44
ภาพท่ี 21 พระสาทสิ ลักษณ์กษัตรยิ ์เฮนรีท่ ่ี 8 โดยฮนั ส์ ฮอลไบน์
กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 กล่าวได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนา
ในอังกฤษ เพื่อแยกจากศาสนจักรคาทอลิกคือ สาเหตุทางการเมือง (ไม่ใช่สาเหตุด้าน
ศาสนา) ในปี ค.ศ. 1509 กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 (Henry VIII) ขึ้นครองอังกฤษ
และเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ไมตรีกับกษัตริย์สเปนจึงได้อภิเษกสมรสกับ แครีน
แห่งรากอน (Catherine of Aragon) ซ่ึงเปน็ พระธิดาของกษตั ริยเ์ ฟอรด์ นิ านด์และพระ
นางอิสซาเบลแห่งสเปนแต่แคธรีนไม่สามารถจะให้กำเนิดพระโอรสที่จะสืบบัลลังก์
อังกฤษต่อจากเฮนรี่ที่ 8 ได้พระนางให้กำเนิดก็แต่พระธิดาองค์เดียว คือ แมรี่ (Mary)
เฮนรี่ที่ 8 จึงต้องการให้สันตะปาปาคลีเมนท์ที่ 7 (Clement VII) ยกเลิกการอภิเษก
สมรสครัง้ นเ้ี สยี เพื่อจะสามารถอภิเษกไดใ้ หมแ่ ตส่ นั ตะปาปาคลีเมนท์ที่ 7 ปฏิเสธเพราะ
ขณะนัน้ สันตะปาปาอยู่ในการควบคุมของกษัตริย์ชาร์ลที่ 5 แห่งสเปน (Charles V)เดือนมกราคม ค.ศ. 1533
กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 จึงเข้าพิธีอภิเษกอย่างลับ ๆกับ แอนน์โบลีน (Anne Boleyn)อย่างไรก็ตาม แอนน์ก็ไม่
สามารถให้กำเนิดพระโอรสได้ แตไ่ ดม้ พี ระราชธดิ าและให้ชอ่ื ว่า อลิซาเบธ (Elizabeth)สันตะปาปาโต้ตอบการ
กระทำของเฮนรี่ที่ 8 โดยการอเปหิพระองค์จากศาสนจักรเฮนรี่ที่ 8 จึงได้ให้รัฐสภาอังกฤษออกกฏหมาย
ประกาศแยกตัวจากการควบคุมและอำนาจของสันตะปาปาในกรุงโรมมาเป็นศาสนจักรแองกลิกัน (The
Anglican Church)
กฎหมายประกาศอำนาจสูงสุด (The Act of Supremacy) ค.ศ. 1534 ประกาศให้ กษัตริย์อังกฤษ
ทรงเปน็ อำนาจสงู สุดทางศาสนาและการเมอื งของอังกฤษ
กฎหมายสืบราชบัลลังก์ (The Act of Sucession) ค.ศ. 1534 ประกาศให้ลูกของเฮนรี่ที่ 8 และ
แอนน์ โบลนี เป็นทายาทสืบบัลลงั ก์อังกฤษ
กฎหมายบรรพชิต ค.ศ. 1534 ประกาศให้บรรพชิตคาทอลิกในอังกฤษทุกคนอยูใ่ ต้การปกครองของ
กษัตรยิ ์อังกฤษและหา้ มบรรพชติ ชาวอังกฤษไปอยู่อาศยั ในต่างแดนและบรรพชติ จะต้องข้นึ กบั คริสตศาสนจักร
ในอังกฤษเท่าน้ัน
พระราชบญั ญัตทิ ี่ 6 (The Sixth Articles) ค.ศ. 1539 ในที่นี้แสดงให้เห็นว่าอังกฤษตัดขาดจากศาสน
จักรโรมในด้านการปกครอง เท่านั้น แต่ในด้านศาสนจักรอังกฤษยังคงยึดตามหลักของคาทอลิกดังนั้นเรา
อาจจะสรุปไดว้ า่ ศาสนจกั รแห่งชาตขิ ององั กฤษ แยกจากศาสนจักรโรม ดว้ ยเรื่องสว่ นตวั
การแยกเป็นในรปู ของการปกครองศาสนจักร (Ecclesiastical Break)เทา่ น้ันผูน้ ำในการปฏิรูปศาสนา
ของอังกฤษคือกษัตรยิ ์ ไม่ใช่บรรพชิตเหมือนในประเทศอืน่ ๆในขณะเดียวกัน เฮนรี่ที่ 8 ก็ยังคงไมส่ มพระทัย
เพราะยงั ไมส่ ามารถมรี าชโอรสสืบบลั ลงั ก์
45
ในปี ค.ศ. 1536 เฮนรีท่ ี่ 8 กล่าวหาว่า แอนน์ โบลีน ล่วงประเวณีและได้ส่ังตัดศีรษะนางในที่สดุ หลงั
จากนั้น ได้อภิเษกกับเจน ซีมัว (Jane Seymour) ผู้ที่ให้กำเนิดพระโอรสแก่เฮนรี่ก่อนที่นางจะสิ้นใจ โอรสมี
พระนามว่า เอ็ดเวิร์ด (Edward) หลังจากนั้น เฮนรี่ที่ 8ได้อภิเษกกับหญิงอีก 3 คนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ใน
ค.ศ. 1547
ส่ิงท่ีถกู ปฏิรูปในศาสนจักรแองกลิกัน
ในปี ค.ศ. 1547 รัฐสภาออกกฏหมายอนุญาตให้ฆราวาส รับน้ำองุ่นในพิธีศีลมหาสนิทได้ บรรพชิต
สามารถแต่งงานได้ เปลี่ยนการนมัสการที่ใช้ ภาษาละติน มาใช้บทอธิษฐานภาวนาภาษา- อังกฤษ ที่เขียน
รวบรวม โดยโทมสั แคลนเมอร์ ซึง่ เน้นการอา่ นพระคมั ภรี ์และการให้ที่ประชุมมีสว่ นในการนมัสการ ประกาศใช้
กฎ 42 ข้อ (The 42 Articles) ในปี ค.ศ. 1553 ซึ่งใช้เป็นหลักข้อเชื่อของศาสนจักรอังกฤษตามแนวทางของ
โปรเตสแตนท์
ในปี ค.ศ.1559 อลซิ าเบธ็ ได้ให้รัฐสภาออกพระราชบญั ญตั กิ ำหนดให้กษัตรยิ ์อังกฤษมีอำนาจสูงสุดทั้ง
ด้านศาสนาและการเมืองไดน้ ำบทสวดภาวนาของโธมัส เคลนเมอร์ กลบั มาใชใ้ นการนมสั การอีกคร้งั
ในปี ค.ศ. 1503 ได้ประกาศใช้หลักขอ้ เช่ือ 39 ข้อ ซึ่งแก้ไขมาจากหลักข้อเชื่อ 42 ข้อในสมัยกษัตริย์
เอ็ดเวิร์ด มาใช้ในองั กฤษและกลายเปน็ หลกั ข้อเช่ือ (Creed) ของศาสนจักรแองกลกี ันจนถึงทกุ วันนี้
อย่างไรก็ตามศาสนจักรอังกฤษก็ยังมีอุปสรรค์โดยแมรี่ ทิวดอร์ส เป็นพระธิดาของแคธลีนแห่งอารา
กอน และกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ดังนั้น จึงทรงสัตย์ซื่อกับศาสนจักรโรมันคาทอลิก
เช่นเดียวกับพระราชมารดาแมร่ี จงึ เปดิ ฉากการครองราชยข์ องพระองค์ด้วยการ
ข่มเหงโปรเตสแตนท์ เหตุน้เี อง พระนางจึงถกู ขนานนามว่าแมรผี่ ู้กระหายเลือด
(Bloody Mary)ในสมัยนี้เอง พวกโปรเตสแตนท์ในอังกฤษถูกฆ่าตายกว่า 300
คน รวมทั้งผู้นำคนสำคัญเช่นโทมัส เคลนเมอร์, ลาติเมอร์และริคลีย์
แมรี่เข้าพิธีอภิเษกกับฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน ซึ่งทำให้ชาวอังกฤษไม่พอใจมาก
นอกจากนั้น การเขน่ ฆา่ โปรเตสแตนท์ใน อังกฤษ ในขณะท่ีประชาชนส่วนใหญ่
ของอังกฤษนยิ มชมชอบคำสอนของโปรเตสแตนท์ ทำให้พระนางไม่เป็นที่นิยม
ของชาวอังกฤษ ในทสี่ ดุ ทรงสนิ้ พระชนม์ดว้ ยความผิดหวงั และชอกชำ้ ใจ
ภาพท่ี 22 สมเด็จพระราชนิ ีนาถแมรีท่ี 1 แห่งอังกฤษโดยแอนโตนิส มอร์
การปฏริ ปู ของศาสนจกั รคาทอลกิ
ในขณะที่การปฏิรูปศาสนาของโปรเตสแตนท์แพร่ขยายไปในยุโรป มีผลให้คาทอลิกต้องสูญเสีย
ดนิ แดนตา่ ง ในยุโรปใหแ้ ก่โปรเตสแตนท์ และทำใหเ้ กิดศาสนจักรประจำรัฐต่าง ๆ ซงึ่ แยกตัวเป็นอิสระจากศา
สนจักรโรม (State-Church) สันตะปาปาและบาทหลวงระดับสูงของคาทอลิกจึงจำเป็นต้องทำการปฏิรูป
ท่ามกลางคาทอลิกเอง การปฏริ ูปของคาทอลิก นำมาซึ่งเหตกุ ารณส์ ำคัญ 2 ประการ ได้แก่
46
1. การปฏริ ูปศาสนาภายในของศาสนจกั รคาทอลกิ
กลุ่มโวหารแห่งความรกั ของพระครสิ ต์ หรอื Oratory of divine love(ค.ศ. 1517-1527)
- กลมุ่ นป้ี ระกอบดว้ ยบาทหลวงระดับสูงของคาทอลิกประมาณ 50 ทา่ น ท่รี ้อนรนและต้องการปฏิรูป
ภายในศาสนจกั รคาทอลิก
- ผูน้ ำสำคัญของกลุม่ นีม้ ี 3 คนไดแ้ ก่
จาโคโป ซาโดเลโต (Jacopo Sadoleto) ซงึ่ ถกปญั หาศาสนศาสตรอ์ ย่างเผด็ รอ้ นกับเคลวิน
เรจนิ าล์ด โพล (Reginald Pole) ผู้ซึง่ พยายามนำองั กฤษกลับมาเป็นคาทอลกิ ในรัชสมยั ของพระนาง
แมร่ี ทิวดอรส์
คาราฟฟา (Gian Pietro Caraffa) ซึ่งต่อมากลายเป็นสันตะปาปาพอลที่ 4 ผู้ซึ่งทำการปฎิรูปศาสน
จักรคาทอลิกอย่างจริงจัง กลุ่มนี้ยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนจักรโรมจึงได้จัดให้มีการปฏิรูประบบอาราม
และวางแผนปฏริ ปู ภายใน พวกเขาได้จัดการกับคอรปั ช่ันในศาสนจักรคาทอลิกในเวลาต่อมา
สันตะปาปานักปฏริ ูปศาสนา (ค.ศ. 1534-1590) ภาพท่ี 23 สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 3
- สันตะปาปาที่ถือว่าเป็นผู้ที่เริ่มการปฏิรูปของคาทอลิกอย่าง
จริงจังในสมัยนี้คือ พอลที่ 3 เริ่มการปฏิรูปโดย ค.ศ. 1537 แต่งตั้ง
บาทหลวงนักปฏิรูปสำคัญ ๆ อย่างคาราฟฟา, โพล, โซโดเลโต เข้าในกลุ่ม
พระคาร์ดินัล (College of Cardinals) กลุ่มนี้มีสิทธิสอนและรายงาน
ความเหลวแหลกหรือคอรัปชั่นของศาสนจักร เปิดศาลศาสนา
(Inquisition) เพื่อใช้ข่มเหงคริสตชนโปรเตสแตนท์ พิมพ์รายชื่อหนังสือ
ต้องห้าม เรียกว่า Index books ซึ่งเป็นรายชื่อหนังสือที่ไม่ให้คาทอลิก
อ่านหนังสือในรายชื่อนี้เขียนโดยนักศาสนศาสตร์โปรเตสแตนท์ ค.ศ.
1545 เรียกประชุมสภาศาสนจักรแห่งเมืองเทรนต์(Council of Trent)
ก่อตั้งคณะสงฆ์ใหม่ ๆ เพื่อใช้เป็นมิชชั่นนารีในการประกาศฯขยาย
ศาสนจักรนอกจากสันตะปาปาพอลที่ 3 แล้วยังมีสันตะปาปาพอลที่ 4 (ค.ศ. 1555-59) ไพอัสที่ 4 (Pius IV
ค.ศ. 1559-65) และซิคตัสที่ 5 (Sixtus V) ค.ศ. 1585-90 ซึ่งพยายามกำจัดคอรัปชั่นต่าง ๆ ในศาสนจักรและ
ปฏริ ปู ดา้ นการเงินในศาสนจักรดว้ ย
2. การตอ่ ตา้ นพวกโปรเตสแตนท์จากศาสนจกั รคาทอลกิ (การปฏริ ูปภายนอก)
คณะเยซอู ิท (The Jesuit Order)
- เป็นคณะสงฆ์ที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1534 ซึ่งสันตะปาปาใช้เป็นอาวุธในการต่อต้านโปรเตสแตนท์ได้
อย่างดี ผกู้ ่อตง้ั คณะเยซูอทิ คอื อคิ เนเทียส โลโยลา (Ignatius Loyola) ค.ศ. 1491-1556
47
ศาลศาสนา และรายชอ่ื หนงั สอื ต้องหา้ ม (Inquisition and Index books)
ศาลศาสนา เริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสเพื่อปราบปรามลัทธิอัลบิเจนเชนส์ ต่อมา
กษัตริย์เฟอร์ดินานและพระนางอิซาเบลลาแห่งสเปน ได้นำมาใช้ปราบปรามลัทธิเทียมเท็จในสเปน
ในปี ค.ศ. 1480 และในปีค.ศ. 1542 คาร์ดินัล คารฟฟา ได้เสนอต่อสันตะปาปาพอลที่ 3 (Paul III) ให้ใช้ศาล
ศาสนาปราบปรามพวกโปรเตสแตนท์ และลัทธเิ ทียมเท็จทว่ั ยโุ รป จนถกู ยกเลกิ ไปใน ค.ศ.1854ผู้ท่ีถูกกล่าวหา
อาจจะถูกทรมานให้รับสารภาพผิดหรือให้การปรักปรำตัวเองผู้ที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดจะได้รับโทษ ตั้งแต่
ยึดทรัพย์สนิ , จำคุก จนถึงเผาทั้งเป็นคาเสานอกเสียจากผู้น้นั จะยอมสารภาพ และปฏเิ สธความเช่ือเดิมของตน
ค.ศ.1559หนังสือต้องห้าม ถูกจัดพิมพ์ขึ้นในสมัยสันตะปาปาพอลที่ 4 เพื่อบันทึกรายชื่อของหนังสือ
ท่ีชาวคาทอลิกไม่ควรอ่าน ซงึ่ รวมเอางานเขียนของมารต์ ิน ลเู ทอร์ และโปรเตสแตนท์คนอืน่ ๆ ไว้ด้วย
สภาสงั คายนาศาสนจักรแหง่ เมอื งเทรนต์ (Council of Trent)
ในปี ค.ศ. 1545 สันตะปาปาพอลที่ 3 เรียกประชุมสภาศาสนจักรที่เมืองเทรนต์ใช้เวลาประชุมกัน
ยาวนานต่อเนื่องถึง 18 ปี เราสามารถแบ่งการประชุมทเ่ี ทรน็ ไดเ้ ปน็ 3 ชว่ ง
ช่วงที่ 1 จาก ค.ศ. 1545-1547 ในช่วงนี้ ที่ประชุมประกาศใช้หลักคำสอน ดังนี้ พระคัมภีร์
และหนังสือนอกสารบบพระคัมภีร์ มีสิทธิอำนาจเท่ากันและถือว่าเป็นสิทธิอำนาจสูงสุดของศาสนจักร
ความชอบธรรมไดม้ าโดย ความเช่อื และการกระทำประกาศใช้พิธีศลี ศักดิ์สิทธิ์ 7 อยา่ งของศาสนจกั รคาทอลกิ
ช่วงที่ 2 จาก ค.ศ. 1551-1552 พิจารณาเรื่องการปฏิรูปศาสนาและประกาศยืนยันคำสอนเรื่อง
ทรานซับ สแตนติเอช่ัน (Transubstantiation) หรือการเปลี่ยนแปลงของสสาร จากน้ำองุ่นกลายเป็น
พระโลหิต และจากขนมปังกลายเปน็ พระกายของพระคริสต์
ช่วงที่ 3 ราว ค.ศ. 1562-1563 พจิ ารณากฏระเบียบเร่ืองการสมรส, แดนชำระ และเรื่องการปฏิรูป
ด้านต่าง ๆ ผลของการประชมุ สภาศาสนจักรแหง่ เมอื งเทรน็ นำมาซงึ่ ส่ิงต่อไปนี้
(1) ทำให้หลักศาสนศาสตร์ในยคุ กลาง กลายมาเปน็ หลกั คำสอนท่มี ีสิทธอิ ำนาจสงู สุดสำหรับคาทอลิก
(2) การคืนดีระหว่างโปรเตสแตนท์และคาทอลิกเป็นไปไม่ได้ เพราะโปรเตสแตนท์ไม่ยอมรับว่า
พระคมั ภรี แ์ ละหนังสือนอกสารบบหรอื ประเพณีศาสนจกั รเสมอภาคกัน
(3) ทำให้เกิดการปฏิรูปด้าน ศลี ธรรมและจรยิ ธรรม ของบาทหลวงอย่างจริงจงั
(4) ทำใหพ้ ระคมั ภีรฉ์ บบั วอลเกต ซงึ่ เขียนขนึ้ โดยเจโรม กลายเปน็ พระคมั ภรี ์มาตรฐานของคาทอลกิ
(5) เนน้ การศึกษาพระครสิ ตธรรมแกบ่ าทหลวงคาทอลิก
(6) ค.ศ. 1566 จัดทำคู่มือคำสอนสำหรบั ผูเ้ ช่ือคาทอลกิ (Roman Catholicism)
48
ผลของการปฏิรูปศาสนา
ด้านการปกครอง การปฏิรูปศาสนาในยุโรป ทำให้การปกครองและการควบคุมของศาสนจักรสากล
(Universal Church) จบสนิ้ ลงและเกดิ ศาสนจักรแหง่ ชาติ (National Church) ข้ึนในดนิ แดนทโี่ ปรเตสแตนท์
(Protestants) ยดึ ครองไว้ได้ ซง่ึ เปน็ ศาสนจกั รท่แี ยกตวั จากศาสนจักรโรม
ด้านความเช่ือและหลักศาสนศาสตร์ การปฏริ ปู ศาสนา ทำให้เกดิ นิกายโปรเตสแตนท์ข้นึ และทำให้
โปรเตสแตนท์เปน็ ความเชือ่ ท่ีเป็นท่ยี อมรับเสมอว่าภาคกับคาทอลิกทำให้เกิดพฒั นาการของหลักศาสนศาสตร์
ของนิกายโปรเตสแตนทข์ ึ้น
- รอดดว้ ยความเช่ือเทา่ น้นั (Faith Alone)
- พระคมั ภีรเ์ ป็นอำนาจสงู สุดของศาสนจักร (Sola Scriptura)
- พระครสิ ตท์ รงเป็นประมขุ ของศาสนจกั ร (Sola Christus)
คริสตชนทุกคนเป็นปุโรหิตของพระเจ้า (Priesthood of All Believers)ทำให้เกิดคณะนิกายที่
แตกต่างกันไปตามหลักคำสอนในหมู่พวกโปรเตสแตนท์เอง เชน่ อนาแบบ๊ ตสิ ท์ เนน้ คำสอนเร่ืองบัพติศมาโดย
การจุ่มลงในน้ำ เคลวิน เน้นคำสอนเรือ่ ง Predestination หรือการทรงกำหนดผู้ที่จะรับความรอดไวล้ ่วงหน้า
ทำใหเ้ กิดการกำหนดหลักขอ้ เชอ่ื ที่ใชเ้ ปน็ ธรรมนญู ของศาสนจักรขน้ึ ระหวา่ งปี 1530 – 1648นอกจากน้นั การ
ปฏริ ปู ศาสนายงั ทำใหเ้ กิดการฟนื้ ฟใู นดา้ นการเทศนา ทำให้การศึกษาพระวจนะมีความสำคัญมากในศาสนจกั ร
ด้านการศึกษา การปฏิรูปช่วยให้เกิดการตื่นตัวในการจัดระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นในรัฐต่างๆ
เพือ่ ประชาชนจะมีความรู้เพียงพอทีจ่ ะอ่าน และศึกษาพระคมั ภีรไ์ ดน้ ักปฏริ ปู ศาสนาในดินแดนตา่ งๆ เรง่ เร้าให้
มีการสรา้ งโรงเรียนใน 3 ระดบั คอื ประถมศึกษา,มธั ยมศกึ ษา และอุดมศกึ ษา
ดา้ นการเมอื ง คำสอนของนกั ปฏริ ูป ซึ่งเน้นความเสมอภาคดา้ นความเช่ือ ทำให้เกิดการต่นื ตวั ในความ
เสมอภาคด้านการเมืองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนของเคลวิน ทำให้เกิดความสำนึกในระบอบ
ประชาธปิ ไตย ทัง้ ในศาสนจกั รและในรฐั ทั้งนเ้ี นอ่ื งจากฆราวาส ได้รบั สทิ ธใิ นการปกครองของศาสนจกั รมากขึน้
ดา้ นเศรษฐกจิ การปฎริ ูปศาสนา มสี ่วนสนบั สนุนระบบทุนนิยม (Capitalism) เนื่องจากระบบศักดนิ า
เริ่มหมดไป และนักปฏิรปู ส่วนมากจะคดั ค้านระบบเจา้ ขนุ มูลนาย ซึ่งเปน็ ผู้ครอบครองดินแดนในลักษณะของ
เจ้า (Lords) และทาสที่ดิน (Fief) ตามระบบศักดินานอจากนั้น ชนชั้นพ่อค้าเริ่มมีอทิ ธิพลมากขึ้น และพวกนี้
มกั จะสนบั สนุนนกั ปฏริ ปู ศาสนา
49
อิทธิพลต่อศาสนจักรโรมันคาทอลิก การปฏิรูปศาสนาของโปรเตสแตนท์ ทำให้ศาสนจักร
โรมันคาทอลิกต้องหันมาพิจารณาระบบและระบอบภายในของตนเอง ทำให้เกิดการปฏิรูปภายใน ศาสนจักร
โรมันคาทอลิกเองโดยเฉพาะในด้านศีลธรรมและจริยธรรมนอกจากนั้น ยังนำมาซึ่งการกำหนดหลักคำสอนท่ี
แจม่ ชัดของคาทอลกิ ในการประชมุ สมัชชาแห่งเมืองเทรนต์ อกี ด้วย
ภาพท่ี 24 การประชมุ สภาท่ีโบสถซ์ ันตามาเรยี มจั โจเร เมอื งเตรนโต
50
บรรณานุกรม
ภาควชิ าประวตั ศิ าสตร์ คณะมนุษยศาสตร์. (2555). อารยธรรมโลก. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
รศ.ดร.ภทั รพร สิริกาญจน และคณะ. (2546). ความรพู้ น้ื ฐานทางศานา. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
ศาสนาจารย์ Karl Dahlfred. (ม.ป.ป.). สำรวจประวัตศิ าสตร์ศาสนจักร. กรุงเทพฯ: พระคริสตธรรมกรงุ เทพ.
ศาสนาจารย์ วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล และ ศสนาจารย์ อิกมัน คิม. (ม.ป.ป.). ประวัติศาสตร์ ศาสนจักร 1 .
กรงุ เทพฯ: สถาบนั กรุงเทพครสิ ตศาสนศาสตร์.
ศาสนาจารย์ วริ ัช เศรษฐโ์ สภณกุล และ ศสนาจารย์ อกิ มนั . (ม.ป.ป.). ประวตั ศิ าสตร์ศาสนจกั ร 2. กรุงเทพฯ:
สถาบนั กรุงเทพคริสตศาสนศาสตร.์
อัครสงั ฆมณฆลกรุงเทพฯ. (20 ตลุ าคม 2565). จกั รพรรดิคอนสแตนตนิ ที่1. เข้าถึงได้จาก อคั รสังฆมณฆลกรุง
เทพฯ: http://www.catholic.or.th/archive/historyxa/history6/story7.html
จ
ภาคผนวก
ฉ
สรปุ ครสิ ตจกั ร 7 ยุค
ยุคที่ 1 ก่อต้ัง - ค.ศ. 30 ยคุ อัครทูต
ยคุ ที่ 2 ขม่ เหง - ค.ศ. 100 ยคุ ข่มเหง
ยคุ ที่ 3 คุ้มครอง - ค.ศ. 300 ยุคประนีประนอม
ยุคท่ี 4 งมงาย - ค.ศ. 500 ยคุ กลาง (ยุคมดื )
ยุคที่ 5 เจดิ จา้ - ค.ศ. 1500 ยคุ ปฏริ ปู
ยุคที่ 6 เฉดิ ฉาย - ค.ศ. 1700 ยคุ พันธกิจ
ยุคท่ี 7 แชม่ ช่ืน - ค.ศ. 1900 ยคุ ปจั จุบนั
ช
หลักขอ้ เชื่อของอัครทูต (Apostles’ Creed)!
ขา้ พเจา้ เชื่อวางใจในพระเจ้า พระบดิ าผทู้ รงฤทธ์ิทสี่ ุด ผู้ทรงสรา้ งฟ้าสวรรค์และโลก ข้าพเจา้ เชอ่ื วางใจ
ในพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระบิดา ทรงปฏิสนธิ์โดยพระวญิ ญาณบริสุทธ์ิ ทรงกำเนิดจากมารีย์
สาวพรหมจารี ทรงทนทุกข์ทรมานในสมัยที่ปอนทิอัสปิลาตปกครอง ทรงถูกตรึงที่กางเขนแล้วมรณา
ทรงถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์ เสด็จลงสู่แดนมรณา ในวันที่สามทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์เสด็จข้ึน
สวรรค์ประทบั ณ เบื้องขวาของพระเจา้ ผู้ทรงฤทธ์ิที่สดุ จากที่นัน่ พระองค์จะเสด็จมาพิพากษาคนเป็นและคน
ตายข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นในสากลคริสตจักรบริสุทธิ์ในการร่วมสมานฉันท์
ระหว่างธรรมิกชน การอภยั โทษบาป การท่ีกายคืนชีพและสมบรู ณ์ชีพนิรนั ดร์ อาเมน
หลกั ขอ้ เชื่อไนซนี (Nicene Creed)!
ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระเจ้าองค์เดียว พระบิดาผู้ทรงฤทธิ์สูงสุด
ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลก และทุกสิ่งที่ประจักษ์และไม่ประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้าเชือ่ วางใจในพระเยซูคริสต์
องค์พระผู้เปน็ เจา้ พระองค์เดียว ผูท้ รงเป็นพระบตุ รองค์เดยี วของพระเจา้ ทรงกำเนิดจากพระบดิ าก่อนทรงสร้าง
กัลปจักรวาลทั้งมวลทรงเป็นพระเจ้ากำเนิดมาจากพระเจ้าแสงสวา่ งจากแสงสว่างพระเจ้าแท้จากพระเจ้าแท้
ทรงกำเนิดไมใ่ ช่ถูกสร้างข้ึน ทรงเปน็ สาระเดียวกันกับพระบดิ าพระองค์ทรงสร้างสรรพสงิ่ พระองค์ทรงเสด็จลง
มาแตส่ วรรค์เพื่อมนุษย์ และเพอื่ ช่วยเราให้รอดพน้ ทรงกำเนดิ เปน็ มนษุ ย์โดยพระวญิ ญาณบริสุทธิ์ทางมารีย์สาว
พรหมจารีทรงสภาพมนุษย์แล้วในสมัยปอนทีอัสปีลาตปกครองนั้นเอง พระองค์ ถูกตรึงที่ไม้กางเขนเพื่อเรา
ทั้งหลายพระองค์ทรงทุกข์ทรมานจนสิ้นพระชนม์ ทรงถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์และในวันที่สามทรงคืนพระชนม์
ตามที่พระคมั ภีรท์ ำนายไว้พระองคเ์ สดจ็ ข้ึนสวรรค์ประทับ ณ เบ้อื งขวาของพระบิดาพระองคจ์ ะเสดจ็ มาอกี ด้วย
พระสริ ิ เพื่อพพิ ากษาทง้ั คนเป็นและคนตายพระราชอาณาจักรของพระองค์ ไมร่ สู้ น้ิ สุดขา้ พเจา้ เชื่อวางใจในพระ
วิญญาณบริสุทธิ์ องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทานชีวิตผู้ทรงเป็นมาจากพระบิดาและพระบุตรผู้ทรงรับนมัสการ
และการสรรเสรญิ พร้อมพระบดิ า และพระบตุ รพระองค์ไดต้ รัสทางพวกผเู้ ผยพระวจนะข้าพเจา้ เชอื่ มั่นในสากล
คริสตจักรทีส่ บื จากอัครธรรมทูตคริสตจกั รเดยี วข้าพเจ้ารับว่ามีพธิ บี ัพติศมาเพอ่ื การยกบาปแตพ่ ิธีเดียวข้าพเจ้า
เชื่อมนั่ ในการคืนชีพของผทู้ ต่ี ายแลว้ และในชวี ติ โลกหนา้ อาเมน
ซ
คำประทว้ ง 95 ข้อทีของ มาร์ติน ลูเธอร์
การโต้แย้งของดร.มาร์ติน ลูเธอร์ ในประเด็นเรื่อง สิทธิของใบไถ่บาป เขียนโดย มาร์ติน ลูเธอร์
ติดหนา้ โบสถ์วทิ เทนเบิร์ก ณ วนั ที่ 31 ตลุ าคม 1517
ดว้ ยความรักในความจริง และความปรารถนาที่จะนำสู่ความสวา่ ง หวั ขอ้ ต่อไปน้เี ปน็ ประเด็นอภิปราย
ณ วทิ เทนเบริ ก์ ภายใตก้ ารรบั ผิดชอบของคณุ พอ่ มาร์ติน ลูเธอร์ ในฐานะศิลปศาสตร์ และเทววิทยามหาบัณฑิต
และอาจารยป์ ระจำ เพ่ือให้ผูท้ ไ่ี มม่ ีโอกาสเขา้ รว่ มในการอภปิ ราย สามารถเข้าใจโดยลายลักษณ์อักษร
เดชะพระนามพระเยซคู รสิ ตเจ้า พระเจ้าของเรา อาเมน
1. เมื่อพระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “จงกลับใจเถิด” (มธ 4:17) นั้น พระองค์หมายถึง การที่ผู้เชื่อใน
พระองค์ สำนึกผดิ “หมดท้งั ชีวิต”
2. คำตรัสนี้ มิอาจถูกตีความได้ว่า หมายถึง ศีลอภัยบาป (คือการสารภาพบาปและกิจใช้โทษบาป )
ซ่ึงดำเนินการโดยบาทหลวง
3. อยา่ งไรกต็ ามคำตรัสนี้ มไิ ด้หมายถงึ เพยี งการกลบั ใจภายในเท่านน้ั เพราะไม่มีการกลับใจภายในใด
ทป่ี ราศจาก การบงั คับตนเองใหต้ ายจากธรรมชาตเิ น้ือหนัง (คือการกลบั ใจภายนอก)
4. ดังนนั้ การชดใช้โทษบาป กจ็ ะควบคูไ่ ปกับการเกลียดชังตนเอง (การกลบั ใจภายใน) ซึ่งจะเปน็ เช่นนี้
ไปจนกวา่ เราจะได้ขา้ สูพ่ ระอาณาจักรสวรรค์
5. พระสันตะปาปาไม่มีอำนาจที่ อภัยบาป หรอื ปรบั ลดโทษบาป เกนิ กวา่ ที่กำหนดไวใ้ นเรื่องพระราช
อำนาจ ในกฎหมายพระศาสนจกั ร(Canons)
6. พระสันตะปาปาไมม่ ีอำนาจอภัยบาปใด นอกเสียจากว่าได้ประกาศว่าเป็นการอภัยบาปโดยพระเจ้า
ซึ่งพระเจ้าทรงยินยอม อย่างไรก็ตาม หากพระสันตะปาปายืนยันว่าการอภัยบาปใดเป็นการพิพากษาของ
พระองค์เองแตผ่ ู้ เดียว การอภัยบาปนน้ั ก็จะเป็นที่ครหา และแน่นอนบาปทั้งสิน้ นนั้ จะไม่ได้รับการอภัยแม้แต่
นดิ เดยี ว
7. พระเจา้ ไม่อาจให้อภัยโทษแก่ผทู้ ไ่ี มน่ อบนอ้ มตอ่ สรรพสง่ิ รวมถึงผ้แู ทนของพระองค์คือบาทหลวง
8. กฎหมายพระศาสนจักรว่าด้วยการสำนึกบาปนั้น กล่าวครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ยังมีชีวิต และตาม
บทบญั ญัตนิ ้นั จะตอ้ งไม่ครอบคลมุ ถึงผู้ล่วงลับ
9. ดังนั้นพระจิตเจ้าที่สถิตในองค์พระสันตะปาปาทรงเมตตาต่อเรา เพราะในพระกฤษฎีกาของพระ
สนั ตะปาปา พระองค์จะยกเว้นโทษตาย อย่างแนน่ อน
10. มีการละเลยและเจตนารา้ ย เกิดขึ้นในการดำเนินการโดยบาทหลวงแกผ่ ู้ลว่ งลับ โดยตั้งกฎหมาย
พระศาสนจักรวา่ ด้วย การอภยั บาปผูท้ ีอ่ ยใู่ นไฟชำระ
11. การดัดแปลง กฎหมายพระศาสนจักรว่าด้วยการอภัยบาปผู้เป็น มาสู่ การอภัยบาปผู้ที่อยู่ในไฟ
ชำระน้ี เปน็ ขา้ วละมานซงึ่ ศตั รนู ำมาหว่าน ขณะท่ผี ้รู ับใชน้ ั้นหลบั (มทั ธิว13:25)
ฌ
12. โดยปกติแล้ว การใช้โทษบาปตามกฎหมายพระศาสนจักรต้องกำหนดก่อนการอภัยบาปมิใช่
ภายหลงั เพอ่ื การสำนึกผดิ อย่างแท้จรงิ
13. ผู้ล่วงลับเป็นอิสระจากการใช้โทษบาปทั้งสิ้น เพราะเขาได้ตายจากกฎหมายพระศาสนจักร ซึ่ง
เทา่ กบั วา่ เป็นอสิ ระจากกฎเหลา่ น้ันดว้ ย
14. สภาพจติ ท่ีไม่สมบูรณ์ กลา่ วคอื ความรกั ที่ไมส่ มบรู ณ์ของผู้ลว่ งลบั นำมาสู่ความกลัว ซงึ่ ความรักจะ
ถดถอยเม่อื ความกลัวเพม่ิ ข้นึ
15. ความกลัวและความหดหู่ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นโทษในดินแดนไฟชำระเพราะมันใกล้เคียงกับ
ความสิ้นหวงั
16. นรก ดินแดนไฟชำระ และสวรรค์ สามารถถูกแยกแยะโดยมองเป็น ความส้นิ หวัง ความจวนจะ
สนิ้ หวัง และความมนั่ ใจในความรอด ตามลำดบั
17.วิญญาณในไฟชำระ จำเป็นท่ีจะต้องลดความกลวั และเพ่มิ พูนความรกั
18. ไม่มีการรับรองทั้งในแง่ของเหตุผล หรือพระคัมภีร์ที่จะกล่าวว่า เขาอยู่นอกอำนาจของพระคุณ
การุณย์ หรอื กล่าวคือ การเพม่ิ พูนความรัก
19. ท้ังไม่มกี ารรบั รองวา่ เขาหรืออยา่ งนอ้ ยที่สดุ พวกเขาทัง้ หมดจะมัน่ ใจได้ว่าตนจะได้รับการให้เป็น
ผู้ ศักดิส์ ทิ ธิ์ แมว้ า่ เราทงั้ หลายจะเชอื่ เชน่ นั้นกต็ ามที
20. ดังน้ัน “การอภยั โทษบาปท้ังปวง” โดยพระสันตะปาปา มิไดห้ มายถึง “ท้ังปวง” อยา่ งแท้จริง แต่
เพยี ง “ทง้ั ปวง” เฉพาะที่พระองค์ทรงกำหนดเท่าน้ัน
21. ดังนน้ั นกั เทศน์ทเ่ี ทศน์เรอื่ งใบไถ่บาปว่า มนษุ ย์จะเปน็ อสิ ระจากโทษบาปโดยใบไถ่บาปของพระ
สนั ตะปาปา ก็คอื ความผิดพลาด
22. นั่นก็หมายความว่าพระองค์ได้อภัยโทษแก่บรรดาวิญญาณในไฟชำระ จากโทษที่พวกเขาจะตอ้ ง
ชดใช้ ตามกฎหมายพระศาสนจักร
23. หากจะใหม้ ีการยอมรบั การอภัยบาปทกุ ประการแก่คนทกุ เหลา่ (ทง้ั ผู้เปน็ และผู้ตาย) เช่นนี้ ผู้ที่ให้
การอภยั บาปกต็ ้องเปน็ ทยี่ อมรับว่าเปน็ วสิ ุทธชิ นส่วนนอ้ ย
24. ที่สำคัญ ประชาชนส่วนใหญ่กำลังถูกหลอกลวงจากการขาดวิจารณญาณและจากเงื่อนไขความ
รอดท่ี มาจากประชามตขิ องบรรดาผ้มู อี ำนาจ
25. อำนาจของพระสันตะปาปาที่มีเหนือไฟชำระนั้น ก็เป็นอำนาจแบบเดียวกับที่ พระสังฆราชและ
คุณพ่อผู้ช่วย(curate) มใี นสงั ฆมณฑล/เขตวดั ของตน
26. พระสันตะปาปากระทำการอภัยบาปวิญญาณทั้งหลาย(ในไฟชำระ)ได้เปน็ อย่างดี แต่มิใช่อำนาจ
กุญแจสวรรค์ (ซ่ึงพระองคไ์ ม่ไดค้ รอบครอง) แตโ่ ดยการวงิ วอนภาวนาอุทิศให้
ญ
27. มีการเทศน์สอนว่า เสียงเหรียญเงินกระทบกน้ ตู้ถวายทานดงั เท่าใด วิญญาณกจ็ ะหลุดพ้นจากไฟ
ชำระเร็วเท่านน้ั
28. แทจ้ รงิ เมอื่ เสยี งเหรียญกระทบ ความโลภและการแสวงหาผลประโยชนต์ ่างหากที่เพม่ิ พนู อย่างไร
กต็ าม การภาวนาวิงวอนของพระศาสนจกั รกย็ งั คงมอี ำนาจของพระเจ้าสถติ อยู่
29. ไม่มีผู้ใดทราบหรอกว่า วิญญาณในไฟชำระปรารถนาจะถูกนำออกจากไฟชำระหรือไม่ เช่นด่ัง
ตำนานนักบุญ Severinus และ Paschal (นักบญุ ท้งั 2 เป็นพระสนั ตะปาปาซึง่ เลอื กที่อยใู่ นไฟชำระ เพื่อชำระ
ตนใหค้ คู่ วรกับพระสริ ิรุ่งโรจน์สงู สุด)
30. ไมม่ ีผูใ้ ดม่ันใจในการกลบั ใจของตน น้อยคนทจ่ี ะบรรลุถงึ การอภัยบาปบรบิ ูรณ์
31. น้อยคนนักทสี่ ำนักผดิ อยา่ งแทจ้ ริง และซอื้ ใบไถบ่ าปอย่างบริสทุ ธ์ใิ จ
32. ผู้ท่เี ช่อื ว่าตนจะได้รับความรอดโดยใบไถบ่ าป รวมถึงผู้สอนเช่นนี้ จะตอ้ งรับโทษนริ ันดร
33. จงระวังในผู้ทีก่ ล่าวว่าใบไถ่บาปของพระสนั ตะปาปาเปน็ ของขวัญล้ำค่าที่พระเจา้ ใช้กลับคนื ดีกับ
มนุษย์
34. เพราะ “พระคุณ” ของใบไถ่บาป ก็มผี ลเฉพาะทางพธิ กี รรม ท่กี ำหนดขนึ้ เองโดยมนุษย์
35. มกี ารเทศน์สอนซ่งึ ขัดแย้งกับหลักความเชื่อคริสตชนว่า การสำนึกบาปไม่จำเปน็ อีกต่อไป เพราะ
ใบไถบ่ าปสามารถซอื้ วญิ ญาณในไฟชำระ รวมทงั้ สิทธกิ ารสารภาพบาปดว้ ย
36. แท้จรงิ คริสตชนทีส่ ำนกึ ผิดจรงิ ก็ไดร้ บั การอภยั บาปบริบรู ณ์โดยไมต่ ้องอาศัยใบไถบ่ าป
37. ผู้เป็นคริสตชนโดยแท้ทั้งที่ล่วงลับไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ก็อุดมอยู่ในพระพรของพระคริสตเจา้
และพระศาสนจกั รโดยการยนิ ยอมของพระเจ้าอยู่ แล้ว ไม่ต้องอาศยั ใบไถบ่ าป
38. อย่างไรกต็ ามเราก็ไมอ่ าจปฎิเสธอำนาจการอภัยบาปและการมีส่วนร่วมในพระพรของ พระศาสน
จกั รซงึ่ พระสนั ตะปาปาไดย้ ินยอมเพราะสิง่ เหลา่ น้ถี ือเปน็ อำนาจจาก สวรรคต์ ามที่ขา้ พเจ้าได้กล่าวไปแลว้
39. เป็นเร่อื งยากแม้แตก่ ับนกั เทววิทยาท่ีฉลาดที่สุดท่จี ะเทศน์อธิบายเรื่องใบ ไถ่บาปควบคู่กับ(ความ
จำเป็นของ)การสำนกึ บาปอยา่ งแท้จรงิ
40. การสำนกึ บาปอยา่ งแทจ้ ริงนำไปสู่ความยนิ ดใี นการใช้โทษบาป(บังคับตนเอง)แต่การจำหน่ายใบไถ่
บาปได้ลดความสำคัญการใชโ้ ทษบาปและเป็นสาเหต(ุ หรอื อย่างน้อยที่สุดเป็นขอ้ อ้าง)ในการท่ีจะไม่ยินยอมใช้
โทษบาป
41. ใบไถ่บาปที่อ้างอำนาจสืบจากอัครสาวก(ของพระสันตะปาปา)นั้นถูกเทศน์สอนพร้อม คำเตือน
อยา่ งผิดๆวา่ ใบไถ่บาปน้นั ประเสรฐิ กวา่ “กจิ การความรัก”ใด ๆ
42. คริสตชนควรได้รับการสอนว่า พระสันตะปาปาไม่ประสงค์ให้ตีค่าการซื้อใบไถ่บาปเสมอกับกิจ
เมตตาใด ๆ
ฎ
43. คริสตชนควรได้รบั การสอนวา่ การบรจิ าคแกผ่ ู้ยากจนและให้ยมื สงิ่ จำเป็นแก่ผู้ อนื่ นน้ั ประเสริฐกวา่
การซอ้ื ใบไถ่บาป
44. เพราะความรักจะเจรญิ ไดก้ ็ดว้ ย“กิจการความรัก”ซ่ึงทำให้มนษุ ย์เจริญขน้ึ ด้วย แต่ใบไถ่บาปไม่ได้
ทำใหม้ นุษย์เจรญิ ขึ้นเพยี งแต่ทำให้เป็นอสิ ระจากการใช้โทษ บาป
45. คริสตชนควรไดร้ ับการสอนว่าหากเขาไปซ้ือใบไถบ่ าปโดยละเลยผู้ที่ตอ้ งการความ ช่วยเหลือที่อยู่
ต่อหนา้ เขาไม่ไดก้ ำลงั ซอ้ื ใบไถ่บาปของพระสันตะปาปาแตเ่ ปน็ พระพโิ รธของพระเจ้า
46. คริสตชนควรได้รับการสอนว่าหากเขาได้รับสิ่งใดเกินความจำเป็นควรเก็บไว้ สำหรับครอบครัว
มใิ ชน่ ำมาฟมุ่ เฟือยกบั ใบไถบ่ าป
47. คริสตชนควรได้รับการสอนว่าใบไถ่บาปคือหนึ่งในกิจศรัทธาที่กระทำตามความสมัคร ใจมิใช่
บทบัญญตั บิ ังคับ
48. คริสตชนควรได้รับการสอนว่าพระสันตะปาปาผูอ้ นุมัติใบไถ่บาปทรงประสงค์คำภาวนา ที่จริงใจ
มากกวา่ เงินถวาย
49. คริสตชนควรได้รับการสอนว่า ใบไถ่บาปจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อเราไม่ไว้ใจในตัวใบไถ่บาปซึ่งจะส่ง
ผลร้ายหากใบ ไถ่บาปทำใหเ้ ราสญู เสยี ความยำเกรงพระเจา้
50. คริสตชนควรไดร้ บั การสอนว่าหากพระสันตะปาปาทราบถึงการละโมบของผู้เทศน์สอน เรอื่ งใบไถ่
บาป พระองค์จะทรงยินยอมให้มหาวิหารนกั บญุ เปโตรเป็นผุยผงมากกว่าที่จะปล่อยให้มหา วิหารนัน้ ถูกสรา้ ง
บนเน้อื หนงั และกระดกู ของฝูงแกะของพระองค์
51.ครสิ ตชนควร ได้รับการสอนว่า โดยตำแหนง่ พระสันตะปาปาควรมีพระประสงค์คืนเงนิ แกผ่ ถู้ กู โน้ม
น้าวใหซ้ ือ้ ใบไถ่บาปซง่ึ มี จำนวน “มากมาย” แมว้ ่าน่นั จะหมายถงึ การขายมหาวิหารนักบุญเปโตรกต็ าม
52. คำในใบไถ่บาปนั้นไม่อาจให้ความเชื่อมั่นในความรอดได้เลย อย่างไรก็ตามคณะสงฆ์แม้แต่พระ
สันตะปาปาเองก็นำวิญญาณของตนมายึดติดกับมนั
53. เขาเหล่านีถ้ อื ว่าตง้ั ตนเปน็ ศตั รกู ับพระคริสตเจ้าโดยการบดิ เบือนพระวจนะของ พระเจา้ ซง่ึ รวมไป
ถงึ แมแ้ ตผ่ ู้ทเ่ี งยี บเฉยในในเขตวัดของตนปลอ่ ยให้ผู้อื่นมา เทศน์สอนเรอื่ งใบไถ่บาป
54. พระวจนะของพระเจ้าถกู สบประมาทโดยการเทศนเ์ รอื่ งใบไถบ่ าปใชเ้ วลาเทา่ กับหรือ มากกวา่ การ
เทศนส์ อนพระวจนะ
55. หากใบไถ่บาปซึง่ เป็นส่ิงทีแ่ ทบจะไมม่ คี ่าเลยได้รับการฉลองโดยการตีระฆัง หนึ่งครัง้ พร้อมขบวน
แห่และถวายพิธีโมทนาขอบพระคุณ พระสันตะปาปาก็ต้องประสงค์ที่จะให้ตีระฆังร้อยครั้งแห่ร้อยรอบและ
ถวายพิธี โมทนาขอบพระคณุ รอ้ ยครงั้ ในช่วงบทอา่ นพระวรสาร
56. “สมบัติของพระศาสนจักร”ไม่รวมถึงเงินจากใบไถ่บาปที่พระสันตะปาปาทรงยินยอม เพราะมัน
ได้มาจากกลุ่มคนทไ่ี ม่อาจถกู เรียกได้ว่าเป็น“ประชากรของพระคริสต เจ้า”
ฏ
57. จริงอยู่วา่ ใบไถบ่ าปไมใ่ ชส่ มบตั ชิ ัว่ คราวเพราะผู้ขายหลายคนก็เก็บเงินไว้กับ ตัวมิได้นำไปบรจิ าคให้
ใคร
58. ใบไถบ่ าปไม่ได้มพี ระคุณของพระครสิ ตแ์ ละนักบญุ หรอื แม้แตข่ องพระสันตะปา ใบไถ่บาปให้ความ
รอดเฉพาะกับคนวงในและมอบกางเขน ความตาย และนรกให้กบั คนวงนอก
59. นักบญุ ลอเรนซก์ ล่าววา่ “สมบตั ขิ องพระศาสนจักรคือการถอื ความยากจน”ซ่ึงกถ็ ือ เปน็ คำนยิ มพูด
ของคนสมัยนัน้
60. เราสามารถตอบอย่างไม่ลังเลได้เลยว่า นี่แหละคือกุญแจแห่งความรอดของพระศาสนจกั รทีพ่ ระ
คริสตเจ้ามอบให้
61. เป็นทร่ี ู้กนั อยูแ่ ล้ววา่ เพยี งพระอำนาจขององค์พระสันตะปาปาเองกส็ ามารถแกไ้ ข ผลจากการขาย
ใบไถ่บาปได้อยู่
62. สมบตั ิทแ่ี ทจ้ ริงของพระศาสนจักรกค็ อื พระวรสารแหง่ พระสิริรุง่ โรจนแ์ ละพระคณุ ของพระเจา้ อัน
ศกั ดิส์ ทิ ธิ์สงู สดุ
63. แต่สมบตั ชิ ิ้นน้ี(คือใบไถ่บาป)เปน็ ท่นี ่ารงั เกียจที่สุดเพราะได้กระทำให้คน กลุ่มแรกกลับกลายเป็น
คนกลมุ่ สดุ ท้าย(มทั ธิว20:16)
64. ตรงกันข้ามใบไถ่บาปนี้กน็ า่ เชือ่ ถือที่สดุ เพราะได้กระทำให้คนกลุ่มสุดท้ายกลับกลายเป็นคนกลมุ่
แรก
65. ดงั นน้ั ก็พอจะเปรียบเทยี บไดว้ า่ พระวรสารเป็นแหสำหรับชาวประมงผูเ้ คยแสวงหา ความรำ่ รวย
66. ใบไถบ่ าปเป็นแหสำหรับผู้แสวงหาความร่ำรวย
67. การที่นักเทศน์พร่ำประกาศว่าใบไถ่บาปเป็น“พระคุณสูงสุด”แท้จริงก็คือการ โฆษณารักษาผล
กำไร
68. ใบไถบ่ าปน้ันถอื วา่ ดอ้ ยค่าเม่ือเทยี บกับพระคุณของพระเจา้ และความศรัทธาในไม้ กางเขน
69. พระสงั ฆราชและนายจารีตต้องจำยอมต่อคณะสงฆท์ ่ีขายใบไถ่บาปด้วยความเคารพตอ่ อำนาจสืบ
จากอคั รสาวกของพระสันตะปาปา
70. แตท่ า่ นก็ต้องคอยจบั ตามองและเงยี่ หฟู ังอย่างใกลช้ ดิ เพือ่ มใิ หม้ สี งฆ์คนใดนำ ความตอ้ งการสว่ นตัว
มาแทนที่พระประสงคข์ องพระสันตะปาปา
71. ผทู้ ี่ปกปิดความจริงเก่ียวกับใบไถ่บาปสมควรถูกสาปแช่ง
72. แต่ผ้ตู อ่ ตา้ นความโลภและอำนาจของของผู้เทศนส์ อนเรื่องใบไถ่บาปกส็ มควรไดร้ ับ พร
73. พระสันตะปาปาทรงลงโทษผู้ฉอ้ โกงใบไถ่บาปอยา่ งยุติธรรม
74. แต่พระองค์ทรงสมควรที่จะลงโทษผู้นำใบไถ่บาปมาเป็นข้ออ้างบิดเบือนความรักและ ความจริง
ของพระเจ้าย่งิ กว่า]
ฐ
75. เป็นความบา้ คลง่ั ที่จะคิดว่าใบไถ่บาปของพระสันตะปาปาสามารถไถไ่ ด้แม้แต่บาป ที่ให้อภัยไมได้
เชน่ การลว่ งเกินมารดาพระเจา้
76. อนั ที่จรงิ แลว้ ตรงกนั ข้าม ใบไถบ่ าปไม่สามารถไถ่ได้แม้แตบ่ าปเบาหากวา่ ผลของบาปนน้ั ดำรงอยู่
77. การกล่าววา่ หากนักบุญเปโตรเปน็ พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบนั ก็ไม่อาจประทานพระ คุณมากกว่า
นไ้ี ด้ ถอื เป็นการทรุ าจารยน์ ักบญุ เปโตรและพระสนั ตะปาปา
78. ไม่ว่าพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันหรือองค์ใดก็ตามก็มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยหน้าที่ได้แก่
ความรอบรู้ การประกาศพระวรสาร พระอำนาจ พระพรการรักษาฯลฯตามทมี่ เี ขียนไวใ้ น1โครินธบ์ ทที่12
79. การกล่าวว่ากางเขนที่ประดบั ไหล่พระสันตะปาปามีค่าเสมอกับกางเขนของพระ คริสต์(ซึ่งกล่าว
โดยบรรดาผูเ้ ทศนส์ อนเรื่องใบไถบ่ าป)กถ็ ือเป็นการทรุ าจารย์
80. บรรดาพระสังฆราช นายจารีต และนักเทววิทยาที่ปล่อยให้มีการกล่าวในหมู่ประชาชนเช่นนี้
จะตอ้ งมีคำอธิบาย สำหรับเหตุการณน์ ี้
81. การเทศน์สอบเร่อื งใบไถบ่ าปที่ไร้ขอบเขตเช่นนที้ ำให้เปน็ การยากแม้แต่กับผู้ มีการศึกษาที่จะช่วย
กูพ้ ระสนั ตะปาปาพ้นจากคำใส่ร้ายหรือแม้แต่ขอ้ สงสยั ท่ีมี เหตผุ ลจากฆารวาส
82. เช่น “เหตุใดพระสันตะปาจึงไม่ปลดปล่อยวิญญาณจนไม่มีเหลือในไฟชำระโดยเห็นแก่ความ รัก
ของพระเจา้ และวิญญาณท่นี า่ สงสารเหลา่ นัน้ ในขณะทีส่ ามารถปลดปลอ่ ยวิญญาณนบั ไม่ถว้ นโดยเห็นแก่เงินท่ี
ผคู้ นหามาอยา่ งยาก ลำบากซ่ึงนำไปใชใ้ นการสร้างวิหาร? ท้ังๆเหตผุ ลแรกนน้ั ดสู มควรขณะที่อีกเหตุผลนั้นก็ไร้
ซึง่ เหตผุ ล”
83. หรอื “ทำไมจงึ ยงั มกี ารถวายมซิ ซาปลงศพและมิซซาครบรอบให้ผู้ล่วงลับ และทำไมพระองค์จึงไม่
คนื เงนิ หรือระงับการถวายเงินใหผ้ ู้ลว่ งลบั มนั ไมถ่ กู ตอ้ งทีจ่ ะภาวนาเผ่อื ผู้ท่ไี ดร้ บั ไถแ่ ล้ว”
84. หรือ “นี่เป็นบัญญัติใหม่ของพระเจ้าและพระสันตะปาปาหรือ ที่อนุญาตให้แม้แต่ผู้ไร้ศรัทธา
สามารถซื้อการไถจ่ ากไฟชำระให้ผู้เป่ียม ศรทั ธาได้ อนั ท่ีจริงวิญญาณทีน่ ่ารกั เหล่าน้ีจะเป็นอิสระได้ก็ด้วยความ
รักบรสิ ทุ ธิม์ ิ ใช่หรอื ?”
85. หรือ “ทำไมกฎหมายพระศาสนจกั รว่าด้วยการอภัยบาปซง่ึ มผี ลเฉพาะกบั ผู้มชี ีวิต และจะต้องตาย
จากผู้ล่วงลับ จึงถูกปลุกโดยใบไถ่บาป ราวกับว่าเขาเหลานั้นยังมลี มหายใจ และอยู่ใต้อำนาจกฎหมายพระศา
สนจักร?”
86. หรอื “เหตุใดพระสันตะปาปา ผ้ทู ที่ กุ วันนี้รำ่ รวยเสยี ยงิ่ กว่าเศรษฐีท่ีร่ำรวยที่สุด ไมท่ รงสร้างวิหาร
นักบญุ เปโตรด้วยทรพั ย์สินสว่ นพระองค์ กลับมาใชเ้ งินของผู้ยากจนใจศรทั ธาเล่า
87. หรอื “พระสนั ตะปาปาจะให้อภัยบาปหรอื การมีส่วนร่วมใดอกี แกผ่ ู้ซงึ่ ไดร้ บั การอภัยบาปบริบูรณ์
โดยการสำนกึ บาปอย่างแทจ้ ริงแล้ว”
ฑ
88. หรือ“จะไมด่ ีกว่าหรือ หากพระองคจ์ ะทรงอวยพรคนท้งั หมคู่ ณะที่ได้มาพระวิหาร ด่งั ท่เี คยเป็นมา
มิใชเ่ ป็นรายบุคคลเดยี วตอ่ วนั เช่นทุกวนั น้”ี
89. หรอื “หากพระสนั ตะปาปาทรงแสวงหาความรอดของวิญญาณทัง้ หลายมากกว่าเงนิ แลว้ ไฉนก่อน
หนา้ น้ีจงึ ทรงเก็บงำเรอ่ื งการใช้ใบไถ่บาปไว้ ในเม่ือมนั ให้ผลทีไ่ ม่ตา่ งกนั ?”
90. การทพ่ี ระศาสนจกั รตอบโต้ข้อสงสัยในเรือ่ งศีลธรรมของฆารวาสโดยการใช้กำลงั เพียงอย่างเดียว
โดยใม่อธิบายเหตผุ ล กเ็ ป็นการประจานพระศาสนจักรและพระสนั ตะปาปาใหเ้ ปน็ ทีเ่ ยาะเยย้ ของศัตรูซึ่ง จะนำ
ความทุกข์มาสบู่ รรดาครสิ ตชน
91. หากใบไถ่บาปที่กำลังเทศน์สอนอยู่นี้มาจากวิญญาณและพระดำริของพระสันตะปาปา จริง ข้อ
สงสยั เหลา่ นจี้ ะได้รับการไขกระจา่ งจนไมเ่ หลือข้อสงสยั ใดๆอีก
92. จงอยหู่ า่ งไกลจากผู้ท่ีกลา่ วแกป่ ระชากรของพระคริสต์ว่า “สันติสขุ สันตสิ ขุ ” ทัง้ ๆทไ่ี ม่สนั ตสิ ขุ
93. จงอวยพรแกผ่ ูท้ ก่ี ลา่ วแกป่ ระชากรของพระครสิ ต์วา่ “กางเขน กางเขน” แม้จะไมม่ ีกางเขนก็ตาม
94. คริสตชนจะต้องตระหนักว่าเขาจะต้องพากเพียรในการติดตามพระคริสตเจ้าผูเ้ ปน็ ผู้นำของพวก
เขา แม้วา่ จะต้องเผชิญหน้าบทลงโทษ ความตาย และขุมไฟนรก
95.ดงั น้นั จงมน่ั ใจท่จี ะเขา้ อาณาจกั รสวรรคด์ ว้ ยการผา่ นความทกุ ขย์ าก มากมายมใิ ชด่ ว้ ยใบไถบ่ าป
ฒ
ประวัตผิ ู้จัดทำ
ประวตั ิสว่ นตัว
นายไพชยนต์ สขุ มี (ทอ๊ ป)
เกดิ วันท่ี 19 ธันวาคม พ.ศ. 2544 อาย2ุ 0ปี
นบั ถอื ศาสนาครสิ ต์ นิกายโปรแตสแตนท์ เพรสไบทีเรยี ส
สมาชิกคริสตจกั รชลบุรี ภาค 7 สภาคริสตจกั รแห่งประเทศไทย
ประวตั ิการศกึ ษา
ระดับประถมศึกษา โรงองค์การบริหารส่วนตำบลบึงคำพรอ้ ย 1
ระดบั มัธยมศึกษา โรงเรยี นกุญแจคริสตเตียนวิทยา
ระดับใบประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ วิทยาลัยเทคโนโลยภี าคตะวันออก (อีเทค) สาขาวชิ าไฟฟา้ กำลงั
ระดับอุดมศึกษา (กำลังศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร วิทยาลัยการฝึกหัดครู
สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา
ประวตั ิการทำงาน
- ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรองนายกองค์การบริหารนักศึกษา ภาคปกติ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั พระนครฝา่ ยบรหิ าร ปีการศกึ ษา 2564
- ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนสาขาวิชาสังคมศึกษาเพื่อการ
พฒั นาท่ยี ั่งยนื คนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
- ดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารนักศึกษา ภาคปกติ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั พระนครฝา่ ยกจิ กรรม ปกี ารศึกษา 2565
- ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนสาขาวิชาสังคมศึกษาเพื่อการพัฒนา
ทยี่ ่งั ยืน ปกี ารศึกษา 2565
- ดำรงตำแหน่งประธานชมรมคริสตชนพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
ปีการศกึ ษา 2564 – 2565
- ดำรงตำแหนง่ ประธานคณะอนุชนภาคตะวันออก วาระปี 2564 - 2565
จ
ฉ
-