The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 3 วัดและประเมินผลการเรียนรู้ 63 ภาษาอังกฤษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

บทที่ 3 วัดและประเมินผลการเรียนรู้ 63 ภาษาอังกฤษ

บทที่ 3 วัดและประเมินผลการเรียนรู้ 63 ภาษาอังกฤษ

เคร่อื งมือวดั พฤติกรรมการเรียนรู้

พทุ ธพิ สิ ัย

รองศาสตราจารย์ ดร.วเิ ชยี ร อนิ ทรสมพนั ธ์
คณบดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บา้ นสมเด็จเจา้ พระยา

การวัดพฤติกรรมด้านพทุ ธิพิสยั (Cognitive Domain)

Bloom ไดจ้ าแนกออกเป็น 6 ขนั้ ได้แก่

1) ความรู้ความจา (Knowledge)
2) ความเข้าใจ (Comprehension)

-- แปลความ,ตคี วาม,ขยายความ
3) การนาไปใช้ (Application)
4) การวเิ คราะห์ (Analysis)

-- ความสาคญั ,ความสัมพันธ์ หลกั การและเหตผุ ล

5) การสงั เคราะห์ (Synthesis)
6) การประเมินคา่ (Evaluation)





ประเภทของแบบทดสอบ

1. แบง่ โดยใชว้ ธิ ีตอบเป็นเกณฑ์ (วเิ ชยี ร เกตสุ งิ ห์, ออนไลน์)

1) แบบทดสอบเขียนตอบ (Essay Test)
2) แบบทดสอบปรนัย (Objective Test)

ก. แบบให้ตอบคาถามเพียงส้ัน ๆ (Short Response)
ข. แบบถกู –ผดิ (True - False) (50-50)
ค. แบบจบั คู่ (Matching) (ถ้าทาได้ ท้ายๆ จะเดาได้)
ง. แบบเตมิ ข้อความให้สมบรู ณ์ (Completion)
จ. แบบเลอื กตอบ (Multiple Choices) (3-4-5 ตวั เลือก)

3) แบบทดสอบใหป้ ฏิบัติ (Performance Test)

ประเภทของแบบทดสอบ

2. แบง่ โดยใช้วธิ ีดาเนินการสอบเปน็ เกณฑ์

1)แบบสอบรายบคุ คล (Individual Test)
2)แบบทดสอบเป็นกลมุ่ (Group Test)
3)แบบทดสอบวดั ความเร็ว (Speed Test)

ก.แบบจากดั เวลา (Time–Limit Test) 200 ขอ้ 1 ชม.
ข. แบบจากัดงาน (Work Limit Test) 1 ช้ินงาน 3 ชม.
4) แบบทดสอบวัดความสามารถสงู สดุ (Power Test)
5) แบบทดสอบข้อเขียน (Written Test)
6) แบบทดสอบปากเปลา่ (Oral Test)

ประเภทของแบบทดสอบ

3. แบง่ โดยใช้การนาผลการสอบไปใช้ (ภัทรานคิ มานนท,์ 2543, น. 22-26) คือ

1)แบบทดสอบทคี่ รูสร้างเอง (Teacher – made Test)
2)แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) ตอ้ ง

ก. ดาเนนิ การสอบแบบเดียวกนั
ข. เกณฑ์การใหค้ ะแนน เปน็ แบบเดียวกัน
ค. การแปลความหมายคะแนน ใชเ้ กณฑเ์ ดียวกนั

ประเภทของแบบทดสอบ

4. แบ่งโดยใชส้ ิง่ ที่ต้องการวัดเป็นเกณฑ์

1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) “แบบทดสอบวดั

ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น” (Scholastic Achievement Test) “แบบทดสอบวดั ความ
พร้อม” (Readiness Test) “แบบทดสอบวนิ ิจฉยั ” (Diagnostic Test)

2) แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test ) ความถนดั ทางการเรียนท่วั ๆ

ไป (Scholastic Aptitude Test) แบบทดสอบวัดความถนดั โดยเฉพาะ (Personality Aptitude
Test)

3) แบบทดสอบวัดบคุ ลกิ ภาพ และการปรับตวั (Personality and
Adjustment Test)

4) แบบทดสอบความสนใจ (Interest Test)
5) แบบทดสอบเจตคติ (Attitude test)

การเขยี นข้อสอบเพอื่ วดั พฤติกรรมด้านพุทธิพิสยั

เพื่อวดั ความสามารถทางสมองใน 6 ด้าน (เยาวเรศ จันทะแสน, 2553, ออนไลน)์ ดังต่อไปนี้

1. ความรู้-ความจา
1) ความรู้ในเนอื้ หา เช่น ศพั ท์และนิยาม
2) ความรใู้ นวธิ ดี าเนนิ การ
3) ความร้รู วบยอดในเน้ือเร่ือง

2 ความเขา้ ใจ
1) การแปลความ
2) การตีความ
3) การขยายความ

3. การนาไปใช้

การเขียนขอ้ สอบเพ่อื วดั พฤตกิ รรมดา้ นพทุ ธพิ ิสยั

เพอ่ื วดั ความสามารถทางสมองใน 6 ด้าน (เยาวเรศ จนั ทะแสน, 2553, ออนไลน์) ดงั ตอ่ ไปนี้

4. การวิเคราะห์

1) วิเคราะห์ความสาคญั
2) วิเคราะหค์ วามสมั พันธ์
3) วเิ คราะหห์ ลกั การ

5. การสงั เคราะห์

1) สังเคราะห์ข้อความ
2) สงั เคราะห์แผนงาน
3) สังเคราะหค์ วามสัมพนั ธ์

6. การประเมนิ ค่า

1) ประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑภ์ ายใน
2) ประเมนิ ค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอก

1. ความรคู้ วามจา (Knowledge)

เน้นในการถามความรู้ หรือ จา ในสง่ิ ที่เรียนมาแลว้ วา่

สามารถจาได้หรือไม่ รู้หรือไม่ ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 ดา้ นไดแ้ ก่

1.1 ความรู้และจาในเนอ้ื เรอ่ื ง เน้อื หาสาระ -
ศัพท์ นยิ าม เช่น วิหคหมายถงึ อะไร -

พระกรรณ หมายถงึ อะไร
กฎ ความจริง เช่น a2 มคี วามหมายตรงกบั ข้อใด

ก. a x a ข. a +a ค. aa

1. ความรคู้ วามจา (Knowledge)

1.2 ความรใู้ นวธิ กี ารดาเนินการ
- ระเบยี บแบบแผน เช่น การไว้ทกุ ขข์ องคนไทยใช้เสอ้ื ผา้ สี

อะไร
- ลาดบั ขั้นและแนวโนม้ เช่น เมล็ดพชื จะงอกส่วนใดก่อน
- การจัดประเภท เช่น คาใด ไม่เขา้ พวก
- เกณฑ์ เชน่ อาหารดมี ลี กั ษณะอย่างไร
- วิธีการ เช่น ควรขยายพันธเ์ งาะด้วยวธิ ีใดจงึ จะเหมาะสม

1. ความรู้ความจา (Knowledge)

1.3. รูใ้ นความคิดรวบยอดในเนอ้ื เร่ือง เป็นความสามารถใน
การค้นหาหลกั การหรือหัวใจของเรอ่ื ง

- หลกั วชิ าและการขยายความ เชน่ ดอกกุหลาบ ดอก
รักเร่ และดอกเยอบรี า่ มีลักษณะใดเหมอื นกัน

- ทฤษฏีและโครงสรา้ ง เช่น การจาแนก ตน้ หญ้า ตน้
ข้าว ตน้ ใผ่ เปน็ ประเภทเดยี วกันหรอื ไม่

1. ความร้คู วามจา (Knowledge)

1. ความร้คู วามจา (Knowledge)

1. ความร้คู วามจา (Knowledge)

2. ด้านความเข้าใจ (Comprehension)

เนน้ การเข้าใจ ในเนือ้ หาทเ่ี รยี นผ่านมา

2.1 การแปลความ แปลสง่ิ ซึ่งอยรู่ ะดับหนึ่งไปอกี ระดับหนึ่ง
เช่น

- คาวา่ “ขิงก็ราขา่ กแ็ รง” มคี วามหมายตรงกบั สถานการณ์
ใด

- เหงือกปลาทาหนา้ ทค่ี ล้ายกบั อวยั วะส่วนใดของคน
- “พระอนชุ า” ในเนอื้ เร่ือง หมายถึงใคร
- “He” ในบรรทดั ที่ 5 หมายถงึ ใคร
- อัน “ตวั พ่ี” นไี้ ร้ยศฐานบรรดาศกั ด์ิ.
.............................. “ตวั พี่”หมายถึงใคร

2. ดา้ นความเขา้ ใจ (Comprehension)

2. ด้านความเขา้ ใจ (Comprehension)

2.2 การตคี วาม เปน็ การจับใจความสาคัญของเร่อื ง การ
สรปุ ความ การตงั้ ช่อื เร่ือง เชน่

- จากข้อความทอ่ี า่ น จะต้ังชอ่ื เรอ่ื งวา่ อย่างไร
- จากเหตกุ ารณท์ ่ีอ่าน สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร
- ใจความสาคัญของบทอา่ นนีไ้ ด้แกอ่ ะไร
- ทเ่ี กดิ เหตกุ ารณ์เชน่ นี้ สรปุ ได้ว่าอยา่ งไร
- การสรุปผลการทางานท้งั หมดของระบบอินเตอร์เนท คอื
ขอ้ ใด

2. ดา้ นความเขา้ ใจ (Comprehension)

2. ด้านความเข้าใจ (Comprehension)

2.3 การขยายความ เป็นการคาดคะเนหรอื คาดหวังวา่ จะ
เกดิ ข้ึนในอดตี หรอื อนาคต โดยอาศยั แนวโน้มทีท่ ราบมาเปน็ หลกั
เชน่

- ถ้าภาคอีสานแห้งแลง้ ติดต่อกนั 10 ปี สิง่ ใดจะเกดิ ขน้ึ
- ถ้าแรงโนม้ ถ่วงของโลกลดลงจะเกิดอะไรขึน้
- จากเร่อื ง เหตกุ ารณจ์ ะเป็นเช่นไร
- จากเรือ่ งนกั เรียนคดิ วา่ จะเกดิ อะไรข้ึนตอ่ ไปถ้า............
- ถ้าเหตกุ ารณ์นี้เกดิ ข้นึ จริง..... แล้วจะเป็นเชน่ ไร

2. ดา้ นความเขา้ ใจ (Comprehension)

3. การนาไปใช้ (Application)

เปน็ การนาความรู้ในเรอื่ งราวใดๆ ไปใชใ้ นสถานการณ์จริง
ในชวี ติ ประจาวันหรือสถานการณท์ ่คี ล้ายคลึงกนั แก้ปัญหาที่แปลก
ใหม่ เช่น
- คนทม่ี ีหนา้ ตาซีดเซยี ว ควรใหร้ บั ประทานอาหารอะไร
- ถ้าไมม่ แี อลกอฮอล์ฆา่ เชอื้ โรค จะใช้อะไรแทน
- ถ้าไม่มมี ีดในหอ้ งครวั จะใชอ้ ะไรแทน
- ถ้าตอ้ งการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นกั เรียนจะเลอื ก
อาหารจากชุดใด

1. คนทเี่ ป็นโรคปากนกกระจอกจะรบั ประทานอาหารจานใด
ก. แกงใตปลา นา้ พรกิ ลงเร่ือ
ข. ผัดผักบงุ้ ยาปลาเค็ม ข้าวตม้
ค. โจ๊กขา้ วกล้อง ไขเ่ ค็ม
ง. ต้มส้มปลากระบอก ข้าวเปล่า

2. ถา้ ไมม่ ี Microsoft Word แต่ต้องการพมิ พ์งาน นักเรียน

จะใช้โปรแกรมใด

ก. Paint ข. Excel ค. Powerpoints

3. 5 + 25 + 32 =
ก. 60
ข. 61
ค. 62
ง. 63

4. ถา้ ไมม่ ไี มก้ วาด แต่ตอ้ งการกวาดบา้ นจะใชอ้ ะไรแทนดที ส่ี ุด
ก. ผา้
ข. กระดาษ
ค. ทางมะพรา้ ว
ง. ทซิ ซู่

5. A: How di!
B: …………………….
a. Hi, how is that?
b. How do you do?
c. Yes, it is.
d. Yes, here you are.

6. ถา้ ตอ้ งการลา้ งผกั แต่ไมม่ ดี ่างทบั ทมิ จะใชอ้ ะไรแทน
ก. Sodium Glutamate
ข. Sodium Bicarbonate
ค. Sodium octopus
ง. Sodium calcium

7. จากเรอื่ ง รามเกียรติ์ เราควรปฏบิ ตั ติ นเช่นไร
ก. รกั ชาติ ยิง่ ชพี
ข. รักเพ่อื นยง่ิ กว่า วงศ์ตระกลู
ค. รักตัว กลวั ตาย
ง. รักยาวใหบ้ ั่น รักส้ันใหต้ อ่

8. จากเรื่อง เดก็ เลย้ี งแกะ เราควรนาไปใช้ในการปฏิบัติตนเช่นไร
ก. เล้ียงแกะเยอะๆ จะไดร้ วยๆ
ข. ทาตัวเป็นเดก็ ผ้ใู หญ่จะได้สงสาร
ค. พดู ดี ไม่เสแสร้ง หลอกลวง
ง. ขยันอา่ นหนงั สือ จะไดส้ อบไดเ้ กรดเอ

3. การนาไปใช้ (Application)

4. การวเิ คราะห์ (Analysis)

4.1 วเิ คราะห์ความสาคญั คอื การจาแนก แยกแยะ
ความสาคญั ของสิง่ ตา่ งๆ มกั ตง้ั โจทยว์ ่า “สิ่งใดสาคญั ท่สี ุด”

- การจาแนกกลมุ่ ของ Appliction ยึดสิ่งใดเปน็ สาคัญ
- ในการใช้ Application ควรพจิ ารณาสง่ิ ใดมากทีส่ ดุ
- ข้อมูลประเภทใดท่ีสาคญั ตอ่ การประมวลผลมากทส่ี ดุ
- สิ่งใดสาคัญตอ่ ระบบเครอื ข่ายอินเตอรเ์ นทมากที่สุด
- ปจั จัยหลักทท่ี าใหก้ ารวางแผนในการแก้ปัญหาของแต่ละ
บุคคลมคี วามแตกตา่ งกนั ตรงกบั ขอ้ ใด
- Application ชุดใดท่ีสาคัญ/จาเป็นต่อ......... ท่ีสุด

4. การวเิ คราะห์ (Analysis)

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม : นกั เรยี นวิเคราะห์ความสาคญั จาก

เน้อื หาของเรือ่ งทอ่ี ่านได้

1. Who was very important person for breakfast?

a. Father b.. Mother

b. Brother d.. Sister

4. การวเิ คราะห์ (Analysis)

2. หนนู ดิ หนูหน่อย หนูแนน ไดน้ ดั กันไปรบั ประทานอาหาร ตกลงกนั วา่
ไม่วา่ ใครสง่ั อะไรมาก็ตาม กจ็ ะจ่ายค่าอาหารคนละเท่าๆ กัน ข้อใดคือส่งิ
ทสี่ าคญั ท่สี ดุ ในการทาให้ขอ้ มลู สามารถคานวณไดเ้ ทา่ ๆ กนั

รายช่ืออาหารทน่ี า่ สนใจ
ราคาอาหารแตล่ ะอยา่ งในรา้ นทงั้ หมด
ความอรอ่ ยของอาหาร
จานวนและราคาอาหารทสี่ ่ังแตล่ ะรายการ

4. การวเิ คราะห์ (Analysis)

3. ตอ้ งการเลือกเดินทางจากโรงเรยี นกลบั ไปบ้านในเวลาที่รวดเรว็ ทสี่ ดุ
จากจานวน 4 เส้นทาง โดยใช้รถจกั รยานยนตส์ ่วนตัว ข้อใดคอื สง่ิ ที่
สาคญั ทีส่ ุดในการตัดสินใจไดถ้ ูกต้อง

จุดทน่ี ่าสนใจระหวา่ งเส้นทาง
ระยะทางที่ส้ันทสี่ ุด
ระยะทางทมี่ โี ค้งนอ้ ยที่สดุ
ระยะทางท่มี รี ถยนต์ผ่านน้อยที

4. การวเิ คราะห์ (Analysis)

4.2 วเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ เป็นการแยกแยะสิ่งท่สี มั พนั ธ์
กัน มักเขียนโจทยว์ ่า มีความสัมพนั ธก์ นั หรือไม่ สัมพนั ธ์กบั สง่ิ ใด

- การทา Story Board เปรยี บไดก้ ับขอ้ ใด
- 2 . 4. 8. 16 . . .
- 3 . 9. 27. .......
- RAM : ความจา ; Harddisk : ทเี่ กบ็ ขอ้ มลู ; …….

4. การวิเคราะห์ (Analysis)

จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม : นักเรยี นวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์

ของกลุม่ คาได้

1. ข้อใดมีความสัมพนั ธ์ทแ่ี ตกตา่ งจากกลุ่ม

a. Father : Mother b. Brother : Sister

c. Dad : Dog d. Aunt : Uncle

4. การวิเคราะห์ (Analysis)

จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม : นักเรียนวเิ คราะห์
ความสัมพันธข์ องกลมุ่ คาได้
1. Teacher : Student Doctor : Patient

ก. Driver : Car
ข. Driver : Passenger
ค. Singer : Microphone
ง. CPU : Brain

4. การวเิ คราะห์ (Analysis)

4.3 วเิ คราะห์หลักการหรอื เหตผุ ล เป็นการพิจารณาวา่ สง่ิ
ยอ่ ยนั้นทางานหรอื เกาะยดึ กันได้เพราะใช้หลกั การ หรอื เหตใุ ด

- การของอปุ กรณ์ใดใชห้ ลักการผิดกับชนดิ อน่ื
- เพราะเหตใุ ดจึงต้องเขยี น Story Board
- เพราะเหตุใดจึงต้องสอนนกั เรยี นด้วย Unplug กอ่ น
- การทน่ี ักเรยี นเพง่ สายตาหนา้ จอคอมแล้วเวยี นศรษี ะ
เพราะเหตใุ ด

4. การวิเคราะห์ (Analysis)

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม : นักเรียนวิเคราะห์หลักการแต่ง
บทประพนั ธไ์ ด้
1. ผูแ้ ต่งเขียนเรื่องโดยยดึ หลักการใด
a. ใช้ Present Simple Tense เพราะเลา่ เหตุการณ์ปจั จุบนั
b. ใช้ Future Simple Tense เพราะเขียนเหตกุ ารณย์ ังไม่
เกิดข้นึ
c. ใช้ Past Simple Tense เพราะเลา่ เหตกุ ารณ์ในอดีต
d. ใช้ Present Continuous Tense เพราะเหตกุ ารณ์กาลงั
ดาเนินอยู่

5. การสงั เคราะห์ (Synthesis)

5.1 สังเคราะหข์ ้อความ เปน็ การนาเอาความรู้และ
ประสบการณม์ าปรบั ปรุงข้ึนใหม่เป็นเรือ่ งราวใหม่ (ควรเขียนเป็น
อัตนัยเพราะตอ้ งอธบิ าย) สามารถออกเปน็ แบบเลอื กตอบได้ เช่น

- เม่ืออา่ นบทความเกยี่ วกบั Coding แล้วทาใหน้ กึ ถึงคา
กลา่ วขอ้ ใด

- จงพจิ ารณาข้อความข้างลา่ งน้เี ฉพาะส่วนที่ขีดเส้นใต้วา่
ควรแกไ้ ขอยา่ งไรจงึ จะทาให้ขอ้ ความทัง้ หมดถูกตอ้ ง

“บ้านเขาอยู่ใกลโ้ รงเรียนมากและเขาก็ยังมาโรงเรียนสาย
เสมอ”

5. การสงั เคราะห์ (Synthesis)

5.2 สังเคราะห์แผนงาน เปน็ การวดั ความสามารถในการเขยี น
โครงการ แผนปฏบิ ตั ิการ หรอื การวางแผนกจิ กรรมงานตา่ งๆ ว่าต้อง
ทาอะไร เตรียมอะไร มขี ้ันตอนอยา่ งไร

- ทาอยา่ งไรจงึ จะวางแผนเขียนโปรแกรมไดส้ าเร็จ
- ทาอยา่ งไรจงึ จะวางแผนเล่นเกมแข่งขนั จงึ จะมโี อกาสชนะ
- วิธีการใดจะทาให้ทราบวา่ การเขียนโปรแกรม เขียนได้ตรง
กบั ความเปน็ จริง

5. การสังเคราะห์ (Synthesis)

5.3 สงั เคราะห์ความสมั พันธ์ เปน็ การเอาความสาคญั และ
หลักการมาผสมผสานใหเ้ ป็นเร่ืองเดียวกนั ทาให้เกิดเปน็ ส่ิงใหม่

- วธิ ีเขียน Storyboard ท่ดี ี คอื การวางแผนและการ
เข้าใจเน้ือหา แตจ่ ะใหไ้ ด้ผลดแี ละยั่งยืน ตอ้ งเปลี่ยนลกั ษณะนสิ ยั
ของมนุษย์เก่ียวกบั อะไร

- อากาศจะร้อนอบอ้าวก่อนฝนตก ถ้าอากาศไม่รอ้ นอบอา้ ว
ข้อความดังกลา่ ว เขยี นเปน็ Storyboard เก่ยี วข้องกับเครื่องมอื
ใดบา้ ง

6. การประเมนิ ค่า

6.1 อาศัยขอ้ เท็จจริงภายใน เปน็ การประเมินค่าตาม
ข้อเทจ็ จริงตามท้องเรอ่ื งหรือตามสถานการณน์ ้ันๆ เช่น

- จากเรือ่ งรามเกยี รต์ิ พิเภกเป็นบคุ คลอยา่ งไร
- จากท้องเรื่อง นางวนั ทองเปน็ คนดีหรอื ไม่
- ในเร่อื ง นางรจนา ไมเ่ ชอื่ ฟงั พอ่ เลยถกู ขับออกจากเมือง
ถอื ว่าเปน็ คนดีหรือไม่

6. การประเมินคา่

6.2 อาศยั เกณฑ์ภายนอก เปน็ การประเมินค่าโดยใช้
เกณฑจ์ ากสิ่งภายนอก เชน่

- ตามหลักนิติศาสตร์ ถือว่านางวนั ทองเป็นคนดีหรอื ไม่
- ในมุมมองของนักชาตินยิ ม ถือวา่ พเิ ภกเป็นบุคคลอย่างไร
- หากพจิ ารณาตามประโยชนข์ องการนาไปใช้ โปรแกรม
ยิงลกู โปง่ ทน่ี ักเรยี นเขยี น เป็นอยา่ งไร

ออกขอ้ สอบแบบไหนเรอ่ื ง สงั ขท์ อง

นักเรยี นสามารถบอกข้อมลู เกย่ี วกับเร่อื งสังขท์ องได้

1. ท้าวสามลมีลูกสาวท้งั หมดก่ีคน รู้จา
ก. 6 คน ข. 7 คน ค. 8 คน

2. จากเรอื่ งสังขท์ องนกั เรยี นนามาสอนใจเกี่ยวกบั อะไร

ก. อยา่ มองคนแตเ่ พยี งภายนอก เขา้ ใจ

ข. ความดอ้ื รน้ั จึงไดด้ ี

ค. ลาบากก่อนสบายทีหลัง

3. รจนาตดั สินใจเสีย่ งทายเลอื กคู่ แสดงว่ารจนามนี สิ ัยเช่นไร

ก. ไม่มีความคิดเป็นของตวั เอง เข้าใจ
ข. เชอื่ มัน่ ในความคดิ ของตัวเอง

ค. การเช่ือฟังพ่อแม่

4. ตวั ละครตัวใดต่อไปนสี้ าคญั ทีส่ ดุ เก่ียวกับประชาธิปไตย

ก. รจนา ข. เจ้าเงาะ ค. หกเขย วเิ คราะหค์ วามสาคญั

ออกขอ้ สอบแบบไหนเร่อื ง กระตา่ ยกบั เตา่

1. มสี ตั ว์ในท้องเร่ืองก่ีชนดิ รู้จำ
ก. 1 ข. 2 ค. 3

2. จากเรื่องน้ี ตรงกับสุภาษติ ข้อใด เขำ้ ใจ

ก. เข็นครก ขน้ึ ภเู ขา

ข. ตีตนเสมอทา่ น

ค. ความพยายามอยู่ท่ไี หน ความสาเร็จอย่ทู ี่น่นั

3. เพราะเหตใุ ดกระต่ายจงึ ไม่ชนะ เข้าใจ
ก. นอนหลบั เพลิน

ข. เดนิ เล่น

ค. ความประมาท

4. จากนทิ านเร่ืองนน้ี าไปใช้ประโยชนใ์ นแงใ่ ดมากท่สี ุด

ก. ตัง้ ใจเรยี น ถึงแม้ยาก

ข. ต้งั ใจกนิ ถึงแมจ้ ะไมอ่ รอ่ ย นาไปใช้

ค. ต้ังใจรอ้ ง ถงึ แมไ้ มไ่ พเราะ

ออกข้อสอบแบบไหนเร่อื ง เดก็ เลยี้ งแกะ

1. ตวั ละครใดทาใหเ้ กดิ ความว่นุ วาย รูจ้ า

ก. หมาปา่ ข. เดก็ เลี้ยงแกะ ค. แกะ

นักเรียนสรุปความจากเรอื่ งทอ่ี ่านได้

2. จากเร่ืองนม้ี ใี จความสาคัญเก่ยี วกับอะไร เข้าใจ
ก. การโกหก

ข. การพูดจาไพเราะ

ค. ความเพียรพยายาม

นกั เรียนวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งตัวละครได้

3. เด็กเลย้ี งแกะ : หมาป่า : โกหก

ก. กระต่าย : เตา่ : ความประมาท วิเคราะหค์ วามสมั พันธ์

ข. ราชสีห์ : หนู : อาหารอันอร่อย

ค. ชาวนา : งเู หา่ : เล้ียงไม่เชอ่ื ง

นกั เรียนสามารถทานายเหตุการณจ์ ากเร่ืองเดก็ เลย้ี งแกะได้

4. ถ้าเด็กเลยี้ งแกะไม่พูดโกหก จะเกิดอะไรขน้ึ

ก. หมาป่าไม่มากินแกะ

ข. คนจะมาชว่ ยเดก็

ค. หมาปา่ จะมาชว่ ยเลยี้ งแกะ เขา้ ใจ ขยายความ

ออกขอ้ สอบแบบไหนเรอ่ื ง การบวก

1. การบวก หมายถงึ อะไร รู้จำ

ก. การลด ข. การเพม่ิ ค. การทวคี ณู

2. แมใ่ หเ้ งนิ มา 10 บาท พอ่ ใหอ้ กี 15 บาท ทงั้ สองคนใหเ้ งนิ
มาเทา่ ไร เขยี นเป็นรปู ประโยคสญั ลกั ษณ์ไดอ้ ยา่ งไร

ก. a + b = c แปลควำม
ข. a - b = c

ค. a x b = c

3. มานีมีเงิน 20 บาท พ่อให้มาอีก 10 บาท ข้อใดกล่าว

ถกู ต้อง
ก. มานีมีเงินเพ่ิม ข. มานีไม่มีเงิน ตคี วาม

ค. พ่ออยากให้มานีมีเงิน ง. มานีเป็นเดก็ ดี

4. ถา้ ปรีชาเกบ็ เงินท่ีแมใ่ ห้ไว้ทุกวนั ๆ ละ 5 บาท ใน

อนาคตปรีชาจะเป็ นเช่นไร

ก. มีเงิน 5 บาท ขยายความ

ข. มีเงินเพิ่มวนั ละ 5 บาท

ค. เงินจะหมดไป

ง. เป็นคนอดออม


Click to View FlipBook Version