คมู อื การปอ งกนั การกระทาํ ความผดิ
เกย่ี วกบั การขดั กนั ระหวา งประโยชน
สวนบุคคลกับประโยชนสวนรวม
มาตรา 126 และมาตรา 127
คมู่ อื การป้องกนั การกระทำ� ความผิดเกยี่ วกบั การขดั กนั
ระหว่างประโยชน์สว่ นบคุ คลกับประโยชนส์ ว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
แห่งพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ย
การปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
คู่มอื การป้องกันการกระท�ำความผิดเก่ียวกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์ส่วนบคุ คลกบั ประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ค�ำน�ำ
การจัดท�ำคู่มือเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์ในการจัดท�ำเพ่ือให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐในต�ำแหน่งท่ี
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประกาศก�ำหนดต�ำแหน่ง มิให้ด�ำเนินกิจการท่ีเป็นการขัดกันระหว่าง
ประโยชน์ส่วนบคุ คลและประโยชน์สว่ นรวม ได้มคี วามร้คู วามเขา้ ใจและสามารถใช้เปน็ แนวปฏิบตั ิ
ในการเตรียมตัวเพื่อเข้ามาเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ท้ังยังสามารถใช้ในการปฏิบัติตนระหว่างที่เป็น
เจา้ หนา้ ทขี่ องรัฐและในภายหลงั จากการพ้นเป็นเจา้ หนา้ ที่ของรฐั มาแล้วยงั ไมถ่ งึ สองปดี ้วย
คู่มือเล่มน้ี จึงได้น�ำเสนอกฎหมายที่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน ์
สว่ นบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม การเปรียบเทยี บกฎหมาย การหา้ มเจา้ หน้าทข่ี องรฐั และค่สู มรส
มิให้ด�ำเนินกิจการท่ีเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมและโทษท ่ี
เจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้รับในกรณีท่ีได้ด�ำเนินกิจการท่ีเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับ
การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและประโยชนส์ ว่ นรวมจะเกยี่ วขอ้ งเชอ่ื มโยงกบั ประมวลจรยิ ธรรม
ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น คู่มือเล่มน้ีจึงสามารถใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปฏิบัติตน
ในระหว่างท่ีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ และจะมีส่วนช่วยส่งเสริมในภารกิจงานท่ีเกี่ยวกับการป้องกัน
การทจุ รติ อนั เป็นงานในมิติอีกหนา้ ทห่ี นง่ึ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
สำ� นกั งาน ป.ป.ช. จงึ หวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ เมอ่ื เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ไดใ้ ชค้ มู่ อื เลม่ นใี้ นการปฏบิ ตั งิ าน
จะสามารถน�ำทางให้ท่านผู้อ่านที่เป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือท่ีจะเตรียมตัวเข้ามาเป็นเจ้าหน้าท ี่
ของรฐั จะไมด่ ำ� เนนิ การใด ๆ ทเ่ี รยี กวา่ มผี ลประโยชนท์ บั ซอ้ นหรอื เกดิ การขดั แยง้ กนั ระหวา่ งประโยชน์
ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และหากเป็นจริงตามจุดประสงค์ข้างต้นแล้วก็จะส่งผลดี
ต่อประเทศชาติและเกดิ ผลดตี ่อสว่ นรวม
ส�ำนกั งาน ป.ป.ช.
กรกฎาคม 2563
คมู่ อื การป้องกนั การกระทำ� ความผดิ เกย่ี วกับการขัดกันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชนส์ ว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
สารบัญ
หน้า
ค�ำนำ�
บทท่ี 1 การขดั กันระหว่างประโยชนส์ ่วนบคุ คลกับประโยชนส์ ่วนรวม
1.1 ประโยชนส์ ว่ นบุคคล 1
1.2 ประโยชนส์ ่วนรวม (ประโยชน์สาธารณะ) 1
1.3 การขดั กันระหว่างประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม 2
1.4 รปู แบบของการกระทำ� ที่เปน็ การขัดกนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คล 2
กบั ประโยชน์ส่วนรวม
บทที่ 2 กฎหมายท่เี กี่ยวข้องกบั การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบคุ คลกับประโยชนส์ ่วนรวม
2.1 กฎหมายท่เี ก่ียวข้อง 5
2.1.1 กฎหมายทกี่ �ำหนดเร่อื งการขัดกันระหว่างประโยชนส์ ่วนบคุ คล 5
กบั ประโยชนส์ ่วนรวมไวเ้ ป็นการเฉพาะ
2.1.2 กฎหมายทม่ี บี ทบัญญัติเก่ียวขอ้ งกับเรือ่ งการขดั กันระหวา่ ง 13
ประโยชน์ส่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม
2.2 บทกำ� หนดโทษ 21
2.2.1 โทษทางจรยิ ธรรมและโทษทางวินัย 21
2.2.2 โทษทางอาญา 25
บทที่ 3 การกระท�ำอันเปน็ การขดั กันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
3.1 ตำ� แหน่งเจา้ พนกั งานของรัฐและคูส่ มรสท่ีหา้ มด�ำเนินกิจการท่เี ป็นการขัดกัน 31
ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม ตามกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ
3.1.1 ตำ� แหนง่ เจ้าพนักงานของรัฐท่ีตอ้ งห้ามกระทำ� การตามมาตรา 126 31
3.1.2 ตำ� แหน่งเจา้ พนักงานของรฐั ที่ตอ้ งห้ามกระทำ� การตามมาตรา 127 34
3.1.3 คู่สมรสของเจา้ พนกั งานของรัฐที่ต้องหา้ มด�ำเนินกจิ การท่ีเปน็ การขัดกนั 37
ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกับประโยชนส์ ่วนรวม
3.2 ลกั ษณะและองค์ประกอบท่หี ้ามเจ้าพนักงานของรฐั กระท�ำการ 38
3.2.1 การกระทำ� ของเจ้าพนักงานของรฐั ทตี่ ้องห้ามตามมาตรา 126 38
3.2.2 การกระทำ� ของเจ้าพนกั งานของรัฐที่ต้องห้ามตามมาตรา 127 55
3.3 การบังคับใชม้ าตรา 126 และมาตรา 127 กับเจ้าพนกั งานของรฐั 55
3.3.1 มาตรา 126 55
3.3.2 มาตรา 127 55
คูม่ ือการป้องกันการกระท�ำความผดิ เกี่ยวกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
3.4 ผลของการฝา่ ฝนื มาตรา 126 และมาตรา 127 และบทกำ� หนดโทษ 56
3.4.1 ผลของการฝา่ ฝืนถอื เป็นความผดิ ตอ่ ต�ำแหน่งหนา้ ทร่ี าชการหรือ 56
ความผดิ ต่อต�ำแหนง่ หน้าท่ใี นการยตุ ธิ รรม
3.4.2 โทษทางอาญาตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ย 56
การป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ
3.5 บทสรปุ 57
บทที่ 4 แนวทางปฏบิ ัตเิ พ่อื ป้องกันมใิ หม้ ีการฝา่ ฝืนบทบญั ญัติ มาตรา 126 และ 59
มาตรา 127 ตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการป้องกนั 60
และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2561
4.1 การเตรียมตัวกอ่ นเข้าสตู่ �ำแหน่ง (ก่อนเปน็ เจ้าพนกั งานของรัฐ)
4.2 การปฏิบตั ิหน้าที่หรอื การด�ำรงตนในระหว่างเปน็ เจา้ พนักงานของรัฐ 62
4.3 การด�ำเนินกจิ การในภายหลังท่ไี ดพ้ น้ จากต�ำแหนง่
(พน้ จากการเปน็ เจา้ พนกั งานของรัฐยังไมถ่ ึง 2 ปี)
บทท่ี 5 บทสรุป
5.1 รูปภาพหลกั เกณฑ์การหา้ มเจ้าพนกั งานของรฐั และคู่สมรสดำ� เนนิ กิจการ 66
ตามมาตรา 126
5.2 รูปภาพหลักเกณฑ์การหา้ มเจา้ พนักงานของรัฐด�ำเนนิ การภายใน 2 ปี 67
นบั แต่พ้นจากตำ� แหนง่ ตามมาตรา 127
5.3 แผนภาพกระบวนการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จริงทอ่ี ย่ใู นอ�ำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. 68
กรณี การกระท�ำขดั กนั ระหว่างประโยชน์ส่วนบคุ คลกับประโยชน์สว่ นรวม
5.4 ถาม/ตอบ 69
ภาคผนวก ก ตำ� แหน่งทอ่ี ยภู่ ายใต้บงั คับตามบทบัญญัตมิ าตรา 126 และมาตรา 127 71
แห่งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปอ้ งกัน
และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2561
ภาคผนวก ข ประกาศคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาต ิ 91
ทีอ่ อกความในมาตรา 126 และมาตรา 127 แหง่ พระราชบัญญตั ิ
ประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ
พ.ศ. 2561
บรรณานกุ รม 99
บทที่ 1
การขดั กันระหวา่ งประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม
การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม ในบทนจ้ี ะกลา่ วถงึ ประโยชน์
สว่ นบคุ คล ประโยชนส์ ว่ นรวม การกระทำ� ทเี่ ปน็ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์
ส่วนรวม รวมถึงรูปแบบต่าง ๆ ของการกระท�ำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับ
ประโยชน์ส่วนรวม ขอบเขตของการกระท�ำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับ
ประโยชนส์ ว่ นรวม และความสมั พนั ธข์ องการขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม
กบั การทุจริตตอ่ หนา้ ที่ ตามท่กี ำ� หนดไว้ ในมาตรา 126 และมาตรา 127 ดงั นี้
1.1 ประโยชนส์ ว่ นบุคคล
ประโยชน์ส่วนบุคคล หมายถงึ การทบี่ คุ คลทั่วไปในสถานะเอกชน หรือเจ้าพนกั งานของรัฐ
ในสถานะเอกชนได้ท�ำกิจกรรมหรือได้กระท�ำการต่าง ๆ เพ่ือประโยชน์ส่วนตน ครอบครัว ญาติ
เพอ่ื น หรอื กลมุ่ ในสงั คมทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ นั ในรปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ การประกอบอาชพี การทำ� ธรุ กจิ
การค้า การลงทนุ เพ่อื หาประโยชน์ในทางการเงินหรอื ในทางทรัพยส์ ินต่าง ๆ เป็นตน้
1.2 ประโยชน์สว่ นรวม (ประโยชนส์ าธารณะ)
ประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะ หมายถึง การที่บุคคลใด ๆ ในสถานะที่เป็น
เจา้ พนกั งานของรฐั ไดก้ ระทำ� การใด ๆ ตามหนา้ ที่ หรอื ไดป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทซี่ งึ่ มวี ตั ถปุ ระสงคห์ รอื มเี ปา้ หมาย
เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม หรือการรักษาประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ของรัฐ อันเป็นการ
ด�ำเนนิ การในอีกสว่ นหนึ่งทแี่ ยกออกมาจากการด�ำเนนิ การตามหนา้ ทใ่ี นสถานะของเอกชน
การท�ำหน้าท่ีของเจ้าพนักงานของรัฐจึงมีความเกี่ยวเนื่องเช่ือมโยงกับอ�ำนาจหน้าท ี่
ตามกฎหมาย และจะมรี ปู แบบของความสมั พนั ธห์ รอื มกี ารกระทำ� ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ทเี่ หมอื นหรอื คลา้ ย
กับการกระท�ำของบุคคลในสถานะเอกชน เพียงแต่การกระท�ำในสถานะท่ีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
กบั การกระทำ� ในสถานะเอกชนจะมคี วามแตกตา่ งกนั ทว่ี ตั ถปุ ระสงค์ เปา้ หมาย หรอื ประโยชนส์ ดุ ทา้ ย
ที่แตกตา่ งกนั
2 คู่มือการปอ้ งกันการกระท�ำความผิดเกย่ี วกับการขัดกนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
1.3 การขัดกันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม
การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวมของเจา้ พนกั งานของรฐั หมายถงึ
การทเี่ จา้ พนกั งานของรฐั ไดต้ กอยใู่ นฐานะเปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ในรปู แบบตา่ ง ๆ ตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ
ห้ามไว้ และเจ้าพนักงานของรัฐผู้น้ันยังได้เข้าไปพิจารณาด�ำเนินการในกิจการสาธารณะที่เป็นการ
ด�ำเนินการตามอ�ำนาจหน้าท่ีในกิจการของรัฐเพื่อประโยชน์ของรัฐ แต่เม่ือเจ้าพนักงานของรัฐ
ผู้พิจารณาได้มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้าไปแอบแฝงหรือได้น�ำประโยชน์ส่วนตนเข้าไปมีอิทธิพล
ตอ่ การตัดสินใจ รวมถงึ การมีส่วนได้เสยี ในรปู แบบตา่ ง ๆ ในการด�ำเนินการตามอ�ำนาจหน้าที่ของ
การด�ำเนินงานท่ีเป็นกิจการส่วนรวมของรัฐ เช่น การบริหารงานภาครัฐ หรือในการจัดท�ำบริการ
สาธารณะของรฐั การพิจารณาด�ำเนินการดังกล่าวข้างตน้ ของเจ้าพนกั งานของรัฐท่ไี ดน้ �ำประโยชน์
ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ในการด�ำเนินการใด ๆ ที่เป็นงานในอ�ำนาจหน้าที่ของ
เจ้าพนักงานของรัฐ การด�ำเนินการท่ีกล่าวมาข้างต้น จึงเป็นการกระท�ำท่ีเป็นการขัดกันระหว่าง
ประโยชนส์ ว่ นบุคคลกบั ประโยชน์สว่ นรวม
1.4 รูปแบบของการกระทำ� ท่เี ปน็ การขดั กันระหวา่ งประโยชน์สว่ นบุคคลกับประโยชนส์ ว่ นรวม
การกระท�ำท่ีเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม สามารถ
จ�ำแนกการกระท�ำออกเป็นรูปแบบตา่ ง ๆ ได้ดังตอ่ ไปน้ี
1) การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ (Accepting benefits) ซ่ึงผลประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่า
จะเปน็ ทรพั ยส์ นิ ของขวญั การลดราคา การรบั ความบนั เทงิ การรบั บรกิ าร การรบั การฝกึ อบรม หรอื
สง่ิ อนื่ ใดในลกั ษณะเดยี วกนั น้ี และผลจากการรบั ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ นน้ั อาจสง่ ผลตอ่ การตดั สนิ ใจ
ของเจ้าพนักงานของรัฐในการด�ำเนินการตามอ�ำนาจหน้าที่ เช่น การรับของขวัญจากบริษัทท่ีเป็น
คู่สัญญา หรือบริษัทขายยาหรืออุปกรณ์การแพทย์สนับสนุนค่าเดินทางให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าท ี่
ไปประชุมเร่ืองอาหารและยาท่ีต่างประเทศ หรือหน่วยงานราชการรับเงินบริจาคสร้างส�ำนักงาน
จากธรุ กจิ ทเี่ ปน็ ลกู คา้ ของหนว่ ยงาน หรอื แมก้ ระทงั่ ในการใชง้ บประมาณของรฐั เพอ่ื จดั ซอื้ จดั จา้ งแลว้
เจา้ หนา้ ท่ไี ดร้ บั ของแถมหรอื ประโยชน์อนื่ ตอบแทน
2) การท�ำธุรกิจกับตนเอง (Self-dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) เป็นการ
ที่เจ้าพนักงานของรัฐ โดยเฉพาะผู้มีอ�ำนาจในการตัดสินใจเข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ท�ำกับ
หนว่ ยงานทตี่ นสงั กดั โดยอาจจะเปน็ เจา้ ของบรษิ ทั ทท่ี ำ� สญั ญาเอง หรอื เปน็ ของเครอื ญาติ สถานการณ์
เชน่ นเี้ กดิ บทบาททขี่ ดั แยง้ หรอื เรยี กไดว้ า่ เปน็ ทงั้ ผซู้ อ้ื และผขู้ ายในเวลาเดยี วกนั เชน่ การใชต้ ำ� แหนง่
หน้าท่ีท�ำให้หน่วยงานของรัฐท�ำสัญญาซ้ือสินค้าจากบริษัทของตนเอง หรือจ้างบริษัทของตนเป็น
ทป่ี รึกษา หรือซ้อื ท่ีดินของตนเองในการจดั สร้างสำ� นกั งาน
คู่มือการป้องกันการกระทำ� ความผดิ เกยี่ วกับการขัดกนั ระหว่างประโยชน์สว่ นบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม 3
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
3) การท�ำงานหลังจากออกจากต�ำแหน่งหน้าท่ีสาธารณะหรือหลังเกษียณ (Post-
employment) เปน็ การทเี่ จา้ พนกั งานของรฐั ลาออกจากหนว่ ยงานของรฐั และไปทำ� งานในบรษิ ทั
เอกชนที่ด�ำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันหรือบริษัทท่ีมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานเดิม โดยบุคคล
ผู้เคยด�ำรงต�ำแหน่งสาธารณะมาก่อนมักจะรู้ข้อมูลความลับ ขั้นตอนวิธีการท�ำงาน หรือมีอิทธิพล
ต่อเจ้าหน้าท่ีท่ียังด�ำรงต�ำแหน่งอยู่ และใช้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์จากท่ีเคยด�ำรงต�ำแหน่ง
ในหนว่ ยงานเดมิ นนั้ หาประโยชนใ์ หก้ บั บรษิ ทั และตนเอง เชน่ ผบู้ รหิ ารหรอื เจา้ หนา้ ทขี่ ององคก์ ารอาหาร
และยา ลาออกจากงานราชการและไปท�ำงานในบรษิ ัทผลิตหรือขายยา
4) การท�ำงานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) รูปแบบนี้มีได้
หลายลกั ษณะ เช่น ผู้ด�ำรงตำ� แหน่งสาธารณะตง้ั บริษทั ด�ำเนินธุรกจิ ท่เี ปน็ การแขง่ ขันกับหนว่ ยงาน
หรือองค์การสาธารณะที่ตนสังกัด หรือการรับจ้างเป็นท่ีปรึกษาโครงการ อาศัยต�ำแหน่งราชการ
สร้างความน่าเช่ือถือว่าโครงการของผู้ว่าจ้างจะไม่มีปัญหาติดขัดในการพิจารณาจากหน่วยงานท ่ี
ทปี่ รกึ ษานน้ั สงั กดั อยู่ หรอื ในกรณที เ่ี ปน็ ผตู้ รวจสอบบญั ชขี องกรมสรรพากร กร็ บั งานพเิ ศษเปน็ ทป่ี รกึ ษา
หรือเปน็ ผู้ทำ� บญั ชใี หก้ บั บริษทั ท่ีตอ้ งถูกตรวจสอบ
5) การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) เป็นสถานการณ์ที่เจ้าพนักงานของรัฐ
ใชป้ ระโยชนจ์ ากการทต่ี นเองรบั รขู้ อ้ มลู ภายในหนว่ ยงาน และนำ� ขอ้ มลู นนั้ ไปหาผลประโยชนใ์ หก้ บั
ตนเองหรือพวกพ้อง อาจจะไปหาประโยชน์โดยการขายข้อมูลหรือเข้าเอาประโยชน์เสียเอง เช่น
ทราบวา่ มกี ารตดั ถนนผา่ นบรเิ วณใด กจ็ ะเขา้ ไปซอ้ื ทด่ี นิ นนั้ ในนามของภรรยา หรอื ทราบวา่ จะมกี าร
ซื้อขายท่ีดินเพื่อท�ำโครงการของรัฐ ก็จะเข้าไปซื้อที่ดินนั้นเพื่อเก็งก�ำไรและขายให้กับรัฐในราคาท่ี
สงู ขึ้น
6) การใชท้ รพั ยส์ นิ ของราชการเพอื่ ประโยชนธ์ รุ กจิ สว่ นตวั (Using your employer’s
property for private advantage) เปน็ การท่ีเจา้ พนักงานของรัฐน�ำเอาทรัพยส์ ินของราชการ
ซงึ่ จะตอ้ งใชเ้ พอื่ ประโยชนข์ องทางราชการเทา่ นนั้ ไปใชเ้ พอ่ื ประโยชนข์ องตนเองหรอื พวกพอ้ ง หรอื
การใชใ้ หผ้ ู้ใตบ้ ังคับบัญชาไปท�ำงานสว่ นตัว เช่น การนำ� เครอ่ื งใช้สำ� นกั งานต่าง ๆ กลับไปใช้ท่ีบ้าน
การนำ� รถยนต์ราชการไปใช้ในงานส่วนตัว
7) การน�ำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกต้ังเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork-
barreling) เป็นการทผี่ ู้ดำ� รงต�ำแหน่งทางการเมอื งหรือผบู้ รหิ ารระดับสูงอนมุ ตั ิโครงการไปลงพนื้ ที่
หรือบ้านเกิดของตนเอง หรือการใช้งบประมาณสาธารณะเพ่ือหาเสียง เช่น การท่ีรัฐมนตรีอนุมัติ
โครงการไปลงพน้ื ทห่ี รอื บา้ นเกิดตนเอง
4 คูม่ อื การปอ้ งกันการกระทำ� ความผดิ เก่ียวกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
8) การใชต้ ำ� แหนง่ หนา้ ทเี่ ออ้ื ประโยชนแ์ กเ่ ครอื ญาตหิ รอื พวกพอ้ ง (Nepotism) เปน็ การ
ใช้ตำ� แหน่งหน้าทแี่ สวงหาประโยชนแ์ ก่เครือญาตหิ รือพวกพอ้ ง หรอื อาจจะเรียกว่า ระบบอุปถัมภ์
พิเศษ เช่น การท่ีเจ้าพนักงานของรัฐใช้อิทธิพลหรือใช้อ�ำนาจหน้าที่ท�ำให้หน่วยงานของตน
เข้าท�ำสัญญากบั บริษทั ของพนี่ ้องของตน
9) การใชอ้ ทิ ธพิ ลเขา้ ไปมผี ลตอ่ การตดั สนิ ใจของเจา้ หนา้ ทร่ี ฐั หรอื หนว่ ยงานของรฐั อนื่
(Influence) เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กต่ นเองหรอื พวกพอ้ ง เชน่ เจา้ พนกั งานของรฐั ใชต้ ำ� แหนง่ หนา้ ที่
ขม่ ขผู่ ู้ใต้บงั คบั บญั ชาให้หยุดทำ� การตรวจสอบบรษิ ัทของเครือญาติของตน
10) การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมรูปแบบอื่น ๆ คือ
พฤติการณ์ของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมท่ีนอกเหนือจาก
9 รปู แบบดังกล่าว
บทท่ี 2
กฎหมายที่เกย่ี วขอ้ งกับการขัดกันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคล
กับประโยชน์สว่ นรวม
ในบทน้ีจะกล่าวถึงกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่บัญญัติห้ามเจ้าพนักงานของรัฐกระท�ำการ
ทเี่ ป็นการขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม โดยจะกล่าวเฉพาะในส่วนของ
เน้ือหาท่ีเก่ียวข้องกับการกระท�ำของเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องห้ามและมีหลักการของกฎหมาย
อย่างเดียวกันตามมาตรา 126 และมาตรา 127 และได้ท�ำการเปรียบเทียบต�ำแหน่งเจ้าพนักงาน
ของรัฐทต่ี อ้ งหา้ มกระทำ� การ และบทก�ำหนดโทษเม่ือมีการฝา่ ฝืนกฎหมายน้ัน ๆ อาทิ รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560 พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 รวมถึงประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทจุ รติ แหง่ ชาติทีเ่ กี่ยวขอ้ ง พระราชบญั ญัติองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัด พ.ศ. 2540 และทแี่ ก้ไข
เพิม่ เตมิ พระราชบญั ญตั ิเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ พระราชบญั ญตั สิ ภาต�ำบลและ
องคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบล พ.ศ. 2537 และท่แี กไ้ ขเพิม่ เตมิ พระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการ
กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และทีแ่ ก้ไขเพิม่ เติม พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการเมอื งพทั ยา
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
และทีแ่ ก้ไขเพ่มิ เตมิ พระราชบัญญัตคิ ณุ สมบตั ิมาตรฐานส�ำหรบั กรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
พ.ศ. 2518 และทแี่ ก้ไขเพ่มิ เติม และประมวลจริยธรรมทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับเรือ่ งดงั กล่าว
2.1 กฎหมายท่เี กีย่ วขอ้ ง
2.1.1. กฎหมายที่ก�ำหนดเร่ืองการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม
ไวเ้ ปน็ การเฉพาะ
1) รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการเป็น
ผู้มีส่วนได้เสียหรือการกระท�ำท่ีเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมไว้
ดงั น้ี
6 คูม่ ือการป้องกันการกระทำ� ความผดิ เก่ียวกับการขดั กันระหว่างประโยชน์สว่ นบุคคลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
มาตรา 184 สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชกิ วุฒสิ ภาตอ้ ง
(1) ไม่ด�ำรงต�ำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือ
รัฐวสิ าหกจิ หรือต�ำแหนง่ สมาชกิ สภาท้องถน่ิ หรอื ผู้บริหารท้องถน่ิ
(2) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน
หรอื บรษิ ทั ทร่ี บั สมั ปทานหรอื เขา้ เปน็ คสู่ ญั ญาในลกั ษณะดงั กลา่ ว ทงั้ นี้ ไมว่ า่ โดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม
(3) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ
รฐั วสิ าหกจิ เป็นพเิ ศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รัฐวิสาหกจิ ปฏบิ ัติตอ่
บคุ คลอนื่ ๆ ในธรุ กจิ การงานปกติ
(4) ไม่กระท�ำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางหรือ
แทรกแซงการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนงั สือพมิ พ์หรือส่อื มวลชนโดยมชิ อบ
มาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
รบั เบยี้ หวดั บำ� เหนจ็ บำ� นาญ เงนิ ปพี ระบรมวงศานวุ งศ์ หรอื เงนิ อน่ื ใดในลกั ษณะเดยี วกนั และมใิ หใ้ ชบ้ งั คบั
ในกรณที สี่ มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ สิ ภารบั หรอื ดำ� รงตำ� แหนง่ กรรมาธกิ ารของรฐั สภา
สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื วฒุ สิ ภา หรอื กรรมการทไี่ ดร้ บั แตง่ ตง้ั ในการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ทเี่ กยี่ วกบั
กจิ การของสภา หรอื กรรมการตามทม่ี ีกฎหมายบญั ญัติไวเ้ ปน็ การเฉพาะ
ใหน้ ำ� (2) และ (3) มาบงั คบั ใชแ้ กค่ สู่ มรสและบตุ รของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื
สมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นซ่ึงมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก
วุฒิสภาน้ันท่ีด�ำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมด�ำเนินการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎร หรอื สมาชิกวฒุ ิสภา ให้กระทำ� การตามมาตรานด้ี ว้ ย
มาตรา 185 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือ
ต�ำแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระท�ำการใด ๆ อันมีลักษณะ
ท่ีเป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพ่ือประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง
ไมว่ า่ โดยทางตรงหรือทางออ้ ม ในเรือ่ งดังต่อไปนี้
(1) การปฏบิ ตั ริ าชการหรอื การดำ� เนนิ งานในหนา้ ทปี่ ระจำ� ของขา้ ราชการ พนกั งาน
หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั รฐั วิสาหกิจ กจิ การทีร่ ฐั ถอื หนุ้ ใหญ่ หรอื ราชการ
สว่ นทอ้ งถิ่น
(2) กระท�ำการในลักษณะท่ีท�ำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือ
ใหค้ วามเหน็ ชอบในการจดั ทำ� โครงการใด ๆ ของหนว่ ยงานของรฐั เวน้ แตเ่ ปน็ การดำ� เนนิ การในกจิ การ
ของรฐั สภา
ค่มู ือการป้องกันการกระทำ� ความผดิ เกย่ี วกบั การขัดกันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชน์สว่ นรวม 7
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(3) การบรรจุ แตง่ ตง้ั โยกยา้ ย โอน เลอ่ื นตำ� แหนง่ เลอื่ นเงนิ เดอื นหรอื การใหพ้ น้ จาก
ต�ำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีต�ำแหน่งหรือเงินเดือนประจ�ำและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน
หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการท่ีรัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการ
สว่ นท้องถิน่
มาตรา 186 ให้น�ำความในมาตรา 184 มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม
เวน้ แต่กรณีดังตอ่ ไปน้ี
(1) การดำ� รงตำ� แหนง่ หรอื การดำ� เนนิ การทกี่ ฎหมายบญั ญตั ใิ หเ้ ปน็ หนา้ ทห่ี รอื อำ� นาจ
ของรฐั มนตรี
(2) การกระท�ำตามหน้าที่และอ�ำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือตาม
นโยบายท่ีได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ
นอกจากกรณีตามวรรคหน่ึง รัฐมนตรีต้องไม่ใช้สถานะหรือต�ำแหน่งกระท�ำการใด
ไมว่ า่ โดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม อนั เปน็ การกา้ วกา่ ยหรอื แทรกแซงการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องเจา้ พนกั งานของรฐั
เพ่ือประโยชน์ของตนเองของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองโดยมิชอบตามท่ีก�ำหนดในมาตรฐาน
ทางจรยิ ธรรม
มาตรา 187 รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
หรอื ไมค่ งไวซ้ งึ่ ความเปน็ หนุ้ สว่ นหรอื ผถู้ อื หนุ้ ในหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั ตอ่ ไปตามจำ� นวนทกี่ ฎหมาย
บญั ญตั ิ และตอ้ งไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด
ในกรณีท่ีรัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีตามวรรคหนึ่งต่อไป
ให้แจ้งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต ่
วนั ทไ่ี ดร้ บั แตง่ ตงั้ และใหโ้ อนหนุ้ ในหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั ดงั กลา่ วใหแ้ กน่ ติ บิ คุ คลซง่ึ จดั การทรพั ยส์ นิ
เพอื่ ประโยชนข์ องผ้อู ื่น ทั้งน้ี ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ
รัฐมนตรีจะเข้าไปเก่ียวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน
หรอื บรษิ ทั ตามวรรคสองไม่ว่าในทางใด ๆ มไิ ด้
มาตรานี้เฉพาะในส่วนท่ีเก่ียวกับความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ให้ใช้บังคับแก ่
คสู่ มรสและบตุ รทยี่ งั ไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะของรฐั มนตรี และการถอื หนุ้ ของรฐั มนตรที อ่ี ย่ใู นความครอบ
ครองหรอื ดูแลของบคุ คลอื่นไม่วา่ โดยทางใด ๆ ด้วย
8 คมู่ อื การปอ้ งกันการกระท�ำความผิดเกย่ี วกับการขัดกนั ระหว่างประโยชน์สว่ นบุคคลกบั ประโยชน์ส่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
2) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ
(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทจุ ริต พ.ศ. 2561
พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ
พ.ศ. 2561 ไดบ้ ญั ญตั หิ า้ มเจา้ พนกั งานของรฐั ดำ� เนนิ กจิ การทเ่ี ปน็ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คล
กับประโยชน์สว่ นรวมไว้ ดังนี้
มาตรา 126 นอกจากเจา้ พนกั งานของรฐั ทรี่ ฐั ธรรมนญู กำ� หนดไวเ้ ปน็ การเฉพาะแลว้
หา้ มมใิ หก้ รรมการ ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ และเจา้ พนกั งานของรฐั ทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประกาศกำ� หนด ดำ� เนนิ กิจการดังต่อไปนี้
(1) เปน็ คสู่ ญั ญาหรอื มีสว่ นไดเ้ สียในสญั ญาทีท่ ำ� กับหนว่ ยงานของรัฐที่เจา้ พนกั งาน
ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอ�ำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
ในการก�ำกับ ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบหรอื ดำ� เนนิ คดี
(2) เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับ
หนว่ ยงานของรฐั ทเี่ จา้ พนกั งานของรฐั ผนู้ นั้ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี นฐานะทเ่ี ปน็ เจา้ พนกั งานของรฐั ซง่ึ มอี ำ� นาจ
ไมว่ า่ โดยตรงหรอื โดยออ้ มในการกำ� กบั ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบหรอื ดำ� เนนิ คดี เวน้ แตจ่ ะเปน็ ผถู้ อื หนุ้
ในบรษิ ัทจ�ำกดั หรือบริษทั มหาชนจ�ำกดั ไมเ่ กินจำ� นวนท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด
(3) รบั สมั ปทานหรอื คงถอื ไวซ้ งึ่ สมั ปทานจากรฐั หนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั
รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถ่ิน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน
หรอื ผถู้ อื หนุ้ ในหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั ทร่ี บั สมั ปทานหรอื เขา้ เปน็ คสู่ ญั ญาในลกั ษณะดงั กลา่ ว ในฐานะ
ทเี่ ปน็ เจา้ พนกั งานของรฐั ซง่ึ มอี ำ� นาจไมว่ า่ โดยตรงหรอื โดยออ้ มในการกำ� กบั ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบ
หรือด�ำเนินคดี เว้นแต่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจ�ำกัดหรือบริษัทมหาชนจ�ำกัดไม่เกินจ�ำนวนที่
คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด
(4) เขา้ ไปมสี ว่ นไดเ้ สยี ในฐานะเปน็ กรรมการ ทปี่ รกึ ษา ตวั แทน พนกั งานหรอื ลกู จา้ ง
ในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การก�ำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ
ท่ีเจ้าพนักงานของรัฐผู้น้ันสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งโดยสภาพ
ของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์
ทางราชการ หรือกระทบตอ่ ความมอี ิสระในการปฏิบตั หิ นา้ ที่ของเจา้ พนกั งานของรัฐผู้น้นั
คู่มอื การปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเก่ยี วกับการขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม 9
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ให้นำ� ความในวรรคหนึง่ มาใช้บังคับกับคสู่ มรสของเจา้ พนกั งานของรัฐตามวรรคหนง่ึ
ดว้ ยโดยใหถ้ อื วา่ การดำ� เนนิ กจิ การของคสู่ มรสเปน็ การดำ� เนนิ กจิ การของเจา้ พนกั งานของรฐั เวน้ แต่
เปน็ กรณีที่คสู่ มรสนัน้ ด�ำเนนิ การอยู่กอ่ นทีเ่ จา้ พนกั งานของรัฐจะเข้าด�ำรงต�ำแหน่ง
คสู่ มรสตามวรรคสองใหห้ มายความรวมถงึ ผซู้ ง่ึ อยกู่ นิ กนั ฉนั สามภี รยิ าโดยมไิ ด ้
จดทะเบยี นสมรสด้วย ทัง้ นี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก�ำหนด
เจา้ พนกั งานของรฐั ทมี่ ลี กั ษณะตาม (2) หรอื (3) ตอ้ งดำ� เนนิ การไมใ่ หม้ ลี กั ษณะ
ดังกล่าวภายในสามสิบวนั นับแตว่ ันท่เี ข้าด�ำรงตำ� แหน่ง
มาตรา 127 ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ด�ำรง
ต�ำแหนง่ ระดับสูงและผ้ดู ำ� รงตำ� แหนง่ ทางการเมอื งที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด ด�ำเนนิ การใด
ตามมาตรา 126 (4) ภายในสองปีนบั แตว่ ันทีพ่ ้นจากตำ� แหนง่
(2) ประกาศคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(2.1) ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เรอ่ื ง กำ� หนดตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั ทต่ี อ้ งหา้ มมใิ หด้ ำ� เนนิ กจิ การตามความในมาตรา 126
พ.ศ. 2563
ขอ้ 4 วตั ถปุ ระสงคข์ องมาตรา 126 เปน็ การปอ้ งกนั การขดั กนั ระหวา่ ง
ประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม ซง่ึ มที ม่ี าจากการทเี่ จา้ พนกั งานของรฐั ไดร้ บั มอบอำ� นาจ
จากรฐั ทำ� ให้มีอ�ำนาจในการอนมุ ัติ อนญุ าต การให้สัมปทาน และลงนามในสญั ญาตา่ ง ๆ รวมถงึ
เจ้าพนักงานของรัฐที่มีอ�ำนาจในการก�ำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือด�ำเนินคดี ดังนั้น
เจ้าพนักงานของรัฐที่อยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา 126 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนด
จงึ หมายถงึ ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ดงั ตอ่ ไปน้ี และรวมถงึ เจา้ พนกั งานของรฐั ทไ่ี ดร้ บั มอบอำ� นาจใหก้ ระทำ� การ
ดงั กล่าว
(1) ผู้ดำ� รงต�ำแหนง่ ทางการเมอื ง
1.1 นายกรฐั มนตรี
1.2 รัฐมนตรี
1.3 สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร
1.4 สมาชกิ วุฒิสภา
(2) ผูด้ �ำรงตำ� แหนง่ ระดบั สงู
2.1 ส�ำหรับข้าราชการพลเรอื น
2.1.1 หัวหนา้ สว่ นราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม
10 คูม่ ือการปอ้ งกนั การกระทำ� ความผิดเก่ยี วกบั การขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
2.2 ส�ำหรับขา้ ราชการทหาร
2.2.1 ปลัดกระทรวงกลาโหม
2.2.2 ผูบ้ ญั ชาการทหารสูงสดุ
2.2.3 ผ้บู ัญชาการเหล่าทพั
2.3 ผู้บัญชาการตำ� รวจแหง่ ชาติ
2.4 ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
2.5 ปลัดกรุงเทพมหานคร
2.6 กรรมการและผบู้ รหิ ารสงู สดุ ของรฐั วสิ าหกจิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ย
วิธกี ารงบประมาณ
2.7 หัวหนา้ หนว่ ยงานขององคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนูญ
2.7.1 เลขาธิการคณะกรรมการการเลอื กต้ัง
2.7.2 เลขาธิการสำ� นกั งานผ้ตู รวจการแผ่นดิน
2.7.3 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจรติ แหง่ ชาติ
2.7.4 เลขาธิการคณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ
2.8 ผซู้ งึ่ ดำ� รงตำ� แหนง่ เทยี บเทา่ ตามทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด
2.8.1 เลขาธกิ ารส�ำนักงานศาลรัฐธรรมนญู
2.8.2 เลขาธกิ ารส�ำนักงานศาลยุตธิ รรม
2.8.3 เลขาธกิ ารส�ำนกั งานศาลปกครอง
2.8.4 เลขาธกิ ารสภาผ้แู ทนราษฎร
2.8.5 เลขาธกิ ารวุฒสิ ภา
(3) ผบู้ ริหารท้องถนิ่
3.1 ผวู้ ่าราชการกรุงเทพมหานคร
3.2 นายกเมอื งพัทยา
3.3 นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
3.4 นายกเทศมนตรี
3.5 นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล
(2.2) ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เรื่อง ก�ำหนดจ�ำนวนหุ้นในบริษัทจ�ำกัดหรือบริษัทมหาชนจ�ำกัดที่กรรมการ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง
ในองค์กรอสิ ระ และเจา้ พนกั งานของรัฐทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนด ถอื หนุ้ ไดต้ าม
มาตรา 126 (2) พ.ศ. 2563
คู่มือการป้องกนั การกระท�ำความผดิ เก่ียวกับการขดั กนั ระหว่างประโยชน์ส่วนบคุ คลกับประโยชนส์ ว่ นรวม 11
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ข้อ 3 ให้กรรมการ ผ้ดู �ำรงตำ� แหนง่ ในองค์กรอสิ ระ และเจา้ พนักงาน
ของรฐั ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด เปน็ ผถู้ อื หนุ้ ในบรษิ ทั จำ� กดั หรอื บรษิ ทั มหาชนจำ� กดั
ตามมาตรา 126 (2) ไดไ้ มเ่ กนิ ร้อยละห้าของจ�ำนวนห้นุ ทงั้ หมดท่ีจ�ำหนา่ ยไดใ้ นบริษัทนั้น
(2.3) ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เร่ือง ก�ำหนดจ�ำนวนหุ้นในบริษัทจ�ำกัดหรือบริษัทมหาชนจ�ำกัดท่ีกรรมการ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง
ในองคก์ รอสิ ระ และเจ้าพนักงานของรฐั ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด ถือหุ้นได้ตาม
มาตรา 126 (3) พ.ศ. 2563
ขอ้ 3 ให้กรรมการ ผดู้ ำ� รงตำ� แหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนกั งาน
ของรฐั ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด เปน็ ผถู้ อื หนุ้ ในบรษิ ทั จำ� กดั หรอื บรษิ ทั มหาชนจำ� กดั
ตามมาตรา 126 (3) ได้ไมเ่ กนิ รอ้ ยละห้าของจำ� นวนหุ้นท้งั หมดทีจ่ �ำหน่ายไดใ้ นบริษัทนั้น
(2.4) ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เรอื่ ง ก�ำหนดต�ำแหน่งซ่งึ ต้องหา้ มมิใหด้ ำ� เนนิ การตามมาตรา 127 พ.ศ. 2563
ข้อ 3 ให้ตำ� แหน่งดงั ตอ่ ไปนี้ เป็นตำ� แหน่งซึง่ ต้องห้ามมิใหด้ �ำเนนิ การ
ตามมาตรา 126 (4)
(1) ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมอื ง
1.1 นายกรฐั มนตรี
1.2 รฐั มนตรี
1.3 สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร
1.4 สมาชิกวฒุ ิสภา
(2) ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ระดับสูง
2.1 ส�ำหรับข้าราชการพลเรือน
2.1.1 หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม
2.2 ส�ำหรับข้าราชการทหาร
2.2.1 ปลดั กระทรวงกลาโหม
2.2.2 ผบู้ ัญชาการทหารสงู สดุ
2.2.3 ผบู้ ญั ชาการเหลา่ ทพั
2.3 ผบู้ ัญชาการตำ� รวจแหง่ ชาติ
2.4 ผวู้ ่าราชการจังหวดั
12 ค่มู อื การปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเก่ียวกบั การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
2.5 ปลดั กรงุ เทพมหานคร
2.6 ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการ
งบประมาณ 2.7 หวั หนา้ หน่วยงานขององค์กรอสิ ระตามรัฐธรรมนญู
2.7.1 เลขาธกิ ารคณะกรรมการการเลือกต้งั
2.7.2 เลขาธิการส�ำนักงานผูต้ รวจการแผ่นดิน
2.7.3 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
2.7.4 เลขาธิการคณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ
การทุจรติ แหง่ ชาติ 2.8 ผซู้ งึ่ ดำ� รงตำ� แหนง่ เทยี บเทา่ ตามทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด
2.8.1 เลขาธกิ ารสำ� นกั งานศาลรฐั ธรรมนูญ
2.8.2 เลขาธกิ ารสำ� นกั งานศาลยตุ ธิ รรม
2.8.3 เลขาธกิ ารส�ำนักงานศาลปกครอง
2.8.4 เลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร
2.8.5 เลขาธกิ ารวุฒิสภา
(2.5) ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซ่ึงอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส
พ.ศ. 2561
ข้อ 3 บุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับ
เจา้ พนกั งานของรฐั และมลี กั ษณะอยา่ งหนงึ่ อยา่ งใดดงั ตอ่ ไปนี้ ใหถ้ อื เปน็ คสู่ มรสตามมาตรา 102 วรรคสอง
และมาตรา 126 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
(1) ไดท้ ำ� พธิ มี งคลสมรสหรอื พธิ อี นื่ ใดในทำ� นองเดยี วกนั กบั เจา้ พนกั งาน
ของรฐั โดยมบี คุ คลในครอบครวั หรอื บคุ คลภายนอกรบั ทราบวา่ เปน็ การอยกู่ นิ เปน็ สามภี รยิ ากนั ตาม
ประเพณี
(2) เจ้าพนักงานของรัฐแสดงให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน
หรอื มพี ฤติการณเ์ ป็นทรี่ ับรูข้ องสังคมท่ัวไปวา่ มีสถานะดังกล่าว
ทงั้ น้ี ใหห้ มายความรวมถงึ บคุ คลซงึ่ จดทะเบยี นสมรสกบั เจา้ พนกั งาน
ของรฐั และตอ่ มาไดจ้ ดทะเบยี นหยา่ ขาดจากกนั ตามกฎหมาย แตย่ งั แสดงใหป้ รากฏหรอื มพี ฤตกิ ารณ์
ซง่ึ เป็นที่รบั ร้ขู องสังคมทัว่ ไปวา่ มีสถานะเป็นสามีหรอื ภรยิ ากนั
คู่มอื การปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเกย่ี วกับการขัดกนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชน์สว่ นรวม 13
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
2.1.2 กฎหมายท่ีมีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับเร่ืองการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล
กบั ประโยชน์ส่วนรวม
กฎหมายท่ีมีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับ
ประโยชนส์ ว่ นรวมซง่ึ มกี ารกำ� หนดเรอ่ื งการขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม
ไว้ในส่วนของการก�ำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของเจ้าพนักงานของรัฐ โดยอาจจะ
บญั ญตั ไิ วใ้ นคณุ สมบตั ขิ องเจา้ พนกั งานของรฐั หรอื อาจจะบญั ญตั ไิ วใ้ นลกั ษณะตอ้ งหา้ มกอ่ นเขา้ รบั
ต�ำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐ หรืออาจจะบัญญัติไว้ทั้งในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
ก่อนเขา้ รับต�ำแหน่งของเจ้าพนกั งานของรัฐ ดังน้ี
1) กฎหมายจัดตง้ั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
(1) องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัด
พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม
ได้บญั ญตั ิเกี่ยวกับการขดั กนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบุคคลกบั ประโยชน์ส่วนรวมไว้ ดังนี้
มาตรา 44/3 นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั รองนายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และท่ีปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ต้องไม่กระทำ� การอย่างใดอย่างหน่งึ ดงั ต่อไปน้ี
(1) ด�ำรงต�ำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืนใดในส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิสาหกิจ เว้นแต่ต�ำแหน่งที่ด�ำรงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่
เพือ่ ประโยชนใ์ นการบรหิ ารราชการแผ่นดินหรือตามนโยบายของรฐั บาล
(2) รบั เงนิ หรือประโยชนใ์ ด ๆ เป็นพเิ ศษจากส่วนราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื
รัฐวิสาหกิจ นอกเหนือไปจากที่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติกับบุคคล
ในธุรกิจการงานตามปกติ
(3) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่กระท�ำหรือจะกระท�ำกับหรือให้แก่
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั นนั้ หรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญาหรอื กจิ การทก่ี ระทำ� หรอื จะกระทำ� กบั หรอื
ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือ
เอื้อประโยชน์สว่ นตนระหว่างกนั ทัง้ น้ี ไม่ว่าโดยทางตรงหรอื ทางอ้อม
บทบญั ญตั มิ าตรานม้ี ใิ หใ้ ชบ้ งั คบั กบั กรณที บ่ี คุ คลดงั กลา่ วตามวรรคหนงึ่ ไดร้ บั เบย้ี หวดั
บ�ำเหน็จ บ�ำนาญ เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันและมิให้ใช้บังคับ
กับกรณีที่บุคคลดังกล่าวตามวรรค หน่ึงรับเงินตอบแทนค่าเบ้ียประชุมหรือเงินอ่ืนใดเนื่องจากการ
ดำ� รงตำ� แหนง่ กรรมาธกิ ารของรฐั สภา สภาผแู้ ทนราษฎร วฒุ สิ ภา หรอื สภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
หรือสภาท้องถิน่ อืน่ หรอื กรรมการทมี่ ีกฎหมายบัญญตั ใิ หเ้ ป็นโดยต�ำแหนง่
14 คมู่ อื การป้องกนั การกระท�ำความผิดเกย่ี วกบั การขดั กนั ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ให้น�ำความใน (3) มาใช้บังคับแก่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย
โดยอนโุ ลม
(2) เทศบาล
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติเกี่ยวกับการ
ขัดกันระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์สว่ นรวมไว้ ดังน้ี
มาตรา 48 จตุทศ นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ท่ีปรึกษานายก
เทศมนตรี และเลขานุการนายกเทศมนตรี ต้องไม่กระท�ำการอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ดังตอ่ ไปนี้
(1) ด�ำรงต�ำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นใดในส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรฐั วสิ าหกิจ เว้นแตต่ �ำแหน่งทดี่ ำ� รงตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย หรอื เป็นการปฏบิ ตั ิหนา้ ทเ่ี พ่ือ
ประโยชน์ในการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ หรือตามนโยบายของรัฐบาล
(2) รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ เป็นพิเศษจากส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรอื รฐั วสิ าหกจิ นอกเหนอื ไปจากทสี่ ว่ นราชการ หนว่ ยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ ปฏบิ ตั กิ บั บคุ คล
ใน ธุรกจิ การงานตามปกติ
(3) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่กระท�ำหรือจะกระท�ำกับหรือให ้
แก่เทศบาลนั้น หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่กระทำ� หรือจะกระท�ำกับหรือให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินอ่ืน โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอ้ือประโยชน์
ส่วนตนระหวา่ งกัน ทงั้ น้ี ไม่ว่าโดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม
บทบัญญัติตามมาตราน้ีมิให้ใช้บังคับกับกรณีท่ีบุคคลดังกล่าวตามวรรคหน่ึงได้รับ
เบยี้ หวดั บำ� เหนจ็ บำ� นาญหรอื เงนิ ปพี ระบรมวงศานวุ งศ์ หรอื เงนิ อน่ื ใดในลกั ษณะเดยี วกนั และมใิ หใ้ ช้
บงั คบั กบั กรณที บ่ี คุ คลดงั กลา่ วตามวรรคหนงึ่ รบั เงนิ ตอบแทนคา่ เบยี้ ประชมุ หรอื เงนิ อน่ื ใด เนอื่ งจาก
การด�ำรงต�ำแหน่งกรรมาธิการของรัฐสภาหรือวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาเทศบาล
หรอื สภาทอ้ งถน่ิ อ่นื หรอื กรรมการทีม่ กี ฎหมายบญั ญตั ิใหเ้ ป็นโดยตำ� แหนง่
ใหน้ ำ� ความใน (3) มาใชบ้ งั คบั แก่สมาชิกสภาเทศบาลด้วยโดยอนโุ ลม
(3) องค์การบริหารส่วนต�ำบล
พระราชบัญญัติสภาต�ำบลและองค์การบริหารส่วนต�ำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไข
เพมิ่ เติม ได้บัญญตั เิ ก่ยี วกับการขดั กันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ่วนรวมไว้ ดงั นี้
มาตรา 64/2 นายกองค์การบริหารส่วนต�ำบล รองนายกองค์การบริหาร
สว่ นต�ำบล และเลขานุการนายกองคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบล ตอ้ งไมก่ ระทำ� การอยา่ งใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
คู่มอื การปอ้ งกนั การกระทำ� ความผิดเก่ยี วกบั การขัดกันระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม 15
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(1) ด�ำรงต�ำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืนใดในส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิสาหกิจ เว้นแต่ต�ำแหน่งที่ด�ำรงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการปฏิบัติหน้าท ่ี
เพ่ือประโยชน์ในการบริหารราชการแผน่ ดินหรือตามนโยบายของรัฐบาล
(2) รบั เงินหรือประโยชนใ์ ด ๆ เป็นพเิ ศษจากสว่ นราชการ หน่วยงานของรัฐ หรอื
รัฐวิสาหกิจนอกเหนือไปจากที่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติกับบุคคล
ในธุรกิจการงานตามปกติ
(3) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่กระท�ำหรือจะกระท�ำกับหรือให้แก่
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลนน้ั หรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญาหรอื กจิ การทกี่ ระทำ� หรอื จะกระทำ� กบั หรอื
ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินอ่ืน โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือ
เออ้ื ประโยชนส์ ่วนตนระหว่างกนั ทั้งน้ี ไม่วา่ โดยทางตรงหรอื ทางอ้อม
บทบญั ญตั มิ าตรานมี้ ใิ หใ้ ชบ้ งั คบั กบั กรณที บี่ คุ คลดงั กลา่ วตามวรรคหนงึ่ ไดร้ บั เบย้ี หวดั
บ�ำเหน็จบำ� นาญ หรือเงินปพี ระบรมวงศานวุ งศ์ หรอื เงินอ่นื ใดในลักษณะเดียวกนั และมใิ ห้ใชบ้ ังคบั
กับกรณีที่บุคคลดังกล่าวตามวรรคหน่ึงรับเงินตอบแทนค่าเบ้ียประชุมหรือเงินอ่ืนใดเนื่องจาก
การดำ� รงตำ� แหนง่ กรรมาธกิ ารของรฐั สภา สภาผแู้ ทนราษฎร วฒุ สิ ภา สภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล
หรือสภาทอ้ งถน่ิ อืน่ หรือกรรมการทีม่ กี ฎหมายบญั ญัตใิ หเ้ ปน็ โดยตำ� แหนง่
ให้น�ำความใน (3) มาใช้บังคับแก่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนต�ำบลด้วย
โดยอนุโลม
(4) กรุงเทพมหานคร
พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบริหารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2528 และทแ่ี กไ้ ขเพ่มิ เติม
ไดบ้ ัญญตั เิ กี่ยวกบั การขัดกนั ระหว่างประโยชน์สว่ นบุคคลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวมไว้ ดังนี้
มาตรา 51 ผูว้ า่ ราชการกรงุ เทพมหานครต้องไมก่ ระทำ� การ ดังต่อไปนี้
(1) ดำ� รงตำ� แหนง่ หรอื หน้าท่ใี ดในส่วนราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกิจ หรือ
การพาณชิ ยข์ องกรงุ เทพมหานครหรอื บรษิ ทั ซง่ึ กรงุ เทพมหานครถอื หนุ้ หรอื ตำ� แหนง่ ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ
หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เว้นแต่ต�ำแหน่งที่ต้องด�ำรงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการ
ปฏิบัติหน้าทเี่ พ่อื ประโยชนใ์ นการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ หรอื ตามนโยบายของรัฐบาล
(2) รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ เป็นพิเศษจากส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ
หรอื รฐั วสิ าหกจิ หรอื การพาณชิ ยข์ องกรงุ เทพมหานคร หรอื บรษิ ทั ซง่ึ กรงุ เทพมหานครถอื หนุ้ นอกเหนอื
ไปจากท่ีส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือการพาณิชย์หรือบริษัทปฏิบัติกับบุคคล
ในธรุ กิจการงานตามปกติ
16 คมู่ ือการปอ้ งกนั การกระทำ� ความผิดเก่ียวกับการขดั กันระหวา่ งประโยชน์สว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์ส่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(3) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการท่ีกระท�ำหรือจะกระท�ำกับหรือให้แก่
กรงุ เทพมหานคร หรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญาหรอื กจิ การทกี่ ระทำ� หรอื จะกระทำ� กบั หรอื ใหแ้ กอ่ งคก์ ร
ปกครองส่วนท้องถิ่นอ่ืน โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอ้ือประโยชน์
ส่วนตนระหว่างกัน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทท่ีเป็นคู่สัญญากับ
กรงุ เทพมหานคร อันมลี กั ษณะเปน็ การผกู ขาดตดั ตอน ทง้ั นี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรอื ทางอ้อม เวน้ แต่
ในสว่ นทเี่ ปน็ ผ้ถู ือหุ้นในบริษทั มหาชนจ�ำกัดอยู่ก่อนได้รับการเลอื กตัง้
บทบัญญัติตามมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีท่ีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรับ
เบย้ี หวัด บำ� เหน็จบ�ำนาญหรอื เงนิ ปพี ระบรมวงศานวุ งศ์ หรือเงินอน่ื ใดในลักษณะเดยี วกัน และมใิ ห้
ใช้บังคับในกรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรับเงินตอบแทน เงินค่าเบ้ียประชุม หรือเงินอื่นใด
เนื่องจากการด�ำรงต�ำแหน่งกรรมาธิการของรัฐสภาหรือวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร หรือ
สภากรุงเทพมหานครหรือสภาท้องถ่ินอ่ืน หรือกรรมการท่ีไดรับแต่งตั้งในฐานะผู้ทรงคุณวุฒ ิ
ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย หรือกรรมการท่มี กี ฎหมายบัญญตั ิให้เป็นโดยต�ำแหนง
ใหน้ ำ� ความใน (2) และ (3) มาใชบ้ งั คบั แกส่ มาชกิ สภากรงุ เทพมหานครดว้ ยโดยอนโุ ลม
(5) เมืองพทั ยา
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิม
เตมิ ได้บญั ญัตเิ กีย่ วกบั การขดั กันระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวมไว้ ดงั น้ี
มาตรา 49 นายกเมอื งพัทยา รองนายกเมืองพัทยา เลขานกุ ารนายกเมืองพทั ยา
ผูช้ ่วยเลขานกุ ารนายกเมืองพทั ยา ประธานที่ปรกึ ษา และท่ปี รึกษา ตอ้ งไม่กระทำ� การ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ดำ� รงตำ� แหนง่ หรอื หนา้ ทใ่ี ดในสว่ นราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ หรอื
การพาณชิ ยข์ องเมอื งพทั ยาหรอื บรษิ ทั ซงึ่ เมอื งพทั ยาถอื หนุ้ หรอื ตำ� แหนง่ ผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ หรอื พนกั งาน
ส่วนท้องถิ่น เว้นแต่ต�ำแหน่งที่ต้องด�ำรงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการปฏิบัติหน้าท ี่
เพ่อื ประโยชนใ์ นการบรหิ ารราชการแผ่นดินหรอื ตามนโยบายของรฐั บาล
(2) รบั เงินหรือประโยชน์ใด ๆ เป็นพเิ ศษจากส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ
หรอื รฐั วิสาหกิจ หรือการพาณิชย์ของเมืองพัทยาหรอื บรษิ ัทซ่ึงเมืองพัทยาถือหนุ้ นอกเหนือไปจาก
ที่ สว่ นราชการ หน่วยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ หรอื การพาณชิ ยห์ รอื บรษิ ัท ปฏบิ ตั ิกับบคุ คลในธรุ กิจ
การงานตามปกติ
(3) เปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญาหรอื กจิ การทก่ี ระทำ� หรอื จะกระทำ� กบั หรอื ใหแ้ กเ่ มอื งพทั ยา
หรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญาหรอื กจิ การทก่ี ระทำ� หรอื จะกระทำ� กบั หรอื ใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ อนื่
คู่มอื การป้องกันการกระทำ� ความผิดเกยี่ วกับการขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม 17
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอ้ือประโยชน์ส่วนตนระหว่างกัน หรือ
เปน็ หนุ้ สว่ น หรอื ผถู้ อื หนุ้ ในหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั ทเ่ี ปน็ คสู่ ญั ญากบั เมอื งพทั ยาอนั มลี กั ษณะเปน็ การ
ผกู ขาดตดั ตอน ทง้ั น้ี ไมว่ า่ โดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม เวน้ แตใ่ นสว่ นทเี่ ปน็ ผถู้ อื หนุ้ ในบรษิ ทั มหาชนจำ� กดั
อยู่กอ่ นไดร้ บั การเลอื กต้งั
บทบัญญัติมาตราน้ีมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลตามวรรคหน่ึงได้รับเบ้ียหวัด
บำ� เหน็จ บ�ำนาญ เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรอื เงินอ่นื ใดในลักษณะเดียวกนั และมิใหใ้ ช้บังคบั แก่
กรณที บี่ คุ คลตามวรรคหนงึ่ รบั เงนิ ตอบแทนคา่ เบย้ี ประชมุ หรอื เงนิ อน่ื ใดเนอื่ งจากการดำ� รงตำ� แหนง่
กรรมาธิการของรัฐสภาสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือสภาเมืองพัทยาหรือสภาท้องถ่ินอ่ืน หรือ
กรรมการที่มีกฎหมายบญั ญัตใิ ห้เป็นโดยต�ำแหน่ง
ให้นำ� ความใน (2) และ (3) มาใช้บังคบั แก่สมาชิกดว้ ยโดยอนโุ ลม
2) กฎหมายจัดต้ังรัฐวิสาหกิจและพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานส�ำหรับ
กรรมการและพนกั งานรัฐวิสาหกจิ
กฎหมายเกี่ยวกับการจัดต้ังรัฐวิสาหกิจ จะบัญญัติเก่ียวกับการขัดกันระหว่าง
ประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมไว้เป็นลักษณะต้องห้ามการด�ำรงต�ำแหน่งต่าง ๆ
โดยกฎหมายแต่ละฉบับใช้ถ้อยค�ำแตกต่างกันไปแล้วแต่รัฐวิสาหกิจน้ัน ๆ อาทิ พระราชบัญญัติ
การกฬี าแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการท่าเรอื แห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติสถาบนั วจิ ยั
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ ประเทศไทย พระราชบัญญตั ิองค์กรจัดสรรคล่ืนความถี่และก�ำกบั
กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม นอกจากนี้พระราชบัญญัติ
คุณสมบัติมาตรฐานส�ำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ยังได้บัญญัติเก่ียวกับการขัดกัน
ระหว่างประโยชน์ส่วนบคุ คลกบั ประโยชน์ส่วนรวมไว้ ดงั น้ี
พระราชบญั ญตั คิ ณุ สมบตั มิ าตรฐานสำ� หรบั กรรมการและพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ
พ.ศ. 2518 และทแ่ี ก้ไขเพ่ิมเติม
มาตรา 5 กรรมการของรฐั วสิ าหกจิ นอกจากตอ้ งมคี ณุ สมบตั แิ ละไมม่ ลี กั ษณะตอ้ งหา้ ม
ตามท่ีก�ำหนดไว้ส�ำหรับรัฐวิสาหกิจน้ัน ๆ แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
ดังตอ่ ไปน้ีดว้ ย
(8) ไมเ่ ปน็ ผถู้ อื หนุ้ ของรฐั วสิ าหกจิ นนั้ หรอื ผถู้ อื หนุ้ ของนติ บิ คุ คลทรี่ ฐั วสิ าหกจิ นน้ั ถอื หนุ้ อยู่
(9) ไม่เป็นผู้ด�ำรงต�ำแหน่งใดในนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจน้ันเป็นผู้ถือหุ้น เว้นแต ่
คณะกรรมการของรฐั วสิ าหกจิ นนั้ มอบหมายใหด้ ำ� รงตำ� แหนง่ กรรมการหรอื ดำ� รงตำ� แหนง่ อนื่ ในนติ บิ คุ คล
ท่ีรฐั วสิ าหกิจน้นั เปน็ ผูถ้ ือหนุ้
18 คูม่ อื การป้องกันการกระทำ� ความผดิ เก่ียวกับการขดั กนั ระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(10) ไมเ่ ปน็ กรรมการ หรอื ผบู้ รหิ าร หรอื ผมู้ อี ำ� นาจในการจดั การ หรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี
ในนติ บิ คุ คลซง่ึ เปน็ ผรู้ บั สมั ปทาน ผรู้ ว่ มทนุ หรอื มปี ระโยชนไ์ ดเ้ สยี เกย่ี วขอ้ งกบั กจิ การของรฐั วสิ าหกจิ นน้ั
เว้นแต่เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรอื ผูบ้ ริหารโดยการมอบหมายของรัฐวสิ าหกจิ น้ัน
ความใน (8) มใิ ห้ใช้บังคับแก่กรรมการที่ไมเ่ ปน็ ขา้ ราชการ พนกั งาน หรือลูกจา้ ง
ทม่ี ีตำ� แหนง่ หรอื เงนิ เดอื นประจำ� ต�ำแหนง่ ของราชการสว่ นกลาง ราชการสว่ นภมู ิภาค ราชการสว่ นทอ้ งถิ่น
หรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐ และกรรมการนั้นถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าของทุนช�ำระแล้ว
ของรฐั วิสาหกิจซ่ึงตนเปน็ กรรมการหรอื นิติบคุ คลทร่ี ัฐวิสาหกจิ ซึ่งตนเป็นกรรมการถอื หนุ้ อยู่
3) พระราชบัญญัตวิ ิธีปฏิบตั ริ าชการทางปกครอง
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม
ไดบ้ ญั ญัตเิ กี่ยวกบั การขดั กนั ระหว่างประโยชน์ส่วนบคุ คลกับประโยชน์ส่วนรวมไว้ ดงั น้ี
มาตรา 13 เจ้าหน้าทด่ี ังตอ่ ไปนีจ้ ะท�ำการพิจารณาทางปกครองไมไ่ ด้
(1) เป็นคกู่ รณเี อง
(2) เป็นคู่หมั้นหรอื คสู่ มรสของคู่กรณี
(3) เปน็ ญาตขิ องคกู่ รณคี อื เปน็ บพุ การหี รอื ผสู้ บื สนั ดานไมว่ า่ ชน้ั ใด ๆ หรอื เปน็ พน่ี อ้ ง
หรือลกู พีล่ กู นอ้ งนับไดเ้ พยี งภายในสามช้ัน หรือเปน็ ญาตเิ ก่ยี วพนั ทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น
(4) เปน็ หรอื เคยเปน็ ผแู้ ทนโดยชอบธรรมหรอื ผพู้ ทิ กั ษห์ รอื ผแู้ ทนหรอื ตวั แทนของคกู่ รณี
(5) เปน็ เจ้าหนี้หรือลูกหนีห้ รือเป็นนายจ้างของคู่กรณี
(6) กรณอี ่ืนตามท่ีกำ� หนดในกฎกระทรวง
4) ประมวลจรยิ ธรรมและมาตรฐานทางจรยิ ธรรมทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การขดั กนั ระหวา่ ง
ประโยชน์ส่วนบคุ คลกับประโยชน์สว่ นรวม
(1) มาตรฐานทางจรยิ ธรรมของตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู และผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่
ในองคก์ รอสิ ระ รวมทงั้ ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และหวั หนา้ หนว่ ยงานธรุ การของศาลรฐั ธรรมนญู
และองคก์ รอิสระ พ.ศ. 2561
มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง
ในองคก์ รอิสระ รวมท้ังผวู้ า่ การตรวจเงินแผน่ ดนิ และหวั หน้าหน่วยงานธุรการของศาลรฐั ธรรมนญู
และองคก์ รอสิ ระ พ.ศ. 2561 ไดบ้ ญั ญตั เิ กยี่ วกบั การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์
สว่ นรวมไว้ ดงั นี้
คมู่ ือการป้องกนั การกระทำ� ความผดิ เกี่ยวกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบคุ คลกบั ประโยชน์ส่วนรวม 19
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอนั เป็นอดุ มการณ์
ขอ้ 7 ต้องถอื ผลประโยชนข์ องประเทศชาติเหนอื กว่าประโยชนส์ ว่ นตน
ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
เพือ่ ตนเองหรอื ผู้อื่น หรือมีพฤตกิ ารณ์ท่รี เู้ ห็นหรือยินยอมให้ผู้อ่นื ใช้ต�ำแหนง่ หน้าที่ของตนแสวงหา
ประโยชนโ์ ดยมชิ อบ
ข้อ 9 ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด
ในประการท่ีอาจท�ำใหก้ ระทบกระเทอื นต่อการปฏิบตั ิหนา้ ท่ี
ข้อ 10 ต้องไม่รับของขวัญของก�ำนัล ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต ่
เปน็ การรบั จากการใหโ้ ดยธรรมจรรยา และการรบั ทม่ี บี ทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย ระเบยี บ หรอื ขอ้ บงั คบั
ใหร้ ับได้
ข้อ 11 ไม่กระท�ำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน ์
ส่วนรวม ทง้ั นี้ ไม่วา่ โดยทางตรงหรือทางอ้อม
ข้อ 18 ไม่ปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่อย ู่
ในก�ำกับดูแลหรือความรับผิดชอบของตน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใด
จากคกู่ รณี หรอื จากบคุ คลอนื่ ใดในประการทอี่ าจทำ� ใหก้ ระทบกระเทอื นตอ่ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องตน
ข้อ 22 อุทิศเวลาแก่ทางราชการ ไม่เบียดบังเวลาราชการไปประกอบธุรกิจ
เพือ่ ประโยชน์สว่ นตัวหรอื ผอู้ น่ื
(2) ประมวลจริยธรรมขา้ ราชการพลเรือน
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ได้บัญญัติเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง
ประโยชน์สว่ นบุคคลกบั ประโยชน์ส่วนรวมไว้ ดังน้ี
“ข้าราชการ” หมายความวา่ ขา ราชการพลเรอื น พนกั งานราชการ และลกู จา้ ง
ในสังกัดราชการพลเรือน
หมวด 2 จริยธรรมข้าราชการพลเรอื น
ข้อ 5 ข้าราชการต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากต�ำแหน่งหน้าท่ี และยึดถือ
ประโยชนสวนรวมของประเทศชาตเิ หนือกวา่ ประโยชนส ว นตนโดยอย่างน้อยต้องวางตน ดงั น้ี
(1) ไมน�ำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่น ไมว่าจะเป็นญาติพ่ีน้อง พรรคพวก
เพอ่ื นฝงู หรอื ผมู้ บี ญุ คณุ สว่ นตวั มาประกอบการใชด้ ลุ พนิ จิ ใหเ้ ปน็ คณุ หรอื เปน็ โทษแกบ คุ คลนน้ั หรอื
ปฏบิ ตั ติ ่อบคุ คลนั้นตา่ งจากบุคคลอืน่ เพราะชอบหรอื ชงั
20 คู่มอื การป้องกนั การกระท�ำความผดิ เกีย่ วกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์ส่วนบุคคลกบั ประโยชน์ส่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(2) ไมใช้เวลาราชการ เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ หรือส่ิงอ�ำนวยความสะดวก
ของทางราชการไปเพอื่ ประโยชนส ว่ นตวั ของตนเองหรอื ผอู้ นื่ เวน้ แตไ่ ดร บั อนญุ าตโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
(3) ไมก ระทำ� การใด หรอื ดำ� รงตำ� แหนง หรอื ปฏบิ ตั กิ ารใดในฐานะสว่ นตวั ซงึ่ กอ่ ใหเ้ กดิ
ความเคลือบแคลงหรือสงสัยว่าจะขัดกับประโยชนสวนรวมท่ีอยู่ในความรับผิดชอบของหน้าท ี่
ในกรณีมคี วามเคลือบแคลงหรอื สงสยั ให้ข้าราชการผนู้ ัน้ ยุตกิ ารกระทำ� ดังกลา่ วไวก ่อน แลว้ แจ้งให้
ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการ และคณะกรรมการจริยธรรมพิจารณา เมื่อคณะกรรมการ
จริยธรรมวนิ ิจฉยั เป็นประการใดแล้วจงึ ปฏบิ ัตติ ามนั้น
(4) ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทท่ี รี่ บั ผดิ ชอบในหนว่ ยงานโดยตรงหรอื หนา้ ทอ่ี นื่ ในราชการ
รฐั วสิ าหกจิ องคก์ ารมหาชน หรอื หนว่ ยงานของรฐั ขา้ ราชการตอ้ งยดึ ถอื ประโยชนข องทางราชการ
เป็นหลัก ในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างประโยชนของทางราชการหรือประโยชนสวนรวมกับประโยชน
สวนตนหรือส่วนกลุ่ม อันจ�ำเป็นต้องวินิจฉัยหรือช้ีขาด ต้องยึดประโยชนของทางราชการและ
ประโยชนส ว นรวมเปน็ ส�ำคัญ
ขอ้ 6 ขา้ ราชการตอ้ งละเวน้ จากการแสวงประโยชนท ม่ี ชิ อบโดยอาศยั ตำ� แหนง่ หนา้ ท่ี
และไมก ระทำ� การอนั เปน็ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส ว นตนและประโยชนส ว นรวม โดยอยา่ งนอ้ ย
ต้องวางตน ดงั น้ี
(1) ไมเรียก รับ หรือยอมจะรับ หรือยอมให้ผู้อื่นเรียก รับ หรือยอมจะรับซ่ึง
ของขวญั แทนตนหรอื ญาตขิ องตน ไมว า กอ่ นหรอื หลงั ดำ� รงตำ� แหนง่ หรอื ปฏบิ ตั หิ นา้ ทไ่ี มว า่ จะเกย่ี วขอ้ ง
หรอื ไมเ กย่ี วขอ้ งกบั การปฏบิ ตั หิ นา้ ทหี่ รอื ไมก ต็ าม เวน้ แตเ่ ปน็ การใหโ้ ดยธรรมจรรยา หรอื เปน็ การให้
ตามประเพณีหรือใหแ้ กบคุ คลทั่วไป
(2) ไมใ ชต้ ำ� แหนง หรอื กระทำ� การทเี่ ปน็ คณุ หรอื เปน็ โทษแกบ คุ คลใดเพราะมอี คติ
(3) ไมเสนอ หรอื อนมุ ตั โิ ครงการ การดำ� เนนิ การ หรือการท�ำนิตกิ รรมหรอื สัญญา
ซึ่งตนเอง หรือบุคคลอืน่ จะไดป ระโยชนอ นั มิควรไดโ ดยชอบด้วยกฎหมายหรือประมวลจริยธรรมนี้
ข้อ 8 ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความเที่ยงธรรม เป็นกลางทางการเมือง
ใหบ้ รกิ ารแกป่ ระชาชนโดยมอี ธั ยาศยั ทดี่ แี ละไมเ ลอื กปฏบิ ตั โิ ดยไมเ ปน็ ธรรม โดยอยา่ งนอ้ ยตอ้ งวางตน
ดังน้ี
(5) ไมเ ออ้ื ประโยชนเ ปน็ พเิ ศษใหแ้ กญ าตพิ น่ี อ้ ง พรรคพวก เพอื่ นฝงู หรอื ผมู้ บี ญุ คณุ
และตอ้ งปฏบิ ตั หิ นา้ ทีด่ ว้ ยความเทยี่ งธรรมไม่เหน็ แกห น้าผู้ใด
คมู่ ือการปอ้ งกันการกระท�ำความผดิ เกย่ี วกับการขัดกนั ระหวา่ งประโยชน์ส่วนบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม 21
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(3) ระเบียบส�ำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการ
การเมือง พ.ศ. 2551
ระเบียบส�ำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง
พ.ศ. 2551 ไดบ้ ญั ญตั เิ กย่ี วกบั การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวมไว้ ดงั น้ี
“ข้าราชการการเมือง” หมายความว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการ
การเมอื งอื่นท่ีนายกรัฐมนตรหี รือรฐั มนตรแี ต่งตงั้ ตามกฎหมายว่าดว้ ยระเบยี บขา้ ราชการการเมือง
หมวด 1 ค่านยิ มหลกั ของข้าราชการการเมอื ง
ข้อ 6 ขา้ ราชการการเมอื งมหี นา้ ทด่ี ำ� เนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย รกั ษาประโยชนส ว นรวม
ยดึ หลกั ธรรมาภิบาล โดยจะต้องยดึ มัน่ ในค่านิยมหลกั ดังนี้
(1) ยึดมน่ั ในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ
(2) ยึดมนั่ ในคุณธรรมและจรยิ ธรรม
(3) มจี ิตสำ� นกึ ท่ดี ี ซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบ
(4) ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและไม่มี
ผลประโยชนท์ ับซอ้ น
(5) ยืนหยดั ท�ำในส่งิ ทีถ่ ูกตอ้ งเป็นธรรม และถกู กฎหมาย
(6) ใหบ้ ริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศยั และไมเ่ ลอื กปฏิบัติ
(7) ใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารแกป่ ระชาชนอยา่ งครบถว้ น ถกู ตอ้ ง และไมบ่ ดิ เบอื นขอ้ เทจ็ จรงิ
(8) มุ่งผลสัมฤทธขิ์ องงาน รักษามาตรฐาน มคี ุณภาพ โปรง่ ใส และตรวจสอบได้
(9) ยึดมั่นในหลักจรรยาของการเปน็ ขา้ ราชการการเมืองทดี่ ี
2.2 บทกำ� หนดโทษ
2.2.1 โทษทางจรยิ ธรรมและโทษทางวินัย
1) รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2560
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติบทก�ำหนดโทษ
หากมีการกระท�ำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 184 มาตรา 185 มาตรา 186 และ
มาตรา 187 ไว้ดังนี้
22 คูม่ อื การป้องกนั การกระท�ำความผิดเกยี่ วกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์ส่วนบุคคลกบั ประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
มาตรา 101 สมาชิกภาพของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรสิน้ สดุ ลง เม่ือ
(7) กระท�ำการอันเปน็ การตอ้ งห้ามตามมาตรา 184 หรือมาตรา 185
มาตรา 111 สมาชกิ ภาพของสมาชิกวฒุ สิ ภาส้ินสดุ ลง เมอื่
(7) กระท�ำการอนั เป็นการฝ่าฝนื มาตรา 113 หรอื กระท�ำการอันต้องหา้ มตามมาตรา 184
หรอื มาตรา 185
มาตรา 170 ความเปน็ รัฐมนตรสี ิ้นสุดลงเฉพาะตวั เมอ่ื
(5) กระท�ำการอนั เปน็ การตอ้ งห้ามตามมาตรา 186 หรอื มาตรา 187
2) กฎหมายจดั ตัง้ องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน
(1) องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติ
บทก�ำหนดโทษหากมีการกระทำ� อนั เปน็ การฝ่าฝืนบทบญั ญัตติ ามมาตรา 44/3 ไว้ดงั นี้
มาตรา 36 นายกองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดพ้นจากตำ� แหน่ง เมื่อ
(5) กระท�ำการฝ่าฝืนมาตรา 44/3 (1) หรอื (2)
(2) เทศบาล
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม ได้บัญญัติบทก�ำหนดโทษ
หากมกี ารกระทำ� อันเปน็ การฝ่าฝนื บทบัญญตั ิตามมาตรา 48 จตุทศ ไว้ดังนี้
มาตรา 48 ปญั จทศ นายกเทศมนตรพี ้นจากต�ำแหน่งเมอื่
(5) กระท�ำการฝา่ ฝืนมาตรา 48 จตทุ ศ
(3) องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล
พระราชบญั ญัติสภาตำ� บลและองค์การบรหิ ารสว่ นตำ� บล พ.ศ. 2537 และทีแ่ ก้ไขเพม่ิ เตมิ
ได้บญั ญัตบิ ทก�ำหนดโทษหากมีการกระท�ำอันเป็นการฝา่ ฝืนบทบัญญตั ิตามมาตรา 64/2 ไว้ดงั นี้
มาตรา 64 นายกองคก์ ารบริหารสว่ นตำ� บลพ้นจากต�ำแหนง่ เมอ่ื
(5) กระทำ� การฝ่าฝนื มาตรา 64/2
(4) กรุงเทพมหานคร
พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2528 และทแี่ ก้ไขเพิ่มเตมิ
ได้บญั ญตั ิบทก�ำหนดโทษหากมีการกระท�ำอนั เปน็ การฝ่าฝืนบทบัญญตั ิตามมาตรา 51 ไว้ดงั นี้
คูม่ ือการปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเกีย่ วกบั การขดั กันระหว่างประโยชน์สว่ นบุคคลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม 23
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
มาตรา 52 การกระท�ำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้ถือว่าเป็นการกระท�ำ
ความผิดต่อต�ำแหน่งหน้าท่รี าชการหรือความผดิ ตอ่ ต�ำแหนง่ หนา้ ท่ีในการยตุ ธิ รรม
(5) กระท�ำการอันเป็นการตองหา้ มตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187
(5) เมอื งพัทยา
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม
ได้บญั ญัติบทกำ� หนดโทษหากมกี ารกระทำ� อันเปน็ การฝา่ ฝนื บทบญั ญตั ิตามมาตรา 49 ไว้ ดังนี้
มาตรา 50 นายกเมืองพัทยาพน้ จากต�ำแหนง เม่ือ
(6) กระทำ� การฝา่ ฝืนมาตรา 49
3) พระราชบญั ญัตคิ ณุ สมบตั มิ าตรฐานสำ� หรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกจิ
พระราชบญั ญตั คิ ณุ สมบตั มิ าตรฐานสำ� หรบั กรรมการและพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ พ.ศ. 2518
และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม ได้บัญญัติบทก�ำหนดโทษหากมีการกระท�ำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัต ิ
ตามมาตรา 5 (8) (9) และ (10) ไว้ดังนี้
มาตรา 8 นอกจากการพ้นจากต�ำแหน่งตามที่ก�ำหนดไว้ส�ำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว
กรรมการพน้ จากตำ� แหนง่ เมื่อ
(3) เป็นผขู้ าดคุณสมบตั ิหรอื มลี ักษณะต้องห้ามตามมาตรา 5
4) พระราชบญั ญัติวิธปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง
พระราชบญั ญตั ิวธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และท่แี ก้ไขเพม่ิ เติม ไดบ้ ัญญตั ิ
บทก�ำหนดโทษหากมกี ารกระทำ� อันเป็นการฝา่ ฝนื บทบัญญัติตามมาตรา 13 ไว้ดังนี้
มาตรา 14 เมื่อมีกรณตี ามมาตรา 13 หรือคู่กรณคี ัดค้านวา่ เจ้าหนา้ ทีผ่ ู้ใดเปน็ บคุ คลตาม
มาตรา 13 ใหเ้ จา้ หนา้ ทผี่ นู้ นั้ หยดุ การพจิ ารณาเรอ่ื งไวก้ อ่ น และแจง้ ใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาเหนอื ตนขน้ึ ไป
ชัน้ หนง่ึ ทราบ เพือ่ ท่ผี บู้ ังคบั บญั ชาดังกลา่ วจะได้มีคำ� สั่งต่อไป
การยน่ื คำ� คดั คา้ น การพจิ ารณาคำ� คดั คา้ น และการสงั่ ใหเ้ จา้ หนา้ ทอ่ี นื่ เขา้ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทแี่ ทน
ผู้ทถี่ ูกคัดคา้ นให้เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์และวธิ ีการท่ีกำ� หนดในกฎกระทรวง
24 ค่มู อื การป้องกันการกระทำ� ความผิดเกยี่ วกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นบคุ คลกับประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
5) ประมวลจริยธรรมและมาตรฐานทางจริยธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการขัดกันระหว่าง
ประโยชน์ส่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม
(1) มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ
รวมทงั้ ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และหวั หนา้ หนว่ ยงานธรุ การของศาลรฐั ธรรมนญู และองคก์ รอสิ ระ
พ.ศ. 2561
มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ
รวมทง้ั ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และหวั หนา้ หนว่ ยงานธรุ การของศาลรฐั ธรรมนญู และองคก์ รอสิ ระ
พ.ศ. 2561 ได้บัญญัติบทก�ำหนดโทษหากมีการกระท�ำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามหมวด 1
มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอดุ มการณ์ ขอ้ 7, ข้อ 8, ขอ้ 9, ขอ้ 10, ข้อ 11, ขอ้ 18 และ ข้อ 22
ไว้ดังน้ี
หมวด 4 การฝา่ ฝืนและไมป่ ฏิบัตติ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรม
ข้อ 27 การฝา่ ฝืนหรอื ไมป่ ฏบิ ัตติ ามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถอื วา่ มลี ักษณะ
รา้ ยแรง
การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่าม ี
ลกั ษณะรา้ ยแรงหรอื ไม่ ใหพ้ จิ ารณาถงึ พฤตกิ รรมของการฝา่ ฝนื หรอื ไมป่ ฏบิ ตั ิ เจตนาและความรา้ ยแรง
ของความเสียหายที่เกดิ จากการฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏิบัติ นนั้
(2) ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรอื น
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ได้บัญญัติบทก�ำหนดโทษหากมีการกระท�ำ
อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามหมวด 2 จริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 5, ข้อ 6 และ ข้อ 8
ไวด้ ังนี้
หมวด 3 กลไกและระบบการบังคบั ใชป้ ระมวลจริยธรรม
สวนท่ี 2 ระบบการบังคับใช้ประมวลจรยิ ธรรม
ขอ้ 18 การฝา่ ฝนื จรยิ ธรรมตามความในหมวด 2 ของประมวลจรยิ ธรรมนเี้ ปน็ ความผดิ วนิ ยั
ตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ระเบียบส�ำนัก
นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยพนกั งานราชการ พ.ศ. 2547 หรอื ระเบยี บกระทรวงการคลงั วา่ ดว้ ยลกู จา้ งประจำ�
ของสว่ นราชการ พ.ศ. 2537 แลว้ แต่กรณี
(3) ระเบียบส�ำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง
พ.ศ. 2551
ประมวลจรยิ ธรรมขา้ ราชการพลเรอื น ไดบ้ ญั ญตั บิ ทกำ� หนดโทษหากมกี ารกระทำ� อนั เปน็ การ
ฝ่าฝนื บทบัญญตั ติ ามหมวด 1 ค่านิยมหลกั ของขา้ ราชการการเมือง ข้อ 6 ไวด้ ังนี้
คู่มอื การปอ้ งกนั การกระทำ� ความผดิ เก่ยี วกับการขัดกันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชนส์ ว่ นรวม 25
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
หมวด 3 การก�ำกบั ดูแล
ข้อ 30 นายกรัฐมนตรีมีหน้าท่ีก�ำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตนของรัฐมนตรี และ
ขา้ ราชการการเมอื งอนื่ ทนี่ ายกรฐั มนตรแี ตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บนี้ ในกรณที พ่ี บวา่ มกี ารประพฤติ
ปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ให้นายกรัฐมนตรีด�ำเนินการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการ
กระท�ำ
ข้อ 31 รัฐมนตรีมีหน้าที่ก�ำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตนของข้าราชการการเมืองอ่ืนท่ี
รัฐมนตรีแต่งต้ังให้เป็นไปตามระเบียบน้ี ในกรณีที่พบว่ามีการประพฤติปฏิบัติตนท่ีไม่ถูกต้องตาม
ระเบยี บน้ใี หร้ ฐั มนตรดี ำ� เนนิ การลงโทษตามความรา้ ยแรงแห่งการกระทำ�
ถา้ ปรากฏว่ารัฐมนตรผี ใู้ ดมิไดด้ ำ� เนนิ การให้เป็นไปตามวรรคหน่งึ ใหน้ ายกรฐั มนตรีแจง้ ให้
รฐั มนตรีผู้นนั้ ด�ำเนนิ การให้เป็นไปตามระเบยี บน้ี
2.2.2 โทษทางอาญา
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2561
พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. 2561
ได้บัญญัติบทก�ำหนดโทษหากมีการกระท�ำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 126 และ
มาตรา 127 ไว้ดงั น้ี
มาตรา 129 การกระท�ำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้ถือว่าเป็นการกระท�ำความ
ผดิ ตอ่ ตำ� แหน่งหนา้ ที่ราชการหรอื ความผดิ ตอ่ ต�ำแหนง่ หนา้ ทใ่ี นการยตุ ธิ รรม
มาตรา 168 เจา้ พนกั งานของรฐั ผใู้ ดฝา่ ฝนื มาตรา 126 ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ สามปี หรอื
ปรบั ไมเ่ กนิ หกหมน่ื บาท หรอื ทงั้ จำ� ท้งั ปรบั
กรณคี วามผิดตามมาตรา 126 วรรคสอง ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้าพนักงานของรัฐน้ันรู้เหน็ ยนิ ยอมด้วย
เจ้าพนักงานของรัฐน้ันต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาท หรือท้ังจ�ำ
ทัง้ ปรับ
มาตรา 170 เจา้ พนักงานของรัฐผูใ้ ดฝา่ ฝนื มาตรา 127 ตอ้ งระวางโทษจ�ำคกุ ไมเ่ กิน หกเดอื น
หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนึง่ หมนื่ บาท หรอื ท้งั จำ� ทง้ั ปรับ
26 คู่มอื การป้องกนั การกระทำ� ความผิดเก่ียวกับการขดั กันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ตารางสรปุ กฎหมายทเ่ี กีย่ วกบั การขัดกันระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบคุ คลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม
ลำ�ดบั กฎหมาย เจา้ พนักงานของรัฐที่ถูกบังคับใช้ บทกำ�หนดโทษ
1 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560
มาตรา 184
- สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชกิ วุฒิสภา - สมาชกิ ภาพของสมาชกิ
มาตรา 185 - คสู่ มรสและบตุ รของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สภาผ้แู ทนราษฎรส้นิ สุดลง
มาตรา 186 หรอื สมาชิกวุฒสิ ภา ตามมาตรา 101 (7)
- บคุ คลอืน่ ซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชกิ - สมาชกิ ภาพของสมาชกิ
สภาผ้แู ทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ ิสภานน้ั ท่ี วุฒิสภาสน้ิ สดุ ลงตามาตรา
ดำ� เนินการในลกั ษณะผูถ้ กู ใช้ ผรู้ ่วมด�ำเนนิ การ 111 (7)
หรอื ผไู้ ดร้ บั มอบหมายจากสมาชกิ สภาผแู้ ทน - ความเป็นรัฐมนตรีสน้ิ สดุ ลง
ราษฎร หรอื สมาชกิ วฒุ ิสภา ตามมาตรา 170 (5)
- รฐั มนตรี
- สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา
- รัฐมนตรี
มาตรา 187 - รัฐมนตรี
- คสู่ มรสและบตุ รทยี่ งั ไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะของรฐั มนตรี
- บุคคลอืน่ ซ่ึงเกย่ี วขอ้ งกบั การถอื ห้นุ ของ
รฐั มนตรีตามมาตรา 187
2 พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ พ.ศ. 2561
มาตรา 126 - กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่าฝนื มาตรา 126 ตอ้ งรับ
มาตรา 127 - ผู้ดำ� รงตำ� แหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ โทษทางอาญา จ�ำคกุ ไมเ่ กิน
- เจา้ พนกั งานของรฐั ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. สามปี หรือปรับไมเกนิ
ประกาศกำ� หนด หกหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จำ� ทงั้ ปรบั
- คสู่ มรสของเจ้าพนักงานของรัฐ (หมายความ ตามมาตรา 168
รวมถงึ ผซู้ ง่ึ อยูก่ นิ กันฉนั สามภี รยิ าโดยมิได้ ฝา่ ฝนื มาตรา 127 ต้องรับ
จดทะเบยี นสมรส) โทษทางอาญา จำ� คุกไม่เกนิ
- กรรมการ ป.ป.ช. หกเดือน หรอื ปรับไมเกนิ
- ผูด้ �ำรงตำ� แหน่งองคก์ รอิสระ หนึง่ หมน่ื บาท หรอื ทงั้ จำ�
- ผู้ด�ำรงตำ� แหน่งระดับสูงทีค่ ณะกรรมการ ทงั้ ปรบั ตามมาตรา 170
ป.ป.ช. ก�ำหนด และความผดิ ในหมวด 6 นี้
- ผู้ดำ� รงตำ� แหน่งทางการเมืองท่ีคณะกรรมการ ให้ถือว่าเปน็ การกระท�ำ
ป.ป.ช. ก�ำหนด ความผิดต่อต�ำแหน่งหนา้ ที่
ราชการหรือความผิดต่อ
ต�ำแหนง่ หน้าทใ่ี นการ
ยุติธรรม ตามมาตรา 129
คู่มือการปอ้ งกนั การกระทำ� ความผิดเกี่ยวกับการขดั กันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชนส์ ว่ นรวม 27
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ลำ�ดับ กฎหมาย เจ้าพนกั งานของรัฐทถ่ี กู บังคบั ใช้ บทกำ�หนดโทษ
3 กฎหมายจัดต้ังองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ
3.1 พระราชบัญญัติองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ
มาตรา 44/3 - นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัด พ้นจากตำ� แหน่ง
- รองนายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั ตามมาตรา 36 (5)
- เลขานกุ ารนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ท่ีปรกึ ษานายกองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั
- สมาชกิ สภาองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัด
3.2 พระราชบญั ญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แกไ้ ขเพิ่มเตมิ
มาตรา 48 จตุทศ - นายกเทศมนตรี พน้ จากตำ� แหนง่
- รองนายกเทศมนตรี ตามมาตรา 48 ปญั จทศ (5)
- ทีป่ รึกษานายกเทศมนตรี
- เลขานุการนายกเทศมนตรี
- สมาชิกสภาเทศบาล
3.3 พระราชบญั ญตั สิ ภาตำ� บลและองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล พ.ศ. 2537 และทแี่ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ
มาตรา 64/2 - นายกองคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบล พน้ จากตำ� แหน่ง
- รองนายกองคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบล ตามมาตรา 64 (5)
- เลขานกุ ารนายกองค์การบริหารสว่ นตำ� บล
- สมาชิกสภาองค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบล
3.4 พระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2528 และทแ่ี ก้ไขเพิ่มเตมิ
มาตรา 51 - ผวู้ า่ ราชการกรุงเทพมหานคร พน้ จากตำ� แหนง่
- สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 52 (5)
3.5 พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ. 2542 และท่แี กไ้ ขเพม่ิ เตมิ
มาตรา 49 - นายกเมืองพัทยา พ้นจากต�ำแหนง่
- รองนายกเมอื งพทั ยา ตามมาตรา 50 (6)
- เลขานุการนายกเมอื งพัทยา
- ผ้ชู ่วยเลขานกุ ารนายกเมืองพัทยา
- ประธานที่ปรกึ ษา
- ท่ปี รึกษา
- สมาชิก
28 คูม่ อื การปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเก่ียวกบั การขัดกนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชน์ส่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ลำ�ดับ กฎหมาย เจา้ พนกั งานของรัฐทถี่ ูกบังคบั ใช้ บทกำ�หนดโทษ
4 พระราชบญั ญตั คิ ณุ สมบตั มิ าตรฐานสำ� หรบั กรรมการและพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ พ.ศ. 2518
และทแี่ กไ้ ขเพมิ่ เตมิ
มาตรา 5 (8) (9) - กรรมการของรัฐวสิ าหกิจ พ้นจากต�ำแหน่ง
และ (10) ตามมาตรา 8 (3)
5 พระราชบญั ญัติวธิ ีปฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
มาตรา 13 “เจา้ หน้าท่ี” หมายความว่า บคุ คล คณะบุคคล ใหเ้ จ้าหนา้ ทผี่ ู้นน้ั หยดุ การ
หรือนิตบิ ุคคล ซึ่งใช้อ�ำนาจหรือได้รับมอบ ให้ใช้ พิจารณาเรอื่ งไวก้ ่อน และ
อำ� นาจทางปกครองของรัฐในการด�ำเนนิ การ แจง้ ใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาเหนอื ตน
อยา่ งหนง่ึ อยา่ งใดตามกฎหมาย ไมว่ ่าจะเปน็ ขึ้นไปช้นั หนึง่ ทราบ เพ่ือ
การจดั ตง้ั ขน้ึ ในระบบราชการ รฐั วสิ าหกิจหรอื ที่ผู้บังคับบัญชามีค�ำส่ังตอ่ ไป
กิจการอ่นื ของรฐั หรอื ไมก่ ็ตาม ตามมาตรา 14
6 ประมวลจรยิ ธรรมทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการขัดกันระหวา่ งประโยชน์สว่ นบุคคลกบั ประโยชน์ส่วนรวม
6.1 มาตรฐานทางจรยิ ธรรมของตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ และผดู้ �ำรงตำ� แหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ
รวมท้งั ผู้ว่าการตรวจเงินแผน่ ดิน และหวั หนา้ หนว่ ยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคก์ ร
อสิ ระ พ.ศ. 2561
หมวด 1 - ประธานศาลรฐั ธรรมนญู และตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู การฝ่าฝืนหรอื ไม่ปฏบิ ัติตาม
มาตรฐานทาง - ผู้ดำ� รงต�ำแหนง่ ในองค์กรอสิ ระ ได้แก่ ประธาน มาตรฐานทางจริยธรรมใน
จรยิ ธรรมอนั เปน็ กรรมการและกรรมการการเลอื กตั้ง ประธาน หมวด 1 ให้ถอื วา่ มีลกั ษณะ
อดุ มการณ์ ผู้ตรวจการแผน่ ดนิ และผตู้ รวจการแผ่นดนิ รา้ ยแรง ตามหมวด 4
ขอ้ 7, ขอ้ 8, ประธานกรรมการและกรรมการปอ้ งกันและ การฝ่าฝืนและไมป่ ฏบิ ตั ติ าม
ขอ้ 9, ขอ้ 10, ปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ ประธาน มาตรฐานทางจริยธรรม
ข้อ 11, ขอ้ 18 กรรมการและกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน และ ข้อ 27
และ ขอ้ 22 ประธานกรรมการและกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน
แห่งชาติ
- ผวู้ ่าการตรวจเงินแผน่ ดนิ
- หวั หนา้ หน่วยงานธรุ การของศาลรัฐธรรมนญู
และองคก์ รอิสระ ไดแ้ ก่ เลขาธิการส�ำนกั งาน
ศาลรัฐธรรมนญู เลขาธิการคณะกรรมการการ
เลอื กต้ัง เลขาธิการส�ำนักงานผตู้ รวจการแผ่นดิน
เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราปราม
การทุจริตแหง่ ชาติ และเลขาธิการคณกรรมการ
สทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ
- สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และ
คณะรฐั มนตรตี ามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร
ไทย มาตรา 219 วรรคสอง
คู่มอื การปอ้ งกนั การกระทำ� ความผิดเกีย่ วกบั การขัดกันระหวา่ งประโยชน์ส่วนบคุ คลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม 29
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ลำ�ดบั กฎหมาย เจ้าพนักงานของรฐั ท่ีถกู บงั คบั ใช้ บทกำ�หนดโทษ
6.2 ประมวลจรยิ ธรรมข้าราชการพลเรอื น
หมวด 2 จรยิ ธรรม “ขา้ ราชการ” หมายความวา่ ขาราชการ เปน็ ความผดิ วินยั ตาม
ขา้ ราชการ พลเรือน พนกั งานราชการ และลูกจ้างในสังกัด กฎหมายว่าด้วยพระราช-
พลเรือน ราชการพลเรอื น บญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการ
ข้อ 5, ข้อ 6 พลเรือน พ.ศ. 2551
และ ข้อ 8 ระเบยี บสำ� นกั นายกรฐั มนตรี
วา่ ดว้ ยพนักงานราชการ
พ.ศ. 2547 หรอื ระเบียบ
กระทรวงการคลงั วา่ ดว้ ย
ลกู จา้ งประจำ� ของสว่ นราชการ
พ.ศ. 2537 แลว้ แต่กรณี
ตาม ขอ้ 18
6.3 ระเบยี บส�ำนักนายกรฐั มนตรวี า่ ด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551
หมวด 1 คา่ นยิ ม “ข้าราชการการเมือง” หมายความว่า นายก- เป็นความผิดวนิ ยั ใหน้ ายก-
หลกั ของขา้ ราชการ รฐั มนตรี รัฐมนตรี และขา้ ราชการการเมอื งอ่นื ที่ รฐั มนตรี หรือรัฐมนตรที ี่
การเมอื ง นายกรฐั มนตรีหรอื รัฐมนตรแี ต่งต้งั ตามกฎหมาย มหี น้าทีก่ �ำกับดูแลฯ ด�ำเนิน
ข้อ 6 วา่ ด้วยระเบียบขา้ ราชการการเมอื ง การลงโทษตามความรา้ ยแรง
แหง่ การกระทำ� ตาม ข้อ 30
และ ข้อ 31
บทที่ 3
การกระท�ำอันเปน็ การขดั กันแหง่ ผลประโยชน์
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม เปน็ เรอ่ื งทเ่ี กย่ี วกบั การฝา่ ฝนื
จริยธรรมของเจ้าพนักงานของรัฐ ส�ำหรับในกรณีของประเทศไทยมีการบัญญัติกฎหมายห้าม
เจา้ พนกั งานของรฐั ดำ� เนนิ กจิ การทม่ี ลี กั ษณะเปน็ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์
ส่วนรวม โดยทีค่ ู่มอื เลม่ นี้จะกล่าวถงึ การกระทำ� ตา่ ง ๆ ของเจ้าพนักงานของรัฐและคสู่ มรส รวมถงึ
ผู้ซ่ึงอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประกาศก�ำหนด ท่ีจะต้องห้ามกระท�ำหรือห้ามด�ำเนินกิจการตามที่มาตรา 126 ได้ก�ำหนดห้ามไว้
นอกจากน้ี มาตรา 127 ยงั ไดห้ า้ มเจา้ พนกั งานของรฐั ดำ� เนนิ กจิ การบางประเภทหลงั พน้ จากตำ� แหนง่
ดังน้ัน หากบุคคลดังกล่าวข้างต้นมีการฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นการกระท�ำความผิดต่อต�ำแหน่งหน้าที่
ราชการหรอื ความผิดตอ่ ตำ� แหน่งหน้าท่ีในการยตุ ธิ รรมและตอ้ งได้รับโทษทางอาญา
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2561 มาตรา 126 ได้บัญญัติห้ามมิให้กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ
และเจา้ พนกั งานของรฐั ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด เปน็ คสู่ ญั ญากบั หนว่ ยงานของรฐั รวมถงึ
การหา้ มมีส่วนไดเ้ สียในสญั ญาทไี่ ด้ทำ� ไวก้ บั หน่วยงานของรัฐ การหา้ มเป็นหนุ้ สว่ นหรือเป็นผูถ้ อื หุน้
ในธุรกิจของเอกชน การห้ามรับสัมปทานหรือคงถือไว้ซ่ึงสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐท่ีมี
ลักษณะผูกขาดตัดตอน รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทท่ีรับ
สมั ปทานหรอื เขา้ เปน็ คสู่ ญั ญาในลกั ษณะดงั กลา่ ว และไดบ้ ญั ญตั หิ า้ มการเขา้ ไปมสี ว่ นไดเ้ สยี ในฐานะ
ตา่ ง ๆ ในธรุ กจิ ของเอกชน ไมว่ า่ จะเปน็ การทำ� งานในฐานะเปน็ กรรมการ ทป่ี รกึ ษา ตวั แทน พนกั งาน
หรอื ลกู จา้ งในธรุ กจิ ของเอกชนทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งเชอื่ มโยงกบั อำ� นาจหนา้ ทขี่ องเจา้ พนกั งานของรฐั
นนั้ อกี ทงั้ ยงั ไดบ้ ญั ญตั หิ า้ มการดำ� เนนิ กจิ การของคสู่ มรสของเจา้ พนกั งานของรฐั ในลกั ษณะเดยี วกนั
กบั ท่ีได้บัญญัตหิ า้ มเจ้าพนกั งานของรฐั และในมาตรา 127 ยงั ได้บญั ญตั หิ า้ มมใิ หก้ รรมการ ป.ป.ช.
ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งระดับสูงและผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองท ี่
คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด เขา้ ไปมสี ว่ นไดเ้ สยี ในฐานะเปน็ กรรมการ ทป่ี รกึ ษา ตวั แทน พนกั งาน
หรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การก�ำกับ ดูแล ควบคุมหรือตรวจสอบของหน่วยงาน
คูม่ อื การปอ้ งกนั การกระทำ� ความผดิ เกย่ี วกับการขัดกนั ระหวา่ งประโยชน์ส่วนบคุ คลกบั ประโยชน์สว่ นรวม 31
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ของรฐั ทเี่ จา้ พนกั งานของรฐั ผนู้ นั้ เคยสงั กดั อยหู่ รอื เคยปฏบิ ตั หิ นา้ ทใี่ นฐานะเปน็ เจา้ พนกั งานของรฐั
ซ่ึงโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ
ประโยชนท์ างราชการ หรอื กระทบตอ่ ความมอี สิ ระในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องเจา้ พนกั งานของรฐั ผนู้ นั้
ภายในสองปีนบั แตพ่ ้นจากต�ำแหน่ง
จากเจตนารมณ์ของมาตรา 126 และมาตรา 127 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการป้องกัน
การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม ซงึ่ มที มี่ าจากการทเ่ี จา้ พนกั งานของรฐั
ได้รับมอบอ�ำนาจจากรัฐ ท�ำให้มีอ�ำนาจในการอนุมัติ อนุญาต การให้สัมปทาน และลงนาม
ในสัญญาต่าง ๆ รวมถึงมีอ�ำนาจในการก�ำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือด�ำเนินคดี ดังนั้น
การประกาศก�ำหนดต�ำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการท่ีเป็นการขัดกัน
ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์สว่ นรวม จงึ นบั วา่ มคี วามจำ� เปน็ และมคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มีการก�ำหนดต�ำแหน่งท่ีต้องห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการท่ีเป็นการขัดกัน
ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวมตามประกาศคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม
การทจุ รติ แหง่ ชาติ เรอื่ ง กำ� หนดตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั ทตี่ อ้ งหา้ มมใิ หด้ ำ� เนนิ กจิ การตามความ
ในมาตรา 126 พ.ศ. 2563 และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ
เร่ือง ก�ำหนดต�ำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการตามความในมาตรา 127
พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เรื่อง ก�ำหนดต�ำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการตามความในมาตรา 126
พ.ศ. 2563 ยงั ไดร้ วมถงึ เจา้ พนักงานของรัฐท่ีได้รับมอบอำ� นาจด้วย ท้งั น้ี อาจสรุปสาระสำ� คัญของ
กฎหมายมาตรา 126 และมาตรา 127 ไดด้ ังนี้
3.1 ต�ำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐและคู่สมรสที่ห้ามด�ำเนินกิจการที่เป็นการขัดกัน
ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ
3.1.1 ต�ำแหน่งเจา้ พนกั งานของรฐั ที่ต้องหา้ มกระทำ� การตามมาตรา 126
ตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั ทตี่ อ้ งหา้ มมใิ หด้ ำ� เนนิ กจิ การทเี่ ปน็ การขดั กนั ระหวา่ ง
ประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2561 ไดแ้ ก่ ตำ� แหน่งเจ้าพนกั งาน
ของรัฐดงั ตอ่ ไปนี้
1) กรรมการ ป.ป.ช.
2) ผู้ด�ำรงต�ำแหนง่ ในองคก์ รอิสระ
32 คู่มอื การปอ้ งกนั การกระท�ำความผดิ เกี่ยวกบั การขดั กันระหว่างประโยชน์สว่ นบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
3) เจ้าพนักงานของรัฐท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนด ทั้งนี้ ประกาศ
คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ เรอื่ ง ก�ำหนดต�ำแหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั
ท่ีต้องห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการตามความในมาตรา 126 พ.ศ. 2563 ได้ก�ำหนดให้ผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง
ดงั ตอ่ ไปน้ี และรวมถงึ เจา้ พนกั งานของรฐั ทไ่ี ดร้ บั มอบอำ� นาจใหก้ ระทำ� การดงั กลา่ ว ตอ้ งหา้ มกระทำ� การ
ตามมาตรา 126
(1) ผูด้ �ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง
1.1 นายกรัฐมนตรี
1.2 รัฐมนตรี
1.3 สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร
1.4 สมาชิกวฒุ สิ ภา
(2) ผู้ด�ำรงตำ� แหน่งระดบั สงู
2.1 สำ� หรบั ข้าราชการพลเรือน
2.1.1 หวั หนา้ ส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม
2.2 สำ� หรับข้าราชการทหาร
2.2.1 ปลดั กระทรวงกลาโหม
2.2.2 ผบู้ ัญชาการทหารสงู สุด
2.2.3 ผบู้ ญั ชาการเหล่าทัพ
2.3 ผู้บญั ชาการตำ� รวจแหง่ ชาติ
2.4 ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั
2.5 ปลัดกรงุ เทพมหานคร
2.6 กรรมการและผบู้ รหิ ารสงู สดุ ของรฐั วสิ าหกจิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวธิ กี าร
งบประมาณ
2.7 หวั หนา้ หน่วยงานขององคก์ รอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ
2.7.1 เลขาธิการคณะกรรมการการเลอื กต้งั
2.7.2 เลขาธิการส�ำนกั งานผตู้ รวจการแผน่ ดนิ
2.7.3 เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ
2.7.4 เลขาธิการคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ
2.8 ผู้ซึ่งดำ� รงตำ� แหน่งเทยี บเทา่ ตามท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ก�ำหนด
2.8.1 เลขาธกิ ารสำ� นกั งานศาลรัฐธรรมนญู
2.8.2 เลขาธิการสำ� นักงานศาลยุตธิ รรม
คมู่ อื การปอ้ งกันการกระทำ� ความผดิ เก่ยี วกับการขดั กนั ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม 33
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
2.8.3 เลขาธิการสำ� นกั งานศาลปกครอง
2.8.4 เลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร
2.8.5 เลขาธกิ ารวุฒิสภา
(3) ผ้บู รหิ ารท้องถ่นิ
3.1 ผูว้ า่ ราชการกรุงเทพมหานคร
3.2 นายกเมอื งพทั ยา
3.3 นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั
3.4 นายกเทศมนตรี
3.5 นายกองคก์ ารบริหารสว่ นตำ� บล
โดยประกาศฯ ดังกล่าวจะใช้บังคับเม่ือพ้นก�ำหนดสามสิบวันถัดจากวันประกาศ
ในราชกจิ จานเุ บกษาเป็นต้นไป
นอกจากนั้น ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาต ิ
เรื่อง ก�ำหนดต�ำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการตามความในมาตรา 126
พ.ศ. 2563 มไิ ดก้ ำ� หนดเฉพาะตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั แตย่ งั รวมถงึ เจา้ พนกั งานของรฐั ทไ่ี ดร้ บั
มอบอ�ำนาจด้วย โดยวัตถุประสงค์ของมาตรา 126 เป็นการป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์
ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งมีท่ีมาจากการท่ีเจ้าพนักงานของรัฐได้รับมอบอ�ำนาจจากรัฐ
ทำ� ใหม้ อี ำ� นาจในการอนมุ ตั ิ อนญุ าต การใหส้ มั ปทาน และลงนามในสญั ญาตา่ ง ๆ รวมถงึ เจา้ พนกั งาน
ของรฐั ท่ีมีอ�ำนาจในการกำ� กับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรอื ด�ำเนินคดี
การรวมถงึ เจา้ พนกั งานของรฐั ทไ่ี ดร้ บั มอบอำ� นาจ หมายถงึ การรบั มอบอำ� นาจใหก้ ระทำ� การ
ทั้งหมดท้ังในส่วนของการมอบอ�ำนาจตามค�ำส่ังทางปกครอง การมอบอ�ำนาจตามที่กฎหมาย
บญั ญตั ใิ หเ้ ปน็ การมอบอำ� นาจทร่ี วมถงึ การมอบอำ� นาจใหป้ ฏบิ ตั ริ าชการแทน ทง้ั นี้ พระราชบญั ญตั ิ
ระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ พ.ศ. 2534 และท่ีแก้ไขเพม่ิ เตมิ มาตรา 38 บัญญตั วิ ่า
“อํานาจในการส่ัง การอนุญาต การอนุมัติการปฏิบัติราชการหรือการดําเนินการอื่น
ที่ผ้ดู ํารงตาํ แหนง่ ใด จะพงึ ปฏบิ ัตหิ รือดําเนนิ การตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคาํ สัง่ ใด
หรอื มตขิ องคณะรัฐมนตรใี นเรอ่ื งใด ถา้ กฎหมาย กฎ ระเบยี บ ประกาศ หรือคาํ ส่งั น้นั หรอื มติของ
คณะรัฐมนตรีในเร่ืองนั้นมิได้กําหนดเร่ืองการมอบอํานาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่อง
การมอบอาํ นาจไว้ผดู้ าํ รงตาํ แหนง่ นัน้ อาจมอบอํานาจใหผ้ ้ดู าํ รงตาํ แหนง่ อนื่ ในสว่ นราชการเดยี วกนั
หรอื สว่ นราชการอน่ื หรอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ริ าชการแทนได้ ทงั้ น้ี ตามหลกั เกณฑท์ ก่ี าํ หนด
ในพระราชกฤษฎีกา
34 คมู่ ือการป้องกันการกระทำ� ความผดิ เกย่ี วกับการขัดกนั ระหว่างประโยชน์สว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์ส่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหน่ึงอาจกําหนดให้มีการมอบอํานาจในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง
ตลอดจนการมอบอาํ นาจใหท้ าํ นติ กิ รรมสญั ญา ฟอ้ งคดแี ละดาํ เนนิ คดหี รอื กาํ หนดหลกั เกณฑว์ ธิ กี ารหรอื
เงือ่ นไขในการมอบอํานาจหรอื ที่ผู้รับมอบอํานาจต้องปฏิบตั ิก็ได้
ความในวรรคหนงึ่ มใิ หใ้ ชบ้ งั คบั กบั อาํ นาจในการอนญุ าตตามกฎหมายทบี่ ญั ญตั ใิ หต้ อ้ งออก
ใบอนุญาตหรือที่บัญญัติผู้มีอํานาจอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ ในกรณีเช่นน้ันให้ผู้ดํารงตําแหน่ง
ซ่ึงมีอํานาจ ตามกฎหมายดังกล่าวมีอํานาจมอบอํานาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและ
ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามท่ีเห็นสมควร หรือตามท่ีคณะรัฐมนตรีกําหนด ในกรณีมอบอํานาจให้
ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ใหผ้ วู้ า่ ราชการจงั หวดั มอี าํ นาจมอบอาํ นาจไดต้ อ่ ไปตามหลกั เกณฑแ์ ละเงอื่ นไข
ท่ีผมู้ อบอาํ นาจกําหนด
ในกรณีตามวรรคสาม เพ่ือประโยชน์ในการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนจะตรา
พระราชกฤษฎีกากําหนดรายช่ือกฎหมายท่ีผู้ดํารงตําแหน่งซ่ึงมีอํานาจตามกฎหมายดังกล่าวอาจ
มอบอาํ นาจตามวรรคหนึง่ ตามหลักเกณฑแ์ ละเง่ือนไขทกี่ ําหนดในพระราชกฤษฎีกาดงั กล่าวกไ็ ด้
“การมอบอำ� นาจให้ท�ำเป็นหนงั สือ”
กรณีตัวอย่าง เช่น กรณีปลัดกระทรวงแห่งหนึ่ง มอบอ�ำนาจให้รองปลัดกระทรวงปฏิบัติ
ราชการแทนและมีอ�ำนาจในการอนุมัติจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคาร A ย่อมหมายความว่า
รองปลัดกระทรวงถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่ได้รับมอบอ�ำนาจและต้องห้ามด�ำเนินกิจการ
ตามมาตรา 126 ด้วย
3.1.2 ต�ำแหนง่ เจ้าพนกั งานของรฐั ท่ีต้องห้ามกระท�ำการตามมาตรา 127
ตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั ทต่ี อ้ งหา้ มมใิ หด้ ำ� เนนิ กจิ การทเ่ี ปน็ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์
สว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม ตามมาตรา 127 แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ย
การปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2563 ไดแ้ ก่ ต�ำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐดงั ตอ่ ไปน้ี
1) กรรมการ ป.ป.ช.
2) ผูด้ ำ� รงต�ำแหนง่ ในองค์กรอสิ ระ
3) ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ระดบั สงู และผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ทางการเมอื งทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประกาศก�ำหนด ทั้งนี้ ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาต ิ
เรอื่ ง กำ� หนดตำ� แหนง่ ซง่ึ ตอ้ งหา้ มมใิ หด้ ำ� เนนิ การตามมาตรา 127 พ.ศ. 2563 ไดก้ ำ� หนดใหต้ ำ� แหนง่
ดงั ตอ่ ไปน้ี เป็นต�ำแหน่งซงึ่ ตอ้ งห้ามมใิ ห้ดำ� เนินการตามมาตรา 126 (4)
คมู่ ือการป้องกนั การกระท�ำความผดิ เกยี่ วกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม 35
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
(1) ผูด้ ำ� รงต�ำแหน่งทางการเมือง
1.1 นายกรฐั มนตรี
1.2 รัฐมนตรี
1.3 สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร
1.4 สมาชกิ วุฒิสภา
(2) ผ้ดู ำ� รงต�ำแหนง่ ระดบั สงู
2.1 สำ� หรับขา้ ราชการพลเรือน
2.1.1 หัวหนา้ ส่วนราชการระดบั กระทรวง ทบวง กรม
2.2 ส�ำหรบั ข้าราชการทหาร
2.2.1 ปลัดกระทรวงกลาโหม
2.2.2 ผบู้ ญั ชาการทหารสงู สุด
2.2.3 ผ้บู ัญชาการเหล่าทัพ
2.3 ผบู้ ัญชาการตำ� รวจแห่งชาติ
2.4 ผวู้ ่าราชการจังหวัด
2.5 ปลดั กรงุ เทพมหานคร
2.6 ผบู้ รหิ ารสูงสดุ ของรัฐวสิ าหกจิ ตามกฎหมายว่าดว้ ยวธิ ีการงบประมาณ
2.7 หัวหน้าหน่วยงานขององค์กรอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ
2.7.1 เลขาธิการคณะกรรมการการเลอื กตั้ง
2.7.2 เลขาธกิ ารสำ� นักงานผู้ตรวจการแผ่นดนิ
2.7.3 เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ
2.7.4 เลขาธกิ ารคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ
2.8 ผซู้ งึ่ ด�ำรงตำ� แหนง่ เทยี บเทา่ ตามท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด
2.8.1 เลขาธกิ ารส�ำนักงานศาลรัฐธรรมนญู
2.8.2 เลขาธกิ ารสำ� นกั งานศาลยตุ ิธรรม
2.8.3 เลขาธิการสำ� นกั งานศาลปกครอง
2.8.4 เลขาธิการสภาผ้แู ทนราษฎร
2.8.5 เลขาธกิ ารวุฒสิ ภา
ทงั้ นี้ มาตรา 4 แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปราม
การทุจริต พ.ศ. 2561 ไดก้ ำ� หนดบทนิยามของตำ� แหน่งตา่ ง ๆ ไว้ดงั น้ี
36 ค่มู ือการปอ้ งกันการกระท�ำความผดิ เก่ยี วกับการขัดกันระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกับประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
“เจ้าพนักงานของรัฐ” หมายความว่า เจ้าหน้าท่ีของรัฐ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง
ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ ผ้ดู ำ� รงตำ� แหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.
“เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ” หมายความวา่ ขา้ ราชการหรอื พนกั งานสว่ นทอ้ งถนิ่ ซงึ่ มตี ำ� แหนง่ หรอื
เงนิ เดือนประจำ� ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในหนว่ ยงานของรฐั หรือในรฐั วสิ าหกิจ ผ้บู ริหารทอ้ งถิน่ รองผบู้ ริหาร
ทอ้ งถน่ิ ผชู้ ว่ ยผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ และสมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เจา้ พนกั งาน
ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ หรือเจ้าพนักงานอ่ืนตามท่ีกฎหมายบัญญัติและ
ใหห้ มายความรวมถงึ กรรมการ อนกุ รรมการ ลกู จา้ งของสว่ นราชการ หนว่ ยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ
และบุคคลหรือคณะบุคคลบรรดาซึ่งมีกฎหมายก�ำหนดให้ใช้อ�ำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อ�ำนาจ
ทางปกครองทจ่ี ดั ตง้ั ขนึ้ ในระบบราชการ รฐั วสิ าหกจิ หรอื กจิ การอนื่ ของรฐั ดว้ ย แตไ่ มร่ วมถงึ ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่
ทางการเมอื ง ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.
“ผดู้ �ำรงตำ� แหน่งทางการเมอื ง” หมายความวา่
(1) นายกรฐั มนตรี
(2) รัฐมนตรี
(3) สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร
(4) สมาชิกวฒุ ิสภา
(5) ขา้ ราชการการเมืองอ่ืนนอกจาก (1) และ (2) ตามกฎหมายวา่ ด้วยระเบียบข้าราชการ
การเมอื ง
(6) ขา้ ราชการรฐั สภาฝา่ ยการเมืองตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบยี บข้าราชการรัฐสภา
“ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ” หมายความว่า ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระตามที่
รฐั ธรรมนญู บญั ญตั ยิ กเวน้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และใหห้ มายความรวมถงึ ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ดว้ ย
ยกเวน้ กรณีตามมาตรา 11 (1)
“ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งระดับสูง” หมายความว่า ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับ
กระทรวง ทบวง กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง
สำ� หรบั ขา้ ราชการพลเรอื น และปลดั กระทรวงกลาโหม ผบู้ ญั ชาการทหารสงู สดุ ผบู้ ญั ชาการเหลา่ ทพั
สำ� หรบั ขา้ ราชการทหารและผบู้ ญั ชาการตำ� รวจแหง่ ชาติ และใหห้ มายความรวมถงึ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าหน่วยงานของ
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งอื่นตามที่
คู่มือการป้องกันการกระทำ� ความผดิ เกี่ยวกับการขดั กันระหว่างประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม 37
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
กฎหมายกำ� หนด ผบู้ รหิ ารสงู สดุ ของหนว่ ยงานอนื่ ของรฐั ตามทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด หรอื
ผซู้ ง่ึ ดำ� รงต�ำแหนง่ เทยี บเทา่ ตามท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ� หนด
3.1.3 คสู่ มรสของเจา้ พนกั งานของรฐั ทต่ี อ้ งหา้ มดำ� เนนิ กจิ การทเี่ ปน็ การขดั กนั ระหวา่ ง
ประโยชนส์ ่วนบุคคลกบั ประโยชนส์ ่วนรวม
มาตรา 126 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้ก�ำหนดให้ใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าพนักงานของรัฐตาม
วรรคหนึง่ ดว้ ย โดยใหถ้ อื วา่ การด�ำเนนิ กจิ การของคู่สมรสเป็นการดำ� เนินการของเจ้าพนกั งานของรฐั
เว้นแต่เป็นกรณีที่คู่สมรสน้ันด�ำเนินการอยู่ก่อนท่ีเจ้าพนักงานของรัฐจะเข้าด�ำรงต�ำแหน่ง ดังนั้น
คสู่ มรสของเจา้ พนกั งานของรฐั ตามขอ้ 3.1.1 จงึ ตอ้ งหา้ มมใิ หด้ ำ� เนนิ กจิ การทเี่ ปน็ การขดั กนั ระหวา่ ง
ประโยชน์ส่วนบคุ คลกบั ประโยชน์ส่วนรวมดว้ ย
อย่างไรก็ตาม คู่สมรสตามความหมายของมาตรา 126 วรรคสาม ก�ำหนดให้คู่สมรส
หมายความรวมถงึ ผซู้ งึ่ อยกู่ นิ กนั ฉนั สามภี รยิ าโดยมไิ ดจ้ ดทะเบยี นสมรสดว้ ย ทง้ั น้ี ตามหลกั เกณฑท์ ี่
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก�ำหนด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกประกาศคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้
จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ. 2561 โดยในข้อ 3 ก�ำหนดให้บุคคลซ่ึงอยู่กินกัน
ฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐ และมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด
ดงั ตอ่ ไปนี้ ใหถ้ อื เปน็ ค่สู มรสตามมาตรา 126 วรรคสาม แหง่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2561
(1) ไดท้ ำ� พธิ มี งคลสมรสหรอื พธิ อี นื่ ใดในทำ� นองเดยี วกนั กบั เจา้ พนกั งานของรฐั โดยมบี คุ คล
ในครอบครวั หรือบคุ คลภายนอกรับทราบวา่ เป็นการอยู่กินเปน็ สามีภรยิ ากนั ตามประเพณี
(2) เจ้าพนักงานของรัฐแสดงให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน หรือมีพฤติการณ์
เปน็ ทีร่ บั ร้ขู องสังคมทวั่ ไปว่ามีสถานะดงั กล่าว
ท้ังนี้ ให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งจดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐและต่อมา
ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันตามกฎหมายแต่ยังแสดงให้ปรากฏหรือมีพฤติการณ์ซ่ึงเป็นที่รับรู ้
ของสงั คมทัว่ ไป วา่ มสี ถานะเปน็ สามีหรอื ภริยากนั
อย่างไรก็ตาม เร่ืองการห้ามคู่สมรสของเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องห้ามด�ำเนินกิจการ
ที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม มีก�ำหนดไว้ในมาตรา 126
แต่เพียงอย่างเดยี ว มไิ ด้รวมถึง การห้ามด�ำเนนิ การตามมาตรา 127 แต่อยา่ งใด
38 คู่มือการปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเกีย่ วกบั การขัดกนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบคุ คลกบั ประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
3.2 ลักษณะและองคป์ ระกอบท่ีหา้ มเจ้าพนักงานของรฐั กระท�ำการ
3.2.1 การกระท�ำของเจ้าพนักงานของรฐั ทีต่ อ้ งหา้ มตามมาตรา 126
การกระท�ำอนั เปน็ การขัดกนั แหง่ ผลประโยชนต์ ามมาตรา 126 (1) ถึง (4) ซง่ึ กำ� หนดหา้ ม
เจ้าพนักงานของรัฐด�ำเนินกิจการต่าง ๆ นั้น อาจสรุปสาระส�ำคัญและความหมายของการกระท�ำ
ตา่ ง ๆ ไดด้ ังนี้
1) เป็นคสู่ ัญญา
การห้ามเปน็ คูส่ ัญญา หมายถงึ การหา้ มมิใหก้ รรมการ ป.ป.ช. ผ้ดู �ำรงตำ� แหนง่ ในองคก์ ร
อิสระ และเจา้ พนักงานของรฐั ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประกาศกำ� หนด เข้ามาดำ� เนนิ การทเ่ี ป็น
การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวมโดยการเขา้ มาทำ� สญั ญากบั หนว่ ยงาน
ของรัฐท่ีมีเจ้าพนักงานของรัฐในต�ำแหน่งน้ัน เป็นผู้ปฏิบัติงานในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
ซึ่งมอี ำ� นาจไมว่ ่าโดยตรงหรอื โดยออ้ มในการก�ำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือด�ำเนนิ คดี
ในการเขา้ มาเปน็ คสู่ ญั ญากบั หนว่ ยงานของรฐั ขา้ งตน้ ของกรรมการ ป.ป.ช. ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่
ในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประกาศก�ำหนด หมายถึง
การเขา้ มาเปน็ คสู่ ญั ญาของผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ขา้ งตน้ อนั เปน็ สญั ญาทเี่ กย่ี วกบั หนว่ ยงานของรฐั จะตอ้ ง
ดำ� เนนิ การ อาทิ สญั ญาจัดซอื้ จัดจ้างทีต่ ้องด�ำเนนิ การตามระเบยี บท่เี กี่ยวขอ้ งกับการจัดซือ้ จดั จา้ ง
ของหนว่ ยงานนนั้ ๆ หรอื ตามกฎหมายหรอื มตคิ ณะรฐั มนตรที เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การจดั ซอ้ื จดั จา้ งในกรณี
นนั้ ๆ
โดยกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐ
ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด มอี ำ� นาจหนา้ ทแี่ ตกตา่ งกนั ในเรอื่ งของการมอี ำ� นาจกำ� กบั
ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือด�ำเนินคดี ท�ำให้มีขอบเขตของการใช้อ�ำนาจท่ีต่างกัน เช่น
นายกรัฐมนตรีซ่ึงเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอ�ำนาจบังคับบัญชาเจ้าหน้าท่ีของรัฐและหน่วยงาน
ของรฐั ในทกุ กระทรวง ทบวง กรม จงั หวดั ทเ่ี ปน็ หนว่ ยงานภายใตส้ งั กดั ของฝา่ ยบรหิ ารทงั้ หมดรวมถงึ
รัฐวิสาหกิจ และหรือมีอ�ำนาจก�ำกับดูแลหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐท่ีอยู่ในอำ� นาจตาม
กฎหมาย เป็นต้น
ตัวอย่างค�ำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เก่ียวกับการเป็น
คสู่ ญั ญา จำ� เลยดำ� รงตำ� แหนง่ นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ช มอี ำ� นาจหนา้ ทด่ี ำ� เนนิ กจิ การของ
องค์การบริหารจังหวัด ช ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และเป็น
ผู้ส่ังซ้ือสั่งจ้างตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
ค่มู ือการปอ้ งกนั การกระท�ำความผิดเกี่ยวกบั การขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม 39
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
พ.ศ. 2535 จ�ำเลยย่อมเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหาร
สว่ นจงั หวดั พ.ศ. 2540 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2546 มหี นา้ ทซ่ี อื้ ทำ� จดั การ และดแู ลกจิ การ
ขององค์การบริหารส่วนจงั หวัด ช การท่จี ำ� เลยเข้าไปรบั งานปรบั ปรงุ ต่อเติมอาคารองค์การบริหาร
สว่ นจังหวัด ช เสียเอง (ให้ห้างหนุ้ สว่ น ส เขา้ ประมลู งานแทน) จงึ เป็นการเข้าไปมีสว่ นไดเ้ สียเพ่ือ
ประโยชนส์ ำ� หรบั ตนเองในกจิ การทตี่ นเองมหี นา้ ทซ่ี อ้ื ทำ� จดั การโดยทจุ รติ จำ� เลยใชผ้ ไู้ มม่ คี ณุ สมบตั ิ
ออกแบบอาคารและออกแบบในลักษณะท่ีไม่มีความมั่นคงแข็งแรงจนเป็นเหตุให้อาคารวิบัติ
อนั เปน็ การเสยี หายแกอ่ งคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ช เปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา 151, 152 และ
ยังเป็นความผดิ ฐานเปน็ เจา้ พนกั งานปฏิบัติหนา้ ทีโ่ ดยทจุ รติ ตาม ป.อ. มาตรา 157 แต่การกระท�ำ
ของจำ� เลยเม่อื เป็นความผดิ ตามบทเฉพาะตาม ป.อ. มาตรา 151 และ 152 แล้ว จึงไมจ่ �ำตอ้ งปรบั บท
ป.อ. มาตรา 157 ซ่ึงเปน็ บททวั่ ไปอีก (คดีหมายเลขดำ� ที่ อท.9/2561)
2) มีส่วนได้เสียในสัญญา
การมีส่วนได้เสียในสัญญา หมายถึง การท่ีกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กร
อสิ ระ และเจา้ พนกั งานของรฐั ทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด ไดเ้ ขา้ มาเปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี
ในสญั ญาทท่ี ำ� กบั หนว่ ยงานของรฐั ทม่ี เี จา้ พนกั งานของรฐั ในตำ� แหนง่ นน้ั เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในฐานะทเี่ ปน็
เจา้ พนกั งานของรฐั ซงึ่ มอี ำ� นาจไมว่ า่ โดยตรงหรอื โดยออ้ มในการกำ� กบั ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบหรอื
ด�ำเนินคดี
ทั้งน้ี การเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาในฐานะต่าง ๆ ในการปฏิบัติตามสัญญา
เจา้ พนกั งานของรฐั ผนู้ น้ั จะตอ้ งมเี จตนาประสงคจ์ ะใหต้ นเองไดร้ บั ประโยชนห์ รอื เออ้ื ประโยชนใ์ หก้ บั
บคุ คลอนื่ เชน่ ญาติ เพื่อน หรอื บุคคลในครอบครัว ได้รบั ประโยชนโ์ ดยการใช้อ�ำนาจหน้าทีเ่ ข้าไป
ยุ่งเกี่ยวกับสัญญานั้น หรือการเข้าไปด�ำเนินการใด ๆ เพื่อเป็นการปกป้องในกรณีที่อาจจะต้อง
เสยี ประโยชนห์ รอื ไดร้ บั ความเสยี หายเมอื่ ตอ้ งดำ� เนนิ การตามสญั ญาเพอ่ื ชว่ ยเหลอื ญาติ ครอบครวั
หรือเพอื่ น เป็นตน้
การมีส่วนได้เสียในสัญญาของเจ้าพนักงานของรัฐจะพบการมีส่วนได้เสียในรูปแบบ
ของความสมั พนั ธใ์ นทางครอบครวั หรอื ในบางกรณอี าจมสี ว่ นไดเ้ สยี ในฐานะหนุ้ สว่ นในหา้ งหนุ้ สว่ น
ประเภทตา่ ง ๆ ถงึ แม้จะเปน็ หนุ้ ส่วนประเภทจ�ำกดั ความรบั ผิดก็ตาม หรอื การมสี ่วนได้เสยี ในฐานะ
ผถู้ อื หนุ้ ผจู้ ดั การ หรอื กรรมการของบรษิ ทั ในบางกรณอี าจมสี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญาทไ่ี ดท้ ำ� กนั ไวก้ อ่ น
และต่อมาผู้ท�ำสัญญาได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐท่ีต้องเข้ามาด�ำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับสัญญาน้ัน
หรอื ผลของสัญญานน้ั
40 คูม่ ือการปอ้ งกันการกระทำ� ความผดิ เก่ียวกบั การขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบุคคลกับประโยชน์สว่ นรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
การอยใู่ นฐานะเปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ของเจา้ พนกั งานของรฐั ในรปู แบบตา่ ง ๆ จงึ เปน็ การขดั กนั
ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม กลา่ วคอื เจา้ พนกั งานของรฐั ผนู้ นั้ ไดร้ บั ประโยชน์
หรือเสียประโยชน์ หรือน่าจะได้ประโยชน์หรือน่าจะเสียประโยชน์ในสัญญาที่หน่วยงานของรัฐ
เปน็ คสู่ ญั ญาหรอื ในกจิ การทมี่ ผี กู้ ระทำ� ใหแ้ กห่ นว่ ยงานของรฐั หรอื ทหี่ นว่ ยงานของรฐั จะกระทำ� ดว้ ย
ไม่วา่ จะเปน็ ประโยชน์ในทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม
ส�ำหรับการเข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาตามความในมาตรา 126 นี้ เป็นการเข้าไปมี
สว่ นไดเ้ สยี ในทางตรงตามสญั ญาทไ่ี ดท้ ำ� ไวก้ บั หนว่ ยงานของรฐั ซง่ึ หมายถงึ การเขา้ ไปดำ� เนนิ การใด ๆ
เพอ่ื ใหต้ นเองจะไดร้ บั ประโยชน์ หากมกี ารทำ� สญั ญากบั หนว่ ยงานของรฐั หรอื การปกปอ้ งตนเองหรอื
การเขา้ ไปดำ� เนนิ การใด ๆ เพอ่ื ชว่ ยเหลอื ใหผ้ อู้ น่ื ไดร้ บั ประโยชนห์ รอื เพอื่ เออื้ ประโยชนใ์ หก้ บั บคุ คลอนื่
ในกรณที ่ีอาจจะตอ้ งเสยี ประโยชนจ์ ากสญั ญาน้ัน
เช่น นาย ก เปน็ นายกองคก์ ารบริหารสว่ นตำ� บล ก และเป็นกรรมการผจู้ ัดการของบรษิ ัท
ได้เข้าไปยื่นซองเพื่อให้บริษัทท่ีตนเองเป็นกรรมการผู้จัดการเป็นผู้มีสิทธิได้ท�ำสัญญากับรัฐ
แต่ในเวลาต่อมาได้ถูกตัดสิทธิและบริษัทน้ันไม่ได้เป็นผู้เข้าท�ำสัญญากับหน่วยงานของรัฐเนื่องจากการ
ถกู ตดั สทิ ธติ ามกฎหมายหรอื ระเบยี บทเี่ กยี่ วขอ้ ง (หาก นาย ก ยงั ไมไ่ ดเ้ ขา้ ไปใชอ้ ำ� นาจใด ๆ ในตำ� แหนง่
เข้าไปยุ่งเก่ียว) การด�ำเนินการในขั้นตอนการเข้ายื่นซองเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐที่
เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นจะมีอ�ำนาจก�ำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือด�ำเนินคดีอยู่ก็ตาม
ก็ยงั ถือไมไ่ ดว้ า่ ได้เข้าไปเปน็ ผมู้ ีส่วนได้เสยี ในสัญญานั้น (ในทางปกครอง)
ดังนั้น การเข้าไปมีส่วนได้เสียทางอ้อมในสัญญาของกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง
ในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด เจ้าพนกั งานของรฐั
ผู้น้ันจะต้องรับผิดในทางปกครอง เช่น ท�ำให้สมาชิกภาพส้ินสุดลงหรือต้องพ้นจากต�ำแหน่งน้ันไป
ตามกฎหมายจดั ตั้งองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ น้นั ๆ ไดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ หรอื เปน็ เหตุที่ต้องถูกถอดถอน
ใหพ้ น้ จากตำ� แหน่งตามกฎหมาย เป็นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกายังเคยตีความในลักษณะว่า “พระราชบัญญัตินี้บัญญัติว่า
ประธานกรรมการและกรรมการต้องไม่มีส่วนได้เสียอย่างใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การ
ท่ีด�ำเนินธุรกิจ เห็นว่า บทบัญญัติส่วนน้ีประสงค์จะห้ามเฉพาะการมีส่วนได้เสียทางตรงเท่านั้น
เพราะหากกฎหมายประสงคจ์ ะหา้ มการมสี ว่ นไดเ้ สยี “ทางออ้ ม” ดว้ ยแลว้ กจ็ ะตอ้ งบญั ญตั ไิ วอ้ ยา่ งชดั เจน
การทค่ี สู่ มรสหรอื บตุ รทยี่ งั ไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะมสี ว่ นไดเ้ สยี ในหา้ งหนุ้ สว่ น บรษิ ทั หรอื องคก์ ารทดี่ ำ� เนนิ
ธรุ กจิ ยอ่ มไมม่ ผี ลใหป้ ระธานกรรมการและกรรมการเปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี โดยตรงในหา้ งหนุ้ สว่ น บรษิ ทั
หรือองคก์ ารทดี่ ำ� เนนิ ธุรกจิ แตอ่ ย่างใด” (เร่อื งเสร็จที่ 526/2544)
คู่มือการปอ้ งกันการกระทำ� ความผิดเก่ียวกบั การขดั กันระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชน์ส่วนรวม 41
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
กรณกี ารเปน็ ผูม้ สี ่วนได้เสียในทางตรงและทางอ้อม คณะกรรมการกฤษฎกี าได้ใหค้ วามเห็นไว้
ดังนี้
การมีส่วนได้เสียหรือมีประโยชน์ได้เสียในทางตรง ได้แก่ การเป็นคู่สัญญาหรือได้รับ
ประโยชนใ์ นธรุ กจิ โดยตรงกบั หนว่ ยงานนั้น
การมสี ว่ นไดเ้ สยี หรือมปี ระโยชน์ได้เสียในทางออ้ ม ไดแ้ ก่ การมีสว่ นไดเ้ สยี ผา่ นบุคคลอน่ื
หรือใช้วิธีการอื่นใดอันจะกระท�ำให้เกิดการขัดกันในประโยชน์ได้เสียด้วย หรือการมีความสัมพันธ์
กบั คสู่ ญั ญา ในลกั ษณะทจี่ ะสง่ ผลดหี รอื ผลเสยี ตอ่ ตนในทางออ้ ม อนั จะไดช้ อ่ื วา่ มสี ว่ นไดเ้ สยี ในทางออ้ ม
หรือไม่ ซึ่งความสัมพันธ์ท่ีมีอยู่อาจจะเป็น ดังน้ี (1) ความสัมพันธ์ในเชิงบริหารโดยเป็นผู้จัดการ
หนุ้ สว่ นผจู้ ดั การ กรรมการผจู้ ดั การ ตวั แทน ผบู้ รหิ ารหรอื ผมู้ อี ำ� นาจในการดำ� เนนิ งานในกจิ การของ
บคุ คลธรรมดาหรอื ของนติ บิ คุ คลทมี่ กี ารกระทำ� กบั เทศบาล (2) ความสมั พนั ธใ์ นเชงิ ทนุ โดยเปน็ หนุ้ สว่ น
ในห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทจ�ำกัดซึ่งสามารถครอบง�ำ
การจดั การบรษิ ทั ได้ หรอื (3) ความสมั พนั ธใ์ นระหวา่ งบคุ คล ซงึ่ กฎหมายบญั ญตั ใิ หม้ หี นา้ ทอี่ ปุ การะ
เล้ียงดูต่อกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา หรือความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ เป็นตน้
ตัวอย่างคำ� พพิ ากษาศาลปกครองเกย่ี วกับการมีส่วนไดเ้ สีย
สะใภ้เป็นคู่สัญญากับเทศบาลท่ีพ่อสามีเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ไม่ถือว่าพ่อสามีเป็นผู้มี
สว่ นไดเ้ สียโดยตรงหรือโดยอ้อม อนั เปน็ ผลใหส้ มาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลส้นิ สุดลง เพราะ
แมส้ ะใภจ้ ะเปน็ ผลู้ งชอ่ื ในสญั ญาจา้ ง แตพ่ อ่ สามซี งึ่ เปน็ สมาชกิ สภาเทศบาลไมไ่ ดม้ อี ำ� นาจหนา้ ทเ่ี ขา้ ไป
เกี่ยวข้องกับการท�ำสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างหรือผู้รับจ้างด้วย ประกอบกับผลการสอบสวนของ
คณะกรรมการสอบสวนขอ้ เทจ็ จรงิ กไ็ มป่ รากฏวา่ พอ่ สามไี ดเ้ ขา้ ไปเกยี่ วขอ้ งในการบรหิ ารจดั การรา้ นหรอื
มคี วามสมั พนั ธใ์ นเชงิ การลงทนุ รว่ มกบั บตุ รชายหรอื สะใภใ้ นกจิ การของรา้ นแตอ่ ยา่ งใด และแมท้ ตี่ งั้
โรงพิมพ์ของร้าน A จะต้ังอยู่ท่ีบ้านซึ่งเป็นกรรมสิทธ์ิของพ่อสามี โดยเช่าจากพ่อสามีหรือพ่อสามี
ให้ประโยชน์โดยไม่คิดค่าเช่าเพ่ือช่วยเหลือบุตรก็ตาม แต่ก็ไม่เก่ียวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียตาม
สญั ญาจ้างแต่อย่างใด อกี ทง้ั การท่ีสะใภ้มีช่อื อยใู่ นทะเบียนบ้านของผู้ฟ้องคด ี ก็ไมใ่ ชเ่ หตผุ ลส�ำคัญ
ทแ่ี สดงวา่ จะตอ้ งมผี ลประโยชนร์ ว่ มกนั และในทางขอ้ เทจ็ จรงิ สะใภแ้ ละบตุ ชายกไ็ มไ่ ดพ้ กั อาศยั อยู่
ที่บ้านของพ่อสามี แต่อาศัยอยู่ท่ีบ้านเช่ามาตลอด มีเพียงไปมาหาสู่กับพ่อสามีในฐานะญาติบ้าง
ในบางคร้ัง กรณีจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีใช้โอกาส
ในฐานะทตี่ นดำ� รงตำ� แหนง่ สรา้ งประโยชนแ์ กต่ นโดยเบยี ดเบยี นหรอื คกุ คามประโยชนส์ ว่ นรวมหรอื
ประโยชน์ของรัฐ หรือจูงใจ หรือข่มขู่ หรือโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่ที่เก่ียวข้องในการจัดจ้างเพ่ือให ้
42 คู่มอื การปอ้ งกันการกระทำ� ความผิดเกี่ยวกับการขดั กนั ระหว่างประโยชนส์ ่วนบคุ คลกับประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
วา่ จา้ งสะใภข้ องสมาชกิ สภาฯ อนั มลี กั ษณะเปน็ การกระทำ� ทจี่ ะทำ� ใหเ้ ปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ตามนยั มาตรา
18 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 12) พ.ศ. 2546
(คดหี มายเลขด�ำที่ อ.617/2554 คดหี มายเลขแดงท่ี อ.164/2555)
3) เป็นหนุ้ ส่วนในหา้ งหนุ้ สว่ น
การเปน็ หุ้นสว่ น หมายถงึ การทบี่ ุคคลได้ลงทนุ รว่ มกนั ในหา้ งหุน้ สว่ นสามัญ หา้ งหุ้นส่วน
สามัญจดทะเบียน หรือในห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด ซ่ึงห้างหุ้นส่วนดังกล่าวได้เข้ามาเป็นคู่สัญญากับ
หนว่ ยงานของรฐั ทบี่ คุ คลดงั กลา่ วดำ� รงตำ� แหนง่ ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ
หรือเจ้าพนักงานของรัฐท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนด ได้ปฏิบัติหน้าท่ีในฐานะ
เปน็ เจา้ พนกั งานของรฐั ซงึ่ มอี ำ� นาจโดยตรง หรอื โดยออ้ มในการกำ� กบั ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบหรอื ดำ� เนนิ คดี
ส�ำหรับกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐ
ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด แมว้ า่ จะเปน็ หนุ้ สว่ นจำ� กดั ความรบั ผดิ ในหา้ งหนุ้ สว่ นจำ� กดั
ต่อมาห้างหุ้นส่วนจ�ำกัดน้ันได้เข้ามาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐท่ีเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้น
ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะท่ีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอ�ำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการก�ำกับ
ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือด�ำเนินคดี การเป็นหุ้นส่วนจ�ำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด
ดังกล่าว ก็เป็นการกระท�ำท่ีต้องห้ามเน่ืองจากการเป็นหุ้นส่วนประเภทจ�ำกัดความรับผิดก็มีฐานะ
เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มิได้มีความต่างจากหุ้นส่วนประเภทไม่จ�ำกัดความรับผิด และประกอบกับ
หนุ้ สว่ นประเภทจำ� กดั ความรบั ผดิ ยงั ไดผ้ ลประโยชนจ์ ากผลกำ� ไรจากหา้ งหนุ้ สว่ นจำ� กดั ทเ่ี ปน็ การได้
มาจากการท�ำมาค้าขายของหา้ งฯ นน้ั เช่นกนั
4) การถือหนุ้ ในบรษิ ัท
การเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท หมายถึง กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ
และเจ้าพนกั งานของรฐั ทีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด หา้ มมใิ หด้ �ำเนินกิจการทเ่ี ปน็ การขัดกนั
ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมได้เข้าไปลงทุนโดยการมีหุ้นในบริษัทตาม
ทะเบยี นผถู้ อื หนุ้ ตอ่ มาบรษิ ทั ทเ่ี จา้ พนกั งานของรฐั ถอื หนุ้ อยไู่ ดเ้ ขา้ เปน็ คสู่ ญั ญากบั หนว่ ยงานของรฐั
ทเี่ จา้ พนกั งานของรฐั ผนู้ น้ั ปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ ในฐานะทเ่ี ปน็ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ซงึ่ มอี ำ� นาจไมว่ า่ โดยตรงหรอื
โดยอ้อมในการกำ� กับ ดูแล ควบคมุ ตรวจสอบหรอื ดำ� เนนิ คดี
อย่างไรกต็ าม กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ดำ� รงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรฐั
ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนดต�ำแหน่งห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการตามมาตรา 126 (2)
สามารถเปน็ ผ้ถู อื หนุ้ ในบริษทั จ�ำกดั หรือบริษัทมหาชนจ�ำกัด ตามมาตรา 126 (2) ได้ไมเ่ กนิ รอ้ ยละห้า
ของจำ� นวนหุ้นทง้ั หมดที่จ�ำหนา่ ยไดใ้ นบริษัทน้นั
คูม่ ือการปอ้ งกันการกระท�ำความผดิ เก่ียวกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นบุคคลกับประโยชนส์ ่วนรวม 43
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
5) การรับหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทาน สัญญาอันมีลักษณะเป็นการผูกขาด
ตัดตอนการเปน็ หุ้นส่วนหรือผถู้ ือห้นุ ในหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั ทร่ี บั สัมปทาน
สมั ปทาน หมายถงึ กระบวนการหนงึ่ ของรฐั ในการมอบหมายใหเ้ อกชนเขา้ มาจดั ทำ� บรกิ าร
สาธารณะ โดยเอกชนผเู้ ขา้ รว่ มจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะจะตอ้ งเปน็ ผลู้ งทนุ และเสย่ี งภยั ในการทเ่ี ขา้ รว่ ม
นั้นเอง โดยรัฐจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างในการด�ำเนินการให้แก่ผู้รับสัมปทานแต่จะก�ำหนดระยะเวลา
ในการใหส้ ัมปทานนนั้ ๆ ซึ่งตลอดเวลาการรับสัมปทาน รัฐจะให้สิทธิเอกชนผรู้ บั สัมปทานมรี ายได้
จากการเกบ็ คา่ ธรรมเนยี มจากผใู้ ชบ้ รกิ าร และผรู้ บั สมั ปทานตอ้ งจา่ ยคา่ ตอบแทนแกร่ ฐั เมอื่ หมดเวลา
ตามสญั ญาสมั ปทานแลว้ สง่ิ กอ่ สรา้ งตา่ ง ๆ ทใ่ี ชใ้ นกจิ การทไ่ี ดจ้ ากการรบั สมั ปทานจะตกเปน็ สทิ ธแิ กร่ ฐั
โดยอาจแบง่ ไดเ้ ปน็ ประเภทต่าง ๆ ไดด้ งั นี้
(1) สัญญาท่ีรัฐอนุญาตให้เอกชนจัดท�ำบริการสาธารณะ คือ การท่ีรัฐมอบบริการ
สาธารณะ อันอยู่ในอ�ำนาจหน้าที่ของตนซึ่งไม่ใช่กิจการท่ีเก่ียวกับความม่ันคงหรือความปลอดภัย
ของประเทศไปใหเ้ อกชนเป็นผจู้ ัดทำ� เช่น การไฟฟ้า การประปา การชลประทาน การเดนิ รถประจำ� ทาง
เป็นตน้
(2) สัญญาท่รี ฐั ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
(3) สัญญาท่ีรัฐให้เอกชนแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คือ การท่ีรัฐ
มอบอำ� นาจใหบ้ คุ คลขดุ คน้ หรอื ทำ� ประโยชนใ์ นทรพั ยากรธรรมชาตบิ างอยา่ งซงึ่ ถอื วา่ เปน็ กรรมสทิ ธิ์
ของชาตแิ ละสว่ นใหญ่ จะหา้ มมใิ หบ้ คุ คลขดุ คน้ ทำ� ประโยชนใ์ นทรพั ยากรธรรมชาตดิ งั กลา่ ว เวน้ แต่
ได้รบั อนญุ าตจากรฐั ทรพั ยากรธรรมชาตเิ หล่าน้ี เช่น แร่ ป่าไม้ และปิโตรเลยี ม เป็นตน้ โดยผูร้ บั
สัมปทานต้องให้ค่าตอบแทนแก่รัฐในรูปของค่าภาคหลวง ภาษีและผลประโยชน์พิเศษอย่างอื่น
ภายใตก้ รอบกฎหมายหรือสญั ญาทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั การใหส้ มั ปทานนั้น ๆ
สัญญาทบ่ี ริษทั ทำ� กบั รัฐอันมลี กั ษณะเปน็ การผกู ขาดตดั ตอน หมายถึง การทรี่ ฐั ให้สิทธิ
พเิ ศษหรอื อำ� นาจพเิ ศษในการดำ� เนนิ การโดยเฉพาะธรุ กจิ หรอื การคา้ การผลติ เปน็ พเิ ศษเฉพาะสว่ น
หรอื ควบคมุ การขายทงั้ หมด การใหส้ ทิ ธพิ เิ ศษแกบ่ รษิ ทั จะจดั ใหท้ ำ� ไดเ้ พยี งผเู้ ดยี วในระยะเวลาหนงึ่
ทก่ี ำ� หนดตกลงกัน โดยมขี อ้ สญั ญาว่าบริษัทจะตอ้ งจา่ ยเงินค่าสทิ ธิพิเศษใหแ้ กร่ ัฐเปน็ การตอบแทน
จากการทไี่ ดร้ บั ผกู ขาดผลกำ� ไรทไี่ ดจ้ ากกจิ การนนั้ ตกเปน็ ของผรู้ บั ผกู ขาด เชน่ การผลติ และจำ� หนา่ ย
สุราในเขตทอ้ งทีใ่ ดท้องทห่ี น่ึงแตเ่ พยี งผเู้ ดยี ว เป็นตน้
การรับสัมปทานจากรัฐ หมายถึง กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งในองค์กรอิสระ
และเจา้ พนกั งานของรฐั ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด ไดเ้ ขา้ ไปทำ� สญั ญาทเ่ี ปน็ การจดั ทำ�
บรกิ ารสาธารณะ สญั ญาท่ีรัฐให้เอกชนร่วมลงทนุ หรือสญั ญาทร่ี ัฐให้เอกชนแสวงหาประโยชน์จาก
44 คู่มอื การป้องกันการกระทำ� ความผดิ เก่ยี วกบั การขัดกนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบคุ คลกับประโยชนส์ ่วนรวม
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
ทรัพยากรธรรมชาติกับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
เปน็ ตน้
การคงถอื ไวซ้ ง่ึ สมั ปทาน หมายถงึ การทบ่ี คุ คลใด ๆ ในสถานะเอกชนไดท้ ำ� สญั ญาสมั ปทาน
กบั รฐั และในเวลาตอ่ มาบคุ คลนน้ั ไดเ้ ขา้ ดำ� รงตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานของรฐั ตามทกี่ ฎหมายหา้ มดำ� เนนิ การ
แลว้ ยงั คงถอื ไวซ้ ง่ึ สมั ปทานทไ่ี ดร้ บั จากรฐั หนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ หรอื ราชการ
สว่ นท้องถนิ่ ไวต้ อ่ ไป
การเข้าเปน็ คู่สญั ญากับรฐั หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกิจ หรือราชการ
สว่ นทอ้ งถนิ่ อนั มลี กั ษณะเปน็ การผกู ขาดตดั ตอน หมายถงึ การทก่ี รรมการ ป.ป.ช. ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่
ในองคก์ รอิสระ และเจ้าพนักงานของรฐั ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำ� หนด ไดเ้ ขา้ ไปทำ� สัญญาใด ๆ
นอกเหนือจากสญั ญาสัมปทานกับรฐั อนั มลี ักษณะผูกขาดตัดตอน
การเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็น
คู่สัญญา หมายถึง การท่ีเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนด ได้เป็นผู้มี
รายชอื่ ถอื หนุ้ ในหา้ งหนุ้ สว่ นประเภทตา่ ง ๆ หรอื ไดเ้ ปน็ ผถู้ อื หนุ้ ในบรษิ ทั และหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั
ทม่ี เี จา้ พนกั งานของรฐั เปน็ หนุ้ สว่ นหรอื เปน็ ผถู้ อื หนุ้ ไดเ้ ขา้ มารบั สมั ปทานจากรฐั หรอื ไดเ้ ขา้ เปน็ คสู่ ญั ญา
ในลักษณะดังกล่าวในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซ่ึงมีอ�ำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการ
ก�ำกบั ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบหรือดำ� เนนิ คดี
อย่างไรก็ตาม กรรมการ ป.ป.ช. ผ้ดู ำ� รงต�ำแหน่งในองคก์ รอิสระ และเจา้ พนักงานของรัฐ
ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศก�ำหนดต�ำแหน่งห้ามมิให้ด�ำเนินกิจการตามมาตรา 126 (3)
สามารถเป็นผูถ้ ือหนุ้ ในบริษัทจำ� กัดหรือบรษิ ัทมหาชนจ�ำกดั ตามมาตรา 126 (3) ได้ไมเ่ กนิ รอ้ ยละห้า
ของจำ� นวนหุ้นทง้ั หมดท่จี ำ� หน่ายได้ในบรษิ ทั นัน้
6) การเขา้ ไปมสี ว่ นไดเ้ สยี ในฐานะ เปน็ กรรมการ ทปี่ รกึ ษา ตวั แทน พนกั งานหรอื ลกู จา้ ง
ในธุรกจิ เอกชน
ธรุ กจิ หมายถงึ การงานประจำ� เกย่ี วกบั อาชพี คา้ ขาย หรอื กจิ การอยา่ งอน่ื ทสี่ ำ� คญั และ
ทไ่ี ม่ใช่ราชการ หรอื การประกอบกจิ การเพอื่ มุ่งการค้าหาก�ำไร
เอกชน หมายถงึ บคุ คลคนหนง่ึ ๆ หรอื สว่ นบคุ คล, ไมใ่ ชข่ องรฐั เชน่ โรงพยาบาลเอกชน
ธุรกิจเอกชน มีหลักส�ำคัญท่ีต้องพิจารณาอยู่ 2 ประการ ได้แก่ การเป็นเจ้าของใน
ทรัพยากร การผลิต และความมีโอกาสอย่างเสรีท่ีจะเลือกได้ตามความพอใจ เนื่องจากการเป็น
คูม่ อื การป้องกันการกระท�ำความผิดเกีย่ วกับการขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคลกับประโยชนส์ ว่ นรวม 45
ตามมาตรา 126 และมาตรา 127
เจ้าของส่วนตัวในทรัพยากร การผลิต โดยสิทธิขั้นพื้นฐานของระบบธุรกิจเอกชน คือ สิทธิในการ
เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ (Right to Property Ownership) สิทธิในการได้มาซึ่งผลก�ำไร หรือ
แรงกระตุ้นก�ำไร (Profit Incentive) สิทธิในการแข่งขันซ่ึงกันและกัน หรือโอกาสในการแข่งขัน
(Opportunity to Compete) และสิทธิในการมีเสรีภาพในการเลือกและการตกลงท�ำสัญญา
(Freedom of Choice and Contract)
กรณดี ังกล่าวอาจมปี ระเด็นวา่ “รัฐวิสาหกจิ ซึ่งรัฐบาลหรือส่วนราชการถอื ห้นุ เกนิ กวา่
รอ้ ยละ 50” จะถอื วา่ เปน็ “ธรุ กจิ เอกชน” หรอื ไม่ โดยในการประกาศกำ� หนดตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งาน
ของรัฐท่ีต้องห้ามดำ� เนนิ กจิ การตามมาตรา 126 ไดม้ ีการก�ำหนดตำ� แหน่ง “กรรมการและผบู้ ริหาร
สูงสดุ ของรฐั วิสาหกจิ ตามกฎหมายวา่ ด้วยวิธีการงบประมาณ” ดว้ ย
รัฐวิสาหกิจจึงตอ้ งพิจารณาตามพระราชบัญญตั ิวิธกี ารงบประมาณ พ.ศ. 2561 ซง่ึ ได้
บัญญตั ิให้ “รัฐวสิ าหกิจ” หมายความวา่
(1) องคก์ ารของรฐั บาลตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจดั ตง้ั องคก์ ารของรฐั บาล กจิ การของรฐั
ซ่งึ มกี ฎหมายจัดต้ังขึ้น หรือหนว่ ยงานธุรกิจท่รี ฐั บาลเปน็ เจา้ ของ
(2) บริษัทจ�ำกัดหรือบริษัทมหาชนจ�ำกัดท่ีส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุน
รวมอย่ดู ว้ ยเกินร้อยละหา้ สบิ
(3) บริษัทจ�ำกัดหรือบริษัทมหาชนจ�ำกัดที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตาม (1) หรือ
(2) หรอื ทีร่ ฐั วสิ าหกจิ ตาม (1) และ (2) หรอื่ ที่รัฐวสิ าหกจิ ตาม (2) มที ุนรวมอยดู่ ว้ ยเกินร้อยละหา้ สิบ
ทงั้ นี้ คำ� วา่ ธรุ กจิ เอกชนยอ่ มหมายถงึ ธรุ กจิ ทเ่ี อกชนเปน็ เจา้ ของโดยไมร่ วมถงึ ธรุ กจิ หรอื
กิจการใดทตี่ ามกฎหมายถอื ว่าเปน็ รฐั วิสาหกิจดว้ ย (ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎกี า เร่อื งเสรจ็ ที่
368/2544)
(1) ในฐานะเปน็ กรรมการ
การเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการในธุรกิจของเอกชน หมายถึง การท่ี
กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ด�ำรงต�ำแหนง่ ในองค์กรอสิ ระ และเจ้าพนกั งานของรฐั ท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประกาศกำ� หนด ไดเ้ ขา้ ไปเปน็ กรรมการในธรุ กจิ ของเอกชนและสง่ ผลทำ� ใหเ้ กดิ การขดั แยง้ กนั ในการ
ทำ� หนา้ ทขี่ องเจา้ พนกั งานของรฐั ทเี่ ปน็ กจิ การของสว่ นรวมหรอื สาธารณะกบั กจิ กรรมอนั เปน็ หนา้ ท่ี
ในฐานะกรรมการในธรุ กิจของเอกชน