The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2022-10-21 22:11:55

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หลังวิกฤต COVID - 19

สำนักกรรมาธิการ๓

๗๔

บทท่ี ๔
ผลการดาเนินงานการสัมมนาของคณะกรรมาธกิ ารการท่องเท่ยี ว วฒุ ิสภา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
คณะกรรมาธิการได้จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเก่ียวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

เชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19 เม่ือวันพฤหัสบดีท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ระหว่างเวลา
๐๘.๓๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ๑ - ๒ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร
โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ๑) ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานเก่ียวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ในสถานการณ์ระหว่างและหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
๒) ศึกษาโอกาสและปญั หาอุปสรรคในการสรา้ งแพลตฟอรม์ การท่องเท่ยี วเชิงสขุ ภาพ ๓) ศึกษาแนวทาง
การดาเนินงานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย
และ ๔) รับฟังข้อเสนอแนะของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องโดยเฉพาะผู้ที่เก่ียวข้องและผู้ท่ีมีส่วนได้เสีย
และแนวทางการแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งมีรูปแบบการสัมมนา
ประกอบด้วย การอภิปรายเรื่อง “สถานการณ์และการดาเนินงานในปัจจุบันเพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงการแพทย์และการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ” จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
การประชุมกลุ่มย่อยเพ่ือระดมความเห็นในการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงการแพทย์และการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพ โดยแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้ ๑) การบริการรักษาพยาบาล (Medical Services) ๒) การบริการ
เพ่ือส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ๓) การบริการวิชาการและงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ
และ ๔) เคร่ืองมือบริหารจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
ซึ่งผลการดาเนินงานการสัมมนาทีส่ าคัญสรปุ ได้ ดังนี้

๔.๑ ข้อมูลการอภิปรายเร่ือง “สถานการณ์และการดาเนินงานในปัจจุบันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงการแพทยแ์ ละการทอ่ งเทีย่ วเชงิ สขุ ภาพให้เป็นทีย่ อมรบั ในระดบั นานาชาติ”

๔.๑.๑ กรมการทอ่ งเที่ยว กระทรวงการท่องเทีย่ วและกีฬา๑
การดาเนินงานโดยทัว่ ไป
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนา

การท่องเที่ยวในด้านบริการทอ่ งเทยี่ ว แหล่งทอ่ งเท่ียว ธุรกิจนาเท่ยี ว มัคคุเทศกแ์ ละผนู้ าเท่ียว มาตรฐาน

๑ นางสาวศิริวรรณ พรเลิศวิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาตรฐานธุรกิจนาเท่ียวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวง
การท่องเท่ียวและกีฬา, การสัมมนาของคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา เรื่อง “การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต
COVID - 19” วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ๑ - ๒ ชั้น ๒ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
กรุงเทพมหานคร.

๗๖

อุตสาหกรรมท่องเท่ียว และการรักษาความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการพัฒนายกระดับ
มาตรฐานสินค้าและบริการการท่องเที่ยว เช่น มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานด้านท่ีพัก มาตรฐาน
ด้านความปลอดภัย มาตรฐานด้านสุขอนามัย มาตรฐานการจัดการส่ิงแวดล้อม การกาหนดเกณฑ์
มาตรฐานต้องพิจารณาถึงการทากิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)
โดยกรมฯ มีหน้าท่ีตรวจประเมินมาตรฐานและรับรองสถานประกอบการด้านท่องเท่ียว โดยมีการดาเนินงาน
แบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชน สาหรับการดาเนินการด้านส่งเสริมและ
พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยได้รับความนิยมจากนักท่องเท่ียวต่างชาติเป็นจานวนมาก
ในขณะทีร่ ัฐบาลได้กาหนดนโยบายเพ่ือส่งเสรมิ และพัฒนาให้ประเทศไทยเปน็ ศูนย์กลางด้านการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพ (Thailand Medical Hub) ระยะ ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๘) ซ่ึงประกอบด้วย ศูนย์กลาง
บริการรกั ษาพยาบาล Medical Service Hub ศนู ยก์ ลางบรกิ ารเพ่อื ส่งเสริมสุขภาพ Wellness Hub ศนู ยก์ ลาง
บรกิ ารวชิ าการและงานวจิ ัย Academic Hub และศนู ย์กลางยาและผลติ ภัณฑส์ ขุ ภาพ Product Hub

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการด้านการท่องเท่ียวตามมาตรฐาน
ความสะอาดและปลอดภัยป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID - 19 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย
๑) กลุ่มธุรกิจนาเที่ยว ได้แก่ บริษัทนาเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้นาเท่ียว ๒) กลุ่มที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรม
ท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม รีสอร์ท โฮมสเตย์ และ ๓) กลุ่มแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ ชายหาด น้าพุร้อน
ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเท่ียวชุมชน โดยมีวัตุประสงค์เพ่ือเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ
และผใู้ ห้บรกิ ารด้านการท่องเทยี่ วท่วั ประเทศ

การดาเนนิ การดา้ นบูรณาการรว่ มกับหนว่ ยงานอ่นื ๆ ดังนี้
๑) การจัดทาแพลตฟอร์ม CLEAN Together โดยความร่วมมอื ระหวา่ งกรมการท่องเท่ยี ว
กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา ร่วมมือกบั กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข ซึง่ ผู้ประกอบการสามารถ
ประเมินสถานประกอบการของตนเองในช่องประเมินสถานท่ี แล้วเลือกประเภทของสถานประกอบการ
เพื่อประเมินว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกัน COVID - 19 ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากทาได้
ครบตามข้อกาหนดก็จะสามารถปักหมุดพิกัดสถานประกอบการไว้ในแพลตฟอร์มน้ี ว่าเป็นสถาน
ประกอบการที่มีมาตรการในการป้องกัน COVID - 19 และจะมีกรมการท่องเที่ยวทาหน้าที่ตรวจสอบ
และประเมินตามมาตรฐาน หากผ่านเกณฑ์จะออกใบรับรองท่ีผ่านการประเมินให้กับผู้ประกอบการ
นอกจากน้ี ยังได้จัดทาคู่มือองค์ความรู้ด้านการท่องเท่ียว ซ่ึงผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือดังกล่าว
ไดท้ ี่ www.dot.go.th
๒) การดาเนินกิจกรรมโฮมสเตย์เพื่อสุขภาพ Healthy Home Stay โดยกรมการท่องเที่ยว
กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา ร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
มุ่งพัฒนามาตรฐานสัมผัสท่ีพักวัฒนธรรมชนบท โดยได้กาหนดหลักเกณฑ์ ๑๐ ด้าน ๓๑ ตัวช้ีวัด
ประกอบด้วย ๑) ท่ีพัก ๒) อาหาร ๓) ความปลอดภัย ๔) อัธยาศัยไมตรี ๕) รายการนาเที่ยว

๗๗

๖) ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ๗) วัฒนธรรม ๘) ผลิตภัณฑ์ชุมชน ๙) การบริหารจัดการ
และ ๑๐) การประชาสัมพันธ์ ปจั จบุ นั โฮมสเตยท์ ่ีผา่ นการรับรองมาตรฐานมจี านวน ๑๙๕ แห่งท่ัวประเทศ
โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ ๑) สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โฮมสเตย์ท่ีได้รับมาตรฐาน ๒) สร้างจุดขาย
สู่การสร้างการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ๓) สร้างมูลค่าเพิ่มแก่วิถีชุมชนและเอกลักษณ์ของสถานที่
๔) สร้างความพร้อมในการให้บริการด้านสุขภาพ และ ๕) สร้างต้นแบบพัฒนาและยกระดับการบริหาร
จดั การโฮมสเตยใ์ หม้ ีศกั ยภาพ

ปัจจัยแห่งความสาเร็จในการดาเนินการเพื่อการพัฒนาสาหรับโฮมสเตย์ไทยสู่ Healthy
Home Stay ๖ ด้าน ดังน้ี ๑) ความสะอาดและความปลอดภัย ๒) ความสะดวกสบาย ๓) ความคิด
สร้างสรรค์จากภูมิปัญญา ๔) การสร้างเสริมสุขภาพ ๕) ความมีเสน่ห์ความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง
และ ๖) การสรา้ งการมีส่วนร่วม

๔.๑.๒ กรมควบคุมโรค๒ กระทรวงสาธารณสขุ ให้ขอ้ มลู สรปุ ได้ ดงั นี้
การดาเนนิ งานของกระทรวงสาธารณสุข
การดาเนินงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข หรือ Medical Hub

มีหนว่ ยงานในสังกัดทาหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบหลัก เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทย
และการแพทย์ทางเลือก และกรมควบคุมโรค โดยมุ่งสร้างความเช่ือมั่นให้การท่องเที่ยวไทยปลอดภัย
ดว้ ยการให้บริการสาธารณสขุ แกน่ กั ท่องเที่ยวทเ่ี ดนิ ทางเขา้ มาทอ่ งเท่ียวในประเทศไทย

สถานการณ์ผ้ปู ่วยโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ทว่ั โลก
ข้ อ มู ล จ า ก Worldometers, South China Morning Post, CNN ณ วั น ท่ี ๒ ๐
กรกฎาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา พบผปู้ ่วยตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้รับการยนื ยัน จานวน
๑๔,๖๓๔,๗๓๒ คน (คาดการณ์ว่าอาจเพ่ิมขึ้นประมาณ ๑๙๔,๗๒๑ คน) ซ่ึงรักษาหายแล้ว จานวน
๕,๒๙๖,๐๑๐ คน อยู่ระหว่างการรักษา ๕๙,๘๐๙ คน และเสียชีวิต จานวน ๖๐๘,๕๕๙ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๔.๑๙ โดยประเทศท่ีพบผู้ปว่ ยตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ตามลาดบั ดงั น้ี
๑) สหรัฐอเมรกิ า มีการรายงานสถติ ผิ ู้ปว่ ย จานวน ๓,๘๓๓,๕๙๗ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๒๖.๕๘
๒) สหพนั ธ์สาธารณรัฐบราซิล มกี ารรายงานสถติ ผิ ้ปู ่วย จานวน ๒,๐๗๕,๒๔๖ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๑๔.๓๙
๓) สาธารณรฐั อนิ เดยี มกี ารรายงานสถติ ิผปู้ ว่ ย จานวน ๑,๐๗๘,๗๕๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๗.๔๘
๔) สหพันธรฐั รัสเซยี มีการรายงานสถติ ิผปู้ ว่ ย จานวน ๗๖๕,๔๓๗ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๕.๓
๕) สาธารณรัฐแอฟรกิ าใต้ มีการรายงานสถติ ผิ ปู้ ว่ ย จานวน ๓๕๐,๘๗๙ คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๒.๔๓
๖) สาธารณรัฐเปรู มีการรายงานสถิติผูป้ ่วย จานวน ๓๔๙,๕๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๒.๔๒

๒ แพทย์หญิงวรรณา หาญเชาว์วรกุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค, การสัมมนาของคณะกรรมาธิการ
การท่องเท่ียว วุฒิสภา เร่ือง “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓
ณ หอ้ งแกรนด์ บอลรูม ๑ - ๒ ชน้ั ๒ โรงแรมรอยลั ออคดิ เชอราตนั กรุงเทพมหานคร.

๗๘

๗) สหรัฐเมก็ ซโิ ก มกี ารรายงานสถติ ิผปู้ ว่ ย จานวน ๓๒๘,๘๔๖ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๒.๓๕
๘) สาธารณรฐั ชลิ ี มกี ารรายงานสถติ ิผู้ปว่ ย จานวน ๓๒๘,๘๔๖ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๒.๒๘
สถานการณ์ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ทั่วโลก จาแนกตามผู้ป่วย
รายใหม่ ผู้ปว่ ยกลับบ้าน ผปู้ ่วยที่เสียชีวิต ข้อมูล ณ วันท่ี ๒๒ มกราคม – ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ จานวน
ผู้ป่วยท่ัวโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๓ ประเทศ
สหรัฐอเมริกามีการรายงานสถิติผู้ป่วย จานวน ๑๐,๓๔๙ คน เม่ือวันท่ี ๑๗ เมษายน ๒๕๖๓
และสาธารณรัฐฝร่ังเศส มีการรายงานสถิติผู้ป่วย จานวน ๑๗,๓๕๕ คน เม่ือวันท่ี ๒๐ พฤษภาคม
๒๕๖๓ มีการรายงานสถติ ผิ ปู้ ่วย จานวน ๒๑,๔๗๓ คน
สถานการณ์ผู้ป่วยโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19 ทั่วโลก) ผู้ป่วยรายใหม่
ขอ้ มูล ณ วันท่ี ๒๐ มีนาคม - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ประเทศที่มีผู้ปว่ ยรายใหม่มีแนวโน้มเพม่ิ ข้ึน ได้แก่
สหรฐั อเมรกิ า สาธารณรัฐอนิ เดยี สหพันธ์สาธารณรฐั บราซิล และสหพันธรฐั รสั เซีย ประเทศในทวีปเอเชีย
ท่มี ีผู้ปว่ ยรายใหมเ่ พม่ิ ขึ้นอย่างต่อเน่อื ง สาธารณรัฐอินเดยี สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐ
อิสลามปากสี ถาน สาธารณรฐั อนิ โดนีเซยี และสาธารณรัฐฟลิ ปิ ปินส์
สถานการณ์ผ้ปู ่วยติดโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID – 19) ของประเทศไทย
ผตู้ ิดเช้ือรายใหม่จากต่างประเทศ จาแนกตามสัญชาติ และมาตรการ ข้อมูล ณ วันที่ ๒๑
กรกฎาคม ๒๕๖๓ จากต่างประเทศ จานวน ๘๑๑ คน ผ้ปู ่วยท้ังหมด ๓,๒๕๕ คน ซึ่งเปน็ ผู้ป่วยที่ตดิ เชื้อ
จากตา่ งประเทศ แบ่งออกเปน็ ดงั น้ี
๑) คนต่างชาติ จานวน ๑๒๕ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๑๕
๒) คนไทย จานวน ๓๖๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๕ ติดเช้ือจากการประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนา จานวน ๙๙ คน
๓) คนไทยท่ีเข้ากักตัวในสถานท่ีสาหรับเฝ้าสังเกตอาการผู้ที่กักตัวหลังกลับจาก
การเดินทางต่างประเทศตามมาตรการของรฐั เปน็ เวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน หรือ State Quarantine
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ ในสถานกักกนั โรคของรัฐ
ที่ส่วนกลางและจังหวัด (State and Local quarantine sites) เม่ือวันท่ี ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓
(ผูป้ ่วยยืนยนั สะสมจานวน๓๑๘ราย)โดยประเทศท่ีพบผูป้ ่วยโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ตามลาดับ
ดังน้ี ๑) ประเทศมาเลเซีย (บริเวณพรมแดน) คนไทย/ต่างชาติเข้ามาสะสม จานวน ๒๐,๕๔๖ คน
จานวนผปู้ ่วยยืนยนั คนไทย/ตา่ งชาติ ๑ คน สัดส่วนผู้ป่วยร้อยละ ๐.๓๑ และอตั ราการปว่ ยตามประเทศ
ตน้ ทาง ๐ คน ๒) ประเทศสหรฐั อเมริกา คนไทย/ต่างชาติเข้ามาสะสม ๓,๕๔๔ คน จานวนผู้ปว่ ยยืนยัน
คนไทย/คนต่างชาติ ๑๗ คน สัดส่วนผู้ป่วยร้อยละ ๕.๓๕ และอัตราการป่วยตามประเทศต้นทาง ๐.๔๘
และ ๓) สาธารณรัฐอินเดีย คนไทย/ต่างชาติเข้ามาสะสม ๒,๙๖๕ คน จานวนผู้ป่วยยืนยันคนไทย/
คนต่างชาติ ๒๒ คน สดั สว่ นผู้ปว่ ยรอ้ ยละ ๖.๙๒ และอัตราการปว่ ยตามประเทศต้นทาง ๐.๗๔

๗๙

ระยะเวลาของการตรวจพบเช้ือของคนไทยเดินทางมาจากต่างประเทศ และที่เข้ากักตัว
ในสถานที่สาหรับเฝ้าสังเกตอาการผู้ที่กักตัวหลังกลับจากการเดินทางต่างประเทศ ตามมาตรการของรัฐ
เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน หรือ State Quarantine วันท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ผู้ติดเช้ือใน State
Quarantine จานวน ๓๑๓ ราย ผ้ทู ี่เข้ากอ่ นวันท่ี ๒๗ เมษายน ๒๕๖๓ ตรวจหาเช้ือ วนั ที่ ๕ - ๘ ของวัน
มาถึง และตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๓ ตรวจหาเชื้อ วันที่ ๓ - ๕ และ ๑๑ - ๑๓ ของวันมาถึง
ผตู้ ดิ เชือ้ รอ้ ยละ ๑๕.๔ พบตัง้ แต่ ๗ วันข้นึ ไป และร้อยละ ๑๐.๖ พบตงั้ แต่ ๑๑ วนั ขึ้นไป

ระยะเวลาของการตรวจพบเช้อื จากวันเขา้ State Quarantine คดิ เป็นอตั ราสว่ น ดงั น้ี
๑) ๐ - ๒ วนั รวม ๑๒๗ คน คิดเปน็ อัตราสว่ น รอ้ ยละ ๔๐.๖
๒) ๓ - ๔ วัน รวม ๘๐ คน คิดเป็นอตั ราส่วน รอ้ ยละ ๒๕.๖
๓) ๕ - ๖ วนั รวม ๕๘ คน คดิ เปน็ อตั ราส่วน รอ้ ยละ ๑๘.๕
๔) ๗ - ๘ วนั รวม ๑๑ คน คดิ เป็นอัตราสว่ น รอ้ ยละ ๓.๕
๕) ๙ - ๑๐ วัน รวม ๔ คน คิดเปน็ อตั ราส่วน ร้อยละ ๑.๓
๖) ๑๑ - ๑๒ วัน รวม ๒๕ คน คิดเป็นอตั ราสว่ น รอ้ ยละ ๘
๗) ๑๓ - ๑๔ วนั รวม ๘ คน คิดเป็นอตั ราส่วน รอ้ ยละ ๒.๖
เป้าหมายการแก้ไขปัญหา COVID - 19 ในประเทศไทยตามแผนบูรณาการความร่วมมือ
พหุภาคี มีดังน้ี ๑) ลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศไทย และชะลอการแพร่ระบาดภายในประเทศ
๒) ประชาชนไทยปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ และ ๓) ลดผลกระทบทางสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม
และเพม่ิ ความม่ันคงของประเทศ โดยมกี ลยทุ ธ์ ๖C ในการจดั การกับโรค COVID - 19 ได้แก่
๑) การเฝ้าระวงั ที่ดา่ นฯ สถานพยาบาล และชมุ ชน : Capture
๒) ดูแลรักษาและป้องกันการแพรเ่ ชือ้ : Case management
๓) การติดตามผสู้ มั ผัสและควบคมุ โรค : Contact tracing:
๔) การส่ือสารความเส่ยี ง : Communication
๕) มาตรการทางกฎหมายและชุมชนมสี ่วนร่วม : Community participation & Law
๖) ประสานงานรวบรวมข้อมลู : Coordinating and Joint Information Center
มาตรการผ่อนปรนระยะที่ ๑ - ๕ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี
มาตรการผ่อนปรนระยะที่ ๑ ได้เร่ิมบังคับใช้เม่ือวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓
โดยมาตรการ ผ่อนปรนระยะที่ ๑ ใน ๖ กลุ่มกิจกรรมในโซนสีขาว ให้กลับมาดาเนินการได้ปกติ ได้แก่
ตลาดร้านจาหน่ายอาหารกจิ การค้าปลกี - ส่ง กีฬาสนั ทนาการ ร้านตดั ผม เสรมิ สวย และฝากเลีย้ งสัตว์
มาตรการผ่อนปรนระยะท่ี ๒ มผี ลใช้บงั คบั เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓ โดยอนญุ าต
ใหเ้ ปดิ หา้ งสรรพสินค้า ศนู ย์การคา้ สถานออกกาลังกายบางส่วน แต่ใหเ้ ปดิ บรกิ าร เวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกา
และปรับเวลาการเริ่มสถานการณ์ฉุกเฉิน จากเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา เป็นเวลา ๒๓.๐๐ นาฬิกา แต่ยังคงงด
และชะลอการเคลอ่ื นย้ายข้ามจงั หวดั

๘๐

มาตรการผ่อนปรนระยะที่ ๓ มีผลใช้บังคับเมื่อวันท่ี ๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ สามารถ
เคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดได้ และลดระยะเวลาสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นเวลา ๒๓.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา
๐๓.๐๐ นาฬิกา

มาตรการผ่อนปรนระยะที่ ๔ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ ให้ยกเลิก
การห้ามออกนอกเคหะสถานและสามารถใช้อาคารสถานท่ีของโรงเรียน สถานศึกษา สามารถเปิด
โรงแรม โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร และเครื่องด่ืมท่ัวไป อนุญาตให้มีการด่ืมสุรา และเครื่องด่ืม
ที่มแี อลกอฮอล์ไดย้ กเว้นสถานบริการทม่ี ลี ักษณะคล้ายสถานบรกิ ารประเภทผับ บาร์ คาราโอเกะ ยกเว้น
สถานบนั เทงิ สถานแข่งขนั

มาตรการผ่อนปรนระยะที่ ๕ มีผลใช้บังคับเม่ือวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ประกอบด้วย
การเปิดเรียนและรปู แบบการเรยี นการสอนในโรงเรียน สถาบัน และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถงึ การเปิด
ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และร้านค้าสะดวกซื้อ สามารถเปิดดาเนินการตามเวลาปกติ
สว่ นสถานบรกิ ารผบั บาร์ คาราโอเกะ สามารถเปดิ ให้บริการตามจนถงึ เวลา ๒๔.๐๐ นาฬกิ า

นอกจากนี้ รายงานการค้นหา และตรวจโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ กรณีจังหวัดระยอง
และกรุงเทพมหานคร รายงานผล เมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ไมพ่ บผู้ติดเชือ้

๔.๑.๓ กระทรวงพาณชิ ย์๓ ให้ขอ้ มูลสรุปได้ ดงั น้ี
การดาเนนิ งานของกระทรวงพาณิชย์
กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและบริการ

เพื่อให้เกิดนวัตกรรมท่ีเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเท่ียวในธุรกิจเป้าหมายให้ สามารถดึงดูดรายได้
จากการท่องเท่ียวและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศได้ รวมทั้ง
การดาเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การท่องเท่ียว แผนย่อยการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพ ความงาม และแพทย์แผนไทย เช่น การยกระดับผู้ประกอบการและสถานบริการในสอดคล้อง
กบั สถานการณย์ คุ วิถใี หม่ หรอื New Normal ดังนี้

๑) การสรา้ งสรรค์การทอ่ งเท่ียวเชิงสุขภาพหรือการนานวัตกรรมใหม่มาใชใ้ นการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพและเชิงการแพทย์ หรือการเกิดภูมิปัญญาทางนวัตกรรมใหม่ ซ่ึงเรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา
เชน่ การนาสมุนไพรมาผลติ เปน็ ลูกประคบ ซ่ึงต้องนาไปจดทะเบยี นคมุ้ ครองทรพั ย์สนิ ทางปัญญา

๒) การพัฒนายกระดบั คณุ ภาพผลติ ภณั ฑ์ เพอื่ ใหเ้ กดิ การประชาสัมพนั ธ์สนิ คา้
๓) การสร้างโอกาสทางการตลาด โดยมีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวง
พาณิชย์ ส่งเสริมผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนไทยไปจัดแสดงสินค้าและเจราจาทางธุรกิจ

๓ นางสาววันเพ็ญ นิโครวนจารัส ท่ีปรึกษาการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์, การสัมมนาของคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว
วุฒิสภา เร่ือง “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม
๑ - ๒ ชนั้ ๒ โรงแรมรอยลั ออคิด เชอราตัน กรงุ เทพมหานคร.

๘๑

ในตา่ งประเทศทาให้เกดิ มูลค่าการสงั่ ซื้อสนิ คา้ และผลติ ภัณฑจ์ ากชาวตา่ งชาติ และการท่ีประเทศไทยสามารถ
ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ได้เป็นอย่างดี
กระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดอบรมให้กับผู้ประกอบการ เช่น การบริหารจัดการธุรกิจและบุคคล
อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริ หารธุรกิจในยุคออนไลน์
ไปสู่การให้บรกิ ารแก่ผู้บริโภคอยา่ งครบวงจร รวมถึงได้ให้คาปรกึ ษาและคาแนะนาผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ
เช่น ผูป้ ระกอบการสปา ผปู้ ระกอบการนวดแผนไทยท่ีไดร้ บั ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID - 19

นอกจากน้ี ในปี ๒๕๖๓ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จัดกิจกรรม Genius Service
Business 2020 เพื่อเช่ือมโยงธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพกับธุรกิจท่องเท่ียวร่วมหาแนวทางสร้างธุรกิจ
New Business Model เพื่อสร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจหลังเกิดวิกฤต COVID - 19
โดยมีผู้ประกอบธุรกิจเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว จานวน ๑๖๕ ราย ก่อนคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจให้เหลือ
จานวน ๑๐ ราย เพ่ือผลักดันเป็นธุรกิจต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจให้ธุรกิจรายอ่ืน ๆ ต่อไป และในขณะเดียวกัน
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะนาผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์ความงามและเคร่ืองสาอาง
ไปจดั แสดงสินค้าที่เขตบรหิ ารพิเศษฮอ่ งกงแห่งสาธารณรฐั ประชาชนจีน และสหพนั ธส์ าธารณรัฐเยอรมนี
ซ่ึงการจัดกิจกรรมดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงการทอ่ งเที่ยวและกฬี า เป็นตน้

๔.๑.๔ การทอ่ งเท่ยี วแหง่ ประเทศไทย๔ ใหข้ ้อมูลสรปุ ได้ ดงั นี้
การดาเนนิ งานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทยดาเนินการโดยมุ่งเน้นการสร้างอุปสงค์เพื่อส่งเสริม

การท่องเที่ยวไทย ซึ่งการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพเป็นตลาดท่องเท่ียวที่มีการใช้จ่ายสูง โดยการท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทยมีการวิเคราะห์ความตอ้ งการและความจาเป็นของนักท่องเทย่ี วอย่างรอบด้าน เพื่อการจัดทา
และนาเสนอสินค้าด้านการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพให้แก่นักท่องเท่ียว อาทิ กรณีนักท่องเท่ียว
จากสาธารณรฐั ประชาชนจีนและสหพนั ธรฐั รัสเซยี ซ่งึ มกี ารเดนิ ทางเขา้ มาท่องเท่ยี วเชิงสขุ ภาพ เนอื่ งจาก
ไม่ประสงค์รับบริการด้านสุขภาพจากรัฐของตน รวมทั้งบรรดาประเทศแถบตะวันออกกลางท่ีมีกาลังซื้อสูง
และต้องการมาตรฐานการรักษาพยาบาลสูงกว่าประเทศของตน เม่ือมีการส่งเสริมการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพ จะส่งผลทางอ้อมให้เกิดการซ้ือผลิตภัณฑ์อันเกี่ยวเน่ืองจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้านต่าง ๆ
ทีไ่ ทยมีจุดขายและมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขนั ด้านราคาตามบริบทท่ีเกี่ยวข้อง ซึ่งมิใช่การแขง่ ขัน
ลดราคา ทั้งนี้ เสนอแนวทาง Medical and Wellness resort โดยกาหนดเป้าหมายภายใน ๕ ปี
ประกอบดว้ ย

๔ นางศรีสุดา วนภิญโญศักด์ิ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกาตะวนั ออก และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,
การสัมมนาของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา เร่ือง “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีที่
๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ หอ้ งแกรนด์ บอลรูม ๑ - ๒ ชน้ั ๒ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรงุ เทพมหานคร.

๘๒

๑) การส่งเสริมให้คนไทยในต่างประเทศเดินทางเข้ามารับบริการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ
ภายในประเทศไทย

๒) การประสานงานระหว่างโรงแรม โรงพยาบาล และคลินกิ เพ่ือบรู ณาการการดาเนนิ งาน
สง่ เสริมการท่องเทย่ี วเชงิ สขุ ภาพ

๓) การส่งเสริม Online mart โดยมีแพลตฟอร์มท่ีทาให้เกิดการพบปะระหว่างผู้ประกอบ
ธุรกจิ ดา้ นการท่องเทีย่ วเชงิ สุขภาพทเ่ี ก่ียวขอ้ ง

๔) การมีความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐในการทาข้อตกลงในการรับการรักษาพยาบาล
ในตา่ งประเทศเพื่อการทอ่ งเที่ยวเชงิ สุขภาพ

๕) การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริม
การทอ่ งเทย่ี วเชงิ สุขภาพ

๔.๑.๕ สมาคมการทอ่ งเทยี่ วเชงิ การแพทย์และสุขภาพไทย๕ ให้ขอ้ มลู สรุปได้ ดังนี้
การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพมีห่วงโซ่อุปทานท่ีเก่ียวข้องในหลายภาคส่วน โดยนักท่องเท่ียว

ใหค้ วามสาคญั กับการนวดไทยเพอ่ื การรักษาเชงิ การแพทย์ ซงึ่ ควรสง่ เสรมิ ตลาดการท่องเทยี่ วเชิงสุขภาพ
ในแง่ของศักยภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
ในจุดแข็งด้านความปลอดภัยในการดูแลรักษาสุขภาพตามมาตรการของรัฐบาล ควบคู่กับการส่งเสริม
การเดินทางท่องเท่ยี วภายในประเทศ เพื่อการส่งเสรมิ การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ โดยการผนวก Medical
และ Wellness เข้าไว้ด้วยกันอย่างจริงจัง ปัจจุบันมีโครงการต้นแบบ คือ Medical hotel เพ่ือรองรับ
นักท่องเท่ียวชาวต่างชาติท่ีเข้าพักในโรงแรมเพ่ือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซ่ึงอุปสรรคและปัญหา
ในการดาเนินงาน คือ คลินิกเฉพาะทางตา่ ง ๆ บรษิ ทั ธุรกจิ ทอ่ งเทยี่ ว สปา แพทย์แผนไทยและแพทยท์ างเลอื ก
มีเงินทุนหมุนเวียนท่ีค่อนข้างจากัดทาให้ขาดความม่ันคงในการดาเนินธุรกิจระยะยาวได้อย่างย่ังยืน อีกทั้ง
มีสินทรัพย์ค้าประกันไม่เพียงพอสาหรับการค้าประกันสินเช่ือทาให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ และได้รับ
ผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) และการประกาศภาวะฉกุ เฉิน
ท่ีทาให้การท่องเท่ียวและการบริการเชิงสุขภาพหลายสาขาต้องปิดกิจการลงและเลิกจ้างพนักงาน ทั้งน้ี
เสนอให้รัฐบาลเพิ่มการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในรูปแบบโปรแกรมทัวร์สุขภาพ ซึ่งจะทาให้
เกิดการเจรจาระหว่างคู่ธุรกิจต่าง ๆ ทั้งโรงแรม รีสอร์ท โรงพยาบาล คลินิก สปา แพทย์แผนไทย
แพทย์ทางเลือก และผู้ให้บริการอ่ืน อันจะเป็นช่องทางท่ีจะกระตุ้นรายได้ในช่วงเวลาท่ียังไม่สามารถ
เปิดรับนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติได้ตามปกติ และมีประโยชน์ต่อประชาชนในการดูแลสุขภาพ
และสอดคลอ้ งกับสังคมผ้สู ูงอายใุ นปจั จบุ นั ดว้ ย

๕ แพทย์หญิงประภา วงศ์แพทย์ นายกสมาคมการท่องเท่ียวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย , การสัมมนา
ของคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา เรื่อง “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีท่ี ๒๓
กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องแกรนด์ บอลรมู ๑ - ๒ ชน้ั ๒ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร.

๘๓

๔.๑.๖ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน๖ ใหข้ ้อมูลสรปุ ได้ ดังน้ี
การส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพในปัจจุบัน มีโรงพยาบาลเอกชน ประมาณ ๓๘๒ แห่ง

ในการรองรับ มีจานวนเตียงประมาณ ๓๖,๐๐๐ เตียง ซ่ึงแนวทางในการดาเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) เป็นเชิงมาตรการ
การป้องกันให้เกิดการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและมีภูมิต้านทานท่ีดี เพ่ือมิให้เกิดการติดเชื้อในลักษณะ
การแพร่กระจาย ซึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพควรให้เกิดความสมดุลระหว่างการเดินทาง
ท่องเที่ยว การดารงชีวิตประจาวัน การดูแลรักษาสุขภาพ การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการรักษาความม่ันคง
ภายในประเทศ ระหว่างการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อดาเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด
ของโรคตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ซ่งึ มีการผอ่ นคลายมาตรการมาเปน็ ลาดบั

จากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ส่งผลให้
เศรษฐกิจไทยตกต่า ทาให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โรงงาน บริษัท และห้างร้าน มีการทยอย
ปิดกิจการลงทาให้เกิดปัญหาคนตกงาน การส่งออกชะลอตัว การเดินทางท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียว
ชาวต่างชาติลดต่าลงอย่างมาก ทาให้หน้ีครัวเรือนและหน้ีสาธารณะมีการปรับสูงข้ึนอย่างต่อเน่ือง
จงึ เสนอใหม้ ีแนวทางเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้สมดุลต่อการป้องกนั ปัญหาการแพร่ระบาด
ของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) เป็น Alternative Hospital Quarantine คือ การคัดกรอง
นักท่องเทย่ี วจากต่างประเทศและผรู้ ว่ มเดนิ ทางเขา้ มาทอ่ งเท่ียวเชงิ สุขภาพ โดยการคัดกรองจากทา่ อากาศยาน
จนถึงโรงพยาบาลให้ครบ ๑๔ วัน ซ่ึงแนวทางดังกล่าว หมายถึง การกักตัวนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ
แ ล ะ ผู้ ร่ ว ม เดิ น ท า ง เข้ า ม า ท่ อ ง เที่ ย ว เชิ ง สุ ข ภ า พ ทั้ ง ช า ว ไ ท ย แ ล ะ ช า ว ต่ า ง ช า ติ ที่ เดิ น ท า ง เข้ า ม า
ในราชอาณาจกั รไทย โดยมจี ดุ ประสงค์เพอื่ ท่องเทย่ี วเชิงสุขภาพในการเข้ารบั การรักษาพยาบาลและดูแลสขุ ภาพ
ซึง่ ไดม้ ีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า เพ่ือการเฝ้าระวงั และควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน ตามมาตรการป้องกนั การแพร่ระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
(COVID - 19) โดยยินยอมชาระค่าใช้จ่ายเองระหว่างการรักษาพยาบาลและกักกันตนโดยสมัครใจ
เพื่อการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพในการนารายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ
และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศ โดยการสร้างระบบการกักตัว
ร่ วมกั บการรั กษาพยาบาลในสถานพยาบาลให้ แก่ นั กท่ องเที่ ยว ท่ี ต้ อ งก าร เข้ ารั บ ก าร รั ก ษ าพ ย าบ าล
โดยมีความจาเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้พ้ืนท่ีว่างของโรงพยาบาล
และโรงแรมให้เกิดประโยชน์สงู สุด

๖ นายแพทยส์ ุรพงศ์ อาพันวงษ์ ทป่ี รึกษาสมาคมโรงพยาบาลเอกชน, การสมั มนาของคณะกรรมาธิการการทอ่ งเทยี่ ว
วุฒิสภา เรอ่ื ง “การทอ่ งเที่ยวเชิงสขุ ภาพหลงั วิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ หอ้ งแกรนด์ บอลรูม
๑ - ๒ ชน้ั ๒ โรงแรมรอยลั ออคดิ เชอราตนั กรุงเทพมหานคร.

๘๔

๔.๑.๗ สมาคมแพทย์แผนไทยแหง่ ประเทศไทย๗ ให้ข้อมูลสรปุ ได้ ดงั น้ี
ความเปน็ มา
สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย ไดจ้ ดทะเบียนเป็นสมาคม เม่ือวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์

๒๕๔๐ มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลของรัฐ สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยระยะเร่ิมแรก
ได้เปดิ หลักสตู รการเรยี น ๔ แผนก และใชร้ ะยะเวลาการเรยี นทแี่ ตกตา่ งกนั ดังน้ี

๑) ดา้ นเวชกรรมไทยใช้ระยะเวลาการศกึ ษา จานวน ๓ ปี
๒) เภสัชกรรมไทย ใชร้ ะยะเวลาการศึกษา จานวน ๓ ปี
๓) การนวดไทยใช้ระยะเวลาการศกึ ษา จานวน ๒ ปี
๔) การผดงุ ครรภไ์ ทย ใช้ระยะเวลาการศกึ ษา จานวน ๑ ปี
ต่อมาพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ มีผลใช้บังคับ ซ่ึงความใน
มาตรา ๓๑ (๓) กาหนดว่า “หา้ มมิให้ผใู้ ดซงึ่ มิได้เปน็ ผ้ปู ระกอบวชิ าชีพการแพทย์แผนไทยหรือผปู้ ระกอบ
วิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ กระทาการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือการประกอบ
วิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ เว้นแต่ในกรณีอย่างใดอย่างหน่ึงดังต่อไปนี้ (๓) นักเรียน นักศึกษา
หรือผู้รับการฝึกอบรม ซึ่งทาการฝึกหัดหรือฝึกอบรมในความควบคุมของสถาบันการศึกษาวิชาชีพการแพทย์
แผนไทยของรัฐหรือท่ีได้รับอนุญ าตจากทางราชการให้จัดตั้งสถาบันทางการแพทย์ของรัฐ
หรือสถาบันการศึกษา หรือสถาบันทางการแพทย์อ่ืนที่สภาการแพทย์แผนไทยรับรอง ทั้งน้ี ภายใต้
การควบคุมของเจ้าหน้าท่ีผู้ฝึกหัดหรือผู้ให้การฝึกอบรม ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
หรือผูป้ ระกอบวชิ าชพี การแพทย์แผนไทยประยุกต์” จึงส่งผลกระทบต่อสมาคมท่ีมีสถานะตามกฎหมาย
เป็นองค์กรเอกชนจึงไม่เป็นไปตามความในมาตราดังกล่าว และถูกระงับหลักสูตรการศึกษา จากน้ัน
สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทยจึงได้ดาเนินการเปิดหลักสูตรการศึกษานวดไทยตามประกาศ
คณะกรรมการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เร่ือง หลักเกณฑ์การรับรองวุฒิบัตร หรือประกาศนียบัตร
ท่ีดาเนินการ หรือให้บริการได้รับจากสถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ พ.ศ. ๒๕๕๙
โดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๙
ดังเช่น การกาหนดหลักสูตรนวดไทยเพ่ือสุขภาพ ๑๕๐ ชั่วโมง ถือได้ว่าสมาคมแพทย์แผนไทย
แห่งประเทศไทยเป็นองค์กรที่ช่วยขับเคล่ือนวิชาชีพนวดไทย และเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจ
ของนกั ท่องเท่ียวชาวตา่ งชาตทิ ี่เดินทางเข้ามารับบรกิ ารควบคูไ่ ปกับการทอ่ งเที่ยวเชงิ สุขภาพ
ปัญหาอปุ สรรค
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ส่งผลกระทบ
ต่อผปู้ ระกอบวิชาชีพนวดแผนไทยเปน็ อย่างมาก เช่น กรณีปดิ กจิ การลงและเลกิ จา้ งพนกั งานนวดแผนไทย

๗ นายทองคา แก้วพรหม ท่ีปรึกษานายกสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย, การสัมมนาของคณะกรรมาธิการ
การท่องเที่ยว วุฒิสภา เร่ือง “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓
ณ ห้องแกรนด์ บอลรมู ๑ - ๒ ชน้ั ๒ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรงุ เทพมหานคร.

๘๕

ข้อเสนอแนะ
ภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบวิชาชีพนวดแผนไทยท่ีได้รับ

ผลกระทบจากสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)

๔.๑.๘ สมาคมสปาไทย๘ ใหข้ อ้ มลู สรุปได้ ดงั นี้
การส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ ควรดาเนินการควบคู่กับมาตรฐานด้านการท่องเท่ียว

มาตรฐาน SHA และการส่งเสริมการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน โดยให้มีการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างและระบบ
สาธารณูปโภคในแหล่งท่องเที่ยวท้ังเมืองหลักและเมืองรอง อีกท้ัง ควรส่งเสริมให้มีแพลตฟอร์ม
เพอ่ื การเชอ่ื มโยงด้านตา่ ง ๆ ในสาขาของการท่องเทีย่ ว ส่งเสริมให้เกิดการป้องกันและการรกั ษาสิ่งแวดล้อม
และแหล่งท่องเท่ียวทางธรรมชาติในปัจจุบัน โดยการคัดกรองและจากัดจานวนนักท่องเที่ยวท่ีเข้าไปยัง
แหล่งท่องเที่ยว โดยต้ังเป้าหมายให้เกิดการกระจายรายได้ให้เกิดการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน ซ่ึง Wellness
Tourism เป็นโอกาสสาคัญในการสร้างรายได้จากการท่องเท่ียว เนื่องจากเป็นตลาดสาคัญด้านการท่องเท่ียว
ของโลก โดยเมื่อเปรียบเทียบแล้วการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับ
นักท่องเท่ียวมีแนวคิดให้ความใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ซ่ึงประเทศไทยมีความโดดเด่น
ด้านการรกั ษาพยาบาล อันเป็นส่วนสาคญั ในการส่งเสริมการท่องเท่ยี วเชงิ สุขภาพ

นอกจากน้ี นักท่องเท่ียวผู้สูงอายุก็มีแนวคิดท่ีจะเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ
เพื่อรักษาพยาบาลภายในประเทศไทย เน่ืองจากมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน
การแพรร่ ะบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ที่เกิดขึ้น และมีแนวคิดในการทจ่ี ะใช้
ชีวิตในบั้นปลายอยู่ในประเทศไทย กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นกลุ่มท่ีมีมูลค่าทางการตลาดสูง
และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซ่ึงประเทศไทยมีศักยภาพในการรองรับท่ีครอบคลุม เช่น กรณีกลุ่ม
โรคไม่ติดต่อเร้ือรัง มีความสามารถในการแข่งขันด้านของราคาและมีคุณภาพการรักษาพยาบาลสูง
ท้ังน้ี ควรมีนโยบายกระจายการดูแลและการรักษาพยาบาลในเชิงของเคร่ืองมือแพทย์และอุปกรณ์
ส่งเสริมสุขภาพท่ีทันสมัยไปยังโรงพยาบาลและสถานที่ท่องเที่ยวเมืองรอง ตลอดจนในทุกจังหวัด
โดยการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรผนวกรวมการส่งเสริมให้ไทย
เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเกี่ยวกับอาหาร สถานที่พัก การออกกาลังกายและการแบ่งปันส่ิงดีสู่สังคม
โดยนาเสนอให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงรายการนาเที่ยว ซ่ึงเก่ียวข้องถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับชุมชน
ทงั้ นี้ ในการส่งเสรมิ การท่องเท่ียวเชงิ สขุ ภาพ

๑) ควรผลักดันให้เกิดการขับเคล่ือนในส่วนของโครงสร้างและการเชื่อมโยงเก่ียวกับ
การแพทย์และคัดกรองนกั ทอ่ งเทีย่ ว

๘ นายกรด โรจนเสถียร นายกสมาคมสปาไทย, การสัมมนาของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา เร่ือง
“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ๑ - ๒
ช้นั ๒ โรงแรมรอยัล ออคดิ เชอราตัน กรุงเทพมหานคร.

๘๖

๒) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
(COVID - 19)

๓) การสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การทอ่ งเทยี่ วเชงิ สขุ ภาพอยา่ งยั่งยืน
๔) การส่ือสารเพ่อื ให้เกิดการเชอ่ื มโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพอ่ื ส่ือถึงความเป็นไทย
และสร้างมูลค่าดา้ นการท่องเท่ยี วเชิงสุขภาพ

๔.๑.๙ นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชกิ วุฒสิ ภา๙ ใหข้ ้อมลู สรุปได้ ดงั นี้
หลังวิกฤต COVID - 19 ตั้งแต่เดือนมกราคม - เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓ เกิดความถดถอย

ทางธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการท่ีเกี่ยวเนื่องกับการท่องเท่ียวทั่วโลก ทาให้ทุกประเทศต้องเรง่ แสวงหา
หนทางใหม่ในการปรับตัวเพื่อจัดการท่องเท่ียว ในฐานะอุตสาหกรรมบริการยุคใหม่ที่สร้างรายได้
อย่างก้าวกระโดดใหแ้ กป่ ระเทศตา่ ง ๆ ทว่ั โลก ตลอดกวา่ ๒ – ๓ ทศวรรษท่ีผ่านมา นัน่ คอื การท่องเท่ยี ว
เชิงสุขภาพ ยิ่งเม่ือประกอบกบั สถานการณท์ ี่บ่งชถ้ี ึงความโดดเด่น และความสาเรจ็ ในการจัดการควบคุม
การแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งทาให้อุตสาหกรรมบริการด้านนี้เป็นความหวังในสังคมเศรษฐกิจ
ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีหลากหลายองค์กร มีทิศทางและมุมมองของแต่ละภาคส่วนแตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นมุมมองด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง โรงแรมท่ีพักอาศัย ทุกมุมมองล้วนแล้วแต่เป็ น
องค์ประกอบท่ีสาคัญ หลังจากนี้จะต้องรวมกันก้าวเดินไปในยุทธศาสตร์ชาติเพ่ือก่อให้เกิดคาว่า
“ชาตเิ ข้มแข็ง มน่ั คง มัง่ คงั่ และยั่งยืน”

“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์” มีหน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวข้องหลายองค์กร
อาทิ ด้านการท่องเที่ยวอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การเดินทางอยู่ภายใต้
การดูแลของกระทรวงคมนาคม การผลักดันการดาเนินธุรกิจและก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่
เพ่ือส่งเสริมการค้าหรืออุตสาหกรรมใหม่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ส่วนด้านสุขภาพ
และการแพทย์อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข มีการประกอบตัวกันเป็น “ห่วงโซ่คุณค่า”
(Value Chain) ภาครัฐสามารถปรับปรุงให้ความหลากหลายน้ีให้มีความสอดคล้องเพ่ือให้เกิด
การสนบั สนนุ การทอ่ งเทยี่ วด้านสุขภาพ

นอกจากน้ี ยังมีหน่วยงานภาครัฐหลายองค์กรเข้ามาเก่ียวข้อง ท้ังท่ีเป็นกลไกเกี่ยวข้อง
ในเชิงกากับดูแล ควบคุม และสนับสนุนส่งเสริม เช่น กระทรวงพาณิชย์กากับดูแลด้านราคา
และด้านการค้าระหว่างประเทศเพ่ือขยายเป้าหมาย ขณะเดียวกันมีการส่งเสริมด้านการสร้างรายได้
ระหว่างประเทศหลายหน่วยงาน อาทิ กรมการค้าต่างประเทศ สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง

๙ นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภาและโฆษกคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา , การสัมมนาของ
คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา เรื่อง “การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID - 19” วันพฤหัสบดีท่ี ๒๓
กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ๑ - ๒ ช้ัน ๒ โรงแรมรอยลั ออคดิ เชอราตนั กรงุ เทพมหานคร.

๘๗

และขนาดย่อม สนับสนุนผู้ประกอบการด้านการแพทย์และสุขภาพ ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่
ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยเม่ือราว ๑๐ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้ประกอบการด้าน “ธุรกิจ
การท่องเที่ยว” และ “ธุรกิจสถานพยาบาลเอกชน” เป็นกลไกสาคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
อีกท้ัง ยังมี “องค์กรธุรกิจภาคเอกชน” ได้แก่ สมาคมต่าง ๆ ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้ประกอบการ
การค้าอุตสาหกรรม และบริการท่ีเก่ียวข้องท่ีหลากหลายในลักษณะท่ีเป็น “ผู้มีสว่ นได้เสีย” ย่ิงช่วยให้มี
การขยายตัวเติบโตและในทางตรงกันข้ามก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงท่ีอาจนาไปสู่การหดตัวในอุตสาหกรรม
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ขณะที่หลายส่วนราชการสนับสนุนภาคเอกชนเพ่ือพัฒนาไปสู่
“ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และสุขภาพในภูมิภาค” แต่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับนโยบาย
ในการจัดวางแผนงานโครงการและกิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงการแพทย์และสขุ ภาพท่ยี ังมีความซับซ้อน
และอ่อนไหวต่อการตัดสินใจของลูกค้าผู้ใช้บริการ ซ่ึงมิใช่มีแต่เพียงนักท่องเท่ียวหรือผู้ป่วย
จากต่างประเทศเทา่ นน้ั แต่ยงั รวมถึงนกั ท่องเทยี่ วหรือผปู้ ่วยภายในประเทศด้วย

จากเหตุการณ์ ที่ประเทศไทยผ่านช่วงเวลาวิกฤตตั้งแต่วิกฤต การณ์ การเงินในเอเชีย
ปี ๒๕๔๐ หลายกระทรวงตา่ งมีการจัดทาแผน หรือแนวทางต่าง ๆ เพอื่ แกไ้ ขปญั หาทเ่ี กิดขนึ้ และปรับปรุง
จนมาถึงการเร่ิมกาหนดยุทธศาสตร์ชาติในปี ๒๕๖๐ และหยุดชะงักในช่วงวิกฤต COVID - 19
เน่ืองด้วยประสบปัญหา อาทิ ความล้มเหลวการประกอบกิจการของธุรกิจการท่องเที่ยว ปัญหา
การว่างงาน การขาดทุนของธุรกิจที่พักจนต้องขายธุรกิจไปในท่ีสุด แต่สามารถมองเห็น “โอกาส
ในการสรา้ งสงิ่ ใหม่” ในช่วงวิกฤตเหลา่ น้ี

ภายหลังสถานการณ์ COVID - 19 ท่ีเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี ๒๕๖๒ ถึงต้นปีและกลางปี
๒๕๖๓ แผนงาน โครงการต่าง ๆ รวมไปถึงกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ในการดาเนินงานของประเทศท่ัวโลก
ตา่ งมกี ารปรับเปล่ยี นไปอยา่ งท่ีไมอ่ าจทานายได้วา่ จะมีสถานการณ์ของโลกทยี่ ้อนกลบั ไปเติบโตแบบเดิม
อกี หรอื ไม่ สาหรับประเทศไทยทมี่ ีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมือง
ท่ีส่งผลต่อการกาหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศ ต้ังแต่หลังปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา จนมีการประกาศใช้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และมีการเลือกตั้งใน ๒ ปีต่อมา พร้อมกันน้ัน
การวางยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี รวมถึงการประกาศการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ
จึงถูกบัญญตั ิเอาไว้ หลังการเลือกต้ังปี ๒๕๖๒ การดาเนินงานตามแนวทางที่ถูกกาหนดไวใ้ นรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงบทบาทภาระหน้าที่ของวุฒิสภาในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูป
ประเทศและการดาเนนิ งานตามยทุ ธศาสตรช์ าติจงึ ถกู กากบั ติดตามและทบทวนด้วยเชน่ กัน

การติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการดาเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ
จงึ จาเป็นอย่างยงิ่ ท่จี ะต้องวางแนวทางการดาเนินงานของส่วนราชการทีเ่ ก่ียวข้อง ทจ่ี ะทาให้สามารถปฏิรูป
และวางฐานรากของการกาหนดยทุ ธศาสตร์ชาติทม่ี ีการปรับปรุงสถานการณ์ COVID - 19 ไปสเู่ ปา้ หมาย
ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ ๒ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศ เป็นประเด็นสาคัญท่ีหน่วยงานราชการจาเป็นต้องตระหนักถึงการวางแผนให้สอดคล้อง

๘๘

กับยุทธศาสตร์ชาติด้านดังกล่าว ซึ่งเป็น ๑ ใน ๖ ยุทธศาสตร์ชาติท่ีถูกกาหนดไว้โดยมีการท่องเท่ียว
เชิงสขุ ภาพเป็น ๑ ใน ๖ แผนยอ่ ยในแผนแม่บทภายใต้ยทุ ธศาสตร์ชาติ ประเดน็ การท่องเที่ยว

จากรายงานปี ๒๕๕๕ ของสานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ได้ช้ีให้ เห็ นถึงข้อมูลจากสถาบันการเงินที่วิเคราะห์ รายได้จากบริษัทจดทะเบียน ที่มีการใ ห้ บริการ
ทางการแพทย์ บริการด้านสปาและการนวดแผนไทย รวมทั้งบริการต่อเน่ืองท่ีเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว
และมีแนวโน้มท่ีดีต่อการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย ได้จัดทาโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ
ด้านธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพอื่ จัดทาแผนธุรกิจในการรองรับการให้บริการ
แกผ่ ้ปู ว่ ยชาวตา่ งชาติ รวมท้งั มีการสนับสนนุ การทาการตลาดเพ่ือส่งเสรมิ การขายในกลมุ่ ประเทศอาเซยี น

นอกจากน้ี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์
และการตลาด เพ่ือให้ข้อมูลแก่นักท่องเท่ียวชาวต่างชาติได้มีทางเลือกการมาใช้บริการทางการแพทย์
ในประเทศไทย ซ่ึงมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าการเดินทางมาน้ันย่อมมีญาติครอบครัวและตัวผู้ป่วยเองท่จี ะได้ใช้
โอกาสในการเดนิ ทางท่องเท่ยี ว นอกจากเป็นการพักผอ่ นไปในตัวแลว้ ยังพบวา่ เมอ่ื รวมคา่ ใช้จา่ ยท้ังหมด
ยังคงถกู กว่าที่จะรับการรกั ษาพยาบาลในประเทศของตน

โดยสรุป นอกจากนักท่องเท่ียวผู้รับบริการจะได้รับบริการท่ีมีมาตรฐานทางการแพทย์
ระดับสูง การบรกิ ารท่ีมีอัตลกั ษณ์โดดเด่นประทบั ใจ การจ่ายเงนิ ยังถูกกว่าในประเทศของตนเอง ไม่ต้อง
รอลาดับการรักษานาน และที่สาคัญสามารถเลือกเวลาที่เหมาะสมได้ พร้อมที่จะได้รับการรักษาแบบ
“วางแผนกาหนดสถานการณ์ให้พร้อมเพรียงลงตัว” ได้ ซึ่งสถานการณ์ท่ีดูจะเป็นโอกาสและจุดแข็ง
เหลา่ น้ีได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้โดยสถานพยาบาลภาคเอกชนในประเทศไทยมาเปน็ เวลาไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี
เมื่อมกี ารกาหนดเปา้ หมายของการวางยทุ ธศาสตร์ก้าวเข้าสปู่ ระชาคมอาเซียน จึงทาใหห้ นว่ ยงานภาครัฐ
ต่างหันมาสนใจ และพยายามกาหนดนโยบายของหน่วยงานตนเองให้เก่ียวข้องกับการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพ โดยเชื่อม่ันว่าตัวช้ีวัดจากผลของโครงการของตนจะเป็นประโยชน์ในการนารายได้เข้าสู่
ประเทศได้

แม้การทอ่ งเทยี่ วเชิงสุขภาพได้ถกู กล่าวถึงมานานกว่า ๑๕ ปี ภายใต้แนวคิดการสนับสนุน
ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาค (Medical Hub) เห็นได้จากการเติบโต
ของบริการทางการแพทยใ์ นสถานพยาบาลเอกชนอย่างก้าวกระโดด จนทาให้สัดสว่ นรายได้ดา้ นนี้สงู ขึ้น
เสมือนเป็นโอกาสในการนารายได้เข้าสู่ประเทศเพ่ิมขึ้น อย่างไรก็ดี ส่วนราชการที่เก่ียวข้องกับการควบคุม
ดูแลสถานประกอบการ สภาวชิ าชพี ดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณสุข รวมถงึ สถาบันการศกึ ษาทีผ่ ลิตบุคลากร
ด้านการแพทย์และพยาบาลอาจยังมีประเด็นในทางปฏิบัติท่ีไม่สอดคล้องจนทาให้สถานพยาบาลเอกชน
ท่ีมีผลงานโดดเด่นและเติบโตหันไปสร้างกลไกการตลาดแบบ “ต่างคนต่างทา” และ/หรือ “แข่งขันกันเอง”
เพือ่ เลีย่ งการเสียดทานกับกลไกรัฐเพยี งพยายามใชโ้ อกาสทม่ี อี ยเู่ ทา่ ที่จะทาได้

ในเวลาต่อมาหลายประเทศมีความตื่นตัวและเร่ิมพยายามใช้กลไกที่ตนเองมีอยู่ในการสร้าง
ขีดความสามารถในการแข่งขนั พร้อมกับการพัฒนารปู แบบของการจัดบรกิ าร การคน้ คว้าวิจัย การผลิต

๘๙

และจาหน่ายสินค้าท่ีเก่ียวข้องกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางประเทศ มีการศึกษา
ค้นคว้าวจิ ัยและพัฒนาด้านสมนุ ไพรเพ่อื การดแู ลสุขภาพท่ีมีความกา้ วหน้ามาโดยตลอด

สาหรับประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง แต่เม่ือเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
ท่ีได้มกี ารเดินทางมาศึกษาดูงานในประเทศไทย เช่น สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรฐั ประชาชนจีน พบว่า
ประเทศเหล่าน้ันได้กาหนดนโยบายส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถจัดการท่องเท่ียว
เชิงการแพทย์และสุขภาพท่ีก้าวหน้าไปมาก ช้ีให้เห็นว่ายุทธศาสตร์และนโยบายที่แต่ละหน่วยงาน
กาหนดไวย้ งั ไมเ่ ป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั เมื่อมองภาพรวมแล้วอาจเป็นผลกระทบเชิงลบตอ่ ประเทศ

หากมองกลับไปสารวจการวางยุทธศาสตร์ แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ในช่วงก่อนหน้าน้ัน
ถูกวางไว้ในรูปแบบของแผนงาน ยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ภายใต้แนวทางของแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซ่ึงจากการดาเนินงานที่ผ่านมาจะพบว่า แผนยุทธศาสตร์ของกระทรวง
และหน่วยงานของส่วนราชการมักจะขาดการบูรณาการซ่ึงกันและกัน ส่งผลให้ในช่วงหลังมีโครงการ
และแผนงานท่ซี ้าซ้อนกนั อย่ใู นกระทรวงต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่งส่งผลต่อการดาเนนิ งานในระดบั ปฏิบัติ
โดยเฉพาะอย่างย่ิง โครงการท่ีมีเป้าหมายสู่พื้นท่ีในชนบท ซ่ึงทาให้หน่วยงานต่าง ๆ นาเอาโครงการ
ทมี่ ลี กั ษณะแนวทางเดียวกันไปดาเนินการซ้า ๆ ในพื้นที่เดียวกนั

ยทุ ธศาสตร์ชาตเิ ป็นหลักการและแนวคิดท่ีคนและองคก์ รจะต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน
มิใช่ต่างคนต่างทา หรือการนายุทธศาสตร์ท่ีเป็นของตนเองมาปะติดปะต่อกัน ซึ่งจะไม่สามารถทาให้
ยุทธศาสตร์ชาติโดยภาพรวมดาเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การท่องเท่ียวเชิงการแพทย์และสุขภาพ
ถือเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวท่ีสามารถสร้างคุณูปการให้แก่สังคม เศรษฐกิจ และความก้าวหน้า
ของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ได้เป็นอย่างดี หากแต่หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องจะได้มองเป้าหมาย
ทิศทาง เพ่ือนามากาหนดนโยบายและพันธกจิ ยอ่ ยในส่วนของตนเองใหส้ อดคล้องซ่ึงกันและกันในสถานะ
เป็นทีมประเทศไทย หาโอกาสในการรว่ มมือสนบั สนนุ รวมท้ังส่งเสรมิ กลไกที่เคยเปน็ โอกาสในอดตี เช่น
การคน้ ควา้ วจิ ัยสมนุ ไพรไทย การพฒั นาอปุ กรณก์ ารแพทย์ทีม่ ีคณุ ภาพและประสิทธภิ าพสงู การดัดแปลง
และพัฒนาอุตสาหกรรมให้มารองรับการผลิตอุปกรณ์การแพทย์และสุขภาพ รองรับความต้องการ
ของท่ัวโลก การศึกษาค้นคว้าวิจัย นวัตกรรมอื่น ๆ ท้ังทางด้านข้อมูลข่าวสารจนนาไปถึงด้าน
ปญั ญาประดิษฐ์ที่จะนามาช่วยในการให้บริการ และพัฒนางานด้านวชิ าการอยา่ งต่อเนอ่ื ง สอดคล้องกับ
สงั คมเศรษฐกิจโลกที่กาลงั เปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเรว็ การกาหนดแผนงานผลิตบุคลากรทางการแพทย์
และสาธารณสขุ ทส่ี อดคลอ้ งกัน และไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาด้านทรพั ยากรมนุษย์ในอนาคต เปน็ ตน้

๙๐

๔.๒ การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความเห็นในการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงการแพทย์
และการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ โดยแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้ ๑) การบริการรักษาพยาบาล (Medical
Services) ๒) การบริการเพ่ือสง่ เสรมิ สุขภาพ (Wellness) ๓) การบรกิ ารวชิ าการและงานวิจยั และ
ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และ ๔) เครื่องมือบริหารจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ จากหน่วยงาน
ภาครัฐและภาคเอกชน สรุปปัญหาอปุ สรรค และข้อเสนอแนะที่สาคญั ได้ ดังน้ี

๔.๒.๑ ปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานเกี่ยวกับการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพในสถานการณ์
ระหวา่ งและหลังการแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)

๑) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ส่งผล
ให้ โค ร ง ก า ร /กิ จ ก ร ร ม ส่ ง เส ริ ม ขี ด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง ภ า ค อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร แ พ ท ย์ แ ล ะ สุ ข ภ า พ
ของหน่วยงานไทยในตา่ งประเทศที่กาหนดไว้ไมส่ ามารถดาเนนิ การได้

๒) การเข้าถึงพื้นที่เพื่อร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไม่สามารถ
ดาเนนิ การได้ เนอ่ื งจากอยูใ่ นสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)

๓) ธุรกจิ เชอื่ มโยงการท่องเที่ยว (รา้ นอาหาร ทพ่ี กั ) ในระยะสั้นได้รับผลกระทบ เนือ่ งจาก
ไม่สามารถเปิดให้บริการได้เต็มศักยภาพเช่นเดิม ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น
ค่าเช่าสถานท่ี คา่ แรง ค่าวัตถดุ ิบต่าง ๆ เป็นต้น

๔) ยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคจากการเดินทางท่องเที่ยว
ของชาวต่างชาติ เน่ืองจากโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) มโี อกาสระบาดซา้ ในอนาคต

๕) ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน และบางหน่วย
มกี ารดาเนินงานซ้าซ้อนกนั

๖) มีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวหลัก และยังไม่มีทิศทาง
การสรา้ งแหลง่ ทอ่ งเที่ยวรองท่สี อดคล้องกับวถิ ีการดาเนนิ ชวี ิตหรอื ประเพณี วัฒนธรรมของชมุ ชน

๗) ช่องทางและข้ันตอนการติดต่อหน่วยงานของภาครัฐมีวิธีการที่แตกต่างกัน อาทิ
หน่วยงานระดับกรมและกองของกระทรวงการต่างประเทศและมขี น้ั ตอนท่ีไม่เหมอื นกัน

๘) นักท่องเท่ียวยังไม่ได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง
ท่องเท่ยี วในประเทศไทย รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะยงั คงเป็นปญั หาในการเขา้ ถงึ แหล่งท่องเท่ียว

๙) การเข้าถึงเงินทุนและการตลาดยังขาดการสนับสนุนช่วยเหลือจากภาครัฐที่ตรง
เปา้ หมายและกอ่ ใหเ้ กิดผลลัพธ์แบบเปน็ รูปธรรม

๙๑

๔.๒.๒ ปญั หาอปุ สรรคในการเปน็ ศนู ยก์ ลางบริการเพือ่ สง่ เสรมิ สขุ ภาพ (Wellness Hub)
๑) ธุรกิจบริการสุขภาพ (สปา นวดเพื่อสุขภาพ เสริมสวย) ในระยะสั้น ได้รับผลกระทบ

อย่างมากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) เน่ืองจาก
เป็นบริการท่ีใกล้ชิดกับลูกค้ามาก เมื่อไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ส่งผลให้ขาดรายได้ ขาดเงินทุน
หมุนเวียน มีปัญหาเร่ืองค่าเช่าสถานท่ี และในระยะยาวได้รับผลกระทบ เน่อื งจากพื้นท่ีในการใหบ้ รกิ าร
ลูกค้าต่อรอบลดลง (เพื่อปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคติดต่อตามมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ) ทาให้
รายได้ลดลง

๒) ขาดวิธีการ ช่องทาง และการสื่อสารในทางธุรกิจ เช่น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
(SMEs) ทาให้ไม่มีทิศทางในการประกอบกิจการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา
๒๐๑๙ (COVID - 19)

๓) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ส่งผล
กระทบต่อผู้ประกอบวิชาชีพนวดแผนไทยเป็นอย่างมาก เช่น กรณีปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน
นวดแผนไทย

๔) กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬายังไม่มีบทบาทส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ไม่มผี รู้ ับผดิ ชอบหลกั และขาดเคร่อื งมอื ในการขบั เคลือ่ นการบูรณาการร่วมกนั

๕) ยงั ไม่มีนิยามของคาวา่ “Wellness” ที่ชดั เจน
๖) การตลาดเชิงรุกการท่องเที่ยว Wellness อยใู่ นวงแคบและยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน
๗) ขาดการสร้างองค์ความรูเ้ กี่ยวกับโอกาสและด้านการตลาดเพื่อสร้าง wellness ให้ได้
มาตรฐานระดบั ประเทศ
๘) การทอ่ งเที่ยวเชิงสขุ ภาพระดับชมุ ชนยังขาดทักษะดา้ นการประชาสมั พนั ธ์ทงั้ แหล่งท่องเทย่ี ว
และการประชาสัมพนั ธเ์ พอื่ ส่งเสริมการตลาด

๔.๒.๓ ปญั หาอุปสรรคในการเป็นศนู ย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub)
๑) ธุรกิจบริการรองรับสังคมผู้สูงอายุ (ดูแลผู้สูงอายุ) ในระยะสั้นไม่ได้รับผลกระทบ

ต่อจานวนลูกค้า เน่ืองจากมีลูกค้าประจาท่ีใช้บริการในระยะยาวอยู่แล้วและมีการจองเตียงผู้สูงอายุ
ไวล้ ว่ งหน้า

๒) การส่งเสริมการท่องเที่ยวในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของภาครัฐจาเป็นต้องใช้
งบประมาณและเครือข่ายท่ีเก่ียวข้อง ซึ่งโรงพยาบาลมิได้เป็นหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริม
การท่องเท่ียว จงึ ทาใหก้ ารขอรบั การสนับสนุนงบประมาณเปน็ ไปไดย้ าก

๓) บางประเทศไม่สามารถห าซ้ือกรมธรรม์ประกันภัยท่ีแสดงการคุ้มครอง
การรักษาพยาบาลในประเทศไทยครอบคลุมถึงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มูลค่า ๑๐๐,๐๐๐
ดอลลารส์ หรฐั ได้

๙๒

๔) การพัฒนาศักยภาพของสถานรกั ษาพยาบาล พบข้อจากัด ดังน้ี
- โรงพยาบาลของภาครัฐในต่างจังหวัดไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลของ

นักท่องเท่ียวต่างชาติท่ีมีประกันได้ เน่ืองจากประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเฉพาะโรงพยาบาล
ที่กาหนดเท่าน้ัน

- การเขา้ ถึงการบริการรักษาพยาบาลของคนในชมุ ชนทอ้ งถิน่ ที่ยงั ไม่ครอบคลุมถึงกล่มุ
จังหวัดเมอื งรอง

- ศักยภาพของโรงพยาบาลขนาดเล็กอาจมีเคร่ืองมือหรือการให้บริการการรักษา
ที่ไมท่ ดั เทียมกบั โรงพยาบาลขนาดใหญ่

๕) การจัดต้ังสถานบริการเชิงสุขภาพหรือเชิงการแพทย์ตามแนวทางการจัดสวัสดิการ
ของภาครัฐ มีการบริหารจัดการที่ทับซ้อนกันระหว่างส่วนราชการจึงอาจมีการทางานในวัตถุประสงค์
หรอื จุดม่งุ หมายทีท่ ับซอ้ นกนั

๖) การพฒั นาเครอื ขา่ ย/สือ่ สาร เพือ่ เช่อื มต่อ “package” กับผูร้ ับบรกิ ารพบขอ้ จากดั ดังนี้
- หน่วยงานรัฐไม่อานวยความสะดวกการจดั เกบ็ ขอ้ มูลด้านระบบการคลงั
- การประชาสัมพันธ์และการสอื่ สารข้อมูลของโรงพยาบาลขนาดเล็กท่ีอยู่ในเมืองรอง

ยงั ไม่สามารถเขา้ ถงึ คนในชุมชน
๗) โรงพยาบาลมิได้เป็นหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวโดยตรง ทาให้การดาเนินงาน

ด้านการทอ่ งเทย่ี ว ไมม่ ีกฎหมายหรือระเบยี บทเ่ี ออ้ื อานวยต่อการสนับสนนุ การทอ่ งเทีย่ ว

๔.๒.๔ ปัญหาอปุ สรรคในการเปน็ ศูนย์กลางบรกิ ารวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub)
๑) การแข่งขันด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ

กับต่างประเทศมีโอกาสน้อย เน่ืองจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซ่ึงเป็นแกนหลักในการขับเคล่ือน
เมืองสมุนไพรของจงั หวัดปราจีนบุรีและของประเทศไทย มีการส่งเสริมพฒั นาต่อยอดสมุนไพรชาวบ้าน
วถิ ีเดิม จึงทาได้เพียงพฒั นาผลติ ภณั ฑช์ ุมชนท่ีไม่ผ่านกระบวนการของคณะกรรมการอาหารและยา

๒) หลักสูตรการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ของประเทศไทย มุ่งเน้นการศึกษาวิชาแพทย์
แผนตะวันตกเป็นหลักแตกต่างจากต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินเดีย
ทมี่ งุ่ เน้นประยกุ ตก์ ารเรยี นทคี่ วบคู่กนั และสามารถนาความรมู้ าผสมผสานใชป้ ระโยชนท์ างการแพทย์

๓) ผลิตภัณฑ์ “package” ที่มีมาตรฐานพบข้อจากัดเกี่ยวกับความเท่าเทียมการเข้าถึง
การพฒั นา การวิจยั และการรักษาพยาบาล

๔) ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ เนื่องจาก
การทาวิจัยตอ้ งใช้ระยะเวลาในการวจิ ยั และมีงบประมาณท่จี ากัด

๕) การเข้าไมถ่ ึงงานวิจยั และแหล่งเงินทนุ ที่ตอบโจทย์ได้
๖) การวิจยั และผลิตภณั ฑไ์ มต่ อบโจทยก์ ารพัฒนาประเทศและภาคเอกชน
๗) ขาดการเชอื่ มโยงเปน็ เครอื ข่ายงานวิจัยที่มคี ุณภาพ

๙๓

๘) บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประจาการอยู่ในสถานพยาบาล
ในเมืองท่ีมีความเจรญิ ด้านเทคโนโลยี

๙) ขาดแคลนบุคลากรท่ีมีความรู้และความเข้าใจในธุรกิจท่องเท่ียวเชิงการแพทย์
และเชิงสขุ ภาพ

๑๐) ผู้ประกอบการและบุคลากรยังขาดความเชยี่ วชาญและทักษะดา้ นภาษาอังกฤษ
๑๑) ยังไม่มีการกาหนดมาตรฐานและแนวทางการพัฒนาด้านการแข่งขันการพัฒนา
บุคลากร

๔.๒.๕ ปัญหาอุปสรรคในการเป็นศนู ยก์ ลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub)
๑) นโยบายกระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความพยายาม

ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการเป็น Medical Hub ซ่ึงอาจไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับ
แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานท่ีกากับดูแลและควบคุมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ห้ามโฆษณา
เครื่องมือแพทย์ เช่น การรักษาและวิธีการรักษา สานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประกาศระเบียบการโฆษณาอย่างเข้มงวดทาให้โรงพยาบาลยังไมส่ ามารถ
ดาเนินการโฆษณาได้มากนัก ผู้ป่วยต้องการทราบรายละเอียดของการรักษา เช่น เทคนิค วิธี วัสดุ
อุปกรณ์ หากมีการจากัดการโฆษณา อาจจะไม่สามารถจูงใจชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เพ่อื ใช้บรกิ ารได้

๒) ประเทศไทยยังมขี ้อจากดั ทางกฎหมายท่เี ข้มงวด และในทางปฏบิ ัตมิ ขี ัน้ ตอนท่ใี ชร้ ะยะ
เวลานาน เช่น การย่ืนคาขอจดทะเบียนต้องมีงานวิจัยมารองรับแนวความคิด หากพิจารณาในทางเศรษฐกิจแล้ว
ต้องดาเนินการอย่างรวดเร็วเพ่ือให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับ การจดทะเบียน
สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหน่ึงในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งช่ือผลิตภัณฑ์สามารถสื่อสาร
เข้าใจได้ชัดเจนว่าสามารถรักษาอาการหวัด โดยในต่างประเทศจะมีกลไกด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์
ต้องสมดุลระหว่างผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและระเบียบที่มีความยืดหยุ่น
และคล่องตัวในทางปฏิบัติ

๓) การผลติ สมุนไพร การขอย่ืนอนุญาตตารับยาใช้ระยะเวลานาน สมุนไพรที่ผลิตมาต้อง
ขอยื่นโฆษณา แล้วมีข้อจากัดเกี่ยวกับการที่ไม่สามารถบรรยายสรรพคุณของสมุนไพรได้ทาให้เป็น
อุปสรรคในการประกอบธรุ กิจ แตกตา่ งกับผลติ ภัณฑท์ ี่มาจากต่างประเทศ สามารถโฆษณาได้อยา่ งเตม็ ที่
ซึ่งผลิตภัณฑ์ตา่ งประเทศหากมีงานวิจยั เพื่อรองรับจะสามารถโฆษณาได้ท่ัวโลก เน่ืองจากไมไ่ ดม้ ีการปิด
การโฆษณา แตกตา่ งจากประเทศไทยถงึ แม้จะมีการวิจัยหรือไม่มีงานวิจัยรองรับก็ไมส่ ามารถโฆษณาได้
ดังนั้น การส่งเสริมให้ชุมชนหรือชาวบ้านผลิตสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อผลิตเสร็จแล้วจะไม่สามารถ
ขายได้ จึงหันไปนาเข้าเครื่องสาอางจากต่างประเทศมาขายแทน เนื่องจากจะสามารถโฆษณาได้
อยา่ งเตม็ ท่ี

๙๔

๔) ขาดฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการนาไปใช้ประโยชน์
จากฐานข้อมูล

๕) ผลติ ภณั ฑส์ มนุ ไพรของไทยไม่ไดร้ ับการยอมรับจากคนในประเทศ
๖) ปัญหากฎระเบียบเกี่ยวกับการข้ึนทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือการรักษาที่ใช้
ภมู ิปญั ญา

๔.๒.๖ ปัญหาอุปสรรค โอกาส และข้อเสนอแนะในการสร้างแพลตฟอร์มการท่องเที่ยว
เชงิ สขุ ภาพ

ปญั หาอุปสรรค
๑) การเชือ่ มโยงเทคโนโลยี นวตั กรรม และความคิดสร้างสรรคข์ องภาครัฐและภาคเอกชน
ยังไม่ประสานกัน เช่น การใช้จุดแข็งทางด้านวัฒนธรรม การนาความคิดสร้างสรรค์ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
รวมถึงยังไม่มีการบูรณาการระบบต่าง ๆ ให้มีความเช่ือมโยงกัน เช่น ระบบข้อมูลการให้บริการ
การท่องเทีย่ วของภาครฐั และภาคเอกชน
๒) ขาดการจัดทาฐานข้อมูลและการนาข้อมูลไปใช้เพ่ือสร้างมูลค่า เอกลักษณ์วิถีไทย
ที่แตกต่างให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ อีกทั้ง ฐานข้อมูลท่ีมีอยู่อาจไม่เป็นปัจจุบันและ ข้อมูล
ยงั มคี วามกระจดั กระจาย
๓) ขาดการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรม
การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวเน่ือง เช่น เทคโนโลยีระบบการเดินทางและนาทาง ระบบ
การจดั การสาหรบั ธรุ กิจการเดินทาง เชน่ ทพ่ี กั โรงแรมภัตตาคาร และรา้ นอาหาร เปน็ ตน้
๔) การวางแผนกลยุทธ์ทางด้านดิจิทัลไม่ต่อเนื่องและไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงาน
ราชการ
๕) ขาดการสนับสนนุ การวางแผนระยะยาวและไมม่ ีความตอ่ เนอื่ ง รวมทั้งขาดการส่ือสาร
กับกลมุ่ ลกู ค้าของภาครัฐ
๖) ไมม่ ีการรวมตวั กนั ของผปู้ ระกอบธรุ กจิ เก่ยี วกบั การใหบ้ รกิ าร หรืออานวยความสะดวก
แก่ผู้เข้ารับบริการตามความต้องการของผู้เข้ารับบริการ หรือ Industry hospitality เพ่ือมาช่วยกลุ่ม
โรงแรม
๗) ผู้ประกอบการ SME ในประเทศไทย ยังมีความรู้ด้านดิจิทัลน้อยมาก เน่ืองจากดิจิทัล
เป็นสิ่งสาคัญในการเชื่อมโยงทุกอย่างไว้ด้วยกัน และนักท่องเท่ียวก็ให้ความสนใจในการนามาใช้
เพ่ือสนบั สนนุ การเดนิ ทางท่องเที่ยวมากขน้ึ
๘) กฎหมายมีการบังคับใช้ไม่ทันกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความเปลี่ยนแปลง
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ทาให้ผู้ประกอบการไทยไมส่ ามารถแข่งขันกบั ต่างชาตไิ ด้
๙) หน่วยงานภาครัฐยังไม่เปิดให้บริการระบบเทคโนโลยีท่ีสามารถเชื่อมโยง
กบั แพลตฟอรม์ ทางการแพทย์ของภาคเอกชนได้

๙๕

๑๐) หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนระบบเทคโนโลยีการท่องเที่ยว
ในประเทศไทยยงั มขี อ้ จากดั มากเกนิ ไป ทาใหไ้ ม่มีความยืดหยุ่นในการดาเนินธุรกจิ ของภาคเอกชน ส่งผล
ใหผ้ ู้ประกอบการไม่สามารถนาไปใชไ้ ดจ้ ริง

โอกาสและขอ้ เสนอแนะในการสรา้ งแพลตฟอรม์ การท่องเทย่ี วเชงิ สุขภาพ
๑) ควรมีการวางแผน Road map ในการสร้างระบบพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี
(Technology Infrastructure)
๒) ควรจัดให้มีระบบสารสนเทศเพ่ือการท่องเที่ยวแห่งชาติจากการบูรณาการผู้มีส่วนได้เสีย
ทุกคนในอตุ สาหกรรมทอ่ งเท่ียว (ชุมชนท้องถ่นิ นักท่องเท่ียว ผใู้ หบ้ ริการทอ่ งเท่ยี ว หน่วยงานรฐั ท้องถิ่น)
เข้ามาในกระบวนการนวัตกรรมการทางานร่วมกัน (collaborative innovation process) เพ่ือสร้าง
การทอ่ งเทยี่ วท่ยี ั่งยืนให้กบั ชุมชนท้องถน่ิ
๓) ควรปรับหรือจัดทาข้อมูล หรอื รวบรวมข้อมูลที่เก่ียวข้องกับการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ
ใหเ้ ปน็ ปจั จุบันเพ่อื ประโยชน์ในการใชง้ านร่วมกัน
๔) ควรพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น การนาระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์ม
ต่าง ๆ เขา้ มาประยกุ ตใ์ นการใหบ้ ริการ
๕) รัฐควรสร้างโครงการเพื่อเป็นจุดกาหนดของรายได้และรัฐควรมีนโยบาย เช่น Digital
Content
๖) ควรพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลเพือ่ การตลาดเชิงผสมผสาน เพ่ือจัดการรูปแบบ
การท่องเท่ยี วให้ตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการของนกั ทอ่ งเทยี่ ว
๗) ภาครัฐควรมกี ารผลักดันให้มีการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อร่วมมือกันพัฒนา
ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เน่ืองจากการรวมตัวของผู้ประกอบการ
ในต่างจงั หวดั เปน็ ไปได้ยากท่จี ะพัฒนาไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ เน่ืองจากมีเงินทนุ ไม่มาก
๘) ควรมกี ารเช่ือมต่อกับ Start up สรา้ ง Eco system และเช่อื มโยง Community
๙) ควรมีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้สามารถตรวจ COVID - 19 ได้ เช่น
สาธารณรัฐเกาหลี โดยไทยพยายามขอจดทะเบียนปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือแพทย์ ซ่ึงแพทย์
แนะนาให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ AI Screen COVID - 19 มีการทดสอบ COVID - 19 จากน้ัน
จงึ ประสานกับสานักงานคณะกรรมการอาหารและยาปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับรองมาตรฐาน
FDA แลว้ แตใ่ ชเ้ วลาประมาณ ๑ ปี
๑๐) การทางานร่วมกันของภาครฐั กับภาคเอกชน ซง่ึ การจดั ทาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพเกิดจากการริเริ่มของภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐอาจยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับ
เรอ่ื งดังกล่าวอย่างชดั เจน จงึ ควรมกี ารประสานเพือ่ สรา้ งความเข้าใจรว่ มกัน
๑๑) ปัจจุบันคนไทยยังไม่ทราบว่าปลายทางของเงินที่จ่ายไปให้ผู้ประกอบการนั้น
เปน็ ผูป้ ระกอบการชาติใด จึงอาจมกี ารประชาสัมพันธ์ให้มกี ารรับรู้เพอ่ื ให้เกิดการอดุ หนนุ สินคา้ ไทยมากขึ้น

๙๖

๑๒) ควรมีการเชือ่ มโยงขอ้ มูลโดยไมต่ ิดลิขสทิ ธ์ิ (Data link)
๑๓) ควรมีหนว่ ยงานเฉพาะในการกากบั ดแู ลกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี
๑๔) ควรปรบั ปรงุ กฎหมายให้เหมาะกับรปู แบบธรุ กจิ ปัจจุบนั และยุคดิจทิ ลั
๑๕) ควรมีการประชาสัมพันธ์การส่งเสริมเทคโนโลยีการท่องเที่ยวของภาครัฐ
ไปยงั บรษิ ัทภาคเอกชนเพอื่ ความยืดหยุ่นและรวดเรว็ ทนั สมยั
๑๖) ควรประชาสัมพันธ์เชิงรุกและสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการไทยให้เป็นท่ีรู้จัก
ของชาวตา่ งชาติ ผา่ นเวบ็ ไซตแ์ ละสื่อประชาสัมพนั ธ์อน่ื ๆ
๑๗) ส่งเสรมิ การเช่ือมโยงเครอื ขา่ ยและข้อมูลในรปู แบบแพลตฟอร์ม
๑๘) ส่งเสริมการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ เพ่ือเป็นข้อมูล
และเปน็ การต่อยอดการพัฒนาและสง่ เสรมิ ธรุ กิจต่าง ๆ รวมทั้งการบริหารจดั การในเรื่องที่เกี่ยวขอ้ ง
๑๙) ควรมีการประชาสัมพนั ธก์ ารถา่ ยทอดเทคโนโลยี ผ่านระบบ Online เชน่ VDO Clip
Teleconference Zoom meeting VR เพือ่ เผยแพรอ่ งค์ความร้ใู นประเทศไทยและในตา่ งประเทศ
๒๐) ขอให้สนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการใช้แพลตฟอร์ม
สัญชาติไทยเป็นช่องทางการเชื่อมต่อกับช่องทางของแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อจองห้องพัก
หรือโรงแรมในประเทศไทย อุปสรรคที่สาคัญของการดาเนินการในระบบออนไลน์ คือ การเก็บข้อมูลโรงแรม
เป็นเรอ่ื งยากและใช้เงนิ ทนุ จานวนมาก ญาตขิ องผู้ปว่ ยท่ีเข้ามารักษาอาจไม่ได้ตอ้ งการพักในโรงพยาบาล
รวมท้ังยังมีแพลตฟอร์มเกี่ยวกับแพ็กเกจสปาเชิงสุขภาพ และออกแบบแพ็กเกจให้เหมาะสม
กับนกั ทอ่ งเท่ียวตา่ งชาติให้สามารถเชือ่ มตอ่ ได้
๒๑) มีหน่วยงานหนึ่งในระดับสากลท่ีปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพ
และผลงานเป็นที่ยอมรับ เช่น หน่วยงาน Airbnb ท่ีสามารถเช่ือมโยงนักท่องเที่ยวท่ัวโลกให้ไปยังเมือง
ที่นักท่องเท่ียวสนใจได้เข้าพักในโรงแรมท่ีตรงกับความต้องการทั้งด้านคุณภาพ ด้านราคา และด้านบริการ
รวมทง้ั การท่องเทย่ี วเชอื่ มโยงตลอดการเดนิ ทางเรยี กไดว้ า่ สามารถนาฝา่ ยที่พงึ ประสงค์ (Demand side)
ไปสู่ฝ่ายบริการต้ังรับ (Supply side) ได้อย่างตรงตามความต้องการ (โดยหน่วยงาน Airbnb
ไม่มีโรงแรมหรือธุรกิจท่องเที่ยว หรือธุรกิจเชื่อมโยงเก่ียวเนื่องใด ๆ เป็นทรัพย์สิน (Asset)) หากนา
แพลตฟอร์มดงั กล่าวมาประยกุ ต์ใช้ในภาครฐั และภาคเอกชน โดยหนว่ ยงานกลางทมี่ ีความเข้าใจดา้ น Supply
และ Demand ของ Medical Tourism / Medical Hub รวมทั้งการประชาสัมพันธ์จะทาให้อุตสาหกรรม
ด้านน้ีมีความเติบโตและนารายได้เข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ฟนั ฝ่าอปุ สรรคการแพร่ระบาดของ COVID - 19
และแกไ้ ขปญั หาเศรษฐกิจตามนโยบายรฐั บาลได้เป็นอย่างดี
๒๒) การสร้างจุดแข็งและสร้างมูลค่าให้ประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐควรมีแนวทาง
ให้สามารถสร้างแพลตฟอรม์ ออนไลน์ร่วมกบั ภาครัฐได้

๙๗

๔.๓ แนวทางการดาเนินงานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพของประเทศไทย
เชิงเปรยี บเทยี บกบั ประเทศคแู่ ขง่ ขัน

๔.๓.๑ จากการบูรณาการการทางานอย่างมีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
ในการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
ส่งผลให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยเป็นไปอย่างจากัด และนานาประเทศให้การยอมรับ
คุณภาพของการดาเนินงานด้านสาธารณสุข อันเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ด้านการเป็นศูนย์กลางสุขภาพ
ของประเทศไทย จงึ เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะนาเสนอการบริการท่องเท่ยี วเชิงสุขภาพในช่วงการแพร่
ระบาดของเชอ้ื ไวรัส COVID - 19 ให้เป็นท่ปี ระจักษส์ ่เู วทีสากล

๔.๓.๒ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในอดีตมีไม่มาก
ซ่ึงหน่วยงานภาครัฐหลายส่วนมีความเก่ียวข้องรับผิดชอบโดยตรง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการทอ่ งเท่ียวและกีฬา ซงึ่ หนว่ ยงานเหล่านี้มสี านักงานสาขาในต่างประเทศ
และสามารถสร้างความรู้ ความเขา้ ใจ สนับสนุน Medical Tourism / Medical Hub ด้านการให้ข้อมูล
ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการออกวีซ่าพิเศษ (VISA MT - Medical Treatment) และการจัด
Exhibition ในด้านน้ีปีละ ๑ - ๒ ครั้ง รวมท้ังพิจารณาแก้ไขข้อจากัดด้านกฎหมายในปัจจุบันเมื่อเทียบ
ค่ารักษาพยาบาลสาหรับชาวต่างชาติท่ีเข้ามารับการรักษาในประเทศไทยกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน
ในยุโรป และในอเมริกา นับว่าค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยยังมีอัตราที่ได้เปรยี บ (ต่ากว่า) ประเทศ
อื่น ๆ อยู่ค่อนข้างมาก และผู้มารับบริการส่วนใหญ่จะมีความพึงพอใจในระดับสูงในด้านการบริหาร
จัดการและด้านบริการในลักษณะของคนไทย (Thainess) เป็นอย่างยิ่ง เน่ืองจากคนไทยให้บริการ
และดูแลผ้รู ับบริการดจุ ญาติมิตร

๔.๔ ข้อเสนอแนะของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องโดยเฉพาะผู้ท่ีเกี่ยวข้องและผู้ที่มีส่วนได้เสีย
และแนวทางการแกไ้ ขปัญหาในอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทย่ี วเชิงสขุ ภาพ

๔.๔.๑ เสนอให้มีการจัดต้ังหน่วยงานภาครัฐเพื่อเป็นเจ้าภาพหลักหรือควรมีหน่วยงานที่จัดตั้ง
ขน้ึ มาเปน็ พเิ ศษ/เฉพาะในการบูรณาการเชิงนโยบายและเชิงกลยุทธ์ เพ่ือขับเคลือ่ น Thailand Medical
Hub ในภาพรวมของประเทศ (หน่วยงานที่เก่ียวข้อง อาทิ กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา
กระทรวงสาธารณสขุ และกระทรวงการต่างประเทศ)

๔.๔.๒ ใช้จุดแข็งของประเทศไทยด้านการสาธารณสุขที่โดดเด่นในช่วงหลัง Post Lockdown
ที่ต่างชาติให้ความสนใจเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวในประเทศไทย พร้อมท้ังประชาสัมพันธ์การเป็น
Medical Hub ของประเทศไทย

๔.๔.๓ จากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ส่งผลให้
เศรษฐกิจไทยตกต่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โรงงาน บริษัท และห้างร้าน มีการทยอยปิด
กิจการลงทาให้เกิดปัญหาว่างงาน การส่งออกชะลอตัว การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเท่ียว

๙๘

ชาวต่างชาติลดต่าลงอย่างมาก ทาให้หน้ีครัวเรือนและหนี้สาธารณะมีการปรับสูงข้ึนอย่างต่อเนื่อง
จงึ เสนอให้มีแนวทางเพื่อส่งเสรมิ การทอ่ งเที่ยวเชิงสุขภาพให้สมดลุ ตอ่ การปอ้ งกนั ปญั หาการแพรร่ ะบาด
ของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) เป็น Alternative Hospital Quarantine คือ
การคัดกรองนักท่องเท่ียวจากต่างประเทศและผู้ร่วมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการคัดกรอง
จากท่าอากาศยานจนถึงโรงพยาบาลให้ครบ ๑๔ วัน ซ่ึงแนวทางดังกล่าว หมายถึง การกักตัว
นักท่องเท่ียวจากต่างประเทศและผู้ร่วมเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวเชิงสุขภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมีจุดประสงค์เพ่ือท่องเท่ียวเชิงสุขภาพในการเข้ารับ
การรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ ซ่ึงได้มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า เพ่ือการเฝ้าระวังและควบคุม
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน ตามมาตรการ
การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) โดยยินยอมชาระ
ค่าใช้จ่ายเองระหว่างการรักษาพยาบาลและกักกันตนโดยสมัครใจ เพื่อการส่งเสริมการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพในการนาเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศ โดยการสร้างระบบการกักตัวร่วมกับการรักษาพยาบาล
ในสถานพยาบาลให้แก่นักท่องเที่ยวท่ีต้องการเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยมีความจาเป็นต้องเข้ารับ
การรักษาอยา่ งต่อเนือ่ ง ซงึ่ จะสง่ ผลให้มีการใช้พน้ื ท่วี า่ งของโรงพยาบาล และโรงแรมให้เกิดประโยชนส์ งู สุด

๔.๔.๔ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
กระทรวงการต่างประเทศควรยกเลิกการขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจ
คนเข้าเมือง (VISA ON ARRIVAL) เพ่ือลดจานวนกลุ่มเสี่ยงที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และอาจ
เป็นภาระของประเทศไทยเกี่ยวกับการดูแลรักษาในประเทศซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายท่ีสูง และเสนอให้การขอรับ
การตรวจลงตราในประเทศกลุ่มเสี่ยง ควรมใี บรับรองการตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
เป็นเอกสารแนบในการขอรับการตรวจลงตรา ณ สถานเอกอัครราชทูตทุกประเทศ นอกเหนือจากการแจ้ง
รายละเอียดเก่ยี วกับโรงแรม

๔.๔.๕ การส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อใช้บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
จาเปน็ ต้องคานงึ ถงึ ความสมดลุ ระหวา่ งโอกาสทางเศรษฐกิจและความมน่ั คงดา้ นสุขภาพของประเทศไทย
ดังน้ัน หน่วยงานที่เก่ียวข้องควรพิจารณาความเหมาะสมระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดและศักยภาพ
ของภาคอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทยที่จะรองรับชาวต่างชาติ โดยอาจพิจารณาจัดทา
แนวทางการเดินทางของชาวต่างชาติที่จะเข้าใช้บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยอย่างเหมาะสม
และรัดกุม

๔.๔.๖ เปล่ียนวิกฤต COVID - 19 เป็นโอกาสในการปรับปรุงแหลง่ ท่องเที่ยวและด้านการสาธารณสุข
ให้กบั รา้ นคา้ ผปู้ ระกอบการที่เกี่ยวขอ้ งกบั ธุรกจิ ทอ่ งเท่ียวเชงิ การแพทย์และเชงิ สุขภาพ

๔.๔.๗ ธุรกิจเช่ือมโยงการท่องเที่ยว (ร้านอาหาร ท่ีพัก) โดยในระยะสั้น ควรเจรจาขอความร่วมมือ
กับเจ้าของสถานที่ผ่อนปรนค่าเช่าให้กับธุรกิจ จัดหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจบรรเทาหรือลด

๙๙

ค่าใช้จ่ายตามจาเป็น เช่น การร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Wongnai แพลตฟอร์ม Lineman ในการประชาสัมพันธ์
ร้านอาหารโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และในระยะยาว บรรเทาลดค่าใช้จ่ายตามจาเป็น เช่น สนับสนุนค่าใช้จา่ ย
delivery เร่งสร้างความม่ันใจให้ผู้ใช้บริการ ร่วมกับการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย โดยการนารายชื่อ
ร้านอาหารขึ้นปักหมุดบน ๑๐๘ เส้นทางท่องเท่ียวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และร่วมมือกับ
Wongnai ในการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารบนแพลตฟอรม์ ของ Wongnai

๔.๔.๘ ควรมีการทบทวนแก้ไขกฎหมายใหส้ อดคล้องและปฏบิ ตั ิได้จริงในสถานการณป์ จั จบุ ัน
๔.๔.๙ เสนอให้มีการแยกแผนเชงิ กลยทุ ธ์ระหว่าง Health & Wellness Tourism และ Medical
Tourism อยา่ งชัดเจน
๔.๔.๑๐ ควรมีการออกกฎหมายเพื่อเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าประเทศ เพื่อนามาจัดต้ัง
เป็นกองทุนผลติ วัคซนี เพอ่ื ปอ้ งกันโรคระบาดทีม่ าจากการเดินทางทอ่ งเที่ยว
๔.๔.๑๑ ควรกาหนดนโยบายของประเทศในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้มีความชัดเจน
และสรา้ งองค์ความรู้บนพน้ื ฐานอตั ลกั ษณข์ องประเทศไทย
๔.๔.๑๒ ควรมีช่องทางและขั้นตอนการติดต่อหน่วยงานของรัฐท่ีมีวิธีการเหมือนกัน เพื่ออานวย
ความสะดวกให้เกดิ ความรวดเรว็ ในการบริหารจดั การและชว่ ยลดปัญหาทจี่ ะเกดิ ข้นึ
๔.๔.๑๓ ควรมีการรวบรวมข้อมูลโครงการ หรือการบริหารจัดการและเผยแพร่ให้ทุกหน่วยงาน
ได้รับรแู้ ละรับทราบ
๔.๔.๑๔ ควรจดั ใหม้ รี ะบบสขุ ภาพและระบบรกั ษาความปลอดภัยสาธารณะแก่นกั ทอ่ งเทยี่ ว
๔.๔.๑๕ ควรหารือข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับความเหมาะสมของจานวนเงินท่ีเพิ่มขึ้นของค่าบัตร
โดยสารเคร่ืองบิน ค่าวีซา่ เขา้ ประเทศ หรือค่าโรงแรมในประเทศ เพอื่ การยอมรับของทุกภาคที ่ีเกยี่ วข้อง
ท้ังหมด
๔.๔.๑๖ ควรมีการบรู ณาการเชงิ นโยบายในธุรกิจท่เี ช่ือมโยงกันให้มแี ผนกลยทุ ธ์ท่ีสอดรบั กัน เช่น
ธุรกิจสายการบิน โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตตาคาร ศูนย์การค้า ร้านค้าแหล่งช้อปป้ิง สปา
สันทนาการ สถานท่ีทอ่ งเท่ยี วตา่ ง ๆ
๔.๔.๑๗ เสนอให้รัฐบาลดาเนินการในเรื่อง National ePayment Gateway และเสนอให้บัตรเครดิต
เก็บค่าธรรมเนียมจาก SMEs ในประเทศโดยเสียค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเพียงแค่ร้อยละ ๑ แทนร้อยละ ๓
เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดยอ่ มเกี่ยวกบั การท่องเทย่ี วเชงิ สขุ ภาพ

๑๐๐

๔.๕ ขอ้ เสนอแนะจากการสมั มนาของหนว่ ยงานภาครัฐและภาคเอกชน

๔.๕.๑ ขอ้ เสนอแนะในการเป็นศูนย์กลางบรกิ ารเพ่ือสง่ เสริมสขุ ภาพ (Wellness Hub)
๑) ธรุ กิจบริการสุขภาพ (สปา นวดเพือ่ สขุ ภาพ เสริมสวย) ซึง่ ในระยะสนั้ ควรมีการเจรจา

ขอความร่วมมือกับเจ้าของสถานที่ผ่อนปรนค่าเช่าให้กับธุรกิจ จัดหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจ
เพื่อบรรเทาหรือลดค่าใช้จ่ายตามความจาเป็น และในระยะยาวควรบรรเทาหรือลดค่าใช้จ่าย
ตามความจาเปน็ เพือ่ เรง่ สร้างความมนั่ ใจให้กบั ผู้ใช้บริการ

๒) ควรมีการประชาสัมพันธ์แผนการท่องเที่ยวท่ีเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นท่ีนิยม
และเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยแบบครบวงจร เช่น โปรแกรมฟ้ืนฟูรา่ งกายสาหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด
โปรแกรมสุขภาพยั่งยืนสาหรับผู้สูงอายุ อาจมีกิจกรรมการทากายภาพบาบัด การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ
การรับประทานอาหารสุขภาพ การนวดผ่อนคลาย โปรแกรมสาหรับฟื้นฟูสุขภาพสาหรับนักกีฬา เช่น
กิจกรรมนวดบาบัด/นวดไทย/สปา/กดจุด/ลดปวด/ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โปรแกรมสาหรับความงาม
เหมาะสาหรับผู้ที่ต้องการเสริมความงาม โปรแกรมสาหรับแปลงเพศ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ท่ีเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย จะใช้เวลาจากการท่องเท่ียวส่วนหนึ่งมาทากิจกรรมส่งเสริม
สุขภาพในท่ีพักแรม หรือนอกท่ีพักแรม เช่น การนวดไทย สปา และการบริการด้านสุขภาพเพ่ือสร้างรายได้
เข้าสูป่ ระเทศ

๓) เสนอให้ภาครฐั เพ่ิมการสนับสนุนการท่องเทยี่ วรปู แบบโปรแกรมทัวรส์ ุขภาพ จะทาให้
เกิดการจับคธู่ ุรกิจต่าง ๆ โดยมีโรงแรมหรือรีสอรท์ จับคู่กับโรงพยาบาลหรอื คลินิก สปา แพทยแ์ ผนไทย
หรือแพทย์ทางเลือก และผู้ให้บริการอ่ืน ทั้งน้ี จะเป็นอีกช่องทางที่จะสามารถช่วยกระตุ้นรายได้
ในช่วงเวลาที่ยังไม่สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ตามปกติและยังมีประโยชน์
ต่อประชาชนในการดูแลสุขภาพและสอดคล้องกับสงั คมผู้สงู อายุในปจั จบุ นั

๔ ) น ว ด ไท ย (Nuad Thai ห รื อ Tradition Thai massage) ได้ รั บ ก าร รั บ ร อ ง
จากการประชมุ UNESCO คร้งั ที่ ๑๔ ทเ่ี มืองโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบยี มมี ตเิ มอ่ื วันที่ ๑๒ ธันวาคม
๒๕๕๙ ให้ขึ้นบัญชีนวดไทยเป็นภาษาอังกฤษ เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้
ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) พร้อมกับ
มรดกวัฒนธรรมจากประเทศอ่ืน ๆ อีก ๑๔ ประเทศ เอกสารข่าวยูเนสโกเรื่องการข้ึนบัญชีมรดก
ทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจาปี ๒๐๑๙ บรรยายสรุปคุณค่าของนวดไทยไว้ว่า
“นวดไทยเปน็ ศาสตร์และศิลป์ในการรกั ษาโรคแบบดั้งเดิมของไทย การนวดไทยชว่ ยบาบดั อาการป่วยตา่ ง ๆ
โดยไม่ใช้ยาแต่อาศัยการนวดตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เพ่ือปรับสมดุลและโครงสร้างของร่างกาย
เพื่อรักษาโรคท่ีเช่ือวา่ เกิดจากเลือดลมตาม “เส้น” ไม่ไหลเวียน นวดไทยพัฒนามาจากภูมิปญั ญาในการดูแล
สขุ ภาพตัวเองของผคู้ นในสงั คมเกษตรกรรม ทกั ษะและองค์ความรู้ในการนวดไทยไดร้ ับการส่งตอ่ จากรุ่น
สู่รุ่นและมีการพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่มีระบบแบบแผน” การยอมรับของ UNESCO ท่ีบรรยายมาอย่างมี
คุณภาพและทรงเกียรติน้ี ยังได้รับการพัฒนาในความเป็นจริงได้ไม่มากนัก มีการประกาศนวดไทยว่า

๑๐๑

เป็นอาชีพสงวนสาหรับคนไทย แต่สถานที่ฝึกหรือโรงเรียนสอนการนวดแผนไทยที่ครบถ้วนทรงคุณค่า
ในอดีตนั้นยังไม่ได้รับการดูแลได้ดีและยกระดับให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างย่ังยืน ขณะน้ีมีเพียงการเรียน
การสอนอยู่ที่วัดโพธิ์ ที่กรมการแพทย์และการแพทย์ทางเลือก และหน่วยงานบางหน่วยของรัฐและเอกชน
ในบางจังหวัด เช่น จังหวัดระนอง มผี ู้สังเกตหลายรายกล่าวไว้ว่า การนวดกดจุดของแผนไทยนนั้ จดุ ท่ใี ช้
กดในการนวดมีอาณาบริเวณใกล้เคียงกับจุดบน Meridians line ของการฝังเข็มแบบจีน จึงควร
จะมีการศึกษาเปรียบเทียบ ฝึกฝนและฟ้ืนฟูภูมิปัญญาไทย/จีนโบราณเหล่านี้ เพื่อนามาใช้ให้มี
ประสทิ ธภิ าพในปัจจบุ ัน

๕) ควรมีหน่วยงานภาครัฐเป็นเจ้าภาพหลักด้าน Wellness เพื่อให้การกาหนด
แนวทางการดาเนินการไปในทิศทางเดยี วกัน

๖) ควรมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยด้านการท่องเท่ียว
มีมาตรการในการดูแล มีการบริหารจัดการด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และนาเสนอผ่านส่ือ
ออนไลน์สู่ต่างประเทศ รวมทั้งควรมีหน่วยงานท่ีรบั ผิดชอบหลักอยา่ งชัดเจน เพ่ือสรา้ งการรบั รู้ให้ทั่วถึง
โดยสร้างแคมเปญ วางแผนการตลาดและสรา้ งคนเพื่อรองรับธรุ กจิ Wellness

๗) ควรปรับปรุงโรงแรมและมีการประชาสัมพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ใหน้ กั ท่องเทยี่ วได้รับทราบอยา่ งต่อเนือ่ ง

๘) ควรนามาตรฐาน SHA มาเป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไทยเท่ียวไทย
ในเร่ืองของการสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยว และควรมีการรับรองมาตรฐาน
Wellness ให้เป็นมาตรฐานสากล

๙) ควรมีมาตรการช่วยเหลอื ผู้ประกอบการ และพนกั งานนวดแผนไทย
๑๐) ควรมีการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ล้านนา
ใหม้ เี อกลกั ษณ์
๑๑) ควรมีการจัดทาฐานข้อมูลในรูปแบบสารสนเทศ ค้นหาได้ท้ังภาษาไทย
และภาษาอังกฤษ รวมถงึ แพลตฟอรม์ ด้วย
๑๒) ส่งเสริมผู้ประกอบการท่องเท่ียวชุมชนท้องถ่ินเพ่ือเพิ่มทางเลือกในการดึงดูด
นกั ทอ่ งเท่ยี ว
๑๓) ควรมีระบบทีมงานสร้าง Wellness ตัวอย่างสาหรับเป็นต้นแบบในการระดม
ความคิดเห็นร่วมกันเพ่ือสร้างภาพลกั ษณ์ใหเ้ ปน็ ไปในรูปแบบเดียวกนั
๑๔) ควรส่งเสริม Wellness ให้เป็นธุรกิจที่มีคุณค่าระดับประเทศ โดยดาเนินการสร้าง
รูปแบบการท่องเท่ียวที่บูรณาการกับสมุนไพร เช่น นามาเป็นวัตถุดิบการทาอาหารหรือผลิตภัณฑ์
ด้านสุขภาพ การจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นไทยเที่ยวไทย เปล่ียนรูปแบบ
การทอ่ งเทยี่ วเปน็ เส้นทางทชี่ ุมชนมสี ่วนรว่ มทางประวัตศิ าสตร์

๑๐๒

๑๕) การปรับปรุงกฎหมายเพื่อช่วยเหลือโรงแรมขนาดเล็กให้สามารถรองรับ
การทอ่ งเที่ยวแบบพานักระยะยาว โดยปรบั ให้เป็นหอผู้ปว่ ยเฉพาะกิจ COVID - 19 หรอื Hospitel

๑๖) สนับสนุนให้เจ้าของบ้านสูงวัยท่ีต้องการสร้างรายได้ให้ตัวเอง อนุญาตให้ผู้สูงวัย
จากต่างประเทศท่ีเดินทางเขา้ มาท่องเท่ียวแบบพานกั ระยะยาวสามารถเข้ามาพกั ในบ้านตนเองได้ ซง่ึ ได้
พยายามดาเนินธรุ กจิ จบั คู่ผู้สูงวัยในประเทศไทยกับผู้สงู วยั ตา่ งชาติ ซึง่ พบว่าเป็นเรอ่ื งที่ดาเนนิ การได้ยาก
เน่ืองจากต้องคานึงถึงความปลอดภัยเป็นสาคัญ หากสามารถดาเนินการได้จะลดภาระให้กับภาครัฐ
และสร้างรายได้ให้กบั ผสู้ งู อายุอกี ทางหนง่ึ ดว้ ย

๑๗) ให้วีซ่าพิเศษสาหรับผู้ที่จะมาพักผ่อนแบบพานักระยะยาว หรือแบบเกษียณอายุ
เป็นระยะเวลา ๖ เดือน โดยโรงแรมหรือสถานที่พักหรือศูนย์ผู้สูงอายุ จะต้องมีหนังสือยืนยันการจอง
ท่ี พั กของนั กท่ องเที่ ยวเพื่ อเป็ น การรับรองให้ กั บนั กท่ องเท่ี ยวที่ จะมาพั กแบบระยะยาว
และพักเพ่ือการบาบดั รักษา

๔.๕.๒ ขอ้ เสนอแนะในการเป็นศนู ย์กลางบริการสขุ ภาพ (Medical Service Hub)
๑) ธุรกิจบริการรองรับสังคมผู้สูงอายุ (ดูแลผู้สูงอายุ) ซ่ึงในระยะส้ัน ธุรกิจควรมีการปรับตัว

ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ดังน้ี ห้ามญาติเยี่ยมผู้สูงอายุ
โดยเด็ดขาด งดให้บริการรายวันแบบเช้าไปเย็นกลับ เช่น การกระตุ้นสมอง การดูแลรายวัน
งดรับผ้สู ูงอายุแบบไม่ไดน้ ัดหมายล่วงหน้าจะรบั เฉพาะผู้สูงอายุที่ส่งมาจากโรงพยาบาลและจากการคัดกรอง
อย่างละเอียดเท่านั้น สว่ นในระยะยาว ควรบรรเทาหรอื ลดค่าใช้จ่ายตามความจาเป็น และเร่งสร้างงาน
สร้างอาชีพ

๒) ควรมีการสนับสนุนการลงทุนในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพทางด้านการส่งเสริม
การท่องเทย่ี ว เชน่ โรงพยาบาลเจา้ พระยาอภยั ภเู บศร และสนับสนนุ การสร้างเครอื ขา่ ยให้ไดม้ าตรฐาน

๓) ควรสนับสนุนให้โรงพยาบาลของภาครัฐในต่างจังหวัดครอบคลุมการรักษาพยาบาล
ของคนตา่ งชาติในส่วนท่เี บิกจ่ายจากประกันภยั

๔) ควรมีการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐโดยจัดให้มีล่ามแปลภาษาสาหรับ
ผู้ป่วยชาวต่างชาติ และอานวยความสะดวกในเร่ืองของสถานท่ี โดยพิจารณาถึงความเหมาะสม
ของแตล่ ะชาติ เชน่ ควรมหี ้องละหมาดสาหรบั ผปู้ ่วยทนี่ ับถือศาสนาอสิ ลาม

๕) การให้บริการของโรงพยาบาลเอกชนจะมีการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต
ประเทศของผู้ป่วยประจาประเทศไทย และบริษัทดูแลสุขภาพจะต้องประสานขอข้อมูลจากบริษัท
ประกันภัยเปน็ การลว่ งหนา้

๖) ควรพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในต่างจังหวัดให้มีศักยภาพการให้บริการ
อยา่ งเท่าเทียมกับสถานพยาบาลในเมืองใหญ่

๗) ควรให้โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครที่มีความพร้อมเป็นพี่เล้ียงสนับสนุน
โรงพยาบาลขนาดเล็กในเมอื งรอง

๑๐๓

๘) หน่วยงานภาครัฐควรมีการบูรณาการการประชาสัมพันธ์ศักยภาพการบริการรักษา
ของประเทศ เช่น การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย ที่มีสานักงานในต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์
ส่งเสริมในด้านของมาตรฐานธุรกิจการบริการรักษา กระทรวงการต่างประเทศ ส่งเสริมภาพลักษณ์
ดา้ นการรักษาพยาบาลของประเทศ

๙) ควรกระจายการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลขนาดเล็ก โดยไม่ให้กระจุกรวมอยู่
เฉพาะในเมืองใหญ่หรือโรงพยาบาลท่ีมีชื่อเสียงด้านการรักษาเท่านั้น รวมท้ังพัฒนาศักยภาพ
ความสามารถของบคุ ลากรในโรงพยาบาลขนาดเล็ก

๑๐) ควรมีผู้เชี่ยวชาญเขา้ ไปใหค้ วามรูใ้ นจังหวดั หรือชุมชนทีไ่ มส่ ามารถเขา้ ถึงการรกั ษาได้
เชน่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

๑๑) ภาครัฐควรให้การสนับสนุนงบประมาณพัฒนาด้านการวิจัยและนวัตกรรม
ทางการแพทย์

๑๒) ภาครัฐควรมีการบูรณาการข้อมูลทางการแพทย์ร่วมกัน
๑๓) เสนอให้ผู้ป่วยสามารถใช้หนังสือรับรองอ่ืน ๆ แทนประกันมูลค่า ๑๐๐,๐๐๐
ดอลลาร์สหรฐั เพอื่ รองรับผปู้ ว่ ยในประเทศทไ่ี ม่สามารถซือ้ ประกนั ในประเทศนนั้ ได้
๑๔) ควรพิจารณาผ่อนคลายหรือปรับเร่ืองกฎระเบียบต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการโฆษณา
สถานพยาบาลใหส้ ามารถโฆษณาประชาสมั พันธ์ไดต้ ามความเป็นจรงิ มากขนึ้
๑๕) การพิจารณาลดข้ันตอนหรืออานวยความสะดวกในกรณีท่ีผู้ป่วยชาวต่างชาติ
ทเี่ ดนิ ทางเขา้ มารักษาสขุ ภาพในประเทศเพื่อความรวดเร็วและเกดิ ความประทบั ใจสูงสุด
๑๖) การจัดต้ังร้านสวัสดิการ หรือสถานบริการเสริมในหน่วยงานของรัฐ ควรมีกฎหมาย
กากับดแู ล เพ่อื ใหเ้ กิดความชัดเจนในการปฏิบตั ติ ามระเบยี บการปฏบิ ัติงานของหนว่ ยงานภาครฐั
๑๗) เสนอให้พิจารณาปรับลดอัตราภาษีนาเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์
และลดข้ันตอน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันกับต่างประเทศได้
และทนั ต่อสถานการณ์ด้านเทคโนโลยที เี่ ปลยี่ นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็
๑๘) ขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ดาเนินการ
ประชาสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศท่ีมีศักยภาพ เช่น ประเทศญี่ปุ่น รัฐคูเวต เพื่อยินยอมให้คนในประเทศ
ดังกล่าวเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย และสามารถนาไปเบิกเงินสวัสดิการในประเทศ
ของตนได้
๑๙) โรงพยาบาลเอกชนท่ัวประเทศมีจานวนไมต่ ่ากวา่ ๓๘๒ แห่ง ในจานวนนี้ไม่นอ้ ยกว่า
๑ ใน ๓ ทาหน้าท่ีรักษาและดูแลผู้ป่วยชาวต่างชาติ ทั้งท่ีประกาศอย่างเป็นทางการ (กรุงเทพมหานคร
และจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น จังหวัดภูเก็ต อาเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดเชียงใหม่)
และทไ่ี ม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เช่น โรงพยาบาลตามชายขอบของประเทศ เชน่ จงั หวัดอุดรธานี
จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลที่ดูแลรักษาคนไข้ต่างชาติเหล่าน้ี

๑๐๔

กรณีเป็นโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองใหญ่อาจจะพ่ึงพาตนเองได้ดี แต่ยังมีโรงพยาบาลใน ต่างจังหวัด
ตามชายขอบของประเทศท่ยี ังต้องการการสนับสนนุ ในดา้ นบคุ ลากร ด้านเครื่องมือแพทย์ และดา้ นอนื่ ๆ

๒๐) ปัจจุบันมีโรงพยาบาลท่ีดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากในกรุงเทพมหานครแล้ว
ในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต อาเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัด
มุกดาหาร รวมท่ัวประเทศมีจานวนไม่น้อยท่ีมีชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้
มกี ารนับรวมเขา้ ในสถิติแหง่ ชาติและไม่ได้รบั การสนับสนุนที่เพียงพอ เพยี งแตอ่ าศยั การบอกต่อ (Word
of Mouth) ก็ยังสามารถเปิดกิจการอยู่และเติบโตได้ หากมีการสนับสนุนอย่างจริงจังจากหน่วยงานต่าง ๆ
ของภาครฐั จะทาให้มีการเตบิ โตและเจรญิ กา้ วหน้าเป็นไปอย่างกา้ วกระโดด รวดเร็วขน้ึ และสรา้ งรายได้
เข้าประเทศไดม้ ากขนึ้ อยา่ งต่อเนอื่ งและย่ังยนื

๒๑) นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุขซ่ึงเข้ามาช่วยดาเนินการพัฒนาในการประกาศ
และส่งเสริม Medical Tourism / Medical Hub แล้ว ยังมีอีกหลายกระทรวงท่ีสามารถรับมาเป็น
นโยบายและร่วมส่งเสริมได้ เช่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน่วยงาน
สาขาในต่างประเทศไม่ต่ากวา่ ๓๕ หน่วยงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสาขาในต่างประเทศ
ไม่ต่ากว่า ๘๐๐ แห่งท่ัวโลก สามารถสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ Medical Hub โดยลักษณะเฉพาะ
เจาะจงและลักษณะช่ือเสียงของประเทศได้ด้วยโรงพยาบาลท่ีมีช่ือเสียงด้วยตนเองในต่างประเทศ
เช่น เครือโรงพยาบาลบารุงราษฎร์ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ซ่ึงมีเครือข่ายสาขามากท่ีสุดในอาเซียน
โรงพยาบาลในเครือบางกอก เช่น ฮอสปิตอล ซึ่งเปิดสาขาในเมืองชายขอบประเทศมากที่สุด
เครอื โรงพยาบาลรามคาแหง

๒๒) กระทรวงการต่างประเทศ ควรกาหนดมาตรการในการตรวจลงตรา Medical
Treatment ให้สะดวกย่ิงขึน้ และการตรวจคนเขา้ เมืองกค็ วรไดร้ บั ความสะดวกเช่นเดยี วกัน

๒๓) หากยังไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบในเร่ืองการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูล
ทเี่ ป็นจริงอันเป็นท่ีประจกั ษ์ ส่งไปยังประเทศต่าง ๆ ใหเ้ ป็นท่ีทราบอย่างรวดเร็ว กว้างขวางและต่อเน่อื งแล้ว
เหน็ ควรใหก้ ระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา การท่องเทยี่ วแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณชิ ย์ กระทรวง
การต่างประเทศ บูรณาการดาเนินการร่วมกันที่จะทาให้การทางานเพื่อสนับสนุน Medical Tourism/
Medical Hub ได้ดีขึ้น ตรงกับความเป็นจริงมากข้ึน รวดเร็วขึ้น กว้างขวางข้ึนในทุก ๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น
การแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งสาธารณรัฐเกาหลีพัฒนาศัลยกรรมตกแต่งด้าน “การร้อยไหม”
และประกาศให้ทั่วโลกทราบกส็ ามารถดึงดูดคนไทยและคนตา่ งชาตไิ ปใช้บริการเพ่มิ มากข้ึน

๒๔) ราคาค่าบริการมีกระทรวงพาณิชย์ดาเนินการประชาสัมพันธ์และกรมการค้าภายใน
เป็นหน่วยงานควบคุมราคาค่าบริการ ซ่ึงประเทศท่ีมีการค้าเสรีควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
เน่ืองจากประชาชนคนไทยมสี ิทธิหลกั ประกันสขุ ภาพแห่งชาติ หรือสทิ ธบิ ัตรทอง ๓๐ บาท หรือในกรณี
เจ็บป่วยสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิแต่ละประเภท รวมถึงประเภท
ของข้าราชการได้ตามสิทธิอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่หากเดินทางเข้ามารักษา

๑๐๕

ในโรงพยาบาลเอกชนการบริการมีราคาแตกต่างกัน เนื่องจากมีสิ่งอานวยความสะดวกในทุกมติ ิแตกตา่ งกัน
ดังน้ัน ราคาการให้บริการจึงมีความแตกต่างจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หากจะเปรียบเทียบ
กับการใช้บริการโรงแรม โรงพยาบาลเอกชนก็เปรียบเสมือนโรงแรมในระดับ ๓ ดาว ๔ ดาว ๕ ดาว
หรือ ๖ ดาว ซึ่งมีโครงสร้างของอาคาร การบริหารจัดการ การอานวยความสะดวกรวดเร็วได้ดีกว่า
ค่าบริการจึงมีราคาแพงกว่าและเป็นการเลือกซ้ือหรือเลือกใช้บริการของผู้รับบริการโดยตรง หากไม่ดี
ก็จะไมส่ ามารถดารงกิจการอยู่ไดซ้ งึ่ ถือเป็นกลไกของการตลาด

๒๕) ประเทศไทยไม่ไดเ้ ป็นประเทศเดียวที่ดาเนินการดา้ น Medical Tourism / Medial
Hub แต่ยังมีประเทศมาเลเซีย สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) สาธารณรัฐเกาหลี
เป็นคู่แข่งสาคัญในโซนเอเชีย และแม้แต่ในยุโรปและในอเมริกามีหลายเมือง หลายประเทศท่ีทาการแข่งขัน
ทางด้านน้แี ละมีช่อื เสียง หากทุกหนว่ ยงานของประเทศไทยไม่ประสานความรว่ มมอื กนั ในการดาเนนิ การ
ก็อาจจะเติบโตได้ช้าและไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอ่ืน ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นการยาก
ท่จี ะไดช้ ยั ชนะในระยะยาว

๔.๕.๓ ข้อเสนอแนะในการเปน็ ศูนยก์ ลางบริการวชิ าการและงานวจิ ัย (Academic Hub)
ดา้ นปฏิรปู ระบบการทางาน
๑) กาหนดกลมุ่ ลูกค้า พ้ืนท่ี ผลิตภัณฑ์เปา้ หมายบนหลกั การทางการตลาด
๒) การมีฐานข้อมูลที่เช่ือมโยงผู้มีส่วนได้เสีย นักวิจัย และเครือข่ายผู้ประกอบการ

เพือ่ ให้รวู้ ่าใคร ทาอะไร ท่ีไหน อย่างไร
๓) สร้างช่องทางการส่ือสารระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ เช่น ผ่านระบบออนไลน์

หรอื จดั เปน็ ระบบ Cluster
๔) จดั ทากองทุน (วคั ซีน) เพ่อื รองรบั การเกิดโรคระบาด โดยจัดเกบ็ จากนักทอ่ งเทีย่ ว
๕) หน่วยงานภาครัฐควรเปล่ียนบทบาทจากการกากับควบคุมเป็นการส่งเสริม

และสนบั สนนุ การดาเนินงานของภาคเอกชน
๖) พฒั นาผลติ ภณั ฑใ์ หห้ ลากหลายและตรงความต้องการของตลาด
๗) พัฒนายกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้านแพทย์แผนไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล

และสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตลาดเพือ่ สรา้ งมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลติ ภัณฑ์
ด้านปฏริ ปู โครงสร้าง
๑) ทาให้หน่วยราชการมขี นาดเล็กลงและมปี ระสิทธภิ าพมากยิ่งขน้ึ
๒) เปลี่ยนระบบการจัดสรรงบประมาณท่ีเออื้ ต่อการพัฒนานวัตกรรม
๓) ควรให้สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เป็นเจ้าภาพหลักเชื่อมโยงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพและการท่องเท่ียว
เชิงการแพทย์ของภาครัฐและภาคเอกชน

๔) ปรับเรอ่ื งกฎระเบียบเก่ยี วกับมาตรฐานให้เอื้อต่อการพัฒนานวตั กรรม

๑๐๖

๕) อาจมีการเชื่อมโยงเร่ืองการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้มีความรวดเร็ว
และเปดิ ใหช้ ุมชนไดเ้ ข้ามามีสว่ นรว่ มเพือ่ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ วิถีชุมชนมากขึ้น

ดา้ นอื่น ๆ
๑) ควรจัดสรรงบประมาณการช่วยเหลือมัคคุเทศก์เพื่อพัฒนาผู้ประกอบอาชีพอิสระ
หรือนักศึกษาจบใหม่โดยสร้างกลไกหลักหรือสร้างหลักสูตรอบรมระยะสั้น เช่น สาหรับดูแลผู้สูงอายุ
ระยะเร่งด่วน เพ่ือฝึกให้เกิดความเข้าใจในการดูแลผู้สูงวัย การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีป่วย
หรอื เม่อื พบนกั ท่องเที่ยวท่สี งสัยไม่สบาย
๒) ควรพฒั นาความสามารถดา้ นภาษาอังกฤษแก่บุคลากรผใู้ ห้บริการ
๓) พัฒนายกระดับคุณภาพการให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้ได้มาตรฐาน
ระดับสากล ทัง้ คณุ ภาพของสถานประกอบการและคุณภาพของผู้ให้บรกิ ารทีม่ ที ักษะและความเช่ียวชาญ
และสง่ เสริมมาตรฐานสินค้าและบริการไทยใหเ้ ปน็ ท่ียอมรับในระดับสากล
๔) เสนอใหพ้ ิจารณาส่งเสริมและพัฒนาบคุ ลากรทง้ั ในเชงิ ปริมาณและคุณภาพท่ีเกี่ยวข้อง
กับธุรกิจด้านการท่องเท่ียวเชิงการแพทย์ท้ังในส่วนท่ีเป็นบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากร
ในสายงานบริการและสนับสนุน
๕) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความก้าวหน้าในการประสานการดาเนินงาน
ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชน ได้เปิดสาขาใหม่ คือ การแพทย์แบบเฉพาะเจาะจง หรือ Precision
Medicine เพ่ือดูแลรักษาโรคทางพันธุกรรมหรือการรักษาโรคท่ีซับซ้อน และมีความจาเป็นต้องมี
ห้องปฏบิ ตั ิการ Precision Medicine ในการ Run Genome ของมนษุ ย์ เร่ืองน้ีเป็นเทคโนโลยใี หมไ่ ปส่อู นาคต
ซง่ึ โรงพยาบาลในมหาวิทยาลยั ได้เริม่ ลงทุนและปฏิบัติงานดา้ นน้ีแลว้ สมควรสนบั สนุนอย่างย่งิ โครงการ
ท่ีน่าสนใจของโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คือ โครงการท่ีจังหวัดสมุทรปราการเพื่อดูแล
ประชาชนและผู้ป่วยในลักษณ ะต่างกัน คือ ๑) พัฒ นาผู้สูงวัยให้มีอายุยืนยาวมีกิจกรรม
อาชีพ และมีการรักษาโรคที่ติดตัวมาทางวิชาการอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพ่ือให้เป็นประชาชนสูงวัย
ที่มีคุณภาพ ๒) โรงพยาบาล Hospice เพ่ือดูแลรักษาโรคระยะท้าย ๆ เช่น โรคมะเร็งระยะสุดท้าย
เพ่ือให้อยู่อย่างมีความสุข ทั้งด้านกาย ใจ สมอง คุณภาพชีวิต และมีศาสนาเข้ามาเป็นที่พึ่ง
และ ๓) โรงพยาบาลรกั ษาโรคทว่ั ไปเพอื่ สนับสนนุ กิจการดังกล่าวท้งั ๒ ขอ้

๔.๕.๔ ขอ้ เสนอแนะในการเป็นศนู ย์กลางยาและผลิตภณั ฑส์ ุขภาพ (Product Hub)
๑) ควรดึงศักยภาพชุมชน ได้แก่ การส่งเสริมแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหาร

พ้นื บา้ นเสริมภมู ิคมุ้ กนั การสง่ เสรมิ สขุ ภาพองคร์ วม วธิ ีการทาเมนูอาหารสขุ ภาพ
๒) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ว่าราชการ

จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน สานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด มหาวิทยาลัย
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวัด กระทรวงสาธารณสขุ โดยกรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก
ภาคเอกชน และหน่วยงานอนื่ ๆ ท่เี กี่ยวข้อง

๑๐๗

๓) ควรมีการปรับโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทีอ่ าจกาหนดใหม้ ีสานักงานที่รบั ผิดชอบหลักเร่อื งการบรู ณาการในเชิงยุทธศาสตรด์ ้านการแพทย์แผนปัจจุบัน
และการแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร เพื่อให้การดาเนินงานเป็นรูปธรรม
มากข้นึ เน่ืองจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นหน่วยงานวิชาการไมใ่ ช่หนว่ ยงานหลัก
ในการส่งเสรมิ และพัฒนาเศรษฐกจิ ดา้ นการท่องเท่ยี ว

๔) ควรมีการออกระเบียบเกย่ี วกบั การสง่ เสริมกระบวนการศึกษาและการพัฒนางานวิจัย
เนือ่ งจากปจั จุบนั มเี พยี งกฎหมายในลกั ษณะการค้มุ ครองผูบ้ รโิ ภคเทา่ นน้ั

๕) ปัจจุบันมีกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง
และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นกองทุนหมุนเวียน ได้รับการจัดสรร
งบประมาณรายจ่ายประจาปีเป็นหลัก จึงไม่มีรายได้เข้าสู่กองทุนสาหรับพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์
ดังน้ัน ขอเสนอให้มีการจัดเก็บเงินรายได้จากการจาหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการเข้าสู่กองทุน
เหมือนเช่นในประเทศญี่ปุ่นท่ีมีระบบการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Host Marketing กล่าวคือ
หากเป็นผลิตภัณฑ์ภาครัฐอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถจาหน่ายผลิตภัณฑ์ และเรียกเก็บ
ค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์เข้ากองทุน และหากภายหลังผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย
แก่ผู้บริโภคจะมกี ารนาเงินจากกองทุนมาเยียวยาให้กับผู้เสียหาย รวมท้ังหน่วยงานภาครฐั จะเป็นผู้ดาเนินคดี
แกผ่ ูป้ ระกอบการตอ่ ไป

๖) การส่งเสริมใหผ้ ลิตภณั ฑ์สมุนไพรแข่งขนั ไดใ้ นตลาดสากล โดยแก้ปัญหาเรอ่ื ง Health Claims
๗) เสนอการจัดต้ังกองทุนส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วเชิงสขุ ภาพ ๒ แนวทาง คือ (๑) ขยายขอบเขต
อานาจหน้าท่ีของกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ให้มีบทบาทในการส่งเสริมการนาภูมิปัญญา
การแพทย์แผนไทยไปใช้ประโยชน์เพ่ือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ส่งเสริมวิจัย
มุ่งเป้าสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการจาหน่ายหรือใช้ประโยชน์ โดยสามารถเก็บค่าธรรมเนียม
ส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนเพ่ือให้เกิดการพัฒนาอย่างย่ังยืน หรือ (๒) จัดต้ังเป็นกองทุนท่ีมีฐานะ
เป็นนิติบุคคล โดยศกึ ษาแนวทางจากการจดั ตง้ั สถาบนั พชื ยาเสพติดแห่งประเทศไทย โดยมวี ัตถปุ ระสงค์
คือ เพ่ือศึกษาวิจัย วิเคราะห์ และพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพอย่างเป็นระบบ ออกใบรับรอง
มาตรฐานในการจดั การท่องเที่ยวเชิงสขุ ภาพ สง่ เสริมดา้ นวิชาการ อบรม เผยแพร่ พฒั นารูปแบบบริการ
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ/ผลิตภัณฑ์ สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ และส่งเสริม
ให้มีความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ
และมีการบริหารจัดการโดยนาภาษีหรอื ค่าธรรมเนียมในการนาเข้ายาแผนปจั จุบนั ร้อยละ ๐.๕ ตอ่ ปี
๘) ส่งเสริมให้ภาครัฐเช่าพ้ืนท่ีว่างเปล่าเพ่ือให้คนท่ีประสบภาวะว่างงานปลูกสมุนไพร
ขณะนี้มีพื้นท่ีว่างเปล่าท่มี ีผู้ครอบครองแล้วไม่ได้ทาประโยชน์ ภาครัฐอาจเจรจาขอความร่วมมือนาพ้ืนที่
ไปปลูกสมุนไพรโดยให้กลุ่มคนว่างงานเป็นผู้ดาเนินการ จากน้ันภาครัฐส่งเสริมทาสารสกัดเพ่ือนาไป
จาหนา่ ยสรา้ งรายไดใ้ หก้ บั ประเทศไทย

๑๐๘

๙) ควรส่งเสริมให้มีการผลิตวัสดุและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ในประเท ศไทย
โดยเทคโนโลยีระดับสูง เนื่องจากส่วนใหญ่ยังต้องนาเข้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทย
มีการใช้วัสดุการแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ เพ่ือรักษาผู้ป่วยเป็นจานวนมาก แต่วัสดุ
และอุปกรณก์ ารแพทยท์ ส่ี ามารถผลิตไดใ้ นประเทศจดั เปน็ กลุม่ ผลติ ภณั ฑท์ ่ีใช้เทคโนโลยไี ม่สงู มากนกั

๑๐) ควรมีการจัดตั้งองค์กรกลางในรูปแบบคณะกรรมการท่ีสามารถกากับดูแลทั้งระบบ
โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเก่ียวกับ Medical Hub ในเรื่องเคร่ืองมือแพทย์ วิธีการแพทย์
และวิธีการรักษา ซ่ึงอาจให้มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมด้วย เน่ืองจากมหาวิทยาลัยจะมีองค์ความรู้
ด้านการศึกษา และมีนักศึกษาแพทย์ประชาสัมพันธ์เร่ืองการวิจัยและสมุนไพรนาเรื่องสมุนไพรเข้าไป
เป็นส่วนหนง่ึ ของหลกั สูตรการเรยี นการสอนได้

๑๑) การริเร่ิมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรควรมีการหารือกับหน่วยงานราชการที่มีหน้าท่ีดูแล
คือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื กในการทาผลิตภัณฑ์ ทาสารสกดั หรือประชาสัมพนั ธ์
และหารือกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีการดาเนินการประสานแพทย์
แผนไทยกับแพทย์แผนปจั จบุ ันไดอ้ ยา่ งลงตัว และมผี ลติ ภัณฑ์สมุนไพรสาหรบั จาหน่ายเป็นจานวนมาก

บทที่ ๕
บทสรปุ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธกิ าร

…………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๕.๑ บทสรุป

อุ ต ส า ห ก ร ร ม ท่ อ ง เท่ี ย ว ข อ ง ป ร ะ เท ศ ไ ท ย มี ก า ร พั ฒ น า แ ล ะ เป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ย่ า ง ต่ อ เนื่ อ ง
ตามปัจจัยท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ ปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผล
ให้มีการปรับเปล่ียนทิศทางการท่องเที่ยวตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีอีกสองปัจจัยท่ีเป็นตัวแปรสาคัญ
ในการกาหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเท่ียว คือ ปัจจัยด้านพฤติกรรมการท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียว
และปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร ซึ่งในส่วนของปัจจัยด้านพฤติกรรมการท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวนั้น
พบว่ารูปแบบการท่องเท่ียวเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ นักท่องเท่ียวในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเลือก
ท่องเท่ียวตามรูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษ (Special Interest Tourism) เช่น การท่องเที่ยว
เชงิ สุขภาพ (Health Tourism) การทอ่ งเที่ยวแบบพานักระยะยาว (Long Stay) การท่องเทยี่ วแบบผจญภัย
(Adventure Tourism) การท่องเที่ยวเชิงทัศน ศึกษาและศาสนา (Edu–Meditation Tourism)
และการท่องเท่ียวเชิงกีฬา (Sports Tourism) มากขึ้น ส่งผลให้การท่องเท่ียวลักษณะดังกล่าว
มีแนวโน้มขยายตัวมากข้ึน ในส่วนของปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากรนั้น พบว่าสังคมโลกกาลังผันตัว
เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ส่งผลให้มีจานวนนักท่องเท่ียวกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น
อย่างรวดเร็ว ซ่ึงนักท่องเท่ียวกลุ่มน้ีแตกต่างกับนักท่องเที่ยวในกลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ คือ มีความต้องการ
เฉพาะอันเน่ืองมาจากข้อจากัดด้านร่างกาย เช่น ส่ิงอานวยความสะดวกท่ีครบครัน ที่ พักท่ีสะอาด
สะดวกสบาย และปลอดภัย และการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี เมื่อพิจารณาความเช่ือมโยงระหว่าง
รูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษกับความต้องการเฉพาะของนักท่องเท่ียวกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า
นักท่องเที่ยวกลุ่มน้ีมีแนวโน้มที่จะเลือกการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเท่ียวแบบพานักระยะยาว
ในประเทศที่มโี ครงสร้างสาธารณูปโภคพ้ืนฐานท่ดี ี

ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเท่ียวนับเป็นอุตสาหกรรมหลักและมีความสาคัญที่ทารายได้เข้าสู่
ประเทศเป็นจานวนมาก เน่ืองจากมีนักท่องเท่ียวจากทั่วทุกมุมโลกตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวพักผ่อน
ในเมืองไทย หนึ่งในธุรกิจด้านการท่องเท่ียวท่ีได้รับความนิยม คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงาม
และแพทย์แผนไทย ถือเป็นโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย และประเทศไทยถือเป็นจุดหมาย
ปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยรายได้ที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
เป็นรายไดท้ ีส่ ูงเมือ่ เปรียบเทยี บกบั การท่องเทย่ี วประเภทอ่นื ๆ ทงั้ นี้ จากการจดั อันดบั รายได้จากการทอ่ งเที่ยว
เชิงสุขภาพของประเทศไทยประจาปี ๒๕๖๑ อยู่ในอันดับท่ี ๑๓ ของโลกจาก Global Wellness

๑๑๐

Institute ซึ่งเป็นสถาบันท่ีจัดทารายงานข้อมูลและจัดอันดับรายได้จากการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ
(Wellness tourism) ทุก ๒ ปี อีกทั้ง ความพร้อมในด้านบริการทางการแพทย์และบริการด้านการท่องเที่ยว
ต่าง ๆ ทน่ี ักท่องเที่ยวต่างชาตนิ ิยมใช้บริการในไทย ได้แก่ การตรวจสขุ ภาพ การทาเลสคิ ศัลยกรรมความงาม
ทันตกรรม การผ่าตัด และการพักฟื้น เป็นต้น นอกจากนี้ บริการด้านแพทย์ทางเลือกของไทย อาทิ
นวดแผนไทย และสปา มีช่ือเสียงเป็นที่ยอมรับไปท่ัวโลก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทาง
เข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเน่ือง ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ
ด้านการแพทย์ในประเทศไทย เนื่องจากราคาค่าบริการในประเทศไทยมีความสมเหตุสมผลเมื่อเปรียบเทียบ
กับบริการระดับเดียวกันในประเทศอื่น ชื่อเสียงของสถานพยาบาลและแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
ในประเทศไทย

โดยสถานการณ์ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19)
ส่งผลกระทบต่อประชาชนท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นจานวนมาก ประกอบกับการเติบโต
ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งตอ่ เน่อื งท่ีมกี ารเชอ่ื มโยงข้อมูลท่ัวโลกได้อย่างรวดเร็ว และสามารถ
ตอบสนองการดารงชีวิตประจาวันของผู้คนมากขึ้น ทาให้มีธุรกิจบริการนาระบบเทคโนโลยีเข้ามา
สนับสนุนการดาเนินงานในลักษณะออนไลน์หลากหลายรูปแบบ เช่น การชาระค่าสินค้าและบริการ
การซื้อสินค้า การบริการส่ังอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว อีกท้ัง เมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพ
ท่ีจะเกิดตามมา จึงไม่มีการเดินทางออกไปในที่สาธารณะท่ีมีคนรวมตัวกันเป็นจานวนมาก และหันมาใช้
บริการธุรกิจออนไลน์ จึงเป็นการส่งเสริมให้การดาเนินงานของธุรกิจออนไลน์เติบโตย่ิงข้ึน การพัฒนา
ด้านการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ ควรมองในภาพรวมของผลิตภัณฑ์และการบริการด้านการท่องเที่ยวอย่างครบ
วงจรและนาระบบเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดาเนินงาน เพ่ือให้ทุกคนสามารถเข้าถึงส่ิงอานวย
ความสะดวกได้ง่ายย่ิงข้ึน อาทิ การสร้างแพลตฟอร์มการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพที่มิได้มุ่งแต่เพียงด้านบริการ
ทางการแพทยเ์ ทา่ นัน้ แต่อาจเพ่ิมแอปพลเิ คชนั แนะนาการทอ่ งเที่ยวในประเทศไทย และสามารถคานวณ
คา่ ใช้จา่ ยสาหรับการท่องเทีย่ ว สามารถรวบรวมโปรแกรมนาเท่ียว วิธกี ารเดินทาง ผูน้ าเทีย่ ว ร้านอาหาร
โรงแรม และสถานท่ีท่องเที่ยว ท่ีผ่านการรับรองคุณภาพจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเท่ียว
และกีฬา เป็นต้น รวมถึงยังมีแผนการท่องเท่ียวที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่นิยมและเป็นเอกลักษณ์
ของประเทศไทยอีกด้วย ทาให้สามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเท่ียว
ในแต่ละประเภท และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติท่ีเดินทางเข้ามารับบริการด้านสุขภาพในรูปแบบ
ครอบครัวไดอ้ ยา่ งครบครนั

อย่างไรกด็ ี การทอ่ งเที่ยวเชิงสุขภาพพบปญั หาเก่ียวกับการดาเนินการบูรณาการร่วมกันระหว่าง
หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก
และปัญหาข้อจากัดของกฎหมายบางฉบับไม่เอ้ือต่อการปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมการพัฒนา

๑๑๑

การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ ๓ ประการ ประการแรก ยังไม่มีกฎหมายรองรับการจัดทาแพลตฟอร์ม
หรือกฎหมายในเชิงการรองรับนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์จากหน่วยงานรัฐ ประการท่ีสอง
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัตกิ ารจัดซ้ือจัดจ้างและการบรหิ ารพัสดุภาครฐั พ.ศ. ๒๕๖๐
ไม่เอื้ออานวยในเร่ืองการจัดซ้ือจัดจ้างเกี่ยวกับการดาเนินงานด้านเทคโนโลยี ยังมี ข้อขัดข้อง
เร่ืองข้อกาหนดคุณสมบัติของผู้เสนอราคาทางด้านเทคโนโลยี ซ่ึงหากเป็นบริษัทเดียวที่ดาเนินการ
ในเรอื่ งนนั้ ๆ จะทาให้ไม่มคี ู่เปรียบเทียบในการเสนอราคา และประการทสี่ าม ระเบียบของหน่วยงานรัฐ
บางประการท่ีมีข้อจากัดการประชาสัมพันธ์เครื่องมือทางการแพทย์ ซ่ึงถือเป็นปัจจัยสาคัญท่ีทาให้
ตัดสินใจเข้ามารับการรักษา ในขณะท่ีประเทศไทยมีโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชนที่มีอุปกรณ์
การแพทย์ที่ทันสมยั ระดบั โลก

คณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา พิจารณาเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย
ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมีนักท่องเท่ียวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นจานวนมาก
และมโี อกาสเติบโตสงู เนือ่ งจากมีสถานประกอบการดา้ นการแพทย์ท่มี ีคณุ ภาพ ราคาไม่สูงมากเมือ่ เทียบ
กับคุณภาพจากการรักษา รวมถึงประเทศไทยนั้นมีสถานท่ีท่องเท่ียวท่ีเป็นเอกลักษณ์สามารถดึงดูด
นักท่องเท่ียวต่างชาติได้เป็นอย่างดี แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ส่งผลกระทบต่อประชาชนท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
เป็นจานวนมาก ประกอบกับคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา ได้มีการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับ
แผนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ หัวข้อ ๑ การปฏิรูปด้านการเพ่ิมความสามารถทางการแข่งขัน
ของประเทศ หัวข้อย่อย ๑.๑ Productivity ประเด็นปฏิรูปท่ี ๑ อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวและบริการ
และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การท่องเที่ยว ในแผนย่อยการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ
ความงาม และแพทย์แผนไทย จึงได้จัดการสัมมนารับฟังความคิดเหน็ เก่ียวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID – 19 เพื่อกาหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคการส่งเสริม
การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพของประเทศไทยภายใต้ สถานการณ์ดังกล่าว เพื่อนาความคิดเห็น
และข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนเก่ียวข้องทุกภาคส่วน จัดทาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริม
การท่องเทีย่ วเชงิ สุขภาพนาเสนอตอ่ วุฒิสภาและคณะรฐั มนตรี เพ่อื ดาเนนิ การในสว่ นทเี่ ก่ยี วขอ้ งต่อไป

๕.๒ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธกิ ารการทอ่ งเทยี่ ว วฒุ สิ ภา
คณะกรรมาธิการมีขอ้ เสนอแนะ ดังนี้

๕.๒.๑ ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
๑) ควรกาหนดให้การพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพเป็นวาระแห่งชาติ ที่สอดคล้อง

กับนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศโดยรวม โดยยึดหลักการพัฒนาแบบบูรณาการ
องค์ประกอบทสี่ าคญั ของการทอ่ งเท่ียวเชิงสขุ ภาพไปพรอ้ ม ๆ กนั อยา่ งเปน็ ระบบทช่ี ดั เจน รวมทั้งกาหนด

๑๑๒

นโยบายในระดับจังหวัด และระดับชุมชนท้องถ่ิน โดยเฉพาะในจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น
ทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน ท้ังนโยบายด้านการพัฒนาแผนงาน
การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพท่ีเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพ้ืนท่ี นโยบายด้านการพัฒนาบุคลากร
ให้มศี กั ยภาพตามมาตรฐาน และนโยบายดา้ นการพฒั นามาตรฐานแหลง่ ท่องเท่ียว เปน็ ตน้

๒) ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานของภาครัฐที่เป็นเจ้าภาพหลัก หรือควรมีหน่วยงานท่ีจัดตั้ง
ขึ้นมาเป็นพิเศษ/ เฉพาะในการบูรณาการเชิงนโยบายและเชิงกลยุทธ์เพ่ือขับเคล่ือนการท่องเท่ียว
เชิงสุขภาพ Thailand Medical Hub ในภาพรวมของประเทศ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง
หลายหนว่ ยงาน อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ เป็นตน้

๓) กาหนดมาตรการการดาเนินงานตามนโยบายที่มีผลบังคับตามกฎหมาย เพื่อดึงดูด
กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และพัฒนาการท่องเที่ยว
เชงิ สุขภาพใหไ้ ด้มาตรฐานสากล

๔) ควรเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้สอดรบั เป้าหมาย แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
ประเด็น การท่องเท่ียว ในแผนย่อยการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ ความงาม และแพทย์แผนไทย และยุทธศาสตร์
การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) โดยการทบทวนกฎหมาย
หลักสูตรการแพทย์เพื่อให้สอดรับกับการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทย เช่น การทบทวน
ให้แพทย์ต่างชาติสามารถเข้ารับการทดสอบข้ึนทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย
เป็นภาษาอังกฤษได้แทนการสอบภาษาไทย เพ่ือเพ่ิมจานวนบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย
ในขณะท่ีในต่างประเทศมีการสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นภาษาอังกฤษ ทาให้แพทย์ไทย
มีโอกาสสูงที่จะไปอยู่ในประเทศที่ภาระงานน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมากกว่า ส่งผลให้ จานวนแพทย์
ในประเทศไทยมนี อ้ ยลง

๕) ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพ่ือช่วยเหลือโรงแรมขนาดเล็กให้สามารถรองรับ
การท่องเที่ยวแบบพานักระยะยาว โดยปรับให้เป็นหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ หรือ COVID -19 (Hospitel)
และกฎหมายเกย่ี วกบั การเข้ามาท่องเทย่ี วแบบพานกั ระยะยาว การให้วีซา่ พิเศษสาหรับผูท้ ี่จะมาพกั ผ่อน
แบบพานักระยะยาว หรือแบบเกษียณอายุเป็นระยะเวลา ๖ เดือน และการกาหนดมาตรการในการออกวีซ่า
Medical Treatment ให้สะดวกยิ่งข้ึน ตลอดจนการปรับเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐาน
ให้เออ้ื ตอ่ การพฒั นานวตั กรรม

๖) ควรกาหนดนโยบายส่งเสริมแพทย์แผนไทยรองรับการพัฒนาให้ประเทศไทย
เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ในด้านต่าง ๆ ดังน้ี (๑) คุณภาพมาตรฐานแพทย์
แผนไทย (๒) การเข้าถึงการบรกิ าร (๓) ราคาการให้บรกิ ารเพื่อนามาแขง่ ขนั เปรียบเทียบกับต่างประเทศ

๑๑๓

และ (๔) การบริการแพทย์แผนไทยเปรียบเทียบกับแพทย์แผนจีนหรือแพทย์แผนอินเดียเพ่ือพัฒนา
ให้มีประสทิ ธิภาพมากขึน้

๗) ควรจัดให้มีระบบสารสนเทศเพ่ือการท่องเท่ียวแห่งชาติจากการบูรณาการผู้มีส่วนได้เสีย
ทุกคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (ชุมชน ท้องถ่ิน นักท่องเที่ยว ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว หน่วยงาน
รัฐ ท้องถ่ิน) เข้ามาในกระบวนการนวัตกรรมการทางานรว่ มกัน (collaborative innovation process)
เพ่ือสร้างการท่องเที่ยวท่ีย่ังยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งควรปรับปรุงหรือจัดทาข้อมูล หรือรวบรวม
ข้อมลู ท่เี กยี่ วขอ้ งกบั การทอ่ งเทย่ี วเชงิ สุขภาพใหเ้ ปน็ ปัจจุบนั เพ่ือประโยชนใ์ นการใช้งานร่วมกัน

๘) ควรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ โดยการใช้แพลตฟอร์ม
ระบบออนไลน์ เป็นช่องทางการเชื่อมต่อกับช่องทางของแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อจองห้องพัก
หรือโรงแรมในประเทศไทยท่ีสามารถเชื่อมต่อห้องพักกับแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการแพทย์ เน่ืองจากญาติ
ของผู้ป่วยท่ีเข้ามารักษาอาจไม่ได้ต้องการพักในโรงพยาบาล รวมท้ังยังมีแพลตฟอร์มเกี่ยวกับแพ็กเกจ
สปาเชงิ สขุ ภาพ และออกแบบแพ็กเกจใหเ้ หมาะสมกบั นักท่องเที่ยวชาวตา่ งชาตใิ ห้สามารถเชอ่ื มต่อได้

๕.๒.๒ ขอ้ เสนอแนะในการพฒั นา
๑) ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการเร่งพัฒนา

การท่องเทยี่ วเชิงสุขภาพของไทยให้ได้มาตรฐานในทุกองค์ประกอบ ตามความเชีย่ วชาญและความพรอ้ ม
ของหนว่ ยงานหรอื องค์กรน้นั ๆ

๒) ควรจัดทาฐานข้อมูลด้านการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพของไทยที่มีเน้ือหาสอดคล้อง
กับแนวโน้มพฤติกรรมของนักท่องเท่ียวต่างชาติ มีรูปแบบและช่องทางการนาเสนอที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
และมีการนาเข้าข้อมูลเป็นภาษาต่างประเทศหลากหลายภาษา และควรสนับสนุนให้ภาคเอกชนร่วมมือ
กันจัดทาฐานข้อมูลออนไลน์สาธารณะด้านการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพของไทยที่มีความเฉพาะเจาะจง
มรี ปู แบบทง่ี า่ ยต่อการสืบค้น และเช่อื มโยงระบบบรกิ ารดา้ นการท่องเท่ียวท้งั หมดให้อย่ใู นเว็บไซตเ์ ดยี ว

๓) ควรมีการประชาสัมพันธ์แผนการท่องเที่ยวท่ีเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นท่ีนิยม
และเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยแบบครบวงจร เช่น โปรแกรมฟ้ืนฟูร่างกายสาหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด
โปรแกรมสุขภาพยั่งยืนสาหรับผู้สูงอายุ อาจมีกิจกรรมการกายภาพบาบัด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
การรับประทานอาหารสุขภาพ การนวดผ่อนคลาย โปรแกรมสาหรับฟ้ืนฟูสุขภาพสาหรับนักกีฬา เช่น
กิจกรรมนวดบาบัด/นวดไทย/สปา/กดจุด/ลดปวด/ผ่อนคลายกล้ามเน้ือ โปรแกรมสาหรับความงาม
เหมาะสาหรับผู้ที่ต้องการเสริมความงาม โปรแกรมสาหรับแปลงเพศ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติ
ที่เดินทางเข้ามาท่องเท่ียวประเทศไทย จะใช้เวลาจากการท่องเท่ียวส่วนหนึ่งมาทากิจกรรมส่งเสริม
สุขภาพในที่พักแรม หรือนอกที่พักแรม เช่น การนวดไทย สปา และการบริการด้านสุขภาพเพื่อสร้าง
รายได้เขา้ สปู่ ระเทศ

๑๑๔

๔) ควรมีการสนับสนุนการลงทุนในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพทางด้านการส่งเสริม
การท่องเที่ยว เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายให้ได้มาตรฐาน
รวมทั้งสนับสนุนให้โรงพยาบาลของภาครัฐในต่างจังหวัดครอบคลุมการรักษาพยาบาลของคนต่างชาติ
และระบบการประกนั ภยั ดว้ ย

๕) ควรมีการบูรณาการการประชาสัมพันธ์การบริการรักษาของประเทศไทย เช่น
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีสานักงานสาขาในต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ ควรส่งเสริม
มาตรฐานธุรกิจการบริการรักษา กระทรวงการต่างประเทศ ควรส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการรักษาพยาบาล
ของประเทศ และขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ดาเนินการ
ประชาสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศญี่ปุ่น รัฐคูเวต เพื่อยินยอมให้คนในประเทศ
ดังกล่าวเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยและสามารถนา ไปเบิกเงินสวัสดิการในประเทศ
ของตนได้

๖) ควรให้สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
เปน็ เจ้าภาพหลกั เชื่อมโยงงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การท่องเท่ียวเชงิ สขุ ภาพและการทอ่ งเที่ยวเชิงการแพทย์
ของภาครัฐและภาคเอกชน เพ่ือพัฒนายกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้านแพทย์แผนไทยให้มีมาตรฐาน
ระดับสากล และสอดคลอ้ งกับความต้องการของตลาดเพ่อื สร้างมูลคา่ เพม่ิ ใหแ้ กผ่ ลติ ภณั ฑ์

๗) ควรส่งเสริมให้มีการผลิตวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศไทยโดยเทคโนโลยี
ระดับสูง เน่ืองจากส่วนใหญ่ยังต้องนาเข้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้วัสดุ
การแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ เพ่ือรกั ษาผู้ป่วยเป็นจานวนมาก แต่วสั ดุและอุปกรณ์การแพทย์
ท่ีสามารถผลติ ได้ในประเทศจดั เป็นกลุ่มผลติ ภณั ฑ์ทใี่ ชเ้ ทคโนโลยไี ม่สงู มากนกั

บรรณานุกรม

หนังสอื

กรมสนบั สนุนบรกิ ารสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยใหเ้ ป็นศูนย์กลาง
สุขภาพนานาชาติ (MEDICAL HUB) (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๙). กรุงเทพฯ: กรมสนับสนุนบริการ
สุขภาพ, ๒๕๕๙.

สานักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ, รายงานสรุปผลการดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจาปี ๒๕๖๒, กรุงเทพฯ:
สานักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, ๒๕๖๒.

รายงานและเอกสารวุฒสิ ภา

ไทย. รฐั สภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการทอ่ งเทีย่ ว วุฒสิ ภา, สรปุ ผลการสัมมนาของคณะกรรมาธิการ
การท่องเท่ียว วุฒิสภา เร่ือง “การท่องเทย่ี วเชงิ สุขภาพหลังวกิ ฤต COVID-19” วันพฤหัสบดีท่ี
๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ๑-๒ ช้ัน ๒ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
กรุงเทพมหานคร.

ไทย. รัฐสภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา, บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ
ติดตามเสนอแนะ และเรง่ รดั การปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตรช์ าติ
ด้านการทอ่ งเท่ยี ว ในคณะกรรมาธกิ ารการทอ่ งเท่ยี ว วุฒิสภา, วนั องั คารท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๖๓.

ไทย. รัฐสภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา, บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ
ติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์
ชาติด้านการท่องเที่ยว ในคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา, วันอังคารที่ ๑๐ มีนาคม
๒๕๖๓.

ไทย. รัฐสภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา, บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ
ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์
ชาติด้านการท่องเท่ียวในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา, วันพฤหัสบดีที่ ๒๑
พฤษภาคม ๒๕๖๓.

ไทย. รัฐสภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา, บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ
ตดิ ตาม เสนอแนะ และเรง่ รัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์
ชาติด้านการท่องเที่ยว ในคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา, วันอังคารท่ี ๒ มิถุนายน
๒๕๖๓.

๑๑๖

ไทย. รัฐสภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา, บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ
ติดตาม เสนอแนะ และเรง่ รัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยทุ ธศาสตร์
ชาติด้านการท่องเท่ียว ในคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วุฒิสภา, วันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน
๒๕๖๓.

ไทย. รัฐสภา. วุฒิสภา. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา, บันทึกการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ
ตดิ ตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจดั ทาและดาเนินการตามยุทธศาสตรช์ าติ
ดา้ นการทอ่ งเทย่ี ว ในคณะกรรมาธิการการท่องเท่ียว วฒุ ิสภา, วนั จันทรท์ ่ี ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓.

ภาคผนวก

๑๑๘

ภาคผนวก ก

- รายชอื่ คณะกรรมาธิการการทอ่ งเทย่ี ว วฒุ สิ ภา
- รายชอ่ื ท่ปี รึกษากติ ติมศักดปิ์ ระจาคณะกรรมาธกิ าร
- รายชื่อทปี่ รกึ ษา ผูช้ านาญการ นกั วิชาการ และเลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
- รายชอ่ื คณะอนกุ รรมาธิการ ในคณะกรรมาธกิ าร

๑๑๙

รายช่อื คณะกรรมาธกิ ารการทอ่ งเท่ยี ว วฒุ สิ ภา

๑. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏมิ าประกร ประธานคณะกรรมาธิการ
๒. พลอากาศเอก อดิศกั ดิ์ กล่นั เสนาะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนทห่ี นงึ่
๓. พลเรือเอก ชุมนมุ อาจวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง
๔. พลเอก โปฎก บุนนาค รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนทส่ี าม
๕. นางฉวรี ัตน์ เกษตรสุนทร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนทีส่ ี่
๖. พลเรอื เอก อิทธิคมน์ ภมรสตู เลขานกุ ารคณะกรรมาธกิ าร
๗. พลเอก บุญธรรม โอรสิ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ
๘. นายอนศุ กั ด์ิ คงมาลัย โฆษกคณะกรรมาธิการ
๙. พลเอก พิศณุ พทุ ธวงศ์ รองโฆษกคณะกรรมาธกิ าร
๑๐. พลเอก ไพโรจน์ พานชิ สมัย ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธกิ าร
๑๑. นายชลติ แก้วจินดา ท่ีปรกึ ษาคณะกรรมาธิการ
๑๒. พลเอก ชยตุ ิ สวุ รรณมาศ ท่ปี รึกษาคณะกรรมาธกิ าร
๑๓. พลเอก นาวนิ ดาริกาญจน์ กรรมาธิการ
๑๔. ร้อยเอก ประยทุ ธ เสาวคนธ์ กรรมาธิการ
๑๕. พลเอก ปรชี า จันทร์โอชา กรรมาธิการ
๑๖. นายปัญญา งานเลศิ กรรมาธิการ
๑๗. นายไพโรจน์ พว่ งทอง กรรมาธิการ
๑๘. พลตารวจโท วบิ ูลย์ บางทา่ ไม้ กรรมาธกิ าร
๑๙. พลเอก ศุภรัตน์ พฒั นาวิสุทธิ์ กรรมาธิการ

๑๒๐

รายช่ือท่ีปรึกษากิตตมิ ศักดิ์ประจาคณะกรรมาธกิ าร

๑. นายสรุ พงษ์ เตชะหรวู ิจติ ร
๒. นายวิชิต ประกอบโกศล
๓. นายกรด โรจนเสถียร
๔. นายสเุ มธ สทุ ัศน์ ณ อยธุ ยา
๕. นายภราเดช พยฆั วเิ ชยี ร
๖. นายชนะพนั ธ์ แกว้ กล้าไชยวุฒิ
๗. นายวิชัย ปิยวรรณวงศ์
๘. นายพรชัย พฒั นะจนิ ดา
๙. นายกรัณย์ สทุ ธารมณ์
๑๐. นายสมชาย พฤฒิกลั ป์
๑๑. นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
๑๒. นายอดษิ ฐ์ ชยั รตั นานนท์
๑๓. พนั ตารวจเอก ชัยพร ออฟวู งศ์
๑๔. นางเพชรา ศริ ิตระกูลชัย
๑๕. นายปญั ญา แสงสรุ ยิ นั
๑๖. นายอนนั ต์ วงศ์เบญจรัตน์
๑๗. นายสเุ ทพ เก้อื สงั ข์
๑๘. นายศิรปิ กรณ์ เชี่ยวสมุทร
๑๙. นายนพดล ภาคพรต
๒๐. นายวิชิต พัฒนโกศยั
๒๑. นายยุทธ ลมิ ปศ์ ริ ะ

๑๒๑

รายชอ่ื ท่ปี รกึ ษา ผชู้ านาญการ นกั วิชาการ และเลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธิการ

๑. พลเอก บัณฑติ ย์ บณุ ยะปาน ทป่ี รกึ ษาประจาคณะกรรมาธกิ าร
๒. นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกยี รติภมู ิ ทีป่ รกึ ษาประจาคณะกรรมาธิการ
๓. นายศุกรยี ์ สิทธวิ นชิ ผชู้ านาญการประจาคณะกรรมาธิการ
๔. นางจุฑาพร เริงรณอาษา ผ้ชู านาญการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๕. พลอากาศเอก ถาวรวัฒน์ จันทนาคม นักวชิ าการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๖. นางสุพจี นิลอบุ ล นักวิชาการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๗. นางปฏิมา ตันตคิ มน์ นักวิชาการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๘. นายประทีป เจรญิ พร นักวชิ าการประจาคณะกรรมาธิการ
๙. นายชลัทภณ บนุ นาค นักวชิ าการประจาคณะกรรมาธิการ
๑๐. นายรงุ่ โรจน์ สีเหลืองสวสั ด์ิ นักวิชาการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๑๑. นาวาอากาศโท อภริ ะเดช ครามะคา เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
๑๒. พันตรี อาเขตต์ ขนั ธชัย เลขานุการประจาคณะกรรมาธิการ
๑๓. พลอากาศเอก วิริยะ มีศริ ิ เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธิการ
๑๔. พลเรือตรีหญิง ภณินทท์ ิพย์ สาตราภัย เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธิการ
๑๕. นางสาวนพร ประวณี เมธ เลขานุการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๑๖. นางสาววภิ าดา เลิศสุวรรณกลุ เลขานุการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๑๗. นายชาครติ ปติ านพุ งศ์ เลขานุการประจาคณะกรรมาธิการ
๑๘. นายพิสฏิ ฐ์ ชา่ งผาสขุ เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
๑๙. นายวีระพล คงมั่น เลขานุการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๒๐. นางสาวปิยพัชร์ ภศู ริ ิ เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
๒๑. นายจกั ราฑิตย์ ธนาคม เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธิการ
๒๒. นางจุไรรัตน์ จลุ จกั รวฒั น์ เลขานุการประจาคณะกรรมาธิการ
๒๓. นางสาวณฐั รส ต้ังประสทิ ธ์ิ เลขานุการประจาคณะกรรมาธกิ าร
๒๔. นายชาตชิ าย เทพแปง เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธิการ
๒๕. พลอากาศตรี วีระศักด์ิ นวลปลอด เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
๒๖. นางสาวสชุ าดา เช้อื โพล้ง เลขานุการประจาคณะกรรมาธิการ
๒๗. นายจิรวฒั น์ จูเจริญ เลขานุการประจาคณะกรรมาธิการ
๒๘. นายพงศกร ใจภักดี เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
๒๙. นายวนั ชยั คนงาม เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
๓๐. นายจักรสิทธ์ิ แก้ววิไล เลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร

๑๒๒

รายช่ือคณะอนกุ รรมาธิการ ในคณะกรรมาธกิ าร

คณะอนุกรรมาธกิ ารตดิ ตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏริ ูปประเทศ
และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาตดิ ้านการทอ่ งเท่ียว

๑. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ ประธานคณะอนกุ รรมาธิการ
๒. นายชลติ แกว้ จนิ ดา รองประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร คนทห่ี นง่ึ
๓. พลเอก นาวนิ ดารกิ าญจน์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนทสี่ อง
๔. นายอนุศกั ด์ิ คงมาลยั รองประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร คนที่สาม
๕. นางจฑุ าพร เริงรณอาษา อนุกรรมาธิการ
๖. พลอากาศเอก เมธา สงั ขวิจติ ร อนุกรรมาธกิ าร
๗. พลอากาศโท ธรรมนิตย์ สงิ หค์ ะสะ อนุกรรมาธกิ าร
๘. นาวาอากาศโท มโน อดุ มเวช อนกุ รรมาธกิ าร
๙. นางสุพจี นิลอบุ ล อนุกรรมาธิการ
๑๐. พลอากาศเอก วริ ิยะ มศี ิริ อนุกรรมาธกิ าร
อนกุ รรมาธกิ าร
๑๑. นายเกรยี งศกั ด์ิ แสงจนั ทร์ อนกุ รรมาธกิ ารและเลขานกุ าร
๑๒. นาวาเอก หน่ึง กาญจนัมพะ
ทปี่ รึกษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร คอื ทป่ี รึกษาคณะอนุกรรมาธกิ าร
๑. พนั เอก ณฐพล ดังสท้าน ทป่ี รกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร
๒. นายอารญั บุญชยั ท่ปี รกึ ษาคณะอนกุ รรมาธิการ
๓. นายยุทธ ลมิ ปศ์ ิระ

๑๒๓
คณะอนกุ รรมาธกิ ารพจิ ารณาศึกษาการพฒั นาคุณภาพการท่องเที่ยวทางบก

๑. พลเอก โปฎก บนุ นาค ประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร
๒. นายอนศุ กั ดิ์ คงมาลัย รองประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร คนท่หี นง่ึ
๓. พลเอก พิศณุ พทุ ธวงศ์ รองประธานคณะอนกุ รรมาธิการ คนที่สอง
๔. นางฉวีรตั น์ เกษตรสุนทร รองประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร คนท่สี าม
๕. ร้อยเอก ประยทุ ธ เสาวคนธ์ อนกุ รรมาธกิ าร
๖. นายชลติ แกว้ จนิ ดา อนุกรรมาธกิ าร
๗. นายไพโรจน์ พว่ งทอง อนุกรรมาธกิ าร
๘. พลเอก อดศิ ร สุวรรณตรา อนกุ รรมาธิการ
๙. รองศาสตราจารยท์ วีศกั ด์ิ สทู กวาทิน อนกุ รรมาธิการ
๑๐. นายชลทั ภณ บนุ นาค อนุกรรมาธกิ าร
๑๑. นางสาวนพร ประวีณเมธ อนุกรรมาธิการ
๑๒. นางจไุ รรตั น์ จลุ จกั รวฒั น์ อนุกรรมาธิการและเลขานกุ าร
ท่ีปรกึ ษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร คอื
๑. นางนชุ นาถ วสรุ ตั น์ ทีป่ รกึ ษาคณะอนุกรรมาธิการ
๒. รองศาสตราจารยน์ รีวรรณ จินตกานนท์ ทป่ี รึกษาคณะอนุกรรมาธกิ าร
๓. นางสาวศิรณิ ี ศิริพงษพ์ นั ธ์ ทีป่ รกึ ษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร
๔. นายบวรวิชญ์ บางท่าไม้ ท่ีปรกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร
๕. นายวิชติ พฒั นโกศยั ที่ปรึกษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร


Click to View FlipBook Version