลูเทอรใ์ นปี 1533 วาดโดย ลูคัส ครานคั 35
ภาพที่ 18 ลูเทอรต์ อกญตั ติ 95 ทห่ี น้าประตปู ระตูวิหารของเมืองวิทเทนเบริ ์ก 36
ภาพท่ี 19 ฮลุ ดริช ซวงิ ลี 39
ภาพที่ 20 จอหน์ เคลวิน (John Calvin) 41
ภาพท่ี 21 พระสาทิสลกั ษณก์ ษตั รยิ เ์ ฮนรท่ี ี่ 8 โดยฮันส์ ฮอลไบน์ 44
สารบญั รูปภาพ (ตอ่ ) ง
ภาพท่ี หน้า
ภาพที่ 22 สมเดจ็ พระราชนิ ีนาถแมรีที่ 1 แหง่ อังกฤษโดยแอนโตนิส มอร์ 45
ภาพท่ี 23 สมเด็จพระสันตะปาปาปอลท่ี 3 46
ภาพท่ี 24 การประชุมสภาท่ีโบสถซ์ นั ตามาเรียมจั โจเร เมอื งเตรนโต 49
1
บทนำ
ศาสนาคริสต์คืออะไร
ศาสนาคริสต์ (Christianity) ราชบณั ฑิตยสถานเรยี กวา่ ครสิ ตศ์ าสนาเป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม
ที่มีพื้นฐานมาจากชีวิตและการสอนของพระเยซูตามที่ปรากฏในพระวรสารในสารบบ (canonical gospel)
และงานเขยี นพนั ธสญั ญาใหม่อื่น ๆ ผูน้ ับถอื ศาสนาครสิ ต์เรียกว่าคริสต์ศาสนกิ ชนหรือคริสตชน
คริสตชนเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรพระเป็นเจ้า และเป็นพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์และเป็น
พระผู้ไถ่ ด้วยเหตุนี้ คริสตชนจึงมักเรียกพระเยซูว่า "พระคริสต์" หรือ "พระเมสสิยาห์"ศาสนาคริสต์ปัจจุบัน
แบ่งเป็นสามนกิ ายใหญ่ คือ โรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์ ซึ่งยงั แบง่ นกิ ายย่อยได้อีกหลาย
นิกาย เขตอัครบิดรโรมันคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์แยกออกจากกันในช่วงศาสนจักรตะวันออก-ตะวันตก
(East–West Schism) ใน ค.ศ. 1054 และนิกายโปรเตสแตนต์เกิดขึ้นหลงั การปฏริ ูปศาสนาในครสิ ต์ศตวรรษ
ที่ 16 ซึ่งแยกตัวออกจากศาสนจักรโรมันคาทอลิก
คริสต์ศาสนกิ ชนเชอื่ ว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาหท์ พี่ ยากรณ์ไวใ้ นคัมภรี ์ฮบี รู ซึง่ ในศาสนาครสิ ต์เรียกว่า
"พันธสัญญาเดิม" พื้นฐานเทววิทยาศาสนาคริสต์นั้นแสดงออกมาในหลักข้อเชื่อสากล (ecumenical creed)
ที่มีมาตั้งแต่ศาสนาคริสต์ยุคแรก และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในบรรดาคริสต์ศาสนิกชน การประกาศ
ความเชื่อนี้มีอยู่ว่า พระเยซูทรงรับพระทรมาน สิ้นพระชนม์ และถูกฝังไว้ ก่อนจะคืนพระชนม์เพื่อให้ชีวิตนิ
รันดรแ์ ก่ผูท้ ี่เชอื่ ในพระองคแ์ ละไว้วางใจวา่ พระองค์เป็นผไู้ ถ่บาป พวกเขายงั เช่ืออกี วา่ พระเยซูเสด็จข้ึนสู่สวรรค์
ที่ซึ่งพระองค์ทรงควบคุมและปกครองรวมกับพระเจ้าพระบิดา นิกายส่วนใหญ่สอนว่าพระเยซูจะกลับมา
พพิ ากษามนุษยท์ ุกคน ท้ังคนเป็นและคนตาย และใหช้ วี ติ นิรนั ดร์แก่สาวกของพระองค์ พระองค์ทรงถูกมองว่า
เปน็ แบบอย่างของชีวิตอนั ดีงาม และเป็นทั้งผู้เผยพระวจนะและเป็นพระเจ้าลงมารับสภาพมนุษย์
ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ศาสนาคริสต์มีศาสนิกชนประมาณ 2.4 พันล้านคนทั่วโลก
คิดเป็นประมาณ 33% หรือหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของประชากรโลก และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดใน
โลกทงั้ ยงั เป็นศาสนาประจำชาติในหลายประเทศ
2
โลกของศาสนจักรยุคแรก
ศาสนจักรถือกำเนิดขึ้นในโลกที่มีวัฒนธรรมและความเป็นมาในประวัติศาสตร์เป็นเวลานานแล้ว
อาณาจักรใหญ่ ที่มีความเป็นมาหลายศตวรรษแล้วได้แก่ อาณาจักรอียิปต์, เมโสโปเตเมีย, ซูเมอร์,
บาบิโลนเกา่ , อสั ซเี รีย, บาบโิ ลนใหม่, กรีกและโรม
อาณาจักรโรม เป็นอาณาจักรที่ครอบครองและเรืองอำนาจมากในยุคที่ศาสนจักรก่อกำเนิดข้ึน
อาณาจักรโรมครอบครองโลกตะวันตกในช่วง 500 ปีแรกของประวัติศาสตร์ศาสนจักร อย่างไรก็ตามไม่ใช่
อาณาจักรโรมเทา่ น้ันท่มี ีอทิ ธพิ ลต่อความเป็นไปของศาสนจักรยคุ แรก แตย่ วิ และกรีกก็มีอทิ ธพิ ลตอ่ คำสอนของ
ศาสนาครสิ ต์ดว้ ย
อทิ ธิพลของชนชาตยิ ิวต่อศาสนจักรยคุ แรก
ศาสนาใหญ่ของโลก 3 ศาสนาถือกำเนดิ จากพระคัมภีร์พนั ธสญั ญาเดมิ ไดแ้ ก่ ศาสนายดู าห์ (Judaism)
ศาสนาครสิ ต์ (Christianity) ศาสนาอิสลาม (Islam)
ศาสนายูดาห์มีอิทธิพลต่อความเชื่อของศาสนาคริสต์ ในการช่วยกำหนดรูปแบบของความเชื่อทาง
ศาสนา โดยศาสนายูดาห์ เชื่อในพระเจ้าองค์เดยี ว (Monotheism) ซึ่งต่างจากศาสนาอื่น ในสมัยนั้นที่นับถอื
พระหลายองค์ เชอื่ เกีย่ วกับพระเมสสยิ าห์ (Messiah) ผ้ทู ่ีจะนำความชอบธรรมและความรอดมาสูโ่ ลก ชาวยิว
ไดร้ วบรวมพระคมั ภรี พ์ นั ธสัญญาเดิม ตามการทรงนำของพระวญิ ญาณบรสิ ุทธิซ์ ง่ึ เปน็ พระคัมภีร์ที่ศาสนาคริสต์
ใช้เช่นกนั ธรรมศาลายิว นอกจากจะเป็นสถานทที่ ี่คริสตชนรุ่นแรก ๆ มาพบกันหรือ ประกาศพระกิตติคุณแล้ว
ยังเป็นแบบอย่างแก่คริสตชนยุคแรกในด้านการปกครอง และการนมัสการ
อิทธิพลของกรีก
แม้ว่าโรมจะเป็นผู้ปกครองดินแดนทางการเมือง แต่กรีกเป็นผู้วางพื้นฐานทางวัฒนธรรมให้แก่
อาณาจกั รโรม แตป่ รชั ญากรีก เป็นสง่ิ ท่ที ้าทายตอ่ ความเชื่อของศาสนจักรในยุคแรกมาก (แมก้ ระทัง่ ในปจั จบุ ัน)
แต่ก็ได้เปิดทางด้านความคิดแก่โลกในสมัยนั้นให้สามารถยอมรับความเชื่อของศาสนาคริสต์ สิ่งที่ท้าทายต่อ
ความเชื่อของคริสตชนในปรัชญากรีก คือวัฒนธรรมกรีก มีแนวโน้มที่จะเน้นในด้านวัตถุสิ่งของความฟุ้งเฟอ้
และโจมตเี รอ่ื งเก่ียวกับฝา่ ยวิญญาณกรีกเนน้ เรือ่ งปรัชญามาก ทำให้ครสิ ตชนตอ้ งหาข้อโต้แย้งทางปรัชญาเพ่ือ
ปกป้องความเชอื่ ของตนเอง
ปรชั ญากรีกช่วยส่งเสรมิ ความเชือ่ ของศาสนาครสิ ต์ ดังน้ี
1. ปรัชญากรีกเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล จึงทำให้การมีพระหลายองค์เป็นสิ่งท่ี
ฟังดไู ม่มเี หตุผล
2. คำสอนของเพลโต ที่ว่า โลกที่มองเห็นเป็นเงาข องโลกที่มองไม่เห็น ช่วยให้คน
ในสมยั นน้ั ยอมรับว่ามีสงิ่ ท่อี ยเู่ บ้อื งหลังทุกสิง่ ในโลกนี้
3
3. ปรัชญากรีกมีจดุ อ่อนตรงทีว่ า่ แม้จะกล่าวถึงการแสวงหาพระเจา้ แต่ไมส่ ามารถสำแดงความเปน็
บุคคลของพระเจา้ ได้
4. ปรัชญากรีกซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบในสมัยนั้น เสื่อมถอยลงทำให้ประชาชน ใน
อาณาจักรโรม พร้อมทจ่ี ะรับพระกติ ตคิ ณุ ปรัชญากรกี ที่สำคัญ 2 แขนง ไดแ้ ก่
- เอพิควิ เรียนนซิ ึ่ม (Epicureanism) เป็นแขนงของปรัชญากรีกท่ีเน้นว่าความสุขสำราญฝ่ายเนื้อ
หนังเป็นสง่ิ สำคัญท่ีสุดของชวี ติ
- สโตอิคซิซึ่ม (Stoicism) เน้นการดำเนินชีวิตที่เคร่งครัดในวินัยและปฏิเสธเนื้อหนัง และความ
ตอ้ งการของตนเอง แตแ่ สวงหาเหตผุ ล
ศาสนาสำคัญในอาณาจกั รโรม
ศาสนาของชาวโรมันในยุคตน้ เป้นการเชื่อถือในวิญญาณและอำนาจลึกลับต่าง ๆ ในโชคลางของขลงั
เชอ่ื ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละวัตถุท้ังหลายมวี ิญญาณสิงอยู่ วิญญาณท่สี ิง่ อยู่จะต้องไดร้ บั การเซ่นสรวงบูชา
โดยหัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ทำพิธี ต่อมาในสมัยสาธารณรัฐเริ่มนบั ถือวญิ ญาณว่าเป็นเทพเจ้า เป็นความเชื่อท่ี
รบั มาจากกรีกอกี ทีหน่งึ โรมรบั เทพเจา้ กรีกท้งั หมดมาแปลงชอื่ ใหม่ เป็นเทพเจ้าของชาวโรมนั
หน้าที่ส่วนใหญ่ในทางศาสนาเป็นเรื่องของชนชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ พวกพระโดยมีประมุขคือ
Pontifex maximus ซง่ึ มักจะได้แก่กงสุลในสมยั สาธารณรัฐและจกั รพรรดใิ นสมยั จักรวรรดิ
ศาสนจกั รยคุ อัครทูต ค.ศ. 30-100
ศาสนจักรกรุงเยรูซาเล็ม (ตั้งแต่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ ค.ศ. 30 ถึง สเทเฟนเทศนา ค.ศ. 35) การ
เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์เป็นเหตุการณ์สรุปพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ พระเยซูเสด็จขึ้นไป
ร ั บพ ร ะ เก ี ย รติ และปร ะทั บบน พร ะที ่น ั ่ง เบื้ อ งขว าของ พร ะบิ ดา ในขณะ เดีย ว กั น การ เสด็ จขึ ้น สู ่สว ร รค์นี้
หมายความวา่ พระเยซยู ังทรงทำพระราชกจิ ในโลกโดยกระทำผ่านทางสาวกของพระองค์
การเริ่มต้นของศาสนจักร เริ่มต้นเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาในวันเทศกาลเพนเทคอส
เหตุการณ์นี้คือการเริ่มต้นของศาสนจักรในกรุงเยรูซาเล็ม ศาสนจักรก่อตั้งขึ้นด้วยการบัพติศมาของ
พระวญิ ญาณบรสิ ุทธ์ิการบพั ติศมาดว้ ยพระวิญญาณบรสิ ทุ ธิ์คร้ังแรกเลง็ ใหเ้ หน็ ถึงการก่อตั้งศาสนจักร
การขยายตัวของศาสนจกั ร ผ่านการออกไปเผยแผ่ของอัครสาวกของพระเยซูครสิ ต์ โดยแบง่ ไดด้ งั น้ี
ฟิลิปได้นำขันทีชาวเอธิโอเปียมารู้จักกับพระเจ้า ซึ่งทำให้พันธกิจของพระเจ้าขยายตัวออกไปสู่คน
ตา่ งชาติท่ีนมัสการพระเยโฮวาหแ์ ตไ่ ม่ได้เขา้ จารตี ลทั ธิยวิ
บางคนเชอื่ วา่ การกลับใจของเซาโล เปน็ เหตุการณ์ท่ีสำคญั ที่สุดในศาสนจักรตั้งแต่เหตุการณ์ในวันเพน
เทศเต การบันทึกเรื่องราวของเปาโลในตอนนี้ เป็นการเตรียมผู้อ่านสำหรับการประกาศพระกิตติคุณสู่คน
ต่างชาติ เรื่องราวของอัครทูตผู้ประกาศแก่คนต่างชาติคนนี้ จึงถูกบันทึกก่อนหน้าการประกาศของเปโตร
4
ต่อโครเนลอิ สั และครอบครวั ของเขา เซาโลผขู้ ม่ เหงกำลังจะกลายเป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ การเป็นพยาน
ในท่สี ดุ ปลายแผ่นดินโลก
การขยายตัวของศาสนจักรไปสู่อันทิโอก ศาสนจักรออกไปประกาศกับคนกรีกที่ไม่ได้เข้าสุหนัตซึ่ง
นับเป็นก้าวแรกเข้าสู่การประกาศกับคนต่างชาติ การพลีชีพเพื่อความเชื่อของสเทเฟนทำให้พระกิตติคุณ
แผ่ขยายไปสู่ดนิ แดนของคนตา่ งชาติ (ฟนี เี ซีย ไซปรัสและอันทโิ อก)
ศาสนจักรนานาชาติ (ค.ศ. 50-68) ได้มีการขยายตัวของศาสนจักรไปยังดินแดนต่าง ๆ
โดยการนำศาสนาเข้าไปนั้นก็เกิดความไม่พอใจของผู้แกครองแผ่นดิน จึงทำให้อัครทูตบางคนต้องถูกจำคุก
เพราะทำผิดกฎหมายในการเผยแผ่ศาสนาและบางคนถงึ ขัน้ ถูกประหารชวี ิตกม็ ี
รฐั ข่มเหงศาสนจกั รครง้ั แรกโดยจักรพรรดเิ นโร
เหตุการณ์สำคัญของช่วงนี้ที่มีผลต่อศาสนจักรอย่างมากได้แก่การข่มเหงของจักรพรรดิเนโร
ในตอนแรก มีเฉพาะพวกยิวเท่านั้นที่เป็นศัตรูต่อต้านคริสตชน เพราะศาสนายิว (คนยิว) เป็นศาสนาหนึ่งท่ี
ถูกต้องตามกฏหมายในอาณาจักรโรมัน ซึ่งชาวโรมันคิดว่าพวกคริสตชน ก็นับถือศาสนาเดียวกับพวกยิว
ฉะนัน้ เม่อื พวกครสิ ตชน ถกู คนยิวอน่ื รบกวนหรอื ขม่ เหง รัฐบาลโรมันก็ปอ้ งกนั
แต่ในชว่ งเวลาเดียวกนั น้ี กไ็ ดม้ ีเหตกุ ารณห์ ลายอย่างเกิดข้ึนที่
ทำให้รัฐข่มเหงคริสตชน เป็นทางการครั้งแรก ตามบันทึก
ของนักประวตั ศิ าสตร์ในเวลาน้นั ชื่อ ซุยโตเนยี สได้เล่าวา่ มีการขัดแย้ง
ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในธรรมศาลาของพวกยิว ราวปี ค.ศ. 50-53
ความวุ่นวายครั้งนี้คงเป็นสาเหตุทำให้พวกยิวทีอ่ าศัยอยู่ในกรุงโรมถูก
ขับไล่ออกมจากกรุงโรมชั่วคราวโดยคำสั่งของจักรพรรดิคลาวดิอัส
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พวกยิวก็ยังทำตัวเป็นศัตรูกับพวกคริสตชน
ยิวและคริสตชน ต่างชาติมากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกันจำนวนคริสตชน
กับเพิ่มทวีมากขึ้น แม้กระทั่งในหมู่ราชสำนักของจักรพรรดิซีซาร์ ภาพที่ 1 การตรึงนักบุญเปโตรบนกางเขน
ก็มีคนมารับเชื่อด้วย ฉะนั้น รัฐบาลโรมันจึงเริ่มเห็นว่า ลัทธิใหม่ (พวกคริสตชน -พวกทางนั้น) นี้แท้จริงก็
แตกตา่ งหรอื เปน็ คนละพวกกับลัทธิศาสนายิว ยิ่งกว่านนั้ ยังได้เกดิ มีเพลงิ ไหม้กรุงโรมครั้งใหญ่ขน้ึ ในปี ค.ศ. 64
ซึ่งความจริงเป็นคำสั่งของจักรพรรดเิ นโร ที่ถูกประนามว่าเป็นจักรพรรดิองค์ชั่วรา้ ยที่สุดในบรรดาจักรพรรดิ
ของโรมนั ) เนือ่ งจากมตี ำนานกล่าวว่าท่านเกิดบ้าคลัง่ ข้นึ มา เพราะอยากทอดพระเนตรดูว่า เมื่อมีเพลิงไหม้ใน
เมืองหลวงแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อเพลิงไหม้เผาไปแล้วและเห็นว่าอาคารส่วนใหญ่ของกรุงโรมได้ถูก
ทำลายไปในมหาเพลิง จกั รพรรดิเนโรจึงทรงปัดความผิดใหพ้ น้ พระองค์ โดยกล่าวหาวา่ พวกคริสตชน (ท่ีนับ
ถอื ลทั ธศิ าสนาใหม่) ที่ประชาชนสว่ นใหญไ่ มน่ ยิ มและพวกยิวต่อต้าน เปน็ ตวั การก่อมหาเพลงิ นี้ แล้วท่านก็เริ่ม
5
ลงมือข่มเหงพวกคริสตชน อย่างเป็นทางการ โดยสั่งให้จับและฆ่าอย่างทารุณนับเป็นจำนวนพัน ๆคน ใน
จำนวนน้นั รวมพวกอคั รสาวกทงั้ หลาย และเปโตรถกู ตรงึ ตาย (เอาหวั ลง) ด้วยในปี ค.ศ. 67 และตอ่ มาเปาโลถูก
ตดั ศีรษะในปี ค.ศ. 68
ศาสนจักรจักรยุคสลัว ค.ศ. 68-100 สาเหตุที่เรียกว่า “ยุคสลัว” เพราะเกิดการข่มเหงเริ่มมีมาถึง
ศาสนจักรอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลโรม ในช่วงนี้ศาสนจักรขาดผู้นำเพราะถูกประหารชีวิตไปเป็นจำนวน
มากยกเว้นอัครทูตยอห์น และเป็นยุคที่เรามีข้อมูลรายละเอียดน้อยที่สุด เพราะไม่มีหนังสือ (จดหมายฝาก)
อะไรเขียนขึ้นเลยหรือขาดนักประวัติศาสตร์ นักเขียนก็ว่าได้ จึงดูเหมือนว่าม่านได้รูดปิดบัง ศาสนจักร
ของพระเจ้าไว้จนถึงราว ค.ศ. 120 ที่ม่านได้ถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่งคือ ได้ทราบรายละเอียดจากหนังสือของ
พวกบรรพบรุ ษุ /อคั รทูตสมัยเรมิ่ แรก (The Catholic/Apostolic Fathers)
กรงุ เยรูซาเลม็ แตก ค.ศ. 70 ช่วงเวลานัน้ ประชาชนยวิ ท้ังหลายก็ได้เกิดความไม่พอใจต่อการปกครอง
ของโรมอย่างมากขึ้นเป็นลำดับจนได้ลุกลามขึ้นกลายเป็นการปฏิวัติคร้ังใหญ่ต่อต้านอำนาจโรมในปี ค.ศ. 66
กรุงโรมจงึ ไดส้ ่งแม่ทพั ช่ือ ไทตัส โอรสของจักรพรรดเิ วสเปเชียนมาลอ้ มกรุงเยรูซาเล็มไว้ ทำให้ชาวเมืองได้รับ
ความทุกข์ยากลำบากมาก มีคนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากและพระวิหารก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ
แลว้ กรุงเยรูซาเล็มก็ถูกยดึ ได้สำเรจ็ ในปี ค.ศ. 70
เหตุการณ์ครั้งนี้ในแง่หนึ่ง ทำให้ศาสนาคริสต์ได้แยกตัวออกจากลัทธิศาสนายิว อันเป็นศาสนาแม่
อยา่ งส้ินเชิง และศาสนจักรของพระเจ้ากไ็ ด้ยนื เด่นอยู่ตา่ งหาก ซึง่ ตอนนสี้ มาชกิ ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ซึ่งก็
ไดร้ อดปลอดภยั จากสงครามกลางเมอื งในครง้ั น้ีจนในปี ค.ศ. 84 พวกผู้นำคริสตชน ก็ไดน้ ำตัวออกจากการเป็น
สมาชกิ ของหมู่คนยิว ดังนนั้ การเปลยี่ นแปลงในศาสนจักรของพระเจ้าซงึ่ เคยมีรากฐานมาจากพระคัมภีร์เดิม มี
พระเยซูเป็นคนยิว มีพวกอคั รทูตเป็นคนยิวและมพี ระคัมภีร์ที่ใช้เป็นหลักเขียน โดยคนยิวส่วนมากกลายเปน็
กล่มุ ชน กลมุ่ สามคั คธี รรมของสังคมคนต่างชาติ
รัฐข่มเหงใหญ่เป็นครั้งที่สอง โดยจักรพรรดิโดมิเทียน ต่อมาในราวปี ค.ศ. 90 จักรพรรดิโดมิเทียน
เปน็ คนโหดรา้ ยมาก ไดท้ ำการขม่ เหงคริสตชน อยา่ งเป็นทางการคร้ังใหญ่เป็นคร้งั ท่ีสอง ดังนัน้ มีคริสตชน เป็น
จำนวนพัน ๆ คนตอ้ งถูกฆา่ ตาย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงโรมและอิตาลี การข่มเหงในครั้งน้ีไม่เหมือนคร้ัง
สมัยเนโรที่ทำการขม่ เหงพักเดยี ว และในทแ่ี หง่ เดียว ไมไ่ ด้แพร่ไปท่ัวอาณาจกั รโรมัน แต่ในเวลานกี้ ารข่มเหงได้
แพร่ขยายออกไปทั่ว อัครทูตยอห์นเป็นคนสุดท้ายที่มีชีวิต ได้พักอยู่ที่เอเฟซัส แล้วถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะ
ปทั มอสในทะเลอเี จยี น และได้รบั การเปิดเผยแสดงนมิ ิตจากพระเจา้ ใหเ้ ขยี นพระธรรมววิ รณซ์ ง่ึ เป็นพระธรรม
ฉบับสดุ ทา้ ยของพระครสิ ตธรรมใหม่
6
ศาสนจักรยุคข่มเหง ค.ศ. 100-313 แท้ที่จริงศาสนจักรถูกข่มเหงตั้งแต่ยุคอัครทูตแล้ว ในช่วงน้ัน
การข่มเหงส่วนมากมาจากชาวยิวที่ไมไ่ ด้เปน็ คริสตชน แต่พอมาถงึ ยุคที่สองน้ี การขม่ เหงเกดิ ข้ึนจากรัฐบาลโรม
โดยตรง จักรพรรดิโรมไดอ้ กกฎหมายอย่างเป็นทางการให้ขม่ เหงครสิ ตชน ทั่วอาณาจักรโรม
ภายใต้จกั รพรรดิ 4 องคใ์ นรชั กาลของเนร์วาร, ทราเจนิ , ฮาเดรยี น และอันโตนินสุ ปอิ สุ ค.ศ. 96-161
เนื่องจากจักรพรรดิทัง้ 4 องค์นี้จัดว่าเป็นจักรพรรดิที่ดี ฉะนั้นแม้ศาสนาคริสตชน จะไม่ได้รับการรับรองจาก
รัฐบาล (เพราะได้แยกออกจากลัทธศิ าสนายิว) การข่มเหงในช่วงนี้จึงไม่ถงึ ขั้นสาหัสกล่าวคือ การจับคริสตชน
นนั้ ต้องมขี อ้ หาฟ้องรอ้ งชัดแจง้ และมีหลกั ฐานประกอบการรอ้ งทกุ ข์เท่านนั้ ซึง่ เมอ่ื ค้นพบวา่ เป็นพวกคริสตชน
จริงก็นั้นก็จะบังคับให้ละทิ้งเสีย ถ้าไม่ยอมเจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องใช้กฏหมายบังคับคือ ประหารชีวิต
คนสำคัญ ๆ ท่ตี ้องถกู ประหารอยา่ งทารณุ
1. ไซเมียน (ซีโมน) เป็นผู้สืบตำแหน่งของท่านยากอบในฐานะประธาน/ผูป้ กครองดูแลศาสนจักรท่ี
กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นน้องของพระเยซูเช่นท่านยากอบ และกล่าวกันว่าท่านมีอายุยืน
ยาวถึง 120 ปี โดยถูกตรึงด้วยคำสั่งของข้าหลวงโรมันแห่งปาเลสไตนใ์ นปี ค.ศ. 107 ในระหว่าง
รัชกาลของจกั รพรรดิทราเจนิ
ภาพที่ 2 ความทรมานของเซนต์ ไซเมียน
2. อิกเนเทียส เป็นผู้ปกครองดูแลศาสนจักรที่อันติโอกในซีเรีย ท่านมีความเต็มใจรับการประหาร
ชีวิตที่ทารุณ โดยระหว่างทางที่ไปกรุงโรม ท่านได้เขียนจดหมายถึงศาสนจักรต่าง ๆ แสดง
ความหวังว่า จะไม่ยอมเสยี โอกาสในการมีเกยี รติทจ่ี ะตายเพอื่ องคพ์ ระผู้เป็นเจ้าของท่าน ซ่ึงท่าน
ได้ถกู โยนลงไปใหส้ ตั ว์รา้ ยกินในโรงละครสตั ว์โรมในราวปี ค.ศ. 108
ภาพที่ 3 ภาพปูนเปยี กของนักบญุ อกิ เนเชยี สจากอารามHosios Loukas, Boeotia, กรซี
7
3. โพลีคาร์ป เป็นผู้ปกครองศาสนจักรที่สเมอร์น่าในเอเซียน้อย เมื่อท่านถูกนำตัวมาต่อหน้าท่าน
ข้าหลวงโรมนั กไ็ ด้รับคำสั่งให้ด่าพระนามของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านไดก้ ลา่ วตอบว่า“เป็นเวลาถึง
86 ปีที่ข้าพเจ้าปรนนิบัตริ ับใช้พระครสิ ต์ของข้าพเจ้า พระองค์ไมท่ รงเคยทำผิดสิ่งใดต่อข้าพเจ้า
เลย มีแต่สิง่ ทีด่ ีทัง้ สิ้น ข้าพเจา้ จะหมิ่นประมาทดา่ พระองค์อย่างไรได้พระองค์ทรงเป็นเจ้าชีวิตและ
พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า” ท่านจึงถูกเผาทั้งเป็นและเสียชีวิตไปอย่างทารุณในปี ค.ศ. 155
เป็นต้น แท้จริงยังมีอีกหลายคนที่ยอมพลีชีพเพราะความเชื่ออย่างไรก็ตาม การข่มเหงในช่วง
รัชกาลเหลา่ นี้ยงั สาหัสนอ้ ยกวา่ ที่จะมีมาภายหลงั ภาพท่ี 4 โพลีคารป์ ถกู ทรมานประหารชีวิต
จกั รพรรดมิ าร์กสุ เอาเรลอิ ุส : ครองราชย์ ค.ศ. 161-180 (Marcus Aurelius)
ภาพท่ี 5 จักรพรรดิมารก์ ุส เอาเรลอิ สุ
จักรพรรดิมาร์คุสทรงเป็นนักปกครองที่เก่ง ยุติธรรม และได้พยายามฟื้นฟูชีวิตโรมันแบบโบราณ
ทั้งทางศาสนาโรมโบราณด้วย เพราะท่านเคร่งและอนุรักษ์นิยม และจึงได้ทำการต่อสู้ขัดขวางทั้งข่มเหง
คริสตชน อย่างโหดร้าย ท่านหาว่า พวกคริสตชน เป็นพวกเปลี่ยนแบบจารีตประเพณี และทำขัดกับสังคม
ดังนั้นคริสตชน ผู้เชื่อหลายพันคนต้องถูกตัดศีรษะหรือโยนให้สัตว์ร้ายกินในสนามโรงละคร
บุคคลสำคัญที่ต้องเสียชีวิตในรชั กาลนีค้ ือ ท่านจัสติน มาร์เทอร์ (Justin Martyr) เป็นนักปรัชญา แต่ต่อมาได้
8
กลบั ใจเช่ือพระเจ้า จงึ ได้ศึกษาศาสนศาสตร์และทำการสอนต่อไป ทา่ นเปน็ คนมคี วามสามารถท่ีสุดคนหนึ่งใน
สมัยของท่าน และเป็นผู้ป้องกันความเชื่ออย่างออกหน้าที่สุด หนังสือของท่านก็ยังคงมอี ยู่ มีค่ามากในการให้
ความรเู้ รอ่ื งศาสนจกั รในระยะกลางศตวรรษที่ 2 ทา่ นถูกประหารทก่ี รงุ โรม ค.ศ. 166
ภาพที่ 5 นกั บญุ จัสตินพลชี ีพ
จักรพรรดิเสปติมสุ เซวีรัส (Septimus Servirus) ค.ศ. 193-211
ภาพท่ี 6 จักรพรรดเิ สปติมุ เซวีรัส
เมื่อขึ้นครองราชย์ก็เริ่มปรับปรุงกิจการงานทั้งหลายของอาณาจักรโรมัน และรื้อฟื้นการขัดขวางข่ม
เหงคริสตชน ท่านมีลักษณะเป็นคนขรึมดี วินัยจดั (แตเ่ ปน็ คนขโ้ี รค) ไดพ้ ยายามรื้อฟื้นศาสนาโรมนั ที่เก่าแก่ข้ึน
ใหมแ่ ตก่ ไ็ ม่สำเรจ็ ได้ต้งั ตน้ ข่มเหงอย่างโหดเหยี้ มในปี ค.ศ. 202 และยืดเย้อื มาจนถงึ มรณภาพของท่านเองในปี
ค.ศ. 211 การข่มเหงนี้มีขึ้นทุกหนทุกแห่งทั่วราชอาณาจักรโรมัน ที่โหดร้ายที่สุดโดยเฉพาะในอียิปต์
และแอฟริกาเหนือ จักรพรรดเิ ปสตมิ สุ นมี้ ีใจชั่วรา้ ยมาและนานจนนกั เขียนคริสตชน หลายท่านเรียกทา่ นว่าเป็น
“ปรปักษพ์ ระคริสต”์ (Anti-Christ)
9
จักรพรรดเิ มก็ ซมิ นิ สั ทราเชยี น (Maximinus the Thracian ค.ศ. 235-238)
เป็นจักรพรรดิที่มีความโหดเหี้ยมมาก และข่มเหงพวกคริสตชน อย่างหนักด้วย อาจเป็นเพราะว่า
จกั รพรรดิก่อนชอบครสิ ตชน กเ็ ปน็ ได้ แต่อยา่ งไรกต็ าม ในเวลานี้โดยทวั่ ๆไปนโยบายของศาสนจกั รได้ปรับปรงุ
ใหส้ มบูรณ์ข้ึน และมอี ทิ ธิพลในสงั คมซ่งึ เช่ือกันว่าขณะนน้ั มีคริสตชน อยา่ งนอ้ ย 2 หมน่ื คนที่กรุงโรม
จกั รพรรดิเดซิอัส (Decius) ค.ศ. 249-251
เป็นจักรพรรดิองค์แรกที่กดขี่ข่มเหงคริสตชน โดยมีแผนการที่แนบเนียนรัดกุมและจริงจัง โดยการ
จงใจใส่ร้ายกล่าวหาวา่ ครสิ ตชน เปน็ ลัทธคิ วามเชื่อเทียมเท็จ ใช้ไม่ไดแ้ ละหลอกลวงคนทงั้ หลายให้หลงเชื่อตาม
วิธีการเช่นนี้ดูเหมือนจะได้ผล คริสตชน ได้รับการกระทบกระเทือนมากเพราะว่าการข่มเหงแบบนี้เกิดขึ้น
ไม่รู้ตัวและไม่มีการเตรียมตัว คริสตชน ถูกจับรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อรับโทษพร้อม ๆกัน โดยถูกออกคำสั่งให้
ถวายบูชารูปเคารพเอาเมล็ดข้าวโปรยลงในเพลิงไฟให้ไหม้คริสตชน ที่ไม่ยอมทำตามก็วิ่งหนี แต่ส่วนมาก
หนีไม่พ้น และถูกจับกดสำลักน้ำตาย มีคริสตชน บางคนในตอนแรกเมื่อถูกจับได้ เอาเงินทองจำนวนหน่ึง
เป็นสินบนซื้อใบรับรองว่า ได้ถวายเครื่องบูชาตามพิธีการแล้ว ผู้ที่ถูกประหารหลายคนเป็นบิชอป
และผู้นำศาสนจกั ร
ภาพที่ 7 จักรพรรดเิ ดซิอัส
จกั รพรรดิวาเลเรยี น (Valerian) ค.ศ. 253-260
ท่านได้ออกกฎหมายห้ามไม่ให้คริสตชน จับกลุ่มประชุมกัน คริสตชน ชั้นผู้นำส่วนมากถูกลงโทษถึง
ชีวิต ไชเปรียน ผู้ปกครองเมืองคาร์เทจ ผู้มีชื่อเสียงเป็นนักเขียนยิ่งใหญ่คนหนึ่งและผู้นำศาสนจักรคนสำคัญ
ของยุคนี้ก็ถูกประหาร รวมทั้งผู้ปกครองเซกซ์ธัสชาวโรมันด้วยและคริสตชน ผู้มีตำแหน่งต่าง ๆก็ถูกปลด
ตำแหนง่ และรบิ ทรัพย์สิน บางคนกถ็ ูกทรมานถึงตาย สว่ นพวกผหู้ ญิงก็รบิ สงิ่ ของเครอ่ื งใชแ้ ละเนรเทศใหอ้ อกไป
10
อยู่ต่างแดนที่ไอรี ในระยะนี้ก็มีจักรพรรดิอีกองค์คือ กัลลีนัส ค.ศ. 60-268 เป็นจักรพรรดทิ ีร่ อบรู้คงแก่เรยี น
ใช้สติปัญญาและปรัชญาได้สั่งเปลี่ยนนโยบายอนุญาตให้พวกคริสตชน มีเสรีภาพในการจัดประชุม นั้นก็คือ
ศาสนาคริสตชน ได้รับการรับรองตามกฎหมาย และคริสตชน สามารถมีสิทธิครอบครองที่ดิน มีตำแหน่งรับ
ราชการ และอยูใ่ นระดับบรหิ ารไดด้ ว้ ย แต่ขณะเดียวกนั กม็ พี วกนักปรชั ญาทไี่ ม่เชอื่ พระเจ้าพดู คดั ค้านต่อสู้ด้วย
คำสอนและศาสนศาสตร์ น้ีจงึ เป็นการเรมิ่ ต้นของสงครามความรู้ศาสนศาสตร์ ซ่ึงมีตลอดจนถงึ ศตวรรษท่ี 4
อยา่ งไรกต็ ามเราพูดได้วา่ ตัง้ แต่ ค.ศ. 260-305 วา่ ไม่มกี ารข่มเหงครสิ ตชน ท่ีรุนแรง และในช่วงหลัง
ศาสนากลายเปน็ ศาสนาทนี่ ยิ มมาก มคี นมากมายและคนร่ำรวยมาร่วมเชือ่ ถือดว้ ย เหตผุ ลเป็นเพราะเม่ือมีการ
ตอ่ สู้ดา้ นศาสนศาสตร์กับพวกนักปรัชญาต่างชาติ พวกนกั เขยี นครสิ ตชน ชั้นนำก็ไดศ้ ึกษาค้นคว้าเขียนหลักคำ
สอนศาสนศาสตร์ โดยใช้ภาษา ศัพท์ ปรัชญากรีกเป็นหลัก และได้ขยายพัฒนาการโต้ตอบป้องกันให้เหตุผล
ความเช่ือของครสิ ตชน โดยใชพ้ ื้นฐานของปรัชญาทำให้คนท้ังปวงอา่ นศกึ ษาแล้วเข้าใจดี
จักรพรรดิออริเลยี น (Aurelian) ค.ศ. 270-275
เป็นจักรพรรดิที่มีพระปรีชาสามารถ เป็นแม่ทัพที่เก่งกล้ามาก ท่านได้สู้รบยึดเอาดินแดนเมืองข้ึน
ที่ถูกตีไปคืนมาได้ จนถึงขนาดได้รับการขนานนามว่า “ผู้ปรับปรุงก่อตั้งโลกให้มั่นคง” ในปี ค.ศ. 275
หลังจากที่ท่านสามารถตีเอาดินแดนคืนมาได้ทั้งหมด ก็ถูกปลงพระชนม์นายพลโปปัส ขึ้นครองราชย์แทน
ดังนั้น การข่มเหงคริสตชน ในรัชกาลนี้จึงไม่ได้มีขึ้น นอกจากการรบกวนภายในศาสนจักร คือ การต่อสู้
ด้านศาสนศาสตรก์ ับพวกนักปรัชญาต่างชาติท่เี รียกวา่ สงครามสติปญั ญาความรู้
จกั รพรรดิโอเคิลเทยี น (Deocletian) ค.ศ. 284-305 และกาเลเรียส (Galerius) ค.ศ. 305-311
เป็นแม่ทัพที่มีความเก่งกล้าและปรีชาสามารถมาก เป็นรัฐบุรุษที่มีสติปัญญาดี เมื่อขึ้นครองราชย์
เห็นว่า ราชอาณาจักรกว้างใหญ่เกินไปที่จะปกครองคนเดียว จึงเลือกเพื่อนร่วมการปกครองช่วยเหลือ
โดยแบ่งออกเป็น 4 อาณาเขต อีก 3 คนคือ แม๊กซิมินัส กาลีเรียส และคอนสแตนตัส อาณาจักร
ได้รับความผาสุกอย่างดี จากรัฐบาล แต่ความยุ่งยากสับสนระหว่างการปกครองและผู้บริหารก็มีบ่อยคร้ัง
ส่วนมากเกี่ยวกับการเก็บภาษีอากรเข้ารัฐเพิ่มมากขึ้น แล้วการอุตสาหกรรมเพาะปลูก และการพาณิชย์
ของราชอาณาจักรก็เสื่อมโทรมลง ทางพวกครสิ ตชน ก็ได้มีศาสนจักรใหมส่ ร้างขน้ึ อีกหลายแห่ง และมีผู้รับเชื่อ
กลับใจใหม่อยู่เร่ือย ๆ จนกระทั่งดิโอเคิลเทียนชราลง การีเรียสถูกภรรยายแุ หย่ จึงถือโอกาสข่มเหงคริสตชน
โดยปลดยศและให้คริสตชน ออกจากตำแหน่งต่าง ๆทั้งถูกริบทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน อาคารที่อยู่อาศัย
ทั้งหลาย มีการเผาพระคัมภีร์และการทำลายล้างอาคารศาสนจักรทั่วราชอาณาจักร แต่ดิโอเคิลเทียน
ไม่ยอมให้มีการฆ่าทำลายคริสตชน และปลูกฝังพวกเด็ก ๆให้ปฏิเสธหรือละทิ้งความเชื่อ และให้คิดว่า
เป็นสิ่งไม่ดี สอนโดยครูที่ไม่เชื่อพระเจ้า การกดขี่ข่มเหงมีมากตลอดจนถึง ค.ศ. 313 เมื่อออกกฎหมายใหม่
11
คริสตชน มีสิทธิ์บ้างในการนมัสการพระเจ้า เพราะท่านเป็นโรคหัวใจรักษาไม่ได้ ได้เรียกร้องให้คริสตชน
อธษิ ฐานเผอ่ื สุดท้ายหวั ใจวายส้นิ ชีพ
สมยั จกั รพรรดคิ อนสแตนติน (Constantine) ค.ศ. 312-337
ภาพที่ 8 Constantine The Great
เมื่อดิโอเคิลเทียนสละราชบัลลังก์ในปี ค.ศ. 305 และคอนสแตนเทียสถูกฆ่าตายปี ค.ศ. 306
อาณาจักรโรมันก็เริ่มปั่นป่วน มีการจลาจลเกดิ ข้ึนบ่อย ๆ นำไปถึงการสงครามระหว่างผูน้ ำทั้งหลายเรยี กรอ้ ง
สทิ ธิจะครองโรม สงครามสิน้ สุดลงในปี ค.ศ. 312 เมอ่ื คอนสแตนตนิ บตุ รของคอนสแตนเทยี ส เป็นผไู้ ดช้ ัยชนะ
ครอบครองราชอาณาจักรโรม และขึ้นครองราชย์ ในปี 313 มีพระนามเต็มว่า “Flavius Valerius Aurelius
Constantinus” ครองราชสมบัติเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดโิ รมันระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 306 ถึง
วันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 312 ยุคของจักรพรรดิคอนแสตนตินมีการแบ่งแยกโรมันออกเป็น 2 ส่วน คือโรมัน
ตะวนั ออกปกครองโดยคอนแสตนตินและโรมนั ตะวนั ตกปกครองโดยแม็กเซนซอิ ุส ซึ่งไดท้ ำสงครามเพ่ือแย่งชิง
ความเปน็ ใหญก่ นั ในปีค.ศ. 312 ซง่ึ คอนสแตนตินได้รบั ชยั เหนือแม็กเซนตอิ สุ และได้รวมโรมันไวเ้ ป็นเดียว อีกทั้ง
มีเรอื่ งเลา่ ว่าคนื ก่อนทคี่ อนแสตนตนิ จะออกไปรบได้มีภาพนมิ ิตบอกให้เขาใส่เครอ่ื งหมายของพระคริสตเจ้าบน
โล่ห์ของทหาร เปน็ ตัวอักษรสองตัวแรกของชือ่ พระคริสต์เจ้าในภาษากรีกแล้วจะทำสงครามชนะ
ภาพท่ี 9 วสิ ยั ทศั นข์ องคอนสแตนตนิ และการตอ่ สทู้ ีส่ ะพานมิลเวียนในตน้ ฉบบั ไบแซนไทน์ในศตวรรษท่ี 9
12
ศาสนจกั รของรัฐ (ยคุ ประนีประนอม) ค.ศ. 313-590
เมอ่ื คอนสแตนตนิ ออกสรู้ บกับผู้ครองอาณาจกั รโรม ทา่ นอ่ืน ๆท่ีกำลังแย่งชงิ อำนาจกันอยู่ในขณะน้ัน
คอนสแตนตินอ้างว่า ได้เห็นสัญลักษณ์กางเขน ปรากฏสุกใสบนท้องฟ้าพร้อมกับคำขวัญว่า “ชนะด้วย
เครื่องหมายนี้” ท่านจึงใช้กางเขนเป็นเครื่องหมายประจำกองทัพและรบชนะในที่สุดคอนสแตนตินจึงครอง
กรุงโรม ในปี ค.ศ. 313 ได้ออกพระราชกฤษฎีกาใหส้ ิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาเรียกวา่ กฤษฎีกามิลาน
ทำให้คริสตชนมีเสรีภาพในการนมัสการ แม้ว่าคอนสแตนตินจะนิยมชมชอบคริสตชนมาก และให้ความ
ชว่ ยเหลอื ดา้ นการเงินและท่ดี ินสรา้ งศาสนจักร แต่ตวั พระองค์เองไม่ทรงยอมรบั ว่า เป็นคริสตชนออกนอกหน้า
จนกระทั่งถงึ เวลาที่ใกล้จะสิ้นพระชนม์ จึงขอรับบัพติสมาด้วยความเชื่อวา่ การรับบัพติสมาสามารถล้างบาป
ทั้งหมดได้อย่างไรกต็ าม ความเปลี่ยนแปลงอยา่ งกระทันหันในความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรัฐบาลโรม และคริสตชน
ทำใหค้ วามเชื่อของคริสตชนแผข่ ยายกว้างขวางท่ัวอาณาจกั รโรม ซึ่งนำมาทงั้ ผลดแี ละผลเสียในเวลาต่อมา
ภาพท่ี 10 การล้างบาปของคอนสแตนติน วาดโดย ราฟาเอล
ผลดีของการประกาศกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan)
ภาพที่ 11 ป้ายประกาศฉลองการออกพระราชกฤษฎีกามลิ าน (ค.ศ. 1978)
การข่มเหงคริสตชนในอาณาจักรโรมสิ้นสุดลง กฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ให้สิทธิเสรีภาพใน
การนับถอื ศาสนาแก่ทุกคนในราชอาณาจักรโรม(ประกาศใชเ้ ม่ือ ค.ศ. 313) แต่ทว่ามีผลบังคบั ใช้เพยี งแค่ส่วน
ของอาณาจักรโรมทางตะวันตกที่ปกครองโดยคอนสแตนติน แต่ทางตะวันออกของอาณาจักรซึ่งมีจักรพรรดิ
คู่ร่วมปกครองพระนามว่า ไลซีนัส (Licinus) ไม่ได้ใช้พระราชกฤษฎีกานี้ จึงยังมีการขม่ เหงประปรายทางดา้ น
13
ตะวันออก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 323 เมื่อคอนสแตนตินขึ้นครองราชย์แต่ผู้เดียว การข่มเหงจึงสิ้นสุดลงโดย
ส้นิ เชงิ ตอ่ มาในสมัยของบรรดาพระราชโอรสของคอนสแตนตนิ ได้ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ศาสนจักรอย่างออกหน้า
ออกตา และออกกฎหมายยกเลกิ การนมัสการพระต่างชาติในโรมด้วย พอมาถึงประมาณ ค.ศ. 500 อาณาจักร
โรมกเ็ ปล่ยี นมาเปน็ คริสตชน
ศาสนจักรฟื้นตัว และเปิดใหม่ทุกหนแห่ง ในยุคอัครสาวก การนมัสการของคริสตชนทำตามบ้าน
สมาชกิ ในช่วงศตวรรษที่ 3 จึงเริม่ มีอาคารศาสนจักรเปน็ กิจลกั ษณะขนึ้ ซึง่ ได้ถูกทำลายไปมาในสมัยจักรพรรดิ
โอคลีเทยี นและกาเลเรยี สในการขม่ เหงครง้ั สดุ ท้าย มาในสมัยของคอนสแตนตนิ ได้ทรงมอบคืนท่ีดินและอาคาร
ที่ยังเหลืออยู่แก่ศาสนจักร พร้อมกับมีการสร้างอาคารศาสนจักรใหม่ ๆขึ้นมาก คอนสแตนตินเองก็ทรงสร้าง
ศาสนจักรใหม่ ๆขึ้นในเยรูซาเลม็ และเมื่อทรงย้ายเมืองหลวงไปยังคอนสแตนติโนเปิลก็ทรงสร้างศาสนจกั รไว้
มากมาย นอกจากการสร้างอาคารศาสนจักรแล้ว ยังมีการประกาศและทำพันธกิจทั่วอาณาจักรโรมและนอก
อาณาจักรดว้ ย
วัดและวิหารพระต่างชาติกลายเป็นศาสนจักรของคริสตชนไปเม่ือประชาชนโรมหนั มานิยมนับถือ
ความเชือ่ ของคริสตชนมากข้นึ (โดยเฉพาะคนท่ีมีความรูแ้ ละการศึกษา) ทำให้วิหารร้างไป ต่อมา วัดเหล่าน้ีจึง
ถูกเปลี่ยนไปเป็นศาสนจักร อย่างไรก็ตามการบูชาพระต่าง ๆตามความเชื่อดั้งเดิมยังคงมีอยู่ตามชนบท
และเปน็ เช่นน้ีตอ่ ไปอีกหลายศตวรรษ
ศาสนจักรได้รับการช่วยเหลือและสิทธิต่าง ๆทรัพย์สินเงินทางที่ได้จากท้องพระคลัง (Public
Treasury) ซึง่ เคยใชบ้ ำรุงวดั วิหารพระต่างชาติ ไดน้ ำมาใช้ช่วยเหลือศาสนจกั ร และผูร้ บั ใชพ้ ระเจ้าหรอื นักบวช
หรอื บรรพชติ เงินชว่ ยเหลอื เหล่าน้ีทำให้ศาสนจักรเปล่ียนโฉมหน้า ม่งั คง่ั ร่ำรวยขน้ึ นอกจากน้ี รัฐบาลโรมก็ได้
เลย้ี งดพู วกผ้รู ับใช้ (บรรพชิต) ในศาสนจกั รอยา่ งเป็นทางการด้วย
กลุ่มบรรพชิตได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง บางอย่างรัฐกำหนดให้ แต่บางอย่างได้รับโดยทางธรรม
เนียม ซึ่งในเวลาต่อมาก็กลายเป็นกฏหมาย เช่น หน้าที่ต่อสาธารณะที่ประชาชนตอ้ งปฏบิ ัติ กลุ่มบรรพชิตรบั
การยกเว้นภาษีก็ไม่ต้องเสียการฟ้องร้องกล่าวหากลุ่มบรรพชิตจะพิจารณากันในศาลของศาสนา
(Ecclesiastical Court) และนกั บวชของ ศาสนจกั ร ในไม่ช้าไดก้ ลายเป็นคนช้นั พิเศษอยเู่ หนอื กฎหมายแผน่ ดิน
ประกาศใช้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดพักและวันนมัสการพระเจ้า รัฐได้ออกประกาศให้วันต้นหรอื วัน
แรกของสัปดาห์เปน็ วนั หยุดพกั ผ่อนและนมัสการพระเจ้าในตอนแรกประกาศใชเ้ ฉพาะในตัวเมือง แต่ต่อมาไม่
นาน ก็ไดป้ ฏิบัติตามทัว่ ไปทั้งราชอาณาจักรโรมนั ใน ค.ศ. 321 คอนสแตนตนิ ประกาศหา้ มไม่ใหศ้ าลเปิดทำการ
ชำระความในวันอาทิตย์ ยกเว้นเรื่องจะให้มกี ารปล่อยทาสและส่ังให้ทหารทกุ หน่วยหยุดฝึกซ้อมในวันอาทติ ย์
ด้วย แต่การกีฬาสำหรับประชาชนยงั คงมีต่อไปได้ในวันอาทิตย์ จึงค่อนข้างทำให้เป็นวันหยดุ พักผ่อนมากกวา่
เป็นวันบริสทุ ธิ์
14
เลกิ วิธีการตรึงกางเขนเสยี วธิ นี ้ีเป็นแบบประหารชวี ิตนกั โทษอาชญากร ท่ไี มใ่ ชส่ ญั ชาตโิ รมัน ใชอ้ ย่าง
แพร่หลายในอาณาจกั รมานานแล้ว ส่วนคนสัญชาติโรมันมีสิทธิรับการประหารด้วยการตัดศรี ษะ เหตุผลที่ให้
ยกเลิกก็คือ เนื่องจากพวกคริสตชนในภายหลังได้ถือว่า กางเขนมีความหมายและศักดิ์สิทธิ์ต่อพวกเขามาก
เพราะพระเยซูทรงยอมถูกตรึงตายเพื่อมนุษย์ ในไม่ช้า เมื่อคอนสแตนตินรู้เช่นนั้นจึงเอามาเป็นเครื่องหมาย
ประจำกองทพั ของพระองค์ และจึงประกาศห้ามไมใ่ หใ้ ช้เปน็ เครือ่ งประหารชวี ิตนักโทษอกี ตอ่ ไป
ศีลธรรมและจรยิ ธรรม (โดยเฉพาะทางเพศ) ได้ถกู ปรับปรุงใหส้ งู ข้ึน เนือ่ งจากในเวลาที่ผ่านมาเร่ือง
เพศในอาณาจักรโรมันมีความเสื่อมมาก การมั่วสุมทางเพศเป็นของธรรมดา มีการหย่าร้างกันเป็นว่าเล่น
และการรบั เอาผหู้ ญิงชัน้ ตำ่ มาเป็นนางบำเรอหรอื อนุภรรยานัน้ เป็นส่ิงท่ีสงั คมยอมรับ และไมถ่ ือว่าผิดกฏหมาย
แต่เน่ืองดว้ ยอทิ ธพิ ลของคริสตศาสนาการสมรสในตอนหลัง จึงเป็นเรอื่ งศกั ด์ิสทิ ธแิ์ ละเปน็ การกระทำที่ถาวรต่อ
พระพักตร์พระเจา้ แลว้ จึงออกเปน็ กฎหมายหา้ มการมีอนภุ รรยาเด็ดขาด
ผลเสียบางประการทเี่ กิดจากการรับรองศาสนจกั ร
การนมัสการของศาสนจกั รเป็นเพียงแต่พธิ ีกรรม มีพิธรี ตี องมากขึน้ ทำใหด้ ภู ายนอกแลว้ มีความสง่า
งามดี แต่ภายในจิตใจและฝา่ ยวญิ ญาณลดลงมากกว่าเม่อื ก่อน ย่ิงกว่าน้นั แบบแผนและพิธรี ตี องของศาสนาพื้น
เพเก่า (ลัทธิต่างชาติ)ค่อย ๆคลานเข้ามาในการนมัสการของศาสนจักร และยังรวมทั้งเทศกาลบางอย่างด้วย
กก็ ลายเปน็ เทศกาลของศาสนจกั ร โดยเพยี งแต่การเปลย่ี นชื่อและระเบียบการนิดหน่อย ประมาณ ค.ศ. 405
รปู ปน้ั ของพวกสาวกและผตู้ อ้ งถูกทรมานและประหารชวี ติ เพือ่ ความเชอื่ กเ็ รม่ิ ปรากฏขนึ้ ในศาสนจักร ครัง้ แรก
กเ็ พือ่ เป็นอนสุ รณใ์ หร้ ะลึกถึง ต่อมาก็มีการเคารพคารวะทลี ะขน้ั ๆ และในที่สุดกน็ มัสการ และเพราะในศาสนา
พ้ืนเพเก่า มีการนมสั การพระนางวีนสั และไดนา ศาสนจกั รจงึ คดิ หาทางทดแทนการนมสั การน้ี โดยจัดให้มีการ
นมัสการบูชารูปปั้นนางมาเรีย พรหมจารีย์ และพิธีมหาสนิทก็เปลี่ยนเป็นพิธีการถวายเครื่องบูชาต่อพระเจา้
แทนความหมายของการระลึกถึงการทรมาน และการตายไถ่มนุษย์ของพระเยซู และพวกผู้ปกครองหรือ
ศิษยาภบิ าลไดเ้ ลอ่ื นจากการเป็นนักเทศน์ชว่ ยและนำศาสนจกั รข้ึนเป็นนกั บวชหรือปโุ รหติ ของศาสนจกั ร
การตั้งคริสต์ศาสนาเป็นของรัฐ การที่คริสตศาสนากลายเป็นศาสนาของรัฐบาลโรม เป็นผลร้ายและ
นำความเสยี หายมายังศาสนจักรอย่างมาก กลา่ วคอื ทำใหค้ นทัว่ ไปเห็นว่าการเป็นครสิ ตชนน้นั ได้กำไร แทนท่ี
จะเปน็ อันตรายอย่างสมยั ก่อนโน้น ดังนน้ั การไมเ่ ปน็ คริสตชนวา่ เสยี ประโยชน์ จงึ ทำให้ทุกคนต่างก็หาทางเข้า
เปน็ สมาชกิ ของศาสนจักร ศาสนจักรก็ดใี จรบั เกอื บทกุ คนไม่เลอื กหน้า ท้ังคนทีก่ ลบั ใจจรงิ แสวงหาพระเจ้าโดย
สุจริต และทั้งคนที่แสวงหาผลประโยชน์ทางโลกเท่านัน้ คนเหล่านี้เป็นพวกท่ีทะเยอทะยาน โลภ คนอธรรมท่ี
แสวงหาตำแหนง่ หน้าท่ีในศาสนจักรเพ่อื จะได้มีอิทธิพลทัง้ ในสังคมและทางการเมือง เช่น ตำแหน่งบิชอปเป็น
ตำแหน่งสงู ในศาสนจักร ในสมัยแรกกจ็ รงิ แตก่ ม็ อี ันตรายมาก หากเกิดการขม่ เหง แต่ในเวลานี้ตำแหน่งนี้กลับ
นำความมง่ั คงั่ เกยี รติ และอทิ ธิพลฝา่ ยโลกมาให้ด้วย
15
พฒั นาการในศาสนจกั ร
เขตปกครองของบิชอป การเปลยี่ นแปลงอันยิง่ ใหญอ่ ีกอย่างหนึ่งทเี่ กดิ ขึน้ ต่อคริตจักรคือ การเร่ิมต้น
การจัดระบบการปกครองใน ศาสนจักรเป็นขั้นตอน กล่าวคือ เกิดเขตปกครองของบิชอปขึ้น 5 เขตที่เด่น ๆ
เหนอื เขตปกครองอื่น ๆ คือ อนั ทโิ อก อเลก็ ซานเดรยี เยรูซาเลม็ คอนสแตนติโนเบิล และโรม เพราะถือกันว่า
เป็นเขตที่อัครทูตเป็นผู้ตั้งขึ้นและศาสนจักร ได้รักษาคำสอนที่ตกทอดมาไว้อย่างดี ดังนั้น จึงเป็นเขตที่ดีเด่น
และสอนถูกต้องเชื่อถือได้ 4 เขตแรกอยู่ในภาคตะวนั ออก เขตท่ี 5 โรมอยู่ในภาคตะวันตก บิชอปแห่งกรุงโรม
(เก่า) นจี้ งึ ได้ กลายเป็นบคุ คลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโรมในภาคตะวนั ตก เพราะการย้ายเมืองหลวงจากกรงุ โรม
ไปอยู่ทีค่ อนสแตนติโนเบิล
ศาสนจักรประจำตำบล (ศาสนจักรท้องถิ่น) และนักบวชประจำ พัฒนาการที่สำคัญอย่างหนึ่งท่ี
เกิดขึน้ ในช่วงนี้คือ เน่ืองจากจำนวนคริสตสมาชกิ ทวมี ากข้นึ ในแต่ละเขตจึงเป็นการยากที่บิชอปคนเดียวจะเป็น
ประธานในพิธมี หาสนิท ตอ่ มางานนก้ี ลายเปน็ งานประจำ และกลายเปน็ ตำแหนง่ ศิษยาภบิ าลประจำศาสนจักร
ทอ้ งถน่ิ แล้วก็ทำกันอยา่ งนม้ี ากขน้ึ อย่างรวดเรว็
พระคมั ภีร์ฉบับสมบรู ณเ์ รมิ่ มีขึน้ เปน็ ครั้งแรก ในศตวรรษที่ 4 น้ี พระคมั ภรี ์ฉบับสมบรู ณ์ (ท้ังเก่าและ
ใหม่) หรือเกือบสมบูรณ์ได้เกิดขึ้น 2 ฉบับแรก ซึ่งยังเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน คือ ฉบับวาติกัน (Vatican)
ซึ่งเก็บอยู่ ณ นครวาติกันในกรุงโรมและฉบับซีนาย (Sinai) ซึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติชในประเทศอังกฤษ
ในศตวรรษที่ 5 ได้เกิดขึ้นอีก 1 ฉบับ คือ ฉบับอเล็กซานเดรีย ซึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติชอังกฤษ ( British
Museum) เหมือนกัน ทั้งสามฉบับนี้เขียนเป็นภาษากรีกทั้งพันธสัญญาเก่าและใหม่ และในต้นศตวรรษที่ 5
ศาสนาจารย์เจอโรมได้แปลพระคัมภีร์ทั้งเล่มจากภาษาเดิมมาเป็นภาษาละติน เรียกว่า ฉบับ “วัลเกต”
(Vulgate) ซึ่งต่อมาศาสนจักรในภาคตะวันตกได้นำมาใช้แทนฉบับละตินเก่าที่เรียกกันว่า ฉบับเสปตัวยินต์
(Septuagiant) (แปลพันธสัญญาเดมิ เปน็ ภาษากรกี แต่ไมไ่ ด้แปลจากฉบับฮบี ร)ู เพราะดกี ว่าและได้ใช้กันอย่าง
มากในสมยั กลางของยโุ รป ฉบับวัลเกตนี้ยังคงเป็นท่ียอมรบั นับถือและใช้อยใู่ นศาสนจักรโรมันคาทอลิก
การนมัสการในศตวรรษที่ 4 และ 5 คริสตสมาชิกที่ไปร่วมประชุมที่โบสถ์ ผู้ชายทุกคนจะสวมเส้ือ
คลุมคลา้ ยพวกบาทหลวงในสมัยปัจจุบัน เพราะน่นั เปน็ แบบเสอื้ ธรรมดาทใี่ ชก้ ันในสมัยนนั้ ส่วนพวกบชิ อปและ
ผู้อาวุโสในตอนแรกก็สวมเสื้อผ้าเหมือนคนอื่น ๆ แต่ต่อมามีธรรมเนียมใช้แถบคล้องคอ เป็นการเลียนแบบ
เครื่องแต่งกายซงึ่ ขา้ ราชการและวงการอนื่ ๆ ใช้ยิ่งกวา่ นนั้ กม็ ีธรรมเนียมทีบ่ ชิ อปและพวกผู้อาวุโส จะสวมเส้ือ
นอกท่ที ำด้วยผ้าราคาแพง ๆปักเป็นลวดลายตา่ ง ๆสวยงามทบั เสอ้ื คลมุ ธรรมดาอีกชั้นหน่ึงเครือ่ งแต่งกายแบบนี้
ใช้กันในพระราชวังด้วย และก็เป็นเครื่องแต่งกายที่ผู้มีตำแหน่งสูงใช้กับพิธีสำคัญ ๆ สังฆราชได้นำมาใช้ใน
โอกาสท่มี ีพิธีศีลมหาสนิท เพื่อถวายเกยี รตแิ ด่พระเยซูคริสต์ผู้เป็นจอมราชา มแี บบนมัสการหลายแบบตกทอด
มาถงึ เราจนสมยั นี้ ดังนน้ั เราจึงทราบว่า ลกั ษณะการนมัสการเป็นอย่างไรบ้าง การนมสั การสมัยน้ันมีพิธีรีตอง
มากกว่าสมยั ก่อน ๆ แต่กด็ ำเนนิ ไปตามหลกั เดิม
16
ฆราวาส มีส่วนในพิธีมหาสนิทน้อยลง เนื่องจากมีคนเขา้ มาเป็นคริสตชนจำนวนมากขึ้น ทำให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงมาตราฐานการเปน็ คริสตชน คือ เกิดมีสมาชิกสำรอง หมายถึง พวกที่ยังไม่ยอมรับบัพตสิ มา
(คอนสแตนตินก็จัดอยู่ในพวกนี้ด้วย) ดังนั้น พวกเขาจึงต้องออกจากโบสถ์ เมื่อพิธีนมัสการตอนแรกเสร็จ
คือ หลังจากอ่านพระคัมภีร์และเทศนาแล้ว สมาชิกสำรองจึงไม่มีส่วนในพิธีมหาสนิทของ ศาสนจักร
ในศตวรรษที่5 และแม้แต่สมาชิกที่เป็นลูกหลานคริสตชนที่ได้รับบัพติสมาเมื่อยังเป็นเด็กเล็ก ๆมาแล้ว
แต่ก็ยังลังเลใจที่จะเข้าร่วมพิธีมหาสนิททุกวันอาทิตย์ จึงไม่เข้ากลุ่ม การเปลี่ยนแปลงในเรื่องการถือ
พิธีมหาสนิทนี้ บางแห่งก็เร็ว บางแห่งก็ช้า แต่ผลสุดท้ายก็เหมือนกันทั่วไป คือ แทนที่คริสตสมาชิกทุกคน
ใน ศาสนจกั รทอ้ งถิ่นหน่ึง ๆจะร่วมพิธีมหาสนิทพร้อมกนั โดยมีบิชอปและคณะผอู้ าวุโสและมัคนายกเป็นผู้นำ
ก็กลายเป็นธรรมเนียมที่ศิษยาภิบาล (สังฆราชหรือพระสงฆ์) จะถือพิธีมหาสนิทร่วมกับสมาชิกเพียงบางคน
และในที่สุดก็ถือพิธเี พยี งคนเดยี ว สว่ นสมาชิกอ่นื ๆเป็นแต่ผดู้ ูและมสี ว่ นร่วมในพธิ ีน้อยทส่ี ุด
การขยายอำนาจของศาสนจักรโรมัน
สาเหตุจากที่คอนสแตนติโนเบิลถูกสร้างให้เป็นเมืองหลวงที่ยงิ่ ใหญ่ของอาณาจักรโรมัน จนกลายเป็น
เมืองหลวงของโลก ส่วนศาสนจักรกรุงโรมได้รับอำนาจขึ้นเรื่อย ๆ และมีชื่อเสียงยิ่งขึ้นและบิชอปของโรมได้
แต่งตั้งตำแหน่งขึ้นเป็นพระสันตะปาปาสมอ้าง โดยยึดอำนาจเหนือคริสตชนทั้งสิ้น และถือเป็นประมุขของ
ศาสนจักรทั้งหมดในยุโรปภาคตะวันตกแถบทะเลเอเดรยี ติก (Adriatic) ทั้งฉวยโอกาสที่จะตั้งเป็นเมืองหลวง
ของศาสนจกั ร จงึ เป็นเหตใุ ห้มกี ารโน้มเอยี ง เพือ่ เรียกร้องอำนาจให้อยู่เหนือรฐั บาล ดงั ที่ปรากฏในยุคสมัยกลาง
สาเหตมุ ีดงั น้ี
1. ระบอบศาสนจกั รมีลักษณะคลา้ ยกบั การปกครองของรฐั การใหอ้ ำนาจสูงสุดมาจากบุคคลผู้เดียว
(ประมุข) ที่เรียก Autocracy (อัตตาธิปไตยหรือเผด็จการ) คือ จักรพรรดิผู้เดียวที่มีอำนาจสิทธิขาด
การปกครองของรฐั บาลโรมันแบบนี้เป็นเหตุให้ ศาสนจกั รการปกครองโดยประมขุ ผู้เดียว เพราะในเมื่อทุกแห่ง
มีบิชอป ปกครองศาสนจักรทั้งหลาย แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ ๆ ว่าใครจะปกครองบรรดาบิชอปทั้งหลาย
และบิชอปคนไหนสมควรดำรงตำแหนง่ เป็นประมุขเหนือ ศาสนจักรทั้งหมด? เนื่องจากบิชอปที่ทำหน้าท่ีเปน็
ประธานในบางหัวเมืองไม่ช้าก็ถูกเรียกว่า “Metropolitans” และระยะหลังเป็น “Patriarchs” ดังนั้น
จึงมี Patriarchs ท่ีเยรูซาเล็ม อันทิโอก อเล็กซานเดรีย คอนสแตนติโนเบิล และโรม แต่บิชอปโรมได้ถือ
ตำแหน่งเป็น “ปา ปา บิดา” ภายหลังเปลี่ยนเป็นพระสันตะปาปา (Papa Father-Pope) เพราะในระหว่าง
Patriarchs ท้ังหา้ นี้ไดช้ งิ ดชี งิ เดน่ กันบ่อย ๆทจ่ี ะเป็นใหญ่ และยึดอำนาจสูงสุด ในท่สี ุด กเ็ หลอื ให้เลือกระหว่าง
Patriarchs แห่งคอนสแตนนิโนเบิลกับโรมเท่านั้น แต่ก็มีการเลือกว่า ใครควรจะเป็นประมุขสูงสุดของ
ศาสนจักร ซึง่ แนวโน้มไปทางโรมมากกว่า
17
2. ศาสนจักรโรม สมอ้างอำนาจมาจากอัครสาวก ศาสนจักรโรมอ้างว่า โรมเป็น ศาสนจักรเดียว
เท่านั้นที่ก่อตั้งขึ้นโดยอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งคู่ คือ เปโตรและเปาโล เปาโลเป็นผู้เริ่มต้น ส่วนเปโตรนั้นมี
ตำนานวา่ ท่านไดเ้ ปน็ บชิ อปคนแรกของโรม ซ่งึ ก็คอื พระสนั ตะปาปาของโรมทหี่ มายถงึ ผูป้ กครอง เหนือกลุ่ม
นักบวชและอ้างว่า เปโตรอยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำของอัครสาวกด้วย จึงพูดว่าท่านเปโตรคงต้องมีอำนาจเหนอื
ศาสนจักรทั้งสิ้นและพวกเขาก็อ้างข้อพระคัมภีร์ และข้อสนับสนุนคำพูดนี้จากมัทธิวและยอห์น แล้วสรุปว่า
ถ้าเปโตรเป็นประมุขของ ศาสนจักร คนแรก ดังนั้น ผู้สืบตำแหน่งต่อจากท่านคือ เหล่าพระสันตะปาปาของ
ศาสนจักรโรมท่ีตอ้ งดำรงอำนาจอย่างน้ีตอ่ ไป
3. การย้ายเมืองหลวงจากกรงุ โรมไปยังกรงุ คอนสแตนตโิ นเบิล
การยา้ ยเมอื งหลวงไปยงั กรุงคอนสแตนติโนเปิลแทนที่จะลดอิทธิพลของบิชอปโรม กลับทำให้ทวีมาก
ขึ้น กล่าวคือ ที่กรุงคอนสแตนติโนเบิล รัฐควบคุม ศาสนจักร แต่ที่กรุงโรม บิชอปเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการ
ควบคมุ บรเิ วณ (ของภาคตะวนั ตก) แถบนนั้ อาณาประเทศในยุโรปตา่ งเคยมองและยอมรบั โรมด้วยความนับถือ
ที่เป็นเมืองหลวงใหม่และจักรพรรดกิ ็อยไู่ กลออกไป ความจงรกั ภักดีตอ่ พระสนั ตะปาปาโรม (ภายหลังเรียกว่า
มหาสงั ฆราชโรมนั (Roman Pontiff) เริ่มเข้ามาแทนตำแหน่งจกั รพรรดโิ รม
ผูน้ ำท่สี ำคญั ของยุคนี้
อาทานาเซยี ส (Athanasius) ค.ศ. 293-373
เป็นผู้ย่งิ ใหญใ่ นการตอ่ สู้หลักขอ้ เช่ือเร่ืองตรีเอกานุภาพกบั กลมุ่ อาเรยี น ท่านเป็นตัวเอก
ในการอภิปรายในการ ประชุมเอเซีย ค.ศ. 325 หลังจากที่ได้รับเป็นบิชอปเมื่ออายุ 33 ปี
แห่งอเล็กซาน-เดรียแล้ว ต่อมาต้องถูกเนรเทศ 5 ครั้ง และได้ต่อสู้เพื่อหลักข้อเชื่อที่ถูกต้อง
ในท่ีสดุ ก็จบชวี ติ ลงด้วยความสงบและมีเกยี รติ
ภาพที่ 12 นักบญุ อะทาเนเชียสแหง่ อะเล็กซานเดรีย
แอมโบรสแห่งมลิ าน (Ambrose of Milan) ค.ศ. 340-397
เป็นคนแรกสุดในพวกบิดาแห่งละติน ตอนแรก ท่านเป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูง
เป็นสมาชิกสำรองของ ศาสนจักรในเมืองมิลาน หลังจากถูกการรบเร้าจากประชาชน
ให้เป็นบิชอป ท่านยอมรับตำแหน่งนี้ในปี ค.ศ. 374 แล้วได้กลายเป็นผู้มีอิทธิพล
ในศาสนจักร เพราะเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงและกล้าหาญมั่นคงในการที่จะรักษาแก่นแท้
ของคริสตศาสนาให้พ้นจากลัทธิอาเรียส เน้นหนักด้านศีลธรรมของคริสตชน แม้ในกรณีที่มี
พวกชั้นสูงฝ่าฝืนกฏหมาย ท่านกล้าพอที่จะประท้วงจักรพรรดิธีโดเซียสที่พระองค์ได้ทำการ
เหี้ยมโหดทารุณฆ่าคนมากมายที่เมืองเธซะโลนิกา และบังคับให้พระองค์สารภาพ
และรับทณั ฑกรรมต่อมา ไดร้ บั การยกยอ่ งและนบั ถืออย่างสงู สุดจากจักรพรรดแิ ละได้รับเลือก
ภาพท่ี 13 นกั บุญแอมโบรสแห่งมิลาน
18
ใหเ้ ปน็ ผู้เทศนาในพิธีพระศพของพระองค์ ท่านเขยี นหนงั สือหลายเล่มและแตง่ เพลงไว้หลายเพลง และที่สำคัญ
คือ มีอิทธิพลนำออกัสตนิ เขา้ ในศาสนจกั ร
ยอหน์ ไครโซสโทม (John Chrysostom) ค.ศ. 345-407
เกิดที่อันทิโอก แล้วได้รับตำแหน่งบิชอปหรือแพทริอาร์คแห่ง
อันทิโอก ต่อมาเป็นบิชอปแห่งคอนสแตนติโนเบิล ค.ศ. 398
และเป็นนักเทศน์ที่ดีเด่นแห่งยุค จึงได้รับฉายาว่า “ลิ้นทอง”
เพราะไม่มีใครสามารถใช้สำนวนโวหารได้เทียบท่าน นอกจากนี้
ท่านเป็นคนที่มีใจร้อนรนในการปฏิรูปและเน้นเทศนาเรื่องการกลับใจ
ใหม่ ทำให้ราชินียูโดเซีย (Eudoxia) ไม่พอพระทัย จึงถูกเนรเทศและ
เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 403 ต่อมาภายหลัง จึงเป็นที่ยอมรับและศพของ
ท่านจึงถูกนำกลับมากรุงคอนสแตนติโนเบิลและฝังไว้อย่างมีเกียรติ
นอกจากน้ี ทา่ นยงั เปน็ นกั อธบิ ายพระคัมภีรท์ มี่ คี วามสามารถคนหนงึ่
ภาพท่ี 14 นักบุญยอห์น ไครโซสโทม
19
ศาสนจักรยุคมืด ค.ศ. 590-1453
เราเรียกประวัติศาสตร์ยุคนี้ว่า ศาสนจักรยุคกลาง (Medieval Church History) คือเป็นช่วงของ
ประวัตศิ าสตร์ศาสนจักรท่ีอยูร่ ะหวา่ งยุคแรก และยคุ ปัจจบุ นั เน่ืองจากประวตั ศิ าสตร์ศาสนจกั รชว่ งน้ีเกี่ยวข้อง
กบั ภมู ิภาคยโุ รปโดยตรง ดังนนั้ ในแงข่ องประวัตศิ าสตร์ของภูมภิ าคยโุ รป นักประวัตศิ าสตรโ์ ดยทั่วไปก็เรียกช่วง
นวี้ ่า “ประวตั ิศาสตร์ยโุ รปยคุ กลาง” และไดแ้ บ่งประวัตศิ าสตร์ยุโรปยุคกลาง (ค.ศ. 590-1473) ออกเป็นอีก 3
ช่วงย่อย ๆ คือ ยุคกลางตอนต้น ยุคกลางตอนกลาง และยุคกลางตอนปลาย โดยแบ่งตามความก้าวหน้าของ
อำนาจสนั ตะปาปา
การขยายอำนาจของสันตะปาปาเป็นเรื่องเด่นของยุคกลาง โดยที่บิชอปแห่งโรมสมอ้างยึดตำแหน่ง
“สันตะปาปา ครองทวั่ สากล” (Universal Pope) และเปน็ ประมขุ ของ ศาสนจกั ร (Head of the Churches)
ยิ่งกว่านั้น เราจะเรียนรู้ถึงการที่สันตะปาปาอ้างเป็นผู้ครอบครองเหนือประเทศชาติ ( Ruler over the
Nations) เหนอื กษตั รยิ แ์ ละจกั รพรรดิท้ังหลาย
การเจรญิ ก้าวหน้าของอำนาจสันตะปาปา ค.ศ. 570-1073 (ยุคกลางตอนตน้ )
ในระยะแรกแหง่ การเจรญิ เติบโตกา้ วหนา้ ของอำนาจสนั ตะปาปา ไดเ้ ริ่มตน้ ด้วยการท่ที ่านเกรกอรที ่ี 1
“ผู้ยิ่งใหญ่” ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสันตะปาปาและมหาสังฆราช (คศ.590-604)
แล้วจากน้ัน องค์ตอ่ มาก็ใชช้ อ่ื ของท่านเปน็ หลักอำนาจข้ึนสูงสุดถงึ เกรกอรีที่ 7
(ค.ศ. 1073-1085) ซ่ึงเป็นทรี่ ู้จกั กันมากกวา่ ในนามฮิลเดแบรนด์
ท่านเกรกอรีที่ 1 เป็นผู้นำเอกในการตั้งและสร้างระบบสันตะปาปา
(The Chief Architeets of the Papal System) ซง่ึ ไดม้ ีอทิ ธิพลอย่างมากต่อ
ประวัติศาสตร์โลก ท่านเกิดปี ค.ศ.540 ในครอบครัว ร่ำรวยที่เป็นสมาชิก
วฒุ สิ ภาในกรุงโรม) ชวี ติ ชว่ งแรกรับใช้ราชการดว้ ยความสามารถมากจนไดม้ ี
ตำแหน่งสูง เป็นทีเ่ คารพนบั ถอื ยกยอ่ งท้งั ทางราชการและประชาชน ภาพท่ี 15 สมเด็จพระสนั ตะปาปาเกรกอรที ่ี 1
แต่เมื่อได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ท่านได้ถวายชีวิตจิตใจจดจ่อกับศาสนา ได้ขายทรัพย์สมบัติ
ทั้งหลายแจกจ่ายแก่คนจน และเพื่อการสร้างอารามการบำเพ็ญตน 6 แห่งใน ซิซิลี ค.ศ.574แล้วได้บวชเป็น
พระตามกฏระเบียบของเบนเนดิค ในปี ค.ศ.590 ท่านได้รับเลือกเป็นสันตะปาปาด้วยประสบการณ์ ความรู้
ความเข้าใจในราชการมาก่อน ทำให้ทา่ นไดก้ ลายเป็นผมู้ ีกำลงั อำนาจมากในการจดั ระบบบริหารทกุ อย่างในโรม
และตามเมืองตา่ ง ๆแล้ววางรากฐานระบบของสันตะปาปา ทม่ี ีอำนาจสูงสดุ เหนอื ศาสนจกั รทง้ั หลาย (ซ่ึงลีออน
ที่ 1 ได้สมอ้างอำนาจนี้เป็นคนแรก) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในภาคตะวนั ตก ส่วนทางตะวันออก ท่านได้ต่อต้านการ
สมอ้างเปน็ บิชอปครองทั่วสากลของเพทตริอาร์กได้สำเร็จ ศาสนจักรจึงยอมรับว่า ท่านควรเป็นผู้ไดเ้ กียรติคน
แรก แม้วา่ ไมอ่ ย่ใู นแง่ของอำนาจ
20
สาเหตทุ ที่ ำให้สันตะปาปาเรืองอำนาจมากขึ้น
การเน้นอำนาจของสันตะปาปาเพือ่ ความชอบธรรม เนื่องจากในตอนแรก ๆของยุคนี้ อิทธิพลของ
สันตะปาปาเน้นอำนาจไปทางแห่งความชอบธรรม (อำนาจจากพระเจ้า) ทำให้ศาสนจักรเป็นที่พึ่ง (ตัวกลาง)
ระหวา่ งประชาชนกบั พวกเจา้ ใหญน่ ายโต และทำหน้าท่ียับยง้ั ไม่ใหม้ ีการทารุณ หรือความอยุติธรรม ทั้งปกป้อง
คุ้มครองผู้อ่อนแอและเรียกร้องสิทธิให้แก่ประชาชน ส่วนในพระราชวังต่าง ๆ เจ้าครองนครบางคนต้องถูก
บังคบั ใหเ้ ลกิ ทำสิ่งทไ่ี มด่ ี และทำแตส่ ่ิงทช่ี อบ ถา้ การปกครองไม่ถกู ต้อง สันตะปาปาจะคดั คา้ น ถ้าดกี ็สนบั สนุน
ความไมม่ น่ั คงทางการเมอื ง ในขณะทร่ี ะบบการปกครองฝ่ายศาสนจกั ร โดยสนั ตะปาปามีความม่ันคง
แต่การปกครอง ของรฐั บาลกลับไม่แน่นอน เพราะในระหวา่ งสมัยนี้ ยุโรปอยูใ่ นสภาพแย่มาก เจ้าผู้ครองเปล่ยี น
อยู่ตลอดเวลา การแย่งชิงอำนาจต่อสู้กันเองเกิดขึ้นเสมอ ยิ่งเมื่ออาณาจักรโรมันตะวันตกล้มลงใน ค.ศ. 476
แล้ว ยุโรปก็ตกอยู่ในความปั่นป่วน ก็เหลือแต่อาณาจักรศาสนจักรที่มีระบบแบบแผนการปกครอง
แมจ้ นกระทงั่ ศตวรรษที่ 9 ศาสนจักรก็ยงิ่ มอี ำนาจมากขึ้น
การปกครองของศาสนจักรกลับมั่นคงแนน่ อนกว่า พวกชนตา่ งชาติท่บี กุ รุกเขา้ มาในอาณาจักรโรมัน
มีหลายเผ่าที่กลับใจเป็นคริสตชนก็ให้ความนับถอื ยกย่องอำนาจศาสนจักรอย่างมาก ศาสนจักรจึงมีพนั ธมิตร
แขง็ แรงอยทู่ ุกหนทกุ แหง่ รว่ มกบั ลัทธิอารามวาสีในยุคมืดน้ีกไ็ ด้เจริญเติบโตใหญย่ ิ่งขึ้น ต้ังแตน่ กั บวช บรรพชิต
บิชอปท้งั หลายตา่ งกส็ นบั สนนุ อำนาจการปกครองของศาสนจักรโรม ดงั นนั้ ความมน่ั คงของอาณาจักรก็รับการ
เสริมขน้ึ และกา้ วหน้าไปเรื่อย ๆ
การเร่มิ ต้นและกอ่ ต้งั ของศาสนาอิสลาม
ความเคลื่อนไหวถัดมาที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์โลกในยุคมืดนี้ก็คือ การตั้งศาสนาลและอาณาจักร
มุฮัมมัดในเริ่มศตวรรษที่ 7 แล้วแย่งชิงเอาอาณาจักรคอนสแตนติโนเบิลไปทั้งหมด และนำเอา ศาสนจักร
ตะวันออกซึ่งยอมออ่ นน้อมจนเกือบจะเป็นทาสแล้วยงั คุกคามทีจะครองยุโรปอีกด้วย หลังจากศตวรรษที่ 13
ศาสนามหะหมดั กไ็ ดก้ ระจายออกไปครอบครองเหนอื พลเมอื งกวา่ 200 ล้านคน
ศาสนาของท่านมุฮัมมดั เรียกว่า อิสลาม (Islam) ที่แปลว่า “ยอมอ่อนน้อม” (Submission คือยอม
เช่อื ฟังตอ่ นำ้ พระทัยของพระเจ้า เหลา่ สานุศิษยไ์ ด้ช่ือว่า มุสลมิ (Moslem) ซง่ึ พวกเขาจะไมใ่ ช้นามว่า มุฮัมมัด
หลักข้อเชื่อที่เขียนไว้ในคัมภีร์โกหร่าน (Koran) ที่มุฮัมมัดเขียนขึน้ ตอนอายุ40 ปี ที่ถวายเป็นคัมภีร์ศักด์ิสิทธ์ิ
ของชาวมุสลิมวา่ ดงั น้ี
มีพระเจ้าองค์เดียว ที่พวกเขาเรียกว่าอัลเลาะห์(allah) เป็นคำที่กำเนิดคล้ายๆกับภาษาฮีบรู
“เอลโลฮมิ ” พระเจ้าผกู้ ำหนดให้เหตกุ ารณ์ทกุ อย่างเเก่มนุษย์ ไมว่ า่ เหตุการณน์ นั้ ๆจะดีหริอร้าย ดังนั้นกิจการ
ทกุ อยา่ งที่พวกมุสลิมกระทำจึงเป็นไปตามพระประสงคข์ องพระเจา้ ท้ังส้ิน
21
มีเหล่าฑูตสวรรค์ท้ังดแี ละชัว่ เปน็ จำนวนมากมาย ไม่มีใครเหน็ ตัวทตู สวรรค์นั้นๆได้แต่คงดำเนนิ อยู่
กับมนุษยต์ ลอดเวลา
พระเจ้าได้ประทานพระธรรมโอวาทไว้ในพระคัมภีร์กุรอ่าน ทูตสวรรค์กับลีเอลเป็นผู้มาติดต่อกับ
ท่านโมหะหมดั นำพระโอวาทมาให้เป็นคราวๆจากพระคัมภรี ์โอวาทนี้ในตอนแรกยงั มิไดร้ วบรวมขน้ึ จนกระท่ัง
หลงั จากท่านโมหะหมัดสิน้ ชีวติ ลง
พระเจ้าได้ประทานผู้พยากรณ์ ที่ได้รับการทรงดลใจ ส่งมาหามนุษย์ ในจำพวกผู้พยากรณ์นั้นๆ
มผี ยู้ ่ิงใหญ่อยู่ 4 ทา่ น คอื อาดัม โมเสส พระเยซู และโมหะหมัด สว่ นผพู้ ยากรณ์อน่ื ในพระคัมภีร์ รวมทั้งพวก
อัครสาวกท้งั หมดก็ถือว่าเปน็ ผพู้ ยากรณ์ของชาวมุสลิมดว้ ย แตโ่ มหะหมดั เป็นผใู้ หญท่ ีส่ ดุ
เชื่อว่าต่อไปภายหน้าจะมีการเป็นขึ้นมาจากความตายเป็นครั้งสุดท้าย จะมีการพิพากษา
จะมีสวรรค์และนรกสำหรบั ทุกคน
การบุกรกุ ของอิสลามต่อศาสนจกั ร
การบุกรุกของอิสลามมีผลกระทบหลายประการต่อศาสนจักรทั้งในสมัยนั้น และสืบเนื่องต่อมา
จนถึงปจั จบุ นั เชน่
1. ดินแดนที่เคยเป็นของคริสตชนตกอยู่ในอำนาจของมุสลิมหมด ดินแดนเหล่านี้ถือว่าเป็น
แหล่งกำเนิดของศาสนจักรเร่มิ แรก เชน่ เยรูซาเลม็ อนั ตโิ อก ดามัสกสั อเล็กซานเดรีย และคารเ์ ทจเปน็ ต้น
แมว้ ่าอิสลามจะยินยอมให้คริสตชนได้ดนิ แดนเหล่านนี้ มัสการพระเจ้าได้ แตไ่ ด้วางระเบียบท่ีเคร่งครัด
จนทำให้ศาสนจักรไมส่ ามารถเติบโตได้เลย ผลที่เห็นได้ชดั ก็คือ ดินแดนรอบๆเมืองคาร์เทจไม่หลงเหลอื ความ
เชื่อของคริสตชนไว้ให้เห็นเลย ด้วยเหตุนี้ในศตวรรษที่ 12 ผู้นำคริสตชนจึงต้องทำสงครามครเู สดเพื่อแย่งชงิ
ดนิ แดนเดมิ ของตนกลับคนื มาจากอสิ ลาม
2. อาณาจักรโรมตะวันออก หรือไบแซนไทน์ ซึง่ เคยมีอาณาเขตกวา้ งใหญ่ครอบคลมุ บริเวณตะวันออก
และชายฝง่ั อฟั ริกาเหนือ ขนาดเลก็ ลงจนเหลอื แคบ่ รเิ วณท่เี ปน็ ประเทศตุรกใี นปจั จบุ ันและบางส่วนของยโุ รป
3. ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอาณาจักรคริสตชน และศูนย์กลางของศาสนจักรเปลี่ยนไปากเดิมมี
ศูนยก์ ลางอย่บู ริเวณปาเลสไตน์ หรือบรเิ วณรอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนยี น เปล่ยี นมาเป็นบริเวณจากเหนือไปใต้
ของทวีปยุโรป
4. ทำใหศ้ าสนจกั รทางตะวนั ตกมองดูสนั ตะปาปาเป็นผู้นำฝา่ ยการเมอื ง และฝ่ายจติ วิญญาณมากข้นึ
5. ศาสนจักรตะวันออก (หรือกรีกออโธดอกซ์) ยิ่งห่างเหินจากศาสนจักร (หรือศาสนจักรคาทอลิก)
มากขน้ึ ทกุ ที่
22
อาณาจักรโรมนั ศกั ดส์ิ ิทธ์ิ Holy Roman Empire
ในปี คศ.476 อาณาจักรโรมันตะวนั ตกได้ล้มลง แล้วยุโรปทางทะเลเอเดรียตคิ ก็อยู่ในสภาพโกลาหล
ชนเผ่าต่าง ๆที่อยู่ระแวกนั้นที่ชอบการรบราฆ่าฟันกันก็บุกรุกเข้ามาต่อสู้ เพื่อแย่งชิงดินแดนและอำนาจการ
ปกครอง แตถ่ ึงแม้ตลอดเวลาของสภาพโกลาหลเช่นนี้ ความคดิ ทวีโรมันโบราณแหง่ ความเป็นอันหน่ึงอันเดียว
และเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ยก็ยงั คงมอี ยู่ ความใฝฝ่ นั ทจี่ ะให้มีการรวมเปน็ อาณาจักรเดียวกย็ ังคงเป็นหลักที่ยึดถือ
กนั (แม้อาณาจักรน้นั จะลม้ ไปแล้ว) จนเริ่มตน้ ศตวรรษที่ 9 ไดเ้ กิดอาณาจักรโรมันบริสทุ ธิ์ขึ้นที่คนท่ัวไปเรยี กกัน
ว่า อาณาจักรแฟรงคิช (Frankish or Franer) เพราะผู้สถาปนา คือ ชาร์เลอมาญ เขาเป็นคนเผ่าเยอรมันโดย
กำเนิด
ผู้สถาปนา : ชารเ์ ลอมาญ (Charlemagne) คศ.742-814
ในปลายศตวรรษท่ี 8 ได้เกดิ ผูน้ ำยงิ่ ใหญข่ น้ึ ชื่อ ชารล์ มหาราช (Charles the Great)
คนเยอรมันเรียกว่า คาร์ลผู้ยิ่งใหญ่ ( Karl the Great) และคนฝรั่งเศสเรียกว่า
ชาร์ลมาญ ทา่ นเปน็ หลานของชาร์ลมาร์เตล ผพู้ ชิ ติ ที่เมอื งทวั ส์ (ค.ศ. 732) และเป็นกษัตริย์
ของชนเผ่าฟรังก์ (แต่ตัวเองเป็นเผ่าเยอรมัน) ควบคุมส่วนใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส
ท่านได้ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้านายใหญ่ในดินแดนเกือบทั้งหมดในยุโรปตะวันตก สเปนภาคเหนอื
ฝร่ังเศส เยอรมนั เนเธอรแ์ ลนต์ ออสเตรยี และอติ าลรี วมเปน็ มหาอาณาจกั รเดยี ว ภาพท่ี 15 รูปป้นั คร่ึงตัวของชาร์เลอมาญ
วันคริสตมาส ปี คศ.800 ชาร์ลมหาราชได้มาเยือนกรุงโรมสันตะปาปาธีโอที่ 3 ได้เข้าสวมมงกุฏให้
แต่งตั้งให้เป็นชาร์ล ออกัสตัส จักรพรรดโรมัน
(Charles Ausgustus) และถือว่าเป็นผู้สืบตำแหน่ง
ของออกสั ตสั คอนสแตนตินและจกั รพรรดิท้ังหลาย
ทา่ นไดป้ กครองเหนอื มหาอาณาจกั รอันกว้างใหญ่น้ี
ดว้ ยอำนาจและสตปิ ญั ญา เปน็ ผู้พชิ ิต ผูป้ ฏริ ูปผู้ออก
กฏหมาย และผ้อู ุปการะศาสนจกั รและการศึกษา
ภาพท่ี 16 ชาร์เลอมาญรับการสวมมงกฎุ โดยพระสนั ตะปาปาใหเ้ ปน็ จกั รพรรดิแห่งชาวโรมัน
ดูตามภายนอกอาณาจักรโรมันบริสุทธิ์นี้ยั่งยืนอยู่เกือบพันปี แต่ในสภาพความเป็นจริงอำนาจท่ี
ครอบครองเหนือยุโรป ส่วนใหญ่เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆเท่านั้นในตอนที่ท่านชาร์ลมาญทรงพระชนม์อยู่
ต่อมาเพราะ ความออ่ นแอและไรส้ มรรภาพของผ้สู ืบตำแหนง่ การเจริญก้าวหน้าของแต่ละรฐั ทอ่ี ยูใ่ นอาณาจักร
การใชภ้ าษาพูดต่างกนั ในอาณาจักร การมกี รณีพิพาทเร่อื งผลประโยชน์ของตน เกิดการทำสงครามกลางเมือง
รบพงุ่ กันและกัน
23
เหตุเหล่านี้ทำให้อาณาจักรโรมันบริสุทธิ์ต้องถูกจำกัดอำนาจอยู่แต่เฉพาะภาคตะวันตก แค่ถึงแม่น้ำ
ไรน์ ดงั นนั้ จักรพรรดิองค์ต่อ ๆ มา ส่วนมากเป็นจกั รพรรดิปกครองทว่ั อาณาจกั รแต่ในนามเท่าน้ัน และถือว่า
เป็นประมุขของศาสนจักรโดยตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น ในฝรั่งเศส อังกฤษ และหมู่ประเทศของแหลม
สแกนดิเนเวีย จักรพรรดิได้รับการยกย่องนับถือ แต่ไม่ได้รับการเชื่อฟัง (ไม่ขึ้นต่อจักรพรรดิ) ดังนั้น อำนาจ
ปกครองจริง ๆของจักรพรรดิได้แพร่ไปภายในเยอรมันและอิตาลีประปรายเท่านั้น ต่อมาจึงเรียกอาณาจักร
โรมันบรสิ ทุ ธ์ิทว่ั ไปวา่ “มหาอาณาจักรเยอรมัน”
ทายาททส่ี บื ตำแหน่งจักรพรรดิต่อจากท่านชาร์ลมาญมีหลายองคแ์ ต่ส่วนมากใช้ไม่ได้จึงทำให้เสียพระ
ท่นี ั่งจกั รพรรดิและผูน้ ำของอาณาจักร แล้วต่อมาตำแหน่งจกั รพรรดิถูกเลอื กขึน้ มาโดยขนุ นาง 7 ท่านทมี่ ีหน้าที่
เป็นผู้เลือกคนที่เหมาะสมที่สุดดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ ซึ่งตลอดสมัยอาณาจักรโรมันบริสุทธิ์ที่ตั้งยั่งยืน
จนถงึ ปี ค.ศ. 1806 ได้มกี ารเลือกจกั รพรรดถิ งึ 54 องคข์ ึ้นครอง
จักรพรรดิกับสนั ตะปาปา
เป็นเวลาหลายศตวรรษในตอนแรก ๆของมหาอาณาจกั รโรมนั บริสุทธน์ิ ี้ทีม่ ีการชว่ งชงิ อำนาจกันอย่าง
รุนแรงระหว่างจักรพรรดิกับสันตะปาปา บางครั้งถึงกับเปิดฉากทำสงครามกันขึ้น เนื่องจากต่างฝ่ายต่าง
ต้องการมีอำนาจปกครองทัง้ หมด (ทั้งศาสนจักรและอาณาจักร) แต่แนวโน้มของอำนาจในยุคมืดนี้ได้เอียงไป
ทางสันตะปาปามากกว่า และเจริญก้าวหน้าจนมีอำนาจสูงสุดในสมัยของเกรกอรี่ที่ 7 (Gregory VII)
ค.ศ. 1073-1085 กล่าวคือท่านสันตะปาปาสามารถบังคบั ใหจ้ ักรพรรดยิ อมอยู่ใต้อำนาจของท่านเป็นระยะเวลา
หนึ่ง และในสมัยสันตะปาปาอันโนเซนต์ที่ 3 (Innocent III) ค.ศ. 1198-1216 เป็นผู้ที่มีความรู้ สติปัญญา
และความสามารถมาก ได้เป็นผู้ตั้งและถอนจักรพรรดกิ ับกษัตริย์ประจำรัฐ เมื่อหลังจากอาณาจักรเสื่อมลงใน
สมัยของจักรพรรดิเฮนรี่ที่ 4 (ซึ่งเป็นกษัตริย์เยอรมันและจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันบริสุทธ์ิ
ค.ศ. 1050-1106) แต่ตอ่ มาอำนาจของสันตะปาปากค็ อ่ ย ๆแยกตัวออกจากกัน
อาณาจกั รเสื่อมอำนาจและลม้ ลง
ตามทเี่ ราทราบแลว้ วา่ รัฐออสเตรียได้กลายเป็นรัฐท่มี ีความสำคัญมากขึ้นทกุ ที โดยท่ีเหล่าจักรพรรดิที่
ขนึ้ ครองตำแหน่งต่อกนั มาเกือบทกุ แหง่ กษตั ริย์รฐั ออสเตรียได้เปน็ จกั รพรรดิของมหาอาณาจักรโรมันบริสุทธิ์
ปกครองทั่วมหาอาณาจักร แต่ก็เป็นเพียงโดยตำแหน่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง รัฐทั้งหลาย
ในมหาอาณาจักรต่างเป็นอิสระต่อกัน ไม่ขึ้นต่อกันหรือขึ้นต่อศูนย์กลาง เป็นอย่างนี้จนกระทั่งตำแหน่ง
จักรพรรดิเกือบจะไม่มีความหมายเลย แล้วการสืบตำแหน่งจักรพรรดิก็สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1806
เมื่อเวลาที่นโปเลียน (Napolean) ขึ้นสู่อำนาจสูงสุดโดยได้บังคับให้จักรพรรดิฟรานซิสที่ 2 สละตำแหน่ง
จกั รพรรดิแหง่ มหาอาณาจกั รโรมันบรสิ ทุ ธิ์ และรบั ตำแหน่งแคเ่ ปน็ “จกั รพรรดแิ หง่ ออสเตรีย” เท่าน้ัน
24
ศาสนจกั รยคุ กลาง ค.ศ. 1073-1453 Medieval Church
การแตกแยกของศาสนจกั รตะวันตก และศาสนจกั รตะวันออก
แท้ที่จริงมีรอยร้าวมานานแล้วระหว่างศาสนจักรตะวันออกของอาณาจักรโรมันเดิม (ซึ่งพัฒนามา
เป็นศาสนจักรกรีกออโธดอกซ์ และอยู่ในอาณาจักรไบแซนไทน์) และศาสนจักรตะวันตก(ซึ่งพัฒนามาเป็น
ศาสนจักรโรมันคาทอลิก และอยู่ในอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อย่างไรก็ตาม แม้ความขัดแย้งจะเกิดข้ึน
เนน่ิ นานแต่ศาสนจักรทั้งสองภาคก็ไม่ไดแ้ ยกจากกนั เป็นทางการจนกระท่ังปี ค.ศ. 1054
สาเหตขุ องการแตกแยกของศาสนจกั รตะวันตกและตะวันออก
สาเหตุทางการเมือง ตั้งแต่จักรพรรดิคอนสแตนตินได้ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล
ในปี ค.ศ. 330 ศาสนจักรตะวนั ออกไดอ้ ยู่ในการควบคุมของจักรพรรดิโรม แต่ศาสนจักรตะวันตกอยู่ไกลเกนิ
กว่าที่จักรพรรดิจะควบคุมได้ และเมื่อบรรดาอนารยชนโจมตีโรม ประชาชนเริ่มหันมามองบิชอปแห่งโรม
เป็นผู้นำของพวกเขาแทนองค์จักรพรรดิที่อยู่ห่างไกล ยิ่งเมื่อสันตะปาปาสามารถเจรจายับยั้งการโจมตี
ของอนารยชนหลายเผ่าไว้ได้ ยิ่งทำให้อำนาจทั้งทางการเมืองและศาสนจักรตกอยู่ในมือของสันตะปาปาแห่ง
กรุงโรม
ดว้ ยเหตนุ ้ีศาสนจกั รทง้ั สองจึงมที รรศนะด้านการปกครองต่างกัน ศาสนจกั รตะวันออกมีองค์จักรพรรดิ
เป็นผู้ควบคุมทั้งการเมืองและศาสนจักร แต่ศาสนจักรตะวันตกมีสันตะปาปาเป็นผู้ควบคุมทั้งศาสนจักรและ
การเมอื ง
สาเหตุทางความรู้และสติปัญญา ตั้งแต่ศตวรษที่ 2 ผู้นำของศาสนจักรตะวันออกและตะวันตกก็มี
ทรรศนะที่แตกต่างกัน ผู้นำของศาสนจักรตะวันออกชอบศึกษา คิด และถกพระวจนะโดยอาศัยแนวทางของ
ปรชั ญา ในขณะที่ผ้นู ำของศาสนจักรตะวันออกเนน้ ภาคปฏบิ ัติ ประเพณี และพิธีกรรมของศาสนจกั ร ดังน้ันใน
การประชมุ สภาศาสนจกั รตั้งแต่สภาที่เมืองไนเซยี ปีค.ศ. 325 จนถึง 787 ศาสนจักรตะวันออกมักประนามทาง
ตะวันตกเสมอ เมื่อบิชอบแห่งโรมมีอิทธิพลทั้งทางศาสนจักรและอาณาจักรในภาคตะวันตกมากขึ้นทุกที
ชอ่ งวา่ งระหวา่ งศาสนจักรทัง้ สองภาคยิ่งกวา้ งขน้ึ เปน็ เงาตามตัว
สาเหตุด้านขนบธรรมเนียม เช่น ศาสนจักรตะวันออกฉลองอสี เตอร์ในวันแรกของพิธีปัสกา ในขณะ
ทศ่ี าสนจักรตะวนั ตกฉลองอีสเตอร์วนั อาทติ ยห์ ลงั เทศกาลปัศคา เมือ่ บิชอปวิคเตอร์แหง่ กรุงโรมประกาศให้ทั่ว
อาณาจกั ร คือทัง้ ภาคตะวันตกและตะวนั ออกฉลองอีสเตอร์วนั เดยี วกนั จงึ เกิดความไม่พอใจและกลายเป็นข้อ
โตเ้ ถียงกนั หลายศตวรรษ
นอกจากนั้นบาทหลวงของศาสนจักรตะวันออกสามารถสมรสมีครอบครัวได้ ในขณะที่บาทหลวง
ของศาสนจกั รตะวันตกห้ามสมรส ต้องครองชีวติ โสด บาทหลวงของศาสนจกั รตะวันออกต้องไว้หนวดเสมอ แต่
บาทหลวงของศาสนจกั รตะวันตกไม่จำเป็นต้องไวห้ นวดแต่อย่างใด
25
สาเหตุด้านศาสนศาสตร์ ศาสนจักรทั้งสองมีความเข้าใจด้านศาสนศาสตร์แตกต่างกันหลายประการ
เช่น ศาสนจักรตะวนั ตกเช่อื วา่ พระวิญญาณบรสิ ทุ ธ์ทิ รงมาจากพระบดิ าเท่านน้ั แต่ศาสนจกั รตะวันออกเชื่อว่า
พระวิญญาณบริสุทธ์ิทรงมาจากพระบิดาและพระบุตร (filioque) ทั้งน้ีเพราะหากพระวญิ ญาณทรงมาจากพระ
บิดาเท่านน้ั จะทำให้พระบุตรทรงมสี ภาพต่ำกว่าพระบิดา
นอกจากนนั้ ศาสนจักรตะวนั ออกยังคัดคา้ นการมีรูปปัน้ ในศาสนจกั ร แต่ศาสนจักรตะวันตกสนับสนุน
ใหน้ ำรปู ปั้นเขา้ มาไว้ในศาสนจักรได้
ชนวนของการแบง่ แยกระหว่างศาสนจกั รตะวนั ตกและตะวนั ออก
เหตุการณ์ที่เป็นเหมือนชนวนนำมาสู่การแบ่งแยกระหว่าง ศาสนจักรตะวันตกและตะวันออกคือ
เรื่องของขนมปังไร้เชื้อ ในขณะที่ศาสนจักรตะวันออกใช้ขนมปังไร้เชื้อในพิธีมหาสนิท ศาสนจักรตะวันตกใช้
ขนมปังมีเชื้อ ดังนั้นในปี ค.ศ. 1053 ท่าน Patriarch Michael Cerularius ผู้นำของศาสนจักรตะวันออก
ได้ประณามสนั ตะปาปาเลโอที่ 9 แห่งศาสนจักรตะวันตกทีไ่ ด้ใช้ขนมปงั มีเชือ้ ในพธิ มี หาสนิท
สันตะปาปาเลโอที่ 9 ได้ส่งพระคาร์ดนิ ลั ฮัมเบิร์ท มาเจรจาทกี่ รงุ คอนสแตนติโนเปิล แตไ่ ม่สามารถตก
ลงกันได้ ดังนั้นในวนั ที่ 16 กรกฏาคม ค.ศ. 1054 ศาสนจักรตะวันตกและตะวันออกได้ประกาศแยกออกจาก
กนั อย่างเปน็ ทางการ
ศาสนจักรตะวนั ออกถูกปดิ กั้นจากอิทธิพลต่างๆที่ทำให้ศาสนจักรตะวันตกแขง็ แกรง่ ขึ้นในสมัยตอ่ มา
เช่น อิทธิพลจากการปฏิรูปวัฒนธรรม และการปฏิรูปศาสนา นอกจากนั้น การร่วมมือและประสานกันของ
ศาสนจกั รทง้ั สองภาคไม่เกิดขึ้น ดังน้นั การเตบิ โตของศาสนจักรตะวันออกเป็นไปอย่างล่าช้า ย่ิงเมื่ออิสลามเข้า
ยึดครองดินแดนปาเลสไตนแ์ ละอาณาจักรไบแซนไทน์ไวไ้ ด้ ศาสนจักรตะวนั ออกถึงกับชะงกั งัน
อำนาจของสันตะปาปากา้ วหนา้ ขัน้ สูงสดุ (ค.ศ. 1073-1216)
นี่เป็นระยะเวลาที่สันตะปาปาอำนาจสูงสุดเด็ดขาดไมเ่ พียงแต่เหนือศาสนจักรและบิชอปทั้งหลายแต่
เหนือรัฐบาล และเหนือกษัตรยิ ข์ องดินแดนตา่ งๆในยุโรปดว้ ย ในช่วงนน้ี ่ากลา่ วถึงสันตะปาปา 2 องคท์ ่ีสามารถ
นำอำนาจของศาสนจักรมาสู่จดุ สูงสุดในยโุ รป ไดแ้ ก่ สันตะปาปาเกรกอรี ท่ี 7 และอนิ โนเซนตท์ ี่ 3
สันตะปาปาเกรกอรท่ี ่ี 7 (Gregory VII) คศ.1073-1085
สันตะปาปาเกรกอรีที่ 7 เป็นผู้ที่ผลักดันให้อำนาจของ ศาสนจักรก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้
ช่วง ค.ศ.1053-1073 คือช่วงก่อนที่ตัวท่านเองจะเป็นสันตะปาปา ท่านเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยผลักดันให้
สนั ตะปาปา 5 องค์ขึน้ มามีอำนาจทัง้ ในอาณาจักรและศาสนจักร
คนสว่ นมากเรยี กท่านว่า “สนั ตะปาปาฮลิ เดอแบรนด”์ (Hilderbrand) ทา่ นเกิดในปี ค.ศ. 1023 ที่ซา
โอนา (Saona) ในทัสคานี (Tuscany) รับการศึกษาที่ โรงเรียนลาเทอร์เรอน์ (Lateran) ในกรุงโรมได้รับ
เลือกตง้ั เป็นสนั ตะปาปาในปี ค.ศ. 1073 แลว้ ดำรงตำแหน่งพฒั นาให้เจรญิ ก้าวหนา้ สงู สุดจนกระท่ังสิ้นชีวิตใน
ปีคศ.1085 พอจะกล่าวถึงกจิ การใหญ่ ๆบางประการทที่ ่านได้กระทำไปดง้ นี้
26
จดั ระเบยี บการบรรพชิตเสียใหม่ (Clergy Reformed) เน่ืองจากได้ถูกปลอ่ ยปละละเลยมานานจน
พวกบรรพชิตมีมาตราฐานต่ำมาก ท่านจึงรื้อฟืน้ กฎระเบยี บและมาตราการตา่ ง ๆทีเกี่ยวข้องกับบรรพชิตเสยี
ใหม่ และใหป้ ฏบิ ัติทั่วกันหมด ท่านบังคับให้ดำรงความเปน็ โสดในเพศบรรพชิต ทีไ่ ดม้ ีการคิดและรบเล้ากันมา
นานแล้ว แต่ไมส่ ามารถบังคับใชไ้ ด้ จนกระทั่งถงึ สมัยของท่าน และยังระงบั การทเ่ี รียกวา่ ซโิ มนี (Simony) คือ
การซอื้ ขายตำแหน่งหนา้ ทีใ่ นศาสนจกั ร แตก่ ส็ ำเรจ็ ไดเ้ พียงชวั่ คราว
ปลดศาสนจักรเปน็ อิสระจากรฐั (Free the Church from the State) ท่านทำได้สำเร็จโดยการ
ไม่ให้กษัตริย์หรือจักรพรรดิมีสิทธิเสนอนามเลือกตั้งสันตะปาปาหรือบิชอป และโดยเรียกร้องไม่ให้มีการ
ฟ้องร้องเกี่ยวกับบรรพชิตหรือจำกัดให้เรื่องราวกรณีของศาสนจักรทำการสอบสวนในศาลของศาสนา
เคยมีธรรมเนียมมาก่อนว่า ในพิธีแต่งตั้งบิชอป (เรียกกันว่า “เลย์อินเวสติเชอร์ - Lay Investiture) คือให้
บิชอปมารับไม้เท้าและแหวนจากผู้เป็นกษัตริย์ทรงอำนาจอธิปไตย และให้บิชอปเป็นผู้ที่รับการเลือกและ
แต่งตั้งจากกษัตริย์ สันตะปาปาฮิลเดอแบรนดจ์ งึ ได้ประกาศยกเลิกธรรมเนียมน้ีเสียใน ปี ค.ศ. 1075
ทำให้ศาสนจักรมีอำนาจสูงสุดแม้กระทั่งเหนือจักรพรรดิ (The Church Supreme) หลังจาก
ประกาศยกเลิกแล้ว ท่านไดเ้ รียกจักรพรรดิเฮนรีท่ ่ี 4 แห่งเยอรมนั มาพูดคยุ เร่ืองน้แี ตจ่ ักรพรรดิไม่ยอมใหย้ กเลิก
จึงเรียกประชุมสภาเหลา่ บิชอปเยอรมนั ชกั ชวนแกมบงั คับใหอ้ อกเสียงถอดสันตะปาปาฮลิ เดอแบรนด์ออกจาก
ตำแหน่ง สันตะปาปาก็โต้ตอบโดยตัดสัมพันธ์ภาพกับจักรพรรดิเสียได้เป็นผลสำเร็จ (ไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องกับ
จักรพรรดิเลย) เมื่อเห็นว่า ตนเป็นฝ่ายแพ้ แล้วจักรพรรดิเฮนรี่ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1077 ได้ถอดเครื่อง
ทรงกษัตริย์หลวงออก สวมแต่เสื้อขนแกะและเทา้ เปล่า เดินทางไปหาสันตะปาปาที่ปราสาทของทา่ นณ.เมอื ง
แคนนอสซา ทางภาคเหนือของอิตาลี พร้อมทั้งภรรยาและบุตรเพื่อขอโทษและคืนดี ท่านต้องยืนอยู่ที่ประตู
ปราสาทท่ามกลางความหนาวเย็นของฤดูหนาวถงึ 3 วนั ตดิ กนั ในวนั ท่ี4 เมือ่ ได้รบั อนุญาตให้เขา้ เฝ้าสันตะปาปา
ได้ เฮนรก่ี ็ออ้ นวอนขอขมาโทษ สารภาพความผิดและยอมออ่ นนอ้ มต่อสันตะปาปา
สนั ตะปาปาเกรกอรีที่ 7 ได้ออกสารชอื่ “อำนาจเบด็ เสร็จของสันตะปาปา” (Dictatus Papae) สารนี้
เน้นการมีอำนาจและสิทธิขาดของศาสนจักรเหนืออำนาจฝ่ายบ้านเมอื ง และให้ความสำคัญกับการครองชีวิต
โสดของบาทหลวง ตลอดจนยืนยันว่า ศาสนจักรโรมันคาทอลิกไม่มีความบกพร่อง และสันตะปาปาเท่านั้นมี
อำนาจสากล
สันตะปาปาอนิ โนเซนท์ท่ี 3 (ค.ศ. 1198-1216)
อินโนเซนท์ที่ 3 เกิดในครอบครัวชนชั้นสูงของโรมเมื่อปี ค.ศ. 1161 ท่านศึกษาศาสนศาสตร์ที่ปารีส
และศกึ ษาด้านกฎหมายที่ Bologna ทา่ นได้รบั เลือกเป็นสันตะปาปาเมอ่ื ค.ศ. 1198 เมื่ออายุไดเ้ พียง 37 ปี
ท่านเชื่อว่า สันตะปาปาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งมาจากอัครสาวกเปโตร ซึ่งเป็นผู้นำของบรรดาอัคร
สาวกทั้งหลาย ดังนั้นสันตะปาปาจึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดบนโลก แม้จะมีอำนาจต่ำกว่าพระเจ้า แต่ก็อยู่เหนือ
มนษุ ยท์ ง้ั ปวง
27
ท่านสอนว่า สันตะปาปาเป็นผู้พิพากษามนุษย์ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถพิพากษาสันตะปาปา ดังน้ัน
สันตะปาปาจึงไมเ่ พียงแต่มีอำนาจสูงสุดในศาสนจักรเท่านั้น แต่มีสิทธิเลือกหรือ ถอดถอนจักรพรรดิ กษัตริย์
ผู้นำทางการเมืองบนโลกได้ อำนาจของรฐั เป็นเหมอื นดวงจนั ทร์ท่ีสะท้อนแสงจากศาสนจักร ซ่ึงเปรียบเหมือน
ดวงอาทติ ยเ์ ท่าน้ัน
สมัยของสันตะปาปาอินโนเซนท์ ที่ 3 ท่านสามารถแสดงอำนาจเหนือกษัตริย์ยุโรปได้ด้วยการสยบ
กษัตรยิ ์ฝร่งั เศส ฟิลิป ออกสั ตัส คือทา่ นได้บังคบั ใหฟ้ ิลิป ออกสั ตัส รบั เจา้ หญงิ อิงเกอร์บอร์ก แห่งเดนมาร์กที่
พระองค์ไดห้ ย่ารา้ งไปแล้ว กลับมาเป็นมเหสอี กี
นอกจากนั้น สันตะปาปาอินโนเซนท์ที่ 3 ยังสามารถปลดอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี่ที่ได้รับการ
เลือกโดยกษัตริย์อังกฤษ และแต่งตั้งอาร์คบิชอปคนใหม่ตามที่ท่านต้องการ เมื่ออินโนเซนต์ที่ 3 สั่งยับย้ัง
กิจกรรมทางศาสนาของอังกฤษ กษัตริย์อังกฤษต้องยอมสยบโดยการถอดมงกุฏให้แก่ผู้แทนของสันตะปาปา
แล้วรับคืนเพื่อแสดงความจงรักภักดี ทั้งยอมจ่ายเงินให้แก่สันตะปาปาปีละ 1,000 มาร์คจนกระทั่งอังกฤษ
ปฏริ ปู ศาสนาแยกออกจากศาสนจกั รโรมันในสมัยของกษตั ริยเ์ ฮนรที่ ี่ 8
ในปี ค.ศ. 1202 สันตะปาปาอินโนเซนท์ ที่ 3 ได้สั่งปลดกษัตริย์เฮนรี่ที่ 6 ของอาณาจักรโรมัน
อันศกั ด์สิ ทิ ธิ์ และแตง่ ตั้งเฟเดอริคที่ 2 พระโอรสของเฮนรที่ ี่ 6 ข้ึนเป็นกษัตรยิ ์แทน
อำนาจของสนั ตะปาปาระยะเส่อื มลง (The Stage of Decline) ค.ศ. 1304-1414
ในเวลาต่อมา ยุโรปด้านการเมืองก็เริ่มพัฒนาเจริญเข้มแข้งขึ้น ความภักดีและความคิดถึงชาติก็เร่ิม
เกิดขึ้นแทนความภักดีทางศาสนา ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิ กับสันตะปาปา ที่ผ่านมาอยู่ใน
ลักษณะอยู่เหนือรัฐ ก็เริ่มมีแนวโน้มเอียงไปอีกข้างหนึ่งกล่าวคือ อำนาจของสันตะปาปาเมื่อก้าวถึงขึ้นสูงสุด
แล้ว กจ็ ะเริม่ เสือ่ มลง
ในสมัยพระสันตะปาปาบอนนิเฟสที่ 8 เมื่อท่านได้รับเลือกเป้นสันตะปาปาต่อจากสันตะปาปาเซล
เลสไตน์ที่ 5 ท่านดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาได้แค่ 5 เดือนก็ลาออก อย่างไรก็ตามท่านได้ออกพระราช
โองการประกาศห้ามกษัตริย์อังกฤษเอ็ดเวิร์ดที่ เก็บภาษีทรัพย์สมบัติของศาสนจักรและรายได้ของสงฆ์ แต่
เนื่องจากอำนาจของสนั ตะปาปาเส่ือมลง กษัตริย์จงึ ไมย่ อมกลบั ทรงยืนหยัดเจตนาเก็บภาษีกับศาสนจักรดว้ ย
(มีทรพั ยส์ มบตั ทิ ัง้ ที่ดนิ มากมาย) เพอื่ ชว่ ยในการพัฒนาประเทศ สดุ ท้ายจึงได้ตกลงกนั ให้อลุม้ อล่วยว่าสงฆ์และ
บชิ อปจะต้องแบ่งรายไดบ้ ำรงุ อาณาจักรตามท่อี าณาจักรเกิดมีความจำเปน็ ตอ้ งการขน้ึ
ต่อมา ก็มีเรื่องพิพาทหลายครั้งกับกษัตริย์ฟิลิปที่ 4 ของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1285-1314) ตอนท้ายฟิลิป
ประกาศสงครามกับสันตะปาปา ได้ส่งกองทัพโดยการนำของวิลเลี่ยม โนกาเร็ท ไปอิตาลีจับสันตะปาปาใน
ข้อหาว่า เป็นฆาตกร, ผู้สอนเทียมเท็จ, ผู้ทำให้เกิดแตกแยก, ผู้ล่วงประเวณี เป็นต้น แล้วขังไว้ในคุก แต่
ภายหลังก็ปล่อยออกมา อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าบอนนิเฟสก็ตายไปในความเสียใจ ดังนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1303
สนั ตะปาปาคนตอ่ ๆมาถกู เลอื กตั้งขนึ้ มาโดยคำสง่ั ของกษัตรยิ ฝ์ รั่งเศสและตอ้ งอยู่ในบังคับบัญชาของกษัตริย์ ซ่ึง
28
เปน็ เช่นน้ปี ระมาณ 73 ปคี อื ตั้งแต่ ค.ศ.1305-1378 ที่เรยี กวา่ “เชลยบาบิโลน” กล่าวคือ กษตั รยิ ์ฝรง่ั เศสออก
คำสั่งให้ย้ายสำนักของสันตะปาปาจากกรุงโรมมาอยู่ที่อวินยอง ภาคใต้ของฝรั่งเศส สภาพและฐานะของ
สันตะปาปาก็กลายเป็นตัวหุ่น ปกครองของฝรั่งเศส ส่วนที่อิตาลีก็เกิดมีผู้ทะเยอทะยานจะได้ตำแหน่ง
สันตะปาปา และเกิดมีผู้สนับสนุนและคัดค้านสันตะปาปา ดังนั้น ที่อวินยองตำแหน่งหรืออำนาจของ
สันตะปาปากก็ ลายเป็นไมม่ ีความหมายมแี ตช่ ื่อคำสง่ั ทั้งหลายท่อี อกมาก็ไม่ค่อยมใี ครเชอ่ื ฟงั ทำตาม กลับพากัน
ฝ่าฝืนกันตามสบาย หรือเมื่อสันตะปาปาบอกว่า ตัดสัมพันธ์ ก็ไม่มีใครสนใจหรือกลัวอีกแล้ว จะส่งทูตของ
สันตะปาปาไปที่ไหนกไ็ มม่ คี วามหมายอะไรกลับถกู ไลอ่ อกจากประเทศ ดังเช่นกษตั ริยเ์ อ็ดเวิรด์ ท่ี 3 ขององั กฤษ
ได้ทำ สันตะปาปาคนแรกแหง่ อวิกโนนคือพระสนั ตะปาปาคลาเมน็ ท์ที่ 5 ค.ศ.1305-1313
สันตะปาปาคนสุดท้ายที่มีสำนักอยูทอี่ วินยอง คือ เกรกอร่ีที่ 11 (Gregory XI) ค.ศ. 1329-1378 เกิด
ทฝี่ รง่ั เศสรบั การศึกษาทางกฏหมายที่เพอรูเกยี ทา่ นได้ถกู เลอื กตัง้ เป็นคารดเิ นล (Cardinal -คนหนึง่ ใน 70 คน
ที่ทำหน้าทีเ่ ป็นสภาผู้ปกครองของสันตะปาปาที่ประกอบด้วยบิชอป 6 ท่าน, พระสงฆ์ 50 ท่าน และมัคนายก
14 ท่าน และทั้ง 70 ท่านเป็นผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสันตะปาปาได้โดยปริยาย) ในปี ค.ศ. 1362-1370
สันตะปาปาคนที่ 6 แห่งอวินยองเสียชีวิต ท่านเกรกอรี่ที่ 11 ได้รับเลือกเป็นสันตะปาปาคนต่อไป ท่านก็มี
แผนการและความคิดที่ต้องการย้ายสำนักสันตะปาปากลับไปอยู่ที่กรุงโรม ซึ่งด้วยความช่วยเหลือและความ
พยายามของคนโรมันกับบคุ คลผมู้ อี ทิ ธิพลและตำแหนง่ สงู สันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 11 สามารถยา้ ยสำนักกลับไป
ที่โรมได้สำเร็จในเดือนมกราคม ค.ศ. 1377 แต่ต้องพบกับปัญหาการแตกแยกเป็นคณะเนื่องจากต้องการ
แก่งแย่งตำแหน่งสันตะปาปา ซึ่งท่านไม่สามารถจะปราบปรามให้สงบลงได้ จึงคิดจะย้ายสำนักกลับไปที่อวิ
กโนนอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่านเกิดเสียชีวิตลงก่อนในปี ค.ศ. 1378ผลตามมาก็คือ การแตกแยกแก่งแย่งตำแหน่ง
สนั ตะปาปากม็ ีมากขึ้น
ต่อมา แมว้ า่ จะมกี ารเลอื กตง้ั สนั ตะปาปาขนึ้ อกี หลายคน การต่อสแู้ ก่งแยง่ ตำแหน่งกร็ ุนแรงข้นึ เร่อื ย ๆ
จนในสมยั ของสันตะปาปาเกรกอรท่ี ่ี 2 (ค.ศ. 1406-1414) ท่กี รณีพิพาทแก่งแยง่ ตำแหนง่ สนั ตะปาปาเพ่มิ ความ
รุนแรงมากจนในที่สุดมีผู้นำศาสนจักรและนักศาสนศาสตร์ 2 ท่าน คือ จีน เกอร์สันและเพียร เดอ เอลลี
เสนอให้เรียกประชุมผู้แทนจากทุกศาสนจักรทั้งหมดมาร่วมกันตัดสินปัญหากันที่คอนสเตอน์ส ต่อมาเรียกวา่
สภาคอนสแตนส์ ผลการประชุมก็ได้ชี้ขาดให้ถอดผู้สมอ้างตนเป็นสันตะปาปาทั้ง 3 คนออกหมด
แล้วเลอื กคนใหม่ขน้ึ แทนชอื่ มารต์ นิ ที่ 5
ตั้งแต่ คศ.1378 สำนักของสันตะปาปาได้ย้ายกลับมาที่กรุงโรมต่อไป และสันตะปาปาที่ได้รับเลือก
ประจำตำแหน่งต่างก็พยายามจะสมอ้างอำนาจของสันตะปาปาว่า เหนือประชาชนและประเทศท้ังหลายใน
ยุโรป เหมอื นเม่อื กอ่ นในสมยั ของฮิลเดอแบรนด์ แตก่ ็ไมส่ ามารถบงั คับให้เปน็ ไปตามได้
29
ยคุ ปฏิรูปศาสนา ค.ศ. 1517 – 1648
ความหมายของการปฏิรปู ศาสนา
ในท่นี ีใ้ ช้คำว่า “การปฏริ ูปศาสนา” 2 ลกั ษณะดว้ ยกนั
1. การปฏริ ูปศาสนาของกลุม่ โปรเตสแตนท์
มองจากทัศนะของพวกโรมันคาทอลิก การปฏิรูปศาสนาของโปรเตสแตนท์ หมายถึง
การกบฏตอ่ ตา้ นศาสนจักร สากลของพระเจา้ หรอื ศาสนจักรโรมนั คาทอลกิ โดยมารต์ นิ ลเู ทอร์
มองจากทัศนะของนักประวัติศาสตร์โปรเตสแตนท์ การปฏิรูปของโปรเตสแตนท์ หมายถงึ
การคัดค้านคำสอนของศาสนจักรคาทอลิกที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อพระคัมภีร์ และคัดค้านระบบการ
ปกครองของสันตะปาปา ตลอดจนความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของบาทหลวง เป็นการปฏิรูปเพ่ือ
นำศาสนจักรกลับไปส่คู ำสอนที่ใกลเ้ คยี งศาสนจกั รสมัยกิจการท่ีสุด
2. การปฏริ ปู ศาสนาของโรมนั คาทอลิก (ค.ศ. 1548-1563)
หมายถึง การปฎิรูปแบบการปกครอง และการบริหารภายในศาสนจักรโรมันคาทอลิกโดยมี
จุดมุ่งหมาย เพื่อคัดค้านการปฏิรูปและการแพร่ขยายของโปรเตสแตนท์และเพื่อเผยแพร่ความเช่ือ
ของคาทอลิกไปยังดนิ แดนใหม่
การปฏิรูปศาสนาของโปรเตสแตนท์เกิดขึ้นในดินแดนยุโรปตะวันตก ศาสนจักรตะวันออก
และศาสนจกั รในอาณาจกั รโรมันดง้ั เดมิ ไม่ไดย้ อมรับการปฏริ ูปศาสนาของโปรเตสแตนท์ การปฎิรปู ศาสนาของ
คาทอลิกชใ้ี ห้เหน็ ถงึ ความเส่ือมโทรมของระบบการปกครอง และศลี ธรรมของบาทหลวงในนิกายคาทอลิก
การเรมิ่ ตน้ ของการปฏริ ูปศาสนา The Beginning of Religious Reform
เนื่องจากข้อบกพร่องต่าง ๆที่เกิดขึ้นจากการปกครองและบริหารของพวกพระสงฆ์และสันตะปาปา
และสงครามครูเสดที่ไม่ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ จึงเป็นเหตุให้ในระหว่างยุคและโดยเฉพาะตอนปลายยุค
กลางที่เกิดการปฏิรปู ทางศาสนาขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนกับการเริ่มทอแสงและสัญลักษณ์ส่อว่าจะตอ้ งมีการปฏิรปู
ยิ่งใหญ่ตามมา เพื่อสะดวกในการศึกษาการเริ่มต้นของการปฏิรูปศาสนาน้ีให้เข้าใจง่าย เราอาจแบ่งออกเป็น
การเคลอื่ นไหว 5 ขบวนการ ดังนี้
1. พวกออลบิเยนซีส (Albigenses) ค.ศ. 1170 มีอีกชื่อหนึ่งว่า คาทารี (Cathari) เป็นภาษากรีก
แปลว่า กลุ่มบริสทุ ธ์ิ เป็นกลุม่ ทีเ่ จริญเติบโตข้ึนมาในฝร่ังเศสภาคใตป้ ระมาณปี 1170 เป็นพวกที่ไมย่ อมถอื วา่
ตำนานโบราณหรือคำสอนตามธรรมเนียม (Tradition) จะใช้เป็นหลักได้ แต่นำเอาพระคัมภีร์ใหม่มาใช้เป็น
หลัก แต่ก็มีจุดอ่อนที่ว่าไม่รับพระคัมภีร์เดิม ต่อสู้คัดค้านหลักคำสอนของพวกโรมัน คาทอลิกเกี่ยวกับ
เรื่องแดนชำระ , เรื่องการกราบไหว้นมัสการรูปปั้น และข้อสมอ้างทั้งหลายของพวกพระสงฆ์กับสันตะปาปา
(โดยเฉพาะที่เก่ยี วกบั การเปน็ ตัวกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์) ในเวลาน้ัน อินโนเซนท์ท่ี 3 เป็นสันตะปาปา
อยู่ก็ไม่พอใจมาก จึงหาทางกำจัดพวกนี้โดยในปี 1208 ได้เรียกการชุมนุมเพื่อปราบปรามพวกคาทารี
30
โดยเรียกว่าเป็นครูเสดด้วย (ที่ถือว่าเป็นการปราบปรามศัตรูของคริสตชน - พระเจ้า) ได้ทำการฆ่าหมู่ท้ัง
หมูบ่ ้าน ทงั้ ตำบลทีพ่ วกน้ีอาศัยอยู่ ดังนั้น จึงมพี วกคาทอลิคเสียชีวิตร่วมอยู่ด้วย จงึ ถอื ว่าเปน็ โศกนาฏกรรมคร้ัง
ย่ิงใหญ่
2. พวกวอลเดนเซียนส์ (Waldensians) ค.ศ. 1170 ในประมาณเวลาไล่เลียงกัน ก็มีพวกวอลเดน
เซียนส์เกดิ ข้ึน โดยการนำของปเี ตอร์ วอลโด ผเู้ ป็นพอ่ คา้ แหง่ เมืองไลออนส์ ทา่ นชอบอ่านและศกึ ษาพระคัมภีร์
และได้เทย่ี วอธิบายสั่งสอนเทศนาและแพร่พระคัมภีรอ์ อกไปทว่ั ใชข้ ้อพระคัมภีร์เป็นเคร่อื งมอื เรียกร้องให้สู้กับ
ธรรมเนียมและหลักคำสอนของโรมนั คาทอลิค และหนุนใจประชาชนใหอ้ ่านพระคมั ภีร์ แล้วกม็ ีคนติดตามท่าน
มากขึ้น ท่านก็ได้สถาปนาคณะนักสอนศาสนา - ผู้ประกาศ ซึ่งได้ออกทำการสั่งสอนเผยแพร่ไปทั่วฝรั่งเศส
เรมิ่ ต้นจากภาคกลางแลว้ ไปโดยตลอดถึงภาคใต้ ได้มีผูต้ ดิ ตามเชือ่ ถอื มากขึน้ เร่ือย ๆ จนต่อมาพวกเขาถูกขม่ เหง
อยา่ งรุนแรงโดยคำสง่ั ของสนั ตะปาปาสุดท้ายพวกเขาตอ้ งถูกขับไลอ่ อกจากฝร่งั เศส แล้วได้ไปพบที่หลบภัยใน
หว่างเขาทางภาคเหนือของอติ าลี และคงทนยั่งยืนอยไู่ ดต้ ลอดมาหลายศตวรรษแห่งการขม่ เหง จึงนับวา่ เปน็ คน
คณะเล็ก ๆ หนง่ึ ทกี่ อ่ ใหเ้ กิดนกิ ายโปรแตสแตนท์ในอิตาลีภายหลังในเวลาต่อมา
3. จอห์น วิคคลิฟ (John Wycliff) คศ.1329-1384 ท่านได้เริ่มก่อการปฏิรูปขึ้นในอังกฤษด้วย
จุดมุ่งหมาย เพื่อความเป็นอิสระจากอำนาจของศาสนจักรโรมันและเพื่อการปฏิรูปศาสนาในศาสนจักรใน
อังกฤษ ท่านเป็นนักปราชญ์ได้รับการศึกษาสำเร็จขั้นปริญญาเอกทางศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย
ออ๊ กซฟอร์ด ท่มี ีชื่อเสยี งในองั กฤษ และได้เป็นผู้นำในสภามหาวทิ ยาลัยดว้ ย ท่านเร่มิ การปฏิรูปโดยการโจมตี
ตอ่ ว่า ความมง่ั ค่งั ร่ำรวยของพวกบรรพชติ และศาสนจกั รว่า ไมค่ วรจะเกี่ยวขอ้ งกับเรื่องทรัพย์สมบัติของโลกนี้
แตค่ วรเนน้ ทางฝา่ ยวิญญาณจติ ระบบลัทธกิ ารอยู่อารามวา่ เปน็ พวกทีแ่ สวงหาแตค่ วามสขุ ใส่ตน เห็นแก่ตัวจน
แก้มแดงอ้วนพีลงพุง โจมตีการรับตำแหน่งผู้นำศาสนจักร มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง และการรับเงินจากทุก
ตำแหนง่ รวมท้งั ต่อว่าการท่ีผูน้ ำศาสนจักรไม่อาศัยอยู่ในเขตอภิบาลของตน โจมตีเรือ่ งการกราบไหว้นมัสการ
พวกนักบุญทั้งหลาย คัดค้านการเที่ยวเดินทางจาริกบุญไปนมัสการและข้อบกพร่องอื่น ๆ ที่สำคัญท่านไม่
ยอมรับและคัดค้านสิทธอิ ำนาจของสนั ตะปาปาทแี่ ผค่ ลมุ อยู่ในองั กฤษ
ทา่ นยงั ได้เขยี นเอกสารคดั ค้านคำสอนเรือ่ งทรานซบั สแตนชิเอชั่น ท่ีวา่ ในการถือศีลมสิ ซา ขนมปังและ
น้ำองุ่นได้เปลี่ยนสภาพเป็นเน้ือและเลือดของพระเยซูจริง ๆ แต่ท่านวิคลิฟสอนว่า ขนมปังและน้ำองุ่นในพิธี
มหาสนิทนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องหมาย - สัญลักษณ์ เท่านั้นที่เป็นการระลึกถึง การวายพระชนม์ของพระเยซู
แล้วท่านสอนยนื ยันว่าระเบียบการนมสั การในศาสนจักรควรจะทำใหเ้ ป็นแบบธรรมดาแบบอย่างของพระคัมภีร์
ใหม่ งานใหญ่สำคญั ที่สดุ คือ เนื่องจากท่านได้ยึดถอื เอาพระคมั ภีร์อยา่ งเดียวเป็นมาตรฐานสำหรับการกระทำ
ทุกอย่างของคริสตชนทุกคน และสอนว่าให้อ่านศึกษาพระคัมภีร์กันทุกคน จึงได้เริ่มแปลพระคัมภีร์ใหม่จาก
ภาษาละติน (ฉบับวลั เกต) เปน็ ภาษาอังกฤษสำเร็จในปี 1380 แลว้ ก็ค่อยแปลพระคัมภีร์เดิม แตต่ ้องอาศัยความ
ช่วยเหลอื จากมติ รสหายที่เป็นศิษย์ของท่านช่วยกันจนสำเร็จในปี 1384 ซ่ึงเป็นปเี ดียวกบั ทที่ ่านสน้ิ ชพี
31
วิคลิฟอาจตอ้งถูกประหารชวี ติ อย่างทารณุ ไปแล้ว แต่ท่านอยูท่ ีอ่ ังกฤษท่านไดร้ ับการคุมครองจากผ้มู ี
อำนาจท่สี ดุ ทา่ นหน่งึ ในพวกขนุ นางทย่ี อมรับและเหน็ ดว้ ยกับคำสอนของทา่ น อย่างไรกต็ ามคำสอนบางข้อของ
ท่านกถ็ กู ทางมหาวิทยาลยั ประนาม แต่กไ็ ด้รับอนุญาตใหป้ ลีกตัวใชช้ ีวิตบ้นั ปลายของท่านอยอู่ ย่างสงบในตำบล
ของท่านท่ีลทุ เทอร์เวอร์ท ในสภาพของนกั บวชปลดเกษียณ แตก่ ็เป็นโอกาสให้ท่านได้ทำการแปลพระคมั ภีร์
เน่ืองจากทา่ นไดส้ ง่ ศิษยข์ องทา่ นทอ่ งเทยี่ วไปตามท่ตี ่าง ๆเพอ่ื เผยแพรส่ ั่งสอน พวกศิษยจ์ งึ ได้รับสมญา
นามว่า โลล์ลารด์ ในชว่ งแรก ๆมศี ิษยต์ ิดตามพวกท่านเปน็ จำนวนมาก แตต่ อ่ มาภายใตร้ ชั กาลกษัตริยเ์ ฮนร่ีที่ 4
และท่ี 5 ได้ถกู ข่มเหงอย่างมาก บ้างถูกทรมานอยา่ งทารุณ บา้ งถกู ฆา่ ตาย บ้างหนีไปได้ สดุ ท้ายก็สูญหายไปใน
กลางศตวรรษที่ 15 อยา่ งไรกต็ ามคำเทศนาสั่งสอนและการแปลพระคมั ภีรไ์ ดเ้ ปน็ การเริ่มตน้ และเป็นการปูทาง
สำหรบั การปฏิรปู ครง้ั ใหญ่ทจ่ี ะตามมา
4. จอห์น ฮัสส์ (John Huss) ค.ศ. 1369-1415 ทา่ นอยูท่ ี่โบแฮมเมีย (เปน็ สว่ นหนงึ่ ของประเทศเชค
โกสโลวาเกีย) ซึ่งในเวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอาณาจักรโรมันศักดิ์ ท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ได้ศึกษา
และเหน็ ด้วยกบั หลกั คำสอนของทา่ นวคิ ลฟิ จึงไดเ้ ทศนาสั่งสอนสง่ เสริมคำสอนน้นั อยา่ งเปดิ เผย โดยเฉพาะเน้น
เร่ืองการเป็นอสิ ระจากอำนาจของสันตะปาปา ทา่ นเป็นปราชญ์ผู้คงแก่เรียน ณ. มหาวทิ ยาลยั ปราก (Prague)
ที่ตั้งขึ้นในปี 1348 โดยพระเจ้าชาร์ลสท์ ี่ 4 (Charles IV) กษัตริย์แห่งโบเฮมเมียและจักรพรรดิแห่งอาณาจกั ร
โรมันศกั ดิ์สทิ ธิ์เวลาน้ัน) ตอ่ มา ทา่ นได้รบั แต่งตง้ั เปน็ อธกิ ารบดีของมหาวิทยาลยั เน่ืองจากขณะน้ันในเยอรมัน
ยังไมม่ มี หาวิทยาลัยสกั แห่งเดียว บรรดานักปราชญช์ าวเยอรมนั จึงหล่งั ไหลไปท่ีมหาวิทยาลยั ปรากนี้ จึงทำให้มี
อิทธิพลแผไ่ ปทัว่ โบแฮมเมยี และประเทศรอบ ๆ เมื่อสันตะปาปาไหวตัวก็ประกาศตดั สมั พันธ์ยอห์น ฮัสส์ และ
ส่ังว่ากรงุ ปรากเป็นเมืองต้องห้ามคราวเท่าที่ยอห์น ฮัสสย์ งั คงอยู่ท่ีนนั่ ตอ่ มา ทา่ นฮัสสต์ ้องปลีกตัวไปหลบซ่อน
อยใู่ นท่ีปลอดภัยแหง่ หน่งึ และเขยี นเอกสารสง่ ออกมาเผยแพรส่ ง่ เสรมิ คำสอนของท่าน ทำใหม้ คี นมากมายเห็น
ดว้ ยและตดิ ตามท่าน สุดท้ายท่านถกู เชิญ (เรียกตัว)ใหไ้ ปปรากฏตวั ในสภาของศาสนจกั รโรมันคาทอลิกที่เมือง
คอนสเตอนท์ (Constance) ในเบเดนชายแดนประเทศสวิสเซอรแ์ ลนต์ ซึ่งทา่ นได้ตกลงใจที่จะไปว่าความกันที่
นั่น โดยได้รับคำประกนั จากจักรพรรดิซิกิสมันด์ (Sigismund) จะให้การคุ้มครองความปลอดภัยของท่าน แต่
กระนั้นก็ตาม ก็ไมว่ ายถกู จบั ในข้อหาวา่ เปน็ พวกมิจฉาลทั ธิ เนอ่ื งจากจกั รพรรดไิ ม่สามารถรักษาคำสัญญาไว้ได้
เพราะถูกอ้างหลักที่ว่า “ฝ่ายความเชื่อไม่ต้องรักษาสัญญาอะไรกับคนนอกรีต” ท่านฮัสส์จึงถูกลงโทษเผาทั้ง
เปน็ ในวันท่ี 6 กค.1415 อย่างไรกต็ ามคำสอนการปฏริ ูปของทา่ นหาตายไม่ และรวมกบั เหตกุ ารณ์ถกู เผาทั้งเป็น
นีก้ ลบั เปน็ เหตุทำให้สมัครพรรคพวกของท่านฮัสสย์ ง่ิ ทำการเผยแพร่สั่งสอนออกไปไกลและเร่งเร้าการปฏิรูปให้
เกิดข้นึ ในประเทศของท่าน แม้วา่ จะมกี ารพยายามกำจัดพวกฮัสส์หลายครง้ั โดยใช้สงครามครูเสด แต่พวกท่าน
ก็ยิง่ เข้มแข็งม่นั คงอยู่หลายศตวรรษ และตอ่ มาได้รวมเข้ากบั พวกทก่ี ่อการปฏิรูปศาสนาในเวลาตอ่ มาภายหลงั
5. เจอร์โรม ซาวานาโรลา (Jerrome Savonarola) คศ.1452-1498 ทา่ นมีช่ือแรกอีกชื่อหนึ่งว่า
ไกโรลาโม (Girolamo) เกิดที่เฟอร์รารา (Ferrara) ประเทศอิตาลีตอนแรกตั้งใจจะเรียนเป็นหมอ แต่ต่อมาได้
32
เปน็ นักบวชอยู่ในคณะโดมนิ ิกนั สท์ ่ีเมืองโฟลเรนซ์(Florence) และได้เปน็ สมภารแห่งอารามเซนต์มาร์ค (Prior
of the Monastery of St.Mark) ในปี 1490 ท่านได้เทศนาเหมือนกับผู้พยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมกล่าวคือ
เทศน์คัดค้านความชั่วที่กระทำกันอยู่ทั่วไปในสมัยของท่านที่มีในสังคม, ในการศาสนาและในการเมือง
เรียกร้องให้ผูน้ ำประเทศละทง้ิ ความช่วั และกลับใจเสียใหม่ ใหเ้ ลิกการกดข่ีขม่ เหงและการรีดนาทาเร้นพวกคน
จน ทำให้มีคนมากมายหลั่งไหลกันมาฟังเต็มมหาวหิ าร และทุกคนต่างก็พร้อมที่จะทำตามคำสั่งสอนของท่าน
ด้วย ดังนั้นเป็นเวลาช่วงระยะหนึ่งที่ท่านได้กลายเป็นผู้นำประชาชน (ผู้บ่งการ) เมืองโฟลเรนท์โดยพฤตินัย
(Practical Dictator of Florence) ซึง่ เกือบเปน็ ผลให้เกิดการปฏิรูปศาสนาครง้ั ใหญ่เปน็ ทางการเกดิ ข้ึน พอดี
สันตะปาปาไหวตัวกอ่ นจึงประกาศตดั สมั พันธ์ และสัง่ จับทา่ นขังคุก ในท่ีสุด กถ็ ูกพิพากษาลงโทษแขวนคอตาย
แลว้ เอาศพเผาไฟที่จตรุ ัสใหญ่ (สนามหลวง)ของเมอื งในปี 1498 แต่การประหารอย่างทารุณนไ้ี ดเ้ ป็นการปูทาง
สำคัญอกี อย่างหนึ่งทเ่ี ตรียมให้เกิดการปฏิรปู ศาสนาครง้ั ใหญ่โดยมาตินลเู ทอรใ์ นเวลาอีกไมถ่ ึง 20 ปีตอ่ มา
สาเหตขุ องการปฏิรปู ศาสนาของกลมุ่ โปรเตสแตนท์
แทท้ ี่จริงได้มีนกั ปฏิรูปศาสนาเกิดขนึ้ ในศตวรรษที่ 15 แล้ว อยา่ งเช่น จอหน์ วิคคลฟิ และ จอห์น ฮทั ส์
แม้ว่าความพยายามของพวกเขาจะไม่สำเร็จ แต่ก็ได้แสดงให้เห็นว่าศาสนจักรตกอยู่ในสภาพที่ต้องการการ
ปฏิรูปอย่างมากมายและแท้ทีจ่ ริงคำเทศนาและคำเรง่ เร้าของนักปฏิรูป ศาสนาในศตวรรษที่ 16 เช่น ลูเทอร์
และคาลวนิ กม็ ไิ ดแ้ ตกต่างจากนกั ปฏริ ูปศาสนาท่มี ากอ่ นพวกเขาเลย แตก่ ารปฏิรูปมาสำเร็จลงในศตวรรษท่ี 16
ได้ เพราะสถานการณ์และเวลาในศตวรรษท่ี16 สุกงอมเตม็ ท่จี นกระทั่งสังคมและประชาชนส่วนใหญ่พรอ้ มที่จะ
รับส่งิ ทนี่ ักปฏิรูปศตวรรษท่ี 16 เทศนาสงั่ สอน พดู อีกนัยหนงึ่ ไดว้ ่า พระเจา้ ทรงมี “เวลา” ที่เหมาะสมสำหรับ
ทุกสิ่ง และในศตวรรษที่ 16 ก็เป็น “เวลา” ที่พร้อมต่อการปฏริ ูปศาสนานั่นเอง (ปัญญาจารย์ 3:1) มีสาเหตุ
หลายประการทที่ ำให้ “เวลา” พรอ้ มต่อการปฏริ ปู ศาสนา สาเหตเุ หลา่ นไ้ี ด้แก่
1. สาเหตุทางการเมอื ง (Political Factors) ความรู้สึกชาตนิ ิยมในยุคกลางหรือยุคมืด เมืองต่าง ๆ
ในยโุ รป แมจ้ ะมีเจา้ ผู้ครองหรือกษัตริย์ปกครองเมืองและเขตแดนของตน แตเ่ มอื งต่าง ๆ เหล่าน้ยี ังถอื ว่าข้ึนอยู่
กับอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธ์ิ ต่อมาในศตวรรษที่ 13-15 เมืองต่าง ๆ ในแถบตะวันตก และทางเหนือของ
ยุโรป เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสเปน เกิดความเคลื่อนไหวที่จะแยกตัวออกจากอำนาจของจักรพรรดิ
อาณาจักรโรมนั อนั ศกั ดิ์สิทธิแ์ ละคัดค้านอำนาจการปกครองของสันตะปาปา และศาสนจกั รสากล ท่ีมีอยู่เหนือ
ประเทศ และเจ้าผู้ปกครอง (กษัตริย์) ของตน เจ้าผู้ปกครอง และกษัตริย์ของดินแดนเหล่านี้ไม่พอใจที่
สันตะปาปา มีอำนาจทั้งทางการปกครองและทางศาสนา เหนือดินแดนของตนและศาสนจักรโรมยังเป็น
เจ้าของดนิ แดนทัว่ ยุโรปอีกด้วย
การแต่งต้ังบรรพชิตเข้าดำรงตำแหนง่ ในศาสนจักร กษัตริย์หรือเจา้ ผูค้ รองดินแดนทางยุโรปตะวันตก
ไม่พอใจที่ตำแหน่งสำคัญ ๆ ของบรรพชิตในศาสนจักรในประเทศยุโรปแต่งตั้งโดยสันตะปาปาและบรรพชิต
33
เหล่านี้หากกระทำผิดก็ไม่ต้องขึ้นศาลของเมืองหรือประเทศนั้น ๆ แต่จะตัดสินโทษกันในศาลศาสนาและยัง
สามารถอุทธรณ์ไปยงั สนั ตะปาปาไดอ้ กี ด้วย
2. สาเหตุทางเศรษฐกิจ (Economical Factors)การที่ศาสนจักรโรมเป็นเจ้าของที่ดินมากมายใน
ยโุ รปทำใหก้ ษัตรยิ ์มองดูสนั ตะปาปาวา่ เป็นศักดนิ า ยิ่งไปกว่านน้ั กษตั รยิ ์ยุโรปยงั ไมพ่ อใจที่ตอ้ งแบกภาระภาษีที่
ตอ้ งส่งไปให้แกโ่ รมด้วย บรรพชติ ของศาสนจกั รคาทอลกิ ก็ไดร้ ับการยกเวน้ ภาษี
3. สาเหตุทางสังคม และสติปญั ญา (Social and Intellectual Factors)
ชนชั้นกลาง หรอื ชนชัน้ พอ่ คา้ สงครามครูเสด ทำใหช้ นช้ันศักดินาลม้ ตายลงมาก ดงั นน้ั ระบบศักดินา
ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจในยุคกลางจึงเสื่อมลง เปิดโอกาสให้พ่อค้า, ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมมากขึ้น ๆ
ชนชั้นกลางเหล่านี้ตอ้ งการรักษาผลประโยชน์ของตน และไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจของสนั ตะปาปา และคิดวา่
กษตั รยิ ย์ โุ รปสามารถให้ความคุม้ ครองตนได้ดีกว่า
การปฏิวัตวิ ฒั นธรรม (Renaissance) ในชว่ งระหวา่ งปี ค.ศ. 1350 – 1650 เปน็ ช่วงทีเ่ กดิ การปฏริ ปู
วัฒนธรรมในยุโรป หมายถึง การปฏิวัติวัฒนธรรม ในช่วงนี้ ได้มีการนำเอาวรรณกรรม, สถาปัตยกรรม
,วฒั นธรรมของกรีก-โรมันดัง้ เดิมกลับมาฟน้ื ฟูอีกคร้ังหนึง่ ในแง่ของประวัตศิ าสตรน์ ับว่า เป็นการเปล่ียนแปลง
จากวัฒนธรรมยุคกลางสู่ยุคใหม่ ผลของการปฏิรูปวัฒนธรรม (Renaissance) ก็คือ ทำให้ผู้คนหันมาสนใจ
ตนเองมากกว่าศาสนา หันมาแสวงหาวชิ าการใหม่ ๆ ทำให้เกดิ นักวิชาการประเภทหน่ึงขนึ้ เรียกวา่ ฮวิ แมนนสิ ท์
การค้นพบโลกใหม่ ในปี ค.ศ.1492 โคลัมบัสค้นพบโลกใหม่ ในขณะที่พยายามจะเดินทางไปอินเดีย
หลังจากโคลัมบัสมีนักสำรวจทางทะเลออกเดินทางและค้นพบดินแดนใหม่อีกมากมาย ผลก็คือทำให้เกิด
เส้นทางการคา้ ใหม่ ซ่ึงเป็นผลใหเ้ กดิ ระบบการคา้ แบบใหม่และมีการสำรวจทางทะเล ซึง่ ส่งเสริมให้อำนาจของ
ชนช้นั กลางมีมากข้ึน และร่ำรวยขึน้ เปลยี่ นและสร้างความคิดใหม่แก่ผู้คน คนยคุ กลางเช่ือว่าโลกแบน แต่การ
สำรวจทางทะเลพสิ ูจน์วา่ โลกกลมซงึ่ ต่างจากคำสอนของศาสนจักร
4. สาเหตุทางศีลธรรม (Moral Factors)
คอรปั ชัน่ ในศาสนจกั รโรม มีการคอรัปช่นั จากระดับสงู จนถึงบรรพชิตในระดับลา่ งของศาสนจักรโรม
ซ่งึ ทำให้ประชาชนเออื มระอา และเส่อื มความศรัทธาในศาสนจักรโรม คอรัปชัน่ ดังกล่าวทำกัน 5 รปู แบบ คอื
(1) การซือ้ ขายตำแหนง่ (Simony)
(2) ละเลยหน้าที่ (Absenteeism)
(3) โลภเขตปกครอง (Pluralism)
(4) ผดิ ศลี ธรรม (Immorality) กฎของศาสนจกั รโรมห้ามบรรพชิตแต่งงาน แต่ปรากฏว่ามี
บาทหลวงมากมาย แอบมีภรรยาลับ และบางคนก็นำภรรยาลับมาอยู่กินอย่างเปิดเผย บรรพชิตบาง
คนพยายามให้ลูกนอกกฎหมายทีเ่ กดิ จากภรรยาลับรับตำแหนง่ ในศาสนจักร อาราม กลายเปน็ สถานท่ี
หาความสุข และความฟงุ้ เฟ้อแทนทจี่ ะเป็นศนู ย์- กลางฝ่ายจติ วิญญาณ
34
(5) ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณ (Irreligion)บาทหลวงที่รับใช้ในศาสนจักรไม่มีความรู้ความ
เข้าใจในพระวจนะอย่างแท้จริง ความไม่พอใจของชาวนาต่อศาสนจักร ในศตวรรษที่ 15 และ 16
ชาวนามสี ภาพแรน้ แคน้ ขัดสนมากชาวนาเคยมองดูบาทหลวงในอารามเป็นผปู้ กป้องตน แต่เน่ืองจาก
ความเสื่อมและคอรัปชั่นของศาสนจักรชาวนากลับมองดูบาทหลวงเป็นพวกกดขี่คนจน และอยู่ข้าง
เดยี วกบั พวกเจ้าของท่ีดนิ และคนรวย ความไม่พอใจของชาวนาและชนชัน้ ต่ำท่ยี ากจนเหลา่ น้ี นำมาซงึ่
5. สาเหตจุ ากคำสอนและหลกั ขอ้ เช่ือของศาสนจกั รโรม
การเข้ามาของนักศาสนศาสตรจ์ ากตะวันออก เมื่อกรุงคอนสแตนตโิ นเปิลล่มสลายในปี ค.ศ. 1453
ทำใหน้ ักศาสนศาสตร์ จากศาสนจกั รกรกี ออโธดอกหล่งั ไหลเข้ามายงั ยุโรปตะวันตก คนเหล่านี้ได้นำทัศนะและ
คำสอนที่แตกต่างจากของศาสนจักรโรมันเข้ามานอกจากนั้นยังนำเอาพระคัมภีร์ต้นฉบับภาษาเดิม เข้ามาใน
ยุโรปตะวันตกทำให้สามารถเรียนรู้ และเปรียบเทียบพระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกเดิมกับภาษาละตินผลก็คือมี
หลายคนคิดวา่ ถา้ ไดห้ ันมาศึกษาจาก ภาษาเดมิ จะทำให้เขา้ ใจสจั ธรรมและหลักคำสอนที่ถูกตอ้ งขน้ึ และเมื่อได้
ศึกษาอย่างแท้จรงิ กเ็ ห็นวา่ คำสอนของศาสนจกั รโรม แตกต่างจากคำสอนของศาสนจกั รยุคอคั รทูต มากมาย
การขายบตั รไถบ่ าป สาเหตุโดยตรงทีน่ ำมาสกู่ ารปฏริ ูปศาสนาคือ คำสอนเกี่ยวกบั การทำทัณฑกรรม
(การไถ่บาป) ที่ศาสนจักรโรมใช้อย่างผิด ๆในต้นศตวรรษที่ 16 สันตะปาปาเลโอที่ 10 ต้องการได้เงนิ จำนวน
มากที่จะสร้างวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ ในกรุงโรมจึงออกกฎหมายอนุญาตให้อาร์คบิชอปอัลเบิร์ต (Archbishop
Albert) ขายบตั รไถบ่ าป ในแคว้นแซกโซน่ี ประเทศเยอรมันนไี ด้ ตวั แทนของอลั เบิร์ตในการขายบัตรไถบ่ าปคือ
เทท็ เซิล (โยฮนั เทท็ เซิล) ซ่งึ สามารถขายบตั รไถบ่ าปใหแ้ ก่สนั ตะปาปาไดถ้ ึง $500,000 (200 ล้านบาท)
การขายบตั รไถบ่ าปน้ีเกี่ยวข้องกบั การทำทัณฑกรรม (การล้างบาป =The sacrament of Penance)
ศาสนจกั รโรมนั สอนวา่ การสารภาพบาปและกลับใจใหม่ นำมาซ่ึงการอภัยบาปช่วั นิรันดร์ แตท่ ุกคนยังจะต้อง
กระทำบางส่ิงบางอย่าง เพือ่ เปน็ การทำให้ พระเจ้าพอพระทยั ซึ่งจะทำได้ในขณะทย่ี งั มีชวี ติ อยหู่ รือขณะท่ีอยู่ท่ี
แดนชำระสิ่งที่จะต้องกระทำเพื่อชดใช้ความบาปผิดที่ตนกระทำ อาจจะเป็นการถวาย เงินให้ศาสนจักร การ
แสวงบุญไปยังที่สำคัญทางศาสนา ฯลฯ
บัตรไถ่บาปเป็น เอกสารที่สามารถซ้ือด้วยเงิน เพื่อเป็นการชดใชบ้ าปที่ทำไปศาสนจักรคาทอลิกสอน
วา่ พระเยซแู ละนกั บญุ ทง้ั หลาย ขณะท่ีอย่บู นโลกได้กระทำความดไี ว้มากมายจนสำ่ สมไวไ้ มอ่ ้นั บนพระคลังของ
สวรรค์ และสนั ตะปาปามีสิทธอิ ำนาจท่ีจะดึงเอาความดเี หล่าน้ีมาชดใช้บาปของผเู้ ช่ือบนโลกได้
ความคิดนี้เกดิ ข้นึ ในศตวรรษที่ 13 โดยชายชอ่ื อเลก็ ซานเดอร์ แหง่ เมืองเฮลส์ (Alexander of Hales)
ในปี ค.ศ. 1343 สันตะปาปาคลีเมนท์ที่ 6 (Clement VI) ประกาศเป็นหลักข้อเชื่อ (Sixtus IV) ได้ออกกฎ
เพิ่มเติมว่า ญาติพี่น้องสามารถซื้อบัตรไถ่บาปให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้วได้ดังนั้นในหลักข้อเชื่อ 95 ข้อ
ของมาร์ติน ลูเทอร์ ท่ีเขยี นข้ึนคัดค้านคาทอลกิ จงึ ตอ่ ต้านการขายบตั รไถ่บาปน้ดี ว้ ย
35
กลุ่มปฏิรูปศาสนาที่สำคัญของโปรเตสแตนท์ 4 กล่มุ
การปฏริ ปู ในเยอรมันนี – การปฏิรูปของมารต์ ิน ลเู ทอร์
มาร์ติน ลูเทอร์เกิดในปี ค.ศ. 1483 ในหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งของเยอรมันนีชื่อ ไอสเลเบน
เดมิ บิดาเปน็ ชาวนา แตต่ ่อมาได้ทำงานในเหมืองทองแดงและร่ำรวยขึ้น เปน็ ชนชั้นกลางของสมัยน้ัน และเป็น
เจ้าของเหมืองและโรงถลุงแรห่ ลายแห่งชีวิตในวัยเด็กของมาร์ติน ลูเทอร์ ไม่ค่อยมีความสุขนัก เพราะพ่อแม่
เป็นคนเข้มงวดมากหากจับได้ว่าลูกทำผิดแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย ก็จะทำโทษลูกอย่างรนุ แรง ดังนั้น ตลอดชีวิต
ของมารต์ ิน ลเู ทอร์ เขาแบกเอาความรู้สึกหดห่แู ละวิตกกงั วลไว้ตลอดเวลา
ความตั้งใจของบิดาต้องการให้มาร์ติน ลูเทอร์เป็นนักกฎหมาย แต่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
ในปี ค.ศ. 1505 ทำให้เขาเปลี่ยนแผนชีวิตเหตุการณน์ ั้นเกิดขึ้นในขณะท่ีเขาเดนิ ไปยังหมู่บ้านสต๊อตเตอร์ไฮม์
แล้วเกิดพายุฝนขึ้นลูเทอร์ถูกสายฟ้าผ่าล้มลง ในขณะนั้นเองเขาได้ร้องด้วยความตกใจ ขอให้นักบุญแอนน์
ช่วยเขาให้ปลอดภัย แล้วเขาสัญญาท่ีจะบวชเป็นบรรชิตหากรอดชีวิตไปได้สองอาทิตย์ต่อมา เขาจึงเข้าบวช
ในอารามของคณะออกสั ตินทีเ่ มืองเออร์เฟิร์ท (Erfurt)อย่างไรก็ตาม เหตผุ ลทีผ่ ลกั ดันให้เขาบวชเข้าอารามมีมา
กว่าคำสญั ญานี้ เพราะตอ่ มาลเู ทอร์ยอมรบั วา่ สงิ่ ที่ผลักดนั ให้เขาออกบวช คือ ต้องการหนจี ากความเจ็บปวดใน
วัยเดก็ แต่ส่งิ ทสี่ ำคัญท่ีสุดท่ีผลักดันให้ลเู ทอร์ออกบวช คือ ความต้องการแนใ่ จว่าเขาไดร้ ับความรอด ดังน้ันในปี
ค.ศ. 1507 เขาจึงได้รบั สถาปนาเป็นบาทหลวง
ช่วง 10 ปีแรกหลังจากเป็นบรรพชิต ลูเทอร์ต้องต่อสู้ดิ้นรน
ภายในจิตวิญญาณอย่างมากภายในจิตใจของ ลูเทอร์ว้าวุ่น
แม้ว่าเขาจะกระทำการชดใช้บาปตามความเชื่อของคาทอลิกไปครั้ง
แล้วคร้งั เลา่ กต็ าม แต่ก็ยงั รู้สึกวา่ ความบาปผิดไม่สามารถหลุดไปจาก
ชีวิตและจิตใจของเขาไดเ้ ลยต่อมาในปี ค.ศ. 1510-11 มารต์ ิน ลูเทอร์
เดนิ ทางไปทำศาสนกจิ ในกรุงโรม และเห็นความเหลวแหลก ฟุ่มเฟอื ย
และการฉ้อฉล คอรัปชั่นของศาสนจักรโรมันยิ่ง ทำให้เขารู้สึกสับสน
ว้าวุ่นยิ่งขึ้นบาทหลวงซึ่งเป็นผู้ฟังคำสารภาพบาปของลูเทอร์ เชื่อว่า
ลูเทอร์จะสามารถหาคำตอบให้กับปัญหาในจิตวิญญาณของเขาได้
โดยการออกไปรบั ใชพ้ ระเจ้าดังนนั้ ในปี ค.ศ. 1512 ลูเทอร์จึงถกู ส่งไป ภาพที่ 17 ลเู ทอร์ในปี 1533 วาดโดย ลคู ัส ครานคั
สอนพระคัมภีรท์ ี่มหาวทิ ยาลัยในเมอื งวิทเทนเบิรก์
ในช่วง 4 ปีแรกที่วิทเทนเบิร์ก ลูเทอร์สอนพระธรรมสดุดี และโรม (ต่อมาสอนกาลาเทียและฮีบรู)
ขณะที่เตรียมบทเรียนที่จะใช้สอนนั้นเอง เขาได้พบสันติสุขซึ่งไม่สามารถจะได้จากการกระทำการชดใช้บาป
(Penance) ตามคำสอนของศาสนจักรคาทอลิก พระธรรมโรม 1:17 ทำให้ลูเทอร์แน่ใจว่า มนุษย์รอดด้วย
พระคุณเท่าน้ัน ไม่ใช่ด้วยการกระทำนอกจากนั้น เขายังพบหลักเกณฑ์สำคัญอีก 2 ข้อ ซึ่งกลายเปน็ แกนหลัก
36
ของนิกายโปรเตสแตนท์นั่นก็คือพระคัมภีรเ์ ท่านั้น เป็นสิทธิอำนาจสงู สุดในชีวติ ของคริสตชนผู้เชื่อทุกคนเปน็
ปโุ รหิตของพระเจา้ สามารถเข้าเฝ้าได้ด้วยตนเองไมต่ อ้ งผ่านบาทหลวง
ความขดั แยง้ กับศาสนจักรในกรุงโรม
ความขัดแย้งเรื่องการซื้อบัตรไถ่บาป สันตะปาปาเลโอที่ 10 (Pope Leo X) ต้องการเงินจำนวน
มหาศาล เพื่อมาสร้างวิหารเซนต์ ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) จึงได้ส่งพระคาร์ดินัลโยฮัน เท็ทเซิล
ไปหาทุนที่เยอรมันนี โดยวิธี การขายบัตรไถ่ บาปสำหรับลูเทอร์ คำสอนของเท็ทเซิล เรื่องบัตรไถ่บาป
เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักศาสนศาสตร์ในพระคัมภีร์ดังนั้น เขาจึงร่าง หลักการ 95 ข้อ (95 Theses)
เพื่อใช้ในการถกเกี่ยวกับหลักศาสศาสตร์และในวันที่ 31
ตุลาคม มาร์ติน ลูเทอร์ได้นำข้อเสนอนี้ไปปิดไว้ที่ประตูวิหาร
ของเมืองวิทเทนเบิร์ก ลูเทอร์ คัดค้านว่า บัตรไถ่บาปไม่
สามารถลบล้างบาปได้ บัตรไถ่บาปไม่สามารถช่วยคนให้พ้น
จากแดนชำระได้ บัตรไถ่บาปอันตรายต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณ
เพราะทำให้ผคู้ นแสวงหาความมน่ั คงฝ่ายวิญญาณในทางท่ีผิด ภาพท่ี 18 ลเู ทอร์ตอกญตั ติ 95 ทหี่ น้าประตูประตวู หิ ารของเมอื งวิทเทนเบิรก์
นอกจากน้ัน ลเู ทอร์ยงั ค้านอีกว่า ถา้ สนั ตะปาปามีสิทธอิ ำนาจที่จะปลดปล่อยประชาชนออกจากแดน
ชำระอย่างแท้จริง สันตะปาปาก็ควรจะกระทำด้วยความรักไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์และที่จริง สันตะปาปา
ควรจะแจกเงินให้คนจนแทนที่จะรีดนาทาเร้น เอาจากคนจนเพื่อไปสร้างวิหารที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไม่นานนัก
ผู้นำศาสนจักรก็ประกาศว่า ลูเทอร์เทศนาคำสอนท่ีอนั ตราย มาร์ติน ลูเทอร์โต้ตอบข้อกลา่ วหาน้ี โดยยินยอม
ที่จะยกเลิกคำสอนของเขาหากศาสนจักรโรมสามารถพิสูจน์ได้ว่า คำสอนของลูเทอร์ผิดจากพระคัมภีร์
ดังนั้นคำท้าทายนีจ้ ึงนำมาซึ่งการเปดิ อภิปราย ถกปัญหากันขึ้นระหว่างลูเทอร์และผู้นำศาสนจักรเราสามารถ
กลา่ วไดว้ า่ การขายบัตรไถบ่ าป เปน็ ชนวนที่นำมาสูก่ ารปฏิรูปศาสนาในเยอรมนั นนี ่นั เอง
การอภิปรายถกเถียงปัญหา (The Debates) ค.ศ. 1518 ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ลูเทอร์ถกปัญหากับ
ผู้นำจากคณะออกัสตินและจบลงด้วยการที่ผู้นำเหล่านี้กลับเห็นชอบและสนับสนุนคำสอนของ ลูเทอร์
ค.ศ. 1519 ที่เมืองลีพซิค (Leipzig) ลูเทอร์ถกปัญหากับนักศาสนศาสตร์ชื่อ จอห์น เอ็ค จอห์น เอ็ค บังคับให้
ลูเทอร์ยอมรับว่า สภาศาสนจักรอาจจะมีการผิดพลาดได้บ้าง ทุกคนจะต้องเต็มใจยอมรับการตัดสินใจของ
สันตะปาปา โดยหา้ มมขี อ้ โต้เถยี งหรือสงสัยเลย เมื่อลเู ทอร์ปฏิเสธข้อสรุปดงั กล่าว จอห์น เอค็ จึงให้ศาสนจักร
โรมประกาศว่า มาร์ติน ลูเทอร์เป็นผู้สอนเทียมเท็จ ลูเทอร์โต้ตอบคำประกาศนี้ โดยพิมพ์ใบปลิว 3 ฉบับขึ้น
เพอื่ ใหส้ าธารณชนเป็นผ้ตู ดั สินเรื่องของเขา
ฉบับท่ี 1 ชื่อ “เรียน ผู้มีบรรดาศักดแ์ิ หง่ ชาติเยอรมัน” (To the GermanNobility)
37
ในใบปลิวฉบบั นี้ ลูเทอร์ เขียนถึงบรรดาเจ้าชายเยอรมัน เรียกร้องให้แก้ไขความบาปผิดในศาสนจกั ร
โดยยึดทรัพย์สิน และยึดอำนาจฝ่ายโลกจากมือของบรรดาบิชอปและเจ้าอาวาสอารามในเยอรมัน และให้เรง่
สร้างศาสนจักรแห่งชาตขิ ึน้ (ท่ีไมข่ ึ้นกับสันตะปาปา)
“เชลยบาบโิ ลนของศาสนจักร” (The Babylonian Captivity of the Church)
ในใบปลิวฉบับนี้ ลูเทอร์กล่าวหาว่า ระบบพิธีศีลมากมายของศาสนจักรโรม ทำให้คริสตชนตกเป็น
เสมือน “เชลย” และลูเทอร์ได้เน้นถึงพิธีศีลที่สำคัญ และถูกต้องตามพระคัมภีร์ 2 พิธีคือ ศีลมหาสนิท
และศีลบัพตศิ มา
“อิสรภาพของคริสตชน” (The Freedom of the Christian) ในใบปลิวฉบับนี้ ลูเทอร์กล่าวถึง
ความเป็นปุโรหติ ของผูเ้ ชื่อทกุ คน
การปพั พาชนียกรรมจากศาสนจักร
ในปี ค.ศ. 1520 สันตะปาปาเลโอที่ 10 ปัพพาชนียกรรม มาร์ติน ลูเทอร์จากศาสนจักรโรมหลังจาก
ประกาศกฤษฎีกาปัพพาชนียกรรม มาร์ติน ลูเทอร์ได้ไม่นาน จักรพรรดิองค์ใหม่ ชาร์ลที่ 5 ได้เรียกตัวลูเทอร์
มาแก้ความที่เมือง เวิร์ม ลูเทอร์ปฏิเสธที่จะยอมรับผิด นอกจากจะสามารถพิสูจนไ์ ด้จากพระคัมภรี เ์ ท่านั้นวา่
เขาผิดจริง จกั รพรรดิชารล์ ท่ี 5 จึงประกาศว่า มารต์ ิน ลูเทอร์เป็นผู้สอนเท็จ และคนนอกกฎหมาย
หลังจากการปรากฏตัวของลูเทอร์ ที่กรุงเวอร์ม เมืองต่าง ๆ ในยุโรปได้ปฏิวัติต่อต้านกรุงโรม
มาร์ตนิ ลูเทอร์ถูกมองว่า เป็นแรงบันดาลใจในการปฏิรูปครั้งนป้ี ี ค.ศ. 1522 ลูเทอรไ์ ดเ้ ดนิ ทางกลับไปยังเมือง
วทิ เทนเบริ ก์ และได้เรม่ิ โปรแกรมการปฏิรูปศาสนา ซงึ่ ใช้กันในเยอรมันนี คอื ยกเลิกตำแหนง่ บิชอป เพราะไม่
พบหลกั ฐานเรื่องนใี้ นพระคมั ภีร์ สง่ เสรมิ การแต่งงานของบาทหลวง (ตวั ลูเทอร์กแ็ ตง่ กับ Katherine Von Bora
อดตี แมช่ )ี เรยี บเรียงบทสวดภาษาละตนิ ใหม่และแปลบทสวดเหล่านนั้ เปน็ ภาษาท้องถ่ิน อนุญาตให้ฆราวาสรับ
ขนมปังและเหลา้ องุ่นในพธิ ีมหาสนิทได้ เน้นการเทศนา และสอนพระวจนะแทนการทำมซิ า
ความขดั แยง้ ในกลุ่มนักปฏริ ปู
เมื่อการปฏิรูปเกิดข้ึนและแพรข่ ยายไปในเมอื งต่าง ๆ ในยุโรปได้ไม่นาน ลูเทอร์ก็เกิดความขดั แย้งกบั
บางกลุ่ม ผู้พยากรณ์กลุ่มสวิคเกา (Zwickau Prophets)โดยมีผู้นำ คือ นิโคลัส สตอร์คและมาร์ค สตูปเนอร์
(Nicholas Storch and Mark Stubner) ซึ่งสอนความเช่อื ของพวกอนาแบ๊บตสิ (Anabaptist) ลเู ทอร์สามารถ
เทศนาขับไล่พวกนี้ไปได้ภายใน 8 วัน กลุ่มชาวนาขัดแย้งและเลิกสนับสนุนลูเทอร์ เมื่อเขาคัดค้านการก่อ
จลาจลของชาวนา และเมอ่ื เขาแตง่ งานกับแคธารีน ฟอน โบรา ในปี ค.ศ. 1525 ทำใหช้ าวนาหมดความศรัทธา
ฮุลดริช ซวิงลี ซึง่ เปน็ นักปฏริ ปู ศาสนาคนสำคัญของสวสิ เซอรแ์ ลนด์แตกแยกกบั ลเู ทอร์ในความคิดเห็นที่ต่างกัน
เร่อื งพธิ ศี ลี มหาสนิท
38
ในปี ค.ศ. 1530 ในการประชุมสภาแห่งเมอื งอ๊อกซ์เบิร์ก (Diet of Augsburg) มาร์ติน ลูเทอร์ได้ร่าง
คำสารภาพแห่งอ๊อกส์เบิร์ก (The Augsburg Confession) เพื่อใช้เป็นหลักข้อเชื่อ และธรรมนูญแห่งศาสน
จกั รลูเทอร์แลนในเยอรมนั นี ในปี ค.ศ. 1546 มาร์ติน ลูเทอร์ถึงแก่กรรม และฟิลปิ เมลนั ทอน รับหนา้ ท่ีตอ่ ไป
ค.ศ. 1546 หลังจากลูเทอร์ถึงแก่กรรมไม่นานนัก สงครามระหว่างโปรเตสแตนท์ และคาทอลิกใน
เยอรมันกอ็ ุบตั ิข้ึน เรียกว่า สงครามชมาลคาลดิค (Schmalkaldic Wars) สงครามจบลงในปี ค.ศ. 1555 ด้วย
สนธิสัญญาสงบศกึ อ๊อกซ์เบริ ์ก (Peace of Augsburg) สัญญาฉบบั นี้มีผลดังน้ี
• นิกายลเู ทอร์แลนท์ (โปรเตสแตนท์) มีสถานะเทา่ เทียมกับคาทอลิกในเยอรมันนี
• เจ้าผู้ครอง แต่ละคนในเยอรมันนีมีสิทธเิ สรีภาพในการเลือกนับถือความเชือ่ ใดก็ไดใ้ ห้เป็นความเชอ่ื
ประจำรัฐของตน
• บาทหลวงโปรเตสแตนท์ที่อยู่ในดินแดนคาทอลิกจะต้องออกจากแดนนั้น ๆ เข้าไปอยู่ในดินแดน
โปรเตสแตนท์
อิทธิพลของมาร์ติน ลูเทอร์
แม้ว่าจะเกิดการแตกแยกกับบางกลุ่ม แต่อิทธิพลของมาร์ตนิ ต่อการปฏริ ปู ศาสนา ยังคงมีอยู่และยนื
ยาวมาจนปัจจุบัน นับได้ว่า เขาเป็นศูนย์กลางและผู้นำการปฏิรูปศาสนาของโปรเตสแตนท์คนแรก
โดยมาร์ติน ลูเทอร์เป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ และผลักดันให้เกิดการเคล่ือนไหวของชาตินิยมในเยอรมนั นี
โดยพระคัมภรี ์ฉบบั ภาษาเยอรมันทเี่ ขาแปลมีผลตอ่ การวางมาตรฐานแกภ่ าษาเยอรมัน เป็นผูส้ รา้ งแบบแผนการ
ศึกษาระดับประถมในเยอรมันนี อิทธิพลที่สำคัญที่สุดของมาร์ติน ลูเทอร์คือ อิทธิพลที่มีต่อหลักศาสนศาสตร์
ของโปรเตสแตนท์ ลูเทอร์ไดใ้ หค้ ำตอบแกค่ ำถามสำคญั 4 ประการของพวกโปรเตสแตนท์ ได้แก่
1. เราจะรอดได้อย่างไร – ไม่ใชด่ ว้ ยการกระทำแตโ่ ดยพระคุณ
2. สิทธอิ ำนาจมาจากไหน – ไมใ่ ชจ่ ากศาสนจกั ร แตจ่ ากพระวจนะของพระเจา้ ในพระคัมภีร์
3. ศาสนจกั รคืออะไร – ผ้เู ช่ือทกุ คน ไมใ่ ชแ่ ค่บรรพชิตเทา่ น้นั
4. สาระในการดำเนินชีวิตครสิ ตชนคืออะไร – มีชีวิตอยู่เพื่อรบั ใช้พระเจ้าตามการทรงเรียก ไม่ว่าจะ
ได้รบั การทรงเรยี กเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส
39
การปฏิรปู ในสวิสเซอร์แลนด์
ฮุลดรชิ ซวิงลี
การปฏริ ูปของกลมุ่ นีม้ อี ิทธิพลอยู่ในบรเิ วณสวสิ เซอรแ์ ลนด์ (ท่ีมพี รมแดนติดกับ
เยอรมัน) ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้ภาษาเยอรมัน สวิงลี่เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1484
(อายุนอ้ ยกว่ามาร์ติน ลูเทอร์เพยี ง 2 เดอื น) ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัย 2 แห่งใน
สวิสเซอร์แลนด์ และจากมหาวิทยาลัยกรุงเวียนนา (ประเทศออสเตรียปัจจุบัน)
ค.ศ. 1506 เข้าบวชเป็นบาทหลวงในหมู่บ้านกลารัส ( Glarus) ค.ศ. 1512
และ 1515 ได้ออกเดินทางไปกับทหารรับจ้างชาวสวิสเพื่อทำสงครามศาสนา การ
เดินทางทั้งสองครั้งนี้ ทำให้สวิงลี่เห็นถึงความโหดร้ายทารุณของสงครามทั้งต่อผู้แพ้ ภาพที่ 19 ฮุลดริช ซวิงลี
ผู้ชนะ และเห็นว่า ระบบทหารรับจ้างในสวิสเซอร์แลนด์ เป็นสิ่งที่ทำลายศีลธรรมของสังคมอย่างมาก ค.ศ.
1516 เขาเดินทางไปยังเมืองอายซีเดล์น (Einsiedeln) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเดินทางแสวงบุญตามความ
เชื่อของคาทอลกิ สวิงล่ีจึงเริม่ ออกเดินทางแสวงบุญไปในที่ต่าง ๆ และพบว่า การแสวงบุญไมส่ ามารถทำใหถ้ งึ
ความรอดบาปได้ และในพระคัมภีร์ก็มิได้สอนหรือมีหลักฐานสนับสนุนความเชื่อเช่นน้ี นอกจากนี้ สวิงลี่เริ่ม
คัดค้านระบบการซื้อบัตรไถ่บาปค.ศ. 1518 ขณะที่อยู่ที่เมืองซูริค (Zurich) สวิงลี่ได้ศึกษาพระคัมภีร์อย่าง
จริงจังและพบความจริงที่คล้ายคลึงกับที่มาร์ติน ลูเทอร์ได้พบนอกจากนั้นสวิงลี่เริ่มเสื่อมศรัทธาในตัว
สันตะปาปา และการใชอ้ ำนาจของสนั ตะปาปาในทางทีผ่ ิด เม่ือสนั ตะปาปาได้ขอให้เมอื งซรู ิคส่งทหารรับจ้างไป
ช่วยกษัตรยิ ์ฟรานซิสท่ี 1 ทำสงครามกบั ชาร์ลท่ี 5 ของสเปนฃ
การแตกแยกจากโรม สวิงลี่ได้นำพลเมืองซูริค (Zurich) ให้คัดค้านพิธีกรรมหลายอย่างของ
โรมันคาทอลกิ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ดังนั้น จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นระหว่างผูน้ ำคาทอลิก และสวิงลี่
เพ่อื ตดั สนิ วา่ เมอื งซูริคจะยอมรับความเชอื่ แบบใด (คาทอลกิ หรือโปรเตสแตนท์)ผลปรากฏว่า สวิงล่ชี นะ ทำให้
โปรเตสแตนท์เป็นความเชื่อประจำของมณฑลซูริคในปี ค.ศ.1525 แต่การปฏิรูปในด้านพิธีกรรมของสวิงล่ี
แตกต่างจากของลูเทอร์ ตรงที่ลูเทอร์ยอมให้มีพิธกี รรมท่ีไม่ขัดกับหลกั พระคมั ภีรไ์ ด้ แมจ้ ะไม่มใี นพระคมั ภรี ์ แต่
สวงิ ลไี่ ม่ยอมรับการถือปฏิบตั ใิ ด ๆทีไ่ ม่มีในพระคัมภรี ์ เช่น การใช้ออร์แกน
การตายของสวิงลี่ ในขณะที่การปฏิรูปแผ่ขยายไปทั่วสวิสเซอร์แลนด์ ยังมีมณฑลบางมณฑลที่ไม่
ยอมรับความเชื่อแบบโปรเตสแตนท์ ทำใหเ้ กดิ สงครามกลางเมือง ในสวสิ เซอร์แลนดอ์ ย่างหลีกเล่ยี งไม่ได้ เมื่อ
มณฑลที่เปน็ คาทอลิกหนั ไปทำสมั พันธไมตรีกบั กษัตรยิ ์ชาร์ลท่ี 5 ของสเปญ เป็นเหตุใหส้ วงิ ล่ีแนะนำให้ มณฑล
โปรเตสแตนท์ยกทัพไปปราบปรามกอ่ นทจ่ี ะสายเกินไป แตผ่ ปู้ กครองมณฑลโปรเตสแตนทท์ ง้ั หลาย ไมเ่ หน็ ด้วย
กบั การทำสงครามน้ี และหนั ไปบบี บังคบั มณฑลคาทอลกิ ทางด้านเศรษฐกิจแทน
เดอื นตลุ าคม ค.ศ. 1531 มณฑลคาทอลกิ 5 มณฑล รวมกำลงั เขา้ โจมตีมณฑลซรู คิ แบบไมใ่ หต้ ้งั ตัวได้
เป็นเหตุให้สวิงล่ตี ้องนำกองทหารเทา่ ที่มอี ยู่ออกไปต่อส้กู ับขา้ ศึกกอ่ นจนกวา่ มณฑลตา่ งๆ ของโปรเตสแตนท์จะ
40
สามารถจดั ทพั มาชว่ ยไดผ้ ลปรากฏว่า กองทพั คาทอลิกชนะโปรแตนแตนท์ท่เี มืองแคพเพ็ล (Kappel) และสวิง
ลี่ก็ถกู ฆ่าตายในสงครามครั้งน้ี ในปี ค.ศ. 1531
การเซ็นสนธิสัญญาสงบศึก หนึ่งเดือนต่อมา มีการเซ็นสนธิสัญญาที่เรียกว่า สนธิสัญญาแคพเพ็ล
(The Peace ofn Kappel) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่แบ่งเขตแดนในสวิสเซอร์แลนด์ตามความเชื่อทางศาสนา
สนธิสัญญานี้ ฝ่ายโปรเตสแตนท์ต้องเป็นผู้จ่ายค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายจากสงครามทั้งหมดพวกคาทอลิก
ยินยอมที่จะใหม้ ณฑลต่าง ๆ มีอิสระในการเลอื กนบั ถอื ตามความเชือ่ ทต่ี อ้ งการ
หลักศาสนศาสตร์ของสวงิ ลี่
- การกำหนดความรอดไว้ล่วงหน้า (predestination) สวงิ ลเ่ี ชือ่ วา่ พระเจา้ ทรงกำหนดไวล้ ว่ งหนา้ แล้ว
ผใู้ ดจะมาถงึ ความรอด เพราะพระองค์ ทรงสพั พัญญู และทรงฤทธานภุ าพ
- พิธีศีลมหาสนิท (The Lord’s Supper) สวิงลี่เชื่อว่า พิธีศีลมหาสนิท เป็นเพียงพิธีที่ทำเป็น
สัญลักษณเ์ พื่อระลึกถึงความ รกั ของพระเยซู และขนมปงั และนำ้ อง่นุ เป็นเพียงเครื่องหมาย เพ่ือระลึกถึงพระ
กายและพระโลหิตของพระคริสต์ ดงั น้ันสำหรับสวงิ ลี่ ความเชื่อเปน็ สง่ิ สำคญั ท่สี ดุ ในพิธีศีล
แต่มาร์ติน ลูเทอร์ เชื่อว่า ในขณะที่ประกอบพธิ ีมหาสนิท แม้น้ำองุ่น และขนมปังจะไม่ได้เปล่ียนเปน็
พระโลหิต และพระกายของพระเยซูจรงิ ๆ แตใ่ นขณะท่ปี ระกอบพธิ พี ระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในน้ำองุ่น
และขนมปัง หรอื สถติ อย่รู อบ ๆ แตท่ ง้ั สองสง่ิ ไมไ่ ดเ้ ปลยี่ นเป็นเลอื ดและเนื้อของพระเยซูจริง ๆความคดิ นี้ สวิงล่ี
รับไมไ่ ด้ เพราะเปน็ การจำกัดพระวิญญาณมากเกนิ ไปความคดิ เหน็ ในเรอื่ งพธิ ีมหาสนิทท่ีแตกต่างกันของลูเทอร์
และสวิงล่ี ทำให้ทงั้ สองแยกทางกนั ในปี ค.ศ. 1529 ทเ่ี มืองมาร์เบิรก์ คอลโลไคย (Marburg Colloquy)
- เขาเนน้ สิทธอิ ำนาจสูงสุดของพระคัมภรี ์บาปด้งั เดิมหรือบาปกำหนดเปน็ เชื้อโรคทางศลี ธรรม ดังนั้น
เดก็ ทีม่ ิไดร้ บั บพั ตศิ มาก็สามารถรอดได้ความรอดไดม้ าโดยความเชื่อ โดยไมต่ ้องอาศัยความชว่ ยเหลือจากศาสน
จักรบรรพชิตแต่งงานได้ (เขาเองแต่งกับ Anna Reinhard อย่างลับ ๆ)ประมุขของ ศาสนจักร
คอื พระครสิ ต์ ไมใ่ ช่ สนั ตะปาปา
กลุ่มอนาแบ๊บตสิ (The Anabaptist Movement)
ความเชื่อพื้นฐานและความเป็นมา กลุ่มอนาแบ๊บติสเป็นเสมือนตัวแทนของพวกหัวรนุ แรง ในการ
ปฏิรูปศาสนา (Radical Reformers) ซึ่งต้องการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปอย่างฉบั พลันในทุกด้านแต่กลุ่มนี้
ขาดการประสานกนั จงึ ไม่มหี ลักคำสอนหรือการรวมตัวขององค์กรอย่างแจ่มชดั แตอ่ ย่างใดช่ือของกลุ่ม “อนา
แบบ๊ ตสิ ” ก็ถูกตัง้ ข้นึ โดยผทู้ ่คี ัดคา้ นการเคล่อื นไหวของกลมุ่ นี้
Anabaptist หมายถึง รับบพั ตศิ มาอีกครงั้ (Rebaptizer) ซง่ึ ผู้ตง้ั ชือ่ ใหม้ จี ุดมุ่งหมายจะพาดพิงความ
เช่อื ของกลุ่มนี้กับพวกลทั ธิเทียมเท็จในศาสนจกั รยคุ แรกกลมุ่ น้ีเช่ือเร่ืองการใหบ้ ัพตศิ มาแก่ผู้ที่เขา้ ใจและยอมรับ
ความเช่อื คริสตชนอย่างแทจ้ ริงเท่าน้ัน ดงั นน้ั จงึ คดั คา้ นการใหบ้ ัพตศิ มาของเดก็ ทารกอย่างไรก็ตาม ส่ิงทกี่ ลุ่มน้ี
เน้นและเรียกร้องมาก ไม่ใช่เรื่องการบัพติศมา แต่เป็นเรื่องลักษณะของศาสนจักร และความสัมพันธท์ ี่ศาสน
41
จักรมีต่อรัฐพวกนี้เชื่อวา่ ศาสนจักร ควรจะแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐ ผู้เชื่อ คือ กลุ่มสาวกที่ติดตามพระครสิ ต์
(ศาสนจักรไมค่ วรอยใู่ ต้อำนาจควบคุมของรฐั )เป้าหมายของกลุ่มคือ การรอื้ ฟนื้ ศาสนจักรยุคอัครฑูตข้ึนมาใหม่
พวกนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นคริสตชนเข้ามาปะปนกับคริสตชนในศาสนจักร เพราะเชื่อว่าศาสนจักรที่
แท้จริงประกอบด้วยสาวกแท้เท่านั้น ความเชื่อของอนาแบ๊บติส เป็นที่ยอมรับในกลุ่มสามัญชน
(ชาวนา กรรมกร) ซ่งึ ถูกละเลยจากนักปฏิรูปศาสนาอน่ื ๆ
หลักคำสอนของอนาแบบ๊ ติส
เนื่องจากกลุ่มอนาแบ๊บติส ถูกมองว่าเป็น “พวกนอกกฏหมาย” จากรัฐบาลโปรเตสแตนท์และ
คาทอลิก จงึ ทำให้ต้องกระจัดกระจายไปในดนิ แดนต่าง ๆ เชน่ สวสิ เซอรแ์ ลนด์,โมราเวีย และฮอลแลนด์ ดังนัน้
จึงทำให้รวมตัวกันยากและไม่สามารถที่จะกำหนดหลักคำสอน หรือหลักข้อเชื่อของกลุ่มอย่างไรก็ตาม อนา
แบบ๊ ติสได้พยายามรวมตัวกันได้ครั้งหน่งึ ในการประชมุ ทเี่ มอื งชไลท์ฮาม (Schleitheim) ในปี ค.ศ. 1527และ
ได้ร่วมกันร่างหลักข้อเชื่อของกลุ่ม โดยให้ชื่อว่า “สหพันธ์พี่น้อง” (The BrotherlyUnion) ซึ่งเป็นที่รู้จักใน
ปัจจบุ ันวา่ คำสารภาพชไลเธม (Schleitheim Confession) หลักสำคัญ ๆ ได้แก่
การเป็นสาวก (Discipleship) คริสตชนต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากกว่าการสารภาพบาป
กลับใจ แต่เขาต้องดำเนินชีวติ ตามแบบอย่างของพระคริสต์ทุกวัน ดังนั้น อนาแบ๊บติสเน้นให้ใช้คำเทศนาบน
ภูเขา (The Sermon on the Mount) เปน็ มาตรฐานดา้ นจริยธรรมของสาวกแทข้ องพระครสิ ต์
ความรกั (Love) เน้นการใชช้ วี ิตอยา่ งสุขสงบ และตอ่ ตา้ นความรนุ แรง
การเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ (Congregation) สมาชิกทุกคนของศาสนจักร จะต้องเป็นผู้เชื่อที่รับ
บัพติศมาด้วยความเต็มใจ และไดร้ บั เช่ือพระครสิ ตเ์ ป็นการส่วนตวั
การแยกกนั ระหวา่ งศาสนจักรและรฐั (Separation of Church and State)เนน้ ว่า ความเชือ่ เป็น
ของประทานของพระเจ้า รัฐจงึ ไม่ควรเขา้ มาเป็นผกู้ ำหนดหรือควบคมุ ด้วยการใช้อำนาจ
จอห์น เคลวนิ (John Calvin) 1509-1564 ภาพท่ี 20 จอหน์ เคลวิน (John Calvin)
เคลวินเกิดในเมืองโนยอง (Noyon) ประเทศฝรั่งเศส
ในวันที่ 10 กรกฏาคม 1509 พ่อของเขาเป็นชนชั้นกลาง ที่เริ่มมี
บทบาทและอิทธิพลเพิม่ มากขึ้นทุกทีในยุคนั้น และท่านรับใช้บชิ อป
และเป็นผู้ดูแลและผลประโยชน์ของวิหารในเมืองโนยองในฐานะ
เลขา ทำให้จอห์น เคลวิน มีโอกาสได้รับการศึกษาเล่าเรียนอย่างดี
ที่สุดของยุคนั้นจอห์น เคลวิน เริ่มเรียนศาสนศาสตร์ก่อนและได้
เปลี่ยนมาเรียนวิชากฏหมายในภายหลังเคลวินได้รับอิทธิพลและความคิดของการปฏิรูปศาสนาในระหว่างปี
ค.ศ. 1532-1533 ในช่วงฤดูใบไม้รว่ ง ปี ค.ศ. 1533 เขาได้ร่วมมือกับเพือ่ นชือ่ นิโคลัส ค็อป (Nicholas Cop)
เพื่อเรียกร้องและเสนอแนวทางการปฏิรูปศาสนาในลักษณะเดียวกับมาร์ติน ลูเทอร์ ด้วยเหตุนี้เอง เคลวิน
42
จึงถูกบังคับให้ออกจากปารีสเขาได้ลี้ภัยเข้าไปอยู่ในเมืองเบเซล (Basel) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ณ ที่น่ัน
เดือนมีนาคม 1536 เคลวินได้เขียนหนังสือเลม่ แรกของเขาช่อื หลกั การของครสิ ตศาสนา
ในปี ค.ศ. 1536 เคลวินตั้งใจแวะพักที่เจนีวา 1 คืน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปเมืองสตราสบอร์ก
(Strasburg) เพื่อใช้เวลาเงียบ ๆตามลำพังในการศึกษาคน้ คว้าตำราแตน่ กั ปฏิรูปศาสนาแหง่ เจนวี า ช่ือวิลเลียม
ฟาเรล (William Farel) ผู้ซึ่งไดเ้ ร่ิมงานเทศนาและปฏริ ูปในเจนีวามา 4 ปีแล้ว ได้มาหาเคลวิน ที่โรงแรมเพื่อ
เกลี้ยกล่อมให้เคลวินอยู่ช่วยงานเมื่อเคลวินปฏิเสธ ฟาเรลได้ลุกขึ้นพูดว่า “ท่านทำตามใจปรารถนาของตน
ถา้ ท่านไมช่ ว่ ยเราทำการของพระเจา้ พระองคจ์ ะลงโทษทา่ น”เคลวิน ซึ่งเปน็ คนออ่ นไหว จงึ เกดิ ความกลวั เกรง
ขึ้นมา และตัดสินใจอยู่ช่วยที่เจนีวาและได้ใช้ชีวิตของท่านที่นี่จนวันสุดท้าย (ยกเว้นช่วงสั้น ๆ 2 ช่วงที่ถูก
เนรเทศออกจากเจนีวา)เคลวินได้เริ่มงานในเจนีวา โดยช่วยเตรียมหลักข้อเชื่อ และคำสารภาพความเชื่อ
(Confession of Faith) สำหรับทุกคนที่ปรารถนาจะเข้าเป็นพลเมืองเจนีวาและยังได้วางแผนการศึกษา
ใหป้ ระชาชนท่ีเจนีวาดว้ ย
ชว่ ง ค.ศ. 1538-1541 เคลวินถกู เนรเทศจากเจนวี าไปอยูท่ีสตราสบอรก์ ด้วยสาเหตคุ วามขัดแย้งทาง
ความคิดเกี่ยวกับเรื่องบทสวดในพิธีงานเลี้ยงของพระผู้เปน็ เจ้า(The Lord’s Supper)ขณะที่อยู่สตราสบอรก์
เขาได้แต่งงานกับแม่หม้ายของศิษยาภิบาล อนาแบ๊บติสชื่อ อาดีเล็ต เดอ บัวร์ ลูกคนเดียวของทั้งสองตาย
ในขณะทย่ี ังเปน็ ทารก และต่อมาในปี ค.ศ. 1549 ภรรยาของเคลวินก็เสียชีวิตเม่ือเคลวินกลับมาเจนีวาอีกคร้ัง
ในปี ค.ศ. 1541 เขาได้เร่ิมโปรแกรมการปฏริ ูปศาสนาขึน้
วางระดบั ช้ันของผู้รบั ใช้ในศาสนจักร 4ช้ัน ไดแ้ ก่ (Ecclesiastical Ordinances)
1. ศษิ ยาภิบาล ควบคมุ ดา้ น การบริหาร
2. อาจารย์ เปน็ ผู้ สอนหลกั คำสอน
3. มคั นายก เป็นผู้ ดแู ลงานดา้ นการกุศล
4. ธรรมกิจ (Consistory) ประกอบด้วยผู้รับใช้ 6 ท่าน และผู้ปกครอง 12 ท่าน ทำหน้าที่ให้
คำปรกึ ษาแนะนำเรื่องศาสนศาสตรแ์ ละจรยิ ธรรมของชุมชน และลงโทษผู้ทีฝ่ ่าฝืน
หลักศาสนศาสตรข์ องจอห์น เคลวิน (5 Points of Calvinism)
1. Total Depravity หรอื การตกตำ่ ของมวลมนุษย์ มนษุ ย์ทุกคนล้วนมีบาปกำหนดจากอาดัม จึงไม่
สามารถช่วยตัวเองให้ได้รับความรอดได้
2. Unconditional Election หรอื การทรงเลือกโดยไม่มีเงือ่ นไข พระเจา้ ทรงเลอื กผทู้ ี่จะได้รับความ
รอด โดยพระคณุ ของพระองค์ ไมใ่ ชด่ ว้ ยการทำดขี องมนษุ ย์
3. Limited Atonement หรอื ความจำกัดของการลบล้างบาป การชำระบาปผิดท่สี ำเร็จบนกางเขน
ของพระครสิ ต์มผี ลต่อผูท้ ีไ่ ด้รับการทรงเลอื กเทา่ น้นั
43
4. Irresistable Grace หรือพระคุณที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ผู้ที่ถูกเลือกไมส่ ามารถปฏิเสธการทรงเลือก
ของพระวิญญาณได้
5. Perseverance of the Saints หรือการดำรงอยู่ของผู้ที่ถูกเลือกผู้ที่ถูกเลือกจะไม่มีวันหลง
หายไปจากพระเจ้า
โซลา 5 ประการ - เอกลักษณ์ของโปรเตสแตนต์
1. Sola Scriptura พระคัมภีร์อเท่านน้ั
2. Sola Christus - พระครสิ ต์เท่าน้ัน
3. Sola Gratia - พระคณุ เทา่ น้ัน
4. Sola Fide - ความเช่อื เท่านั้น
5. Soli Deo Gloria – พระสิริจงมีแด่พระเจ้าผเู้ ดียว
การปฏิรปู ศาสนาในองั กฤษ
สาเหตุของการปฏริ ปู และแยกตัวจากศาสนจกั รโรม
กลุ่มลอลล์ ารด์ (Lollards) เปน็ สานุศิษย์ผู้ศรัทธาในคำสอนของจอหน์ วิคคลฟิ ฟ์ ซงึ่ เน้นสิทธิอำนาจ
สูงสุดของพระคมั ภีร์ และการมคี วามสัมพันธส์ ่วนตวั กบั พระครสิ ต์คำสอนนไี้ ดเ้ ผยแพร่ทั่วเกาะอังกฤษ
ราชวงศ์ทิวดอรส์ (Tudors) ซึ่งปกครองอังกฤษ ตั้งแต่ ค.ศ.1485-1603 ได้สร้างความมัน่ คงให้กบั
ประเทศ และสนบั สนนุ ใหเ้ กิดชนชน้ั กลาง (พอ่ คา้ ) ข้ึนในประเทศองั กฤษ ซ่ึงไม่พอใจในระบบศกั ดนิ า และการ
ครอบครองดินแดนต่างๆ ในองั กฤษของบรรดาเจ้าขนุ มูลนายและของศาสนจกั รโรมนอกจากนน้ั ชาวอังกฤษเอง
ยังตอ้ งการเป็นอิสระจากโรม และไมต่ อ้ งการรับภาระด้านภาษที ี่ตอ้ งส่งไปยงั ศาสนจักรโรมอีกด้วยดงั นน้ั ชนช้ัน
กลางเหลา่ น้ี จึงสนบั สนนุ กษัตรยิ ์ราชวงศท์ ิวดอร์สใหแ้ ยกตัวจากโรม
อิทธพิ ลของปัญญาชน ในต้นศตวรรษท่ี 16 นั้น มีนกั ปฏิรูปศาสนาจากมหาวทิ ยาลยั ออ๊ กฟอร์ด หลาย
ท่านหันมาศึกษาพระคัมภีร์จากภาษาดั้งเดิม (กรีก-ฮีบรู) และพบคำสอนของศาสนจักรโรมแตกต่างจากพระ
คัมภีร์มาก จึงเริ่มเผยแพร่คำสอนในพระคัมภีร์แก่ชาวอังกฤษผู้นำที่สำคัญได้แก่ จอห์น โคเร็ท (John Colet)
และ เซอร์โธมัส มัวร์ (Sir Thomas Moore) นอกจากนั้นยังมีผู้แปลพระคัมภีร์จากภาษาเดิมมาเป็น
ภาษาอังกฤษ เพื่อช่วยให้ชาวอังกฤษได้อ่านและเข้าใจพระวจนะอย่างแท้จรงิ เช่นวิลเล่ียม ทินเดล (William
Tyndale ค.ศ. 1494-1536) และไมล์ส โคเวอร์เดล (MilesCoverdale)คำสอนของมาร์ติน ลูเทอร์
และงานเขยี นของเขาไดเ้ ผยแพร่แนวความคดิ ของการปฏิรูปศาสนาไปท่ัวอังกฤษ