เรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำ : กรณีการศึกษาโครงการ โรงเรียนรวมพัฒนา ประเทศไทย ประเทศไทย รายงานการพิจารณาศึกษา เพื่อ แกปญหาความยากจน สำนักกรรมาธิการ ๓ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ของคณะกรรมาธิการการแกปญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา
รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ : กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย ของคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา สำนักกรรมาธิการ ๓ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
บันทึกข้อความ ส่วนราชการ คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำวุฒิสภา ที่ สว ๐๐๑๙.๑๙/( ร ๕๒ ) วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา กราบเรียน ประธานวุฒิสภา ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภาครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑) ซึ่งคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา เป็นคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมโอกาส สิทธิ ความสามารถ การเข้าถึงทรัพยากร ความเท่าเทียม การเติบโต อย่างมีส่วนร่วม การเข้าถึงบริการ สวัสดิการ ของประชาชนและชุมชน เพื่อบูรณาการในการแก้ปัญหา ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมทั้งติดตามการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒ นา อย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบัน คณะกรรมาธิการคณะนี้ ประกอบด้วย ๑. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายพลเดช ปิ่นประทีป รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และโฆษกคณะกรรมาธิการ ๓. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นายภาณุ อุทัยรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ๖. นางสาวภัทรา วรามิตร เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นายสุธี มากบุญ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ กรรมาธิการ ๙. พลเอก ธงชัย สาระสุข กรรมาธิการ ๑๐. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน กรรมาธิการ ๑๑. พลเอก สกล ชื่นตระกูล กรรมาธิการ อนึ่ง นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ได้ลาออกจาก คณะกรรมาธิการ ในวันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ต่อมานายธานี สุโชดายน รองเลขานุการ คณะกรรมาธิการ ได้ลาออกจากคณะกรรมาธิการ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ และในคราวประชุม วุฒิสภาครั้งที่ ๑๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันจันทร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้มีมติตั้ง นายเกียว แก้วสุทอ สมาชิกวุฒิสภา เป็นกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ แทนตำแหน่ง... (สำเนา)
- ๒ - แทนตำแหน่งที่ว่าง และในวันจันทร์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ นายเกียว แก้วสุทอ กรรมาธิการ ได้ลาออก จากคณะกรรมาธิการ และนายจรินทร์ จักกะพาก กรรมาธิการ ได้ลาออกจากคณะกรรมาธิการ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ และพลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๖๙ (๔) สมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็ให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย พลอากาศเอก มนัส รูปขจร ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ลาออกจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๑ (๓) และนายอำพล จินดาวัฒนะ รองประธาน คณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ได้ลาออกจากคณะกรรมาธิการ เมื่อวันอังคารที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และนายคำนูณ สิทธิสมาน รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สามและโฆษกคณะกรรมาธิการ ได้ลาออกจาก คณะกรรมาธิการ เมื่อวันอังคารที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ตามลำดับ บัดนี้ คณะกรรมาธิการ ได้ดำเนินการพิจารณาศึกษา เรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเลื่อมล้ำ : กรณีศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวต่อวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุม วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรดทราบและนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการต่อที่ประชุม วุฒิสภาต่อไป ลงชื่อ สังศิต พิริยะรังสรรค์ (นายสังศิต พิริยะรังสรรค์) ประธานคณะกรรมาธิการ การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา กลุ่มงานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๕ ปฐมภณณ์ พิมพ์ สำนักกรรมาธิการ ๓ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กวี/อุดร ทาน โทรศัพท์ ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๙ - ๓๐ สำเนาถูกต้อง (นายอุดร พันธุมิตร) ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา
ก รายนามกรรมาธิการ การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล ้า นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการ นายพลเดช ปิ่นประทีป รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และโฆษกคณะกรรมาธิการ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม นายภาณุ อุทัยรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ นางสาวภัทรา วรามิตร เลขานุการคณะกรรมาธิการ
ข นายสุธี มากบุญ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พลเอก ธงชัย สาระสุข กรรมาธิการ พลเอก สกล ชื่นตระกูล กรรมาธิการ นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ กรรมาธิการ นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน กรรมาธิการ
ค ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล ้า นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ นายสัญชัย จุลมนต์ นายจัตุรงค์ เสริมสุข พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ พลอากาศเอก สุจินต์ แช่มช้อย นายด้ารงชัย พุ่มสงวน นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นายโกวิทย์ ดอกไม้
ง นายมโน เลาหวณิช ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร นายปริญญา จุฑาสงฆ์ นายกนก ยนต์ชัย นายทวีวัฒน์ ธีระกุลสถิตย์ นางปริศนา กาญจนกันทร นายสุวิทย์ พูลศิลป์ นางสาวภัทรฐิตา ทุมเกิด นางสาวธัญญา ดวงทอง นางสาวสิรินภัสธา ศิรินภัสโภคิน นายณัฐสิทธิ์ สุรารักษ์
จ นางสาววิชาญา ลิปิพันธ์ นายปวิณ ช้านิประศาสน์ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายวีรวิทย์ วิวัฒนวานิช นายไพโรจน์ พรหมสาส์น พลเรือเอก พิเชฐ ตานะเศรษฐ
ช รายนามอนุกรรมาธิการ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ นายพลเดช ปิ่นประทีป ประธานคณะอนุกรรมาธิการ พลเอก ธงชัย สาระสุข พลเอก สกล ชื่นตระกูล นายรุจชรินทร์ ทองใหญ่ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นางวณี ปิ่นประทีป ผศ.ดวงมณี เลาวกุล นางรัตนา สมบูรณ์วิทย์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นางทิพย์พาพร ตันติสุนทร นางสาวพัชรา อุบลสวัสดิ์ นายปาลิต วรพงษ์พิบูลย์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ
ซ นายคณุสสัน ศุภวัตรวรคุณ นายประสาร มฤคพิทักษ์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ รายนามที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายไชยวัฒน์ สุโชดายน นายแมน ปุโรทกานนท์
ฌ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ : กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย ของคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ________________________ ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภา ได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นคณะหนึ่ง ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง(๑) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริม โอกาส สิทธิ ความสามารถ การเข้าถึงทรัพยากร ความเท่าเทียม การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม การเข้าถึงบริการ สวัสดิการ ของประชาชนและชุมชน เพื่อบูรณาการในการแก้ปัญหา ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมทั้งติดตามการน้อมนำหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาเรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ : กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวต่อวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ ดังนี้ ๑. การดำเนินงาน ๑.๑ คณะกรรมาธิการได้มีมติเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้ ๑.๑.๑ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๒ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๑.๑.๓ นายอำพล จินดาวัฒนะ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๑.๑.๔ นายพลเดช ปิ่นประทีป เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๑.๑.๕ นายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ และโฆษกคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๖ นายภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๗ นายธานี สุโชดายน เป็นรองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๘ นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๙ พลอากาศเอก มนัส รูปขจร เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๐ พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๑ พลเอก ธงชัย สาระสุข เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๒ ...
ญ ๑.๑.๑๒ พลเอก สกล ชื่นตระกูล เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๓ นายสุธี มากบุญ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๔ นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ เป็นกรรมาธิการ ๑.๑.๑๕ นายจรินทร์ จักกะพาก เป็นกรรมาธิการ ๑.๑.๑๖ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นกรรมาธิการ ๑.๑.๑๗ นางสาวภัทรา วรามิตร เป็นกรรมาธิการ ๑.๑.๑๘ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ เป็นกรรมาธิการ อนึ่ง มีกรรมาธิการลาออกจากคณะกรรมาธิการ ดังนี้ ๑. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ลาออกเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ๒. นายธานี สุโชดายน รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ๓. นายเกียว แก้วสุทอ กรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ๔. นายจรินทร์ จักกะพาก กรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ ๕. พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พ้นจาก ตำแหน่ง ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๙ (๔) สมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งได้ เกษียณอายุราชการ ๖. พลอากาศเอก มนัส รูปขจร ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ลาออกจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ทำให้ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๑ (๓) ๗. นายอำพล จินดาวัฒนะ รองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง ลาออกจากคณะกรรมาธิการ เมื่อที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ๘. นายคำนูณ สิทธิสมาน รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สาม และโฆษกคณะกรรมาธิการ ลาออกจากคณะกรรมาธิการ เมื่อที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ปัจจุบัน ...
ฎ ปัจจุบันคณะกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการ ดังนี้ ๑. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายพลเดช ปิ่นประทีป เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และโฆษกคณะกรรมาธิการ ๓. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นายภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ๖. นางสาวภัทรา วรามิตร เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นายสุธี มากบุญ เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ เป็นกรรมาธิการ ๙. พลเอก ธงชัย สาระสุข เป็นกรรมาธิการ ๑๐. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน เป็นกรรมาธิการ ๑๑. พลเอก สกล ชื่นตระกูล เป็นกรรมาธิการ ๑.๒ คณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้ง นายกวี จันทจิราภา นิติกรชำนาญการพิเศษ และนายอุดร พันธุมิตร วิทยากรชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการประจำ คณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๗ วรรคสี่ ๑.๓ คณะกรรมาธิการได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปเพื่อแก้ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อศึกษา ติดตาม เสนอแนะ มาตรการ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ จัดทำรายงานผลการศึกษาเสนอต่อคณะกรรมาธิการ และปฏิบัติงานอื่น ตามที่คณะกรรมาธิการ มอบหมาย ทั้งนี้ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๙ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ คณะนี้ ประกอบด้วย ๑.๓.๑ นายพลเดช ปิ่นประทีป ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๒ นายธานี สุโชดายน รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๓ พลเอก ธงชัย สาระสุข อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๔ พลเอก สกล ชื่นตระกูล อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๕ นายรุจชรินทร์ ทองใหญ่ อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๖ นายสมพันธ์ เตชะอธิก อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๗ นางวณี ปิ่นประทีป อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๘ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดวงมณี เลาวกุล อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๙ นางรัตนา สมบูรณ์วิทย์ อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๐ นายวันชัย บุญประชา อนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๑ ...
ฏ ๑.๓.๑๑ นางปรีดา คงแป้น อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ๑.๓.๑๒ นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ ๑.๓.๑๓ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๔ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๕ นายอำพล จินดาวัฒนะ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ อนึ่ง มีอนุกรรมาธิการลาออกจากคณะอนุกรรมาธิการ ดังนี้ ๑. นายวันชัย บุญประชา อนุกรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ๒. นางปรีดา คงแป้น อนุกรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ๓. นายธานี สุโชดายน รองประธานอนุกรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ๔. นายสัมพันธ์ เตชะอธิก อนุกรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๕. นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ลาออกเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ ๖. นายเศรณี พงษ์พันธุ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ลาออกเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕ ๗. นางสาวมณฑล์กาญน์ คำผิว อนุกรรมาธิการ ลาออกเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ปัจจุบันคณะอนุกรรมาธิการประกอบด้วย ๑. นายพลเดช ปิ่นประทีป ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒. พลเอก ธงชัย สาระสุข อนุกรรมาธิการ ๓. พลเอก สกล ชื่นตระกูล อนุกรรมาธิการ ๔. นายประสาร มฤคพิทักษ์ อนุกรรมาธิการ ๕. นายรุจชรินทร์ ทองใหญ่ อนุกรรมาธิการ ๖. นางวณี ปิ่นประทีป อนุกรรมาธิการ ๗. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดวงมณี เลาวกุล อนุกรรมาธิการ ๘. นางรัตนา สมบูรณ์วิทย์ อนุกรรมาธิการ ๙. นางทิพย์พาพร ตันติสุนทร อนุกรรมาธิการ ๑๐. นางสาวพัชรา อุบลสวัสดิ์ อนุกรรมาธิการ ๑๐. นางสาว ...
ฐ ๑๑. นายคณุสสัน ศุภวัตรวรคุณ อนุกรรมาธิการ ๑๒. นายปาลิต วรพงษ์พิบูลย์ อนุกรรมาธิการ ๑๓. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑๔. นายไชยวัฒน์ สุโชดายน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑๕. นายแมน ปุโรทกานนท์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒. วิธีการพิจารณาศึกษา ๒.๑ คณะกรรมาธิการได้จัดให้มีการประชุม จำนวน ๖ ครั้ง ๒.๒ คณะกรรมาธิการได้มีมติเดินทางไปศึกษาดูงาน จำนวน ๔ ครั้ง ดังนี้ ๒.๒.๑ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๔ ๒.๒.๒ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ ๓ - ๔ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒.๒.๓ โรงเรียนมีชัยพัฒนา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๓ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒.๒.๔ โรงเรียนรวมมิตรวิทยา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๓ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒.๒.๕ โรงเรียนบ้านสันดาบ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒.๒.๖ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒.๓ คณะกรรมาธิการ ได้จัดสัมมนา จำนวน ๑ ครั้ง เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเครือข่าย โรงเรียนร่วมพัฒนา เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ ๓. ผลการพิจารณาศึกษา คณะกรรมาธิการขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลด ความเหลื่อมล้ำ เรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ : กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย โดยได้มอบหมายให้คณะอนุ กรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปเพื่อแก้ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ดำเนินการพิจารณาศึกษากรณีดังกล่าว และคณะกรรมาธิการได้พิจารณารายงานของคณะอนุ กรรมาธิการด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว และได้มีมติให้ความเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว โดยถือเป็นรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ
ฑ จากการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงาน การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยมีรายละเอียดตามรายงานท้ายนี้ เพื่อให้วุฒิสภา ได้พิจารณา หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยกับผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขอได้โปรดแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามแต่จะเห็นสมควรต่อไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสืบไป (นางสาวภัทรา วรามิตร) เลขานุการคณะกรรมาธิการ การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา
ฒ บทสรุปผู้บริหาร กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นการศึกษาเพื่อหารูปแบบการจัดการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวทาง การดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ในการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยศึกษาจากกรณีโรงเรียนร่วมพัฒนา ๔ แห่ง เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทาง การดำเนินงาน ระเบียบวิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Study) โดยค้นคว้าข้อมูล จากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาดูงานโรงเรียนในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) รวบรวมวิเคราะห์และสังเคราะห์ นวัตกรรม รูปแบบการจัดการเรียน การสอน เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ กรณีศึกษาโรงเรียนร่วมพัฒนา ทั้ง ๔ แห่ง ได้แก่ ๑) โรงเรียนมีชัยพัฒนา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ๒) โรงเรียนบ้านสันดาบ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ๓) โรงเรียน รวมมิตรวิทยา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์และ ๔) โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในการศึกษารูปแบบโรงเรียนในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) นั้น โรงเรียนใช้หลักการและแนวทางของการร่วมพัฒนา เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียน ชุมชน และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานของโรงเรียนแต่ละที่มีประเด็นงานที่น่าสนใจ มีเทคนิคการทำงานที่เกิดจากประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้บริหาร ครูและชุมชน ที่มีความแตกต่าง หลากหลาย แต่ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายสำคัญ คือ การให้นักเรียนมีทักษะชีวิต มีทักษะอาชีพ เป็นเยาวชนที่เติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ รายละเอียดข้อค้นพบของแต่ละ โรงเรียนมีดังนี้คือ ข้อค้นพบจากการศึกษา ๑. โรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นต้นแบบของโรงเรียนร่วมพัฒนา มีการขยายเครือข่ายออกไป ทั่วประเทศ มีลักษณะการทำงานที่สำคัญ ๑๐ ประการ คือ ๑) มุ่งสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เน้นการสร้างคนดี ซื่อสัตย์สุจริต รู้จักแบ่งปัน เคารพคนทุกคน ๒) เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม โรงเรียนใช้หลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเรื่อง การสอนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ เน้นการสร้างทัศนะคติและการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้และ กล่อมเกลาไปในการปฏิบัติร่วมกัน ๓) เปลี่ยนวิธีการเรียนใหม่ทั้งระบบ ให้นักเรียนได้เรียนรู้ อย่างมีความสุขและสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในสังคม เปลี่ยนวัตถุประสงค์ของโรงเรียน
ณ จากสถานที่ที่ให้ความรู้เฉพาะเด็กนักเรียน มาเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นศูนย์การพัฒนา คุณภาพชีวิตสำหรับทุกคนในชุมชน ๔) คิดนอกกรอบ ที่โรงเรียนฯได้ดำเนินการ ๓ ด้าน คือ การศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตและธุรกิจเพื่อสังคม นักเรียนและผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่จ่ายค่าเทอมด้วยการทำความดีตอบแทน โดยช่วยเหลือสังคมและโรงเรียนจำนวน ๔๐๐ ชั่วโมง และปลูกต้นไม้จำนวน ๔๐๐ ต้น ๕) สอนประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมในชีวิตจริง นักเรียนมี ส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียน โดยการจัดตั้งเป็น “คณะมนตรีโรงเรียน ดำเนินงานร่วมกับ ผู้อำนวยการโรงเรียน” ๖) เอาใจใส่ต่อกลุ่มชาติพันธุ์ได้เรียนร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ชายขอบ มี ทั้งชนชาติม้ง กะเหรี่ยง ทำให้เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะและยอมรับในความแตกต่าง ๗) ตั้ง คำถามให้คิด คิดคำตอบให้ตรงคำถาม การสอนแบบเชิงรุก (Pro active Learning) ในทุกชั่วโมง เรียนจะใช้วิธีการตั้งคำถามให้นักเรียน "ฝึกคิด" ๘) ฝึกวินัยต่อตัวเอง นักเรียนจะได้ใช้ โทรศัพท์มือถือ ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์ และต้องเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองและเพื่อนคนละ ๒ ฉบับต่อ สัปดาห์๙) ฝึกนวัตกรรุ่นเยาว์นักเรียนจะถูกฝึกฝนให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรม ธุรกิจเพื่อสังคมที่หลากหลาย ๑๐) เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองและคนในชุมชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกทักษะอาชีพ ๒. โรงเรียนบ้านสันดาบ เป็นตัวอย่างของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ลุกขึ้นมาปรับปรุงโรงเรียน ปรับการเรียน การสอน จนสามารถพ้นภาวะวิกฤตได้ สรุปแนวทางสำคัญมีดังนี้ คือ ๑)กล้าเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารโรงเรียนได้ลุกขึ้นมาเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ๒) เปลี่ยนปัญหาเป็นพลัง โรงเรียนมี วิกฤตทั้ง ๖ ด้าน คือ ด้านกายภาพ อาคารเรียนทรุดโทรม ด้านคุณภาพ การประเมินคุณภาพ การศึกษาไม่ผ่านมาตรฐานการศึกษา ด้านบุคลากร ครูขาดแคลน ด้านบริหารจัดการมีข้อจำกัดเรื่อง งบประมาณ ด้านโอกาสทางการศึกษา นักเรียนมีโอกาสน้อยมากที่จะไปศึกษาต่อ ด้านสังคมและ สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีปัญหายาเสพติดในชุมชน วิกฤตทั้ง ๖ ด้านนี้เป็นพลังที่ทำให้คุณครูและ นักเรียนเข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา มีพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา จากโรงเรียนที่ใกล้จะถูกยุบ กลายมาเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัล ๓) การบูรณาการหลักสูตร ทั้งภาควิชาการและภาคปฏิบัติ ในตอนเช้าเรียนในห้องเรียนและตอนบ่ายลงมือปฏิบัติทำการเกษตร ลงแปลงผักของนักเรียน ๔) เรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทำน้ำสมุนไพรขาย ปลูกเมลอน เพาะเห็ด และนำไปขายด้วยตนเอง ๕) ความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มีงบประมาณมาจ้างคุณครู ๓ คน นิคมอุตสาหกรรมโรงงานสินสาครจ้างครู๑ คน ๓. โรงเรียนรวมมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้นำให้การเปลี่ยนแปลง โดยมีแนวทางที่สำคัญ คือ ๑) การกำหนด วิสัยทัศน์ของโรงเรียนใหม่ ว่า “ยุวทูตรักท้องถิ่น ทำกินด้วยสัมมาชีพ มีจิตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”
ด ๒) การปรับบทบาทของผู้อำนวยการและครู ผู้อำนวยการเป็นครูของครู (Super Coach) และครู จากผู้สอนมาเป็นคนจัดการเรียนรู้ (Learning Designer) ๓) สถานที่ทุกแห่งเป็นห้องเรียน ห้องเรียน คือ สถานที่ที่ต้องไปเรียนรู้ ผืนนา แปลงผัก โรงเพาะเห็ด อู่ซ่อมรถยนต์ สนามฟุตบอล อ่างเก็บน้ำ เกิดความคิดสร้างสรรค์ และมีจินตนาการใหม่ ๆ ๔) ปรับเปลี่ยนหลักสูตร จากหลักสูตร พื้นฐาน เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency – Base Curriculum) จาก ๘ หมวดสาระ มาจัดเป็น ๔ กลุ่มวิชา ซึ่งครอบคลุมวิชาพื้นฐานได้ครบถ้วน ๕) เน้นการเรียนการสอน เป็นแบบใฝ่ รู้และสร้างสรรค์ (Active and Constructive Leaning) เรียนเรื่องที่จะนำไปใช้ประโยชน์จริง ๖) องค์กรชุมชนให้การสนับสนุน ๔. โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ เป็นโรงเรียนร่วมพัฒนาที่ขยายเครือข่ายออกไปรวม ๕๖ แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนาที่ใหญ่ที่สุด มีวิธีการดำเนินงานที่สรุปได้ดังนี้ ๑) การคิดให้หลุดกรอบ ต้องไม่เสียหลักการ กล้าทำในสิ่งที่ท้าทาย สร้างอาคารพาณิชย์ให้คนเช่า เก็บค่าเช่ามาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน มีเงินจ่ายค่าเช่าสัญญาณโทรศัพท์ในแต่ละเดือน ๒) โรงเรียนใช้ดิจิทัลทั้งระบบ การเรียน การสอน การยืมหนังสือจากห้องสมุด มีการบันทึกข้อมูล พฤติกรรมและผลการเรียนของนักเรียนผ่านแอพพลิเคชั่น ๓) เห็นโอกาส ปรับปรุงอาคารเรียน โรงเรียนที่ถูกยุบมาเป็นหอพักให้นักเรียนที่ยากจนใช้พื้นที่โรงเรียนทำแปลงเกษตร ๔) การส่งเสริม การประกอบอาชีพที่หลากหลาย ให้กับนักเรียนในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ การทำสบู่ล้างมือ การเป็น ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมมอเตอร์ไซด์ การเปิดร้านกาแฟ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ (Tissue Culture) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๑. กระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนนวัตกรรมการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียน ร่วมพัฒนา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบหรือถูกควบรวมกับโรงเรียนอื่น และ โรงเรียนขยายโอกาส เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของนักเรียนและชุมชน รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ๒. กระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนให้โรงเรียน มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยปรับการเรียนการสอนแบบฐานความรู้ (Knowledge Based Education) โดยปรับเปลี่ยนเป็นแบบ Competency Based Education หรือการศึกษาแบบฐานสมรรถนะ ๓. กระทรวงศึกษาธิการควรมีนโยบายต่อการจัดสรรงบประมาณ อาหารกลางวันของ โรงเรียนของนักเรียนระดับชั้นเด็กเล็กจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ คนละ ๒๑ บาท (ปีพ.ศ. ๒๕๖๕) ซึ่งรวมทั้งประเทศประมาณ ๒๕,๕๐๐ ล้านบาท โดยปรับเป็นการสนับสนุนการใช้พื้นที่ในโรงเรียน
ต และชุมชน เพื่อการทำการผลิตพึ่งตนเองและจัดการเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ของทั้งโรงเรียน และหมู่บ้านที่ใกล้เคียง ๔. สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ปรับบทบาทและรูปแบบในการจัด การศึกษาในแนวทางของโรงเรียนร่วมพัฒนา ทั้งในโรงเรียนที่สังกัดท้องถิ่นและโรงเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ ในพื้นที่ที่ห่างไกลและมีความขาดแคลน ๕. การจัดการศึกษาควรเน้นการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่น ให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้มี สถานที่เรียนที่เพียงพอได้เรียนตามภูมิสังคมของตนเองและยึดโยงกับชุมชน ซึ่งจะเป็นพื้นฐาน การพัฒนาความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ๖. สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจและระบบงบประมาณ เรื่อง การจัดการศึกษาให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกระดับ ๗. เสนอให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดำเนินการให้มีการสร้าง ความเข้มแข็งขององค์กรภาคีทุกภาคส่วนในทุกจังหวัด เพื่อให้มีความพร้อมและเป็นกลไก ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ๘. เสนอให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สนับสนุนให้มีเครือข่าย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบของโรงเรียนร่วมพัฒนา ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถ ควบรวมได้และโรงเรียนขนาดกลางในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ๙. สนับสนุนให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดำเนินงานร่วมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกระดับตามแนวทาง “การใช้ท้องถิ่นเป็นฐานในการทำงาน” โดยสนับสนุน แนวทางการดำเนินงานตามแนวคิด “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ๑๐. สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุนสำหรับการพัฒนา รูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา ให้สามารถขยายตัวได้อย่างกว้างขวาง โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ การประกอบอาชีพระหว่างเรียน ๑๑. สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่จังหวัดแต่ละแห่ง สนับสนุนเงินทุนในการพัฒนา โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา ๑๒. สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนในท้องถิ่น เปิดโอกาสรับนักเรียนเข้าฝึกงาน ฝึกอาชีพเพื่อ เตรียมตัวสำหรับการจบการศึกษาเพื่อประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเอง ๑๓. สนับสนุนให้มีการประสานความร่วมมือกันระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนภายในจังหวัด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในระดับจังหวัด และรวมตัวกันเป็นครือข่าย ประชาคมหรือสมัชชาจังหวัด เพื่อการปฏิรูปการศึกษาในจังหวัด
ถ ๑๔. สนับสนุนให้องค์กรชุมชนและกองทุนต่าง ๆ ในชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้านกองทุน สวัสดิการชุมชน กองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมถึงกองทุนอื่น ๆ สนับสนุนทุนให้กับนักเรียนและชุมชน ในรูปแบบต่างๆ เพื่อการประกอบอาชีพ และสามารถพึ่งตนเองพร้อมทั้งแก้ปัญหาความยากจนและ ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน ๑๕. สนับสนุนให้สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (สมาคม อบจ.) สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย (สมาคม อบต.) และสภาประชาสังคมไทย ได้เข้าไปมีบทบาทในโรงเรียนในสังกัดของท้องถิ่นระดับ ต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการจัดการศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนร่วมพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหา ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในจังหวัด --------------------------
ธ สารบัญ หน้า รายนามกรรมาธิการ.................................................................................................... ก รายนามอนุกรรมาธิการ............................................................................................... ช รายงานการพิจารณาศึกษา.......................................................................................... ฌ บทสรุปผู้บริหาร.......................................................................................................... ฒ สารบัญ....................................................................................................................... ธ สารบัญตาราง............................................................................................................. บ สารบัญภาพ................................................................................................................ ป บทที่ ๑ บทนำ............................................................................................................. ๑ ๑.๑ ความเป็นมาของการพิจารณาศึกษา.............................................................. ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์................................................................................................. ๓ ๑.๓ ขอบเขตการพิจารณาศึกษา.......................................................................... ๓ ๑.๔ นิยามศัพท์เฉพาะ.......................................................................................... ๔ ๑.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ............................................................................ ๕ ๑.๖ กรอบการพิจารณา......................................................................................... ๕ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................... ๗ ๒.๑ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน........................................................................... ๗ ๒.๒ ยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)....................................................... ๘ ๒.๓ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒..................................... ๘ ๒.๔ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๕ - ๒๕๗๐) ๙ ๒.๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐................................. ๑๑ ๒.๖ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา............................................................... ๑๑ ๒.๗ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑.......................................... ๑๒ ๒.๘ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education)............................................ ๑๓ ๒.๙ นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ๑๕ ๒.๑๐ แนวทางการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา............................ ๒๐ บทที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา..................................................................................... ๒๙ บทที่ ๔ ผลการศึกษารายงาน...................................................................................... ๓๑ ๔.๑ กรณีศึกษาที่ ๑ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์.. ๓๑ ๔.๒ กรณีศึกษาที่ ๒ โรงเรียนบ้านสันดาบ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร......... ๓๖ ๔.๓ กรณีศึกษาที่ ๓ โรงเรียนรวมมิตรวิทยา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์๓๙
น ๔.๔ กรณีศึกษาที่ ๔ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕.......................................... ๔๒ (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย บทที่ ๕ สรุปและข้อเสนอแนะ...................................................................................... ๔๗ ๕.๑ สรุปผลรายงานการพิจารณาศึกษา................................................................... ๔๗ ๕.๒ ข้อเสนอแนะ................................................................................................... ๕๒ บรรณานุกรม................................................................................................................ ๕๗ ภาคผนวก..................................................................................................................... ๕๙ ภาคผนวก ก ตัวอย่างโรงเรียนที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในโครงการ..................... ๖๓ โรงเรียนร่วมพัฒนา ภาคผนวก ข คำสั่งแต่งตั้ง...................................................................................... ๗๕ ภาคผนวก ค ฝ่ายเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ............................................ ๙๕
บ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ ตารางที่ ๑ ตารางสรุปจำนวนโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ........... ๒๒ ตารางที่ ๒ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนาปี ๒๕๖๕................................... ๒๗
ป สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ภาพที่ ๑ กรอบการพิจารณา.............................................................................................. ๕ ภาพที่ ๒ สถานการณ์การหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย ปี ๒๕๖๓............................................................................................................ ๑๗
บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาของการพิจารณาศึกษา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ โดยสรุปได้ บัญญัติให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการให้ ดำเนินการตามกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ให้มีการปรับปรุงการ จัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและให้มีการ ปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้องกัน ทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ได้รับการแต่งตั้ง จากคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติมาตรา ๒๖๑ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ให้มีหน้าที่ ทำการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และ ยกร่างกฎหมายที่จำเป็น ในด้านการปฏิรูปการศึกษา ทั้งนี้ กอปศ. ได้สรุปปัญหาและความท้าทาย ของระบบการศึกษาของประเทศไว้ในประเด็นสำคัญ ๆ คือ ปัญหาของระบบการศึกษาของไทย มีความซับซ้อนมาก คุณภาพการศึกษาต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง ระบบการศึกษา ยังไม่ตอบสนองต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การใช้ทรัพยากรทาง การศึกษาไม่มีประสิทธิภาพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ทั้งนี้ กอปศ. ได้เสนอแผนการปฏิรูป การศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ ๔ ข้อคือ ๑) ยกระดับคุณภาพการศึกษา ๒) ลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา ๓) มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ ๔) ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการยอมรับ ความหลากหลายของการจัดการศึกษาและสร้างเสริมธรรมาภิบาล เมื่อพิจารณาในรายละเอียดในวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา จะประกอบด้วย ๑) โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเรียนรู้ ๒) โอกาสในการได้รับ ทางเลือกในการศึกษาและการเรียนรู้พัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน ๓) โอกาสในการ ได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับ ศักยภาพตามความถนัดของผู้เรียน ทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ สำหรับในวัตถุประสงค์ข้อนี้ เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับแนวคิด เรื่อง โรงเรียน ร่วมพัฒนา (Partnership School) ซึ่งเป็นแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการ สถานศึกษาที่ร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ ภาคธุรกิจเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ ร่วมกันสนับสนุนทรัพยากร เพื่อสนับสนุนสถานศึกษา ได้ปรับหลักสูตรการศึกษาที่มุ่งเน้น การเรียนรู้การพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิต พัฒนาความรู้ด้านธุรกิจจากโรงเรียนสู่ชุมชน ปรับเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีพในทุกด้านแก่ชุมชน
๒ ความเชื่อมโยงจากการพัฒนาธุรกิจจากโรงเรียน สู่ชุมชนเป็นทิศทางที่สนับสนุนให้ ชุมชนได้พัฒนาตนเองในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพของชุมชน การเกื้อหนุนซึ่งกันและ กันระหว่างโรงเรียนและชุมชน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาความยากจนในชุมชนที่เริ่ม จากชุมชนรอบโรงเรียน นโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศที่ผ่านมา ได้ ดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐมากกว่า ๓๐ หน่วยงาน เป็นการดำเนินงานในลักษณะที่ต่างคน ต่างทำ มีความซ้ำซ้อน ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ รัฐบาลมีนโยบายการแก้ปัญหา ความยากจนอย่างบูรณาการโดย ให้มีคำสั่งเรื่อง “จัดตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและ พัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศพจ.)” โดยกำหนดให้มี การจัดตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง (ศพจ.) ในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และทีมปฏิบัติการในระดับตำบล ครบทุกตำบล โดยมีหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการ และถ่ายทอดลงสู่ทีม ปฏิบัติการในระดับตำบล หลักการทำงานที่สำคัญ คือ การแก้ความยากจนแบบมุ่งเป้า คือ การค้นหาคนจนให้พบแล้วแก้ปัญหาให้ตามความต้องการ และมีทีมงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ รับผิดชอบ ๒ คนต่อ ๑ ครอบครัว ปัจจุบันยังมิได้มีการประเมินผลว่าสามารถแก้ปัญหา ความยากจนได้อย่างบูรณาการหรือไม่อย่างไร ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้าหรือ TPMAP (Thai People Map and Analytic Platform) ได้รายงานข้อมูลภาพรวม “คนจน” ของประเทศไทยใน ปีพ.ศ. ๒๕๖๕ พบว่ามีอยู่ด้วยกัน ๑,๐๒๕,๗๘๒ คน การเกิดการระบาดของโรค Covid ๑๙ ในช่วง ระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา ทำให้มีคนยากจนเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องกลับมาคิดว่าการแก้ปัญหาความ ยากจน ควรต้องเริ่มจากชุมชน คือ เริ่มจากฐานรากขึ้นมา การมีอาชีพที่พึ่งตนเองได้ในเบื้องต้น นักเรียนไปโรงเรียนแล้วมีรายได้ โรงเรียนและชุมชนมีการเกื้อกูลกัน โรงเรียนปรับการเรียน การสอนที่เน้นการสร้างสมรรถนะของนักเรียน ให้นักเรียนเรียนรู้การประกอบอาชีพระหว่างเรียน มีการบูรณาการหลักสูตรการเรียนทั้งวิชาการและวิชาชีพไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงได้ สมาคมพัฒนาประชาการและชุมชน โดย นายมีชัย วีระไวทยะ ได้ร่วมกันจัดตั้ง “โรงเรียนมีชัยพัฒนา” หรือ “โรงเรียนไม้ไผ่” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นโรงเรียนประจำ ระดับชั้นมัธยมศึกษาเป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชนบท ที่ยากจน โดยประสงค์จะให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นศูนย์กลางการพัฒนา คุณภาพชีวิตชุมชนรอบโรงเรียน มีเจตนาที่จะสร้างนักเรียนให้เป็น “คนดี” มีความซื่อสัตย์ มีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ มีความสามารถในการบริหารจัดการ รู้จักการแบ่งบันและ ช่วยเหลือสังคม โรงเรียนมีชัยพัฒนา ได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาระบบการศึกษาใน ๓ ด้าน คือ ๑) การปรับปรุงสาระในการเรียนรู้ ๒) การปรับปรุงวิธีการสอน และ ๓) การเพิ่มบทบาท ของโรงเรียนให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชนและเป็นศูนย์กลาง
๓ การพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยผู้ปกครองและคนในชุมชนรอบโรงเรียน สามารถเข้ามารับ การอบรมอาชีพต่าง ๆ ที่ตนสนใจ เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพในการทำธุรกิจและการทำการเกษตร ด้วยรูปแบบและวิธีใหม่ ๆ มีการจัดตั้งกองทุนประจำโรงเรียนเพื่อสนับสนุนเงินทุนให้นักเรียน กู้ยืมไปทำลงทุนร่วมกับครอบครัวและผู้สูงอายุในชุมชน โดยเชื่อว่า “โรงเรียนที่ดีจะต้อง ช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองให้หลุดพ้นความยากจนแร้นแค้นด้วย” โรงเรียนมีชัยพัฒนา ได้ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) รวม ๑๙๕ โรงเรียนครอบคลุม ๖๙ จังหวัด การดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) มีวิธีการ ดำเนินงานที่น่าสนใจ มีการทำงานร่วมกันจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน มูลนิธิและชุมชนที่อยู่รอบโรงเรียน คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความ เหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานโรงเรียนร่วมพัฒนา จำนวน ๔ แห่ง ได้มีโอกาส พบกับผู้บริหารโรงเรียนรวมทั้งนักเรียนของโรงเรียน ได้พบกับผู้นำชุมชนที่สนับสนุนโรงเรียน ได้เรียนรู้วิธีการดำเนินงานของโรงเรียน ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ อย่างยั่งยืนในชุมชนได้ ๑.๒ วัตถุประสงค์ ๑.๒.๑ เพื่อศึกษารูปแบบและแนวทางการดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ในการ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยศึกษาจากกรณีศึกษา โรงเรียนร่วมพัฒนา ๔ แห่ง ๑.๒.๒ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน การจัดการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ๑.๓ ขอบเขตการพิจารณาศึกษา การศึกษาครั้งนี้ มีวิธีการศึกษา ดังนี้ ๑.๓.๑ ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาที่เป็นนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ๑.๓.๒ ศึกษาดูงาน โรงเรียนในโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ๑.๓.๓ รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ นวัตกรรม รูปแบบการจัดการเรียน การสอน เพื่อการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ๑.๓.๔ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อรัฐบาล และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ๑.๓.๕ จัดทำเป็นข้อเสนอต่อภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กร ชุมชน
๔ ๑.๔ นิยามศัพท์เฉพาะ “ คนจน” คือ ผู้ที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชีวิตที่ดีในมิติต่าง ๆ ซึ่ง TPMAP หรือ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytic Platform) พิจารณาจาก ๕ มิติ คือ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ด้านการเงิน ด้านความเป็นอยู่ และด้านการเข้าถึงบริการของรัฐ ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้นิยาม “คนจน” คือ ผู้ที่มีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่า “เส้นความยากจน” ซึ่งเป็นการพิจารณา คนจนด้านตัวเงิน โดยเส้นความยากจนคำนวณจากความต้องการบริโภคอาหารขั้นต่ำ ของสมาชิกในครัวเรือน และการบริโภคสินค้าอื่นที่ไม่ใช่อาหารที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขั้นพื้นฐาน โดยในปี ๒๕๖๔ เส้นความยากจนอยู่ที่ ๒,๗๖๒ บาทต่อคนต่อเดือน “ความยากจน” หมายถึง คนจนที่ขัดสนทางเศรษฐกิจ หรือด้านรายได้ และครอบคลุม ถึงความยากจนเชิงโครงสร้างที่เกิดจากความขัดสนในหลาย ๆ ด้าน ที่มีผลทำให้ขาดศักยภาพ ในการดำรงชีวิต ทั้งการขาดการศึกษาหรือได้รับการศึกษาน้อย การขาดทรัพยากร ขาดที่ดินทำกิน หรือที่ดินทำกินมีขนาดเล็ก การขาดการรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วมทางการเมือง การขาดข้อมูล ข่าวสารความรู้ในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการมีภาระการพึ่งพิงสูง ตลอดจนไม่สามารถเข้าถึง บริการของรัฐและความช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐ อันนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และสังคม นั่นคือ ความยากจน หมายรวมถึง ทั้งความจนด้านรายได้ ความจนโอกาส และความ จนด้านสิทธิซึ่งเป็นลักษณะที่มักจะเกิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงถึงกัน เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน ความจนด้านรายได้ที่เกิดขึ้นมักจะมาจากความจนด้านโอกาส เส้นความยากจน (Poverty line) เป็นเครื่องมือสำหรับใช้วัดภาวะความยากจน โดยคำนวณจากต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของปัจเจกบุคคลในการดำรงชีวิต ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย ด้านอาหาร (Food) และสินค้าบริการจำเป็นพื้นฐานขั้นต่ำที่ไม่ใช่อาหาร (Non-food) ที่ทำให้ สามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยจึงสะท้อนมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำ (Minimum standard of living) ของสังคม ซึ่งเส้นความยากจนมีหน่วยเป็น บาท/คน/เดือน ทั้งนี้ บุคคลใดที่มีรายจ่าย เพื่อการอุปโภคบริโภคเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่าเส้นความยากจน จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นคนจน ความเหลื่อมล้ำ หมายถึง ความแตกต่าง ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจาย ทรัพยากรและฐานะความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศ หรือ สถานการณ์ที่บุคคลหนึ่ง ได้รับบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้รับ โดยไม่ได้ครอบคลุม เฉพาะความแตกต่างด้านรายได้หรือ ความมั่งคั่ง แต่ยังรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันของโอกาส การเข้าถึงทรัพยากรและบริการ ทางสังคม ความแตกต่างของสถานภาพทางสังคม ความยุติธรรมและอำนาจทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำมักจะเป็นผลจากความไม่เป็นธรรม ซึ่งหมายถึง ความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค การละเมิด การละเลยการกระทำ ที่ไม่สมควรหรือผิดกฎหมาย ทำให้ประชาชนที่มีสิทธิเท่าเทียมกันมีความสามารถในการเข้าถึง สิทธิ (Accessibility) ที่ไม่เท่ากัน หรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่ากัน ความเหลื่อมล้ำและ
๕ ความไม่เป็นธรรมมีความเกี่ยวเนื่องครอบคลุมทุกมิติของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ทั้งทางด้าน การศึกษา ด้านความยุติธรรม โรงเรียนร่วมพัฒนา ( Partnership School ) เป็นการจัดการศึกษาที่เป็นแนวคิด เชิงนวัตกรรม บริหารจัดการสถานศึกษา โดยมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน มูลนิธิ องค์กรชุมชน ร่วมกันสนับสนุนโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพ ชีวิต มีการสอนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้นักเรียน ๑.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑.๕.๑ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ในเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อการแก้ปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ควรส่งเสริมอย่างกว้างขวางในโรงเรียนที่มีความพร้อม ๑.๕.๒ สนับสนุนและส่งเสริมรูปแบบ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก ที่กำลังจะถูกยุบ เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ของชุมชนต่อไป ๑.๕.๓ สนับสนุนและส่งเสริมรูปแบบ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ในกลุ่มโรงเรียนขยาย โอกาสซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนและ ชุมชน ๑.๕.๔ มีการรวมตัวของภาคประชาสังคม ก่อตัวเป็นเครือข่ายการปฏิรูปการศึกษา เพื่อชุมชน ๑.๖ กรอบการพิจารณา ภาพที่ ๑ กรอบการพิจารณา • ศึกษาเอกสารงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง • ศึกษารูปแบบการจัด การศึกษาที่เป็นนวัตกรรม เพื่อแก้ความยากจน • ศึกษาดูงานโครงการโรงเรียน ร่วมพัฒนา (Partnership School Project) วิเคราะห์ สังเคราะห์ นวัตกรรม รูปแบบ การจัดการศึกษาเพื่อ แ ก ้ ป ั ญ ห า ค ว า ม ยากจน จัดทำข้อเสนอเชิง นโยบายเสนอต่อ หน ่วยงา น ร ัฐ ที่ เกี่ยวข้อง
บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) SDGs เป็นเป้าหมายสำหรับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. ๒๐๓๐ (The 2030 Agenda for Sustainable Development) ที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย ได้ลงนามรับรองเมื่อปีค.ศ. ๒๐๑๕ และนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศระหว่างปี ค.ศ. ๒๐๑๖ - ๒๐๓๐ เพื่อสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่มนุษย์และโลก โดยวาระ ดังกล่าว ประกอบด้วย SDGs ๑๗ ประการ ที่สหประชาชาติเห็นว่าทุกประเทศ ไม่ว่าจะพัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนา ต้องเร่งดำเนินการร่วมกันอย่างเร่งด่วนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านการศึกษาตาม SDGs คือ เป้าหมายที่ ๔ “สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต” โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ ๒.๑.๑. สร้างหลักประกันว่าเด็กชายและเด็กหญิงทุกคนสำเร็จการศึกษาระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และไม่มีค่าใช้จ่ายนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการ เรียนที่มีประสิทธิผล ภายในปี๒๕๗๓ ๒.๑.๒. สร้างหลักประกันว่าเด็กชายและเด็กหญิงทุกคนเข้าถึงการพัฒนา การดูแล และ การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ ภายในปี๒๕๗๓ เพื่อให้เด็กเหล่านั้น มีความพร้อมสำหรับการศึกษาระดับประถมศึกษา ๒.๑.๓ ให้ชายและหญิงทุกคนเข้าถึงการศึกษาวิชาเทคนิค อาชีวศึกษา อุดมศึกษา รวมถึงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีค่าใช้จ่ายสูงโดยสามารถจ่ายได้และมีคุณภาพภายในปี ๒๕๗๓ ๒.๑.๔. เพิ่มจำนวนเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่จำเป็น รวมถึงทักษะทางเทคนิคและ อาชีพ สำหรับการจ้างงาน การมีงานที่ดีและการเป็นผู้ประกอบการ ภายในปี๒๕๗๓ ๒.๑.๕. ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเพศในการศึกษา และสร้างหลักประกันว่ากลุ่มคน ที่เปราะบาง ซึ่งรวมถึงผู้พิการ ชนพื้นเมือง และเด็ก เข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพทุกระดับ อย่างเท่าเทียม ภายในปี๒๕๗๓ ๒.๑.๖. สร้างหลักประกันว่าเยาวชนทุกคนและผู้ใหญ่ในสัดส่วนสูงทั้งชายและหญิง สามารถอ่านออกเขียนได้และสามารถคำนวณได้ภายในปี๒๕๗๓ ๒.๑.๗. สร้างหลักประกันว่าผู้เรียนทุกคนได้รับความรู้และทักษะที่จำเป็น สำหรับ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึง การศึกษาสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการมีวิถี ชีวิตที่ยั่งยืน สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคระหว่างเพศ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุข และไม่ใช้ความรุนแรง การเป็นพลเมืองของโลก และความนิยมในความหลากหลาย
๘ ทางวัฒนธรรมและในส่วนร่วมของวัฒนธรรมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี๒๕๗๓ โดยมีแนว ทางการดำเนินการ ดังนี้ (๑) สร้างและยกระดับอุปกรณ์และเครื่องมือทางการศึกษาที่อ่อนไหว ต่อเด็ก ผู้พิการ และเพศสภาวะ และให้มีสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ปราศจาก ความรุนแรง ครอบคลุมและมีประสิทธิผล สำหรับทุกคน (๒) ขยายจำนวนทุนการศึกษาในทั่วโลกที่ให้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด รัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก และประเทศ ในแอฟริกา ในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รวมถึงการฝึกอาชีพ และโปรแกรม ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านเทคนิค วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ในประเทศ พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ภายในปี๒๕๗๓ (๓) เพิ่มจำนวนครูที่มีคุณภาพ รวมถึงการดำเนินการผ่านทาง ความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการฝึกอบรมครูในประเทศกำลังพัฒนาเฉพาะอย่างยิ่งใน ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ ๒.๒ ยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) ยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) คือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยระยะยาว สร้างขึ้นในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์จันทร์โอชา (พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๖๒) มีเป้าหมายเพื่อทำ ให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว ประกอบด้วย ประเด็นยุทธศาสตร์๖ ประเด็น ซึ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจและการลดความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้แก่ ประเด็นด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และประเด็นด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมสำหรับ ประเด็นด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์มีเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาคนในทุกมิติและใน ทุกช่วงวัยให้มีคุณสมบัติอันพึงประสงค์ในสายตาของรัฐ ส่วน ประเด็นด้านการสร้างโอกาสและ ความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายสำคัญ คือ การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อส่วนรวม การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบสู่กลไกบริหาร ราชการระดับท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถจัดการตนเอง และการ เตรียมประชากรไทยให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพทุกมิติพึ่งตนเองได้และสามารถทำประโยชน์ แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มี คุณภาพเป็นธรรมและทั่วถึง รวมทั้งดึงพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน ๒.๓ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) เป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ภายใต้การดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ
๙ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) มีหลักการสำคัญ ๖ ประการ ได้แก่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ยึดวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติยึดเป้าหมายอนาคตประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๗๙ ยึดหลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อน การเจริญเติบโต จากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานของการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม และ ยึดหลักการนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นเป้าหมายระยะยาวสำหรับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการลดความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ว่าด้วยการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ปรับเปลี่ยนคนในสังคมไทยให้มีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ “ดี” ทางสังคม ๒) เตรียมคนในสังคมไทยให้มีทักษะในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ๓) ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีตลอดชีวิต ๔) เสริมสร้างสถาบันทางสังคมให้มีความเข้มแข็งเอื้อต่อการพัฒนาคนและประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่กลุ่มประชากรร้อยละ ๔๐ ที่มีรายได้ต่ำ ที่สุด ๒) ให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง ๓) สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนระดับท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน สามารถจัดการตนเอง และการเตรียมประชากรไทยให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพทุกมิติพึ่งตนเองได้ และสามารถทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการ และสวัสดิการที่มีคุณภาพเป็นธรรม และทั่วถึง รวมทั้งดึงพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน ๒.๔ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ( พ.ศ. ๒๕๖๕ - ๒๕๗๐) ๒.๔.๑. สถานการณ์การพัฒนาที่ผ่านมา ความยากจนข้ามรุ่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมาตั้งแต่อดีต สืบเนื่องถึง ปัจจุบัน และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต แม้ว่าสัดส่วนคนจนของไทยลดลงจนเหลือ ร้อยละ ๖.๒ ในปี ๒๕๖๒ ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ที่ร้อยละ ๖.๕ ได้ แต่ยังคงมีคนจนจำนวนหนึ่งที่ติดอยู่ในกับดักความยากจนมาเป็นเวลานาน โดยขาดโอกาสที่จะ ได้รับผลประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และต้องส่งต่อความยากจนไปสู่ลูกหลาน จนกลายเป็น “ครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น” ในปี ๒๕๖๒ ครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นมีจำนวนถึง ๕๑๒,๖๐๐ ครัวเรือน หรือ ร้อยละ ๑๓.๕ ของครัวเรือนที่มีเด็กและเยาวชนเป็นสมาชิก นอกจากนี้จำนวนของครัวเรือน
๑๐ ยากจนข้ามรุ่นยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากผลของการแพร่ระบาดของโควิด - ๑๙ ซึ่งทำให้คน จำนวนมากตกอยู่ในความยากจนอย่างเฉียบพลัน ในปี ๒๕๖๓ สัดส่วนคนจนเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๑๒.๗ ในไตรมาสที่ ๑ และร้อยละ ๑๔.๙ ในไตรมาสที่ ๒ การแพร่ระบาดของโควิด - ๑๙ นอกจากจะนำไปสู่อัตราเติบโตทาง เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งจะส่งผลให้โอกาสของในการหลุดพ้นจากกับดัก ความยากจนยากยิ่งขึ้นแล้ว ยังอาจจะทำให้จำนวนครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นเพิ่มขึ้นด้วย การวิเคราะห์ลักษณะของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นพบว่า ครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นส่วนใหญ่ ไม่มีเงินออม การศึกษาน้อย และอัตราการพึ่งพิงสูง โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ครัวเรือนเข้าข่ายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น คือ การขาดความมั่นคงทางการเงินเนื่องจากไม่มีเงินออม (ร้อยละ ๖๐.๓) รองลงมา คือ ความขัด สนทางการศึกษา จากการที่เด็กอายุ ๖ - ๑๔ ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับครบ ๙ ปี (ร้อยละ ๓๖.๔) โดยเด็กจำนวนมากต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เนื่องจากครอบครัว ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้ ในขณะเดียวกัน ยังพบว่าเกือบร้อยละ ๗๐ ของหัวหน้าครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น มีการศึกษาเพียงระดับประถมหรือต่ำกว่า และเมื่อพิจารณา โครงสร้างประชากรภายในครัวเรือน พบว่าอัตราส่วนการพึ่งพิงของเด็กและผู้สูงอายุต่อวัย แรงงานสูงถึงร้อยละ ๙๐ และสัดส่วนของสมาชิกวัยเรียนอายุ ๖-๑๔ ปีมีมากถึงร้อยละ ๒๕.๘ ทั้งนี้ อาชีพของหัวหน้าครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นส่วนใหญ่ คือ อาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ ๕๕.๔) รองลงมา คือ รับจ้างทั่วไป (ร้อยละ ๒๔.๘) โดยกว่าร้อยละ ๓๐ ของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นอยู่ ในภาคใต้รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ ๒๗) และภาคเหนือ (ร้อยละ ๒๑) การขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และการทักษะความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบ อาชีพของเด็กจากครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานทักษะต่ำ หรือแรงงาน กึ่งมีทักษะเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของ โครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นผลให้ประชากรวัยเด็กในปัจจุบัน ต้องรับภาระที่เพิ่มขึ้น ในการดูแลผู้สูงอายุเมื่อเข้าสู่วัยแรงงาน ดังนั้น การขจัดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น เพื่อให้เด็ก จากครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นมีโอกาสได้รับการศึกษาและพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มศักยภาพ และ ครัวเรือน สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา ประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๓ นอกเหนือจากการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้อง พัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอสำหรับกลุ่มคนในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้สามารถ รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างประชากรและปัจจัยการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งนี้ระบบความคุ้มครองทางสังคมของไทยในปัจจุบัน ยังมีช่องว่างและระดับ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับยังไม่เพียงพอต่อความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต
๑๑ โดยในกรณีของความคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กปฐมวัย การจ่ายเงินอุดหนุน เพื่อ เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยยังมีปัญหาการตกหล่น ทำให้ครัวเรือนร้อยละ ๓๐ ที่เข้าข่ายเป็นครัวเรือนมี สิทธิ์ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ในขณะที่จำนวนของเงินอุดหนุนที่ได้รับ (๖๐๐ บาท) คิดเป็นเพียง ร้อยละ ๑๖ ของรายจ่ายเฉลี่ยของประชากรวัยนี้ อีกทั้งปัญหาการเข้าถึงสถานรับเลี้ยงเด็กอายุ ๐ ถึง ๒ ปี ยังเป็นอุปสรรคต่อครัวเรือนจำนวนมาก เนื่องจากในช่วงอายุ ๓ เดือนถึง ๒ ปี เป็นช่วงที่สิทธิ์ลาคลอดของแม่ครบกำหนด และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยของรัฐยังไม่สามารถรับ เด็กเข้าดูแลได้ ในขณะที่สถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชนมีจำนวนน้อยและมีค่าบริการสูง ครัวเรือน จำนวนมากจึงต้องส่งลูกไปอยู่กับปู่ย่า ตายาย ตามภูมิลำเนาเดิม ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้รับ การเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า โดยมีเด็กอายุ ๐-๔ ปี กว่าร้อยละ ๒๒ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ กลุ่มเด็กเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มเด็กที่รัฐต้องให้ความสนใจ ในเรื่องการพัฒนาเมื่อต้องอยู่กับปู่ย่า ตายาย ๒.๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปีพ.ศ. ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัด การศึกษา ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับของรัฐ และระดับท้องถิ่น สำหรับการจัดการศึกษาระดับของรัฐ บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่มี คุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ๑๒ ปี(ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ) ส่วนวรรคสองและ วรรคสาม ได้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา ๒ ประการ ประการแรก รัฐต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม ในการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ประการที่สอง รัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับส่วนการจัดการศึกษาระดับท้องถิ่น บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๐ วรรคหนึ่งและวรรคสามว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ส่งเสริมและจัดการศึกษา ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างอิสระ ๒.๖ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สังคมไทยเป็นสังคมที่เผชิญกับความเหลื่อมล้ำสูงทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม และการเมือง โดยในด้านเศรษฐกิจนั้น ปรากฏอยู่ในรูปแบบของความเหลื่อมล้ำด้านกระจายรายได้ทรัพย์สิน และการถือครองที่ดิน ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มคนรวยและกลุ่มคนจนอย่างชัดเจน ส่วนด้านสังคม จะเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของช่วงชั้นทางสังคม เพศ เชื้อชาติ อายุและความ บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ซึ่งส่งผลให้คนในสังคมเกิดความไม่เท่าเทียมกัน ส่วนด้าน การเมือง จะเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงอำนาจรวมถึงสิทธิทางการเมืองที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้คน กลุ่มหนึ่งแสดงออกถึงสิทธิ์ของตนเอง รวมถึงสามารถเข้าถึงทรัพยากรและบริการต่าง ๆ ได้ มากกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง
๑๒ จากคำอธิบายความเหลื่อมล้ำทั้งสามด้านดังกล่าวข้างต้น เราสามารถพิจารณาได้ว่า “ความเหลื่อมล้ำ” ก็คือการที่บุคคลในสังคมเดียวกัน มีความไม่เท่าเทียมกันในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งจากนโยบายของรัฐที่ทำให้การกระจายรายได้บริการ สาธารณะ และทรัพยากรที่ไม่เท่ากัน ค่านิยมต่าง ๆ ที่ทำให้เรามองคนที่แตกต่างไม่เท่ากัน หรือไม่ก็วัฒนธรรมทางการเมืองที่ให้สิทธิหรืออำนาจแก่คนกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ หากเรายึดถือ นิยามของความเหลื่อมล้ำว่าเป็นสถานการณ์ที่มนุษย์ในสังคมหนึ่ง ๆ ถูกทำให้ไม่เท่ากันแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือ สภาวการณ์ที่มนุษย์ในสังคมไม่สามารถเข้าถึงบริการด้าน การศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นผลจากความเหลื่อมล้ำทั้งสามด้านที่กล่าว ข้างต้น ๒.๗ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ คือ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ คือ ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ โดยการใช้กระบวนการทาง ปัญญา (กระบวนการคิด) กระบวนการทางสังคม (กระบวนการกลุ่ม) และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ และมีส่วนร่วมในการเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อำนวย ความสะดวก จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ ต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถและความถนัดของผู้เรียน การบูรณา การความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ใช้หลากหลายวิธีการสอน หลากหลายแหล่ง ความรู้สามารถ พัฒนาปัญญาอย่างหลากหลายคือ พหุปัญญา รวมทั้งเน้นการวัดผลอย่างหลากหลายวิธี การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีลักษณะ ดังนี้ ๒.๗.๑. ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้บทบาท ของผู้สอน คือ ผู้สนับสนุน (Supporter) และเป็นแหล่งความรู้(Resource Person) ของผู้เรียน ผู้เรียนจะรับผิดชอบตั้งแต่เลือกและวางแผนสิ่งที่ตนจะเรียนหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือก และจะเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการศึกษาค้นคว้า รับผิดชอบการเรียนตลอดจน ประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง ๒.๗.๒. เนื้อหาวิชามีความสำคัญและมีความหมายต่อการเรียนรู้ในการออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ ปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ได้แก่ เนื้อหาวิชา ประสบการณ์เดิมและความต้องการของผู้เรียน การเรียนรู้ที่สำคัญและมีความหมายจึง ขึ้นอยู่ กับสิ่งที่สอน (เนื้อหา) และวิธีที่ใช้สอน (เทคนิคการสอน) ๒.๗.๓. การเรียนรู้จะประสบผลสำเร็จหากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน การสอน ผู้เรียนจะได้รับความสนุกสนานจากการเรียน หากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ได้ ทำงานร่วมกันกับเพื่อน ๆ ได้ค้นพบข้อคำถามและคำตอบใหม่ ๆ สิ่งใหม่ๆ ประเด็นที่ท้าทาย และความสามารถในเรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการบรรลุผลสำเร็จของงานที่พวกเขาริเริ่มด้วย ตนเอง
๑๓ ๒.๗.๔. สัมพันธภาพระหว่างผู้เรียน การมีสัมพันธภาพในกลุ่มจะช่วยส่งเสริม ความเจริญงอกงาม การพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่ การปรับปรุงการทำงาน และการจัดการกับชีวิต ของแต่ละบุคคล สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของผู้เรียน ๒.๗.๕. ผู้สอน คือ ผู้อำนวยความสะดวกและเป็นแหล่งความรู้ในการจัดการเรียนการ สอน แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนจะต้องมีความสามารถที่จะค้นพบความต้องการที่แท้จริง ของผู้เรียน เป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าของผู้เรียนและสามารถค้นคว้าหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ ที่เหมาะสมกับผู้เรียน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเต็มใจของผู้สอนที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้สอนจะให้ทุกอย่างแก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญ ความรู้เจตคติและการฝึกฝน โดยผู้เรียนมีอิสระที่จะรับหรือไม่รับการให้นั้นก็ได้ ๒.๗.๖. ผู้เรียนมีโอกาสเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม การจัดการเรียน การสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างออกไปผู้เรียนจะ มีความ มั่นใจในตนเอง และควบคุมตนเองได้มากขึ้นสามารถเป็นในสิ่งที่อยากเป็น มีวุฒิภาวะสูงมากขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น ๒.๗.๗. การศึกษา คือ การพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหลาย ๆ ด้าน พร้อมกันไปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นจุดเริ่มของการพัฒนาผู้เรียนหลาย ๆ ด้าน เช่น คุณลักษณะด้านความรู้ ความคิด ด้านการปฏิบัติและด้านอารมณ์ความรู้สึก จะได้รับการ พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน อีก ๒ แนวคิดในการจัดการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ ๒๑ คือ สอนน้อยลงทำให้เรียนรู้ ได้มากขึ้น (teach less , learn more) `หมายถึง ครูใช้วิธีสอนแบบบรรยายหรือครูคอยบอก เล่าให้น้อยลง แต่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ส่วนอีกแนวคิดคือ การเรียนรู้ โดยตรง (Active learning) โดยมุ่งจัดการเรียนรู้ในลักษณะที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาส เรียนรู้ด้วย ตนเองมากที่สุด โดยผ่านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ลงมือปฏิบัติ คิด แก้ปัญหา ริเริ่มสร้างสรรค์ ทำงานเป็นกลุ่ม สรุปเป็นความรู้และสามารถนำเสนอได้อย่างเหมาะสม ๒.๘ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education) แนวคิดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education) คือ การเตรียมความพร้อมของ บุคคล การปลูกฝังค่านิยม การฝึกฝน ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ การมีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ใช้เหตุผล มีความอดทน อดกลั้น ไม่ใช้ความรู้สึกและอารมณ์ส่วนตัว เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนจน เป็นทักษะ ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก โดยมีสถาบันทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเมืองและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมเสรีภาพในการ แสดงออกด้วยการคิด การเขียน การพูดและการเคารพความแตกต่างทางความคิด ภาษา วัฒนธรรมโดยไม่แสดงความรู้สึกที่เป็นอคติต่อผู้อื่น พฤติกรรมดังกล่าว เป็นกระบวนการหล่อ หลอมทางสังคม (Socialization) ที่จะสร้างเด็กให้เติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีความพร้อม
๑๔ ในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม มีทักษะและความสามารถในการแก้ปัญหาของตนเองและของ ชุมชน โดยยึดหลักความถูกต้องและชอบธรรม แนวทางการศึกษาของประเทศควรต้องมุ่งเน้นการศึกษา เพื่อสร้างความเป็นคนดี และ พลเมืองที่เข้มแข็งต้องร่วมกันผลักดันเชิงนโยบายให้เกิดการสร้างการศึกษาใหม่ (Re Education) ด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งมีหลักการสำคัญ ดังนี้ ๑. Civic Education ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กและดำเนินต่อไปจนถึงระดับอุดมศึกษา และวัย ทำงาน ๒. Civic Education ต้องส่งเสริมเสรีภาพและทักษะการคิด การแสดงออก มากกว่า การฟังและการทำตามในแบบการศึกษาระบบเดิม ซึ่งเป็นการครอบงำทางความคิด ๓. Civic Education ต้องส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ ๔. Civic Education ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองฝึกทักษะประชาธิปไตย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๕. Civic Education ต้องมีการสื่อสารที่ทรงพลัง เป็นเครื่องมือในการสร้างพลเมืองใหม่ ของประเทศ ๖. Civic Education ต้องได้รับการสนับสนุนจากระบบทั้งสังคม จึงจะเปลี่ยน ประชาชน (Subject) ให้เป็นพลเมือง (Citizen) ที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศได้คือ ๖.๑ พลังของประชาชนที่เห็นอนาคตร่วมกัน ต่อทิศทางการสร้างพลเมืองใหม่ ๖.๒ พลังความรู้ มีการคิดค้นหลักสูตรในการจัดการเรียนรู้ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ การพัฒนาพลเมือง ๖.๓ พลังทางการเมืองหรือเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ของรัฐบาล สถาบันและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐและภาคเอกชนที่แสดงความมุ่งมั่น ในเรื่องการสร้าง พลเมืองใหม่ของประเทศอย่างจริงจัง เป้าหมายของการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง คือ การสร้างความสามารถให้กับพลเมืองได้ เข้าไปมีส่วนร่วม รับผิดชอบทางสังคม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และในชีวิตประจำวัน ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของการสร้างพลเมือง จึงต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่ ทั้งการศึกษา อย่างเป็นทางการ (Formal Education) และไม่เป็นทางการ (Informal Education) และ การสื่อสาร (Medias) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการ สั่งสม การรับรู้ ทักษะชีวิต ในแต่ละช่วงวัย คุณลักษณะที่สำคัญของพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วย ๑. มีความรู้ รู้จักสังคมของตนและรู้ทันโลก ๒. ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและสังคมเป็นหลัก ๓. มีความรักในเสรีภาพและมีความรับผิดชอบ ๔. เคารพความเสมอภาคและความยุติธรรม ๕. มีความสามรถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ๖. มีความเข้าใจเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน
๑๕ ๗. เคารพกฎหมายและยึดหลักนิติรัฐ ๘. มีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง และมีส่วนร่วมทางการเมือง ๙. ยึดมั่นในสันติวิธีไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ต้องดำเนินการทั้งการศึกษาทั้งใน ระบบและนอกระบบ ให้การศึกษาตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่ ทุกเพศทุกวัย เพื่อสร้างพลเมือง ใหม่ที่มีคุณภาพของประเทศ ๒.๙ นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ๒.๙.๑ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และ บูรณการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้ (๑) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติและสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ สังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข (๒) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้งความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน (๓) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และ การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา (๔) ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทย อย่างถูกต้อง (๕) ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการ ประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหา
๑๖ (๓) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วน สมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (๕) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการ เรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้ การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจาก สื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ (๖) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือ กับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ๒.๙.๒ สถานการณ์ การระบาดของ โรคโควิด-๑๙ กับการออกจากระบบการศึกษา ๒.๙.๒.๑ ผลกระทบในระยะยาว ต่อสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ของประเทศไทย ปรากฏการณ์การระบาดของโรคโควิด-๑๙ ในประเทศไทย ควรต้องได้รับการ แก้ไขอย่างเป็นระบบภายในปีการศึกษา ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕ เนื่องจากปัญหาดังกล่าว อาจส่งผล ต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย และขยายวงกว้างไปสู่ปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวซึ่งมีอยู่เป็นทุนเดิมในสังคมไทยอยู่แล้ว ซึ่งจะทำ ให้วงจรความยากจนข้ามชั่วคนยังคงเกิดขึ้นไปสู่คนรุ่นต่อไปของไทยในอนาคต และส่งผลต่อ เป้าหมายการออกจากกับดักรายได้ปานกลาง (middle income trap) ของไทย ที่จะต้องใช้ เวลายาวนานมากกว่า ๒๐ ปี ผ่านแนวโน้มสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาที่ สำคัญ ๒ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา อันเนื่องมาจากภาวะถดถอยของพัฒนาการด้านการเรียนรู้และสุขภาวะของเด็กและเยาวชน กลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือด้อย โอกาส เด็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เด็กพิการ และเด็กที่ต้องการการศึกษาแบบพิเศษ จากผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ (MICS๖) ก่อนวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ พบว่า อัตราการเข้าเรียนของเด็กที่มีสถานะ ยากจนและร่ำรวยแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กล่าวคือ ร้อยละ ๘๗ ของเด็กในครัวเรือนที่มีสถานะร่ำรวย ได้เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในขณะที่ เด็กในครัวเรือนที่มีสถานะยากจน ได้เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพียงร้อยละ ๕๓ เท่านั้น ในแผนภาพ ที่ ๒
๑๗ ภาพที่ ๒ สถานการณ์การหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย ปี ๒๕๖๓ (๒) การขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างกลุ่มประชากรที่ ยากจนที่สุดร้อยละ ๔๐ ของประเทศ (Bottom ๔๐) และกลุ่มประชากรที่ร่ำรวยมากที่สุด ร้อยละ ๖๐ (Top ๖๐) ของประเทศ ซึ่งก่อนวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ จากรายงาน การศึกษาของธนาคารโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ก่อนวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ พบว่า ประซากร ๒ กลุ่มนี้มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำของทักษะการอ่านออกเขียนได้ (Functional Literacy) มากกว่า ๒ ปีการศึกษา ปรากฏการณ์โควิด – ๑๙ ที่พบในประเทศไทยย่อมเพิ่ม ความเสี่ยงให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนี้มากยิ่งขึ้น โดยก่อนวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด - ๑๙ สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาของประเทศไทยก็อยู่ในระดับที่แย่กว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง ขั้นสูง (Upper Middle Income Countries) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว จากข้อมูลของ สถาบันสถิติแห่งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO ) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ พบว่า กลุ่มประชากรที่มีระดับรายได้ต่ำสุด ร้อยละ ๒๐ ของประเทศไทย มีอัตราการสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ ๗๖ และสำเร็จ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพียงร้อยละ ๒๗ ซึ่งห่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศและ ค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางขั้นสูงที่ ร้อยละ ๕๖ และร้อยละ ๕๙ ตามลำดับ นอกจากนี้ในกลุ่มประชากรดังกล่าวมีอัตราการสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเพียง ร้อยละ ๘ เทียบกับอัตรา ร้อยละ ๔๘ ของกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุด ร้อยละ ๒๐ ของ ประเทศ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยอันเนื่องมาจาก เศรษฐฐานะที่ย่ำแย่กว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีฐานะใกล้เคียงกับไทยอย่างชัดเจน
๑๘ ดังนั้น หากวิกฤตการโควิด - ๑๙ ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของไทยมีแนวโน้มแย่ลงไปมากกว่าสถานะข้างต้น ย่อมสร้างผลกระทบในระยะยาวต่อโอกาสที่ ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ตามเป้าหมาย ๒๐ ปีของยุทธศาสตร์ชาติ ๒.๙.๒.๒ ผลกระทบในระยะยาว ต่อการก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ของประเทศไทย การพยายามทำให้เด็กและเยาวชนทุกคนให้สามารถคงอยู่ในระบบการศึกษา และได้รับการพัฒนาทุนมนุษย์สูงสุดตามความถนัดและศักยภาพ ถือเป็นภารกิจสำคัญของระบบ การศึกษาไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่การก้าวเป็นประเทศรายได้สูงภายในระยะเวลา ๒๐ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างประชากรของไทย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการ เกิดของประชากรต่ำกว่า ๑.๕ คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน สะท้อนถึงสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน ของไทยที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และจากรายงานของกรมกิจการผู้สูงอายุกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดย สมบูรณ์” (Complete Aged Society) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยระดับ สุดยอด” (Super Aged Society) ใน พ.ศ. ๒๕๗๘ ดังนั้น หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนา ขีดความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตของรายได้ มัธยฐาน (Median Wage) ของกำลังแรงงานไทยได้ทันกับการหดตัวของสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน ในอัตราเร่ง อย่างต่อเนื่องในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าได้ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ก่อนการก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง หรืออาจกล่าวได้ว่าคนไทยหรือประเทศไทยกำลัง "แก่ก่อนรวย" ด้วยเหตุนี้ภารกิจที่สำคัญของประเทศไทยใน ๑๐ ปีข้างหน้า คือ การจัดการ ศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนอย่างเสมอภาค ซึ่งมี ความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทย ให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ในการก้าวเข้าสู่ประเทศรายได้สูงภายใน ๒๐ ปี ผ่านการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของกำลังแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อทดแทนกำลังแรงงานสูงวัยด้วยกำลังแรงงาน ที่มีทักษะขั้นสูงขึ้น (High Skilled Labor Force) ซึ่งในประเทศไทยจำเป็นต้องมีแรงงานกลุ่มนี้ มากกว่า ร้อยละ ๕๐ และลดสัดส่วนกำลังแรงงานที่ไร้ทักษะ (Unskilled Labor Force) ซึ่ง หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีบทบาทสำคัญ ในการ ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนมาตรการ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย ให้มีความพร้อมในการสนับสนุนเป้าหมายการ พัฒนาในระยะยาวของประเทศที่ยั่งยืน ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติและแผนขั้นตอนการปฏิรูป ประเทศ
๑๙ ๒.๙.๓ ข้อเสนอการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษา ในรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “การศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและ ลดความเหลื่อมล้ำ กรณีศึกษาองค์ความรู้และแนวคิดจากประสบการณ์ของต่างประเทศ : สมาพันธรัฐเยอรมันและสาธารณรัฐเกาหลี” ของคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและ ลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ได้มีข้อเสนอแนะ แนวทางการจัดการศึกษา ขจัดความยากจนและ ลดความเหลื่อมล้ำสำหรับประเทศไทย ดังนี้ ๒.๙.๓.๑ การจัดการศึกษาบนหลักแห่งการกระทำที่ทัดเทียมกัน (Equalization System) หรือเสมอภาคกัน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนหรือพื้นที่ที่ยังอ่อนแอ ล้าหลังให้ตั้งตัว ตั้งไข่ เพื่อคงอยู่และพัฒนาขึ้นมาให้ใกล้เคียงหรือทัดเทียมกับกลุ่มคน หรือพื้นที่อื่นได้ ๒.๙.๓.๒ การศึกษาฟรีมีคุณภาพถ้วนหน้าสำหรับเด็กทุกกลุ่มทุกคน ต้องสร้าง กลไกให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่ง่าย สะดวก มีความพร้อมที่จะอยู่ในระบบการศึกษาให้นาน ที่สุด เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ความสามารถ และวุฒิภาวะที่จะพึ่งตนเองและรับผิดชอบต่อ สังคมได้ ๒.๙.๓.๓ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education) เป็นเครื่องมือปฏิรูปคน ให้เป็นพลเมืองที่พร้อมจะรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการศึกษาที่สร้างพลเมือง ให้ยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักก่อนส่วนตน และมีความพร้อมและ ความสามารถที่เพียงพอในการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๙.๓.๔ การศึกษาที่ต้องตอบสนองการแก้ปัญหาความยากจน และความ เหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นเป็นสำคัญ เพราะเป็นที่รวมของคนส่วนใหญ่ของ ประเทศ ๒.๙.๓.๕ การศึกษาต้องมุ่งปฏิรูปครู เพื่อการผลิตสร้างครูทั้งระบบ คือ แนวคิด หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ใหม่ เพื่อให้ครูเป็นต้นทางและตัวแบบของเด็กและเยาวชนของ สังคมประชาธิปไตย ๒.๙.๓.๖ การพัฒนาการเรียนการสอนเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่สภาพ พื้นที่ของผู้เรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะไม่เป็นข้ออ้างในการขาดแคลนทรัพยากร ทางการศึกษาที่จะส่งถึงตัวเด็ก ๒.๙.๓.๗ การศึกษาเพื่อลดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ต้องเป็นไป ในทิศทางการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ การเรียนเพื่อให้คิดเป็น สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้และ แก้ปัญหาตนเองได้ พึ่งพาตนเองได้ การศึกษาในแนวทางใหม่นี้ เป็นการส่งเสริมและสร้างผู้เรียนให้เก่งทั้งวิชาชีพ วิชาการ และต้องสร้างความเป็นพลเมืองร่วมด้วย เพื่อให้เกิดสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
๒๐ ๒.๑๐ แนวทางการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ( Partnership School Project ) ๒.๑๐.๑ นโยบายรัฐบาล นโยบาย THAILAND 4.0 : โรงเรียนร่วมพัฒนา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์๔.๐ ในขณะเดียวกัน เพื่อต้องการวางรากฐานการปฏิรูปและพัฒนาการศึกษา ตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ และลด ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School Project เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยให้เริ่มดำเนินงาน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ การสนับสนุนให้จัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School ) อันเป็นแนวคิดการสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาแบบใหม่ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน มูลนิธิ องค์กรชุมชน โรงเรียนร่วมพัฒนาจะต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน และเป็นศูนย์กลางในการ พัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม ของชุมชนรอบโรงเรียน ส่วนนักเรียนจะต้องได้รับการ ฝึกฝนให้เป็นคนที่มีวินัย รู้จักแบ่งปัน มีคุณธรรม จริยธรรม และไม่ทุจริต นอกจากนี้โรงเรียนต้องเน้นการสอนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้นักเรียน และดำเนินการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และการสอน (Student Centric) พร้อมทั้ง ให้นักเรียนร่วมมีบทบาทในการบริหารจัดการโรงเรียน และมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับชุมชน รอบโรงเรียน ในโครงการนี้รัฐบาลยังคงสนับสนุนงบประมาณของโรงเรียนเช่นเดิม ส่วน ทรัพย์สิน อาคาร และที่ดิน ยังคงเป็นของรัฐบาลสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม สนับสนุนด้านงบประมาณในการดำเนินกิจกรรม การเรียน การสอน โดยสามารถนำเงินบริจาค เพื่อการศึกษาไปหักลดหย่อนภาษีได้ ๒ เท่า เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและรวดเร็ว จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ สถานศึกษาในรูปแบบ Partnership School โดยมอบหมายให้ ศ.คลินิค นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ในขณะนั้น) เป็นประธาน และนายมีชัย วีระไวทยะ พร้อมด้วย นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เป็น รองประธาน และ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นเลขานุการกรรมการฯ เป้าหมายของการยกระดับการศึกษา ตามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนานี้ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการบริหารจัดการร่วมพัฒนาและสนับสนุน สถานศึกษา เพื่อจะพัฒนาคุณภาพและสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษา ให้สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมทั้ง เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตให้แก่ ผู้เรียน เพื่อจะให้สถานศึกษาได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างทั่วถึง สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้
๒๑ ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชนอีกด้วย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิต และ นำไปสู่การช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดโรงเรียนร่วมพัฒนานี้ ได้มีการแก้ไขกฎระเบียบที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ รวมถึงการบริหารงานบุคคล และ ลักษณะวิชาการให้เหมาะสม อีกทั้งได้มีการกำหนดรูปแบบและเกณฑ์การคัดเลือกสถานศึกษา เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบของโรงเรียนร่วมพัฒนา มีการเชิญภาคเอกชนและผู้ร่วมสนับสนุน มีการ วางระบบการบริหารการเปลี่ยนแปลง และการขยายผลความสำเร็จในอนาคตด้วย ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการส่งเสริมโรงเรียนร่วมพัฒนา ได้แก่ ๑) การมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ ๒) การบริหารงานบุคคล ที่ธุรกิจเอกชนเป็นผู้สนับสนุน การเข้ามามีส่วนร่วมใน คณะกรรมการสถานศึกษาหรือที่ปรึกษา ภาคเอกชนสามารถประเมินผลงาน และคัดเลือก บุคลากรเข้าทำงานต่อไปได้อีกด้วย ๓) การบริหารงบประมาณ มีการจัดทำบัญชีให้ตรงกับมาตรฐาน ตรวจสอบได้ โดยจัดทำบัญชีแยกต่างหากจากงบประมาณจากภาครัฐ อย่างชัดเจน ๔) การบริหารงานวิชาการ มีการร่วมพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และบริบทของสถานศึกษา ๕) การติดตามประเมินผลในสถานศึกษาและในชุมชน สนับสนุนให้มีรูปแบบ คณะกรรมการประเมินผลที่เน้นการประเมินผล เพื่อการพัฒนางานและสร้างแรงบันดาลใจ ๒.๑๐.๒ ความก้าวหน้าของโรงเรียนร่วมพัฒนา นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๕๖๑ เป็นต้นมา อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจ บริษัทเอกชน มูลนิธิ และคัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนารวม ๑๙๕ แห่ง ๖๙ จังหวัด เป็นการดำเนินโครงการที่ใช้เงินจากการบริจาคของภาคธุรกิจทั้งหมด โดยไม่มี งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐแต่อย่างใด นับเป็นความพยายามของ อาจารย์มีชัย วีระไวท ยะ ที่ต้องการขยายแนวคิดโรงเรียนร่วมพัฒนาออกไปในที่ที่มีความพร้อม โดยเฉพาะ ในโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบรวม และรวมถึงโรงเรียนขยายโอกาสด้วยเช่นกัน ในการประชุมสมาชิกสภาประชาสังคมไทย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ประชุมสมาชิกสภาประชาสังคมไทย ประกอบด้วยองค์กรสมาชิกที่เป็นเครือข่ายของภาค ประชาสังคมที่กระจายตัวอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ รวม ๗๑ จังหวัด จำนวน ๒๐๔ องค์กร เครือข่าย สภาประชาสังคมไทยเป็นเครือข่ายของคนทำงานภาคประชาสังคม ที่ประกอบด้วย ข้าราชการ บำนาญ นักธุรกิจในจังหวัด ผู้นำชุมชน นักพัฒนา สื่อมวลชนท้องถิ่น พ่อค้า เจ้าของธุรกิจขนาด
๒๒ เล็กในจังหวัดและผู้ประกอบอาชีพอิสระอื่น ๆ เครือข่ายสภาประชาสังคมไทยในแต่ละจังหวัด จะมีสมาชิกที่เป็นมูลนิธิ สมาคมฯ ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและไม่เป็นนิติบุคคล มีเป้าหมายร่วม ในการที่จะต้องการทำงานพัฒนาในจังหวัด เป็นที่รวมของคนทำงานอาสาพัฒนาของจังหวัด มีจิตสาธารณะต้องการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ในที่ประชุมได้มีการเสนอแนวคิดเรื่องโรงเรียนร่วมพัฒนา ให้ที่ประชุมสภา ประชาสังคมไทยได้รับรู้ พร้อมนำเสนอข้อมูลรายละเอียดว่าในแต่ละจังหวัด มีที่ใดบ้างที่มี โรงเรียนร่วมพัฒนา หากจังหวัดใดมีความสนใจควรที่จะไปเรียนรู้ด้วยตนเอง และหากมีความ สนใจที่จะสนับสนุนให้มีการขยายโรงเรียนร่วมพัฒนาไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ที่มีความสนใจและมี ความพร้อม มูลนิธิพัฒนาประชาสังคม ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาฯ ให้กับสภาประชา สังคมไทย ได้ดำเนินการสำรวจความสนใจของสมาชิกเครือข่ายสภาประชาสังคมไทยทั้งประเทศ ว่ามีโรงเรียนใดบ้าง ที่มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา โดยมีเงื่อนไขดังนี้ ๑. ผู้อำนวยการโรงเรียนมีความสนใจและต้องการพัฒนาโรงเรียน ๒. ครูประจำการมีความสนใจ ๓. ชุมชนรอบโรงเรียนหรือใกล้เคียงโรงเรียนร่วมสนับสนุน ๔. มีหน่วยงานในพื้นที่ หรือเอกชน ยินดีสนับสนุน ผลการสำรวจความสนใจของ เครือข่ายสภาประชาสังคมไทย พบว่า มีโรงเรียน สนใจที่จะเข้าร่วมโครงการรวม ๑๐๕ โรงเรียนจาก ๒๒ จังหวัด รายละเอียดในตารางที่ ๑ ในช่องที่ระบุระยะขยาย ปีพ.ศ. ๒๕๖๕ - พ.ศ. ๒๕๖๗ ตารางที่ ๑ ตารางสรุปจำนวนโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) หมายเหตุ * ข้อมูลจากสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ** ข้อมูลการแสดงความจำนง ของเครือข่ายสภาประชาสังคม (ณ วันที่ ๒๔ มิ.ย. ๒๕๖๔) จังหวัด ระยะ ที่ ๑ ๒ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๔)* ระยะขยาย** (ปี ๒๕๖๕- ๒๕๖๗) รวม หมายเหตุ (เขตการศึกษา) PDA มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ องค์กร เอกชน อื่นๆ รวม ๑) นครปฐม ๑ ๑ ๒ ๑ ๒) นนทบุรี ๑ ๑ ๒ ๑ ๓) ปทุมธานี ๓ ๓ ๖ ๑ ๔) สมุทรปราการ ๑ ๑ ๒ ๑
๒๓ จังหวัด ระยะ ที่ ๑ ๒ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๔)* ระยะขยาย** (ปี ๒๕๖๕- ๒๕๖๗) รวม หมายเหตุ (เขตการศึกษา) PDA มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ องค์กร เอกชน อื่นๆ รวม ๕) สมุทรสาคร ๒ ๒ ๕ ๙ ๑ ๖) นราธิวาส ๑ ๑ ๒ ๒ ๗) ปัตตานี ๒ ๒ ๙ ๑๓ ๒ ๘) ยะลา ๒ ๒ ๒ ๙) สตูล ๐ ๒ ๑๐) ชุมพร ๑ ๑ ๒ ๓ ๑๑) นครศรีธรรมราช ๑ ๑ ๒ ๓ ๑๒) พัทลุง ๐ ๓ ๑๓) สงขลา ๐ ๓ ๑๔) สุราษฎร์ธานี ๑ ๑ ๒ ๓ ๑๕) กระบี่ ๒ ๓ ๒ ๗ ๑๔ ๔ ๑๖) ตรัง ๓ ๓ ๖ ๑๒ ๔ ๑๗) พังงา ๒ ๒ ๔ ๔ ๑๘) ภูเก็ต ๑ ๑ ๒ ๔ ๑๙) ระนอง ๐ ๔ ๒๐) กาญจนบุรี ๒ ๑ ๓ ๖ ๕ ๒๑) ประจวบคีรีขันธ์ ๑ ๑ ๒ ๒ ๖ ๕ ๒๒) เพชรบุรี ๑ ๑ ๒ ๕ ๒๓) ราชบุรี ๒ ๒ ๔ ๕ ๒๔) สมุทรสงคราม ๑ ๑ ๒ ๕ ๒๕) สุพรรณบุรี ๒ ๒ ๔ ๘ ๕ ๒๖) ชัยนาท ๒ ๒ ๔ ๖ ๒๗) พระนครศรีอยุธยา ๒ ๒ ๔ ๖ ๒๘) ลพบุรี ๑ ๑ ๒ ๔ ๘ ๖ ๒๙) สระบุรี ๓ ๓ ๑ ๗ ๖
๒๔ จังหวัด ระยะ ที่ ๑ ๒ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๔)* ระยะขยาย** (ปี ๒๕๖๕- ๒๕๖๗) รวม หมายเหตุ (เขตการศึกษา) PDA มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ องค์กร เอกชน อื่นๆ รวม ๓๐) สิงห์บุรี ๑ ๑ ๒ ๖ ๓๑) อ่างทอง ๒ ๒ ๔ ๖ ๓๒) อุทัยธานี ๑ ๑ ๒ ๖ ๓๓) กำแพงเพชร ๑ ๑ ๒ ๗ ๓๔) ตาก ๑ ๒ ๓ ๖ ๗ ๓๕) นครสวรรค์ ๑ ๑ ๒ ๖ ๑๐ ๗ ๓๖) พิจิตร ๔ ๔ ๘ ๗ ๓๗) พิษณุโลก ๑ ๑ ๒ ๗ ๓๘) เพชรบูรณ์ ๑ ๑ ๑ ๓ ๗ ๓๙) สุโขทัย ๑ ๑ ๒ ๗ ๔๐) อุตรดิตถ์ ๐ ๗ ๔๑) เชียงราย ๒ ๑๐ ๕ ๑๗ ๓๔ ๘ ๔๒) เชียงใหม่ ๑ ๖ ๗ ๑๔ ๘ ๔๓) น่าน ๑ ๔ ๕ ๔ ๑๔ ๘ ๔๔) พะเยา ๐ ๘ ๔๕) แพร่ ๔ ๔ ๖ ๑๔ ๘ ๔๖) แม่ฮ่องสอน ๔ ๔ ๘ ๘ ๔๗) ลำปาง ๑ ๑ ๒ ๘ ๔๘) ลำพูน ๑ ๑ ๒ ๘ ๔๙) ขอนแก่น ๖ ๖ ๑๒ ๒๐ ๔๔ ๙ ๕๐) เลย ๒ ๒ ๑ ๕ ๙ ๕๑) สกลนคร ๒ ๒ ๔ ๙ ๕๒) หนองคาย ๑ ๒ ๓ ๖ ๙ ๕๓) บึงกาฬ ๑ ๑ ๒ ๙ ๕๔) หนองบัวลำภู ๑ ๑ ๒ ๙ ๕๕) อุดรธานี ๔ ๔ ๘ ๙ ๕๖) กาฬสินธุ์ ๓ ๓ ๖ ๑๐