ภาคกลาง :จ.พระนครศรีอยุธยา
-2-
-3-
-4- ภาคกลาง :ราชบุรี , สมุททรสงคราม ,เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ
-5-
กรุงเทพฯ
-7-
-8-
ภาคเหนือ : จ.ก าแพงเพชร ,พิษณุโลก,ล าพูน,ตาก
- 1 0 -
ภาคตะวันออก : จ.สมุทรปราการ,นครนายก,ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา,ชลบุรี,ระยอง,จันทบุรีและตราด
- 1 2 -
- 1 3 -
-14-
ภาคใต: จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา
16
ขอบคุณจากใจ ทองเที่ยวตามรอยสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต ภาคลางและกรุงเทพ สําเร็จลงไดดวยดีผูเขียนตองขอขอบพระคุณและขอบคุณ - พี่เสธ.จุม พลเรือเอกจุมพล ลุมพิกานนท ประธานมูลนิธิกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ หาดทรายรี จ.ชุมพร - อาจารยสมโภชนวาสุกรีขาราชการบํานาญ 2552 และปราชญทองถิ่นชุมชนบานแหลมมะขาม จ.ตราด - ปาติ๋ง คุณรําไพพรรณ แกวสุริยะ - ฤทธิ คุณฤทธิเดช ทองจันทรผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานอนุรักษศิลปกรรม กรมศิลปากร - พี่เจี๊ยบ คุณวรรณภา เกียรติพงษา ผูอํานวยการกองสรางสรรคสินคาการทองเที่ยว ททท. - พี่ตุกตา คุณอุไร มุกประดับทอง งานสินคาการทองเที่ยวภาคกลาง ททท. - คุณธมลวรรณ เจริญวงศพิสิฐ ผูอํานวยการสํานักงาน ททท.ตาก - นาวาเอกสุทธิศักดิ์ชวยเมืองปกษ(เสียชีวิต พ.ศ. 2564) หนวยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี - พันเอกอดุลย คุณมี ผอ.ฝายสนับสนุน ศปป. 2 กอ.รมน. - นาวาตรีนพรัตนสุขมาก หนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี - นาวาตรีทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ ประธานชมรมนักรบเจาตากจันทบูร /กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี / ผูจัดสรางสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชพลอยแดง จ.จันทบุรี - นาวาตรีปฐมณัฏฐ เขียวเมน ศูนยอํานวยการการทองเที่ยวทหารเรือ(ทร.) - คุณวาทีทรัพยสิน - คุณจุติณัฏฐสุดาวรรณศักดิ์ - คุณธตรฐ ปนเจริญ - คุณนพดล แดงสวาง ผูใหญบานหมู 4 ต.บานเกาะ อ.พรหมคีรีจ.นครศรีธรรมราช/ประธานสภาวัฒนธรรมอําเภอ พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช / ประธานชมรมสงเสริมเครือขายการทองเที่ยวอ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช - พระสมพร อธิปญโญ(หลวงพอตูม) เจาอาวาสวัดโพธิ์สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา - ภาพและขอมูลโดยพระสายัณหอินทวีโร เจาอาวาสวัดเขาพระ จ.กําแพงเพชร - คุณสุทธาสิณียบุญมีศรีปาน หัวหนางานบริหารความเสี่ยงการบริหารองคกร กองบริหารความเสี่ยง ททท. - นายชลธร ปนเจริญ พี่ชายผมที่ใหขอมูลและภาพของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช รวมทั้งใหกําลังใจผมเสมอมา - คุณแมของผม และครอบครัวของผม / ที่ใหกําลังใจผมเสมอมา ----------------------------------------------------------------------
-1- เกริ่นน ำ คำถำบูชำสมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช(นะโม 3 จบ) ปู่ตำก ตะกุอิตัล ตำกสิน รำชะ โยตังอิ(3 จบ) คำถำอำรำธนำ อัญเชิญดวงพระวิญญำณ สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช จุดธูปบูชำ 9 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ “โอม สิโน รำชำเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรูวินำสสันติ” ค ำปฏิญำณทหำรเสือสมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช
ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา (14 แหง) 1.วัดพิชัยสงคราม (เนื้อหาโดย Thai.tourismthailand.orgและภาพโดย Thailandtourismdirectory.go.th) ที่อยู : อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน /ความสําคัญ ส รางขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2900 เปนวัดโบราณมีมาแตสมัยกรุงศรี อยุธยา ใชเปนที่รวบรวมกําลังพลตีฝาวงลอม ทหารพมาขามแมน้ําปาสักไปตั้งหลักที่วัดพิชัย และไดมาตั้งพระสัตยาธิษฐานตอหลวงพอใหญ หรือพระพุทธพิชัยนิมิตร พระประธานในพระ อุโบสถเพื่อขอใหเดินทางโดยปลอดภัย กลับมา กอบกูกรุงศรีอยุธยาและมีชัยชนะตอขาศึกซึ่งเปนจริงในภายหลัง 2. วัดเกาะแกว (เนื้อหาโดย go.ayuthaya.go.th) (ภาพโดย นายพรพล ปนเจริญ) ที่อยู : อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนที่ตั้งคายของกองทัพไทยคายหนึ่งใน 9 คาย ดวยกันคือ ดานเหนือ ตั้งคายที่ วัดหนาพระเมรุและเพนียดคลองชาง ดานตะวันออก ตั้งคายที่ วัดมณฑป และ วัดเกาะแกว (พระยาวชิรปราการ) ดานใตตั้งคายที่บานสวนพลู(หลวง อภัยพิพัฒน ขุนนางจีน คุมพวกจีน บานในไกจํานวน 2000 คน) วัดพุทธไธศวรรย(พวก คริสตัง) ดานตะวันตกตั้งคายที่ วัดไชยวัฒนาราม (กรมอาสาหกเหลา)
-3- 3.วัดเชิงทา (เนื้อหาและภาพโดย go.ayutthaya.go.th) (ภาพโดยอาจารยสมโภชน วาสุกรี) ที่อยู : อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดนี้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธกับสมเด็จพระเจากรุงธนบุรีมหาราช ทรงมีความ เกี่ยวเนื่องกับวัดแหงนี้ถึง 2 ครั้งและเปนชวงสําคัญของชีวิตทั้ง 2 ครั้งของพระองคครั้งที่ 1 ในป 2284 เด็กชาย สิน เขาสํานักการศึกษากับพระอาจารย(มหาเถร) ทองดี ที่วัดโกษาวาสนครั้งที่ 2 ในป2298 มหาดเล็ก (สิน) (เขาถวายตัวเปน มหาดเล็ก อยูในพระบรมราชวังรับใชสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกษ เมื่อพ.ศ.2290) อายุครบ 21 ป ไดอุปสมบท วัดอยูใกลกัน พระภิกษุทั้ง 2 รูป เชาวันหนึ่งขณะพระภิกษุสิน จาริกรับบาตร ผานบานเรือนไทย จีน ซึ่งตั้งอยูในละแวกนั้น ครั้นเดินมาถึงมุมโบสถพราหมณถนนชีกุน ไดพบกับ พระภิกษุทองดวง ขณะภิกษุสหาย ทั้ง 2 รอรับบาตรขาว ไดมีซินแสชาวจีนผูหนึ่ง เดินผานมาพบพระภิกษุทั้ง 2 ซินแสผูนั้นพินิจดูพระภิกษุ สิน และ พระภิกษุทองดวง ดวยความสนใจเปนพิเศษ เมื่อพิจารณาไดสักครู จึงกลาววา ไมนาเชื่อเลยที่ไดเห็น กษัตริยไทยสองพระองคมาเดินบิณฑบาตดวยกันอยางนี้และไดทํานายวาตอไปในภายภาคหนา พระคุณเจาทั้ง สองจะตองไดขึ้นครองราชยเปนกษัตริยอยางแนนอน ขอใหคําทํานายนี้จงเปนมงคลสืบไปเถิดพระคุณเจา ซินแส ถวายคําทํานายแลว ไดอําลาจากไป ปลอยใหพระภิกษุสินและพระภิกษุทองดวง มองตากันดวยความรูสึกขบขัน แลวเดินบิณฑบาตตอไป โดยไมไดซักอะไรอีก 4.วัดพุทไธศวรรย (เนื้อหาโดย mgonline.com/travel) (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญและนายธตรฐ ปนเจริญ) ที่อยู : อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดพุทไธศวรรยมีวิหารองคพอ จตุคามรามเทพ และพระราชานุ สาวรีย 5 พระมหากษัตริยไทย ไดแก สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจาอูทอง) สมเด็จพระ นเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกา ทศรถ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ซึ่งทางวัดไดจัดสรางไวเพื่อให เยาวชนรุนหลังไดมาสักการะ และรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแตละพระองค
-4- 5.คายโพธิ์สามตน อยุธยา (เนื้อหาโดย facebook.com./History Krung sriAyutthaya/posts.) (ภาพโดย นายพรพล ปนเจริญและนายธตรฐ ปนเจริญ) ที่อยู : อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ คายโพธิ์สามตนเปนเสมือนกองบัญชาการของพมาที่ควบคุมดูและกรุงศรี อยุธยา ตอมาเมื่อพระเจาตากสินมหาราชทรงรวบรวมกําลังคน ยก กองทัพเรือจากเมืองจันทบุรีเขาตีเมืองธนบุรีแลวยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา แมทัพพมาไดคุมกําลังคนอยูที่คายเพนียด เมื่อทราบวาพระเจาตากสินทรงยก ทัพมาตีกรุงศรีอยุธยานั้น แมทัพพมาไดหนีไปคายโพธิ์สามตน พระเจา ตากสินจึงทรงยกทัพตามมองญาแมทัพพมาขึ้นไปถึงโพธิ์สามตนสั่งใหทหารระดมตีคายโพธิ์สามตนขางฟาก ตะวันออก พอไดคายโพธิ์สามตนขางฟากตะวันออก พระเจาตากสินจึงใหเขาตั้งรักษาคาย ทําบันไดปนคายขาง ฟากตะวันตก ครั้นเสร็จแลวก็ใหพระยาพิพิธ พระยาพิชัย นายทหารจีนคุมกองทหารจีนเขาระดมตีคายสุกี้ขางฟาก ตะวันตก กองทัพพระเจาตากสินเขาคายโพธิ์สามตนขางฟากตะวันตกไดฆาสุกี้แมทัพพมาตายในที่รบ พวกไพรพล ที่เหลือตายมองญาพาหนีไปไดกรุงศรีอยุธยาก็กลับมาเปนของไทยอีกครั้งเมื่อพระเจาตากสิน มีชัยชนะพมาแลว ตั้งพักกองทัพอยูที่คายพมาที่โพธิ์สามตน ขณะนั้นมีคนและทรัพยสมบัติที่สุกี้ยังมิไดสงไปพมา ไดรวบรวมเก็บรักษา ไวในคายแมทัพที่โพธิ์สามตน ผูคนเขาราชการเจานาย รวม 8 พระองคที่พมาจับไวเปนคายประวัติศาสตรแหง ชัยชนะในการกูอิสรภาพของพระเจากรุงธนบุรีคายโพธิ์สามตนแยกออกเปน คายฝงตะวันตกและฝงตะวันออก คายฝงตะวันตกยังหลงเหลือรองรอยทางประวัติศาสตรอยูมากมีแผนผังเปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผา สวนคาย ฝงตะวันออก แนวคูคายสวนใหญถูกทําลายไปเกือบหมดสิ้น เหลือเปนแนวกําแพงคายยาวประมาณ 150 เมตร ****ขอมูลเพิ่มเติม*** จากการสัมภาษณพระสมพร อธิปญโญ(หลวงพอตูม)วัดโพธิ์พระเจาตากสินมหาราช วาดวยเรื่อง การตีคายโพธิ์สามตนที่อยุธยา เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2562 ดังนี้ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ทาน ลองเรือจากจันทบุรี มาเขาที่ปากแมน้ําเจาพระยา และไดเก็บเสบียง ที่วัดบางพึ่ง พระประแดงสมุทรปราการ กอนที่จะเขาตีพมาที่ปอมวิชัยประสิทธิ์และยึดปอมได จากนั้น ทานไดสั่งใหทหารจํานวนหนึ่งลองเรือเขาแมน้ํา ลพบุรี 1 สาย แถวพเนียดคลองชาง เลี้ยวขวาเขาวัดบางเดื่อหรือทุงบางเดื่อหรือทุงลาดหญา ลักษณะคลองบางเดื่อ เปนคลองรูปเกือกมา ใหพวกทหารพักผอนเพื่อรอคําสั่งเขาตีคายโพธิ์สามตน ที่วัดบางเดื่อ สมเด็จพระเจาตากสิน มหาราชทานเขามาทางแมน้ําเจาพระยา มาหยุดเรือใหญที่วัดพนัญเชิง แลวเขาวัดนนทรี เขาทุงเผาผี (เวลาที่เชลย ถูกฆา หรือประหาร ก็เอาศพมาไวที่แหงนี้) อยูหลังวัด สวนหนาวัดนนทรีมีคลองนนทรียาวจนถึงคลองเจ็ดเสน (ตน น้ําจะมาทางนี้) ในสมัยอยุธยาเรือใหญแลนไดในชวงหนาน้ํา แลวเชาตรูวันที่ 6 พ.ย. 2310 สมเด็จพระเจาตากสิน มหาราชทรงบัญชาการรบบนเรือใหญ โดยใหรวมพลทางเรือ พอถึงเวลานัดหมายเชาวันที่ 6 พ.ย. 2310
-5- น้ําขึ้นเต็มที่ทั้งหมดทั่วอยุธยา ทานสั่งใหทหารที่อยูวัดบางเดื่อลองเรือขามแมน้ําลพบุรี สวนพระองคทานลองเรือ เขาตรงคายพมาที่วัดบานกราง สวนพมาที่มีเรือเล็กที่คายโพธิ์สามตน ไมไดเตรียมการรบ ปะทะกับทหารไทยที่ ลองเรือมาจากบางเดื่อ สวนพระองคทานไหลเรือกลับมาระหวางทุงบางเดื่อกับบานทับน้ํา แลวเขาสูทุงพุเลาเขา ทุงโพธิ์สามตน เขามาตีคายอีกทัพหนึ่งและเพื่อชวยเชลยอยุธยา ที่โดนพมาจับไมวาจะเปนเชื้อพระวงศหรือ ชาวบาน น้ําทวมจะตองอยูเกาะ(บนที่สูง) หาแผนดินไมได ไมมีแผนดิน จะมีก็ตามศาลาวัด โบสถวัดราง พมาใช โบสถเปนที่ขังเชลย เมื่อสมเด็จพระเจาตากสิน ตีคายโพธิ์สามตนเพื่อปลอยเชลย เชลยหนีขึ้นเรือใหญ ศึกตีคายโพธิ์ สามตนเพียงครึ่งวันประมาณ 12.45 น. พระองคทานชนะศึก แตเวลาพระองคทานประกาศอิสรภาพที่คายโพธิ์ สามตน เวลาระหวาง 12.45-14.00 น. เมื่อทานชนะศึก ทานก็นําสุกี้พระนายกอง มาที่หลักประหารแลวประหาร ชีวิตโดยการตัดคอ สวนเงินทองที่พระองคทานยึดไดจากพมา ก็คืนใหแกเชลยไทย แตเชลยไมรับ จะขอติดตาม พระองคทาน ดังนั้น พระองคทานจึงตองรีบออกจากคลองโพธิ์สามตน กอนที่ทองเรือใหญติดสันดอน หากติดแลว จะกลายเปนเปานิ่งใหพมา ที่จะกลับมาเอาคืนอีก ดังนั้นจึงลองเรือกลับกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร หมายเหตุ - สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชทรง เปลงวาจาวา กูเสียกรุงศรีอโยธยา แลว กูจะไมยอมเสียพลเมือง กูจะไม ขอเสียแผนดิน / ทุงโพธิ์สามตน เคยเปนที่ฝกชางในสมัยสมเด็จพระนเรศวร /ทุงลาดหญา เคยเปนทุงฝกมา - อยุธยาในสมัยประวัติศาสตรเปนที่ราบลุมน้ําทวมถึง และมีน้ําอยูเต็มเมื่อถึงหนาน้ํา ดังนั้น สมเด็จพระเจาตากสิน สามารถลองเรือใหญเขา ชวยเชลยที่คายโพธิ์สามตนได/ ยุทธวิธีนี้ เหมือน การปฏิบัติการของหนวยซีล ที่เขาชวย จูโจม ทําลาย และ ชวยเหลือเชลย เขียนโดย นายพรพล ปนเจริญ 22/12 /63 6. วัดโพธิ์พระเจาตากสิน (เนื้อหาโดยคุณนริศ ออนเรียน https:Journeyjournal 24 .com และหลวงพอตูม พระสมพร อธิปญโญ) (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญและนายธตรฐ ปนเจริญ) ที่อยู : อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนสถานที่ ตั้ ง อ ยู ใ ก ล กั บ ค า ย โ พ ธิ์ ส า ม ต น โบราณสถานและแหลงประวัติศาสตร ประเภทคายทัพโบราณสมัยอยุธยา ปจจุบันวัดโพธิ์พระเจาตากสินมหาราช เปนวัดที่มีความสงบรมเย็น เหมาะแกการปฏิบัติธรรม และทองเที่ยวศึกษาเรียนรู เชิงประวัติศาสตร สิ่งที่เปนเอกลักษณและอยูคูกับวัดโพธิ์พระเจาตากสิน มหาราช ก็คือ “หลวงพอพระพุทธฐานิโย หรือ หลวงพอใหญ” เปนพระพุทธรูป ศิลปะสมัยทราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) แกะสลักเนื้อหินทรายอายุเกาแกเกือบ 2,000 ป ปางมารวิชัย
-6- 7. วัดบางเดื่อ (เนื้อหาโดย Facebook : หอจดหมายเหตุและวัดบางเดื่อ อ.บางปะหันจ.พระนครศรีอยุธยา @Noomontrips) (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญ) ที่อยู : อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดที่สรางขึ้นตั้งแต พ.ศ.2300 และไดรับพระราชวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2387 ปูชนียวัตถุคูกับวัดมามีพระประธานคือ หลวงพอ ขาว ศาลเกาพระตําหนักสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช หอ จดหมายเหตุ โรงทานสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช เปน พิพิธภัณฑดานประวัติศาสตร พรอมอนุสาวรียจอมทัพเรือแหงเดียว ในประเทศไทยที่มีความงดงามเสมือนจริง สถานปฏิบัติธรรม สวนวิมุตติธรรม ลานโพธิ์ลานธรรม ใหผูคนไดมาปฏิบัติธรรมทุกวัน อาทิตย ณ ที่วัดบางเดื่อนี้เองเมื่อในอดีต ไดคนพบคัมภีรเกาโบราณอายุราว 200 ป ซึ่งเปนสมบัติเกาของวัดประดู โรงธรรม สํานักตักศิลาใหญทางศาสตรวิชาตาง ๆ โดยเฉพาะวิชาทางไสยเวทยถือไดวาเปนหอสมุดขลังซึ่งใหญที่สุด ในโลก 8. วัดพรานนก (เนื้อหาและภาพโดย https: go.aytthaya.go.th) ที่อยู : อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดพรานนกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังเปนพระเจา ตากสินมหาราช ไดนําทัพมาพัก ณ บริเวณที่ตั้งวัดโดยมีพรานทองคํา ซึ่งมีอาชีพลานก หนูเลี้ยงชีพรับหนาที่จัดหาเสบียงสงใหกองทัพ ครั้นพรานทองคําออกไปลาสัตวที่ทุง สังหาร จึงแลเห็นกองทัพขาศึกราว 500 คนจึงนําขาวมาแจงพระเจาตากสิน ใหวางแผนรบจนไดชัยชนะ พรานทองคําจึงไดรับแตงตั้งเปนฝายเสบียงประจํากองทัพ จึงนําฉายาพรานนก อีกทั้งเปนการจุดประกายความหวังจะกอบกูเอกราชไดเปนครั้งแรก
-7- 9.วัดสามพิหาร (เนื้อหาและภาพโดย https://th.wikipedia.org) ที่อยู : อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญวัดสามพิหาร สันนิษฐานวาสรางใน สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนตน ประมาณพ.ศ. 1920 เหตุที่มา ของการเปลี่ยนชื่อมาเปน วัดสามวิหาร สืบเนื่องมาจากวิหาร 3 หลัง คือ 1. วิหาร พระนอน ประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน (พระนอน) 2. วิหารพระนั่งประดิษฐาน หลวงพอขาว 3. วิหารพระยืน ไดเกี่ยวของ กับกษัตริยทั้งสองพระองคคือ สมเด็จพระ เจาตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้ง ยังทรงพระเยาวได บรรพชาเปนสามเณรพรอมกับเด็กชายบุนนาค และพํานักอยูที่วัดสามวิหาร ทั้ง 3 รูป คือ สามเณรสิน สามเณร ทองดวง และสามเณรบุนนาค จึงเปนเพื่อนสนิทกัน 10. วัดโพธิ์สาวหาญ (เนื้อหาและภาพโดย เว็บไซต phosaohan.go.th อบต.โพสาวหาญ) ที่อยู : อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ สมเด็จพระเจาตากสิน ไดตัดสินพระทัยนําทหาร 500 นายตีฝาวงลอมของพมาออกจากกรุงศรีอยุธยา จนมาถึงวัดโพสังหาญ แหงนี้กองทัพของฝายพมาก็ เกิดยกทัพตามมาทัน จึงเกิดการรบกัน ถึงขั้น ตะลุมบอน แตในขณะที่สูรบกันอยูนั้น สมเด็จพระ เจาตากสินตกอยูในวงลอมของพมา พลันก็ปรากฏวา มีวีรสตรี2 คน มือ 2 ขางถือดาบไดนําชาวบานไลฆาพมาที่กําลังลอมสมเด็จพระเจาตากสิน จนสมเด็จพระเจาตาก สินสามารถตีฝาวงลอมของพมาขาศึกออกไปไดแตปรากฏวาวีรสตรีนิรนามทั้งสองตองมาสังเวยชีวิตลง ณ ทุงโพสังหาญนี้ตอมาสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช สามารถกูเอกราชของชาติไทยแลวทรงขึ้นครองราชยแลว ทรงรําลึกถึงคุณงาม ความดีจึงทรงโปรดทํานุบํารุงบานโพสังหาญ และวัดวาอารามขึ้นมาใหมทรงพระราชทาน นามวา โพสาวหาญ อันหมายถึง " หมูบานอันมีวีรสตรีผูกลาหาญ นาภาคภูมิใจ "
-8- 11. วัดหันตรา (เนื้อหาและภาพโดย เก็บเรื่องมาเลาโดยหนุมสุทน https:// travel.truede.net) ที่อยู : อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดหันตรามีขอสันนิษฐาน 3 ประการ ประการที่ 1 นาจะมีมาตั้งแตครั้ง แผนดินอโยธาศรีรามเทพนคร ตามชื่อ ของทุงหันตราและคลองหันตราเปน สายน้ําสําคัญเมื่อครั้งอโยธยาศรีราม เทพเพราะสายน้ําไหลมาจากแมน้ําปาสักใชน้ําทํานาปลูกขาวอุดมสมบูรณ ประการที่ 2 ทุงหันตราหรือทุงนา หลวง-ทุงอุทัย ก็ยังมีความสําคัญอยูเชนเคยใชทํานาปลูกขาวของเมืองอยุธยาดวย ประการที่ 3 เปนจุดที่เกิดการ ปะทะกันครั้งแรกระหวางกองทัพพระเจาตากสินกับทัพพมา ซึ่งไทยเปนฝายชนะในจุดปะทะนี้ ทําใหเหลาทหารใน กองทัพมีกําลังใจขึ้นมามาก สิ่งที่นาสนใจในวัดแหงนี้ คือ พระบรมราชานุสาวรียสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ และสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช โบสถมหาอุตม และพระพุทธรูปหลวงพอพระพุทธนันตชินราช 12. วัดโกโรโกโส (เนื้อหาและภาพโดย https ://www.winnews.tv) ที่อยู :อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนวัดเกาแก อยูที่ตั้งอยูฝงคลองบานขาวเมา ตรงขามกับบานคลองธนูวัดสะแก เปนวัดโบราณสําคัญอีกวัดหนึ่ง เมื่อครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจาตากสินมหาราชและทหารคูใจตีฝาวงลอมขาศึกออกจากกรุงศรีอยุธยาไดสําเร็จ พระองคไดเดินทางพรอมทหารมาทางทิศตะวันออก มาพบกับ วัดคลังทอง (วัดโกโรโกโส) จึงหยุดพักทัพและไดไป กราบขอพรพระในพระอุโบสถ ซึ่งเปนพระศักดิ์สิทธิ์ชื่อหลวงพอแกวหรือ(หลวงพอดํา)ทานไดขอพรวา ขอให ขาพเจากอบกูเอกราชไดสําเร็จดวยเทอญ "เพื่อใหคนไทยไดมีที่อยูอาศัย" เมื่อกลาวคําเสร็จมีชาวบานเห็นเหตุการณ จึงเขาชวยเหลือกองทัพของพระเจาตากสิน โดยการตําขาวเมาเพื่อเปนเสบียงในการเดินทางไปสูรบ และอีกฝง คลองชาวบานไดชวยทําธนูและอาวุธ อื่นๆ เพื่อเตรียมเอาไวสูรบกับพมา เมื่อพระเจาตากสินทํากอบกูเอกราชได สําเร็จทาน ก็ไมเคยลืมบุญคุณของชาวบาน ทานไดทรงพระราชทานชื่อหมูบานใหทางฝงคลองที่ตําขาวเมา " ชื่อวา หมูบานคลองขาวเมา" และฝงตรงขามที่ทําธนูไดพระราชทานชื่อหมูบานวา หมูบานธนู
-9- 13. บานคลองชนะ (เนื้อหาและภาพโดย https://www.gotoknow.org) ที่อยู : อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ พระเจาตากสินทรงเล็งเห็น ความแตกแยกขาดความ สามัคคีของคนไทย คงตอง เสียกรุงแกพมา พรอมดวย ทหารเอก 4 นาย หลวง พิชัยอาสา หลวงพรมเสนา ขุนอภัยภักดีหมื่นราชเสนหา และทหารอีกราว 500 นาย ตีฝาวงลอมกองทัพพมาจากคายวัดพิชัยสงครามมุงไป ทางทิศตะวันออกปะทะสูรบกับทหารพมาเรื่อยมา จนถึงคูคายทิศตะวันออกทุงชายเคือง มีชายฉกรรณจากหมูบาน มาชวยรบ จนกองกําลังของพระองคไดชัยชนะ หมูบานที่ชายฉกรรณออกมาสูรบนั้นภายหลังชื่อวาบานชายสิงห และคูคายภายหลังเรียกวา คลองชนะ กองกําลังของพระเจาตากสินเดินทางตอมาไดเวลารุงอรุณที่หมูบานแหงหนึ่ง หมูบานนั้นภายหลังเรียกวาบานอุทัย คือ อําเภออุทัย ในปจจุบัน 14. วัดสามบัณฑิต (เนื้อหาและภาพโดยอบต.สามบัณฑิต https:// www.sambandit.go.th) ที่อยู : อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะเดน/ความสําคัญ เมื่อทัพพระยาตากไดรับชัยชนะที่ทุงชายเคืองก็เรงรีบเดินทางตอไปจนมาถึง บานสามบัณฑิตเวลายามสาม ของ วันที่ 4 มกราคมพ.ศ.2309 จึงใหทหารพักผอนเพียงชั่วงีบขณะนั้นภายในพระนครเกิดเพลิงไหมขึ้น เพลิงไดเผา พลาญ วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุไฟหยุดเพียงวัดฉัททันตวิหารบานเรือนที่ไฟไหมครั้งนั้นมากกวาหนึ่งหมื่นหลัง แสงสวางโชติชวงมองเห็นจาก บานสามบัณฑิตนี้ยังความเศราสลดโทมนัสแกพระยาตากและเหลาทหารเปนอยาง ยิ่ง ครั้นรุงสางพระยากตากไดเห็นวาไมไกลจากที่พักทัพนัก มีวัดอยูแหงหนึ่งจึงถามเหลาทหารวาใครรูจักชื่อวัดนี้ บาง ปรากฎวาไมมีใครทราบ พอดีในขณะนั้นมีภิกษุ3 รูปออกบิณฑบาตจึงไดกลาวขึ้นวา ขารูแลววาวัดนี้ชื่อ สาม บัณฑิต
ภาคกลาง จ.ราชบุรี( 6 แหง) 1. วัดเขาคางและถ้ํามรกต (เนื้อหาโดย มูลนิธิสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช) (ภาพโดย https://www.facebook.com/RatchaburiBaanrao) ที่อยู : อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เมื่อสมัย กรุงศรีอยุธยา พื้นที่ดังกลาวเปนปา ติดเชิงเขาคางไมมีสิ่งปลูกสรางตอมา ในป 2317สมเด็จพระเจาตากสิน มหาราชทรงใชพื้นที่เชิงเขาแหงนี้เปน ที่ตั้งคายหลวงเพื่อบัญชาการรบกับ งุยอคงหวุนนายทัพพมา พระองคทรง ใชกลยุทธลอมไวใหอดอาหารและน้ํา จับเปนเชลยศึกใหดื่มน้ําพิพัฒนสัตยาแลวปลอยตัวกลับไปโดยไมฆา การ ชนะศึกครั้งนี้เปนขวัญกําลังใจใหคนไทยเลิกหวาดหวั่น เกรงกลัวพมา ตั้งแตบัดนั้นเปนตนไป ตอมาบานนางแกว ไดเปลี่ยนชื่อเปนบานพระนางแกวเพื่อเฉลิมพระเกียรติแดพระนางนกเอี้ยงหรือกรมพระเทพามาตยพระมารดา สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ตอมาไดเรียกชื่อสั้นเขาและยกฐานะเปนตําบล จึงกลายเปนตําบลนางแกวสืบมา จนถึงปจจุบัน 2. ถ้ํามรกต ที่อยู : อ.โพธาราม จ.ราชบุรี(เนื้อหาและภาพโดย มูลนิธิสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช) ลักษณะเดน/ความสําคัญ เมื่อพ.ศ. 2317 อะแซหวุนกี้สั่งใหงุยอ คงหวุนกวาดลางชนชาติมอญจึงนํา กองทัพติดตามครอบครัวมอญซึ่ง อพยพเขามาทางดานเจดียสามองคสู อาณาเขตกรุงธนบุรี ทัพหนาของงุยอ คงหวุนยกมาถึงทาดินแดงปะทะกอง กําลังสวนหนาของพระยายมราช(แขก) แตก ตองถอยลงไปซุมอยูบาน หนองขาว พนมทวน แลวสงมาเร็วเขากรุงธนบุรีเพื่อขอกําลังเพิ่มอีก สมเด็จพระเจาตากสินเพิ่งเสร็จศึกจากเชียงใหม ครั้นทราบขาวศึก ทรงมี พระบัญชาใหพระองคชายเจาจุย (ราชบุตร) พรอมกับพระยาธิเบศรเปน แมทัพยกไปรักษาเมืองราชบุรี ทัพพมาบุกเขาถึงเขาพระเหนือวัดธรรมเสน เกิดปะทะกองทัพกรุงธนบุรี พมาเสียไพรพลเปนอันมากตองถอยทัพกลับผานหนาวัดบางแกวไปถึงเชิงเขาคางและ ใหพระเจาหลานเธอรามลักษณไปตั้งคายลอมไวที่เชิงเขาขวาง กองทัพกรุงธนบุรีลอมพมาได 4 วัน สมเด็จพระเจา ตากสินทรงพระราชดําเนินมาถึงคายเชิงเขาคา ทรงสังเกตเห็นแสงประหลาดบนภูเขาดางที่ทอดยาวไปทางทิศใต ทรงรับสั่งใหกระจายกําลังไปสํารวจพบวาบนเขามีถ้ํา พระองคพอพระหฤทัยที่จะถือศีลภาวนาภายในถ้ํา ทรง อัญเชิญพระพุทธรูปปางมารวิชัย กรุวัดมหาธาตุ กรุงศรีอยุธยาเขาสูถ้ําถึงปากถ้ําขาราชบริพารตามเสด็จตางเห็น คราบผนังถ้ําสีเขียว สีฟา สีน้ําเงิน สมเด็จพระเจาตากสินทรงประทานชื่อวา “ถ้ํามรกต” ตั้งแตนั้นสืบมา
-11- 3.วัดเขาชะงุม ที่อยู : อ.โพธาราม จ.ราชบุรี (เนื้อหาโดย http://www.armamulet.com/) (ภาพโดย https://www.thanjainews2017.com.) ลักษณะเดน/ความสําคัญ ตั้งอยูใกลเขาสูงโดดเดี่ยวลูกหนึ่งที่มองแตไกล แลดูเหมือนสิงโตหมอบเงื้อมชะโงก อันเปนที่มาของเขาชะงุมสันนิษฐาน วาเปนวัดขนาดเล็ก มีประวัติในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเปนที่อยูของมนุษย สมัยกอนประวัติศาสตรอาศัยตอเนื่อง มีคนพบขวานหินและถ้ําเสมอ ประกอบกับดานหลังของวัดมีบอน้ําเกาแก มีน้ําจืดใชอาบใชดื่มไดตลอด แมยามหนาแลงจากหนาประวัติศาสตรไทยรบพมา พมาใชกลยุทธตีหัวเมือง ชานพระ นครกอน เปนการกรุยทางเดินทัพจัดตั้งยุงฉางเตรียมเสบียงพรอมกับปลนทรัพย กวาดตอนผูคนเปนเชลยใชแรงงาน และสงกลับไปเมืองพมา อีกทั้งพมาใชเสนทาง เดินทัพผานราชบุรี เขาชะงุม โดยเขามาทางดานบองตี้ ผานเมืองกาญจนบุรีมา ราชบุรีนอกจากนี้ยังเขามาทางราชบุรีโดยตรงโดยผานผานดานเจาเขวาและดานทับ ตะโกเขตสวนผึ้ง สมัยสมเด็จพระเจาตากสินฯ เมื่อพ.ศ.2317 อะแซหวุนกี้ไดให งุยอ คุงหวุน ยกทัพติดตามครัวมอญมาจากเมืองเมาะตะมะ เขามาทางดานเจดียสามองค สูเมืองราชบุรี โดยสมเด็จพระเจาตากสินฯ ใหจัดทัพสกัดที่บานบางแกว (นางแกว) เขตติดตอบานเขาชะงุม ตอมาสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกเกิดสงครามเกาทัพ หัวเมืองตะวันตก พมาให อนอกะแฝกคิดหวุนเปนแมทัพนําทหาร 10,000 คน มาทางดานบองตี้ เขาตีเมืองราชบุรี และสมเด็จพระพุทธยอด ฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ไดตั้งเจาพระยาธรรมา (บุญรอด) เปนแมทัพถือพล 5,000 คน ไปสกัดทัพพมาที่บาน บางแกว-เขาชะงุม เขาชะงุมเปนเสนทางเดินทัพมาตั้งแตโบราณ 4. สมรภูมิบางแกว (วัดบางแกว) ที่อยู : อ.โพธาราม ราชบุรี(เนื้อหาและภาพโดยhttps://www.wongnai.com/attractions) ศึกบางแกว สมเด็จพระเจาตากสินมหารราช ทรงใชยุทธวิธีที่เยือกเย็นโดยใหทหาร ฝายไทย ตั้งคายลอมทัพพมาเอาไวที่ตําบลบางแกว แขวงเมืองราชบุรีเปนเวลากวา หนึ่งเดือนจนพมาขาดแคลนเสบียงและอดโซตองฆาชางฆามาเปนอาหาร ในที่สุด ฝายพมาก็ทยอยกันออกมาถวายบังคมสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชเพื่อขอให ละเวนชีวิตโดยในครั้งนั้น สามารถจับเชลยศึกพมาไดกวาหนึ่งพันนาย ซึ่งสมเด็จพระ เจาตากสินทรงโปรดใหนําตัวมายังกรุงธนบุรีเพื่อใหคนไทยมาดูทหารพมาตัวเปนๆ เพื่อจะไดตระหนักวาทหารพมาไมไดเกงกาจหรือนากลัวอยางที่คิด
-12- 5. วัดเขาชองพราน (เนื้อหาและภาพโดย http://www.khaokwang.go.th) ที่อยู : อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ สมเด็จ พระเจาตากสินมหาราชไดรับสั่งให พระยาอินทรอภัยยกกําลังไปตั้งรักษา หนองน้ําที่เขาชองพรานเพื่อสกัดกั้น กองทัพพมาที่มาใชน้ําจากหนองน้ํา แหงนี้เลี้ยงชางเลี้ยงมาของตนและใช ชองเขานี้เปนทางลําเลียงเสบียงอาหารดวย พระยาเทพประชุน ไดนําคนไปสรางวัดนี้เมื่อแลวเสร็จไดใหคน เหลานั้นอาศัยบริเวณวัดตอไป เพื่อชวยปลูกขาวถวายใหแกพระภิกษุสามเณรที่จําพรรษาที่วัด โดยมอบเนื้อที่ทํา นาใหประมาณ 80 ไรและเลากันตอมาวามีคนอาศัยทํานาประมาณ 10 ครอบครัว วัดเริ่มสรางเพียงศาลาและกุฎิ หลังเล็ก ๆ มีพระประจําวัดคอย ๆ เพิ่มจํานวนขึ้น สถานที่ทองเที่ยวสําคัญ ไดแกถ้ําคางคาว ถ้ําพระ พระเจดีย บนยอดเขาชองพราน ฯลฯ 6. บาน(คาย)โคกกระตาย ที่อยู : อ.โพธาราม จ.ราชบุรี (เนื้อหาและภาพโดย http://www.thammasen.go.th/ภาพโดย รายการ เจาตาก 250 ปเสนทางสูสายอิสรภาพ) ลักษณะเดน/ความสําคัญ จากหนังสือไทยรบ - พมา ของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ฉบับ พ.ศ. 2543 ไดกลาวเกี่ยวกับตําบลธรรมเสนไวพอสมควร ในหนา : 361 คือ สงครามครั้งที่ 8 คราวรบพมา ที่บางแกว เมืองราชบุรีปมะเมีย พ.ศ. 2317 พระเจาตากสินทรงกอบกูอิสรภาพจากพมาไดแลว พมาไดกองทัพ ติดตามครอบครัวมอญ พมาออกปลนสะดมชาวไทยในเขตราชบุรี ทําใหเกิดความเดือดรอนพระเจาตากสินจึง เสด็จโดยเรือพระที่นั่งยกพระพยุหยาตรามาทางเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) จนถึงคายที่เมืองราชบุรี เมื่อทรง ทราบกําลังขาศึกแลวจึงเสด็จจากคายเมืองราชบุรีไปทางวัดอรัญญิกและประทับแรม ณ พลับพลาคายศาลาโคก กาตาย (ปจจุบันชื่อโคกกระตายอยูในตําบลธรรมเสนอําเภอโพธาราม) และตั้งคายบัญชาการรบที่วัดเขาพระ โดย เหตุที่คนไทยในขณะนั้นยังมีความครั่นครามพมาอันเนื่องมาจากการเสียกรุงอยุธยา จึงไดรับสั่งไมใหเขาตีคายพมา แตใหตั้งคายรายลอมอยาใหทัพพมาเหลานั้นออกหาเสบียงอาหารได และไดบัญชาการรบจนพมาที่คายบานบาง แกว (วัดนางแกว) ยอมสวามิภักดิ์และที่คายเขาชะงุมแตกไป การสงครามครั้งนี้กองทัพไทย ลอมคายพมาอยูถึง 47 วัน จับเชลยได 1,328 คน พมาลมตายในการรบครั้งนี้ กวา 1,600 คน และการนี้ชาวโพธารามไดมีสวนรวม ดวยอยางสําคัญ จึงนับเปนเกียรติประวัติที่ชาวตําบลธรรมเสนภูมิใจยิ่ง โดยเฉพาะที่พระมหากษัตริยไทยไดมา บัญชาการรบดวยพระองคเองถึง 2 พระองค คือ พระเจาตากสินมหาราช (สมเด็จพระเจากรุงธนบุรี)และ เจาพระยาจักรี รัชกาลที่ 1 ในราชวงศจักรี (สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช)
-13- จ. สมุทรสงคราม (1 แหง) 1. วัดบางกุง (เนื้อหาและภาพโดย https://th.wikipedia.org / https://www.museumthailand.com/) ที่อยู : อ.บางคนทีจ.สมุทรสงคราม ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนคายทหารเรือไทยที่มี ความสําคัญทางประวัติศาสตรสมเด็จพระเจาเอกทัศน ทรงโปรดเกลาฯ ใหยกกองทัพเรือมาตั้งคายที่คายบาง กุง เรียกวา "คายบางกุง ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 คายบางกุงก็รางไปจนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจา ตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานีจึงทรง โปรดเกลาฯ ใหชาวจีนจาก ระยอง ชลบุรีราชบุรีและกาญจนบุรีรวบ รวมผูคนมาตั้งกองทหารรักษาคายจึงมีชื่อ เรียก อีกหนึ่งวา "คายจีนบางกุง" ในป2311 พระเจากรุงอังวะทรงยกทัพผานกาญจนบุรีมาลอมคายจีนบางกุง สมเด็จพระเจาตากสินทรงโปรดเกลาฯ ใหพระมหามนตรี(บุญมา) เปนแมทัพยกไปชวยเหลือทหารจีนขับไล กองทัพพมาทําใหพมาแตกพาย หลังจากนั้นคายบางกุงแหงนี้ก็ถูกปลอยใหรกรางเกือบ 200 ปสิ่งที่นาสนใจ ไดแก - โบสถปรกโพธิ์-สระน้ําโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผา - ศาลนางไมเจาจอมหรือศาลขององคหญิงมณฑาทิพย (จันทรเจา) จ. เพชรบุรี (1 แหง) 1. วัดในกลาง (เนื้อหาและภาพโดย https://travel.trueid.net) ที่อยู : อ.บานแหลม จ.เพชรบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนวัดเกาแกมีอายุไมนอยกวา 250 ป เปนวัดที่ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ทรงสรางเพื่อถวายพระ ราชกุศลแดพระมารดาซึ่งเปนคนบานแหลม จุดเดนของวัดใน กลางสถาปตยกรรม ศาลาการเปรียญ ทําจากไมสักทั้งหลัง สันนิษฐานวา เปนศาลาที่พระเจาตากสินพระราชทานไวเปน อนุสรณแมนกเอี้ยง ภายหลังสถาปนาเปนพระพันปหลวง กรม พระเทพามาตย ในป2312
-14- จ. ประจวบคีรีขันธ (1 แหง) 1.อุทยานราชภักดิ์(เนื้อหาโดยhttps://travel.trueid.net/) ที่อยู : อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ(ภาพโดย https://huahinpocketguide.com/rajabhakti-park) กอสรางโดยกองทัพบก โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ในขณะนั้น) ทรงเปนประธานที่ ปรึกษาโครงการ ตั้งอยูในชัยภูมิที่ดีตามหลักฮวงจุย ทิศตะวันตกติดภูเขาและดานหนาเปนทะเล ขณะเดียวกันผัง การตกแตงจัดวางยังทําตามตําราพิชัยสงคราม เกี่ยวกับการตั้งคายสรางเมืองและวางกระบวนทัพในอดีต ซึ่ง เกี่ยวของกับความเชื่อเรื่องดวงชะตาและความมั่นคงของประเทศ ถามองจากมุมสูงจะเห็นเปนรูปรางของดาวแปด เหลี่ยม ชื่ออุทยานราชภักดิ์ไดรับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ 9 โดยใชพื้นที่ กอสรางรวมทั้งสิ้น 222 ไรเศษ เพื่อเปนการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริยแหงสยาม ตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน และเปนสถานที่ทองเที่ยวที่เปนแหลง เรียนรูทางประวัติศาสตรสําหรับกําลังพลและ ครอบครัวของกองทัพบกอุทยานราชภักดิ์ประกอบดวย 3 สวนหลัก คือ 1.พระบรมราชานุสาวรียของพระมหากษัตริยไทย 7 พระองคไดแก 1. พอขุนรามคําแหงมหาราช (สมัยกรุงสุโขทัย) ทรงถือพระ แสงของาวในอิริยาบถโนมลงแผนดิน มีความหมายวาพระองค ไดผานการรบมาโชกโชน แตตอนนี้อยากจะปกครองแผนดินให สงบสุขอุดมสมบูรณ 2. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (สมัยกรุงศรีอยุธยา) ทรงถือ ทวนและสะพายพระแสงดาบในชุดนักรบ แสดงถึงความพรอม ออกรบตลอดเวลา 3. สมเด็จพระนารายณมหาราช (สมัยกรุงศรีอยุธยา) อยูใน ฉลองพระองคเต็มยศและสวมมงกุฎ เนื่องจากในชวงนั้นอยุธยา มีการติดตอกับชาติตะวันตก จึงตองแสดงใหเห็นถึงความยิ่งใหญของกษัตริยโบราณ
-15- 4. สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช (สมัยกรุงธนบุรี) ทรงถือพระแสงดาบดวยสีหนาแววตาอันดุดันจากการกรํา ศึกหนัก 5. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1 แหงกรุงรัตนโกสินทร) อยูในอิริยาบถถือ พระแสงดาบในฝก หมายถึงการเปนเสาหลักแหงกรุงรัตนโกสินทร 6. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร) บิดาแหงวิทยาศาสตรไทย พระองคเดียวที่ไมไดเปน "มหาราช" แตก็ไดรับการยกยองในอุทยานราชภักดิ์ดวยเหตุผลที่เปนผูวางรากฐานและ เปดโลกทัศนใหกับรัชกาลที่ 5 7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทร) ฉลองพระองคเต็มยศแบบ ฝรั่งและพระหัตถถือกระบี่แสดงถึงความมั่นคงของประเทศ ---------------------------------------------
-16- ภาคตะวันออก จ.สมุทรปราการ ( 1 แหง ) 1. วัดบางพึ่ง (ขอมูลโดย www.facebook.com/watbangphungfanpage) (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญและนายธตรฐ ปนเจริญ) ที่อยู : อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ลักษณะเดน/ความสําคัญ กอตั้งเมื่อพ.ศ. 2347ราษฎร บานบางพึ่งเปนผูสราง เปนวัดที่พระเจาตากสินไดนํา ทัพเรือเดินทางมาจากจันทบุรีมาพักทัพเพื่อเตรียม เสบียงจัดทัพเตรียมกําลังพลและอาวุธยุทโธปกรณที่ บริเวณวัดเพื่อเขาโจมตีที่ปอมวิชัยประสิทธิ์และคายโพธิ์ สามตน วัดไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ. 2378 เขตวิสุงคามสีมา กวาง 15 เมตร ยาว 25 เมตร นครนายก (1 แหง) 1.วัดเขาชะโงก(พระพุทธฉาย) (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญ) (ขอมูลโดย www.facebook.com/tiny.NakhonNayok) ที่อยู : อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก ลักษณะเดน/ความสําคัญ 1) เปนวัดเดียวที่มีภาพเขียนสีที่ผนังหิน (โดยใชเทคนิคการ เขียนแบบการเขียนผนังพระอุโบสถแบบโบราณ) เปนภาพ พระพุทธเจาเสด็จกลับจากสวรรคชั้นดาวดึงสหลังจากขึ้นไป โปรดพระมารดาในวันออกพรรษา เทคนิคการเขียนภาพ และสีที่ใชวานาจะเปนภาพที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอน ปลาย 2) สมเด็จพระเจาตากสิน กูชาติ กูแผนดินที่ผานมา ไดมีการประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจาตากสิน มหาราชทรงชางพังคีรีกุญชรและขุนชํานาญไพรสณฑนายดานเมืองนครนายก ไวใหประชาชนทั่วไปไดกราบ สักการะ ซึ่งเปนแหงแรกและแหงเดียว ที่มีการจัดสรางพระบรมรูปสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชทรงชางพังคีรี กุญชร
-17- จ.ปราจีนบุรี(2 แหง) 1.วัดบางคาง (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญ)(ขอมูลโดย www.touronthai.com) ที่อยู : อ. เมืองปราจีนบุรีจ. ปราจีนบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ มีอายุ ประมาณ 140 ปเที่เกี่ยวเนื่องกับ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตอกับ สมัยธนบุรีคือ “วัดบางคาง” คําวา บางคาง นั้นเปนคําในภาษาจีนแตจิ๋ว ออกเสียงเรียกเมืองปราจีน วา“มั่ง คั้ง” เวลาออกเสียงทับศัพทกับ ภาษาไทยกลายเปนคําวา “บางคาง” และเคยเปนที่ตั้งคายพักแรมกองทัพ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช และ ปจจุบันมีพระบรมราชานุสาวรีย สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ประดิษฐานอยูเพื่อเปนอนุสรณโดยหนวยงานราชการในจังหวัดปราจีนบุรีจะได กระทําพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชนุสาวรียในวันที่ 28 ธันวาคม ณ วัดบางคาง แหงนี้เปนประจําทุกป 2.วัดกระแจะ (ขอมูลและภาพโดย วัดกระแจะ.blogspot.com) ที่อยู: อ. เมืองปราจีนบุรี จ. ปราจีนบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ กรุงศรีอยุธยาเสียแกพมาชวงสงกรานตพ.ศ. 2310 พระเจาตากยกพลรอน แรมไปอีกสองวันก็ถึงบานนาเริ่ง (เขตเมืองปราจีนบุรี) ขามน้ําที่ดานกบแจะ (มีบอกในพระราชพงศาวดาร ฉบับ พระราชหัตถเลขา และฉบับอื่นๆ อีก) ดานกบแจะ เปนดานควบคุมดูแลเสนทางคมนาคม บริเวณสามแพรงลําน้ํา 2 สายไหลสบกัน คือ แมน้ําปราจีนบุรี(ตนน้ําบางปะกง) ไหลมาจากทิวเขาสอยดาว เมืองจันทบุรีกับคลอง ประจันตคาม ไหลมาจากทิวเขาใหญ ในหนารอนสงกรานตน้ําแหงคนเดินขามไดสะดวก จึงเปนเสนทางสําคัญของ ชาวบานยุคอยุธยา ใชเดินไปมาคาขายและหาของปา กับเปนเสนทางเดินทัพ จึงมีดานทางเรียก ดานกบแจะ อยู บริเวณวัดกระแจะ จ. ปราจีนบุรี(ชื่อวัดกระแจะ กลายจากชื่อ ดานกบแจะ) ใหพักรี้พลหุงอาหาร กินเสร็จแลว เดินทัพขามทุงไปจนตกเย็น หยุดพักทัพรอสมัครพรรคพวกที่ตามไมทันอยู 3 วัน (เอกสารบางเลมบอกวาอยูชายดง ศรีมหาโพธิ์ เขตติดตอ อ.ศรีมหาโพธิกับ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี) ดานกบแจะ หรือวัดกระแจะ ในปจจุบัน คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตรครั้งสําคัญของการกูชาติหากพระยาตากพาทัพไปทางเขมร หรือนครราชสีมานั่นก็ หมายความวาพระยาตากตองการหนีพมาสถานเดียว แตเมื่อพาสมัครพรรคพวกบุกมาถึงดานกบแจะหมายความวา ทานคิดจะกลับไปกูชาติจึงเลือกเสนทางนี้วัดสรางเมื่อพ.ศ. 2357 ในสมัยรัชกาลที่ 2 แหงกรุงรัตนโกสินทรตอมา ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2528
-18- จ.ฉะเชิงเทรา (3 แหง) 1.วัดปากน้ําโจโล(ขอมูลและภาพโดย https://mgronline.com/travel) ที่อยู : อ.บางคลา จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะเดน/ความสําคัญ เดิมเปนสํานักสงฆอยูใน สมัยอยุธยาตอนปลาย หนาวัดมีคลองไหลผานมา รวมกับแมน้ําบางปะกง พื้นที่บริเวณนี้เปนที่ตั้งของ ทัพพมา ซึ่งมีทั้งทัพบก และทัพเรือ ไดตอสูและพายแพทัพของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช พระองคจึงโปรดเกลาฯ ใหสรางเจดียขึ้น ณ ที่แหงนี้เพื่อเปนอนุสรณ(แตตอมาเจดียนี้ถูกน้ํากัดเซาะพังทลายลงไปหมด กรมศิลปากรจึงไดสรางขึ้นมาใหมใน บริเวณเดิม) คําวา "โจโล" มาจากการที่สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชทรงวางแผนยุทธการการสงครามเขาตีทหาร พมาโดยการที่ทรงโลเรือมาตามน้ํา ใหทหารพมาเห็นวาทรงมาเพียงลําพังใหทัพพมาตายใจ แลวใหทหารซุมลอม โจมตีจนไดชัยชนะ และไดเรียกกันตอมาวา "เจาโล" แตตอมาเพี้ยนมาเปน "โจโล" และอีกประวัติหนึ่งคือ ลําน้ํานี้มี ปลากระพงชุกชุม และชาวจีนเรียกวา โจโลจากขอมูลกรมการศาสนา ระบุวาตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2336 2. อนุสรณพระสถูปเจดียสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช (ขอมูลและภาพโดย http://www.sawasdee-padriew.com/taksin.html) ที่อยู: บริเวณปากน้ําโจโล(คลองทาลาด) อ.บางคลา จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะเดน/ความสําคัญ หลังจากที่พระเจา ตากสินตีฝาวงลอมของพมา ออกจากกรุงศรี อยุธยา ไดเดินทัพผานจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรีและปะทะกับพมาบริเวณปากน้ําโจ โล ดวยพระปรีชาสามารถของพระเจาตากสิน มหาราช พระองครบชนะพมาซึ่งมีกําลัง เหนือกวาและไดพักทัพบริเวณนี้พระองคจึง สรางพระเจดียเพื่อเปนอนุสรณแหงชัยชนะ ในการสูรบกับพมา โดยการขุดสนามเพลาะเปนกําบัง คอยซุมยิงกอง กําลังทหารพมาที่ยกตามมา ลมตายเปนจํานวนมาก พมาก็แตกพายกระจัดกระจายกันออกไปดวยพระปรีชา สามารถของพระเจาตากสิน เอาชนะพมาที่มีกําลังเหนือกวาไดแตบริเวณดังกลาวเปนแหลมที่มีกระแสน้ําจาก คลองทาลาดไหลบรรจบกับแมน้ําบางปะกง ทําใหกระแสน้ํากัดเซาะจนบริเวณแหลมปากน้ําที่พระสถูปองคเดิมที่ สรางขึ้นอยูพังทลายเมื่อพ.ศ. 2491
-19- 3. วัดโพธิ์บางคลา (ขอมูลและภาพโดย http://www.sawasdee-padriew.com/taksin.html) ที่อยู : อ.บางคลา จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะเดน/ความสําคัญ สรางขึ้นในระหวาง พ.ศ.2310– 2325 เคยเปนที่พักทัพของ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกทัพไปตอสูกับพมา สิ่งที่นาสนใจคือ คางคาวแมไก จํานวนหลายรอยตัว เกาะอยูตามกิ่งไมในเวลากลางวัน ซึ่งสามารถมองเห็นไดชัดเจน จ.ชลบุรี( 9 แหง) 1. สมเด็จพระเจาตากสิน ที่ พิพิธภัณฑทหารนาวิกโยธิน (เนื้อหาโดย หนวยบัญชาการนาวิกโยธิน น.ย.) (ภาพโดยนายพรพล ปนเจริญ) ที่อยู : หนวยบัญชาการนาวิกโยธิน อาคารสโมสรสัญญาบัตรเตยงาม ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปน สถานที่เก็บรวบรวมและจัด แสดงวัตถุพิพิธภัณฑและประวัติ เหตุการณสําคัญในอดีตที่มี คุณคาทางประวัติศาสตรตอ ทหารนาวิกโยธิน โดยการจัด แสดงเรื่องราวและสิ่งของตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับทหารนาวิกโยธิน รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 และสมัยรัชกาลที่ 6 อาวุธสมัย สงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา และอาวุธสมัยปจจุบันที่เลิกใชแลว ประวัติศาตรการยุทธสะเทินน้ํา สะเทินบกสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ยอดนาวิกโยธิน า พระองคทรงเตรียมกําลังพล อาวุธยุทโธปกรณ เสบียง อาหารและเรือรบนอยใหญดวยเวลาเพียง 3 เดือนเศษ ขบวนเรือรบของพระองคมีหลากหลาย ตั้งแตเรือสําเภา เรือเอี้ยมจุน เรือพาย เรือติดใบ เรือถอ และเรือที่สามารถแลนตามชายทะเลได ปลายเดือนตุลาคมพ.ศ. 2310 กองทัพเรือรบใหญนอย 100 ลําพรอมกําลังทหารไทยจีนอีก 4000 คน ไดออกจากปากน้ําจันทบุรี เขาอาวไทยมุง เขาสูปากน้ําเจาพระยา พระองคโปรดใหยกพลขึ้นบกกอนที่จะถึงปอมวิชัยประสิทธิ์และทัพไทยสามารถบุกยึดปอม ไดสําเร็จในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 ทรงนํากําลังบุกเขาตีคายพมาโพธิ์สามตนจนพมาแตกพายไป การยุทธ คร ั้งนี้ทําใหไทยไดรับอิสรภาพกลับคืนมาจากพระวีรกรรมของพระองคทาน กองทัพเรือและเหลาทหารนาวิกโยธิน รวมใจนอมเกลานอมกระหมอม เทิดพระเกียรติพระองคทานวา “สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ยอดนาวิกโยธิน
-20- 2. ศาลสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช(เขาหมาจอ) ที่อยู : เขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี(ขอมูลโดย หนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ) (ภาพโดย นาวาตรี(บํานาญ) นพรัตนสุขมาก และนายพรพล ปนเจริญ) ลั ก ษ ณ ะ เ ด น / ความสําคัญ หนวย สงครามพิเศษทาง เรือ (นสร.) กองเรือ ยุทธการไดรับการอนุมัติจัดสรางพระบรมราชานุ สาวรียของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ขึ้น บริเวณเชิงเขาดานหนา โดยไดมีพิธีเทหลอพระ บรมรูป เมื่อวันที่17 พฤศจิกายน 2545 โดยพระองคเจาโสมสวลีเสด็จเปนประธานพิธีเททองหลอพระบรมราชานุสาวรียพระเจาตากสินมหาราชที่วัดสัตหีบ จากนั้นไดทําพิธีแหงพระบรมรูปเพื่อนําไปประดิษฐานที่ศาลสมเด็จพระเจาตากสินแหงนี้เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 3.อนุสาวรียสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ที่หนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หนวยซีล SEALS) ที่อยู : อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (ขอมูลโดย หนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ) (ภาพโดย นาวาตรีนพรัตน สุขมาก) ลักษณะเดน/ความสําคัญ หนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ หรือภาษาชาวบานเรียกวา "หนวยมนุษย กบ" หรือ "ไทยซีล" "วีรกรรมพระเจา ตากสัญลักษณแหงหนวยซีล" สมเด็จ พระเจาตากสินมหาราช ไดยกกองทัพเรือไปทําสงครามหลายครั้งและมีชัยชนะกลับมาทุกครั้ง การทําสงครามทาง เรือสมัยนั้นเปนเรื่องที่แปลกใหมจึงกลาวไดวาสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช เปนผูทรงริเริ่มแนวความคิดในการใช กําลังเชิงรุกจากทะเล นอกจากนี้พระองคทานยังมีพระปรีชาสามารถในดานการสงครามพิเศษอันประกอบดวย การรบแบบกองโจร , การซุมโจมตี, การรบในเวลากลางคืน และ "การรบในพื้นที่ชายฝงทะเล"พระองคทรงใช ยุทธวิธีของ "หนวยรบขนาดเล็กกระทําการรบในลักษณะสงครามพิเศษ" เขาตอสูจูโจมอยางตอเนื่อง จนสามารถ กอบกูเอกราชและประกาศอิสรภาพใหแกชาติไทยไดสําเร็จ ดวยลักษณะอันเขมแข็ง เฉียบขาด ตลอดจนพระปรีชา สามารถในการทําสงครามแบบกองโจรของพระองคลวนเปนแบบอยางที่นักทําลายใตน้ําจูโจมไดเทิดทูนและนอม นํามาเปนแบบอยางในการปฏิบัติภารกิจของหนวยหนวยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เสมอมา ดังนั้น หนวยสงครามพิเศษทางเรือฯ จึงไดกําหนดวันที่ 17 เมษายนของทุกปเปนวันคลายวันสถาปนาหนวย
-21- 4.วัดสวนตาล (ขอมูลและภาพโดย www.facebook.com/This is Chonburi) ที่อยู: อ.เมืองชลบุรีจ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เมื่อพระเจาตากสิน มหาราชไดยกกําลังพลจากเมืองจันทบุรีมุงไป ปากน้ําเจาพระยา ระหวางทางพระองคทรง ทราบขาววา นายทองอยู นกเล็ก ซึ่งเคยกอ การอันธพาลแตโดนพระองคเกลี้ยกลอมจึง ยอมสวามิภักดิ์และทรงแตงตั้งใหเปนพระยา อนุราฐบุรีดูแลเมืองชลบุรีอยูนั้น แตนายทอง อยูยังคงไมเปลี่ยนนิสัย กอกรรมทําเข็ญประพฤติเปนโจรพระองคจึงแวะที่ชลบุรีเพื่อพิพากษาโทษนายทองอยูและ พวก นายทองอยูคงกระพันในตัว แทงฟนไมเขาเพราะสะดือเปนทองแดง จึงใหพันธนาการแลวเอาลงถวงน้ําเสียใน ทะเลก็ถึงแกกรรมและประหารชีวิตผูรวมคิดกระทําการโจรกรรมดวย หลังจากประหารชีวิตนายทองอยูและพรรค พวกแลว ตอมาชาวเมืองชลบุรีจึงไดเรียกกันวา "วัดสวนตาล" ปจจุบันมีสถานะเปน "วัดราง" อยูในความดูแลของ สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ 5. วัดใหญอินทาราม (ขอมูลและภาพโดย www.painaidii.com) ที่อยู : อ.เมืองชลบุรีจ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนวัดเกาแกโบราณ คูบานคูเมืองของจังหวัดชลบุรีสรางขึ้นในสมัยกรุงศรี อยุธยาตอนปลาย พระอุโบสถวัดนื้ที่สมเด็จ พระเจาตากสินมหาราชเสด็จประทับเมื่อครั้ง ออกจากพระนครศรีอยุธยาตอนใกลจะเสียกรุงแก พมา ในป2310 เปนวัดที่สมเด็จพระเจาตากสินเมื่อ ครั้งเปนพระยาวชิรปราการไดเคยเสด็จฯมาพักรวบรวมไพรพล เพื่อกอบกูเอก 6. วัดทากระดาน (ขอมูลและภาพโดย https://banglamung.go.th) ที่อยู : อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนวัดหนึ่งซึ่งอยูในเสนทางโดยทรงมาแวะพักและเผาศพทหารที่เสียชีวิต ที่วัดทากระดานแหงนี้ตอมาจึงมีการสรางเจดียบรรจุอัฐิทหารไทย-จีนถวายแดดวงวิญญาณของทหารเหลาทหาร บรรพบุรุษไทยที่ไดรวมกันกอบกูเอกราชใหแผนดินไทยสืบตอมาจนถึงทุกวันนี้และมีเชิงตะกอนเกา เลากันวา เมื่อพ.ศ. 2535 -2536 เคยมีคนมาขุดเจอซากเรือและสมบัติในไหนาจะรวมสมัยกับชาวบานบางระจัน
-22- 7. วัดสวางฟาพฤฒาราม (วัดนาเกลือ) (ขอมูลและภาพโดย https://th.wikipedia.orgวัดสวางฟาพฤฒาราม) ที่อยู : อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดสรางเมื่อ พ.ศ. 2312 เดิมชื่อ วัดนาเกลือ ใชชื่อตามชุมชนหมูบานนาเกลือ สถาปตยกรรม สันนิษฐานวาาสรางขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชทรงพํานักในคราวกอบกู อิสระภาพจากพมาในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 8. วัดโบสถ (ขอมูลและภาพโดย http://www.watbotchonburi.go.th) ที่อยู : อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ สรางในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ผูคนจํานวน มากไดอพยพหนีภัยสงครามเพราะถูกพมาฆา ประชาชนระส่ําระสายตองระเห เรรอนหาที่ปลอดภัยกวา ในที่สุดไดมาตั้งถิ่นฐานหากินที่ใหม ณ หมูบานตําบล แหงนี้และเรียกชื่อวา หมูบานวัดโบสถ เพื่อเปนอนุสรณที่ระลึกถึงถิ่นที่เคยอยูที่ เดิมที่กรุงศรีอยุธยา โบราณสถานวัดโบสถเปนวัดเกาแกภายในมีสระน้ําโบราณ ปจจุบันกรมศิลปากรไดขึ้นทะเบียนเปนโบราณสถานแลว เคยใชเปนสถานที่ทํา พิธีถือน้ําพิพัฒนสัตยาของขาราชการในสมัยที่สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ไดทรงมารวบรวมรี้พลที่วัดนี้ 9. วัดนาจอมเทียน (ขอมูลและภาพโดยเว็บไซดhttps://th.wikipedia.org/wiki) ที่อยู : อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ สรางเมื่อ พ.ศ. 2310 เคยใชเปนสถานที่ ประกอบพิธีสําคัญตาง ๆ เมื่อยามออกศึก สงคราม และยังใชเปนที่ปลุกเสกอาวุธศาตรา และเครื่องรางตาง ๆ ภายในวัดยังมีพระบรม รูปสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช สรางขึ้น เพราะพระองคเสด็จผานหรือพํานักอยู
-23.- จ.ระยอง (5 แหง) 1. วัดบานคาย หลวงพอวงศ (ขอมูลโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ และภาพโดยวัดบานคาย) ที่อยู : อ.บานคาย จ.ระยอง ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดแหงนี้มีความสําคัญทางประวัติศาสตร เคยเปนปอมปราการไพรพล ชาง และ มา ศึกของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช สมัยที่พระองคไดนําทัพไปกอบกูเอกราช ใหชาติบานเมือง โดยการเขาตีเมือง ระยอง กอนจะยาตราทัพไปยังจันทบุรีหมายเหตุ ในอดีตเคยเปนศูนยกลางของชุมชนบานขนาดใหญซึ่งตั้งอยูที่ วัดบานคายในทุกวันนี้ และยังมีชุมชนเกาอีกหลายแหงที่ตั้งอยูในเขตอุดมสมบูรณดังกลาว ที่สําคัญบริเวณอําเภอ บานคายหลงเหลือรองรอยความทรงจําเกี่ยวกับทัพพระเจาตากหลายแหง จนกระทั่งมีการเปลี่ยนชื่อ“อําเภอไผ ลอม”เปน“อําเภอบานคาย”ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว การเปลี่ยนแปลงนั้นไมมีผูใด สามารถสันนิษฐานไดวาจะเกี่ยวของกับเรื่องเลาในทองถิ่นเกี่ยวกับทัพพระเจาตากอยางแนชัดเพียงใดแตก็ถือวา นาจะมีสวนเกี่ยวของอยางมาก เพราะภายหลังมีการสรางพระราชานุสาวรียหรือศาลโดยคนทองถิ่นไวที่สําคัญทาง ประวัติศาสตรที่มีเรื่องเลาเกี่ยวกับทัพพระเจาตากในอําเภอบานคายดวย อยางไรก็ตามบริเวณชุมชนในแถบอําเภอ บานคายไมไดถูกระบุไวในเสนทางกูชาติของสมเด็จพระเจาตากสินฯ ในพระราชพงศาวดารฉบับตางๆ แตอยางใด 2. บอน้ํา วังสามพญา (ภาพและขอมูลโดย องคการบริหารสวนตําบลหนองละลอก จังหวัดระยอง ) ที่อยู: ภายในวัดละหารไรอ.บานคาย จ.ระยอง ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนบอน้ํา ศักดิ์สิทธิ์1 ใน 60 จังหวัด 60 แหลงน้ํา ที่จังหวัดระยอง เตรียมทําพิธีกรรมตักน้ํา ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก สมเด็จพระเจาอยูหัวมหา วชิราลงกรนบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เตรียมประกอบพิธีกรรมดังกลาว ขึ้นในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562 ไดมีการประกอบพิธีกรรมนําน้ําจากแหลงน้ํานี้ไปใชในพิธีกรรมน้ํา ศักดิ์สิทธิ์ในพิธีการตางๆ มาแลว อาทิ พิธีตักน้ําศักดิ์สิทธิ์ถวายเปนน้ําอภิเษก ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบและ 7 รอบพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอยดุลเดช รัชกาลที 9 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554 และ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ฯลฯ จากการบอกเลาไดกลาววา สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช เดินทัพผานมาทางทุงละหารใหญและพักไพรพลชาง มา ณ บริเวณนี้เพื่อใหไพรพล ไดพักผอนกอนเขาตีเมืองระยอง ในระหวางที่ไพรพลพักชาง มา ไดนําชางศึก มาศึกลงอาบน้ําบริเวณบึงใหญที่มีน้ํา ใตดินไหลซึมอยูตลอดเวลา จึงทําใหบริเวณบึงเดิมนั้นกวางใหญขึ้น ภายหลังชาวบานจึงเรียกบึงนี้วา “วังสาม พญา” หมายถึง วังที่ชางศึกของพระเจาตากสินมหาราช ไดลงเลนน้ํา
-24- 3. วัดลุมมหาชัยชุมพล (ภาพและขอมูลโดย www.surprise-rayong.com.ศาลสมเด็จพระเจาตากสิน) ที่อยู : ต.ทาประดู อ.เมืองระยอง จ.ระยอง ลักษณะเดน/ความสําคัญ เคยเปนที่ตั้งประทับแรมของสมเด็จพระเจาตาก สินมหาราช และบริเวณที่ตั้งคายมีตนสะตือใหญ เคยใชผูกชางศึกประจํา พระองค ชื่อ “พังคีรีบัญชร”และประทับนั่งใตตนสะตือเรียกประชุม คณะกรรมการเมืองและราษฎรชาวระยอง ประกาศเจตจํานงในการกอบกู เอกราชคืนจากพมา และตนสะตือจึงกลายเปนหนึ่งในสถานที่ ประวัติศาสตรชาติไทย และเปนประวัติศาสตรของเมืองระยอง ไปในตัวดวย ปจจุบัน ภายในวัดลุมฯ มีศาลสมเด็จพระเจาตาก สินมหาราช ที่ดานหนาศาลมีตนสะตืออายุมากกวา 300 ป ทั้ง ลําตนและกิ่งกานแผสาขาอยางมั่นคงและแข็งแรง เปนตนไม ประวัติศาสตร รุกขมรดกของเมืองระยองของแผนดินใตรม พระบารมีนอกจากนี้ ที่ดานขางศาลสมเด็จฯ มีพระอุโบสถ (หลังเกา , บูรณะ) 4. วัดกองดิน(ปน) (ภาพและขอมูลโดยhttps://travel.trueid.net/เก็บเรื่องมาเลาโดยหนุมสุทน) ที่อยู : อ.แกลง จ.ระยอง ลักษณะเดน/ความสําคัญ เมื่อมีกองดินปนของคาย กองดินปนทิ้งรองรอยไว ชาวบานจึงเปลี่ยนมาเรียก ชุมชนบานกองดินปน แลว ตอมาคําวาปนหายไป เหลือแต “บานกองดิน” หนาอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปสําคัญในประวัติศาสตรของกองทัพสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช คือ องคหลวงพอพระพุทธปกาศิตหรือพระนําชัย-พระไชยหลังชาง(องคตนแบบ-องคจริงเปนพระพุทธรูปสมัยเชียง แสนอายุเกิน 800 ป) องคหลวงพอพระพุทธปกาศิตประดิษฐานบนหลังชางเพื่อเปนมิ่งขวัญและกําลังใจกับเหลา ทหารในกองทัพสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช สิ่งสําคัญภายในวัดก็คือ“พระพุทธรูปปยปกาศิต”เคยเปนพระชัย หลังชางขององคสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมากอนและสมเด็จพระเจาตากสินไดอัญเชิญองคพระพุทธรูปพระองค นี้ขึ้นชางพังคีรีบัญชร เปนพระพุทธนําชัยประจํากองทัพของสมเด็จพระเจาตากสิน “ตนโพธิ์อธิษฐานจิต” ปจจุบัน มีอยู 3 ตน สมเด็จพระเจาตากสินและทหารเสือของพระองครวมกันปลูกไวเปนพุทธบูชา อธิษฐานจิตสืบบวร พระพุทธศาสนาใหครบ 5 พันปโดยตนโพธิ์ตนแรกนั้นเปนการปลูกรวมกันของสมเด็จพระเจาตากสิน พระเชียงเงิน และพระยาจักรีตนที่ 2 ปลูกโดยพระยาสุรสีหนาท พระยาสีหราชเดโช (พระยาพิชัยดาบหัก) หลวงราชเสนหา ตน ที่ 3 ปลูกโดย พระเชียงทอง (หลวงพรหมเสนา) ขุนอภัยภักดีหลวงราชภักดิ์ยังหมายถึงรมโพธิ์ธรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆการใชคน 9 คนปลูกนั้นเปนความหมายโดยนัยวาความสําเร็จสูงสุดในทางธรรมนั้นมาจาก พระนวโลกุตตระธรรมเจาคือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 รวมได9
-25- 5. วัดราชบัลลังกประดิษฐาราม (วัดทะเลนอย) ที่อยู : อ.แกลง จ.ระยอง (ขอมูลและภาพโดย/www.thairath.co.th) และ (ภาพ โดยนายพรพล ปนเจริญ) ลักษณะเดน/ความสําคัญ สถานที่สําคัญทางประวัติศาสตรมีอุโบสถเกาแก อายุประมาณ 300 ปเศษ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปเกาแก (หลวงพอโครงหวาย) ทําดวยโครงหวายฉาบปูน ศาลสมเด็จพระเจาตากสิน และโบราณสถานโบราณวัตถุที่สําคัญมากมาย เชน เจดียบัลลังกมีดดาบ เขาควาย เปนตน เลาสืบกันมาวาเปนวัดที่สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช โปรดใหสรางขึ้นเพื่ออุทิศสวนกุศลใหกับทหารไทยจีนมากถึง 400 นาย ใน ศึกทุงเพลงที่ทุงทะเลนอย ในป 2310 แตขุนรามหมื่นซองหลบหนีไปเมือง จันทบุรีโดยมีพระยาจันทบุรีที่รูจักมักคุนกันมากอนใหการตอนรับ สุดทาย พระยาจันทบุรีหลบหนีไปเมืองพุทไธ มาศ สวนขุนรามหมื่นซองก็ไมไดถูกพูดถึงและไมปรากฏภาพฉากสุดทายในบันทึกทางประวัติศาสตร จ.จันทบุรี ( 6 แหง ) 1. “ศาลสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช” (ภาพและขอมูลโดย นาวาตรี(บํานาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ) ที่อยู : อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ เดิมเปนศาลไมอยูขางศาล เจาพอหลักเมืองตอมาใน ป2463 ภ ายใน เปน ที่ ประดิษฐานเทวรูปซึ่งเปน เทพเจาประจําพระองค พระเจาตาก ศาลทรงเกาเหลี่ยม หลังคาเปนรูปพระมาลาประดิษฐานพระ บรมรูปสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช จันทบุรีมีชัยภูมิที่เหมาะสมในทาง ยุทธศาสตร เปนหัวเมืองชายทะเลที่ปลอดจากสงคราม ทั้งมีความอุดม สมบูรณดานพืชพันธุธัญญาหาร รวมทั้งยังเปนชุมชนชาวจีนแตจิ๋ว พระองค ทานมีเชื้อสายจีนแตจิ๋วและเคยเปนพอคามากอน จึงมุงหวังวาจะไดรับความ ชวยเหลือจากชาวจีนเหลานี้ดังนั้นจึงใชเมืองจันทเห็นที่มั่น และรวบรวมหัว เมืองชายฝงทะเลตะวันออกไดทั้งหมด สามารถตอเรือรบได100 ลํา มีผูสวามิภักดิ์มากขึ้นถึง 5,000 คน แลวกลับไปตีทัพพมา ขับไลออกไปจากอยุธยาไดสําเร็จนับเปนการกอบกูเอก ราชของชาติกลับคืนมาไดอีกครั้ง
-26- 2. พระบรมราชาอนุสาวรียสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชในคายตากสิน ที่อยู : คายตากสิน อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี (ภาพและขอมูลโดยนาวาเอกสุทธิศักดิ์ ชวยเมืองปกษ (ถึงแกกรรม)และ นาวาตรี(บํานาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ) ลักษณะเดน/ความสําคัญ เริ่มกอสรางดวย ไมหลังเล็กๆ บริเวณที่ตั้งศาลสมเด็จ พระเจาตากสินในปจจุบัน นับตั้งแตสมเด็จ พระเจาตากสินมหาราชสวรรคต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 โรงเรียนประชาบาล เจาของพื้นที่ไดสรางศาลฯ ขึ้นใตตนขอย สําหรับเปนที่กราบไหวของนักเรียน ในป 2463 สมัย ม.จ. สฤษดิเดช ชยางกูร เปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรีไดทรงสรางศาลจัตุรมุขดวยไมขึ้นอีก ศาลฯ หนึ่ง อยูหนาศาลสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช(ใตตนขอย) ทานเรียกศาลนี้วา “ศาลเทพเจาประจํา พระองคสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี” 3. อูตอเรือพระเจาตาก หรืออูตอเรือเสม็ดงาม (ภาพและขอมูลจาก นาวาตรี(บํานาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ) ที่อยู : อ.เมืองจันทบุรีจ.จันทบุรี ลักษณะเดน / ค ว า ม สํ า คั ญ สันนิษฐานวา เปนสถานที่ซึ่ง สมเด็จพระเจา ตากสินมหาราช ใชเปนอูตอเรือครั้งเตรียมยกทัพไปตีพมาเพื่อกูเอกราชชาติไทยเมื่อพ.ศ. 2310 ตามพงศาวดารธนบุรี ฉบับพัน จันทนุมาส ระบุวา กอนที่พระเจาตากจะยกทัพไปตีพมา ไดมีการตอเรือประมาณ 100 ลําที่เมืองจันท บริเวณวัด เสม็ดงาม พบตอไมตะเคียนทองจํานวนมาก และยังไดมีคําบอกเลาวา มีคลองที่ขุดเพื่อใชลําเลียงซุงไมตะเคียน มายังอูตอเรือ จึงสันนิษฐานวาบริเวณนี้เคยเปนอูตอเรือของพระเจาตาก กอนหนาจะมีการขุดคนพบเรือตาง ๆ บริเวณนี้หางจากปากแมน้ําจันทบุรีไมไกล คนพบเรือสําเภาโบราณสมัยพระเจาตากซึ่งอยูในสภาพที่สมบูรณที่สุด เทาที่เคยพบมาในทองทะเลอาวไทยและพบเรือขุดโบราณเปนหลักฐานที่นาสนใจที่ทําใหเห็นไดวาที่นี่เปนยาน การคาทางทะเลในอดีต หลักฐานทางโบราณคดี โดยหนวยโบราณคดีใตน้ํา กรมศิลปากร ณ บริเวณอูตอเรือพระ เจาตาก ผลการสํารวจพบซากเรือสําเภาทายตัด นาจะเปนเรือสําเภาจีนแบบ "ฟูเจียน" ขนาดเล็ก ปจจุบันเก็บ รักษาไวในโรงเรือนใกลกับจุดที่ขุดคนเรือเสม็ดงาม
-27- 4.วัดพลับบางกะจะ (ขอมูลและภาพโดย https://mgronline.com) ที่อยู : อ.เมืองจันทบุรีจ.จันทบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ ในป2310 สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ทรงใช สถานที่วัดพลับเปนที่พักทัพจัดเตรียม กองทัพกอนเขาตีเมืองจันทบุรีพระองค ทรงประกอบพิธีบํารุงขวัญทหาร สราง พระยอดธงแจกจาย และนําน้ําในบอน้ํา ศักดิ์สิทธิ์มาทําน้ําพระพุทธมนตประพรมเหลาทหารหาญ อนุสรณสมเด็จพระเจาตากสิน สรางขึ้นเพื่อระลึกถึง วีรกรรมและเทิดทูนคุณงามความดีของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช บอน้ําศักดิ์สิทธิ์สมเด็จพระเจาตากสิน มหาราชทรงใชน้ําจากบอน้ําแหงนี้สําหรับทําน้ําพระพุทธมนตประพรมเหลาทหารหาญกอนยกทัพเขาตีเมือง จันทบุรีและไดนําไปใชเปนน้ําพระพุทธมนตในพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริยในราชวงศจักรี 5. วัดทองทั่ว (ขอมูลและภาพโดย www.ceediz.com/th/travel/chanthaburiวัดทองทั่ว-จันทบุรี) ที่อยู : เชิงเขาสระบาป อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ วัดเกาแก ตั้งแตสมัยอยุธยาที่อยูคูกับเมืองจันทบุรี มานานกวา 200 ปมีความสําคัญมาตั้งแต สมัยพระเจาตากสินมหาราช ทรงรวบรวม ไพรพลอยูในเมืองจันทบุรีกอนที่จะกอบกู เอกราชใหกับอยุธยาไดสําเร็จ 6. พระบรมรูปหลอสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช (พลอยแดง) (ภาพและขอมูลโดย นาวาตรี(บํานาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ) ที่อยู : คายตากสิน อ.เมืองจันทบุรีจ.จันทบุรี ลักษณะเดน/ความสําคัญ ชาวจันทบุรีและพลเรือ เอกวสินธ สาริกะภูติประธานมูลนิธิสมเด็จพระเจา ตากสินมหาราชพรอมดวยกองบัญชาการปองกัน ชายแดนจันทบุรีและตราดรวมแรงรวมใจหลอพระ บรมรูปสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช (พลอยแดง) รูปทรงนั่งบัลลังกขนาดเทาองคจริง เพื่อนําไป ประดิษฐานไวที่อาคารพิพิธภัณฑประวัติศาสตร จันทบุรี ซึ่งตั้งอยูในคายตากสิน เพื่อเปนการบอกเลาประวัติการกูชาติของไทย (เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2) และ เทิดพระเกียรติ พระมหากรุณาธิคุณพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกูเอกราชของ ชาติไทยอีกทั้งเพื่อเสริมสรางใหชาวไทยมีความรักชาติสามัคคีปรองดองเสียสละเพื่อชาติ พระบรมรูปนี้หลอดวย พลอยแดงทั้งองค น้ําหนักประมาณ 1480 กก.
-28- จ.ตราด (2 แหง) 1. วัดสลัก (ขอมูลและภาพโดย http://www.m-culture.in.th/ศูนยกลางขอมูลทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม) ที่อยู : อ.เขาสมิง จ.ตราด ลักษณะเดน/ความสําคัญ วิหารวัดสลัก ใน สมัยที่พระเจาตากสินยกทัพมาจันทบูรเพื่อ รวบรวมกําลังพลไปกูชาติระหวางการเดินทาง เกิดลมมรสุม พระเจาตากสินจึงเขามาที่อาว บ า น ส ลั ก พ ร อ ม ด ว ย เ ห ล า ท ห า ร เพื่อหลบลมมรสุม ไดตั้งพลับพลาเปนเวลา หลายวัน จนกระทั่งลมมรสุมสงบแลวยกทัพ เดินทางโดยเรือไปยังจันทบูรณตอไป ตอมาสถานที่ที่พระเจาตากสินเคยตั้ง พลับพลาไว ชาวบานจึงถือวาเปนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเปนสิริมงคลแกหมูบานสลัก ฆาหมู(บานสลัก) รวมมือชวยกันสรางวัด และสรางโบสถตรงที่ประทับของพระเจา ตากสินในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายซึ่งยังคงอยูคูบานสลักจนถึงปจจุบัน เจดีย12 มุม 3 องค ในป 2310 กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 พระเจาตากสินไดยก ทัพออกมาทางดานหัวเมืองตะวันออก เพื่อรวบรวมกําลังพลกลับไปกูกรุงศรีอยุธยา ใหเปนราชธานี ในระหวางการรวบรวมกําลังพลเพื่อไปชวยกูกรุงศรีอยุธยา ตองสู รบกับเจาหัวเมืองตางๆ ตั้งแต ชลบุรี ระยอง จันทบุรี จนกระทั่งถึงเมืองตราด (เมืองทุงใหญ) หลังจากทุกหัวเมืองปราชัย ไดมีเหลาทหารบาดเจ็บหลายรายเปน จํานวนมาก แลวจึงเดินทางกลับจันทบูรณในระหวางทางเดินทางเกิดเจอมรสุม พระเจาตากสินจึงเขามาพักที่อาวบานสลัก พรอมดวยเหลาทหารเพื่อหลบมรสุมอยูหลายวัน เหลาทหารที่ไดรับ บาดเจ็บจากการสูรบ บางก็ลมปวย ไมสามารถรักษาได และเสียชีวิตเปนจํานวนมาก พระเจาตากสินใหนายบาน สลักระดมพลจากชาวบานและเหลาทหารที่เหลือชวยกันสรางเจดีย 12 มุม 3 องคเพื่อเปนสถานที่เก็บอัฐิของเหลา ทหาร นักรบกูชาติที่เสียชีวิต เพื่อเปนการยกยองเหลาทหารกลาในการกูชาติเมื่อครั้งตอนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
-29- 2.วัดลําดวน ที่อยู : อ. เมืองตราด จ.ตราด (ภาพและขอมูลโดยอาจารยสมโภชนวาสุกรีและhttps://sites.google.com/site/tratprovincess60) ลักษณะเดน/ความสําคัญ เปนวัดที่สรางในสมัยอยุธยา พระเจาตากสินมารวบรวมกําลังพลที่ตราด มีเจดียอายุ 300 ปกําลังบูรณะโดยกรมศิลปากร เปนวัดเกาแกมี รองรอยของประวัติศาสตรเปนที่ตั้งทัพของพระเจาตากสิน เพื่อรวบรวมฝกปรือกําลังพลเพื่อกลับไปตีพมากูกรุงศรี อยุธยากลับคืน และหากไปยืนบนลานที่ตั้งเจดียจะ มองเห็นเมืองตราดทั้งหมดถาไมมีสิ่งบดบังสามารถมองเห็นเกาะชางหมาย เหตุ เมื่อประมาณ 20 ปที่ผานมา ไดมีการพัฒนาพื้นที่ราบ เปนทุงนา ดานลางของเนินวัดลําดวนเพื่อจะสรางปมน้ํามันขุดดินลงไปเพื่อฝงถังเก็บ น้ํามันไวใตผืนดินไดพบซากเรือ สายสมอเรือ และเปลือกหอยจํานวนมากซึ่ง แมปจจุบันมีการกอสรางที่ตองขุดดินลงไปลึกประมาณ 2 เมตร เจดียที่ตั้ง อยูบนเนินเขาเตี้ยๆ จะเห็นหินสีดําปรากฏอยูทั่วไปทั้งขนาดเล็กและขนาด ใหญ หินเหลานี้คือ หินที่เคยเปนชายฝงทะเลที่ถูกกัดเซาะเนื้อดินจนกระทั่ง หินโผลขึ้นมาเบื้องลางทั้งใกลและไกลของสายตาคือ พื้นน้ําและไกลออกไป คือบานทาตะเภาหรือทาสําเภาที่เปนทาเรือโบราณ ----------------------------------------------
-30- กรุงเทพฯ (12 แห่ง) 1. วัดอรุณราชวราราม (เนื้อหาโดย : เกร็ดประวัติวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารhttps://www.watarun1.com/th.) (ภาพโดย : นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : ข.บางกอกใหญ่กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารอยู่ระหว่าง คลองนครบาลหรือคลองวัดแจ้งกับพระราชวังเดิมสร้างมาแต่ครั้งสมัยอยุธยาเดิมเรียกว่า “วัดมะกอก” ภายหลังเปลี่ยนเป็นวัดมะกอกนอก แล้วเปลี่ยนเป็น วัดแจ้ง และวัดอรุณ ราชวราราม ปัจจุบันเรียกชื่อว่า “วัดอรุณราชวราราม”สันนิษฐานว่าคงจะเรียกคล้อยตาม ที่ตั้งวัด“บางมะกอก” (วัดมะกอก) ตามคติเรียกชื่อวัดของไทยสมัย ส่วนการเปลี่ยนชื่อ เรียกว่า “วัดแจ้ง” นั้น เล่าว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยา ส าเร็จเรียบร้อย ในปี 2310 แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึง เสด็จกรีฑาพลล่องเรือลงมาทางชลมารค พอถึงหน้าวัดนี้ ก็ได้อรุณหรือรุ่งแจ้งพอดี ทรงพระราชด าริเห็นเป็นอุดม มหามงคลฤกษ์จึงโปรดให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ า เสด็จขึ้นไปทรงสักการะบูชาพระมหาธาตุสูงประมาณ 8 วา ตั้งอยู่ภายในบริเวณพระราชวังของพระองค์ท่าน หลักฐานภาพแกะสลักไม้จากกรมศิลปากรที่บอกเล่าเรื่องราว 2.ป้อมวิชัยประสิทธิ์(ป้อมวิไชยประสิทธิ์, ป้องวิไชเยนทร์, ป้อมวิชาเยนทร์, ป้อมบางกอก) (เนื้อหาโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) https://db.sac.or.th/archaeology) (ภาพโดย : นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : กองบัญชาการกองทัพเรือ วัดอรุณ ข.บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ลักษณ ะเด่น/ความส าคัญป้อมวิชัย ประสิทธิ์อยู่ในพื้นที่ของกองทัพเรือไทย เปิดให้เข้าชมปีละครั้ง ในวันสมเด็จพระ เจ้าตากสิน หรือวันที่ 28 ธันวาคมของทุก ปีป้อมวิชัยป ระสิท ธิ์ตั้งอยู่ ริมแม่น้ า เจ้ าพ ระย า ป ากคลองบ างกอกใหญ่ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือไทย มีการใช้เป็นที่ยิงสลุตในพระราชพิธีส าคัญต่าง ๆ และมีการติดตั้งเสาธง บริเวณทางเข้าป้อมทางทิศตะวันตกตรงก าแพงชั้นใน เพื่อชักธงราชนาวีและธงผู้บัญชาการทหารเรือ ในทาง ประวัติศาสตร์ ป้อมปราการที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยพระองค์โปรดให้สร้าง ป้อมปราการสองฟากฝั่งแม่น้ าเจ้าพระยาบริเวณเมืองบางกอกและโปรดให้เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เป็นแม่กองสร้าง เรียกป้อมทั้งสองว่า ป้อมวิชาเยนทร์ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช โปรดฯ ให้ปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อป้อมวิชาเยนทร์ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งธนบุรีเป็นป้อมวิชัยประสิทธิ์
-31- 3. พระราชวังเดิม ที่อยู่ : กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม ข.บางกอกใหญ่กรุงเทพมหานคร (เนื้อหาโดย พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร https://db.sac.or.th/museum) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) ลักษณะเด่น/ความส าคัญ พระราชวังเดิมหรือพระราชวังกรุง ธนบุรีเป็นพระราชวังแห่งเดียวที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช เมื่อพ.ศ. 2311 โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ าเจ้าพระยา ใกล้ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่ประทับ ของรัชกาลที่ 3 และ รัชกาลที่ 4 การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พระราช วังเดิม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โบราณสถาน พื้นที่ของ วังเดิม ภายในบริเวณของพระราชวังเดิมประกอบด้วย อาคารท้องพระโรง พระต าหนักของสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว พระต าหนักเก๋งคู่หลังเล็กและพระต าหนักเก๋งคู่หลังใหญ่ ศาลศีรษะปลาวาฬ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เรือนเขียว เดิมเป็นโรงพยาบาลเก่า การเข้ามาภายในบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือต้องปฏิบัติตาม ระเบียบ เนื่องจากไม่สามารถเปิดให้ผ่านเข้าออกได้ตลอดเวลา การเข้าชมพิพิธภัณฑ์จึงต้องขอให้มีการนัดหมาย ล่วงหน้า 4.ศาลเจ้าพ่อฉางเกลือ ที่อยู่ : บริเวณท่าน าศิริราช เยื องโรงพยาบาลศิริราช ข.บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญ) (เนื้อหาโดย ศาลเจ้าพ่อฉางเกลือธนบุรี กรุงเทพฯ) ลักษณะเด่น/ความส าคัญเจ้าพ่อฉางเกลือกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือบุคคลเดียวกัน ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ 200 กว่าปี เกลือเป็นสิ่งมี ค่ามากในราชการสงครามเพราะเป็นสิ่งส าคัญใน การถนอมอาหารและผสมกับสมุนไพรใช้รักษา โรคและรักษาบาดแผลทหารที่บาดเจ็บจากศึกสงคราม พระองค์ ท่านจึงเล็งเห็นถึงความส าคัญของเกลือว่าเป็นปัจจัยส าคัญของ กองทัพจึงได้ทรงสร้างฉางเกลือขึ้น (บริเวณศาลฉางเกลือใน ปัจจุบัน) เพื่อสะสมเกลือไว้เป็นยุทธปัจจัยของกองทัพ ด้วยพระ ปรีชาสามารถของพระองค์ท่านจึงกู้ชาติจากพม่าได้ส าเร็จ ชาวบ้านจึงร่วมใจสร้างศาลไว้ ณบริเวณนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ พระองค์และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านย่านนี้
-32- 5.วัดอินทาราม ที่อยู่ : ข.ธนบุรีกรุงเทพมหานคร (ภาพโดย นาวาตรี(บ านาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ์) (ข้อมูลโดยมูลนิธิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและวัดอินทาราม) ลักษณะเด่น/ความส าคัญ เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแต่ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ใดสร้างและสร้างมาตั้งแต่สมัยใดเดิมเรียกว่า “วัดบางยี่เรือนอก”คู่กับวัดราชคฤห์หรือ”วัดบางยี่เรือใน”และวัดจันทาราม เรียกว่า วัดบางยี่เรือกลางวัดแห่งนี้ยัง ใช้เป็นสถานที่จัดงานพระเมรุหลายครั้ง ครั้งส าคัญคือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรีเสด็จพระราชด าเนินมาถายพระ เพลิง พระศพสมเด็จกรมพระเทพามาตย์พระราชชนนี เป็นวัดระจ ารัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อ สิ้นรัชกาล วัดนี้จึงถูกลดความส าคัญและทรุดโทรมตามกาลเวลา กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุทั้งวัด ปัจจุบัน วัดอินทารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิด “วรวิหาร” ตั้งอยู่ริมคลอง บางกอกใหญ่ เขตธนบุรี กรุงเทพ มีโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์เป็นชีวิตจิตใจหลายอย่าง ประกอบด้วย พระแท่นบรรทมไสยาสน์ เป็นพระราชอาสน์ที่พระองค์ทรงประทับแรมทรงศีลแลทรงเจริญกรรมฐาน ประวัติที่น่า ศึกษาของวัดนี้คือ เป็นที่ประดิษฐาน (ฝัง) พระบรมศพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อพ.ศ.2327 และบรมศพ พระอัครมเหสีของพระองค์ ก็ได้ถวายพระเพลิงและบรรจุพระบรมอัฐิไว้ณ วัดนี้ทั้งสองพระองค์