The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสืบเนื่องงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายงานสืบเนื่องงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566

รายงานสืบเนื่องงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

Keywords: งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ,NCPD2023

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ออกแบบหน้าปก นางสาวศศิกานต์ ยุทธิ์สนอง จัดทำโดย หน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะผู้จัดทำ รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ นางสาวศศินาพร ยุทธิ์สนอง นางสาวศศิกานต์ ยุทธิ์สนอง นางสาวกัญญาณัฐ วีระสุนทร นางสาวสุพรรวัสสา ระดิ่งหิน นางสาวมณีกรณ์ สำรวย นางสาวมาริษา เหมือนรุ่ง การสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566. -- ปทุมธานี : หน่วยวิจัย และออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2567. 284 หน้า. 1. คนพิการ -- ภาวะสังคม. I. ชื่อเรื่อง. 305.90816 ISBN 978-616-488-434-2


ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร.พวงผกา คงวัฒนานนท์ รองศาสตราจารย์ภวินท์ สิริสาลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรุจน์ สมโสภณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณี ลิ้มมณี นางสาวศศินาพร ยุทธิ์สนอง คณะกรรมการประเมินบทความ (Peer Reviews) ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.พวงผกา คงวัฒนานนท์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.กุลนารี สิริสาลี คณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ ดร.สุมาวลี จินดาพล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.พิษณุ ตู้จินดา สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินทร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.โสเพ็ญ ชูนวล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง รองศาสตราจารย์ ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รองศาสตราจารย์ ดร.จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี รองศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย สันติเวส คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รองศาสตราจารย์ภวินท์ สิริสาลี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิชา สุขกาย คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณี ลิ้มมณี พรรคภูมิใจไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกยูร วงศ์ก้อม คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ณัฐพล แสงอรุณ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรุจน์ สมโสภณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาดา อรรถอนันต์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธา เหลือลมัย วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ อนันตกุล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปาณิภา สุขสม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ดำรงศักดิ์ รินชุมภู คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ฐิตยา สารฤทธิ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กตัญญู หอสูติสิมา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย์ ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต อาจารย์ ดร.มัลลิกา บุตรทองทิม คณะบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อาจารย์ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ มูลนิธิมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ อาจารย์ ดร.อลิตา ฉลาดดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 1 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเครือข่ายสถาบันการศึกษา 18 มหาวิทยาลัย ร่วมมือจัดงาน “งานสัมมนาวิชาการ ระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566” (The 15th National Conference on Persons with Disabilities: NCPD2023) ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการผ่านนวัตกรรมและการพัฒนาที่ ย ั ่ ง ย ื น ”(Well-being Promotion for Persons with Disabilities through Innovation and Sustainable Development) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือภาคีเครือข่าย ได้แก่ สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ที่ร่วมลงนามความร่วมมือ กับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในการผลิตผลงานวิชาการด้านคนพิการ 2) เพื่อเป็นช่องทางการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยที่มีมาตรฐานสูง และสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง รวมทั้งนำนวัตกรรม องค์ความรู้มาต่อยอดทางความคิดและสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ และขยายผลสู่การใช้ ประโยชน์ในสังคมต่อไป และ 3) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอาจารย์ นักวิจัย บุคลากร นิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษา ตลอดจน หน่วยงานราชการ เอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรด้านคนพิการ ประชาชนทั่วไป ให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัยงาน วิชาการเพื่อพัฒนางานด้านคนพิการ ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานเป็นระบบไฮบริด (Hybrid) จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 ณ ชั้น 4 อาคารเรียนรวมกลุ่มสังคมศาสตร์ 3 (SC3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี หนังสือรวบรวมบทความวิชาการฯ ฉบับนี้เป็นการรวบรวมบทความที่ผ่านการนำเสนอในงานสัมมนา วิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 และผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ครบ ทั้งหมด 14 บทความ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1) สุขภาพ สุขภาวะ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อ ความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ และ 2) พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ เศรษฐกิจและสังคมสู่การ พัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงบทความวิชาการจากการเสวนาวิชาการ “บทเรียนที่ดีของการดำเนินงานด้านคน พิการ” 8 บทเรียน และผลงานนวัตกรรมเพื่อคนพิการ จำนวน 13 ผลงาน คณะทำงานจัดสัมมนาวิชาการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานสัมมนาวิชาการฯ ครั้งนี้จะสามารถสนับสนุนการ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในสังคม เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของการ พัฒนางานด้านคนพิการสืบไป รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ บรรณาธิการ คำนำ


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 2 กำหนดการ งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หัวข้อ “การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการผ่านนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน” วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 08.00-16.30 น. ณ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ 3 (SC3) ชั้น 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี เวลา รายละเอียด 08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน 09.00 – 09.45 น. พิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 − รับชมการแสดง จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ − รับชม VDO ที่มาของงานสัมมนาวิชาการฯ − เจ้าภาพร่วมกล่าวเปิดงาน โดย อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พิธีมอบเกียรติบัตร พร้อมโล่รางวัล พิธีมอบธงเจ้าภาพในปี 2567 09.45 – 10.15 น. ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Well-being Promotion for Persons with Disabilities through Innovation and Sustainable Development” โดย คุณวิสุทธิ์ตันตินันท์ผู้เชี่ยวชาญด้านขยายความร่วมมือและพันธกิจ ผู้แทนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(United Nations Development Programme) 10.15 – 10.45 น. TED TALK โดย (คนละ 5-7 นาที) 1. คุณนภา เศรษฐกร (ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม-อดีต อธิบดีกรม พก.) 2. คุณอภิชาติ การุณกรสกุล (ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ผู้แทนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) 3. อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ (ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย) 10.45 – 10.52 น. การแสดงทักษะและความสามารถของคนพิการต้นแบบ 10.52 – 11.22 น. 4. คุณศุภอนงค์ ปัญญาสิริมงคล (ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย และแปซิฟิก) 5. คุณกฤษนะ ละไล (ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล) 6. คุณกิตติชัย เนตรพิศาลวนิช (ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจังหวัด ชลบุรี) 7. ดร.นันทนุช สุวรรนาวุธ (กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ) 11.22 – 11.30 น. การนำเสนอผลงานนวัตกรรมผ่านวีดีทัศน์


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 3 เวลา รายละเอียด 11.30 – 12.00 น. บรรยายพิเศษ หัวข้อ “The Social Movement of Disability in the Disruptive World” โดย Mrs.Yukiko Nakanishi (DPI-AP) 12.00 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.00 – 16.15 น. o ห้องนำเสนอบทความทางวิชาการ/บทความวิจัย - ห้องย่อยที่ 1 สุขภาพ สุขภาวะ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่ ดีของคนพิการ - ห้องย่อยที่ 2 พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ เศรษฐกิจ และสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน o ห้องประกวดนวัตกรรม - นวัตกรรมสากลเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ (สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม) - เทคโนโลยีชุมชน ท้องถิ่นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ (สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม) o ห้องถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ 16.15 – 16.30 น. พิธีปิดงานสัมมนาวิชาการ หมายเหตุ : กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 4 กำหนดการห้องสัมมนาย่อยที่ 1 หัวข้อ “สุขภาพ สุขภาวะ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ” งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00-16.15 น. ณ ห้อง 411 ชั้น 4 อาคารเรียนรวมกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา รายละเอียด 13.00-13.15 น. กล่าวต้อนรับและแนะนำผู้ทรงคุณวุฒิ 13.15-13.30 น. NCPD03 แนวทางการใช้เขตแนวรั้วของหน่วยงานในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่นเพื่อปรับปรุง ทางเท้าสำหรับคนทั้งมวล โดย สัญชัย สันติเวส นิธิวดี ทองป้อง นิชากร เฮงรัศมี และฐานันดร์ ศรีธงชัย 13.30-13.45 น. NCPD01 การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ด้วย Grasshopper Script ในการออกแบบทางลาดคน พิการ ตามกฎหมายไทย โดย ภวินท์ สิริสาลี และชุมเขต แสวงเจริญ 13.45-14.00 น. NCPD09 การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดย ไพศาล ดาแร่ ขวัญดาว การะหงษ์นนท์ณภัสร์ วนกาญจน์กุล และกัญญาภัค จันทร์ภูมิ 14.00-14.15 น. NCPD05 เปรียบเทียบพฤติกรรมการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและ มัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางร่ายกายและการเคลื่อนไหวในประเทศไทย ปี การศึกษา 2563 โดย สิรินคร สุนทรสาร 14.15-14.30 น. พักเบรก 14.30-14.45 น. NCPD10 นวัตกรรมสุขภาพกับการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการดูแลผู้พิการด้านการเคลื่อนไหว โดย จิณพิชญ์ชา สาธิยมาส บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ และพวงผกา คงวัฒนานนท์ 14.45-15.00 น. NCPD04 มุมมอง ประสบการณ์ และวิถีชีวิตการมีสุขภาวะที่ดีของผู้สงูอายในขุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท โดย จุฬาวรรณ จิตดอน ชมชื่น สมประเสริฐ และ Ronald L. Hickman 15.00-15.15 น. NCPD07 ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในชุมชนเมืองของแกนนำสตรีมุสลิม: การศึกษาเชิงคุณภาพ โดย พวงผกา คงวัฒนานนท์ จิณพิชญ์ชา สาธิยมาส และกรรณิการ์ ชัยสิทธิ์สวงน 15.15-15.30 น. มอบรางวัลและประกาศนียบัตร *หมายเหตุ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 5 กำหนดการห้องสัมมนาย่อยที่ 2 หัวข้อ “พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00-16.15 น. ณ ห้อง 410 ชั้น 4 อาคารเรียนรวมกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา รายละเอียด 13.00-13.15 น. กล่าวต้อนรับและแนะนำผู้ทรงคุณวุฒิ 13.15-13.30 น. NCPD13 ถอดบทเรียนการปฏิบัติและการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการของ กรุงเทพมหานคร โดย ทวิดา กมลเวชช 13.30-13.45 น. NCPD14 ทิศทางใหม่ของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการ โดย สายฝน สุเอียนทรเมธีทวิดา กมลเวชช และณัฐวัฒน์ จันทร์ศรีธาดา 13.45-14.00 น. NCPD11 การศึกษาผลกระทบจากการรับอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการที่ใช้สิทธิบัตรทองคนพิการ ท74 ภายใต้กฎหมายฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พศ.2534 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 (แก้ไข 2556) โดย เทอดเกียรติ ฉายจรุง 14.00-14.15 น. NCPD12 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม โดย ปณธร ต้อยมาเมือง และยอดมนี เทพานนท์ 14.15-14.30 น. พักเบรก 14.30-14.45 น. NCPD15 ปฏิบัติการห้องสัมมนาย่อย “การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” งานสัมมนา วิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 โดย กมลพรรณ พันพึ่ง 14.45-15.00 น. NCPD06 พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ ด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การ พัฒนาอย่างยั่งยืน โดย จันทน์จิรา เอกอารีจิตต์ 15.00-15.15 น. NCPD16 Turning Students with Disabilities into Ability: A Story of Naresuan University, THAILAND โดย จรัสดาว คงเมือง และศรินทร์ทิพย์ แทนธานี 15.15-15.30 น. มอบรางวัลและประกาศนียบัตร *หมายเหตุ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 6 กำหนดการ ห้องประกวดนวัตกรรมด้านคนพิการ งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00-16.15 น. ณ ห้อง 409 ชั้น 4 อาคารเรียนรวมกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา รายละเอียด 13.00-13.15 น. แนะนำเกณฑ์การตัดสินและคณะกรรมการ 13.15-13.25 น. NCPD01 โรงเรือนและโต๊ะปลูกผักสลัดอัจฉริยะ โดย ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร 13.25-13.35 น. NCPD02 ศูนย์บริการคนพิการสร้างสุข ใกล้บ้านใกล้ใจ ไทวังยาง โดย ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดสกลนคร สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร 13.35-13.45 น. NCPD03 การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงสำหรับผู้พิการ โดย ศุภสิทธิ์ ปานวิเชียร, ตนุภัทร วรรณศิริ, ชวิศ ฤทธิโรจน์ 13.45-13.55 น. NCPD04 AR ภาษามือ โดย เกยูร วงศ์ก้อม 13.55-14.05 น. NCPD05 เด็ก-D คิดเท่าทันสื่อ เพื่อผู้บกพร่องทางการได้ยินรู้เท่าทันสื่อ โดย อภิวัฒน์ เตชะสุริยวรกุล 14.05-14.15 น. NCPD06เตียงพลิกตัวอัตโนมัติพร้อมระบบแจ้งเตือนการเกิดแผลกดทับสำหรับผู้พิการด้านการเคลื่อนไหว โดย จิณพิชญ์ชา สาธิยมาส, บรรยงค์รุ่งเรืองด้วยบุญ, และชวกร ศรีเงินยวง 14.15-14.30 น. พักเบรก 14.30-14.40 น. NCPD07 กระบวนการพัฒนานักชิมอาหารผู้พิการทางการเห็น โดย ธิติมา วงษ์ชีรี, อุศมา สุนทรนฤรังสี, และชนิศา ธนเวสารัชกุล 14.40-14.50 น. NCPD08 กลองไทยโกะเพื่อพัฒนาการความสามารถของเด็กพิเศษ โดย บรมกร วรรณสารเมธา, ศิวกร โกมลหิรัณย์ และณ ทรรศน์ แก้วมาลี 14.50-15.00 น. NCPD09 รู้ทัน เส้นเสียง ลดเลี่ยง เสี่ยงภัย ด้วยหุ่นแขนจำลองเส้นฟอกเลือด โดย พวงผกา คงวัฒนานนท์, ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจระกูล, นวชล จงเปรมกิจไพศาล, ปริณดา น้อยแนม, พรทิพย์ จงอุตส่าห์, ภัสราพร ปานนิล, วัฒนพงศ์ สุขโต, สุดารัตน์ อยู่คง และอภิสรา จุนทการ 15.00-15.10 น. NCPD10 FREEB แอปพลิเคชัน สำหรับผู้พิการ โดย นนท์ธวัฒน์ แก้วมีศรี, รินรดา ทองคำนวณ, น้ำหนึ่ง อินทสนธิ์, และธาดา พุ่มพวง 15.10-15.20 น. NCPD11 ไม้เท้าเพื่อคนตาบอดที่มีรายได้น้อย โดย นำโชค สุวรรณหงษ์


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 7 เวลา รายละเอียด 15.20-15.30 น. NCPD12 แอปพลิเคชัน Blind Help โดย อนุรักษ์ ปฐมลิขิตกาญจน์ 15.30-15.40 น. NCPD13 โครงการนวัตกรรมศูนย์ซ่อมสร้างสุขชุมชน โดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา 15.40-16.00 น. คณะกรรมการปรึกษาและรวมคะแนน 16.00-16.15 น. มอบรางวัลโดย นางณฐอร อินทร์ดีศรี (ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ) *หมายเหตุ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 8 กำหนดการ การเสวนาทางวิชาการ “บทเรียนที่ดีของการดำเนินงานด้านคนพิการ” งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้อง 408 ชั้น 4 อาคารเรียนรวมกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 13.00-13.15 น. กล่าวต้อนรับและแนะนำผู้แทนองค์กรด้านคนพิการ แนะนำแนวคิดและกฎกติกาการเสวนาทางวิชาการ โดย กมลพรรณ พันพึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ อิศวรา ศิริรุ่งเรือง ศูนย์วิทยาการราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 13.15-13.35 น. เปลี่ยนมุมความคิด ฉีกกรอบชีวิตให้คนพิการ เพราะเราคือ “ดาวน์ออแกไนเซอร์” โดย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย 13.40-14.00 น. สังคมที่มีองค์กรคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในกระแสหลัก โดย สมาคมวัฒนธรรมความพิการเชียงใหม่ 14.05-14.25 น. เสรีภาพหรือเสรีพร่อง โดย ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล , ดิสเอเบิลดอตมี 14.30-14.50 น. จากผู้รับสู่ผู้ให้ โดย สถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนา มูลนิธิคนตาบอดไทย 15.00-15.20 น. เส้นทางสู่การดำรงชีวิตอิสระคนพิการที่แท้จริง โดย สภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการประเทศไทย 15.25-15.45 น. 10 ปี ระบบสวัสดิการผู้ช่วยคนพิการ กับก้าวต่อไปในการทำสิทธิให้เป็นจริงในสังคมไทย โดย มูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระคนพิการ 15.50-16.10 น. การพัฒนาทักษะการวิจัยให้กับผู้นำคนตาบอด โดย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย 16.10-16.30 น. ถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดย มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล 16.30-16.45 น. สรุป ห้องสัมมนา “บทเรียนที่ดีของการดำเนินงานด้านคนพิการ” 16.45-17.00 น. มอบประกาศนียบัตร


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 9 สารบัญ หน้า คำนำ 1 กำหนดการงานสัมมนาวิชาการฯ 2 กำหนดการห้องสัมมนาย่อยที่ 1 4 กำหนดการห้องสัมมนาย่อยที่ 2 5 กำหนดการห้องประกวดนวัตกรรม 6 กำหนดการห้องเสวนาวิชาการ 8 ห้องสัมมนาย่อยที่ 1: สุขภาพ สุขภาวะ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ 13 1. แนวทางการใช้เขตแนวรั้วของหน่วยงานในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อปรับปรุงทางเท้าสำหรับคนทั้งมวล 14-25 รศ.ดร.สัญชัย สันติเวส ผศ.นิธิวดี ทองป้อง อ.ดร.นิชากร เฮงรัศมี 2. การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ด้วย Grasshopper Script ในการออกแบบทางลาดคนพิการ ตามกฎหมายไทย 26-38 รศ.ดร.ภวินท์ สิริสาลี และ รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ 3. การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 39-52 ผศ.ไพศาล ดาแร่ อ.ขวัญดาว การะหงส์ อ.นนท์ณภัสร์ วนกาญจน์กุล และ อ.กัญญาภัค จันทร์ภูมิ 4. เปรียบเทียบพฤติกรรมการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและ มัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางร่ายกายและการเคลื่อนไหวในประเทศไทย ปีการศึกษา 2563 53-68 สิรินคร สุนทรสาร 5. นวัตกรรมสุขภาพกับการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการดูแลผู้พิการด้านการเคลื่อนไหว 69-77 รศ.ดร.จิณพิชญ์ชา สาธิยมาส ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ 6. มุมมอง ประสบการณ์ และวิถีชีวิตการมีสุขภาวะที่ดีของผู้สงูอายในขุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท 78-91 อ.จุฬาวรรณ จิตดอน ผศ.ดร.ชมชื่น สมประเสริฐ และ Assoc. Prof.Ronald L. Hickman 7. ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในชุมชนเมืองของแกนนำสตรีมุสลิม: การศึกษาเชิงคุณภาพ 92-100 รศ.ดร.พวงผกา คงวัฒนานนท์รศ.ดร.จิณพิชญ์ชา สาธิยมาส และ อ.กรรณิการ์ ชัยสิทธิ์สงว


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 10 สารบัญ (ต่อ) หน้า ห้องสัมมนาย่อยที่ 2: พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 101 8. ถอดบทเรียนการปฏิบัติและการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการของ กรุงเทพมหานคร 102-121 รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช 9. ทิศทางใหม่ของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการ 122-136 รศ.ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช และ ณัฐวัฒน์ จันทร์ศรีธาดา 10. การศึกษาผลกระทบจากการรับอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการที่ใช้สิทธิบัตรทองคนพิการ ท74 ภายใต้กฎหมายฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พศ.2534 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 (แก้ไข 2556) 137-147 อ.เทอดเกียรติ ฉายจรุง 11. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม 148-157 ปณธร ต้อยมาเมือง และ อ.ยอดมนี เทพานนท์ 12. พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ ด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 158-170 จันทน์จิรา เอกอารีจิตต์ 13. Turning Students with Disabilities into Ability: A Story of Naresuan University, THAILAND 171-181 ดร.จรัสดาว คงเมือง และรศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี 14. ปฏิบัติการห้องสัมมนาย่อย “การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 182-187 ดร.กมลพรรณ พันพึ่ง


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 11 สารบัญ (ต่อ) หน้า ห้องเสวนาวิชาการ 188 15. เปลี่ยนมุมความคิด ฉีกกรอบชีวิตให้คนพิการ เพราะเราคือ “ดาวน์ออแกไนเซอร์” 189-192 สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย 16. สังคมที่มีองค์กรคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในกระแสหลัก 193-196 สมาคมวัฒนธรรมความพิการเชียงใหม่ 17. เสรีภาพหรือเสรีพร่อง 198-201 ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล และดิสเอเบิลดอตมี 18. จากผู้รับสู่ผู้ให้ 202 สถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนา มูลนิธิคนตาบอดไทย 19. เส้นทางสู่การดำรงชีวิตอิสระคนพิการที่แท้จริง 203-213 สภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการประเทศไทย 20. 10 ปี ระบบสวัสดิการผู้ช่วยคนพิการ กับก้าวต่อไปในการทำสิทธิให้เป็นจริงในสังคมไทย 214-217 มูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระคนพิการ 21. การพัฒนาทักษะการวิจัยให้กับผู้นำคนตาบอด 218 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย 22. การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล 219 มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ห้องประกวดนวัตกรรม 220 23. โรงเรือนและโต๊ะปลูกผักสลัดอัจฉริยะ 221-223 ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร 24. ศูนย์บริการคนพิการสร้างสุข ใกล้บ้านใกล้ใจ ไทวังยาง 224 ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดสกลนคร สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร 25. การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงสำหรับผู้พิการ 225-229 คุณศุภสิทธิ์ ปานวิเชียร, ตนุภัทร วรรณศิริ, ชวิศ ฤทธิโรจน์


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 12 สารบัญ (ต่อ) หน้า ห้องประกวดนวัตกรรม 26. AR ภาษามือ 230-233 รศ.ดร.เกยูร วงศ์ก้อม 27. เด็ก-D คิดเท่าทันสื่อ เพื่อผู้บกพร่องทางการได้ยินรู้เท่าทันสื่อ 234-240 คุณอภิวัฒน์ เตชะสุริยวรกุล 28. เตียงพลิกตัวอัตโนมัติพร้อมระบบแจ้งเตือนการเกิดแผลกดทับสำหรับผู้พิการด้านการ เคลื่อนไหว 241-251 รศ.ดร.จิณพิชญ์ชา สาธิยมาส ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ และคุณชวกร ศรีเงินยวง 29. กระบวนการพัฒนานักชิมอาหารผู้พิการทางการเห็น 252-254 ผศ.ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี ผศ.ดร.อุศมา สุนทรนฤรังสี และคุณชนิศา ธนเวสารัชกุล 30. กลองไทยโกะเพื่อพัฒนาการความสามารถของเด็กพิเศษ 255-258 คุณบรมกร วรรณสารเมธา ศิวกร โกมลหิรัณย์ และณ ทรรศน์ แก้วมาลี 31. รู้ทัน เส้นเสียง ลดเลี่ยง เสี่ยงภัย ด้วยหุ่นแขนจำลองเส้นฟอกเลือด 259-261 รศ.ดร.พวงผกา คงวัฒนานนท์ ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจระกูล นวชล จงเปรมกิจไพศาล ปริณดา น้อยแนม พรทิพย์ จงอุตส่าห์ ภัสราพร ปานนิล วัฒนพงศ์ สุขโต สุดารัตน์ อยู่คง และอภิสรา จุนทการ 32. FREEB แอปพลิเคชัน สำหรับผู้พิการ 262-269 คุณนนท์ธวัฒน์ แก้วมีศรี รินรดา ทองคำนวณ น้ำหนึ่ง อินทสนธิ์ และธาดา พุ่มพวง 33. ไม้เท้าเพื่อคนตาบอดที่มีรายได้น้อย 270-271 คุณนำโชค สุวรรณหงส์ 34. แอพพลิเคชั่น Blind Help 272-278 คุณอนุรักษ์ ปฐมลิขิตกาญจน์ ธวัชพงศ์ หาเรือนโภค และสาลินี ลิขิตพัฒนะกุล 35. โครงการนวัตกรรมศูนย์ซ่อมสร้างสุขชุมชน 279-284 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 13


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 14 บทความ 01 แนวทางการใช้เขตแนวรั้วของหน่วยงานในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อปรับปรุงทางเท้าสำหรับคนทั้งมวล


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 15 แนวทางการใช้เขตแนวรั้วของหน่วยงานในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อปรับปรุงทางเท้าสำหรับคนทั้งมวล Guidelines to Improve Public Pathways along Fence Lines of Khon Kaen Government Center for All สัญชัย สันติเวส1 นิธิวดี ทองป้อง2* นิชากร เฮงรัศมี3 ฐานันดร์ ศรีธงชัย4 Sanchai Santiwes1 , Nitiwadee Tongpong2*, Nichakorn Hengrasmee3 , Thanun Srithongchai4 1,2,3,4คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 1,2,3,4 Faculty of Architecture, Khon Kaen University [email protected] บทคัดย่อ การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อคนทั้งมวลมิใช่ทำเพื่อคนพิการ หรือผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะทุกคนย่อมแก่ชราไปเป็นผู้สูงอายุตาม กาลเวลา ความสามารถทางการเคลื่อนไหวย่อมลดลงไปตามธรรมชาติ ดังนั้น การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อคนทั้งมวลจึงเป็นการ ออกแบบเพื่อทุกคนในสังคมและเป็นการรองรับตัวเราเองในอนาคต ทางเท้าเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจร งานวิจัยนี้ ใช้กระบวนการสังเกตการณ์และสำรวจเพื่อเก็บข้อมูลเพื่อประเมินสภาพปัจจุบัน จากการสำรวจบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น พบ ปัญหาต่าง ๆ เช่น ทางเท้ามีความกว้างไม่เพียงพอต่อการสัญจรสำหรับคนพิการที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดินทาง พื้นผิวทางชำรุดไม่ได้ มาตรฐาน เป็นต้น นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ ได้แก่ ตู้โทรศัพท์ ตู้ไปรษณีย์ เสาไฟฟ้า และต้นไม้ใหญ่ กลับกลายเป็น อุปสรรคและสิ่งกีดขวางบนทางเท้า บทความวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางเท้า โดยใช้การออกแบบปรับปรุงเขต แนวรั้วบางส่วน ใช้พื้นที่ที่เกิดจากระยะร่นตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ดังนั้น หน่วยงานราชการซึ่งมีพันธกิจหลักในการเอื้อเฟื้อประโยชน์แก่ประชาชน สามารถใช้พื้นที่ของเขตแนวรั้วบางส่วนมาออกแบบ ปรับปรุงเพื่อขยายพื้นที่ทางเท้าให้เหมาะสมต่อการใช้งานและมีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อคุณภาพชีวิตเพื่อคนทั้งมวล คำสำคัญ: เขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการ, ทางเท้า, การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล Abstract Not only is an architectural design for all invented for the disabled but also it is intended for adults who will be shortly soon experience age-related health deterioration resulting in a gradual decline in mobility capacity. Thus, a universal design in built environments offers a solution for everyone. Pathways are considered as one of the public properties for traffic. This research employs observation and site inspection to evaluate the existing conditions of areas along the fence lines of the local government center in Khon Kaen Thailand. The results reveal difficulties regarding narrow traffic surfaces, especially for those who required walking aids, and damaged and substandard pavements. Besides, the mobility of the disabled individuals is hindered byobstructions of the public facilities such as telephone boxes, post boxes, utility poles, and large trees. This research presents problem-solving strategies using design to enhance the traffic surface of the persons with disabilities. The proposed solutions involve to employing public areas along the fence lines based upon the setback rules of Thailand Building Control Act (B.E. 2522). Therefore, this study suggests that the local government authorities should develop some areas along the fence lines by expanding the traffic paths to make them suitable for mobility and to enhance the environmental qualities for all. Key Word (s): Government Center Fence lines, Pathway, Universal Design


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 16 1. บทนำ “ทางเท้า” หรือ “บาทวิถี” เป็นทางข้างถนนที่มักยกสูงขึ้นสำหรับให้คนเดิน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2554) ใน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า “ทางเท้า” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับคนเดินซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของทาง หรือทั้งสองข้างของทาง หรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2522) ทางเดิน ทาง เท้า (Pathway) จัดเป็นองค์ประกอบ 1 ใน 9 สิ่งอำนวยความสะดวกที่ พบในชุมชน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบชุมชนเมืองที่เป็น มิตรกับผู้ใช้งานที่คนทุกกลุ่มจำเป็นต้องสามารถเข้าถึง และใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย (สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2551) ซึ่งการออกแบบทางเท้าต้องให้มีรูปแบบและลักษณะตามเกณฑ์หรือข้อกำหนดเพื่อการใช้งานได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เพื่อให้มีความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางเท้า การออกแบบทางเท้าสำหรับให้คนพิการใช้งานและสัญจร มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดของรูปแบบและลักษณะที่มีความพิเศษ หรือเพิ่มเติมจากการออกแบบทางเท้าสำหรับคนทั่วไป เช่น ขนาดของความกว้างที่มากขึ้น พื้นผิวทางเท้าเรียบเสมอกันหลีกเลี่ยง ลักษณะที่เป็นทางต่างระดับ พื้นผิวต่างสัมผัสเพื่อแจ้งเตือนสำหรับคนตาบอด เป็นต้น เนื่องจาก คนพิการทางการเคลื่อนไหวมีอุปกรณ์ ช่วยเดิน ไม้ค้ำยันรักแร้ (Axillary Crutches) เก้าอี้ล้อ (Wheelchair) ซึ่งจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทางเท้าขนาดความกว้างมากกว่าการเดิน สัญจรของคนทั่วไป นอกจากนี้ ทางเท้านอกจากใช้เพื่อการเดินสัญจรแล้วยังถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับติดตั้งหรือจัดวางอุปกรณ์ประกอบ ถนน (Street Furniture) อีกด้วย เช่น ป้าย ม้านั่งสาธารณะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ตู้เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ถังขยะ เสาไฟฟ้า เป็นต้น แม้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อคนพิการ (Obstructions) ด้วยเช่นกัน โครงการ “แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวลของเส้นทางสัญจรในศูนย์ราชการ จังหวัดขอนแก่น” เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบปรับปรุงเส้นทางสัญจรในอาณาเขตพื้นที่ของหน่วยงานราชการ โดยในการศึกษานี้ ได้ใช้ศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นกรณีศึกษา เพื่อนำร่องแนวคิดและการออกแบบที่มีความเป็นไปได้ในการ ปรับปรุง สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ของหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีพันธ กิจหลักในการเอื้อประโยชน์สุขและคุณภาพชีวิตแก่ประชาชน ดังนั้น แนวคิดในการนำพื้นที่เขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการบางส่วน มาใช้จึงมีความเป็นไปได้และมีความเหมาะสมในการนำมาออกแบบเพื่อปรับปรุงให้ทางเท้ามีพื้นที่กว้างขึ้นหรือใช้จัดวางอุปกรณ์ ประกอบถนนเพื่อลดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อคนพิการ 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2.1 เพื่อศึกษาสภาพในการใช้ทางเท้าเพื่อสัญจรและเข้าถึงพื้นที่สาธารณะบริเวณรอบนอกหน่วยงานของศูนย์ราชการจังหวัด ขอนแก่น 2.2 เพื่อเสนอแนะเป็นแนวทางในการปรับปรุงทางเท้าให้สามารถรองรับกลุ่มคนพิการด้วยการใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณ เขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการ 3. คำถามของการศึกษา การใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณที่เป็นเขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการซึ่งเป็นแนวเขตที่ถูกจัดสรรและกั้นรั้วให้เป็นอาณาเขต ที่ทำการของหน่วยงานราชการต่าง ๆ นั้นสามารถนำมาใช้ออกแบบเพื่อปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าและจัดวางสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อ คุณภาพชีวิตของคนทั้งมวลได้หรือไม่ ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการศึกษา ตัวแปรต้น คนพิการ คนทั่วไป อุปกรณ์ ประกอบถนนและทางเท้า สิ่ง อำนวยความสะดวก สาธารณูปการ ผู้ใช้งาน ทางเท้า ทางสาธารณะ ตัวแปรควบคุม การออกแบบ พื้นที่ เขตแนวรั้ว การแก้ไขปัญหาด้วยการออกแบบ การใช้พื้นที่และ เขตแนวรั้วของหน่วยงาน ตัวแปรตาม แนวคิด ทัศนคติ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ นโยบายของผู้บริหาร แนวความคิดที่มีต่อการ ออกแบบเพื่อคนทั้งมวล นโยบาย งบประมาณ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 17 4. วิธีดำเนินการศึกษา การศึกษานี้ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจ และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการโครงการและพื้นที่ของศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่นตาม นโยบายในการให้มีการรองรับการใช้งานเพื่อคนทั้งมวล ได้แก่ นักผังเมืองชำนาญการ สถาปนิกชำนาญการ และสถาปนิกปฏิบัติการ ของหน่วยงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ การจดบันทึก ข้อมูลจากการสังเกตการณ์จาก การลงพื้นที่สำรวจ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ มีขอบเขตพื้นที่ในการศึกษาภายนอกและเส้นทางคมนาคมในบริเวณย่านศูนย์ ราชการจังหวัดขอนแก่น โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ ภาพที่ 2 แผนผังสังเขปแสดงอาณาเขตและพื้นที่หน่วยงานต่าง ๆ และทางเท้าในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น (ที่มา: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2557) 4.1 การลงพื้นที่สำรวจ (Survey) เพื่อศึกษาลักษณะของสภาพพื้นที่และองค์ประกอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลเกี่ยวกับการ ใช้งานทางเท้าในการสัญจร เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และแนวทางในการออกแบบต่อไป โดยใช้การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant Observation) เก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมการใช้ทางเท้าโดยไม่ระบุตัวบุคคล 4.2 การสังเกตการณ์ (Observation) พฤติกรรมของผู้ใช้งาน สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ และอุปสรรค โดยบันทึกข้อมูล ที่ปรากฏพร้อมกับข้อเสนอแนะและการแก้ไขเบื้องต้น 4.3 การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มานำเสนอแก่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่าง คณะวิจัย และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 18 ภาพที่ 3 การลงพื้นที่สำรวจ นำเสนอ และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นข้อมูลและวิเคราะห์เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา 4.4 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบข้อมูล (สุภางค์ จันทวานิช, 2554) โดยการแสดงเป็นภาพปัญหาและอุปสรรค เปรียบเทียบกับแนวทางการแก้ไขปัญหา (Before and After) และสรุปผลเป็นแนวทางจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น ข้อกำหนด หรือกฎหมายต่าง ๆ แผนโครงการ นโยบายที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจ เช่น สภาพพื้นที่โครงการ สิ่งแวดล้อมและ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้านสถาปัตยกรรม ด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย ด้านพฤติกรรมและกิจกรรมของคนในพื้นที่ เป็นต้น เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเป็นแนวทางในการออกแบบอย่างเป็นรูปธรรมของการออกแบบอย่างเสมอภาคเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) 5. การวิเคราะห์ปัญหาจากการเก็บข้อมูล จากการลงพื้นที่สำรวจสภาพปัจจุบันของทางเท้าเพื่อใช้เดินสัญจรและเข้าถึงพื้นที่ของศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น พบว่า มี ปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานทางเท้า ได้แก่ มีขนาดความกว้างของทางเท้าที่ไม่สามารถรองรับการใช้งานของคนพิการทาง ร่างกาย ไม่สามารถเดินสวนกันได้โดยสะดวก ทางเท้ามีขนาดความกว้างไม่สม่ำเสมอ ขนาดความกว้างเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัย เช่น บางพื้นที่เน้นความกว้างถนนมากกว่าทางเท้า บางพื้นที่ถูกกำหนดว่าอยู่นอกเหนือการดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เป็นต้น อีกทั้งยังมี สิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคบนทางทางเท้า เช่น ตู้ไปรษณีย์ ตู้โทรศัพท์ การถูกจับจองทางเท้าเป็นพื้นที่ใช้จำหน่ายสินค้า บริการ และ อาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ การกำหนดพื้นผิวทางเท้าที่ไม่ปลอดภัย บางแห่งลื่น บางแห่งขรุขระ ขาดความต่อเนื่องไม่ปลอดภัย มีความ ต่างระดับโดยไม่เอื้อต่อการใช้งานของกลุ่มคนพิการทางด้านร่างกายและผู้สูงวัย และปัจจัยที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ขาดการซ่อมแซมและ ดูแลบำรุงรักษา ภาพที่ 4 เสาไฟฟ้า ต้นไม้ ร้านแผงลอยเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเท้า และผิวทางเท้าต่างระดับและชำรุด ภาพที่ 5 อุปกรณ์ประกอบถนน ตู้ไปรษณีย์ ตู้โทรศัพท์ เป็นอุปสรรคกีดขวางทางเท้า


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 19 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) อาคารที่ใช้เพื่อประโยชน์ในการชุมนุมคนได้โดยทั่วไป เพื่อกิจกรรมทางราชการเป็น “อาคารสาธารณะ” นอกจากนี้ กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 ในหมวด 4 ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับแนวอาคาร และระยะต่าง ๆ ของอาคาร ในข้อ 40 ระบุว่า “การก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารหรือส่วนของอาคารจะต้องไม่ล้ำเข้าไปในที่สาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะนั้น” และ “ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 7 ข้อที่ 1 สามารถยกเว้น ผ่อนผัน อาคารที่ใช้ในราชการหรือใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์” (สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา, 2543) ดังนั้น อาคารหรือพื้นที่ของหน่วยงานราชการจึงมีความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ของแนวเขตและระยะ ร่นได้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดพื้นที่ที่เป็นประโยชน์และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน การออกแบบและก่อสร้างอาคารราชการนั้นมีข้อกำหนดด้านกฎหมายเช่นเดียวกับอาคารประเภทอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น แนว อาคารและระยะถอยร่นของอาคารราชการจึงทำให้มีพื้นที่ว่างตามข้อกำหนดของกฎหมาย “กฎหมาย” เป็นข้อกำหนดหรือกติกาที่คน ในสังคมยอมรับเพื่อเป็นแนวทางประพฤติและปฏิบัติระหว่างกัน เพื่อให้ประชาชนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ไปละเมิดสิทธิ และให้มีเคารพเสรีภาพของผู้อื่นเพื่อความปลอดภัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น “กฎหมายควบคุมอาคาร มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการ ก่อสร้างอาคารให้มีความมั่นคงแข็งแรง มีระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อาคาร” (กรมโยธาธิการและผังเมือง, 2562) อาทิ ป้องกัน เหตุอัคคีภัย ควบคุมการระบายอากาศ สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามของอาคารและเมือง การจัดการรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม และป้องกันเหตุข้อพิพาทต่าง ๆ ของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของแนวอาคารและระยะ ถอยร่นของอาคาร การเว้นระยะของแนวเขตดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุข้อพิพาทกันระหว่างเจ้าของที่ดินข้างเคียง ป้องกันเหตุเพลิงไหม้เพื่อลด โอกาสเปลวไฟลามไปยังอาคารข้างเคียง นอกจากนี้ การเว้นระยะของเขตต่าง ๆ ยังช่วยให้เกิดพื้นที่ว่างที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทซึ่งอาจ เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อเพิ่มคุณภาพของสิ่งแวดล้อมให้ทั้งระดับผู้ใช้อาคารและในระดับเมือง การเว้นระยะให้เกิดที่ว่างดังกล่าวมิได้ถือว่า เป็นพื้นที่ว่างสาธารณะ โดยเจ้าของหรือผู้ดูแลพื้นที่ดินนั้นสามารถสร้างแนวรั้วหรือกำแพงกั้นไว้เป็นอาณาเขต ซึ่งหน่วยงานราชการนั้น มีการสร้างแนวรั้วเช่นกัน แนวเขตรั้วของหน่วยงานราชการ แบ่งได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ แนวเขตรั้วติดที่ดินข้างเคียงหรือติดกับหน่วยงานอื่น และแนว เขตรั้วที่ติดกับพื้นที่สาธารณะหรือทางสาธารณะ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้นิยาม “ที่สาธารณะ” ไว้ว่าเป็นที่ซึ่งเปิด หรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปหรือใช้เป็นทางสัญจรได้ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือไม่ ส่วนคำว่า “ทางสาธารณะ” ได้ ปรากฏนิยามอยู่ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ไว้ว่า “ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้ที่ ไม่ใช่ทางส่วนบุคคล” (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2522) ทางสาธารณะจึงหมายรวมถึง ถนน ทาง ทางเท้าเป็นทางสาธารณะ ดังนั้น จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น แนวเขตรั้วของหน่วยงานราชการที่ติดทางสาธารณะจึงควรนำมาใช้เพื่อให้เกิดพื้นที่ที่เป็นประโยชน์และ แก้ไขปัญหาทางเท้าที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานแก่คนทั้งมวล กฎหมายควบคุมอาคารที่เป็นข้อกำหนดให้เกิดเป็นที่ว่างระหว่างทางสาธารณะกับอาณาเขตของหน่วยงานราชการ โดยขอ ยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 ในหมวด 4 แนวอาคารและระยะต่าง ๆ ของอาคาร ในข้อ 41 ระบุว่า “อาคารที่ ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร” (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2543) กรณีอาคารของหน่วยงานราชการซึ่งเป็น “อาคารสาธารณะ” ที่สูงเกินสองชั้นหรือเกิน 8 เมตร ที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ ถนนสาธารณะ “1) ถ้าถนนสาธารณะนั้นมีความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 6 เมตร 2) ถ้าถนนสาธารณะนั้นมีความกว้างตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะอย่าง น้อย 1 ใน 10 ของความกว้างของถนนสาธารณะ และ 3) ถ้าถนนสาธารณะนั้นมีความกว้างเกิน 20 เมตรขึ้นไป ให้ร่นแนวอาคารห่าง จากเขตถนนสาธารณะอย่างน้อย 2 เมตร” และ “ข้อ 47 รั้วหรือกำแพงที่สร้างขึ้นติดต่อหรือห่างจากถนนสาธารณะน้อยกว่าความสูง ของรั้ว ให้ก่อสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ” (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2543) ที่ว่าง ดังกล่าวซึ่งอยู่ตามเขตแนวรั้วที่ติดทางสาธารณะ จึงเหมาะสมในการนำมาใช้เป็นส่วนเพิ่มพื้นที่ให้แก่ทางเท้า จากการอ้างถึงข้อกำหนดของกฎหมายควบคุมอาคารที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้เกิดเป็นที่ว่างจากการเว้นระยะหรือแนวร่น อาคาร อีกทั้งยังมีการสร้างแนวรั้วกั้นเพื่อเป็นขอบเขตของพื้นที่ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งที่ว่างดังกล่าวสามารถนำมาให้ให้เกิดประโยชน์ ต่อการสัญจรและการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางเดินทางเท้าของผู้ใช้งานทั่วไปและคนพิการได้ สภาพปัจจุบันของทางเท้าเพื่อใช้เดินสัญจรและเข้าถึงพื้นที่ของศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่นที่สำรวจพบว่าเป็นอุปสรรคต่อ การใช้งานทางเท้า และแนวทางแก้ไข ดังตารางต่อไปนี้


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 20 ตารางที่ 1 สภาพปัญหาทางเท้าของศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่นและแนวทางเสนอแนะเพื่อแก้ไข (ที่มาของภาพบางส่วน: นิธิวดี ทองป้อง และคณะ, 2564) สภาพและปัญหาเดิมที่สำรวจพบ แนวทางการออกแบบและปรับปรุง (1) เสาไฟฟ้าและต้นไม้ใหญ่ที่คงไว้กลายเป็นอุปสรรคกีด ขวางทางเท้าและทำให้ช่องทางเดินแคบลง (1) ต้นไม้ใหญ่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสามารถคงไว้ ด้วยการร่นแนวรั้วของหน่วยงานเข้าไปให้มีทางเดินมากขึ้น ส่วนเสาไฟฟ้านั้นสามารถย้ายหรือเดินสายไฟใต้ดินแต่มี ค่าใช้จ่ายสูง


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 21 สภาพและปัญหาเดิมที่สำรวจพบ แนวทางการออกแบบและปรับปรุง (2) ถังขยะ และอุปกรณ์ประกอบถนนกีดถูกวางตั้งอยู่บนทาง เท้า (2) ใช้พื้นที่ของหน่วยงานโดยร่นแนวรั้วบางส่วนเข้าไปให้มี ทางเดินมากขึ้น (3) ที่นั่งรอรถโดยสารสาธารณะใช้พื้นที่บนทางเท้าจนไม่เหลือ เป็นทางสัญจร (3) การออกแบบปรับปรุงแนวรั้วหรือกำแพงบางส่วนของ หน่วยงานเพื่อจัดพื้นที่ใช้สอยให้เป็นสัดส่วนและมีการ บำรุงรักษา


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 22 สภาพและปัญหาเดิมที่สำรวจพบ แนวทางการออกแบบและปรับปรุง (4) ตู้ไปรษณีย์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งวางกีดขวางทางเดิน (4) ภาพตัวอย่างการขอใช้พื้นที่บริเวณเขตแนวรั้วของ หน่วยงานราชการเพื่อร่นเข้าไปเพื่อออกแบบให้เป็นสัดส่วน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีและเหมาะสม ช่วยให้มีทางเท้าใช้สัญจรได้อย่าง สมบูรณ์ (5) ปัญหาการจับจองพื้นที่บนทางเท้าจากร้านค้าแผงลอยทำ ให้กีดขวางการสัญจรทางเท้า (5) ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการที่มีพื้นที่ที่สามารถ จัดสรรใช้เป็นพื้นที่ขายสินค้าหลังเวลาทำการ เอื้อประโยชน์ ทั้งสองฝ่าย และประชาชนมีทางเท้าใช้งานตรงตาม วัตถุประสงค์


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 23 สภาพและปัญหาเดิมที่สำรวจพบ แนวทางการออกแบบและปรับปรุง (6) ปัญหาพื้นผิวทางชำรุด และมีทางต่างระดับ ไม่เอื้อต่อผู้ใช้ เก้าอี้ล้อ (Wheelchair) และผู้สูงอายุที่เดินสัญจรไม่สะดวก (6) หน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ กันซ่อมแซม ดูแลรักษาพื้นที่ทางเท้า รวมไปถึงความ รับผิดชอบต่อสังคมในการรักษามาตรฐานการออกแบบและ การก่อสร้างที่เอื้อต่อคนทั้งมวลให้มีความสมบูรณ์ (ภาพประกอบบางส่วนใช้โปรแกรม LUMION เพื่อการศึกษาเท่านั้น) 6. บทสรุป สภาพปัจจุบันของทางเท้าเพื่อใช้เดินสัญจรและเข้าถึงพื้นที่ของศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ประกอบ กับประเด็นที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา จึงนำมาสู่ประเด็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เหล่านี้ต้องอยู่ในระดับนโยบาย ทัศนคติที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนทั้งมวลของผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงระดับผู้ปฏิบัติการ การจัดสรรงบประมาณสำรองสำหรับการซ่อมแซม การแก้ไขและบำรุงรักษา ที่เป็นรูปธรรม ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และการนำเสนอข้อมูลโดยคณะวิจัยเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้ในการ ปรับปรุงทางเท้าให้สามารถรองรับกลุ่มคนพิการในพื้นที่ทางเท้าสาธารณะในบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น มีดังต่อไปนี้ 6.1) การใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณเขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการ จัดสรรให้เป็นพื้นที่ทางเดินเท้า ได้แก่ การร่นระยะ แนวรั้วเพื่อเพิ่มความกว้างของทางเดินเท้า การร่นระยะแนวรั้วบางส่วนเพื่อให้เป็นเส้นทางเดินหลบสิ่งกีดขวางที่ไม่สามารถเคลื่อยย้าย ออกไปได้ เช่น เสาไฟฟ้า ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น 6.2) การรื้อถอนกำแพงหรือแนวรั้วของหน่วยงานราชการบางบริเวณให้มีความเปิดโล่ง (Open Space) เกิดเป็นพื้นที่ พักผ่อนหรือพักคอยสาธารณะสำหรับประชาชน อีกทั้งยังให้ความเป็นมิตรในเชิงภูมิทัศน์ (Friendly Landscape and Space Design) 6.3) การเคลื่อนย้ายตำแหน่งของอุปกรณ์ประกอบถนน (Street Furniture) เพื่อเพิ่มความกว้างของทางเท้า และลดสิ่งกีด ขวางที่เป็นอุปสรรค เช่น ร่นแนวรั้วหรือกำแพงเพื่อเป็นที่นั่งรอสาธารณะ ย้ายตู้โทรศัพท์และตู้ ATM เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแนวรั้ว โดยต้องมีการออกแบบที่คำนึงถึงภูมิทัศน์ที่สวยงามและมีความปลอดภัย 6.4) การเพิ่มไฟส่องสว่างตามแนวรั้วและกำแพงของหน่วยงานราชการเพื่อความปลอดภัยในการสัญจรยามค่ำคืน และยัง ช่วยให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แนวทางการใช้เขตแนวรั้วของหน่วยงานในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่นเพื่อปรับปรุงทางเท้าสำหรับคนทั้ง มวล ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการที่เล็งเห็นความสำคัญและเอื้อเฟื้อพื้นที่บางส่วนในอาณาเขตแนวรั้ว เพื่อนำมาแก้ไขและปรับปรุงทางเท้าให้รองรับคนทั้งมวล ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่ต้องให้ความร่วมมือ เช่น ถ้าสามารถโยกย้ายเสา ไฟฟ้า หัวดับเพลิง (Fire Hydrant) ตู้โทรศัพท์ ตู้ ATM ตู้ไปรษณีย์ และอื่น ๆ ย่อมช่วยให้การจัดพื้นที่ทางเท้าสมบูรณ์มากขึ้น รวมไป ถึง ประชาชนผู้ใช้ทางเท้าต้องเคารพกฎกติกา เคารพสิทธิส่วนรวมเพื่อการใช้งานพื้นที่สาธารณะของผู้อื่นและตนเองด้วย ดังนั้น การใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณที่เป็นเขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการซึ่งเป็นแนวเขตที่ถูกจัดสรรและกั้นรั้วให้เป็น อาณาเขตที่ทำการของหน่วยงานราชการต่าง ๆ นั้นสามารถนำมาใช้ออกแบบเพื่อปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าและจัดวางสิ่งอำนวยความ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 24 สะดวกเพื่อคุณภาพชีวิตของคนทั้งมวลจึงสามารถทำได้ ข้อเสนอแนะที่กล่าวมานั้นสามารถนำไปสู่การออกแบบเพื่อพัฒนาปรับปรุง ทางเท้าให้สามารถรองรับคนทั้งมวล ด้วยการใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณเขตแนวรั้วของหน่วยงานราชการ สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ ระดับโครงสร้างพื้นฐานต่อไปได้อย่างยั่งยืน ภาพที่ 6 ภาพจำลองการจัดพื้นที่ทางสาธารณะ ถนนและทางเท้าที่คำนึงถึงการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และมีบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน 7. กิตติกรรมประกาศ บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวล ของเส้นทางสัญจรในศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น” ทุนวิจัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2563 ผ่าน การรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ HE643090 โครงการนี้สำเร็จลุล่วงได้จาก ทีมงานสำรวจและนำเสนอแนวทางการออกแบบโดยนักศึกษาในรายวิชาการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีการศึกษา 2563 ขอขอบพระคุณองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และอีกหลายท่านที่อาจมิได้เอ่ยนาม 8. บรรณานุกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง. (2562). คู่มือการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร. กระทรวงมหาดไทย. เข้าถึงเมื่อ 12 มิถุนายน 2566, จาก http://subsites.dpt.go.th/edocument/images/pdf/doc_work/62/lawcontrol.pdf คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (2557). โครงการจัดทำกรอบแนวทางการปรับปรุงผังแม่บทศูนย์ ราชการและแผนปฏิบัติการตามผังแม่บทเมืองหลัก : ขอนแก่น. องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น. นิธิวดี ทองป้อง และคณะ. (2564). การศึกษาแนวทางการปรับปรุงและจัดระเบียบทางเดินเท้ารวมถึงสภาพภูมิทัศน์ เพื่อคนทั้งมวล กรณีศึกษา ย่านสถานศึกษาโดยรอบบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น. วารสารวิชาการพลังงานและ สิ่งแวดล้อมอาคาร. ปีที่ 4, ฉบับที่ 1, (มกราคม-มิถุนายน) 2564, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, หน้าที่ 46-55. ___________________. (2564). แนวทางการปรับปรุงทางเดินเท้าเพื่อคนทั้งมวล ย่านสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 7 ศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น. วารสารวิชาการพลังงานและสิ่งแวดล้อมอาคาร. ปีที่ 4, ฉบับที่ 2, (กรกฎาคม-ธันวาคม) 2564, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, หน้าที่ 23-32. สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2551). คู่มือปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม การออกแบบสภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน ฉบับ พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ: สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์. ____________________ (2557). ข้อแนะนำการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน. สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรม ราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ: พลัสเพรส. สัญชัย สันติเวส และ นิธิวดี ทองป้อง. (2560). ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้พิการที่ถูกออกแบบเพื่อคนทั้ง มวลในที่สาธารณะ. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ Veridian e-journal, ปีที่ 10, ฉบับที่ 3, (กันยายน-ธันวาคม), 2560, มหาวิทยาลัยศิลปากร, หน้าที่ 1360-1370. สุภางค์ จันทวานิช. (2554). การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 25 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2522). พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522. ________________________. (2522). พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522. _________________________. (2543). กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543). พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. เข้าถึงเมื่อ 9 มิถุนายน 2566, จาก https://dictionary.orst.go.th


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 26 บทความ 02 การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ด้วย Grasshopper Script ในการออกแบบทางลาดคนพิการ ตามกฎหมายไทย


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 27 การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ด้วย Grasshopper Script ในการออกแบบทางลาดคนพิการ ตามกฎหมายไทย 3D Model with Grasshopper Script of PWDs Ramps Design According to Thai Law ภวินท์ สิริสาลี1 ชุมเขต แสวงเจริญ2* Pawin Sirisali1 , Choomket Sawangjaroen2* 1, 2คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1, 2 Faculty of Architecture and Planning, Thammasat University [email protected] บทคัดย่อ บทความชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ทางลาดสำหรับคน พิการตามกฎหมาย และนำไปสู่การสรุปผลการทดลองใช้และข้อเสนอแนะต่อการนำไปใช้กับพื้นที่จริง โดยการใช้โปรแกรม กราสฮอป เปอร์ สคริปท์(Grasshopper Script) โดยทดลองนำเข้าเงื่อนไขการออกแบบในโปรแกรมเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับการใช้คน ออกแบบ โดยใช้ค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐาน ผลปรากฏว่า การใช้เวลารวมในการทำงานทั้งหมดในการออกแบบทางลาด 2 จุด โดยการใช้โปรแกรมออกแบบ สามารถใช้เวลาลดลงจาก 208.7 ชั่วโมง (8.7 วัน) เหลือเพียง 35.73 ชั่วโมง (1.49 วัน) เท่านั้น และมี ความแม่นยำมากกว่าการใช้คนออกแบบโดยที่มีความแม่นยำตามกฎหมายถึงร้อยละ 100 คำสำคัญ: กราสฮอปเปอร์ สคริปท์, ทางลาด Abstract The purpose of this article is to develop a tool to optimize the 3D modeling of legal ramps for persons with disabilities. Leads to the conclusion of the trial and suggestions for application to the area. Using the Grasshopper Script program with the imported the design conditions to compare the efficiency with the use of designers. The statistical values were the mean and the median. The results showed that the total time spent working in the design of 2 ramps by using the design program: time can be reduced from 208.7 hours (8.7 days) to only 35.73 hours (1.49 days), and it is 100% more accurate than a manual design with legal accuracy. Keywords: Grasshopper Script, ramps


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 28 1. บทนำ กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 และ กฎกระทรวงกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 กำหนดให้อาคารต้องมีการจัดทำทางลาดเพื่ออำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งกำหนดมาตรฐานในการออกแบบไว้ชัดเจน และต้องการความแม่นยำในการออกแบบสูง เช่น ความชัน ความกว้าง ความยาว เป็นต้น ปัญหาที่พบจาก การสำรวจของคณะกรรมการตรวจติดตามคณะกรรมการตรวจติดตามการจัดสิ่งอำนวยความ สะดวกและคัดเลือกสถานที่ดีเด่นที่เอื้อต่อคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ดำเนินการมากว่า 15 ปี พบว่า มีโครงการที่มีคะแนนการประเมินความถูกต้องเหมาะสมของทางลาดในระดับผ่านขึ้นไป น้อยกว่าร้อยละ 60 ของสถานที่ที่สำรวจทั้งหมด และจากผลการสำรวจ การประเมินสภาพแวดล้อมทางกายภาพสำหรับนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ชุมเขต และคณะ, 2557) จากการสำรวจตัวอย่างการจัดทำทางลาดอาคาร 98 หลัง ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ชุมเขต และคณะ, 2556) พบว่า กว่าร้อยละ 50 ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินตามกฎหมายไทย ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการทุบรื้อและสร้างใหม่จนทุกจุดผ่านเกณฑ์ระดับดี ถึงดีมากขึ้นไป หน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สร้าง เครื่องมือการประเมินมาตรฐานการออกแบบทางลาด โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจาก กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตคนพิการ และ ได้สรุปเครื่องมือที่มีการทดลองใช้ และ ได้มาตรฐาน ในการออกแบบโมเดลทางลาด 3 มิติ จึงสามารถใช้ข้อมูล ดังกล่าวนำเข้าเพื่อสร้างเงื่อนไขในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบได้ การใช้โปรแกรมช่วยออกแบบในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย และสามารถกำหนดแนวทางการออกแบบ การสร้างทางเลือก ในการออกแบบได้ และหนึ่งในโปรแกรมที่สามารถทำได้ คือ Grasshopper ซึ่งเป็น plugin บน Program Rhinoceros รูปแบบ Visual node based ควบคุมด้วยตัวแปรค่าตัวเลข และไม่ใช่ตัวเลข สามารถช่วยจำลองโมเดลทางลาด 3 มิติ เพื่อสร้างทางเลือกใน การออกแบบได้อย่างรวดเร็ว และมีความแม่นยำมากขึ้น จากการนำเข้ามาตรฐานการออกแบบเพื่อสร้างเงื่อนไขในการใช้โปรแกรมช่วยออกแบบจำลองทางลาดสามมิติ โครงการนี้จึง มีวัตถุประสงค์ คือ สรุปแนวทางการใช้โปรแกรม Grasshopper เพื่อช่วยในการสร้างแบบจำลองสามมิติของทางลาด และ ผลการ ทดลองใช้กับพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ในการออกแบบทางลาดที่ได้มาตรฐานต่อไป 2. วัตถุประสงค์ 7.1 จัดทำเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ทางลาดสำหรับคนพิการตามกฎหมาย 7.2 สรุปผลการทดลองใช้และข้อเสนอแนะต่อการนำไปใช้กับพื้นที่จริง 3. วิธีการศึกษา วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการ สรุปได้ดังนี้ 7.1 ทบทวนวรรณกรรม เพื่อกำหนดตัวแปร และในการเขียน Grasshopper Script ได้แก่ กฎกระทรวงกำหนด สิ่งอํานวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 หมวดทาง ลาดและลิฟต์ และ Components ใน Grasshopper ที่เกี่ยวข้องกับการเขียน Script ทางลาด 7.2 กำหนดตัวแปรที่จำเป็น จากกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอํานวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และ คนชรา พ.ศ. 2548 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 7.3 ดำเนินการเขียน Script ทดสอบและปรับปรุง Script 7.4 นำ Script ไปใช้ในการจำลอง โมเดล 3 มิติของทางลาด 7.5 ประเมินประสิทธิภาพของ Script ความแม่นยำ ความรวดเร็ว 7.6 ทดลองใช้กับพื้นที่จริง และประเมินปะโยชน์และข้อจำกัด เปรียบเทียบกับการออกแบบด้วยคน 7.7 สรุปและอภิปรายผล ทั้งนี้รายละเอียดการดำเนินการแต่ละขั้นตอนจะอธิบายไปพร้อมกับวิธีการดำเนินการในแต่ละข้อต่อไป


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 29 4. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 4.1 กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอํานวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 หมวดทางลาดและลิฟต์ ศึกษากฎกระทรวงกำหนดสิ่งอํานวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 พบว่า มีแนวทางการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยชั้นนี้ 2 หมวด ได้แก่ หมวดที่ 2 ทางลาดและลิฟต์ และ หมวด 5 ทางเข้าอาคาร ทางเดินระหว่างอาคาร และทางเชื่อมระหวางอาคาร ซึ่งรายละเอียดแนวทางการออกแบบจำเป็นปัจจัยนำเข้าเพื่อ นำไปใช้กำหนดตัวแปรที่จำเป็นในการเขียน Script เพื่อจำลองโมเดล 3 มิติ และได้ข้อสรุปต่อการนำเข้าแนวทางในการออกแบบ ดังนี้ ลักษณะของทางลาด ให้มีลักษณะดังนี้ (1) พื้นผิวทางลาดต้องเป็นวัสดุที่ไม่ลื่น (2) พื้นผิวของจุดต่อเนื่องระหว่างพื้นกับทางลาดต้องเรียบไม่สะดุด (3) มีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร ในกรณีเป็นทางลาดแบบสองทางสวนกันให้มีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร (4) มีพื้นที่หน้าทางลาดเป็นที่ว่างยาวไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร (5) มีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวช่วงละไม่เกิน 6 เมตร ในกรณีทีทางลาดยาวเกิน 6 เมตร ต้องจัดให้มีชาน พักยาวไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วงของทางลาด (6) ทางลาดด้านที่ไม่มีผนังกั้นให้ยกขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาดไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และต้องมีราวจับและราวกัน ตก (7) ทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 1.80 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับทั้งสองด้าน และทางลาดที่มีความกว้าง ตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับห่างกันไม่เกิน 1.50 เมตร ทั้งนี้ กรณีทีต้องติดตั้งราวจับเพิ่มเติม ทางลาดนั้นจะต้องเหลือพื้นที่เพียงพอที่ผู้ พิการหรือทุพพลภาพ หรือคนชราที่ใช้เก้าอีล้อสามารถเข้าออกได้อย่างสะดวก โดยราวจับให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ (ก) ทำด้วยวัสดุเรียบ มีความมั่นคงแข็งแรง ไม่เป็นอันตรายในการจับและไม่ลื่น (ข) มีลักษณะกลมหรือมีลักษณะมนไม่มีเหลี่ยม โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร (ค) สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 75 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 90 เซนติเมตร (ง) ราวจับด้านที่อยู่ติดผนังให้มีระยะห่างจากผนังไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร มีความสูงจากจุดยึดไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และผนังบริเวณราวจับต้องเป็นผนังเรียบ (จ) ราวจับต้องยาวต่อเนื่องกันหรือในกรณีที่ไม่สามารถทำให้ต่อเนื่องกันได้ให้มีระยะห่างไม่เกิน 5 เซนติเมตร และส่วน ที่ยึดติดกับผนังจะต้องไม่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ของคนพิการทางการมองเห็น (ฉ) ปลายของราวจับให้ยื่นเลยจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทางลาดไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตรโดยปลายราวจับต้อง งอหรือเก็บได้ สำหรับทางเข้าอาคาร ทางเดินระหว่างอาคาร และทางเชื่อมระหว่างอาคาร ให้มีลักษณะดังนี้ (1) ในบริเวณที่เป็นทางแยกหรือทางเลี้ยวให้มีพื้นผิวต่างสัมผัส (2) ในกรณีที่มีสิงกีดขวางที่จําเป็นบนทางเดิน ต้องจัดให้อยู่ในแนวเดียวกัน โดยไม่กีดขวางทางเดิน และจัดให้มีพื้นผิวต่าง สัมผัสหรือมีการกั้นเพื่อให้ทราบก่อนถึงสิ่งกีดขวาง และอยู่ห่างสิ่งกีดขวางไม่น้อยกว่า 300 มิลลิเมตร


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 30 5. บทสรุปแนวทางการออกแบบทางลาดด้วยคน จากประสบการณ์งานวิจัยและงานออกแบบทางลาดมากกว่า 200 แห่ง ซึ่งเป็นผลจากงานวิจัย เรื่อง การประเมิน สภาพแวดล้อมทางกายภาพสำหรับนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ชุมเขต และคณะ, 2557) และมีการศึกษา วิเคราะห์และนำไปใช้ออกแบบทางลาด ในงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวทางการจัดเตรียมที่จอดรถสำหรับคนพิการ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ภวินท์, 2559) การประเมินสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุใน ระบบรถไฟฟ้ามหานคร (ชุมเขต และภวินท์, 2556) และ นอกจากการใช้กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางการออกแบบ ยังมีการ ประเมินกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 โครงการ คือ Review of Thailand’s Law and Regulation about the Provision of Equipment and Facilities for PWDs and the Elderly in Architecture View. The 7th Annual International Conference on Architecture (S.Sawangjaroen and S.Somsophon, 2017) และ คู่มือปฏิบัติวิชาชีพการออกแบบ สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน (Universal Design Code of Practice) (ไตรรัตน์และคณะ, 2552) ซึ่ง หลังจากการทบทวนมาตรฐานการออกแบบและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การออกแบบทางลาด มีขั้นตอนที่สำคัญจำเป็น สรุป ได้ 6 ขั้นตอน คือ 1) การทบทวนมาตรฐานการออกแบบ 2) การลงสำรวจพื้นที่ 3) การวิเคราะห์พื้นที่ 4) การออกแบบทางเลือกและพัฒนา โมเดล 3 มิติ จำนวน 2 ทางเลือก 5) การประเมินผลแบบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และ 6) การปรับแบบขั้นสุดท้าย และพัฒนาโมเดล Grasshopper และ component ในการเขียน script ที่เกี่ยวข้อง Grasshopper ทำงานแบบ Visual Node based มีลักษณะเหมือนฟังก์ชันในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่แสดงด้วย “Components” ลักษณะเป็นกล่องคำสั่งการทำงาน (Function) เฉพาะตัว แต่ละ Components มี Input port ทางซ้ายและ Output port ข้อมูลผลลัพธ์ทางขวา อย่างน้อยอย่างละ 1 ช่อง ผู้ใช้สามารถลาก “Wires” หรือสาย เชื่อมต่อ Components ผ่าน ทาง Output port ของ Components หนึ่ง ส่งไป Input port อีก Components หนึ่ง เชื่อมต่อเป็นชุด Algorithm ของ กระบวนการออกแบบ ในแต่ละขั้นตอนโปรแกรมจะ generate ผลลัพธ์เชิงสามมิติให้เห็นใน Rhinoceros สามารถสำรวจและ ปรับเปลี่ยนได้ในทุกส่วนของ workflow การออกแบบได้ (Gil Akos and Ronnie Parsons, 2015) สามารถทดลองศึกษาผลลัพธ์ วิเคราะห์ หรือสร้างทางเลือกในการออกแบบได้อย่างรวดเร็วไม่มีที่สิ้นสุด ผ่านการปรับแต่งข้อมูลที่ Grasshopper รองรับ ได้แก่ ข้อมูลทางเรขาคณิต geometric data ที่ได้มาจาก Rhino หรือข้อมูลเรขาคณิตของ Grasshopper เอง และข้อมูลที่ไม่ใช่เรขาคณิต (non-geometric data) ชุด Grasshopper Component พื้นฐานที่เกี่ยวข้องในการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ทางลาดสำหรับคนพิการ ตามกฎหมาย จากการศึกษา Grasshopper component จาก Robert McNeel & Associates. 2023. Grasshopper Curve and associated data. http://grasshopperdocs.com/ พบว่ามีชุด component ที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การออกแบบตามกฎกระทรวงฯ แยกตามการใช้งงาน เพื่อนำไปใช้กำหนดตัวแปรและสร้างแนวคิดการเขียน Script ดังนี้ - Component ใช้กำหนดทิศทางของทางลาดทั้งในแนว Horizontal และ Vertical เพื่อใช้กำหนดระยะความยาวและ ความชันของทางลาด รวมถึงแนวราวจับ เช่น Point / Line / Polyline/ SDL line / Arc SED / move / vector X, Y, Z - Component ใช้จำลองพื้นผิวจากแนวเส้นที่กำหนดทิศทางของทางลาด เช่น Offset curve / Boundary surface / Fragment patch - Component ใช้จำลองทางลาดและราวจับให้มีรูปทรงและปริมาตรจากพื้นผิว และเส้น เช่น Project / Loft / Extrude / Multipipe - Component ใช้เชื่อมต่อรูปทรง หาจุดตัดระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น Brep join / Solid union / Frame / Surface I Curve - Component อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ เช่น Mathematic Operators ใช้สำหรับการคำนวณทาง คณิตศาตร์ และ Set ใช้กำหนดขอบเขตในการคำนวณ. - Component กลุ่ม Human UI เพื่อการสร้าง Interface พื้นฐาน ประกอบด้วย ส่วน Lunch window และ Add components สำหรับสร้างหน้าต่างแสดง User interface (UI) สำหรับตอบโต้กับ User


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 31 6. ผลการศึกษา 7.1 สรุปแนวคิดของ Script เพื่อจำลองทำโมเดล 3 มิติ ทางลาดสำหรับคนพิการตามกฎหมาย และ Interface 6.1.1 การกำหนดตัวแปรใน Script จากการทบทวนกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอํานวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 หมวดทางลาดและลิฟต์ เพื่อใช้ในการกำหนดตัวแปรและขอบเขตของค่าตัวเลขต่าง ๆ ในการ Generate model พบว่ามีตัวแปรที่จำเป็น ดังนี้ ตารางที่1 ตัวแปรและค่าตัวเลขนำเข้า A. ตัวแปรนำเข้า ขอบเขตค่าตัวเลขนำเข้าที่สอดคล้องกับกฎกระทรวงฯ 1. ความกว้างของทางลาด 0.9 ถึง 1.50 2. ความยาวทางลาด 1.50 ถึง 6.00 3. ความลาดชัน 1:12 ถึง 1:20 4. ความยาวชานพัก 1.5 ถึง 6.00 5. องศาทิศทางของชานพัก -90 ถึง 90 6. ความสูงของราวจับ 0.75 ถึง 0.90 7. ความถี่ของเสาราวจับ 0.04 B. ตัวแปรค่าคงที่ ค่าตัวเลขคงที่ 1. ความยาวปลายราวจับ จากจุดเริมต้นถึงปลายราวจับ 0.30 2. ตำแหน่งพื้นผิวต่างสัมผัสจาก จุดเริ่มต้นทางลาด 0.30 3. เส้นผ่านศูนย์กลางของราวจับ 0.04 4. ความหน้าขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาด 0.10 5. ความสูงขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาด 0.10 6. ความกว้างของพื้นผิวต่างสัมผัส เท่ากับความกว้างของชานพัก C. ตัวแปรตาม สำหรับตรวจสอบผลการจำลอง model 1. ความสูงชานพักในแต่ละช่วง Out put 2. ความสูงระดับพื้นปลายทาง Out put 7.2 แนวคิดกระบวนการการทำงานของ Script 6.2.1 แนวคิด Script การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ของทางลาด กำหนด origin point เริ่มต้น และ Move (copy) point ทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง จากจุดเริ่มต้นทางลาด ไปจนถึงจุดสิ้นสุดทางลาด ผ่านการกำหนดค่าตัวแปรนำเข้า ได้แก่ ความยาวทางลาด ความยาวชานพัก องศาทิศทางของทาง ลาด และความชัน จากนั้นจึงสร้าง line (เส้น) เชื่อมต่อจุดต่าง ๆ และ offset เส้น ผ่านการกำหนดค่าตัวแปรนำเข้า ได้แก่ ความกว้างของทางลาดผ่าน U/I หลังจากนั้นจึงสร้าง surface (ระนาบพื้นผิว) จาก line ที่ offset แล้ว Extrude เพื่อจำลอง ความสูงของทางลาดและชานพักไปยังระดับพื้นปกติ ส่งผลไปถึงตัวแปรตาม ได้แก่ ความสูงชานพักในแต่ละช่วง ดำเนินการจำลองราวจับ ทำโดยจากการ Move (copy) เส้นด้านข้างของทางลาดในแนวดิ่ง ผ่านการกำหนดค่าตัว แปรนำเข้า ได้แก่ ความสูงของราวจับ และเพิ่มความหนาของราวจับ ผ่านตัวแปรค่าคงที่ ได้แก่ เส้นผ่านศูนย์กลางของราวจับ จำลอง ความยาวปลายราวจับ จากจุดเริ่มต้นถึงปลายราวจับ ด้วยกระบวนการเดียวกัน ผ่านตัวแปรค่าคงที่ ได้แก่ ความยาวปลายราวจับ จาก จุดเริ่มต้นถึงปลายราวจับ จำลองเสาราวจับ ด้วยการ Divide line ด้านข้างทั้งด้านบนและล่าง สร้าง lineทางดิ่งเชื่อม point และ กำหนดความหนาเช่นเดียวกับราวกับ หลังจากนั้นจำลองขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาดจากการ offset เส้นด้านข้างของทางลาด และ สร้าง surface และ extrude ผ่านการกำหนดตัวแปรค่าคงที่ ได้แก่ ความกว้างและความสูงของขอบกันตก แล้วจึงดำเนินการจำลอง พื้นผิวต่างสัมผัส ลงบน surface ผ่านชุด script ย่อย สร้างพื้นผิวต่างสัมผัส และค่าตัวแปรคงที่ ได้แก่ ระยะพื้นผิวต่างสัมผัสจาก จุดเริ่มต้นทางลาด และความกว้างทางลาด


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 32 ภาพที่ 1 สรุปขั้นตอน การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ของทางลาด จาก Grasshopper script ภาพที่ 2 Diagram สรุปแนวคิด Script การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ของทางลาด และ Script เต็มรูปแบบ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 33 6.2.2 แนวคิดการสร้าง User interface และการใช้งาน การนำเข้าค่าตัวแปรนำเข้าแบบ Slider เพื่อส่งต่อค่าไป 2 ทางได้แก่ 1.ส่งต่อไปยัง Add components เพื่อแสดง บน Lunch User interface window สำหรับ user นำเข้าค่าตัวแปรแบบตัวเลข 2.ส่งต่อไปยัง Value listener เพื่อส่งออกค่าตัวแปร เพื่อไปคำนวณใน Script หลัก ภาพที่ 3 Script ส่วน user interface การใช้งานผู้ใช้ นำเข้าค่าต่าง ๆ ผ่านแสดงหน้าต่าง User interface window (U/I) และดูผลการสร้างแบบจำลอง 3 มิติแบบ real time หน้าต่าง Viewport ของ Rhinoceros และหน้าต่างแสดงค่าความสูงทางลาดแต่ละช่วง เมื่อได้โมเดลที่ เหมาะสม สามารถกดปุ่ม Bake เพื่อสร้างโมเดลเพื่อนำไปใช้งาน Rhinoceros หรือ save เพื่อ นำไปใช้ใน program 3 มิติ อื่นต่อไป ภาพที่ 4 ตัวอย่าง User interface window พร้อมการแสดงผลใน Rhinoceros ภาพที่ 5 User interface window


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 34 ภาพที่ 6 โมเดล 3 มิติ ทางลาดขั้นสุดท้าย ที่ผลิตจาก Script 7.3 ประเมินประสิทธิภาพการใช้ Script 6.3.1 การประเมินเปรียบเทียบการกระบวนการและผลงานการออกแบบด้วยโปรแกรมกับการออกแบบด้วย คน ในการดำเนินการทดลองใช้ ได้มีการกำหนดพื้นที่ และ ออกแบบทางเลือก 2 รูปแบบ ผลปรากฏว่าการใช้คน ออกแบบมี 1 ทางเลือกที่ชันเกินมาตรฐาน และ ไม่สอดคล้องกับรูปแบบพื้นที่ คือ มีระยะสั้น กระชั้นเกินไป ส่วนการออกแบบด้วย โปรแกรม สามารถใช้จริงได้ทั้ง 2 รูปแบบและไม่มีประเด็นเรื่องการออกแบบที่ผิดมาตรฐานแต่อย่างใด สำหรับประเด็นเปรียบเทียบ ประสิทธิภาพด้านเวลาและกระบวนการดำเนินงานจะมีการอธิบายในข้อต่อไป ภาพที่ 7 การสำรวจและประเมินการออกแบบจริงด้วยคน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 35 ภาพที่8 ตัวอย่างงานออกแบบทางเลือก 2 รูปแบบที่ออกแบบด้วยคน ภาพที่ 9 ตัวอย่างงานออกแบบทางเลือกที่ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ 6.3.2 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานของการออกแบบด้วยโปรแกรมกับการออกแบบด้วยคน ในขั้นตอนของการประเมิน ได้มีการพิจารณาทบทวนขั้นตอนในการออกแบบทางลาดจากกงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ชุมเขต และภวินท์, 2556) สรุปได้ 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. การทบทวนมาตรฐานการออกแบบ 2. การลงสำรวจพื้นที่ 3. การ วิเคราะห์พื้นที่ 4. การออกแบบทางเลือกและพัฒนาโมเดล 3 มิติ2 ทางเลือก (ชั่วโมง) 5. การประเมินผลแบบทางเลือกที่เหมาะสม ที่สุด 6. การปรับแบบขั้นสุดท้าย และพัฒนาโมเดล และมีปารประเมินประสิทธิภาพของการใช้งาน โดยใช้วิธีสอบถาม แล้วเลือกข้อมูล ที่มีค่าฐานนิยมมากที่สุด มาวิเคราะห์ร่วมกับค่าเฉลี่ย และนำมาวิพากษ์ซ้ำโดยผู้ทรงคุณวุฒิและกลุ่มผู้ออกแบบอีก 1 ครั้ง ค่าฐานนิยม (Mode : Mo) ค่ากลางที่มีจำนวนมากที่สุดหลักการในการหาฐานนิยม คือ หาตัวที่ซ้ำกันมากที่สุด และมีเงื่อนไขว่าในข้อมูลแต่ละชุด จะมีฐานนิยมได้อย่างมากตัวเท่านั้น ถ้ามีมากกว่านั้นให้ถือว่าไม่มีฐานนิยม โดยใช้ค่าฐานนิยมของข้อมูลแบบไม่แจกแจงความถี่ และ ค่าเฉลี่ย (Average: Ave) คือ การนำค่าที่ได้ทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนผู้ที่ให้ข้อมูล หลังจากนั้นจึงนำความแตกต่างของประสิทธิภาพ การใช้งานมาคิดเป็นค่าร้อยละ ความแตกต่าง เพื่อนำสู่การอภิปรายผลต่อไป มีผลการประเมินดังตารางที่ 2 และ 3 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) ขั้นตอนการทบทวนมาตรฐานการออกแบบ พบว่า การออกแบบด้วยคนมีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 41.1 ชั่วโมง และโดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 5 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 45.45 ใช้เวลา 48 ชั่วโมง ส่วนการ ออกแบบด้วยโปรแกรมนั้นไม่จำเป็นต้องมีการทบทวนมาตรฐานใหม่ เนื่องจากมาตรฐานต่าง ๆ ได้รับการ อัพเดทจากผู้พัฒนา script เรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถลดร้อยละของการใช้เวลาในขั้นตอนนี้ เท่ากับ ร้อย ละ 100 ซึ่งหมายความว่าผู้ออกแบบไม่ต้องเสียเวลาในขั้นตอนนี้


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 36 2) ขั้นตอนการลงสำรวจพื้นที่ พบว่า การลงพื้นที่ด้วยคนมีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 41.1 ชั่วโมง และ โดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 5 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 45.45 ใช้เวลา 48 ชั่วโมง ส่วนการใช้โปรแกรมช่วย ออกแบบนั้น ใช้เวลาสำรวจจริงเฉลี่ย 34.18 ชั่วโมง หรือ ประมาณ 2-3 วัน และโดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 5 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 45.45 ใช้เวลา 24 ชั่วโมง ต่างจากการใช้คนออกแบบ กว่าร้อยละ 50 จะเห็น ได้ว่าในขั้นตอนการลงสำรวจพื้นที่จะลดการใช้เวลาลงได้ไม่มาก เนื่องจากต้องใช้คนสำรวจพื้นที่ และ บางครั้งมีการเดินทาง และมีความจำเป็นต้องมีการไปสำรวจพื้นที่มากกว่า 1 ครั้ง 3) ขั้นตอนการวิเคราะห์พื้นที่ พบว่า การวิเคราะห์พื้นที่ด้วยคนมีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 44.4 ชั่วโมง และโดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 5 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 45.45 ใช้เวลา 36 ชั่วโมง ส่วนการใช้โปรแกรม ช่วยออกแบบนั้น ใช้เวลาสำรวจจริงเฉลี่ย 1.04 ชั่วโมง และผู้ให้ข้อมูล 4 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 36.37 ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีใช้เวลาลดลงต่างจากการใช้คนออกแบบกว่า 34 ชั่วโมง 30 นาที 4) ขั้นตอนการออกแบบทางเลือกและพัฒนาโมเดล 3 มิติ 2 ทางเลือก (ชั่วโมง) พบว่า การออกแบบด้วยคน มีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 44.8 ชั่วโมง และโดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 5 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 45.45 ใช้เวลา 48 ชั่วโมง ส่วนการใช้โปรแกรมช่วยออกแบบนั้น ใช้เวลาเพียง 24 นาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นการ ประหยัดเวลาในส่วนการคำนวณสัดส่วนระยะทางดิ่งต่อทางราบ เพื่อหาความชัน สัดส่วนความสูงและระยะ ระหว่างทางทางลาดแต่ละช่วง รวมถึงรายละเอียดของทางลาด ได้แก่ ตำแหน่งพื้นผิวต่างสัมผัส รูปแบบและ ขนาดราวจับ ขอบกันตก ให้เกิดความแม่นยำ ตรงตามมาตรฐาน และรวดเร็วมากขึ้น 5) ขั้นตอนการประเมินผลแบบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด พบว่า การประเมินผลการออกแบบด้วยคนมี ค่าเฉลี่ยการใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 6.5 ชั่วโมง และโดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 7 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 63.64 ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ส่วนการใช้โปรแกรมช่วยออกแบบนั้น ใช้เวลาเพียง 17 นาทีเท่านั้น 6) ขั้นตอนการปรับแบบขั้นสุดท้าย และพัฒนาโมเดล พบว่า การปรับแก้การออกแบบด้วยคนมีค่าเฉลี่ยการใช้ เวลาในขั้นตอนนี้ 34.9 ชั่วโมง และโดยส่วนใหญ่ผู้ให้ข้อมูล 7 คน จาก 11 คน หรือร้อยละ 63.64 ใช้เวลา 24 ชั่วโมง ส่วนการใช้โปรแกรมช่วยออกแบบนั้น ใช้เวลาเพียง 11 นาทีเท่านั้น การออกแบบด้วยคน ตารางที่ 2 ระยะเวลาที่ใช้ในการออกแบบด้วยคนในแต่ละขั้นตอน ขั้นตอน เวลาที่ผู้ออกแบบใช้ในแต่ละขั้นตอน (ชั่วโมง) Min Max Ave Mo 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 การทบทวนมาตรฐานการออกแบบ 24.0 48.0 24.0 48.0 52.0 36.0 24.0 48.0 48.0 48.0 52.0 24.0 52.0 41.1 48.0 การลงสำรวจพื้นที่ 24.0 24.0 24.0 24.0 36.0 36.0 48.0 24.0 52.0 52.0 52.0 24.0 52.0 36.0 24.0 การวิเคราะห์พื้นที่ 48.0 36.0 36.0 36.0 52.0 52.0 52.0 36.0 52.0 52.0 36.0 36.0 52.0 44.4 36.0 การออกแบบทางเลือกและพัฒนาโมเดล 3 มิติ จำนวน 2 ทางเลือก 48.0 48.0 48.0 48.0 48.0 36.0 36.0 36.0 52.0 52.0 52.0 36.0 52.0 45.8 48.0 การประเมินผลแบบทางเลือกที่เหมาะสม ที่สุด 6.0 12.0 6.0 6.0 12.0 6.0 6.0 3.0 3.0 6.0 6.0 3.0 12.0 6.5 6.0 การปรับแบบขั้นสุดท้าย และพัฒนา โมเดล 24.0 48.0 24.0 24.0 48.0 24.0 48.0 48.0 48.0 24.0 24.0 24.0 48.0 34.9 24.0


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 37 การออกแบบด้วยโปรแกรม ตารางที่ 3 ระยะเวลาที่ใช้ในการออกแบบด้วยโปรแกรมในแต่ละขั้นตอน ขั้นตอน เวลาที่ผู้ออกแบบใช้ในแต่ละขั้นตอน (ชั่วโมง) Min Max Ave Mo 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 การทบทวนมาตรฐานการออกแบบ 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 การลงสำรวจพื้นที่ 24.0024.0024.0024.0036.0036.0036.0024.0048.0048.0052.0024.0052.0034.18 24 การวิเคราะห์พื้นที่ 0.72 1.20 1.20 1.10 0.80 1.30 0.70 1.30 1.30 1.30 0.50 0.50 1.30 1.04 1.30 การออกแบบทางเลือกและพัฒนาโมเดล 3 มิติ จำนวน 2 ทางเลือก 0.18 0.32 0.20 0.21 0.16 0.23 0.32 0.18 0.17 0.32 0.29 0.16 0.32 0.23 0.23 การประเมินผลแบบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด0.18 0.20 0.19 0.10 0.25 0.23 0.12 0.14 0.12 0.14 0.15 0.10 0.25 0.17 0.12 การปรับแบบขั้นสุดท้าย และพัฒนาโมเดล 0.15 0.18 0.16 0.05 0.02 0.13 0.02 0.08 0.15 0.13 0.12 0.02 0.02 0.11 0.02 7. อภิปรายผล จากผลการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในจำลองโมเดลทางลาด เปรียบเทียบกับการออกแบบด้วยคน มีข้อค้นพบ ดังนี้ 7.1 ในขั้นการทบทวนมาตรฐานการออกแบบ พบว่า จากระบบที่ออกแบบให้ผู้ใช้นำเข้าค่าต่าง ๆ ภายใต้ขอบเขตที่ถูก กำหนดไว้ตามมาตรฐานกฎกระทรวงฯ จึงทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในการทบทวนมาตรฐานการออกแบบ 7.2 โปรแกรมช่วยจำลอง (generate) โมเดลทางเลือกให้เห็นเป็นรูปธรรม ผ่านการนำเข้าค่าต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดในขอบเขต ตามมาตรฐานกฎกระทรวง แทนการสร้าง Physical model ด้วยคนไปทีละขั้นตอน และทำให้เกิดความรวดเร็วและ แม่นยำ 7.3 ในขั้นการประเมินผลแบบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ยังอยู่นอกเหนือของเขตการทำงานของโปรแกรมนี้ ยังคงต้องใช้ การประเมินความเหมาะสมของทางลาดกับพื้นที่ โดยใช้คนเพื่อหาแบบทางเลือกที่เหมาะสม 7.4 เวลารวมในการทำงานทั้งหมดในการออกแบบทางลาด 2 จุด ลดลงจาก 208.7 ชั่วโมง (8.7 วัน) เหลือเพียง 35.73 ชั่วโมง (1.49 วัน) เท่านั้น 8. ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาในอนาคต 8.1 การพัฒนาไปสู่ platform ที่สามารถใช้ได้หน้างานโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้การใช้ program Rhinoceros หรือ plugin grasshopper เช่น เป็น application บนโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการพัฒนาให้สามารถ input ข้อมูลบริบทต่าง ๆ ในเชิงพื้นที่ที่มีผลต่อการออกแบบ โดยไม่ต้องผ่าน Program Rhinoceros 8.2 การพัฒนาเพื่อให้สามารถแจกแจงข้อมูลเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปริมาตรคอนกรีต จำนวนแผ่นพื้นผิวต่างสัมผัส ความ ยาวราวจับ (จริง ๆ อันนี้มี output พร้อม ทำได้แล้ว แต่ยังทำไม่ทัน และอาจไม่ครอบคลุม เพื่อการก่อสร้าง) 8.3 การพัฒนาเพื่อต่อยอดสู่การใช้ AI ในการประเมินหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ตามเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ต้องการ เช่น ต้องการทางลาดที่ประหยัด ทางลาดมีระยะทางที่สั้นที่สุด ทางลาดที่ใช้พื้นที่ทางยาวไม่เกินระยะที่กำหนด


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 38 9. เอกสารอ้างอิง Danil Nagy Computational design in Grasshopper, 2017. https://medium.com/generative-design/computationaldesign-in-grasshopper-1a0b62963690. David Bachman. Grasshopper: Visual Scripting for Rhinoceros 3D.Industrail Press, Inc. US, 2017. Gil Akos, Ronnie Parsons and Modelab. FOUNDATIONS THE GRASSHOPPER PRIMER THIRD EDITION 3rd edition, 2015.https://modelab.gitbooks.io/grasshopper-primer/content/1-foundations/1-3/2_working-withattractors.html Hoboken, New Jersey : John Wiley & Sons. Drawing from the model : fundamentals of digital drawing,3D modeling, and visual programming in architectural design / Frank Melendez, 2019. ภวินท์ สิริสาลี ชุมเขต แสวงเจริญ และวิรุจน์ สมโสภณ. สถานการณ์และแนวทางการจัดเตรียมที่จอดรถสำหรับคนพิการ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต. การสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 8. กรุงเทพ , 2559 (ทุนวิจัย สนับสนุนจากกองทุนนักศึกษาพิการ) หน้า 352-371 ชุมเขต แสวงเจริญ ภวินท์ สิริสาลี และวิรุจน์ สมโสภณ. สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุในระบบรถไฟฟ้ามหา นคร. การสัมมนาวิขาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 6. กรุงเทพ, 2557 (ทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.)) หน้า 227-237 ชุมเขต แสวงเจริญ และภวินท์ สิริสาลี. การประเมินสภาพแวดล้อมทางกายภาพสำหรับนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต. การสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 5. กรุงเทพ, 2556 (ทุนวิจัยจากกองทุนนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) หน้า 163-179 S. Choomket and S. Wiruj. Review of Thailand’s Law and Regulation about the Provision of Equipment and Facilities for PWDs and the Elderly in Architecture View. The 7th Annual International Conference on Architecture, Athens, Greece, 2017 (15 page) page 80-94 ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ชุมเขต แสวงเจริญ และคณะ. คู่มือปฏิบัติวิชาชีพการออกแบบสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุก คน (Universal Design Code of Practice). — กรุงเทพมหานคร: สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2552. บริษัท พลัส เพรส จำกัด: ISBN 978-611-90213-1-0 (ผู้แต่งร่วม)


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 39 บทความ 03 การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 40 การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน Game development for learning about using the internet grade 4 for students with hearing impairments ไพศาล ดาแร่1 , ขวัญดาว การะหงษ์2 , นนท์ณภัสร์ วนกาญจน์กุล3 , กัญญาภัค จันทร์ภูมิ4 Phaisan Darae1 , Kwandao Karahong2 , Nonnapasa Wanakankul3 ,Kanyaphak Chanphum4 1-3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1-3 Faculty of Education, Udonthani Rajabhat University 4 โรงเรียนโสตศึกษาอุดรธานี 4 Udon Thani School for the Deaf, Udon Thani [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3) เพื่อหาดัชนี ประสิทธิผลของเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางการได้ยินพบว่า มีประสิทธิภาพ 75.00/76.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อน เรียนและหลังเรียนด้วยเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ ยิน พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 3) ผลการศึกษาค่าดัชนี ประสิทธิผลของเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน พบว่า มีค่าเท่ากับ 0.69 คิดเป็นร้อยละ 69.00 4) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้ อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด (̅ = 4.73, S.D. = 0.45) คำสำคัญ: เกมเพื่อการเรียนรู้, อินเทอร์เน็ต,นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 41 ABSTRACT The general purpose of this research was to develop a learning game of the internet use for Grade 4 students with hearing impairments which included 4 specific objectives 1) to design and find the efficiency of the learning game 2) to compare students learning achievements before and after using the game. 3) to determine the effectiveness of the learning game and 4) to study the students' satisfaction towards playing the learning game. The results of the research found that 1) the efficiency of the learning game of the internet use as E1/E2 efficiency was 75/ 76 respectively which meets the standard setting of 75/75. 2) Students who learned by the learning game of the internet use had higher learning achievement than before at the .05 level of significance. 3) the effectiveness index of the learning game of the internet use was 0.69. 4) Students satisfied to the learning game of the internet use overall was in the highest level (̅ = 4.73, S.D. = 0.45). Keywords: Learning games, Internet, students with hearing impairments. 1. บทนำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาพิเศษและ การส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้มีการเตรียมความพร้อมและให้การสนับสนุน เฉพาะเจาะจงเพื่อให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกับนักเรียนทั่วไป ประกอบไปด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการศึกษา การให้บริการอุปกรณ์และเทคโนโลยีช่วยเหลือ การฝึกอบรม และการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนในด้านการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเชิงพื้นที่ และการสื่อสารทางไกลอื่น ๆ การให้การศึกษาแก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมถึง การศึกษาในระดับที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับการศึกษาทั่วไป การศึกษาพิเศษในระดับต่ำกว่า หรือการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่าง การศึกษาพิเศษและการศึกษาทั่วไป อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์หลักคือให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเรียนรู้และ พัฒนาความสามารถต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกับนักเรียนทั่วไป โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการ เขียน รวมถึงการพัฒนาทักษะสื่อสาร การคิดเชิงต้นแบบ และทักษะทางสังคมให้แก่นักเรียนด้วย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542) จากการศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน “คนหูหนวกมีปัญหาด้านการอ่าน การเขียนภาษาไทย”(อารีลักษณ์ คีมทอง, 2544) มีปัญหาในการเรียนรู้ในเนื้อหาเดียวกันแต่ใช้เวลามากกว่าคนปกติเพราะผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินต้องใช้ตาใน การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจะแตกต่างจากคนปกติที่ใช้หูและตาในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินจะรับรู้ข้อมูล ข่าวสารจากภาพซึ่งเป็นสื่อที่ดี การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนมีประโยชน์มากมายทั้งต่อผู้เรียนและผู้สอน โดยสามารถใช้ในหลากหลายรูปแบบ และการปฏิสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละบทเรียน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่าง รวดเร็วและสะดวก ฝึกทักษะทางด้านเทคโนโลยีและทักษะการใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการเรียนรู้ เช่นการใช้เว็บไซต์การค้นคว้าออนไลน์ หรือฐานข้อมูลทางการศึกษา การใช้โปรแกรมสำหรับการสร้างสื่อการเรียนรู้ การใช้งาน โปรแกรมการประมวลผลคำศัพท์ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนสามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจ และมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้พัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในสมัยปัจจุบัน การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนด้วยเกม เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ น่าสนุกและมีความสมดุลระหว่างการเรียนรู้และความสนุกสนาน เกมสามารถเพิ่มความมุ่งหมายในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ผู้เรียนจะมี แรงจูงใจในการไปสู่ความสำเร็จในเกมและในการเรียนรู้เนื้อหาที่สอดคล้องได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจช่วยสร้างทักษะใน การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหา การวิเคราะห์ การวางแผน การตัดสินใจ และ สามารถให้ข้อมูลและการติดตาม ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ผู้สอนสามารถระบุความก้าวหน้าและความสำเร็จที่ผู้เรียนได้รับจากการเล่นเกม (ลดาวัลย์ แย้มครวญ และศุภกฤษฏิ์ นิวัฒนากูล, 2560) จากสภาพดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยพบว่าแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจและนำมาใช้ คือ การเรียนรู้โดยใช้เกมโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหลักสูตร สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่ง


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 42 สามารถนำไปใช้ช่วยแก้ปัญหาการเรียนการสอนให้กับเด็กที่มีความบกร่องทางการได้ยิน เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน สามารถที่จะศึกษาและทบทวนความรู้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเกมจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางการรับรู้ที่อาศัย ประสาทสัมผัสทางตาและทางกายได้เป็นอย่างดี เกมที่เด็กเล่นจะมีการโต้ตอบมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ช่วยให้เกิดความรู้และความ สนุกสนาน นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ประเมินความรู้ความสามารถจากผลคะแนนของการเล่นเกม สามารถ ตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง ใช้เวลาเรียนลดลง ซึ่งเกมส์เพื่อการศึกษาสามารถช่วยในการแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนได้ ตามจุดประสงค์ที่กำหนด และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางการ ได้ยิน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 2.3 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน 2.4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3. สมมติฐานของการวิจัย 3.1 เกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพร้อยละ 75/75 ของคะแนนเต็ม 3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ด้วยเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3.3 ดัชนีประสิทธิผลของของการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีค่าสูงกว่า 0.5 หรือสูงกว่าร้อยละ 50 3.4 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางการได้ยิน อยู่ในระดับพอใจมาก 4. แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) การใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล สาระการ เรียนรู้ การใช้คำค้นที่ตรงประเด็น กระชับ จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงตามความต้องการและการประเมินความน่าเชื่อถือของ ข้อมูล 4.2 หลักการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หลักการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินใช้หลักการเดียวกันกับการจัดการศึกษาสาหรับเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษอื่น ๆ กล่าวคือ 4.2.1 การศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เป็นการศึกษาที่เป็นไปเพื่อการส่งเสริมและการช่วยเหลือ ให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินได้คุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปในสังคม 4.2.2 การศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นการศึกษาพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการ จำเป็นเฉพาะบุคคล 4.2.3 การศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นการศึกษาที่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาวิจัย และนำ ผลการศึกษาค้นคว้านั้นมาใช้ในระบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนหูหนวกในทุกด้านทั้งด้านแพทย์ โสตสัมผัสวิทยา


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 43 การศึกษา อาชีพ และสังคม ผ่านการให้บริการการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มที่เป็นระบบที่คนหูหนวกและครอบครัวสามารถ เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการให้บริการช่วงเชื่อมต่อที่เหมาะสมทุกระดับการศึกษาที่สูงขึ้น 4.2.4 การศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นการศึกษาพิเศษที่เน้นการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาแบบองค์รวมโดยการพิจารณาถึงความต้องการจำเป็นและลีลาการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพในการทำ หน้าที่ของอวัยวะของร่างกาย เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนเป็นรายบุคคล สรุป หลักการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เป็นการศึกษาที่เป็นไปเพื่อการส่งเสริมและการ ช่วยเหลือ ตลอดจนการให้บริการช่วงเชื่อมต่อที่เหมาะสมทุกระดับการศึกษาที่สูงขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนเป็น รายบุคคล โดยการออกแบบอย่างมีระบบและผ่านการตรวจสอบในทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดทำ 4.3 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเกมเพื่อการเรียนรู้ การเรียนรู้ผ่านเกม (Game Based Learning หรือ GBL) (ประหยัด จิระวรพงศ์, 2556) บทความเกี่ยวกับการเรียนรู้ผ่าน เกม (Game Based Learning หรือ GBL) กล่าวว่าการเรียนรู้ผ่านเกมในต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจในวง การศึกษาไทยต่อการนำทฤษฎีและหลักการมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนให้ทันกับโลกในปัจจุบันได้ การนำสื่อเกมเรียนรู้ (Game Based Learning หรือ GBL) ไปใช้ในการเรียนแนวคิดของ รศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ใน บทความ 10 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ่งพัฒนาระบบการเรียนจาก E-Learning สู่ U-Learning กล่าวว่า ควรมีการใช้นวัตกรรมด้าน วิธีการสอน เช่น การเรียนผ่านเกม (Game Based Learning) ที่ไปด้วยกันกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีการสอนใหม่ รวมทั้งการใช้สื่อ ใหม่รูปแบบต่าง ๆ สรุป ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารพัฒนาได้โดยใช้สื่อเกมเพื่อการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนได้สัมผัสและมีปฏิสัมพันธ์กับ คอมพิวเตอร์ตลอดเวลา เกมเพื่อการเรียนรู้ นับว่าเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่เหมาะจะนำมาใช้ในการเรียนรู้ตาม ศักยภาพที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ทำให้ผู้เรียนคิดได้ด้วยตนเองสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นการกระตุ้นความสนใจให้ นักเรียนอยากเรียนรู้ยิ่งขึ้น 4.4 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุปผา กัติยัง (2556) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะ ทางวิชาการ สมรรถภาพทางสมอง และมวลประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในด้านต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คุณลักษณะรวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคล อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนหรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง สรุปได้ว่า ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือความสามารถของนักเรียนพิจารณาจากการทดสอบด้วยแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อให้ครอบคลุมการวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยตามแนวคิดของบลูม (Bloom) และคณะ ด้วยกัน 5 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำไปใช้ 4) ด้านวิเคราะห์ 5) ด้านประเมินค่า Heward (2006) กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินว่า ประสบกับปัญหาในการเรียน ในทุกวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอ่าน และวิชาคณิตศาสตร์ จากผล การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั่วไปของเด็กที่มีความ บกพร่องทางการได้ยินของแต่ละสถานศึกษา ในสหรัฐอเมริกาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กกลุ่มนี้ต่ำกว่าเด็กทั่วไปในวัย เดียวกันอย่างมากและเห็นได้ชัด สมาคมการได้ยินและการพูดแห่งสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่าช่องว่างหรือความแตกต่าง ทางด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นนตามอายุของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน (ASHA, 2001) ดังจะเห็นได้จาก การศึกษาด้านผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยทางการอ่านของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่เป็นเด็กหูหนวก อายุ 18 หรือ 19 ปี ซึ่งสำเร็จ การศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในสหรัฐอเมริกาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่านั้น (Holt, 1993, Kuntze, 1998)


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 44 สรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อเกมเพื่อการเรียนรู้ ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีความก้าวหน้า และพัฒนาการทางการเรียนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจมาจากสื่อเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ที่ผ่านการสร้างและออกแบบมา อย่างเป็นระบบมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรมชัดเจน 4.5 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ อาภัสสร วันดี (2560 อ้างถึงใน รงทอง พนธารา, 2550) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเกิดจากความรู้พื้นฐาน ประสบการณ์เดิม ค่านิยมของแต่ละบุคคลซึ่งจะ ได้รับก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของบุคคล ทั้งนี้ระดับของความพึงพอใจในแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกันไป สรุปได้ว่า ความหมายของความพึงพอใจต่างมีผู้ให้ความหมายไว้อย่างมากมาย ทั้งนี้เราสามารถสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ทัศนคติหรือการรับรู้ของบุคคล ซึ่งความพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งตอบสนองความต้องการของบุคคล นั้น ๆ โดยสามารถแสดงออกมาในรูปแบบของความชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ ซึ่งระดับความพึงพอใจ ของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราควรเคารพในความคิดเห็นของกันและกัน สรุป กระบวนจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเกมเพื่อการเรียนรู้โดยการใช้อินเทอร์เน็ต มีความเหมาะสมและเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ในการปฏิบัติกิจกรรม และรูปแบบเกมเพื่อการเรียนรู้ มีความน่าสนใจทั้งภาพและเสียงที่ใช้ในเกมเพื่อการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนสนุก และสนใจเนื้อหาในการเรียนรู้ผ่านเกมเพื่อการเรียนรู้ 4.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.6.1 งานวิจัยในประเทศ เพ็ญนภา แสงฉาย (2560) ได้ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมพิมพ์ดีดเป็นสื่อ เสริมกับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ วิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น โดยใช้ชุดเกมพิมพ์ดีดคอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน และทำการทดสอบระหว่างการเรียนแบบปกติกับการใช้เกมเป็นสื่อเสริม พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์การเรียนโดยใช้เกมให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนสูงกว่าการเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ความพึงพอใจในการเรียนการสอน ด้วยเกม ให้ผลสูงกว่าการสอนแบบปกติอย่างมีนัยความสำคัญทางสถิติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียนการสอนใช้ เกมนั้นผู้สอน สร้างให้ดึงดูดความน่าสนใจมากกว่าการเรียนแบบปกติ 4.6.2 งานวิจัยต่างประเทศ พรินเตอร์ (Printer, 1977)ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสะกดคำที่สอนโดยใช้เกมการศึกษาและสอนโดยใช้ตำรา ใช้กับนักเรียนจำนวน 94 คน เพื่อศึกษาความรู้สึกเกี่ยวกับมโนภาพและความสามารถในการสะกดคำ โดยการทดสอบก่อน และหลังการทดลองภายหลังการทดลอง 3 สัปดาห์ จึงทำการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบ พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ในการ ทดลองของกลุ่มที่ใช้เกมการศึกษามีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่สอนตามตำรา 5. วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ ยิน การสร้างและหาคุณภาพการพัฒนาเกม มีขั้นตอนดังนี้ 5.1 การวิเคราะห์ (A: Analysis) 5.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี 5.1.2 ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 5.1.3 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชาและจุดประสงค์การเรียนรู้ใน หลักสูตร และวิเคราะห์เนื้อหา 5.1.4 ศึกษาหลักการ วิธีการ ทฤษฎี และเทคนิควิธีการสร้างเกมเพื่อการเรียนรู้ จากตำรา เอกสารต่าง ๆ และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องนำไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตรวจและเห็นชอบจึงดำเนินการขั้นต่อไป


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 45 5.2 การออกแบบ (D: Design) 5.2.1 Flowchart ออกแบบผังงาน (Flowchart) เพื่อแสดงลำดับขั้นตอนการทำงานในการพัฒนาเกมเพื่อการ เรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 5.2.2 สร้าง storyboard เป็นการสร้างภาพให้เห็นลำดับของการพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ให้เป็นภาพร่างของฉากต่าง ๆ เพื่อกำหนดการสร้าง เกมและลำดับเรื่องราวในเกมเพื่อการเรียนรู้ 5.2.3 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน รวม 2 ชั่วโมง ประกอบการใช้เกมเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งไม่นับรวม เวลาที่ใช้ในการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 5.2.4 หลังจากผู้ศึกษาสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินความ เหมาะสมของเกมเพื่อการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ และตรวจสอบประเมินความสอดคล้องขององค์ประกอบในแผนการจัดการ เรียนรู้ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) 5.2.5 จัดเตรียมเกมเพื่อการเรียนรู้และจัดพิมพ์แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำไปพัฒนา 5.3 การพัฒนา (D: Development) หลังจากได้รับคำเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ผู้ศึกษาได้พัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ตามที่ออกแบบไว้ แล้วนำเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณางานวิจัย จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเกมเพื่อการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต และนำมาปรับปรุงแก้ไข้ตามคำแนะนำ 5.4 การทดลองใช้ (I: Implementation) ดำเนินการทดลองภาคสนามกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแบบแผนการทดลอง 5.5 การประเมินผล (E: Evaluation) ประเมินผลเกมเพื่อการเรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ได้แก่ การหาประสิทธิภาพ การหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียน ดัชนีประสิทธิผล และความพึงพอใจ 6. เครื่องมือการวิจัย 6.1 เกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต 6.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6.3 แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต 7. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโสตศึกษาอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่กำลัง เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งสิ้น 10 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 8. สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (dependent Samples)


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 46 9. ผลการวิจัย 9.1 ผลการสร้างเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน มีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน ตามขั้นตอนการวิจัยในระยะที่ 1 โดยนำข้อมูลจากหลักสูตรและแผนการจัดการเรียนรู้มาวิเคราะห์และจัดทำ เกมเพื่อการเรียนรู้ โดยมีองค์ประกอบของการออกแบบ ดังนี้ เมื่อเปิดเข้าสู่เกมเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการ ได้ยิน ซึ่งประกอบด้วย ปุ่มเริ่มเกม หน้าเกี่ยวกับเกม ปุ่มออกจากเกม ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 หน้าแรกก่อนเข้าสู่เกมเพื่อการเรียนรู้ เมื่อคลิกที่ปุ่ม Play จะเข้าสู่หน้า Level ซึ่งผู้เรียนจะต้องเล่น Level1 ผ่านก่อน ถึงจะไป Level2 , Level3 , Level4 ได้ ตามลำดับ ดังภาพที่ 2 ภาพที่ 2 หน้า Level ของเกมเพื่อการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนเล่นเกมจบแล้วจะมีหน้าจบเกมเด้งขึ้นมา จึงจะสามารถเล่น Level ถัดไปได้ ดังภาพที่ 3


Click to View FlipBook Version