The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-01-01 20:39:19

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ๐- ๖ ปี

สำนักกรรมาธิการ ๓

+:* :! :+& < :+ :0> 1:

D+?L5 :+ 9 2/92 < :+D <!5@ 3!!@
D&L5? :+D-=*M AD K E+ D < T Ú Z #ā


5 8 ++): < :+ :+&9 !:2 9 ) E-8 < :+D K D*:/ ! 2 +=
$ĊA2 A 5:*@ !&< :+ E-8$ ĊA Ċ5*F5 :2 /@ 2< (:

2;! 9 ++): < :+ W
2;! 9 :!D-
: < :+/@ 2< (:



รายงานการพิจารณาศึกษา
ของคณะกรรมาธกิ ารการพัฒนาสงั คม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี

ผู้สูงอายุ คนพกิ าร และผดู้ ้อยโอกาส วฒุ ิสภา
เรื่อง

การจัดสวสั ดกิ ารเงนิ อุดหนนุ เพ่อื การเล้ยี งดเู ด็กแรกเกิด ๐ – ๖ ปี

สานักกรรมาธิการ ๓
สานกั งานเลขาธกิ ารวฒุ ิสภา



(สาเนา)
บันทกึ ข้อความ

สว่ นราชการ คณะกรรมาธกิ ารการพัฒนาสังคม และกจิ การเด็ก เยาวชน สตรี ผสู้ งู อายุ คนพิการ

และผดู้ ้อยโอกาส วฒุ ิสภา

ที่ สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙ / (ร 60 ) วนั ที่ 9 ธนั วาคม ๒๕๖๕

เร่ือง รายงานผลการพจิ ารณาศกึ ษา เรอ่ื ง “การจดั สวสั ดิการเงนิ อดุ หนนุ เพ่ือการเล้ยี งดเู ด็กแรกเกดิ ๐ – ๖ ป”ี

กราบเรยี น ประธานวฒุ ิสภา

ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งท่ี ๑๗/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจาปีคร้ังที่หน่ึง) วันอังคารท่ี

๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจาวุฒิสภาตามข้อบังคับ

การประชมุ วฒุ ิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ้ ๗๘ วรรคสอง (๑๓) ประกอบข้อ ๙๘ ซ่งึ คณะกรรมาธิการการพฒั นาสังคม

และกจิ การเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สงู อายุ คนพิการ และผ้ดู อ้ ยโอกาส วฒุ สิ ภา เป็นคณะกรรมาธกิ ารสามญั ประจา

วฒุ ิสภามีหน้าที่และอานาจเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทากิจการ พิจารณาสืบหาขอ้ เท็จจริง

หรื อ ศึ ก ษ า เ ร่ื อ ง ใ ด ๆ ท่ี เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร พั ฒ น า สั งค ม เ ด็ ก เ ย า ว ช น สต รี ผู้ สู ง อ า ยุ ค น พิ ก า ร

และผู้ด้อยโอกาส รวมท้ังประสานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศ

และนานาชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาสังคม

ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผดู้ ้อยโอกาส การส่งเสริมศักยภาพของชุมชนดา้ นการพฒั นา

ชีวิตความเป็นอยู่ การคุ้มครอง และดูแลผู้ยากไร้ การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่

เปน็ ธรรมตอ่ บุคคล การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดกิ ารสังคม การเสรมิ สร้างพลงั ทางสังคม การสรา้ งหลักประกัน

ความม่ันคง และการพฒั นาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวม พจิ ารณาศึกษา ตดิ ตาม เสนอแนะ และเรง่ รัดการ

ปฏิรูปประเทศและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ท่อี ย่ใู นหนา้ ทแี่ ละอานาจ และอ่ืน ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง ซงึ่ ปัจจุบัน

คณะกรรมาธิการคณะน้ี ประกอบดว้ ย

๑. นายวลั ลภ ตงั คณานุรกั ษ์ ประธานคณะกรรมาธกิ าร
๒. พลตรี โอสถ ภาวไิ ล รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนทหี่ นึ่ง
๓. นางเพ็ญพกั ตร์ ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนท่ีสอง
๔. นายกติ ติศกั ด์ิ รตั นวราหะ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนทส่ี าม
๕. นางทศั นา ยุวานนท์ เลขานกุ ารคณะกรรมาธกิ าร
๖. พลเอก ไพชยนต์ คา้ ทนั เจรญิ โฆษกคณะกรรมาธกิ าร
๗. นางผาณติ นติ ิทนั ฑ์ประภาศ ประธานท่ปี รกึ ษาคณะกรรมาธิการ
๘. นายเนาวรตั น์ พงษไ์ พบูลย์ ทป่ี รกึ ษาคณะกรรมาธกิ าร
๙. หมอ่ มหลวงปนดั ดา ดศิ กุล ท่ปี รกึ ษาคณะกรรมาธกิ าร
๑๐. นายพรี ะศักด์ิ พอจติ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธกิ าร
๑๑. นางประยรู เหลา่ สายเช้ือ กรรมาธกิ าร
๑๒. นายปรชี า บวั วริ ัตน์เลศิ กรรมาธกิ าร
๑๓. นายมณเฑยี ร บุญตัน กรรมาธกิ าร
๑๔. นายยุทธนา ทพั เจรญิ กรรมาธิการ
๑๕. พลเอก วลิต...

-๒-

๑๕. พลเอก วลิต โรจนภกั ดี กรรมาธกิ าร
๑๖. นายอาพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ

บัดน้ี คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศกึ ษา เรอ่ื ง “การจัดสวัสดกิ ารเงนิ อุดหนุนเพื่อการเล้ียงดูเด็ก
แรกเกิด ๐ – ๖ ปี” เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานการพิจารณาศึกษาเร่ืองดังกล่าวต่อวุฒิสภา
ตามข้อบังคบั การประชุมวฒุ ิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘

จึงกราบเรียนมาเพ่อื โปรดทราบและนาเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการต่อทปี่ ระชุมวุฒิสภาต่อไป

(ลงชื่อ) นายวลั ลภ ตงั คณานุรักษ์
(นายวัลลภ ตงั คณานุรกั ษ์)

ประธานคณะกรรมาธกิ ารการพฒั นาสังคม และกจิ การเด็ก เยาวชน
สตรี ผสู้ งู อายุ คนพิการ และผดู้ อ้ ยโอกาส วุฒสิ ภา

สาเนาถูกต้อง

(นางสาวภริ มย์ นิลทพั )
ผชู้ ว่ ยเลขานุการคณะกรรมาธกิ ารการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก

เยาวชน สตรี ผูส้ งู อายุ คนพกิ าร และผดู้ อ้ ยโอกาส

กล่มุ งานคณะกรรมาธกิ ารการพัฒนาสงั คมฯ เพชรรัตน์ พมิ พ์
สานกั กรรมาธกิ าร ๓ เพชรรัตน์/ภริ มย์ ทาน
สานกั งานเลขาธกิ ารวฒุ สิ ภา
โทรศัพท์ / โทรสาร ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๕ – ๖ ภริ มย์ ตรวจ

-ก-
-

คณะกรรมาธกิ ารการพฒั นาสงั คม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี
ผูส้ งู อายุ คนพิการ และผู้ดอ้ ยโอกาส
วฒุ สิ ภา

นายวัลลภ ตังคณานุรกั ษ์
ประธานคณะกรรมาธกิ าร

พลตรี โอสถ ภาวไิ ล นางเพญ็ พกั ตร์ ศรีทอง นายกติ ติศักด์ิ รัตนวราหะ

รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนทหี่ นง่ึ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนท่ีสอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม

นางทัศนา ยุวานนท์ พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ นางผาณติ นติ ทิ ณั ฑ์ประภาศ
เลขานกุ ารคณะกรรมาธกิ าร โฆษกคณะกรรมาธิการ ประธานทป่ี รกึ ษาคณะกรรมาธิการ

หมอ่ มหลวงปนดั ดา ดศิ กลุ นายเนาวรตั น์ พงษไ์ พบลู ย์ นายพรี ะศกั ด์ิ พอจิต
ท่ีปรึกษาคณะกรรมาธิการ ที่ปรกึ ษาคณะกรรมาธกิ าร ท่ีปรึกษาคณะกรรมาธิการ

- ข-

นางประยูร เหลา่ สายเชอื้ นายปรชี า บวั วิรตั น์เลิศ นายมณเฑียร บญุ ตนั
กรรมาธกิ าร กรรมาธิการ กรรมาธกิ าร

นายยุทธนา ทพั เจริญ พลเอก วลติ โรจนภักดี นายอาพล จินดาวฒั นะ
กรรมาธกิ าร กรรมาธิการ กรรมาธิการ

- ค-

คณะอนกุ รรมาธกิ ารกจิ การเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส

นายวลั ลภ ตังคณานุรักษ์
ประธานคณะอนุกรรมาธิการ

พลเอก ไพชยนต์ ค้าทนั เจริญ นางจริ าภรณ์ เล้าเจริญ นายศภุ ชัย สถีรศิลปนิ
อนกุ รรมาธิการ
รองประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร คนทีห่ น่ึง รองประธานคณะอนกุ รรมาธิการ คนที่สอง

นางวรภทั ร แสงแกว้ นางงามจติ แต้สุวรรณ นายสาราญ อรุณธาดา
อนกุ รรมาธิการ อนกุ รรมาธกิ าร อนุกรรมาธิการ

-ง-

นายศภุ ากร ปทมุ รตั นาธาร นายอัครเดช สพุ รรณฝา่ ย นายธนะรัตน์ ธาราภรณ์
อนุกรรมาธกิ าร อนุกรรมาธกิ าร อนุกรรมาธิการ

นางณัฐนนั ท์ สวา่ งวงศ์ นางเพชรรัตน์ มหาสงิ ห์
อนกุ รรมาธิการและเลขานกุ าร อนกุ รรมาธกิ ารและผู้ช่วยเลขานุการ

-ฒ- -ณ-

-จ-

รายงานการพิจารณาศกึ ษา
เร่อื ง “การจัดสวสั ดิการเงนิ อดุ หนุนเพอื่ การเล้ียงดเู ดก็ แรกเกดิ ๐ – ๖ ป”ี
ของคณะกรรมาธิการการพฒั นาสังคม และกจิ การเด็ก เยาวชน สตรี ผูส้ งู อายุ คนพกิ าร

และผดู้ ้อยโอกาส วฒุ ิสภา
________________________

ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจาปีครั้งท่ีหน่ึง)
วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจาวุฒิสภา
ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๓) โดยมหี นา้ ที่และอานาจเกี่ยวกับ
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกระทากิจการ พิจารณาสืบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ
ท่ีเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งประสานกับ

องค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศและนานาชาติ และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ินเก่ียวกับแนวทางความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี
ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การส่งเสริมศักยภาพของชุมชนด้านการพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่
การคุ้มครองและดูแลผู้ยากไร้ การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
ต่อบุคคล การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการสังคม การเสริมสร้างพลังทางสังคม การสร้างหลักประกัน
ความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวมพิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ
และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ท่ีอยู่ในหน้าที่และอานาจ
และอืน่ ๆ ทีเ่ ก่ียวข้อง

บัดน้ี คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา เรื่อง “การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุน
เพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ๐ – ๖ ปี” เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา
เร่ืองดงั กลา่ วตอ่ วุฒสิ ภา ตามข้อบงั คับการประชมุ วฒุ ิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ ดงั น้ี

๑. การดาเนนิ งานของคณะกรรมาธกิ าร

คณะกรรมาธิการได้ดาเนินการพจิ ารณาศกึ ษา ดังนี้

๑.๑ คณะกรรมาธิการได้มีมติมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก

เยาวชน และผดู้ ้อยโอกาส ทาหนา้ ท่พี ิจารณาศึกษา ซึ่งอนุกรรมาธกิ ารคณะนี้ ประกอบด้วย

๑) นายวลั ลภ ตงั คณานรุ ักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ

๒) พลเอก ไพชยนต์ คา้ ทันเจรญิ รองประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร คนที่หนึ่ง

๓) นางจริ าภรณ์ เลา้ เจรญิ รองประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร คนที่สอง

๔) นางงามจติ แต้สวุ รรณ อนุกรรมาธกิ าร

๕) นายศุภชยั สถีรศลิ ปนิ อนกุ รรมาธิการ

๖) นายสาราญ อรุณธาดา อนกุ รรมาธกิ าร

๗) นางวรภัทร แสงแกว้ อนกุ รรมาธกิ าร

๘) นายธนะรตั น์ ธาราภรณ์ อนุกรรมาธกิ าร

-ฒ- -ณ-
-ฉ-

๙) นายอัครเดช สุพรรณฝา่ ย อนกุ รรมาธิการ

๑๐) นายศุภากร ปทุมรตั นาธาร อนกุ รรมาธกิ าร

๑๑) นางณัฐนนั ท์ สวา่ งวงศ์ อนุกรรมาธกิ ารและเลขานุการ

๑๒) นางเพชรรัตน์ มหาสงิ ห์ อนกุ รรมาธิการและผู้ช่วยเลขานกุ าร

ท่ปี รกึ ษาคณะอนกุ รรมาธิการ ประกอบดว้ ย

๑) นางทศั นา ยุวานนท์ ประธานท่ปี รกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร

๒) นายปรีชา บัววริ ตั นเ์ ลศิ ท่ปี รึกษาคณะอนุกรรมาธิการ

๑.๒ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้ง นางสาวภิรมย์ นิลทัพ

นิติกรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา และนางธนยา สิงห์มณี

นิติกรชานาญการ ของกลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ทาหน้าท่ีเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

คณะกรรมาธิการตามข้อบังคบั การประชุมวุฒสิ ภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๗

๑.๓ วธิ กี ารพจิ ารณาขอ้ มูล ข้อเท็จจรงิ
1.3.1 คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส

ไดเ้ ชญิ ผ้แู ทนจากหน่วยงานทเ่ี กี่ยวขอ้ งเข้ารว่ มประชุม ประกอบด้วย
๑) ผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง

การพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ เขา้ รว่ มประชมุ จานวน ๑ ครง้ั ประกอบด้วย
คร้ังท่ี ๑ เข้าร่วมประชุม ครั้งที่ ๒๙/๒๕๖๓ วันพุธท่ี ๑๖

กันยายน ๒๕๖๓ ณ หอ้ งประชมุ หมายเลข ๒๕๐๑ ช้นั ๒๕ อาคารสขุ ประพฤติ กรงุ เทพมหานคร

๒) ผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ เข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ( Zoom)
จานวน ๒ ครงั้

ครั้งท่ี ๑ เข้าร่วมประชุม คร้ังที่ ๑๐/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดี
ท่ี ๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔ (ผา่ นส่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส)์

คร้ังท่ี ๒ เข้าร่วมประชุม คร้ังท่ี ๒๗/๒๕๖๕ วันจันทร์ที่ ๔
กรกฎาคม ๒๕๖๕ (ผ่านสอื่ อิเล็กทรอนิกส)์

1.3.2 คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส
ได้ทาหนังสือขอความอนเุ คราะห์ข้อมลู ท่ีเกยี่ วข้องจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมนั่ คงของมนุษย์ โดยวิธกี ารสง่ ขอ้ มลู ตอบกลบั มายังคณะอนุกรรมาธิการฯ ประกอบดว้ ย

ครั้งที่ ๑ ทาหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูลประกอ บ
กา ร พิจารณาศึกษาด่วนท่ีสุด ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๖๕๓ ลงวันท่ี ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
ในประเด็นดงั น้ี

 ความคืบหน้าผลการดาเนินงานการผลักดันสวัสดิการเงินอุดหนุน
เดก็ เเลก็ (๐ – ๖ ป)ี แบบถว้ นหนา้ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕

- ฒ - - ณ- ช- -

 แนวทางการดาเนินงานต่อท่ีประชุมคณะกรรมการส่งเสริม
การพฒั นาเดก็ และเยาวชนแหง่ ชาตทิ ่ีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

 การจัดสรรงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเล้ียงดู
เดก็ แรกเกดิ ๐ - ๖ ปี

 ปญั หาและอุปสรรคในการดาเนินการ
คร้ังที่ ๒ ทาหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูลประกอบการ

พิจารณาศกึ ษาด่วนท่สี ุด ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๗๖๓ ลงวันที่ ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๖๕) ในประเด็น ดังน้ี
 การจัดสรรงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดู

เด็กแรกเกิด ๐ - ๖ ปี กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในครัวเรือนท่ีมีรายได้น้อย ตามมติคณะรัฐมนตรี
เม่ือวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒ จานวน ๒,๖๕๕,๒๗๒ ราย ปัจจุบันมีเด็กได้รับเงินอุดหนนุ เพ่ือการเล้ียงดู
เด็กแรกเกดิ จานวน ๒,๓๔๕,๕๗๙ ราย นัน้ ตอ้ งการทราบว่าขอ้ มูลเดก็ ท่หี ายไป จานวน ๓๐๙,๖๙๓ ราย
เกดิ จากสาเหตใุ ด

 ขอให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดทาข้อเสนอแนะที่มีต่อรัฐบาล
โดยแบ่งข้อเสนอแนะการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า
และการจัดสวัสดกิ ารเงนิ อุดหนนุ เพือ่ การเลย้ี งดูเด็กแบบไมถ่ ว้ นหนา้

๒. ผลการพจิ ารณาศกึ ษา
คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ได้เสนอรายงาน

ผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง “การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ๐ – ๖ ปี”
ต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผดู้ อ้ ยโอกาส
วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการได้มีมติรับรองรายงานดังกล่าว โดยให้ถือว่าเป็นรายงาน
ซ่ึงคณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา
พร้อมทั้งข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ
กับผลการพิจารณาศึกษา รวมทั้งข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ขอได้โปรดแจ้งไปยัง
คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและดาเนินการตามแต่เห็นสมควรต่อไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์
ของประเทศชาติและประชาชนสืบต่อไป

(นางทศั นา ยุวานนท์)
เลขานกุ ารคณะกรรมาธกิ ารการพัฒนาสงั คม และกิจการเดก็ เยาวชน

สตรี ผสู้ งู อายุ คนพิการ และผดู้ ้อยโอกาส วฒุ ิสภา



-ฒ- -ณ-

-ฌ-

บทสรปุ ผบู้ รหิ าร
รายงานการพิจารณาศึกษา
เรอื่ ง “การจดั สวัสดิการเงนิ อดุ หนุนเพอื่ การเลย้ี งดเู ด็กแรกเกดิ ๐ – ๖ ป”ี
--------------------------------

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ
และผู้ดอ้ ยโอกาส วุฒิสภา ไดต้ ระหนกั ถึงโครงการเงินอดุ หนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเดก็ แรกเกิด ซึ่งเปน็ นโยบาย
สาคัญระดับชาติตามแผนบูรณาการการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ซ่ึงเป็นการสร้างระบบคุ้มครองทาง
สังคมโดยจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือน
ท่ีเส่ียงต่อความยากจน เป็นมาตรการให้บิดา มารดาหรือผู้ปกครองนาเด็กเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ
เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตท่ีดีมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย รวมท้ังเป็นหลักประกัน
ให้เด็กได้รับสิทธิด้านการอยู่รอดและการพัฒนาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มีความสอดคล้อง
กับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ตามยุทธ ศาสต ร์ชาติ
๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์
ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) และแผนพัฒนาเด็ก
และเยาวชนแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) รวมท้ังเป็นการลดความเหลื่อมล้าทางสังคม
และเปน็ การประกันสทิ ธิให้เดก็ ไดร้ ับสทิ ธโิ ดยตรง

จึงมอบให้คณะอนกุ รรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผดู้ ้อยโอกาส พิจารณาศึกษา
การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ๐ – ๖ ปี อันประกอบด้วย ข้อเสนอแนะ
เปน็ ๓ แนวทาง ดงั น้ี

๑) แนวทางทไี่ ด้ปฏบิ ัติในปัจจบุ นั
โดยให้จ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเล้ียงดูเด็กแรกเกิด ให้กับเด็ก

ท่ีครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งแนวทางนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
จะตอ้ งเน้นการทางานแบบเชงิ รุกโดยแบ่งออกเป็น ๓ ร ไดแ้ ก่

๑. รุกถึงตัวเด็กโดยการลงพื้นท่ีค้นหา/คัดกรองกลุ่มเป้าหมาย
ทอ่ี ยู่ห่างไกลในครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่มีบญั ชีธนาคาร หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการเครื่องกดเงิน
อัตโนมัติ

๒. รุกทาความเข้าใจให้กับครอบครัวท่ียังเข้าไม่ถึงสวัสดิการโดยแจ้ง
กระบวนการ ข้นั ตอน วธิ กี ารการยื่นเอกสารเพ่ือขอรบั สิทธิ

๓. รุกในการประชาสัมพันธ์เพ่ือการเชื่อมโยงครอบครัวให้เข้าถึงสิทธิ
เพราะยังคงมกี ลุ่มเป้าหมายท่ตี กหลน่ ถึงร้อยละ ๓๐ ทีย่ ังเข้าไม่ถงึ สวัสดิการเงนิ อดุ หนนุ จนทาใหส้ ูญเสีย
โอกาสในการพฒั นาตนเองตามศกั ยภาพท่ีควรจะเปน็

-ญ-
๒) แนวทางการเพ่ิมสทิ ธิแบบขน้ั บันได

โดยแนวทางน้ีควรมีการปรับเกณฑ์รายได้เฉลี่ยครัวเรือนจาก
๑๐๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี เป็น ๑๕๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี เป็น ๒๐๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี ไปเรื่อย ๆ
เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อยให้เข้าสู่การได้รับสิทธิ โดยวิธีน้ีจะทาให้
งบประมาณของรัฐไม่ได้เพ่ิมสูงอย่างมากแต่ค่อย ๆ เพ่ิมข้ึนไป ดังตารางการคิดเกณฑ์รายได้เฉล่ีย

-ฒ- -ณ-
-ฎ-

๓) แนวทางการใหส้ ิทธิแบบถ้วนหนา้
โดยในปี ๒๕๖๕ จะมีเด็กอายุ ๐ - ๖ ปี จานวนท้ังส้ิน ๔,๑๘๓,๓๐๘ คน

หากให้เงินอุดหนุนให้กับเด็กอายุ ๐ - ๖ ปีทุกคน ในอัตรา ๖๐๐ บาท/คน/เดือน จะใช้งบประมาณ
๓๐,๑๒๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๑๖ ของ GDP และงบประมาณจะลดลงทุกปีเพราะจานวน
เด็กเกิดลดลง โดยในปี ๒๕๗๐ จะใช้งบประมาณ ๒๗,๙๘๖ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๑๒
ของ GDP การให้เงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า จึงจะไม่สร้างภาระผูกพันให้กับ
รัฐบาลในระยะยาว การปรับเงนิ อุดหนุนเป็นแบบถ้วนหน้าเปน็ การพิจารณาความย่ังยนื ทางการคลงั ไมไ่ ด้
มองเพียงต้นทุนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงผลลัพธ์ทไ่ี ด้จากการใช้จ่ายงบประมาณด้วยการลงทุนในเด็ก
เล็กให้ผลตอบแทนสูงมากท้ังทางด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม การปรับฐานกลุ่มเป้าหมายโครงการ
เป็นการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าย่อมเป็นการลงทุนอย่างทั่วถึงให้ประโยชน์แก่เด็กมากกว่า
แบบเฉพาะเจาะจง ทาให้เดก็ ท่ีได้รับความชว่ ยเหลอื แบบถว้ นหนา้ ไม่ตกหล่น

-ฒ- -ณ-

- ฏ-

ดร.เจมส์ เฮคแมน (James J. Heckman) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์
แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้รับรางวัลโนเบล 2542 กล่าวไว้ว่า “การลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัย
เป็นการลงทุนท่ีคุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมที่ดีที่สุดในระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนกลับคืนมา
ในอนาคต 7 - 10 เทา่ ”

ประเทศเราต้องการคนแบบใดในการพัฒนาประเทศในอนาคตหรือทักษะ
ในศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) ซึ่งลักษณะท่ีพึงประสงค์จะประกอบด้วยความพร้อมทางกาย
ใจ ศีลธรรม สติปัญญา มีความม่ันคงทางการเงิน เศรษฐกิจสังคม สมาชิกรู้หน้าที่ เอื้ออาทรรับผิดชอบ
ตอ่ สังคม แต่ส่ิงท่ีประเทศเราประสบ คือ เด็กเกดิ น้อยแตด่ ้อยคุณภาพ อัตราการเกิดลดลงอยา่ งต่อเน่ือง
คุณภาพของเด็กไทยก็ด้อยลงอย่างต่อเน่ืองเช่นเดียวกัน เช่น ระดับสติปัญญา (IQ) ปัญหาความฉลาด
ทางอารมณ์ (EQ) ความกระตือรอื ร้น ความมุง่ ม่นั ขาดแรงจูงใจใฝส่ มั ฤทธิ์ เป็นต้น

รัฐบาลได้จัดระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพ
ถว้ นหน้า (30 บาท รักษาทุกโรค) การศึกษาข้ันพ้ืนฐานถ้วนหน้า เบย้ี ยังชีพผู้พิการถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพ
ผสู้ ูงอายถุ ้วนหน้า แต่เด็กปฐมวยั ซ่ึงมีประมาณ 4 ล้านเศษ ยังถูกมองขา้ ม

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเล้ียงดูเด็กแรกเกิด 0- 6 ปี ท่ีดาเนินการมาระยะ
หนึ่งแล้ว โดยมีเงื่อนไขการให้สวัสดิการแบบเฉพาะเจาะจง หรือเฉพาะครอบครัวยากจนเท่านั้น
ซึ่งยังมีปัญหา อุปสรรค และระบบการคัดกรองคนจน และเกิด “ภาวะรั่วไหล” หรือคนที่ไม่ใช่
กลุ่มเป้าหมายแต่ได้รับเงิน (Inclusive error) และ “ภาวะตกหล่น” หรือการเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย
ท่ีแทจ้ ริง (Exclusive error) ยงิ่ เพ่ิมความเหลื่อมลา้ ในสังคมทเ่ี หน็ ไดช้ ดั เจน (ขอ้ มลู จาก TDRI)

ซึ่งแนวทางนี้ตรงกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขององค์การทุนเพื่อเด็ก
แห่งสหประชาชาติ (UNICEF) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และภาคประชาชน
โดยเป็นการให้เงินอุดหนุนกับเด็กทุกคนในช่วงอายุ ๐ – ๖ ปี ซึ่งจะรวมท้ังเด็กในโครงการเงินอุดหนุน
เพ่ือการเล้ียงดูเด็กแรกเกิดปัจจุบันและเด็กนอกโครงการฯ ด้วย แต่ไม่เสนอใหจ้ ่ายเงินอุดหนุนย้อนหลัง
ถึงเมื่อแรกเกิด เช่น เด็กท่ีอายุ ๓ ขวบบริบูรณ์ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ และไม่เคยได้รับเงินอุดหนุน
มากอ่ นจะไดร้ บั เงินอุดหนนุ ไปอีก ๓ ปจี นอายุครบ ๖ ปีบริบรู ณ์ แตไ่ มไ่ ดร้ บั เงินย้อนหลงั ในช่วงต้งั แตเ่ กิด
จนถึงวันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ และแนวทางน้ีทาให้ไม่ต้องมีการคัดกรองรายได้ของครอบครัวอีกต่อไป
และจะขจัดปัญหาเด็กยากจนตกหล่นได้ดีท่ีสุดและเป็นไปอย่างทันที เหมาะกับช่วงเวลาการระบาด
ของโควดิ ท่ยี งั มีเด็กทคี่ รอบครัวไดร้ ับผลกระทบทางเศรษฐกจิ แตไ่ ม่เคยไดร้ ับเงนิ อุดหนุนมาก่อน

-ฒ- -ณ- หน้า

-ฐ- ก

สารบัญ จ

รายนามคณะกรรมาธกิ าร ฌ
รายนามคณะอนกุ รรมาธกิ าร ฐ
รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดสวสั ดิการเงนิ อุดหนนุ เพอื่ การเลี้ยงดู
1
เดก็ แรกเกดิ ๐ - ๖ ปี 1
บทสรุปผู้บริหาร 2
สารบัญ 2
2
บทท่ี ๑ บทนา 2
๑.๑ ความเปน็ มาของการพจิ ารณาศกึ ษา
๑.๒ วัตถปุ ระสงคก์ ารศึกษา 3
๑.๓ ขอบเขตการพิจารณา 3
๑.๔ วิธพี ิจารณาศกึ ษา 3
๑.๕ ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั 3
5
บทท่ี ๒ แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ กี่ยวข้อง 5
๒.๑ ขอ้ มลู ทเ่ี กย่ี วข้อง 6
๒.๑.๑ ยทุ ธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี พ.ศ.๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ 7
๒.๑.๒ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ 7
๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีการจัดสวสั ดกิ ารสงั คม 8
๒.๒.๑ แนวคิดเก่ยี วกบั สวสั ดกิ ารสงั คมของ Titmuss 9
2.2.2 แนวคดิ เกีย่ วกบั สวสั ดกิ ารสังคมของ Williams 10
๒.๓ นโยบายสวสั ดิการสงั คมและองคป์ ระกอบของการจดั สวสั ดกิ ารสังคม 10
๒.๓.๑ นโยบายสวัสดิการสังคม 11
๒.๓.๒ ระบบสวัสดิการสงั คม 12
๒.๓.๓ องค์ประกอบของงานสวัสดิการสังคม 13
๒.๔ รัฐสวัสดกิ ารกับสังคมสวสั ดิการ
๒.๔.๑ ความหมายสวสั ดิการ
๒.๔.๒ รปู แบบการจัดสวสั ดิการ
๒.๔.๓ รฐั สวสั ดิการ
๒.๔.๔ สังคมสวัสดกิ าร

-ฒ- -ณ- 15

-ฑ- ๑๕
-
๑๕
สารบัญ (ตอ่ )
๑๕
บทท่ี ๓ ผลการดาเนินงาน
๓.๑ การรับฟังขอ้ มูลจากหนว่ ยงานท่เี ก่ยี วขอ้ ง ๑๕
๓.๑.๑ คณะอนกุ รรมาธกิ ารกจิ การเดก็ เยาวชน และผู้ดอ้ ยโอกาส ๑๖
๑๗
ได้เชญิ ผแู้ ทนจากหนว่ ยงานท่เี กยี่ วขอ้ งเข้ารว่ มประชมุ ๑๗
 ผ้แู ทนจากกรมกจิ การเดก็ และเยาวชน ๑๗
๑๙
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย์ เขา้ รว่ มประชุม จานวน ๑ ครง้ั 21

ครงั้ ท่ี ๑ เชญิ เขา้ ร่วมประชมุ ครง้ั ที่ ๒๙/๒๕๖๓

วันพุธที่ ๑๖ กนั ยายน ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม หมายเลข ๒๕๐๑ ชน้ั ๒๕

อาคารสขุ ประพฤติ กรงุ เทพมหานคร
 ผู้แทนจากกรมกิจการเดก็ และเยาวชน กระทรวง

การพฒั นาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย์ เข้ารว่ มประชุมผา่ นสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (Zoom)

จานวน ๒ คร้งั

ครัง้ ที่ ๑ เข้าร่วมประชุม ครง้ั ท่ี ๑๐/๒๕๖๔

วันพฤหสั บดีท่ี ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
คร้งั ที่ ๒ เขา้ ร่วมประชุม ครง้ั ท่ี ๒๗/๒๕๖๕

วันจนั ทร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๓.๑.๒ คณะอนกุ รรมาธิการกจิ การเด็กเยาวชนและผดู้ อ้ ยโอกาส

ไดท้ าหนงั สอื ขอความอนเุ คราะหข์ อ้ มูลทีเ่ ก่ยี วขอ้ งจากกรมกิจการเดก็ และเยาวชน
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์ โดยวธิ ีการสง่ ข้อมลู ตอบกลบั
มายงั คณะอนกุ รรมาธกิ ารฯ จานวน ๒ คร้ัง

ครงั้ ที่ ๑ ทาหนงั สอื ขอความอนุเคราะหข์ ้อมลู
ประกอบการพจิ ารณาศกึ ษาด่วนท่ีสุด ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๖๕๓
ลงวนั ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕

ครั้งที่ ๒ ทาหนงั สอื ขอความอนเุ คราะหข์ ้อมลู
ประกอบการพิจารณาศกึ ษาด่วนท่ีสุด ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๗๖๓
ลงวันที่ ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕

บทที่ ๔ ขอ้ เสนอแนะ
๔.๑ แนวทางทไี่ ดป้ ฏิบตั ใิ นปัจจบุ นั
๔.๒ แนวทางการเพิ่มสทิ ธิแบบขน้ั บนั ได
๔.๓ แนวทางการใหส้ ิทธแิ บบถว้ นหนา้

บรรณานุกรม

-ฒ- -ณ-

-ฒ-

สารบญั (ตอ่ )

ภาคผนวก
ภาคผนวก ก - หนงั สือเชญิ เข้าร่วมประชมุ ครง้ั ท่ี ๒๙/๒๕๖๓ วนั พุธท่ี ๑๖ กนั ยายน ๒๕๖๓

ณ ห้องประชุม หมายเลข ๒๕๐๑ ชนั้ ๒๕ อาคารสุขประพฤติ กรงุ เทพมหานคร
ภาคผนวก ข - หนังสือเชิญเข้าร่วมประชุม ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ วันพฤหสั บดีท่ี ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

(ผ่านสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์)
ภาคผนวก ค - หนังสอื เชญิ เข้าร่วมประชุม ครงั้ ที่ ๒๗/๒๕๖๕ วนั จันทร์ท่ี ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕

(ผ่านส่ืออิเล็กทรอนกิ ส)์
ภาคผนวก ง - หนงั สอื ขอความอนเุ คราะหข์ ้อมูลประกอบการพิจารณาศึกษาด่วนท่ีสดุ

ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๖๕๓ ลงวนั ท่ี ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
ภาคผนวก จ - หนงั สอื ขอความอนเุ คราะหข์ อ้ มูลประกอบการพจิ ารณาศกึ ษา

ดว่ นท่ีสดุ ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๗๖๓ ลงวนั ที่ ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕
ภาคผนวก ฉ - รายชอ่ื คณะกรรมาธกิ ารการพฒั นาสงั คม และกิจการเดก็ เยาวชน

สตรี ผู้สูงอายุ คนพกิ าร และผ้ดู ้อยโอกาส วฒุ ิสภา
- รายชอ่ื ท่ีปรกึ ษา ผชู้ านาญการ นกั วิชาการ และเลขานกุ ารประจาคณะกรรมาธกิ าร
- รายชอื่ คณะอนุกรรมาธกิ าร
- รายชอ่ื ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธกิ ารการพฒั นาสงั คม และกิจการเดก็ เยาวชน
สตรี ผ้สู งู อายุ คนพิการ และผดู้ ้อยโอกาส วฒุ สิ ภา

- ณ- ฒ- -

บทท่ี ๑
บทนา

๑.๑ ความเปน็ มาของการพจิ ารณาศกึ ษา
สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ติดตามประเด็น โครงการเงินอุดหนุน

เพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งเป็นนโยบายสาคัญระดับชาติตามแผนบูรณาการการพัฒนาคนตลอด
ช่วงชีวิตซ่ึงเป็นการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมโดยจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิด
ในครัวเรอื นยากจน หรอื ครัวเรอื นทเี่ ส่ียงต่อความยากจน เปน็ มาตรการใหบ้ ดิ า มารดาหรือผู้ปกครอง
นาเด็กเขา้ สู่ระบบบริการของรัฐ เพ่ือให้เด็กได้รับการดแู ลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีพัฒนาการเหมาะสม
ตามวัย รวมท้ังเป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิด้านการอยู่รอดและการพัฒนาตามอนุสัญญา
ว่าด้วยสิทธิเด็ก มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ
ทรัพยากรมนุษย์ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้าง
และพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒
(พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) และแผนพัฒนาเดก็ และเยาวชนแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔)
รวมทั้งเป็นการลดความเหล่ือมลา้ ทางสังคม และเป็นการประกนั สทิ ธิใหเ้ ด็กได้รับสิทธโิ ดยตรง

รัฐบาลไทยได้เร่ิมดาเนินการโครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๘ โดยดาเนินงานร่วมกับ ๔ หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมัน่ คงของมนุษยก์ ระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกรงุ เทพมหานคร

เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการและให้เงิน
อุดหนุนแก่เด็กแรกเกิด ๔๐๐ บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นเวลา ๑๒ เดือน ให้แก่เด็กที่เกิด
ระหว่างวันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ – วันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ และมีสัญชาติไทย ซ่ึงไม่เป็นผู้ได้รับ
สิทธิเงินสงเคราะห์บุตรจากกองทุนประกันสังคม ไม่ได้รับสวัสดิการใดจากรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
และไม่อยู่ในความดแู ลของหน่วยงานของรัฐ และอยใู่ นครวั เรือนทม่ี ีรายได้เฉลีย่ ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท
ตอ่ คนต่อเดือน หรือต่ากว่า ๓๖,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปี ผลการดาเนินงานในปีงบประมาณ ๒๕๕๙
มีผู้ได้รับเงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จานวน ๙๐,๒๑๖ คน เป็นเงินจานวน ๒๗๘.๕๗
ล้านบาท

เมื่อวันท่ี ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ขยายระยะเวลาเพ่ิม
จากเด็กอายุ ๑ ปีเป็น ๓ ปี และเพิ่มวงเงินอุดหนุนจาก ๔๐๐ บาท เป็น ๖๐๐ บาท ต่อ ค น
ต่อ เ ดือ น และเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเลิกเง่ือนไขผู้มีสิทธิ
ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระบบประกันสังคม และให้เทียบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยโครงการลงทะเบียน
เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้เป็นเกณฑ์ของผู้เข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนฯ เพื่อลดปัญหาการตกหล่น
ของกลุ่มเป้าหมาย ผลการดาเนินงานในปี ๒๕๖๐ มีผู้ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก
แรกเกิด จานวน ๓๑๐,๐๑๔ คน และปี ๒๕๖๑ มีผู้ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเล้ียงดูเด็ก
แรกเกดิ จานวน ๕๑๘,๑๗๔ คน



เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบขยายระยะ
เวลาจาก ๓ ปี เป็น ๖ ปี และขยายฐานรายได้กลุ่มเป้าหมายจากไม่เกิน ๓๖,๐๐๐ บาท
เป็นไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปี เพ่ือให้สอดคล้องกับการใช้ฐานเกณฑ์รายได้
ของผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมเด็กในครอบครัว
ผู้มีรายได้น้อยอย่างทั่วถึง ผลการดาเนินงานในปี ๒๕๖๒ จานวน ๕๑๓,๗๐๒ คน สาหรับ
ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ จานวน ๑,๖๘๔,๖๗๙ คน งบประมาณ ๑๓,๑๗๒.๐๕ ล้านบาท
(เดือนตลุ าคม ๒๕๖๒ - สงิ หาคม ๒๕๖๓)

อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดท่ีอยู่ในครอบครัว
ยากจน ทาให้เด็กในกลุ่มเป้าหมายตกหล่น ร้อยละ ๓๐ เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจ
คุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมายความสับสนในขั้นตอนการรับสิทธิ และการลงทะเบียน ความยุ่งยาก
ของกระบวนการรบั รองสถานะครัวเรือน เอกสารทางราชการไม่ครบ และบางครอบครัวอยู่ห่างไกล
ประสบปัญหาการเดินทาง ประกอบกับสถานการณ์เร่งด่วน ส่งผลต่อการพัฒนาและคุ้มครอง
เด็ก ๒ เหตุการณ์สาคัญ คือ ประเทศไทยกาลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากจานวนเด็ก
และวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะท่ีผู้สูงอายุมีจานวนเพิ่มข้ึนซ่ึงประเทศไทยจะเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ คือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรท้ังหมดในปี ๒๕๖๖
และสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคติดเช่อื ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ สง่ ผลให้ครอบครัวมีรายไดล้ ดลง
อยา่ งมาก ขณะทีร่ ายจ่ายในการดูแลเด็กเล็กในครอบครัวเพมิ่ ข้ึน เน่ืองจากศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ ของรัฐ
หรือโรงเรียนปิดจึงเกิดกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยใหม่จานวนมากขึ้น ครอบครัวเด็กเล็ก
ได้รบั ผลกระทบรุนแรงกว่าครอบครัวทไี่ ม่มเี ด็กเลก็

๑.๒ วัตถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา
๑.๒.๑ เพ่ือให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องได้ตระหนักถึงการบูรณาการการทางานร่วมกัน

ในการจัดสวสั ดิการเงนิ อุดหนุนเพอ่ื การเลีย้ งดเู ดก็ แรกเกดิ ให้ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
๑.๒.๒ เพ่อื ศกึ ษาปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไขปญั หา
๑.๒.๓ เพ่ือรายงานผลการศึกษาต่อวุฒิสภา และให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง

และทุกภาคสว่ นไดน้ าผลการศกึ ษาไปเป็นแนวทางในการดาเนินงาน
๑.๓ ขอบเขตการพิจารณา

พิจารณาศึกษาข้อเท็จจริง ผลกระทบ และปัญหาการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุน
เพื่อการเลี้ยงดูเดก็ แรกเกดิ เพอ่ื นามาจดั ทาเป็นข้อสังเกตและขอ้ เสนอแนะตอ่ ไป

๑.๔ วธิ พี ิจารณาศึกษา
๑.๔.๑ ศกึ ษาจากข้อมูลปฐมภมู ิ โดยการรับฟงั ขอ้ มูลจากหน่วยงาน ท่ีเก่ียวข้อง
๑.๔.๒ ศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ โดยศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงาน

ทเี่ ก่ียวขอ้ ง

๑.๕ ประโยชนท่ีคาดว่าจะได้รับ
๑.5.๑ รบั ทราบถงึ ปัญหา และผลกระทบเพือ่ แสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหา
๑.5.๒ จัดทารายงานผลการศึกษาต่อวุฒิสภา และให้หน่วยงานที่เก่ียวข้อง

นาผลการศึกษาไปเปน็ แนวทางในการปฏิบัตงิ านต่อไป

บทท่ี ๒
แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ กยี่ วข้อง

๒.๑ ข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง

๒.๑.๑ ยทุ ธศาสตรช์ าติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐)๑
เป็นแผนการพัฒนาประเทศ ที่กาหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาให้หน่วยงาน

ของรัฐทุกภาคส่วนต้องทาตาม เพ่ือให้บรรลุวิสัยทัศน์ประเทศไทยที่ว่า”ประเทศไทยมีความม่ันคง
มั่งค่ัง ย่ังยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ”
หรือเป็นคติพจน์ประจาชาติว่า “ม่ันคง ม่ังคั่ง ย่ังยืน” เพ่ือสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ
โดยที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ กาหนดให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ
เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพ่ือใช้เป็นกรอบใน การจัดทา
แผนต่างๆให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทย
ตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย ซึง่ จะต้องนาไปสู่การปฏิบัตเิ พื่อใหป้ ระเทศไทยบรรลุวสิ ยั ทัศน์
“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งค่ัง ย่ังยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจ พอเพียง” เพื่อความสุขของคนไทยทุกคนเพ่ือให้ประเทศสามารถยกระดับการพัฒนา
ให้บรรลุวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศ จึงจาเป็นต้องกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา
ประเทศระยะยาวท่ีมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา ความม่ันคง เศรษฐกิจ สัง คม
และสิง่ แวดลอ้ ม ประกอบด้วย ๖ ยทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่

๑. ยทุ ธศาสตรช์ าตดิ า้ นความมัน่ คง
๒. ยทุ ธศาสตร์ชาติดา้ นการสรา้ งความสามารถในการแขง่ ขนั
๓. ยทุ ธศาสตร์ชาติดา้ นการพฒั นาและเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพทรพั ยากรมนษุ ย์
๔. ยทุ ธศาสตร์ชาติดา้ นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
๕. ยุทธศาสตรช์ าติด้านการสร้างการเติบโตบนคณุ ภาพชวี ติ ที่เปน็ มิตรต่อสิง่ แวดล้อม
๖. ยุทธศาสตร์ชาติดา้ นการปรบั สมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครฐั

๒.๑.๒ แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติฉบบั ท่ี ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔๒
แนวทางการขับเคล่ือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒

พ.ศ.๒๕๖๐ - ๒๕๖๔ สู่การปฏิบตั ิในการส่งเสรมิ บทบาทของทกุ ภาคส่วนให้อย่างมีประสทิ ธิภาพโดย

๑ สบื คน้ เม่ือวนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕, จาก https://drive.google.com/file/d/1XSBMp8OCsauJqECOB -
XZLB91-cRrNsEV/view

๒ สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ , ๒๕๕๙, น.๒๐๙ – ๒๑๑.



4

๑. พัฒนาศักยภาพประชาชนให้มีบทบาทสาคัญในกระบวนการพัฒนาสามารถรักษา
และใช้สิทธิหน้าท่ีความเป็นพลเมืองอย่างถูกต้องและเหมาะสมเป็นพลเมืองดีของสังคมมีคุณธรรม
และจริยธรรมในการดาเนินชีวิต ตระหนักถึงบทบาทหน้าท่ีที่จะต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ
อย่าง เต็มที่ตามบทบาททางสังคมที่ตนดารงอยู่ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีและรัฐธรรมนูญ
ท่ีกาหนดไว้เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นมีจิตสาธารณะและกระตือรือร้นที่จะเข้ามา
มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชนและสังคมโดยผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในและนอก
ระบบการศกึ ษาทสี่ ร้างประชาชนไทยให้มคี วามเป็นพลเมอื งท่เี ข้มแข็งเปน็ กาลงั สาคญั ท่ีจะสรา้ งชาตไิ ทย
ใหเ้ จรญิ ก้าวหน้าและสงั คมสันตสิ ุข

๒. เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้พร้อมรับความเปล่ียนแปลงมีส่วนร่วมพัฒนา
ชุมชนกับภาคีการพัฒนาต่าง ๆ โดยพัฒนาความรู้และการจัดการความเส่ียงให้ชุมชนเสริมด้วยความรู้
จากภายนอกผ่านเครือข่ายการวิจัยในพื้นท่ีและส่งเสริมให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ให้กว้างขวาง
ในทุกระดบั จากชุมชนตาบลส่อู าเภอและจงั หวดั เกดิ ความร้ทู ีส่ ามารถนามาใช้ในการพัฒนาและบรหิ าร
จัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ส่งเสริมการรวมกลุ่มร่วมคิดร่วมทาในชุมชนอย่างกว้างขวางสามารถ
ทาแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมอันหลากหลายของชุมชนท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนา
ด้วยตนเอง และส่งเสริมให้เกิดการทางานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
และสถาบันการศกึ ษาในทอ้ งถนิ่

๓. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินสามารถดาเนินงาน
ตามภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แข็งแกร่ง
มีการบริหารจัด การท่ีคล่องตัวยืดหยุ่นลด ขั้นตอน และกาหนดกฎระเบียบที่เอื้อให้ การ ดาเนินงาน
เป็นไปได้รวดเร็วและราบรื่นสามารถพ่ึงตนเองได้เต็มที่ขณะเดียวกันภาคราชการส่วนกลางทาหน้าที่
กากับดูแลให้ท้องถ่ินบริหารจัดการตนเองได้เต็มศักยภาพสามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างเต็มท่ี
ในการพัฒนาทอ้ งถ่นิ ถา่ ยโอนภารกิจและบคุ ลากรจากสว่ นกลางและภมู ิภาคไปสู่ทอ้ งถ่นิ และสร้างความ
ชัดเจนในบทบาทภารกิจที่ท้องถ่ินต้องรับผิดชอบเพ่ิมขีดความสามารถให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
สามารถปฏิบัติหน้าท่ีตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นท่ีท้ังด้านการบริหารจัดการ
ดา้ นการเงินการคลงั ท้องถ่ินการแก้ไขปัญหาทุจรติ คอร์รัปชน่ั และการสรา้ งธรรมาภบิ าลในระดบั ทอ้ งถิ่น

๔. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทนาในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจและเสริมสร้างสังคม
ท่ี ดี ยึ ด ห ลั ก บ ร ร ษั ท ภิ บ า ล เ ช่ื อ ม โ ย ง เ ป้ า ห ม า ย ท า ง ธุ ร กิ จ กั บ ก า ร พั ฒ น า ป ร ะ เ ท ศ ท า ง า น เ ชิ ง รุ ก
และสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมโดยปรับแนวคิดภาคเอกชนให้สามารถ
ทางานรว่ มกับชมุ ชนองคก์ รพฒั นาเอกชนและสถาบนั การศึกษาไดอ้ ยา่ งเปน็ พันธมติ รและสรา้ งเครอื ขา่ ย
ความรับผิดชอบทางสงั คมของกลุ่มธรุ กจิ ต่าง ๆ นาไปสู่การทากจิ กรรมเพ่อื สงั คมร่วมกัน

๕. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมองค์กรพัฒนาเอกชนในการทางานร่วมกับหน่วยงาน
ส่ ว น ภู มิ ภ า ค ท้ อ ง ถิ่ น แ ล ะ ภ า ค ป ร ะ ช า สั ง ค ม อ ย่ า ง เ ข้ ม แ ข็ ง โ ด ย ภ า ค รั ฐ ส นั บ ส นุ น ห รื อ เ ปิ ด โ อ ก า ส
ให้องค์กรพัฒนาเอกชนได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ มากข้ึนเป็นการอาศัยข้อได้เปรียบ



5

ข อ ง อ ง ค์ ก ร พั ฒ น า เ อ ก ช น ใ น ด้ า น ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง ก ฎ ร ะ เ บี ย บ ค ว า ม ค ล่ อ ง ตั ว ข อ ง ก า ร ท า ง า น
และความใกลช้ ดิ กบั ประชาชนในพ้ืนที่ขบั เคลื่อนการพัฒนาให้บรรลุเปา้ หมายได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

๖. ปรับบทบาทและวิธีการทางานของบุคลากรภาครัฐที่เอื้อต่อการพัฒนาโดยรวม
และส่งเสรมิ หน่วยงานในภูมิภาคเป็นแกนประสานเครอื ข่ายและเชอ่ื มโยงภาคส่วนตา่ ง ๆ ในระดับพื้นท่ี
โดยเฉพาะอย่างย่ิงจังหวัดต้องประสานความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนาทั้งภาครัฐภาคเอกชน
และภาคประชาสังคมในพื้นที่เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันสามารถที่จะตอบสนอง
ต่อยทุ ธศาสตรช์ าติรวมทง้ั แกไ้ ขปัญหาและพัฒนาศักยภาพในพนื้ ทที่ ้องถ่ินและชมุ ชน

๗. เสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมและองค์การระหว่างประเทศในการจัดเวที
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรอบความร่วมมือกับประเทศ
ในอนุภูมิภาคและในภูมิภาคนาไปสู่การสร้างความร่วมมือในประเด็นการพัฒนาสาคัญโดยเฉพาะ
ประเด็นท่ีอยู่ภายใต้ข้อตกลงต่าง ๆ ให้มีความเช่ือมโยงและเกื้อหนุนการพัฒนาระหว่างกันรวมท้ัง
ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและการสร้างนวัตกรรมสนับสนุนการพัฒนาท้ังภายในประเทศ
และระหวา่ งประเทศ

๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎกี ารจัดสวสั ดิการสงั คม
การจัดสวัสดิการสังคมมักเข้าใจว่าเป็นการจัดสรรด้านสวัสดิการโดยรัฐ เน่ืองจากรัฐ

มีหน้าที่ในการดูแลประชาชน เป็นผู้ปกครองท่ีต้องบริหารประเทศให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตท่ีดี
และมีคุณภาพ ซึ่งโดยแท้จริงภาคประชาสังคมจะต้องมีส่วนร่วมด้วยเพราะการ ดาเนินงาน
โดยรัฐในการจัดสวัสดิการสังคมส่วนใหญ่เป็นการให้บริการทางสังคม การช่วยเหลือทางสังคม
และการประกันทางสังคมที่มีความชัดเจนในการดาเนินงานของรัฐในการให้สวัสดิการกับประชาชน
และได้รับการตอบสนองความต้องการของประชาชนตามสิทธิขนั้ พ้ืนฐานเพ่ือให้เกิดการบริหารจัดการ
ระบบสวัสดิการท่ยี ่งั ยนื และเกิดสวัสดิการถว้ นหนา้ โดยท่ีได้รับการสนบั สนุนจากรัฐและประชาชนพง่ึ พงิ
ตนเองได้ท้ังในด้าน สุขภาพ การจัดสรรทรัพยากรหรือความม่ันคงทางอาชีพเพ่ือเข้าสู่สังคมสวัสดิการ
(Social Society) ในการลดความเหล่ือมล้าและสร้างความเป็นธรรม ครอบคลุมเพียงพอและยั่งยืน
มีคุณภาพเข้าถึงได้และมีส่วนร่วมจากทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคชุมชน ลดการพึ่งพิงจากรัฐ
และเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกาหนดสิทธิขั้นพื้นฐานและการจัดสวัสดิการ
ของตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

๒.๒.๑ แนวคดิ เก่ยี วกบั สวสั ดกิ ารสงั คมของ Titmuss
การจาแนกแนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมของ Titmuss ได้แบ่งแนวคิดการจัด
สวสั ดิการสังคมไว้ ๓ รปู แบบ ไดแ้ ก่

(๑) สวัสดิการที่รัฐบาลเข้าไปให้ความช่วยเหลือบรรเทาปัญหาเป็นครั้งคราว
หรือช่ัวคราวแก่บุคคลท่ีประสบกับปัญหาความเดือดร้อนหรือประสบภัยพิบัติเกินกว่าที่บุคคลอ่ืน
หรือครอบครวั สามารถจะชว่ ยเหลอื ได้สวัสดกิ ารสังคมในรปู แบบน้เี รียกว่าสวัสดกิ ารสังคมแบบช่ัวคราว
สวัสดกิ ารสังคมแบบเก็บตก สวัสดิการสงั คมแบบชะลอปัญหาหรือบรรเทาปัญหา หรือสวัสดกิ ารสังคม

๘6

ส่วนที่เหลือแต่ไม่ว่าจะเรียกช่ือสวัสดิการสังคมในรูปแบบน้ีว่าอย่างไร รูปแบบสวัสดิการสังคมแบบน้ี
จะต้ังอยู่บนพ้ืนฐานความเช่ือที่ว่าบุคคลในสังคมจะได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐา น
จากแหล่งท่ีสาคญั ๒ แหล่ง คือ ครอบครัว (Family) และตลาด (Private Market)

(๒) สวัสดิการสังคมท่ีเป็นเสมือนกลไกชนิดหน่ึงในระบบเศรษฐกิจและถูก
นาไปใชเ้ ปน็ เครอื่ งตอบแทนแกบ่ คุ คลท่เี ปน็ กาลงั สาคญั ในการผลักดนั ระบบเศรษฐกิจ เกณฑก์ ารจดั สรร
สวัสดิการให้กับบุคคลว่าใครควรได้รับอะไร มากน้อยเท่าใดน้ันจะพิจารณาจากความสามารถในการ
ทางานสถานภาพหรือบทบาทการทางาน ผลิตภาพ และผลผลิตของงาน บุคคลใดมีความสามารถ
ในการทางานสงู สามารถสร้างผลิตภาพและผลผลิตทนี่ ่าพงึ พอใจแก่องคก์ ารหรอื สถานภาพและบทบาท
ต่อการผลิตอย่างสูงก็จะได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีกว่า มากกว่าบุคคลที่มีความสามารถในการทางาน
ตา่ หรือสถานภาพและบทบาทตอ่ การผลติ ท่ีตา่ กว่าสวัสดิการสังคมในรูปแบบนี้เรียกวา่ สวัสดิการสังคม
แบบสัมฤทธ์ิผลทางอุตสาหกรรม (Industrial Achievement Performance) ซ่ึงผู้ที่ทางานเท่าน้ัน
จะได้รบั สวัสดิการสงั คม

(๓) สวัสดิการสังคมแบบสถาบัน ถือว่าสวัสดิการสังคมเป็นสถาบันทางสังคม
หน่ึงท่ีจะก่อให้เกิดบูรณภาพในสังคม เป็นสวัสดิการสังคมท่ีทาหน้าท่ีให้ระบบสังคมดาเนินไปได้อย่าง
ราบรื่นกล่าวคือ เมื่อสังคมใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market) ให้ความสาคัญกับทุนและการ
แข่งขันผู้ท่ีมีความสามารถสูงเท่าน้ันที่จะชนะและได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการสูงสุด
ส่วนผู้ท่ีพ่ายแพ้หรือด้อยโอกาสก็มีโอกาสน้อยที่จะเข้าถึงสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการ
ข้ันพื้นฐานของตนได้บุคคลเหล่าน้ีจะกลายเป็นผู้ท่ีประสบกับปัญหาความเดือดร้อนท่ีรัฐ จาเป็นต้อง
เขา้ ไปบรรเทาความเดือดร้อน แนวคิดสวสั ดิการสังคมแบบสถาบันมีความเหมาะสมกับระบบเศรษฐกิจ
เสรีควรที่จะดาเนินการควบคู่กันไปเพื่อเป็นการค้านกับกระบวนการเปล่ียนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ
ท่ีกอ่ ให้เกิดความไม่เปน็ ธรรม

๒.๒.๒ แนวคิดเกีย่ วกบั สวสั ดิการสงั คมของ Williams
การจาแนกแนวคิดเก่ียวกับสวัสดิการสังคมของ Williams ได้เสนอแนวคิด

สวสั ดกิ ารสังคมไว้ ๗ รูปแบบ ดังนี้
(๑) สวัสดิการสังคมต่อด้านมวลชนนิยม (Anti-Collectivism) ซึ่งพัฒนาข้ึน

ในสังคมท่ีใช้ลัทธิเศรษฐกิจเสรีนิยม โดยเน้นการกระจายทรัพยากรและสินค้าและบริการผ่านระบบ
ตลาดเสรีและลดบทบาทของรฐั บาลในการจัดสวัสดิการสังคม

(๒) สวัสดิการสังคมมวลชนนิยมแบบปฏิเสธแนวทางสังคมนิยม (Non-
Socialist Collectivism) กล่าวคือ สวัสดิการสังคมรูปแบบนี้ไม่เห็นด้วยที่รัฐจะต้องจัดสวัสดิการ
ให้แก่ประชาชนด้วยตนเองท้ังหมดเหมือนเช่นประเทศสังคมนิยม เพราะจะทาให้ประชาชนขาดความ
กระตอื รือร้น

(๓) สวัสดิการสังคมสังคมนิยมแบบเฟเบียน (Fabian Socialism) ซ่ึงเป็น
รูปแบบในการจัดสวัสดิการสังคมท่ีให้ความสาคัญกับความเสมอภาค การขจัดปัญหาความทุกข์ยาก
เดือดร้อนของคนในสังคมท่ัวไป การรวมตัวกันของบุคคลแบบสหภาพแรงงานและความเป็น
ประชาธิปไตยและการรวมตวั กันของบคุ คลแบบสหกรณฯ์ ลฯ

๙7

(๔) สวัสดิการสังคมรูปแบบ (Radical Socail Administration) เน้นการ
กระจายความมั่งคั่งออกไปให้กว้างขวางท่ีสุด เห็นว่านโยบายสังคมควรจะต้องมีความสาคัญสูงกว่า
นโยบายเศรษฐกิจ โดยนโยบายทางสังคมควรถูกกาหนดให้เป็นกลยุทธ์ของการสร้างสรรค์และป้องกัน
สังคมมากกว่าการชดเชย การทดแทน หรืออุดข้อบกพร่องของนโยบายเศรษฐกิจ หรืออีกนัยหน่ึง
เปน็ นโยบายสงั คมเชงิ รกุ และนโยบายทางเศรษฐกจิ จะตอ้ งเป็นไปเพ่อื สนบั สนุนนโยบายทางด้านสังคม

(๕) สวัสดิการสังคมแบบเศรษฐกิจการเมือง ( Political Economy of
Welfare) มองสวัสดิการสังคมภายใต้ระบบทุนนิยมมาจากความขัดแย้งทางชนชั้น เห็นว่าสังคม
ท่เี ลือกใช้ระบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยมและตลาดเสรนี นั้ ไม่ไดใ้ ห้ความสาคญั กับสวัสดกิ ารของชนช้นั ผู้ใช้
แรงงาน ฉะน้ันสวัสดิการสังคมจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการต่อสู้และพลังอานาจในการต่อรอง
ของท้ังสองฝ่ายถ้าช่วงใดผู้ใช้แรงงานมีพลังอานาจในการต่อสู้และต่อรองสูงสวัสดิการสังคมที่พวกตน
จะได้รับก็จะมีมากไปด้วยและตรงกันข้ามหากช่วงไหนเวลาใด ฝ่ายนายทุนมีพลังอานาจในการต่อสู้
และต่อรองสงู ชว่ งเวลานัน้ สวสั ดิการสงั คมจะมีนอ้ ย

(๖) สวัสดิการสังคมสตรีนิยม (Feminist Critique) สวัสดิการสังคมรูปแบบน้ี
เห็นว่า สตรีควรได้รับการปฏิบัติท่ีเท่าเทียมกันกับบุรุษในเรื่องของการได้รับสวัสดิการสังคม ดังน้ัน
สตรีจึงควรได้เข้าไปมีบทบาทในการกาหนดนโยบายสังคมท่ีเอ้ือประโยชน์ต่อสตรีในสังคมให้เท่าเทียม
กับบุรุษมากขึ้นไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติท่ีแตกต่างกันระหว่างท้ังสองเพศสวัสดิการสังคมในรูปแบบนี้
มุง่ เน้นความเปน็ ธรรมทางสังคมเปน็ เปา้ หมายหลัก

(๗) สวัสดิการสังคมต่อด้านการเหยียดผิว (Anti-racist Critique) สวัสดิการ
รปู แบบนเ้ี หน็ ว่า คนผวิ สีและผวิ ดาควรไดร้ บั การปฏิบัตใิ นเรือ่ งสวสั ดิการสงั คมที่เป็นธรรมและเท่าเทียม
กับคนผวิ ขาวในสงั คม การละเวน้ ทีจ่ ะเลือกปฏิบตั เิ ปน็ สง่ิ ทไ่ี มถ่ ูกต้อง ฉะนน้ั สวสั ดิการทคี่ นดาและคนผิว
สีได้รับจะต้องเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันกับคนผิวขาว โดยรัฐจาเป็นต้องเข้ามาจัดสวัสดิการสังคม
ให้แกท่ ุกคนในสงั คม โดยตงั้ อยบู่ นพ้ืนฐานของความยุตธิ รรม ความเสมอภาคและความเท่าเทยี ม

๒.๓ นโยบายสวสั ดกิ ารสังคมและองคป์ ระกอบของการจัดสวสั ดิการสังคม
๒.๓.๑ นโยบายสวัสดิการสังคม
(๑) นโยบายดา้ นความยุตธิ รรมในสงั คม (social justice) คอื ขอบเขตท้ังด้าน

ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ การเมือง (มีสิทธิ-ไม่มีสิทธิ-มีส่วนร่วม-ไม่มีส่วนร่วม) และความยุติธรรม
จากกระบวนการยุติธรรม รวมไปถงึ ความเสมอภาคของกลมุ่ คนและชนช้ันตา่ ง ๆ ในสงั คม

(๒) นโยบายด้านศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในสังคม (social dignity)
เช่น นโยบายเรื่องการขจัดการแบ่งแยกแตกต่าง (discrimination) ระหว่างเพศ ระหว่างเชื้อชาติ
ระหว่างศาสนาระหว่างอาชีพ และระหว่างชนช้ัน การแบ่งแยกแตกต่างทาให้คนบางกลุ่มถูกเบียดขับ
จากสังคม (social exclusion) ถกู รังเกียจเหยยี ดหยาม ถูกขม่ เหง และไดร้ บั การปฏิบตั ิทไี่ มเ่ ท่าเทยี ม

(๓) นโยบายด้านความม่ันคงทางสังคม (social security) ซ่ึงทั้งหมดเปน็ เร่ือง
สวัสดิการโดยตรง เพราะสวัสดิการเป็นหลักประกันที่สาคัญยิ่งของความมั่นคงในชีวิต ในประเทศ
อุตสาหกรรมกา้ วหนา้ หรือทุนนยิ มกา้ วหนา้ โครงการความม่ันคงทางสังคม (social security scheme)
ท่ีสาคัญท่ีสุดคือ โครงการประกันสังคม (social insurance scheme) ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง

๑๐8

รฐั บาล นายจ้างและลูกจ้าง โดยรฐั บาลเป็นกลไกเช่ือมโยงประสานและดาเนินงานให้มีขึน้ แต่โครงการ
สวสั ดิการท่อี ยู่ในความรบั ผิดชอบของรัฐบาลมากที่สุดคือการบริการ (social service) ได้แก่การศึกษา
บริการสาธารณะความปลอดภัยในชวี ิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงบรกิ ารสาธารณะสุขอื่น ๆ สว่ นสดุ ท้าย
ท่ีรัฐบาลต้องรับผิดชอบโดยตรงดา้ นงบประมาณ แต่บริการคนเฉพาะกลุ่ม คือ การช่วยเหลือทางสังคม
(social assistance) การช่วยเหลือคนชรา คนพกิ าร เด็กและเยาวชน

(๔) นโยบายสิทธิขั้นพ้ืนฐานของสังคม (social basic right) ในประเทศ
ที่มีระบบเศรษฐกิจและการเมืองก้าวหน้าม่ันคง สิทธิเสรีภาพและระบบประชาธิปไตยเข้มแข็ง
ถือว่าสิทธิพื้นฐานทางสังคมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องมีไม่จาแนกกลุ่มคนและชนชั้น และสิทธิ
พ้ืนฐานน้ีจะเป็นปัจจัยสาคัญที่สุดท่ีจะทาให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมทางสังคม ความมีศักดิ์ศรี
ของความเป็นมนุษย์และเข้าถึงความม่ันคงทางสังคมและสวัสดิการต่าง ๆ ได้ในประเทศ
ที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็งสิทธิพ้ืนฐานทางสังคมจะกาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดและชัดเจน
มีตง้ั แต่สิทธิท่ีจะไดร้ ับหลกั ประกันของชวี ติ หนา้ ที่การทางานตง้ั แต่เกิดจนตาย

(๕) นโยบายด้านการสร้างทุนทางสังคม (social capital building) ทุนทาง
สังคมจะเป็นตัวเชื่อมโยงประชาชนให้มีความกลมเกลียวและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน องค์ประกอบการ
เชื่อมโยงมีปัจจัยหลัก คือ ประเพณีวัฒนธรรม ความไว้วางใจต่อกัน (Trust) และเครือข่ายเช่ือมโยง
(network) ที่สร้างความสัมพนั ธ์ต่อเนือ่ งการทบทวนพิจารณาปัญหาจุดอ่อนของทุนนิยม และมองเป็น
คุณค่าของทุนทางสังคมที่เคยเข้มแข็ง จึงได้มีความพยายามท่ีจะส่งเสริมแนะนาให้มีการร้ือฟื้นพัฒนา
เพื่อนามาแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ลดความรุนแรงของการแก่งแย่งแข่งขันในระบบทุนนิยม
ให้สังคมร่วมมือกันสร้างสรรค์แบ่งปันและเกื้อกูลต่อกันให้มากข้ึน โดยผ่านสายใยของครอบครัว
ชุมชน ด้วยกลไกของประเพณีวัฒนธรรม ความไว้วางใจต่อกัน และการประสานสัมพันธ์ของเครือข่าย
ภาคประชาชน

(๖) นโยบายการมีส่วนร่วมจากคนในสังคมหรือการเป็นหุ้นส่วนทางสังคม
(social partnership) การทาให้ทุกคนเป็นหุ้นส่วนทางสังคม เพื่อทาให้ทุกคนรับผิดชอบร่วมกัน
มองเห็นส่วนได้ส่วนเสียท่ีเกิดข้ึนในชุมชนและสังคม จะได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา
ให้ดีขึ้นในประเทศเยอรมนั เนเธอรแ์ ลนด์และฝรง่ั เศส โครงการรปู ธรรมต่าง ๆ เพ่อื แก้ปัญหาสังคมนั้น
จะเป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างรัฐบาลชุมชน หน่วยงานพัฒนาเอกชน หรือมูลนิธิต่าง ๆ
ผปู้ ฏิบัติงานจะเปน็ คนในชมุ ชนและนักพัฒนาเอกชน ส่วนงบประมาณสนับสนุนโดยรัฐและการบรจิ าค
ของชุมชนและธุรกจิ

๒.๓.๒ ระบบสวัสดิการสงั คม๓
สี่เสาหลักของระบบสวัสดิการสังคม (4 Pillars of Welfare System) มีดังนี้
(๑) การให้บริการสังคม (Social service) หมายถึง การที่รัฐให้บริการ

ขั้นพ้ืนฐานกับประชาชนทุกคน เช่น การให้การศึกษาฟรี ๑๕ ปี การให้ประกันสุขภาพกับทุกคน
และการให้บริการฝกึ ฝมี อื แรงงาน เป็นตน้

๓ สมชัย จติ สุชน และคณะ, 2554, น. 4

๑๑9

(๒) การประกันสังคม (Social security) หมายถงึ ระบบทีช่ ว่ ยดแู ลประชาชน
ในกรณีท่ีประสบปัญหาเป็นครั้งคราว เช่น ตกงาน พืชผลเสียหาย และราคาพืชผลต่า เป็นต้น
สิทธิประโยชน์จากองค์ประกอบนี้มีลักษณะชั่วคราว แต่อาจมีบางโครงการที่มีลักษณะถาวร เช่น
สิทธิได้รับประโยชน์จากการว่างงานในระบบประกันสังคม การได้ประโยชน์จะเกิดข้ึน
ก็ต่อเมื่อผู้ประกนั ตนว่างงานลง แต่สิทธิในการได้รับการประกันมีลกั ษณะถาวรตราบเท่าทผี่ ู้ประกันตน
ยังอยู่ในระบบ

(๓) การช่วยเหลือทางสังคม (Social assistance) หมายถึง ระบบที่มุ่งดูแล
ผู้ด้อยโอกาสเช่น คนพิการและผู้ป่วยเร้ือรังที่ไม่สามารถทางานได้เป็นต้น สิทธิประโยชน์ในระบบน้ี
มีลักษณะก่ึงช่ัวคราวก่ึงถาวร เน่ืองจากผู้มีสิทธิมักมีลักษณะถาวร เช่น พิการถาวร และป่วยถาวร
เป็นต้น

(๔) การส่งเสริมสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม (Social Partnership support)
เป็นการบริหารจัดการเพิ่มเติมเพ่ือให้ระบบสวัสดิการสังคมทางานได้ดีย่ิงข้ึน เช่น การส่งเสริมความ
รับผดิ ชอบต่อสงั คม และสง่ เสริมความเท่าเทียมกนั ในการมีชีวติ ในสังคม เปน็ ตน้

๒.๓.๓ องค์ประกอบของงานสวัสดิการสังคม๔ ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของงาน
สวัสดิการสังคมโดยท่วั ไปว่า มกี ารใช้ใน ๒ ลกั ษณะ คอื ลักษณะกวา้ งและลักษณะแคบ ดงั นี้

(๑) องค์ประกอบของงานสวัสดิการสังคมในลักษณะกว้าง แบ่งเป็น ๗ ด้าน
ได้แก่ การศึกษา (education) สุขภาพอนามัย (health) ที่อยู่อาศัย (housing) การทางานและการมี
รายได้ (employment and income maintenance) ความม่ันคงทางสังคม (social security)
บรกิ ารสังคม (social services) และนนั ทนาการ (recreation)

(๒) องค์ประกอบของงานสวัสดิการสังคมในลักษณะแคบ แบ่งตาม
พระราชบัญญัติความมั่นคงทางสังคมของประเทศสหรัฐอเมริกา แบ่งเป็น ๓ บริการ ได้แก่ บริการ
ประกันสังคม (social insurance) บริการสงเคราะห์ประชาชน บริการประชาสงเคราะห์บริการ
สาธารณูปการ (public assistance) และบรกิ ารสังคม (social services) สาหรบั องค์ประกอบของงาน
สวสั ดิการสังคมในประเทศไทยมีรายละเอยี ดของบรกิ ารทั้ง ๓ ประเภท ดังนี้

(๑) บริการประกันสังคม (social insurance) เป็นบริการที่เกิดข้ึน
ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบังคับให้สถานประกอบการ
ท่ีมีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การจ่ายเงินเข้ากองทุน
ประกันสังคมประกอบด้วย ๓ ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลในอัตราไม่เกินร้อยละ ๑.๕
เท่า ๆ กัน โดยครอบคลมุ ให้ลูกจ้างได้สิทธิประโยชนจ์ ากกองทุนประกันสังคม ๗ กรณี ได้แก่ (๑) กรณี
เจ็บป่วย ผู้ประกันตนมีสิทธิรักษาในโรงพยาบาลตามบัตรฟรี (๒) กรณีทุพพลภาพผู้ประกันตนมีสิทธิ
คา่ รักษา ๔,๐๐๐ บาทต่อเดอื นและเงินขาดรายได้รอ้ ยละ ๕๐ รายเดอื นตลอดชวี ติ (๓) กรณตี าย มีสทิ ธิ
ได้รับค่าทาศพ ๔๐,๐๐๐ บาท (เงินสงเคราะห์กรณีตายตามระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ) (๔) กรณีคลอด
บตุ ร ผ้ปู ระกนั ตนไดค้ ่าคลอด ๑๓,๐๐๐ บาท และเงนิ สงเคราะห์การหยุดงานเพอื่ การคลอดบุตร (หญงิ )
(๕) กรณีสงเคราะห์บุตรผู้ประกันตนได้เงินสงเคราะห์บุตรคนละ ๔๐๐ บาทต่อเดือน คราวละไม่เกิน

๔ ระพีพรรณ คาหอม (2545, น. 15-18)

1๑0๒

๒ คน ต้ังแต่แรกเกิดถึง ๖ ขวบ (๖) กรณีชราภาพ ผู้ประกันตนอายุ ๕๕ ปีบริบูรณ์สิ้นสุดความเป็น
ผู้ประกันตนรับเงินบานาญชราภาพ (จ่ายเงินสมทบไมค่ รบ ๑๘๐ เดือน หรอื ตายหรือทุพพลภาพรบั เงิน
บาเหนจ็ ชราภาพ) (๗) กรณีว่างงานกรณเี ลกิ จ้างรับเงิน รอ้ ยละ ๕๐ ของค่าจ้าง ๑๘๐ วัน กรณีลาออก
รบั เงนิ ร้อยละ ๓๐ ของคา่ จ้าง ๙๐ วนั

(๒) บริการสงเคราะห์ประชาชน (public assistance) มีการใช้คานี้
อยู่หลายคา เช่น บริการประชาสงเคราะห์บริการสาธารณูปการ การสงเคราะห์แบบให้เปล่า เป็นต้น
บริการในลักษณะนี้เป็นบริการหน่ึงท่ีรัฐให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนหรือครอบครัวท่ีไม่สามารถ
ช่วยเหลือตัวเองได้โดยหน่วยงานท่ีให้การช่วยเหลือจะมีเคร่ืองมือทดสอบความจาเป็น (means-test)
ก่อนให้การช่วยเหลอื บริการในลกั ษณะนถี้ อื เป็นบรกิ ารทดแทนชว่ั คราว เป็นการชว่ ยเหลือบรรเทาทุกข์
เฉพาะหน้า (relief) เช่น การให้เงิน (cashes) การให้ส่ิงของหรือเครื่องอุปโภคบริโภค (kinds)
การให้บริการอื่น ๆ ท่ีจาเป็น (services) ได้แก่ บริการให้คาแนะนาปรึกษา บริการให้ความรู้บริการ
ฝึกอาชีพ บริการจัดหางานทาบริการจัดหาท่ีอยู่อาศัย เป็นต้น บริการนี้ถือเป็นเพียงส่วนหน่ึง
ของการจัดบริการสวสั ดกิ ารสงั คมซ่ึงมักจะทาให้เกิดการเข้าใจผดิ ต่อวชิ าชีพสังคมสงเคราะหว์ ่าเป็นการ
ช่วยเหลือสงเคราะห์เฉพาะหน้าเท่าน้ัน เมื่อผู้ใช้บริการได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้ว
นักสังคมสงเคราะห์จาเป็นจะต้องใช้วิธีและกระบวนการทางานอย่างต่อเน่ือง ร่วมกับผู้ใช้บริการ
เพื่อพฒั นาใหผ้ ใู้ ช้บรกิ ารไดจ้ ดั การปญั หาและพฒั นาตนเองและสงั คมในระยะยาวไดต้ ่อไป

(๓) บริการสังคม (social services) เป็นบริการที่รัฐ หรือเอกชน
ท่ีมีความพร้อมทาหน้าที่จัดให้มีบริการสังคมขึ้น บริการสังคมจึงเป็นบริการทางเลือกท่ีรัฐเปิดโอกาส
ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนได้เขา้ มามีส่วนรับผิดชอบสงั คมโดยจัดบริการให้กบั ประชาชนแทนรัฐ
บรกิ ารสงั คมในลักษณะน้ีจึงเป็นการใชก้ ลไกตลาดเข้ามาจัดการ บริการสังคมจึงเป็นบริการที่มุ่งสง่ เสริม
สวัสดิภาพของบุคคลในสงั คมใหส้ ามารถดารงชีวติ อยใู่ นสังคมไดอ้ ยา่ งเปน็ สุขตามอัตภาพ ซ่ึงผ้ใู ชบ้ รกิ าร
สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการของตนเอง เช่น บริการของโรงพยาบาลเอกชน บริกา ร
รักษาความปลอดภัย บริการสถาบันการศึกษาเอกชน บริการสังคมท่ีดาเนินการโดยเอกชน
จงึ เป็นบริการทางเลอื กให้กบั ประชาชนโดยไม่จาเป็นต้องรอใช้บริการของรฐั แต่เพยี งอย่างเดียว อยา่ งไร
ก็ตาม บริการสังคมเป็นบริการท่ีมีการกระจายให้ท้ังภาครัฐและเอกชนดาเนินการจนทาให้ขาดการ
ตรวจสอบ ควบคุมติดตามบริการดงั กลา่ วให้มปี ระสิทธิภาพ

๒.๔ รัฐสวสั ดกิ ารกบั สังคมสวัสดิการ
๒.๔.๑ ความหมายสวัสดิการ๕
สวัสดิการ (Welfare) จะเปลี่ยนไปตามเนื้อหาที่อ้างถึง อย่างไรก็ตาม สวัสดิการ

มคี วามหมายได้อย่างน้อย ๓ ความหมาย ความหมายแรก หมายถึง สวัสดิภาพหรอื สภาวะการเป็นอยู่
ท่ีดีหรือมีความหมายใกล้เคียงกับคาว่าการกินดีอยู่ดีหรือ well-being ซ่ึงเป็นเป้าหมายของนโยบาย
สังคมท้งั ในระดบั บุคคลและรัฐคาว่ารฐั สวสั ดิการจึงหมายถงึ รัฐที่ถึงพร้อมซึ่งการอยดู่ กี ินดเี ลวิส (Lewis)
ได้ใช้คาว่าสวัสดิการในความหมายนี้เมื่อกล่าวถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบายสังคมไว้ว่า
“เป็นนโยบายท่ีมีเจตนาปรับปรุงสภาพการกินดีอยู่ดีทางสังคม (social well-being) หรือสวัสดิภาพ

๕ สุรพล ปธานวนิช (2547, น. 18)

๑1๓1

ของพลเมือง ในความหมายท่ีสอง สวัสดิการ หมายถึง สวัสดิการสังคมหรือสวัสดิการโดยรวม
หรือแสดงนัยของการเป็นคาย่อของสวัสดิการสังคม ตัวอย่างของการใช้ความหมายในลักษณะนี้
ได้แก่ นโยบายปฏริ ปู สวสั ดิการของสหรฐั อเมริกาซ่ึงรวมถงึ โปรแกรมดา้ นประกันสขุ ภาพอนามัยแสตมป์
อาหารหรือบางกรณีกล่าวถึงคาว่าสวัสดิการสังคมไว้ภายใต้นโยบายปฏิรูปสวัสดิการ ซึ่ง Johnson,
Schwartzand Taten และเลวิส ได้ใช้คาว่า สวัสดิการในความหมายของสวัสดิการสังคมไว้บางครั้ง
เช่น ใช้คาว่านโยบายสวัสดิการ (welfare policies) และบริการด้านสวัสดิการ (welfare services)
ในความหมายกวา้ งเปน็ กรณีทวั่ ไปอันถอื เป็นความหมายของสวัสดิการสงั คม อีกความหมายหนงึ่ ทใ่ี ชก้ นั
คือ ความหมายของการเป็นสวสั ดกิ ารในระบบสงเคราะห์ทค่ี ่าใชจ้ ่ายจัดสรรจากภาษไี ม่ใช้จากเงินสมทบ
และผู้รับต้องผ่านการทดสอบความยากจน ความหมายน้ีจึงแคบและเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง
ของสวัสดิการสังคม มายเออรส์ เป็นผู้หนึ่งที่ใช้คาว่า สวัสดิการในความหมายแคบ โดยแยกความ
แตกต่างออกจากการประกันโดยชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “ความหมายท่ีเหมาะสมของคาว่าสวัสดิการที่ใช้
ในเร่ืองความมั่นคงทางสังคม ก็คือ การสงเคราะห์” Johnson, Schwartz and Taten นักวิชาการ
ชาวอเมริกันเรียกการสงเคราะห์ในภาษาอังกฤษว่า public welfare ซึ่งเป็นการใช้ในความหมายแคบ
ทเ่ี จาะจงเฉพาะการใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทีต่ ้องมีการทดสอบความจาเปน็ หรือความยากจนของผรู้ ับบรกิ าร

๒.๔.๒ รปู แบบการจัดสวสั ดกิ าร๖
รปู แบบสวัสดกิ ารทีเ่ กิดจากการจดั สวัสดกิ ารมากกว่า ๑ รูปแบบข้นึ ไป ถอื เป็น

รูปแบบใหม่ท่ีเกิดจากการจัดระเบียบโลกใหม่ของนักคิดสวัสดิการสังคมทั่วโลกเช่ือว่า หลังยุคโลกา
ภิวัตน์ได้ส่งผลให้ระบบสวัสดิการสังคมในอดีตที่ผ่านมาต้องปรับตัวใหม่ เนื่องจากความหลากหลาย
ของชนเผ่าเชื้อชาติและวัฒนธรรมมีมากข้ึน การจัดสวัสดิการในรูปแบบน้ีจึงให้ความสาคัญกับมนุษย์
ทุกคนภายใต้หลักการ สิทธิความเท่าเทียม ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วม และความต้องการ
ของประชาชนในทนี่ ีห้ มายถึง ๓ สว่ นหลัก ดังน้ี

(๑) สวัสดิการกระแสหลัก หมายถึงสวัสดิการโดยรัฐ เป็นการจัด
สวัสดิการภาคบังคับของรัฐท่ีจัดให้กับประชาชน โดยคานึงถึงความครอบคลุม ท่ัวถึง เป็นธรรม
ครบถ้วน รูปแบบท่ีจัดให้ เช่น การจัดบริการในรูปแบบของสถาบัน การจัดบริการโดยองคก์ รปกครอง
ส่วนท้องถิ่น การจัดสวัสดิการกระแสหลักน้สี ่วนใหญ่จะเปน็ การจัดโดยผา่ นกลไกระบบการเงินการคลัง
ระบบภาษีของรัฐและโครงสร้างการบริหารงานขององค์กรเป็นหลัก เช่น รูปแบบสวัสดิการพ้ืนฐาน
(ภาคบังคบั ) รปู แบบสวัสดิการท้องถิน่ เป็นต้น

(๒) สวัสดิการกระแสรอง หมายถึง สวัสดิการทางเลือกท่ีเกิดขึ้นจาก
ศักยภาพความเขม้ แข็งของภาคชุมชน ภาคประชาชน และภาคพื้นถิ่น สวัสดกิ ารในรปู แบบน้ีจะเกิดข้ึน
จากความสนใจความสมัครใจร่วมกันของกลุ่มเป้าหมาย เป็นรูปแบบท่ีไม่เป็นทางการการจัดระบบ
สวัสดิการจงึ ขน้ึ อยูก่ ับข้อตกลงรว่ มกนั ประกอบดว้ ย

(๒.๑) สวัสดิการพื้นถ่ิน หมายถึง การสร้างหลักประกัน
ผ่านช่องทางของวัฒนธรรมให้กับคนในชุมชน เป็นสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากฐานคิดด้านประเพณี

๖ ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช, 2545

1๑2๔

ด้านวัฒนธรรมเฉพาะถ่ินด้านภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้านศาสนา ด้านจิตวิญญาณ และด้านอื่น ๆ เช่น
กองบุญขา้ ว กองทนุ ชากาดในศาสนาอิสลาม เป็นต้น

(๒.๒) สวัสดิการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้ให้
ความหมายสวัสดิการชุมชน หมายถึง การสร้างหลักประกันเพ่ือความมั่นคงของคนในชุมชน
หมายรวมถึงทุกอยา่ งทีจ่ ะทาใหค้ นในชมุ ชนมีความเป็นอยทู่ ่ดี ีข้ึน ท้งั ในรูปแบบของสิ่งของ เงนิ ทนุ นา้ ใจ
การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวกับวิถีชีวิตต้ังแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่น กองทุนสัจจะออมทรัพย์
กองทุนออมวันละบาท กองทุนสวสั ดกิ ารผู้นาชมุ ชน กองทุนสวสั ดิการผสู้ งู อายุในชุมชน เปน็ ตน้

(๓) สวัสดิการท้องถิ่น หมายถึง สวสั ดิการโดยรัฐที่เกิดจากการกระจายอานาจ
จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการร่วมระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถ่ิน
โดยใชแ้ ผน โครงการ กิจกรรมด้านสวัสดกิ ารสงั คมทตี่ อบสนองกับความตอ้ งการของแต่ละท้องถ่ิน

๒.๔.๓ รัฐสวสั ดกิ าร (Welfare State)
รัฐสวัสดิการ (Welfare State) หมายถึง รัฐหรือประเทศที่มีการจัดระบบ

สวัสดิการสังคมอย่างท่ัวถึงทุกด้านให้แก่ทุกคนในสังคมอย่างถ้วนหน้า (Welfare for All) สวัสดิการ
ต่าง ๆ ที่จดั ขึน้ นัน้ ดาเนินงานโดยรฐั ท้งั หมด รัฐสวสั ดกิ ารมลี กั ษณะทัว่ ไป ๓ ประการ คอื

๑) รัฐประกันรายได้ข้ันต่าของทุกคนในสงั คม โดยไม่คานึงว่าคน ๆ น้ันจะเป็น
ใคร ทางานอะไร มีทรพั ย์สินมากนอ้ ยแค่ไหน

๒) สร้างความม่ันคงในชีวิตให้แก่ทุกคน ทุกครัวเรือน โดยให้มีหลักประกัน
ทางรายไดแ้ ละอยรู่ อดปลอดภยั จากภาวะวิกฤตติ า่ ง ๆ

๓) ให้พลเมืองทกุ คน โดยไม่เลอื กกล่มุ คน ชนชั้น และสถานภาพ ได้รับบริการ
สังคม (social service) อยา่ งเสมอหนา้ กนั ดว้ ยมาตรฐานท่ีดที ่สี ดุ เทา่ เทยี มกัน

รัฐสวัสดิการถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง ในประเทศ
อังกฤษประเทศสวีเดน นอร์เวย์เดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์และเยอรมัน ด้วยนโยบายสังคม ( Social
Policy) ของพรรคแรงงาน (Labour Party) พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democrat Party)
และพรรคสังคมนิยมในยุโรป (Socialism Party) เน่ืองจากว่าพรรคเหล่าน้ีเป็นตัวแทนของคนชั้นล่าง
ท่ีเป็นมนุษย์ค่าจ้าง (Wage Earners) และคนชั้นกลาง (Middle Class) ซ่ึงเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม
อุตสาหกรรม พรรคเหล่าน้ีจึงมีนโยบายเก็บภาษีก้าวหน้า เก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก เพื่อให้
รฐั บาลมรี ายได้มาก ๆ แล้วนารายได้นน้ั มาจดั สรรเป็นสวสั ดิการสงั คมอย่างทั่วถงึ เพอื่ ยกระดับคุณภาพ
ชีวติ และสร้างความม่งั คง่ั ใหแ้ กค่ นในสงั คม แต่นโยบายภาษีดงั กลา่ วกระทบตอ่ ความมั่นคงของคนช้นั สูง
และชนช้ันนายทุน นโยบายสรา้ งรัฐสวสั ดิการจึงไม่สามารถเกิดขึ้นไดใ้ นยคุ ท่ีอานาจรัฐอยภู่ ายใตก้ ารยึด
ครองของพรรคนายทนุ หรอื พรรคของพวกขุนนาง

การเกิดรัฐสวัสดิการ ตัวอย่างเช่น ประเทศสวีเดน เร่ิมต้นมีสวัสดิการสังคม
ประเภทช่วยเหลอื เฉพาะคนยากจน ตงั้ แต่ ค.ศ.๑๘๔๗ กระแสสังคมนิยมกบั การเกดิ พรรคการเมืองใหม่
อย่างพรรคสังคมประชาธิปไตย ใน ค.ศ.๑๘๘๙ ทาให้ค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสวัสดิการ
สังคมให้ครอบคลุมประชาชนมากข้ึน ในพ.ศ. ๑๙๓๐มีการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมครั้งใหญ่
ในประเทศสวีเดนได้มีการถกเถียงกันเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปีว่าจะปฏิรูปไปเป็นแบบใดซึ่งประเด็น

๑1๕3

ทถี่ กเถียงกันมี ๒ เรื่องใหญ่ คอื ประเดน็ ท่ีหน่งึ จะเป็นสวสั ดกิ ารแบบถ้วนหนา้ หรอื เปน็ แบบให้เฉพาะ
คนจน และประเด็นที่สอง คือ รัฐจะหาเงินมาจากไหนเพื่อมาใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการสังคม จะมาจาก
รายได้ภาษีอากร หรือมาจากการสมทบเงินของผู้ได้ประโยชน์ (เช่นระบบประกันสังคมของไทย
ในปัจจุบัน) ในที่สุดปีค.ศ. ๑๙๔๕ ก็ได้มีการสารวจประชามติจากประชาชน ซึ่งพบว่าคนส่วนใหญ่
ต้องการสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้า และปีค.ศ. ๑๙๔๖ เป็นจุดเปลี่ยนประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการ
แบบที่คนได้รับสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า อย่างดีเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องสมทบเงิน เพราะรัฐใช้รายได้
จากภาษีอากร (เก็บในอตั ราท่ีสงู )

กรณีของประเทศอังกฤษ นโยบายด้านสวัสดิการสังคมของอังกฤษก่อนสงครามโลก
คร้งั ท่ี ๒ เปล่ียนไปเปลี่ยนมาระหว่างแบบถ้วนหน้าไม่สมทบเงิน กับแบบสมทบเงนิ (ตามแบบเยอรมนั )
ในระหว่างสงครามโลกคร้งั ท่ี ๒ มกี ารถกเถยี งกันอยา่ งเขม้ ข้นวา่ แนวทางการจัดสวัสดิการสงั คมควรเปน็
อย่างไร ในท่สี ุดกส็ รปุ ว่า รฐั และประชาชนต้องร่วมกนั รบั ผดิ ชอบสวสั ดิการสงั คม โดยรฐั ชว่ ยจัดการให้มี
สวัสดิการข้ันต่าอัตราเดียว ประชาชนร่วมกันลงขันแบบอัตราเดียว แต่ถ้าเป็นคนจน รัฐก็ช่วยเหลือ
เพ่ิมเติมแบบให้เปล่า ปีค.ศ. ๑๙๔๕ ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมทั้งหมด ๘ ฉบับ
มกี ารให้สวสั ดิการแกป่ ระชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และนาประเทศเข้าส่รู ัฐสวัสดกิ ารตามแบบฉบับของ
อังกฤษ

เมื่อรัฐบาลไทยมีข้อจากัดในการสร้างรัฐสวัสดิการหรือสวัสดิการถ้วนหน้า รัฐไทย
ภายใตก้ ารยดึ ครองของนายทนุ จงึ หนั มาสนับสนนุ ระบบสวัสดิการชุมชน ซ่ึงเปน็ ระบบช่วยเหลือกันเอง
(Mutual Aid) เพราะช่วยให้รัฐลดภาระลงไปได้แต่คนส่วนใหญ่ทามาหากินอยู่นอกภาคเกษตรจึงต้อง
อาศยั ระบบสวสั ดิการจากสถานประกอบการ และจากสิทธติ ามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมาย
ประกันสังคม ดังน้ัน เงินออมเพื่อสวัสดิการของลูกจ้างคือกองทุนประกันสังคม เกิดข้ึนได้จาก ๓ ฝ่าย
คอื ลกู จา้ ง นายจ้าง และรฐั บาล การประกนั สงั คมเป็นระบบสวัสดิการที่มคี วามเป็นระบบมีความม่ันคง
ของระบบ และทุกคนในระบบต้องมีส่วนช่วยเหลือตนเอง คือการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นระบบ
บังคับออม (forced saving) แต่การบริหารจัดการยังอยู่ภายใต้ราชการควบคุมจัดการโดยรัฐอย่างไร
ก็ตามการมีระบบประกันสังคมท่ีครอบคลุมกว้างขวางมากข้ึนก็มิได้หมายความว่าประเ ทศไทย
ไดก้ ลายเปน็ รฐั สวสั ดิการไปแลว้ เพราะยังไม่ใช่สวสั ดกิ ารถ้วนหนา้ ของทกุ กลมุ่ และคนส่วนใหญก่ ย็ ังไมม่ ี
หลกั ประกนั ทางรายได้และความมัน่ คงในชีวติ

๒.๔.๔ สังคมสวัสดิการ (Welfare Society)๗
สังคมสวัสดิการ (Welfare Society) ไม่ใช่สวัสดิการสังคม (Social Welfare)

และมีความหมายท่ีแตกต่างไปจากรัฐสวัสดิการ (Welfare State) เพราะรัฐสวัสดิการโดยท่ัวไปเป็นรัฐ
ท่ีมี กา ร จัด ส วัส ดิ กา ร แ ต่ สั งค ม สวั สดิ ก าร เ ป็น สั งค ม ที่มี ส วัส ดิ กา รห ล าก ห ลา ย แ ต่ ไ ม่ไ ด้ จัด โ ด ย รั ฐ
เพียงฝ่ายเดียว ดังน้ัน สังคมสวัสดิการจึงหมายถึงสังคมที่มีสวัสดิการหลายรูปแบบจัดการโดยหลาย
สถาบัน แต่ละประเภท แต่ละสถาบันมีความเป็นอิสระต่อกัน สร้างสรรค์สวัสดิการบนพ้ืนฐาน
ของความสามารถและความเหมาะสมของสถาบนั น้นั

๗ ณรงค์ เพ็ชรประเสรฐิ , 2549, น. 120



บทท่ี ๓
ผลการดาเนินงาน

การพิจารณาศึกษา เร่ือง “การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
๐ – ๖ ปี” เพื่อจัดทาข้อเสนอแนะ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส
ไดร้ ับฟงั ขอ้ มูลจากหน่วยงานภาครัฐทีเ่ กีย่ วข้อง ดังน้ี

๓.๑ การรบั ฟังขอ้ มลู จากหน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้อง

๓.๑.๑ คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ได้เชิญผู้แทน
จากหน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งเขา้ ร่วมประชมุ ประกอบด้วย

๑) ผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมน่ั คงของมนุษย์ เข้าร่วมประชมุ จานวน ๑ คร้ัง ประกอบดว้ ย

คร้ังท่ี ๑ เข้าร่วมประชุม ครั้งท่ี ๒๙/๒๕๖๓ วันพุธท่ี ๑๖ กันยายน
๒๕๖๓ ณ ห้องประชมุ หมายเลข ๒๕๐๑ ชั้น ๒๕ อาคารสขุ ประพฤติ กรงุ เทพมหานคร
(รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก ก)

๒) ผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมน่ั คงของมนษุ ย์ เข้ารว่ มประชุมผา่ นส่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ (Zoom) จานวน ๒ ครัง้

คร้ังที่ ๑ เข้าร่วมประชุม ครั้งท่ี ๑๐/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีท่ี ๑๑
พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ผา่ นสือ่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส)์ (รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก ข)

คร้ังท่ี ๒ เข้าร่วมประชุม ครั้งท่ี ๒๗/๒๕๖๕ วันจันทร์ท่ี ๔
กรกฎาคม ๒๕๖๕ (ผ่านสอื่ อเิ ล็กทรอนิกส)์ (รายละเอยี ดปรากฏในภาคผนวก ค)

๓.๑.๒ คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสได้ทาหนังสือ
ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลที่เก่ียวขอ้ งจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสงั คม
และความม่นั คงของมนษุ ย์ โดยวธิ กี ารสง่ ข้อมูลตอบกลบั มายงั คณะกรรมาธกิ ารฯ ประกอบดว้ ย

คร้งั ที่ ๑ ทาหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมลู ประกอบการพจิ ารณาศกึ ษา
ดว่ นที่สดุ ท่ี สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๖๕๓ ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ (รายละเอียดปรากฏใน
ภาคผนวก ง) ในประเด็นดงั นี้

 ความคืบหน้าผลการดาเนินงานการผลักดันสวัสดิการเงินอุดหนุน
เด็กเลก็ (๐ – ๖ ป)ี แบบถ้วนหน้า ในปงี บประมาณ ๒๕๖๕

 แนวทางการดาเนินงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริม
การพัฒนาเดก็ และเยาวชนแหง่ ชาติที่เสนอต่อคณะรฐั มนตรี

 การจัดสรรงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเล้ียงดู
เด็กแรกเกิด ๐ - ๖ ปี

 ปญั หาและอปุ สรรคในการดาเนนิ การ

16

คร้ังที่ ๒ ทาหนังสือขอความอนุเคราะหข้อมูลประกอบการพิจารณา
ศึกษาด่วนที่สุด ที่ สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙/๒๗๖๓ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ (รายละเอียด
ปรากฏในภาคผนวก จ) ในประเดน็ ดงั นี้

 การจัดสรรงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดู
เด็กแรกเกิด ๐ - ๖ ปี กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในครัวเรือนท่ีมีรายได้น้อย ตามมติคณะรัฐมนตรี
เมอ่ื วนั ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒ จานวน ๒,๖๕๕,๒๗๒ ราย ปัจจบุ นั มีเดก็ ได้รับเงินอดุ หนุนเพื่อการเลีย้ ง
ดเู ด็กแรกเกดิ จานวน ๒,๓๔๕,๕๗๙ ราย นัน้ ต้องการทราบวา่ ขอ้ มลู เด็กทห่ี ายไป จานวน ๓๐๙,๖๙๓
ราย เกดิ จากสาเหตุใด

 ขอใหก้ รมกจิ การเดก็ และเยาวชนจัดทาขอ้ เสนอแนะท่มี ีต่อรัฐบาล
โดยแบ่งข้อเสนอแนะการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า
และการจัดสวัสดกิ ารเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแบบไม่ถ้วนหนา้

บทท่ี ๔
ขอ้ เสนอแนะ

จากการพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ “การจัดสวัสดิการเงินอดุ หนุนเพ่ือการเล้ียงดู
เด็กแรกเกิด ๐ – ๖ ปี” ของคณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส
ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสงั คม และกิจการเดก็ เยาวชน สตรี ผสู้ ูงอายุ ผพู้ ิการ และผดู้ ้อยโอกาส
วุฒสิ ภา สามารถนามาเป็นข้อเสนอแนะ ดงั น้ี

ข้อเสนอแนะแบง่ ออกเปน็ ๓ แนวทาง ประกอบด้วย
4.1 แนวทางที่ไดป้ ฏิบัติในปัจจบุ นั โดยให้จ่ายเงนิ อุดหนนุ เพื่อการเล้ยี งดเู ด็ก

แรกเกิดให้กับเด็กท่ีครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งแนวทางนี้หน่วยงาน
ทเ่ี ก่ียวขอ้ งโดยตรงจะต้องเน้นการทางานแบบเชงิ รุกโดยแบง่ ออกเป็น ๓ ร ไดแ้ ก่

๑. รุกถึงตัวเด็กโดยการลงพื้นท่ีค้นหา/คัดกรองกลุ่มเป้าหมายที่อยู่
ห่างไกลในครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่มีบัญชีธนาคาร หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการเคร่ืองกดเงิน
อตั โนมัติ

๒. รุกทาความเข้าใจให้กับครอบครัวที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการโดยแจ้ง
กระบวนการ ขั้นตอน วธิ กี ารการยืน่ เอกสารเพ่ือขอรับสิทธิ

๓. รุกในการประชาสัมพันธ์เพ่ือการเชื่อมโยงครอบครัวให้เข้าถึงสิทธิ
เพราะยังคงมีกลุ่มเป้าหมายท่ีตกหล่นถึงร้อยละ ๓๐ ท่ียังเข้าไม่ถึงสวัสดิการเงินอุดหนุน จนทาให้
สูญเสยี โอกาสในการพัฒนาตนเองตามศักยภาพทีค่ วรจะเป็น

4.2 แนวทางการเพมิ่ สิทธิแบบขั้นบนั ได โดยแนวทางนี้ควรมกี ารปรับเกณฑ์
รายได้เฉล่ียครัวเรือนจาก ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี เป็น ๑๕๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี เป็น ๒๐๐,๐๐๐
บาท/คน/ปี ไปเร่ือย ๆ เพ่ือเป็นการเพม่ิ โอกาสใหก้ บั ครอบครัวที่มรี ายได้น้อยใหเ้ ขา้ สู่การไดร้ บั สทิ ธิ โดย
วิธีนี้จะทาให้งบประมาณของรัฐไม่ได้เพ่ิมสูงอย่างมากแต่ค่อย ๆ เพ่ิมข้ึนไป ดังตารางการคิดเกณฑ์
รายไดเ้ ฉลย่ี

1718

1719

4.3 แนวทางการให้สิทธิแบบถ้วนหน้า โดยในปี ๒๕๖๕ จะมีเด็กอายุ ๐ - ๖ ปี
จานวนทง้ั ส้ิน ๔,๑๘๓,๓๐๘ คน หากใหเ้ งินอุดหนนุ ใหก้ บั เดก็ อายุ ๐ - ๖ ปีทกุ คน ในอัตรา ๖๐๐ บาท/คน/
เดือน จะใช้งบประมาณ ๓๐,๑๒๐ ลา้ นบาท หรือคดิ เปน็ ร้อยละ ๐.๑๖ ของ GDP และงบประมาณจะลดลง
ทกุ ปีเพราะจานวนเด็กเกิดลดลง โดยในปี ๒๕๗๐ จะใชง้ บประมาณ ๒๗,๙๘๖ ล้านบาท หรือคดิ เปน็ รอ้ ยละ
๐.๑๒ ของ GDP การให้เงินอุดหนุนเพ่อื การเลย้ี งดูเดก็ แรกเกิดแบบถว้ นหน้า จึงจะไม่สรา้ งภาระผูกพนั ให้กบั
รัฐบาลในระยะยาว การปรับเงินอุดหนุนเป็นแบบถ้วนหน้าเป็นการพิจารณาความย่ังยืนทางการคลังไม่ได้
มองเพียงต้นทุนเทา่ น้ัน แต่ต้องพิจารณาถงึ ผลลัพธ์ทไ่ี ด้จากการใช้จ่ายงบประมาณด้วยการลงทุนในเด็กเล็ก
ให้ผลตอบแทนสูงมากท้ังทางด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม การปรับฐานกลุ่มเป้าหมายโครงการเป็น
การจัดสวัสดกิ ารแบบถ้วนหนา้ ย่อมเป็นการลงทนุ อย่างท่ัวถงึ ใหป้ ระโยชน์แก่เดก็ มากกวา่ แบบเฉพาะเจาะจง
ทาให้เด็กท่ีได้รบั ความช่วยเหลอื แบบถ้วนหนา้ ไมต่ กหลน่

1270

ดร.เจมส์ เฮคแมน (James J. Heckman) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์
แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้รับรางวัลโนเบล 2542 กล่าวไว้ว่า “การลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัย
เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมท่ีดีที่สุดในระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนกลับคืนมา
ในอนาคต 7 - 10 เทา่ ”

ประเทศเราต้องการคนแบบใดในการพัฒนาประเทศในอนาคตหรือทักษะ
ในศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) ซ่ึงลักษณะที่พึงประสงค์จะประกอบด้วยความพร้อมทางกาย
ใจ ศีลธรรม สติปัญญา มีความม่ันคงทางการเงิน เศรษฐกิจสังคม สมาชิกรู้หน้าท่ี เอื้ออาทรรับผิดชอบ
ต่อสังคม แต่ส่ิงท่ีประเทศเราประสบ คือ เด็กเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง
คุณภาพของเด็กไทยก็ด้อยลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เช่น ระดับสติปัญญา ( IQ) ปัญหาความฉลาด
ทางอารมณ์ (EQ) ความกระตอื รอื รน้ ความมุ่งม่ันขาดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ เปน็ ตน้

รัฐบาลได้จัดระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพ
ถ้วนหน้า (30 บาท รักษาทุกโรค) การศึกษาข้ันพื้นฐานถ้วนหน้า เบ้ียยังชีพผู้พิการถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพ
ผ้สู ูงอายุถว้ นหน้า แต่เดก็ ปฐมวยั ซง่ึ มีประมาณ 4 ล้านเศษ ยงั ถกู มองขา้ ม

โครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 0- 6 ปี ที่ดาเนินการมาระยะ
หน่ึงแล้ว โดยมีเงื่อนไขการให้สวัสดิการแบบเฉพาะเจาะจง หรือเฉพาะครอบครัวยากจนเท่าน้ัน
ซงึ่ ยงั มีปัญหา อุปสรรค และระบบการคัดกรองคนจน และเกดิ “ภาวะรั่วไหล” หรอื คนท่ีไมใ่ ชก่ ล่มุ เปา้ หมาย
แ ต่ ไ ด้ รั บ เ งิ น ( Inclusive error) แ ล ะ “ภ า ว ะ ต ก ห ล่ น ” ห รื อ ก า ร เ ข้ า ไ ม่ ถึ ง ก ลุ่ ม เ ป้ า ห ม า ย
ท่แี ทจ้ ริง (Exclusive error) ยิ่งเพิ่มความเหลือ่ มลา้ ในสงั คมทีเ่ ห็นไดช้ ัดเจน (ขอ้ มลู จาก TDRI)

ซึ่ ง แ น ว ท า ง น้ี ต ร ง กั บ ข้ อ เ ส น อ แ น ะ เ ชิ ง น โ ย บ า ย ข อ ง อ ง ค์ ก า ร ทุ น เ พื่ อ เ ด็ ก
แห่งสหประชาชาติ (UNICEF) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และภาคประชาชน
โดยเป็นการให้เงินอุดหนุนกับเด็กทุกคนในช่วงอายุ ๐ – ๖ ปี ซ่ึงจะรวมทั้งเด็กในโครงการเงินอุดหนุนเพ่ือ
การเล้ียงดูเด็กแรกเกิดปัจจุบันและเด็กนอกโครงการฯ ด้วย แต่ไม่เสนอให้จ่ายเงินอุดหนุนย้อนหลัง
ถึงเม่ือแรกเกิด เช่น เด็กที่อายุ ๓ ขวบบริบูรณ์ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ และไม่เคยได้รับเงินอุดหนุน
มาก่อนจะได้รับเงินอุดหนุนไปอีก ๓ ปีจนอายุครบ ๖ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ได้รับเงินย้อนหลังในช่วงตั้งแต่เกิด
จนถึงวันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ และแนวทางน้ีทาให้ไม่ต้องมีการคัดกรองรายได้ของครอบครัวอีกต่อไป
และจะขจัดปัญหาเด็กยากจนตกหล่นได้ดีที่สุดและเป็นไปอย่างทันที เหมาะกับช่วงเวลาการระบาด
ของโควิดที่ยังมเี ดก็ ท่คี รอบครัวไดร้ ับผลกระทบทางเศรษฐกิจแตไ่ ม่เคยไดร้ ับเงินอุดหนุนมาก่อน

บรรณานุกรม

สืบคน้ เม่อื วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๖๕, จาก
https://drive.google.com/file/d/1XSBMp8OCsauJqECOB- XZLB91-cRrNsEV/view

สรุ พล ปธานวนชิ (2547, น. 18)
สมชยั จิตสชุ น และคณะ, 2554, น. 4
สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ , ๒๕๕๙, น.๒๐๙ – ๒๑๑.
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, 2549, น. 120
ทัศนยี ์ ลกั ขณาภชิ นชัช, 2545
ระพพี รรณ คาหอม (2545, น. 15-18)



ภาคผนวก



[1]

ภาคผนวก ก

บนั ทกึ การประชมุ
คณะอนกุ รรมาธกิ ารกิจการเด็กและเยาวชน
ในคณะกรรมาธิการการพฒั นาสงั คม และกิจการเดก็ เยาวชน สตรี
ผ้สู ูงอายุ คนพกิ าร และผดู้ อ้ ยโอกาส วุฒสิ ภา

คร้งั ท่ี ๒๙/๒๕๖๓
วันพุธท่ี ๑๖ กันยายน ๒๕๖๓
ณ หอ้ งประชมุ หมายเลข ๒๕๐๑ ชนั้ ๒๕ อาคารสุขประพฤติ กรงุ เทพมหานคร
-------------------------------

อนกุ รรมาธกิ ารผมู้ าประชมุ ประธานคณะอนุคณะกรรมาธกิ าร
๑. นายวัลลภ ตงั คณานุรกั ษ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนท่หี นง่ึ
๒. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ รองประธานคณะอนกุ รรมาธิการ คนท่ีสอง
๓. นางจริ าภรณ์ เล้าเจริญ อนุกรรมาธิการ
๔. นางงามจติ แต้สุวรรณ อนุกรรมาธิการ
๕. นายศภุ ชัย สถีรศลิ ปิน อนกุ รรมาธกิ าร
๖. นางสาวอญั ชลี เกษสรุ ยิ งค์ อนุกรรมาธิการ
๗. นายธนะรัตน์ ธาราภรณ์ อนกุ รรมาธกิ ารและผชู้ ่วยเลขานกุ าร
๘. นางเพชรรตั น์ มหาสงิ ห์
อนกุ รรมาธกิ ารและท่ปี รึกษา
อนกุ รรมาธิการผไู้ มม่ าประชมุ อนุกรรมาธกิ าร
๑. นางทัศนา ยวุ านนท์ อนุกรรมาธกิ าร
๒. นางวรภัทร แสงแก้ว อนุกรรมาธกิ ารและเลขานกุ าร
๓. นายสายสทิ ธ์ิ เจตสกิ ทตั
๔. นายธนวัฒน์ พรหมโชติ อนุกรรมาธกิ ารกิจการสตรี ผมู้ คี วามหลากหลาย
ทางเพศและผดู้ อ้ ยโอกาส
ผู้เข้าร่วมประชมุ อนุกรรมาธิการกิจการสตรี ผมู้ ีความหลากหลาย
๑. นางณฐั นนั ท์ สวา่ งวงศ์ ทางเพศและผดู้ อ้ ยโอกาส
ผชู้ ว่ ยดาเนนิ งานของสมาชกิ วุฒสิ ภา
๒. นางระเบียบ ปัทมดลิ ก พลเอก ไพชยนต์ คา้ ทนั เจรญิ

๓. เรอื อากาศเอก ไผ่ วสยางกรู

[๒2]

ผชู้ แี้ จง

กรมกจิ การเดก็ และเยาวชน กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย์

๑. นางภาวินี สมุ ลตรี รักษาการในตาแหนง่ ผูเ้ ชี่ยวชาญเฉพาะดา้ นเยาวชน

๒. นางสุชาดา เกง่ สวุ รรณ นักสังคมสงเคราะห์ชานาญการ

เรม่ิ ประชุมเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา

เม่ืออนุกรรมาธิการมาครบองค์ประชุมแล้ว นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะอนุคณะกรรมาธิการ
ได้กลา่ วเปดิ การประชมุ และดาเนินการประชมุ ตามระเบยี บวาระการประชุม สรปุ ได้ดังน้ี

ระเบียบวาระท่ี ๑ เรือ่ งท่ีประธานแจ้งต่อท่ีประชมุ จานวน ๒ เรอ่ื ง ดงั นี้

๑. ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า เน่ืองจากนายสายสิทธ์ิ เจตสิกทัต
อนุกรรมาธิการ ได้รับการแต่งต้ังจากคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ให้ดารงตาแหน่งเป็นนักวิชาการ
ประจาคณะกรรมาธิการ จึงได้ขอลาออกจากคณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน ในการนี้ ท่ีประชุม
คณะอนกุ รรมาธิการ จงึ เห็นควรแต่งตงั้ นายอคั รเดช สุพรรณฝ่าย เป็นอนุกรรมาธิการ แทนตาแหนง่ ทีว่ ่าง

ทป่ี ระชมุ รบั ทราบ

๒. ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบเก่ียวกับแนวทางการพิจารณาศึกษาว่า
ประเด็นทค่ี ณะอนกุ รรมาธิการจะดาเนนิ การพิจาณาศกึ ษามี จานวน ๘ เรอื่ ง ดังน้ี

๑. การดาเนินงานของสภาเด็กและเยาวชนภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและ
เยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ และทีแ่ กไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

๒. ความรุนแรงตอ่ เดก็ ในครอบครัว
๓. เดก็ และเยาวชนทีก่ ระทาความผิดและถูกส่งตวั เข้าสถานพินจิ และคุ้มครองเดก็
๔. ข้อเสนอต่อการแก้ไขรา่ งพระราชบัญญัติคมุ้ ครองเด็ก พ.ศ. ....
๕. สวสั ดกิ ารเด็กแรกเกดิ - ๖ ปี กรณีตดิ ตามปญั หาเกยี่ วกับข้อมลู เดก็ แรกเกิด เงนิ อดุ หนนุ สาหรับ
เด็กแรกเกิดรวมถึงสวัสดกิ ารทีเ่ ก่ยี วข้อง
๖. การต้ังครรภ์ในวัยรุ่น (แม่วัยใส) พร้อมทั้งศึกษาร่างพระราชบัญญัติป้องกันการต้ังครรภ์ในวัยรุ่น
(นายเจตน์ ศิริธรานนท์)
๗. การเดินทางของเด็กบนท้องถนน ศกึ ษากรณีรถมอรเ์ ตอร์ไซต์ และรถจกั รยาน ในเมอื งใหญ่
๘. ความปลอดภัยของเด็กในพืน้ ท่ีสาธารณะ กรณีเด็กกับเครอ่ื งเลน่ คาร์ซที สาหรบั เดก็

ทป่ี ระชมุ รับทราบ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบนั ทกึ การประชมุ

ทป่ี ระชุมคณะอนุกรรมาธกิ ารได้ตรวจสอบบันทึกการประชุมโดยละเอยี ดรอบคอบแล้ว จึงมีมติรับรอง
บันทกึ การประชุม คร้ังท่ี ๒๘/๒๕๖๓ วันศุกรท์ ี่ ๑๑ กนั ยายน ๒๕๖๓ โดยไม่มีการแก้ไข

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องเสนอเพอื่ พิจารณา

[3๓]

- พิจารณาแนวทางการดาเนินการและการจัดสรรงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุนเพอ่ื การเลี้ยง
ดูเด็กแรกเกิด - ๖ ปี และการเตรียมความพร้อมการถ่ายโอนภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
ม่ันคงของมนุษย์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมกิจการเด็กและเยาวชน
โดยเชญิ ผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน เขา้ ร่วมประชุม

ลาดับแรก ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ได้กล่าวต่อท่ีประชุมว่า สืบเน่ืองจากในการประชุมคร้ัง

ท่ผี ่านมา ทปี่ ระชุมได้พิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการดาเนินการและการจัดสรรงบประมาณตามโครงการเงนิ อุดหนุน

เพื่อการเล้ยี งดูเด็กแรกเกิด - ๖ ปี และเพ่ือให้ท่ีประชุมได้รับทราบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ ในการประชุมคร้ังน้ี

จึงได้เชิญผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาให้ข้อมูล

เพิ่มเติมต่อที่ประชุม ได้แก่

๑) นางภาวินี สมุ ลตรี รกั ษาการในตาแหน่งผเู้ ช่ียวชาญเฉพาะดา้ นเยาวชน

๒) นางสุชาดา เกง่ สวุ รรณ นกั สังคมสงเคราะห์ชานาญการ

จากน้ัน ได้เรียนเชิญให้ นางภาวินี สุมลตรี รักษาการในตาแหน่งผู้เช่ียวชาญเฉพาะด้านเยาวชน
ใหข้ ้อมูลตอ่ ท่ีประชุม ดังน้ี

๑. โครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเลีย้ งดเู ด็กแรกเกิด - ๖ ปี
แนวทางการดาเนนิ งาน
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับความร่วมมือจากองค์การทุนเพ่ือเด็ก

แหง่ สหประชาชาติ (UNICEF) สานักงานกองทุนสนบั สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยเพื่อการพฒั นา
ประเทศไทย (TDRI) และ Economic Policy Research Institute (EPRI) ออกแบบและดาเนินการติดตามประเมินผล
กระทบโครงการเงินอุดหนุนเพอ่ื การเลี้ยงดูเด็กแรกเกดิ ปี 2561 พบว่า

1) เด็กท่ีได้รับเงินอุดหนนุ มภี าวะโภชนาการท่ดี ีกว่าเดก็ ท่ไี ม่ได้รับเงนิ อดุ หนนุ
2) เด็กท่ีได้รับเงินอุดหนุนสามารถเข้าถึงการบริการสังคม และบริการทางการแพทย์มากกว่าเด็ก
ทอี่ ยู่ในครอบครวั ทไี่ ม่ได้รบั เงินอุดหนนุ
3) กลุ่มแม่ในครัวเรือนท่ีได้รับเงนิ อุดหนุนมีอานาจในการตัดสนิ ใจเก่ียวกับการใช้จ่ายในครัวเรือน
มากกว่าแม่ท่ีไมไ่ ดร้ บั เงนิ อุดหนนุ เปน็ การเสริมสร้างพลังของสตรี

อย่างไรก็ตาม พบว่า การจ่ายเงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดท่ีอยู่ในครอบครัวยากจน
ทาให้เด็กในกลุ่มเป้าหมายตกหล่น ร้อยละ 30 เนื่องจาก การขาดความรู้ความเข้าใจคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย
ความสับสนในข้ันตอนการรับสิทธิ การลงทะเบียน ความยุ่งยากของกระบวนการรับรองสถานะครัวเรือน เอกสาร
ทางราชการไม่ครบ และบางครอบครัวอยู่หา่ งไกล ประสบปญั หาการเดินทาง ประกอบกบั สถานการณ์เร่งดว่ น สง่ ผล
ต่อการพัฒนาและคุ้มครองเด็ก 2 เหตุการณ์สาคัญคือ ประเทศไทยกาลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากจานวนเด็ก
และวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะท่ีผู้สูงอายุมีจานวนเพ่ิมขึ้นซ่ึงประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่าง
สมบูรณ์ คือมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดในปี 2566 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของ

โรคติดเช่ือไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้ครอบครัวมีรายได้ลดลงอย่างมาก ขณะที่รายจ่ายในการดูแลเด็กเล็กใน
ครอบครัวเพ่ิมข้ึน เนื่องจาก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐ หรือโรงเรียนปิด จึงเกิดกลุ่มครัวเรือนท่ีมีรายได้น้อยใหม่
จานวนมากข้ึน ครอบครัวเด็กเลก็ ได้รับผลกระทบรนุ แรงกวา่ ครอบครวั ท่ีไม่มเี ดก็ เล็ก

[๔4]

ต่อมากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้นาเสนอ เรื่อง การจัดสวัสดิการเงิน
อุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า เม่ือวันท่ี 2 กรกฎาคม 2563 ต่อคณะกรรมการส่งเสริมการ
พัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาตไิ ด้มมี ตใิ นการประชุมครง้ั ที่ 1/2563 ทป่ี ระชมุ เห็นชอบ ดังน้ี

๑. เห็นชอบในหลักการในการให้เงินอุดหนุนเด็กอายุ (0 - 6 ปี) แบบถ้วนหน้าโดยจะเริ่ม
ดาเนนิ การต้ังแต่ปงี บประมาณ 2565 เปน็ ตน้ ไป

2. มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์แต่งต้ังคณะทางานเตรียม
ความพร้อมการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุน เพื่อการเล้ียงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานท่ี
เกีย่ วข้อง รว่ มเป็นคณะทางาน

3. ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นาเสนอแนวทางการดาเนินงานต่อ
ทปี่ ระชมุ คณะกรรมการส่งเสรมิ การพฒั นาเดก็ และเยาวชนแหง่ ชาติ อกี คร้ัง กอ่ นเสนอคณะรฐั มนตรีเพ่อื พิจารณา

กรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้มีคาสั่งแต่งตั้งคณะทางานเตรียมความพร้อมการจัดสวัสดิการเงิน
อุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (0 - 6 ปี) แบบถ้วนหน้า ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 เพื่อจัดทาข้อมูล
แนวทางการจัดสวสั ดิการเงินอุดหนนุ ฯ เสนอต่อคณะกรรมการระดับชาติดา้ นการพฒั นาเด็ก โดยการมีส่วนรว่ มจาก
หน่วยงาน และภาคส่วนท่ีเกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิน่ กรมอนามัย สานักงาน
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ สานกั พัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร สานักงานสถิติแห่งชาติ องค์การ
ทุนเพื่อเด็กแหง่ สหประชาชาติ ประเทศไทย สถาบันวจิ ัยเพ่ือการพัฒนาประเทศไทย และผ้แู ทนภาคประชาสงั คม

การจัดสรรงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเล้ียงดูเด็กแรกเกิด
ในปีงบประมาณ 2564 กรมกิจการเด็กและเยาวชน ขอจัดสรรงบประมาณสาหรับเด็ก
แรกเกิด - 6 ปี ท่ีมีสัญชาติไทย อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้เฉล่ียไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี และอาศัยอยู่
กับผู้ปกครองท่ีอยู่ในครัวเรือนท่ีมีรายได้น้อย และไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน
รายละ 600 บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นจานวนเงิน 14,588,769,600 ล้านบาท จานวน 1,947,590 คน
(ข้อมูลประมาณการ จานวนประชากร ของสานกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต)ิ

หากโครงการเงินอุดหนุนเพ่ือการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นแบบถ้วนหน้า ในปี 2564 จะมีเด็กอายุ
0 - 6 ปี จานวน 4,213,387 คน หากให้เงินอุดหนุนแก่เด็กทุกคน จานวน 600 บาท ต่อเดือน จะต้องใช้
งบประมาณ จานวน 30,336.38 คน ลา้ นบาท คดิ เป็นร้อยละ 0.17 ของ GDP ในปี 2565 จะมีเดก็ อายุ 0 - 6 ปี
จานวน 4,153,529 คน หากให้เงินอุดหนุนแก่เด็กทุกคน จานวน 600 บาท ต่อเดือน จะต้องใช้งบประมาณ
29,905.41 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.16 ของ GDP และงบประมาณจะลดลง เพราะจานวนเด็กเกิดลดลงทุกปี
และในปี 2570 จะใช้งบประมาณ 27,694.29 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 0.12 ของ GDP และหลังจากน้ัน
จานวนเด็กที่ลดลงทุกปี ส่งผลให้โครงการเงินอุดหนุนฯ จะไม่สร้างภาระผูกพันให้กับรัฐบาลในระยะยาว
(ขอ้ มูลประมาณการ จานวนประชากร ของสานักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ)


Click to View FlipBook Version