The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ท่องเที่ยวตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน ภาคกลาง กทม. ภาคใต้ และภาคตะวันออก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ppancharoen, 2023-04-24 10:26:28

ท่องเที่ยวตามรอยพระยุคลบาทท่านปู่ตากสิน Non QRcode

ท่องเที่ยวตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน ภาคกลาง กทม. ภาคใต้ และภาคตะวันออก

-33- 6.วัดราชคฤห์วรวิหาร (วัดมอญ) (ภาพและข้อมูลโดย www.oknation.net) (ข้อมูลโดย www.watrajkrueh.com) ที่อยู่ : ข.ธนบุรี กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในอดีตเรียกว่า วัดวังน้ าวน วัดตั้งอยู่ติดคลอง น้ า 3 สาย คือ 1.คลองบางกอกใหญ่ (อยู่ด้าน ทิศเหนือคือของวัด) 2.คลองบางน้ าชน (อยู่ ทิศตะวันตกของวัด) 3. คลองท่าพระ (อยู่ด้านทิศพายัพของวัด) สมเด็จพระเจ้าตาก สินรับสั่งให้พระยาพิชัยดาบหัก แบ่งทหารออกเป็นกองๆ เพื่อดักซุ่มโจมตีทหารพม่า ที่มาตามคลองน า โดยให้อยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ริมข้างคลองน าทุกๆ สายที่มา ท างโพ ธิ์ส ามต้น แล ะพ ระย าพิ ชัยด าบหั ก พ าทห ารห ารม าดักซุ่มโจมตีที่ วัดราชคฤห์โดยยิงปืนใส่ทหารพม่าที่มาจอดเรือที่วังน้ าวน จึงท าให้ทหารพม่าล้มตาย และหลบหนีไป เมื่อกอบกู้ชาติได้แล้วบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรับสั่งให้พระยาพิชัย ดาบหัก มาควบคุมดูแลบูรณปฏิสังขรณ์การก่อสร้างวัด ในปี 2325 หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถูก ส าเร็จโทษ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก(รัชกาลที่ 1 ในกาลต่อมา) เห็นว่าพระยาพิชัยเป็นผู้มีฝีมือและมีความ ซื่อสัตย์ จึงชวนพระยาพิชัยเข้ารับราชการในแผ่นดินใหม่ แต่พระยาพิชัยไม่ขอรับต าแหน่งและมีความจงรักภักดี และซื่อสัตย์ต่อองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และถือคติว่า "ข้าสองเจ้า บ่าวสองนายมิดี" จึงขอให้ถวายชีวิต ตายตามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากท่านได้ถูกส าเร็จโทษแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงมีกระแสรับสั่งให้สร้างพระปรางค์ น าอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ ณ วัดราชคฤห์วรวิหาร ห ม า ย เห ตุ : เมื่ อ วั น ที่ 11 ก ร ก ฎ า ค ม 2562 ที่อนุสรณ์สถาน บ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก บ้าน ห้วยคา หมู่9 ต.ในเมือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์พล.อ. ส าเริง ศิวาด ารง สมาชิกวุฒิสภาและอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณพระยา พิชัยดาบหัก พิธีเจริญพุทธมนต์สมโภช และพิธี อัญเชิญเถ้าอัฐิพระยาพิชัยดาบหักประดิษฐานใน ปรางค์(สถูป) หลังอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก เมื่อท่านสิ้นชีวิตอัฐิของท่านได้บรรจุอยู่ในพระปรางค์วัดราชคฤห์ วรวิหาร กทม. ส าหรับที่บ้านห้วยคา อ าเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นแผ่นดินบ้านเกิดของท่านพ่อฯ ที่ปัจจุบันมี การก่อสร้างอนุสรณ์สถาน บ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก พิธีอัญเชิญเถ้าอัฐิ(บางส่วน) ของท่านพ่อพระยาพิชัยดาบ หัก บรรจุลงในโกศทองท าด้วยไม้สักทองต้นไม้ประจ าจังหวัดอุตรดิตถ์ปิดด้วยทองค าแท้100 เปอร์เซ็นต์เพื่อมา ประดิษฐานในสถูปที่ตั้งอยู่หลังอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก จ าลองมาจากปรางค์วัดราชพฤกษ์วรวิหาร


-34- 7. ต าหนักแดง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร (ข้อมูลโดย www.komchadluek.net) (ภาพโดยนายพรพล ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : ข.บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ สมเด็จพ ระเจ้ ากรุงธนบุ รี ทรงเห็นว่าพระไตรปิฎกถูก ทหารพม่าเผาทิ้ง พร้อมกับ การท าลายเมืองอยุธยาจน หมดสิ้น ขณะที่ยกทัพไปท า สงครามที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชและอาราธนาพระอาจารย์สีมา ช่วยในการช าระพระไตรปิฎก ณ วัดบางหว้าใหญ่ ต่อมาขุดพบระฆังเสียงใสในวัดจึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดระฆังมา จนถึงทุกวันนี้กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้เสด็จมาทอดพระเนตร ทรงมีพระด ารัสว่า พระต าหนักแดง เคยเป็น ที่ประทับทรงกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช โดยจะเห็นได้จากฝาประจันกั้นห้องในพระต าหนัก มี ภาพปริศนาธรรม พระภิกษุเจริญกรรมฐานอยู่ข้างซากศพ แต่ภาพเหล่านี้เลือนหายไปหมดแล้ว พระครูวิมลธรรม ธาดา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ท าการบูรณะพระต าหนักแดง และอัญเชิญพระรูปสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรีมาประดิษฐานไว้เพื่อให้ผู้ที่เคารพรักพระองค์ได้มาสักการะบูชา เพื่อเป็นขวัญก าลังใจในการด ารงชีวิตประวัติ การบูรณะ บูรณะครั้งที่ 1 เมื่อพ.ศ. 2475 บูรณะครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ. 2530 และบูรณะครั้งที่ 3 เมื่อพ.ศ. 2561 8.วัดสุวรรณาราม (ข้อมูลโดยวัดสุวรรณาราม/วัดทองคลองบางกอกน้อย) (ภาพโดยนายพรพล ปั่นเจริญและนาย ธตรฐ ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : ข.บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ วัดสุวรรณาราม หรือ วัดทองบางกอก น้อย เป็นวัดพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอก น้อย มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ลักษณะเป็นลานกว้างขวาง ในสมัย กรุงธนบุรีเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระ เจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชด ารัสให้น า เชลยศึกพม่าจ านวน 1500 นาย จากค่ายบางแก้วไปประหารชีวิต ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีได้กล่าวถึง สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชกับวัดทองคลองบางกอกน้อย (วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร) ความว่า “มันไม่ภักดีแก่เราโดยแท้ ยังนับถือ เจ้านายมันอยู่และเราจะยกไปท าการสงคคาม ผู้คนอยู่รักษาบ้านเมืองน้อย พวกมันมากจะแหกคุก ออกกระท า จลาจลแก่บ้านเมืองข้างหลังจะเอาไว้มิได้ให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ณ วัดทองคลองบางกอกน้อยทั้งสิ้น กับทั้งแม่ ทัพพวกอ้ายเรือน พระฝาง ทั้งสี่คนซึ่งจ าไว้ในคุกนั้นด้วย” (พงศาวดาร, 2542 : 204


-35- 9.วัดเจ้าอามฝั่งธนบุรี(ภาพและข้อมูลโดย travel.trueid.net และ http://www.oknation.net) ที่อยู่ : ข.บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ วัดเจ้าอาม เป็นวัดที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างขึ้น ในปี 2322 สมัยกรุงธนบุ รีเป็น ราชธานีเพื่ออุทิศพระราชกุศล ให้กับ พระสนมอามหรือเจ้าอาม ที่ถูกพระองค์สั่งให้ประหารชีวิตด้วย เข้าใจผิดว่ามีการคบชู้สู่ชาย และในพระราชพงศาวดาร ยังกล่าวอีกว่า ได้ทรงสร้างปรางค์ใหญ่ไว้องค์หนึ่ง เพื่อน าอัฐิของมเหสีอามมาบรรจุไว้เพื่อเป็นพระ ราชอนุสรณ์ แต่การก่อสร้างยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้เสด็จ ไปท าสงครามกับพม่าและปราบปรามชุมนุมต่างๆ เป็นระยะเวลายาวนานถึง 3 ปี ท าให้การก่อสร้างวัดจึงหยุดชะงัก ต่อมาระยะหลัง ชาวบ้านได้ช่วยกันก่อสร้าง วัดเพิ่มเติม แต่เนื่องจากสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในวัดได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานานปี และ ขาดการบูรณปฏิสังขรณ์ จึงได้ช ารุดทรุดโทรมผุพังไปตามสภาพ อีกทั้งการ คมนาคมไม่สะดวก จึงไม่ค่อยมีผู้ที่รู้จัก พระภิกษุสามเณร ไม่ค่อยมาจ าพรรษาอยู่ 10.วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร (ข้อมูล www.naewna.com/likesara) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : ข. บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ "วัดเจ๊สัวหง" สร้างโดยเศรษฐีชาวจีนในสมัยอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงรับไว้ใน พระบรมราชูปถัมภ์ทรงสถาปนาพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฎิในคราวเดียวกับที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัด อินทารามวรวิหาร(วัดบางยี่เรือนอก) เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสวรรคตไปแล้ว ประชาชนผู้เคารพนับถือ พระองค์ได้พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้น เรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์ เป็นที่สักการะบูชาของประชาชน โดยทั่วไป วัดนี มีสถานที่และปูชนียวัตถุที่ส าคัญ 3 สิ่ง คือ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สระน้ ามนต์ พระพุทธรูปทองโบราณ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยประติมากรชั้นเยี่ยม


-36- 11.วัดนาคกลาง (ข้อมูลโดย mgronline.com) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : ข.บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมหาราช วัดแห่งนี้ ถือว่าตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน เพราะห่างจากพระราชวังเพียงแค่ 500 เมตร มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ ิ์คือ หลวงพ่อ โคนสมอมหาลาภ ซึ่งเรียกว่า ปางฉันสมอหรือปางถือผลสมอ ประจ าวัดนาคกลางวรวิหารจนถึงทุกวันนี้ มีชื่อใน เรื่องพระที่มีพุทธคุณเด่นในด้านรักษาโรคภัยไข้เจ็บ พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจ าวัด คือ หลวงพ่อพระพุทธประสิทธิ์ วัดแห่งนี้ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ประดิษฐานพระพุทธนิมิตฯ หรือหลวงพ่อทอง และพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในพระอิริยาบถต่าง ๆ จ านวน 9 พระองค์ครึ่ง เช่น ปางนั่งเมือง ปางทรงม้า (แบบวงเวียนใหญ่) ปางทรงม้า (แบบจันทบุรี) ปางยืน (ออกรบ) ปางยืน (ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์) ปางอุบาสก (นั่งวิปัสสนา) ปางอุบาสก (เดินจงกลม) ปางผนวช (นั่งวิปัสสนา) และปางผนวช (ยืนทรงบาตร) และ พระบรมรูปครึ่งองค์ เป็นต้น ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าของศาลาพร้อมทั้งทหารเสือคู่พระทัย เพื่อเป็นการสืบ สานต านานพระเกียรติคุณ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระวีระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพคืนสู่ แผ่นดินไทย 12. อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ ที่อยู่ : ข.ธนบุรีกรุงเทพมหานคร (ภาพโดย thai.tourismthailand.org) (ข้อมูลโดย www.wikiwand.com) ลักษณะเด่น/ความส าคัญ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2496 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกแบบและ ควบคุมการหล่อโดยศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรีศิลปินผู้ปั้นคือนายแสวง สงฆ์มั่งมีเป็นพระบรมรูปทรงเครื่องกษัตริย์ประทับบนหลังม้า ทรงพระ มาลา เบี่ยงหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่จันทรบุรีพระหัตถ์ ขวา ทรง พระแสงดาบชูออกไปเหนือพระเศียร พระหัตถ์ซ้ายทรงบังเหียน ท่าน าพลรุกไล่ข้าศึกโดยที่พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้เปิดและถวายบังคมพระบรมราชาอนุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 และในวันที่ 28 ธันวาคม ปีเดียวกัน


-37- ภาคเหนือ จังหวัดก าแพงเพชร (1แห่ง) 1. วัดเขาพระ (ข้อมูลโดยพระสายัณห์ อินทวีโร เจ้าอาวาสวัดเขาพระ) (ภาพโดยคุณสุทธาสิณีย์ บุญมีศรีปาน) ที่อยู่ : อ.เมืองก าแพงเพชร จ.ก าแพงเพชร ลักษณะเด่น/ความส าคัญ สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยใน ศตวรรษที่ 20-21 กรุงสุโขทัย-ก าแพงเพชร เป็นเมือง ลูกหลวงของสุโขทัย นักประวัติศาสตร์ได้ช าระประวัติศาสตร์ พบว่าเป็นเมืองเนินทองหรือชุมนุมกองทอง เป็นชุมนุมของ พระเจ้าตากสินมหาราช ครั้งน าทหารมาฝึกอาวุธเข้าช่วย กรุงศรีอยุธยา และเป็นฐานทัพต่อสู้กับอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพ พม่าครั้งที่ยกทัพมาล้อมเมืองพิษณุโลกไม่ใช่เชียงทอง เพราะ เชียงทองอยู่ในจังหวัดตาก) สภาพเมืองเนินทองได้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติท าให้เสียหายหมดสภาพไป ในปี 2484 รัฐบาลได้ประกาศป่าสงวนแห่งชาติขึ้นและได้ผนวกเมืองเนินทองหรือวัดเขาพระ เข้าไปอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ ป่า แม่ระกา มีพื้นที่คลุมถนนสายก าแพงเพชร สุโขทัย ถึงอ.พรานกระต่าย โดยมีพระสายัณห์อินทวีโรเป็นเจ้าอาวาส จนถึงปัจจุบัน จ.พิษณุโลก ( 1 แห่ง ) 1. วัดปากพิงตะวันตก (ภาพโดย นาวาตรี(บ านาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ์) (ข้อมูลโดยwww.silpa-mag.com) ที่อยู่ : อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ลักษณะเด่นและความส าคัญ ศึกอะแซหวุ่นกี้อันเป็นวีรกรรมครั้งส าคัญในสมัยกรุงธนบุรี ณ เมืองพิษณุโลก คือ วีรกรรม “สมรภูมิรบปากพิง” เมื่อ พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพหลวงขึ้นไปช่วยเมือง พิษณุโลก และได้ตั้งทัพหลวงที่ปากพิง“ปากพิง”หรือ“ปากพึ่ง” คือชัยภูมิการตั้งทัพหลวงของสมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราชในการเข้าเมืองพิษณุโลก เป็นจุดเชื่อมต่อคลองพิงกับแม่น้ าน่านทางทิศใต้ของเมืองพิษณุโลก “คลองพิง” เป็นเส้นทางน้ าสายโบราณเชื่อมระหว่างแม่น้ าน่านและแม่น้ ายม เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส าคัญ เพราะ เป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมระหว่างเมืองส าคัญในลุ่มแม่น้ าทั้ง 2 สาย คือ กลุ่มเมืองในลุ่มแม่น้ าน่าน ได้แก่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และพิจิตร และกลุ่มเมืองในลุ่มแม่น้ ายม ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนา


-38- หมายเหตุ 1) สงครามอะแซหวุ่นกี้เป็นสงครามกับพม่าครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงธนบุรีแม้ว่าฝ่ายสยามจะได้รับชัยชนะ ในทางยุทธวิธี(Tactical victory) เนื่องจาก สุดท้ายแล้วฝ่ายพม่าจ าต้องยุติสงครามถอยทัพกลับไป แต่ฝ่ายพม่า ก็ประสบความส าเร็จในการท าลายสร้างความเสียหายให้แก่หัวเมืองเหนือ โดยเฉพาะเมืองพิษณุโลก กวาดต้อน ผู้คนทรัพย์สินกลับพม่าไป ท าให้หัวเมืองเหนือโดยรวมยับเยินเกือบจะเป็นเมืองร้างหมดทุกเมืองจึงอาจกล่าวได้ว่า ฝ่ายพม่าได้รับชัยชนะในทางยุทธศาสตร์ (Strategic Victory) พงศาวดารพม่ากล่าวในสงครามครั้งนี้อะแซหวุ่นกี้ ได้รับความพ่ายแพ้เอาไพร่พลพม่ามาล้มตายเป็นจ านวนมาก สมเด็จกรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงมีพระวินิจฉัย ว่าศึกอะแซหวุ่นกี้ในครั้งนี้ไม่ได้ชัยชนะกันทั้งสองฝ่ายการรุกรานหัวเมืองเหนือในสงครามอะแซหวุ่นกี้ท าให้หัวเมือง เหนือตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมว่างร้างผู้คน ในขณะที่ก่อนสงครามอะแซหวุ่นกี้พงศาวดารไทยระบุจ านวนก าลังพล ของหัวเมืองไว้ว่ามีจ านวนมาก พิษณุโลก 15,000 คน สุโขทัย 5,000 คน สวรรคโลก 7,000 คน ในเวลาอีกเก้าปี ต่อมาในสงครามเก้าทัพในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อพม่ายกทัพลงมาจากเชียงแสนล้านนาทางเหนือ ปรากฏว่าทั้งสาม ได้แก่ เมืองพิษณุโลกซึ่งเคยเป็นเมืองเอกฝ่ายเหนือ รวมทั้งสุโขทัยและสวรรคโลก มีก าลังไม่เพียงพอที่จะต้านทาน ทัพพม่าได้จึงจ าต้องสละทิ้งเมือง หลังจากที่สิ้นสุดสงครามอะแซหวุ่นกี้พม่าเลิกทัพกลับไปหมดแล้ว สมเด็จพระเจ้า ตากสินยังคงทรงพระปริวิตกอย่างมากว่าพม่าอาจจะยกทัพมาอีกในปีถัดไป ดังที่บาทหลวงกูเด (Joseph-Louis Coudé) ชาวฝรั่งเศสได้บันทึกไว้ในจดหมายเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2322 อีกสามปีต่อมาว่า เมื่อพระเจ้า ตากสินได้เสด็จกลับมาจากทัพ ดูพระกิริยาเชื่อมซึมและดูจะไม่สบายพระทัย เพราะทรงเกรงว่าพม่าข้าศึกจะยกเข้า มาถึงกรุง ถ้าพม่าเข้ามาตีกรุงอีกเมืองไทยก็เปนอันสูญชื่อกันคราวนี้เอง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงหันมาใช้ยุทธวิธี มาตั้งรับพม่าที่กรุงธนบุรีหลังจากสงครามอะแซหวุ่นกี้มีพระราชโองการให้กวาดต้อนราษฎรก าลังพลที่แตกพ่าย กระจัดกระจายไป และจัดเก็บเสบียงอาหารกลับเข้ามายังกรุงธนบุรีเพิ่มความเข้มแข็งของการป้องกันหัวเมือง ชั้นใน (ข้อมูลโดย th.wikipedia.org/wiki/สงครามอะแซหวุ่นกี้) 2) อะแซหวุ่นกี้สั่งให้ล้อมเมืองพิษณุโลกแน่นหนาและประชิดก าแพงเข้าไปเป็นล าดับคอยตัดเสบียงอาหารของ ไทยไม่ให้ส่งเข้าไปในเมืองได้ในเมืองพิษณุโลกก็ขัดสนเสบียงอาหารเจ้าพระยาทั้งสองจึงขออนุญาตทิ้งพิษณุโลก แล้วตีแหกค่ายพม่าออกจากเมืองทางด้านตะวันออกพร้อมด้วยครอบครัวราษฏรไปตั้งรวมพลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ อะแซหวุ่นกี้เมื่อทราบว่าไทยตีหักค่ายหนีไปได้ก็ยกกองทัพเข้าเมือง ให้จุดเพลิงเผาบ้านเรือนและวัดวา อารามใหญ่น้อยทุกต าบล ไล่จับผู้คนและครอบครัวซึ่งยังตกค้างอยู่ในเมืองและยังหนีไม่ทันเก็บเอาทรัพย์สินและ เครื่องศัตราวุธต่าง ๆ และตั้งทัพอยู่ในเมืองแล้วอะแซหวุ่นกี้จึงประกาศแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า “ไทยบัดนี้ ฝีมือเข้มแข็งนัก ไม่เหมือนไทยแต่ก่อนแล้ว เมืองพิษณุโลกเสียครั้งนี้ใช่จะแพ้ฝีมือเพราะทแกล้วทหารนั้นหา มิได้ เพราะเขาอดข้าวขาดเสบียงอาหารดอกจึงเสียเมือง พม่าซึ่งจะมารบเมืองไทยสืบไปภายหน้านั้น ถ้าแม่ ทัพมีสติปัญญาและฝีมือแต่เพียงเสมอเราหรือต่ ากว่าเรา อย่ามาท าสงครามที่เมืองไทยเลย จะเอาชนะเขา มิได้ แม้ดีกว่าเราจึงจะมาท าศึกกับไทยได้ชัยชนะ” ต่อมาพระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์มีรับสั่งให้อะแซหวุ่นกี้ยกทัพ กลับอะแซหวุ่นกี้จึงรีบยกกองทัพกลับ (ข้อมูลโดยwww.baanjomyut.com)


-39- จ.ล าพูน (1 แห่ง) 1. ถ้ าช้างร้อง (เนื้อหาและภาพโดยเว็บไซต์ https://www.museumthailand.com) ที่อยู่ : อุทยานแห่งชาติแม่ปิง อ.ลี้จ.ล าพูน ลักษณะเด่นและความส าคัญ เป็นถ้ าขนาดเล็กริมแม่น้ าปิง สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความส าคัญ ทางด้านประวัติศาสตร์ เนื่องจาก บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า พระเจ้าตากสินมหาราชและ พระนางจามเทวีเคยเสด็จมา ประทับเมื่อนานมาแล้วว่า พ.ศ. 2317 มีเหตุการณ์ส าคัญยิ่งที่ท าให้ เกิดการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ล้านนา นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ ล้านนาต้อง "เลือกข้าง" ว่า จะอยู่กับใคร ระหว่างการยอมอยู่ใต้บังคับ ของพม่าดุจช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมานับแต่บุเรงนองยึดเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2101 หรือว่าอยากทดลองเปลี่ยนไปอยู่กับอ านาจใหม่เป็น ประเทศราชของสยามแทนบุคคลผู้มีบทบาทอย่างสูงในการตัดสินใจ คือ พญ าจ่าบ้าน (บุญมา) และพญ ากาวิละ ขณะนั้นพม่าแห่ง กรุงอังวะได้มอบหมายให้พญาจ่าบ้าน เป็นผู้ดูแลนครเชียงใหม่ ส่วนพญากาวิละเป็นผู้ดูแลนครล าปาง ภายใต้การ ควบคุมของ "โป่มะยุง่วน" ผู้ที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า "โป่หัวขาว" เนื่องจากเป็นหม่องที่ชอบโพกผ้าสีขาวเป็น สัญลักษณ์เสมอ กองก าลังของพญาจ่าบ้านมีเพียงหยิบมือ ในขณะที่พม่ามีทหารนับหมื่น หนทางเดียวที่ล้านนาจะ หาญสู้พม่าได้ ก็คือการหันไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน พญาจ่าบ้านได้ส่งหลานชายผู้มีฐานะเป็นอุปราชเมือง เชียงใหม่ ซึ่งพม่าตั้งให้ดูแลเมืองล าพูนด้วย ชื่อ "ก้อนแก้ว" น ากองทัพ "ทหารโพกผ้าแดง" ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าตากสิน ณ ถ้ าแห่งหนึ่งกลางล าน้ าปิง เวียงลี้ อุปราชก้อนแก้วเป็นคนหนุ่ม ฝีมือเข้มแข็ง ซุ่มฝึกกองทหารโพกหัวด้วยผ้าแดง ไว้ราวพันกว่าคน เป็นผู้น าทัพที่ชาวล้านนารักใคร่และเคารพย าเกรงมาก ถือว่าเป็นแม่ทัพมือขวาของพญาจ่าบ้าน เลยทีเดียวการขึ้นมาปราบพม่าที่เชียงใหม่ พระเจ้าตากสินได้ตรึงทัพไว้ที่ถ้ าช้างร้อง กลางกระแสน้ าแม่ปิงที่ไหล เชี่ยวกราก พระเจ้าตากสินให้ทหารผูกพลับพลาไม้ไว้หลังหนึ่ง เป็นศาลาโถง จุดเด่นอยู่ที่คันทวยฉลุฉลักลวดลาย เล็กน้อยพองาม มีพระธุดงค์มาจ าศีลตลอดชาวลี้เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "พลับพลาพระเจ้าตาก"


-40- จังหวัดตาก ( 3 แห่ง) 1. ศาลพระเจ้าตากสิน (ข้อมูลโดย thai.tourismthailand.org) (ภาพโดย นายชลธร ปั่นเจริญ) (ททท.ส านักงานตาก) ที่อยู่ : อ.เมืองตาก จ.ตาก ลักษณะเด่นและความส าคัญ เป็นศาลที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรก ของเมืองไทย โดยศาลเดิมนั้นอยู่ที่วัดดอยเขาแก้วฝั่งตรงข้าม ตัวเมืองตาก ต่อมาในปี2490 ได้มีการสร้างศาลขึ้นใหม่โดย มอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ และได้สร้างตัวศาล เป็นศาลาแบบจตุรมุขพร้อมกับหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อยในพระอิริยาบถก าลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบ พาดอยู่ที่พระเพลา และที่ฐานพระบรมรูปมีค าจารึกไว้ว่า "พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2277 สวรรคต พ.ศ. 2325 รวม 48 พรรษา" 2. อุทยานแห่งชาติลานสาง (ข้อมูลและภาพโดยwww.m-culture.go.th/tak)(thai.tourismthailand.org) ที่อยู่ : อ.เมืองตาก จ.ตาก ลักษณะเด่นและความส าคัญ ตามต านานกล่าวมา ในสมัยที่ป่า ลานสางยังอุดมสมบูรณ์อย่าง เต็มที่เมื่อประมาณ 200 กว่าปี สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ยกทัพ ไปตีเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ทรงหยุด พักพลที่บ้านระแหง แขวงเมืองตาก มีพวกมอญหนีพม่าเข้ามาสวามิภักดิ์พระเจ้าตากสินได้ยกทัพเข้าตีขับไล่พม่า ซึ่งตามมอญเข้ามา ในคืนหนึ่งพระองค์ได้พลัดหลงทางออกไปจากกองทัพ ท าให้ไพร่พลทหารของพระองค์พากัน ออกติดตามก็ไม่พบ ประจวบกับภูมิประเทศซึ่งในสมัยนั้นเป็นป่าทึบรกชัฏ ในเวลากลางคืนเดือนมืดท าให้ยากแก่ การติดตาม ทหารทุกคนก็ล้าก าลังลงจึงพากันหยุดพัก ขณะที่ทหารไทยเหล่านั้นพักอยู่ก็เกิดปาฏิหารย์มีแสงสว่าง พุ่งสู่ท้องฟ้าพร้อมกับได้ยินเสียงม้าร้องอื้ออึง ทหารที่พักอยู่นั้นต่างก็พากันรีบตรงไปหาจุดที่มีแสงสว่างนั้น พอไป ถึงจึงเห็นพระเจ้าตากสินประทับม้าพระที่นั่งกลางลานนั้น มีแสงสว่างออกมาจากพระวรกาย พรั่งพร้อมไปด้วย ทหารพม่าประมาณ 50 คน คุกเข่าหมอบกราบสวามิภักดิ์ยอมแพ้อยู่เบื้องหน้า ทหารไทยต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างปาฏิหารย์นั้น ประจวบกับเวลาฟ้าสางพอดีต่อมาบริเวณนั้นเรียกว่า “ลานสาง”สถานที่สมเด็จพระ เจ้าตากสินประทับม้ายังคงมีอยู่ในปัจจุบันคือ บริเวณน้ าตกลานสาง และที่บริเวณลานหินจะมีรอยเกือกม้าของ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอยู่ด้วย


-41- 3. โบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้วและวัดกลางสวนดอกไม้ ที่อยู่ : อ.เมืองตาก จ.ตาก (ภาพโดย นายชลธร ปั่นเจริญ) (ข้อมูลโดย วัดดอยข่อยเขาแก้ว) ลักษณะเด่นและความส าคัญ โบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้วและวัดกลางสวนดอกไม้หรือวัดพระเจ้าตาก หรือวัดเสี่ยงทายบารมีพระเจ้าตาก เมื ่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ด ารงต าแหน ่งเจ้าเมืองตาก พ.ศ. 2310 เป็นอนุสรณ์เสี่ยงทายพระบารมีดังมีค าสัตย์อธิษฐานขึ้นในใจว่า "หากข้าพเจ้าบุญบารมีจะได้ถึงซึ่งบรรลุสุข แล้วไซร์ ขอให้ขว้างไม้เคาะระฆังถูกจ าเพาะท่อนกลางของถ้วยแก้วแตกออกเป็นสองส่วนโดยขอให้ลูกแก้วอยู่ใน สภาพสมบูรณ์" การเสี่ยงทายครั้งนั้นเป็นที่มหัศจรรย์จนเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญของพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก พระองค์จึงน าลูกแก้วพร้อมพระสารีริกธาตุมาสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้เป็นอนุสรณ์แห่งการเสี่ยงทายในครั้งนั้น วิหารและโบสถ์สร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง-ตอนปลาย พบพระพิมพ์ดินเผาในซุ้มเรือนแก้วปางสมาธิมีฐานแข้ง สิงห์รองรับศิลปะอยุธยาตอนปลายและพบใบหอก ดาบ เหล็ก เสียม กรรไกรหนีบหมาก บริเวณวิหารน่าจะบูรณะ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จกลับจากสงครามกับพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ทรงเสด็จนมัสการพระ ปฏิมากรที่วัดดอยข่อยเขาแก้วนอกจากนี้ยังทรงแจกพระราชทรัพย์กับราษฏรเป็นอันมาก ส่วนใบหอก ดาบ และ กรรไกรหนีบหมาก อาจจะเป็นของทหารระดับแม่ทัพ นายกองที่เสียชีวิตในสงคราม จึงฝังไว้ที่บริเวณวิหารเพื่อ ถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศแก่ผู้ตาย พระอุโบสถ ---------------------------------------------------


จ.นครศรีธรรมราช (จ านวน 3 แห่ง) 1.วัดเขาขุนพนม (โบราณสถานวัดเขาขุนพนม) (เนื้อหาโดย กรมศิลปากร) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญ นายธตรฐ ปั่นเจริญ และนายนพดล แดงสว่าง) ที่อยู่ : อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ลั กษ ณ ะเด่ น แ ล ะค ว าม ส าคัญ เป็นพื้นที่โบราณสถานประมาณ 575 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวาลักษณะเป็น ภูเขาหินปูนลูกโดด มีต้นไม้ปกคลุม อยู่อย่างหนาแน่นบนภูเขามีถ้้าหินปูน ที่มีโพรงหินงอกหินย้อย ลักษณะของ ภูเขาวางตัวอยู่ในแถบเหนือ-ใต้มี ความยาวประมาณ 750 เมตร กว้างตามแนวทางทิศตะวันออกตะวันตกประมาณ 500 เมตร สูงจากระดับน้้าทะเลประมาณ 43 เมตร ส่วนยอดเขาสูงจากระดับน้้าทะเลประมาณ 165 เมตร บันไดพญานาคจากพื้นล่างของวัดถึงลานหน้าถ้้าสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช 245 ขั้น เชื่อกันว่า เขาขุนพนม เคยเป็นที่ ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังจาก สิ้นรัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐานว่าพระเจ้าตากสินทรงมิได้ ถูกประหารชีวิต อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง แต่ได้ทรง สับเปลี่ยนพระองค์กับทหารคนสนิท(หลวงอาสาศึก) แล้วเสด็จมายังนครศรีธรรมราชมีการเตรียมการโดยมีการสร้างป้อม ปราการ ท้าเชิงเทิน ป้อมวงกลมตามชะง่อนผา เพื่อให้พระเจ้าตากสินได้ประทับเมื่อทรงผนวชเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดเขาขุนพนมจนเสด็จสวรรคต สิ่งน่าสนใจประกอบด้วย


-43- - อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินและ 4 ทหารเสือ คือ พระยาเชียงเงิน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระยาพิชัยดาบหัก พระพรหมเสนา (หลวงพรหมเสนา) และค้าปฎิญาณของ 4 ทหารเสือพระเจ้าตากสิน -รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของพระพรหมปัญโญภิกษุ (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) ต าหนักทรงบัลลังก์(ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ)


-44- ต าหนักทรงศีล (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) -ลานพญานาค (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) -บ่อน้ าทิพย์มนต์โบราณพญานาค 4 ตระกูล และโบสถ์มหาอุตม์ เป็นสถานที่นั่งปฏิบัติกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช (ภาพโดยนายสวัสดิวัฒน์ใจเพียร นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ)


-45- - ลานหน้าถ้ าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและถ้ าเหวตากฟ้า หินงอกหินย้อยรูปอาแป๊ะผมขาว (ภาพโดยนายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ)


-46- จุดชมวิวเวิ้งอ่าวไทยโบราณ (ประมาณ10000-2000 ปีมาแล้ว)(ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) ศาลพญางูจงอาง (บองหลา) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ)


-47- 2.วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่อยู่ : อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช (ข้อมูลโดยhttp://phramahathat-heritage.com/การขุดค้นทางโบราณคดีที่วิหารทับเกษตร) (ภาพโดยhttps://travel.trueid.net) (ภาพโดยคุณวาที ทรัพย์สิน และคุณจุติณัฏฐ์ สุดาวรรณศักดิ์) ลักษณะเด่นและความส าคัญ เดิมเรียกว่า วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่ภายในเขต ก้าแพงเมืองโบราณ ค่อนมาทางทิศใต้เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน มี ถนนราชด้าเนินตัดผ่านหน้าวัด เข้าใจว่าเดิมคงเป็นถนน โบราณ ประวัติการสร้างวัดไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัด หลักฐานทางเอกสารที่ชัดเจน ปรากฏขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่าวัดนี้เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์ จ้าพรรษา ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร อุปราชปักษ์ใต้ทรงพระสงฆ์จากวัดเพชรจริก มาดูแลรักษาวัดและคราวที่รัชกาลที่ 6 เสด็จ ประพาสเมืองนคร ได้โปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สิ่งที่น่าสนใจในวัดพระธาตุได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ วิหารพระทรงม้า วิหารเขียน วิหารโพธิ์ลังกา วิหารสามจอม วิหาร พระแอด วิหารคด วิหารทับเกษตร วิหารธรรมศาลา วิหารหลวง วิหารโพธิ์พระเดิม พระอุโบสถ เจดีย์ราย รอบพระบรมธาตุเจดีย์ โบราณวัตถุภายในวัด ฯลฯ ** วิหารทับเกษตร** (เรียกอีกชื่อว่า “ระเบียงตีนธาตุ”) มาจากศัพท์ทางพุทธสถาปัตยกรรม หมายถึงวิหารอัน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ฐานพระเจดีย์วิหารนี้ เป็นวิหารจัตุรัส ยาวด้านละ 18 วา 1 ศอก 15 นิ้ว จุดเด่นของวิหารนี้คือมีรูปปั้นช้างยื่นหัวออกมาจากซุ้ม ที่ฐานพระบรมธาตุเจดีย์เรียกว่า “ซุ้มหัวช้าง” เป็น เสมือนขื่อหรือคานรับน้้าหนักของพระบรมธาตุเจดีย์ จ้านวน 22 ตัว และมีพระพุทธรูปยืนปูนปั้นปางประทานอภัยอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว จ้านวน 25 องค์สลับกับซุ้มหัวช้าง ซุ้ม หัวช้างได้รับอิทธิพลศิลปะจากศรีลังกา ส่วนซุ้มพระพุทธรูปยืนได้รับอิทธิพลศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น วิหารทับเกษตรยัง มีธรรมาสน์สามหลัง ส้าหรับให้พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา เรื่องเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้สร้าง ขึ้นเมื่อครั้งมาปราบชุมนุมเจ้านครฯ เมื่อ พ.ศ. 2312 สร้างภายหลังพระบรมธาตุเจดีย์แล้วไม่นานเพื่อใช้เป็นระเบียง ส้าหรับพุทธศาสนิกชนประกอบศาสนพิธีโดยเฉพาะครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาปราบชุมนุมเจ้านครเมื่อ พ.ศ. 2312 และติดมรสุมอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชราวสามเดือน ระหว่างนั้นได้โปรดเกล้าฯให้ทหารช่วยปรับปรุงหลังคาวิหาร จนเสร็จเรียบร้อย ถือเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ที่สุด อีกทั้งเป็นเส้นทางที่เชื่อว่าพระองค์เคยมาเดินปฏิบัติธรรม ที่นี่ และภายในวัดยังมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเครื่องแบบกษัตริย์ประทับนั่ง และมีรูปจ้าลองพระภิกษุสงฆ์ มีนามว่า“สมเด็จสมณเจ้าสิน พรหมปัญโญ วิสุทธิเทพ ภิกขุ” ชื่อว่าพระเจ้าตากสินที่เสด็จมาบวชอยู่ที่เมืองนครฯ


-48- 3.วัดประดู่พัฒนารามและวัดแจ้ง (เก๋งพระเจ้าตาก) (เว็บไซต์ https://previous.thailandtourismdirectory.go.th) (ภาพโดยคุณจุติณัฏฐ์สุดาวรรณศักดิ์) ที่อยู่ : อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช ลักษณะเด่นและความส าคัญ วัดประดู่พัฒนารามและวัดแจ้ง วรวิหารเป็นวัดคู่แฝด สร้างสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ด้านหน้าเก๋ง เป็นแผ่นฉลุลวดลายสั่งมาจาก ประเทศจีนภายในมีบัวหรือเจดีย์ ส้าหรับบรรจุอัฐิของผู้ที่ล่วงลับไป แล้ว คือบรรจุอัฐิพระยานคร(น้อย) ผู้เป็นบิดาพระยา นคร (น้อยกลาง) และอัฐิสมเด็จเจ้าพระยากรุงธนบุรีผู้ เป็นปู่ซึ่งพระยานคร(น้อยกลาง) ไปแบ่งมาจากวัดอินทา ราม ธนบุรีถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ จ.สงขลา (จ านวน 1 แห่ง) 1.วัดสุวรรณคีรี (ภาพและข้อมูลโดย www.songkhla.go.th/travel และรายการ เจ้าตาก 250 ปีเส้นทางสู่สายอิสรภาพ) ที่อยู่ : อ.สิงหนคร จ.สงขลา (ภาพและข้อมูลโดย www.hatyaifocus.com/บทความ/395-เรื่องราวหาดใหญ่-ครั้งหนึ่ง-พระเจ้าตาก-เยือน...สงขลา) ลักษณ ะเด่นและความส าคัญเมื่อศักราช 1131 (พ.ศ.2312) พระเจ้าตากยกกองทัพหลวงมาตีเมือง นครศรีธรรมราชแตกแล้ว ยกกองทัพเลยมาตั้งอยู่ ณ เมืองสงขลา หลวงสงขลาวิเถียนหนีเจ้าตากไปกับเจ้า เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าตากตั้งให้นายโยมคนชาวเมืองสงขลาเป็นพระสงขลา ให้ ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม ว่ากันว่าคราวนั้น สมเด็จพระเจ้าตากประทับอยู่ ราว 1 เดือน จากหลักฐานทางวิชาการค้นพบว่า พระองค์ทรงว่าราชการอยู่ที่วัด สุวรรณคีรีจ.สงขลา เป็นสถานที่ตั้งพลับพลาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากมีการพบแนวฐานอิฐเป็นจ้านวนมาก พบเครื่องกระเบื้องจีนราวปลายกรุงศรี อยุธยา เป็นเนินสามารถมองเห็นทัพเรือที่แล่นเข้ามา และหลบคลื่นลมได้เหมาะแก่การว่าทัพสมัยธนบุรีท้าให้พระเจ้าตาก ต้องรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นด้วยการออกว่าราชการและบัญชาการรบอยู่เรื่อย ๆ หนึ่งในเมืองที่พระองค์ต้องลง มาว่าการสงครามด้วยตัวเอง คือ สงขลา แหลมสน ราว พ.ศ.1131 พงศาวดารเมืองสงขลา เรียบเรียงโดยพระยาวิเชียรคิรี (ชม) เมื่อยังเป็นพระยาสุนทรานุรักษ์บันทึกเรื่องราวนี้ไว้


เชิงอรรถ ท้ายบท (1) พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช ก าเนิด /ในแผ่นดิน กรุงศรีอยุธยาราชธานี / พงศาวดาร (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์ วาสุกรี) สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมราช หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือสมเด็จพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 8 หรือ สมเด็จพระเจ้า ตากสินกรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 ตรงกับ วัดอาทิตย์ขึ้น 15 ค่่า เดือน 5 ปีขาล ฉศก จุลศักราช 1096 เวลาประมาณ 11.00 น.พระเจ้าตากสินก่าเนิดจาก สามัญชนคนธรรมดาในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 หรือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275- 2301) พงศาวดารฉบับหลวงและพระราชพงศาวดาร พบว่า พระเจ้าตากสินทรงเป็นสามัญชน ถือก่าเนิดใน ตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน (จีนเรียก เซิ้นเซิ้นชนหรือสิน) พระราชบิดาเป็นจีน ชื่อไหฮอง (จีนเรียก เซิ่นหยง หรือเซิ่นยัง) มาจากเมืองกว่างโจว แซ่แต้ เมื่อมาถึงเมืองไทยเปลี่ยนชื่อเป็น ยั้ง เดินทางมาจากประเทศจีนอพยพมา ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แก้วมณี/ กุมารบุตรจีน (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) พ.ศ. 2277 นางนกเอี้ยง ฝันว่าชีปะขาว น่าแก้ว มณี สีสดใสขาววาววับจับตามามอบให้ 1 ดวงนาง น้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจและเมื่อตั้งครรภ์ครบ 10 เดือน ได้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชาย มี รูปพรรณงดงาม รูปกายมีลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตามต่าราที่ว่าด้วย “มหาปุริสลักษณะ”กล่าวคือ วัดจากฝ่าเท้าถึงศูนย์สะดือเท่ากับสะดือถึงกลาง หน้าผากเรียกว่า จัตุรัสกาย และในวันคลอด ฟ้าผ่าลงมาที่เสากลางเรือนคลอดแต่ไม่มีผู้ใด ได้รับอันตราย ต่อมาอีก 3 วัน บิดามารดาพบงู เหลือมตัวใหญ่เท่าโคนขาผู้ใหญ่ขดอยู่รอบกายกุมารในกระด้ง เป็นทักษิณาวรรต (เวียนขวา)


-2- มั่งมีศรีสุข / ภิกษุสินและซินแส (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) เมื่อสินอายุครบ 21 ปี กราบถวายบังคมลาอุปสมบทได้จ่าพรรษาอยู่ที่วัดโกษาวาสน์หรือวัดเชิงท่าเมื่อพ.ศ. 2301 ขณะที่พระภิกษุสินอุปสมบทอยู่เป็นพรรษาที่ 3 นายทองด้วง ได้อุปสมบท จึงมักจะได้พบกันบ่อยๆ เพราะวัดอยู่ ใกล้กัน อีกทั้งเคยบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดโกษาวาสน์หรือวัดเชิงท่า เช้าวันหนึ่งพระภิกษุสินกับพระภิกษุด้วง จาริกรับบาตรผ่านหน้าเรือนไทยจีน ได้มีซินแสผู้หนึ่งเดินผ่านมาพบภิกษุทั้ง 2 ซินแสพินิจดูด้วยความสนใจเป็น พิเศษกล่าวว่า ไม่น่าเชื่อเลยที่ได้เห็นกษัตริย์ไทยสององค์มาเดินบาตรด้วยกันอย่างนี้ ช่างเป็นบุญตาของเราแท้ๆ เจ้าเมืองก าแพงเพชร /ต้านศึกพม่า/ ถอยตั้งหลัก (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) พ.ศ. 2308 พระยาตาก(สิน) ปกครองเมืองตากได้ประมาณ 5 ปี 6 เดือน พระยาวิชรปราการเจ้าเมือง ก่าแพงเพชรถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ตรัสสั่งให้ พระยาตากสิน ลงมาเฝ้าที่กรุงศรีอยุธยา ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯเลื่อนยศเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองก่าแพงเพชร ปกครองเมืองก่าแพงเพชร อุตรดิตถ์ หัวเมืองทางภาคเหนือต่อไป แต่ยังมิได้ขึ้นไปรับต่าแหน่ง พม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาจึงติดราชการป้องกันพระนคร กองทัพมังมหานรธามีจ่านวนมากบุกเข้าปล้นฆ่าผู้คน ชาวบ้าน ชาวเมืองทนไม่ไหว รวบรวมพลังกันต่อสู้ขับไล่พม่า และเกิดเหตุการณ์ ชาวบ้านบางระจัน โดยมิรอความช่วยเหลือจากใครขึ้นในช่วงนี้


-3- อยุธยาล้มและล่ม / ไปไหนดี (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) กรุงศรีอยุธยา ถูกพม่าปิดล้อมโดยรอบถึงแม้ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จะส่งทูตไปขอเจราจา หย่าศึกยอมเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่ฝ่ายพม่า ก็ไม่ยอมด้วยหวังให้กรุงศรีอยุธยาพังพินาศ และริบทรัพย์สมบัติ กวาดต้อนผู้คนไปให้หมด ให้สิ้นซาก พระยาวชิรปราการ พร้อมด้วย หลวงพิชัยอาสา พระเชียงเงิน หลวงพรหม เสนา กับขุนหมื่นผู้น้อยจ่านวนหนึ่ง (500 คน) ออกมาจากค่ายวัดพิชัยแล้วหันไปมองพระนคร ที่มีแต่กลุ่มควันไฟ ลุกสว่างโชติช่วงดูประหนึ่ง เป็นกลางวันทั้งที่เป็นเวลาค่่ามืด เมื่อออกจากค่ายวัดพิชัย ผ่านมาทางบ้านหันตรา บ้านข้าวเม่า คลองอุทัย (คลอง ชนะ) คลองสามง่าม บ้านสัมบัณฑิต(สามบัณฑิต) มองกลับไปยังเมืองหลวง ยังเห็นเพลิงลุกโหมโชติช่วง (บ้านเรือน ราษฎรกว่าหมื่นหลังตกอยู่ในกองเพลิง) จึงได้ตั้งปณิธานว่า จะกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา บูรณะบ่ารุง พระพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองดังแต่ก่อนให้จงได้ ขอเดินทัพเพื่อรวบรวมพี่น้องและเสบียงอาวุธให้พร้อมแล้วจะ รีบกลับมา แม้เป็นหญิงก็น าได้/ ทหารม้า (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2310 พระยาวิชรปราการ ได้ ตัดสินพระทัยน่าทหาร 500 นายตีฝ่าวงล้อมของ พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา จนมาถึงวัดโพสังหาญ แห่งนี้กองทัพของฝ่ายพม่าก็เกิดยกทัพตามมาทัน จึงเกิดการรบกันถึงขั้นตะลุมบอนแต่ในขณะที่สู้รบ กันอยู่นั้น พระยาวชิรปราการตกอยู่ในวงล้อมของ พม่า พลันก็ปรากฏว่ามีวีรสตรี2 คน มือ 2 ข้างถือ ดาบน่าชาวบ้านไล่ฆ่าทหารพม่าที่ก่าลังล้อมพระยาว ชิรปราการ จนพระยาวชิรปราการสามารถตีฝ่าวง ล้อมของพม่าข้าศึกออกไปได้แต่ปรากฏว่าวีรสตรี ทั้ง 2 ท่านต้องมาสังเวยชีวิตลง ณ ทุ่งโพสังหาญนี้ ที่บ้านพรานนก พบกับทหารม้าของพม่า 30 คน และพลเดินเท้า 200 คน ไล่ล่าทหารไทยมาแม้จะมีก่าลังน้อย แต่ด้วยจิตใจที่กล้าแกร่งพระยาวชิรปราการใช้กลยุทธ์ในการศึกที่ เหนือกว่า บุกเข้าโจมตีกองก่าลังพม่าแตกยับเยิน ศูนย์การทหารม้า กองทัพบก จังหวัดสระบุรี ถือเอาวันที่ 4 มกราคมของทุกปี เป็นวันทหารม้า


-4- พังคีรีกุญชรช้างทรงคู่ใจ/สนามเพลาะดงแขม (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) ตลอดทางที่ผ่านมาต้องปะทะกับกองก่าลัง ของพม่าโดยตลอดสิ้นเปลืองก่าลัง อาวุธและ เสบียงจึงคิดเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าสู่พื้นที่ ขอบอ่าวไทย จะได้ไพร่พลเพิ่ม ทรัพย์เสบียง อุดมสมบูรณ์ และปลอดภัยจากทหารพม่า เพราะพม่าไม่เก่งเรื่องการบทางเรือจึง ตัดสินใจยกพลผ่าน นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี บางละมุง ระยอง โดยมี จุดมุ่งหมายที่เมืองจันทบูร ถึงเมืองนครนายก ได้พบกับขุนช่านาญไพรสณฑ์และนายกอง ช้างเมืองนครนายก ขอสมัครเป็นพรรคพวก มอบช้างพลายให้ 5 เชือก ช้างพัง 1 เชือก พระองค์ทรงเลือกช้างพังเป็นช้างทรงให้ชื่อว่า คีรีกุญชร จากนั้นเคลื่อน ทัพไปถึงบ้านบางคาง (วัดบางคาง จ.ปราจีนบุรี) หยุดพักค้างคืนรุ่งขึ้นเดินทัพต่อไปบ้านคู้ล่าพัน (จ.ปราจีนบุรี) ไป พักที่ชายดงศรีมหาโพธิ์เพราะใกล้ค่่าและพักคอยทหารของพระเชียงเงิน ที่บ้านคู้ล่าพัน ชาวบ้านหนึทหารพม่ามา จึงสั่งให้นายบุญมี(หลาน) หรือกรมขุนอนุรักษ์สงครามไปตระเวนตรวจดู พบทหารพม่าตั้งค่ายที่ปากน้่าโจ้(เจ้า)โล้ ก่าลังตามไล่ฆ่าชาวบ้าน พระยาวชิรปราการ จึงสั่งขุดสนามเพลาะใช้ดงแขมข้างทางเป็นที่ซุ่มก่าบังระดมปืนชนิด ต่างๆ ที่มีอยู่ตั้งระดมยิง จนกองก่าลังพม่าหนีกระจัดกระจายไป ยึดเมืองระยอง (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี ที่เมืองระยอง พระยาวชิรปราการ ประกาศตั้งตัวเป็นเจ้าเพื่อน่าทัพกู้ชาติว่าทุกคนจึง พร้อมใจกันสถาปนา พระยาวชิรปราการเป็นพระเจ้าตากและเพิ่มสร้อยนามเดิม เป็น พระเจ้าตากสิน โดยตั้งค่ายอยู่ที่วัดลุ่มสองแวน(วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อ.เมืองระยอง จ.ระยอง) เมื่อมาถึงเมืองระยอง พระระยอง(บุญ)เจ้าเมืองยอม ไม่อ่อนน้อม พระ ระยองเปลี่ยนความคิด ใช้เล่ห์กลต่างๆ ที่จะจัดการกับพระยาวชิรปราการ พระระยอง แสดงกิริยาส่อพิรุธหลายอย่าง พระเจ้าตากสิน จึงส่าเร็จโทษและยึดเมืองระยองไว้ ขุน รามหมื่นซ่องลูกสมุนพระระยอง หนีไปพึ่งพระยาจันทบูร(บุญรอด) แต่หาได้ส่งทูตมา เพื่อขอเจรจากับพระเจ้าตากสินไม่ ตีหม้อเข้าเมืองจันท์(ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ที่วัดแก้ว พระเจ้าตากสิน ตรัสสั่งให้หลวงพิชัยอาสา เรียกประชุมแม่ทัพนายกองว่าวคืนนี้จะต้องตีเมืองจันทบูรให้จงได้ ให้เหล่าทหารและ รี้พล กินอาหารเย็นเสร็จให้เทอาหารที่เหลือและทุบ(ต่อย)หม้อเสียให้หมดหมายไปกิน ข้าวด้วยกันในเมืองเอาพรุ่งนี้ หากตีเอาเมืองจันท์ไม่ได้ในคืนนี้ ก็จะได้ตายด้วยกันเสีย ให้หมดทีเดียว


-5- กองทัพเรือ /กองทัพบก / ตีส าเภาได้ของ (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) สมเด็จพ ระเจ้าตากสิน ท่ านให้ พระรามพิชัยกับหลวงราชรินทร์เป็น แม่ทัพเรือมีเรือประมาณ 50 ล่า ยกไปทางทะเลออกจากเมืองจันทบูร มุ่งหน้าสู่เมืองทุ่งใหญ่ (ตราดปัจจุบัน) ส่วนกองทัพบก สมเด็จพระเจ้าตาก สิน ทรงน่าทัพด้วยพระองค์เองออก จากเมืองจันทบูมุ่งตรงสู่เมืองทุ่งใหญ่ (ตราดปัจจุบัน) ในระหว่างทางทรงตรวจตราศึกษาภูมิประเทศและชักชนผู้คน พร้อมทั้งให้กระจายข่าวการ รวบรวมไพร่พล เสบียง อาวุธ เข้าร่วมกู้ชาติ กับพระองค์ท่านไปด้วย ขณะเดินทัพไปเมืองทุ่งใหญ่ ฝนตกหนัก 7 วัน 7 คืน ท่าให้ต้องพักเป็นระยะตามเส้นทาง เป็นผลดีในการรวบรวมไพร่พล ครั้งรุ่งเช้าพระเจ้าตากสินสั่งให้ นายทัพ นายกอง ยกก่าลังเข้าโจมตีส่าเภาจีน ด้วยความระมัดระวัง เพราะพ่อค้าส่าเภาจีนมีกองก่าลังคือ ลูกเรือ ที่มีอาวุธพร้อม พระเจ้าตากสินทรงใช้กลยุทธ์แบบกองโจร (หน่วยรบขนาดเล็ก) หลอกล่อด้วยวิธีการต่างๆ ใช้ ความได้เปรียบ ด้วยพระองค์มีจ่านวนเรือที่มากกว่าและมีขนาดเล็กกว่า เคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าหมู่ส่าเภาของ พ่อค้าจีนจึงตกอยู่ในวงล้อม SEALS (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) พระเจ้าตากสินทรงสั่งใหท่าการยึดเรือส่าเภาของหัวหน้านายส่าเภา พ่อค้าจีน เป็นส่าคัญ ยิงปืนตอบโต้กันอยู่ครึ่งวัน กองทหารของพระเจ้าตากสิน ปีนขึ้นเรือ ส่าเภาโดยใช้มีดสั้นประจ่ากายสักข้างเรือป่ายปีนขึ้นไป ต่อมาถือกันว่าเป็นที่เกิด หน่วย SEALS (หน่วยรบขนาดเล็ก หรือ การรบแบบกองโจร) ขึ้นเป็นครั้ง แรก พระเจ้าตากสินได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการรบแบบกองโจร (SEALS)


-6- กลับจันทน์/ฤดูมรสุม จึงพักทัพ / สิ้นมรสุม (ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) ในวันเดียวกัน พระเจ้า ตากสินทรงสั่งให้ยกทัพ กลับมายังเมืองจันทบูร ทันที โดยเดินทางมา ทางทะเลด้วยกองเรือ รบ (เรือชาวบ้าน) และ เรือส่าเภาจีนที่ยอมเข้า ร่ ว ม ร บ ด้ ว ย ได้ ท ร ง กระท่าพิธีบูชาเทวดาฟ้า ดินที่ท้องอ่าวบ้านสลัก บริเวณที่สร้างโบสถ์หลังเก่าของวัดสลักฆ่าหมู (วัดสลัก ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด) เพื่อ ประกาศตัวเริ่มเคลื่อนทัพกู้ชาติ มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา เมื่อกลับถึงเมืองจันทบูร ฝนตกหนักติดต่อกัน เพราะเป็นช่วงฤดู มรสุมจึงจ่าเป็นต้อง พักทัพ และถือโอกาสเตรียมความพร้อมคือรวบรวมไพร่พล สะสมยุทธปัจจัยต่าง ๆ เป็นเวลา 3 เดือน พระเจ้าตากสินทรงให้ช่างจีน จัดการต่อเรือรบทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยใช้ไม้จากบ้านตะเคียนยาว และบ้านเสม็ดงาม ที่ต่าบลหนองบัว อ่าเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทรบุรี รวมกันได้ 100 ล่าเศษ ซึ่งต่อมารู้จักกัน เพียงว่า “อู่ต่อเรือเสม็ดงามของพระเจ้าตากสิน” วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ 2310 เป็นมหาชัยมงคลฤกษ์ พระเจ้าตากสิน สั่งเคลื่อนกองเรือจ่านวน 100 ล่าเศษ พร้อมทหารอีก 5000 คน ออกจากเมืองจันทบูร พระเจ้า ตากสินทรงเป็นผู้บัญชาการเองและทรงใช้เรือประทับน่าหน้ากองเรือทั้งหมด เคลื่อนทัพเรือ กู้ชาติ(ภาพและเนื้อหาโดยอาจารย์สมโภชน์วาสุกรี) ตามภูมิประเทศด้านทิศตะวันตก มีอ่าวขนาดใหญ่มาก อยู่ระหว่างเมืองจันทบูรกับ เมืองทุ่งใหญ่สามารถน่าเรือส่าเภาขนาดใหญ่เข้ามาจอดบังคลื่นบังลมได้อย่างดี เพื่ออ่า พรางให้พ้นสายตากองก่าลังพม่า และบังคลื่นลมด้วยก่าลังจะเข้าสู่ฤดูมรสุม ในขณะที่ ด่าเนินการปรับรูปขบวนเรือ พระเจ้าตากสิน จึงถือโอกาสตั้งสัตยาธิษฐานเพื่อแสดงการ ประกาศ กู้ชาติณ บริเวณที่ตั้งอุโบสถหลังเก่าของวัดสลัก อ่าเภอเขาสมิง จังหวัดตราด แล้วจึงเคลื่อนทัพ


-7- 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 วัน กู้ช าติห รือวันป ระก าศ อิสรภาพ ( Independence Day) (เนื้อหาโดยอ าจารย์ สมโภชน์ วาสุกรีและภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญ เมื่อพระ เจ้าตากสินยกทัพเข้าตียึดเมือง ธนบุรีและปราบนายทองอินได้ แล้วจึงได้เคลื่อนทัพต่อไปที่กรุง ศรีอยุธยาเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้น และประหารสุกี้พระนายกอง ที่ค่ายโพธิ์สามต้น พระเจ้าตาก สินทรงน่าทัพรบพุ่งปราบพม่า จนราบคาบ โดยสามารถกอบกู้ เอกราชได้ส่าเร็จภายในเวลา 7 เดือน นับตั้งแต่ที่เสียกรุงเมื่อ พ.ศ. 2310 พระองค์ได้ยกทัพกลับมาที่ธนบุรีตั้งเมือง ราชธานีใหม่ ณ ที่แห่งนี้ขนานนามว่า "กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร" และทรงปราบดาภิเษกจากสามัญชนขึ้นไปเป็น พระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 ในพระชนมายุ34 พรรษา ทรงเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระ บรมราชาที่ 4


-8- •สถานที่อ้างอิง ในจ.ตราด 1. ตราด คือ มาจากภาษาเขมรโบราณ ของค่าว่า กราต มาเป็น กรัต เป็นค่าเรียกชื่อต้นยางนา (บันทึก ของพระราชเขมากรณ์อดีตเจ้าคณะจังหวัดตราด ประมาณ 200 ปีมาแล้ว) (เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อาจารย์สมโภชน์วาสุกรีข้าราชการบ่านาญ 2552 และปราชญ์ท้องถิ่นชุมชนบ้านแหลมมะขาม จ.ตราด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2565) 2. เมืองทุ่งใหญ่-จันทบูรคือ เมืองตราดปัจจุบัน (ทุ่งใหญ่ หมายถึง ท้องทะเลจังหวัดตราดที่ครอบคลุมถึง ป่าชายเลนอันกว้างใหญ่ ที่มีต้นยางนา และต้นไม้นานาชนิด ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินน่ามาใช้ต่อเรือรบที่จังหวัด ตราดแล้วเคลื่อนทัพเรือไปที่จันทบุรีจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับอาจารย์สมโภชน์วาสุกรีข้าราชการ บ่านาญ 2552 และปราชญ์ท้องถิ่นชุมชนบ้านแหลมมะขาม จ.ตราด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2565 3.ปากน้ า คือ บริเวณปากคลองท่าตะเภา ซึ่งเป็นที่กว้างท้องอ่าวมีล่าคลองส่าคัญอยู่ 3 สาย คือ คลองท่า ตะเภา คลองน้่าเชี่ยว และคลองท่าประดู่ 4.ตะเคียนยาว เดิมเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า วัดแหลมมะขามได้ท่าการหักร้างถางพงเป็นนาข้าว พบแนว ไม้ตะเคียนล้มติดต่อกันเป็นแนวยาว จึงใช้แนวตะเคียนเป็นคันนา ยาวหลายเส้น (20 วา คือ 1 เส้น) ตะเคียน เหล่านี้ถูกตัดมีลักษณะเป็นท่อนซุงและวางเรียงกันเป็นตับ บางส่วนก็มีการขุดเป็นเรือมาด ขนาดต่างๆ ซึ่งมีดินกลบ อยู่ พ่อโต(ปู่ของอดีตไวยาวัจจกรวัดแหลมมะขาม) บอกว่า อู่ขุดเรือของพ่อตาก 5.บางกระดาน คือ ต่าบลบางปิด อ่าเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือจากบ้าน ตะเคียนยาว อ่าเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ไปยังเมืองจันทบูรซึ่งมีการเคลื่อนย้ายท่อนซุงแลแผ่นกระดานไม้ ตะเคียนไปต่อเรือส่าเภาขนาดใหญ่มีไม้กระดานหลุดลอยมาติดชายฝั่งที่หมู่บ้านแห่งนี้จึงเรียกว่าบ้านบางกระดาน ในเวลาต่อมา 6. ที่ประกอบพิธีบวงสรวงไปกู้ชาติคือ ที่ตั้งอุโบสถหลังเก่า ของวัดสลัก ต่าบลท่าโสม อ่าเภอเขาสมิง จังหวัด ตราด ปัจจุบันมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อยู่ริมคองหน้าอุโบสถหลังเก่า -----------------------------------------------------------------------


-9- เชิงอรรถ ท้ายบท (2) ตราประจ าพระองค์(ภาพโดย เว็บไซต์https://www.komchadluek.net) (เนื้อหาโดยพลเรือเอกวสินธ์ สาริกะภูติ) ตราประจ าพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือ “ตรามหาเดช” เทาทอง ไก่ชนพระเจ้าตากสินมหาราช (เนื้อหาและภาพโดยพลเรือเอกวสินธ์สาริกะภูติและนายสัตวแพทย์ นิสิต ตั้งตระกูลพงษ์) ลักษณะเด่นของไก่เทาทอง ไก่สวยงามยืนหน้าอกเชิด ยกหัวยกปีก คอยาว ระหง ล าตัวกลมจับเป็นสองท่อน ใบหน้าสวยงามดูคมสันเหมือนเหยี่ยว ปาก ใหญ่มีร่องน้ าลึก หงอนจัดอยู่ในพวกหงอนหิน หน้าหงอนบาง กลางหงอนสูง ปลายหงอนยาวเลยลูกตาแลพาดกระหม่อม ขน ล าตัวตั้งแต่คอลงมาถึงท้องและก้นมีสีเทาไม่มีสีอื่นเจือปน ขนปีก ทั้งปีกนอกปีในสีเทา ส่วนปีกไชอาจมีสีขาวปนได้ ปืนใหญ่ป้องกันพระนครกรุงศรีอยุธยา (เนื้อหาโดยพลเรือเอกวสินธ์สาริกะภูติ) กรุงศรีอยุธยา มีปืนใหญ่รวมกันมากกว่า 1200 กระบอก แต่มีปืนใหญ่ที่มีชื่อไพเราะคล้องจองกันจ านวน 12 กระบอก ดังนี้ มหาฤกษ์ มหาชัย(ไชย) มหาจักร มหากาฬ(มหากาฬมฤตยูราช) . ชนะหงสา (ปราบหงสา) ชะวาแตก อังวะแหลก ละแวกพินาศ พิฆาตสังหาร มารประลัย ภิรมย์สถาน ตาปะขาวกวาดวัด พม่าได้อะไรไปจากอยุธยา (เนื้อหาโดยพลเรือเอกวสินธ์สาริกะภูติ) เมื่อกองทัพพม่าถอนตัวกลับจากอยุธยา พม่าได้อะไรไปจากอยุธยากลับไปพม่า มีดังนี้ 1. คน ชีวิตผู้คนและทรัพย์สินจ านวนมหาศาลสูญเสียไป ผู้ที่ถูกจับได้ขณะกรุงแตก จ านวน 30000 คน และ ถูกกวาดต้นไปก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นจ านวนมาก (ไทยสูญเสียประชากรและทหารประมาณ 200000 คน จากถูกฆ่าตาย เจ็บป่วย อดตายและถูกจับเป็นเชลย 2. อาวุธ ปืนใหญ่ขนาดต่างๆ ที่ขนไปได้ จ านวน 1200 กระบอก ส่วนปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่มาก พม่าก็ระเบิด ท าลายหรือโยนทิ้งลงแม่น้ า ปืนเล็ก พวกปืนนกสับต่าง ๆ จ านวนหลายหมื่นกระบอก และมีมากกว่าปืนใหญ่ มากกว่า 1200 กระบอก 3. บ้านเรือน ปราสาทราชวัง วัดวาอาราม ถูกเผาจนหมดสิ้น


-10- 4. ศิลปกรรมแขนงต่างๆ ช่างฝีมือผู้สร้างงานศิลป์ถูกฆ่าและถูกกวาดต้อน ท าให้การสร้างสรรค์ศิลปกรรมของ ไทยชะงักเป็นเวลานาน และสามารถฟื้นฟูได้อีกครั้งเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในสมัยรัชกาลที่ 3 5. ไทยสูญเสียเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพ เอกภาพในดินแดนต้องสูญสิ้นไป ก่อให้เกิดความอัปยศ เป็น มลทินทางจิตใจแก่คนไยในสมัยต่อ ๆ มา 6. ช้างศึกม้าศึก อยุธยามีช้างศึกอยู่ไม่ต่ ากว่า 1000 เชือก และม้าศึกจ านวน 3000 ตัว ถูกกวาด้นเอากลับไป พม่าจนหมด 7. ภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น ทุพภิกขภัย โจรภัย เป็นต้น เกิดติดตามมา ผู้คนที่เหลือรอดต้องรับทุกขเวทนาจากภัย ต่าง ๆ และได้รับความเดือดร้อนมาก ผลของกรุงศรีอยุธยาแตก ราชอาณาจักรอยุธยาล่มสลายท าให้เกิดปัญหารอยต่อของความเป็นชาติ (เนื้อหา โดยพลเรือเอกวสินธ์สาริกะภูติ) - เป็นไปได้ที่แผ่นดินอาจแตกแยกออกเป็นรัฐเล็ก รัฐน้อย - เป็นไปได้ที่แผ่นดินอาจเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า - เป็นไปได้ที่แผ่นดินไทย อาจเป็นประเทศใหม่ หมายความว่า ไม่มีประเทศไทยในแผนที่โลก ยุทธวิธีที่พระองค์ทรงน ามาใช้และเป็นที่ยกย่องกันทั่วไป (https://3king.lib.kmutt.ac.th/KingTarksinCD) 1. ทรงริเริ่มการใช้กองทัพเรือในการท าสงคราม 2. ทรงเปลี่ยนแปลงแผนการรบ 3. ทรงใช้ปืนใหญ่สนับสนุนการรบ 4. ทรงแก้ไขปรับปรุงการจัดกองทัพ 5. ทรงให้ความส าคัญแก่การวางสายข่าว 6. ทรงจัดหน่วยสนับสนุน (หน่วยช่วยรบ) พระเจ้าตากสินกับพระสงฆ์ (ข้อมูลโดยเวทิน ชาติกุล) ในสมัยกรุงธนบุรี มีความเสื่อมในหมู่สงฆ์มีมาก มีคน มากมายหนีตาย หนีความล าบาก หนีความอดอยากปลอมมาบวช แล้วก็ไม่ได้ประพฤติตนอยู่ในพระธรรมวินัย ดัง เกิดกรณี “ด าน้ าพิสูจน์ความเป็นพระ” ในทางปฏิบัติต้องเป็นพระผู้ใหญ่ที่ควรจะเข้มงวดให้พระปฏิบัติตามพระ ธรรมวินัยซึ่งอนุมานได้ว่าคงไม่มีในช่วงนั้น หากเป็นจริงมาจากปากของพระราชาคณะอีกก็ไม่น่าแปลกที่ตามวิสัย ของพระเจ้าตากสิน พระองค์จะทรงกริ้วเรื่องนี้มาก ถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะได้เหตุผลว่าที่พระสงฆ์ถูกลงโทษนั้นไม่มี ความเกี่ยวข้องอะไรกับความเป็นหรือไม่เป็นอริยบุคคลของพระเจ้าตากสินแม้แต่น้อย


-11- ก า ร รบค รั้ งส าคัญสมัยก รุ งธนบุ รี(ข้อมูลโดยเวทิน ช าติกุล) (ข้อมูลโดยทันตแพทย์สม สุจี ร า) (www.wangdermpalace.org) การรบพม่าที่บางกุ้ง ปลายพ.ศ. 2310 นับเป็นการศึกครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรีและ(ทรงรวบรวมชาวไทยเชื้อ สายจีนที่มีฝีมือเชิงยุทธ์จากระยอง ชลบุรีราชบุรีและกาญจนบุรีมาตั้งค่ายทหารเรือบริเวณริมแม่น้ าแม่กลอง สมุทรสงคราม โดยใช้ชื่อว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง ศึกบางกุ้งเป็นศึกใหญ่ครั้งแรกหลังจากที่ตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีกระแสพระราชด ารัสแก่บรรดาเหล่าทหารของพระองค์ว่า “ลูกพ่อ จงฟังไว้ค่าย บางกุ้งก าลังจะแตก ถ้าแพ้คราวนี้เราจะไม่มีวันกู้ชาติได้ส าเร็จ เพราะพม่าจะฮึกเหิมไม่สิ้นสุด และฝ่ายเราจะขวัญ เสียจนไม่มีวันฟื้นคืนได้ลูกพ่อทั้งหลายต้องสู้เพื่อช่วยปลุกขวัญพวกเราในการรบครั้งต่อไป” ทหารพม่าท าศึกกับ ค่ายจีนบางกุ้งรวม 49 วัน แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินกลับใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็สามารถเอาชนะได้ การรบพม่าที่บางแก้วเมืองราชบุรีพ.ศ.2317 ทรงน าทัพกรุงธนฯ ล้อมทัพพม่าที่ตามมอญเข้ามา ตัดเส้นทาง ล าเลียงเสบียงพม่า จนพม่ายอมแพ้ศึกครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนวิธีรบเป็น ตั้งรับนอกพระนคร สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงรู้ข่าวว่าพม่ายกพลตามพวกมอญที่หนีเข้ามาในเขตไทย ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรีโดยทรงบัญชาการทัพด้วย พระองค์เองทรงตั้งค่าย ล้อมค่ายพม่าและลอบตีตัดทางล าเลียงเสบียงอาหารโดยได้ก าลังสนับสนุนจากพระยายม ราช ในที่สุดพม่าจึงต้องยอมแพ้ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อนตามที่ต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นจ านวน มาก เนื่องจากหมดความกลัวเกรงพม่า นับเป็นสงครามแบบจิตวิทยาโดยแท้ ศึกอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ.2318 นับเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุด พม่ายกพลมาประมาณ 35,000 คน เข้า ล้อมเมืองพิษณุโลก และล้อมเมืองสุโขทัย ส่วนเมืองพิษณุโลกมีพลประมาณ 10,000 คน สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชทรงยกทัพไปช่วยและเป็นศึกที่ใหญ่ที่สุดในรัชกาลที่ 1 สมัยด ารงพระยศเป็นพระยาจักรี(ทองด้วง) และ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช (บุญมา) แต่ไม่ได้รบกันเพราะพม่าต้องยกทัพกลับ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินพม่า สวรรคต ในที่สุด อะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับ การป้องกันหัวเมืองชายแดน ตลอดรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินต้องทรงท าสงครามกับพม่าถึง 8 ครั้ง แต่ด้วย พระอัจฉริยะภาพ ทางยุทธวิธีและความเชี่ยวชาญในการรบของทหาร จึงท าให้ทัพไทยรบชนะพม่าทุกครั้ง พ.ศ.2310 ทรงตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น สามารถยึดกรุงศรีอยุธยาคืนได้ท าให้ไทยเป็นเอกราช ในปีเดียวกันนั้น ไทยรบกับพม่าที่บางกุ้ง สมุทรสงคราม พม่าแพ้ต้องถอยทัพกลับมาเมืองทวาย ไทยยึดเรือรบ ของพม่า ตลอดจน อาวุธและ เสบียงอาหารได้เป็นจ านวนมาก พ.ศ.2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีพม่าที่เชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2 สามารถขจัดอิทธิพลของพม่าจาก แผ่นดินล้านนายกเว้นเชียงแสน การขยายอาณาเขตพระราชอาณาจักรไทยในสมัยกรุงธนบุรีขยายออกกว้างขวางกว่าสมัยอยุธยามากทั้งนี้ เพราะได้เมืองพุทไธมาศ และกัมพูชาเข้ามาไว้ในราชอาณาเขตด้วย พ.ศ.2319 ไทยได้อาณาเขตลาวใต้มีนครจ าปาศักดิ์สีทันดร ดินแดนเขมรป่าดงแถบเมืองสุรินทร์เมืองสังขะและ เมืองขุขันธ์ พ.ศ.2321 ทัพไทยตีหัวเมืองรายทางไปจนถึงเวียงจันทน์ได้เมืองเวียงจันทน์หลวงพระบาง ครั้นเสร็จศึกก็ได้ อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกตกลับมาไว้ที่กรุงธนบุรีในปีนั้นด้วย


-12- เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ. 2325 รบพระยาสรรค์ ก าลังของพระเจ้าตากสิน ที่เหลืออยู่ในธนบุรีปะทะกับกองก าลังขอพระยาสรรค์ที่ เข้ามาล้อมเมือง แต่รบกันเพียงหนึ่งคืนฝ่ายพระเจ้าตากสิน ก็ยอมแพ้ พระเจ้าตากสินทรงออกผนวช พ.ศ. 2325 (22 วันหลังรบพระยาสรรค์) หลังจากตรึงก าลังกัน 12 วัน ก าลังพระยาสรรค์รวมกับก าลังพระเจ้า ตากสิน(บางส่วน) รบกับก าลังของพระยาสุริยอภัยฝ่ายพระยาจักรีและชนะเหนือพระยาสรรค์ พระเจ้าตากสิน ขณะนั้นถูกจับสึกแล้วถูกส าเร็จโทษ) อาณาเขตประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้ามาในพระราชอาณาจักร ได้แก่ ธนบุรีอ่างทอง สิงห์บุรีลพบุรีอุทัยธานีนครสวรรค์ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรีระยอง จันทบุรีตราด นครชัยศรีนครปฐม สุพรรณบุรีราชบุรีสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี กาญจนบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ทรงต่อสู้เพื่อขยายพระราชอาณาจักรเกือบตลอด รัชกาล อาณาเขตของ ประเทศไทยในสมัยนั้น มีดังนี้ ทิศเหนือ อาณาจักรล้านนา ทิศใต้ เมืองไทรบุรีและตรังกานู ทิศตะวันออก กัมพูชาจดญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เวียงจันทน์หัวเมืองพาน และหลวงพระบาง หัวพันห้าทั้งหก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เมืองพุทไธมาศ จดเมืองมะริด และตะนาวศรี ทิศตะวันตก เมืองมะริดและตะนาวศรีออกมหาสมุทรอินเดีย พุทธปรัชญากับการแนะแนวแก่นแท้ของชีวิตและหลักพุทธกิจของพระเจ้าตาก (ข้อมูลโดย “น.นกยูง” พระพุทธเจ้าสอน ซุนวูคิด พระเจ้าตากท า) พระพุทธเจ้าสอนหลักธรรมเพื่อให้ทุกคนในโลกหลุดพ้นจากบ่วงกรรม โดยพระธรรมจากพระไตรปิฏก 84,000พระธรรมขันธ์ พระพุทธองค์หวังให้ทุกคนในโลกเว้นจากการท าบาปทั้งปวง หมั่นสร้างความดี ท าจิตใจให้ ผ่องใส และให้ทุกคนเป็นคนดีมีคุณธรรม ซุนวูคิดถึงผู้น าในกองทัพต้องมีเบญจคุณธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา จึงออกมาเป็นต าราพิชัยสงครามและยังคง ความนิยมถึงปัจจุบัน แม้ผ่านกาลเวลามาเกือบ 3000 ปี เป็นปรัชญาแสดงเจตนาต่อยอดความคิดที่ต้องการให้ นักการทหารใช้ปัญญารู้แจ้ง การรู้รักสามัคคี การใช้สติสัมปชัญญะในการสงคราม สมาธิเกิดจากวิปัสสนา กรรมฐาน ต าราพิชัยสงครามเป็นประมวลปรัชญาของซุนวู จึงกลายเป็นต าราแห่งมวลมนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัย พระเจ้าตากสิน ท าตามปรัชญาของพระพุทธเจ้าและซุนวู พระองค์เป็นนักรบผู้กล้าที่มิได้เพียงใช้ดาบ แต่ทรงใช้ ปัญญาในการกอบกู้เอกราชสยามประเทศ และน าค าสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเป็นผู้ด ารงคุณธรรม มีความ กตัญญูกตเวทีต่อแผ่นดิน ให้ทานบารมีต่ออาณาประชาราษฏร์ ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมและทรงเน้นการปกครอง ที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาแห่งคุณธรรม พระองค์ทรงให้ความรักแก่ประชาชนดั่งพ่อปกครองลูกและทรงใช้วิริยะ อุตสาหะ อดทนบ าเพ็ญเพียรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และทรงกอบกู้พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจ าชาติ ไทยให้มีความมั่นคงสถาพร


-13- การเปรียบเทียบปริศนาธรรมกับต าราพิชัยสงครามซุนวูและการปฏิบัติธรรมกิจของพระเจ้าตากสิน ในต าราพิชัยสงครามซุนวู ว่าไว้ในบทที่ 2 เรื่องของการวางแผน กล่าวถึงการรบที่ดีย่อมเข้าเร่งเผด็จศึก การรบยืดเยื้อย่อมไม่ส่งผลดีต่อรัฐ ยิ่งยาวนาน ภัยพิบัติย่อมทวี เสร็จศึกยาวนานชัยชนะไม่คุ้มค่าให้ดี จงเร่งเผด็จ ศึกเสียแต่โดยไว ลดความทุกข์ยากของชาวประชา การศึกที่ยืดเยื้อมีแต่จะท าให้ประเทศชาติล่มจม พระเจ้าตากสิน มีพระเมตตาปรารถนาให้ทุกคนพ้นจากทุกข์ซึ่งเป็นการเน้นย้ าถึงการปฏิบัติพระองค์ ตามพุทธธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้าและต าราพิชัยสงครามซุนวู เช่น ก่อนที่จะปราบดาภิเษก ในกรณีหนึ่ง เมื่อคราวพระเจ้าตากสินได้เมืองจันทบุรีได้พบพระองค์เจ้าทับทิมราชธิดาพระเจ้าเสือพระองค์หนึ่ง ซึ่งพวกทหาร พาหนึไปเมืองจันทบุรี เพราะเจ้าจอมมารดาเป็นญาติกับพระยาจันทบุรี พระเจ้าตากสินก็อุปการะไว้จึงจัด ที่ให้เจ้านายประทับตามสมควรดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ว่า “ตรัสสั่งมิให้ทหารท าการอันตรายเบียดเบียนแก่ไพร่ฟ้าประชากรทั้งปวง ......แล้วเชิญเสด็จพระบรมศพพระที่นั่งสุริยามรินทร์แห่แหนมา ณ โพธิ์สามต้น ถวายพระเพลิง...” พระเจ้าตากสิน โปรดฯให้ปล่อยคนทั้งปวงที่ถูกพม่ากักขังไว้แล้วแจกทรัพย์สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคประทานให้พ้นทุกข์ทรมาน แล้วจึงให้ปลูกเมรุคาดผ้าขาวที่ท้องสนามหลวงและสร้างพระโกศเครื่องประดับส าหรับงานพระบรมศพ พร้อม เสร็จ พระเจ้าตากสินเสด็จเข้ามาตั้งพลับพลาอยู่ในกรุง ฯ ให้ขุดพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศน์อัญเชิญลงพระโกศ ถวายเพลิงพระบรมศพ และประจุพระอัฐิธาตุตามเยี่ยงอย่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนมา โลกธรรม 8 หมายถึง เรืองของโลกมีอยู่ประจ ากับชีวิต สังคมและโลกของมนุษย์ ในส่วนของมนุษย์พอใจ มี 4 เรื่องคือ ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับสรรเสริญ ได้สุข และสิ่งที่มนุษย์ไม่พอใจคือ เสียลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ ตัวอย่าง พระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีและชี้ชวนให้ประชาราษฏร์ประหยัดเนื่องจาก บ้านเมืองเพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤติภัยสงคราม ข้าวยากหมากแพงและใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ท านาหาเลี้ยงชีพ หากไม่ พอก็จะมอบข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคให้เพื่อคลายความทุกข์ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นจ านวนมากเพื่อซื้อข้าวสารพร้อมกับประกาศให้ราคาสูงเป็นพิเศษจูงใจให้พ่อค้าต่างชาติน าเครื่องอุปโภค บริโภคเข้ามาจ าหน่ายในปริมาณที่พอเพียงต่อความต้องการของประชาชน แล้วทรงน าข้าวสารและเครื่องนุ่งห่ม พระราชทานแจกจ่ายแก่บรรดาราษฏรที่ขาดแคลนโดยทั่วหน้ากัน ท าให้ความเดือดร้อนบรรเทาลง บรรดาราษฏร ที่แตกฉานซ่านเซ็นต่างก็พากันอพยพคืนถิ่น เข้ามาอยู่ตามภูมิล าเนาเดิม ยังผลให้บ้านเมืองกลับสู่ปกติสุขและ เศรษฐกิจของชาติฟื้นคืนมา พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการรู้จักการใช้จังหวะและโอกาส พระเจ้าตากสิน ได้ใช้กลศึกฉกฉวยโอกาสโจมตีทัพ พม่าที่แม่ทัพพม่าคาดไม่ถึง ด้วยการน าไพร่พลลัดเลาะเปิดยุทธการทางน้ าที่พม่าไม่ช านาญ กรณีการต่อเรือรบน า ทัพไปตีที่ค่ายโพธิ์สามต้น ให้ทหารอาสาบุกโจมตีพม่าอย่างรวดเร็วจนแตกพ่าย เพราะการฉวยโอกาสที่กองทัพ พม่าไม่ทันระวังตัว ซึ่งการโจมตีคล้ายยุทธศึกผาแดงในคราวที่ขงเบ้งบุกตีโจโฉจนแตกทัพเรือ พระพุทธเจ้า สอนเรื่องความมุ่งมั่น การมีความศรัทธา “ศรัทธา” แปลว่าความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อในสิ่งที่ดี งาม มีเหตุผล ไม่ใช่เชื่องมงายโดยปราศจากการพิจารณาไตร่ตรอง พระเจ้าตากสิน เป็นว่าการกู้ชาติบ้านเมืองให้ ส าเร็จ ต้องมีบารมีเป็นที่นับถือย าเกรงของคนทั้งหลาย จึงประกาศตั้งต้นเป็นเจ้าเมืองระยอง จากนั้นเดินทางไปยัง จันทบุรี แต่ได้รับการต่อต้าน พระเจ้าตากสินทรงแสดงความสามารถใช้กลวิธีปลุกใจทหาร สร้างแรงบันดาลใจและ ความศรัทธา โดยให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงก่อนเข้าตี หวังไปกินอาหารมื้อต่อไปในเมือง ท าให้ทหารเกิด ก าลังใจที่จะต้องตีเมืองจันทบุรีให้ได้ การตีจันทบุรีส าเร็จพระเจ้าตากสินใช้เมืองจันทบุรีเป็นศูนย์กลางในการกอบ กู้เอกราช


-14- พุทธธรรมกิจของพระเจ้าตากสิน นับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชแก่พม่าในปี 2310 พระพุทธศาสนาและศาสนาทั้งหลายที่เข้ามาเผยแผ่ ในประเทศไทยต่างก็ได้รับความกระทบกระเทือนโดยทั่วกัน วัดวาอารามและหนังสือถูกท าลายจากภัยสงคราม พระสงฆ์ตลอดจนผู้สอนศาสนาทั้งหลายต้องแตกฉานซ่านเซ็น ท าให้ศาสนามัวหมอง เมื่อพระเจ้าตากสินทรง สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีทรงด าเนินการฟื้นฟูศาสนา ทรงแต่งตั้งพระสังฆราชและราชาคณะตามธรรมเนียม ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้ท าหน้าที่บังคับบัญชา ควบคุม ตลอดจนสั่งสอนพระสงฆ์ทั้งฝ่ายคันถะธุระและวิปัสสนา ธุระให้ประจ าตามหัวเมืองเพื่อจัดระเบียบสงฆ์ให้เรียบร้อยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งพระราชอาณาจักร โปรดสังคายนาพระไตรปิฏกอันเป็นหลักพระพุทธศาสนาในปี 2312 ณ วัดบางหว้าใหญ่(วัดระฆังโฆสิตาราม) โดยอาศัยฉบับที่อัญเชิญมาจากนครศรีธรรมราชเป็นหลัก ทรงก าจัดผู้ปฏิบัติการอันเป็นการท าลาย พระพุทธศาสนา โดยลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสมณเพศ โปรดฯตราพระราชก าหนดศีลสิกขา ในปี 2316 เพื่อให้พระปฏิบัติตนให้เคร่งครัดตามศีลอันเป็นพระวินัยและทรงพิจารณาโทษชาวจีนที่รับซื้อทองที่ ได้มาจากการท าลายพระพุทธรูป พระเจ้าตากสินทรงปฏิบัติพระองค์เยี่ยงธรรมราชา ทรงเจริญวิปัสสนา กรรมฐาน ณ วัดบางยี่เรือใต้ (อินทาราม) พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นๆ ในพระราชอาณาจักร เป็นต้นว่า ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม พระอารามที่ได้โปรดฯ ให้สถาปนาขึ้นในรัชกาลของพระองค์คือ วัดบางยี่เรือเหนือ (วัดราชคฤห์) และพระอารามที่ทรงปฏิสังขรณ์ได้แก่ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) วัดแจ้ง(วัดอรุณราชวราราม) วัดบางยี่เรือใต้ (วัดอินทารามและวัดหงส์อาวาสวิหาร (วัดหงส์รัตนาราม) วัดที่ส าคัญ ยิ่งในสมัยกรุงธนบุรีคือ วัดอินทาราม(วัดบางยี่เรือนอกหรือวัดบางยี่เรือใต้) และทรงโปรดฯให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระ อารามหลวงชั้นเอกพิเศษให้เป็นวัดฝ่ายสมถวิปัสสนา ในส่วนของวัดอรุณราชวราราม อยู่ในเขตพระราชฐานจึงไม่ มีพระสงฆ์อาศัยอยู่และทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากหลวงพระบางมาประดิษฐานไว้ข้างพระอุโบสถวัดแจ้ง(วัด อรุณราชวราราม) ภายในเขตพระราชวังเดิม และทรงมีพระราชด าริสร้างพระมหาปราสาทถวายพระแก้วมรกตขึ้น ไว้ภายในพระราชฐาน แต่ยังไม่ทันได้สร้างดังพระราชประสงค์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน หนีคือยอดกลยุทธ์ เมื่อรบกับข้าศึก หากข้าศึกแข็งเราอ่อน อาจจะถอยร่นอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบเลี่ยงการ ปะทะดังค ากล่าวไว้ใน “คัมภีร์อี้จิงแม่ทัพ” ว่า “ถอยหนีมิผิด เป็นวิสัยแห่งสงคราม” เพื่อชิงโอกาสตอบโต้ ภายหลัง กลยุทธ์นี้สรุปได้ว่า “ ภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่เป็นผลดีจะต้องหลีกเลี่ยงกับการสู้รบขั้นแตกหักกับข้าศึก เมื่อเปรียบเทียบกับยอมจ านนคือการพ่ายแพ้อย่างถึงที่สุด การขอเจรจาสงบศึก คือการพ่ายแพ้ครึ่งหนึ่ง แต่ถอย หนีกลับอาจจะแปรเปลี่ยนมาเป็นชัยชนะได้ เมื่อทัพอ่อนเผชิญทัพแข็งมักจะใช้วิธีหนี เพื่อกระจายก าลังข้าศึก เพื่อ สร้างโอกาสกลับมาสู่ชัยชนะ พระเจ้าตากสินใช้กลยุทธ์ข้อสุดท้ายของต าราพิชยสงครามซุนวูมาเป็นข้อแรกใน การหนีทัพ เพื่อกลับมารับชัยชนะและท าได้หลังกรุงแตก เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2310 และสามารถกอบกู้ เอกราชได้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนเท่านั้น


-15- พระเจ้าตากสิน เน้นเรื่องการมีวินัย ทหารของพระองค์ต่างมีระเบียบวินัย มีความกล้าหาญ เน้นย้ าได้ว่า หากผู้น าหย่อนยานในระเบียบวินัยจะท าการใหญ่มิได้ กลยุทธ์ที่ลือลั่นจากไซ่ฮั่นเป็นวีรกรรมครั้งส าคัญเมื่อฌ้อปา อ๋องหรือเซี่ยงอวี่น าทัพไปที่เมืองเสียนหยาง เมืองหลวงของราชวงศ์ฉิน ทั้งที่มีกองก าลังน้อยกว่ามากถึง 10 ต่อ 1 หลังจากข้ามแม่น้ าจางเหอแล้ว เซี่ยงอวี่ได้สั่งการให้ทหารทั้งหมดพกเสบียงอาหารแห้งจ านวนที่จะพอรับประทาน ได้ 3 วัน และให้ทุบหม้อส าหรับปรุงอาหาร และให้เจาะรูให้เรือที่ข้ามแม่น้ ามาให้รั่วทั้งหมด เพื่อที่จะเอาชนะให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ตายกันหมด ซึ่งวีรกรรมนี้กลางมาเป็นภาษิตภาษาจีนว่า “ทุบหม้อจมเรือ” เป็นสิ่งส าคัญที่ตัดสินชะตา กรรม กลยุทธ์นี้พระเจ้าตากน ามาใช้ในคราวตีเมืองจันทบูรณ์ ทรงน าจิตวิทยาในด้านการรบมาใช้กับแม่ทัพนายก อง เพื่อต้องการรบให้ชนะ สั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงหมายไปกินอาหารมื้อเช้าในเมือง ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ต้อง อดตาย ครั้นถึงเวลาค่ า พระเจ้าตากสิน จึงได้สั่งให้ทหารไทยจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกันมิให้ส่งเสียงจนกว่าจะเข้าเมืองได้จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ พอได้ฤกษ์เวลา 3 นาฬิกา พระเจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณบอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน พระเจ้าตาก สินตีเมืองจันทบุรีได้หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน ชัยชนะนั้นมาจากการใช้วินัยอย่างเคร่งครัด พระเจ้าตากสิน เน้นเรื่องความสามัคคีในกองทัพตลอด จึงรวมคนและกอบกู้เอกราชได้ ทรงรวบรวมคนและ ผูกใจคนด้วยวาทศิลป์ สร้างความรักความสามัคคีในกองทัพ ให้เหล่าทหารอาสาศึกทั้งไทย มอญ แขกจาม จีน อาสาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมือถึงฤดูท านาก็ลงท านาด้วยกัน โดยพระเจ้าตากสินก็ลงด านาปลูกข้าวด้วย เมื่อถึง ฤดูเก็บเกี่ยวก็ลงแขกพร้อมกัน ในระหว่างพักศึกเพื่อเตรียมเสบียงร่วมกัน เมื่อยามทหารเจ็บป่วยก็ไปดูแลรักษา ป้อนยา ป้อนข้าวด้วยพระองค์เอง ปลุกใจให้ทุกคนมีความสามัคคีต่อกัน พระองค์เป็นผู้น าที่มีแต่คนยอมรับนับถือ เพราะมีจิตวิทยาที่ดี ค่ายทหารพม่าที่บางแก้วตั้งอยู่บนภูเขาเป็นผลดีต่อกองทัพไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงวางกลยุทธ์ใหม่ให้ กองทัพบกตั้งค่ายลอมทหารพม่าตรงเชิงเขาทุกด้านเพื่อสกัดทางล าเลียงเสบียงอาหารเมื่อกองทัพพม่าเริ่มอด อยาก พยายามฝ่าลงมาก็ถูกยิงโต้กลับไป โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงสอนเทคนิคการยิงปืนแบบใหม่ คือให้ ยิงพร้อมๆๆ กันครั้งละ 30-40 นัด แล้วให้พลปืนแถวหลังวิ่งออกมายิงต่อขณะที่แถวหน้านั่งลงใสกระสุน ซึ่งเป็น เทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรป ทหารพม่าที่พยายามแหวกวงล้อมลงมาจึงถูกยิงเสียชีวิต สมเด็จพระเจ้า ตากสินทรงประกาศเข้าไปที่ค่ายทหารพม่าว่า ถ้ายอมอ่อนน้อมแต่โดยดีจะยกชีวิตให้ แต่ถ้าไม่ยอมจะยกทัพไปฆ่า เสียปรากฏว่าทหารพม่าหยิ่งยโส ยอมอดจนขาดอาหารตายไปถึง 1600 คน เมื่อล่วงเข้าวันที่ 47 แม่ทัพพม่ายอม สวามิภักดิ์ น าเครื่องศัสตราวุธมอบให้กองทัพไทย (ข้อมูลโดยทันตแพทย์สม สุจีรา) เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพ ไปตั้งหลักทางภาคตะวันออก พ่อค้า คหบดีได้ร่วมทูลเกล้าฯถวาย ทรัพย์สินมากมาย เช่น จีนเรือง เศรษฐีชาวชลบุรี ได้ถวายสิ่งของ เงินทอง ยานพาหนะ และปัจจัยทุกอย่างให้ ตามที่กองทัพของพระองค์ต้องการ จีนมั่วเส็ง มีคลังสินค้าขนาดใหญ่อยู่ที่จันทบุรี ได้น้อมเกล้าฯถวายสินค้าใน คลังทั้งหมดแด่สมเด็จพระเจ้าตากสิน และทูลเกล้าถวายเงินสมทบอีก 500 ชั่ง เจ๊สั่วอ๋องไซ น้อมเกล้าถวายเรือ ส าเภา 32 ล าพร้อมสินค้าเต็มล าเรือ เพื่อร่วมเป็นกลังในการกู้ชาติ จีนกุน ถวายเรือส าเภาหลายล า พร้อม เครื่องเงิน เครื่องทองและผ้าแพรราคาแพงที่น ามาจากเมืองจีน เมื่อรู้ว่าไทยได้เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า จึงถวาย ทรัพย์สินทั้งหมดแด่พระเจ้าตากสิน เพื่อใช้เป็นก าลังในการสร้างชาติ มีจีนบางส่วนถวายทรัพย์สินมิออกนาม เพราะกลัวว่ากู้ชาติไม่ส าเร็จ จะมีภัยมาถึงตัวเองและครอบครัว พระเจ้าตากสินทรงเร่งระดมต่อเรือรบขนาดใหญ่ กว่า 100 ล าแล้วเสร็จในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งเฉลี่ยในการต่อเรือวันละ 1 ล าเป็นช่างชาวจีนที่อาศัยอยู่ในจันทบุรี ชลบุรี ตราด และจากเมืองจีนพร้อมส าเภา (ข้อมูลโดยทันตแพทย์สม สุจีรา)


-16- พระราชกรณียกิจด้านการศาสนา ถึงแม้ว่าในรัชสมัยของพระองค์บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะสงครามเกือบตลอดเวลาแต่สมเด็จพระเจ้าตากสิน กลับมิได้ทรงละเลยงานด้านศาสนจักรได้ทรงมุ่งมั่นท านุบ ารุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนเมื่อครั้ง กรุงศรีอยุธยา พระราชกรณียกิจด้านฟื้นฟูพระพุทธศาสนามีดังนี้ได้แก่ การจัดระเบียบสังฆมณฑล การรวบรวม พระไตรปิฎก การสมโภชพระแก้วมรกต การบูรณปฏิสังขรณ์วัด พระราชก าหนดว่าด้วยศีลสิกขา พระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจและสังคม ความฝืดเคืองยากเข็ญหลังกรุงแตก ในะระยะแรกที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็น ราชธานีประชาราษฎร์มีความยากจนข้นแค้นอาหารขาดแคลนอย่างหนัก นอกจากนั้นเสื้อผ้าก็อัตคัต พระองค์ได้ ตระหนักถึงความเดือดร้อนของราษฎรเป็นอย่างยิ่งจึงทรงรีบเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของราษฎรเป็น อันดับแรก ด้วยการจ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจ านวนมากเพื่อซื้อข้าวสารพร้อมกับประกาศให้ราคาสูง เป็นพิเศษ เพื่อจูงใจให้พ่อค้าต่างชาติน าเครื่องอุปโภคบริโภคเข้ามาจ าหน่ายในปริมาณที่พอเพียงต่อความต้องการ ของประชาชน แล้วจึงทรงน าข้าวสารและเครื่องนุ่งห่มนั้น พระราชทานแจกจ่ายแก่บรรดาราษฎรที่ขาดแคลน โดย ทั่วหน้ากัน ท าให้ความเดือดร้อนบรรเทาลงทันทีบรรดาราษฎรที่แตกกระสานซ่านเซ็น ต่างก็พากันอพยพคืนถิ่น เข้ามาอยู่ตามภูมิล าเนาเดิมยังผลให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ปกติสุข และเศรษฐกิจของชาติฟื้นคืนมา การกสิกรรม สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงวางแผนเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวในกรุงธนบุรี ด้วยการส่งเสริมให้ข้าราชการ และประชาชนให้ท านาปรังทุกแห่ง ยามว่างศึกก็มีพระบรมราชโองการให้แม่ทัพคุมทหารมาท านาแทน ภายใน เวลา 4 ปี กรุงธนบุรีสามารถผลิตข้าวเพื่อการส่งออกและได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดของเอเชียอาคเนย์ สร้างรายได้เข้าประเทศ การขนส่งและการคมนาคม ตัดถนนในฤดูหนาวเมื่อว่างจากศึกสงคราม ทรงพัฒนาการคมนาคมทางน้ าด้วย การเร่งให้ด าเนินการขุดคลองท่าขามให้ทะลุไปถึงฝั่งทะเลตะวันตกเพื่ออ านวยความสะดวกให้เรือบรรทุกสินค้า และเพื่อเป็นการส่งก าลังบ ารุงให้แก่กองทัพเรือซึ่งประจ าอยู่ทางฝั่งตะวันตกที่เรียกว่าทะเลหน้านอก การค้าทางทะเล เมื่อบ้านเมืองคืนกลับสู่ปกติสุขแล้ว พระองค์ได้ทรงฟื้นฟูด้านการค้าทางทะเลกับต่างประเทศ เพื่อหารายได้จากการเก็บค่าปากเรือและภาษีขาเข้า - ขาออก เพื่อน ามาใช้จ่ายในการท านุบ ารุงบ้านเมือง ซึ่งได้ ช่วย บรรเทาการเรียกเก็บภาษีจากราษฎรได้อีกเป็นจ านวนมาก เรือรบ (ข้อมูลโดย ประวัติกองทัพเรือ www.navy.mi.th/index.php/history) ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เรือพระราชพิธีถูกท าลายเป็นอันมาก อีกทั้งช่างฝีมือต่างล้มตายไป เป็นจ านวนมาก เมื่อล่วงมาถึงสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงมีพระราชด าริให้ฟื้นฟูการฝึกหัด ช่างฝีมือขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นก าลังในการก่อสร้างบรรดาถาวรวัตถุและศิลปวัตถุ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จ พระราชด าเนินขึ้นไปสมทบที่พระต าหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่ามีเรือแห่รวมกันเป็นจ านวน 246 ล าโดยเรือ สมัยกรุงธนบุรีมีการต่อเรือทั้งเรือรบ เรือส าเภา ตลอดจนเรือหลวงส าหรับไว้ใช้ในราชการ ปรากฏชื่อ ดังนี้ เรือพระที่นั่งบรรลังก์แก้วจักรพรรดิเรือพระที่นั่งพิมานเมืองอินทร์เรือนพระที่นั่งศรีสวัสดิ์ชิงชัย เรือพระที่นั่งส าเภาทองท้ายรถ เรือพระที่นั่งบัลลังก์บุษบกพิมาน เรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย หลังจากที่พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราชแล้วได้โปรดให้สร้างเรือพระราชพิธีขึ้นใหม่ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุวรรณพิชัยนาวาท้ายรถ เรือพระที่นั่งศรีสักหลาด เรือโขมดยาปิดทองทึบ โดยช่างฝีมือในสมัยกรุงธนบุรีได้ตกทอดและสร้างผลงานให้แก่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นอันมาก


-17- ทหารเสือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ข้อมูลโดยwww.tnews.co.th) (ภาพโดย นายพรพล ปั่นเจริญและนายธตรฐ ปั่นเจริญ) 1. หลวงราชเสน่หา (กรมพระราชวังบวรมหา สุรสิงหนาท) 2.หลวงพิชัยอาสา (พระยาพิชัยดาบหัก) 3. พระยาเชียงเงิน 4. หลวงพรหมเสนา (เจ้าพระยานครสวรรค์) 5. ขุนอภัยภักดี(thakhlong.go.th) สุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ และพืชสมุนไพรสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในประเทศไทย คนก่อนประวัติศาสตร์อยู่ในสภาพเร่ร่อน หาอาหารโดยการล่าสัตว์และเก็บผลหมากรากไม้ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเที่ยวหาอาหารตามธรรมชาติ ส่วนร่องรอยการตั้งหลักแหล่งของมนุษย์ ที่เป็นสังคมที่มี ระบบทางเศรษฐกิจแบบการผลิตอาหาร รู้จักการเลี้ยงสัตว์ หลักฐานที่พบได้แก่ เครื่องมือหินขัดอายุไม่ต่ ากว่า 8000 ปีมาแล้ว และต่อมามีการใช้เครื่องมือที่ผลิตด้วยโลหะส าริด เมื่อไม่ต่ ากว่า 4000 ปีมาแล้ว และใช้เหล็ก เมื่อราว 2500 ปี การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นการผลิต ท าให้ความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างมนุษย์ สัตว์และโลกของพืช เรียกได้ว่า ภาวะนิเวศวิทยาเปลี่ยนรูปไป และคนในสังคมใหม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากเดิม (ข้อมูลโดย พิสิฐ เจริญวงศ์) ในเรื่องสุขภาพที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีเงื่อนไขการศึกษาค่อนข้างจ ากัด เพราะ สามารถวิเคราะห์ได้จากกระดูกและฟันเท่านั้น โรคภัยไข้เจ็บสมัยก่อนประวัติศาสตร์ การรักษาพยาบาลอาจจะไม่ ถูกวิธี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้อัตราการตายของเกษตรกรสมัยก่อนประวัติศาสตร์สูง ส่วนใหญ่จะพบร่องรอย ของโรคปรากฎบนกระดูก คือ โรคไขข้ออักเสบ โรคเนื้องอก และโรคคล้ายเนื้องอก อาทิ เนื้องอกจากไขสันหลัง อักเสบ โรคเลือดผิดปกติ อาทิ โลหิตจาง นอกจากนี้ยังพบโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น โรคเหงือกอักเสบ โรคฟันผุ เป็นต้น บ่งบอกถึงระบบโภชนาการที่มีคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) อยู่มาก ในส่วนที่เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหารและพืชสมุนไพร นักโบราณคดีค้นพบจากแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะที่บ้านเชียง มีการค้นพบเมล็ดพืชหลายชนิดซึ่งบางชนิดอาจจะใช้เป็นอาหารหรือใช้เป็นพืชสมุนไพร คือ มะเยาหรือมะยาว (สบู่ด า) ใช้เป็นเครื่องส าอางทาตัว นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องเทศและเครื่องสมุนไพร ได้แก่ หมาก สมอจีน (มะเกิ้ม) มะซาง(ละมุดสีดา) พริกไทย ดีปลี พลู ท้อ สมอดีงู สมอไทย สมอพิเภก ก่อหยุม แตงกวา แตงไทย น้ าเต้า กระจับ ฟัก ฟักข้าว บัว บวบ ถั่วลันเตา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ไผ่ ตะไคร้ การบูร อบเชย ละหุ่ง สลัดไดป่า ปาล์ม หวาย ข้าว ฯลฯ (ข้อมูลโดย Yen D. Hoabinhian) หลักฐานจากพืช พันธุ์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ค้นพบว่า พืชบางชนิดนอกจากจะใช้เป็นอาหารแล้ว คนก่อนประวัติศาสตร์ใน ประเทศไทยใช้เป็นยาสมุนไพรน่าจะได้จากขบวนการสังเกตและทดลองรับประทานเมื่อได้ผลจึงจดจ ากัน


-18- การแพทย์กัมพูชาก่อนสมัยสุโขทัย เกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย การดูแลรักษาในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 ไม่มีหลักฐานพอจะน ามาอ้างอิงได้ แต่มีหลักฐานของกษัตริย์กัมพูชาคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงบ าเพ็ญพระราชกุศลโดยการสร้างอโรคยาศาลา (มิใช่เป็นเพียงโรงพยาบาล แต่ยังเป็นศาสนสถานส าหรับสั่งสอนประชาชน) จ านวน 102 กระจายอยู่ทั่วไปใน ราชอาณาจักร ส่วนอโรคยาศาลที่ค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจ านวน 22 แห่ง (ข้อมูลโดยพีรพน พิศณุ พงศ์และสุภาพร ปิติพร) ซึ่งค้นพบในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน โดยมีผู้ท าหน้าที่รักษาพยาบาล รวม 98 คน มีพิธีกรรมบวงสรวงพระไภสัชยคุรุไวฑูรย์ด้วยยาและอาหารก่อนแจกจ่ายไปยังผู้ป่วย เกี่ยวกับวัสดุสิ่งของ และเสบียงอาหารที่ต้องใช้ในอโรคยาศาล รับมาจากท้องพระคลังหลวงโดยจัดส่งปีละ 3 ครั้ง เช่น น้ าผึ้ง น้ าตาล การบูร เครื่องเทศ เมล็ดพันธุ์ผักกาด หรือมัสตาร์ด า ยี่หร่า จันทน์เทศ ผักชี กระวาน กานพลู ขิง ดีปลี ตะไคร้ อบเชย ลูกไม้ใช้ย้อมฝาด ผลไม้ประเภทส้มส าหรับท าน้ าส้ม ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ เกลือ ก ายาน มหาหิงค์ ลูกต าลึง เนย พริกไทย หญ้ากระด้าง กระเทียม และข้าว เป็นต้น ค่ารักษานอกจากเป็นทรัพย์สินแล้ว สิ่งส าคัญคือ ข้าวเปลือกและฟืน ต่อมาในปี 1761 หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เสด็จสวรรคต อ านาจทางการเมืองกัมพูชา เสื่อมทรามลงพร้อมๆ กับ ความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของรัฐที่คนไทยเป็นผู้น า ได้แก่ รัฐสุโขทัยในลุ่มน้ า เจ้าพระยาตอนบน รัฐล้านนาในแถบลุ่มน้ าแม่ปิง และเริ่มต้นรัฐอยุธยาในลุ่มแม่น้ าเจ้าพระยาตอนใต้ และอโรคยา ศาลาก็ไม่มีอิทธิพลต่อสังคมในดินแดนไทยอีกเลย การแพทย์แผนไทยสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา สมัยสุโขทัย ชุมชนสุโขทัยมีลักษณะกระจายเป็นชุมชนหมู่บ้าน ต าบล และเมือง ในแต่ละชุมชนจะมีหมอกลางบ้านและ หมอพระ รักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยสมุนไพรและการรักษาโดยวิธีทางพุทธศาสตร์และไสยศาสตร์ การรักษาแบบ พื้นบ้านโดยใช้ยาสมุนไพรมาผสมผสานกัน โรคภัยไข้เจ็บในสมัยสุโขทัยตามหลักฐานที่ปรากฏใน เตภูมิกถาเป็น พระราชนิพนธ์พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) กล่าวถึงโรคที่น่ากลัว ได้แก่ หิด เรื้อน เกลื้อน หูด แลเปา เป็นต่อม เป็นเตา เป็นง่อย เป็นเพลีย ตาฟู หูหนวก ท้องขึ้น ท้องพอง ต้องไส้ ปวดหัว มัวเตา ฯ ลฯ อีกทั้งได้พบหลักฐาน การค้นพบตุ๊กตาเสียกบาลเป็นจ านวนมาก ที่สร้างขึ้นในการแก้บนและการบนบานศาลกล่าวในยามเจ็บไข้ได้ป่วย การรักษาผู้เจ็บป่วยในสมัยสุโขทัยยังคงไม่เป็นระบบแบบแผนมากนัก แต่น่าจะมีหมอยาพื้นบ้านและใช้สมุนไพรใน การรักษา สมัยอยุธยา -อยุธยาตอนต้น การเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) จาก พ.ศ. 1893 เป็นต้น มา ต่อมาในปี 1997 รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031)พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่า ว่า “ศักราช 816 (พ.ศ. 1997) คนทั้งปวงเกิดทรพิษตายมากนัก” แม้ว่าคนตายเพราะโรคไข้ทรพิษระบาดอย่าง รุนแรงในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่มีการดูแลรักษาจนโรคร้ายหมดสิ้นไป โดยไม่มีการทิ้งเมืองให้ร้างแต่ ก่อน หลังจากไข้ทรพิษระบาดในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเพียง 1 ปี ก็มีการสถาปนาระบบการแพทย์แผน ไทยขึ้นอย่างชัดเจน หน่วยงานเหมือนกระทรวงสาธารณสุข ประกอบขึ้น 7 กรม คือ กรมแพทยา กรมหมอ กรม หมอกุมาร กรมหมอนวด กรมหมอยาตา กรมหมอวรรณโรค และโรงพระโอสถ เกี่ยวกับสถานที่จ าหน่ายยามี เอกสารกล่าวว่า “ย่านป่ายาขายสรรพเครื่องเทศ เครื่องไทยและเป็นสรรพคุณยาทุกสิ่ง” มีร้านขายยา โดยเฉพาะและเรียกว่า “ถนนป่ายา” (อ้างถึง สมเด็จกรมพระยาด ารงราชานุภาพ)


-19- -อยุธยาตอนกลาง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ระหว่างพ.ศ. 2199-พ.ศ.2231) มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศทั้ง เอเชีย และยุโรป ด้านการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นแพทย์แผนตะวันตก ทรงยอมรับการแพทย์แผนจีน การแพทย์แผนอินเดีย และการแพทย์ทรงเลือกน าสิ่งที่ดีและเหมาะสมเข้ามาผสมผสานกับระบบการแพทย์แผนไทยได้ค้น พบบันทึกว่า ต ารับยาซึ่งถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย ชื่อว่า “ต าราพระโอสถพระนารายณ์”มีรายชื่อ นายแพทย์ที่มีทั้งแพทย์ไทย แพทย์จีน แพทย์อินเดีย และแพทย์ฝรั่ง(รายนามหมอที่รักษาแสดงไว้9 ท่าน เป็น หมอไทย 5 ท่าน คือออกขุนทิพจักร ออกขุนประสิทธิโอสถ ออกพระสิทธิสาร ออกพระแพทยาพงษา และนาย เพ็ชรปัญญา หมอแขก 1 ท่านคือออกพระประสิทธิสารพราหมณ์ หมอจีน 1 ท่านคือขุนประสิทธิโอสถจีน และหมอฝรั่งอีก 2 ท่าน คือ พระแพทย์โอสถฝรั่งและเมสีหมอฝรั่ง ต าราพระโอสถพระนารายณ์) ร่วมกันถวาย ต ารายาและปรากฏชื่อวรรณกรรมต ารายาอีก 2 เล่มคือ คัมภีร์มหาโชติรัตน และคัมภีร์โรคนิทาน คัมภีร์ ประถมจินดา ในปี2202 ในบรรดาต ารายาดังกล่าว รวมถึงต าราขี้ผึ้งรักษาบาดแผลของหมอฝรั่งประกอบถวาย ด้วย เชื่อกันว่าชาวโปรตุเกสเป็นผู้น าเอาขี้ผึ้งรักษาแผลเข้ามาใช้ตั้งแต่พ.ศ.2054 ต าราพระโอสถพระนารายณ์ ไม่ได้รวบรวมพระโอสถในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น แต่ยังรวบรวมต ารายาในสมัยสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวท้ายสระเข้าไว้ด้วย โดยรวมต ารายาไว้81 ต ารับนับว่ามีความส าคัญในฐานะเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์การแพทย์ของไทยในสมัยอยุธยาตอนกลาง ท าให้ทราบถึงแนวคิดและวิธีวิทยาของการแพทย์ แผนไทยแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่องร่างกายว่าประกอบด้วยธาตุสี่ เรื่องที่มาของโรคว่ามาจากการใช้ ยาเพื่อปรับธาตุเรื่องสมมุติฐานของโรคที่เกิดจากสมุฏฐาน 4 ประการขาดสมดุล - สมัยธนบุรี การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ. 2310 นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เพราะศิลปะวิทยากรที่สั่งสม กันมาในช่วงกว่า 4 ศตวรรษได้ถูกท าลาย ปราสาทราชวัง วัดวาอาราม ร้านค้า บ้านเรือนถูกเผาผลาญ ผู้คนถูกฆ่า และกวาดต้อนไปเป็นเชลย แม้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสามารถยึดเอาพระนครคืนมาได้ แต่ก็ไม่สามารถ ฟื้นสภาพกรุงศรีอยุธยาให้ดีดุจเดิมได้ ในส่วนของหลักฐานทางการแพทย์แผนไทยไม่ปรากฏ แต่คงจะมีการฟื้นฟู พร้อม ๆ กับ วิทยาการสาขาอื่น อย่างไรก็ตามมีหลักฐานกล่าวว่ามีพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ 4 พระองค์ ที่ด ารงอาชีพเป็นแพทย์ ปรากฎในท าเนียบแพทย์ในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งพระราชโอรสทั้ง 4 พระองค์ เป็นก าลังส าคัญที่สุดในการฟื้นฟูการแพทย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น


(1) เรียบเรียงขอมูลและภาพโดยอางอิงจาก สื่อสิ่งพิมพ ภาษาไทย กรมศิลปากร หนวยบัญชาการนาวิกโยธิน น.ย. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ องคการบริหารสวนตําบลหนองละลอก จังหวัดระยอง เวทิน ชาติกุล ธรรมะของพระเจาตาก นนทบุรี สํานักพิมพกรีนปญญาญาน 2558 นิธิ เอียวศรีวงศ การเมืองไทยสมัยพระเจากรุงธนบุรี กรุงเทพฯ สํานักพิมพมติชน 2550 ทันตแพทยสม สุจีรา ตํานานสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช กรุงเทพฯ อมรินทรธรรมะ 2554 ลดา รุธิรกนก บันทึกจอมทัพพระเจาตากสินมหาราช กรุงเทพฯ ดีเอ็มจี 2557 หนังสือ “เปดตํานานหลวงปูเทพโลกอุดร คืออาจารยสอนกรรมฐานพระเจาตาก” โดย ทิพยจักร พลเรือเอก วสินธ สาริกะภูติ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ตอนแมทัพเรือกูชาติ นนทบุรี บริษัทไทภูมิ พับลิชชิ่ง จํากัด 2560 พลเรือเอก วสินธ สาริกะภูติ สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ตอน หักคีมพมาและเสือพบสิงห นนทบุรี บริษัทไทภูมิ พับลิชชิ่งจํากัด 2560 อาจารยสมโภชน วาสุกรี ตามรอยพอตากไปบานทุงใหญ เมืองจันทบูร (หนังสือภาพอิงประวัติศาสตรพ.ศ. 2310 พระยาวิชรปราการกูชาติ) จังหวัดตราด สภาพัฒนาการเมือง 2558 วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ จากอยุธยาสูเมืองจันทตามรอยทัพกูชาติพระเจาตากสินมหาราช สารคดี ฉบับที่ 157 ปที่ 14 เดือน มีนาคม 2541 หนา 61-74 สัมภาษณ สัมภาษณทางโทรศัพทอาจารยสมโภชน วาสุกรี ขาราชการบํานาญ 2552 และปราชญทองถิ่นชุมชน บานแหลมมะขาม จ.ตราด เรื่อง ประวัติความเปนมาของจังหวัดตราดและวัดสลัก จังหวัดตราด โดยนายพรพล ปนเจริญ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2565 พระสมพร อธิปญโญ(หลวงพอตูม) เจาอาวาสวัดโพธิ์สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา สัมภาษณในการสํารวจรองรอยทางโบราณคดีและประวัติศาสตรของคายโพธิ์สามตนและวัดโพธิ์พระเจาตากสิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยนายพรพล ปนเจริญ วันที่ 22 ธันวาคม 2563 ผญบ.นพดล แดงสวาง สัมภาษณประวัติสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ที่วัดเขาขุนพนมและตามรอยบอน้ํามนต พญานาค ที่วัดเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนายพรพล ปนเจริญ และนายธตรฐ ปนเจริญ เมื่อวันที่ 23-25 มีนาคม 2565 สัมภาษณทางโทรศัพทพันเอกอดุลย คุณมี เรื่องการดํารงชีพในปาและสมุนไพรในการรักษาโรคโดยนายพรพล ปน เจริญ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 สัมภาษณทางโทรศัพทคุณรําไพพรรณ แกวสุริยะ เรื่องการดํารงชีพในปาและการหาอาหารในแบบทหารพรอมทั้ง การรักษาโรคโดยนายพรพล ปนเจริญ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2564 สัมภาษณทางโทรศัพทคุณฤทธิเดช ทองจันทร เรื่องการทําภาชนะดินเผาและการหาอาหาร/ทําอาวุธจากธรรมชาติ เพื่อยังชีพ/การปองกันตัวในชวงกรุงศรีอยุธยาตอนปลายของสมเด็จพระเจาตากสิน โดยนายพรพล ปนเจริญ เมื่อ วันที่ 13 มีนาคม 2564


(2) ภาพประกอบ รายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่สรางสมัยกรุงธนบุรีในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร. พิพิธภัณฑสถาน แหงชาติ พระนคร. กรุงเทพฯ หนังสือเลขที่ วธ 0407.06/582 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2562. วัดบานคาย จ.ระยอง องคการบริหารสวนตําบลหนองละลอก จังหวัดระยอง นาวาเอกสุทธิศักดิ์ ชวยเมืองปกษ(เสียชีวิต พ.ศ.2564) หนวยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นาวาตรีนพรัตน สุขมาก นาวาตรีทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ คุณวาที ทรัพยสิน คุณจุติณัฏฐ สุดาวรรณศักดิ์ คุณพรพล ปนเจริญ คุณธตรฐ ปนเจริญ คุณนพดล แดงสวาง ภาพและขอมูลโดยพระสายัณห อินทวีโร เจาอาวาสวัดเขาพระ จ.กําแพงเพชร คุณสุทธาสิณีย บุญมีศรีปาน หัวหนางานบริหารความเสี่ยงการบริหารองคกร กองบริหารความเสี่ยง ททท. คุณชลธร ปนเจริญ คุณธมลวรรณ เจริญวงศพิสิฐ ผูอํานวยการสํานักงาน ททท.ตาก ขอมูลและภาพจากสื่ออิเล็กทรอนิกส https://previous.thailandtourismdirectory.go.th) เกร็ดประวัติวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารhttps://www.watarun1.com/th.) ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน) https://db.sac.or.th/archaeology) พิพิธภัณฑในประเทศไทยศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร https://db.sac.or.th/museum ขอมูลโดย ศาลเจาพอฉางเกลือธนบุรี กรุงเทพฯ http://phramahathat-heritage.com/การขุดคนทางโบราณคดีที่วิหารทับเกษตร) https://travel.trueid.net) www.songkhla.go.th/travel และรายการ เจาตาก 250 ป เสนทางสูสายอิสรภาพ) www.hatyaifocus.com/บทความ/395-เรื่องราวหาดใหญ-ครั้งหนึ่ง-พระเจาตาก-เยือน...สงขลา https://www.komchadluek.net) (https://3king.lib.kmutt.ac.th/KingTarksinCD) (www.wangdermpalace.org) https://www.wangdermpalace.org/weapon_th.html) https://www.masasom.com.ลักษณะของดาบไทย) ประวัติกองทัพเรือ www.navy.mi.th/index.php/history) ภาพและขอมูลโดยสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี และนาวาตรีทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ http://antiqueclubone.blogspot.com/2012/07/blog-post_11.html. go.ayuthaya.go.th mgonline.com/travel facebook.com./History Krung sriAyutthaya/posts Facebook : หอจดหมายเหตุและวัดบางเดื่อ อ.บางปะหันจ.พระนครศรีอยุธยา @Noomontrips)


(3) https://th.wikipedia.org phosaohan.go.th อบต.โพสาวหาญ เก็บเรื่องมาเลาโดยหนุมสุทน https:// travel.truede.net) https ://www.winnews.tv) https://www.gotoknow.org อบต.สามบัณฑิต https:// www.sambandit.go.th www.surprise-rayong.com.ศาลสมเด็จพระเจาตากสิน ภาพและขอมูลโดย/www.thairath.co.th) ภาพและขอมูลโดย นาวาตรี(บํานาญ)ทัศนวินัย เถาธรรมพิทักษ ภาพและขอมูลโดยนาวาเอกสุทธิศักดิ์ ชวยเมืองปกษ(ถึงแกกรรม) ภาพและขอมูลโดย www.ceediz.com/th/travel/chanthaburiวัดทองทั่ว-จันทบุรี) https://sites.google.com/site/tratprovincess60 ขอมูลและภาพโดย www.hatyaifocus.com/บทความ/395-เรื่องราวหาดใหญ-ครั้งหนึ่ง-พระเจาตากเยือน...สงขลา ขอมูลโดยwww.silpa-mag.com ขอมูลโดย th.wikipedia.org/wiki/สงครามอะแซหวุนกี้ ขอมูลโดยwww.baanjomyut.com ขอมูลและภาพโดยเว็บไซต https://www.museumthailand.com ขอมูลโดย วัดดอยขอยเขาแกว ขอมูลและภาพโดย www.m-culture.go.th/tak ขอมูลและภาพโดย thai.tourismthailand.org ขอมูลโดยมูลนิธิสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชและวัดอินทาราม ภาพและขอมูลโดย www.oknation.net ขอมูลโดย www.watrajkrueh.com ขอมูลโดย www.komchadluek.net ขอมูลโดยวัดสุวรรณาราม/วัดทองคลองบางกอกนอย ขอมูล www.naewna.com/likesara ขอมูลโดย mgronline.com ภาพโดย thai.tourismthailand.org ขอมูลโดย www.wikiwand.com --------------------------------


Click to View FlipBook Version