The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสืบเนื่องงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายงานสืบเนื่องงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566

รายงานสืบเนื่องงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

Keywords: งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ,NCPD2023

งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 147 บทความ 11 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการ เพื่อสังคมของผู้บริโภคชาวไทย


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 148 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมของผู้บริโภคชาวไทย Factors affecting the purchase intention of the social enterprise product of Thai consumers ปณธร ต้อยมาเมือง1* ยอดมนี เทพานนท์2 Panadhorn Toimamueang1*, Yodmanee Tepanon2 1 นิสิตปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จ. กรุงเทพฯ 10290 1 Faculty of Business Administration, Kasetsart University, Thailand 2 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จ.กรุงเทพฯ 10900 2 Faculty of Business Administration, Kasetsart University, Thailand [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่มาจากกิจการเพื่อสังคมของผู้บริโภคชาวไทย โดยใช้แบบสอบปลายปิดในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 394 ตัวอย่าง ที่เคยซื้อ/ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการจากกิจการ เพื่อสังคมจากตราสินค้าที่ผลิตโดย 5 องค์กร/หน่วยงาน คือ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (แห่งประเทศไทย) จำกัด และ เซนทรัลทำ ผลการศึกษาพบว่า ทัศนคติ (Attitude) และ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Perceived Behavioral Control) มีอิทธิพลต่อ ความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งอิทธิพลของ ทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมสามารถอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จาก กิจการเพื่อสังคมคิดเป็นร้อยละ 61.8 คำสำคัญ: Social Enterprise, Purchase Intention, Consumer Intention ABSTRACT The purpose of this research is to investigate the purchase intention of goods and services from social enterprises of Thai consumers. A closed-end questionnaire was used to collect data from 394 respondents who had purchased goods or services from 5 social enterprises namely; Chao Phraya Abhaibhubejhr Hospital Foundation (CAF), Doi Kham Food Products Co., Ltd., Dairy Home Social Enterprise Co., Ltd. and Pracharath Rak Samakkee Co., Ltd. social enterprise (of Thailand) Co., Ltd. and Central Tham. The results of the study showed that attitude and perceived behavioral control influenced purchase intention significantly at the 0.05 level. Attitude and Perceived Behavioral Control could predict the intention to buy at 61.8% Keywords: Social Enterprise, Purchase Intention, Consumer Intention


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 149 1. บทนำ ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจปัญหาของสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก่อให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจในรูปแบบกิจการ เพื่อสังคม (SE : Social Enterprise) อย่างแพร่หลายมากขึ้นเนื่องจากการทำธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างกำไรเพียงอย่าง เดียว หากแต่รูปแบบการทำธุรกิจควรต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมเฉพาะเจาะจงตามประเด็นปัญหาที่ผู้ประกอบการ ต้องการ ในขณะเดียวกันธุรกิจเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นนั้น ต้องสร้างกำไรมากพอที่จะส่งผลให้กิจการสามารถแข่งขันและเติบโตต่อไปได้ กิจการเพื่อสังคมควรก่อให้เกิดประโยชน์กับคนในสังคมเป็นวงกว้าง เช่น การกระจายรายได้คืนสู่สังคม การเพิ่มจำนวนการจ้างงานใน ชุมชน ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงเป็นเหมือนทางเลือกของธุรกิจที่จะนำไปสู่ทางรอดที่ยั่งยืนให้กับคนในสังคม ในประเทศไทยกิจการเพื่อสังคมในไทยมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถจำแนกประเภทของธุรกิจได้ดังนี้ 1. ผลิตภัณฑ์ วัสดุและบริการ 2. อาหาร 3. การเรียนรู้และการศึกษา 4. สื่อ และ 5. การท่องเที่ยว (ปรัญชัย ฮวดชัย และ ปริยาภรณ์ สุขสีทอง, 2555) ซึ่งมีการประกอบการของกิจการและผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่หลากหลาย และค่อนข้างครอบคลุมต่อการอุปโภคและ บริโภค นับว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อ ในประเทศไทยการดำเนินกิจการเพื่อสังคมนั้นเกิดมาเป็นเวลานาน พอสมควรและมีการนำประสิทธิภาพของรูปแบบธุรกิจนี้มาสร้างเป็นจุดแข็งในเชิงเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างสรรค์ให้เกิดนวัตกรรมเพื่อ สังคม (Social Innovation) (Masiri P., 2020) ชี้ให้เห็นว่ากิจการเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบันได้เข้าไปดำเนินการเพื่อ แก้ไขปัญหาอย่างน้อยใน 4 ด้าน ได้แก่ ความยากจน สังคมผู้สูงวัย ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ความอยู่รอดของธุรกิจใด ๆ ก็ตาม เกิดจากผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำมาสู่กระแส เงินสดที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ความคงอยู่ของกิจการเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเดียวกัน การศึกษาของพฤติกรรม ผู้บริโภค ในแง่ของความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์และบริการที่มาจากกิจการเพื่อสังคม จึงมีความสำคัญเพื่อเป็นแนวทางสำหรับ อ้างอิงในการดำเนินงานและเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์และบริการที่มาจากกิจการเพื่อสังคม โดย การศึกษาในครั้งนี้ทำการศึกษาในกลุ่มของกิจการเพื่อสังคม 5 กิจการ ได้แก่ 1) มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศที่เน้นการ อนุรักษ์ตำรายา การจัดสวนสมุนไพรสาธิต การพัฒนากลุ่มหมอนวดแผนไทย การส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรแก่ชาวบ้าน รวมทั้งการ รับซื้อสมุนไพรจากชุมชน ที่ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อชุมชนและสังคมเน้นกระบวนการที่ ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ (ปิติมน ล้อมสมบูรณ์, 2554) 2) บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจเพื่อรับซื้อ ผลผลิตทางการเกษตรจากมูลนิธิโครงการหลวงและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อนำมาผลิตและจำหน่ายในรูปแบบผลิตภัณฑ์แปรรูปภายใต้ ตราสินค้า "ดอยคำ" ควบคู่กับการพัฒนาชุมชน เพื่อทำให้ชุมชนเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดี (สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น, 2009) 3) บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด ที่ผลิตน้ำนมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมที่บุกเบิกตลาดนมอินทรีย์ของประเทศไทยและมีการนำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมมาปรับใช้กับองค์กรและการ ดำเนินธุรกิจ (ปัญญ์ชลี พิมลวงศ์ และ มนต์ ขอเจริญ, 2561) 4) บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (แห่งประเทศไทย) จำกัด ดำเนินงานที่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างวิชาชีพในระดับชุมชน เช่น โครงการ OTOP และ ให้ความรู้แก่เยาวชน ด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างวินัยในการกำจัดขยะอย่างเป็นรูปธรรม และ การรณรงค์การบริหารและจัดการน้ำเสีย (บริษัท ประชารัฐรัก สามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด, 2559) และ 5) เซนทรัลทำ ที่มีการยกระดับและพัฒนามาจากแนวคิด CSR สู่ CSV (Creating Shared Value) เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในชุมชนที่ยากจนได้มี โอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการสาธารณสุขให้เด็กและเยาวชน ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย เป็นต้น รวมไป ถึงการพัฒนาความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมของคนพิการโดยการสร้างเสริมอาชีพอย่าง เช่น การทำการเกษตรและศิลปหัตถกรรม และเปิด โอกาสให้เข้าเป็นพนักงานประจำในตำแหน่ง contact center และพนักงานซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น (อังคณา นาคเกิด, 2562) 2. แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคม กิจการเพื่อสังคม คือ กิจการที่มีการดำเนินงาน เหมือนกับธุรกิจทั่วไป มีเป้าหมายทางสังคมเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ กล่าวคือใช้ธุรกิจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม (สุทธดา ขัตติยะ และ ณรงค์ ป้อมหลักทอง, 2562) แนวคิดของกิจการเพื่อสังคม คือ การดำเนินงานหรือกิจการที่มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม แต่มีความแตกต่างจากการดำเนินงานแบบเดิมที่นำแนวคิด การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจเข้ามาใช้ในการดำเนินงานอย่างครบวงจร เพื่อทำให้กิจการเพื่อสังคมสามารถอยู่รอดได้ โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากแหล่งทุนอื่นหรือเงินบริจาค สามารถสร้างรายได้เพื่อทำให้กิจการมีความยั่งยืนและมีความสามารถในการ ขยายงานให้กว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กัน โดยมีการผลิตและ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 150 ขายสินค้าเพื่อสร้างผลกำไร และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินธุรกิจจะถูกแยกออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรกคืนสู่ธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจ สามารถดำรงอยู่ได้ (operational cost) และส่วนที่สองจะกลับคืนสู่สังคมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งผลกำไร ในส่วนนี้สามารถวัดผลจากหลายดัชนีด้วยกัน เช่น คุณภาพชีวิตหรือโครงสร้างสังคมที่ดีขึ้น (SE Catalog รวมกิจการเพื่อสังคมในไทย, 2555) กิจการเพื่อสังคมจึงนับเป็นทางออกของการแก้ปัญหาสังคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ที่สังคมไทยต้องนำแนวคิดนี้มา ประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง 2.2 ทฤษฎีของพฤติกรรมตามแผน LaMorte (2022) อธิบายว่า Theory of Planned Behavior (TPB) ซึ่งพัฒนามาจาก Theory of Reasoned Action ในปี 1980 เพื่อทำนายพฤติกรรมจากความตั้งใจของแต่ละคนในช่วงเวลาและสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง อธิบายความสามารถในการควบคุม พฤติกรรมตนเองของมนุษย์ ส่วนประกอบสำคัญของทฤษฎีนี้คือเจตนาเชิงพฤติกรรม ซึ่งความตั้งใจในพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลจาก ทัศนคติเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่พฤติกรรมจะมีผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ประกอบกับการประเมินเชิงอัตวิสัยของความเสี่ยงและ ผลประโยชน์ของผลลัพธ์นั้น Ajzen (1991) อธิบายว่า ทฤษฎีของพฤติกรรมตามแผน สามารถใช้สำหรับการพัฒนา การนำไปปฏิบัติ และการประเมินกลยุทธ์เพื่อแทรกแซง การเปลี่ยนแปลงความตั้งใจและพฤติกรรมที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ บรรทัดฐานส่วนบุคคล และการ รับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม การอธิบายองค์ประกอบตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนในกรณีการบริโภคผลิตภัณฑ์และ บริการของธุรกิจเพื่อสังคมนั้น ทัศนคติ หมายถึงความรู้สึกเชิงบวกและเชิงลบหรือการประเมินเกี่ยวกับการซื้อผลิตภัณฑ์ของกิจการ เพื่อสังคม บรรทัดฐานส่วนบุคคล หมายถึง การที่บุคคลซื้อผลิตภัณฑ์ของกิจการเพื่อสังคมภายใต้อิทธิพลของแรงกดดันทางสังคม และ และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมหมายถึง การรับรู้ส่วนบุคคลเกี่ยวกับระดับความง่ายหรือความยากในการซื้อ ผลิตภัณฑ์ของกิจการเพื่อสังคม (Childers & Rao,1992) TPB ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการอธิบายและทำนายพฤติกรรมของ มนุษย์ (Tsai และคณะ, 2020) ซึ่งผลการศึกษาของ Mannetti และ คณะ (2004) ที่ใช้แบบจำลอง TPB ในการอธิบายและทำนาย พฤติกรรม โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับการรีไซเคิลในครัวเรือน ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติ บรรทัดฐานส่วนบุคคล และการรับรู้ถึงการควบคุม พฤติกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม Yavuz (2010) ให้คำนิยามว่า พฤติกรรมของผู้บริโภค คือ การที่บุคคลตัดสินใจซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์และบริการทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กิจกรรมของผู้บริโภคอาจมีลักษณะทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกาย พฤติกรรมของผู้บริโภค เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น เวลา กำลัง และเงินของผู้บริโภค Ferdousi (2017) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมในบังกลาเทศ ซึ่งสามารถจำแนก กลุ่มของผู้บริโภคออกเป็น 3 กลุ่ม หลัก ๆ ดังนี้ 1. ผู้บริโภคที่มีจริยธรรมตัดสินใจซื้อโดยใช้ดุลยพินิจที่มีจริยธรรม 2. ผู้บริโภคเชิงนิเวศตัดสินใจซื้อโดยพิจารณาจากประสิทธิภาพ ด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์3. ผู้บริโภคที่มีเหตุผลจะตัดสินใจซื้อโดยพิจารณาจากมูลค่าแลกเปลี่ยนหรือประโยชน์ใช้สอย Casno และคณะ (2019) ได้ทำการศึกษา ปัจจัยที่กระตุ้นผู้บริโภคชาวลัตเวียในการซื้อสินค้าและบริการจากกิจการเพื่อสังคมในลัตเวีย ผลการวิจัยระบุว่า ปัจจัยต่าง ๆ เช่น คุณภาพสินค้าและบริการ โอกาสในการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม และสถานที่ตั้งที่สะดวกของ กิจการเพื่อสังคม โดยเฉลี่ยกระตุ้นให้พวกเขา ในการซื้อสินค้าและบริการของกิจการเพื่อสังคมมากที่สุด


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 151 2.4 กรอบแนวคิดงานวิจัย จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปกรอบแนวคิดสำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ได้ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในงานวิจัย 3. สมมติฐานการวิจัย 3.1 บรรทัดฐานส่วนบุคคล (Subjective norms) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม 3.2 ทัศนคติ (Attitude) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม 3.3การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Perceived behavioral control) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการซื้อ ผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม 4. วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาศึกษาปัจจัยในมิติของทัศคติ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และบรรทัดฐานส่วนบุคคุลที่มี อิทธิพลผลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม โดยได้ศึกษาภายใต้บริบทของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัย ภูเบศ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อ สังคม (แห่งประเทศไทย) จำกัด และ เซนทรัลทำ องค์กรทั้ง 5 องค์กรนี้ เป็นองค์กรที่ผู้บริโภคชาวไทยมีความคุ้นเคยเนื่องจากพบ สินค้าอยู่ได้ทั่วไปเมื่อเทียบกับธุรกิจเพื่อสังคมอื่น ๆ ที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากนัก โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบ Convenience Sampling หรือการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก ผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มโซเชียลมีเดียเคยได้ซื้อใช้ผลิตภัณฑ์จาก ธุรกิจ/กิจการเพื่อสังคมมาแล้ว เนื่องจากประชากรมีขนาดใหญ่และไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ดังนั้นขนาดของตัวอย่างประชากร คำนวณได้จากสูตรไม่ทราบขนาดตัวอย่างของ Cochran (1953) โดยกำหนดระดับค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และระดับค่าความ คลาดเคลื่อนร้อยละ 5 (กัลยา วาณิชย์บัญชา, 2549) ดังนั้นใช้ขนาดตัวอย่าง อย่างน้อย 385 คน โดยมีความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แบบสอบถาม โดยพัฒนามาจากผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ครอบคลุมเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ในการวิจัย ในแบบสอบถามนั้นมีคําถามครอบคลุมหัวข้อที่ต้องการวิจัย ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นข้อคำถาม คัดกรองเบื้องต้นเพื่อคัดกรองผู้ตอบแบบสอบถามที่มีประสบการณ์การซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมจาก 5 องค์กรข้างต้น ส่วนที่ 2 เป็นข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ซึ่งเป็นแบบตรวจรายการและแบบปลายเปิด ส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ ทัศนคติการควบคุมพฤติกรรมตามการรับรู้ บรรทัดฐานส่วนบุคคล ส่วนที่ 4 แบบสอบถาม เกี่ยวกับความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม โดยในส่วนที่ 3 และ 4 นี้ ประยุกต์ข้อคำถามจาก Tsai et al (2020) เป็น คำถามแบบปลายปิดทั้งหมด โดยผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบในข้อที่ตรงกับลักษณะพฤติกรรมของตนเอง และวัดข้อมูลเป็นแบบ อันตรภาค (Interval scale) ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วน (Likert Scale) แบบสอบถามที่ได้ออกแบบไว้มีการทดสอบ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 152 โดยการทำ Pilot Survey จำนวน 30 ชุด และทำการวัดความน่าเชื่อถือได้ (Reliability) โดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของ Cronbach ซึ่งผลการวิเคราะห์ปรากฏว่าแบบสอบถามมีความน่าเชื่อ ( > 0.70) (กัลยา วานิชย์บัญชา, 2539) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รวบรวม และใช้ เพื่ออธิบายประชากร ซึ่งได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อความ ตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม 5. ผลการวิจัย 5.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประชากรกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 394 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชาย 120 คน คิดเป็นร้อยละ 30.5 ประชากรเพศหญิง 274 คน คิดเป็นร้อยละ 69.5 อายุ พบว่า ประชากรส่วนใหญ่มีอายุ ตั้งแต่ 41 ปี ขึ้นไป จำนวน 229 คน คิดเป็นร้อยละ 58.1 รองลงมาคือ อายุ 31 - 35 ปี จำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 17.8 อายุ 26 - 30 ปี จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 10.7 อายุ 36 - 40 ปี จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 7.6 ระดับการศึกษาพบว่า ประชากรส่วนใหญ่จบการศึกษา ปริญญาตรีหรือสูงกว่าจำนวน 348 คน คิดเป็นร้อยละ 88.3 และรองลงมา คือ มัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช.จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 6.6 มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 5 คน คิด เป็นร้อยละ 1.3 อาชีพ พบว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ จำนวน 184 คน คิดเป็นร้อยละ 46.7 รองลงมา ได้แก่ พนักงานเอกชน จำนวน 97 คน คิดเป็นร้อยละ 24.6 ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย จำนวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 11.4 ข้าราชการ บำนาญ 35 คน คิดเป็นร้อยละ 8.9 นักเรียน นิสิต/นักศึกษา 24 คน คิดเป็นร้อยละ 6.1 รายได้ต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วน ใหญ่มีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป จำนวน 268 คน คิดเป็นร้อยละ 68.0 รองลงมาผู้ตอบแบบสอบถามมีรายได้ในช่วง 20,000 - 24,999 บาท จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 12.4 รายได้ระหว่าง 15,000 - 19,999 บาท จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 6.1 ตรา ผลิตภัณฑ์หรือองค์กรที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีการซื้อบ่อยมากที่สุดได้แก่ ดอยคำ จำนวน 277 คน คิดเป็นร้อยละ 70.3 รองลงมาเป็น ตราผลิตภัณฑ์อภัยภูเบศ จำนวน 81 คน คิดเป็นร้อยละ 20.6 Dairy Home จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 4.8 ประชารัฐรักสามัคคี จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 2.3 และ เซ็นทรัลทำ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0 สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามซื้อ จากกิจการเพื่อสังคมในบริบทของของกลุ่มกิจการเพื่อสังคม มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ, บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด, บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (แห่งประเทศไทย) จำกัด และ เซนทรัลทำ โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามระบุ พบว่ามีความหลากหลาย ซึ่งสามารถจำแนกกลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วน ใหญ่ ระบุเป็น ได้แก่ น้ำผลไม้แยม จำนวน 236 คน คิดเป็นร้อยละ 59.9 รองลงมาระบุผลิตภัณฑ์เป็น ยาและสมุนไพร จำนวน 79 คน คิดเป็น ร้อยละ 20.1 น้ำผึ้ง 45 คน คิดเป็นร้อยละ 11.4 เครื่องใช้ส่วนตัว 7 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 เป็นต้น ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโดยจำแนกเป็นจำนวน และร้อยละของประชากร ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนคน ร้อยละ 1. เพศ ชาย 120 30.5 หญิง 274 69.5 2. อายุ ต่ำกว่า 20 ปี 5 1.3 20 ปี – 25 ปี 18 4.6 26 ปี – 30 ปี 42 10.7 31 ปี – 35 ปี 70 17.8 36 ปี – 40 ปี 30 7.6 41 ปีขึ้นไป 229 58.1


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 153 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนคน ร้อยละ 3. การศึกษา ประถมศึกษา 2 0.5 ปริญญาตรีหรือสูงกว่า 348 88.3 มัธยมศึกษาตอนต้น 5 1.3 มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช. 26 6.6 อนุปริญญา/ปวส. 13 3.3 4. อาชีพ ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ 184 46.7 พนักงานเอกชน 97 24.6 ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย 45 11.4 ข้าราชการบำนาญ 35 8.9 นักเรียน นิสิต/นักศึกษา 24 6.1 เกษตรกร 4 1.0 แม่บ้าน 2 0.5 ทนายความ 1 0.3 ลูกจ้าง 1 0.3 พระสงฆ์ 1 0.3 4.2 ผลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ผลการทดสอบสมมติฐาน ตารางที่ 1 พบว่าค่าสัมประสิทธิการถดถอยของตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ทัศนคติ (ATT) ที่ p-value P = 0.000 และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (PBC) ที่ p-value P = 0.000 มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ส่วนบรรทัดฐานส่วนบุคคล (SN) ที่ pvalue P = 0.488 ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่ง แสดงถึงประสิทธิภาพในการอธิบาย R 2 มีค่าเท่ากับ 0.618 แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของทัศนคติ (ATT) และ การรับรู้ความสามารถใน การควบคุมพฤติกรรม (PBC) สามารถอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมคิดเป็นร้อย ละ 61.8 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ปัจจัย ค่าสัมประสิทธ์ถดถอย ค่าสัมประสิทธ์ถดถอย มาตรฐาน t Sig. B S.E. Beta ค่าคงที่ 2.536 0.578 4.385 0.000* บรรทัดฐานส่วนบุคคล (SN) 0.025 0.035 0.028 0.695 0.488 ทัศนคติ (ATT) 0.528 0.050 0.521 10.633 0.000* การรับรู้ความสามารถในการควบคุม พฤติกรรม (PBC) 0.432 0.062 0.307 6.966 0.000* R = 0.786, R2 =0.618, Adjusted R2 =0.615, SEE=2.081, F=209.362, P=0.000*


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 154 6. สรุปและอภิปรายผลการวิจัย 6.1 สรุปผลการศึกษา จากผลการศึกษาลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 69.5 และกลุ่มตัวอย่างเพศชายคิดเป็นร้อยละ 30.5 อายุของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มากกว่า 41 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 58.1 รองลงมามีอายุระหว่าง 31 - 35 ปี คิดเป็นร้อยละ 17.8 ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาปริญญาตรีหรือ สูงกว่า คิดเป็นร้อยละ 88.3 รองลงมาเป็นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือปวช. คิดเป็นร้อยละ 6.6 อาชีพของกลุ่มตัวอย่างพบว่าส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ คิดเป็นร้อยละ 46.7 รองลงมาได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 24.6 รายได้ ต่อเดือนพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป จำนวน 268 คน คิดเป็นร้อยละ 68.0 รองลงมาผู้ตอบ แบบสอบถามมีรายได้ในช่วง 20,000 - 24,999 บาท คิดเป็นร้อยละ 12.4 สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามซื้อจากกิจการ เพื่อสังคม จำแนกกลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ระบุเป็น ได้แก่ น้ำผลไม้ แยม จำนวน 236 คน คิดเป็นร้อยละ 59.9 รองลงมาระบุผลิตภัณฑ์เป็น ยาและสมุนไพร จำนวน 79 คน คิดเป็น ร้อยละ 20.1 น้ำผึ้ง 45 คน คิดเป็นร้อยละ 11.4 เครื่องใช้ ส่วนตัว 7 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 เป็นต้น 6.2 ผลการทดสอบสมมติฐาน สมมติฐานที่ 1 บรรทัดฐานส่วนบุคคล (Subjective norms) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อ สังคม ถูกปฏิเสธ เนื่องจากผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า p-value P = 0.488 ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จาก กิจการเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งให้ผลที่ต่างจากการศึกษาของ Ramayah และคณะ (2012) และ Tsai (2020) ที่พบว่า บรรทัดฐานส่วนบุคคลมีผลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์ สมมติฐานที่ 2 ทัศนคติ (Attitude) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ยอมรับสมมติฐาน สมมติฐานที่ 3 การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Perceived behavioral control) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจ ในการซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ยอมรับสมมติฐาน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าการศึกษาในครั้งนี้สนับสนุนสมมติฐานที่ 2 และสมมติฐานที่ 3 ทัศนคติ (Attitude) และ การ ควบคุมพฤติกรรมตามการรับรู้ (Perceived Behavioral Control) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อ สังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งอิทธิพลของทัศนคติ และ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมสามารถ อธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมคิดเป็นร้อยละ 61.8โดยสามารถเขียนในรูปของ สมการได้ดังนี้ สมการความถดถอยเชิงพหุคูณคะแนนดิบคือ Y = 2.536 + 0.025X1 + 0.528X2 + 0.432X3 สมการความถดถอยเชิงพหุคูณคะแนนมาตรฐานคือ Y = 0.028X1 + 0.521X2 + 0.307X3 จากสมการความถดถอยเชิงพหุคูณคะแนนดิบ อธิบายได้ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จาก กิจการเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทัศนคติ(ATT)(X2) และ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (PBC)(X3) โดยทัศนคติ(ATT)(X2) มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.521 สามารถอธิบายได้ว่า ทัศนคติ(ATT)(X2) เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย ความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม (Y) เปลี่ยนแปลงไป 0.521 หน่วย ในทิศทางเดียวกัน และการรับรู้ ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม(PBC)(X3) มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.307 สามารถอธิบายได้ว่า การรับรู้ความสามารถในการ ควบคุมพฤติกรรม(PBC)(X3) เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย ความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม (Y) เปลี่ยนแปลงไป 0.307 หน่วย ในทิศทางเดียวกัน สมการความถดถอยเชิงพหุคูณคะแนนมาตรฐานพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม (Y) ในทิศทางเดียวกัน โดย ทัศนคติ(ATT)(X2) มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคมมากที่สุด มีค่า Beta เท่ากับ 0.521 รองลงมาคือ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม(PBC)(X3) มีค่า Beta เท่ากับ 0.307 ผลการทดสอบสมติฐานจาก


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 155 การศึกษาในครั้งนี้นำมาประกอบกับกรอบแนวคิดในงานวิจัยได้ดังภาพที่ 2 โดยเส้นประแสดงถึงตัวแปรต้นที่ไม่มีอิทธิพลต่อตัวแปร ตาม ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดในงานวิจัยหลังทดสอบสมมติฐานงานวิจัย 6.3 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติที่ได้ข้อมูลดังข้างต้น ภายใต้การศึกษาในบริบทของกลุ่มกิจการเพื่อสังคม มูลนิธิ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ, บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด, บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (แห่งประเทศไทย) จำกัด และ เซนทรัลทำ ผู้ศึกษาขอทำการอภิปรายผลของการศึกษาดังนี้ 6.3.1 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม ได้แก่ ทัศ คติ และ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ทั้งนี้มีงานวิจัยที่มีผลการศึกษาสอดคล้องกัน เช่น การศึกษาของ Tsai และคณะ (2020) ใช้ทฤษฎีที่แยกย่อยของพฤติกรรมตาม เพื่อแยกปัจจัยค่าความนิยมและการค้า และวิเคราะห์ความ ตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของกิจการเพื่อสังคม ที่ใช้มุมมองข้ามระดับเพื่อตรวจสอบ บทบาทของกลุ่มอ้างอิง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความตั้งใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นตามระดับของการรับรู้ถึงการ ควบคุมพฤติกรรม และ ทัศคติมีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของกิจการเพื่อสังคม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Ruangkanjanases และคณะ (2020) ภายใต้หัวข้อ การอธิบาย ผลกระทบของข้อมูลก่อนหน้าที่มีต่อความตั้งใจในการซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค: ส่วนขยายของทฤษฎี พฤติกรรมตามแผน ที่เผยให้เห็นว่าทัศนคติของผู้บริโภคและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมมีผลกระทบ อย่างมากและยั่งยืนต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านผลประโยชน์ส่วนบุคคลและสังคม และ ความสามารถในตนเอง ความสะดวก และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า บรรทัด ฐานส่วนบุคคลไม่ส่งผลกระทบต่อความตั้งใจซื้อ และทัศนคติของผู้บริโภคแสดงถึงความชอบส่วนบุคคล ในขณะที่การรับรู้ถึง การควบคุมพฤติกรรมแสดงถึงแรงกดดันทางสังคมต่อการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับมิติของบรรทัดฐานส่วน บุคคลในการวิจัยครั้งนี้พบว่าให้ผลที่ต่างไปจากงานวิจัยก่อนหน้าของ Ramayah และคณะ (2012) และ Tsai (2020)


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 156 6.4 ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลไปใช้สำหรับกิจการเพื่อสังคม จากผลการศึกษาในครั้งนี้กิจการเพื่อสังคมควรดำเนินการในแต่ละปัจจัยเพื่อเพิ่มความตั้งใจในการซื้อสินค้าและบริการของ ผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยที่พบว่ามีอิทธิพลในเชิงบวกต่อความตั้งใจในการซื้อสินค้าและบริการในการศึกษานี้คือ อิทธิพลของทัศคติ และ การ รับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งกิจการเพื่อสังคม ควรมีการสื่อสารและเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภคได้ทราบและ รับรู้ การเพิ่มโอกาสให้แก่ปัจจัยเหล่านี้ จะมีส่วนผลักดันให้ความตั้งใจในการซื้อของผู้บริโภคสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้กิจการเพื่อ สังคมควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพในส่วนของวัตถุดิบที่นำมาประกอบการผลิต การควบคุมคุณภาพในการผลิต เพื่อให้ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ผลิตออกมามีมาตรฐาน ด้วยผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพและราคาใกล้เคียง กับผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด การรักษาระดับของคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับตัวผลิตภัณฑ์ให้อยู่ใน เกณฑ์ ย่อมส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจและเพิ่มความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากกิจการเพื่อสังคม กล่าวคือ เมื่อ ผู้บริโภคมีความมั่นใจในสินค้าและบริการที่มีคุณภาพแล้ว ย่อมเป็นช่องทางในการเพิ่มความตั้งใจในการซื้อสินค้าและบริการจาก กิจการเพื่อสังคมตามไปด้วย 6.5 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ของกิจการเพื่อสังคม โดยทำการศึกษาจากกลุ่ม ประชากรที่มีประสบการณ์เคยซื้อผลิตภัณฑ์จากกิจการเพื่อสังคม มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ, บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์ อาหาร จำกัด, บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (แห่งประเทศไทย) จำกัด และเซนทรัลทำ ผู้ที่จะทำการศึกษาครั้งต่อไปควรทำการศึกษาในองค์กรอื่นนอกเหนือจากที่ได้ทำการศึกษาไปข้างต้นควรมี การศึกษาในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการที่เป็นกิจการเพื่อสังคม เพื่อนำมาเปรียบเทียบผลในเชิงของคุณภาพ ประสบการณ์ที่มีส่วนเพิ่มความตั้งใจในการซื้อ และการซื้อซ้ำของผลิตภัณฑ์และบริการที่มาจากกิจการเพื่อสังคม นอกเหนือไปจากนี้ ควรศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีด้วย 7. เอกสารอ้างอิง กัลยา วานิชย์บัญชา. (2549). สถิติสำหรับงานวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 2). สำนักงานพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปัญญ์ชลี พิมลวงศ์ และ มนต์ ขอเจริญ.(2561). การสื่อสารความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม: กรณีศึกษา บริษัท แดรี่โฮม จำกัด.วารสารการสื่อสารมวลชน คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 6(2). ปรัญชัย ฮวดชัย และ ปริยาภรณ์ สุขสีทอง.(2555). SE Catalog รวมกิจการเพื่อสังคมในไทย. กรุงเทพฯ :บริษัท แอคมี พรินติ้ง จำกัด สภาปฏิรูปแห่งชาติ วาระปฏิรูปพิเศษ 1. (2558). วิสาหกิจเพื่อสังคม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่สำนักงาน เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ.กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สุทธดา ขัตติยะ และ ณรงค์ ป้อมหลักทอง.(2562). กิจการเพื่อสังคมกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน. วารสารวิทยาการจัดการ ปริทัศน์, 21 (1). สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น).(2009).กรณีศึกษาความสำเร็จการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมด้วยวิถีพอเพียง บริษัท ดอยคำ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด, 146, 29-31. อังคณา นาคเกิด.(ธันวาคม 2562).มารู้จักองค์กรลับ 'เซ็นทรัล ทำ' โครงการเพื่อสังคมที่เน้น 'ทำ' มากกว่าพูด.สืบค้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2566, จาก https://urbancreature.co/central-tham/ Ajzen I.(1991). The Theory of Planned Behavior. Organizational Behavior and Human Decision Processes, 50, 179– 211. Anders, L., Strahm, S., Zhou, Y. (2017). What drives purchase intention towards ethical products? A study using modified Theory of Planned Behavior. Linnaeus University. B.V. Khairunnisa, A. Hendratmi.(2020). The influence of product knowledge on attitude and purchase intention of mudharabah funding products in sharia banks in Mataram. Advances in Business, Management and Entrepreneurship, 1st Edition, 7.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 157 Casno, K., Šķiltere, D., and Sloka, B. (2019). Factors that Motivate Latvian Consumers to Purchase Products and Services From Social Enterprises in Latvia: The Case of Socially Responsible Consumption. European Integration Studies, 13(2019), 90-99. Childers, T. L., & Rao, A. R. (1992). The influence of familial and peer-based reference groups on consumer decisions. Journal of Consumer Research, 19(2), 198–211. Drennan, J., Previte, J., & Sullivan-Mort, G. (2006). Exploring m-consumers' transitioning between vulnerability and responsibility: An m-gambling consumption study. Proceedings of the 3rd Australasian nonprofit and social marketing conference 2006: Controversies in social marketing: The way forward. University of Newcastle. E. J. Choi and L. Choi.(2012).How do people purchase social enterprises’ products?: Proposing a Re-purchase Model for Social Enterprises. Korea Marketing Conference, Korean Marketing Association, Seoul, Korea. E. J. Choi, S. Kim and L. Choi.(2012).The Exploratory Study for Consumers’ Associations towards Social Enterprises and Social Enterprises’ Products. Korea Marketing Conference, Korean Marketing Association, Seoul, Korea,322-325. Ferdousi F. (2017). Understanding Consumer Behavior toward Social Enterprise Products, Consumer Behavior - Practice Oriented Perspectives. http://dx.doi.org/10.5772/intechopen.68743 Hsu, C.-L., Chang, C.-Y. & Yansritakul, C.(2017). Exploring purchase intention of green skincare products using the theory of planned behavior: Testing the moderating effects of country of origin and price sensitivity. Journal of Retailing and Consumer Services, 34, 145-152. Kumar, R., Kumar, K., Singh, R., Sá, J. Carlos, C. Sandro and S. Gilberto.(2023).Modeling Environmentally Conscious Purchase Behavior: Examining the Role of Ethical Obligation and Green Self-Identity.Sustainability 2023, 15, 6426. https://doi.org/10.3390/su15086426 LaMorte, Wayne W., MD, PhD, MPH.(November 3, 2022).Behavioral Change Model. Retrieved June 30, 2023. from https://sphweb.bumc.bu.edu/otlt/mphmodules/sb/behavioralchangetheories/BehavioralChangeTheories3.html Ma, Y. J., Littrell, M. A. & Niehm, L.(2012). Young female consumers' intentions toward fair trade consumption. International Journal of Retail & Distribution Management, 40(1), 41-63. Mannetti L., Pierro A., L. Stefano.(2004). Recycling: Planned and self-expressive behavior. Journal of Environmental Psychology, 24(2), 227-236, Masiri P. (2020). SOCIAL ENTERPRISE AND SOCIAL PROBLEMS SOLVING IN THAILAND. Ganesha Journal, 16 (1). Paul, J., Modi, A. & Patel, J.(2016). Predicting green product consumption using theory of planned behavior and reasoned action. Journal of Retailing and Consumer Services, 29, 123-134. Ramayah T, Lee JW, Lim S.(2012). Sustaining the environment through recycling: an empirical study. J Environ Manage, 102, 141-7. doi: 10.1016/j.jenvman.2012.02.025. Epub 2012 Mar 22. PMID: 22446140. Robinson, S. R., Irmak, C., & Jayachandran, S. (2012). Choice of cause in cause-related marketing. Journal of Marketing, 76(4), 126–139. Ruangkanjanases, A., You, J. J., Chien S. W., Ma, Y., Chen, S. C. and Chao, L. C.(2020).Elucidating the Effect of Antecedents on Consumers’ Green Purchase Intention: An Extension of the Theory of Planned Behavior. Front. Psychol., 24 July 2020 Sec. Organizational Psychology, 11. https://doi.org/ 10.3389/ fpsyg.2020.01433 SWEENEY, J. C., and G. N., SOUTAR. (2001).Consumer perceived value: The development of a multiple item scale. Journal of retailing, 77(2), 203-220. Tsai, Juin-Ming, Hung, Shiu-Wan, Yang, Ting-Ting.(2020). In pursuit of goodwill? The cross-level effects of social enterprise consumer behaviours. Journal of Business Research, 109(2020), 350-361. Yavuz, O. and Gulfidan, B.(2010). Consumer Behavior, 9th Ed. (P. 29-30), Medicat, Istanbul.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 158 บทความ 12 พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 159 พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน Dynamic of Rights and Equality of Persons with Disabilities in the Health, Economic and Social Spheres Towards the Sustainable Development จันทน์จิรา เอกอารีจิตต์ Janjira Ekareejit นักวิจัยอิสระ (ศิษย์เก่า มธ.) Independent Researcher (Member of TU Alumni) [email protected], [email protected] บทคัดย่อ พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยเริ่มประจักษ์เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะฉบับ แรกเพื่อคนพิการ และรุดหน้าต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ที่มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และมี พันธกรณีทางกฎหมายยึดโยงกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการแห่งสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้ส่งเสริมคุ้มครองคนพิการให้มีสิทธิ มนุษยชนและเสรีภาพเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปในทุกมิติอย่างคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสมอกันผ่านมาตรการ และสวัสดิการ ต่าง ๆ ของภาครัฐทั้งทางด้านการแพทย์ ทางด้านเศรษฐกิจ ครอบคลุมถึงการสนับสนุนทางด้านอาชีพและการจ้างงาน และทางด้าน สังคม ครอบคลุมถึงการศึกษา บริการทางด้านกฎหมาย และการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะต่าง ๆ รวมถึง ศูนย์บริการคนพิการ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคมของคนพิการ และขจัดการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการทุกรูปแบบ บทความนี้มี จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คนพิการไม่เพียงได้มีส่วนร่วมในสังคม (Participation in Society) เท่านั้น แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมรวม (Inclusion in Society) ในกระแสพลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยเฉพาะการทำงานใน“ตลาดแรงงานรวม” (Inclusive Labor Market) และ การใช้ชีวิตใน “สังคมรวม” (Inclusive Society) คำสำคัญ : คนพิการ, กฎหมาย, สิทธิ, ความเสมอภาค, การพัฒนาอย่างยั่งยืน ABSTRACT The Dynamic of Rights and Equality of Persons with Disabilities in the Health, Economic and Social Spheres Towards the Sustainable Development in Thailand appeared to begin when the Rehabilitation of Disabled Persons Act B.E. 2534 was promulgated as the first-ever specific law for persons with disabilities (PWDs). Such the dynamic has become more concretely constructive when the Persons with Disabilities Empowerment Act B.E. 2550 and Its Amendment (Vol. 2) B.E. 2556 was enacted, which is consistent with the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 and legally obliged under the United Nations Convention on the Rights of Persons with Disabilities (UNCRPD). Consequently, PWDs are requisite to be promoted and protected to have human rights and fundamental freedom in all dimensions equally to other people in general with common human dignity. These should be achieved through official measures and welfare benefits medically, economically, and socially, covering occupational, employment, education and legal support, as well as accessible and practical public facilities,


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 160 including Disability Support Service Centers, to promote social participation of PWDs without discrimination in all forms. This article is, however, aimed to advocate PWDs towards the Inclusion in Society, further than Participation in Society, embedded in the Dynamic of Rights and Equality of Persons with Disabilities in the Health, Economic and Social Spheres Towards the Sustainable Development in Thailand, especially the right to work in the Inclusive Labor Market and to live their life in the Inclusive Society. Key Words: Persons with Disabilities (PWDs), Legislation, Equality, Sustainable Development 1. บทนำ พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับคนพิการฉบับแรก ได้แก่ พระราชบัญญัติการฟื้นฟู สมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 (Rehabilitation of Disabled Persons Act B.E. 2534) ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับคนพิการฉบับแรก นี้ คนพิการทุกประเภทที่ได้ลงทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ (Office of the Committee for Rehabilitation of Disabled Persons) ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้รับสิทธิการสนับสนุน การพัฒนา และการฟื้นฟู สมรรถภาพด้านการแพทย์ ครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาล การสนับสนุนกายอุปกรณ์ หรือเครื่องช่วยคนพิการ กายภาพบำบัด และกิจกรรมบำบัด ด้านเศรษฐกิจ ครอบคลุมถึงการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ การฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพของ ร่างกายและสมรรถภาพที่มีอยู่ และการเริ่มกำหนดให้นายจ้างรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสม กับลูกจ้างอื่น และด้านสังคม ครอบคลุมถึงการกำหนดให้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกตามอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการ สาธารณะต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคมของคนพิการ กำหนดให้คนพิการได้รับการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติใน สถานศึกษาเฉพาะ หรือสถานศึกษารวมกับนักเรียนหรือนักศึกษาทั่วไป และการสนับสนุนช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีความ 2 อย่างไรก็ดี พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยเป็นที่ประจักษ์ยิ่งขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 (Persons with Disabilities Empowerment Act B.E. 2550 and Its Amendment (Vol. 2) B.E. 2556) และกฎข้อบังคับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยมีการพัฒนาออกบัตรประจำตัวคนพิการ ให้แก่คนพิการทุกประเภทที่ลงทะเบียนกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งชาติ (National Office for Empowerment of Persons with Disabilities) ณ ที่ทำการทั้งในส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค ซึ่งรับบทบาทหน้าที่แทน สำนักงานคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และต่อมาได้ยกระดับเป็นกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (Department of Empowerment of Persons With Disabilities) เมื่อ พ.ศ. 25583 เพื่อให้ได้รับสิทธิและความคุ้มครองทางด้าน การแพทย์ เศรษฐกิจ และสังคมต่อเนื่องจากพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 โดยครอบคลุมถึงการศึกษาที่ รวมถึงการศึกษาทางเลือก และการศึกษานอกระบบด้วย ตลอดจนเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสื่อสาร สำหรับคนพิการทุกประเภท รวมถึงข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตลอดจน กฎข้อบังคับที่เกี่ยวข้องยังได้กำหนดชัดเจนขึ้นให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน ขึ้นไปต้องรับคนพิการเข้าทำงาน ไม่น้อยกว่า 1 คน (100 : 1) เศษที่เกิน 50 ต้องรับคนพิการเพิ่มอีก 1 คน (ม.33) หรือส่งเงินเข้า กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ม.34) หรือให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ เช่น ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความ ช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการ (ม.35) อีกทั้งกำหนดให้ขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (Discrimination) ต่อคน พิการโดยหน่วยงานในภาครัฐและเอกชน หรือบุคคลใด ๆ โดยคนพิการที่ได้รับผลกระทบมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติให้มีคำสั่งเพิกถอนการกระทำ หรือห้ามมิให้กระทำการนั้นได้ 2 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. กฎหมาย/วิชาการ. 2 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 3 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. ประวัติความเป็นมา. 6 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 161 พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ยัง กำหนดให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีหน้าที่ตรวจสอบการได้รับสิทธิประโยชน์ของคนพิการให้เป็นไปตามกฎหมาย อีกทั้งกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการคน พิการ (Disability Support Service Centers) ทำหน้าที่สำรวจ ติดตาม สภาพปัญหาคนพิการ บริการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และความช่วยเหลือตามที่คนพิการร้องขอ หรือเรียกร้อง แทนคนพิการให้ได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับคนพิการตามพระราชบัญญัตินี้ ตลอดจนติดตาม ประเมินผล และรายงานเกี่ยวกับการ ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ และการดำรงชีวิตของคนพิการ4 ดังนั้น พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ถือเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการเนื่องจากมีการขยายกลไกอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นเพื่อคุ้มครองคนพิการ5 นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของบุคคลทุกคน รวมถึงคนพิการ อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) เสมอกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง ในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สุขภาพ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อ ทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ6 อีกทั้งกำหนดให้รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคล ดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ มาตรการรัฐที่กำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรค หรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิ หรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครอง หรืออำนวยความสะดวก ให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม7 สำหรับพันธกรณีหลักเกี่ยวกับคนพิการของประเทศไทยในระดับสากล ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ แห่งสหประชาชาติ (United Nations Convention on the Rights of Persons with Disabilities: UNCRPD) ซึ่งประเทศไทยให้ สัตยาบันและมีผลบังคับใช้ในประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการทุกรูปแบบ แต่ให้ส่งเสริมคุ้มครองให้ คนพิการมีสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปในทุกมิติ8 ครอบคลุมถึงการยอมรับความเท่าเทียมกันของคนพิการ ในทางกฎหมาย ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา การทำงาน การรักษาพยาบาล การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม กับบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ กรอบเนื้อหาของบทความฉบับนี้ครอบคลุมถึงคนพิการทางการเห็น (Visual Impairment) คนพิการทางการได้ยินหรือ สื่อความหมาย (Hearing or Communication Impairments) และคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย (Mobility or Physical Impairments) ซึ่งมีสัดส่วนรวมเป็นร้อยละ 77.34 ของจำนวนคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการทั่วประเทศจำนวนกว่า 1,657,000 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 25599 โดยไม่ครอบคลุมถึงคนพิการทางการเรียนรู้ (Learning Impairment) คนพิการทาง สติปัญญา (Intellectual Impairment) คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม (Mental, Emotional and Behavioral Impairments) และออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD)10 จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้คนพิการไม่เพียงได้มีส่วนร่วมใน สังคม (Participation in Society) เท่านั้น แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมรวม (Inclusion in Society) ในกระแสพลวัตทางสิทธิและ ความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยเฉพาะการทำงานใน “ตลาดแรงงานรวม” (Inclusive Labor Market) และการใช้ชีวิตในสังคมรวม (Inclusive Society) 4 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. กฎหมาย/วิชาการ. 2 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 5 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 10 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 6 รัฐสภา.สิทธิของคนพิการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560. 15 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://library.parliament.go.th. 7 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 10 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 8 กระทรวงการต่างประเทศ. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ. 15 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://humanrights.mfa.go.th/upload/pdf/CRPD.pdf. 9 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 12 กรกฎาคม 2566 สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 10 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. คู่มือสิทธิคนพิการ .10 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 162 2. เนื้อหา ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมแล้วพลวัตสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการจะเป็นไปในเชิงบวกในทุกมิติในช่วงระยะเวลา ราวสามทศวรรษที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อยดังกล่าว แต่ “ถนนแห่งสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ” ไม่ราบเรียบสมบูรณ์ ไปทุกจุดทั่วประเทศและจำเป็นต้องปรับปรุงสร้างเสริมเฉกเช่นถนนสายอื่น ๆ เพื่อให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนา อย่างยั่งยืน โดยผู้คนทุกกลุ่มชน รวมถึงคนพิการ สามารถดำรงชีวิต “ร่วมกัน” และ “รวมกัน” ได้อย่างมิตรไมตรี สันติสุข และเคารพในศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ทำให้สังคมไทยยกระดับเป็นสังคมพหุภาคีและพหุวัฒนธรรมต้นแบบแห่งหนึ่งในโลก การที่รากฐานแต่ดั้งเดิมของสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเอื้ออารี ผู้คนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนได้รับการยกย่อง ชื่นชมไปทั่วโลกว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม” (Land of Smile) ดังนั้น ถ้าทุกฝ่ายในสังคมร่วมแรงร่วมใจกันในกระแสพลวัต สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าว โดยยึดโยงรากฐานดั้งเดิมไว้อย่างมั่นคง แต่สร้างเสริมในบางจุด ควบคู่กับการสรรสร้าง ความวัฒนาถาวรตามกาลสมัยอย่างต่อเนื่องในทุกวิถี ประเทศไทยจะพัฒนาเป็นต้นแบบที่เต็มภาคภูมิในประชาคมโลก ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี สิทธิและความเสมอภาคด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มชนพิการในประเทศไทย มีพลวัตรุดหน้าเป็นไปในทิศทาง เดียวกันกับพลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคด้านสุขภาพของกลุ่มชนอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ถือบัตรประจำตัว คนพิการ ภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage:UHC) บนหลักการสำคัญที่ว่า“บริการที่จำเป็นด้าน สุขภาพเป็นของทุกคน”11 ด้วยผลงานหลักและความร่วมแรงร่วมใจของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงาน ประกันสังคม (สปส) และ กรมส่งเสริมและพัฒนาชีวิตคนพิการ (พก.) ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตร ตามที่ได้ระบุ ในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 ดังนี้ : “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 5 กำหนดให้บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่ ม ี ม า ต ร ฐ า น แ ล ะ ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ เ พ ื ่ อ ก า ร ส ร ้ า ง เ ส ร ิ ม ส ุ ข ภ า พ ก า ร ป ้ อ ง ก ั น โ ร ค ก า ร ต ร ว จ ว ิ น ิ จ ฉ ั ย โ ร ค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์ แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่มีระดับความพิการอยู่ในเกณฑ์ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติกำหนด และมีการลงทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งจะได้รับ "บัตรทอง ท. 74" (สำหรับคนพิการ) สิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับคนพิการที่นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้แก่ สิทธิได้รับ การฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งในและนอกหน่วยบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การประเมิน/แก้ไขการพูด การฟื้นฟูทางการได้ยินการฟื้นฟูทางการเห็น การรับกายอุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทความพิการ และ การพัฒนาศักยภาพในรูปแบบอื่น”12 สำหรับสิทธิและความเสมอภาคด้านเศรษฐกิจ และสังคมในประเทศไทยก็มีพลวัตเชิงบวกเช่นกัน โดยเฉพาะภายหลัง การประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตลอดจนความพยายามร่วมขับเคลื่อนขององค์กรคนพิการทุกองค์กร และทุกหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณี ที่ประเทศไทยมีต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และการดำเนินการตามข้อแนะนำของคณะกรรมการประจำอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิคนพิการ ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่ระบุให้ประเด็นเกี่ยวกับคนพิการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ภายในกรอบสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การกุศล และระบุให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการ และองค์กรคนพิการตามพันธกรณี ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ13 ส่งผลให้มีการขยายโอกาสการทำงาน และการประกอบอาชีพให้แก่คนพิการ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยง ตนเองและครอบครัว ตลอดจนขยายโอกาสการศึกษา และการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างกว้างขวางขึ้น เช่น ผ่านกิจกรรมกีฬาระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล ตลอดจนกิจกรรมสันทนาการและการท่องเที่ยว แต่กระนั้น คนพิการจำนวนไม่น้อยที่มีศักยภาพทางกายภาพ สติปัญญา ความรู้ความสามารถ ทักษะวิชาชีพ และ/หรือวุฒิการศึกษาในระดับที่ทำงานได้ในแต่ละสาขาอาชีพตามหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายและทางการ ยังประสบปัญหา 11 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). ประวัติความเป็นมา. 6 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.nhso.go.th/page/history 12 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 10 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 13 กระทรวงการต่างประเทศ. การนำเสนอรายงานประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ. 12 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://humanrights.mfa.go.th/th/news/120/


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 163 ในตลาดแรงงานรวม และสังคมรวม ครอบคลุมถึงการศึกษารวม ทั้งนี้ คนพิการที่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพมี จำนวนกว่า 463,000 คน คิดเป็นร้อยละราว 59 ของจำนวนคนพิการที่อยู่ในวันแรงงาน (อายุ15-60 ปี) 14 ส่งผลกระทบทางลบต่อสิทธิ และความเสมอภาคของคนพิการด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการ “สร้างเสริม”เนื่องด้วยสาเหตุที่ผู้เขียนได้ พิเคราะห์จากประสบการณ์ความเป็นคนพิการของตนเองที่อยู่ในตลาดแรงงานรวมและสังคมรวมจนเกษียณอายุ และจากการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนคนพิการ เป็นประเด็นหลักดังต่อไปนี้ : 2.1 ความไม่เข้าใจสภาวะความพิการ (Incomprehension of Disabilities) 2.2 กรอบความคิด และทัศนคติ (Mindset and Attitude) 2.3 ผลที่ติดตามมา (Consequences) 2.1 ความไม่เข้าใจสภาวะความพิการ ( Incomprehension of Disabilities) : แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องก้าวทันวิวัฒนาการของโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ในปัจจุบัน แต่ผู้คนทั่วไปที่ไม่ได้ ทำงาน หรือใช้ชีวิตใกล้ชิดกับคนพิการอย่างคุ้นเคยไม่ว่าจะในครัวเรือน ในองค์กร หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ หรือบุคคลกลุ่ม เปราะบางอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงเด็ก และผู้สูงอายุ ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคนพิการตามความคิดความเข้าใจดั้งเดิมแบบเห มารวม (Stereotypes) กล่าวคือ ยังเห็นคนพิการเป็นบุคคลอ่อนแอให้ผู้คนทั่วไปสร้างบุญกุศล และต้องให้ครอบครัวและสังคมอุ้มชู ไม่ สามารถใช้ชีวิต และทำงานรวมกับบุคคลร่างกายปกติได้ เพราะมีกายภาพที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจาก ความไม่เข้าใจใน สภาวะความพิการว่า เป็นเพียงสภาวะความไม่สมบูรณ์ในบางอวัยวะของคนพิการเท่านั้น แต่อวัยวะอื่น ๆ ยังใช้การได้เป็นปกติ อาทิ กลุ่มคนพิการทางการเห็นก็มีความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะดวงตาเท่านั้น กลุ่มคนพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายก็มีความไม่ สมบูรณ์ของอวัยวะหู ทำให้ไม่สามารถพูด หรือสื่อสารทางวาจาได้เป็นปกติเท่านั้น กลุ่มคนพิการทาง การเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย ก็มีความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะแขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือสองข้างเท่านั้น ความคิดความเข้าใจดั้งเดิมแบบเหมารวมต่อคนพิการดังกล่าวมักเกิดในสังคมกำลังพัฒนา หรือสังคมที่พัฒนาแล้วเชิงวัตถุ นิยม (Materialism) ซึ่งอาจเป็นหน่วยสังคมย่อยบางหน่วย หรือสังคมองค์รวมที่เน้นเฉพาะพัฒนาการหรือการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ (Economic Development and Growth) และ/หรือคุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) เป็นหลัก ซึ่ง ส่งผลกระทบต่อสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการทางด้านเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคนพิการในวัยแรงงานมีความเสี่ยง ที่จะถูกจำกัด หรือถูกลิดรอนโอกาสทางด้านการจ้างงาน การทำงาน การเติบโตในสายงานอาชีพ หรือการสร้างรายได้ในตลาดแรงงาน รวมตามหลักเกณฑ์ทางการ หรือภายใต้กรอบกฎหมาย และกฎกติกาสากล โดยเฉพาะ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ เพื่อ เกื้อหนุนตนเองไม่ให้เป็นภาระทางเศรษฐกิจต่อครอบครัว และสังคมองค์รวม ทั้งนี้ คนพิการในสังคมไทยก็เผชิญกับผลกระทบดังกล่าว นี้เช่นกันไม่มากก็น้อยตามสถานะทางเศรษฐกิจ เจตจำนงการเข้าสู่กำลังแรงงานรวม (Inclusive Workforce) ตลอดจนปัจจัยที่ เกี่ยวข้องอื่น ๆ ของคนพิการที่เป็นปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มคนพิการต่าง ๆ นอกจากนี้ สังคมกำลังพัฒนา หรือสังคมที่พัฒนาแล้วเชิงวัตถุนิยมซึ่งอาจเป็นหน่วยสังคมย่อยบางหน่วย หรือสังคมองค์รวม ยังเป็นมูลเหตุ หรือเบื้องหลังของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมในหมู่สมาชิก หรือพลเมือง เนื่องจากปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ หรือคุณลักษณะทางกายภาพ “ที่ดีกว่า”มักเข้าถึงทรัพยากรในทุกมิติที่มีอยู่อย่างจำกัดโดย ธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงโอกาสทางสังคม และคุณภาพชีวิตในระดับที่ดีกว่าปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ หรือ คุณลักษณะทางกายภาพ “ที่ดีน้อยกว่า” ในระดับที่ลดหลั่นกันไป ซึ่งประชากรพิการส่วนใหญ่มักมีสถานะทางเศรษฐกิจ และ คุณลักษณะทางกายภาพ “ที่ดีน้อยกว่า”ส่งผลกระทบทางลบต่อสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการเพิ่มเติม ทั้งนี้ คนพิการใน สังคมไทยส่วนใหญ่ก็เผชิญกับผลกระทบนี้เพิ่มเติมเช่นกัน โดยได้รับผลกระทบแตกต่างกันไปบ้างตามแต่วัฒนธรรม เชื้อชาติ หรือชาติ พันธุ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ของหน่วยสังคมย่อยที่หลากหลายที่คนพิการใช้ชีวิตอยู่ หรือมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน 2.2 กรอบความคิดและทัศนคติ (Mindset and Attitude) : ความไม่เข้าใจสภาวะความพิการ และความคิดความเข้าใจ ดั้งเดิมแบบเหมารวมมักมีผลเชื่อมโยงถึงกรอบความคิดและทัศนคติของบุคคลทั่วไปในสังคมที่มีต่อคนพิการ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ ไม่ได้ใกล้ชิด หรือไม่คุ้นเคยกับคนพิการ หรือกลุ่มบุคคลที่เคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในหน่วยสังคมย่อย 14 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 12 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 164 เชิงวัตถุนิยมที่ให้ความสำคัญกับคุณลักษณะทางกายภาพเหนือกว่าปัจจัย หรือคุณลักษณะด้านอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในวิชาชีพตามหลักเกณฑ์ทางการ ตลอดจนสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และมิตรไมตรีต่อบุคคลทุก กลุ่มชนตามหลักการสากลขององค์การสหประชาชาติ ดังนั้น ประชากรพิการ (และอาจรวมถึงประชากรในกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ ) มี ความเสี่ยงที่จะเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ “ชายขอบ” (Marginalized) หรืออยู่ “ภายนอก” (Outside) กรอบความคิดของกลุ่มบุคคล ดังกล่าว หรืออีกนัยหนึ่งคือ กรอบความคิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าวแทบไม่มี หรือไม่มีกลุ่มคนพิการรวมอยู่ด้วย ทำให้เกิดความไม่เคย ชิน หรือไม่เข้าใจว่า บุคคลร่างกายปกติสามารถใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ครอบคลุมถึงการศึกษา “รวม” กับคนพิการ ได้ ถึงแม้ว่าภายในกรอบกติกาทางการ และ/หรือวัฒนธรรมทางสังคมอาจทำให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ชีวิต ทำงาน หรือ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ “ร่วม” กับคนพิการก็ตาม กรอบความคิดที่ไม่ได้ขยายรวมกลุ่มประชากรพิการด้วย (และอาจรวมถึงประชากรในกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ) มักนำไปสู่ ทัศนคติของกลุ่มบุคคลดังกล่าวว่า คนพิการเป็นกลุ่มบุคคลที่แปลกแยกจากตนไม่น่าจะมีศักยภาพทางด้านความรู้ความสามารถ และ ประสบการณ์ หรือไม่อาจเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับตน หรือเสมอภาค หรือเท่าเทียมกับตนได้ และ ไม่สมควรจะใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ “รวม” กับตน ถ้าต้อง “ร่วม” ใช้ชีวิตในหน่วยสังคมย่อย หรือสังคมองค์รวม หรือทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมกับคนพิการก็มักจะ “เว้นระยะห่างทางจิตใจ” (Psychological Distance) กล่าวคือ ขีดเส้นแบ่ง ภายในใจตน เนื่องจากการเปรียบเทียบทางกายภาพ และความภาคภูมิใจในคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่า (Physical Comparison and Self Esteem) ทั้งนี้ การ “เว้นระยะห่างทางจิตใจ” ของประชากรทั่วไปและประชากรพิการอาจแบ่งออกกว้าง ๆ ได้เป็นสามขอบเขต ได้แก่ ขอบเขตฝั่งซ้าย (Left Range) ขอบเขตกึ่งกลาง (Central Range) และขอบเขตฝั่งขวา (Right Range) กล่าวคือ ขอบเขตกึ่งกลาง คือ บุคคลทั่วไปที่ถึงแม้ไม่เข้าใจสภาวะความพิการ และมีความคิดความเข้าใจ ดั้งเดิมแบบเหมารวม แต่มีเจตนารมณ์ของมิตรไมตรี และ การปรับตัวเข้าหากัน (Spirit of Friendship and Adaptability) อีกทั้งมีความปรารถนาดีอย่างมีเหตุผลและวุฒิภาวะ(Rational and Mature Goodwill) ที่เหนือกว่าการเปรียบเทียบทางกายภาพ และความภาคภูมิใจในคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าของตน บุคคล ลุ่มนี้สามารถขยายกรอบความคิด และปรับทัศนคติของตนเองในเชิงบวกให้ยอมรับว่า คนพิการมีศักยภาพทางด้านความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ตามหลักเกณฑ์ทางการได้ หรือสามารถเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ “รวม” กับตนได้ ซึ่งบุคคลทั่วไปกลุ่มนี้ในที่สุดแล้วก็จะมีกรอบความคิด และทัศนคติที่เปิดกว้าง ยอมรับคนพิการ อย่างคำนึงถึงศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ และมาตรฐานแห่งจริยธรรม (Etiquette) เช่นเดียวกับกลุ่มบุคคลที่ทำงาน และใช้ ชีวิตใกล้ชิดกับคนพิการอย่างคุ้นเคยด้วย มโนธรรมแห่งการเอาใจเขาใส่ใจเรา (Compassionate Empathy) อย่างน่าชื่นชม ไม่ว่าจะในครัวเรือน ในองค์กร หรือสถาบันที่ เกี่ยวข้องกับคนพิการอื่น ๆ ส่วนขอบเขตฝั่งซ้าย และขอบเขตฝั่งขวา ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่ไม่เข้าใจสภาวะความพิการ และมีความคิด ความเข้าใจดั้งเดิมแบบเหมารวม อีกทั้งมีการเปรียบเทียบทางกายภาพ และความภาคภูมิใจในคุณลักษณะทางกายภาพ ที่ดีกว่าของตนที่เหนือกว่าเจตนารมณ์ของมิตรไมตรี และการปรับตัวเข้าหากัน ตลอดจนความปรารถนาดีอย่างมีเหตุผล และวุฒิภาวะ ซึ่งบุคคลสองกลุ่มนี้มักจะไม่ขยายกรอบความคิด และปรับทัศนคติของตนเองให้ยอมรับคนพิการอย่างคำนึงถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสมอกัน และมาตรฐานแห่งจริยธรรม แต่มักจะประเมินศักยภาพ และคุณค่าของคนพิการต่ำกว่า ความเป็นจริง โดยเบี่ยงเบนออกจากขอบเขตกลางมากจนอาจถึงระดับสุดโต่ง กล่าวคือ กลุ่มบุคคลในขอบเขตฝั่งซ้ายมักจะไม่สะดวกใจจนถึงปิดใจต่อสภาวการณ์ที่มีคนพิการใช้ชีวิต ทำงาน ศึกษา หรือ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ “รวม” กับตน โดยยินดีและยอมรับเฉพาะบุคคลร่างกายปกติอย่างฉันท์มิตรให้ใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ รวมกับตนอย่างมีสิทธิและเสมอภาคกัน ดังนั้น ถ้าคนพิการอยู่กับ หรืออยู่ท่ามกลางกลุ่มบุคคลนี้ก็อาจจะได้อยู่ “ร่วม” กลุ่ม แต่ถูกจำกัด หรือถูกลิดรอนสิทธิและ ความเสมอภาคเฉกเช่นบุคคลต่างชนชั้น หรือต่างประเภท และมักถูกเลือกปฏิบัติ หรือวิธี ปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานแห่ง จริยธรรม โดยคนพิการอาจถูกดูหมิ่นดูแคลน มองข้าม จนอาจถึงขั้นถูกข่มเหงรังแก ทั้งโดยวาจา และ/หรือพฤติกรรม ส่วนกลุ่มบุคคลในขอบเขตฝั่งขวา ถึงแม้จะแปลกใจ และไม่สะดวกใจ แต่ก็ไม่ปิดใจต่อสภาวะที่มีคนพิการใช้ชีวิต ทำงาน หรือ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงศึกษา “ร่วม” กับตน แต่มีความคิดเห็นว่าคนพิการเป็นเด็ก หรือไม่มีวุฒิภาวะ หรือเป็นบุคคลที่มี สติปัญญา การรับรู้ และการเรียนรู้ที่ด้อยกว่าบุคคลร่างกายปกติ แม้จะมีระดับวุฒิการศึกษาใกล้เคียง หรือเสมอกัน และต้องได้รับการ ประคับประคองช่วยเหลือจากบุคคลร่างกายปกติเสมอ หรือต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิงบุคคลร่างกายปกติ ดังนั้น ถ้าคนพิการอยู่กับ หรืออยู่ ท่ามกลางกลุ่มบุคคลขอบเขตฝั่งขวานี้ก็จะได้รับโอกาสให้อยู่ “ร่วม” แต่ไม่ได้รับโอกาสให้ใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 165 “รวม” กับบุคคลในกลุ่มอย่างเสมอภาค กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คนพิการอาจได้รับสิทธิและโอกาสเพียงให้มีชื่อ “ร่วม” ในกลุ่มงาน หรือ กลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ แต่ไม่ได้รับโอกาสการแสดงความคิดเห็น ไม่ได้รับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ หรือได้รับบทบาทหน้าที่ที่ต่ำกว่าระดับ ความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่เป็นจริงในกลุ่มงานรวม หรือกิจกรรมรวม ซึ่งถือเป็นการจำกัด หรือลิดรอนสิทธิและความ เสมอภาค ตลอดจนเป็นการปฏิบัติอย่างไม่สมดุล ไม่เหมาะสมต่อคนพิการแต่ด้วยเจตจำนงของความการุณย์ 2.3 ผลที่ติดตามมา (Consequences) : คนพิการที่ได้ใช้ชีวิต ได้ทำงาน หรือได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ กับกลุ่มบุคคลที่ คุ้นเคยหรืออยู่ในองค์กร หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ หรือบุคคลกลุ่มเปราะบาง อื่น ๆ หรือบุคคลในกลุ่มขอบเขตกึ่งกลาง ก็ มักจะได้รับสิทธิและโอกาสในการแสดงความคิดเห็น ได้รับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ ได้ระดมพลังกายพลังสมองจากความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในกลุ่มงานรวม หรือกิจกรรมรวมอย่างเสมอภาค หรือเกือบเสมอภาค เนื่องจาก ได้รับการปฏิบัติ อย่างใกล้เคียง หรือตรงตามหลักกติกาทางการและสากล และมาตรฐานแห่งจริยธรรม ซึ่งถ้าคนพิการได้ใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนิน กิจกรรม ต่าง ๆ ในกลุ่มงาน หน่วยงาน หรือองค์กรที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าในสองกลุ่มนี้ก็ย่อม ทำให้คนพิการได้รับสิทธิ และโอกาสอย่างเสมอภาคกัน ยิ่งถ้าหัวหน้าหรือผู้บริหารกลุ่มงาน หน่วยงาน หรือองค์กรที่คนพิการเป็นส่วน หนึ่ง หรือทำงานด้วย มีภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ (Vision)กว้างไกล เป็นนักพัฒนา ตลอดจนมีความโปร่งใส (Transparency) และเป็น ธรรม (Impartiality) ภายในกรอบวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ตามหลักเกณฑ์ทางการ หรือสากล ครอบคลุมถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ก็จะทำให้คนพิการมีสิทธิทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเสมอภาคกับบุคคล ร่างกายปกติในทุกมิติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างเสมอภาคเช่นกันด้วย กรณีคนพิการที่ใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ กับบุคคลร่างกายปกติ หรือบุคคลที่มีคุณลักษณะ ทางกายภาพที่ดีกว่าในกลุ่มขอบเขตฝั่งซ้าย และขอบเขตฝั่งขวา--โดยเฉพาะบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีการเปรียบเทียบทางกายภาพ และความภาคภูมิใจในคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าของตนในระดับสูง ถึงสูงมาก-- มักจะถูกจำกัด หรือถูกลิดรอนสิทธิและโอกาส ในการแสดงความคิดเห็นและความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่อย่างไม่เสมอภาค อีกทั้งเสี่ยงที่จะถูกปฏิบัติอย่างไม่ตรงตามมาตรฐาน แห่งจริยธรรม เช่น ถ้าทำงาน ก็เสี่ยงที่จะถูกมองข้ามภูมิหลังวิชาชีพ มักไม่มีโอกาสเติบโตในสายงาน อีกทั้งถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของเพื่อนร่วมงานที่มีคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าเสมอ โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยสำคัญอื่น ๆ เช่น ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะเป็นคนพิการ ทำให้คนพิการถูกจำกัด หรือถูกลิดรอนสิทธิ และ โอกาสในการเรียนรู้ และการ พัฒนาในสายงานอาชีพจากผู้กำกับดูแลที่มีประสบการณ์สูงกว่าตน อีกทั้งสูญเสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับอย่างเสมอภาค หรือ สอดคล้องกับศักยภาพความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่เป็นจริง ตลอดจนอาจถูกเข้าใจผิด หรืออาจถูกให้ข้อมูลที่ไม่ตรงตาม ความเป็นจริง (Misinformation) ว่าขาดความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์อย่างไม่เป็นธรรม เพราะถูกเน้นย้ำเฉพาะจุดอ่อนที่ ไม่ใช่บทบาทหน้าที่หลัก ทั้งนี้ ยิ่งศักยภาพความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ของคนพิการตามหลักเกณฑ์ทางการในกรอบ บทบาทหน้าที่หลักอยู่ในระดับใกล้เคียง เทียบเท่า หรือสูงกว่าบุคคลร่างกายปกติสองกลุ่มนี้มากเท่าใด คนพิการก็มีความเสี่ยงที่จะ สูญเสียสิทธิ และโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเสมอภาค และย่างยั่งยืน หรือสอดคล้องกับศักยภาพที่เป็นจริงของตนมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากถูกเลือกปฏิบัติ ถูกอคติ (Bias) หรือถูกด้อยค่า (Degradation) โดยคนพิการมักไม่ได้รับโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยิ่งกว่านั้น คนพิการที่ใช้ชีวิต ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ กับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีคุณลักษณะทางกายภาพที่ ดีกว่าในกลุ่มขอบเขตฝั่งซ้าย และขอบเขตฝั่งขวา และที่มีการเปรียบเทียบทางกายภาพ และความภาคภูมิใจในคุณลักษณะทาง กายภาพที่ดีกว่าของตนในระดับสูง ถึงสูงมาก เสี่ยงที่จะถูกกดดันมากขึ้นถ้ามีอิทธิพลจากเพื่อน ๆ (Peer Influence) โดยเฉพาะถ้า เพื่อนที่เป็นแกนนำเป็นบุคคลกลุ่มขอบเขตฝั่งซ้ายก็มีความเป็นไปได้ที่คนพิการที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้จะถูก “สมรู้ร่วมคิด” (Collusion) เลือกปฏิบัติ และถูกอคติในระดับสูง เนื่องจากคนพิการอาจถูกมองว่า หมิ่นเกียรติ หรือวางตนเทียบเสมอบุคคลที่มี คุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่า อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือบุคคลที่มีคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าในกลุ่มขอบเขตฝั่งซ้ายและเป็นแกนนำของกลุ่ม อาจ โน้มน้าวให้เพื่อน ๆ ที่มีคุณลักษณะทางทางกายภาพที่ดีกว่าในกลุ่มขอบเขตฝั่งขวา “สมรู้ร่วมคิด” เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม อคติ หรือด้อยค่าคนพิการโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเจตจำนงการุณย์ เพราะเกรงว่าคนพิการจะรับผิดชอบบทบาทหน้าที่อย่างเสมอภาคกับ บุคคลที่มีคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าไม่ไหว แต่เป็นการอ้างเหตุผลด้วยเจตนาแอบแฝง (Hidden Agenda) ที่ต้องการให้มี ผู้สนับสนุนตนในการจำกัด หรือลิดรอนสิทธิและโอกาสของคนพิการโดยเพื่อน ๆ กลุ่มขอบเขตฝั่งขวารู้ไม่เท่าทัน ทั้งนี้ คนพิการมีความ เสี่ยงที่จะเผชิญกับสถานการณ์การถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมดังกล่าวข้างต้นมากขึ้น หรือรุนแรงขึ้นถ้าต้องอยู่ภายใต้หัวหน้างาน หรือ ผู้บริหารที่เป็นบุคคล กลุ่มขอบเขตฝั่งซ้าย หรือบุคคล กลุ่มขอบเขตฝั่งขวาที่มีภาวะความเป็นผู้นำที่ไม่ตรงตามมาตรฐานทางการ หรือ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 166 สากล และ/หรืออยู่ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เป็นไปตามหลักการทางการ หรือสากล โดยมีความเป็นไปได้ที่คนพิการอาจถูกข่มเหง รังแก เช่น ไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งทำให้ประสบความยากลำบากในการทำงานและ แสดงผลงานตามระดับความรู้ความสามารถ 3. บทสรุปและข้อเสนอแนะ พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาราวสามทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีประกาศใช้พระราชบัญญัติการฟื้นฟู สมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการฉบับแรกของประเทศ อย่างไรก็ดี ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ซึ่งยึดโยงอย่างมีนัยสำคัญกับ พันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการที่มีผลบังคับใช้ในไทยเมื่อ พ.ศ. 2551 และมีหลักการเกี่ยวกับคนพิการ เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด พ.ศ. 2560 เกื้อหนุนให้พลวัตทางสิทธิและ ความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่าง ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้นภายใต้กรอบกติกาที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล ทั้งนี้ พลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านสุขภาพรุดหน้าเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพลวัตทางสิทธิและ ความเสมอภาคด้านสุขภาพของบุคคลทั่วไปอย่างเป็นธรรมภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 5 ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข โดยนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อต้น เดือนพฤษภาคม 2566 ว่า สปสช. ประสบปัญหาการขาดแคลนงบประมาณเพื่อสนับสนุนการบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นแก่ประชาชน ไทยทุกคนภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกเหนือจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในภาครัฐ โดยเฉพาะแพทย์ เนื่องจากแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาใหม่ลาออกเป็นจำนวนมาก เพราะรับสภาพการทำงานหนักมากต่อไปไม่ไหว สวนทางกับความ จำเป็นต่อบริการทางด้านสาธารณสุขของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่นอกเหนือการควบคุมของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ กระทรวง สาธารณสุขได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด "...Apart from the personnel shortage, there was a problem with the allocation of funds for the National Health Security Office, which had to provide universal healthcare coverage. More money was needed to cope with the growing number of people seeking its services. All this was outside the ministry's control. Dr. Opas said the ministry had tried to make the best use of its limited resources..." 15 ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว ประชากรทุกกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มคนพิการ ต่างคาดหวังว่ารัฐบาลไทยจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าว ได้ในที่สุดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อบริการสุขภาพที่จำเป็นและมีคุณภาพภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ที่ระบุว่า “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หมายถึง การที่ 'ทุกคน' ใน'ทุกชุมชน' สามารถเข้าถึงและได้รับบริการสุขภาพที่ครอบคลุมทุกบริการที่จำเป็นและมีคุณภาพได้ในยามที่ต้องการ ไม่ว่าเมื่อไร ที่ไหน ตลอดช่วงชีวิต16 สำหรับพลวัตทางสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการด้านเศรษฐกิจและสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยยังจำเป็นต้อง “สร้างเสริม” ที่ต้นเหตุ คือ ความไม่เข้าใจสภาวะความพิการที่ผู้เขียนได้พิเคราะห์ เป็นประเด็นหลักที่ทำให้“ถนนแห่งสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ” ยังไม่ราบเรียบสมบูรณ์ไปทุกจุดทั่วประเทศ แม้ว่าโดย ภาพรวมแล้วประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องก้าวทันวิวัฒนาการของโลกยุคโลกาภิวัตน์อีกทั้งพลวัตสิทธิและ ความเสมอภาคของคนพิการเป็นไปในเชิงบวกในทุกมิติในช่วงระยะเวลาราวสามทศวรรษที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อยก็ตาม ทั้งนี้เพื่อทำให้ ประเด็นเชื่อมโยงอื่น ๆ ได้แก่ ความคิดความเข้าใจดั้งเดิมแบบเหมารวม กรอบความคิดและทัศนคติ อีกทั้งผลที่ติดตามมาด้านลบต่าง ๆ ได้รับการ “สร้างเสริม” ด้วยในที่สุด ซึ่งจะส่งเสริมให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยผู้คนทุกลุ่มชน รวมถึงคน พิการ สามารถใช้ชีวิต “ร่วมกัน” และ “รวมกัน” ได้อย่างมิตรไมตรี สันติสุข และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ทำให้ สังคมไทยยกระดับเป็นสังคมพหุภาคีและพหุวัฒนธรรมต้นแบบแห่งหนึ่งในโลก 15 นสพ.บางกอกโพสต์(2566). การขาดแคลนแพทย์,พยาบาลเป็นเรื่องน่าวิตก. 6 มิถุนายน 2566 สืบค้นจาก https://www.bangkokpost.com/thailand/general/2586155/shortage-of-doctors-nurses-causing-concern 16 เอสดีจี มูฟ (SDG MOVE). หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. 14 มิถุนายน 2566 สืบค้นจาก https://www.sdgmove.com/2021/05/18/sdg-vocab-universal-health-coverage/.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 167 แนกวทางการ “สร้างเสริม” ที่ผู้เขียนได้พิเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะมีดังนี้ : 3.1 กรณีตลาดแรงงานรวม: ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 คนพิการมีโอกาสได้รับการจ้างงานในตลาดแรงงานรวมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้น (ดังภาพที่1) ภาพที่1 สถิติการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ ณ วันที่ 21 เมษายน 2566 ที่มา: กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (https://www.dep.go.th) จากภาพที่ 1 สถิติการจ้างงานตามมาตรา 33, 34, 35 ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ พ.ศ. 2550 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ในภาครัฐ และภาคเอกชนน้อยกว่าอัตราที่กำหนดเป็นส่วนใหญ่ จาก พ.ศ. 2563-2565 ยกเว้นสถิติการจ้างงานในภาคเอกชน พ.ศ. 2564-2565 ที่เป็นไปตามอัตราที่กำหนด และคาดการณ์ว่าจะน้อยกว่า อัตราที่กำหนดอีกเช่นกันใน พ.ศ. 2566 ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน ทางด้านสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยรายงานว่า เมื่อปี 2564 มีเพียง 3 กระทรวงเท่านั้นที่จ้างงานคนพิการครบตามอัตราที่กำหนด คือ กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา กระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงคมนาคม และมีหนึ่งกระทรวงไม่ระบุสถิติการจ้างงานคนพิการ ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง17 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีจำนวนคนพิการในวัยแรงงาน (อายุ 15-60 ปี) ที่ประกอบอาชีพ 196,021 คน เมื่อ พ.ศ. 2564 หรือร้อยละ 25.08 ของจำนวนคนพิการในวัยแรงงานทั้งสิ้น 781,576 คน ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มคนพิการที่ประกอบอาชีพได้แต่ไม่ได้ ประกอบอาชีพจำนวน 463,018 คน หรือร้อยละ 59.24 ของจำนวนคนพิการในวัยแรงงาน และกลุ่มคนพิการที่ไม่สามารถประกอบ 17 สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย. สถิติการจ้างงานภาครัฐ.13 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://disabilityin.org/who-we-are/about/.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 168 อาชีพได้เนื่องจากพิการรุนแรงจำนวน122,537 คนหรือร้อยละ 15.68 ของจำนวนคนพิการในวัยแรงงาน โดยคนพิการส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกรรม ตลอดจนทำงานในภาคเอกชน และภาครัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ18 ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่คนพิการที่เข้าสู่ตลาดแรงงานรวมแล้ว และประสงค์จะเข้าสู่ตลาดแรงงานรวมเผชิญปัญหาความไม่ เข้าใจสภาวะความพิการ ซึ่งเชื่อมโยงกับความคิดความเข้าใจดั้งเดิมแบบเหมารวม ตลอดจนกรอบความคิดและทัศนคติ และผลที่ ติดตามมาด้านลบ ต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือสถานประกอบการที่พนักงานส่วนใหญ่ หรือเพื่อนร่วมงานอยู่ในกลุ่มบุคคลที่มี การเปรียบเทียบทางกายภาพ และความภาคภูมิใจในคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าของตนในระดับที่สูงถึงสูงมากกว่าเจตนารมณ์ ของมิตรไมตรี และการปรับตัวเข้าหากัน ตลอดจนสูงกว่าความปรารถนาดีอย่างมีเหตุผลและวุฒิภาวะโดยมีปัจจัยการแข่งขันเพื่อ ผลประโยชน์ตอบแทนจากการทำงาน และความก้าวหน้าในสายงานในหมู่พนักงาน เช่น การปรับขึ้นเงินเดือน หรือการปรับเลื่อน ตำแหน่งเป็นตัวกระตุ้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะถ้าคนพิการอยู่ภายใต้หัวหน้างาน หรือผู้บริหารที่เป็นบุคคลกลุ่มขอบเขตฝั่งซ้าย หรือบุคคล กลุ่มขอบเขตฝั่งขวาที่มีภาวะความเป็นผู้นำที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางการ หรือสากล และ/หรืออยู่ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ เป็นไปตามมาตรฐานทางการ หรือสากล ซึ่งทำให้คนพิการอาจถูกจำกัด หรือถูกลิดรอนสิทธิและความเสมอภาคด้านเศรษฐกิจและ สังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การขยายกระบวนการเตรียมความพร้อมคนพิการก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานรวม และการเตรียม ความพร้อมในการรับคนพิการเข้าทำงาน ของสถานประกอบการ หรือหน่วยงานรัฐของ พก.19 ให้ครอบคลุมถึงการออกใบรับรอง (Certificate) อย่างเป็นทางการอีกหนึ่งฉบับเกี่ยวกับศักยภาพ หรือทักษะการทำงาน ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ทักษะการช่วยเหลือ ตนเองในกิจกรรมประจำวันต่าง ๆ ให้แก่คนพิการที่มีเจตจำนงเข้าสู่ตลาดแรงงานรวมก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วย “สร้างเสริม” ต้นเหตุและผลเชื่อมโยงทางลบต่าง ๆ ดังกล่าวได้โดยประสานความร่วมมือกับศูนย์บริการนักศึกษาพิการของสถาบันการศึกษา ต่าง ๆ ในการทดสอบศักยภาพและทักษะที่จำเป็นดังกล่าวของคนพิการอย่างตรงตามหลักการมาตรฐานของทางการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ สาขาอาชีพ หรือเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับสายงาน หรือบทบาทหน้าที่ในสถานประกอบการ หรือองค์กรที่คนพิการสมัครเข้าทำงาน หรือได้รับการคัดเลือกให้ทำงานแล้วด้วยวุฒิการศึกษา และ/หรือการสัมภาษณ์ตามขั้นตอนปกติ ควบคู่กับการประสานกับสถาน ประกอบการ หรือองค์กรเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับคนพิการที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการดังกล่าว และเพื่อสร้างความ มั่นใจให้สถานประกอบการ หรือองค์กร และบุคลากร ทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติของคนพิการ นอกจากนี้ พก. อาจประสานความร่วมมือกับโรงเรียนและองค์กรฝึกอาชีพคนพิการต่าง ๆ ในทำนองเดียวกับการประสาน ความร่วมมือกับศูนย์บริการนักศึกษาพิการของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในกรณีคนพิการที่มีเจตจำนง จะเข้าสู่ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเสมือนกลไกทางการที่เป็นหลักประกันคุ้มครองคนพิการจากความไม่เข้าใจสภาวะ ความพิการของ เพื่อนร่วมงาน และผลเชื่อมโยงทางลบอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้นภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันที่มีการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆ โดยปัจเจก บุคคลมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปกป้องคุ้มครองคนพิการจากการถูก ลิดรอนสิทธิทางกฎหมายตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 โดยนายจ้างด้วยการอ้างอิงมาตรา 15 (วรรค 3) “มาตรา 15 การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือ บุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการจะกระทำมิได้การกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่ เป็นธรรมต่อคนพิการตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการกระทำหรืองดเว้นกระทำการที่แม้จะมิได้มุ่งหมายให้เป็นการเลือกปฏิบัติ ต่อคนพิการโดยตรง แต่ผลของการกระทำนั้นทำให้คนพิการต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับเพราะเหตุแห่งความพิการด้วย การเลือกปฏิบัติที่มีเหตุผลทางวิชาการ จารีตประเพณี หรือประโยชน์สาธารณะสนับสนุนให้กระทำได้ ตามความจำเป็นและ สมควรแก่กรณี ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่ผู้กระทำการนั้นจะต้องจัดให้มีมาตรการ ช่วยเหลือเยียวยาหรือรักษา ซึ่งสิทธิหรือประโยชน์แก่คนพิการตามความจำเป็นเท่าที่จะกระทำได้ มาตรา 16 คนพิการที่ได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคน พิการตามมาตรา 15 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการให้มีคำสั่งเพิกถอนการกระทำหรือห้ามมิให้กระทำการนั้นได้ คำสั่งของคณะกรร มการให้เป็นที่สุด…..” 20 18 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 12 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 19 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. คู่มือสิทธิคนพิการ.10 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 20 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. กฎหมาย/วิชาการ. 2 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 169 3.2 กรณีการศึกษารวม : ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา คนพิการในประเทศไทยได้รับโอกาสการเข้าสู่ระบบการศึกษารวมมากขึ้น โดยคนพิการที่ได้รับการศึกษารวม 998,846 คน คิดเป็นร้อยละ 62.45 ของคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ แบ่งเป็นระดับประถม ศึกษา 843,819 คน คิดเป็นร้อยละ 51.37 ของคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ระดับมัธยมศึกษา 115,664 คน คิดเป็นร้อยละ 7.04 ระดับประกาศนียบัตร 22,004 คน คิดเป็นร้อยละ 3.34 ระดับอนุปริญญา 1,308 คน คิดเป็นร้อยละ 0.88 และระดับปริญญาตรี 14,166 คน คิดเป็นร้อยละ 0.86 และระดับสูงกว่าปริญญาตรี 1,885 คิดเป็นร้อยละ 0.1121 ทั้งนี้เนื่องจาก ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และระดับอาชีวศึกษาต่าง ๆ ได้จัดตั้งศูนย์บริการนักศึกษาพิการ (Disabled Student Service Centers) เพื่อลดข้อจำกัด หรืออุปสรรค ในโอกาสการเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาพิการ หลังจากการศึกษาภาคบังคับ และจัดบริการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้นักศึกษาพิการสามารถบรรลุเป้าหมายการศึกษาได้ ซึ่งบริการ ทั่วไป ได้แก่ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนให้เหมาะสมกับสภาพความพิการของนักศึกษาแต่ละประเภท ครอบคลุมถึง อุปกรณ์สนับสนุนทางกายภาพ และการเรียน เช่น ให้บริการเครื่องพิมพ์ หรือหนังสือ อักษรเบรลล์ (Braille) สำหรับนักศึกษาพิการ ทางการเห็น บริการบันทึกคำบรรยาย หรืออุปกรณ์ช่วยการได้ยิน (Hearing Devices) เช่น เครื่องช่วยฟังระบบ FM สำหรับนักศึกษา พิการทางการได้ยิน และบริการให้ยืม รถเข็นแบบธรรมดา และรถเข็นไฟฟ้า (Wheelchairs) สำหรับนักศึกษาพิการทางการเคลื่อนไหว ตลอดจนการปรับสภาพแวดล้อมให้นักศึกษาพิการสามารถเข้าถึงห้องต่าง ๆ อาคารเรียน และอาคารจอดรถ อีกทั้งให้คำปรึกษาและให้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเรียน และการใช้ชีวิตในสถานศึกษา รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาด้วย22 ทั้งนี้ เพื่อ เตรียมนักศึกษาทั่วไป และนักศึกษาพิการเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานรวมโดยป้องกันความไม่เข้าใจสภาวะความพิการ ซึ่งเชื่อมโยงกับความ เข้าใจดั้งเดิมแบบเหมารวม ตลอดจนกรอบความคิดและทัศนคติ และผลที่ติดตามมาด้านลบต่าง ๆ การขยายการให้บริการของ ศูนย์บริการนักศึกษาพิการให้ครอบคลุมถึงการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงเวลาที่ไม่กระทบกับการเรียนการสอนโดยความร่วมมือของ สาขาวิชาต่าง ๆ และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง และองค์กรพันธมิตร เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาทั่วไป และนักศึกษาพิการ ตลอดจน บุคลากรในสถาบันการศึกษาได้มีโอกาสดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ รวมกันเป็นประจำจะช่วยสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน และทำให้ นักศึกษาพิการไม่ถูกแปลกแยก อีกทั้งส่งเสริมการปรับตัวเข้าหากันจากการเรียนรู้ สนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และการสร้างมิตร ไมตรีตามมาตรฐานแห่งจริยธรรม และการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสมอกัน ภายใต้การกำกับดูแล และธรรมาภิบาลของ สถาบันการศึกษา นอกเหนือจากการเรียนรวมในห้องเรียน และกิจกรรมรวมอื่น ๆ ที่จัดขึ้นเป็นปกติ กิจกรรมพิเศษดังกล่าวอาจเปิด โอกาสให้สมาชิกในครอบครัว หรือผู้คน ในชุมชนใกล้เคียงเข้าร่วมด้วยบ้างตามแต่การพิจารณาวางแผนจัดการของสถาบันศึกษา และ ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในกรอบความปลอดภัย ทั้งนี้ ควรมีการจัดตั้งศูนย์บริการนักเรียนพิการตามโรงเรียนในระดับการศึกษาภาค บังคับที่มีการเรียนรวมระหว่างนักเรียนทั่วไป และนักเรียนพิการ อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมพิเศษดังกล่าวด้วยในทำนองเดียวกัน นอกจากนี้ ควรขยายบริการของศูนย์บริการนักศึกษาพิการของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้ครอบคลุมการสนับสนุนนักศึกษา ทุกระดับ และทุกโครงการที่เปิดให้บริการในสถาบันการศึกษานั้น ๆ ตลอดจนให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของนักศึกษาพิการ เกี่ยวกับอุปสรรคในการเรียน และ/หรือการใช้ชีวิตในสถาบันศึกษา อีกทั้งบริการการแก้ปัญหาของนักศึกษาพิการผ่านกระบวนการ ตรวจสอบอย่างเป็นกลางและถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ถ้าจำเป็นควรตั้งคณะกรรมการ ซึ่ง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาเพื่อตรวจสอบศักยภาพการเรียนรู้ และการเรียนรวมในสาขาวิชานั้น ๆ ของนักศึกษาพิการ ซึ่งถ้า ผลการตรวจสอบมีประเด็นความไม่เข้าใจสภาวะความพิการ และ ผลกระทบเชื่อมโยงอื่น ๆ เป็นมูลเหตุหลักก็ควรมีบริการส่งเสริม ความเข้าใจที่ถูกต้องและฉันท์มิตรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย 3.3 กรณีการใช้ชีวิตรวม : เนื่องจากคนพิการที่เข้าสู่ตลาดแรงงานรวม หรือต้องดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคม รวมถึง การศึกษา ต่างจำเป็นต้องใช้ชีวิตรวมในสังคมกับบุคคลทั่วไป อีกทั้งมีคนพิการอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานรวม และ การศึกษารวมก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตรวมในสังคมกับบุคคลทั่วไปเช่นกัน ดังนั้น ภาครัฐ และภาคส่วนพันธมิตรต่าง ๆ ควรร่วมกันจัด กิจกรรมพิเศษเพื่อให้บุคคลทั่วไป และคนพิการได้มีโอกาสดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ รวมกันเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างความคุ้นเคย 21 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/วิชาการ). 12 กรกฎาคม 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. 22 ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. การสนับสนุนและการให้บริการ. 11 มิถุนายน 2566 สืบค้นจาก https://dsstu.wordpress.com.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 170 ตลอดจนส่งเสริมการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การปรับตัวเข้าหากันจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยไม่เน้นการปรับตัวจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และส่งเสริมมิตรไมตรีตามมาตรฐานแห่งจริยธรรมและการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสมอกัน ควบคู่กับความร่วมมือดำเนิน โครงการรณรงค์ผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นประจำด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน 4. เอกสารอ้างอิง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ.(2566). กฎหมาย/วิชาการ. 2 มิถุนายน 2566. สืบค้นจากhttps://www.dep.go.th. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ.(2566). ประวัติความเป็นมา. 6 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ.(2566). ข่าวประชาสัมพันธ์. 7 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ.(2566). คู่มือสิทธิคนพิการ. 10 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ 2560 -2564 (กฎหมาย/ วิชาการ). 10-12 กรกฎาคม 2566 สืบค้นจาก https://www.dep.go.th. ก ร ะ ทร ว งก า ร ต ่ า งป ร ะ เ ทศ . (2566). อ น ุ ส ั ญ ญ า ว ่ า ด ้ ว ย ส ิ ทธ ิ ข อ งค น พ ิ ก า ร.15 ม ิ ถ ุ น า ย น 2566. ส ื บ ค ้ น จ า ก https://humanrights.mfa.go.th/upload/pdf/CRPD.pdf. กระทรวงศึกษาธิการ.(2566). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2545. 14 มิถุนายน 2566. สืบค้นจากhttps://www.bic.moe.go.th/images/stories/5Porobor._2542pdf.pdf. นสพ.บางกอกโพสต์. (2566). การขาดแคลนแพทย์,พยาบาลเป็นเรื่องน่าวิตก. 6 มิถุนายน 2566 สืบค้นจาก https://www.bangkokpost.com/thailand/general/2586155/shortage-of-doctors-nurses-causing-concern รัฐสภา. (2566). สิทธิของคนพิการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560. 15 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://library.parliament.go.th. ศูนย์บริการนักศึกษาพิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(2566). การสนับสนุนและการให้บริการ. 11 มิถุนายน 2566 สืบค้นจาก https://dsstu.wordpress.com. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). (2566). ประวัติความเป็นมา. 6 มิถุนายน 2566. สืบค้นจาก https://www.nhso.go.th/page/history ส ภ า ค น พ ิ ก า ร ท ุ ก ป ร ะ เ ภ ท แ ห ่ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย . ส ถ ิ ต ิ ก า ร จ ้ า ง ง า น ภ า ค ร ั ฐ .13 ก ร ก ฎ า ค ม 2566. ส ื บ ค ้ น จ า ก https://disabilityin.org/who-we-are/about/. เ อ ส ด ี จ ี ม ู ฟ (SDG MOVE).(2566) . ห ล ั ก ป ร ะ ก ั น ส ุ ข ภ า พ ถ ้ ว น ห น ้ า . 1 4 ม ิ ถ ุ น า ย น 2 5 6 6 ส ื บ ค ้ น จ า ก https://www.sdgmove.com/2021/05/18/sdg-vocab-universal-health-coverage/.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 171 บทความ 13 Turning Students with Disabilities into Abilities: A Story of Naresuan University, THAILAND


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 172 Turning Students with Disabilities into Abilities: A Story of Naresuan University, THAILAND จรัสดาว คงเมือง1 ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี2 Charatdao Kongmuang1 , Sarintip Tantanee2 1 คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร 1 Faculty of Agriculture, Natural Resources and Environment, Naresuan University 2 สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร 2 Office of the President, Naresuan University [email protected] บทคัดย่อ ปัจจุบันประชากรประมาณ 1.3 พันล้านคน หรือร้อยละ 16 ของประชากรโลกประสบปัญหาความพิการ และอยู่ในประเทศ ไทยจำนวน 2,180,178 คน สถาบันอุดมศึกษามีความสำคัญมากในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับคนพิการ การเข้าถึงการศึกษาที่เท่า เทียมและไม่แบ่งแยกนับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ การมีนิสิตพิการเรียนรวมกับนิสิตทั่วไปจะทำให้สถาบันอุดมศึกษานั้นมี ความสมบูรณ์และมีคุณค่า บทความนี้นำเสนอแนวทางการให้บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งให้ความสำคัญกับความเท่า เทียมและความเสมอภาค เพื่อให้นิสิตใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุขและยั่งยืน สอดคล้องกับหัวใจสำคัญของเป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืน คือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” การมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มรูปแบบสามารถทำให้นิสิตพิการก้าวข้ามคำว่า “Disabilities” ไปเป็น “Abilities” และเป็นทรัพยากรที่มีค่าของมหาวิทยาลัย คำสำคัญ: การพัฒนาอย่างยั่งยืน นิสิตพิการ ความเท่าเทียม ความเสมอภาค การเรียนรวม ABSTRACT Approximately 16 percent of the world’s population or 1.3 billions lives with some forms of disability and there are 2,180,178 in Thailand. Higher education plays an important role in empowering people with disabilities. Equity and inclusion in education can fill the gap of equity and make higher education institutions more valuable. This paper aims at describing Naresuan University Disability Support Services (NUDSS) that focuses on equality and equity. Happy students and sustainable campus life is the key message for student development, which correspond to “Leaving No One Behind”, the key significant promise of the 2030 Agenda for Sustainable Development and its Sustainable Development Goals (SDGs). Fully social participation is a key component of turning students with “disabilities” into “abilities” and they are valuable asset of university. Keywords: Sustainable Development Goals (SDGs), Students with Disabilities, Equality, Equity, Inclusive Education


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 173 1. บทนำ จากรายงานด้านคนพิการขององค์การอนามัยโลก พบว่ามีประชากรประมาณ 1.3 พันล้านคน หรือร้อยละ 16 ของประชากร โลก ประสบปัญหาความพิการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และคาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ประชากรกลุ่มนี้อาจเพิ่มจำนวนขึ้น โดยคน พิการยังเป็นกลุ่มคนที่ถูกละเลยในสังคม และขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายประการ รวมถึงการศึกษาด้วย (WHO, 2022) ปัจจุบันทั่วโลกมีความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับสิทธิในการศึกษาของคนพิการในระดับอุดมศึกษา (Taneja-Johansson, 2021) และพยายามทำความเข้าใจกับความต้องการของคนพิการ ตลอดจนวิธีการที่จะสนับสนุนการใช้ชีวิตในสถาบันการศึกษาให้แก่คนด้อย โอกาสกลุ่มนี้ ซึ่งในอดีตอาจจะถูกละเลยจากสังคม (Murray, et al. 2008; Murray, et al. 2009; Lom- bardi, et al. 2016) ผู้พิการ มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยากจนมากกว่าบุคคลที่ไม่มีความพิการ เนื่องจากอุปสรรคในสังคม เช่น การเลือกปฏิบัติ การเข้าถึง การศึกษาและการจ้างงานที่จำกัด มีปัญหาสุขภาพ (Shandra, 2018) และการขาดการมีส่วนร่วมในการดำรงชีวิตในสังคม (United Nations, 2018) จากการศึกษาของ Lamichhane (2015) พบว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการศึกษา/การอ่านออกเขียนได้กับ โอกาสการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้พิการ ในประเทศกัมพูชา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ตุรกี เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา และการที่คน พิการยากจนนั้นไม่ใช่เพราะความพิการแต่เป็นเพราะการขาดโอกาส สำหรับประเทศไทยนั้นคนพิการส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับ ประถมศึกษา และได้รับการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษาน้อยมาก (ตาราง 1) ในอดีตพบว่าเด็กพิการมักถูกกีดกันจากการระบบการศึกษา และต้องเข้ารับการศึกษาในระบบพิเศษ เช่น สถาบันการศึกษาเฉพาะสำหรับนักเรียนที่มีภาวะบกพร่อง หรือที่เรียกว่า Special School ตาราง 1 สถิติคนพิการของประเทศไทย จำแนกตามการศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 การศึกษา ชาย หญิง รวม ร้อยละ อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ 491 396 887 0.04 อายุถึงเกณฑ์แต่ไม่ได้เรียน 4,881 6,138 11,019 0.51 ต่ำกว่าประถมศึกษาตอนต้น 1,286 1,054 2,340 0.11 ประถมศึกษา 710,544 681,946 1,392,490 63.87 มัธยมศึกษา 139,340 69,127 208,467 9.56 อุดมศึกษา 18,220 13,292 31,512 1.45 ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา 30,449 13,263 43,712 2.00 อนุปริญญา 103 59 162 0.01 ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 518 338 856 0.04 สูงกว่าปริญญาตรี 3,194 2,003 5,197 0.24 ปริญญาโท หรือเทียบเท่า - 1 1 0.00 อื่น ๆ 14,623 9,274 23,897 1.10 ไม่ระบุการศึกษา 5,093 4,451 9,544 0.44 ไม่ได้รับการศึกษา 3,685 3,807 7,492 0.34 ไม่มีข้อมูล 204,409 238,193 442,602 20.30 รวม 1,136,836 1,043,342 2,180,178 100.00 ที่มา: ฐานข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2566 Shandra (2022) พบว่าคนพิการใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าที่สาธารณะ และใช้เวลาอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่ร่วมกับผู้อื่นและมี การติดต่อกับผู้อื่นน้อย อย่างไรก็ตามจะแตกต่างกันตามรูปแบบความพิการ Raley (2007) พบว่าหากนิสิตนักศึกษาใหม่ไม่รู้สึกถึงการ เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยภายใน 8 สัปดาห์แรกของการเข้าศึกษา พวกเขาจะมีความเสี่ยงสูงมากในการที่จะเลิกเรียนกลางคัน และจากการศึกษาของ Shaewitz and Crandall (2020) พบว่าภายในแปดสัปดาห์หากคนพิการไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยได้แล้ว จะมีความเสี่ยงสูงในการที่จะเลิกเรียนกลางคันเช่นเดียวกัน และร้อยละ 25 ของนักศึกษาใหม่ที่ เป็นผู้พิการจะลาออกกลางคันเมื่อสิ้นปีแรก (Dyer, 2022) บุคลากรระดับคณะนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการที่จะทำให้นิสิต พิการรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ เนื่องจากอาจจะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในห้องเรียน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 174 (Getzel, 2008) ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันในสถาบันอุดมศึกษาจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการบรรลุ เป้าหมายของความหลากหลายและความเท่าเทียมของผู้พิการ การสร้างเสริมให้มีการยอมรับผู้พิการในฐานะบุคคลคนหนึ่งที่เท่าเทียม และเสมอภาคกัน ยอมรับในความรู้ความสามารถในด้านการศึกษา ตลอดจนยอมรับในความบกพร่องของร่างกายว่าไม่ได้เป็นอุปสรรค ในการการศึกษา และการเรียนรู้ หากแต่ต้องมีอุปกรณ์ หรือความช่วยเหลือ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกตามความจำเป็น ซึ่งทำให้ คณาจารย์ บุคลากรตลอดจนนิสิตทั่วไปมองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล 2. การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยนเรศวร 2.1 นโยบายของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานิสิต นโยบายการพัฒนานิสิตของมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นให้ความสำคัญกับ การสร้างความเป็นพลโลก (Global Citizenship) ซึ่ง ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ หยิบยกเอา ประเด็นนี้มาเป็นหัวใจหลัก ทั้งนี้ประเด็นของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และ ความเป็นพลโลกนั้นดู เหมือนจะแยกกันไม่ออก สาเหตุที่องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างความเป็นพลเมืองโลกเป็นเพราะปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ การเป็นพลเมืองโลกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนชาติใด อาศัยอยู่ที่ไหน หรือประเทศไหน แต่คือการสร้างเครือข่ายและความเชื่อมโยง สร้างความรับผิดชอบ ร่วมกัน ทุกการกระทำของเราย่อมส่งผลกระทบต่อคนอื่น ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ปัญหาสำคัญคือเมื่อทุกคนไม่ได้ เกิดมาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในการจัดเตรียมผู้คนให้มีประสิทธิภาพ และสามารถมี โอกาสที่จะทำงานหรือใช้ชีวิตร่วมกันบนโลกใบนี้ได้ ในเรื่องของการศึกษาเราจะผลิตบัณฑิตเพื่อประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องผลิตบัณฑิตที่มีความเป็นพลโลก ที่สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน หรือทำงานร่วมกันได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายในการพัฒนานิสิตของมหาวิทยาลัยนเรศวร ผลักดันผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็น กิจกรรมเสริมหลักสูตร (ExtraCurricular Activities) ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์และมีคุณค่าของสังคมในทุก ระดับ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีนโยบายที่ชัดเจนที่มุ่งเน้นการเคารพและเห็นคุณค่าของความหลากหลายและความแตกต่าง ซึ่งความ หลากหลายนี้มหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ความหลากหลายทาง วัฒนธรรม (Cultural Diversity) การขจัดความเหลื่อมล้ำของผู้ด้อยโอกาส หรือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งหมายความรวมถึงคนพิการด้วย ในการจัดการเรียนการสอนให้กับนิสิตพิการนั้น มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับ การเรียนรวม (Inclusive Education) เนื่องจากการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมกันและไม่แบ่งแยกในสถาบันการศึกษาจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ได้ และวิธีการเพื่อที่จะให้เกิดการยอมรับคนพิการให้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษานั้น สามารถเริ่มและกำหนดได้โดยฝ่ายบริหาร และคณาจารย์ (Shaewitz and Crandall, 2020) กล่าวคือผู้บริหารในทุกระดับต้องเข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากการมีส่วนร่วมนั้นจะ ช่วยทำให้ทุกคนเข้าใจ และนิสิตจะได้รับประโยชน์จากการยอมรับความหลากหลาย ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโลกแห่ง การทำงานในอนาคตตลอดจนการมีส่วนร่วมของสังคม และบทบาทของผู้บริหารที่มีต่องานบริการนิสิตพิการนั้นนับเป็นส่วนสำคัญใน การดำเนินการ เช่น นโยบายการเปิดรับคนพิการเข้าศึกษา การพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนอัตรากำลัง การจัดหาและสนับสนุน งบประมาณดำเนินงาน กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2566) ได้ชี้ให้เห็น ว่า การอำนวยความสะดวกให้กับนิสิตพิการ เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้นิสิตพิการสามารถเข้าถึงการจัด การศึกษา และสามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของตนเองซึ่งการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผลนี้จึงถือเป็นพันธกิจที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ความสำคัญ และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของนิสิตพิการมหาวิทยาลัย นเรศวร อยู่บนหลักการดังนี้ คือ 1) อุปสรรคหรือข้อจำกัดที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการจำเป็นของนิสิตพิการกับสภาพแวดล้อมของ มหาวิทยาลัย 2) การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกจะช่วยลดอุปสรรคหรือข้อจำกัดดังกล่าวลง 3) การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกจะต้องไม่เป็นภาระเกินควรกับมหาวิทยาลัย


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 175 2.2 จำนวนนิสิตพิการ ตาราง 2 สถิติคนพิการจำแนกตามประเภท (กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, 2566) ประเภทคนพิการ ชาย หญิง รวม ทางจิตใจหรือพฤติกรรม 102,822 65,469 168,291 ทางสติปัญญา 81,095 66,042 147,137 พิการซ้อน 69,822 54,608 124,430 ทางออทิสติก 16,611 3,485 20,096 ไม่ระบุประเภทความพิการ 841 952 1,793 ทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย 564,429 548,334 1,112,763 ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย 201,910 204,010 405,920 ทางการเรียนรู้ 11,018 4,108 15,126 ทางการเห็น 88,288 96,334 184,622 รวม 1,136,836 1,043,342 2,180,178 สถานการณ์คนพิการในประเทศไทยนั้นพบว่ามีคนพิการทั่วประเทศจำนวน 2,180,178 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 ตาม ฐานข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการ (สถิติคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการทั่วประเทศ) กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย (1,112,763 คน) (ตาราง 2) เช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัย นเรศวร ในปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยนเรศวรมีนิสิตพิการจำนวนรวมทั้งสิ้น 11 ราย ส่วนใหญ่เป็นเป็นการพิการทางการ เคลื่อนไหวหรือร่างกาย (ตาราง 3) และนับตั้งแต่มีตั้งศูนย์บริการนิสิตพิการมีนิสิตที่จบการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 27 ราย เป็นการ พิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายมากถึง 22 ราย (ตาราง 4) ซึ่งการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำเป็นต้องตระหนักถึงศักยภาพของคน เหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ถูกกีดกันออกจากสังคม ตารางที่ 3 จำนวนนิสิตพิการ แบ่งตามประเภทความพิการ ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 - ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2566 (ผู้วิจัย, 2566) ชั้นปี ประเภทความพิการ รวม ทางการ เคลื่อนไหวหรือ ร่างกาย ทางการมองเห็น ทางการได้ยิน หรือสื่อ ความหมาย ทางการเรียนรู้ ชั้นปีที่ 1 1 - - - 1 ชั้นปีที่ 2 1 - - 1 2 ชั้นปีที่ 3 4 - - - 4 ชั้นปีที่ 4 2 1 1 - 4 รวม 8 1 1 1 11


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 176 ตาราง 4 จำนวนนิสิตพิการที่จบการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 – 2565 (ผู้วิจัย, 2566) 2.3 ศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวร (Naresuan University Disability Support Services: NUDSS) ศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ภายใต้การดูแลของกองกิจการนิสิต เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 สอดคล้องและตอบรับกับพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้คนพิการมีสิทธิทางการศึกษาใน การได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิตพร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา การเลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดย คำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคลนั้น และได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและ ประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความ ต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล นอกจากนั้นยังมีระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับ คนพิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2552 ที่ให้สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่รับคนพิการเข้าศึกษาใน สัดส่วนหรือจำนวนที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงประเภทของความพิการด้วย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สภา สถาบันอุดมศึกษากำหนด นอกจากนั้นยังให้สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาสำหรับคนพิการ การจัดทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและการ ประเมินผล ให้สอดคล้องกับความจำเป็นพิเศษของนิสิตนักศึกษาพิการแต่ละบุคคล รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยให้นิสิต นักศึกษาพิการสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม และเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ให้ สถาบันอุดมศึกษาที่รับคนพิการเข้าศึกษา มีสิทธิได้รับค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นจากสำนักงานตามจำนวน เงินที่ต้องเรียกเก็บจากนิสิตพิการ มหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดทำระเบียบมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วยแนวทางการส่งเสริมและ สนับสนุนการศึกษาแก่นิสิตพิการ พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนด้านการศึกษาแก่คนพิการที่มีความสามารถในการ เรียนรู้ ให้ได้รับสิทธิทางการศึกษาเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป โดยมีสิทธิที่จะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออื่น ใดในทางการศึกษา ตลอดจนเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาคนพิการให้มีศักยภาพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยใช้แนวทางของ พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 และ ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาสำหรับคนพิการ ว่าด้วย การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2552 ปีการศึกษา ประเภทความพิการ ทางการเคลื่อนไหว รวม หรือร่างกาย ทางการ มองเห็น ทางการได้ยินหรือสื่อ ความหมาย ทางการเรียนรู้ 2552 1 1 - - 2 2553 - - - - 2554 - - - - 2555 - 2 - - 2 2556 - - - - - 2557 - - - - - 2558 3 - - - 3 2559 2 - - - 2 2560 2 - - - 2 2561 - - 1 - 1 2562 1 - - - 1 2563 3 - - - 3 2564 1 1 - - 2 2565 8 1 - - 9 รวม 21 5 1 - 27


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 177 ในการแบ่งประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงศึกษาธิการนั้นมีความแตกต่างกันบางประการ กล่าวคือ ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ พ.ศ. 2552 ที่แบ่งคนพิการออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ 1) ความพิการทางการเห็น 2) ความพิการ ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย 3) ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย 4) ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม หรือออทิ สติก 5) ความพิการทางสติปัญญา 6) ความพิการทางการเรียนรู้(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์, 2552) และ (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. 2555 ที่กำหนดประเภทความพิการเป็น 7 ประเภท โดยแยกความพิการทางออทิสติก ออกมา (กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงมนุษย์, 2555) สำหรับการกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา ตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2552 นั้นได้จัดแบ่งประเภทคนพิการเป็น 9 ประเภท ได้แก่ 1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคลื่อนไหว สุขภาพ 5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา 7) บุคคลที่มีความ บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ 8) บุคคลออทิสติก 9) บุคคลพิการซ้อน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) อย่างไรก็ตามระบบการ รับเข้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นยังไม่สามารถรองรับคนพิการทั้ง 9 ประเภทได้ กล่าวคือนิสิตพิการของมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น อาจมีลักษณะความพิการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างประกอบกันแต่สามารถเรียนรู้ได้ ซึ่งประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ ตามระเบียบมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น แบ่งเป็น 1) ความพิการทางการมองเห็น 2) ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย 3) ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย รวมถึงความพิการอื่นใดแต่มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ ทั้งนี้การคัดเลือกนิสิต พิการมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นไม่ส่งผลต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและมีความรู้ความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ โดยในเบื้องต้นต้อง ผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์การรับเข้า และคณะหรือวิทยาลัยสามารถกำหนดประเภทความพิการเพื่อรับเข้าในแต่ละสาขาวิชาได้ ตามความเหมาะสม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนเรศวร ถือเป็นหนึ่งสถาบันที่มีสิทธิได้รับการอุดหนุนตาม “ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการจัด การศึกษาสำหรับคนพิการ เรื่อง หลักเกณฑ์ อัตรา และรายการที่ให้การอุดหนุนทางการศึกษาสำหรับคนพิการในระดับอุดมศึกษา” (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 3ง วันที่ 5 มกราคม 2561) ซึ่งนิสิตพิการของมหาวิทยาลัยนเรศวรมีบัตรประจำตัว คนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เข้าศึกษาในหลักสูตรที่ไม่สูงกว่าระดับปริญญาตรี ซึ่ง หลักเกณฑ์ของสถาบันอุดมศึกษาที่มีสิทธิได้รับการอุดหนุน ประกอบด้วย ค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าธรรม เนียมและค่าใช้จ่ายอื่นที่ ปรากฏในระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งในทุกหลักสูตรของปีการศึกษา ตามจ่ายจริง ภายใต้ หลักเกณฑ์ 1) สถาบันอุดมศึกษามีการเปิดการเรียนการสอนมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีการศึกษา 2) หลักสูตร สาขาวิชาที่เปิดการเรียนการสอนต้องมีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดและต้องผ่านการ รับทราบหลักสูตรจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา 3) มีบุคลากรและระบบสนับสนุนนิสิต นักศึกษาพิการศึกษาเล่าเรียนอย่างมีคุณภาพ ทุกปีการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวรจะดำเนินการส่งข้อมูลตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคน พิการ ให้แก่กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน กลุ่มบริหารทุนการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม และสามารถขอรับทุนการศึกษาให้กับนิสิตพิการทุกปีการศึกษาตลอดมา มีการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผลการศึกษาของนิสิต ต่อสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาปีละหนึ่งครั้ง ในปัจจุบันศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการศึกษา ช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้ นิสิตพิการหรือมีความบกพร่อง สามารถเข้าถึงระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยได้อย่างเท่าเทียมกับนิสิตทั่วไป โดยการจัดหา บริการสนับสนุนเพื่อช่วยให้นิสิตพิการสามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาได้ จัดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก บริการและความ ช่วยเหลือต่าง ๆ ให้สอดคล้องต่อความจำเป็นพิเศษ (Special Needs) ของนิสิตพิการในแต่ละประเภทความพิการ การช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกอย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Accommodations) เช่น การจัดบริการต่าง ๆ ที่เอื้อต่อนักศึกษา พิการ ประสานกับคณาจารย์ในการการจัดและปรับรูปแบบการเรียนการสอนและการสอบที่เหมาะสม ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อม ในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ฯลฯ นอกจากนั้นยังดำเนินการจัดทำระเบียนประวัติฐานข้อมูล ให้บริการคำปรึกษาเป็นรายบุคคล และ จัดอบรมการช่วยเหลือผู้พิการสำหรับบุคลากรและนิสิตอาสาสมัคร เพื่อพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงานหน่วยบริการนิสิตพิการ ให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ให้คำจำกัดความ “เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความ สะดวก” (Assistive Technology: AT) ไว้ว่า เป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือบริการที่ใช้สำหรับคนพิการ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 178 โดยเฉพาะ หรือที่มีการดัดแปลงหรือปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละบุคคล เพื่อเพิ่ม รักษา คงไว้ หรือ พัฒนาความสามารถและศักยภาพที่จะเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร การสื่อสาร รวมถึงกิจกรรมอื่นใดในชีวิตประจำวันเพื่อการดำรงชีวิตอิสระ อย่างไรก็ตามสำหรับมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการยังมีน้อย เนื่องจากนิสิตพิการส่วนใหญ่ ของมหาวิทยาลัยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและต้องการความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 3. Turning Disabilities into Abilities หากพิจารณาเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประกอบไปด้วย 17 เป้าหมายนั้น ทุกเป้าหมายล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับคน ทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการด้วย ทั้งนี้เป้าหมายที่สำคัญสูงสุดคือ การที่พวกเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หากแต่ จะอยู่ร่วมกันด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียม ทำให้เกิดความผาสุก การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีบทบาทอย่างมากในการเป็นผู้นำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดในการให้คนพิการได้รับการยอมรับจากสังคม สภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคมที่เป็นมิตรกับ นิสิตพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับในแง่ที่เป็นทัศนคติและพฤติกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกที่มหาวิทยาลัยและคณะจัดให้ความ ช่วยเหลือสนับสนุนให้กับนิสิตพิการแต่ละคนอย่างเหมาะสมนั้น เพื่อให้ความบกพร่องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน เนื่องจากนิสิตพิการ จะต้องเรียนในห้องเรียนของคณะต่าง ๆ ดังนั้นทางคณะจึงจำเป็นต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นให้กับนิสิต ถึงแม้ว่า ศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวรจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลนิสิตพิการในเรื่องต่าง ๆ แต่ในกระบวนการดูแลต้องทำใน ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในเชิงนโยบาย คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนนิสิตที่เรียนร่วมกัน นิสิตพิการจะมีโอกาส ได้พบผู้บริหารมหาวิทยาลัยปีการศึกษาละ 1 ครั้ง ซึ่งจะเป็นการพบปะเพื่อพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ตลอดจนรับทราบปัญหาอุปสรรค (หากมี) ซึ่งการกระทำนี้เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างการรับรู้ให้กับสังคมในมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการ ยอมรับ นอกจากนั้นในทุกปีการศึกษากองกิจการนิสิต ได้จัดโครงการอบรมเสริมสร้างทัศนคติ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าของนิสิตพิการ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นการจัดงานนอกสถานที่เพื่อสร้างความสุข ความเข้าใจ สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนิสิตพิการ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิตพิการเกิดความภาคภูมิใจทางการศึกษาของตนเอง และเกิดความมุ่งมั่นทางการศึกษา อีกทั้งยังทำให้นิสิต พิการเปิดใจที่จะเรียนรู้และอยู่ในสังคมขณะศึกษาได้อย่างมีความสุข โดยมีเพื่อนสนิท นิสิตที่เป็นตัวแทนขององค์กรกิจกรรมนิสิตเข้า ร่วมเพื่อกระตุ้นให้นิสิตพิการเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตทางการศึกษา และนิสิตที่เป็นแกนนำอาสาสมัครสร้างสุขจะส่งพลัง บวกเสริมสร้างกำลังใจความมั่นใจและช่วยผลักดันการใช้ชีวิตและการศึกษาได้ มหาวิทยาลัยมีการสื่อสารกับนิสิต เกี่ยวกับประเด็น “ความเท่าเทียม” และ “ความเสมอภาค” กล่าวคือ “ความเท่าเทียม” (Equality) คือการให้อะไรเหมือน ๆ กัน ทุกคนได้รับการ ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน โดยมิได้พิจารณาถึงข้อจำกัดหรือข้อแตกต่างของแต่ละบุคคล แต่การที่จะทำให้เกิด “ความเสมอภาค” (Equity) นั้น คนที่มีโอกาสน้อยที่สุดจะต้องได้รับการช่วยเหลือส่งเสริมมากที่สุด ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้นิสิตพิการทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ตามนโยบายทางด้านพัฒนานิสิต ที่มุ่งเน้น Happy Students and Sustainable Campus Life นอกจากนั้นการรับนิสิตพิการที่จบการศึกษาเข้าทำงาน หรือรับคนพิการเข้ามา ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะทำให้คนพิการเป็นที่ยอมรับในสังคม ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยนเรศวรได้ให้โอกาสทั้ง สองส่วน การรับบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุนที่มีความพิการเข้าทำงาน เป็นการแสดงถึงการยอมรับในสถานะของบุคคล ดังกล่าวในมหาวิทยาลัย การพัฒนาที่ยั่งยืนจะบรรลุผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ รวมถึงผู้พิการที่มีจำนวนมากกว่า 1 พันล้านคน ทั่วโลก (United Nations, 2018) หัวใจสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” การที่จะทำให้ผู้พิการ จำนวนนับพันล้านคนบนโลกนี้อยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์นั้นนับเป็นความจำเป็นในทางปฏิบัติมากกว่าเรื่องศีลธรรม เนื่องจากคนพิการ มักเผชิญกับความท้าทายในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในสังคม ตลอดจนทัศนคติ การเลือกปฏิบัติของคนในสังคมด้วย เราพบว่า สถาบันอุดมศึกษาสามารถขจัดอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้กับคนพิการ ในการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับชีวิตของพวกเขา ในการสร้างความยอมรับภายในมหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนเรศวรได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการสร้างการ รับรู้ของสังคมภายในมหาวิทยาลัยตั้งแต่แรกเข้า ตลอดจนระหว่างที่นิสิตพิการศึกษาอยู่จนจบการศึกษา


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 179 ภาพที่ 1 แนวทางการให้บริการและการพัฒนานิสิตพิการ (ผู้เขียน, 2566) นอกจากการดูแลนิสิตพิการในเรื่องการเรียน การจัดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก บริการและความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้ สอดคล้องต่อความจำเป็นพิเศษของนิสิตพิการในแต่ละประเภทความพิการ การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกอย่างสมเหตุสมผล แล้ว ศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวรยังได้ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิต การสร้างประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ เพื่อให้นิสิต สามารถออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ มีคุณภาพ สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ จุดเด่นของนิสิตพิการมหาวิทยาลัย นเรศวรคือ การมีส่วนร่วมทางสังคม (Community Experience/ Social Participation) อย่างเต็มรูปแบบ (ภาพที่ 1) สนับสนุน ให้นิสิตทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน มีกิจกรรมทางสังคม อาทิ กิจกรรมจิตอาสา สามารถช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมได้ เช่น โครงการร้อยไหมสายใยสู่น้อง เพื่อนำหมอนไปบริจาคให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดพิษณุโลก จิตอาสาผลิตสื่อการสอนประเภท บัตรคำ เพื่อไปมอบให้กับน้อง ๆ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งการสร้างกิจกรรมที่ทำให้นิสิตพิการเป็น “ผู้ให้” และการ ทำประโยชน์ต่อสังคมนั้นจะทำให้นิสิตพิการเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และทำให้เกิดการยอมรับในสังคม และทำให้นิสิตพิการรู้สึก ถึงการมีคุณค่าของตนเองที่มีต่อสังคม นอกจากนั้นยังมีการทำงานหารายได้พิเศษระหว่างเรียน ฝึกประสบการณ์ทำงานในสำนักงาน การฝึกทักษะอาชีพ และจัดกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอาชีพให้กับนิสิตมาโดยตลอด นิสิตจะได้รับประสบการณ์ทางสังคม ซึ่ง นอกเหนือจากที่ได้ในชั้นเรียน ซึ่งจะช่วยให้นิสิตสามารถก้าวข้ามคำว่า “Disabilities” ไปเป็น “Abilities” ได้ในที่สุด มีนิสิตพิการบาง รายมีความสามารถอย่างโดดเด่น จนได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรางวัล อีกทั้งยังสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างสมบูรณ์ อัตรา การได้งานทำอยู่ที่ 100% สำหรับบัณฑิตที่จบการศึกษาก่อนปีการศึกษา 2665 และสำหรับบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษาในปีการศึกษา 2565 นี้ได้งานทำแล้วทันทีที่จบการศึกษาประมาณ 30% และอยู่ในระหว่างหางาน 70%


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 180 4. บทสรุป เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในกระแสการพัฒนาของสังคมโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 โดยใน ประเทศไทยได้มีการดำเนินงานที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลายระดับ ทั้งระดับประเทศและระดับภาค ตลอดจน องค์กรในภาคการศึกษา เช่นเดียวกันกับ Morina et. al (2020) ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าการมีคนพิการเรียนรวมกับคนทั่วไปจะทำให้ สถาบันอุดมศึกษานั้นมีความสมบูรณ์และมีคุณค่า มหาวิทยาลัยนเรศวรตระหนักดีว่านิสิตพิการสามารถได้รับการพัฒนาให้เป็น ทรัพยากรที่มีค่าของมหาวิทยาลัย เนื่องจากนิสิตทุกคนมีความสำคัญและสามารถที่จะเรียนรู้ร่วมกันได้ และเป้าหมายการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนจะไม่สามารถบรรลุผลได้ หากไม่คำนึงถึงความต้องการของคนพิการและไม่รับรู้ถึงสิทธิของพวกเขา นโยบายและการสนับสนุน ของผู้บริหารนับเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการจัดการศึกษาแบบ Inclusive Education นิสิตพิการที่สำเร็จการศึกษา สามารถ ประกอบอาชีพ และมีรายได้ ทำให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างอิสระ นับเป็นการสร้างทรัพยากรที่มีค่าให้กับสังคมและ ประเทศชาติถึงแม้ว่าศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวรจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลนิสิตพิการในเรื่องต่าง ๆ แต่ใน กระบวนการดูแลนั้นต้องทำในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในเชิงนโยบาย คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนนิสิตที่ เรียนร่วมกันเพื่อให้นิสิตพิการเหล่านั้นได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ในสังคม ซึ่งเริ่มจากสังคมมหาวิทยาลัย ไปสู่สังคมภายนอก 5. กิตติกรรประกาศ ขอขอบคุณศูนย์บริการนิสิตพิการมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ไห้ความอนุเคราะห์ข้อมูลจำนวนนิสิตพิการจากอดีตถึงปัจจุบัน การ ดำเนินการเพื่อให้นิสิตพิการได้รับทุนการศึกษา (ค่าเล่าเรียน) จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้ง ความเสียสละและความเอาใจใส่ในการให้บริการนิสิตพิการมาอย่างดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต และหัวหน้างานบริการสวัสดิการนิสิต ตลอดจนบุคลากรกองกิจการนิสิต ที่จัดกิจกรรมที่ดีอย่างต่อเนื่องให้กับนิสิตพิการได้มีส่วนร่วม อย่างเต็มที่ 6. เอกสารอ้างอิง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (2566). สถานการณ์คนพิการ 31 มีนาคม 2566 (รายไตรมาส). สืบค้นเมื่อ 11 ม ิ ถ ุ น า ย น 2566, จาก https://dep.go.th/th/law-academic/knowledge-base/disabled-person-situation/ สถานการณ์คนพิการ-31-มีนาคม-2566-รายไตรมาส ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เรื่องประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ. (2552). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 126 ตอนพิเศษ 77 ง. (หน้า 2-5) ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เรื่องประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ (ฉบับที่ 2). (2555). ราชกิจจา นุเบกษา. เล่ม 129 ตอนพิเศษ 119 ง. (หน้า 22-23) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา .(2552). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 126 ตอนพิเศษ 80 ง. (หน้า 45-47) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2566). โครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในระดับอุดมศึกษา (หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร): เอกสาร ประกอบการอบรม Department of Economic and Social Affairs, United Nations. (2018). Disability and Development Report: Realizing the Sustainable Development Goals by, for and with persons with disabilities. Retrieved June 10, 2023, from https://social.un.org/publications/UN-Flagship-Report-Disability-Final.pdf Dyer, R. D. (2022). Inclusion and Accessibility for Students with Disabilities in Higher Education. (Pages 301-314) in Eleni Meletiadou (Editor). Handbook of Research on Practices for Advancing Diversity and Inclusion in Higher Education. IGI Global Publisher of Timely Knowledge. Getzel, E. E. (2008). Addressing the persistence and retention of students with disabilities in higher education: Incorporating key strategies and supports on campus. Exceptionality, 16, 207-219. Lamichhane, K. (2015). Disability, Education and Employment in Developing Countries -from Charity to Investment. Delhi, India: Cambridge University Press.


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 181 Lombardi, A., Murray, C., & Kowitt, J. (2016). Social sup- port and academic success for college students with disabilities: Do relationship types matter? Journal of Vocational Rehabilitation. 44 (1), 1–13. Morina, A., Sandoval, M. and Carnerero, (2020). Higher education inclusivity: when the disability enriches the university. Higher Education Research and Development. 39 (6): 1202-1216. Murray, C., Flannery, B. K., & Wren, C. (2008). University staff members’ attitudes and knowledge about learn- ing disabilities and support services. Journal of Post- secondary Education and Disability. 21 (2), 73–90. Murray, C., Wren, C. T., Stevens, E. B., & Keys, C. (2009). Promoting university faculty and staff awareness of students with learning disabilities: An overview of the Productive Learning u Strategies (PLuS) Project. Journal of Postsecondary Education and Disability. 22, 117–129. Raley, Y. (2007). Why we quit. Scientific American Mind. August/September, 75-79. Shandra, C. L. (2018). Disability as Inequality: Social Disparities, Health Disparities, and Participation in Daily Activities. Social Forces. 97(1), 157-192. Shandra, C. L. (2022). Disability and Social Participation. in Brown, R. L., Maroto, M. and Pettinicchio, D. (Editors). The Oxford Handbook of the Sociology of Disability. (Pages 763–789). Oxford: Oxford University Press. Shaewitz, D. and Crandall, J. R. (2020). Higher Education’s Challenge: Disability Inclusion on Campus. Retrieved June 9, 2023 from https://www.higheredtoday.org/2020/10/19/higher-educations-challenge-disabilityinclusion-campus/ Taneja-Johansson, S. (2021). Facilitators and barriers along pathways to higher education in Sweden: A disability lens. International Journal of Inclusive Education. 1–15. United Nations. (2018). UN Flagship Report on Disability and Sustainable Development Goals. Retrieved June 13, 2023 from https://social.un.org/publications/UN-Flagship-Report-Disability-Final.pdf World Health Organization. (2022). Global report on health equity for persons with disabilities. Retrieved June 10, 2023 from https://www.igi-global.com/book/handbook-research-practices-advancing-diversity/279952


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 182 บทความ 14 ปฏิบัติการห้องสัมมนาย่อย “การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 183 ปฏิบัติการห้องสัมมนาย่อย “การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 A Seminar room “Best practices on disabilities work” in action, The 15th National Conference on Persons with Disabilities (NCPD 2023) กมลพรรณ พันพึ่ง1 Kamolpun Punpuing 1 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ National Science and Technology Development Agency [email protected] บทคัดย่อ การดำเนินการห้องสัมมนาย่อย “การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” ในงานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ 15 ใช้ทฤษฎีความรู้ตามกรอบคิดของทฤษฎีวิพากษ์ (Critical theory) และประยุกต์แนวคิดปฏิบัติการวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่องเล่า คำให้การ (Testimonio) โดยมุ่งหวังในการเปิดพรหมแดนของกระบวนการสร้างความรู้ที่เอื้อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง ประชาชนผู้อยู่ในปัญหากับนักวิจัยนักวิชาการได้มากขึ้น กลุ่มคนพิการจะเล่าเรื่องของตนเองและของกลุ่มด้วยตัวเอง ผ่านงานเขียน บทความหรือการพูดคุยนำเสนอ โดยผู้อ่าน ผู้รับฟังจะเป็นผู้ตีความและเรียนรู้เองโดยตรง นักวิจัยร่วมซักถามเรื่องราว เกิดการเรียนรู้ ไปพร้อมกัน 1. จุดเริ่มต้นของห้องสัมมนาย่อย “การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” การศึกษาด้าน “ความพิการ” (Disability) ปรากฏอยู่ในหลายสาขาวิชาการ ขึ้นอยู่กับแนวคิด มุมมองที่มีต่อความพิการ อาจ กล่าวได้ว่าในโลกมีการแบ่งกลุ่มการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความพิการ ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มด้านการแพทย์ ได้แก่ตัวอย่าง สาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์การแพทย์ 2) กลุ่มด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ตัวอย่างสาขาสังคม วิทยา จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ 3) กลุ่มด้านวัฒนธรรม ได้แก่ตัวอย่างสาขาวิชา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ปรัชญา ศิลปะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประเด็นและรูปแบบการศึกษาจึงมีความหลากหลายไปตามสาขาวิชา ตั้งแต่ “ความพิการ” ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาล คลินิก ในฐานะ “โรค” “พฤติกรรมเบี่ยงเบน” “เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก” สู่แนวคิดเชิงสังคมและวัฒนธรรมเกี่ยวกับ “การศึกษาพิเศษ” “สิทธิคนพิการ” “การกดขี่ทางสังคม“ “ความเสียเปรียบทางโอกาสในสังคม” “ความเป็นวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย” “การ สร้างความหมายทางสังคม” “อัตลักษณ์ความพิการ” “สตรีพิการและเพศสภาพ” “การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่กระตือรือร้น” “การ ออกแบบสำหรับทุกคน” รวมถึงยังมีประเด็นอื่นที่ไม่ได้กล่าวในที่นี้ ความพิการ-คนพิการ เป็นต้นเรื่องให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นอีกวาระหนึ่ง ในรูปแบบของงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ จัดการโดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งหมุนเวียนร่วมกับ หน่วยงานวิชาการภาครัฐหรือมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพร่วมในแต่ละปี ลักษณะเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากเงินกองทุนส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการเป็นพื้นที่เชิงวิชาการระดับประเทศของประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ ทางวิชาการภายนอกสถาบันวิชาการที่ทำหน้าที่สร้างความรู้แบบทางการ อย่างมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน พื้นที่ของงานสัมมนาวิชาการฯ นี้ นัยหนึ่งมีลักษณะพิเศษที่เอื้อให้เกิดความผสานรวมของความรู้ของหลายสาขาและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง มีช่องว่างสำหรับความยืดหยุ่นและ อิสระให้มีการทดลอง ออกแบบความคิดสร้างสรรค์ ที่อาจออกจากกล่อง กรอบระเบียบแบบแผนที่คุ้นเคยในระบบการสร้างความรู้แบบ ทางการได้อย่างเป็นธรรมชาติ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 184 งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับเป็นเจ้าภาพร่วม จาก บทสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะความเป็นไปได้ของกลุ่มบุคคลหลักที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำกิจกรรมห้องย่อย รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กมลพรรณ พันพึ่ง ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.อิศวรา ศิริรุ่งเรือง อาจารย์ประจำ วิทยาลัยราชสุดา ในขณะนั้นก่อนจะเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรมาสังกัดภายใต้ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคุณธีรยุทธ สุคนธวิท กรรมการมูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระของคน พิการ “ขอเรียนปรึกษา หากเราเปิดห้องย่อยนำเสนอบทความสำหรับองค์กรคนพิการมานำเสนอ ในงานสัมมนา วิชาการฯ ครั้งที่ 15 ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพร่วมกับ พก. จะพอเป็นไปได้ไหมคะ” “ผมเห็นว่าเป็นการเปิดให้กลุ่มคนพิการเข้ามีส่วนร่วมในงานได้ดีครับ ผมจัดให้เป็นห้องย่อยหนึ่งห้อง กำหนดเวลาช่วงบ่ายของวันที่ 21 กรกฎาคม” “เห็นว่าคิดตรงกับแนวคิดของสถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนา ที่จะส่งเสริมคนพิการมีส่วน ร่วมในการวิจัยด้วยค่ะ” “ดีครับ จัดเป็นเวทีวิชาการในวันเดียวกัน ประหยัดงบประมาณด้วย กลุ่มคนพิการจะได้แสดงความเห็น ความรู้ที่ ได้รับจากการทำงานสู่สาธารณะ ทำให้กลุ่มกระตือรือร้น และสังคมได้รู้จักงานขององค์กรคนพิการมากขึ้น” “กลุ่มคนพิการหลายกลุ่มจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน” จากการทำงานร่วมกันแบบหลวม ๆ พลังงานสื่อสารถึงกันได้ แต่ละคนทำงานคนละเล็กละน้อยตามบทบาทความรับผิดชอบ ไม่มีการสั่งการ สุดท้ายสรุปเป็น “ห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” เลือกประยุกต์ใช้ญาณวิทยา (Epistemology) การค้นหาความรู้ตามกรอบคิดของทฤษฎีวิพากษ์ (Critical theory) และวิธีการศึกษา - เรื่องเล่าคำให้การ (Testimonio) เพื่อเปิดพรหมแดนของกระบวนการสร้างความรู้ที่เอื้อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนผู้อยู่ในปัญหากับ นักวิจัยนักวิชาการได้มากขึ้น (Huber and Villanueva, 2019) 2. ญาณวิทยา ทฤษฎีวิพากษ์เป็นทฤษฎีความรู้ที่ใช้เป็นฐานคิดในการค้นหาความรู้สำหรับปฏิบัติการ “ห้องสัมมนาย่อยเรื่อง การถอด บทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ ในงานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ 15” แนวคิดทฤษฎีวิพากษ์ ทำความเข้า ใจความจริงโดยอาศัยการตีความ เพื่อให้เข้าใจความหมายของการกระทำของบุคคล และกฎระเบียบในสังคมที่นำไปสู่การกระทำของ บุคคล รวมทั้งมีมุมมองที่จะทำให้เกิดการกระทำและการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ดังนั้นจึงกล่าวถึงการวิเคราะห์โครงสร้างที่มีอยู่ใน สังคม ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการกดขี่และเสียเปรียบในสังคม เมื่อเห็นโครงสร้างแล้ว จะนำไปสู่ศักยภาพที่เอื้อให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง มีการใช้คำว่า “emancipatory” เพื่อแสดงให้เห็นถึงเรื่องการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากโครงสร้างต่าง ๆ อาจเป็นโครงสร้างที่ชาย เป็นใหญ่ การกดขี่ทางชนชั้น การกดขี่ด้วยเหตุจากความพิการ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอื่นที่ทำให้เกิดการกดขี่ รวมถึงการ กล่าวถึงเรื่องการเสริมพลัง (empowerment) เพื่อให้กลุ่มคนถูกกดขี่ ถูกทำให้ไร้อำนาจ มีอำนาจเท่าเทียมในสังคม ฮาร์เบอร์มาส หนึ่งในนักคิดคนสำคัญเสนอเรื่องการวิเคราะห์ภาษา โดยแสดงว่าภาษาไม่ได้ถูกใช้เพื่อบอกความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความหมายหรือความเป็นเหตุเป็นผลเพื่อที่จะมีอำนาจเหนือความหมายชุดอื่น ๆ บทสนทนาระหว่างบุคคลหรือกลุ่ม สามารถเป็นกระบวนการปลดปล่อยสู่อิสรภาพได้ การวิเคราะห์วาทกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการให้ความหมายและการดำรงอำนาจจาก ความหมาย ตามแนวคิดของฟูโกช่วยให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีอยู่ การเปลี่ยนความหมายสามารถนำไปสู่การเปลี่ยน ความสัมพันธ์ของอำนาจได้ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การกล่าวเชื่อมโยงระดับปัจเจกบุคคลเข้ากับระดับการเมืองในสังคม การเสริมพลังระดับ บุคคลและระดับโครงสร้าง เป็นกระบวนการที่เกิดไปด้วยกัน ปัจเจกบุคคลสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์การถูกกดขี่ในสังคมขยาย


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 185 ต่อไปยังบริบทการเมืองในระดับกว้างขึ้นได้ บุคคลเห็นถึงการถูกกดขี่เมื่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มต่าง ๆ ในโครงสร้างของสังคม และการเสริมพลังระดับโครงสร้างจะเข้มแข็งได้ด้วยองค์ประกอบของประสบการณ์จริงของแต่ละบุคคลที่รวมเข้าด้วยกัน เรื่องราวชีวิต ที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการถูกกดขี่ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญของการเสริมพลังทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และในระดับกลุ่ม องค์กร ซึ่งเป็น องค์ประกอบในโครงสร้างสังคม (Ife, 1997, pp. 129-141) ในที่นี้พิจารณาใช้ทฤษฎีวิพากษ์เนื่องจากเนื้อหาและจุดประสงค์ของทฤษฎี มีความไปกันได้กับเรื่องการเคลื่อนไหวทางสังคม ของคนพิการในต่างประเทศและประเทศไทย ซึ่งมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมและการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกที่มี ต่อเรื่องความพิการ ให้กลุ่มคนพิการมีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดควบคุมวิถีชีวิตของตนเอง แทนการปล่อยให้อำนาจทั้งหมดอยู่กับ นักวิชาชีพที่จะมากำหนดวินิจฉัยว่าคนพิการควรจะได้รับการบำบัดหรือสวัสดิการประเภทใดบ้าง หรือผู้ที่จะมาครอบงำความคิดในการ เลือกหรือตัดสินใจ การพยายามขจัดโครงสร้างทางสังคม ได้แก่ ทัศนคติ กฎระเบียบ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ที่เป็นตัวทำให้เกิด การเอาเปรียบทางสังคม การเลือกปฏิบัติ ตลอดจนคนพิการรู้สึกไร้อำนาจ รู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่า กระบวนการเสริมพลังเป็นกระบวนการ ที่ช่วยทำให้คนพิการได้ตระหนักรู้ถึงการถูกกดขี่แล้วกลับมามุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อขจัดสาเหตุของการกดขี่ออกไป 3. วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ “เรื่องเล่าคำให้การ” วิธีปฏิบัติการ ห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ ประยุกต์ใช้แนวคิดวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่องเล่าคำให้การ (Testimonio) วิธีการศึกษาเรื่องเล่าคำให้การ พัฒนาจากแถบละตินอเมริกา ยุคอาณานิคม จุดสนใจหลักของเรื่อง เล่าคำให้การคือกลุ่มผู้ถูกกีดกันจากสังคม ซึ่งไม่มีเสียง หรือกลุ่มชายขอบ เป็นเรื่องราวที่เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ที่ถูกกดทับได้เล่าเรื่องของ ตนเอง เพื่อสะท้อนประสบการณ์ชีวิตการต่อสู้ การถูกกดขี่ การเอาชีวิตรอด (Tierney, 2003) เรื่องเล่าจะเขียนบอกเล่าโดยใช้สรรพ นามบุรุษที่หนึ่งของผู้เล่าเรื่องเอง John Beverly (2003, pp.319-332) อธิบายถึง Testimonioว่าเป็นเรื่องเล่าแบบใหม่ที่เขียนบอกเล่าโดยใช้สรรพนามบุรุษ ที่หนึ่งของผู้เล่าเรื่องเอง ผู้เล่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง สิ่งที่เขียนโดยทั่วไปจะเป็นเรื่องของชีวิต (Life) หรือเหตุการณ์สำคัญใน ชีวิต บางกรณีผู้เล่าอาจไม่สามารถเขียนหรืออ่านหนังสือได้ ก็สามารถมีผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่อัดเทปเสียง ถอดคำพูดจากเทปและปรับให้ เป็นการเขียนจากบอกเล่า โดยอาจเป็นนักสื่อสารมวลชน นักเขียนวรรณคดี นักชาติพันธุ์วรรณนา Testimonio ไม่อาจจัดได้ว่าเหมือนกับเรื่องราวชีวิต (Life history) เสียทีเดียว ในเรื่องราวชีวิต ผู้ที่มาสอบถามจะมีความ ตั้งใจวางแผนมาเต็มที่ แต่ใน Testimonio ผู้เล่าเรื่องเองมีความตั้งใจที่จะใช้เรื่องที่เล่าของตนเองเป็นเครื่องมือที่จะสื่อไปยังผู้อ่านที่อยู่ ในสังคมชนชั้นกลาง (Bourgeois public sphere) ซึ่งผู้เล่าคิดว่าไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากความเป็น “ผู้ไร้เสียง” - ไม่ได้รับการฟัง หรือการให้คุณค่า (Subalternity) โดยมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการถูกกดขี่ ความยากจน การเป็นชายขอบ ถูกเอารัดเอา เปรียบ หรือการหาทางเพื่อให้มีชีวิตรอด Testimonio จะเข้ากันได้ดีกับแนวคิดสตรีนิยมที่ว่า “เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องทางการเมือง” (The personal is the political.) ลักษณะสำคัญของ Testimonio คือเสียงที่พูดคุยกับผู้อ่านผ่านตัวหนังสือโดยเป็นตามที่ผู้เล่าต้องการให้เป็น การนำเสนอ เสียงของผู้เล่าให้เห็นตามที่เป็นจริงมากกว่าที่จะเป็นบุคคลในนิยายนั้น เป็นการแสดงออกถึงความต้องการของผู้เล่าที่ไม่ยอมเงียบเสียง หรือไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจหรือความเสียเปรียบในสังคมที่ตนเผชิญอยู่ มีการยืนยันถึงความเป็นผู้เล่า อาจเอ่ยเรียกชื่อตนเองหรืออัต ลักษณ์ที่สำคัญ การยืนยันตัวผู้เล่าทำให้ Testimonio คล้ายกับเรื่องเล่าอัตชีวประวัติ(Autobiography) เป็นการประกาศยืนยันว่าเป็น ประสบการณ์ส่วนตัว แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับอัตชีวประวัติคือผู้เล่าจะต้องไม่แยกตัวเองออกจากกลุ่มที่ถูกกดทับที่ตนเล่าถึง การเล่าเรื่อง อัตชีวประวัติเป็นการเล่าเรื่องทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกกดทับหรือความเป็นชายขอบ ไม่ได้รับความสนใจ หรือกล่าว อีกทางหนึ่งว่าการเปลี่ยนสถานะจากผู้เล่าเรื่องมาเป็นผู้เขียนบอกเป็นนัยยะของการเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมเล่าปากเปล่าสู่ วัฒนธรรมการเขียน จากอัตลักษณ์กลุ่มดั้งเดิมสู่อัตลักษณ์ความเป็นสมัยใหม่ ลักษณะเรื่องที่บอกเล่าจากเสียงของผู้เล่าเองทำให้ผู้เล่าเชื่อมต่อกับผู้อ่านเองได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านลำดับชั้นของผู้มาเขียน แทน Testimonio เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่อยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยและความเท่าเทียม อันเป็นบอกเป็นนัยถึงว่าไม่ว่าชีวิต ของใครก็ตามล้วนมีคุณค่า เรื่องเล่าของแต่ละบุคคลจะนำเสนอถึงเสียงอื่นที่ยังคงเงียบอยู่ เรื่องประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่นได้ เรื่องเล่า หนึ่งเรื่องอาจประกอบด้วยเรื่องของหลายคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน เรื่องนวนิยายจะมีรูปแบบที่ปิดจบในตัวคือทั้งเนื้อหาของเรื่องและตัวละครก็จบอยู่ภายในเรื่องนั้น แต่ Testimonio เป็น เรื่องราวของชีวิตคนจริง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่มีตอนจบ Testimonio จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงจากชีวิตประจำวันและการต่อสู้ดิ้นรน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 186 ไม่มีการสร้างเรื่องลวงขึ้น รูปแบบ Testimonioเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะยังมีประสบการณ์ชีวิตในโลกปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการนำเสนอ ต่อการรับรู้ในวงกว้าง หรือถูกนำเสนอแบบไม่เป็นจริง มีผู้ตั้งคำถามว่าผู้ที่เล่าเรื่องใน Testimonioอาจไม่ได้เล่าความเป็นจริง ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ปัญหานี้ก็อาจเกิดขึ้นกับการ เรื่องเล่าประเภทอื่นซึ่งผู้เขียนนำเสนอเรื่องโดยแอบอยู่ด้านหลัง เสมือนไม่มีตัวตน แต่ Testimonio เปิดเผยตัวผู้เล่าเรื่องออกมาให้รู้ โดยตรงเลย Testimonio เป็นดั่งคำให้การในศาล ผู้อ่านเป็นผู้พิพากษาที่จะเชื่อหรือไม่ Testimonio เป็นการแสดงอัตลักษณ์ตัวตน ความคาดหวัง ค่านิยมของผู้เล่า ต่อผู้ที่อยู่ในสังคม ซึ่งเป็นการปฏิบัติการของ วาทกรรมอย่างหนึ่ง มากกว่าเพียงเป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ ตัวอย่าง Testimonio เรื่อง I, Rigoberta Menchú (1984) บรรยายการทรมานและการถูกฆ่าของน้องชายโดยทหาร กัวเตมาลา ซึ่งทรงพลังเหมือนผู้อ่านได้อยู่ในเหตุการณ์ การที่ได้รู้สึกมีประสบการณ์ร่วมของผู้อ่านนี้จะนำไปสู่ความเกี่ยวเนื่องซึ่งกัน และกัน ร่วมเป็นพวกเดียวกัน มีผู้แย้งขึ้นมาว่าเรื่องที่ Menchú เล่าไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด บางส่วนไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง Menchú ยอมรับต่อสาธารณะว่าเรื่องราวบางส่วนเธอฟังมาจากประสบการณ์ของคนอื่นและนำมาใช้ในเรื่องเล่าของเธอ เธอไม่ได้อยู่ใน เหตุการณ์เองแต่ฟังมาจากแม่ของเธอ เธอกล่าวว่าสิ่งนี้และสิ่งที่นำมาสอดแทรกเป็นวิธีการที่เธอสร้างเรื่องที่เป็นเรื่องของกลุ่มแทนที่จะ เป็นเรื่องอัตชีวประวัติส่วนตัว สิ่งสำคัญไม่ใช่เป็นการพยายามหาว่าสิ่งที่กล่าวเป็นความจริงหรือไม่ แต่ต้องเข้าใจเป้าหมายของ Testimonio ข้อโต้แย้งที่มี ต่อ Menchú คือการไม่พอใจว่าเธอไม่บอกสิ่งที่เป็นจริง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาส่วนใหญ่คาดหวังว่าผู้ให้ข้อมูลจะต้องเชื่อและปฏิบัติ ตามผู้ศึกษาที่ตั้งความประสงค์ไว้ แต่ที่จริงแล้วเธอทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องในฐานะที่มีความคิดและผลิตประวัติศาสตร์ของเธอเอง คำกล่าวสำคัญของ Gayatri Spivak (1998) ว่าหากผู้ที่ถูกกดทับพูดได้ และพูดตรงถึงตัวเรา เราอาจรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ ต้องฟัง ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช่คำพูดของผู้ที่ถูกกดทับ Spivak กล่าวว่านักชาติพันธุ์วรรณาให้ผู้ที่ถูกกดทับพูดเพื่อที่จะเป็นทางให้นำมา สร้างเรื่องที่ผู้อ่านจะไม่เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งนั่นเป็นการลดพลังของความเป็นจริงซึ่งเป็นความแตกต่างและต่อต้านปฏิปักษ์ให้ เหลือเป็นกลาง ๆ สิ่งที่เป็นอยู่คือความเป็นผู้ที่ถูกกดทับไม่ได้มีความสำคัญอะไร ไม่มีคุณค่าที่จะต้องรับฟังหรือทำความเข้าใจแม้จะได้ ยินเสียงก็ตาม เมื่อสิ่งที่ Menchú เล่าสร้างผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองได้ Spivak กล่าวว่าเธอจะกลายเป็นไม่ใช่ผู้ที่เป็นถูกกดทับแต่ เป็นผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า Testimonio ของเธอก่อให้เกิดผลสะเทือนไม่ใช่เป็นวาทกรรมที่บรรยายพื้น ๆ อาจกล่าวได้ว่าในสถานการณ์ทางสังคมใดก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นใดหรือในกลุ่มใดมักจะมีเรื่องที่เล่าเสมอซึ่งสะท้อนถึง ความข้อขัดแย้ง หรืออาจเป็นความแตกต่าง เรื่องที่สนใจต่าง ๆ Testimonio อาจถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องอัตลักษณ์ แนวคิดของหลังสมัยใหม่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดยุคสมัยใหม่ในเรื่องความจริงเดียวที่เป็นสากล แต่เห็นว่าความจริงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับ บริบท ดังนั้นสิ่งที่สนใจคือการพิจารณาว่าผู้คนได้สร้างความเข้าใจต่อโลกแตกต่างกันอย่างไรและต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ นำมาสู่การเอาเปรียบหรือกดขี่อันเนื่องมาจากเพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือชนชั้น นักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยบางกลุ่มมองว่า Testimonio เป็นเพียงให้ผู้ที่กดทับได้เล่าเรื่องความยากลำบากของตนเอง ไม่ มีความเป็นวิชาการ แต่สิ่งที่ Testimonio ต้องการทำคือการให้ผู้ที่ถูกกดทับเข้ามาอยู่ในโลกวิชาการซึ่งมักจะไม่ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ เนื่องจากประเพณีความคิดของอำนาจ/ความรู้ของสถาบันการศึกษา Testimonio เกี่ยวพันและถูกสร้างขึ้นจากความเป็นคู่ตรงข้ามที่มี เช่น นาย/ทาส คนเมือง/คนบ้านนอก ประเทศ/ภูมิภาค ชาวยุโรป/ชาวพื้นเมือง ชนชั้นสูง/ชนชั้นล่าง เมือง/ชนบท ผู้ชาย/ผู้หญิง เขียน หนังสือได้/ไม่รู้หนังสือ เป็นต้น Testimonio ไม่ได้มีเป้ามุ่งที่จะทำให้เกิดการสลายขั้วที่เกิดขึ้นได้ หรือจะผลิกเปลี่ยนสถานะของผู้ถูก กดขี่ได้ แต่เป็นวิธีการใหม่ที่จะอธิบายเรื่องขั้วตรงข้ามนี้และเป็นรูปแบบใหม่ที่เป็นการร่วมมือกันของความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาชน นักวิชาการกับประชาชนธรรมดา Testimonio ที่มีเสน่ห์จะต้องนำเสนอทั้งด้านสัญลักษณ์และการกระทำให้เห็นความสัมพันธ์ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่าง นักวิชาการชนชั้นกลางและผู้ร่วมในการศึกษาจากกลุ่มผู้ถูกกดทับ Testimonio จะเป็นเสียงของผู้เล่าเรื่อง นักวิชาการจะเป็นผู้ตั้ง คำถามขึ้นมาระหว่างเรื่องเล่านั้น ๆ ทำหน้าที่ผู้ซักถามเรื่องราว การมีส่วนทำงานร่วมกันทำให้ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของนักวิชาการไว้ อยู่ด้วย งานเขียนด้านชาติพันธุ์วรรณนา (New ethnography) มีตัวอย่างงานเขียนที่ดี ซึ่งเป็นการเปิดให้มีการแสดงปฏิสัมพันธ์ของผู้ เล่าเรื่องกับผู้ซักถามในหลายรูปแบบ Testimonio ไม่ได้เป็นเรื่องเล่าของคนคนเดียว แต่เป็นการประสานร่วมกันของผู้เล่าเรื่องและผู้ ซักถาม


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 187 4. ห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ ห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ ประยุกต์ใช้แนวทางการศึกษาของเรื่องเล่าคำให้การ คน พิการส่วนหนึ่งนำเสนอผ่านงานเขียนบทความ ส่วนหนึ่งเป็นการพูดเล่าเรื่อง วิธีการดำเนินงานเป็นการเปิดให้กลุ่มคนพิการ ผู้ที่อยู่ใน สถานการณ์ ผ่านประสบการณ์ชีวิตจริงทั้งส่วนบุคคลและส่วนที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม มาเล่าเรื่องที่เห็นว่าสำคัญเป็นประเด็นชวนคุยกับ กลุ่มเพื่อนคนพิการ เพื่อนนักวิจัยนักวิชาการ รวมถึงกลุ่มคนในสังคม โดยตั้งหัวข้อการพูดคุยคือ “ตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ” (Best practices) ซึ่งเห็นว่าเปิดให้มีความยืดหยุ่น องค์กรของคนพิการง่ายต่อการสืบค้นและทบทวนข้อมูล เพราะเป็นครั้งแรกที่ทำกิจกรรมนี้ องค์กรอาจไม่ได้มีเวลาจัดการมากนัก คนพิการที่มานำเสนอในห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ จะเสมือนเป็นตัวแทนเล่า ประสบการณ์ของตนเองและของกลุ่มองค์กรที่ตนเองเกี่ยวข้อง 5. วัตถุประสงค์ของห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ 1) เปิดให้กลุ่ม องค์กรของคนพิการ ในฐานะ “เจ้าของเรื่อง” ได้เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ การสร้างความรู้ในพื้นที่ เชิงวิชาการร่วมกับนักวิจัย นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาที่สนใจในเรื่องความพิการ-คนพิการ 2) กลุ่มองค์กรของคนพิการได้เรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ที่อาจเหมือนหรือต่างกัน สนับสนุนการขับเคลื่อนทางสังคมบน ฐานของการเรียนรู้ภายในกลุ่มองค์กรของคนพิการด้วยกัน 3) เป็นพื้นที่พบปะระหว่างนักวิจัย นักนโยบาย ประชาชน ที่เกิดการรับฟัง รับรู้แบบ “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” อนุญาตให้มี ความเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น นอกเหนือไปจากบทบาทในตำแหน่งหน้าที่การงาน ที่กำหนดว่าใครควรจะมีวิธีการปฏิบัติ วิธีคิด อย่างไร ใครเป็นผู้ที่ควรจะรู้ดีกว่า หรือรู้มากกว่าใคร ข้อกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ เปิดรับผลงานการนำเสนอที่ส่งมาในนามองค์กร อาจทำเป็นรูปแบบบทความหรือ สไลด์นำเสนอแบบสรุป ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบระเบียบวิธีวิจัย นักวิจัยผู้รับผิดชอบกิจกรรมห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียน ตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ อาจพูดคุยสอบถามกับผู้ส่งผลงานนำเสนอเพื่อร่วมหารือ ให้ความเห็นต่อผลงานได้หากผู้ส่งผลงานขอรับ ทราบความเห็นเบื้องต้นและต้องการปรับแก้ ท้ายนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการห้องสัมมนาย่อย เรื่อง การถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีด้านคนพิการ หวังว่ากิจกรรม ความตั้งใจและพลังของผู้ร่วมทำกิจกรรมในห้องย่อยนี้จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการเปิดพื้นที่ทางความคิดที่เป็นอิสระในการสร้างความรู้ การตระหนักรู้แบบใหม่ให้เกิดขึ้นกับผู้พบเห็นหรือร่วมเรียนรู้ได้ สิ่งที่ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่เริ่มขึ้นจากบทสนทนาของกลุ่มคนไม่กี่คนก่อน เท่านั้น 6. เอกสารอ้างอิง Beverley, J. (2004). Testimonio. On the Politics of Truth. Minneapolis: University of Minnesota Press. Beverley, J. (2003). Testimonio, Subalternity, and Narrative Authority. In Denzin, N. and Lincoln, Y. (eds.) Strategies of Qualitative Inquiry (2nd ed., pp. 319-335.) Thousand Oaks: Sage. Huber, Lindsay and Villanueva, Brenda. (2019). Testimonio. Sage Research Methods Foundations. SAGE online. Ife, J. (1997). Rethinking social work : towards critical practice. South Melbourne : Longman. Spivak, Gayatri. (1998). Gender and International Studies, Millennium: Journal of International Studies, V.27 (4). https://doi.org/10.1177/030582989802700410 Tierney, W. (2003). Undaunted Courage: Life History and the Postmodern Challenge. in Denzin, N. and Lincoln, Y. (eds.) Strategies of Qualitati


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 188


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 189 เปลี่ยนมุมความคิด ฉีกกรอบชีวิตให้คนพิการ เพราะเราคือ “ดาวน์ออแกไนเซอร์” นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล Thinking out of the box, we are “Dao Organizer” Mr.Suchart Owatwunasakul สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย Association for Parents of Person with Intelligences Disability of Thailand [email protected] บทคัดย่อ งานทุกงานจะประสบความสำเร็จได้นั้นย่อมมีคนที่อยู่เบื้องหลัง เสมือนฟันเฟืองที่หมุนให้งานสามารถดำเนินไปได้ตั้งแต่ต้น จนจบซึ่งก็คือ “ออแกไนซ์” ผู้ทำหน้าที่จัดการทุกอย่างในงานให้เรียบร้อย โดยปกติออแกไนซ์จะเป็นบุคคลธรรมดา แต่หากมีกลุ่มคน พิการที่รวมตัวกันเพื่อเป็นออแกไนซ์เองล่ะจะเป็นเช่นไรกัน ดาวน์ออแกไนซ์ คือ กลุ่มของคนพิการที่รวมตัวกันเพื่อรับจ้างจัดงานต่างๆแบบครบวงจร ให้แก่ผู้ว่าจ้างตามวัตถุประสงค์ จัดตั้งโดย นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2565 (วันดาวน์ซินโดรมโลก) โดยต้องการฉีกกรอบความคิดเดิมๆที่มองว่าคนพิการไร้ความสามารถ ไม่เป็นที่ยอมรับ และแสดงให้เห็นว่าคน พิการก็สามารถทำงานได้ โดยใช้เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน ซึ่งคนพิการของดาวน์ออแกไนซ์ทุกคนล้วน แล้วแต่มีความชื่นชอบ และมีความสามารถในการทำงานแขนงนี้ ทำให้เกิดกลุ่มคนพิการที่มีคุณภาพมากเพียงพอที่จะทำงานได้ โดยไม่ แพ้คนธรรมดา ดาวน์ออแกไนซ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่คนพิการทางสติปัญญา แต่รวมทั้งคนพิการประเภทอื่นๆ เช่น การได้ยิน การเคลื่อนไหว ออทิสติก เป็นต้น โดยมีคอนเซ็ปต์คือ “อีเว้นท์ครบจบโดยคนพิการ” ตั้งแต่งานพิธีกร ถ่ายภาพนิ่ง การไลฟ์สตรีมผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการดูแลจัดการระบบภาพ เสียง ด้วยความเป็นมืออาชีพ และตอบสนองความต้องการให้แก่ลูกค้าที่มารับบริการได้ ซึ่งดาวน์ออ แกไนซ์เคยทำงานร่วมกับหน่วยงานของทุกภาคส่วนมาแล้ว เช่น กระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สมาคมสภาคนพิการทุก ประเภทแห่งประเทศไทย รวมทั้งบุคคลภายนอกที่มีความสนใจและต้องการให้ไปจัดงานให้ ดาวน์ออแกไนซ์ นับว่าเป็นนวัตกรรมทางอาชีพ ที่พัฒนาไปอีกขั้นสำหรับคนพิการ โดยผสานเทคโนโลยีเข้ากับความรัก ความ หลงใหล ฝึกฝนซ้ำๆจนเกิดความเข้าใจ ก่อเกิดเป็นกลุ่มคนพิการที่ช่ำชองการทำงานด้านการจัดการขั้นหัวกะทิ และพร้อมตอบรับความ ต้องการของลูกค้าทุกประเภท นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในสมัยก่อน คงไม่มีใครคิดว่าคน พิการจะทำอะไรเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเพราะในปัจจุบันสังคมมีความเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ทั้งการให้พื้นที่และสนับสนุนให้คน พิการแสดงความสามารถ และสิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าอกเข้าใจคนพิการ ไม่ตีกรอบพวกเขาตามแนวความคิดเดิมล้าหลัง ว่าคนพิการ ไม่มีความสามารถ และน่าสงสาร เพราะจริงๆแล้วพวกเขาเหล่านี้ ไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร สิ่งที่พวกเขาต้องการคือความเข้าใจ และ ให้โอกาสเท่านั้น คำสำคัญ ดาวน์ออแกไนซ์ คนพิการทางสติปัญญา อาชีพคนพิการ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 190 “ผมต้องการเปลี่ยนทัศนคติในการมองคนพิการ ว่าเขาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเรา” คุณสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย มีมุมมองว่าคนพิการเองก็ สามารถทำอะไรได้แบบคนปกติทั่วไป แม้ในทางกายภาพมีความแตกต่าง แต่หากผ่านการฝึกฝน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร “ผม ต้องการเปลี่ยนทัศนคติในการมองคนพิการ ว่าเขาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเรา” คำๆนี้ คือสิ่งที่คุณสุชาติ มักพูดอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่ได้ ออกไปสู่สังคมภายนอก และพยายามผลักดันมาตลอดผ่านการจัดกิจกรรมโครงการต่างๆ โดยขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จนในที่สุดก็ผลิดอกออกผลมาทั้งในรูปแบบการจ้างงานตามมาตรา 33 และ 35 จากสถาน ประกอบการ หรือจะเป็นกลุ่ม DBK-T21 (DownSyndrome Bangkok –Trisomy 21) ที่เป็นกลุ่มรวมตัวคนพิการดาวน์ซินโดรมที่มี ความสามารถในการแสดงโชว์ และเป็นที่ยอมรับในสังคม หากเป็นคนอื่นทั่วไปคงมองว่า นี่คือประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แล้วที่ทำให้สังคมตื่นตัวและยอมรับในวงกว้าง แต่คุณสุ ชาติกลับมองว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้ และให้การยอมรับทางสังคม ยังสามารถที่จะสร้างแรงบัลดาลใจส่งต่อไปได้ไกล จึง ได้จัดตั้งกลุ่ม “ดาวน์ออแกไนเซอร์” ขึ้นมาในวันที่ 21 มีนาคม 2565 ซึ่งตรงกับวันดาวน์ซินโดรมโลก ด้วยแนวความคิดที่ว่า “อีเว้นท์ ครบจบโดยคนพิการ” ในช่วงแรกนั้นได้มีเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นมากมาย ว่าจะเป็นได้อย่างไรที่จะให้กลุ่มคนพิการมาขับเคลื่อนงาน ออแกไนซ์ เพราะโดยปกติแล้วเราจะเห็นงานด้านนี้จะถูกดำเนินการโดยคนปกติ รวมทั้งออแกไนซ์คืองานที่มุ่งเน้นด้านการจัดการงาน ตามที่ผู้จ้างวานให้ทำเพื่อให้งานลุล่วงไปตามแผนงาน และที่สำคัญใครจะกล้าจ้างกลุ่มคนพิการเหล่านี้ให้มาทำงานกัน เพราะมีความ สุ่มเสี่ยงมากในหลายเรื่องและยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่กระนั้นการจะได้รับการยอมรับต้องผ่านการลงมือทำ และทุกอย่างย่อมมีครั้ง แรกเสมอ ซึ่งทุกๆครั้งมันจะดีขึ้นด้วยตัวของมันเองจากประสบการณ์ ประโยคนี้ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด ดาวน์ออแกไนซ์คือกลุ่มของคนพิการหลากหลายประเภทที่รวมตัวกันเพื่อรับจ้างจัดงานต่างๆแบบครบวงจรอย่างแท้จริง แต่ ไม่ได้ประกอบขึ้นมาจากแค่แรงผลักดัน หรือความสามารถเท่านั้น หากแต่ใช้ความรัก ความหลงใหลในการทำงานด้านเทคโนโลยีเป็น แรงขับเคลื่อนด้วย แน่นอนว่าเราสามารถทำงานในสิ่งที่เราไม่ชอบได้ แต่มันจะออกมาได้ไม่ดีเท่ากับคนที่ทำมันด้วยใจที่ชอบสิ่งนั้น ซึ่ง เป็นแนวคิดที่พิสูจน์ได้จริง และคนกลุ่มนี้ก็ได้ทำให้เห็นเป็นประจักษ์แล้ว แม้จะต้องต่อสู้กับกระแสของความคิดเชิงลบอย่างมากใน ช่วงแรกก็ตาม แต่ด้วยแรงใจที่เต็มเปี่ยมที่จะพิสูจน์ตัวเองจึงทำให้ฝ่าฟันมันมาได้ งานของดาวน์ออแกไนเซอร์ เริ่มจากการทำงานร่วมกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย โครงการ ต่างๆที่ทางสมาคมฯได้จัดทำขึ้น พวกเขาเหล่านี้ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน การทำงานของกลุ่มดาวน์ออแกไนเซอร์ไม่ได้แตกต่างจากออ แกไนเซอร์ทั่วไป งานหลักๆจะมีการถ่ายภาพ บันทึกวีดีโอ ถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม ควบคุมระบบไฟ แสง เสียงของ งาน รวมทั้งการกำหนดสคริปต์ให้แก่พิธีกรดำเนินรายการของงานนั้นๆ หลังจากผ่านการทำงานและฝึกฝนอย่างซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการ พัฒนาเรื่อยๆ จากตอนแรกที่ทำแค่ภายในองค์กร ก็ขยับขยายขอบข่ายการทำงานออกไปสู่ภายนอก มีผู้ว่าจ้างทั้งหน่วยงานภาครัฐและ องค์กรคนพิการอื่นๆ รวมถึงบุคคลทั่วไป คำถามที่น่าสนใจคือ ดาวน์ออแกไนเซอร์ทำไมถึงสามารถผลักดันตัวเองมาถึงจุดนี้ ทั้งที่ใน ตอนแรกมองยังไงก็ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้เลย “อยากจะพิสูจน์ให้เห็น อยากจะลบคำสบประมาทว่าคนพิการเองก็ทำงานแบบนี้ได้” พี่ปุ๊เกริ่นขึ้น ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น คำๆนี้คือแรงที่ผลักดันให้ต่อสู้ และพิสูจน์ตัวเองต่อความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา ประกอบกับ ได้รับกำลังใจและคำแนะนำจากคุณสุชาติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้ในที่สุดก็สามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ คุณ ปราการ บุญกัณฑ์หรือพี่ปุ๊ ผู้จัดการของทีมงานดาวน์ออแกไนเซอร์ เป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว ยอมรับว่าตอนแรกท้อใจและ เกือบจะตัดใจไปแล้วเพราะแรกเริ่มมีแต่คำถามมากมายว่ากลุ่มคนพิการจะทำได้อย่างไร ในทีมงานมีทั้งคนพิการทางการได้ยิน สติปัญญา ออทิสติก เป็นส่วนผสมที่ดูกระจัดกระจายคนละทิศละทางกัน มองยังไงก็ไม่น่าทำงานร่วมกันได้ พี่ปุ๊เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเป็นคนพิการว่ามาจากการประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหว ร่างกายได้ และต้องใช้รถวีลแชร์ในการเดินทาง ต่อมาได้เจอคุณสุชาติประกอบกับช่วงนั้นสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่ง ประเทศไทย กำลังขาดผู้มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีพอดี จึงชวนให้มาทำงานด้วยกัน และได้เข้าสู่สมาคมฯตั้งแต่ตอนนั้นเอง ปัจจุบันนอกจากพี่ปุ๊จะเป็นผู้จัดการของดาวน์ออแกไนเซอร์ ยังดูแลงานด้านไอทีให้กับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่ง ประเทศไทย ในเวลาปกติ พี่ปุ๊จะเป็นคนร่าเริงและมีอารมณ์ขัน แต่พอตัดเข้าสู่ช่วงการทำงานเมื่อใด เขาจะกลายเป็นคนที่จริงจัง เข้มงวด ในการทำงานทันที “คือเป็นคนที่เข้มงวดกับการทำงานเพราะอยากให้งานออกมาดี” พี่ปุ๊พูดไปพลางหัวเราะ และยอมรับว่าบางครั้ง เมื่องานไม่ได้ดั่งใจ ก็ต้องมีบ่นบ้างเป็นธรรมดา แต่ตนก็เข้าใจน้องๆ เพราะทุกคนเป็นคนพิการเหมือนกัน และจากสภาพของความ


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 191 พิการบางครั้ง ขีดคั่นของความสามารถที่มีของพวกเขาทำให้เราไม่สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง ต่างคนต่างรูปแบบที่เราต้องบริหาร จัดการพวกเขาให้ได้สำคัญคือต้องมีความเข้าใจทั้งความเป็นปัจเจกบุคคล และบริบทของความพิการซึ่งจะทำให้การทำงานร่วมกันง่าย ขึ้น การทำงานกับคนเป็นเรื่องที่ยาก และการทำงานกับคนพิการก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายไปกว่ากัน ในความเป็นจริงอาจจะยากกว่าเสีย ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่มีความเข้าใจในสภาวะความพิการนั้นๆ ทำให้หลายครั้งการทำงานร่วมกันระหว่างคนปกติและคนพิการ มักจะไม่ราบรื่น ดาวน์ออแกไนเซอร์เองก็ไม่ได้รับการยกเว้นในประเด็นนี้ เพียงแต่ว่าในทุกๆครั้ง จะเกิดการปรับตัวทั้งคนปกติและคน พิการ ทำให้ช่องว่างที่เกิดขึ้นค่อยๆลดลง และประสานชิดติดกันมากกว่าเดิม และเมื่อเป็นการทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ แล้วนั้น ผลของการดำเนินงานก็จะออกมาดีและทุกฝ่ายสามารถยอมรับมันได้ เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างคนพิการและคนปกติ อย่างแท้จริง ที่ผ่านมา “ดาวน์ออแกไนเซอร์” ทำงานร่วมมาแล้วกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สมาคมสภาคนพิการทุก ประเภทแห่งประเทศไทย ฯลฯ จึงนับว่าไม่ได้เป็นมือใหม่ในงานด้านนี้อีกต่อไป เหนือสิ่งอื่นใดการทำงานร่วมกันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดการยอมรับ จากการทำงานและผลักดันอย่างหนักของ คุณสุชาติ ทำให้เกิดการเปิดพื้นที่ทางสังคม เปิดใจ อันนำไปสู่การให้การยอมรับกลุ่มคนพิการให้เข้ามาทำงาน ดาวน์ออแกไนเซอร์ถูก โอบอุ้มจากกลุ่มคนที่ให้การยอมรับในวงกว้าง เพราะว่าได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นการดำเนินงานที่ทำโดยคนพิการ เพื่อคนพิการอย่าง แท้จริง และไม่ใช่การถูกเลือกเพราะความสงสารในความพิการ แต่เป็นการให้การยอมรับในฝีมือในการทำงานว่าเชี่ยวชาญ ชำนาญ ไม่ แพ้คนธรรมดาเลยสักนิดเดียว เพราะดาวน์ออแกไนเซอร์เป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานด้านการจัดการ และสามารถ ตอบรับทุกความต้องการของลูกค้าได้ ความยอดเยี่ยมคือผู้มีความสามารถเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนพิการ ทำให้เห็นว่าคนพิการก็มี ความสามารถไม่ต่างกันจากคนปกติ สามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี มีแนวคิดใหม่ๆที่สร้างสรรค์ และมีคุณค่าความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน นี่จึงนับว่าเป็นผลสะท้อนความสำเร็จของดาวน์ออแกไนเซอร์ ในการพยายามผลักดันคนพิการเข้าสู่การมีงานทำ และยืนหยัด ได้ด้วยความสามารถของตนเองอย่างเป็นประจักษ์ เป็นเหตุผลที่ทางสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทยให้ ความสำคัญและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนพิการ และเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าการพยายาม ทุ่มเท ใส่ใจ จริงจังกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม “ดาวน์ออแกไนเซอร์ คือความกล้าที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ๆ” คุณโสภณ สวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ สถาบันราชานุกูล ได้ให้คำนิยามกับดาวน์ออแกไนเซอร์ไว้เช่นนั้น โดย มองว่านี่เป็นการก้าวออกนอกกรอบความคิดเดิมๆด้านการทำงานของคนพิการอย่างแท้จริง โดยปกติแล้วเราจะเห็นแต่คนพิการที่ ทำงานด้านความบันเทิง ยกตัวอย่างเช่น วงดนตรีคนตาบอดหรืออย่างของทางสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาเองก็มีน้องๆ กลุ่ม DBK-T21 แต่กลุ่มคนพิการที่มาทำงานด้านออแกไนเซอร์นั้นหาแทบไม่มีเลย จึงนับว่าเป็นความแปลกใหม่ที่สร้างสรรค์และไม่มี ใครกล้าทำมาก่อน นอกจากนี้สิ่งที่มากไปกว่าความสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม คือการที่คนพิการได้รับโอกาสทางสังคมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คำ ว่าโอกาสจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากและสามารถเปลี่ยนชีวิตคนๆหนึ่งได้เพราะเมื่อได้รับโอกาสให้ทำงาน จะทำให้มีรายได้ในการช่วยเหลือ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวด้วย สร้างความมีคุณค่าให้กับคนพิการ และไม่ได้รู้สึกว่าถูกละเลย ทอดทิ้งไว้ข้างหลังรอแค่การช่วยเหลือ เพราะเพียงแค่ความสงสารเวทนาเพียงอย่างเดียว ภาคสังคมเองไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชนก็ได้มีโอกาสที่จะหยิบยื่นงานให้แก่พวกเขา ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและยอมรับในความเท่าเทียม ไม่ได้ช่วยเพราะมองว่าเป็นผู้ที่ด้อยกว่าตัวเอง ดาวน์ออแกไนเซอร์ไม่ได้ทำเพียงช่วยสร้างพื้นที่ทางสังคม และการสร้างรายได้ให้คนพิการเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ฝึกฝน ความสามารถให้กับคนพิการอีกด้วย คนพิการรู้จักการถ่ายรูป การถ่ายวีดีโอ การไลฟ์สด กระทั่งการดูแลระบบเบื้องหลังต่างๆ เหล่านี้ พวกเขาก็สามารถทำได้ และมีการเติบโตมากขึ้นในทุกๆครั้งที่ได้ทำงาน มีความเข้าใจในรายละเอียดของงานและเป็นมืออาชีพมากขึ้น นับเป็นการพัฒนาในทิศทางที่ดี หรือการรู้จักการทำงานเป็นระบบเป็นทีมเวิร์ค เป็นการทำงานที่มีความซับซ้อนในตัวมันเอง ทั้งหมด ที่ว่ามาจะไม่สามารถทำได้เลยถ้าขาดการทำอย่างต่อเนื่องฝึกฝนซ้ำๆผ่านการทำงานจริง ทุกการฝึกฝนและประสบการณ์ที่ได้รับในแต่ ละครั้งเป็นกุญแจในการเติบโตของพวกเขา คุณโสภณทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ดาวน์ออแกไนเซอร์ สามารถนับว่าเป็นนวัตกรรมได้หรือไม่อยู่ที่มุมมอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคน พิการได้แสดงพลังศักยภาพในการทำงานออกมาให้สังคมภายนอกได้รับรู้และไม่อยากให้สิ่งนี้เป็นเสมือนแค่แสงจากพลุไฟ ที่สว่างไสว แค่ครู่เดียว แต่อยากให้สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีก มีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งค้นหาและพัฒนาคนพิการที่มี


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 192 ความสามารถเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมองภาพไปยังอนาคตว่าในองค์กรของคนพิการอื่นๆ จะสามารถพัฒนาศักยภาพของคนพิการให้ สามารถทำงานเช่นนี้ได้ เป็นการตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าคนพิการเองก็สามารถทำอะไรได้ไม่แพ้คนปกติธรรมดาเช่นกัน “ดาวน์ออแกไนเซอร์กับความเป็นนวัตกรรม” คำถามที่เกิดในตอนนี้ เราสามารถมองว่าดาวน์ออแกไนเซอร์เป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งหรือไม่ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อน ว่า นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง การกระทำหรือสิ่งที่ทำขึ้นใหม่ หรือแปลกจากเดิมซึ่งอาจจะเป็นความคิด วิธีการ หรืออุปกรณ์ เป็นต้น (อ้างอิงจากราชบัณฑิตยสภา) โดยมีรากฐานมาจากการคิดค้นหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ด้วยการสร้าง หรือต่อยอดอะไรบางอย่างเพื่อมาแก้ไขปัญหา เช่น การเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน การจ่ายค่าทางด่วนผ่าน ระบบอีซี่พาส เหล่านี้นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดและช่วยพัฒนาชีวิตให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สำนักงาน นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ยังได้นิยามความหมายของคำว่านวัตกรรมเพิ่มเติมไว้ว่า คือสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิด สร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ประเภทของนวัตกรรมเราแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ ขึ้นมาใหม่ หรือปรับปรุงที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เช่น ปรับปรุงวัตถุดิบในการผลิต การพัฒนาแพ็คเกจสินค้าให้มีความทันสมัย เป็นต้น, นวัตกรรมการผลิต หรือการดำเนินงาน (Process Innovation) เป็นการปรับปรุงวิธีการดำเนินงานรูปแบบใหม่ เช่น ระบบ DriveThru ซึ่งเป็นระบบสั่งอาหารจากในรถยนต์ช่วยให้การสั่งอาหารเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น และนวัตกรรมทางธุรกิจ (Business Innovation) เป็นปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน รวมไปถึงการพัฒนาสินค้าหรือบริการโดยเกิดจากการวิจัยหรือพัฒนาภายในองค์กร นั่นเอง เมื่อมองในมุมนี้ ดาวน์ออแกไนเซอร์ก็นับว่าเป็นนวัตกรรมทางอาชีพ ที่พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง สำหรับคนพิการ โดยผสาน เทคโนโลยีเข้ากับความรัก ความหลงใหล ฝึกฝนซ้ำๆจนเกิดความเข้าใจ ก่อเกิดเป็นกลุ่มคนพิการที่ช่ำชองการทำงานด้านการจัดการขั้น หัวกะทิ และพร้อมตอบรับความต้องการของลูกค้าทุกประเภท นวัตกรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องผูกติดอยู่กับเทคโนโลยีเสมอไป การทำอะไรก็ ตามที่ช่วยให้มีความสะดวกสบายและเป็นสิ่งใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตพัฒนาไปยังทิศทางที่ดีขึ้น ก็ถือว่านั่นก็เป็นนวัตกรรมแล้ว แม้จะเป็น แนวคิดก็ตามทีนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก และไม่มีใครคิดว่าคนพิการจะทำอะไรเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน บทส่งท้าย ดาวน์ออแกไนเซอร์จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดการผลักดันอย่างต่อเนื่อง และความปรารถนาที่จะทำให้เกิดความ ยั่งยืนคงห่างไกลออกไปหากยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่เพราะความไม่หยุดที่จะพิสูจน์ตัวเองของคนพิการและความพยายาม ของสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย ที่ต้องการสร้างความเข้าใจ ด้วยเจตจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มี ต่อคนพิการให้เป็นวงกว้าง สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ทำให้มีความเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เกิดการให้พื้นที่และสนับสนุนให้แสดง ความสามารถ และสิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าอกเข้าใจ ไม่ตีกรอบพวกเขาตามแนวความคิดเดิมล้าหลัง แล้วมอบโอกาสและจุดประกาย ของความหวังในการใช้ชีวิต บนพื้นฐานของความสุขและเท่าเทียมกัน นั่นก็เพียงพอแล้วในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งมีชีวิตร่วมกันบน โลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ที่เป็นการเปลี่ยนมุมความคิด ฉีกกรอบชีวิตให้คนพิการอย่างแท้จริง


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 193 สังคมที่มีองค์กรคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในกระแสหลัก Nothing about us, with out us นายยุทธพล ดำรงชื่นสกุล Mr.Yutthaphon Damrongchuensakun สมาคมวัฒนธรรมความพิการเชียงใหม่ Disability Culture Chiangmai Association [email protected] บทคัดย่อ สมาคมวัฒนธรรมความพิการเชียงใหม่ใช้แนวคิดการพัฒนากระแสหลักสำหรับการขับเคลื่อนองค์กรคนพิการคือ “Nothing about us, without us.” คนพิการนอกจากจะเป็นสมาชิกของสังคม เขายังต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคมเช่นกัน เป็นหลักการที่ ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาสมาชิกคนพิการให้เป็นแกนนำคนพิการผ่านการส่งเสริมความรู้ ยกระดับเป็นผู้ให้บริการแก่ชุมชน และสังคม อีกทั้งเป็นผู้พิทักษ์สิทธิคนพิการและประชาชนทั่วไปอีกด้วย องค์กรกระแสหลักที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สภาองค์กรของ ผู้บริโภค, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาต, มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล มีส่วนสำคัญในแง่การสนับสนุนงบประมาณ ดำเนินงาน และยังสนับสนุนองค์ความรู้เฉพาะด้านให้แก่แกนนำคนพิการ ซึ่งเป็นลักษณะเจาะจงการส่งเสริมศักยภาพรายบุคคล ใน ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะเป็นลักษณะงานเชิงนโยบาย การรับเรื่องร้องเรียนผ่านรูปแบบกิจกรรมการจัดอบรม เวทีรับฟังความเห็น การสัมภาษณ์รายบุคคล กระบวนการทำงานใน การขับเคลื่อนงานผ่านกลไกของความเป็นองค์กรภายใต้กำกับร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรกระแสหลักในการอบรมพัฒนาศักยภาพ แกนนำคนพิการเพื่อถ่ายทอดความรู้ในชุมชน ปัจจัยความสำเร็จประกอบด้วย ความรู้ที่เป็นความต้องการของสังคม การทำงานเป็น เครือข่ายร่วมกัน การจ้างงานคนพิการ การบริหารองค์กรด้วยแนวคิดการมีส่วนร่วมประชาชนและการระดมทุนที่หลากหลาย จุดแข็ง คือ คณะบริหารให้ความสำคัญการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จุดอ่อนคือ การพึ่งพิงทรัพยากรจากเครือข่ายและอัตราจ้างงาน โอกาสคือ การจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ซึ่งยังเป็นความจำเป็นต่อชุมชน อุปสรรคคือความไม่แน่นอนของงบประมาณการทำงานในพื้นที่ บทสรุป ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เกิดขึ้นมาจากการที่องค์กรแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัย องค์กรต้องมีภาคี เครือข่ายในการทำงาน การจ้างงานคนพิการเชิงสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชนและการระดมทุนที่หลากหลาย ประกอบรวมกัน เป็นผลลัพธ์ในการขับเคลื่อนงานกระแสหลักทางสังคม ข้อเสนอเชิงนโยบาย 1. สนับสนุนการจ้างงานเชิงสังคม 2. สนับสนุนองค์กรประชาชนร่วมให้บริการแก่ชุมชน 3. สนับสนุน ประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต คำสำคัญ วัฒนธรรมความพิการ การพัฒนากระแสหลัก การจ้างงานคนพิการเชิงสังคม


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 194 1. บทนำ แนวคิดกระแสหลักสำหรับการขับเคลื่อนองค์กรคนพิการคือ “Nothing about us, without us.” คนพิการนอกจากจะ เป็นสมาชิกของสังคม เขายังต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคมเช่นกัน เป็นหลักการที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาสมาชิกคนพิการ ให้เป็นแกนนำคนพิการผ่านการส่งเสริมความรู้ ยกระดับเป็นผู้ให้บริการแก่ชุมชนและสังคม อีกทั้งเป็นผู้พิทักษ์สิทธิคนพิการและ ประชาชนทั่วไปอีกด้วย ตัวอย่างองค์กรกระแสหลักประกอบด้วย สภาองค์กรของผู้บริโภค, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล มีส่วนสำคัญในแง่การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงาน และยังสนับสนุนองค์ความรู้เฉพาะด้าน ให้แก่แกนนำคนพิการ ซึ่งเป็นลักษณะเจาะจงการส่งเสริมศักยภาพรายบุคคล ในขณะเดียวกันการขับเคลื่อนสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณะเป็นลักษณะงานเชิงนโยบาย สมาคมวัฒนธรรมความพิการเชียงใหม่ มุ่งเน้นสร้างความร่วมมือกับองค์กรกระแสหลัก อาศัยกลไกทรัพยากรจากหน่วยงาน ต่างๆขององค์กรกระแสหลักมุ่งหวังผลกระทบทางสังคมในวงกว้าง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแกนนำคนพิการผ่านการอบรมและ การประชุม เมื่อแกนนำมีความสามารถแล้ว จะมีภารกิจในการทำงานระดับพื้นที่ชุมชนผ่านกิจกรรมการให้ความรู้แก่คนพิการและ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียนกรณีคนพิการและประชาชนประสบปัญหาจากการรับบริการระบบหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติหรือกรณีผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการและสินค้า ขณะที่งานอารยสถาปัตย์จะมุ่งสำรวจสถานที่สาธารณะ ต่างๆที่ให้บริการแก่ประชาชน ให้มีความพร้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ โดยฑูตอารยสถาปัตย์เข้าไปสำรวจสถานที่และสร้างความรู้แก่ สถานประกอบการ ให้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการมีอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล หากสถานที่ใดมีการปรับปรุงแล้ว สามารถเสนอชื่อเพื่อรับการเชิดชูเกียรติให้เป็นสถานที่ต้นแบบได้ ในบทความนี้เป็นการสรุปบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์การทำงานของสมาคมวัฒนธรรมความพิการเชียงใหม่ ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผ่านการให้บริการแก่คนพิการและประชาชนทั่วไป ในบริบทการมีส่วนร่วมทางสังคมด้วยการ พัฒนาองค์กรจากกระแสหลัก 2. กระบวนการทำงาน 2.1 งานคุ้มครองผู้บริโภค (ชมรมโกลบอลแคมปัสเชียงใหม่) ชมรมโกลบอลแคมปัสเชียงใหม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรของผู้บริโภค (อกผ.3) จากสำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ภายใต้การทำงานของสภาองค์กรของผู้บริโภค ระดับประเทศ ระดับภาค ระดับ จังหวัด โดยมีการพัฒนาศักยภาพแกนนำด้วยการอบรมและประชุมหารือระดมความเห็น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติการให้ความรู้แก่คน พิการและประชาชนทั่วไป รวมทั้งกระบวนการรับเรื่อง ร้องเรียน ปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าและบริการ ที่ผ่านมามีการจัดเวที รับฟังความเห็นของเครือข่ายคนพิการ การเฝ้าระวังอาหารและยาที่ปนเปื้อนสเตียรอยด์ การแนะนำแอปพลิเคชัน who’s call สำหรับ ป้องกันเบอร์โทรจากมิจฉาชีพ การช่วยเหลือคนพิการจากแก๊งคอลเซนเตอร์ การลงพื้นที่สอบถามการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เขต เมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อดำเนินกิจกรรมเชิงรุกในชุมชน และพัฒนาแกนนำรุ่นใหม่ ให้บริการแก่ชุมชนได้ 2.2 งานหลักประกันสุขภาพ (ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เครือข่ายคนพิการ จังหวัดเชียงใหม่) ผู้ประสานงานศูนย์โดยผู้บริหารสมาคม ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนสำหรับการมีส่วนร่วมของภาค ประชาชน สปสช. ผ่านกลไก หน่วยรับเรื่องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50(5) และกลไกระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ (กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ) โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเครือข่ายประชาชน 9 ด้าน และ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียนกรณีเกิดความเสียหายทางการแพทย์ ตามมาตรา 41 ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่สตรีพิการ จากการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ผิดพลาดจนได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 15,000 บาท มีการอบรมความรู้เชิงปฏิบัติการแก่แกนนำคน พิการ และให้แกนนำลงพื้นที่ให้ความรู้ การสอบถามความเห็นต่อการรับบริการจาก สปสช. เพื่อพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นผ่านการ ดำเนินงานของศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เครือข่าย 9 ด้าน ที่ผ่านมาแกนนำคนพิการเยี่ยมบ้านค นพิการได้ แบ่งปันความรู้สิทธิบัตรทอง การตรวจสอบสิทธิย่อยคนพิการ ท.74 การสอบถามปัญหาการใช้บริการจากบัตรทอง เพื่อรวบรวมและ จัดทำรายงานให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่ต่อไป และยังได้ขยายความร่วมมือกับโรงเรียนเฉพาะทาง ในการอบรมคุณครูประจำห้องพยาบาลเพื่อรณรงค์ให้นักเรียนล้างมือบ่อยขึ้นเพื่อป้องกันโรค ในการนี้ยังได้ผลิตสื่ออักษรเบรลล์และ หนังสือเสียง ความรู้พื้นฐานบัตรทอง ให้แก่นักเรียนพิการทางการเห็น โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 1 เชียงใหม่ ให้ การสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้เฉพาะด้าน


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 195 2.3 งานอารยสถาปัตย์ (ชมรมฑูตอารยสถาปัตย์จังหวัดเชียงใหม่) ชมรมฑูตอารยสถาปัตย์จังหวัดเชียงใหม่ เป็นองค์กรเครือข่ายของมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ได้รับการสนับสนุนการ จ้างงานคนพิการตามมาตรา 35 จำนวน 1 รายและฑูตจิตอาสาทำการสำรวจ ให้ความรู้ คำแนะนำแก่สถานที่ราชการ สถานที่เอกชน สถานที่ท่องเที่ยว ในการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อกับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยร่วมกันสำรวจกับฑูตอารยสถาปัตย์และฑูตจิตอาสา เรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการเข้าพบผู้บริหารสถานที่ การสื่อสารให้เห็นประโยชน์ต่อธุรกิจ มาตราการเชิงบวก สำหรับผู้ประกอบการ การเตรียมเครื่องมือในการตรวจวัด การติดตามผล และการจัดทำรายงาน ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับงานฑูตอารยสถาปัตย์ โดยมีการเชิญชวนให้ฑูตอารยสถาปัตย์ จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมตรวจประเมินสถานที่เข้าร่วมประกวดเพื่อเป็นต้นแบบสถานที่ที่เอื้อกับคนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันฑูต อารยสถาปัตย์ต้องมีการจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงสถานที่และเสนอสถานที่เพื่อเข้ารับเกียรติบัตรจาก มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคน ทั้งมวล นอกเหนือจากการจัดทำรายงานประจำเดือนที่ต้องส่งมอบให้กับบริษัทที่สนับสนุนการจ้างงานแก่คนพิการ 3. ปัจจัยความสำเร็จ 3.1 ความรู้ที่จำเป็นต่อความต้องการของสังคมในยุคปัจจุบัน เช่น การรู้เท่าทันมิจฉาชีพในฐานะผู้บริโภค การรับรู้สิทธิเพื่อ เข้าถึงสิทธิประโยชน์ใหม่ๆจาก สปสช. การปรับสภาพแวดล้อมให้รองรับสังคมสูงวัยเพื่อตนเองและลูกค้า 3.2 การทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งในบริบทความเป็นองค์กร (องค์กรภายใต้กำกับ) และบทบาทตำแหน่งขับเคลื่อนงาน ทางสังคม เช่น คณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการบริการสาธารณสุข สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ คณะกรรมการ กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ อบจ.เชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการทำงานในชุมชนช่วยให้คนชายขอบเข้าถึงบริการได้อย่าง มีคุณภาพมากขึ้น 3.3 การจ้างงานคนพิการ เป็นกลไกสำคัญด้านทรัพยากรบุคคลที่ช่วยให้คนพิการมีรายได้พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือครอบครัว ได้ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้มีบุคลากรทำงานเชิงสังคมแบบเต็มเวลา 3.4 การมีส่วนร่วมภาคประชาชน เป็นเครือข่ายภาคีพันธมิตรที่สำคัญ ช่วยให้การทำงานกระแสหลักเกิดขึ้นเป็นจริงได้ด้วยการ สนับสนุนจากพี่น้องภาคประชาชนและองค์กรคนพิการเข้าไปช่วยกันขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกัน 3.5 การระดมทุนจากทรัพยากรที่หลากหลาย มีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนงานกระแสหลักผ่านกิจกรรม เวทีรับฟัง ความเห็น การเยี่ยมคนพิการและผู้สูงอายุในชุมชน รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติการสำหรับองค์กรคนพิการให้สามารถรวมตัวกันในการ ประชุมหารือ เสนอแนะและสรุปการทำงานร่วมกัน 4. จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ตารางที่ 1 ตาราง SWOT Analysis จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) • คณะบริหารให้ความสำคัญการเป็นส่วนหนึ่งของ สังคม • พัฒนาศักยภาพแกนนำด้วยองค์ความรู้เฉพาะ • ชุมชนเปิดโอกาสให้แกนนำคนพิการให้บริการแก่ ชุมชน • การพึ่งพึงทรัพยากรจากเครือข่ายและอัตราการ จ้างงาน • การแก้ไขปัญหาซับซ้อนของโครงสร้างสังคมที่เพิ่ม มากขึ้น โอกาส (O) อุปสรรค (T) • การจ้างงานคนพิการต่อเนื่องและเพิ่มจำนวน อัตรา • ภารกิจสอดคล้องกับสังคมสูงวัย • งานเชิงสังคมยังเป็นความจำเป็นต่อชุมชน • นโยบายองค์กรเครือข่ายอาจจะลดบทบาทส่วน ร่วมลง • อัตราจ้างงานคนพิการมีจำกัด • ความไม่แน่นอนของงบประมาณการทำงานใน พื้นที่


งานสัมมนาวิชาการด้านคนพิการ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2566 หน้า | 196 5. บทสรุป/ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง (Impact & Change) 5.1 องค์กรคนพิการแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัยอยู่เสมอตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและนโยบายการให้บริการแก่ สังคม ทำให้คนพิการและประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐและบริการสาธารณะได้อย่างมีคุณภาพ 5.2 องค์กรคนพิการทำงานร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น อบจ., อปท., สสจ, โรงพยาบาลระดับอำเภอ, อสม., เครือข่ายสุขภาพประชาชน 9 ด้าน, ชุมชนเมือง, ชมรมคนพิการ และองค์กรกระแสหลัก เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนทรัพยากร ทั้งงบประมาณและองค์ความรู้ และบุคลากรทำงานเชิงสังคมเพื่อให้บริการแก่ประชาชนร่วมกัน 5.3 การจ้างงานเชิงสังคม มีการพัฒนาผู้นำคนพิการให้เป็นมืออาชีพ ซึ่งให้บริการแก่ชุมชนได้มากกว่าจิตอาสาคนพิการ ซึ่งมี ข้อจำกัดและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ 5.4 การบริหารองค์กรคนพิการที่สนับสนุนแนวคิดการมีส่วนร่วมภาคประชาชน โดยเห็นคุณค่าการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการเป็นผู้ให้บริการแก่ชุมชน 5.5 การระดมทุนจากทรัพยากรที่หลากหลายช่วยให้พันธกิจเชิงสังคมสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร คนพิการได้รับการสนับสนุนการจ้างงานจากมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมและมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล การมีสำนักงานใน สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากมูลนิธิโกลบอลแคมปัสเซส การจัดกิจกรรมความรู้และรับเรื่องร้องเรียนเชิงรุกในพื้นที่ โดย สภาองค์กรของผู้บริโภคและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 6. ข้อเสนอแนะ 6.1 สนับสนุนการจ้างงานเชิงสังคม เนื่องด้วยยังมีคนพิการวัยแรงงานจำนวนมากที่ยังขาดโอกาสการทำงานเชิงสังคม โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย แต่ด้วยข้อจำกัดของโควต้าการจ้างงานตามมาตรา 35 จึงส่งผลให้ยังมีคนพิการไม่ มีงานทำจำนวนอีกมากมาย 6.2 สนับสนุนองค์กรประชาชนร่วมให้บริการแก่ชุมชน ความเป็นประชาชนมีโอกาสเข้าถึงปัญหาได้ดีกว่าบุคลากรของรัฐ ซึ่ง อาจจะมีข้อจำกัดตามกรอบงานและเวลาที่ไม่เอื้ออำนวยได้ 6.3 สนับสนุนประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนรับรู้สิทธิ และหน้าที่ รวมทั้งการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์


Click to View FlipBook Version