The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-04-03 02:17:07

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ : กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย

กมธ.3

๒๕ จังหวัด ระยะ ที่ ๑ ๒ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๔)* ระยะขยาย** (ปี ๒๕๖๕- ๒๕๖๗) รวม หมายเหตุ (เขตการศึกษา) PDA มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ องค์กร เอกชน อื่นๆ รวม ๕๗) นครพนม ๑ ๑ ๒ ๑๐ ๕๘) มหาสารคาม ๒ ๒ ๔ ๑๐ ๕๙) มุกดาหาร ๑ ๑ ๒ ๑๐ ๖๐) ยโสธร ๒ ๒ ๑๐ ๖๑) ร้อยเอ็ด ๑ ๑ ๒ ๑๐ ๖๒) อำนาจเจริญ ๑ ๓ ๔ ๘ ๑๐ ๖๓) อุบลราชธานี ๒ ๒ ๔ ๑๐ ๖๔) ชัยภูมิ ๑ ๒ ๓ ๓ ๙ ๑๑ ๖๕) นครราชสีมา ๘ ๘ ๑๖ ๑๑ ๖๖) บุรีรัมย์ ๕ ๒ ๕ ๑๒ ๑ ๒๕ ๑๑ ๖๗) ศรีสะเกษ ๒ ๒ ๑๑ ๑๕ ๑๑ ๖๘) สุรินทร์ ๒ ๒ ๑ ๕ ๘ ๑๘ ๑๑ ๖๙) จันทบุรี ๑ ๑ ๑ ๓ ๑๒ ๗๐) ฉะเชิงเทรา ๑ ๑ ๒ ๑๒ ๗๑) ชลบุรี ๑ ๑ ๒ ๑๔ ๑๘ ๑๒ ๗๒) ตราด ๒ ๒ ๒ ๖ ๑๒ ๗๓) นครนายก ๑ ๑ ๒ ๑๒ ๗๔) ปราจีนบุรี ๓ ๒ ๕ ๑๐ ๑๒ ๗๕) ระยอง ๒ ๑ ๑ ๔ ๘ ๑๒ ๗๖) สระแก้ว ๑ ๑ ๒ ๔ ๑๒ ๗๗) กรุงเทพมหานคร ๑ ๑ ๒ ๑๓ รวม ๔๔ ๓๕ ๑๑๖ ๑๙๕ ๑๐๕ ๔๙๕ ข้อมูลในตารางที่ ๑ แสดง จำนวนโรงเรียนที่ทางสมาคมพัฒนาประชากรและ ชุมชน (PDA) มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ และองค์กรเอกชนอื่น คือ บริษัทเอกชนที่เข้ามาสนับสนุน


๒๖ โรงเรียนต่างๆ ให้ดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการดำเนินงานในระยะบุกเบิก (Sand Box) รวมทั้งหมด ๓ รุ่นโดยมีรายละเอียด ดังนี้ รุ่นที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๑ จำนวน ๕๐ แห่ง รุ่นที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๒ จำนวน ๘๔ แห่ง รุ่นที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๔ จำนวน ๖๑ แห่ง ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๖๑ ถึงพ.ศ. ๒๕๖๔ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้สนับสนุนโรงเรียน รวม ๑๙๕ แห่ง ครอบคลุม ๖๙ จังหวัด มีบริษัทเอกชนและมูลนิธิต่าง ๆ ร่วมสนับสนุน ๖๔ องค์กร ทั้งนี้กิจกรรมหลักของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประกอบด้วย กิจกรรมหลัก ๘ ด้าน คือ ๑. การมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ๒. การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาครูนักเรียนและสมาชิกในชุมชนในการพัฒนาต่าง ๆ ๓. การสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ และสื่อการเรียนการสอน ๔. การจัดตั้งแปลงเกษตรที่ทันสมัย เพื่อขจัดความยากจน ๕. การจัดตั้งกองทุนเงินออมและเงินกู้สำหรับการทำธุรกิจของนักเรียน ๖. การจัดตั้งกองทุนเงินออมและเงินกู้สำหรับการประกอบอาชีพของผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน ๗. การสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ ๘. การสนับสนุนด้านการดูแลสุขภาพอนามัย ด้านสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อม ในการดำเนินกิจกรรมทั้ง ๘ กิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่ ๔, ๕, ๖ ได้ทำให้ เกิดการประกอบอาชีพของทั้งนักเรียน อาชีพของผู้ปกครองและของสมาชิกในชุมชน มีการ ประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด มีการจำหน่ายพืชผักให้กับตลาดที่มารับซื้อ ร้านอาหาร ที่มารับซื้อ การมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้พึ่งตนเองได้ หากต้องการการลงทุนเพิ่มก็สามารถเข้าถึง แหล่งทุนในชุมชนที่มีกองทุนที่จัดตั้งขึ้น เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพ การดำเนินกิจกรรม จัดตั้งกองทุนเงินออมและเงินกู้สำหรับประกอบอาชีพ ได้ทำให้หลายครอบครัวพึ่งตนเองได้และ พ้นความยากจน การใช้วิธีการนี้ เป็นการตั้งกองทุนเฉพาะในชุมชน ในการดำเนินงานพบว่า มีชุมชนอีกส่วนหนึ่งที่มีความสนใจและร่วมสนับสนุนเงินทุน จากกองทุนที่มีอยู่ในชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนแม่ของแผ่นดิน กองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นต้น เนื่องจากการดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา เป็นเงินสนับสนุนจากภาคธุรกิจทั้งหมด ยังไม่มีงบประมาณจากภาครัฐที่สนับสนุนเป็นการ เฉพาะทำให้การขยายตัวของโครงการฯยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดำเนินงานสนับสนุนโรงเรียนร่วม พัฒนา ในเบื้องต้นของระยะขยายนี้ ทางสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนได้สนับสนุนโรงเรียน จำนวน ๒๐ โรงเรียน จาก ๑๐๕ โรงเรียน โดยเลือกโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียน


๒๗ ขยายโอกาสและเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีผู้จัดการภาคของทางสมาคมพัฒนาประชากรและ ชุมชนเป็นพี่เลี้ยง โดยมีเงินสนับสนุนโรงเรียนละ ๒๔๐,๐๐๐ บาท (สองแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายดังนี้ ๑. การจัดตั้งแปลงเกษตรของโรงเรียน จำนวน ๑๐๐,๐๐๐บาท ๒. กองทุนธุรกิจแบ่งปันนักเรียน จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ๓. การสร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ให้ผู้สูงอายุ ๕ ครัวเรือน ครัวเรือน ละ ๘,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๔๐,๐๐๐ บาท ๔. ติดตามและให้คำแนะนำ จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ๕. อบรมการเกษตรและการทำธุรกิจแบ่งปันของนักเรียนจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท ตารางที่ ๒ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนาปี ๒๕๖๕ ที่ ชื่อโรงเรียน ตำบล อำเภอ จังหวัด ระดับ การ สอน จำนวน นักเรียน จำนวน บุคลากร ๑ โรงเรียนวัดเขาโพธิ์ ทอง หนองปรือ บางละมุง ชลบุรี ประถม ๒๗๐ ๑๕ ๒ โรงเรียนบ้านมาบ ประชัน โป่ง บางละมุง ชลบุรี ประถม ๑๙๑ ๑๕ ๓ โรงเรียนบ้านหนอง ประดู่ ห้างสูง หนอง ใหญ่ ชลบุรี ประถม ๑๑๒ ๙ ๔ โรงเรียนบ้านห้วย หวาย ท่าบุญมี เกาะ จันทร์ ชลบุรี ขยาย โอกาส ๑๙๓ ๑๖ ๕ โรงเรียนบ้านหนอง เสม็ด บ่อ กวางทอง บ่อทอง ชลบุรี ประถม ๘๑ ๕ ๖ โรงเรียนวัดท่าบุญมี ท่าบุญมี เกาะ จันทร์ ชลบุรี ประถม ๑๐๖ ๙ ๗ โรงเรียนบ้านละทาย ละทาย กันทรา รมย์ ศรีสะเกษ ประถม ๑๔๓ ๑๓ ๘ โรงเรียนบ้านเสียว เสียว โพธิ์ศรี สุวรรณ์ ศรีสะเกษ ขยาย โอกาส ๑๓๕ ๑๕ ๙ โรงเรียนบ้านค้อเมือง แสน คอนกาม ยางชุม น้อย ศรีสะเกษ ขยาย โอกาส ๒๑๔ ๑๙ ๑๐ โรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) เจ็ดริ้ว บ้านแพ้ว สมุทรสาคร ขยาย โอกาส ๔๒๕ ๒๑


๒๘ ตารางที่ ๒ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนาปี ๒๕๖๕ (ต่อ) ที่ ชื่อโรงเรียน ตำบล อำเภอ จังหวัด ระดับ การ สอน จำนวน นักเรียน จำนวน บุคลากร ๑๑ วัดหลักสองราษฎร์ บำรุง หลักสอง บ้านแพ้ว สมุทรสาคร ประถม ๑๕๖ ๑๔ ๑๒ โรงเรียนวัดใหญ่จอม ปราสาท ท่าจีน เมือง สมุทรสาคร ประถม ๓๖๓ ๒๐ ๑๓ โรงเรียนไพศาลพิทยา คม ไพศาล ประโคน ชัย บุรีรัมย์ มัธยม ต้นปลาย ๖๑๙ ๔๔ ๑๔ โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง มิตรภาพที่ ๑๙๑ สร้างมิ่ง เลิงนกทา ยโสธร ขยาย โอกาส ๘๘ ๑๓ ๑๕ โรงเรียนบ้านชีลอง เหนือ ห้วยต้อน เมือง ชัยภูมิ ชัยภูมิ ขยาย โอกาส ๑๗๕ ๑๖ ๑๖ โรงเรียนเขาหินกราว ประชาสรรค์ ปางสวรรค์ ชุมตาบง นครสวรรค์ ประถม ๒๐๐ ๑๔ ๑๗ โรงเรียนบ้านเหล่า (รัฐ ราษฎร์บำรุง) เวียงต้า ลอง แพร่ ขยาย โอกาส ๒๕๑ ๒๔ ๑๙ โรงเรียนบ้านท่าคลอง โคกโพธิ์ โคกโพธิ์ ปัตตานี ขยาย โอกาส ๑๕๙ ๑๓ ๒๐ โรงเรียนบ้านบันนังดา มา กาบัง กาบัง ยะลา ประถม ๒๙๕ ๓๒ หมายเหตุโรงเรียนจำนวน ๒๐ โรงเรียน เลือกจากโรงเรียนที่แจ้งความประสงค์ จำนวน ๑๐๕ โรงเรียน จากตารางที่ ๑


บทที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา ระเบียบวิธีการศึกษา ในรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ กรณีการศึกษาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประเทศไทย มีรายละเอียด ของการศึกษา ดังนี้ ๓.๑ ค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ (Review Literature) โดยการรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ รูปแบบการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรม แนวทางการดำเนินงานโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ๓.๒ ศึกษาดูงานโรงเรียน ในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา จำนวน ๔ แห่ง ๓.๓ นำเสนอรายงานการศึกษา ต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อรับฟังความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะ ๓.๔ จัดทำข้อเสนอ เสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถนำไป กำหนดเป็นนโยบายในการจัดการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ๓.๕ จัดทำข้อเสนอต่อภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชน ให้เข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ


บทที่ ๔ ผลการศึกษารายงาน ผลการศึกษา รวบรวมเอกสาร วิเคราะห์และสังเคราะห์ ได้ข้อมูลดังนี้ กรณีศึกษา การศึกษาเพื่อแก้ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ กรณีการศึกษาโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนาประเทศไทย ๔.๑ กรณีศึกษาที่ ๑ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โรงเรียนมีชัยพัฒนา หรือ โรงเรียนไม้ไผ่ เป็นโรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษา จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยสมาคมพัฒนาประชากร และชุมชนร่วมกับมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ สำหรับนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชนบท โดยประสงค์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และศูนย์กลางของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชน รอบโรงเรียน โดยมีเจตนาที่จะสร้างนักเรียนให้เป็น "คนดี" มีความซื่อสัตย์ มีทักษะชีวิตและ ทักษะอาชีพ รักความเสมอภาค มีความสามารถในการบริหารจัดการ รู้จักการแบ่งปัน และ ช่วยเหลือสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยเหลือผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชนรอบโรงเรียน ให้มีคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น โรงเรียนมีชัยพัฒนาได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัย สำคัญเกี่ยวกับระบบการศึกษาใน ๓ ด้าน คือ การปรับปรุงสาระในการเรียนรู้ ปรับปรุงวิธี การสอน และเพิ่มบทบาทของโรงเรียน ให้เป็น "แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชน และเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาคุณภาพชีวิต" โดยผู้ปกครองและคนในชุมชนรอบโรงเรียน


๓๒ สามารถเข้ามารับการอบรมในวิชาชีพต่างๆ ที่ตนสนใจ เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพในการทำธุรกิจและ การเกษตรด้วยรูปแบบและวิธีการใหม่ๆ นอกจากนี้โรงเรียนยังเปิดกว้างให้นักเรียนจากทั่วประเทศได้มีโอกาสสมัครเรียน โดยมี นักเรียนรุ่นพี่เป็นผู้คัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ทั้งตัวนักเรียนผู้มาสมัครและผู้ปกครอง ปัจจุบัน นักเรียนของโรงเรียนมีชัยพัฒนา มีห้องละไม่เกิน ๓๐ คน และมาจาก ๒๒ จังหวัดทั่วประเทศ โดยที่ นักเรียนไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่นักเรียนและผู้ปกครองต้องทำความดีช่วยเหลือสังคม คนละ ๔๐๐ ชั่วโมง และปลูกต้นไม้คนละ ๔๐๐ ต้นต่อปีนักเรียนจะได้รับการเพิ่มทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ โรงเรียนมอบบทบาทให้แก่นักเรียน ในการช่วยบริหารจัดการโรงเรียนในด้าน ต่าง ๆ เช่น การต้อนรับแขกผู้มาเยือนโรงเรียน การจัดทำงบประมาณประจำปีของโรงเรียน การตรวจสอบและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในโรงเรียนทุกประเภท รวมถึงการดูแล สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในโรงเรียน โรงเรียนมีชัยพัฒนา เน้นการส่งเสริมให้นักเรียนคิดเป็น ถามเป็น และรู้จักค้นคว้าหา คำตอบ พร้อมทั้ง สอนให้นักเรียนรู้จักคิดนอกกรอบแต่ไม่ทิ้งรากเหง้าวัฒนธรรมที่ดีงาม ความสมดุลกับวิถีชีวิตและธรรมชาติเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงของสังคม และตอบสนองต่อแนวนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้และ พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ ๒๑ นักเรียนจะมีโอกาสได้ไปเรียนนอกสถานที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่สำคัญ ในการเสริมศักยภาพของ นักเรียน ทั้งในด้านการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางและการจัดการศึกษาในรูปแบบ พิเศษที่เป็นอัตตลักษณ์เฉพาะของทางโรงเรียน ได้แก่ การฝึกทักษะชีวิตและทักษะการเป็น ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะให้นักเรียนมีชีวิต และ การงานที่ดีในอนาคต สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัวในชุมชนของตนเองได้อย่างมี ความสุข โดยไม่ต้องทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปหางานทำในเมือง โรงเรียนมีชัยพัฒนา เน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้นักเรียน ได้ฝึกงานในหน่วยงานภาคเอกชนต่าง ๆ ในช่วงปิดภาคเรียน พร้อมทั้งได้จัดตั้งกองทุนประจำ โรงเรียนเพื่อสนับสนุนเงินลงทุนในการทำธุรกิจ รวมถึงการฝึกให้ผู้ที่นั่งรถเข็นสามารถ


๓๓ ทำการเกษตรได้นักเรียนสามารถกู้ยืมเงินไปลงทุนทำธุรกิจเป็นกลุ่ม และสามารถกู้ยืมไปลงทุน ทำธุรกิจร่วมกับครอบครัวและผู้สูงอายุ เพราะเชื่อว่าโรงเรียนที่ดีจะต้องช่วยเหลือผู้ปกครอง ให้หลุดพ้นจากความยากจนแร้นแค้นด้วย นอกเหนือจากการฝึกอบรมนักเรียนในด้านธุรกิจและ การเกษตรแล้ว โรงเรียนยังได้จัดการอบรมในด้านต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกและผู้สูงอายุในชุมชนรอบ โรงเรียน โดยเฉพาะในด้านการทำธุรกิจและการเกษตรแบบใหม่ ด้านแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม บัญชีครัวเรือน ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ และด้านสุขภาพ อนามัย จากผลงานที่เป็นรูปธรรมดังกล่าว ทำให้โรงเรียนมีชัยพัฒนาได้รับการยอมรับให้เป็น โรงเรียนตัวอย่างด้าน "นวัตกรรมทางการศึกษา" โรงเรียนหนึ่งในจำนวนไม่กี่โรงเรียนที่มีอยู่ ในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีผู้สนใจมาศึกษาเรียนรู้รูปแบบการดำเนินงานของ โรงเรียนเป็นจำนวนมากจากทั้งในและต่างประเทศ โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัย เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา และโรงเรียน นานาชาติในประเทศไทยอีก ๓ แห่ง นอกจากนี้ ยังมีภาคธุรกิจเอกชน เช่น บริษัท อิเกียประเทศ ไทย จำกัด บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ไมโครชอฟท์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด บริษัท เมก้า ไลฟ์ ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท แมกโนเลีย จำกัด ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งมูลนิธิต่าง ๆ อีกหลายแห่ง โรงเรียนมีชัยพัฒนา หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักกันในชื่อ Bamboo School ตั้งอยู่ที่อำเภอ ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโรงเรียนทางเลือกในเครือของมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ และ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เปิดสอนตั้งแต่ชั้น ม.๑ ถึง ม.๖ มีวัตถุประสงค์ในการสร้าง


๓๔ เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะ สามารถคิดนอกกรอบและ ค้นคว้าหาคำตอบ พร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการการเกษตรและธุรกิจเพื่อสังคมและเป็นผู้นำ ในการพัฒนาชุมชนในอนาคต ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ปัจจุบันมีเครือข่าย ๑๙๕ โรงเรียน ใน ๖๙ จังหวัด ลักษณะสำคัญของโรงเรียนมีชัยพัฒนา คือ ๑. เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล โรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นตัวอย่างของโรงเรียนเอกชน ที่จัดการศึกษาในลักษณะการกุศลอย่างเต็มรูปแบบ คุณมีชัย วีระไวทยะ เป็นประธานผู้ก่อตั้ง และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยตัวท่านเอง เมื่อพบว่าให้ทุนการศึกษาที่ให้ไปเป็นเพียงวงจรที่ ส่งเด็กกลับไปเข้าไปในระบบเดิม จึงเริ่มคิดว่าต้องหาระบบใหม่ที่เป็นของตนเอง โรงเรียนตั้งขึ้นในปี ๒๕๕๒ ได้สร้างนวัตกรรมระบบการศึกษาที่เน้นทักษะชีวิตไปพร้อม กับทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กนักเรียนที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาสามารถบริหาร จัดการการใช้ชีวิต ด้วยจุดมุ่งหมายให้ครอบครัวและชุมชนมีคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น โดยมิได้ละทิ้งเนื้อหาหลักสูตรแกนกลาง ผลสัมฤทธิ์การศึกษากลับดีขึ้นอย่างโดดเด่น ส่วนในด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายของโรงเรียน ปีละ ๑๘ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่มูลนิธิ ต้องแบกรับ คุณมีชัย วีระไวทยะ ได้พิสูจน์แล้วว่า ทั้งหมดนี้อยู่ในวิสัยของภาคธุรกิจเพื่อสังคม ของคนไทย สามารถช่วยกันแบ่งเบาภาครัฐและทำงานการกุศลแบบหวังผลเชิงคุณภาพเช่นนี้ได้ ๒. รัฐบาลมอบหมายให้บุกเบิก เมื่อรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คุณมีชัย วีระไวทยะ ช่วยบุกเบิก โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ในลักษณะให้ภาคเอกชนและ ประชาสังคมเข้ามาร่วมกับรัฐในการบริหารจัดการโรงเรียน แบบทดลองไปปรับปรุงพัฒนากันไป ด้วยภาวะผู้นำศักยภาพและประสิทธิภาพ ตลอดจนเครือข่ายองค์กรและชุมชนเข้มแข็งของ คุณมีชัย วีระไวทยะ ท่านได้ใช้โรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นห้องแล็บสำคัญ ในการคิดค้นและทดลอง นวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบใหม่ จนสามารถตอบโจทย์การสร้างพลเมืองรุ่นเยาว์ที่มีคุณภาพ คุณธรรม และจิตสำนึกทางสังคม รวมทั้ง สามารถตอบโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบ และควบรวมอีกด้วย ที่นี่จึงเป็นเสมือนเบ้าหลอมแม่พิมพ์ และฐานที่มั่นคง ในการขยายเครือข่าย ออกไปทั่วประเทศ ๓. เป็นโรงเรียนประจำ กลุ่มนักเรียนเป้าหมายที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนมีชัยพัฒนา ส่วนใหญ่เป็นเด็กจากครอบครัวยากจน ผู้ยากลำบาก คนชายขอบ และรวมถึงคนไร้สัญชาติด้วย นักเรียนไม่ได้จ่ายค่าเทอมด้วยเงิน แต่จ่ายด้วยการทำความดี ๔๐๐ ชั่วโมง และปลูกต้นไม้ ๔๐๐ ต้น ในแต่ละปีการศึกษา รวมทั้ง เป็นนักเรียนประจำที่มีระบบการกินการอยู่ การเรียนและ การทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นหมู่คณะ นอกจากเรียนหนังสือในห้องเรียนแล้ว โรงเรียนเน้นการทำกิจกรรมร่วมกันและ การเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้นักเรียนได้ทำการเกษตรร่วมกัน ทำธุรกิจร่วมกัน ทำความสะอาดที่พัก


๓๕ ห้องเรียน และสถานที่ส่วนรวมร่วมกัน รวมไปถึงการออกไปในชุมชน เพื่อเรียนรู้นอกห้องเรียน และช่วยเหลือผู้อื่น ๔. การส่งเสริมภาวะผู้นำ เป็นอีกภารกิจหลักของโรงเรียน นักเรียนได้รับการบ่มเพาะ ให้รู้จักดูแลตนเองและปกครองโรงเรียนด้วยกันเองได้ นักเรียนเป็นผู้ที่สัมภาษณ์และคัดเลือก คุณครู รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการโรงเรียน คณะมนตรีโรงเรียน คณะกรรมการ ตรวจสอบป้องกันคอรัปชั่น และคณะกรรมการจัดซื้อต่าง ๆ โรงเรียน ๕. โรงเรียนรัฐสามารถทำได้โรงเรียนร่วมพัฒนามุ่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่าง นักเรียน-โรงเรียน-ชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคม โดยการใช้ทรัพยากรของ โรงเรียนที่มีอยู่ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ ทำโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน ในสถานการณ์ที่อัตราการเกิดของเด็กลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนขนาด เล็กกำลังจะถูกยุบรวม โรงเรียนรัฐทุกแห่งล้วนมีทรัพยากรพื้นฐานอยู่แล้วอย่างเพียงพอ ทั้งที่ดิน อาคาร และคน หากกระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนบทบาทโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความพร้อมให้เป็นโรงเรียนร่วมพัฒนา การปฏิรูปการศึกษา ก็จะมีรูปธรรมเริ่มต้นที่ชัดเจนขึ้น


๓๖ ๔.๒ กรณีศึกษาที่ ๒ โรงเรียนบ้านสันดาบ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โรงเรียนบ้านสันดาบ ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปัจจุบันมีนักเรียน ๗๕ คน ครู ๑๐ คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ๑ คน ครูประจำการ ๔ คน ครูผู้ช่วย ๑ คน และครู อัตราจ้าง๔ คน ในจำนวนนี้ จ้างโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร (อบจ.) ๓ คน และ จ้างโดยนิคมอุตสาหกรรมโรงงานสินสาคร ๑ คน สภาพทั่วไป เป็นโรงเรียนสังกัด สพฐ. ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ที่ทำรายได้เข้าประเทศมากที่สุดในอันดับต้น รายรอบไปด้วยความเจริญในทางวัตถุ อีกทั้งมีโรงเรียนและสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงมากมาย เป็นทางเลือกสำหรับครอบครัวที่มีฐานะดี ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมทางสังคมแบบนี้ ยังมีครอบครัวของผู้ใช้แรงงานและชุมชนที่ ยากจนอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายขอบ และบุกรุกเข้าไปอยู่อาศัยในเขตป่าชายเลนอีกมาก นักเรียน ส่วนใหญ่ของโรงเรียนบ้านสันดาบ จึงมาจากครอบครัวที่ยากจน ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน รวมถึงงบประมาณดูแลด้านอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านสันดาบ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนไอซียูของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนที่ขาดโอกาส เช่น โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียน ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ มุ่งให้ความช่วยเหลือและพัฒนาโรงเรียนที่ขาดความพร้อมและต้องการ ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ตามสภาพปัญหาของโรงเรียนจากวิกฤติ ๖ ด้าน คือ (๑) ด้านกายภาพ ได้แก่อาคารเรียน ห้องเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน (๒) ด้านคุณภาพ ได้แก่ มาตรฐานการศึกษา (๓) ด้านบุคลากร จำนวนครูผู้สอนกับจำนวนนักเรียน ประสิทธิภาพในการสอน (๔) ด้านบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน การอบรมและพัฒนาครู (๕) ด้านโอกาสทางการศึกษา การมีโอกาสในการศึกษาต่อของนักเรียน (๖) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สถานที่ตั้งของโรงเรียน มีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีปัญหาเรื่อง ยาเสพติดในชุมชน โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้แหล่งอบายมุข เป็นต้น


๓๗ ปัจจุบันได้มีภาคเอกชนหลายส่วนเข้ามาช่วยเหลือดูแล โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนได้ ตัดสินใจเข้าร่วม “โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา” มุ่งเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน เตรียมสมรรถนะ เพื่ออนาคตเด็กนักเรียนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ปกครองไปด้วยกัน คณะครูทุกคนได้ผ่านการอบรมทุกหลักสูตรตามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา มีการทำ แปลงเกษตรขจัดความยากจน ทั้งปลูกพืชที่เน้นการปลูกพืชในกระถาง ใช้พื้นที่น้อย ใช้น้ำน้อย ใช้แรงน้อย เลี้ยงสัตว์ แปรรูป ค้าขาย มีฐานการเรียนรู้รวม ๖ ฐาน โดยโรงงานและชุมชน กลายเป็นตลาด สำหรับขายผลผลิตและผลิตภัณฑ์อาหารแปรูปของโรงเรียน นักเรียนมีโอกาสไปเรียนรู้นอกห้องเรียน และศึกษาดูงานธุรกิจชุมชนนอกสถานที่ ดึงความร่วมมือจากโรงงานมาจัดกิจกรรม โรงเรียนอัสสัมชัญมาช่วยสอนภาษาอังกฤษ และ โรงพัก สภอ.โคกขาม มาร่วมทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ ทำให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น นำเอาความรู้ไปประกอบอาชีพได้ด้วย จนได้รับรางวัลระดับประเทศในปี ๒๕๖๓ การเข้าร่วมเป็นโรงเรียนในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ของมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ทำให้โรงเรียนมีแนวทางที่จะพัฒนาโรงเรียนในทุกมิติ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ทำให้สถานศึกษามี อิสระที่จะบริหารจัดการ โดยไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น การจัดทำ หลักสูตรบูรณาการ ภาคเช้าเป็นภาควิชาการ ภาคบ่ายเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ด้วยการให้นักเรียนลงมือทำแปลงเกษตร นักเรียนจะมีแปลงพืชผักของตนเองในแต่ละชั้นเรียน นักเรียนจะปลูกเมลอน เพาะเห็ด ปลูกพืชสมุนไพร และพืชอื่นๆ ตามแต่จะเลือกปลูก - นักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๒ ทุกคน ต้มน้ำสมุนไพรเป็นและนำไปขายเป็นรายได้ เอาพืชผักไปขาย จะคิดคำนวณราคาเป็นการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยของจริงถ้าไม่มีเงินทอน เขา จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง เช่น ไปขอแลกเงินที่ร้านค้าใกล้เคียง เป็นการฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง - คุณครูพานักเรียนไปดูการจัดร้านขายของในห้างสรรพสินค้า ทำให้นักเรียนรู้ว่าเราจะ จัดของขายอย่างไร - ฐานการเรียนรู้ ๕ ฐาน คือการฝึกทักษะอาชีพ การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การแปรรูป และ การค้าขาย นักเรียนได้ลงมือทำทุกวัน กลายเป็นทักษะอาชีพติดตัว


๓๘ โรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมจิตอาสา ให้รู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือ ส่วนรวม ผู้ปกครองเด็กเห็นลูกหลานมีฝีมือปลูกผักได้ ทำอาหารเป็น ขายของเป็น ก็เข้ามาร่วม โรงเรียนมีกองทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ผู้ปกครองกู้นำไปลงทุน เช่น กู้เงินไปเพาะพันธุ์กล้าไม้ จึงมี กิจกรรมร่วมกันตลอด ครูเป็นเหมือนพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา แต่นักเรียนเป็นเจ้าของงานเป็นคนทำ ความพยายามของผู้อำนวยการโรงเรียนร่วมกับครูและนักเรียนทั้งโรงเรียน รวมทั้ง ผู้ปกครอง ให้ดอกผลอันน่าชื่นใจ การเข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ทำให้โรงเรียนบ้านสันดาบพลิก สถานะ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมระดับประเทศในเรื่อง "ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนประจำปี ๒๕๖๓" มีผลการประเมินด้านกระบวนการบริหารและจัดการอยู่ในระดับดีมาก จากการ ประเมินคุณภาพภายนอกรอบ ๔ (ปี ๒๕๕๙ - ๒๕๖๓) ของ สมศ. ถือเป็นโรงเรียนที่สามารถ จัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่ลูกหลานของคนในระดับพื้นฐานได้ โดยอาศัยกลไกความร่วมมือ ของภาคีเครือข่าย และเน้นความโดดเด่นเฉพาะทางในการเตรียมอนาคตให้นักเรียนและ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ปกครอง ไม่น่าเชื่อว่าเด็กนักเรียนอนุบาลและประถมชายหญิง ตัวเล็ก ๆ อายุไม่เกิน ๑๒ ปีสามารถจะมีอาชีพติดตัวเป็นชาวสวนปลูกผัก เป็นแม่ครัวทำอาหาร เป็นแม่ค้าขายของ เป็นเกษตรกรเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เป็นคนแปรรูปอาหารจากโรงเรียน ICU กลายเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต


๓๙ ๔.๓ กรณีศึกษาที่ ๓ โรงเรียนรวมมิตรวิทยา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โรงเรียนรวมมิตรวิทยา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อยู่ห่างจาก โรงเรียนมีชัย พัฒนา ๕ กิโลเมตร เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เพื่อให้เด็กยากจนเด็กในพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสเล่า เรียน โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ถึงชั้น มัธยมศึกษา ๖ มีนักเรียนรวม ๔๗๕ คน นายวรวิทย์ บุญหนัก ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมมิตรวิทยา เปิดเผยว่า ตนเองสอนที่นี่มา ๑๔ ปี ยังมีอายุราชการเหลืออีก ๓ ปี ตั้งใจว่าจะไม่ย้ายไปไหนแม้ว่าจะมีโอกาส ก็ตาม อยากเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งระบบให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลรูปธรรมได้ ก่อนที่จะเกษียณ การได้มีโอกาสไปดูการเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณ ของสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งที่นั่นมีการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างพลิกฝ่ามือ จึงนำมาใช้กับโรงเรียนด้วยการ ปรับเปลี่ยน ๗ ด้าน (๗ Changes) ด้วยกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Transforming) ในที่นี้โรงเรียนรวมมิตรวิทยาได้เข้าสู่โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) เพื่อสามารถบริหารจัดการโรงเรียนได้อย่างเป็นอิสระจาก กรอบเกณฑ์ต่าง ๆ ผอ.วรวิทย์ อธิบายว่า "จะเรียนรู้เรื่องข้าว ไม่ต้องไปเปิดตำราสอน โรงเรียนมีที่นา ๑๕ ไร่ เป็นห้องเรียนชั้นดี” ที่นักเรียนสามารถจะเรียนรู้ได้จากการทำนาด้วยตนเอง ถึงแม้จะมี เครื่องหว่านข้าว เกี่ยวข้าว นวดข้าวก็ตาม แต่เพื่อให้เด็กนักเรียนเรียนรู้อย่างบูรณา การจึงให้


๔๐ เด็กทำนาเอง หว่านเอง เก็บเกี่ยวเอง นำสู่ระบบการขายข้าวด้วยตนเองเด็กจะต้องเลือกพันธุ์ ข้าว ที่เขาไปสืบค้นมา แล้วพบว่าข้าวเหนียวมีพันธุ์ข้าว ๑๓ ชนิด ชนิดไหนให้ผลดีที่สุด เด็กเป็น คนเลือกแล้วเอามาปลูก เขาจะรู้เองว่าพันธุ์ข้าวชนิดไหนเหมาะกับดินฟ้าอากาศแบบไหนเฉพาะ ข้าวอย่างเดียว เด็กสามารถจะบูรณาการวิชาภูมิศาสตร์ ว่าภาคอิสานตอนบนตอนกลาง ตอนล่าง มีความแตกต่างกันอย่างไร ในเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และน้ำ บูรณาการวิชาประวัติศาสตร์ได้ด้วยว่า ข้าวเป็นพืชพันธุ์อาหารหลักของคนไทยมาแต่ครั้งไหน รวมไปถึงการเรียนรู้ด้านการตลาดว่าข้าว ชนิดไหนเป็นที่ต้องการของตลาดจะต้องสีเองหรือส่งโรงสีหรือขายไปอย่างไร ความรู้ทั้งหมดเรื่อง ข้าว เด็กได้มาจากการลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่มาจากครูบอกจดหน้าห้องเรียน เมืองบุรีรัมย์ในอดีต ได้ชื่อว่าเป็นเมืองกันดารแห้งแล้งถึงขนาดมีคำเปรียบเปรยว่า "บุรีรัมย์ตำน้ำกิน" แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปมาก บุรีรัมย์มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีสนาม ฟุตบอลช้างอารีน่า (Chang Arena) ระดับมาตรฐานฟีฟ่า ที่ต้อนรับการแข่งขันฟุตบอลระดับ โลกได้ มีสนามแข่งรถที่ได้มาตรฐานสากล มีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่งดงาม เช่น ปราสาท พนมรุ้ง แล้วยังมีลูกชิ้นปิ้งหน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์ที่ ลิซ่า มโนบาล ไปลิ้มรสและรับรองมาแล้ว ทำให้บุรีรัมย์กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่น่าสนใจของคนไทยและชาวต่างชาติผอ.วรวิทย์ จึงมี แนวทางตอบโจทย์ของท้องถิ่น ด้วยการทำให้โรงเรียนรวมมิตรวิทยาสามารถผลิตนักเรียนให้เป็น มัคคุเทศก์ได้ เพื่อตอบสนองการท่องเที่ยว จึงวางวิสัยทัศน์โรงเรียนใหม่ว่า "ยุวทูตรักท้องถิ่น ทำ กินด้วยสัมมาชีพ มีจิตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" จึงมีการจัดโครงการ "English for Everyday Life" การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการมีโดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ดังนั้นโรงเรียน รวมมิตรวิทยา จึงเปลี่ยนแปลงใหม่ในประเด็น ต่อไปนี้ (๑) วิสัยทัศน์ (School Concept / Vision) ต้องตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ (๒) ผู้อำนวยการโรงเรียน (School Leader) จะไม่ใช่คนสั่งการ แต่จะเป็นครู ของครู(Super Coach) (๓) ครู (Teacher) จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนมาเป็นคนจัดการการ เรียนรู้(Learning Designer) โดยใช้หลัก OLE Objective (O) มีจุดมุ่งหมายทางพฤติกรรม เด็กต้องรู้อะไร รู้ไปเพื่อ อะไร Learning (L) กระบวนการเรียนรู้ต้องสนองตอบจุดมุ่งหมาย นักเรียน ต้องสืบค้นและต้องลงมือทำ Evaluating (E) ประเมินผลได้ในช่วงระยะเวลาที่แน่นอน ว่าจะเกิดผล อะไรในวันข้างหน้า (๔) ห้องเรียน (Classroom) จะไม่ใช่ห้องบรรยายของครูจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่ สร้างการเรียนรู้ (Learning space) มีสื่ออินเตอร์เนทที่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว ผืนนา แปลงผัก โรงเพาะเห็ด ปราสาทพนมรุ้ง อู่ซ่อมรถยนต์ สนามฟุตบอล อ่างเก็บน้ำ ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ เรียนรู้ของเด็กนักเรียน


๔๑ (๕) หลักสูตร (Curriculum) เปลี่ยนจากหลักสูตรขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรฐาน สมรรถนะ (Competency – Base Curriculum) จาก ๘ หมวดสาระ เอามาจัดแบ่งใหม่เป็น ๔ กลุ่มวิชา คือ (๕.๑) กลุ่มวิชาพื้นฐานหลัก คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (๕.๒) กลุ่มบูรณาการคุณค่าสู่ชีวิต เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง (๕.๓) กลุ่มสุขภาวะกายและจิต คือ พลศึกษา ดนตรี นาฏศิลป์ (๕.๔) กลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามที่เด็กต้องการ เช่น ลูกเสือ แนะแนว การเรียนวิถีพุทธหรือโครงการคุณธรรม ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ โดยใช้เวลา ๑๕๐ ชั่วโมง ต่อปี (๖) Pedagogy คือ การสอน ใช้รูปแบบวิธีการสอนเปลี่ยนการเรียนการสอน ไปสู่การเรียนรู้แบบใฝ่รู้และสร้างสรรค์(Active and Constructive Learning) เป็นการเรียนรู้ ที่นำเอาปัญหาที่เป็นจริงมาเป็นฐานการเรียนรู้ เรียนเรื่องที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ไปเรียน การปลูกผัก ปลูกข้าว เลี้ยงไก่ คิดต้นทุน คำนวณผลผลิต คิดระยะเวลา สิ่งเหล่านี้เอามาใช้ ในงานที่เป็นจริงได้หมด (๗) Evaluation การประเมินผล ข้อสอบแบบปรนัย ประเภทให้เลือก ก ข ค ง พวกนี้ยกเลิกทั้งหมด เพราะไม่ได้วัดอะไรเลยแต่ใช้การประเมินร่วม ๔ ฝ่าย (๗.๑) นักเรียนประเมินผลงานตนเอง (๗.๒) ให้เพื่อนๆ ช่วยประเมิน (๗.๓) ให้ผู้ปกครองช่วยประเมิน (๗.๔) ครูเป็นผู้ประเมิน แล้วเอาคะแนนทั้ง ๔ กลุ่มนี้มาประเมินรวมกันอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ผลการประเมินออกมาตรงตาม ความเป็นจริงมากกว่านี่ คือ การเปลี่ยนแปลง โดยพลิกจากระบบเก่าเป็นระบบใหม่ เป็นการ เปลี่ยนแปลงอย่างทั่วทุกด้าน ทำให้นักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เป็นคนจัดกระบวนการ เรียนรู้ด้วยตนเอง ครูเป็นเพียงที่ปรึกษา เด็กมีความสามารถในการสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ทุกวันนี้เด็กทุกคนมีทักษะอาชีพติดตัว ทำนา เลี้ยงไก่ เพาะเห็ด ปลูกพริก ปลูกมะเขือ เป็นช่าง ซ่อมเครื่องยนต์ ได้ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง การขับเคลื่อนตามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ที่ อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ มาช่วยชี้ทิศทางและสนับสนุนทั้งทางวิชาการ ทักษะ อุปกรณ์ รวมถึง เงินลงทุนในระยะตั้งต้น ทำให้โรงเรียนรวมมิตรวิทยาสามารถปรับเปลี่ยนไปตามทิศทางที่วางไว้ ครูทั้งโรงเรียนต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไป โรงเรียนจึงเดินหน้ามาด้วยดีและยังมี บทบาทสำคัญไปเกื้อหนุนชุมชน โรงเรียนรวมมิตรวิทยา จึงเป็นโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (Whole School Transforming) ด้วยแนวคิดการเปลี่ยนแปลง ๗ ประการ ดังกล่าวข้างต้น


๔๒ ๔.๔ กรณีศึกษาที่ ๔ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ เป็นเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เนื่องด้วยมีโรงเรียนในเครือข่ายจำนวนมากถึง ๕๖ แห่ง มีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ (ร.ป.ค.๑๕) เป็นแม่ข่าย บริหารงานโดย ดร.กัมพล ไชยนันท์ ผู้นำและผู้อำนวยการโรงเรียน ในการไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ ของคณะกรรมาธิการ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา พบว่าพวกเขากำลังขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการศึกษาของจังหวัดอย่างแข็งขันและเป็นขบวนการ โดยเริ่มกันจากกลุ่มโรงเรียนขนาด เล็กที่ฐานล่างและที่ชายขอบ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ ชื่อเดิม คือ เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท ก่อตั้งขึ้นโดย รองอำมาตย์เอก พระแสนสิทธิเขต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ในปีการศึกษาหน้า โรงเรียนก็จะมีอายุใกล้ ครบ ๑๐๐ ปี ปัจจุบัน ร.ป.ค.๑๕ จัดการศึกษาในรูปแบบสหศึกษา มีสถานะเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ขนาดใหญ่ประจำอำเภอ และเป็นตัวอย่างของโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ ๑ ใน ๕๒ แห่ง ทั่วประเทศที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) “ยิ้มง่าย ไหว้สวย รวยน้ำใจ” เป็นคำขวัญของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ อำเภอเชียงแสน เป็นเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยแหล่งอารยธรรมโบราณนับพันปี เป็นพื้นที่ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ อันประกอบด้วย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย คำขวัญของโรงเรียนนั้น เรียบง่าย มีความชัดเจนปฏิบัติได้จริง คือ “ยิ้มง่าย ไหว้สวย รวยน้ำใจ” โรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ ใช้ ๓ ภาษาควบคู่กันไปในการเรียนการสอน คือ ไทย จีน และ อังกฤษ เด็กนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรกล่าวต้อนรับคณะกรรมาธิการฯ ที่ไปศึกษาดูงาน สามารถใช้ภาษาจีนและอังกฤษด้วยสำเนียงของเจ้าของภาษา เป็นที่น่าประทับใจมาก


๔๓ ร.ป.ค.๑๕ เป็นโรงเรียนแบบผสม มีทั้งนักเรียนประจำและนักเรียนแบบไปกลับ จำนวน นักเรียน ๑,๖๙๒ คน ครู ๙๙ คน ครูอัตราจ้าง ๙ คน ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการอีก ๔ ตำแหน่ง สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ - ๓ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๖ รวมทั้ง ปวช. ๑ - ๓ ภายใต้การบริหารงานของผู้อำนวยการ มุ่งเน้นหลักการเด่นชัด การบริหารไม่ติดกรอบ เนื่องด้วยพื้นที่หลักของโรงเรียนตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองอำเภอเชียงแสน ติดย่านการค้ามีตลาดอยู่ ด้านหน้าโรงเรียน โรงเรียนมีเนื้อที่ ๑๑ ไร่เศษ ทางโรงเรียนได้ศึกษารูปแบบการบริหารสินทรัพย์ ที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนำมาปรับประยุกต์ใช้บริหารจัดการกับที่ราชพัสดุ ซึ่งทางโรงเรียนดูแลและใช้ประโยชน์ โดยสร้างเป็นอาคารห้องแถวเชิงพาณิชย์ ด้านหนึ่งให้เช่า เพื่อเก็บเป็นรายได้สนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนแบบพึ่งตนเอง อีกด้านหนึ่งใช้เป็นสถานที่ฝึกงาน ของนักเรียนในด้านทักษะอาชีพ ต่อมาในปี ๒๕๕๘ เมื่อโรงเรียนบ้านกู่เต้า เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบ เพราะไม่มีเด็ก มาเรียน โรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ ในฐานะโรงเรียนใหญ่ประจำอำเภอ จึงได้รับเอาโรงเรียนบ้านกู่เต้า พร้อมด้วยอาคารร้างและพื้นที่ว่างเปล่า ๙ ไร่ เข้ามาควบรวม โดยจัดทำเป็นวิทยาเขตของ โรงเรียน พัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาศาสตร์พระราชา “โคก-เหมือง-นา โมเดล” ทั้งยังสามารถทำเป็น หอพักสำหรับนักเรียนประจำอีกด้วย การปฏิรูปโรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ เริ่มต้นในปี ๒๕๕๓ จากการที่พบปัญหาเด็กจำนวนมาก ติด “ศูนย์” (คะแนนสอบไม่ผ่าน ๕๐ เมื่อแก้ไขได้ก็จะผ่านแบบคาบเส้น) และ ติด “ร” (ส่งงาน ไม่ครบ รอส่งงานให้ครบจะได้ผ่านตามเกรดจริง) ทั้งที่ขณะนั้นมีนักเรียนเพียงแค่ ๗๐๐ คน ผู้อำนวยการในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงลงมือแก้ปัญหาด้วยการรื้อ “เกณฑ์ประเมิน” และใช้ กระบวนการ “จัดค่าย” เพื่อแก้ปัญหาให้แก่เด็กที่ผลประเมินติดขัด จนสามารถช่วยเด็กให้จบ การศึกษาออกไปเป็นผู้ประกอบการและแรงงานมีฝีมือได้ทั้งหมด การจัดการปัญหาเช่นนี้ สะท้อนการคิดที่ไม่ติดอยู่ในกรอบ การสอบแต่มุ่งเน้นเป้าหมาย การเรียนจบและออกไปมีงาน ทำพึ่งตนเองได้


๔๔ เคล็ดลับการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของโรงเรียน ผอ.กัมพล บอกเคล็ดลับ คือ “การคิดให้หลุดออกจากกรอบ” เป็นการหลุดจากระเบียบข้อบังคับที่วุ่นวายจากส่วนกลางโดย ไม่ให้เสียหลักการ โรงเรียนต้องไม่มีข้อจำกัดเรื่องอัตรากำลัง และต้องคืนครูสู่ห้องเรียนให้ได้ ร้อยเปอร์เซนต์ป้องกันไม่ให้ครูไปติดกับดักอยู่ที่ห้องธุรการ โดยทิ้งงานสอน โรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ เน้นความแตกต่างของผู้เรียน จึงไม่มีการสอบเข้าในทุกชั้นเรียน ไม่มีการออกไปแนะแนวเพื่อเชิญชวนเด็กให้มาเรียน ไม่มีการส่งเด็กประกวดแข่งขันทุกระดับ ไม่ยอมเสียเวลาไปกับการแข่งประกวดเอารางวัลวิทยฐานะและชื่อเสียงให้กับโรงเรียน เน้น หลักสูตรฐานสมรรถนะ ไม่มีการสร้างห้องเรียนพิเศษ เลิกระบบการสอบ ONET


๔๕ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ตัวอย่างที่สามารถ พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างมั่นคง จนกลายเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนหลักของอำเภอและ กำลังเป็นโรงเรียนต้นแบบการปฏิรูปการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ เป็นแนวทาง รูปธรรมสำหรับกระบวนการปฏิรูประบบการศึกษาและการออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ เมื่อปี ๒๕๕๕ โรงเรียนได้ลงทุนจัดหาคอมพิวเตอร์จำนวน ๑๕๐ เครื่อง ท่ามกลางเสียง วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสื่อโซเชียล แต่ด้วยการที่ใช้งบประมาณที่หามาได้เอง จากการ ระดมผู้บริจาคผ่าน “ผ้าป่าการศึกษา” จึงสามารถก้าวข้ามเหตุการณ์มาได้ นอกจากนั้นโรงเรียน ยังได้ปรับหลักสูตรทุกชั้นเรียนเป็นดิจิทัลทั้งระบบ ลดการใช้กระดาษ มีแอพลิเคชั่นบันทึกข้อมูล พฤติกรรมและผลการเรียน ในปี ๒๕๕๙ เด็กนักเรียนสามารถเรียนหนังสือได้โดยผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ โรงเรียน จ่ายค่าเช่าสัญญาณโทรศัพท์เพิ่มเป็น ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน โดยไม่กังวลว่าเด็กจะใช้ อินเตอร์เน็ทในทางที่ผิด เพราะมั่นใจว่าพวกเขาเป็นคนดี เป็นเด็กดี จนกระทั่งเมื่อเกิดปัญหา โควิด ๑๙ ในเวลาต่อมา ในขณะที่ส่วนกลางสั่งการให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศใช้การเรียน การสอนระบบทางไกล “ออนไลน์ ๑๐๐%” แต่เมื่อ ร.ป.ค.๑๕ พบปัญหาเด็กจำนวนมากไม่มี อุปกรณ์ในการเรียน ในขณะที่ระบบดิจิทัลในโรงเรียนมีพร้อม จึงจัดการเรียนการสอนใน ห้องเรียนตามปกติ “ออนไซท์ ๑๐๐%” โรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ เป็นต้นแบบของโรงเรียนประจำอำเภอขนาดใหญ่ ที่สามารถจัด การเรียนการสอน ที่มีการบูรณาการ ทั้งวิชาการและทักษะอาชีพ ในการเรียนการสอน มีนักเรียนที่อยู่ประจำและไปกลับ เป็นโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กที่ต้องการเรียนให้มีที่เรียน เด็กยากจนบ้านอยู่ห่างไกล มีหอพักให้นักเรียนมีอาชีพมีรายได้ระหว่างเรียน เมื่อจบการศึกษา นักเรียนสามารถออกไปเป็นผู้ประกอบการได้ มีอาชีพพึ่งตนเองได้


บทที่ ๕ สรุปและข้อเสนอแนะ ๕.๑ สรุปผลรายงานการพิจารณาศึกษา โรงเรียนที่เข้าร่วม “โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา” ทั้ง ๔ แห่ง ล้วนมีประสบการณ์ที่น่า เรียนรู้ ถือเป็นความพยายามของสมาคมพัฒนาประชากร องค์กรธุรกิจ บริษัทเอกชน ที่เข้ามาร่วม สนับสนุนให้โครงการได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ โดยมีผู้อำนวยการ โรงเรียน คุณครูของโรงเรียน นักเรียน ชุมชนรอบ ๆ โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชน ประสานร่วมมือกับทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินงานจนสำเร็จเป็นรูปธรรม มีการ ปรับปรุงหลักสูตร ให้เกิดการผสมผสานทั้งเรื่อง หลักสูตรแกนกลาง ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน สนับสนุนให้นักเรียนมี จิตอาสาทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นพื้นฐานของการวางรากฐานที่นำไปสู่การส่งเสริม การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education) ในการศึกษารูปแบบโรงเรียนในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) นั้น โรงเรียนใช้หลักการและแนวทางของการร่วมพัฒนา เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ของโรงเรียน ชุมชน และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในรายละเอียดของการดำเนินงานของ โรงเรียนแต่ละที่จะมีการดำเนินงานที่น่าสนใจ มีเทคนิคการทำงานที่เกิดจากประสบการณ์ ต่างๆ ของผู้บริหาร ของครูและชุมชน ที่มีความแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายสำคัญ คือ การให้นักเรียนมีทักษะชีวิต มีทักษะอาชีพ เป็นเยาวชนที่เติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ของประเทศ รายละเอียดข้อค้นพบของแต่ละโรงเรียนมีดังนี้คือ ๑. โรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นต้นแบบของโรงเรียนร่วมพัฒนา มีการขยายเครือข่าย ออกไปทั่วประเทศ มีลักษณะการทำงานที่น่าสนใจประมวลได้ ๑๐ ประการในเบื้องต้นดังนี้ คือ ๑.๑ มุ่งสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ โรงเรียนมีจุดมุ่งหมายในการสร้างคนดี ซื่อสัตย์สุจริต รู้จักแบ่งปัน สอนให้เคารพต่อคนทุกคน สอนให้มีความสุข มีทักษะชีวิต มีทักษะ อาชีพ เห็นอกเห็นใจคนอื่น อดทน ไม่ย่อท้อ เด็กนักเรียนทุกคนมีรายได้ระหว่างเรียน จบไปมี เงินออมสะสมส่วนที่ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ล้วนมีวุฒิภาวะและผลการเรียนที่ดีเยี่ยม ๑.๒ เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เส้นทางสายใหม่ตามแนวทางของโรงเรียน มีชัยพัฒนา มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคมโรงเรียน โรงเรียนยังคงใช้ หลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ได้เพิ่มเรื่องการสอนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ เข้ามา โดยเน้นการสร้างทัศนะคติและการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้และกล่อมเกลาไปในการปฏิบัติ ร่วมกัน


๔๘ ๑.๓ เปลี่ยนวิธีการเรียนใหม่ทั้งระบบ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศให้นักเรียนได้ เรียนรู้อย่างมีความสุขและสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง ทั้งในบริบทของสังคมท้องถิ่นและ สังคมโลก โดยเชื่อว่าระบบการศึกษาที่ดีนั้นจะต้องช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสามารถค้นคว้าและ แสวงทางเลือกได้ตลอดชีวิต ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้จากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ เปลี่ยนวัตถุประสงค์ของโรงเรียนจากที่ให้ความรู้เฉพาะเด็กนักเรียน มาเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอด ชีวิตและเป็นศูนย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับทุกคนในชุมชน ช่วยเหลือชุมชนขจัดความ ยากจนให้แก่ครอบครัวของนักเรียนด้วย ๑.๔ คิดนอกกรอบ ทำสิ่งที่แตกต่างในขณะที่โรงเรียนทั่วไปทำแต่เพียง เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่ที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา ดำเนินการเป็น ๓ ด้าน คือ การศึกษา การพัฒนา และธุรกิจเพื่อสังคม นอกจากนั้น นักเรียนและผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่จ่ายค่าเทอมด้วยการทำความดีตอบแทน โดยช่วยเหลือสังคมและโรงเรียน จำนวน ๔๐๐ ชั่วโมง และปลูกต้นไม้ ๔๐๐ ต้น ๑.๕ สอนประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมในชีวิตจริง นักเรียนมีส่วนร่วมใน การบริหารจัดการโรงเรียน โดยการจัดตั้งเป็นคณะมนตรีโรงเรียน ให้นักเรียนเป็นผู้เสนอรายชื่อ นักเรียนที่จะเป็นคณะมนตรีโรงเรียน ชั้นละ ๑ - ๕ คน คณะผู้นำของโรงเรียนมีการประชุม ทุกวันศุกร์ผู้นำมีบทบาทสำคัญในการพิจารณานโยบายและออกคำสั่งต่าง ๆ ดำเนินงานของ โรงเรียนร่วมกับผู้อำนวยการ เช่น การจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารและวัสดุอุปกรณ์ รุ่นพี่ทำหน้าที่สัมภาษณ์นักเรียนรุ่นใหม่และรวมทั้งประเมิน คัดสรรและจัดจ้างครูผู้สอน ๑.๖ เอาใจใส่ต่อกลุ่มชายขอบ โรงเรียนมีชัยพัฒนารับนักเรียนจากกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อยู่ชายขอบ มีทั้งชนชาติม้ง กะเหรี่ยง เข้ามาเรียนร่วมกัน ทำให้พบว่า "คนชายขอบสุดๆ มักเป็น คนที่รักชาติไทยมากที่สุดด้วย" การผสมกลมกลืนยิ่งช่วยหลอมรวมให้เกิดความรักสามัคคี ในหมู่คณะและยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ๑.๗ ตั้งคำถามให้คิด คิดคำตอบให้ตรงคำถาม การสอนแบบเชิงรุก(Proactive Learning) ที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา ในทุกชั่วโมงเรียนจะใช้วิธีการตั้งคำถามให้นักเรียน "ฝึกคิด" นอกจากนั้น ครูยังกำหนดคำตอบเพื่อให้นักเรียน "ฝึกตั้งคำถามให้ได้ผลลัพธ์ดังกล่าว" เช่น ผลลัพธ์ คือ ๖ เด็กจะสร้างสรรค์คำถามทางเลือกได้อย่างมากมาย เช่น ๓+๓, ๒X๓, ๑๒/๒ ฯลฯ ซึ่งในชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น ๑.๘ ฝึกวินัยต่อตัวเอง เด็ก ๆ จะได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์ตามกติกาที่พวกเขามีส่วนร่วมกันกำหนด รวมทั้งต้องมีหน้าที่เขียนจดหมายถึง ผู้ปกครองและเพื่อนคนละ ๒ ฉบับต่อสัปดาห์และช่วยกันทำจดหมายข่าวรายเดือนจากนักเรียน สู่ผู้อุปถัมภ์โรงเรียน ๑.๙ ฝึกนวัตกรรุ่นเยาว์นอกจากจะถูกฝึกให้เป็นผู้ประกอบการแล้ว นักเรียน ยังได้รับการสอนและฝึกฝนให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยระบบการคิดแบบนอกกรอบ ผ่านกิจกรรมธุรกิจเพื่อสังคมที่หลากหลาย รวมทั้งธุรกิจโดรนส่งอาหารในช่วงโควิด-๑๙,


๔๙ การเพาะกล้าพันธุ์ไม้ด้วยเทคนิค tissue culture การปั้นโอ่ง การทำไอศครีมขาย การผลิต น้ำพริกเครื่องแกง การผลิตกระดาษงานศิลป์จากเศษวัสดุการเกษตร และอื่นๆ ๑.๑๐ เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชน ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกทักษะอาชีพ ปลูกฝังความซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะ รู้จักแบ่งปัน โดยผ่าน ๔ กิจกรรมหลัก ได้แก่ (๑) การมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่อยู่รอบโรงเรียน (๒) การจัดตั้งฟาร์มเกษตรธุรกิจเพื่อสังคมของโรงเรียน (๓) การจัดตั้งกองทุนเงินกู้และเงินออมเพื่อทำธุรกิจสำหรับนักเรียน (๔) การจัดตั้งกองทุนเงินกู้และเงินออมเพื่อทำธุรกิจสำหรับผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน การฝึกอบรมครู นักเรียน และชุมชน การสนับสนุนและพัฒนาด้านสุขภาพ อนามัย สุขาภิบาล น้ำดื่ม และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ในแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียนมีชัยพัฒนา ได้ส่งผลต่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตของชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงโรงเรียน เมื่อเรียนจบนักเรียนมีเงินสะสมจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถนำไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพหรือการไปเรียนต่อไป ๒. โรงเรียนบ้านสันดาบ เป็นตัวอย่างของโรงเรียนขนาดเล็กที่ลุกขึ้นมาปรับปรุง โรงเรียน ปรับการเรียน การสอน จนสามารถพ้นภาวะวิกฤตได้ สรุปแนวทางสำคัญมีดังนี้ คือ ๒.๑ กล้าเปลี่ยนแปลง โรงเรียนบ้านสันดาบ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ใกล้ จะถูกยุบ ขาดงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ผู้บริหารโรงเรียนได้ลุกขึ้นมาเพื่อต้องการ การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ๒.๒ เปลี่ยนปัญหาเป็นพลัง โรงเรียนบ้านสันดาบ มีวิกฤตทั้ง ๖ ด้าน คือ (๑) ด้านกายภาพ อาคารเรียนทรุดโทรม ขาดอุปกรณ์การเรียน (๒) ด้านคุณภาพ การประเมินคุณภาพการศึกษาที่ไม่ผ่านมาตรฐานการศึกษา (๓) ด้านบุคลากร จำนวนครูที่ขาดแคลนไม่พอกับจำนวนนักเรียน (๔) ด้านบริหารจัดการ การจัดการเรียน การสอน มีข้อจำกัดขาดอุปกรณ์ (๕) ด้านโอกาสทางการศึกษา นักเรียนที่โรงเรียนบ้านสันดาบมีโอกาส น้อยมากที่จะไปศึกษาต่อ (๖) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีปัญหายาเสพติดในชุมชน โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้แหล่งอบายมุข วิกฤตทั้ง ๖ ด้านนี้เป็นพลังที่ทำให้คุณครูและนักเรียน เมื่อเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนา มีพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา ทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาและเปลี่ยนจาก โรงเรียนที่ใกล้จะถูกยุบ กลายมาเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลในเรื่องระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน


๕๐ ๒.๓ การบูรณาการหลักสูตร ทั้งภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ สามารถบริหาร จัดการให้นักเรียนได้เรียนทั้งภาควิชาการในตอนเช้า และตอนบ่ายลงมือปฏิบัติทำการเกษตร ลงแปลงผักของนักเรียน ๒.๔ เรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทำน้ำ สมุนไพรขาย ปลูกเมลอน เพาะเห็ด และนำไปขายด้วยตนเอง ๒.๕ ความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ มีความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วน จังหวัด (อบจ.) ที่มีงบประมาณมาจ้างคุณครูได้ถึง ๓ คน มีความร่วมมือจากภาคธุรกิจ โดยนิคม อุตสาหกรรมโรงงานสินสาคร ๑ คน ความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจนี้ เป็นจุดสำคัญที่ทำให้โรงเรียนบ้านสันดาบมีครูเพิ่มอีก ๔ คน ทำให้มีบุคลากรในการที่จะช่วย ดูแลนักเรียนได้ เป็นการแบ่งเบาภาระของครูประจำการ เป็นโอกาสที่ทำให้โรงเรียนได้พัฒนา ในด้านต่าง ๆ ทั้งภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ ความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ และภาคธุรกิจที่เข้ามามีส่วนร่วมโดยการจ้าง ครูอัตราจ้าง เพื่อปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครูเป็นรูปแบบที่น่าสนใจและควร สนับสนุนให้เกิดอย่างกว้างขวางในโรงเรียนที่ขาดแคลนคุณครู ๓. โรงเรียนรวมมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลง ตนเอง โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้นำให้การเปลี่ยนแปลง โดยมีแนวทางที่สำคัญ คือ ๓.๑ การกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนใหม่ ที่เน้นความต้องการของนักเรียน ของครู และชุมชน มีการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนใหม่ว่า“ยุวทูตรักท้องถิ่น ทำกินด้วย สัมมาชีพ มีจิตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” วิสัยทัศน์ที่มิได้มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่มุ่งเน้น อาชีพ เน้นการรักท้องถิ่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถือเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่ แตกต่างจากแนวคิดเดิมของการศึกษาของประเทศอย่างสิ้นเชิง ๓.๒ การปรับบทบาทของผู้อำนวยการและครู โรงเรียนรวมมิตรวิทยาได้ปรับ บทบาทของผู้อำนวยการเป็นครูของครู (Super Coach) และปรับบทบาทครู จากผู้สอนมาเป็น คนจัดการเรียนรู้ (Learning Designer) ใน ๒ บทบาทนี้คือ เป็นความท้าทายกระบวนการบริหาร จัดการและการจัดการเรียนการสอน ที่เปลี่ยนไปจากระบบการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษา อย่างสิ้นเชิง การกระทำเช่นนี้ จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณครูทุกคน ของโรงเรียนและผู้อำนวยการที่จะนำพาโรงเรียนไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ๓.๓ สถานที่ทุกแห่งเป็นห้องเรียน ห้องเรียน คือ สถานที่ที่ต้องไปเรียนรู้ ผืน นา แปลงผัก โรงเพาะเห็ด อู่ซ่อมรถยนต์ สนามฟุตบอล อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ เมื่อปรับแนวคิดเรื่อง ห้องเรียนมิใช่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีครูสอนหน้าชั้น เป็นสถานที่ต่าง ๆ ที่เราสามารถเรียนรู้และลงมือ ปฏิบัติได้จริง จะทำให้ความสนใจในการที่จะเรียนรู้เป็นมุมมองของนักเรียนและครู ว่าสามารถ เรียนรู้ได้ทุกที่ เกิดความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการใหม่ ๆ ได้ ๓.๔ ปรับเปลี่ยนหลักสูตร จากหลักสูตรพื้นฐาน เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency – Base Curriculum) จาก ๘ หมวดสาระ มาจัดเป็น ๔ กลุ่มวิชา ซึ่งครอบคลุม


๕๑ วิชาพื้นฐานได้ครบถ้วน เป็นความท้าทายที่ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องการ เห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั้งยังทำให้ผู้เรียนมีความสุขมากขึ้น ๓.๕ เน้นการเรียนการสอน เป็นแบบใฝ่รู้และสร้างสรรค์ (Active and Constructive Leaning) เปลี่ยนจากการเรียนแบบท่องจำหรือการอ่านตำรา มาเป็นการเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริง เรียนเรื่องที่จะนำไปใช้ประโยชน์จริง ๓.๖ องค์กรชุมชนให้การสนับสนุน โรงเรียนรวมมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนที่มี การทำงานร่วมกับองค์กรชุมชน และกองทุนต่าง ๆ ในชุมชนอย่างใกล้ชิด ทำให้การสนับสนุน ทุนต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพของคนในชุมชนการประกอบอาชีพของนักเรียนและชุมชน สามารถทำได้อย่างเต็มความสามารถ มีแหล่งเงินกู้ที่มีของทั้งที่โรงเรียน และแหล่งเงินกู้ จากกองทุนต่างๆ ในชุมชนที่ร่วมสนับสนุนมีทั้ง กองทุนหมู่บ้าน กองทุนแม่ของแผ่นดิน เป็นต้น โรงเรียนรวมมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนร่วมพัฒนา ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสได้ทำเรื่อง ที่ท้าทายการปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มจากโรงเรียน จากผู้อำนวยการ คุณครู และนักเรียนที่ร่วมกัน ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน ทำให้สถานที่ทุกแห่งเป็นห้องเรียน สามารถ เรียนรู้จากสถานที่ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา เป็นโรงเรียนที่กล้าประกาศว่าโรงเรียนได้เปลี่ยนแปลง ทั้งระบบ ตั้งแต่วิสัยทัศน์ ผู้อำนวยการ ครู หลักสูตร วิธีการเรียน และวิธีการสอน ๔. โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ เป็นโรงเรียนร่วมพัฒนาที่ขยายเครือข่ายออกไป รวม ๕๖ แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนาที่ใหญ่ที่สุด มีวิธีการดำเนินงานที่ สรุปได้ดังนี้ ๔.๑ การคิดให้หลุดกรอบ เป็นการบริหารจัดการที่เน้นเป้าหมายเป็นสำคัญ การดำเนินงานบริหารจัดการในโรงเรียน ทำให้หลุดจากระเบียบที่มีรายละเอียดมาก แต่ต้องไม่ เสียหลักการ กล้าทำในสิ่งที่ท้าทาย คือ การให้พื้นที่รั้วโรงเรียนด้านที่ติดกับตลาดสร้างอาคาร พาณิชย์ให้คนเช่า เก็บค่าเช่ามาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในโรงเรียน มีเงินจ่ายค่าเช่าสัญญาณ โทรศัพท์ในแต่ละเดือน ๔.๒ โรงเรียนใช้ดิจิทัลทั้งระบบ การเรียน การสอน การยืมหนังสือจากห้องสมุด ใช้ระบบดิจิทัล ห้องสมุดมีหนังสือดิจิทัล ลดการใช้กระดาษ มีการบันทึกข้อมูลพฤติกรรมและ ผลการเรียนของนักเรียนผ่านแอพพลิเคชั่น ๔.๓ เห็นโอกาส ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ปรับปรุงอาคารเรียน โรงเรียนที่ถูกยุบ มาเป็นหอพักให้นักเรียนที่ยากจน ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โรงเรียนที่เคยถูกทิ้งร้าง จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จะพบว่า มักถูกทิ้งร้างยังไม่มีการ ใช้ประโยชน์ หากมีการส่งเสริมให้เกิดการใช้อาคาร และสถานที่ของโรงเรียนให้เกิดประโยชน์ แบบที่โรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ ได้ดำเนินการอยู่ถือเป็นแนวทางน่าสนใจ ควรได้รับการเผยแพร่อย่าง กว้างขวาง ๔.๔ การส่งเสริมการประกอบอาชีพที่หลากหลาย โรงเรียน ร.ป.ค.๑๕ ได้ส่งเสริม อาชีพให้กับนักเรียนในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ การทำสบู่ล้างมือ การเป็นช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ


๕๒ ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมมอเตอร์ไซด์การเปิดร้านกาแฟ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อต่าง ๆ นักเรียน เมื่อจบการศึกษา สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ ซึ่งการสอนการประกอบอาชีพเหล่านี้ ในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป จะไม่มีการสอน โรงเรียนทั่วไปจะมุ่งเน้นวิชาการ มิได้มุ่งเน้นเรื่องการ ประกอบอาชีพ การมีรายได้ระหว่างเรียน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๕ เป็นโรงเรียนร่วมพัฒนาในพื้นที่จังหวัด เชียงราย ที่มีความมุ่งมั่นต้องการขยายแนวคิดนี้ออกไปยังโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบ เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านั้น ได้มีโอกาสในการปรับระบบการเรียน การสอน ที่ทำให้ โรงเรียนสามารถทำให้นักเรียนมีอาชีพพึ่งตนเองได้ ตลอดจนชุมชนรอบ ๆ โรงเรียนจะได้มี โอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาความยากจนได้ ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ๕.๒.๑ ข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๕.๒.๑.๑ ข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ๑) สนับสนุนนวัตกรรมการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียนร่วมพัฒนา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบหรือถูกควบรวมกับโรงเรียนอื่น และโรงเรียนขยาย โอกาส เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน และชุมชน รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ๒) สนับสนุนให้โรงเรียน มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ พัฒนา หลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยปรับการเรียนการสอนแบบฐานความรู้ (Knowledge Based Education) หรือการสอนแบบท่องจำความรู้โดยปรับเปลี่ยนเป็นแบบ Competency Based Education หรือการศึกษาแบบฐานสมรรถนะซึ่งใน (ร่าง) พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็เน้นไปทิศทางนี้หลักสูตรการเรียนควรมีลักษณะหลากหลายมีทั้ง ส่วนวิชาการและส่วนการประกอบอาชีพ สนับสนุนให้นักเรียนมีการลงมือปฏิบัติการด้วยตนเอง ตลอดจนการมีรายได้ระหว่างเรียน อันเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อการพึ่งตนเอง ๓) ควรมีนโยบายต่อการจัดสรรงบประมาณ อาหารกลางวันของโรงเรียนของ นักเรียนระดับชั้นเด็กเล็กจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ คนละ ๒๑ บาท (ปีพ.ศ. ๒๕๖๕) ซึ่ง รวมทั้งประเทศประมาณ ๒๕,๕๐๐ ล้านบาท โดยปรับเป็นการสนับสนุนการใช้พื้นที่ในโรงเรียน และชุมชน เพื่อการทำการผลิตพึ่งตนเองและจัดการเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ของทั้งโรงเรียน และหมู่บ้านที่ใกล้เคียง ๕.๒.๑.๒ ข้อเสนอต่อกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย ๑. สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ปรับบทบาทและ รูปแบบในการจัดการศึกษาในแนวทางของโรงเรียนร่วมพัฒนา ทั้งในโรงเรียนที่สังกัดท้องถิ่น และโรงเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลและมีความขาดแคลน การจัดการศึกษาต้องคำนึงถึง การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น เป็นสำคัญ


๕๓ ๒. การจัดการศึกษาควรเน้นการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่น ให้คนในชุมชน ท้องถิ่นได้มีสถานที่เรียนที่เพียงพอได้เรียนตามภูมิสังคมของตนเองและยึดโยงกับชุมชน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานการพัฒนาความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต การศึกษาเช่นนี้จึงจะรักษา ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และความเข้มแข็งของชุมชนทั่วประเทศไว้ได้ ๓. สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจและระบบงบประมาณเรื่องการจัด การศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกระดับ ๕.๒.๑.๓ ข้อเสนอต่อกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ๑. สนับสนุนให้มีการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคีทุกภาคส่วนใน จังหวัด เพื่อให้มีความพร้อมและเป็นกลไกในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาตามที่ กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ของ กสศ. ๒. ในวัตถุประสงค์ข้อที่ ๕ ของการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา” ได้ระบุว่าจะส่งเสริม สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาเพื่อให้มีการ เรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถรู้และพัฒนาได้ตามความถนัดและศักยภาพของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด เรื่อง “โรงเรียนร่วมพัฒนา”ดังนั้น กสศ. ควรสนับสนุนให้มีเครือข่าย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบของโรงเรียนร่วมพัฒนา ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถ ควบรวมได้และโรงเรียนขนาดกลางในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนและชุมชนรอบโรงเรียน และนำไปสู่การแก้ปัญหาความ ยากจนอย่างยั่งยืน ๓. สนับสนุนให้ กสศ. ดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในทุกระดับตามแนวทาง “การใช้ท้องถิ่นเป็นฐานในการทำงาน” โดยสนับสนุนแนวทางการ ดำเนินงานตามแนวคิด “โรงเรียนร่วมพัฒนา” เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจ และความรับผิดชอบตามมกรอบกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและ จัดการศึกษาให้กับประชาชนในท้องถิ่นอย่างอิสระ ๕.๒.๒ ข้อเสนอแนะต่อภาคธุรกิจเอกชน ๕.๒.๒.๑ สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุน สำหรับการพัฒนารูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนาขยายตัวอย่างกว้างขวาง โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนได้ เรียนรู้การประกอบอาชีพระหว่างเรียน ๕.๒.๒.๒ สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่จังหวัดแต่ละแห่ง สนับสนุน เงินทุนในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของคนในจังหวัด ๕.๒.๒.๓ สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนในท้องถิ่นเปิดโอกาสรับนักเรียนเข้า ฝึกงาน ฝึกอาชีพเพื่อเตรียมตัวสำหรับการจบไปเพื่อประกอบอาชีพเพื่อการพึ่งตนเอง


๕๔ ๕.๒.๓ ข้อเสนอแนะต่อองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชน ๕.๒.๓.๑ สนับสนุนให้มีการประสานความร่วมมือกันระหว่างองค์กรภาคประชา สังคม ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนภายในจังหวัด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน การศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในระดับจังหวัด และรวมตัวกันเป็น เครือข่ายประชาคมหรือสมัชชาจังหวัดเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในจังหวัด ๕.๒.๓.๒ สนับสนุนให้องค์กรชุมชนและกองทุนต่าง ๆ ในชุมชน เช่น กองทุน หมู่บ้าน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ฯลฯ รวมถึงกองทุนอื่น ๆ สนับสนุนทุน ให้กับนักเรียนและชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการประกอบอาชีพ เพื่อการพึ่งตนเองและ แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน ๕.๒.๓.๓ สนับสนุนให้สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (สมาคมอบจ.) สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) สมาคมองค์การบริหารส่วน ตำบลแห่งประเทศไทย (สมาคม อบต.) และสภาประชาสังคมไทยได้เข้าไปมีบทบาทในโรงเรียน ในสังกัดของท้องถิ่นระดับต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการจัดการศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนร่วมพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในจังหวัด ****************


บรรณานุกรม


๕๗ บรรณานุกรม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (๒๕๖๓). รายงานประจำปี “สร้างโอกาส สู่ความเสมอ ภาค” กาญจนา แก้วเทพ. (๒๕๖๓, พฤษภาคม). คู่มือความรู้การวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) กับความเหลื่อม ล้ำในสังคม, วนิดาการพิมพ์ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา. (๒๕๖๐). แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คณะกรรมธิการการศึกษา วุฒิสภา. (๒๕๖๓, ตุลาคม). รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ยุทธศาสตร์ และข้อเสนอแนวทางในการจัดทำหลักสูตรอาชีวศึกษาฐานสมรรถนะ เพื่อรองรับโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา. (๒๕๖๔, กุมภาพันธ์). รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปการศึกษาและแนวทางการนำหลักสูตรและกระบวนการ เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน, สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (๒๕๕๘, พฤษภาคม). สถาบันนโยบายศึกษา. การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง. พิมพ์ครั้งที่ 4, พี.เพรส สถาบันอาศรมศิลป์. (๒๕๖๓, มิถุนายน). เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง, ภาพพิมพ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (๒๕๔๒). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (๒๕๖๒). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๗, สิงหาคม). รายงานการ วิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี ๒๕๕๕. ค้นจาก https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=10851&filename=social สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๘, เมษายน). รายงานการ วิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี ๒๕๕๖, บี.ซี. เพรส (บุญชิน)


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก ตัวอย่างโรงเรียนที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ๑. โรงเรียนวัดเกาะ ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ๒. โรงเรียนบ้านหนองบึง ต.บัวแดง อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด ๓. โรงเรียนโสตศึกษา ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ๔. โรงเรียนวัดกระเฉท ต.มาบข่า อ.นิยมพัฒนา จ.ระยอง ๕. โรงเรียนศรีสังวาลย์ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่


ตัวอย่างโรงเรียนที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา *นายประสาร มฤคพิทักษ์ โรงเรียนร่วมพัฒนาที่เป็นต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ ๑. โรงเรียนวัดเกาะ หมู่บ้าน บ้านเกาะ ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ลองหลับตานึกภาพดูเถิดว่า เด็กนักเรียนอนุบาลและประถมศึกษาแค่ชั้น ป.๖ เป็นเด็ก ตัวเล็ก ๆ แค่ร้อยกว่าคนสามารถทำให้จังหวัดระของ มีหน้ามีตาขึ้นด้วยการปลูกเมลอนรสหวาน กรอบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เมลอนเป็นผลไม้พระเอกของโรงเรียน จนพลเอกประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปชิมลิ้มรสถึงโรงเรือนเมลอน เมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เมลอน เป็นพืชตระกูลแตง ขายได้ราคาดี มีรสหวานกรอบ และมีคุณค่าทางโภชนาการ ทั้ง วิตามิน A และ C บางท้องที่เรียกว่าแตงเทศ หรือแตงหอม น้ำหนักมาก เปลือกหนา ผิวเปลือก มีทั้งผิวเรียบและผิวเป็นร่างแห ต้นกำเนิดมาจากแอฟริกา และอินเดีย มีบันทึกการปลูก เมลอนในอียิปต์ เมื่อ ๒,๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาล สถานีกสิกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) พยายามนำเข้าพันธุ์มาปลูก แต่มาสำเร็จเอา เมื่อปี ๒๔๙๗ ที่เกษตรกลางบางเขน มีการนำมา ปลูกที่วิทยาลัยเทคนิคเกษตรและเทคโนโลยีอรัญประเทศ แล้วขยายแพร่หลายกันเรื่อยมา "ทำไมถึงเลือกปลูกเมลอน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนวัดเกาะ" ผู้เขียนถาม อ.ชูใจ กุญแจทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเกาะ เฉลยว่า "โรงเรียนวัดเกาะมีพื้นที่ทำเกษตร เพียง ๒๐๐ ตารางวา ต้องปลูกพืชโตเร็ว ขายง่ายและได้ราคาดี เมลอนเป็นพืชชอบทราย ทราย พยุงรากได้ดี รากชอนไซไปเร็วและทรายดูดน้ำได้ดี ปลูกพืชกับทรายจะมีโรคน้อยกว่าปลูกกับ ดินโรงเรือนขนาด ๖x๑๒ เมตร ปลูกเมลอนได้ ๒๐๐ ต้น ๆ ละ ๑ ผลต่อระยะ ๒ เดือนเก็บผลได้ จะได้ ๒๐๐ ผลต่อรอบ ราคาผลละ ๒๐๐ บาท ถ้าปลูกปีละ ๕ รอบ ก็จะทำรายได้ถึงปีละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท" "แล้ววันที่ นายก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเยือนถึงโรงเรียน ตอนนั้นต้อนรับ นายกกันอย่างไร" ผู้เขียนถามไถ่เหตุการณ์ครั้งนั้น "เด็กนักเรียนชั้นประถม ๕ - ๖ คน ทำหน้าที่ เป็นไกด์ตอบคำถามนายกอยู่ที่โรงเรือนเมลอน นายกถามว่าปลูกอย่างไร ผสมเกสรอย่างไร เด็กบอกกับนายกว่า ต้องเอาเกสรตัวผู้มาใส่เกสรตัวเมีย แล้วทำให้นายกดูตอนนั้นเลย นายกยังได้ ลิ้มรสหวานกรอบของเมลอนสดๆ ที่นั่น นายกดีใจที่เห็นว่าโรงเรียนไม่ได้สอนแต่หนังสือ แต่สอน ทักษะเป็นอาชีพติดตัวตลอดไป" นี่คืออานุภาพของเมลอน ที่สามารถเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ได้ดี แม้มีพื้นที่จำกัด ก็สามารถปลูกได้นอกจากเมลอน ซึ่งเป็นพืชหลักแล้ว โรงเรียนยังให้เด็กอนุบาลรู้จักการปลูกผัก * อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและ ลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา


๖๔ ต้นอ่อนพวกผักบุ้ง ทานตะวัน ผักสลัด หัวไชเท้า ส่วนชั้นประถม เด็กจะได้ปลูกพืชยากง่าย ตามวัยของ เด็ก คือ ๑.๑ เด็กประถม ๑ ปลูกกุยช่าย ๑.๒ เด็กประถม ๒ ปลูกต้นหอม ๑.๓ เด็กประถม ๓ ปลูกผักไฮโดร โปนิค ๑.๔ เด็กประถม ๔ ปลูกเห็ดนางฟ้า ๑.๕ เด็กประถม ๕ ปลูกมะเขือเทศ และผักไฮโดรโปนิค ๑.๖ เด็กประถม ๖ ปลูกเมลอน และมะเขือเทศ เด็กนักเรียนทั้งหมด ๑๗๙ คน ปลูกผักเป็นหมดทุกคน เด็ก ป.๖ จะสามารถปลูกผัก ได้ถึง ๘ ชนิด เพราะเรียนรู้ทักษะแต่ละชนิดมาตั้งแต่อนุบาลแล้วโรงเรียนยังฝึกให้เด็กทำธุรกิจ ด้วยการกู้เงินจากกองทุนโรงเรียนไปลงทุนตามความถนัดและความสนใจ พอขายพืชผลได้ก็เอา เงินมาคืนกองทุน มีกำไรก็แบ่งปันกันไป ถ้าทำแล้วขาดทุนก็จะมีระบบการทำความดีชดใช้แทน เงิน โดยมีมูลค่าการทำความดีชั่วโมงละ ๕๐ บาท เด็กประถมศึกษาทุกคนของโรงเรียนวัดเกาะ จึงเป็นทั้งเกษตรกรน้อย และเป็นนักธุรกิจน้อย ในยุคประเทศไทย ๔.๐ และขังเตรียมตัวพร้อมที่ จะต่อยอดความรู้และทักษะ เพื่อการมีงานทำให้สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก นอกจากการเรียนนอกระบบ โรงเรียนวัดเกาะ ได้ดำเนินวิถีการเกษตร โดยบูรณาการ เข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยการลงมือทำ โดยมีเมลอนเป็นพืชตั้งต้นและเป็น เอกลักษณ์(Signature) เฉพาะของพื้นที่ตลอดมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ในครั้งแรก ได้เงินสนับสนุน จากบริษัทสยามลวดเหล็กอุตสาหกรรมจำกัด ซึ่งได้ทำข้อตกลงมอบให้โรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็น ผู้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง (School - Based Integrated Rural Development - CBIRD) แล้วพัฒนาต่อยอดเป้นโครงการโรงเรียนร่วม พัฒนา (Partnership School Project) ในเวลาต่อมาโรงเรียนขังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ อีเกีย จากโรงเรียนนานาชาติรักบี้ จากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด อีกด้วย ผลงานเชิง ประจักษ์ ทำให้ทุกวันนี้มีการสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจ PCG ปตท. พีทีทีโกลบอลเคมีคอล โรงไฟฟ้าระยอง บริษัท กำจัดขยะระยอง จำกัด ทำให้มีโรงเรือนปลูกเมลอนถึง ๖ โรงเรือน และ มีโรงเรือนปลูกผักอื่น ๆ อีก รวมทั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ พาลาโบลาโดม ๒ ชั้น เป็นผลให้ โรงเรียนวัดเกาะมีฟาร์มเมลอนที่ทันสมัยอันดับต้น ๆ ของ จ.ระยอง นี่คือ ผลงานของเด็ก นักเรียนชั้นประถมศึกษา ที่เพียรสร้างเพียรทำ โดยมีผู้อำนวยการ ครูผู้ปกครอง และภาคธุรกิจ เอกชนเป็นกำลังร่วมสนับสนุน ๒. โรงเรียนบ้านหนองบึง ต.บัวแดง อ.ปราสาท จ.ร้อยเอ็ด โรงเรียนบ้านหนองบึง ต.บัวแดง อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกโรงเรียนหนึ่ง ที่เป็น เป้าหมายจะต้องถูกยุบโรงเรียน เพื่อไปควบรวมกับโรงเรียนอื่น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เพราะโรงเรียน มีขนาดเล็กมาก มีนักเรียนเพียง ๓๓ คนเท่านั้น แล้วเด็กจะไปเรียนที่ไหน ผู้ปกครองจะ


๖๕ เดือดร้อนอย่างไรทำให้ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน ๑๕ โรงเรียน ที่มีชะตากรรมเดียวกัน ติดต่อเข้าพบคุณมีชัย วีระไวทยะ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่งคุณมีชัย วีระไวทยะ เป็นผู้อำนวยการ มีรูปแบบโครงการ School - Based Integrated Rural Development (School -BIRD) รองรับ โรงเรียนบ้านหนองบึงจึงเข้าร่วมโครงการ School -BIRD และโรงเรียนสามารถพลิกสถานะเป็นโรงเรียนต้นแบบที่สามารถมีกองทุนหมุนเวียนไปยกระดับ ชีวิตของชุมชนได้อย่างน่าอัศจรรย์ จากเงินเริ่มแรก ๕๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบันมีเงินกู้หมุนเวียนถึง ๖,๕๘๐,๕๐๐ บาท ในเวลา ๗ ปี จำนวนเงินเพิ่มขึ้นถึง ๒๓ เท่า ครูทองมา บุญศร อดีตครูโรงเรียนบ้านหนองบึง ซึ่งเพิ่งจะเกษียณ เป็นครูที่เริ่มงาน กองทุนมาตั้งแต่แรก เล่าให้ฟังว่า "โรงเรียนที่ถูกยุบ เพราะไม่อาจพึ่งตนเองได้ เมื่อหารือกันกับครู และผู้ปกครองเด็ก พบว่าทางออกคือการเข้าร่วมโครงการ School -BIRD ของคุณมีชัย วีระไวทยะ ได้รับเงินช่วยเหลือมา ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นกองทุนหมุนเวียน ให้นักเรียนและผู้ปกครองกู้เงินไป ปลูกผัก ปลูกเห็ด เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ แล้วขายให้โรงเรียน เอามาทำเป็นอาหารกลางวันตาม งบประมาณอาหารกลางวันของโรงเรียนที่มีอยู่แล้วชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองเด็ก จะเข้ามาเป็น สมาชิกง่าย ค่าสมาชิกครั้งแรก ๕๐๐ บาท โดยจะต้องมีเงินออมอย่างต่ำเดือนละ ๑๐๐ บาทต่อคน ผ่านไป ๖ เดือน จะมีสิทธิกู้เงินไปลงทุนทำกินได้ ใครส่งเงินออมก็ถือเป็นหุ้นของแต่ละคนมากน้อย ตามจำนวนที่สามารถจะนำมาออมสมาชิก กู้เงินไปตามจำนวนที่จำเป็นต้องใช้ลงทุน คนละ ๕,๐๐๐ - ๓๐,๐๐๐ บาท เอาเงินมาออมก็ได้ดอกเบี้ย กู้เงินมาใช้ก็ต้องเสียดอกเบี้ย ที่บ้านหนองบึง มี๑๕ ครัวเรือน มีผู้ปกครองเด็กเข้ามาเป็นสมาชิก ๗๑ ครัวเรือน คนที่ไปกู้เงินนอกระบบ ดอกเบี้ยโหด ก็มากู้กองทุนของโรงเรียน ซึ่งมีตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนของครูร่วมกันบริหาร กองทุนนี้" ภายในเวลา ๗ ปี นับแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๗ จากเงินกองทุนตั้งต้น ๕๐,๐๐๐ บาท ในวันนี้ (ม.ค. ๖๕) มีเงินออมของสมาชิกและหุ้น ๙๘๗,๓๖๐ บาท เพิ่มทุนจากกำไร ๔๔,๒๔๘ บาท กำไรสะสม ๘๕,๒๕๖ บาท จำนวนเงินทุนรวม ๑,๑๖๖,๘๖๔ บาท จำนวนเงินทุนเพิ่มขึ้น ๒๓ เท่าจำนวนสัญญาที่ปล่อยกู้ ๔๔๓ สัญญา จำนวนเงินกู้สะสม ๖,๕๘๐,๕๐๐ บาท นี่คือผล ประกอบการลงทุนของกองทุน ที่เรียกว่า ธนาคารพัฒนาชุมชนและโรงเรียนบ้านหนองบัว ณ วันนี้ ผู้ปกครองและนักเรียน เข้าร่วมในโครงการธนาคารนี้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้เงิน หมุนเวียนมีจำนวน ๖.๕ ล้านบาท ผู้ปกครองเด็กนักเรียนนำเงินกู้ไปทำอาชีพ ทอผ้าไหม เย็บผ้า ทำเสื่อกก เปิดร้านค้าย่อยปลูกผัก และพืชเกษตรอื่น ๆ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด อาชีพที่น่าสนใจ คือ อาชีพดักจับแมลงจำหน่าย ครูทองมา บอกว่า "ดักแมลง เป็นอาชีพในครอบครัว เกือบจะทุก พลังคาเรือนทำกัน เขาซื้ออุปกรณ์ดักแมลงมีหลอดไฟเป็นตัวล่อ มีสังกะสี กะละมัง คุหรือถัง ตอนเย็นเปิดไฟแมลงจะเข้ามา ตอนเช้าก็เก็บได้แล้ว แมงกะชอน ตั๊กแตน ขายได้ กก.ละ ๑๒๐ บาท ส่วนแมงมัน ราคาดีกว่า กก.ละ ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท มีการอัดเสียงแมงกะชอน แล้วเปิดเสียง ตอนกลางคืนให้มันเรียกหากัน บางคนได้คืนละ ๑๐ - ๒๐ กก. ก็มี เขาเอาแมลงไปแปรรูป เอาไป ทอดกับไข่กิน เอาไปชุบแป้งทอด อร่อยด้วยมีคุณค่าทางอาหารด้วย" วันนี้ บ้านหนองบึง กลายเป็นหมู่บ้านมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันว่า "แมลงบ้านหนองบึง" ทุกวันนี้ธนาคารพัฒนาชุมชน


๖๖ และโรงเรียน นอกจากให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปลงทุนแล้ว ยังมีการจัดสรรเงินปันผล ทุกปีให้สมาชิกตามอัตราส่วนหุ้นเงินออมที่แต่ละคนมีอยู่การเข้าถึงกองทุนได้โดยง่ายไม่ต้องไปวาง หลักทรัพย์กู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกับเงินกู้นอกระบบ ทำให้โรงเรียน บ้านหนองบึงมีทั้งกองทุนและผู้ปกครองนักเรียนเป็นต้นทุนแห่งการยกระดับชีวิตชุมชน เพิ่ม รายได้ให้กับครัวเรือน จนกลายเป็นต้นแบบแห่งกองทุนหมุนเวียนที่สถานศึกษาอื่น ๆ พากันไป ศึกษาดูงาน ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนก็มีชีวิตที่ผูกพันกับวิถีเกษตรภายในโรงเรียนและที่บ้าน ของตนเอง ๓. โรงเรียนโสตศึกษาต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ การก้าวข้ามขีดจำกัด จากการพึ่งพาคนอื่น กลายเป็นการพึ่งพาตนเอง จากผู้รับ กลายเป็นผู้ให้อย่างน่าอัศจรรย์โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์ มีนักเรียน ๒๕๑ คน ตั้งแต่ ชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยม ๖ เป็นนักเรียนอนุบาลและประถมราว ๑๐๐ คน นอกนั้นเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมในจำนวนนี้ ๗๐% เป็นเด็กพิการทางหู อีก ๓๐% บางคน IQ ต่ำ บกพร่องทางสมอง บางคนเป็นออทิสติก บางคนเป็นคนพิการซ้ำซ้อน คือ ทั้งหูหนวกและ IQ ต่ำ เด็กทุกคนล้วนแล้วแต่ เป็นภาระที่ต้องพึ่งพิงอาศัยครูและผู้ปกครองในการดำรงชีวิต แต่สำหรับโรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดสุรินทร์แล้วตรงกันข้าม เพราะนอกจากจะช่วยตัวเองได้แล้ว ยังมีบทบาทไปเกื้อกูล โรงเรียนอื่น ๆ และชุมชนอีกด้วยเช่นเดียวกับหลายโรงเรียนอื่น ๆ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัด สุรินทร์ ได้เข้าร่วมโครงการ School-Based Integrated Rural Development (SchoolBIRD) ของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และต่อเนื่องมาจนเป็นโรงเรียนในโครงการ โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ในปัจจุบัน ครูทองมา พิมพกรรณ อดีตครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเพิ่งเกษียณราชการ ชี้แจงว่า "ผมพานักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินจากโรงเรียน ไปเรียนรู้ดูงานที่โรงเรียน มีชัยพัฒนา อ.ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์โดยเฉพาะได้ดูห้องปฏิบัติการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Culture Tissue) ซึ่งเด็กนักเรียน ม. ๒ - ม. ๖ สามารถเพาะเนื้อเยื่อกล้วยหอมทอง สตรอเบอร์รี่ได้ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก ก่อนหน้านั้นผมได้เห็นชาวบ้านในชุมชน รับเอาเมล็ดต้นยูคาลิปตัสมาขาย เขาขายกันเมล็ดละ ๑ บาท แต่ถ้าเป็นต้นที่เพาะเนื้อเยื่อ ราคาขายจะขึ้นไปเป็นต้นละ ๕ - ๖ บาท และต้นจากการเพาะเนื้อเยื่อจะโตเร็วกว่าปลูกด้วยเมล็ด แสดงว่าต้นอ่อนจากการเพาะเนื้อเยื่อ จะสร้างรายได้ได้ดีกว่าเมล็ด เด็กของโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์ เป็นเด็กหูหนวก เรารับรู้กันดีว่าเด็กตาบอด จะมีศักยภาพในการจดจำจากเสียงได้ดี แต่เด็กหูหนวกเป็นเด็กที่จำสิ่งต่าง ๆ จากการมองเห็น พวกเขาจะมีสมาธิดีมากจะมีใจจดจ่ออยู่กับเนื้อเยื่อที่มีขนาดเล็กมากได้ดีเยี่ยม การเพาะเนื้อเยื่อ จึงเป็นทางเลือกที่ดีของเด็ก เมื่อทำไปแล้วก็พบว่าเด็กนักเรียนสามารถทำได้ จนปัจจุบันนี้ พวกเขากลายเป็นครูสอนการเพาะเนื้อเยื่อให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่มาขอศึกษาได้ จนเป็นที่รู้กันว่า เพาะเนื้อเยื่อต้องมาดูงานที่โสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์" ผู้เขียนยังได้เรียนรู้อีกว่า เด็กคนอื่น ๆ


๖๗ ที่ไม่ได้เพาะเนื้อเยื่อ ต่างมีวิถีทักษะของตนเองตามความสนใจของแต่ละคน เด็กนักเรียนบางกลุ่ม ทำงานศิลปกรรมส่งเข้าประกวดได้รับรางวัล การแสดงนาฏศิลป์กิจกรรมเข้าจังหวะ เด็กที่เล่นที่ พาคนพิการก็ได้รับรางวัลแข่งขันกีพาเปตอง กีฬาวิ่งเร็ว ๑๐๐ เมตร และ ๘๐๐ บางคนทำ ก๋วยเตี๋ยวขาย บางคนขายกาแฟ บางคนทำคาร์แคร์ ล้างรถ เด็กชั้นประถมเลี้ยงไส้เดือน เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู บางคนทำข้าวหลามขาย โดยมีครูเป็นคนพาทำทุกวันพฤหัสบดี เด็กทุกคน จะฝึกทักษะทางอาชีพ ยิ่งในช่วงมีงานประจำปี เช่น งานกาชาด เด็ก ๆ จะสนุกสนานกับการใช้ ทักษะอาชีพของตนทำอาหารการกิน มาขายกันการฝึกทักษะอาชีพ ทำให้เด็กในโรงเรียนต่าง เรียนรู้จากกันและกัน คนที่ไม่เคยสนใจไปเห็นเพื่อนกรอกข้าวใส่กระบอกไม้ไผ่เพื่อทำข้าวหลาม ก็ไปขอทำบ้าง ก็จะได้ทักษะติดตัวไปตามที่พบเห็นและลงมือทำด้วยตนเอง คนที่ชอบด้าน เกษตร จะไปปลูกพืชในบ่อซีเมนต์ พืชผักที่ปลูกได้นอกจากนำมาแบ่งปันกันแล้ว ยังขายให้กับ โรงเรียนเพื่อเป็นอาหารกลางวันของนักเรียนเด็กนักเรียนที่ชำนาญ สามารถเป็นครูเกษตรได้ ได้ไปสอนชาวบ้านใน ๓ หมู่บ้าน จากระยะแรกมี ๘ ครอบครัว ขณะนี้เพิ่มเป็น ๒๘ ครอบครัว ที่ร่วมกันทำเกษตรชุมชน โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์ ในวันนี้ กลายเป็นโรงเรียนที่ นักเรียนโรงเรียนอื่น ๆ พากันมาดูงาน ถ้าเข้าไปในโรงเรียนก็จะได้เห็นแปลงผักผลไม้ มีมะนาว ฝรั่ง น้อยหน่า พุทรา ผักกางมุ้ง และผักอื่น ๆ นานาชนิด แม้เด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในโลกแห่งความเงียบ เพราะไม่อาจได้ยินสรรพสำเนียงใด ๆ เหมือนเด็กปกติ แต่ทักษะแห่งวิถีการเลี้ยงเนื้อเยื่อ กลายเป็นความโดดเด่นของนักเรียน ในโรงเรียนแห่งนี้ไปแล้ว ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปไม่มีเด็กคนใด อยากให้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใด ของตนมีความบกพร่อง แต่เมื่อเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จึงต้องต้อนรับและอยู่ด้วยกันให้ได้ ความสามารถที่ฝึกฝนเรียนรู้จนกลายเป็นทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต จึงเป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้ ศักยภาพของเด็กแต่ละคนเปล่งประกายขึ้นมา การได้ออกจากโรงเรียน ไปสอนโรงเรียนอื่น ไปสอนทักษะการเกษตรในชุมชน เป็นการ ปรับตัวเองจากเดิมที่เป็นภาระของผู้อื่น กลายเป็นคนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แล้วยังเปลี่ยนตัว เองจากผู้รับกลายเป็นผู้ให้ ที่สร้างคุณค่าให้กับตนเอง ให้กับครอบครัว ให้กับโรงเรียนและชุมชน โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์ จึงเป็นสถานศึกษาที่เรียกได้ว่า "งดงามในความเงียบ" ๔. โรงเรียนวัดกระเฉท ต.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง "ทำไม ผอ. จึงเลือกเอา "กุยช่าย" เป็นผักพระเอกของโรงเรียนกระเฉท ทั้ง ๆ ที่มีผักอื่น ๆ อีกหลายชนิดให้เลือก" ผู้เขียนถาม ๔.๑ กุยช่ายเป็นผักปลูกครั้งเดียว แต่เก็บผลผลิตได้หลายครั้ง ๔.๒ เป็นผักมีกลิ่น ซึ่งแมลงไม่ชอบ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการกำจัดแมลง ๔.๓ โรงเรียนเรามีพื้นที่น้อย ต้องปรับตัว ถือหลักว่า "พื้นที่น้อย แรงงานน้อย น้ำน้อย" ง่ายต่อการดูแล ใช้ปุ๋ยขี้วัว ใช้มูลไส้เดือนก็ได้ ปลูกในเข่งก็ได้


๖๘ ๔.๔ ง่ายต่อการขยายพันธุ์ โดยใช้เหง้าของมันเหมือนขิงข่า พอมันออกใบโตแล้ว ตัดใบไปขาย เหง้ายังอยู่เอาไปปลูกต่อขยายพันธุ์ได้ เหง้า ๑ กก. เอาไปแตกหน่อปลูกได้ ๒๐ - ๓๐ เข่ง ๔.๕ ขายได้ราคาดี กุยช่ายทั่วไป กก. ละ ๔๐ - ๕๐ บาท ถ้าเป็นกุยช่ายขาว ขายได้ถึง กก. ละ ๒๐๐ บาท “ร้านข้าวต้มโต้รุ่งชอบกุยช่ายขาวมาก ๆ " นี่คือ ๕ เหตุผลที่ อ.ปราณี เดชศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดกระเฉท ชี้แจงน่าสนใจว่า คนระยองมีพื้นฐานเป็นชาวสวนชาวไร่มาตั้งแต่เดิม ปลูกทุเรียน ปลูกเงาะกันเป็นอาชีพมาตั้งแต่ ครั้งปู่ย่าตาทวด ชื่อโรงเรียน "วัดกระเฉท" สันนิษฐานว่า ที่หน้าโรงเรียนมีคลองซึ่งมีผักกระเฉท เป็นพืชน้ำในคลอง "แล้วตอนแรกเริ่ม ตั้งต้นการเกษตรอะไร อย่างไร" ผู้เขียนถาม ผอ.ปราณี ตอบว่า "ตอนแรก ๆ ก็เหมือนตาบอดกลำช้าง ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็ใช้วิธีเรียนไปรู้ไป (Learning by Doing) โรงเรียนวัดกระเฉทได้เข้าโครงการ School-BIRD ของสมาคมพัฒนาประชากรและ ชุมชน ไปศึกษาจากโรงเรียนมีชัยพัฒนา ที่ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์กลับมาระยะแรก ก็ปลูกข่า ตะไคร้ กะเพรา เป็นเกษตรกรรมง่าย ๆ เด็กนักเรียน มีความรู้ มีทักษะ ก็ขยายไปปลูก กุยช่ายเขียว กุยช่ายขาว ดอกกุยช่าย ครูและนักเรียนที่นี่เนรมิตพื้นที่ทุกส่วนของโรงเรียน ตรงไหนมีดิน ตรงนั้นมีสีเขียว ปลูกทั้งผัก ผลไม้ ผักสวนครัว เช่น มะนาว เห็ด ขึ้นฉ่าย คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้งตะกร้า โหระพา กะเพรา ผักสลัด ผักบางชนิดต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น เมล่อน ต้องเลี้ยงในโรงเรือน การรดน้ำใช้ระบบสมาร์ทฟาร์ม คือใช้แอพพลิเคชั่นจากอุปกรณ์ มือถือ และใช้ไฟฟ้าระบบโซลาร์เซลล์" ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเด็กนักเรียน ๓๐๐ คน เป็นเด็ก อนุบาล ๑๐๕ คน เป็นเด็กประถม ๑ - ๖ อีกเกือบ ๒๐๐ คน ร่วมกับครูทั้งโรงเรียนได้แปรสภาพ พื้นดินเป็นแปลงเกษตร ทั่วทั้งแผ่นผืนในโรงเรียนมีโรงเรือนเมล่อน ๓ โรงเรือน เป็นการปลูกผัก ปลอดสารพิษที่เป็นอาหารประจำวันในโรงเรียน จะมีเด็กประสานงานกับครู แต่ละวันในการปรุง อาหาร ถ้ามีกุยช่ายเยอะ ก็จะทำผัดไข่ ทำผัดไทย ถ้ามีคะน้ามาก ก็จะผัดคะน้าหมูกรอบ ถ้ามี ผักกาดขาวเยอะ ก็ทำต้มจับฉ่าย ในการปลูกผัก จะใช้หลายวิธีเช่น สะระแหน่ ปลูกทั้งลงดินและปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ แล้วยังปลูกข้าวโพด มันญี่ปุ่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม โดยจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ส่วนเด็กอนุบาล เป็นน้องเล็ก ก็จะปลูกผักง่าย ๆ คือ ผักบุ้ง มีครูและพี่ๆ ช่วยรดน้ำ ปลูกแล้วยังเอามาขายเป็น รายได้เด็กที่โรงเรียน จึงเป็นทั้งเกษตรกรและเป็นแม่ค้าไปด้วย ไม่ต้องเอาไปขายตลาด เพราะมี คนมารับซื้อถึงที่ เดือนหนึ่งเฉลี่ยแล้วโรงเรียนจะมีรายได้ราว ๒๑,๕๐๐ บาท จากพืชผัก นักเรียน ทุกคนจะมีตะกร้าผักประจำตัว เป็นสัญลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนนี้เด็กจะรวมกลุ่มกัน กู้เงิน จากกองทุนของโรงเรียนมาลงทุนทำแปลงเกษตรตามที่กลุ่มต้องการ ทั้งเมล็ดพันธุ์ ลงเมล็ด รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย แล้วเก็บไปขาย มีกำไรก็แบ่งปัน ส่วนหนึ่งหักเข้าโครงการ School -BIRD เพื่อใช้จ่าย ส่วนกลาง การปลูกผักจึงเป็นวิถีเกษตรของโรงเรียนวัดกระเฉท แขกไปใครมาจะพูดตรงกันว่า "มาโรงเรียนกระเฉททีไร ก็ชื่นใจทุกครั้ง มาครั้งไหน ก็เห็นสีเขียวไปทั่วทั้งโรงเรียนทุกครั้ง" เนื้องานที่เกิดขึ้น คือวิถีแห่งการกล่อมเกลาให้เด็กนักเรียนทำการเกษตร โดยบูรณาการเข้ากับ


๖๙ วิชาเรียน ขณะเดียวกันเป็นทักษะและความรับผิดชอบที่ติดตัวไปตลอด เด็กทุกคนภูมิใจตนเอง ผู้ปกครองดีใจที่เห็นบุตรหลานของตนมีทักษะอาชีพ เป็นการชักนำให้เด็กใช้เวลาในทาง สร้างสรรค์ แทนที่จะไปมั่วสุม ติดยา หรือการพนันในที่นี้ โรงเรียนต้องขอบคุณ บริษัท สยาม ลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด ที่สนับสนุนโรงเรียนให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและ รายได้โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง (School-Based Integrated Rural Development: School-BIRD) และพัฒนาต่อยอดมาเข้าโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการสถานศึกษาด้วยความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ตาม แนวทางปฏิรูปการศึกษาตามนโยบาย Thailand ๔.๐ ซึ่งมีโรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นแกนกลาง ดำเนินการ ผลสำเร็จที่มากไปกว่ารายได้ของโรงเรียน คือ การฝึกทักษะ ความรับผิดชอบ เป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ เพราะงานที่สร้างคุณค่า และมูลค่าแบบนี้ น่าจะเป็นฝีมือของ นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่เด็กตัวเล็กๆ กลับสร้างผลงานได้เช่นนี้ ต้องชมเชยผู้อำนวยการ ครูอาจารย์และผู้เกี่ยวข้องทุกคน ที่สามารถสร้างพื้นที่สีเขียวให้เป็นหน้าเป็นตาของ จ.ระยอง ได้ ที่เรียกโรงเรียนวัดกระเฉทว่า "ฟาร์มสุข" ก็เพราะ ฟาร์มเกษตรของโรงเรียน คือพื้นที่สีเขียว ที่เต็ม ไปด้วยความสดชื่นรื่นรมย์ และโปรยปรายไว้ด้วยรอยยิ้มของเด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครอง นั่นเอง ๕. โรงเรียนศรีสังวาลย์ ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ : เปลี่ยนภาระเป็นพลัง “ทั้ง ๆ ที่มีสิทธิเลือกได้แต่ทำไมอาจารย์ถึงเลือกมาทำงานกับเด็กพิการที่บกพร่องทาง ร่างกาย มันเป็นงานที่อาจารย์ต้องเหนื่อยและหนักมากกว่าเด็กปกติ" ผู้เขียนถาม อ.พวงทอง ศรีวิลัย ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ต้องทำงานด้านการศึกษา และฟื้นฟูสมรรถภาพของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เด็กนักเรียนทั้ง โรงเรียนเป็นเด็กชายขอบที่ทั้งยากจนและขาดโอกาสอีกด้วย "ดิฉันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ นับได้ ๑๘ ปี มาแล้ว เดิมสอนอยู่ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จ.พิจิตร ต่อมาย้ายไปอยู่โรงเรียนโสตศึกษา นนทบุรีที่จริงเป็นคนใจร้อนและมีนิสัยห้าว ๆ แต่ การต้องอยู่กับเด็กพิการทางหู ต้องไปเรียนรู้เข้าใจเด็กต้องศึกษาภาษามือ เพื่อสื่อสารกับพวก เขาให้ได้นี่เป็นกระบวนการกล่อมเกลาจิตใจดิฉันอย่างสำคัญ เด็กพิการนั้นเป็นภาระหนักหน่วง ผู้ปกครองเป็นชนเผ่า อยู่ไกล ด้อยโอกาส ทั้งทางสังคมและการศึกษา ไม่มีทักษะชีวิตใด ๆ เลย พอได้มาอยู่ท่ามกลางเด็กเช่นนี้ จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตคนทั่วไป เมื่อนึกถึงเด็ก พิการก็จะคิดได้แค่การสงเคราะห์แต่สิ่งต้องการที่แท้จริงของพวกเขาคือโอกาสในทุกเรื่อง จากเดิมมีเด็ก ๓๐ คน มีครู ๔ - ๕ คน เดี๋ยวนี้มีเด็ก ๓๐๒ คน มีครู ๑๑๖ คน เราต้อง ยกระดับคุณภาพทางวิชาการ พร้อม ๆ กับดูแลร่างกาย จิตใจและอารมณ์พร้อม ๆ กันไปด้วย จากประสบการณ์ตรง ๑๘ ปี ได้พบว่าเด็กไม่ว่าจะพิการในระดับไหน หากครูเข้าใจเขา คน แวดล้อมเข้าใจเขา เขาจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดความพิการ และทำอะไรต่าง ๆ ได้" โรงเรียน ศรีสังวาลย์เชียงใหม่


๗๐ ๕.๑ ด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ และเทคโนโลยีเด็กพิการสามารถเผชิญกับเด็ก ปกติได้ โรงเรียนส่งนักเรียนเข้าแข่งขันทักษะและกีฬาได้รับชัยชนะทั้งภายในประเทศและทาง สากลมาแล้ว ปี ๒๕๕๗ ได้เข้าประกวด Thailand Got Talent เป็น Reality Show ทาง TV ๓ ที่แสดงความสามารถ โดดเด่น ทีมโรงเรียนเข้าประกวดเป็นการแสดง Wheel Chair Dance ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนั้น ได้รับเงินรางวัลถึง ๑๐ ล้านบาท เด็กนักเรียนไปแข่งขันทักษะ ความสามารถในระดับสากลได้รับชัยชนะเป็นที่หนึ่งของโลกมาหลายครั้ง ทั้งที่โปรตุเกส เกาหลีใต้ ไปแข่งกีฬาพาราลิมปิกที่ฟิลิปปินส์ได้มาหลายเหรียญทอง ๕.๒ เด็กนักเรียน เรียนรู้จาการปฏิบัติจริงเป็น Active Learning การต่อ Lego การเข้ามุมเข้าเหลี่ยมสามารถทำได้ดีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ปลูกผักในวงบ่อ ปลูกพืชฤดู หนาว เด็ก ๆ อนุบาลเอาเมล็ดลง ๒ - ๓ วัน ได้มาดูเห็นเมล็ดพืชงอกขึ้นมา ก็เกิดความภาคภูมิใจ ในฝีมือของตนเอง พอเด็กขึ้นชั้นประถมก็เรียนรู้ว่าพืชชนิดไหนชอบความชื้น กี่วันถึงจะโตเต็มที่ สามารถเก็บขายได้ เด็กที่เก่งจะมีบริษัทว่าจ้างให้ไปทำงานด้วย เมื่อเด็กอยู่มัธยมปลาย โดยใช้ เวลาว่างวันเสาร์อาทิตย์หรืองานที่ทำอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้บริษัท AIS มารับเด็กที่เก่ง ทางไอที ทำหน้าที่สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าผ่านหน้าจอที่ไปไกลกว่าการใช้แอพพลิเคชั่น คือ เด็กเขียนรหัส (Code) ได้ ทำ Smart Box ควบคุมการรดน้ำในฟาร์มผ่านมือถือได้ เด็กจะมี รายได้เสริมคนละ ๙,๐๐๐ บาท หรือบางคนได้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ผักที่ปลูกได้ ก็ส่งไปขาย ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือส่งเข้าโรงอาหารของโรงเรียน ทุกวันนี้เด็กนักเรียนสามารถเพาะเนื้อเยื่อ ต้นมาร์กาเร็ต สตรอเบอร์รี่ กล้วย ลิลลี่ และผักต่างๆ ได้ ๕.๓ เรื่องสุขภาพ เด็กที่นั่งนาน ๆ ไม่เคลื่อนที่จะมีปัญหากดทับ จึงจัดให้มีการ ออกกำลังกายบนรถเข็น (Wheel Chair) จ้างครูมาฝึกสอนกีฬาชนิดต่าง ๆ จนมีความชำนาญ ไปแข่งขันกีฬาทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการใช้กายภาพบำบัด ธาราบำบัด ดนตรีบำบัด จนเด็กช่วยตนเองได้ไปแข่งขันกีฬาและได้รับชัยชนะ เป็นการยกระดับคุณภาพของร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต ผอ.พวงทอง ศรีวิลัย ยังให้ข้อมูลด้วยความภาคภูมิใจว่า เด็กพิการคนหนึ่งได้ ทักษะชีวิตและอาชีพจากโรงเรียนแล้ว เป็นเด็กเรียนเก่งมาก สอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ แล้วเรียนต่อปริญญาเอกสาขาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชื่อ พรหมพัฒน์ โชติสิรดานันท์ (น้องโซคูล) เป็นเด็กพิการแขนขาแต่กำเนิด ต้องนั่งรถเข็ญ ตลอดเวลา แต่พ่อแม่ให้ความรักและดูแลดีแม้ไม่มีแขน แต่สามารถวาดภาพเหมือนด้วยปากได้ ยอดเยี่ยม และจำหน่ายได้ เคยเข้าแข่งขัน รายการ Over the limit Talent Show ทาง NBT TV ได้รางวัลชนะเลิศ และยังได้รับรางวัลต้นแบบคนพิการ ประจำปี ๒๕๖๓ หนำซ้ำยังแต่งเพลงขาย ได้อีกต่างหาก ทุกวันนี้เด็กนักเรียนทั้งหมดมีทั้งความรู้และทักษะทางการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ กีฬา การประกอบอาชีพ เช่น ทำน้ำดื่ม ทักษะคอมพิวเตอร์ เป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม ที่รู้จักโรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ เป็นเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ที่มีมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ สนับสนุนแขกไปใครมาโรงเรียนจะบอกกล่าวกับทุกคนด้วยบทกลอน


๗๑ ว่าความเมตตา กรุณาที่มีให้ความห่วงใย เวทนา น่าสงสารของขวัญ ดอกไม้ เงินให้ทานอาจ ต้องการ แต่ไม่เท่าความเข้าใจนี่แหละคือหัวใจ คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของโรงเรียนศรีสังวาลย์ เชียงใหม่ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ เกิดจากโครงการใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ในศุภวาระเสด็จพระ ราชสมภพครบ ๑๐๐ พรรษา จึงมีการจัดตั้งโรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ เมื่อ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ แม้จะเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งถือ ว่าอยู่ในระบบราชการ แต่ก็สา มารถออกมาจากกรอบการศึกษาแบบเดิมที่มีครู และห้องเรียนเป็นศูนย์กลางก้าวไปสู่การศึกษาเรียนรู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกายไปสู่ ศักยภาพด้านต่าง ๆ ปมด้อยกลายเป็นปมเด่น จากความน้อยอกน้อยใจกลายเป็นความ ภาคภูมิใจ จากช่วยตนเองไม่ได้กลายเป็นการช่วยเหลือบุคคลอื่น จากความสามารถที่ถูกกดทับ กลายเป็นศักยภาพที่เปล่งประกายจากที่เป็นภาระต่อคนอื่น กลายเป็นพลังและเป็นแรงใจให้คน อื่น ๆ ทั้งหมดนี้แยกไม่ออกจากความพยายามของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากร ของโรงเรียน ศรีสังวาลย์เชียงใหม่


ภาคผนวก ข คำสั่งแต่งตั้ง


Click to View FlipBook Version