The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณัฐพัชรพล ห่อทอง, 2024-06-18 06:45:22

รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

วิจัยในชั้นเรียน

รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นายธีรศักดิ์ เงินสองสี นายสุริย เพชรเกลี้ยง นายณัฐพัชรพล ห่อทอง นางสาวพนิดา พูลสิน นางสาวสุพรรษา โพชสาลี นางสาวอาภัสรา บัดผุด รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา EMR0102 การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี


Research report Educational Achievement Development using infographics media About important Buddhist days for grade 6 students Mr.Teerasak Ngensongsee Mr.Suriya Phetkliang Mr.Natthaphatcharaphon Hothong Miss.Panida Phunsin Miss.Supansa Potsalee Miss.Arpatsara Buaphut This research report is part of the course EMR0102 Research for learning development. Second semester, academic year 2021, Surat Thani Rajabhat University


ก ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้วิจัย นายธีรศักดิ์ เงินสองสี นายสุริย เพชรเกลี้ยง นายณัฐพัชรพล ห่อทอง นางสาวพนิดา พูลสิน นางสาวสุพรรษา โพชสาลี นางสาวอาภัสรา บัดผุด ชื่อปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) 4 ปี สาขาวิชา สังคมศึกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฏสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2564 อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงศรี ช านาญกิจ บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 มีจุดประสงค์การวิจัย 1. เพื ่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 2. เพื ่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เรื ่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ก่อนและหลังการสื่อใช้อินโฟกราฟิกส์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2564 จ านวน 34 คน โดยผู้วิจัยได้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้ห้องเรียนเป็น หน่วยในการสุ่มตัวอย่าง เนื่องจากทางโรงเรียนจัดชั้นเรียนแบบคละผู้เรียน ดังนั้นในแต่ละห้องเรียนจึง มีทั้งผู้เรียนที่มีผลการเรียนในระดับสูง ปานกลาง และต ่าในจ านวนสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) สื่ออินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 2) แผนการสอน โดยใช้ อินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่ออินโฟกราฟิก สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ E1/E2, ค่าประสิทธิผล E.I., ค่าเฉลี่ย (x̅), ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าร้อยละ (Percentage) และ การทดสอบแบบ t-test (Dependent Samples)


ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ของกลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จ านวน 34 คน มีค่าประสิทธิภาพ 81.76/84.90 และค่าประสิทธิผล 0.50 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างหลังการเรียนด้วยสื่ออินโฟกราฟิกส์วิชาสังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญที่ ระดับ .01 3) นักเรียนในการเรียนการสอนโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา มีระดับความพึงพอใจในภาพรวม อยู ่ในระดับมาก โดยมีค ่าเฉลี ่ย (x̅) = 4.46 และค ่าเบี ่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) = 0.75) ค าส าคัญ สื ่ออินโฟกราฟิกส์เรื ่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา, การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษา และความพึงพอใจต่อสื่ออินโฟกราฟิกส์


ข Research title Educational Achievement Development using infographics media About important Buddhist days for grade 6 students Researcher's name Mr.Teerasak Ngensongsee Mr.Suriya Phetkliang Mr.Natthaphatcharaphon Hothong Miss.Panida Phunsin Miss.Supansa Potsalee Miss.Arpatsara Buaphut Degree name Bachelor of Education (B.Ed.) 4 years Field of study Social Studies University Surat Thani Rajabhat University Academic year 2021 Advisor Assistant Professor Songsri Chamnankit Abstract Research subject Educational Achievement Development using infographic media About important days in Buddhism For students in grade 6, there are research objectives 1. To develop educational achievement. About important days in Buddhism using infographic media For students in grade 6 2. To compare the educational achievement. About important days in Buddhism Before and after media, infographics were used. 3. To study the satisfaction of Prathomsuksa 6 students on teaching and learning activities using infographic media. The samples used in the research were 34 students in PrathomSuksa 6/1, Academic Year 2021, by using Cluster Random Sampling, using the classroom as a sampling unit. Because the school organizes the class as a mix of learners. Therefore, each classroom had a similar proportion of students with high, medium and low grades. The research tools were 1) Infographic media. About important days in Buddhism 2) lesson plans using infographics 3) The pre- and post-study achievement test and 4) the satisfaction assessment form with infographic media. The statistics used in the research were E1/E2 Efficiency, E.I.


Efficiency, Mean (x̅), Standard Deviation, Percentage, and t-test (Dependent Samples). The results of the research can be summarized as follows. 1) An achievement test for social studies, religion and culture subjects by using infographic media. About important days in Buddhism of the sample, 34 students in grade 6/1 had an efficiency value of 81.76/84.90 and an effectiveness value of 0.50. 2) The learning achievement of the sample after learning with infographic media social studies religion and culture About important days in Buddhism Significantly higher than before class at the .01 level. 3) Students in teaching by using infographic media on important Buddhist days. There is an overall level of satisfaction. At a high level with mean (x̅) = 4.46 and standard deviation (S.D.) = 0.75). Keywords : infographic media on important Buddhist days, educational achievement development and satisfaction with infographic media.


ค กิตติกรรมประกาศ การด าเนินการจัดท างานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงสมบูรณ์ได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก อาจารญที่ปรึกษา คือ ท่านอาจารย์ ผศ.ทรงศรี ช านาญกิจ ที่ให้ค าแนะน าและให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ที่ เป็นประโยชน์ตั้งแต่เริ่มด าเนินการวิจัย คณะผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านเป็นอย่างยิ่ง จึง ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ ขอขอบคุณผู้อ านวยการ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ ธานี ที่ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ช่วยเหลือ ให้ข้อมูลในการท าการวิจัย และ อนุเคราะห์เวลาให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการจัดท างานวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณครูปฐมาวดี พัฒน สิงห์ ครูประจ าวิชาสังคมศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ ธานีที่สละเวลาให้ค าแนะน า และให้ความช่วยเหลือตลอดการท าวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณบิดามารดา และครอบครัว ที่คอยให้ค าปรึกษา และให้ก าลังใจผู้วิจัยตลอดมา และส าคัญที่สุดขอขอบคุณคณะผู้วิจัยที่ตั้งใจ มุ่งมั่น และใส่ใจในการท างานวิจัยครั้งนี้จนท าให้งานวิจัย ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บททคัดย่อภาษาไทย ก บททคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญภาพ จ สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 จุดประสงค์ของการวิจัย 2 ความส าคัญของการวิจัย 3 กรอบแนวคิดการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ 7 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา 11 การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อนวัตกรรม 18 ความพึงพอใจ 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 24 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 29 แบบแผนการวิจัย 29 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 29 ระยะเวลาในการทดลอง 30 เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง 30 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 30 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 31 การเก็บรวบรวมข้อมูล 36


สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล 37 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 40 สัญลักษณ์ทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 40 การวิเคราะห์ข้อมูล 41 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 41 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 46 สรุปผลการวิจัย 47 อภิปรายผล 47 ข้อเสนอแนะ 50 บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก 55 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 56 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 58 ภาคผนวก ค ผลการหาคุณภาพเครื่องมือ 68 ประวัติผู้วิจัย 76


จ สารบัญภาพ ภาพ หน้า ภาพที่ 2.1 พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันมาฆบูชา 12 ภาพที่ 2.2 เหตุการณ์ส าคัญในวันวิสาขบูชา คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า 13 ภาพที่ 2.3 การถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ในวันวันอัฏฐมีบูชา 14 ภาพที่ 2.4 พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ ในวันอาสาฬหบูชา 15 ภาพที่ 2.5 พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ ในวันวันออกพรรษา 17 ภาพที่ 2.6 ตัวอย่างอินโฟกราฟิกส์ 21


ฉ สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 แสดงร้อยละลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 42 ตารางที่ 4.2 แสดงผลวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) ของกลุ่มทดลองใช้ 42 ตารางที่ 4.3 แสดงผลวิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) ของกลุ่มตัวอย่าง 43 ตารางที่ 4.4 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน กับหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 43 ตารางที่ 4.5 แสดงผลความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ของกลุ่มตัวอย่าง 44


บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การเปลี ่ยนแปลงทั ่วโลก โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการปกครองที่ เปลี ่ยนแปลงไปอย ่างรวดเร็ว จ าเป็นต้องพัฒนาคนและประเทศชาติให้พร้อมที ่จะเผชิญกับการ เปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และในการพัฒนาประเทศนั้น จ าเป็นต้องมีปัจจัยและองค์ประกอบ ต่างๆ ทั้งด้านข่าวสารและเทคโนโลยี ด้านบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถและวิทยาการต่างๆที่ ทันสมัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (สมปอง จันทคง, 2548 : ออนไลน์) การศึกษาเป็นกระบวนการสร้างเสริมให้มนุษย์สามารถด าเนินชีวิตอยู ่ในสังคมได้อย ่างมี ความสุข ด ารงไว้ซึ ่งสิ ่งที ่เหมาะสมดีงาม แม้ประเทศไทยเราจะพัฒนาการศึกษามาอย ่างต ่อเนื ่อง ยาวนาน แต่การพัฒนาที่ผ่านมาก็เป็นไปค่อนข้างช้าไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เป็นผลให้คนไทยในสภาวะปัจจุบันและอนาคตถูกกระแสโลกาภิวัตน์ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไปด้วย ท าให้คนไทยและสังคมไทยเริ่มตื่นตัวเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถเผชิญ กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงระบบการเตรียมคนเข้าสู่ สังคมยุคใหม่เพื่อสร้างเสริมศักยภาพคนของประเทศให้สามารถคิดเป็นท าเป็น มีทักษะการจัดการ มี คุณธรรม มีค่านิยมที่ดีงาม และรักการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาสมบูรณ์และสมดุลทั้ง ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขการศึกษาเป็นองค์ประกอบส าคัญยิ่ง ส าหรับการพัฒนาประเทศ เพราะการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนา ดังนั้นแนวทางการพัฒนา การศึกษาคือการพัฒนาก าลังคนให้มีประสิทธิภาพเพราะถือว่าการให้การศึกษาเป็นการพัฒนามนุษย์ ให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปราศจากแนวทางการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาก าลังคนที่มีประสิทธิภาพแล้วการพัฒนา ประเทศในด้านต่างๆ ย่อมจะประสบความส าเร็จได้ยาก เพื่อให้คนไทยอยู่ในสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมนานาอารยประเทศ (สมปอง จันทคง, 2548 : ออนไลน์) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญผู้เรียนต้องอาศัยกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะน าพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จ าเป็นสา หรับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้กระบวนการคิด กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติลงมือท าจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควร


- 2 - ได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีบรรลุเป้าหมายหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จะต้องศึกษาท าความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการ จัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางเทคโนโลยีที่มีการน าเข้ามาใช้เพื่อส่งเสริมการ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพนั้นอินโฟกราฟิกส์ (infographics) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความ สนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยท าเรื่องอินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนาจาก เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เป็นการน าข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศในลักษณะของข้อมูลและ กราฟิกส์ที่เป็นลายเส้น สัญลักษณ์กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ ฯลฯ ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือ ภาพเคลื่อนไหว ดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลารวดเร็วและชัดเจน สามารถสื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจความหมายของ ข้อมูลทั้งหมด (จงรัก เทศนา, 2555 : ออนไลน์) ด้วยเหตุผลและสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้ศึกษาในฐานะนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาสังคม ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วันส าคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวันที ่มี เหตุการณ์ส าคัญเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นวันที่ชาวพุทธท ากิจกรรมต่างๆ เพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นพิเศษดังนั้น พุทธศาสนิกชนจะไปร่วมประกอบพิธีกรรมท าบุญสร้างกุศล ที่วัด เพื่อช าระล้างจิตใจให้มีกิเลสเบาบางลง เสริมสร้างศรัทธาและความส าคัญของพระพุทธศาสนา รวมทั้งยังเป็นการเผยแผ่และสืบทอดอายุ พระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง ชาวพุทธที่ดีจึงควรศึกษาถึงวัน ส าคัญทางพระพุทธศาสนาและสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน บ าเพ็ญประโยชน์ต่อ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ผู้ศึกษาวิจัยในฐานะนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาสังคม ศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษาสภาพปัญหาการท าวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ส่งเสริมการท าวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนและให้ สามารถท าให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จุดประสงค์ของการวิจัย 1. เพื ่อพัฒนาสื ่ออินโฟกราฟิกส์เรื ่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ก่อนและ หลังการสื่อใช้อินโฟกราฟิกส์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์


- 3 - ความส าคัญของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ตั้งประโยชน์ของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1. ผลการวิจัยเป็นประโยชน์ส าหรับนักเรียน นักเรียนมีการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูง กว่าปกติ เมื่อเรียนโดยการสื่อใช้อินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 2. ผลการวิจัยเป็นประโยชน์ส าหรับครู ในการใช้การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปใช้สอนในชั้นเรียนนั้น เพื่อช่วยให้ครูได้สะดวกใรการหาสื่อต่างๆมา สอนประกอบกับการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อีกทั้งสื่อสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนายังช่วยให้ครูจดจ าเนื้อหา และใช้สอนให้ นักเรียนเกิดประสิทธิภาพทางการเรียนมากยิ่งขึ้น กรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย 1. สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพไม่ต ่ากว่า 80/80 และ มีประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ 0.50 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา มีผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ ระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากรที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก ่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 โรงเรียน อนุบาลสุราษฎร์ธานีปีการศึกษา 2564 จ านวน 7 ห้อง รวม 238 คน สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่อง วันส าคัญทางพระพุทธศาสนา - ผลสัมฤทธิ์ในการศึกษา เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา - ความพึงพอใจต่อการใช้ สื่ออินโฟกราฟฟิกส์


- 4 - 2) กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก ่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6/1 โรงเรียน อนุบาลสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2564 จ านวน 34 คน โดยผู้วิจัยได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบ แบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มตัวอย่าง 2. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย 1) ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก ่ สื ่ออินโฟกราฟิกส์ เรื ่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา 2) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เรื่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนาและความพึงพอใจต่อการใช้อินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 3. ขอบเขตด้านเนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ รายวิชาสังคมศึกษา รหัสวิชา ส16101 ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา มาตรฐานการเรียนรู้ ส1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตน เป็นศาสนิกชนที่ดี และธ ารงรักษาพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ตัวชี้วัด ส1.2 ป.6/3 อธิบาย ประโยชน์ของการเข้าร่วมในศาสนพิธี พิธีกรรม และกิจกรรมในวันส าคัญทางศาสนาตามที่ก าหนด และปฏิบัติตนได้ถูกต้อง 4. ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้ด าเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยท า การวิจัยจ านวน 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง (รวมสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) รวมจ านวน 2 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. สื่ออินโฟกราฟิกส์หมายถึง การน าข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศในลักษณะ ของข้อมูลและกราฟิกที ่อาจเป็นลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที ่ ฯลฯ ที่ ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลารวดเร็วและชัดเจน สามารถสื่อให้ ผู้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้โดยไม่จ า เป็นต้องมีผู้น า เสนอมาช่วยขยายความเข้าใจอีก 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา หมายถึง ผลที่เกิดจากการเรียนการสอนที่ท าให้นักเรียนเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังเรียนและสามารถวัดได้โดยการท าแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3. ประสิทธิภาพ E1/E2 หมายถึง ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่ออินโฟ กราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นโดยก าหนด ประสิทธิภาพไม่ต ่ากว่า 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี ่ยระหว ่างเรียนที ่ได้จากการท าแบบทดสอบ ระหว่างเรียน


- 5 - 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนที่ได้จากการท าแบบทดสอบหลัง เรียน 4. ประสิทธิผล (E.I.) หมายถึง ค่าที่แสดงการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าขึ้นจากพื้นฐานความรู้เดิมที่มี อยู ่แล้วหลังจากที ่ผู้เรียนได้เรียนจากเรียนรู้ โดยใช้สื ่ออินโฟกราฟิกส์ เรื ่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา โดยดัชนีประสิทธิผลที่ใช้ได้ควรมีค่า 0.50 ขึ้นไป 5. ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่อง วันส าคัญทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวัน ส าคัญทางพระพุทธศาสนา 6. ครูหมายถึง ครูผู้สอนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 7. นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 8. โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที ่การศึกษา ประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญค าญ ทางพระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี มี จุดประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามหัวข้อในการน าเสนอ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางสาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา 2.1 วันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 3. การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อนวัตกรรมอินโฟกราฟิกส์ 4. ความพึงพอใจ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


- 7 - หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางสาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 1. ความส าคัญของการเรียนสังคมศึกษา ส านักวิชาก า รและม าต รฐานก ารศึกษ า ส านักง านคณะกร รมก ารขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 1) ได้ก าหนดความส าคัญของการเรียนสังคมศึกษาไว้ว่า สาระสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นวิชาที ่เกี ่ยวกับความสัมพันธ์ระหว ่างมนุษย์กับสิ ่งแวดล้อม ประกอบด้วยเรื่อง ราวเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม การด าเนินชีวิต รวมถึงศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม วิชาสังคมศึกษาจึงช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความ เข้าใจว่ามนุษย์ด ารงชีวิตอย่างไร และเข้าใจถึงการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต ่างๆ ท าให้เกิดความเข้าใจในตนเองและเข้าใจผู้อื ่น ยอมรับในความแตกต ่าง มี คุณธรรม มีความอดทน อดกลั้น สามารถน าความรู้ไปปรับใช้ในการด าเนินชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ ในสังคมอย่างเป็นสุข เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการ เรียนวิชาสังคมศึกษา ความส าเร็จของการเรียนสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ การที่ผู้เรียนเข้าใจ และน ามาใช้ในการด าเนินชีวิต ประจ าวันได้ ให้เป็นชีวิตที่ดีงามและช่วยสร้างสรรค์สังคม ดังนั้น การ จัดการเรียนการสอนสังคมจึงเชื่อมโยงให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง อยู่อย่างมีความสุข โดยเรียน ผ่านสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องหรือในโรงเรียน หรือวิเคราะห์จากตัวอย่างสถานการณ์ที่เป็นจริง ในสังคม เพื่อให้เด็กฝึกคิดวิเคราะห์ รู้ทันการเปลี่ยนแปลง รู้จักตัวเอง สามารถจัดการชีวิตของตัวเอง และมีวิถีชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข จากข้างต้นกล่าวได้ว่า การเรียนสังคมศึกษาเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจว่ามนุษย์ด ารงชีวิตอย่างไร และเข้าใจถึงการ พัฒนา การเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง อยู่อย่าง มีความสุข 2. สาระการเรียนรู้ในสังคมศึกษา ส านักวิชาการและม าตรฐ านกา รศึกษ า ส านักงานคณะกรรมกา รขั้นพื้นฐ าน กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 1-2) ได้เขียนสาระการเรียนรู้ในสังคมศึกษาไว้ คือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาจัดเป็น 5 สาระ ได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่ พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์


- 8 - 1) ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี ่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การน าหลักธรรมค าสอนไปปฏิบัติในการพัฒนา ตนเองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้ กระท าความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบ าเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม 2) หน้าที ่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคม ปัจจุบัน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและ ความส าคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค ่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที ่ เสรีภาพการ ด าเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก 3) เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู ่อย ่างจ ากัดอย ่างมีประสิทธิภาพ การด ารงชีวิตอย ่างมีดุลยภาพ และการน าหลัก เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 4) ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการ ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบที่ เกิดจากเหตุการณ์ส าคัญในอดีต บุคคลส าคัญที ่มีอิทธิพลต ่อการเปลี ่ยนแปลงต ่างๆในอดีต ความ เป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่ส าคัญของโลก 5) ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล ่งทรัพยากร และ ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต ่างๆของโลก การใช้แผนที ่และเครื ่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ ่งต ่างๆในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การน าเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน จากสาระการเรียนรู้ในสังคมศึกษานั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาจัดเป็น 5 สาระ ได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ซึ่งแต่ละ สาระมีบทบาทและให้ที่ที่ให้มนุษย์ได้ท าการศึกษาและเรียนรู้ในการใช้ชีวิตในสังคมได้ 3. มาตรฐานการเรียนรู้ ส านักวิชาการและม าตรฐ านกา รศึกษ า ส านักงานคณะกรรมกา รขั้นพื้นฐ าน กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 2-3) ได้เขียนมาตรฐานการเรียนรู้ไว้คือ


- 9 - 1) สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม มาตรฐาน ส1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความส าคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื ่น มีศรัทธาที ่ถูกต้อง ยึดมั ่น และปฏิบัติตาม หลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธ ารงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ 2) สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง มาตรฐาน ส2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดี งามและธ ารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ด ารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่าง สันติสุข มาตรฐาน ส2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธ ารงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3) สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ บริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จ ากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการด ารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจและความจ าเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก 4) สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส4.1 เข้าใจความหมาย ความส าคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาตสร์ วิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้าน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความส าคัญและสามารถ วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธ ารงความเป็นไทย 5) สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส5.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ซึ ่งมีผลต ่อกันและกันในระบบของธรรมชาติใช้แผนที ่และเครื ่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหา วิเคราะห์ สรุป และใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ


- 10 - มาตรฐาน ส5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว ่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ ก ่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตส านึก และมีส ่วนร ่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จากข้อความดังกล่าวสรุปได้ว่ามาตรฐานการเรียนรู้มี 5 สาระ คือ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐานการเรียนรู้ก าหนดขึ้นมาเพื่อระบุพฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ด้านทักษะและกระบวนการ โรงเรียนราชินี(ม.ป.ป. : ออนไลน์) ได้เขียนทักษะและกระบวนการในการเรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนั้น ผู้เรียนควรจะได้พัฒนากระบวนการต่างๆ จนเกิดทักษะและกระบวนการ ดังนี้ 1) ทักษะการคิด เช ่น การสรุปความคิด การแปลความ การวิเคราะห์หลักการและการ น าไปใช้ ตลอดจนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) ทักษะการแก้ปัญหา ตามกระบวนการทางสังคมศาสตร์ กระบวนการสืบสอบ เช่น ความสามารถในการตั้งค าถามและการตั้งสมมติฐานอย่างมีระบบ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การทดสอบสมมุติฐานและสรุปเป็นหลักการ 3) ทักษะการเรียนรู้ เช่น ความสามารถในการแสวงหาข้อมูลความรู้โดยการอ่าน การฟัง และ การสังเกต ความสามารถในการสื่อสารโดยการพูด การเขียน และการน าเสนอ ความสามารถในการ ตีความ การสร้างแผนภูมิ แผนที ่ ตารางเวลา และการจดบันทึก รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีและสื่อ สารสนเทศต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ในการแสวงหาความรู้ 4) ทักษะกระบวนการกลุ่ม เช่น ความสามารถในการเป็นผู้น าและผู้ตามในการท างานกลุ่ม มี ส่วนร่วมในการก าหนดเป้าหมายการท างานของกลุ่ม ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ได้รับมอบหมายด้วยความ รับผิดชอบ สร้างสรรค์ผลงาน ช่วยลดข้อขัดแย้งและแก้ปัญหาของกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากด้านทักษะและกระบวนการจที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเกิดการเรียนรู้แล้วจนเกิดเป็นพัฒนา กระบวนการต่างๆ และเกิดทักษะและกระบวนการ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะต่างๆในการใช้ชีวิต 5. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม การศึกษาเป็นสิ่งส าคัญที่สุดส าหรับทุกคน เพราะการศึกษานั้นเป็นประโยชน์ต่อการด าเนิน ชีวิต ดังนั้นการศึกษาต้องเป็นไปตามหลักสูตรของกระทรวง ซึ ่งหลักสูตรได้ก าหนดมาตรฐานการ เรียนรู้และตัวชี้วัด ไว้ดังนี้


- 11 - สาระการเรียนรู้ที ่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เป็นสาระที ่เน้นความเข้าใจประวัติ ความส าคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ และสามารถน าหลักธรรมของ ศาสนา มาเป็นหลักปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน ยึดมั่นในศีลธรรม การกระท าความดี มีค่านิยมที่ดีงาม และศรัทธาในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ประพฤติ ปฏิบัติตนตามหลักธรรม และศาสน พิธีของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ค่านิยมที่ดีงาม และสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการ พัฒนาตน บ าเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู ่ร ่วมกันได้อย่างสันติสุข ซึ่งมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้ มาตรฐาน ส1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธ ารงรักษาพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ตัวชี้วัด ส1.2 ป.6/3 อธิบายประโยชน์ของการเข้าร่วมในศาสนพิธี พิธีกรรม และกิจกรรมใน วันส าคัญทางศาสนาตามที่ก าหนด และปฏิบัติตนได้ถูกต้อง จากตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม สามารถ สรุปได้ว ่า สาระที ่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม เน้นความเข้าใจประวัติ ความส าคัญ พระพุทธศาสนา และสามารถน าหลักธรรมของศาสนา มาเป็นหลักปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน ยึดมั่นใน ศีลธรรม การกระท าความดี มีค่านิยมที่ดีงาม และศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติสุข ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ในการท าวิจัยครั้งนี้ทางคณะผู้ท าวิจัยได้ก าหนดตัวแปรต้นคือ “ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา” ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) อ้างใน Uraiwan KruoiySmartEng, (2559 : ออนไลน์) ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คือ คุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจาก การเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ท าให้บุคคลเกิด การเปลี ่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต ่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ ่งมีจุดมุ ่งหมายเพื ่อเป็นการ ตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมาก น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่ บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย ชนิดา ยอดสาลี และกาญจนา บุญส่ง (2559 : 13) อ้างใน ธัชพล ทีดี(2561 : 13) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ความรู้หรือทักษะที่ต้องใช้สติปัททาและสมรรถภาพทางสมองที่ได้รับมาจาก การสั่งสอน แสดงออกมาในรูปความส าเร็จสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิ


- 12 - พิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัย และใช้แบบทดสอบความสามารถในการเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชา ที่เรียน จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระท าของ บุคคลเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือจากการเรียนการสอนในชั้นเรียน สามารถประเมินหรือวัดประมาณได้จากการทดสอบ หรือการ สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 1. วันส าคัญทางพระพุทธศาสนา การศึกษาวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา นอกจากจะได้ความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ที่ถูกต้องแล้วยังช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความซาบซึ้ง และเกิดแนวความคิดในการปฏิบัติ และการเข้าร่วม กิจกรรมในชีวิตประจ าวันต่อไป ซึ่งวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา มีดีงนี้ 1) วันมาฆบูชา ภาพที่ 2.1 พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันมาฆบูชา ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/986725 ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา กระทรวงยุติธรรม (2556 : ออนไลน์) วันมาฆบูชา เป็นวันส าคัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปู รณมีบูชา" หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทิน จันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปท าในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4) วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันส าคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์ส าคัญที่เกิดขึ้น เมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆ สันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา คัมภีร์ปปัญจสูทนีระบุว่าครั้งนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4


- 13 - ประการ คือ พระภิกษุ 1,250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระภิกษุ ทั้งหมดนั้นเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระภิกษุ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ดังนั้น จึง เรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 2) วันวิสาขบูชา ภาพที่ 2.2 เหตุการณ์ส าคัญในวันวิสาขบูชา คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่มา : http://www.dhammathai.org/day/visaka.php วันวิสาขบูชา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี(2565 : ออนไลน์) วันวิสาขบูชา เป็นวันส าคัญ ทางศาสนาพุทธส าหรับพุทธศาสนิกชนทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และ วันส าคัญในระดับนานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิด เหตุการณ์ส าคัญที่สุดในศาสนาพุทธ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของ พระโคตมพุทธเจ้า โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค ่า เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิ สาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สอง ตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือน พฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ เลื่อนไปท าในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตาม ปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทิน จันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวัน ต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชา ตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท


- 14 - วันวิสาขบูชา นั้นได้รับการยกย ่องจากพุทธศาสนิกชนทั ่วโลกให้เป็นวันส าคัญสากลทาง พระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์ส าคัญ 3 เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า และจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่ เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติของ เจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร ่มสาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู ่ในเขตประเทศเนปาลใน ปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระ สัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น ้าเนรัญ ชรา ต าบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มสา ลพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียใน ปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะนี้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึง นับถือว่าวันเพ็ญเดือน 6 นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์ส าคัญๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มาก ที ่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบ าเพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต ่างๆ เพื ่อเป็นการถวาย สักการะร าลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน 3) วันอัฏฐมีบูชา ภาพที่ 2.3 การถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ในวันอัฏฐมีบูชา ที่มา : https://www.rama.mahidol.ac.th/buddhismclub/th/article/05272016-1415-th วันอัฏฐมีบูชา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี(2564 : ออนไลน์) วันอัฏฐมีบูชา คือวันถวายพระ เพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือเป็น วันส าคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค ่า เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย) นอกจากนั้นวันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระนางสิริมหามายา องค์พระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ (หลังประสูติ) และเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน (หลังตรัสรู้) อีกด้วย


- 15 - เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 8 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมือง กุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้พร้อมกันกระท า การถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา เป็นวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมี ความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ เมื่อวันแรม 8 ค ่า เดือน 6 ซึ่ง นิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้น เมื่อเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วนได้ประกอบพิธีบูชา ขึ้น มีการเวียนเทียนเป็นต้น แต่ไม่ทั่วไปทั่วราชอาณาจักร โดยจะประกอบพิธีในบางวัดเท่านั้น ตามแต่ ความศรัทธาของท้องถิ่น ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เช่น ประเพณีถวายพระเพลิงฯ จ าลอง ที่วัดพระบรมธาตุ ทุ่งยั้ง และประเพณีอัฎฐมีบูชาของ วัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ าเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่รักษาสืบสานมายาวนานมากกว่า 120 ปีแล้ว เป็นต้น 4) วันอาสาฬหบูชา ภาพที่ 2.4 พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ ในวันอาสาฬหบูชา ที่มา : http://www.dhammathai.org/day/asarahabucha.php ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น กระทรวงยุติธรรม (2560 : ออนไลน์) วันอาสาฬหบูชา เป็นวันส าคัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย ค าว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี ่ตาม ปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือน กรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปท าในวันเพ็ญเดือน 8 หลัง แทน วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย ่องเป็นวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา เนื ่องจากเหตุการณ์ ส าคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค ่า เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวัน


- 16 - เพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมครั้งนั้นท าให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตา เห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท ่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของ พระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสาวกและภิกษุองค์ แรกในโลก และท าให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้ง พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงท าให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือ วันพระ ธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และจัดว่าเป็น"วันพระรัตนตรัย" อีกด้วย 5) วันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2564 : ออนไลน์) วันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค ่า เดือน 8 หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม 1 ค ่าเดือน 8 หลัง) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค ่า เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค ่า เดือน 11 หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม 1 ค ่าเดือน 8 หลัง ถึงวัน ขึ้น 15 ค ่า เดือน 11) ถือว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทางศาสนาพุทธที่ส าคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศ ไทย โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช ่วงฤดูฝน โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค ่า เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการท าบุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้ว ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจ าพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือน แก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากล าบากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย ่า ธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจ าพรรษาตลอด 3 เดือน นั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสส าคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จ าพรรษารวมกันภายในอาวาสหรือ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย


- 17 - 6) วันออกพรรษา ภาพที่ 2.5 พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ในวันวันออกพรรษา ที่มา : https://www.thansettakij.com/general-news/500267 มหาวิทยาลัยสยาม (2561 : ออนไลน์) วันออกพรรษา เป็นวันส าคัญวันหนึ ่งทาง พระพุทธศาสนา หมายถึง วันที่สิ้นสุดการจ าพรรษาของพระสงฆ์ หลังจากที่ต้องอยู่ที่วัดแห่งเดียว ตลอดเป็นเวลา 3 เดือน นับแต่วันเข้าพรรษา คือวันแรม 1 ค ่า เดือน 8 (หรือเดือน 9 กรณีเข้าพรรษา หลัง) ซึ่งพระสงฆ์ได้อธิษฐานอยู่จ าพรรษาเป็นต้นมา จนถึง วันขึ้น15 ค ่า เดือน 11 (หรือเดือน 12 ใน กรณีเข้าพรรษาหลัง) ซึ่งถือว่าเป็นวันออกพรรษา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” ค าเป็น วันที ่พระสงฆ์จะประกอบพิธีสังฆกรรมใหญ ่ เรียกว ่า มหาปวารณา ก าหนดไว้เพื ่อเปิดโอกาสให้ พระสงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิต เมื่อได้เห็น ได้ฟัง หรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน นั้น พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข ตามปกติพระสงฆ์จะสวดปาฏิโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์ ทุกวันอุโบสถ์แต่เฉพาะวันออกพรรษานี้ไม่ต้องสวดปาฏิโมกข์พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ท าปวารณา แทน ปวารณาจึงเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ของพระสงฆ์ เป็นการกล่าวประกาศในท่ามกลางสงฆ์ เพื่อ เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ศาสนาพุทธ 7) วันธรรมสวนะ วันธรรมสวนะ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย, (2564 : ออนไลน์) ธรรมสวนะ (อ่านว่า ท า-มะ-สะ-วะ-นะ) หมายถึง วันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา หรือที่เรียก กันทั ่วไปว ่า "วันธรรมสวนะ" อันได้แก ่ วันถือศีล วันฟังธรรม โดยเป็นวันที ่มีก าหนดตามปฏิทิน จันทรคติ มีเดือนละ 4 วัน ได้แก่ วันขึ้น 8 ค ่า, วันขึ้น 15 ค า่่ (วันเพ็ญ), วันแรม 8 ค ่า และวันแรม 15 ค ่า


- 18 - ในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังคงไม่ได้ทรงวางระเบียบในเรื่องนี้ไว้ ต่อมาพระเจ้าพิม พิสาร ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลพระราชด าริของพระองค์ว่านักบวชศาสนาอื่น มี วันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมค าสั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธ องค์จึงทรงอนุญาตให้มีการประชุมพระสงฆ์ในวัน 8 ค ่า 15 ค ่า และอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์แสดง ธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันดังกล่าว จากนั้น พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันธรรมสวนะสืบมา โดยจะเป็นวันส าคัญที่ พุทธศาสนิกชนจะไปประชุมกันฟังพระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ที่วัด ในประเทศไทยปรากฏหลักฐาน ว่าได้มีประเพณีวันพระมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย วันพระในปัจจุบัน คงเหลือธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แต่เฉพาะประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เถรวาท เช ่น ศรีลังกา, พม ่า, ไทย, ลาว และเขมร (ในอดีตประเทศเหล ่านี้ถือวันพระเป็น วันหยุดราชการ) โดยพุทธศาสนิกชนเถรวาทนับถือว่าวันนี้เป็นวันส าคัญที่จะถือโอกาสไปวัดเพื่อท าบุญ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และฟังพระธรรมเทศนา ส าหรับผู้ที่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาอาจถือศีล แปดหรือศีลอุโบสถในวันพระด้วย นอกจากนี้ชาวพุทธยังถือว่าวันพระไม่ควรท าบาปใด ๆ โดยเชื่อกัน ว่าการท าบาปหรือไม่ถือศีลห้าในประเทศไทย หลังจากวันพระได้ถูกยกเลิกไม่ให้เป็นวันหยุดราชการ ท าให้วันพระที่ก าหนดวันตามปฏิทินจันทรคติส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับปฏิทินที่ใช้กันอยู่ทั่วไป (เช่น วันพระไปตรงกับวันท างานปกติ) ซึ ่งคือหนึ ่งในสาเหตุส าคัญในปัจจุบันที ่ท าให้พุทธศาสนิกชนใน ประเทศไทยห่างจากการเข้าวัดเพื่อท าบุญในวันพระ นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีค าเรียกวันก่อนวันพระหนึ่งวันว่า วันโกน เพราะปกติในวันขึ้น 14 ค ่าปกติ ก่อนวันเพ็ญขึ้น 15 ค ่า เป็นธรรมเนียมของพระสงฆ์ในประเทศไทยที่จะโกนผมในวันนี้ จากวันส าคัญทางพระพุทธศาสนาข้างต้น สรุปได้ว่า วันส าคัญทางศาสนาพุทธ เป็นวันทาง ตามปฏิทินจันทรคติคือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วัน ออกพรรษา วันธรรมสวนะ โดยจะเป็นวันที่เคยมีเหตุการณ์ส าคัญเมื่อครั้งพุทธกาล ทั้งพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์มีขึ้นเพื่อการละลึกถึงเหตุการณณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อให้ศาสนิกชนได้ปฏิบัติตนเป็นคนดี การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อนวัตกรรม 1. นวัตกรรม การวิจัยนั้นนอกจากจะต้องมีการก าหนดหัวข้อเรื่องที่ต้องการศึกษาที่เป็นตัวแปรต้นแล้ว จะต้องก าหนดตัวแปรตามอีกด้วย ซึ่งในการท าวิจัยครั้งนี้ทางคณะผู้ท าวิจัยได้ก าหนดตัวแปรต้นคือ “นวัตกรรม ในรูปแบบอินโฟกราฟิกส์”


- 19 - 1) ความหมายของนวัตกรรม อ านาจ วัดจินดา (2560 : 1) นวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษา ลาติน แปลว ่า ท าสิ ่งใหม ่ขึ้นมา ซึ ่งการพัฒนาแนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นมาในช ่วงต้นศตวรรษที ่ 20 จาก แนวคิดของนักเศรษฐอุตสาหกรรมโดยมุ ่งเน้นไปที ่การสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส าคัญ โดยความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ การน า แนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อท าให้เกิดประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ อันเนื ่องมาจากความหมายของนวัตกรรมที ่เกี ่ยวกับการประดิษฐ์สิ ่งใหม ่จึงท าให้ นวัตกรรมมีความสัมพันธ์กับการประดิษฐ์คิดค้น (invention) อย ่างใกล้ชิด ในประเด็นที ่ว ่าการ ประดิษฐ์คิดค้น เป็นการค้นพบสิ ่งใหม่, ความรู้ใหม ่ ที ่ยังไม ่มีผู้ใดคิดค้น หรือค้นพบมาก ่อน ส ่วน นวัตกรรมจะหมายถึง การน าความรู้ใหม ่ หรือสิ ่งค้นพบใหม ่นั้นไปประยุกต์ใช้ทั้งในรูปแบบของ เทคโนโลยี หรือรูปแบบอื่นที่ไม่ใช้เทคโนโลยีก็ได้ จากความหมายของนวัตกรรมข้างต้น สามารถความหมายของนวัตกรรม คือ การสร้างสิ่ง ใหม่ๆ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยอันสร้างมาจากการสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้ง ยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน และการน าไปใช้ประโยชน์อีกด้วย 2) ประเภทของนวัตกรรม อ านาจ วัดจินดา, (2560 : 2) ประเภทของนวัตกรรม มี 2 ประเภท ได้แก่ 2.1) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) เป็นการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ขึ้นในเชิงพาณิชย์ที่ได้ให้ดีขึ้นหรือเป็นสิ ่งใหม่ในตลาด นวัตกรรมนี้อาจจะเป็นของใหม ่ต ่อโลก ต่อ ประเทศหรือแม้แต่ต่อองค์กร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ นั้นยังสามารถถูกแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้อง ได้(tangible product) หรือ สินค้าทั ่วไปเช ่นรถยนต์รุ ่นใหม่, ทีวีที ่ใช้เทคโนโลยีสูงหรือ‘High Definition TV(HDTV)’, ดีวีดีหรือ‘Digital Video Disc(DVD)’ และผลิตภัณฑ์ที ่จับต้องไม ่ได้ (intangible product) อาทิ เช่น การบริการ (services) เช่น เพกเก็จทัวร์อนุรักษ์ธรรมชาติ, ธุรกรรม การเงินธนาคารโดยผ่านทางโทรศัพท์ (telephone finance banking) เป็นต้น 2.2) นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation)เป็นการเปลี่ยนแนวทาง หรือ วิธีการผลิตสินค้า หรือบริการที ่ให้บริการในรูปแบบที ่แตกต่างออกไปจากเดิม เช ่น การผลิตแบบ ทันเวลาพอดี หรือ‘Just In Time (JIT)’ , การบริหารงานคุณภาพองค์กรรวมหรือ ‘Total Quality Management (TQM)’, และการผลิตแบบกระทัดรัดหรือ ‘Lean Production’ เป็นต้น สรุปได้ว่าประเภทของนวัตกรรมมี 2 ประเภท ที่เป็นแนวทางในการบริการรูปแบบ ต่างๆ ให้ทันสมัยและสามารถใช้ได้ในองค์กรต่างๆอย่างง่ายและสะดวกรวดเร็ว


- 20 - 3) องค์ประกอบของนวัตกรรม Mrslaongtip (2556 : ออนไลน์) องค์ประกอบของนวัตกรรมมีอยู่ 3 ประการ คือ 3.1) ความใหม่ (Newness) สิ่งที่จะได้รับการยอมรับว่า มีคุณลักษณะเป็นนวัตกรรม ได้นั้นจะต้องมีก็คือ ความใหม ่ หมายถึง เป็นสิ ่งใหม ่ที ่ถูกพัฒนาขึ้น ซึ ่งอาจจะมีลักษณะเป็นตัว ผลิตภัณฑ์บริการ หรือกระบวนการ โดยจะเป็นการปรับปรุงจากของเดิมหรือพัฒนาขึ้นใหม่เลยก็ได้ 3.2) การใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ (Knowledge and Creativity Idea) หมายความว่า สิ่งที่จะถือเป็นนวัตกรรมได้นั้นจะต้องเกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็น ฐานของการพัฒนาให้เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่เกิดจากการลอกเลียนแบบการท าซ ้า เป็นต้น 3.3) ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ (EconomicBenefits) และสังคม (Social) ก็คือ การให้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ หรือการสร้างความส าเร็จในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ นวัตกรรม จะต้อง สามารถท าให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นได้จากการพัฒนาสิ่งใหม่นั้นๆ ซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นสามารถวัดได้ เป็นตัวเงินโดยตรง และในเชิงสังคมเป็นการสร้างคุณค่า ซึ่งไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ สรุปได้ว่า องค์ประกอบของ “นวัตกรรม” คือ “สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้ และความคิด สร้างสรรค์ ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม” 2. อินโฟกราฟิกส์ 1) ความหมายของอินโฟกราฟิกส์ จงรัก เทศนา, (ม.ป.ป. : 1) อินโฟกราฟิกส์ (Infographics) หมายถึง การน าข้อมูลหรือความรู้ มาสรุปเป็นสารสนเทศในลักษณะของข้อมูลและกราฟิกที่อาจเป็นลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ ฯลฯ ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลารวดเร็ว และชัดเจน สามารถสื่อให้ ผู้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้โดยไม่จ า เป็นต้องมีผู้น า เสนอ มาช่วยขยายความเข้าใจอีก จากข้างต้นกล่าวได้ว่าอินโฟกราฟิกส์ เป็นการน าข้อมูลมาสรุปเป็นสารสนเทศให้เช้าใจง่าย ชัดเจน ในระยะเวลาสั้นๆ มีความหมายไม่ยุ่งยากซับซ้อน


- 21 - ภาพที่ 2.6 ตัวอย่างอินโฟกราฟิกส์ ที่มา : https://chachoengsao.cdd.go.th/wpcontent/uploads/sites/9/2019/01/infographics_information.pdf 2) ประเภทของอินโฟกราฟิกส์ Minkes Js, (ม.ป.ป. : ออนไลน์) ประเภทของ อินโฟกราฟิกส์ โดยทั ่วไปแบ ่งออกเป็น 3 ประเภท 2.1) แบบภาพนิ่ง (Static infographics) เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ หนังสือภาพ หรือ เป็นส่วนหนึ่งในบทความในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ภาพกราฟิกประกอบข่าวโทรทัศน์ ฯลฯ ซึ่ง พร้อมส่งต่อในสื่อดิจิทัลได้ง่าย เช่น การส่งอีเมล การน าไปใช้ประกอบบทความในเว็บไซต์ การส่งต่อ ใน Social media เช่น LINE, Facebook, Instagram เป็นต้น อินโฟกราฟิกส์ประเภทนี้จะไม่มีการ เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงเนื้อหา 2.2) แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive infographics) เหมาะกับการบรรยายข้อมูลที่มี ปริมาณมากและซับซ้อน ผู้อ่านสามารถดูข้อมูลเชิงลึก เพิ่มเติมได้ ผู้สร้างชิ้นงานสามารถเปลี่ยนแปลง เนื้อหาหรือปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ 2.3) แบบภาพเคลื ่อนไหว (Motion graphic) เป็นการสร้างภาพกราฟิกให้มีการ เคลื่อนไหวได้ในหลายมิติ แตกต่างจากแอนิเมชัน (animation) ตรงที่ไม่มีตัวละครเป็นตัวด าเนินเรื่อง หรือมีบทพูด และตัดฉากสลับเหมือนภาพยนตร์ แต่จะเป็นการสร้างการเคลื่อนไหวให้กราฟิก และใช้ การพากย์เสียงบรรยายประกอบ แม้ว่าอินโฟกราฟิกส์ประเภทนี้ จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจาก


- 22 - สามารถดึงดูดให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วม ได้มากกว่าแบบภาพนิ่ง และแบบมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบได้ แต่การ ออกแบบ ชิ้นงานจะยากขึ้น ต้องใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้น หมายความว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างชิ้นงานจะ เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จากข้างต้นอินโฟกราฟิกส์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ทั้งแบบนิ่ง แบบปฏิสัมพันธ์ แบบ เคลื่อนไหว อินโฟกราฟิกส์ประเภทต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วมีข้อมูลที่เข้าใจง่าย เป็นปัจจุบันทันสมัย และ มีความสะดวกและง่ายต่อการออกแบบ 3) ประโยชน์ของอินโฟกราฟิกส์ ไทเกอร์, (ม.ป.ป. : ออนไลน์) ประโยชน์ของอินโฟกราฟิกส์มีดังนี้ 3.1) การย่อยข้อมูลยากๆ ค าพูดหรือว่าจากตัวอักษรอินโฟกราฟิกส์สามารถสื่อสาร ข้อความต่างๆ ผ่านรูปภาพที่มีสีสัน ซึ่งหากน าข้อมูลเหล่านี้มาเรียบเรียงให้ถูกต้อง ผู้อ่านก็จะสามารถ เรียนรู้สิ่งยากๆได้ง่ายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวเลขทางสถิติ 3.2) การสอนกระบวนการขั้นตอนง่ายๆ เหมาะส าหรับการสอนกระบวนการต่างๆ เช่น ขั้นตอนที่ 1 2 3 ซึ่งก็เหมาะอย่างมากส าหรับการอบรมพนักงานหรือการสอนผู้อ่าน ถ้าการย่อย ข้อมูลออกมาเป็นตัวอักษรแบบหัวข้อย่อยนั้นอ่านง่ายแล้ว การที่เรามีหัวข้อย่อยพร้อมสีและรูปภาพ ประกอบก็จะเข้าใจได้ง่ายมากกว่า 3.3) ท าให้คนอยากเรียนมากขึ้น สังเกตได้จากหนังสือที ่มีภาพและสีสันเยอะมาก เช่น เด็กยังอ่านตัวอักษรได้ไม่คล่องเลยต้องมีภาพประกอบ แต่หากไม่มีรูปภาพหรือสีสันอะไรเลย เด็ก บางคนก็อาจจะไม่มีสมาธิมากพอที่จะอ่านให้จบ อินโฟกราฟิกส์ก็ใช้หลักการเดียวกันแต่น ามาปรับให้ เหมาะกับผู้ใหญ่ 3.4) ท าให้คนจ าได้นานขึ้น (Knowledge Retention) การสื่อสารให้คนเข้าใจง่ายก็ เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง แต่การที่ผู้อ่านสามารถจดจ าและน าข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ต่อนั้นก็เป็นสิ่งที่ ส าคัญมากกว่า มีงานวิจัยบอกไว้ว่าคนส่วนมากสามารถจ าข้อมูลจากรูปภาพได้มากถึง 65% (หาก เทียบกับ 10% กับการจ าข้อมูลที่ได้จากการฟัง) 3.5) การสร้างแบรนด์ นอกจากจะใช้ในการสื่อสารและให้ความรู้คนแล้ว สื่ออินโฟ กราฟิกส์ยังสามารถแสดงความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของผู้เผยแพร่ได้ด้วย ซึ่งเราก็มักจะเห็น เพจของบริษัทต่างๆน าอินโฟกราฟิกส์มาใช้ในการให้ความรู้ผู้ติดตามเพื่อสร้างแบรนด์และท าให้ลูกค้า จดจ าแบรนด์ได้ เป็นการดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาในระยะยาว 3.6) การเพิ ่มทักษะให้พนักงาน อินโฟกราฟิกส์สามารถประยุกต์ใช้ในการอบรม พนักงานได้ มีประโยชน์ทั้งการท าให้พนักงานเรียนรู้ได้เร็วและสามารถซึมทราบข้อมูลเยอะๆเหมาะกับ


- 23 - การสอนพนักงานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสอนกระบวนการที่พนักงานต้องท าซ ้าบ่อยๆ เป็น ต้น 3.7) ค้นหาข้อมูลได้ง่าย การหาข้อมูลในหนังสือที่มีแต่ตัวอักษร กับการหาข้อมูลใน อินโฟกราฟิกส์ที่มีรูปภาพและสีสันโดดเด่นชัดเจนนั้น เหมาะกับการใช้เป็นสื่อที่สามรถให้ผู้อ่านเก็บไว้ ได้ เพราะผู้อ่านจะได้น ามาใช้อ้างอิงในอนาคต จากข้อมูลดังกล่าวท าให้ทราบถึงประโยชน์ของอินโฟกราฟิกส์ที่ใช้ในการท างานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยข้อมูลยากๆ การสอนกระบวนการขั้นตอนง่ายๆ ท าให้คนอยากเรียนมากขึ้น ท า ให้คนจ าได้นานขึ้น การสร้างแบรนด์ การเพิ่มทักษะให้พนักงาน รวมไปถึงค้นหาข้อมูลได้ง่าย 4) ขั้นตอนการท าอินโฟกราฟิกส์ ThaiBussinessSearch, (2564 : ออนไลน์) ขั้นตอนการท าอินโฟกราฟิกส์มีดีงนี้ 4.1) ก าหนดหัวข้อ การก าหนดหัวข้อก ่อนจะท าให้ก าหนดสิ ่งอื ่นๆ ต ่อมาได้ คือ เนื้อหา กลุ่มเป้าหมาย เวลาที่จะเผยแพร่ 4.2) รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่ส าคัญเอาไว้ และจดบันทึกแหล่งที่มาให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถกลับมาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ในภายหลัง หรือใช้ส าหรับอ้างอิงใน ผลงาน 4.3) อ่านสรุปข้อมูลแล้วเลือกส ่วนส าคัญ สิ ่งส าคัญในการท าอินโฟกราฟิกส์คือ ข้อมูลต้องกระชับ ครบถ้วน และเลือกข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์หรือคนทั่วไปต้องการรู้มาใส่ไว้ใน อินโฟกราฟิกส์แล้วจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อที่จะให้มีโครงสร้างชัดเจน เป็นเรื่องราว เข้าใจง่าย 4.4) เลือกรูปแบบอินโฟกราฟิกส์ เลือกรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อน าเสนอข้อมูล เช่น แผนภูมิ ตาราง รูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือการเน้นตัวเลขที่เป็นข้อมูลเชิงสถิติเพื่อความน่าสนใจ 4.5) ตรวจสอบความเรียบร้อย เมื่อท าเสร็จแล้ว ควรตรวจสอบอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ ส าคัญ เพราะอินโฟกราฟิกส์ต้องเป็นสิ ่งที ่เห็นแล้วสะดุดตา น ่าสนใจ อ่านเข้าใจได้ง ่าย นอกจาก ทบทวนด้วยตนเองแล้ว ควรให้คนอื่นๆ ช่วยดูด้วยว่าน่าสนใจ อ่านเข้าใจหรือไม่ 4.6) เผยแพร่ผลงาน การเผยแพร่บนโลกโซเชียลมีเดีย ควรเขียนแคปชั่นที่น่าสนใจ เพื่อเป็นตัวช่วยในการดึงดูดให้คนอยากรู้อยากอ่าน และควรติดแฮชแท็ก (#) ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพื่อให้คนสามารถค้นหา Infographic ของเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นข้อมูลข้างต้นสามารถชี้ให้เห็นถึงขั้นตอนต่างๆในการจัดท าอินโฟกราฟิกส์ตั้งแต่ ก าหนดหัวข้อ รวบรวมข้อมูล อ่านสรุปข้อมูลแล้วเลือกส ่วนส าคัญ เลือกรูปแบบอินโฟกราฟิกส์ ตรวจสอบความเรียบร้อย และเผยแพร่ผลงาน ท าให้งานของเราน่าสนใจมากขึ้น


- 24 - ความพึงพอใจ การวิจัยนั้นผู้วิจัยจ าเป็นต้องทราบถึงผลส าเร็จของการวิจัยว่า การท าวิจัยนั้นมีความพึงพอใน ในการเรียนการสอนนั้นอยู่ในระดับใด ดังนี้ผู้วิจัยต้อศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจ ดังนี้ 1. ความหมายของความพึงพอใจ สุรางค์ โค้วตระกูล อ้างในน ้าลิน เทียมแก้ว, (2560 : 6) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ทางบวก ความรู้สึกทางลบ และความสุขที่มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนโดยความพึงพอใจจะ เกิดขึ้น เมื่อความรู้สึกทางบวกมากกว่าทางลบ อารี พันธ์มณี อ้างในน ้าลิน เทียมแก้ว, (2560 : 6) ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกของบุคคลที่ มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือเป็นไป ตามที่ตนเองต้องการ ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือ เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ และความรู้สึกดังกล่าวนี้จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น ถ้าหากความต้องการหรือ เป้าหมายนั้นไม่รับการตอบสนอง ซึ่งระดับความพึงพอใจจะแตกต่างกัน ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ของการบริการ แน่งน้อย พงษ์สามารถ อ้างในน ้าลิน เทียมแก้ว, (2560 : 7) ความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีต่อ สิ ่งต ่าง ๆ 3 อย ่าง คือ ปัจจัยเกี ่ยวกับงานโดยตรง ลักษณะเฉพาะเจาะจงของแต ่ละคน และ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มในสิ่งที่อยู่นอกหน้าที่การงาน ปาริชาติ สังข์ขาว อ้างในน ้าลิน เทียมแก้ว, (2560 : 7) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ของบุคคลในทางบวกความชอบความสบายใจความสุขต ่อสภาพแวดล้อมในด้านต ่างๆ หรือเป็น ความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ท าให้เกิดความชอบความสบายใจและเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ พรรณี ชูทัยเจนจิต อ้างในนาลิน เทียมแก้ว, (2560 : 7)ความพึงพอใจ คือ เป็นความรู้สึกใน ทางบวกความรู้สึกที่ดีที่ประทับใจต่อสิ่งเร้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ ราคา การจัดจ าหน่าย แลการส่งเสริมการตลาด จากความหมายของความพึงพอใจที ่กล ่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว ่า ความพึงพอใจ (Satisfaction) หมายถึง ความรู้สึกชอบ หรือพอใจที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือต่อองค์ประกอบและ สิ่งจูงใจในด้านต่างๆ ความรู้สึกของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจ ส่งผลให้มีทัศนคติที่ดีเมื่อได้รับการตอบสนองตามความต้องการของตนเอง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การท าวิจัยนั้น ต้องมีการศึกษางานวิจัยของบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องของงานวิจัย ดังนั้นผู้ที่จะท าวิจัยจ าเป็นต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัย จากงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาการท าวิจัยต่อไป


- 25 - 1. งานวิจัยในประเทศ การท าวิจัยนั้น ต้องมีการศึกษางานวิจัยในประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญใน เรื่องของงานวิจัย ดังนั้นผู้ที่จะท าวิจัยจ าเป็นต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยจากงานวิจัยใน ประเทศ เพื่อสามรถน ามาเป็นแนวทางในการศึกษาและการท าวิจัยต่อไป และงานวิจัยในประเทศที่มี เนื้อหาเกี่ยวข้อง สอดคล้อง หรืออย่างใด เกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยใช้สื่ออินโฟ กราฟิกส์เรื่อง วันส าคัญทางพระพุทธศาสนาส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1.1) กฤตพร เพ็ชรน ้าเขียว, กรกลด ค าสุขและ รวิเทพ มุสิกะปาน (2558) ได้ ศึกษา เรื่อง การพัฒนาองค์ประกอบของสื่ออินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวเพื่อการจูงใจ : กรณีศึกษาการจูง ใจให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรายได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง พบว่า 1) องค์ประกอบของอินโฟ กราฟิกเคลื ่อนไหวแบ ่งออกเป็น 3 กลุ ่มคือ ข้อมูลเนื้อหา เสียงบรรยาย และภาพประกอบ โดย กลุ ่มเป้าหมายต้องการให้ข้อมูลเนื้อหาเป็นลักษณะการให้ความรู้และท าความเข้าใจมากกว ่าการ โฆษณาชวนเชื ่อ เสียงบรรยายของบุรุษท าให้รู้สึกผ ่อนคลายมากกว ่าเสียงบรรยายของสตรี และ ความเร็วการพูดควรอยู่ในช่วง 151-200 ค าต่อนาที ส่วนภาพประกอบที่ชื่นชอบ คือ ภาพกราฟิกสีสัน สดใสที่ดึงดูดความสนใจ และไม่สร้างอคติ 2) อินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวเพื่อการจูงใจในกรณีศึกษาภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาใช้องค์ประกอบด้านข้อมูลเนื้อหาเป็นการให้ความรู้ร้อยละ 70 การสร้างทัศคติ ร้อยละ 20 และการตักเตือนลงโทษร้อยละ10 ใช้องค์ประกอบด้านเสียงบรรยายเป็นเสียงบรรยายของ เพศชาย และใช้องค์ประกอบด้านภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกสีสันสดใสที่ยกตัวอย่างประกอบให้ เข้าใจได้ง ่ายขึ้นโดยสรุปแล้วการน าอินโฟกราฟิกด้านสังคม มักเป็นอินโฟกราฟิกรูปแบบวีดีทัศน์ เนื่องจากมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาก โดยผู้ชมสื่อมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก 1.2) ปิยพงษ์ ราศี (2559) การพัฒนาสื่ออินโฟกราฟิกส์ วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เบื้องต้นส าหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา และหาประสิทธิภาพสื ่ออินโฟกราฟิกส์ วิชาเครือข ่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ส าหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจ ของผู้เรียนที่มีต่อสื่ออินโฟกราฟิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2559 จ านวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย ด้วยวิธีจับสลากเลือกตัวแทน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยสื่ออินโฟกราฟิกส์ วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่ออินโฟกราฟิกส์ วิชา เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าทีของกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (t-test for dependent sample) ผลการวิจัยพบว่า สื่ออินโฟ กราฟิกส์ วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ส าหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 มี


- 26 - ประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 81.56/82.78 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่า ก ่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี ่ยก ่อนเรียนเท ่ากับ 16.13 ค ่าเฉลี ่ยหลังเรียนเท ่ากับ 26.47 มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อสื่ออินโฟกราฟิกส์ วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 1.3) ธิดาใจ จันทนามศรี (2560) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่ออธิบาย ประเภทเนื้อหาและรูปแบบในการสื่อสารผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์บนเฟชบุ๊กแฟนเพจอินโฟกราฟิกส์ไทย แลนด์ เพื่อศึกษาการรับรู้และจดจ าของผู้ใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ ด้วยการแจกแบบสอบถามแบบเห็น ตัวตนและผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจ านวน 400 คน ที่เป็นสมาชิกเฟซบุ๊กแฟน เพจอินโฟกราฟิกส์ ไทยแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า เนื้อหาบน เฟซบุ๊กแฟนเพจอินโฟกราฟิกส์ ไทย แลนด์ ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนวิธีการ (How to) การรายงานข่าวหรือประเด็นสถานการณ์ และการเปรียบเทียบ รูปแบบการน าเสนอส่วนใหญ่เป็น แบบภาพนิ่ง แบบคลิกได้ที่สามารถดูข้อมูล เชิงลึกด้วยการคลิ๊กลิงค์ไปยังเว็บไซต์ และแบบวีดิโอที่มีทั้งภาพและเสียงส าหรับรูปแบบการสื่อสาร ด้วยภาพ พบว่า มี 3 รูปแบบผสมผสานกัน คือภาพเสมือนจริง ภาพนามธรรม และภาพสัญลักษณ์ เป็นรูปแบบที่เข้าใจง่าย ท าให้ผู้รับสารสามารถรับรู้ความหมายของภาพได้ทันที กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีลักษณะการอ่านเฉพาะที่ สนใจ ส่วนมากรู้จัก เฟซบุ๊กแฟนเพจจากลิงค์ที่เพื่อนๆ แชร์เหตุผลและวัตถุประสงค์ที่ชอบ คือ เพื่อ ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ การรับรู้ การจดจ าเนื้อหาและรูปแบบอินโฟกราฟิกส์ มีค่าระดับ การรับรู้และจดจ าอยู ่ในระดับมาก เนื ่องจาก ภาพประกอบและการออกแบบสื ่ออินโฟกราฟิกส์ที่ สวยงาม มีสีสันสะดุดตาจะส่งผลต่อการรับรู้และจดจ า ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ที่มี เพศ และอายุ มีผลต่อการรับรู้และจดจ า เนื้อหาและรูปแบบในการสื่อสารผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ที่ ไม่แตกต่างกัน สำ หรับกลุ่มตัวอย่างที่มี ระดับการศึกษาและอาชีพต่างกัน มีผลต่อการรับรู้และจดจ า เนื้อหาและรูปแบบในการสื่อสารผ่านสื่ออินโฟกราฟิกส์ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.05 1.4) อัญชริกา จันจุฬา สกล สมจิตต์ และสุภาพร จันทรคีรี(2563) การวิจัยครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์ เพื ่อพัฒนาส าหรับนักเรียน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิก เพื่อสร้างการรับรู้และ จดจ า และศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อสื่ออินโฟกราฟิก เพื่อสร้างการรับรู้และ จดจ า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจในการเรียนครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนิบงพัฒนา อ าเภอเมือง จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จ านวน 30 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ สื่ออินโฟกราฟิก วิชา ภาษาอังกฤษ เรื่อง Health and Welfare แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถาม


- 27 - ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่ออินโฟกราฟิก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ และ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบ (t-test แบบ Dependent) จากงานวิจัยที ่เกี ่ยวข้องในประเทศดังที ่กล ่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว ่ามีนักวิจัย จากหลายๆ สถาบันการศึกษา ได้น าสื่อภาพกราฟิกส์มาใช้เป็นสื่อในการสอน ซึ่งได้คุณค่า และประโยชน์หลาย ประการ ผลของการน าสื่อภาพกราฟิกมาใช้ในการเรียนการสอน เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะสื่อ หรือกราฟิกสามารถสร้างแรงจูงใจให้ ผู้เรียน เกิดความกระตือรือร้นและสนุกสนาน สรุปได้ว่า จาก ผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้สื่อ และนวัตกรรมทางการสอนเพื่อศึกษาทักษะการอ่าน สามารถท า ให้นักเรียนมีประสิทธิภาพ ในการเรียนมากขึ้น และกล่าวได้ว่าสื่อกราฟิกมีประโยชน์ในการส่งเสริม การเรียนรู้ ของผู้เรียน ดังนั้นครูผู้สอนวิชาต ่างๆ จึงควรได้มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มี คุณภาพ และประสิทธิภาพ ง่ายต่อการใช้และเป็นที่น่าสนใจต่อการเรียนรู้ 2. งานวิจัยต่างประเทศ 2.1) Panaram (2012) นิยามอินฟอร์เมชันกราฟิก หรืออินโฟกราฟิก ว่าเป็นภาพ หรือกราฟิกซึ่งบ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะส าหรับผู้คนในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องการ เข้าถึงข้อมูลที่ซับซ้อนปริมาณมหาศาลในเวลาอันจ ากัด (ก่อนที่พวกเขาจะเบื่อหน่ายเสียก่อน) ด้วย เหตุนี้ ‘อินโฟกราฟิก’ จึงเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวผู้เข้ามาจัดการกับ ‘ข้อมูล-ตัวเลข-ตัวอักษร’ ที่ เรียงรายเป็นตับเหมือนยาขม ให้กลายร่างมาเป็นภาพที่สวยงาม 2.2) โกด (Ghode, 2013) ได้ท าการศึกษา การค้นคว้าตัวแปรต่างๆที่มีความส าคัญ ต่อการออกแบบ โดยได้มีการก าหนดระดับของการออกแบบข้อมูลอินโฟกราฟฟิก คือ ระดับที่ 1 การ ออกแบบส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของภาพถ่ายที่มีข้อมูลสั้นๆ โดยสรุปมาจากข่าวและบทความ ระดับ ที่ 2 เป็นแผนภาพแนวคิดการแสดงแผนภูมิ แผนที่ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เป็นต้น และระดับที่ 3 มีการ พัฒนาการออกแบบมากขึ้น โดยมีรายละเอียดแนวคิดที ่แสดงกราฟิก และข้อมูลที ่เป็นข้อความ องค์ประกอบของภาพ มีการก าหนดไว้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้จากภาพ ที่แสดงออกมา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ คือ ตัวแทนหนังสือพิมพ์ชั้นน าของประเทศอินเดีย จ านวน 2 ฉบับ คือ Times of India (TIM) และ India Express (IM) ระยะเวลาด าเนินการ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 กรกฎาคม 2011 เครื่องมือที ่ใช้ในการศึกษาคืออินโฟกราฟิกในการน าเสนอบทความ สถิติที่ใช้ใน การศึกษา คือ ค่าความถี่ ผลการศึกษาพบว่า การเข้าถึงข้อมูลระหว่างหนังสือพิมพ์ 2 แห่ง โดยการ ก าหนดหัวข้อข่าว คือ หัวข้อข่าว บทความ ข่าวธุรกิจและข่าวกีฬา หลังจากศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว พบว่าหนังสือพิมพ์ India Express (IM) มีสถิติการใช้งานอินโฟกราฟิกในการน าเสนอบทความสูงสุด


- 28 - ทุกเดือน ส่วนข้อมูลด้านข่าวและกีฬามีการเติบโตค่อนข้างน้อย ส่วนหนังสือพิมพ์ Times of India (TIM) มีสถิติการใช้งานด้วยสื่ออินโฟกราฟิกสูงสุดในการใช้งานอยู่ทุกเดือน ส่วนข้อมูลด้านบทความยัง มีสถิติที่คงตัว และข่าวกีฬามีสถิติลดลงในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า Times of India (TIM) มีการออกแบบอินโฟกราฟิกอยู่ในระดับที่สูงกว่าและมีการเข้าถึงข้อมูลที่สูง กว่าหนังสือพิมพ์ Express (IM) ทุกๆด้านของข้อมูล 2.3) Sakurada (2015) ให้ความหมายอินโฟกราฟิก ว่าเป็น “การแปลงข้อมูลให้ เป็นภาพ เพื่อให้เข้าใจง่ายและสื่อสารกับผู้คนด้วยสิ่งที่จับต้องได้” 2.4) ดันลัพ และโลเวนทอล (Dunlap and Lowenthal , 2016) ได้ท าการศึกษา เรื ่องบทเรียนการสอนการออกแบบด้วยสื ่ออินโฟกราฟิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส ารวจข้อมูล พื้นฐานด้านความชอบบนเว็บไซต์กว่า 20 รูปแบบที่น ามาแบ่งปันผ่านอินโฟกราฟิกที่ได้รับความนิยม 2) ให้เข้าใจถึงสิ ่งที ่ท าให้อินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3) เตรียมตัวส าหรับนักศึกษาระดับ บัณฑิตศึกษาให้ดียิ่งขึ้นฐานะผู้บริโภคและนักออกแบบอินโฟกราฟฟิก 4) สามารถสรุปและแนะน ากล ยุทธ์เกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลอินโฟกราฟิกในห้องเรียนได้ และ 5) เมื่อนักเรียนเริ่ม พัฒนาความรู้และความเข้าใจสามารถเลือกภาพได้ทั้งหมดได้ รวมถึงการวางสีสันและองค์ประกอบ ทั้งหมดและน าเสนอข้อมูลให้ผู้อ่านทราบ ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลที่ได้รับความนิยมไม่สอดคล้องกับ คุณสมบัติและเฉพาะของอินโฟกราฟิก ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่ติดอันดับ 20 รายการที่ได้รับความนิยม มากที่สุด จะถูกระบุว่าเป็นเอกสารที่ประกอบค าบรรยายหลายหน้า จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่านักวิจัยแต่ละท่านได้ให้ ความหมายและความส าคัญของอินโฟกราฟิกที่แตกต่างกันไป แต่ล้วนแล้วสื่อให้เห็นว่าอินโฟกราฟิก เป็นสื่อรูปภาพที่สามารถแสดงและอธิบายข้อมูลได้อย่างรวดเณ้วสามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ท าให้ผู้ศึกษา เกิดความเบื่อหน่ายกับการเรียนรู้


บทที่3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 ผู้วิจัยได้ ด าเนินการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบ One Group Pretest - Posttest Design โดยมีรายละเอียดการ ด าเนินการวิจัย ดังนี้ แบบแผนการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบทดสอบก่อนและหลังกับ กลุ่มเดียว (One Group Pretest - Posttest Design) เป็นรูปแบบวิธีการวิจัยศึกษากรณีเดียวส าหรับ ทดลองกับกลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว จัดกระท าโดยการเรียนด้วยบทเรียนแบบไฮเปอร์เควส เรื่องป่า ชายเลน แล้วเก็บข้อมูลโดยการทดสอบก ่อนและหลังการเรียนซึ ่งมีลักษณะเดียวกับรูปแบบดังนี้ (รักษิต สุทธิพงษ์, 2562 : 33-34) สูตรในการค านวณ T1 x T2 เมื่อ T1 แทน การสอบก่อนที่จะจัดกระท าการทดลอง (Pretest) x แทน การด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ T2 แทน การสอบหลังจากที่จัดกระท าการทดลอง (Posttest) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาล สุราษฎร์ธานีปีการศึกษา 2564 จ านวน 7 ห้อง รวม 238 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาล สุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2564 จ านวน 34 คน โดยผู้วิจัยได้วิธีการสุ ่มแบบเป็นกลุ ่ม (Cluster Random Sampling)


- 30 - ระยะเวลาในการทดลอง ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้ด าเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยท า การวิจัยจ านวน 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง (รวมสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) รวมจ านวน 2 ชั่วโมง เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ในสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งมีมาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการ เรียนรู้และตัวชี้วัด ดังนี้ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ส1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธ ารง รักษาพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ 2. ตัวชี้วัด ส1.2 ป.6/3 อธิบายประโยชน์ของการเข้าร่วมในศาสนพิธี พิธีกรรม และกิจกรรม ในวันส าคัญทางศาสนาตามที่ก าหนด และปฏิบัติตนได้ถูกต้อง นอกจากนี้การวิจัยยังศึกษาเนื้อหาเฉพาะในเรื่องของวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ 1. วันมาฆบูชา 2. วันวิสาขบูชา 3. วันอัฏฐมีบูชา 4. วันอาสาฬหบูชา 5. วันเข้าพรรษา 6. วันออกพรรษา 7. วันธรรมสวนะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 1. แผนการจัดเรียนรู้โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระ การเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รหัสวิชา ส16101 สังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วันส าคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี เวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 1 วันส าคัญทางพระพุทธศาสนาเวลา 1 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนอบุ บาลสุราษฎร์ธานี 2. สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นสื ่ออินโฟกราฟิกส์แบบ ภาพนิ่ง (Static infographics) ประกอบด้วย 1 สื่ออินโฟกราฟิกส์ต่อ 1 เรื่อง รวม 7 เรื่อง


- 31 - 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียนและหลังเรียน) เป็นแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันส าคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 15 ข้อ 4. แบบประเมินความพึงพอใจของสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้เป็นแบบประเมิน ความพึงพอใจในการใช้เรียนการสอนที่ใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ และการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็น แบบสอบถามเกี่ยวกับบทเรียนเพื่อน าข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขบทเรียน การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. แผนการจัดเรียนรู้ 1.1 ขั้นตอนในการสร้างแผนจัดการเรียนรู้ มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์หลักสูตร ท าความเข้าใจเกี ่ยวกับค าอธิบายรายวิชา มาตรฐานการเรียนรู้ หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวังก่อน โดยมีล าดับขั้นตอน ดังนี้ 1) วิเคราะห์ค าอธิบายรายวิชา เพื่อก าหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ก าหนดเนื้อหา หลัก และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เกี ่ยวกับสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของชั้น ประถมศึกษาปี่ที่ 6 โดยเฉพาะเรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 2) จัดท าโครงสร้างรายวิชา เป็นการน าเนื้อหาหลัก ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และ จ านวนเวลามาย่อยลง เพื่อให้เหมาะสมกับเรื่องที่สอนในเรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่ 2 ก าหนดสาระส าคัญ ท าการคิดรวบยอดเกี ่ยวกับเนื้อหา หลักการ วิธีการที่ต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เขียนสาระส าคัญโดยสรุปเนื้อหา เป้าหมายจากการ เรียนรู้ในเรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่ 3 ก าหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ก าหนดสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนมีหรือ บรรลุ เขียนผลการเรียนรู้ที ่คาดหวังให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ เจตคติ กระบวนการและเขียนผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเชิงพฤติกรรม จากการเรียนรู้ในเรื่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่ 4 ก าหนดสาระการเรียนรู้ก าหนดรายละเอียดของเรื่องที่ใช้จัดการเรียน การสอนให้บรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ประกอบด้วย ทฤษฎีหลักการ วิธีการและแนวปฏิบัติ โดยเขียนเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ในเรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่ 5 ก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ก าหนดการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเขียนสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักสูตร โดยน าเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้น


- 32 - ผู้เรียนเป็นส าคัญ และให้สอดคล้องกับเนื้อหาในเรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นก็ ตรวจสอบความถูกต้อง 1.2 ขั้นตอนหาคุณภาพเครื่องมือของแผนจัดการเรียนรู้ มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ น าบทเรียนที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและโครงสร้างของบทเรียนแล้วน าไปปรับแก้ไข จากนั้นน าเสนอต่อ ผู้เชี ่ยวชาญจ านวน 3 ท ่าน เพื ่อตรวจสอบด้านเนื้อหาและโครงสร้างของสื ่อการเรียนรู้ รวมไปถึง คุณภาพของแผนการเรียนรู้เพื่อน ามาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นและให้บรรลุตามเป้าหมายซึ่ง ผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าประเมิน ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด ผลวิเคราะห์ข้อมูลของแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้สูตรการหาค่าเฉลี่ย (x̅) ค าถามของ แผนจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 8 ข้อ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย (x̅) = 4.92 ขั้นตอนที่2 จัดพิมพ์แผนจัดการเรียนรู้เมื่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้องแล้ว ท าการเลือกรายการประเมินด้านแผนจัดการเรียนรู้ท าการจัดพิมพ์เพื่อน าไปเก็บข้อมูลส าหรับการ วิจัยต่อไป 2. สื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 2.1 ขั้นตอนในการสร้างสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ก าหนดหัวข้อ ก าหนดหัวข้อเรื่องที่จะสอนโดยทางผู้วิจัยได้ก าหนอ หัวข้อที่จะสอน คือ วันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมข้อมูล ท าการสืบหาข้อมูลในเรื่องที่จะสอน คือ วันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา และท าการรวบรวมข้อมูลที่ส าคัญจดบันทึกแหล่งที่มาให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถ กลับมาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ในภายหลัง หรือใช้ส าหรับอ้างอิงในผลงาน ขั้นตอนที่ 3 อ่านสรุปข้อมูลแล้วเลือกส่วนส าคัญ ท าการสรุปข้อมูลให้กระชับ ครบถ้วน และเลือกข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์หรือคนทั่วไปต้องการรู้มาใส่ไว้ในอินโฟกราฟิกส์แล้ว จึงจัดกลุ ่มข้อมูล เพื ่อที ่จะให้มีโครงสร้างชัดเจน เป็นเรื ่องราว เข้าใจง ่ายในเรื ่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา


- 33 - ขั้นตอนที่4 เลือกรูปแบบอินโฟกราฟิกส์ เลือกรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อน าเสนอ ข้อมูล โดยทางผู้วิจัยได้เลือกเป็นรูปภาพหรือภาพนิ่ง ที่เน้นข้อมูลที่กระชับ มีภาพประกอบ อีกทั้งยังมี สีสันสวยงามเพื่อความน่าสนใจ และลงมือท าสื่ออินโฟกราฟิกส์โดยการพิมพ์เนื้อหา ใส่ภาพประกอบ และเติมสีสันให้สวยงาม ขั้นตอนที่5 ตรวจสอบความเรียบร้อย เมื่อท าเสร็จแล้ว ท าการตรวจสอบอีกครั้ง เพราะอินโฟกราฟิกส์ต้องเป็นสิ่งที่เห็นแล้วสะดุดตา น่าสนใจ อ่านเข้าใจได้ง่าย หากมีข้อผิดพลาดควร แก้ไขให้ถูกต้อง 2.2 ขั้นตอนในการหาคุณภาพเครื ่องมือของสื ่ออินโฟกราฟิกส์ เรื ่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่1 การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ น าสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมกับจุดประสงค์ของ กิจกรรม รวมถึงครอบคลุมในเนื้อหาโดยมีค่าประเมิน ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด ผลวิเคราะห์ข้อมูลของสื่ออินโฟกราฟิกส์ เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา โดยใช้ สูตรการหาค่าเฉลี่ย (x̅) ค าถามของแผนจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 7 ข้อ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย (x̅) = 4.95 ขั้นตอนที่2 ปรับปรุงและจัดพิมพ์แผนจัดการเรียนรู้ เมื ่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ความถูกต้องแล้ว จึงเลือกรายการประเมินด้านสื่อ/นวัตกรรม และท าการจัดพิมพ์เพื่อน าไปเก็บข้อมูล ส าหรับการวิจัยต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียนและหลังเรียน) 3.1 ขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียนและหลัง เรียน) มีดังนี้ ขั้นตอนที ่ 1 ก าหนดจุดมุ ่งหมาย ท าการก าหนดจ ุดมุ ่งหมายในการสร้าง แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเรื่องวัน ส าคัญทางพระพุทธศาสนา


- 34 - ขั้นตอนที่2 ศึกษาทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ท าการศึกษาเนื้อหาที่ เกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ขั้นตอนที ่ 3 การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ท าการสร้าง แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมฉบับร่าง เรื่องวัน ส าคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 3.2 ขั้นตอนในการหาคุณภาพเครื่องมือของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อน เรียนและหลังเรียน) ขั้นตอนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาและหาคุณภาพเครื่องมือ (IOC) น าแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน สังคมศึกษาพิจารณา โดยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์ของเนื้อหา และ ความเหมาะสมของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม +1 คือ รู้สึกแน่ใจว่าข้อสอบสามารถวัดได้ตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 0 คือ รู้สึกไม่แน่ใจว่าข้อสอบสามารถวัดได้ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง -1 คือ รู้สึกแน่ใจว่าข้อสอบไม่สามารถวัดได้ตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ผลวิเคราะห์ข้อมูลหาค ่าดัชนีความสอดคล้องระหว ่างค าถามของแบบทดสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้สูตร IOC เลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปเป็นข้อสอบที่อยู่ใน เกณฑ์ใช้ได้โดยได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างค าถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ช่วงคะแนน IOC ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 (ผ่านเกณฑ์) มีจ านวน 19 ข้อ และช่วงคะแนน IOC ที่ น้อยกว่า 0.5 (ปรับปรุงหรือตัดทิ้ง) จ านวน 1 ข้อ และมีค่า IOC = 0.88 ขั้นตอนที่ 2 จัดพิมพ์แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เมื ่อผู้เชี ่ยวชาญ พิจารณาความถูกต้องแล้ว ท าการเลือกข้อสอบ จ านวน 15 ข้อ ท าการจัดพิมพ์เพื่อน าไปเก็บข้อมูล ส าหรับการวิจัยต่อไป ขั้นตอนที่ 3 เก็บข้อมูลส าหรับการวิจัยและวิเคราะห์ผลกับกลุ ่มทดลองใช้ หลังจากพิมพ์แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้ว ท าการเก็บข้อมูลโดยให้นักเรียนกลุ่มทดลองใช้ ท าแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน จากนั้นน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 ) ค่าประสิทธิผล (E.I.) ซึ่งมีผลวิเคราะห์ค่าต่างๆ คือ ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 ) = 83.00/87.86 ค่าประสิทธิผล (E.I.) = 0.57 ขั้นตอนที่ 4 เก็บข้อมูลส าหรับการวิจัยและวิเคราะห์ผลกับกลุ่มตัวอย่าง หลังจาก เก้บข้อมูลจากกลุ่มทดลองใช้แล้ว ท าการปรับปรุงปละเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยให้นักเรียนกลุ่ม


- 35 - ท าแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน จากนั้นน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 ) ค่าประสิทธิผล (E.I.) ซึ่งมีผลวิเคราะห์ค่าต่างๆ คือ ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 ) = 81.76/84.90 ค่าประสิทธิผล (E.I.) = 0.50 4. แบบประเมินความพึงพอใจของสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้ 4.1 ขั้นตอนในการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการ เรียนรู้มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ก าหนดจุดมุ่งหมาย ในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจผู้วิจัยได้ ก าหนดจุดมุ่งหมายเกี่ยวกับความพึงพอใจในเรื่องของการของสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างแบบสอบถามความ พึงพอใจ ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้น าไปก าหนดประเด็นในการ สร้างแบบสอบถามความความพึงพอใจ ขั้นตอนที่ 3 ก าหนดประเด็น ในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจผู้วิจัยได้ ก าหนดประเด็นที่มีต่อสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้2 ประเด็น รวม 19 ข้อ 4.2 ขั้นตอนในการหาคุณภาพเครื่องมือของแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื ่อ/ นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาและหาคุณภาพเครื่องมือ น าแบบประเมินความ พึงพอใจของสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศึกษาพิจารณา โดยตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา สอดคล้องกับจุดประสงค์ของเนื้อหา และความเหมาะสม ของแบบประเมินความพึงพอใจของสื่อ/นวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้โดยมีค่าประเมิน ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด ผลวิเคราะห์ข้อมูลของแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้สูตรการหาค่าเฉลี่ย (x̅) ค าถามของ แผนจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 4 ข้อ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย (x̅) = 4.92 ขั้นตอนที่2 จัดพิมพ์แบบประเมินความพึงพอใจ เมื่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความ ถูกต้องแล้ว ท าการจัดพิมพ์แบบประเมินความพึงพอใจเพื่อน าไปเก็บข้อมูลส าหรับการวิจัยต่อไป


- 36 - ขั้นตอนที่ 3 เก็บข้อมูลส าหรับการวิจัยและวิเคราะห์ผล หลังจากพิมพ์แบบ ประเมินความพึงพอใจแล้ว ท าการเก็บข้อมูลโดยให้นักเรียนท าแบบประเมินความพึงพอใจ จากนั้นน า ข้อมูลที ่ได้มาวิเคราะห์ค ่าเฉลี ่ย (x̅) และค ่าเบี ่ยงเบนมาตรฐาน (S) ซึ ่งมีผลวิเคราะห์ค ่าต ่างๆ คือ ค่าเฉลี่ย (x̅) = 4.46 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) = 0.75) การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้มีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการสอน 1) เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและ หลังเรียนการจัดการเรียนรู้ใบงาน ในวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื ่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี 2) เตรียมอุปกรณ์การเรียน ได้แก่ สื่ออินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ใน การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี 2. ขั้นด าเนินการทดลอง 1) ท าการทดสอบก่อนเรียน เป็นการทดสอบด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาสังคม ศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 2) ท าการสอนโดยด าเนินการตามแผนการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 3) ให้นักเรียนท าใบงาน เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จาก การเรียนการสอนที่ใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา 3. ขั้นหลังการทดลอง 1) หลังจากการจัดการเรียนรู้สิ้นสุดลง ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน ซึ่งเป็นคนละชุดกันกับแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียน มาทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ 2) ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้สื่อ/นวัตกรรมและแผนจัดการ เรียนรู้ 3) น าข้อมูลที ่ได้จาการทดลองมาท าการวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการทางสถิติเพื ่อทดสอบ สมมติฐานการวิจัยต่อไป


- 37 - การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์ประสิทธิถาพและวิเคราะห์ประสิทธิผล ของสื่ออินโฟกราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทาง พระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี โดยใช้การ วิเคราะห์ประสิทธิภาพ E1/E2 และประสิทธิผล (E.I.) 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากการใช้สื่ออินโฟ กราฟิกส์เรื่องวันส าคัญทางพระพุทธศาสนา ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี โดยใช้สถิติ t-test (Dependent Samples) 3. การวิเคราะห์แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการใช้สื ่อ/นวัตกรรมและแผนจัดการเรียนรู้ จากการเรียนการสอน โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาล สุราษฎร์ธานี โดยใช้การการวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ย (x̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิจัย 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย (อัญชริกา จันจุฬา สกล สมจิตต์ และสุภาพร จันทรคีรี, 2560 : 32) สูตรในการค านวณ x̅ = ∑ x n เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ คูณ คะแนน n แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจ านวนข้อมูลทั้งหมด 2) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (อัญชริกา จันจุฬา สกล สมจิตต์ และสุภาพร จันทร คีรี, 2560 : 32) สูตรในการค านวณ S. D. = √ (x−x̅) 2 n−1 เมื่อ S. D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ข้อมูล (ตัวที่ 1,2,3...n) x̅ แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต n แทน จ านวนข้อมูลทั้งหมด


Click to View FlipBook Version