รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 40 6. แบบฝึกทักษะ 6.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะมีความสำคัญต่อผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยส่งเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียน ได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้นทำให้การสอนของครูและการเรียนของ นักเรียนประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ แบบฝึกทักษะ คือชุดฝึกการเรียนรู้ ที่ครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้ว เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะ ความชำนาญและฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทั้งยัง มีประโยชน์ในการลดภาระการสอนให้กับครู อีกทั้งพัฒนาความสามารถของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียน สามารถมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ คมขำ แสนกล้า (2547 : 32) ได้สรุปความสำคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกทักษะเป็นส่วนสำคัญ ในการเรียนการสอน เพราะถ้าขาดแบบฝึกทักษะเพื่อใช้ในการฝึกฝนทักษะความรู้ต่างๆ หลังจากเรียน ไปแล้ว เด็กก็อาจจะลืมเลือนความรู้ที่เรียนไปได้ ซึ่งอาจส่งผลให้นักเรียนไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร แบบฝึกทักษะ คือ งาน กิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ครูจัดให้นักเรียนได้ฝึกหัดกระทำเพื่อ ทบทวนฝึกฝนเนื้อหาความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความจำจนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความ ชำนาญ และให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 40) ได้สรุปความหมายและความสำคัญของแบบฝึกได้ว่า แบบ ฝึก คือ แบบฝึกหัด หรือชุดฝึกที่ครูจัดให้นักเรียน เพื่อให้มีทักษะเพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องนั้นๆ มาบ้างแล้ว โดยแบบฝึกต้องมีทิศทางตรงตามจุดประสงค์ ประกอบกิจกรรมที่น่าสนใจและสนุกสนาน อกนิษฐ์ กรไกร (2549 : 18) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้ นักเรียนทำโดยมีการทบทวนสิ่งที่เรียนผ่านมาแล้วจากบทเรียน ให้เกิดความเข้าใจและเป็นการฝึก ทักษะ และแก้ไขในจุดบกพร่องเพื่อให้นักเรียนได้มีความสามารถและศักยภาพยิ่งขึ้นเข้าใจบทเรียนดี ขึ้น แบบฝึกทักษะว่า หมายถึง งาน กิจกรรม หรือ ประสบการณ์ที่ครูผู้สอนจัดให้นักเรียนได้ฝึก ปฏิบัติเพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วนำมาปรับ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดเป็นสื่อการเรียนสำหรับให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อช่วยเสริมให้เกิด ทักษะและความแตกฉานในบทเรียน แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ฝึกฝน ความคิดและพัฒนา ทักษะทางภาษาให้ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะแบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ผู้เรียน สามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเอง หรือฝึกโดยมีครูผู้สอนควบคุม และผู้ฝึกจะฝึกได้ตลอดเวลาทั้งในและนอก ห้องเรียน โดยฝึกให้เป็นไปตามขั้นตอน ตามลำดับความยากง่ายซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่สูงขึ้น
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 41 สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544 : 2) กล่าวว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดคือสื่อการเรียน การ สอนชนิดหนึ่งที่ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น จากความเห็นดังกล่าวจึงพอสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อที่ครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความ เข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญและฝึก กระบวนการคิดให้มากขึ้น ทำให้ครูทราบความเข้าใจของ นักเรียนที่มีต่อบทเรียน ฝึกให้เด็กมีความ เชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ ทั้งยังมีประโยชน์ ช่วยลดภาระการสอนของครู และยัง ช่วยพัฒนาตามความแตกต่างการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ 6.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี มีผู้เสนอแนะลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้หลายคน อาทิ ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 1. เกี่ยวข้องกับการเรียนที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของเด็ก 3. มีคำชี้แจงสั้นๆที่ทำให้เด็กเข้าใจวิธีทำได้ง่าย 4. ใช้เวลาเหมาะสมคือไม่ใช้เวลานานหรือเร็วเกินไป 5. เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และท้าทายให้แสดงความสามารถ แบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. เหมาะสมกับระดับชั้นเรียน วัย และความสามารถของผู้เรียน 2. มีให้เลือกทั้งแบบตอบอย่างจำกัด และแบบตอบอย่างเสรี 3. มีข้อเสนอแนะในการใช้แบบฝึก 4. มีคำสั่งหรือตัวอย่างในแบบฝึก 5. มีรูปแบบ น่าสนใจ และท้าทายให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ 6. ควรเรียงลำดับจากแบบฝึกที่ง่ายไปหาแบบฝึกที่ยาก การสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำไม่ควรยาว เกินไปเพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษา ด้วยตนเองได้ถ้าต้องการ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้นานๆ และทันสมัยอยู่เสมอ
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 42 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลาย รูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะ หนึ่งจนเกิดความชไนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้ แบบให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความ หรือรูปภาพในแบบฝึกควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคย และตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อแบบฝึกที่ สร้างขึ้นจะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ที่ว่า เด็กมักจะ เรียนรู้ ได้เร็วในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้ารวบรวมสิ่งที่พบ เห็นบ่อยๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้จะทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนั้นๆมากยิ่งขึ้น และจะรู้จักนำความรู้ไปใช้ ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกฝนนั้นมีความหมายกับเขา ตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่าง กันในหลายๆด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนั้นการทำแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดให้มากพอและมีทุกระดับ ตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับ ค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งเด็กเก่ง กลาง และอ่อนจะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุก คนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก 8. แบบฝึกที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงหน้าสุดท้าย 9. แบบฝึกที่ดีควรได้รับการปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอ และควรใช้ได้ทั้ง ในและนอกห้องเรียน 10. แบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของเด็ก ได้ ด้วย ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าแบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับเนื้อหา คำสั่ง ชัดเจน คำนึงถึงหลักจิตวิทยา รูปแบบน่าสนใจ ศึกษาได้ด้วยตนเอง แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้ง คำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำไม่ควรยาวเกินไปเพราะจะทำให้เข้าใจยาก แบบฝึกที่ดี ควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก มีความทันสมัยอยู่เสมอ ภาษาและ ภาพที่ใช้ในแบบฝึกควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 43 6.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ไพทูลย์ มูลดี (2546 : 52) ได้อธิบายประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้ คือ แบบฝึกมีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดี ขึ้นสามารถ จดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่างๆได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบ ความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการ เรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก และยังให้นักเรียนนำภาษา ไปใช้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกช่วยในการฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ ภาษาของนักเรียนสามารถนำมาฝึกซ้ำทบทวนบทเรียน และผู้เรียนสามารถนำไปทบทวนด้วยตนเอง จดจำเนื้อหาได้คงทน มีเจตคติที่ดีต่อการเรียน ภาษาไทย แบบฝึกถือเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งซึ่ง สามารถทดสอบความรู้ วัดผลการเรียนหรือประเมินผลการเรียนก่อนและหลังเรียนได้เป็นอย่างดี ทำ ให้ครูทราบปัญหาข้อบกพร่องของผู้เรียนเฉพาะจุดได้ นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง ครู ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก ประโยชน์ของแบบฝึกหัดและแบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการ แก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ ในหน่วยการเรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ โดยสรุปได้ ดังนี้ 1. เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 2. ผู้เรียนมีสื่อสำหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด การคิดวิเคราะห์ และการเขียน 3. เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน 4. พัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านต่างๆของผู้เรียน จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพช่วยทำให้ นักเรียนประสบผลสำเร็จ ในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 53-54) ได้สรุปประโยชน์ของแบบฝึก ทักษะได้ดังนี้ 1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน 3. ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ 4. ฝึกให้เด็กทำงานตามลำพัง โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 5. ช่วยลดภาระครู 6. ช่วยให้เด็กฝึกฝนได้อย่างเต็มที่
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 44 7. ช่วยพัฒนาตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 8. ช่วยเสริมให้ทักษะคงทน ซึ่งลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าวนั้น ได้แก่ 8.1 ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ 8.2 ฝึกซ้ำหลายๆครั้ง 8.3 เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด 9. เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 10. ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง 11. ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆของเด็กได้ชัดเจน 12. ประหยัดค่าใช้จ่ายแรงงานและเวลาของครู ผู้วิจัย ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของแบบฝึกทักษะแล้ว พอสรุปได้ว่าแบบฝึกมี ความสำคัญ และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดี ขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่างๆได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนาน ในขณะ เรียน ทราบความก้าวหน้าของตนเอง และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจน สามารถนำแบบฝึกทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของ นักเรียนและนำไปปรับปรุงได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครูประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 45 7. เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think pair Share) เป็นเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระหว่างผู้เรียน 2 คน ที่จับคู่กัน แล้วช่วยกันแบ่งปันความคิดในประเด็นปัญหา หลังจากที่ร่วมกันคิด เป็นคู่แล้ว จึงนำความรู้ที่ได้ไปเสนอให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนได้รับฟัง เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์วิจารณ์ผล ร่วมกันทั้งชั้นมีขั้นตอนดังนี้ 1. ผู้สอนตั้งประเด็นปัญหาสั้นๆ หรือโจทย์คำถามกับผู้เรียนทั้งชั้น 2. ผู้เรียนแต่ละคนหาคำตอบด้วยตนเองโดยลำพังอย่างอิสระ ประมาณ 1-2 นาที 3. ผู้เรียนจับคู่แบบคละความสามารถ ให้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิด ผลัดกันเล่าความคิด หรือคำตอบของตนให้เพื่อนฟัง จนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องกัน 4. ผู้เรียนคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายคำตอบ นำผลสรุปเสนอหน้าชั้นเรียน ให้เพื่อนฟังทั้ง ชั้น เพื่อหาข้อสรุปของประเด็นคำถามจากผู้เรียนทั้งชั้น เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think pair Share) ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.Think เป็นขั้นตอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดในประเด็นปัญหาต่างๆ การกล่าวนำถึง สาระสำคัญของบทเรียนรวมทั้งการแนะนำให้ผู้เรียนได้คิดถึงเรื่องที่จะต้องศึกษาในขั้นตอนต่อไป ใน ขั้นนี้จะต้องดำเนินการทั้งชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนทั้งหมดเกิดความคิดร่วมและประสานความคิดให้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 2. Pair เป็นขั้นตอนที่จัดให้ผู้เรียนจับกันเป็นคู่ๆ เพื่อให้แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาบทเรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนร่วมกันให้สามารถศึกษาบทเรียนได้สำเร็จ ลุล่วงและสามารถค้นหาคำตอบของประเด็นปัญหาที่ต้องการได้ การเรียนรู้ในขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับ การเรียนรู้ของผู้เรียน ที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนย่อยๆ ดังนี้ 1) Motivation ขั้นตอนการนำเข้าสู่บทเรียน 2) Information ขั้นตอนการศึกษาเนื้อหาบทเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน ที่พัฒนาขึ้นหรือจากใบความรู้ 3) Application ขั้นการทดสอบความสำเร็จในการเรียนรู้ 4) Progress ขั้นตอนการประเมินผลความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน 3. Share เป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากการศึกษาบทเรียนแล้ว โดยการทำการสลายกลุ่ม ผู้เรียนที่จับกันเป็นคู่แล้วสรุปผลการค้นหาคำตอบร่วมกันทั้งชั้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ สรุปผล และอภิปรายผลการค้นพบจากการศึกษาบทเรียนในขั้นตอนที่ผ่านมารวมทั้งให้ข้อสรุปหรือ เสนอแนะใดๆ ต่อผู้สอนได้
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 46 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิค Think-Pair-Share มีขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 3 ข้อ คือ 1. Think นักเรียนมีเวลา 30 วินาที หรือมากกว่าเพื่อที่จะคิดให้ได้คําตอบที่ เหมาะสม เวลาที่ ใช้นี้รวมถึงการเขียนเพื่อจดบันทึกคําตอบ 2. Pair หลังจากใช้เวลาคิดให้นักเรียนจับคู่เพื่อแบ่งปันคําตอบและความ คิดเห็นซึ่งกันและ กัน 3. Share คําตอบของนักเรียนสามารถนํามาแบ่งปันภายในกลุ่มเดียวกัน หรือทั้งชั้นเรียน ในช่วงการอภิปรายเพื่อติดตามผล เทคนิคนี้ให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคนที่จะ แสดงออกถึงตนเอง รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงคําตอบของตนเอง ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Share จะมีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ ขั้นที่ 1 แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบคละความสามารถกลุ่มละ 2-4 คน ขั้นที่ 2 ครูตั้งประเด็นสั้นๆ หรือโจทย์คําถาม ขั้นที่ 3 ผู้เรียนแต่ละคนคิดหาคําตอบด้วยตนเองสัก 1-2 นาที ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดผลัดกันเล่าความคิด หรือคําตอบของตน ให้เพื่อนฟังจนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องกัน ขั้นที่ 5 ผู้เรียนคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายคําตอบให้เพื่อนฟังทั้งชั้นได้หรือ ครูสุ่มบางคู่มา รายงานหน้าชั้นเรียน ขั้นตอนของเทคนิค Think-Pair-Share ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. Think เป็นการท้าทายให้ผู้เรียนได้คิดและไตร่ตรองจากคําถามปลาย เปิดหรือเฝ้าสังเกต พฤติกรรมของผู้เรียน 2. Pair เป็นการจัดให้ผู้เรียนจับคู่กันเป็นคู่ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน ใน ประเด็นปัญหาที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันค้นหาข้อสรุปหรือตอบคําถามที่ต้องการ 3. Share เป็นการสลายจากการจับกลุ่มกันเป็นคู่ๆ แล้วสรุปผลการค้นหา คําตอบร่วมกันทั้ง ชั้น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ สรุปและอภิปรายผลการค้นพบ
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 47 ข้อดีและข้อจํากัดของเทคนิค Think-Pair-Share มีนักวิชาการกล่าวถึงข้อดีและข้อจํากัดของเทคนิค Think-Pair-Share ดังนี้ ข้อดีของเทคนิค Think-Pair-Share ดังนี้ 1. เป็นเทคนิคที่นําไปใช้ได้เร็ว 2. เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการมาก 3. การตอบโต้ภายในตัวบุคคลกระตุ้นให้นักเรียนเป็นจำนวนมากมีความ สนใจอย่างแท้จริง ในด้านความรู้ 4. ครูสามารถตั้งคําถามได้หลายแบบและหลายระดับ 5. ทำให้รวมความสนใจของนักเรียนทั้งชั้นเรียน และทำให้นักเรียนที่ไม่กล้า แสดงออก สามารถตอบคําถามได้โดยไม่ต้องลุกขึ้นต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นเรียน 6. ครูสามารถเข้าใจนักเรียนด้วยการฟังนักเรียนกลุ่มต่างๆ ระหว่างการทำกิจกรรมและจาก การรวบรวมคําตอบในตอนท้ายชั่วโมงเรียน 7. ครูสามารถทำกิจกรรมที่ใช้หลักแบบเพื่อนคู่คิดได้หนึ่งครั้งหรือหลายๆ ครั้ง ในระยะเวลา 1 คาบเรียน ข้อดีของเทคนิค Think-Pair-Share ดังนี้ 1. สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีศักยภาพในทุกชั้นเรียนที่มีขนาดใหญ่ 2. ส่งเสริมให้นักเรียนมีการโต้ตอบในเนื้อหารายวิชา 3. ทำให้นักเรียนประมวลความคิดของตนเองก่อนนําไปแบ่งปันกับคนอื่น 4. สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดในระดับที่สูงขึ้นได้ 5. ทำให้รวมความสนใจของนักเรียนทั้งชั้นเรียน และทำให้นักเรียนที่ไม่กล้า แสดงออก สามารถตอบคําถามได้โดยไม่ต้องลุกขึ้นต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นเรียน 6. ครูสามารถเข้าใจนักเรียนด้วยการฟังนักเรียนกลุ่มต่างๆ ระหว่างการทำกิจกรรมและจาก การรวบรวมคําตอบในตอนท้ายชั่วโมงเรียน 7. ครูสามารถทำกิจกรรมที่ใช้หลักแบบเพื่อนคู่คิดได้หนึ่งครั้งหรือหลายๆครั้ง ในระยะเวลา 1 คาบเรียน
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 48 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทำวิจัยนั้น ต้องมีการศึกษางานวิจัยของบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องของงานวิจัย ดังนั้นผู้ที่จะทำวิจัยจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัย จากงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาการทำวิจัยต่อไป 8.1 งานวิจัยในประเทศ การทำวิจัยนั้น ต้องมีการศึกษางานวิจัยในประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญใน เรื่องของงานวิจัย ดังนั้นผู้ที่จะทำวิจัยจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยจากงานวิจัยใน ประเทศ เพื่อสามรถนำมาเป็นแนวทางในการศึกษาและการทำวิจัยต่อไป และงานวิจัยในประเทศที่มี เนื้อหาเกี่ยวข้อง สอดคล้อง หรืออย่างใด เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ดังนี้ 1) กาญจนา ชลเกริกเกียรติ (2561) การทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะ การอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถในการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน จำนวน 6 แบบฝึก และแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบแผนการ ทดลอง ใช้แบบกลุ่มเดียว (One Group Pre-test Post-test Design) สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. การพัฒนาทักษะการ อ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 80.51./83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้ง ไว้ คือ 80/80 2. ผลที่เกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน สูงขึ้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 83.33 2) ศิราณี แพทอง (2561) การพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนคำในภาษาไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียน เรื่อง อ่านหรรษา พาเขียนเพลิน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ หลักคือ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำในภาษาไทยให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่าง
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 49 ก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจในการเรียนการสอนหลังจากการใช้ชุดกิจกรรม การเรียนเรื่อง อ่านหรรษา พาเขียนเพลิน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แผนจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน ชุดกิจกรรมการเรียนเรื่อง อ่านหรรษาพาเขียนเพลิน จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนที่เรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนเรื่อง อ่านหรรษา พาเขียนเพลิน โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แล้วนำผลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและร้อยละ โดยเริ่มจากการทดสอบก่อนเรียนแบบปรนัยและอัตนัย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.30 คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 54.33 จากนั้นจึงดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการเรียนเรื่อง อ่านหรรษา พาเขียน เพลิน จำนวน 10 เล่ม มาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้จนครบทุกขั้นตอน เมื่อ จบขั้นตอนจึงให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนเพื่อตรวจสอบ ความก้าวหน้าและ ประเมินผลการเรียนรู้ โดยนักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.75 คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 85.83 โดยเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับ หลังเรียนของนักเรียน มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย คือ 9.45 คิดเป็นร้อยละของคะแนน ความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 31.50 3) วพิมลพร พงษ์ประเสริฐ (2563) การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการ เขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮัน เตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถ ด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการ จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) ศึกษาความคิดเห็นของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลวัดบางนาง บุญ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 20 คนที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยมาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็น หน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ ของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านสะกดคำและการเขียนสะกดคำ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตาม รูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ รูปแบบที่ใช้ในการทดลองแบบกลุ่มทดลองหนึ่ง กลุ่มมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X)
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และ ค่าสถิติทดสอบที แบบไม่อิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของของฮันเตอร์ร่วมกับ แบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความคิดเห็นของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 4) ปิยธิป ไทยเสน (2564) การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงตัวสะกดตรงมาตรา โดยใช้เกมร่วมกับ เทคนิคเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 1 การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกด แม่กน และแม่กด ของนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมร่วมกับเทคนิค เพื่อนคู่คิด 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ เกมร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงมาตราแม่กน และแม่กด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 1 ห้องเรียน มี จำนวนนักเรียน 29 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบ ทักษะการอ่านออกเสียง เรื่อง ตัวสะกดมาตราแม่กน และแม่กด มีลักษณะเป็นข้อสอบถูกผิด จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสัมภาษณ์กลุ่มของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เกม ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าสถิติ t-test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมี ทักษะการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกดแม่กน และแม่กด โดยใช้เกมร่วมกับเทคนิคเพื่อน คู่คิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) นักเรียนที่ให้ สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเรียนรู้โดยใช้เกมร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด สามารถพัฒนา ทักษะการอ่านออกเสียงตัวสะกดมาตราแม่กน และแม่กดได้ดีขึ้นระหว่างเรียน นักเรียนเห็น ด้วยกับการเรียนแบบจับคู่ และการนำเกมเข้ามาในการจัดการเรียนรู้ จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่ามีนักวิจัย จากหลายๆ ท่าน และหลายสถาบันการศึกษา ได้นําแบบฝึกทักษะการอ่าน และการใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด มาใช้ในการสอนเรียนการสอน หรือใช้ในการพัฒนาผู้เรียน สามารถทำให้นักเรียนมีประสิทธิภาพ ใน การเรียนมากขึ้นได้
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 51 8.2 งานวิจัยในต่างประเทศ 1) Usman (2015: 43) การพัฒนาความสามารถในการพูดโดยการใช้เทคนิคเพื่อน คู่คิด ของนักศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิค Stain Ternate อินโดนีเซีย การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยใช้เทคนิคเพื่อน คู่คิด พบว่าครั้งที่ 1 ไม่ประสบ ผลสำเร็จเนื่องจากคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนเท่ากับ 74.18 เพราะบรรยากาศในชั้นเรียน “ช่วงกลาง” ทำให้ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่คาดหวัง ดังนั้นจึงใช้ เทคนิคครั้งที่ 2 โดยการทบทวนแผนการจัดการเรียนรู้ คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในรอบที่ 2 มีค่าเท่ากับ 81.68 เป็นไปตามเกณฑ์ของความสำเร็จ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เทคนิคเพื่อนคู่คิดที่ ใช้เพื่อปรับปรุงความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษา มีประสิทธิภาพในการ ดำเนินการที่วิทยาลัยเทคนิค Stain Ternate 2) Marhaeni and other (2013: 9) ผลการศึกษาเทคนิคเพื่อนคู่คิดที่มีต่อความ มั่นใจในสมรรถนะการพูดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา SMPN 6 ซิงการาจา อินโดนีเซีย การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของเทคนิคเพื่อนคู่คิดที่มี ต่อความมั่นใจในสมรรถนะการพูด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียน มัธยมศึกษา SMPN 6 ซิงการาจา อินโดนีเซีย ในปีการศึกษา 2556 กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 121 คนเลือกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยพบว่า 1) ความมั่นใจในสมรรถนะ การพูด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงขึ้น (F = 754.104 และ sig = 0.000; p <0.05) 2) เทคนิคเพื่อนคู่คิดมีผลต่อสมรรถนะการพูด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (F = 60.325 และ sig = 0.000; p <0.05) 3) Wati (2013: 5) ผลของการใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดในเพื่อเพิ่มความสามารถในการ พูดสรุป ความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของ SMPN 5 Kubung วัตถุประสงค์ในการ วิจัยเพื่อแก้ปัญหา นักเรียนที่มีทักษะการพูดสรุปความต่ำกว่าเกณฑ์กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ครั้งนี้คือนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ของ SMPN 5Kubung ในปีการศึกษา 2013 มี จำนวนนักเรียนทั้งหมด 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 22 คน และกลุ่มควบคุม 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบ (Pre-Post test) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการพูดสรุปความหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน สรุปได้ว่าเทคนิค เพื่อนคู่คิดสามารถแก้ปัญหาความสามารถในการพูดของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของ SMPN 5 Kubung ในปีการศึกษา 2013 ได้
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 52 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง วิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน อักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบ One Shot Case Design โดยมีรายละเอียดการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. แบบแผนการวิจัย 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3. ระยะเวลาในการทดลอง 4. เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง 5. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 6. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 7. การเก็บรวบรวมข้อมูล 8. การวิเคราะห์ข้อมูล 9. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. แบบแผนการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการวิจัย โดยการทดสอบก่อนและหลัง การโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด และใช้ แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังทดลอง (One Shot Case Design) เป็นรูปแบบวิธีการวิจัย ศึกษากรณีเดียวสำหรับทดลองกับกลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งมีลักษณะเดียวกับรูปแบบ ดังนี้ สูตรในการคำนวณ X O เมื่อ X แทน การทดลองใช้แบบฝึกแบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด O แทน การสอบหลังจากที่จัดกระทำการทดลอง (Posttest)
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 53 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 27 คน โดยผู้วิจัยได้วิธีการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) 3. ระยะเวลาในการทดลอง ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้ดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยทำการวิจัยจำนวน 2 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 การทดลองใช้แบบฝึกแบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ครั้งที่ 2 การทดลองใช้แบบฝึกแบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการ เรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด 4. เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งมีเนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เนื้อหาในการแก้ปัญหาการใช้ภาษาไทยในการอ่านและการ เขียนของนักเรียน นำมาจากบัญชีคำพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หนังสือประกอบการเรียนรายวิชา สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ และหนังสือ เรียนพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ 5. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ 5.1 แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สีโดยแบบ ฝึกทักษะชุดนี้เป็นแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาไทย โดยมี แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน 2 ชุด ชุดละ 30 คำ และกระดาษทดสอบการเขียน “เขียนตามคำบอก” โดยคำที่เขียนตามคำบอกนั้น เป็นคำที่มาจากแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 54 6. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 6.1 แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สี 1) ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดย การใช้อักษร 5 สีมีดังนี้ 1.1) สำรวจสภาพปัญหาความต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนแต่ละ จุดประสงค์ 1.2) กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกให้ชัดเจน คือ ฝึกอะไร ต้องการให้ นักเรียนเป็นอย่างไร 1.3) วิเคราะห์เนื้อหาที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่าประกอบด้วยอะไร มีปัญหาใน การอ่านเขียนอย่างไร แล้วระบุปัญหารวบรวมไว้ 1.4) ลงมือเขียนและสร้างแบบฝึกแต่ละชุด 1.5) นำแบบฝึกที่สร้างไปให้ผู้เชี่ยวชาญการตรวจความถูกต้อง หากเกิดข้อผิดพลาด จึงนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนนำไปทคลองกับนักเรียน 1.6) จัดพิมพ์แบบฝึกเพื่อให้นักเรียนได้ทดลองใช้ 2) ขั้นตอนหาคุณภาพเครื่องมือแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน ภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สีมีดังนี้ 2.1) การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ นำแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน ภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สี สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องของ เนื้อหา รวมไปถึงการหาคุณภาพของเครื่องมือ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นและให้บรรลุ ตามเป้าหมายซึ่งผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าประเมิน ดังนี้ +1 คือ รู้สึกแน่ใจว่าข้อสอบสามารถวัดได้ตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 0 คือ รู้สึกไม่แน่ใจว่าข้อสอบสามารถวัดได้ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง -1 คือ รู้สึกแน่ใจว่าข้อสอบไม่สามารถวัดได้ตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ผลวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคําถามของแบบฝึกพัฒนา ทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สีโดยใช้สูตร IOC เลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปเป็นข้อสอบที่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้โดยได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคําถามของ แบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ช่วงคะแนน IOC ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 (ผ่านเกณฑ์) มี จำนวน 10 ข้อ และแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สี มีค่า IOC = 0.81 หมายถึง ใช้ได้
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 55 7. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้มีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 7.1 ขั้นเตรียมการทดลอง 1) จัดหาวันที่เหมาสม แก่การทดลองการทำวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อน คู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี และมีการทดลองที่ใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด 7.2 ขั้นดำเนินการทดลอง 1) ครั้งที่ 1 ทำการแยกนักเรียนที่ทำการทดลองรายบุคคลกับสมาชิกนักเรียนใน ห้องเรียน ให้อยู่คนละห้องกัน แล้วจึงทำการให้นักเรียนทดสอบการอ่านจากแบบฝึกทักษะ การอ่านอักษร 5 สีชุดที่ 1 จนครบ 27 คน หลังจากนั้น ทำการให้นักเรียนเขียนตามคำบอก จำนวน 20 โดยใช้คำจากแบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สีพร้อมทั้งผู้วิจัยทำการบันทึกผล การทดลอง ลงในแบบบันทึกผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน และแบบบันทึกผลการ ทดสอบการเขียน “เขียนตามคำบอก” 2) ครั้งที่ 2 ทำการแยกนักเรียนที่ทำการทดลองรายบุคคลกับสมาชิกนักเรียนใน ห้องเรียน ให้อยู่คนละห้องกัน แล้วจึงทำการให้นักเรียนทดสอบการอ่านจากแบบฝึกทักษะ การอ่านอักษร 5 สี ชุดที่ 2 แต่จะมีการให้นักเรียนจับคู่กันในการทดสอบการอ่าน เป็นการใช้ เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด หลังจากนั้นทำการให้นักเรียนเขียนตามคำบอก จำนวน 20 โดยใช้คำจากแบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี พร้อมทั้งผู้วิจัยทำการบันทึกผลการ ทดลอง ลงในแบบบันทึกผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน และแบบบันทึกผลการ ทดสอบการเขียน “เขียนตามคำบอก” 7.3 ขั้นหลังการทดลอง หลังจากการทดสอบสิ้นสุดลง ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จาการทดลองมาทำการวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัยต่อไป
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 56 8. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 8.1 วิเคราะห์ระดับการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิเคราะห์การหาค่าร้อยละ และ คะแนนเฉลี่ย (x̅) 8.2 วิเคราะห์ระดับนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการอ่านและเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด มีระดับการอ่านออกเขียนได้สูงกว่าการไม่ใช้แบบฝึกโดย ใช้การวิเคราะห์การหาค่าร้อยละ และคะแนนเฉลี่ย (x̅) 8.3 วิเคราะห์การประเมินค่าประสิทธิภาพของการพัฒนาส่งเสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยใช้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) 9. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิจัย 9.1 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย (อัญชริกา จันจุฬา สกล สมจิตต์ และสุภาพร จันทรคีรี, 2560 : 32) สูตรในการคำนวณ x̅ = ∑ x n เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ คูณ คะแนน n แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนข้อมูลทั้งหมด 2) ค่าร้อยละ (Percentage) (นิศารัตน์ ศิลปะเดช อ้างในรายงานการประเมิน ความพึงพอใจของผู้ใช้การสารสนเทศ วิทยาลัยทองสุข (สำหรับบุคลากร) ปีการศึกษา 2556, 2556 : ออนไลน์) สูตรในการคำนวณ P = F×100 N เมื่อ แทน ค่าร้อยละ แทน จำนวนหรือความถี่ที่ต้องการหาค่าร้อยละ แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 57 การแปลผลทักษะการอ่าน ร้อยละ 80 ขึ้นไป หมายถึง ดีเยี่ยม ร้อยละ 70-79 หมายถึง ดี ร้อยละ 60-69 หมายถึง พอใช้ ร้อยละ 50-59 หมายถึง ผ่าน ต่ำกว่าร้อยละ 50 หมายถึง ไม่ผ่าน การแปลผลทักษะการเขียน ร้อยละ 80 ขึ้นไป หมายถึง ดีเยี่ยม ร้อยละ 70-79 หมายถึง ดี ร้อยละ 60-69 หมายถึง พอใช้ ร้อยละ 50-59 หมายถึง ผ่าน ต่ำกว่าร้อยละ 50 หมายถึง ไม่ผ่าน 9.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ 1) การหาค่าความเที่ยงตรงหรือค่าสอดคล้องเชิงเนื้อหา (Validity) ของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน โดยหาค่าคุณภาพเครื่องมือ ใช้การคํานวณหาดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (อัญชริกา จันจุฬา สกล สมจิตต์ และสุภาพร จันทรคีรี, 2560 : 31) สูตรการคํานวณ IOC = ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา ∑ R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด โดยกำหนดคะแนนความคิดเห็น ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์ที่กําหนดให้ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์ที่กําหนดให้หรือไม่ -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่ได้วัดจุดประสงค์ที่กําหนดให้
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 58 9.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 1) ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ, 2556 : 10) สูตรในการคำนวณ E1 E1 = ∑ x ____ N A × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ x แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบระหว่างเรียน N แทน จำนวนนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบทุกชิ้นรวมกัน สูตรในการคำนวณ E2 E2 = ∑ ____ × 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ F แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน 2) ค่าประสิทธิผล (E.I.) (เผชิญ กิจระการ และสมนึก กิจระการ, ม.ป.ป. : 32) สูตรในการคำนวณ E.I. = P2% − P1% 100 − P1% เมื่อ E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล P1% แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน P2% แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน 3) ค่าร้อยละ (Percentage) 4) ค่าเฉลี่ย (̅̅)
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 59 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษารายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อศึกษาหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อศึกษาระดับการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 3. เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการพัฒนาส่งเสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ 1. สัญลักษณ์ทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความสะดวกและเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัย จึงได้กำหนดสัญลักษณ์ทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ E1 แทน ประสิทธิภาพกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพผล E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล x̅แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต N แทน จำนวนประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง ** แทน ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 60 2. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 2.1 วิเคราะห์ระดับการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิเคราะห์การหาค่าร้อยละ และ คะแนนเฉลี่ย (x̅) 2.2 วิเคราะห์ระดับนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการอ่านและเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด มีระดับการอ่านออกเขียนได้สูงกว่าการไม่ใช้แบบฝึกโดย ใช้การวิเคราะห์การหาค่าร้อยละ และคะแนนเฉลี่ย (x̅) 2.3 วิเคราะห์การประเมินค่าประสิทธิภาพของการพัฒนาส่งเสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยใช้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนําเสนอผลดังนี้ 3.1 ลักษณะทั่วไป 1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 ผลการวิเคราะห์ระดับการอ่านออกเขียนได้ 1) การอ่าน 2) การเขียน 3.3 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบระดับการอ่านออกเขียนได้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด 1) การอ่าน 2) การเขียน 3.4 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) 1) การอ่าน 2) การเขียน
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 61 3.1 ลักษณะทั่วไป 1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ตารางที่ 4.1 แสดงร้อยละลักษณะทั่วไปของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ลักษณะทั่วไปของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย หญิง 16 11 59.30 40.70 รวม 27 100 จากตารางที่ 4.1 พบว่าประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วยนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นเพศชายจำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 59.30 และเพศหญิงจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 40.70 ตามลำดับ
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 62 3.2 ผลการวิเคราะห์ระดับการอ่านออกเขียนได้ 1) การอ่าน ตารางที่ 4.2 แสดงคะแนนเฉลี่ยและค่าร้อยละ ของระดับการอ่าน เลขที่ ชื่อ - สกุล คะแนนเฉลี่ย (̅̅) (30) ร้อยละ ระดับ 1 เด็กชายธนวิชญ์ หนูพรหม 16 53.33 ผ่าน 2 เด็กชายวีรกร แป้นหมึก 5 16.67 ไม่ผ่าน 3 เด็กหญิงกัญญภัทร ชูสิทธิ์ 12 40.00 ไม่ผ่าน 4 เด็กชายธีรวัฒน์ บุญค้ำจุน 5 16.67 ไม่ผ่าน 5 เด็กหญิงวริศรา บุญเรือง 24 80.00 ดีเยี่ยม 6 เด็กชายกัณฑ์อเนก ขวัญเทพ 14 46.67 ไม่ผ่าน 7 เด็กชายณัฐวุฒิ ใสเกิด 7 23.33 ไม่ผ่าน 8 เด็กชายบุญญเกียรติ์ หนุนคง 8 26.67 ไม่ผ่าน 9 เด็กชายมนต์ธร อ่อนเจริญ 24 80.00 ดีเยี่ยม 10 เด็กชายโนอาห์ สิริธนาปรีชา 11 36.67 ไม่ผ่าน 11 เด็กหญิงรุ่งธิดา คงทอง 8 26.67 ไม่ผ่าน 12 เด็กหญิงภัทรวดี ทองประดู่ 25 83.33 ดีเยี่ยม 13 เด็กหญิงกัญภัทร ตระหง่าน 24 80.00 ดีเยี่ยม 14 เด็กหญิงปภาดา พันธ์ทอง 19 63.33 พอใช้ 15 เด็กหญิงเจติยา และสง่า 12 40.00 ไม่ผ่าน 16 เด็กหญิงวิภา คงเมือง 6 20.00 ไม่ผ่าน 17 เด็กชายรัชชานนท์ บุญช่วย 7 23.33 ไม่ผ่าน 18 เด็กหญิงเมษา เทวฤทธิ์ 6 20.00 ไม่ผ่าน 19 เด็กชายณรงค์ชัย โกมัย 24 80.00 ดีเยี่ยม 20 เด็กหญิงบุญฐิสา พรหมรักษา 20 66.67 พอใช้ 21 เด็กหญิงชฎารัตน์ คงด้วง 20 66.67 พอใช้ 22 เด็กชายกฤษฎา สุปันตี 15 50.00 ผ่าน 23 เด็กชายภานุรัตน์ ชูวัฒ 13 43.33 ไม่ผ่าน 24 เด็กชายศุภณัฏฐ์ ใจทน 12 40.00 ไม่ผ่าน 25 เด็กชายคิรากร สุขฉนวน 9 30.00 ไม่ผ่าน 26 เด็กชายศรสิทธิ์ สุขแพ 20 66.67 พอใช้ 27 เด็กชายธีรชัย ขวัญจันทร์ 25 83.33 ดีเยี่ยม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 14.48 48.27 ไม่ผ่าน จากตารางที่ 4.2 ผลการวิเคราะห์ระดับการอ่าน อยู่ในระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 14.48 และค่าร้อยละ = 48.27 เมื่อพิจารณาประเด็นที่มีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) และค่าร้อยละ ที่มากที่สุดและน้อยที่สุด พบว่า นักเรียนมีระดับการอ่าน ตามลำดับดังนี้ 1. นักเรียนมีระดับการอ่าน อยู่ในระดับ “ดีเยี่ยม”โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 25และค่าร้อยละ = 88.33 2. นักเรียนมีระดับการอ่าน อยู่ในระดับ “ไม่ผ่าน”โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 5และค่าร้อยละ = 16.67
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 63 2) การเขียน ตารางที่ 4.3 แสดงคะแนนเฉลี่ยและค่าร้อยละ ของระดับการเขียน เลขที่ ชื่อ - สกุล คะแนนเฉลี่ย (̅̅) (20) ร้อยละ ระดับ 1 เด็กชายธนวิชญ์ หนูพรหม 5 25 ไม่ผ่าน 2 เด็กชายวีรกร แป้นหมึก 6 30 ไม่ผ่าน 3 เด็กหญิงกัญญภัทร ชูสิทธิ์ 5 25 ไม่ผ่าน 4 เด็กชายธีรวัฒน์ บุญค้ำจุน 5 25 ไม่ผ่าน 5 เด็กหญิงวริศรา บุญเรือง 16 80 ดีเยี่ยม 6 เด็กชายกัณฑ์อเนก ขวัญเทพ 7 35 ไม่ผ่าน 7 เด็กชายณัฐวุฒิ ใสเกิด 7 35 ไม่ผ่าน 8 เด็กชายบุญญเกียรติ์ หนุนคง 6 30 ไม่ผ่าน 9 เด็กชายมนต์ธร อ่อนเจริญ 13 65 พอใช้ 10 เด็กชายโนอาห์ สิริธนาปรีชา 11 55 ผ่าน 11 เด็กหญิงรุ่งธิดา คงทอง 10 50 ผ่าน 12 เด็กหญิงภัทรวดี ทองประดู่ 19 95 ดีเยี่ยม 13 เด็กหญิงกัญภัทร ตระหง่าน 11 55 ผ่าน 14 เด็กหญิงปภาดา พันธ์ทอง 8 40 ไม่ผ่าน 15 เด็กหญิงเจติยา และสง่า 8 40 ไม่ผ่าน 16 เด็กหญิงวิภา คงเมือง 5 25 ไม่ผ่าน 17 เด็กชายรัชชานนท์ บุญช่วย 6 30 ไม่ผ่าน 18 เด็กหญิงเมษา เทวฤทธิ์ 8 40 ไม่ผ่าน 19 เด็กชายณรงค์ชัย โกมัย 9 45 ไม่ผ่าน 20 เด็กหญิงบุญฐิสา พรหมรักษา 8 40 ไม่ผ่าน 21 เด็กหญิงชฎารัตน์ คงด้วง 7 35 ไม่ผ่าน 22 เด็กชายกฤษฎา สุปันตี 4 20 ไม่ผ่าน 23 เด็กชายภานุรัตน์ ชูวัฒ 10 50 ผ่าน 24 เด็กชายศุภณัฏฐ์ ใจทน 11 55 ผ่าน 25 เด็กชายคิรากร สุขฉนวน 8 40 ไม่ผ่าน 26 เด็กชายศรสิทธิ์ สุขแพ 11 55 ผ่าน 27 เด็กชายธีรชัย ขวัญจันทร์ 15 75 ดี ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 8.85 44.26 ไม่ผ่าน จากตารางที่ 4.3 ผลการระดับการเขียน อยู่ในระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 8.85 และค่าร้อยละ = 44.26 เมื่อพิจารณาประเด็นที่มีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) และค่าร้อยละ ที่มากที่สุดและน้อยที่สุด พบว่า นักเรียนมีระดับการเขียน ตามลำดับดังนี้ 1. นักเรียนมีระดับการเขียน อยู่ในระดับ “ดีเยี่ยม” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 19.00 และค่าร้อยละ = 95.00 2. นักเรียนมีระดับการเขียน อยู่ในระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 4.00 และค่าร้อยละ = 20.00
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 64 3.3 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบระดับการอ่านออกเขียนได้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด 1) การอ่าน ตารางที่ 4.4 แสดงคะแนนเฉลี่ยและค่าร้อยละ ของระดับการอ่าน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด เลขที่ ชื่อ - สกุล ก่อนการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด หลังการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด คะแนน เฉลี่ย (̅̅) (30) ร้อยละ ระดับ คะแนน เฉลี่ย (̅̅) (30) ร้อยละ ระดับ 1 เด็กชายธนวิชญ์ หนูพรหม 16 53.33 ผ่าน 20 66.67 พอใช้ 2 เด็กชายวีรกร แป้นหมึก 5 16.67 ไม่ผ่าน 10 33.33 ไม่ผ่าน 3 เด็กหญิงกัญญภัทร ชูสิทธิ์ 12 40.00 ไม่ผ่าน 20 66.67 พอใช้ 4 เด็กชายธีรวัฒน์ บุญค้ำจุน 5 16.67 ไม่ผ่าน 11 36.67 ไม่ผ่าน 5 เด็กหญิงวริศรา บุญเรือง 24 80.00 ดีเยี่ยม 27 90.00 ดีเยี่ยม 6 เด็กชายกัณฑ์อเนก ขวัญเทพ 14 46.67 ไม่ผ่าน 19 63.33 พอใช้ 7 เด็กชายณัฐวุฒิ ใสเกิด 7 23.33 ไม่ผ่าน 10 33.33 ไม่ผ่าน 8 เด็กชายบุญญเกียรติ์ หนุนคง 8 26.67 ไม่ผ่าน 14 46.67 ไม่ผ่าน 9 เด็กชายมนต์ธร อ่อนเจริญ 24 80.00 ดีเยี่ยม 25 83.33 ดีเยี่ยม 10 เด็กชายโนอาห์ สิริธนาปรีชา 11 36.67 ไม่ผ่าน 19 63.33 พอใช้ 11 เด็กหญิงรุ่งธิดา คงทอง 8 26.67 ไม่ผ่าน 17 56.67 ผ่าน 12 เด็กหญิงภัทรวดี ทองประดู่ 25 83.33 ดีเยี่ยม 28 93.33 ดีเยี่ยม 13 เด็กหญิงกัญภัทร ตระหง่าน 24 80.00 ดีเยี่ยม 27 90.00 ดีเยี่ยม 14 เด็กหญิงปภาดา พันธ์ทอง 19 63.33 พอใช้ 24 80.00 ดีเยี่ยม 15 เด็กหญิงเจติยา และสง่า 12 40.00 ไม่ผ่าน 20 66.67 พอใช้ 16 เด็กหญิงวิภา คงเมือง 6 20.00 ไม่ผ่าน 14 46.67 ไม่ผ่าน 17 เด็กชายรัชชานนท์ บุญช่วย 7 23.33 ไม่ผ่าน 10 33.33 ไม่ผ่าน 18 เด็กหญิงเมษา เทวฤทธิ์ 6 20.00 ไม่ผ่าน 10 33.33 ไม่ผ่าน 19 เด็กชายณรงค์ชัย โกมัย 24 80.00 ดีเยี่ยม 25 83.33 ดีเยี่ยม 20 เด็กหญิงบุญฐิสา พรหมรักษา 20 66.67 พอใช้ 25 83.33 ดีเยี่ยม 21 เด็กหญิงชฎารัตน์ คงด้วง 20 66.67 พอใช้ 25 83.33 ดีเยี่ยม 22 เด็กชายกฤษฎา สุปันตี 15 50.00 ผ่าน 20 66.67 พอใช้ 23 เด็กชายภานุรัตน์ ชูวัฒ 13 43.33 ไม่ผ่าน 17 56.67 ผ่าน 24 เด็กชายศุภณัฏฐ์ ใจทน 12 40.00 ไม่ผ่าน 18 60.00 พอใช้ 25 เด็กชายคิรากร สุขฉนวน 9 30.00 ไม่ผ่าน 19 63.33 พอใช้ 26 เด็กชายศรสิทธิ์ สุขแพ 20 66.67 พอใช้ 25 83.33 ดีเยี่ยม 27 เด็กชายธีรชัย ขวัญจันทร์ 25 83.33 ดีเยี่ยม 28 93.33 ดีเยี่ยม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 14.48 48.27 ไม่ผ่าน 19.52 65.06 พอใช้ จากตารางที่ 4.4 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบระดับการอ่าน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด โดยก่อนการใช้อยู่ในระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนน เฉลี่ย (̅̅) = 14.48 และค่าร้อยละ = 48.27 และหลังการใช้อยู่ในระดับ “พอใช้” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 19.52 และค่าร้อยละ = 65.06
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 65 2) การเขียน ตารางที่ 4.5 แสดงคะแนนเฉลี่ยและค่าร้อยละ ของระดับการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด เลขที่ ชื่อ - สกุล ก่อนการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด หลังการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด คะแนน เฉลี่ย (̅̅) (20) ร้อยละ ระดับ คะแนน เฉลี่ย (̅̅) (20) ร้อยละ ระดับ 1 เด็กชายธนวิชญ์ หนูพรหม 5 25 ไม่ผ่าน 14 70 ดี 2 เด็กชายวีรกร แป้นหมึก 6 30 ไม่ผ่าน 12 60 พอใช้ 3 เด็กหญิงกัญญภัทร ชูสิทธิ์ 5 25 ไม่ผ่าน 15 75 ดี 4 เด็กชายธีรวัฒน์ บุญค้ำจุน 5 25 ไม่ผ่าน 9 45 ไม่ผ่าน 5 เด็กหญิงวริศรา บุญเรือง 16 80 ดีเยี่ยม 18 90 ดีเยี่ยม 6 เด็กชายกัณฑ์อเนก ขวัญเทพ 7 35 ไม่ผ่าน 10 50 ผ่าน 7 เด็กชายณัฐวุฒิ ใสเกิด 7 35 ไม่ผ่าน 15 75 ดี 8 เด็กชายบุญญเกียรติ์ หนุนคง 6 30 ไม่ผ่าน 7 35 ไม่ผ่าน 9 เด็กชายมนต์ธร อ่อนเจริญ 13 65 พอใช้ 16 80 ดีเยี่ยม 10 เด็กชายโนอาห์ สิริธนาปรีชา 11 55 ผ่าน 16 80 ดีเยี่ยม 11 เด็กหญิงรุ่งธิดา คงทอง 10 50 ผ่าน 14 70 ดี 12 เด็กหญิงภัทรวดี ทองประดู่ 19 95 ดีเยี่ยม 20 100 ดีเยี่ยม 13 เด็กหญิงกัญภัทร ตระหง่าน 11 55 ผ่าน 15 75 ดี 14 เด็กหญิงปภาดา พันธ์ทอง 8 40 ไม่ผ่าน 9 45 ไม่ผ่าน 15 เด็กหญิงเจติยา และสง่า 8 40 ไม่ผ่าน 9 45 ไม่ผ่าน 16 เด็กหญิงวิภา คงเมือง 5 25 ไม่ผ่าน 9 45 ไม่ผ่าน 17 เด็กชายรัชชานนท์ บุญช่วย 6 30 ไม่ผ่าน 10 50 ผ่าน 18 เด็กหญิงเมษา เทวฤทธิ์ 8 40 ไม่ผ่าน 10 50 ผ่าน 19 เด็กชายณรงค์ชัย โกมัย 9 45 ไม่ผ่าน 11 55 ผ่าน 20 เด็กหญิงบุญฐิสา พรหมรักษา 8 40 ไม่ผ่าน 8 40 ไม่ผ่าน 21 เด็กหญิงชฎารัตน์ คงด้วง 7 35 ไม่ผ่าน 14 70 ดี 22 เด็กชายกฤษฎา สุปันตี 4 20 ไม่ผ่าน 6 30 ไม่ผ่าน 23 เด็กชายภานุรัตน์ ชูวัฒ 10 50 ผ่าน 9 45 ไม่ผ่าน 24 เด็กชายศุภณัฏฐ์ ใจทน 11 55 ผ่าน 12 60 พอใช้ 25 เด็กชายคิรากร สุขฉนวน 8 40 ไม่ผ่าน 8 40 ไม่ผ่าน 26 เด็กชายศรสิทธิ์ สุขแพ 11 55 ผ่าน 17 85 ดีเยี่ยม 27 เด็กชายธีรชัย ขวัญจันทร์ 15 75 ดี 18 90 ดีเยี่ยม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 8.85 44.26 ไม่ผ่าน 12.26 61.30 พอใช้ จากตารางที่ 4.5 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบระดับการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด โดยก่อนการใช้อยู่ใน ระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 8.85 และค่าร้อยละ = 44.26 และหลังการใช้อยู่ในระดับ “พอใช้” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅̅) = 12.26 และค่าร้อยละ = 61.30
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 66 3.4 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) 1) การอ่าน ตารางที่ 4.6 แสดงผลวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) ของการอ่าน คะแนนก่อนการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด คะแนนหลังการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ประสิทธิภาพ E1/E2 E.I. คะแนนเต็ม ̅̅ E1 คะแนนเต็ม ̅̅ E2 30 14.48 48.27 30 19.52 65.06 48.27/65.06 0.32 จากตารางที่ 4.6 พบว่า การทดสอบ การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 48.27/65.06 ซึ่ง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ 40/60 และค่าประสิทธิผล E.I. = 0.32 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือ 0.50 1) การเขียน ตารางที่ 4.7 แสดงผลวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) ของการเขียน คะแนนก่อนการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด คะแนนหลังการใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ประสิทธิภาพ E1/E2 E.I. คะแนนเต็ม ̅̅ E1 คะแนนเต็ม ̅̅ E2 20 8.85 44.26 20 12.26 61.30 44.26/61.30 0.31 จากตารางที่ 4.6 พบว่า การทดสอบ การพัฒนาทักษะการเขียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 44.26/61.30 ซึ่ง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ 40/60 และค่าประสิทธิผล E.I. = 0.31 ซึ่งอยู่ต่ำเกณฑ์มาตรฐาน คือ 0.50
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 67 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 6 ผู้วิจัยมีกระบวนการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาระดับการอ่านออกเขียนได้ ของ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อ พัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อประเมิน ประสิทธิภาพของการพัฒนาส่งเสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 27 คน โดยผู้วิจัยได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) ตัวแปรต้น ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สีร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ตัวแปรตาม ได้แก่ การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สีเป็นฝึกพัฒนา ทักษะการอ่าน เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน เพื่อจดนำและนำไปเขียนภาษาไทย โดย มีแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน 2 ชุด ชุดละ 30 คำ และกระดาษทดสอบการเขียน “เขียน ตามคำบอก” โดยคำที่เขียนตามคำบอกนั้น เป็นคำที่มาจากแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน โดยแบบฝึกนี้ผ่านการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้เกณฑ์การประเมิน IOC 0.50 ขึ้นไป จาก ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบสมติฐาน ได้แก่ ระดับการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมร้อยละ 60 ขึ้นไป, นักเรียนที่ใช้แบบฝึกการอ่านและเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียน ได้มีระดับการอ่านออกเขียนได้สูงกว่าการไม่ใช้แบบฝึก, แบบฝึกการอ่านและเขียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด มีประสิทธิภาพไม่ ต่ำกว่า 40/60 และมีประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ 0.50
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 68 1. สรุปผลการวิจัย จากการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีสรุปผลได้ดังนี้ 1.1 ระดับการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชา นุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบว่าผลการวิเคราะห์ระดับการอ่านของนักเรียน อยู่ใน ระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅ ) = 14.48 และค่าร้อยละ = 48.27 และผลการระดับ การเขียนของนักเรียน อยู่ในระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅ ) = 8.85 และค่าร้อยละ = 44.26 1.2 การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า 1) การเปรียบเทียบระดับการอ่าน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สีระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด โดยก่อนการใช้อยู่ใน ระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅ ) = 14.48 และค่าร้อยละ = 48.27 และหลัง การใช้อยู่ในระดับ “พอใช้” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅ ) = 19.52 และค่าร้อยละ = 65.06 ดังนั้นการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด “ประสบผลสำเร็จ” 2) การเปรียบเทียบระดับการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ระหว่างก่อน - หลัง การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด โดยก่อนการใช้อยู่ใน ระดับ “ไม่ผ่าน” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅ ) = 8.85 และค่าร้อยละ = 44.26 และหลัง การใช้อยู่ในระดับ “พอใช้” โดยมีคะแนนเฉลี่ย (̅ ) = 12.26 และค่าร้อยละ = 61.30 ดังนั้นการพัฒนาทักษะการเขียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด “ประสบผลสำเร็จ” 1.3 การประเมินประสิทธิภาพของการพัฒนาส่งเสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ พบว่า 1) การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 48.27/65.06 ซึ่ง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ 40/60 และค่าประสิทธิผล E.I. = 0.32 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือ 0.50
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 69 2) การพัฒนาทักษะการเขียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 44.26/61.30 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ 40/60 และค่าประสิทธิผล E.I. = 0.31 ซึ่งอยู่ต่ำเกณฑ์มาตรฐาน คือ 0.50 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั่วไป จากผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี พอสรุปข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนานักเรียนที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้ดังนี้ 1. ควรลดบทบาทจากการเป็นผู้สอนมาเป็นผู้ให้คำปรึกษา หรือคำแนะนำ ควรมีการกระตุ้น และให้กำลังใจผู้เรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ ในการการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ 2. ควรมีการนำวิธีการการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นๆ เพื่อ ตอบสนองความสนใจในการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาต่อไป 3. ควรมีการนำเสนอความรู้ใหม่ เพื่อเชื่อมโยงกับความรู้เดิม เพิ่มเทคนิคการเรียนรู้อื่นๆที่ น่าสนใจ 4. ผู้สอนควรมีการทำสื่อหรือนวัตกรรมรูปแบบอื่นๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจ ทำให้ผู้เรียน ตื่นตัว และเสริมแรงกระตุ้นทางการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนมากขึ้น ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรเพิ่มเติมเนื้อหาความรู้ที่สำคัญสอดแทรกกับการใช้แบบฝึก ร่วมกับการเรียนการสอนที่ ใช้แผนจัดการเรียนรู้ 2. ควรทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับการใช้เทคนิคการเรียนรู้รูปแบบ กระบวนการ เพื่อสามารถนำไปแก้ปัญหาให้กับนักเรียนได้
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 70 บรรณานุกรม กาญจนา ชลเกริกเกียรติ. (2561). การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้ แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 ปีการศึกษา 2561. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.ska2.go.th/reis/data/research/25640702_203438_5726.pdf. (วันที่ ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566). กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. 2551. กรมวิชาการ. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : องค์การรับส่ง สินค้าและพัสดุภัณฑ์. 2544. _________. คู่มือแนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. 2546. คมขำ แสนกล้า. (2547). “การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการ เขียนคำควบกล้ำ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.” วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จันทร์มณี อุทิศผล. (2563). การแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ กระบวนการ สุ จิ ปุ ลิ โมเดลของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนคลองห้า (พฤกษชัฏฯ). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.thaischool1.in.th/_files_school/13100762/workteacher/13100762_ 1_20210321-210754.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566). ฉวีลักษณ์บุญกาญจน. จิตวิทยาการอ่าน. กรุงเทพฯ : บริษัท 21 เซ็นจูรี่จำกัด. 2547. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โสภณการพิมพ์ 2545. ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ชวณัฐ หาญโสดา. (ม.ป.ป.). ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน โดยการใช้อักษร 5 สี เพื่อพัฒนา ความสามารถในการอ่าน วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านท่าฉาง สพป.ระนอง. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก https://rnedu.go.th/2021/wpcontent/uploads/2022/12/25651220_125221_2859.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566).
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 71 ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากร ศึกษาศาสตร์วิจัย. นิตยา ธัญญพาณิชย์. (2537). การเขียนทั่วไป. สงขลา : วิทยาลัยครูสงขลา. นิรันดร์ สุขปรีดี. การศึกษาอัตราความเร็วและความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2540. ประทีป วาทิกทินกร. ร้อยกรอง. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2542. ปิยธิป ไทยเสน. (2564). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงตัวสะกดตรงมาตรา โดยใช้เกม ร่วมกับเทคนิคเพื่อนค่คิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก https://rsuirlibrary.rsu.ac.th/bitstream/123456789/1441/1/PIYATHIP%20THAISEN.pdf. (วันที่ ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566). เผชิญ กิจระการ และสมนึก กิจระการ. (ม.ป.ป.). ค่าประสิทธิผล (E.I.). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemmsu/article/view/154725/112520. (วันที่ค้นข้อมูล : 22 มีนาคม 2565). พิมลพร พงษ์ประเสริฐ. (2563). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดย การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://ithesisir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/3278/1/59263305.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566). เรวดีอาษานาม. (2537). พฤติกรรมการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. ภาควิชาหลักสูตรและ การสอน. มหาสารคาม : สถาบันราชภัฏมหาสารคาม. โรงเรียนราชินี. (ม.ป.ป.). สาระที่เป็นองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : https://www.rajini.ac.th/group/social/sara.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 ตุลาคม 2566). วรรณภา ไชยวรรณ. (2549). “การพัฒนาแผนการอ่านและการเขียนภาษาไทยเรื่องอักษรควบและ อักษรนําสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ.” การศึกษาค้นคว้า อิสระ การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วรรณีโสมประยูร. (2544). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 72 _________. (2549). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนา พานิช. วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคนอื่นๆ. (2522). การใช้ภาษา(ไทย 101). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. วิมลรัตน์สุนทรโรจน์. นวัตกรรมตามแนวคิด Backward Design. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2549. วิไลลักษณ์ แก้วกระจ่าง. (2557). การเพิ่มทักษะการเขียนด้วยชุดแบบฝึกโครงเรื่อง The Writing Ability Enhancement by Using the Conceptual Plot. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก https://research.rmutsb.ac.th/fullpaper/2557/2557239875619.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566). ศิราณี แพทอง. (2561). การพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนคำในภาษาไทยโดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียน เรื่อง อ่านหรรษา พาเขียนเพลิน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://backoffice.thaiedresearch.org/uploads/paper/465674cbc9e04684fc8881 24e9d156b3.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 11 ตุลาคม 2566). สนิท ตั้งทวี. (2528). ความรู้และทักษะทางภาษา. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : https://sites.google.com/site/warunyu1422/. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 ตุลาคม 2566). สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : บริษัทโรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด. 2543. สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2544). การผลิตนวัตกรรมการเรียนการสอน. ชัยนาท สุวิทย์มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ. ผลงานทางวิชาการสู่การเลื่อนวิทยฐานะ. กรุงเทพฯ : 46 อี เค บุคส์. 2550. สมควร น้อยเสนา. การพัฒนาการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาการเรียนรู้ โดยใช้แผนผังความคิดและแบบฝึกทักษะ. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2549. สมบัติ ศิริจันดา. (2554). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทีพีเอ็น เพรส. สมพร มันตะสูตร. (2540). การเขียนเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร.
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 73 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร. อกนิษฐ์กรไกร. (2549). “ การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กาพย์ยานี 11 ด้วยแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่เรียนด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ Co-op Co-op และแบบเดี่ยว.” วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. อัญชริกา จันจุฬา สกล สมจิตต์ และสุภาพร จันทรคีรี. (2563). การพัฒนาสื่ออินโฟกราฟิก เพื่อ สร้างการรับรู้และจดจํา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จังหวัดยะลา. (มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา). https://wb.yru.ac.th/bitstream/yru/5054/1/ดร.อัญช ริกา%20จันจุฬา.pdf.
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 74 ภาคผนวก
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 75 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 76 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. นางจุรีรัตน์ ชูขันธ์ ตำแหน่งครู กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. นางสาวไพระหงษ์ มาป้อง ตำแหน่งครู กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3. นางสาววาสนา ชูช่อเกตุ ตำแหน่งครู กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 77 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 78 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 1.1 แบบประเมินความเหมาะสมสำหรับผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ต่อแบบ ฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สีของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 79
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 80 2. เครื่องมือสำหรับกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มตัวอย่าง 2.1 แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยการใช้อักษร 5 สีของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 81
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 82
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 83
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 84
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 85
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 86
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 87
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 88
รายงานการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอักษร 5 สี ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ แบบเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 64 จังหวัดสุราษฎร์ธานี| 89