40 นนทชัย ทุนวิเศษ (2564) ได้ทำการศึกษาทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า (1) ทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง อสมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้รูปแบบ การเรียนการสอนที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อทักษะการ เชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.05 ปวริศา โคติวงศ์(2564) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ ร่วมกับการใช้ชุดการเรียนรู้แบบอุปนัย ผลการศึกษาพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ เรื่อง ความเท่ากันทุกประการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับการใช้การเรียนรู้แบบอุปนัยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .05 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความเท่ากันทุกประการของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิกซอว์ร่วมกับการใช้ชุดการเรียนรู้ แบบอุปนัยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (3) เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังได้รับ การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับการใช้ชุดการเรียนรู้แบบอุปนัยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาทำ ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทักษะในการเชื่อมโยง และเจตคติทางคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้เรียนได้นำ ความรู้ไปใช้ในการทำกิจกรรม ได้แสวงหาความรู้ สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดการช่วยเหลือ กัน รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและยังทำให้ผู้เรียนสนใจในการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ Liyas et al (2013) ได้ศึกษาผลการสอนเรื่อง พีชคณิต ด้วยการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตัคติ วิสต์ของนักเรียนเกรด 7 ในโรงเรียนรัฐบาล ประจำอำเภอ Jamshoro Sindh ประเทศปากีสถาน โดย ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน จากนั้นจึงดำเนินการสอนแล้วให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลัง เรียน ผลการวิจัยพบว่า มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง พีชคณิต หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ Leanne R. Ketterlin Geller, David J. Chard and Hank Fien (2008, อ้างถึงใน นนทชัย ทุน วิเศษ, 2564) ได้ศึกษาทักษะการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์ และมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ ผลการศึกษา
41 พบว่า นักเรียนกลุ่มที่มีผลการเรียนต่ำ มีความสามารถในการเรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ได้ดีกว่ากลุ่ม ผลการเรียนปานกลาง Soeharto (1999, อ้างถึงใน ปวริศา โคติวงศ์, 2564) ได้ทำการศึกษา การเรียนรู้ด้วยวิธีการ จัดการเรียนรู้แบบ Constructive มีผลต่อเจตคติ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของ นักเรียนเกรด 6 ผลการศึกษาพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) การจัดการเรียนรู้แบบ Constructivist ทํา ให้เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจะทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการนำไปใช้ได้ดี ทำให้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น และเจตคติทางคณิตศาสตร์จึงไปในทางที่ดีเช่นกัน 7. กรอบแนวคิดการวิจัย
42 ภาพที่ 1 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความเท่ากันทุกประการโดยใช้วิธีการ สอนแบบโมเดลซิปปา บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการปฏิบัติจริงที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย
43 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล รายละเอียด ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 4 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 106 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร อำเภอวานร นิวาส จังหวัดสกลนคร ปีการศึกษา 2566 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง 2. แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง One Group Pretest-Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540: 60-61) ซึ่งมี ลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1 ตาราง 2 แบบแผนการวิจัยที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ และ แบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์รายละเอียด ดังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้แบบ โมเดลซิปปา 3.1.2 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแผนการจัดการ เรียนรู้
44 3.1.3 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรสถานศึกษารายวิชาคณิตศาสตร์ของโรงเรียน และกำหนดเนื้อหาการจัดทำแผนการ จัดการเรียนรู้เรื่อง สถิติ 3.1.4 ดำเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา เรื่อง สถิติ ให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์ การวัดประเมินผลที่กำหนด จัดทำหน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการ เรียนรู้ 3.1.5 นำแผนฯ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมกับการจัดการ เรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 3.1.6 ปรับปรุงแผนฯ ให้สมบูรณ์และพร้อมที่จะนำไปใช้จริงต่อไป 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.2.1 ศึกษาเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) และหลักสูตรสถานศึกษารายวิชาคณิตศาสตร์ของโรงเรียน 3.2.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ จาก เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.2.3 วิเคราะห์เนื้อหาจากสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพื่อทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้สอดคล้องกับ คำอธิบายรายวิชา จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ 3.2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติซึ่งเป็น แบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อพิจารณา ความถูกต้อง และให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุง แก้ไข 3.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สถิติที่ปรับปรุงตาม ข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบลักษณะการใช้ คำถาม ตัวเลือก ความสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ต้องการวัด ความเหมาะสมด้านภาษา และความ เที่ยงตรงด้านเนื้อหาของแบบวัด เพื่อลงความเห็นว่าข้อสอบแต่ละข้อสอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้หรือไม่ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC : Index of item Objective Congruence) คัดเลือกข้อที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ได้ค่า IOC ตั้งแต่ 0.66 - 1.00 จำนวน 25 ข้อ 3.2.6 แก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง
45 3.2.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง สถิติที่ปรับปรุง แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านการเรียน เรื่อง สถิติ มาแล้ว และนำผลที่ได้มาวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ โดยหาค่าความยากง่าย (p) และค่า อำนาจจำแนก (r) ได้ค่าค่าความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.22 - 0.77 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.21 - 0.73 3.2.8 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยวิธีแบบคูเดอร์ วิชาร์ดสัน (KR - 20) มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.758 3.2.9 จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 3.3 แบบวัดทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพตามขั้นตอน ดังนี้ 3.3.1 ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตร คู่มือครู หนังสือแบบเรียน เรื่อง สถิติ เพื่อกำหนดขอบเขตด้านเนื้อหา 3.3.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ จาก เอกสารเพื่อนำมาวิเคราะห์ในการกำหนดประเด็นการสร้างแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติ 3.3.3 สร้างแบบวัดความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย ข้อคำถามจำนวน 3 ข้อ โดยใช้คำถามแบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ และมีเกณฑ์การประเมิน 3.3.4 นำแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติและเกณฑ์การประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน (ดังรายนาม ผู้เชี่ยวชาญในภาคผนวก ก) ตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC แบบวัดทักษะการเชื่อมโยงทาง คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติพิจารณาค่าดัชนี ความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป แล้วนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง ทั้งนี้ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัดทักษะการเชื่อมโยง ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติ เท่ากับ 1 3.3.5 ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 3.3.6 จัดพิมพ์แบบวัดความสามารถฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 4.4 แบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพตามขั้นตอน ดังนี้ 4.4.1 ศึกษาหลักการ ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดเจตคติทาง คณิตศาสตร์
46 4.4.2 ศึกษาหลักการ ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักการสร้าง แบบสอบถามวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ 4.4.3 สร้างแบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ 4.4.4 นำแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติและเกณฑ์การประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน (ดังรายนาม ผู้เชี่ยวชาญในภาคผนวก ก) เพื่อความเหมาะสมด้านภาษา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC คัดเลือกข้อที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ได้ค่า IOC ตั้งแต่0.67 – 1.00 จำนวน 3 ข้อ 4.4.5 ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 4.4.6 นำไปทดลองใช้กับนักเรียชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน แล้วนํามา วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตาม วิธีของครอนบาค (Cronbach) 4.4.7 นำแบบวัดเจตคติที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อนำไป เก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. วัดผลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติก่อนการจัดการเรียนรู้เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วย แบบทดสอบที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการ หลังการจัดการเรียนแบบโมเดลซิปปา 2. จัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง โดยทำการจัดการเรียนสัปดาห์ละ 3 คาบเรียน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ขณะจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยได้ตรวจ และให้คะแนนการทำกิจกรรมต่าง ๆ 3. วัดผลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติแบบทดสอบวัดทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สถิติและแบบทดสอบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 เรื่อง สถิติหลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยแบบทดสอบผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ โมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จ
47 2. การศึกษาทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดย แปลผลค่าเฉลี่ย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ระดับน้อยที่สุด 3. การศึกษาเจตคติทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยแปลผลค่าเฉลี่ย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 เจตคติทางคณิตศาสตร์ ระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 เจตคติทางคณิตศาสตร์ ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 เจตคติทางคณิตศาสตร์ ระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 เจตคติทางคณิตศาสตร์ ระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 เจตคติทางคณิตศาสตร์ ระดับน้อยที่สุด 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1.1) การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Validity) หาจากการพิจารณาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องมีค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1 ∑R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 1.2) การหาความยากง่าย ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร คำนวณ ดังนี้
48 P = r n เมื่อ P แทน ดัชนีความยากของข้อสอบ r แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูก n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบทั้งหมด 1.3) การหาค่าอำนาจจำแนก ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สูตรคำนวนณ ดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) R = − เมื่อ R แทน ค่าอำนาจำแนก ru แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงที่ตอบถูก rL แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มต่ำที่ตอบถูก n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 1.4) การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง สถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน กิจกรรมการปฏิบัติจริง โดยใช้สูตร KR20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) KR20 = ( n n−1 ) [1 − ∑ pq st 2 ] เมื่อ n แทน จำนวนข้อ p แทน สัดส่วนของคนทำถูกในแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนของคนทำผิดในแต่ละข้อ = 1 - p s 2 t แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 2. สถิติที่ใช้สำหรับวิเคราะห์ผลการศึกษา 2.1) ค่าเฉลี่ย (Mean) ใช้สูตร x̅ = ∑ x n เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ย ∑x แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ คูณ คะแนน n แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวน ข้อมูลทั้งหมด
49 2.2) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ใช้สูตร S.D.=√ nΣx 2−(Σx) 2 n(n−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Σx แทน ผลรวมของคะแนนดิบของนักเรียน Σx 2 แทน ผลรวมของคะแนนดิบของนักเรียนแต่ละคนยก กำลังสองทีละตัว n แทน จำนวนนักเรียน บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเชื่อมโยง ทางคณิตศาสตร์ และเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นรายบุคคลและภาพรวม ดังแสดงในตารางที่ 3
50 ตาราง 3 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ก่อนและหลังการ จัดการเรียนรู้รายบุคคล คนที่ ก่อนการจัดการเรียนรู้ หลังการจัดการเรียนรู้ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 3 15 15 75 2 3 15 19 95 3 6 30 13 65 4 6 30 15 75 5 4 20 11 55 6 3 15 16 80 7 6 30 18 90 8 10 50 13 65 9 5 25 16 80 10 6 30 14 70 11 6 30 11 55 12 6 30 12 60 คนที่ ก่อนการจัดการเรียนรู้ หลังการจัดการเรียนรู้ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 13 4 20 12 60 14 5 25 15 75 15 8 40 12 60 16 8 40 13 65 17 3 15 12 60 18 1 5 12 60 19 6 30 13 65 20 6 30 14 70 21 6 30 12 60 22 4 20 12 60
51 23 3 15 12 60 24 7 35 12 60 25 5 25 13 65 26 7 35 14 70 27 6 30 14 70 28 9 45 14 70 29 2 10 16 80 30 6 30 15 75 คะแนนเฉลี่ย 5.33 13.67 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2.06 1.97 จากตารางที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้แบบโมเดล ซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน โดยคะแนนของนักเรียนทุกคนสูงขึ้นหลังจากการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ซึ่งคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 9.17 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 13.24 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 1 ตอนที่ 2 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการวัดทักษะการเชื่องโยงทางคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นภาพรวม ดังแสดงใน ตาราง 4 ตาราง 4 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การเก็บข้อมูล n คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังการจัดการเรียนรู้ 30 5 4.45 1.89
52 จากตารางที่ 4 พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้ แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 4.45 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.89 แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ที่มาก ซึ่ง สอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 2 ตอนที่ 3 ผลการศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร โดยการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ผลของการศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้แบบโมเดล ซิปปา จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านบรรยากาศ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับ มี รายละเอียดดังนี้ ตาราง 5 ผลการศึกษาเจตคติทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา รายการประเมิน ̅ S.D. ระดับความ คิดเห็น 1. ด้านบรรยากาศ 1.1 นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม 4.6 0.60 มากที่สุด 1.2 นักเรียนมีความผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด 4.25 0.72 มาก 1.3 นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน 4.35 0.81 มาก 1.4 ครูเปิดโอกาศให้นักเรียนทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ 4 0.65 มาก รวม 4.3 0.70 มาก รายการประเมิน ̅ S.D. ระดับความ คิดเห็น 2.ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา 3.95 0.89 มาก 2.2 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งผลต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 4.1 0.72 มาก 2.3 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งผลต่อให้นักเรียนได้ แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด 4.1 0.85 มาก 2.4 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนกล้าคิดกล้าตอ 4 0.73 มาก 2.5 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหามาก ขึ้น 4.35 0.75 มาก รวม 4.1 0.78 มาก
53 3. ด้านประโยชน์ที่ได้รับ 3.1 นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย 4.45 0.69 มาก 3.2 นักเรียนจำเนื้อหาได้นาน 3.64 0.83 มาก 3.3 นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม 4.35 0.75 มาก 3.4 นักเรียนได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนาน 4.15 0.75 มาก 3.5 นักเรียนเข้าใจและรู้จักเพื่อนมากขึ้น 3.55 0.89 มาก 3.6 นักเรียนได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น 4.05 0.69 มาก รวม 4.03 0.77 มาก รวมทั้ง 3 ด้าน 4.13 0.75 มาก จากตารางที่ 5 จะเห็นได้ว่าเจตคติทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร โดยการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ในด้านบรรยากาศอยู่ในระดับ มาก ( ̅= 4.3, S.D. = 0.77 ) ในด้านกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ( ̅= 4.1, S.D. = 0.78 ) และในด้านประโยชน์ที่ได้รับอยู่ในระดับมาก ( ̅= 4.03, S.D. = 0.77 ) สรุปโดยรวม เจตคติทาง คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร โดยการจัดการเรียนรู้แบบ โมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก ( ̅= 4.13, S.D. = 0.75 ) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 3 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะนำ ผลการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเชื่อมโยง ทางคณิตศาสตร์ และเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้นำเสนอวัตถุประสงค์ของการ วิจัย สมมติฐานการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะนำ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ระหว่างก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
54 2. เพื่อศึกษาทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อศึกษาเจตคติทางคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังสูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเชื่อมโยงทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้ แบบโมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังสูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเชื่อมโยงทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.45 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้ แบบโมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.13 อภิปรายผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังสูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 อาจเนื่องมาจากการจัดการเรียนการรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามหลักซิปปา ใช้หลักการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมี บทบาทสำคัญในการเรียนรู้ โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง มีการใช้กระบวนการทางสติปัญญา และมีส่วนร่วมในการเรียนทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และ สังคม ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยเริ่มจากขั้นที่ 1 ขั้นทบทวนความรู้เดิม เป็นการสำรวจความรู้ เติมหรือเสริมในสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่มี หรือตรวจสอบทักษะทางคณิตศาสตร์และเป็นการกระตุ้นความ ตื่นตัวทางสติปัญญาให้นักเรียนดึงความรู้เดิมที่มีอยู่ และเชื่อมโยงไปยังเรื่องที่จะเรียนต่อไป ขั้นที่ 2 ขั้น การสร้างแสวงหาความรู้ใหม่ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น พยายาม
55 แสวงหาคำตอบของข้อสงสัยเหล่านั้น จนสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเอง ขั้นที่ 3 ขั้นศึกษาทำความ เข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม เป็นการนำความรู้ที่ได้รวบรวมไว้มา แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ เน้นให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองรวมทั้งระดมความคิด ร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม มุ่งเน้นให้นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าหาคำตอบทั้งจากการอ่าน การวิเคราะห์ ตีความหมายข้อมูล การทำความเข้าใจและศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ฝึกให้นักเรียนได้ใช้ทักษะ กระบวนการต่าง ๆ เพื่อค้นคว้าและได้มาซึ่งคำตอบ โดยครูผู้วิจัยได้ใช้กระบวนการสอนหลายวิธี เพื่อ ไม่ให้นักเรียนเบื่อหน่ายในการเรียน เช่น การสำรวจข้อมูล การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ อันจะ นำไปสู่การขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น ขั้นที่ 4 ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ กับกลุ่ม เป็นการส่งผลต่อให้นักเรียนแลกเปลี่ยนความรู้กันทั้งในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ที่ได้จาก การศึกษาค้นคว้าและพบข้อมูลใหม่จากกิจกรรมขั้นที่ผ่านมา เป็นการฝึกและส่งผลต่อให้นักเรียนกล้า คิด กล้าแสดงออก รู้จักตั้งคำถาม เตรียมคำตอบโดยมีครูเป็นผู้ดูแลและให้คำชี้แนะเพิ่มเติม และยัง เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนความรู้สึกนึกกับผู้อื่นอีกด้วย ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ หลังจากมีการอภิปราย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันแล้ว ครูและนักเรียนจะมีการสรุปความรู้อีกครั้งหนึ่ง และมีเทคนิควิธีการที่ ทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ๆ และมีความคงทนในการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนได้รับความ สนุกสนาน ผ่อนคลาย ทำให้นักเรียนสามารถจัดเรียงความรู้ที่ได้เรียนมาอย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการ จดจำและนำไปใช้ขั้นที่ 6 ขั้นการแสดงผลงาน เมื่อแสดงผลงานทางคณิตศาสตร์และการประเมินผล เป็นการฝึกเสนอความคิดของจัดการเรียนรู้เสร็จในแต่ละครั้ง นักเรียนจะมีผลงานของกลุ่มออกมา และจัดแสดงไว้ในที่ที่ครูผู้วิจัยจัดเตรียมไว้ให้ เป็นการช่วยให้นักเรียนตอกย้ำและตรวจสอบความเข้าใจ ของตน ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ความสามัคคี ความคิดสร้างสรรค์ และข้อความรู้ที่ได้ จากการเรียน สร้างความภูมิใจให้กับกลุ่มตนเอง และเป็นการแสดงให้ผู้อื่นได้รับรู้ อีกทั้งยังมีผลต่อการ เรียนรู้ต่อไป และขั้นที่ 7 ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ เป็นการเน้นให้ผู้เรียนรู้จักฝึกและส่งผลต่อการนำ ความรู้ ความเข้าใจของตนเองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นการ แก้ปัญหา ตลอดจนนำความรู้ไปใช้ ในชีวิตประจำวัน เช่น การนำผลไม้ไปแช่น้ำเพื่อเพิ่มความกรอบให้ ก่อนรับประทาน เป็นต้น และเป็น การส่งผลต่อให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนเพราะเป็น เรื่องที่ใกล้ตัวผู้เรียน ทำให้มีความ อยากรู้อยากเห็นและอยากเรียนในครั้งต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับ เสฎฐ วุฒิ ไกรศรี และสมจิตรา เรืองศรี (2563) ที่ได้ทำวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปร เดียว โดยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงขึ้น
56 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเชื่อมโยงทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการ จัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 13.52 จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 อาจเนื่องมาจากครูผู้สอนใช้คำถามกับนักเรียนตลอดการ เรียนการสอนทั้ง ขั้นนำ ขั้นสอน และขั้นสรุป ซึ่งคำถามเหล่านั้นกระตุ้นการคิดเชื่อมโยงความรู้เติม เกี่ยวกับความรู้ หลักการ และวิธีการทางคณิตศาสตร์ทั้งที่เป็นความรู้ พื้นฐานและความรู้เรื่องเวกเตอร์ ในคาบก่อนหน้าของนักเรียนมาใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาและในการทำกิจกรรมในคาบเรียนใหม่ ทำให้ นักเรียนได้เห็นการเชื่อมโยงขององค์ความรู้ต่าง ๆ และฝึกการเชื่อมโยงแนวคิดจนสามารถนำมาใช้ใน การแก้โจทย์ปัญหาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและได้ผลอยู่ในระดับดีเยี่ยม ซึ่งสอดคล้องกับ ศุภลักษณ์ ครุฑคง (2558) ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ IMPROVE และการ เขียนบันทึกการเรียนรู้ที่มีต่อความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการเชื่อมโยง ความรู้ทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งนี้การใช้คำถามที่เน้นการรู้คิดเป็นขั้นตอนหนึ่งในวิธี IMPROVE โดยผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมข้างต้นมีความสามารถในการเชื่อมโยง ทาง คณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้ แบบโมเดลซิปปา อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.13 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 อาจเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ส่งผลต่อการเรียนรู้ร่วมกัน ฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ทำให้นักเรียนมีความตื่นเต้น และเกิดความสนุกกับการเรียนรู้ สอดคล้องกับ บุศรา อิ่มทรัพย์ (2551 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้สื่อประสมสูงกว่า เกณฑ์การเรียนของนักเรียนร้อยละ 50 และ เจตคติในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้สื่อประสม เรื่องการแปลงทาง เรขาคณิต หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้ 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 ควรมีการนำเอารูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามหลักซิปปาโมเดลไปใช้ ประกอบการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ อีก เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างคงทน และสามารถนำเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ 1.2 ครูผู้สอนควรจะแน่ใจว่านักเรียนมีความเข้าใจในกระบวนการทำงานกลุ่ม มาก น้อยเพียงใด ถ้าหากพบว่าผู้เรียนยังขาดทักษะในด้านการทำงานกลุ่ม ครูผู้สอนควรจะมีการฝึกทักษะ การทำงานกลุ่มก่อน เนื่องจากกระบวนการกลุ่มมีบทบาทและมีความสำคัญต่อการจัดการ เรียนการ สอนตามหลักซิปปาโมเดล
57 1.3 ครูผู้สอนควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในขณะร่วมทำกิจกรรมหรือ ตอบคำถาม โดยเฉพาะในขั้นตอนการแสวงหาความรู้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาในการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลและใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ โดยครูควรมีการ ชี้แนะแนวทางในการหาคำตอบมากกว่าการบอกคำตอบนั้นแทน 1.4 ครูควรจัดกิจกรรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนได้มีการลงมือปฏิบัติด้วย ตนเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากที่สุดและทั่วถึงทุกคน โดยให้นักเรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการต่าง ๆ ในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เพื่อให้สามารถค้นหาความรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองตลอดจน นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ อันจะทำให้เกิดความคงทนในการเรียนรู้ให้ดีขึ้นอีก ด้วย 1.5 ครูควรสร้างบรรยากาศในการจัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเองกับนักเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกขั้นตอน 1.6 ควรส่งผลต่อให้นักเรียนมีความกล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม โดยคอย กระตุ้นและให้การเสริมแรง ตลอดจนให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนแสดงพฤติกรรม ออกมา 1.7 ควรมีการจัดแหล่งการเรียนรู้ให้กับนักเรียนใช้ศึกษาค้นคว้าอย่างเพียงพอ มี ความ หลากหลายและเหมาะสมกับวัย 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตาม หลักซิปปาโมเดลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในบทเรียนอื่น และระดับชั้นอื่น ๆ 2.2 ควรมีการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามหลักซิปปาโมเดลกับ ตัวแปรอื่น ๆ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดแก้ปัญหา ความคงทนของการเรียนรู้ในวิชา คณิตศาสตร์การแก้ปัญหา การเชื่อมโยง การสื่อความหมาย การสื่อสาร ฯลฯ
58 บรรณานุกรม สิริพร ทิพย์คง (2545) หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์, กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ สุมาลี จันทร์ชลอ (2546) การวัดและประเมินผล, กรุงเทพฯ: เพลท หจก สุเมตรฟิล์ม อัมพร ม้าคนอง. (2554), ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์การพัฒนาเพื่อพัฒนาการ, กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อัมพร ม้าคนอง. (2557), คณิตศาสตร์สำหรับครูมัธยม, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พิมพ์พร ฟองหล่า (2554) สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม ทิศนา แขมมณี (2555) ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ, กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
59 อเนก พุทธิเดช (2548) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการ เชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ เรื่อง "การประมาณค่า สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดเขียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ปริญญามหาบัณฑิต ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย อัศวิน พุ่มมรินทร์ (2556) ผลการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA MODEL) เรื่องลำดับ และอนุกรมที่ มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในกาณสื่อสารทาง คณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ วาสนา ตอนศิลา (2555) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน โดยใช้ โมเดลซิป ปา (CIPPA Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น นิตยา บุตรศิริ (2556), การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA MODEL) เรื่อง ความคล้าย ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์), มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เสฎฐวุฒิ ไกรศรี และสมจิตรา เรืองศรี (2563), การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA MODEL) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, ปริญญาศึกษามหาบันฑิต (คณิตศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง จิราวรรณ ใจเรือน และพรทิพย์ โรจน์ศิราพิศาล (2560), การใช้คำถามเพื่อส่งผลต่อทักษะการ เชื่อมโยง ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5, ปริญญาศึกษามหาบันฑิต (คณิตศาสตรศึกษา), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นนท์ชัย ขุนวิเศษ (2564), การศึกษาทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนการสอน ที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3, ปริญญามหาบัณฑิต (คณิตศาสตร์), มหาวิทยาลัยศิลปกร Carter V. Good. (1973). Dictionary of Education. New York: Mc Graw HilL National Council of Teachers of Mathematics [NCTM). (2000). Principles and standards for school mathematics (Vol. 1). National Council of Teachers of Mathematics. Ontario Ministry of Education. (2006). A Guide to Effective Instruction in Mathematics Kindergarden to Grade 6 Problem Solving and Communication (Vols.2), Retrieved from http://eworkshop.on.ca/edu/resources/guides/Guide_Math K 6
60 Volume 2.pdf Hendriana H., Slamet U. R., & Sumarmo U. (2014). Mathematical connection ability and self-confidence (An experiment on Junior High School students through Contextual Teaching and learning with Mathematical Manipulative). International Journal of Education
61 ภาคผนวก
62 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. นายรักพงษ์ เวียงพรมมา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 2. นางสาวเพ็ญประภา นาเคน ครูสาขาวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 3. นางสาวนาตยา แก้วกัณหา ครูสาขาวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
63 ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแผนการจัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC)
64 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (Index of Objective Congruence: IOC) แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์(Index of Objective Congruence: IOC) แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องเกณฑ์ของแบบวัดทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์(Index of Objective Congruence: IOC) แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแผนการจัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการ จัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) คำชี้แจง ขอให้ท่านทำเครื่องหมาย ลงในช่องตารางที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านพร้อมเขียน ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพิจารณาปรับปรุงต่อไป โดยใช้เกณฑ์พิจารณา ดังนี้ เกณฑ์พิจารณา ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้ไม่มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์
65 รายการประเมิน ระดับความ สอดคล้อง หมายเหตุ -1 0 +1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แผนภาพจุด 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง แผนภาพจุด (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง แผนภาพต้น - ใบ 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้
66 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง แผนภาพต้น – ใบ (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ฮิสโทแกรม1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ฮิสโทแกรม (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้
67 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิต1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง มัธยฐาน1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน
68 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง มัธยฐาน (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง ฐานนิยม1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์
69 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง ฐานนิยม (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และ จุดประสงค์ 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ข้อเสนอแนะอื่นๆ ...…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ............................................................ ผู้ประเมิน (................................................................) วันที่..............เดือน......................... พ.ศ. ....................… แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) คำชี้แจง ขอให้ท่านทำเครื่องหมาย ลงในช่องตารางที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านพร้อมเขียน ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพิจารณาปรับปรุงต่อไป โดยใช้เกณฑ์พิจารณา ดังนี้ เกณฑ์พิจารณา ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามไม่มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์
70 ข้อ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด/ จุดประสงค์การเรียนรู้ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ -1 0 +1 1. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ข้อใดต่อไปนี้ เป็นข้อมูลเชิง ปริมาณ ก. เบอร์โทรศัพท์ ข. เลขบัตรประจําตัว ประชาชน ค. น้ำหนักตัว ง. เลขทะเบียนรถ 2. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ข้อมูลใดอยู่ในประเภทเดียวกัน ก. น้ำหนัก, เลขทะเบียน ข. คะแนนสอบ, ส่วนสูง ค. เบอร์โทร, ความจำ ง. ความสุข, ความยาว 3. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แผนภาพที่กําหนดให้ เป็นข้อมูล จํานวนชั่วโมง ในการใช้ อินเตอร์เน็ตของนักเรียนชั้น ม. 2 ต่อวัน จากข้อมูลมีนักเรียนทั้งหมดกี่คน ก. 18 คน ข. 20 คน ค. 22 คน ง. 25 คน
71 4. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แผนภาพที่กําหนดให้ เป็นข้อมูล จํานวนชั่วโมง ในการใช้ อินเตอร์เน็ตของนักเรียนชั้น ม. 2 ต่อวัน จากข้อมูลมีพิสัยเท่าไร ก. 14 ข. 16 ค. 18 ง. 20 5. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม นักเรียนที่เล่นอินเตอร์เน็ต มากกว่า 9 ชั่วโมง มีจํานวน ทั้งหมดกี่คน ก. 8 คน ข. 9 คน ค. 10 คน ง. 11 คน 6. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การนําเสนอข้อมูลด้วยแผนภาพ ต้น - ใบ เป็นการแบ่งข้อมูล ออกเป็นกี่ส่วน อะไรบ้าง ก. 4 ส่วน คือ ราก ลําต้น กิ่ง ใบ ข. 3 ส่วน คือ กิ่ง ก้าน ใบ ค. 2 ส่วน คือ ลําต้น ใบ ง. ไม่มีข้อใดถูก
72 7. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แผนภาพที่กําหนดให้ต่อไปนี้ เป็น ข้อมูลน้ำหนักของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 จากข้อมูลที่กําหนดให้ มีนักเรียน ทั้งหมดกี่คน ก.18 คน ข. 20 คน ค. 23 คน ง. 25 คน 8. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แผนภาพที่กําหนดให้ต่อไปนี้ เป็น ข้อมูลน้ำหนักของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 จากข้อมูลที่กําหนดให้ นักเรียน ส่วนใหญ่มีน้ำหนัก อยู่ในช่วงใด ก. อยู่ในช่วง 31-35 ข. อยู่ในช่วง 36-40 ค. อยู่ในช่วง 41-45 ง. อยู่ในช่วง 46-50 9. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แผนภาพที่กําหนดให้ต่อไปนี้ เป็น ข้อมูลน้ำหนักของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 จากแผนภาพ ที่กําหนดให้ ฐาน นิยมของข้อมูลคือเท่าไร ก. 39 ข. 42
73 ค. 43 ง. 50 10. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ฮิสโทแกรม มีลักษณะคล้าย แผนภูมิใด ก. แผนภูมิเส้น ข. แผนภูมิแท่ง ค. แผนภูมิวงกลม ง. แผนภูมิรูปภาพ 11. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ฮิสโทแกรมต่อไปนี้ คือส่วนสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากฮิสโทแกรมที่กําหนดให้ มี จํานวนนักเรียนทั้งหมดกี่คน ก. 50 ข. 40 ค. 30 ง. 20 12. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ฮิสโทแกรมต่อไปนี้ คือส่วนสูง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จํานวนนักเรียนที่สูงตั้งแต่ 159.5 ขึ้นไปมีจํานวนกี่คน ก. 15 คน ข. 22 คน
74 ค. 25 คน ง. 26 คน 13. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จงหาค่าเฉลี่ยของข้อมูลต่อไปนี้ 5, 6, 8, 12, 14, 14, 15, 17, 21, 22 ก. 12 ข. 12.4 ค. 15 ง. 13.4 14. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จากข้อมูลต่อไปนี้ มัธยฐานมีค่า เท่าไร 2, 4, 6, 5, 10, 7, 9, 8, 15 ก. 7 ข. 10 ค. 8.5 ง. ไม่มีข้อถูก 15. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จํานวน 5 จํานวนที่มีพิสัยเท่ากับ 30 มัธยฐาน เท่ากับ 28 และมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25 คือข้อมูลชุด ใด ก. 22, 16, 28, 13, 52 ข. 12, 26, 42, 30, 13 ค. 12, 28, 42, 13, 30 ง. 25, 25, 28, 25, 25 16. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ การทอยลูกเต๋าทั้งหมด 20 ครั้ง ได้ผลดังนี้ จงหาค่าฐานนิยมของข้อมูล ก. 3 ข. 7
75 รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ค. 5 ง. 7,3 17. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การทอยลูกเต๋าทั้งหมด 20 ครั้ง ได้ผลดังนี้ มัธยฐานมีค่าเท่าไร ก. 2 ข. 3 ค. 3.5 ง. 4.5 18. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ค่าเฉลี่ยเลขคณิตมีค่าประมาณ เท่าไร ก. 2.7 ข. 3.5 ค. 4.7 ง. 5.5 19. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การหาข้อมูลแบบใดที่จะต้อง เรียงลําดับข้อมูลจากมากไปน้อย หรือน้อยไปมาก ก. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ข. มัธยฐาน ค. ฐานนิยม ง. ไม่มีข้อถูก 20 ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล ผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียน 20 คน ได้คะแนนดังนี้ 15, 19, 20, 16, 19, 10, 14, 15, 14 ,13, 12, 17, 18, 13, 12, 10, 16, 15, 19, 10
76 และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จากข้อมูลข้างต้น ข้อใดกล่าว ถูกต้อง ก. ฐานนิยมของข้อมูลชุดนี้ คือ 15 คะแนน และ 19 คะแนน ข. มัธยฐานของข้อมูลชุดนี้คือ 10 คะแนน ค. ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของ ข้อมูลชุดนี้คือ 14.85 คะแนน ง. มัธยฐานต่างจากค่าเฉลี่ย เลขคณิตอยู่ 4.85 คะแนน 21. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ขอบล่างและขอบบนของอันตร ภาคชั้นชั้น 35 – 39 เท่ากับ เท่าใด ก. 35.5 – 39.5 ข. 35.5 – 58.5 ค. 34.5 – 38.5 ง. 34.5 – 39.5 22. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ข้อใดคือการหาจุดกึ่งกลางชั้น ก. (ขอบบน + ขอบล่าง)/2 ข. (ขอบบน - ขอบล่าง)/2 ค. ขอบบน + ขอบล่าง ง. ขอบบน - ขอบล่าง 23. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล 23. จากรูป ฐานนิยมเท่ากับข้อใด ก. 4
77 และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ข. 5 ค. 6 ง. ไม่มีฐานนิยม 24. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม 24. จากรูป มัธยฐานเท่ากัข้อใด ก. 4 ข. 5 ค. 5.5 ง. 6 25. ค 2.2 ม.2/5 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการ นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากแผนภาพจุด แผนภาพต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และค่ากลางของข้อมูล และแปลความหมายผลลัพธ์ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง โดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แผนภูมิแท่ง แสดงมูลค่าการ ส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย พ.ศ. 2549 – 2552 25. ข้อใดแสดงการเขียนแผนภูมิ แท่งจากตารางได้ถูกต้อง ก. ข. ค. ง.
78 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัด ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์(Index of Objective Congruence: IOC) รายการประเมิน ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องหนึ่ง จำนวน 20 คน มีน้ำหนัก ดังนี้ 38 40 58 54 70 63 39 45 45 59 71 66 44 45 38 69 56 37 48 50
79 1. จงเขียนแสดงข้อมูลน้ำหนักของนักเรียน 2. น้ำหนักสูงสุดและต่ำสุดของนักเรียนห้องนี้ เป็นเท่าใด 3. นักเรียนส่วนมากมีน้ำหนักเท่าใด 2. การสำรวจเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงเฉลี่ยในแต่ละ วันที่ใช้ในการดูทีวีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 จำนวน 100 คน ได้ผล ดังนี้ 1. จงสร้างฮิสโทแกรม 2. นักเรียนจะสรุปเกี่ยวกับผลการสำรวจนี้ว่า อย่างไร 3. ครอบครัวในชุมชนแห่งหนึ่งมีรายได้ต่อเดือน ดังต่อไปนี้ จงหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยม ของรายได้ต่อครัวเรือนของชุมชนนี้ แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องเกณฑ์ของแบบ วัดทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์(Index of Objective Congruence: IOC) รายการประเมิน ความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1. เกณฑ์การวัดด้านที่ 1 การระบุถึงความรู้ทาง คณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องใช้ในการ แก้ปัญหาหรือสถานการณ์ปัญหาทาง คณิตศาสตร์
80 2. เกณฑ์การวัดด้านที่ 2 ความสามารถในการใช้ ความรู้ทางคณิตศาสตร์อธิบายแนวทางการ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 3. เกณฑ์การวัดด้านที่ 3 การเชื่อมโยงความรู้ทาง คณิตศาสตร์จากปัญหาเดิมไปสู่สถานการณ์หรือ ปัญหาในชีวิตจริง 4. น้ำหนักในการให้คะแนน แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการ จัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคน ที่ IOC แปลผล 1 2 3 ด้านความรู้สึกต่อสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1. ฉันมีความสุขเมื่อได้เรียน คณิตศาสตร์
81 2. ฉันชอบคณิตศาสตร์ 3. คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก และมีวิธีการซับซ้อน 4. คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ 5. คณิตศาสตร์เรียนแล้วสนุกสนาน 6. ฉันไ ม ่ชอ บกา ร ค ำ นวณใน คณิตศาสตร์ 7. คณิตศาสตร์มีส่วนทำให้เกิด ความ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 8. การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ จะ ช่วยฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ 9. คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 10. คณิตศาสตร์มีความสำคัญและ จำเป็นต่อการเรียนรู้ ด้านความรู้สึกต่อการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล 11. ชุดการเรียนรู้และกิจกรรมการ เรียนรู้ทำให้ฉันกระตือรือร้นและ อยากเรียนรู้มากขึ้น 12. ชุดการเรียนรู้และกิจกรรมการ เรียนรู้ช่วยให้ฉันเข้าใจเนื้อหาได้ ดีขึ้น
82 13. ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายกิจกรรมการ เรียนรู้ 14. ฉันชอบตอบปัญหาคณิตศาสตร์ 15. ฉันมีความสุขเมื่อได้ร่วมกิจกรรม หรือทำงานเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ 16. ฉันชอบร่วมกิจกรรม คณิตศาสตร์ 17. ชุดการเรียนรู้และกิจกรรมการ เรียนรู้ทำให้ฉันเรียนรู้ คณิตศาสตร์อย่างมีความหมาย 18. ฉันมีความสุขเมื่อผู้สอนให้ฉัน ศึกษาเรื่องใหม่ ๆ 19. ชุดการเรียนรู้และกิจกรรมการ เรียนรู้ช่วยให้ฉันชอบ คณิตศาสตร์มากขึ้น 20. ชุดการเรียนรู้และกิจกรรมการ เรียนรู้ช่วยให้ฉันเรียนรู้และ ทราบที่มาของสถิติ ด้านความรู้สึกต่อครูผู้สอน 21. ผู้สอนอธิบายเนื้อหาความรู้ไม่ เข้าใจ 22. ผู้สอนตอบคำถามผู้เรียนอย่าง เต็มใจ 23. ผู้สอนทำให้ฉันรู้สึกวิตกกังวล
83 24. ผู้สอนอธิบายเนื้อหาเป็นขั้นตอน เข้าใจง่าย 25. ผู้สอนมีท่าทีเป็นมิตรกับผู้เรียน 26. ผู้สอนมีวิธีการที่ทำให้ฉันอยาก เรียนรู้ 27. ผู้สอนทำให้ฉันรู้สึกง่วงนอน 28. ผู้สอนใช้ชุดการเรียนรู้และ กิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสม 29. ผู้สอนเชื่อมโยงบทเรียนให้ สอดคล้องกับชีวิตจริง 30. ผู้สอนทำให้ฉันชอบคณิตศาสตร์ เพิ่มขึ้น ภาคผนวก ค
84 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแผนการจัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ ผลการวิเคราะห์ค่าความยาก (p) อำนาจจำแนก (r) และความเชื่อมั่น (K.R.20) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแผนการจัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการ จัดการเรียนเรียนรู้ (Index of Objective Congruence: IOC) เรื่อง สถิติ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ IOC แปลผล 1 2 3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แผนภาพจุด 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
85 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง แผนภาพจุด (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง แผนภาพต้น – ใบ 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
86 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง แผนภาพต้น – ใบ (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ฮิสโทแกรม 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ฮิสโทแกรม (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
87 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิต 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
88 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง มัธยฐาน 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง มัธยฐาน (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง ฐานนิยม 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
89 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง ฐานนิยม (2) 1 แผนการจัดกาเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วน +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 2 สาระสำคัญและสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 4 สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และจุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง 5 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สถิติ ข้อ ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม IOC แปลผล 1 2 3 1. +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 2. +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 3. +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 4. +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง