รายงานการวจิ ัย
เร่อื ง
ภูมปิ ญญาดา นอาหารของชมุ ชนบางตะไนย จงั หวัดนนทบรุ ี
โดย
นางสาวพชิ ชาภา วงคส าโรจน เลขทะเบยี น 1920411113013
รายงานการวจิ ยั นเี้ ปน สว นหนง่ึ ของการศกึ ษา วิชาสหกิจศึกษา (HI401)
คณะมนษุ ยศาสตร สาขาสหวทิ ยาการ มหาวิทยาลัยหอการคา ไทย
ภาคเรยี นที่ 2 ปก ารศึกษา 2564
ก
หัวขอวิจัย : ภมู ิปัญญาดา้ นอาหารของชมุ ชนบางตะไนย์ จงั หวดั นนทบรุ ี
ผวู ิจยั : พิชชาภา วงคสาโรจน
ปทีท่ ําการวิจยั : 2564
บทคัดยอ
งานวิจัยเชิงคณุ ภาพเร่อื งนมี้ ีวัตถุประสงคเ พอ่ื ศึกษาภมู ปิ ัญญาดา้ นอาหารของชมุ ชนบางตะไนย์
จงั หวดั นนทบรุ ี งานวิจยั นี้มีวัตถปุ ระสงคเ พื่อ 1) เพอ่ื ศกึ ษาภูมิปญ ญาดานอาหารท่ียงั คงอยูของชุมชนบางตะ
ไนย 2) เพอื่ รวบรวมและเผยแพรอ งคความรภู มู ิปญญาดานอาหารของชุมชนบางตะไนย โดยเก็บขอมูลจากการ
สัมภาษณเชิงลกึ (in-depth interview) กลมุ ตัวแทนผใู หสมั ภาษณในชุมชนบางตะไนย์ แขวงบางตะไนย์
อาํ เภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ี
ผลการวจิ ัยพบวา
ชุมชนบางตะไนย เปน ชมุ ชนทไ่ี ดรับอทิ ธพิ ลจากคนมอญและชาตอิ ื่นๆ เหตุจากสมัยอยุธยาตอนปลาย
มชี าวมอญอพยพมาอาศยั อยูทีช่ มุ ชนบางตะไนย และเมื่อเวลาผา นไปก็เรมิ่ มคี นชาตอิ ่นื ๆเขา มาเรื่อย จะพบเหน็
ไดจ ากท่ชี มุ ชนมมี ะตาด มปี ระเพณขี องสงกรานตท ่เี ก่ียวเนื่องกบั ทางมอญ
ณ ชุมชนบางตะไนยมชี มรมผสู ูงอายอุ บต.บางตะไนย กอต้ังมาต้ังแตว ันท่ี 9 สงิ หาคม พ.ศ.2556 โดย
จดุ เริม่ ตน การต้งั ชมรมมาจากความตองการของผูสงู อายุในชุมชนเอง เพื่อที่จะสงเสริมสขุ ภาพจิตของผสู งู อายุ
เชน ตรวจสขุ ภาพ รักษาอาการตางๆ สงเสรมิ กิจกรรมของผสู ูงอายุ เชน ออกกาํ ลังกาย ทศั นศึกษา อบรม โดย
ผสู งู อายุของชุมชนบางตะไนยมคี วามเชี่ยวชาญในการทําอาหารคาวหวานและมคี วามตองการทอี่ ยากจะใหม ี
อาจารยทเี่ ชีย่ วชาญเขา มาสอน
ภูมิปญญาดานอาหารท่ียังคงเหลืออยูของชุมชนบางตะไนย ผูสูงอายุที่มีความถนัดในเรื่องอาหารความ
หวานแตกตางกันไปดังนี้ 1. ปาพร เปนผูมีความรูในเรื่องของ แกงมะตาด แกงบอน แกงสมกระเจี๊ยบขาหมูใบ
มะดันมะเขือเปรี้ยว ขนมผักกาด ขาวเมาทอด สามเกลอ 2. ปานาค เปนผูมีความรูในเรื่องของกาละแมและ
ขนมบา บ่นิ 3. ปา ดา เปน ผมู คี วามรูในเรื่องของขาวหมาก
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
การทําวิจัยฉบบั นส้ี ามารถสาํ เร็จลลุ ว งดวยได ดวยไดร ับความกรุณาและชว ยเหลอื เปน อยางย่งิ จาก ดร.
สยาม คา สุวรรณ ซง่ึ เปน อาจารยท่ีปรึกษาในการทําวิจัย รองศาสตราจารย ดร. อุสา สทุ ธิสาคร ซ่ึงเปน อาจารย
ผูด แู ลเรื่องการวิจยั ในการลงพน้ื ที่ ทที่ า นคอยใหค ําปรึกษา คาํ แนะนํา คาํ เสนอแนะ รวมท้งั แกไ ขขอบกพรอ ง
ตา งๆ อันเปน ประโยชนใ นการทําวจิ ัยฉบับน้ี และขอขอบคณุ ชุมชนบางตะไนยทอ่ี นเุ คราะหการใหส มั ภาษณ
ทั้งหมด รวมถงึ เพื่อนๆทใี่ หค าํ แนะนํา ศิลปน วงบีทีเอสที่เปนกาํ ลงั ใจในการทํางาน ผวู จิ ัยขอกราบขอบพระคณุ
ทกุ ทา นเปน อยา งสงู ไว ณ โอกาสนี้
พชิ ชาภา วงคสาโรจน
เมษายน 2564
ค
สารบัญ
บทที่ . หนา
1 บทนํา................................................................................................................................................... 1
1.1 ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญหา....................................................................................... 1
1.2 วตั ถุประสงคในการวิจัย.................................................................................................................. 3
1.3 ขอบเขตของการวิจยั ..................................................................................................................... 3
1.4 ประโยชนท ี่คาดวาจะไดรบั ............................................................................................................. 3
2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ ง................................................................................................ 4
2.1 ภมู ปิ ญ ญา..............................................……................................................................................... 4
2.2 อาหารพื้นบา น.............................……............................................................................................. 8
2.3 แนวคดิ วฒั นธรรม........................................................................................................................... 9
2.4 วฒั นธรรมอาหาร........................................................................................................................... 10
2.5 งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วขอ ง........................................................................................................................ 13
3 วิธดี ําเนนิ การวจิ ัย................................................................................................................................. 15
3.1 ประเภทของงานวิจยั ..................................................................................................................... 15
3.2 การเลือกพนื้ ท่ีในการศกึ ษา.......................................................................................................... 15
3.3 กลมุ ตวั อยางทใี่ ชในการศกึ ษา...................................................................................................... 15
3.4 วธิ ีการศกึ ษา................................................................................................................................. 15
3.5 เครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั ..................................................................................................................... 15
3.6 วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอมลู ............................................................................................................. 15
3.7 การวิเคราะหขอ มูล...................................................................................................................... 16
4 ผลการวิจยั .......................................................................................................................................... 17
4.1 ประวตั ติ าํ บลบางตะไนย................................................................................................................ 17
4.2 ชมรมผูสงู อายุอบต.บางตะไนย. ..................................................................................................... 18
ง
4.3 ภูมปิ ญ ญาดานอาหารทย่ี ังคงเหลอื อยูของชมุ ชนบางตะไนย. ........................................................ 20
4.3.1 ปา พร……………………………………………………………………………………………………………………… 21
4.3.2 ปานาค………………………………………………………………………………………………………………….…. 38
4.3.3 ปา ดา..................................................................................................................................... 42
5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลและขอเสนอแนะ.................................................................................. 47
5.1 สรปุ ผลการวิจัย............................................................................................................................. 47
5.1.1 ประวตั ติ าํ บลบางตะไนย.......................................................................................................... 47
5.1.2 ชมรมผสู งู อายุอบต.บางตะไนย................................................................................................ 47
5.1.3 ภูมปิ ญญาดา นอาหารที่ยงั คงเหลอื อยขู องชมุ ชนบางตะไนย. ................................................... 48
5.2 อภิปรายผล................................................................................................................................... 49
5.3 ขอ เสนอแนะ................................................................................................................................. 50
บรรณานกุ รม............................................................................................................................................. 51
ภาคผนวก……………………………………………………………..………………………………………………………………….. 54
จ
สารบญั ภาพ
ภาพที่ หนา
1 ปาพร……………………………………………………………………………………………………………………….. 21
2 ภาพรถเขน็ ท่ีปาพรใสอาหารไปขาย……………………………………………………………………………… 21
3 รปู ปาพรสมัยตอนทปี่ ระกวดทาํ แกงมะตาด…………………………………………………………………… 22
4 ตนมะตาด…………………………………………………………………………………………………………………. 23
5 แกงขาหมใู บมะดนั มะเขือเปรย้ี ว………………………………………………………………………………….. 28
6 กระทะทตี่ ั้งนา้ํ ใสเกลือ……………………………………………………………….……………………………….. 29
7 ปาพรกาํ ลังหัน่ ขาหมู……………………………………………………………….………………………………….. 29
8 ขาหมูขณะตม………………………………………………………………………………………….………………… 29
9 มะเขือเปรีย้ ว……………………………………………………………………………………………………….……. 30
10 ขณะหั่นใบมะดนั ………………………………………………………………………………………………….……. 30
11 พริกแดง โหระพา มะกรดู …………………………………………………………………………………………… 30
12 ใสพ ริกแกงลงไปทําเปนนาํ้ แกง…………………………………………………………………………………….. 31
13 ใสข าหมลู งไปในน้าํ แกง………………………………………………………………………………………………. 31
14 ใสใบมะดนั ลงในนาํ้ แกง………………………………………………………………………………………………. 31
15 ใสม ะเขอื เปรี้ยวลงในแกง……………………………………………………………………………………………. 32
16 ปานาค…………………………………………………………………………………………………………………….. 38
17 กระทะทใี่ ชก วนกาละแม…………………………………………………………………………………………….. 39
18 ทค่ี รอบเตา……………………………………………………………………………………………………………….. 39
19 ดานซา ยพ่ปี ง ดานขวาปา ดา……………………………………………………………………………………….. 42
20 ขาวหมากแบบกระปกุ ……………………………………………………………………………………………...... 43
21 ขา วหมากทีห่ อดวยใบตองและทางมะพราว…………………………………………………………………… 44
22 ขาวเหนียว………………………………………………………………………………………………………………… 44
23 ลกู แปง จากสุโขทัย……………………………………………………………………………………………………... 44
24 กระบุง…………………………………………………………………………………………………………………...…. 45
1
บทท่ี 1
บทนาํ
1.1 ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญ หา
อาหาร เปนปจจัย 4 ที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของมนุษยที่จะตองรับประทานอาหารทุกวัน ซ่ึงเวลาได
ผันเปลี่ยนไปขางหนาอยูเสมอ จึงทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงตางๆ จนถึงวิถีชีวิตของมนุษยไดเปลี่ยนไป
โดยยคุ สมัยนี้ท่ีมเี ทคโนโลยีเขา มามบี ทบาทตอวิถีชวี ติ และการดาํ รงชีวติ ของมนุษย ทําใหเกิดความสะดวกสบาย
วิถีชีวิตเปลี่ยนไปจากสมัยกอนที่ยังไมมีเทคโนโลยีเขามา การทําอาหารจะใชการจุดเตาถาน ปรุงรสจากวัตถุดิบ
และการแปรรูปแบบธรรมชาติดั้งเดิม แตตอนนี้การทําอาหารจะมีการใชแกส เพื่อลดควันที่เกิดขึ้นจากการจุด
เตาดวยถาน ผงปรุงรสที่รวมรสชาติที่กลมกลอมไวใหสําเร็จรูปและยังมีการรับวัฒนธรรมอาหารของแตละชาติ
เขามาไดมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นคนรุนใหมก็จะใหความสนใจอาหารเปนจํานวนมาก เชน อาหารฟาสฟูด ที่เนน
ความสะดวกรวดเร็วในการประกอบอาหาร แตอาจจะไมไดรับสารอาหารที่ครบถวน หรือเรียกไดวา อาหาร
ขยะ ที่ไดสารอาหารนอย และอาจจะสงผลเสียตอรางกายได ซึ่งอาจจะประกอบดวยโซเดียม นํ้าตาล ไขมันใน
ปริมาณที่สูง หรืออาหารชาติอื่นๆที่รับเขามา เชน อาหารจีน อาหารญี่ปุน อาหารเกาหลี เกิดการผสมผสาน
ของอาหารไทยกับอาหารชาติตางๆเกิดขึ้นมากมาย การบรโิ ภคอาหารของคนสมยั นี้ก็ไดเ ปล่ียนแปลงไป จึงอาจ
ทําใหคนรนุ ใหมไดห ลงลมื ภมู ิปญญาดา นอาหารแบบดั้งเดิมไป
อาหารไมเพียงแตเปนสิ่งที่จําเปนตอชีวิต แตยังเปนสื่อกลาง ใหเห็นถึงการเปลี่ยนผานของวัฒนธรรม
เมื่อเวลาผานไป ผูคนในทองถิ่นก็มีการปรับเปลี่ยนจากรุนอดีตสูรุนสมัยใหม จึงทําใหเกิดการผสมผสานของ
วัฒนธรรม อาหารจึงจะถูกหลอหลอมไปกับวิถีชีวิตประจําวัน และไดมีการสืบทอดตอเนื่องจากคนรุนกอนๆ
อาหารจึงเปนสิ่งท่ีส่ือใหเห็นถึงภมู ิปญญา ตั้งแตวัตถดุ ิบที่ใช วธิ ีการทํา ความเช่ือตา งๆที่เกิดขึ้นในการทําอาหาร
และอาหารยังเปนส่ิงบง บอกถึงเอกลักษณของแตล ะพืน้ ท่ีดว ยเชนกัน
มอญ เปนชนชาติเกาแกที่อาศัยอยูในพมา โดยนักภูมิศาสตรบางทานเรียกมอญไดวา รามัญประเทศ
(Ramannadesa) มีความหมายวา ประเทศมอญ โดยมีพื้นฐานมาจากคําศัพทโบราณของมอญ คือ รามัญ
(Rmen) ที่ไดเพี้ยนมา และคําวา “รามัญ” นั้นมีการคนพบที่เกาแกที่สุดวาในสมัยพระเจาจานสิตาแหงพุกาม
ในมหาวังสะของสิงหล ไดพบในศิลาจารึกมอญ โดยปรากฎคําเขียนวา “รมึง” ตอมาในสมัยหงสาวดีก็พบแผน
จารึกสีทอง ปรากฏคําเขียนวา “รมัน” ซึ่งไดคลายกับคําของภาษาไทยที่เรียก รามัญ (รวมพลคนฮักเจียง
คาํ ,ม.ป.ป)
ภูมิประเทศของชาวมอญเปนเมืองทาสําหรับการคาขายที่สําคัญ มีความอุดมสมบูรณจึงทําใหสภาพ
เศรษฐกิจมีความเจริญรุงเรือง ถึงแมจะมีปญหาอยูบาง เชน การเพิ่มขึ้นของประชากร ทําใหมีผลผลิต
ไมเพียงพอ จนเกิดปญ หาดา นการทํามาหากนิ แตน ่ไี มใ ชสาเหตหุ ลกั ที่ทําใหชาวมอญตอ งอพยพยายท่ีอยู
การอพยพของชาวมอญเขาสูประเทศไทย เน่ืองดวยเหตุจากขณะน้ันพมา ตองการใหมอญตกอยภู ายใต
อํานาจ จึงทําใหชาวมอญถูกบีบบังคับไมวาจะทางดานการเมือง การถูกกดขี่ การถูกเกณฑแรงงาน
2
การประกอบอาชีพเกษตรเพื่อเปนเสบียงอาหารใหกับกองทัพทหารของพมาในการทําสงคราม จึงไดอพยพเขา
มาสูประเทศไทย ดวยเพราะพื้นที่ของไทยและพมาอยูติดกัน และวิถีชีวิต อาหาร สภาพภูมิอากาศ
การประกอบอาชีพ ประเพณีวัฒนธรรมที่ใกลเคียงกันจึงทําใหชาวมอญอพยพเขามาในไทยเปนหลัก และ
พระมหากษัตริยไทยก็มีความยินดีที่จะใหชาวมอญมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยการอพยพของชาวมอญ
เขามาในประเทศไทย(สยามประเทศ) มปี รากฏ 9 ครัง้ คอื
การอพยพครั้งที่ 1 (สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช พ.ศ. 2082) ชาวมอญไดอพยพเขามาอยูแถบชาน
พระนครกรงุ ศรีอยธุ ยา เหตุจากพระเจาตะเบงชเวตี้ทาํ สงครามชนะ
การอพยพครั้งที่ 2 (สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา พ.ศ. 2127) พระนเรศวรไดชักชวนพระยาเกียรติ์
พระยาราม และพระมหาเถรคันฉอง ซึ่งเปนนายหทารมอญเขามาพระนครกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งท่ีสมเด็จพระ
นเรศวรทรงประกาศอิสรภาพทเี่ มอื งแครง
การอพยพครั้งที่ 3 (สมัยสมเด็จพระนเรศวร พ.ศ. 2136) เหตุจากภาวะสงครามที่พมามาตีกับไทย
และชาวมอญเปน ผูที่อยูร ะหวางพมา กับไทยเลยไดรับผลกระทบทําใหเ กดิ การอพยพขึน้
การอพยพครั้งที่ 4 (สมัยสมเด็จพระเจาปราสาททอง พ.ศ. 2175) เหตุจากพมาผลัดแผนดิน เปด
โอกาสใหชาวมอญกอกบฏ แตไมสําเร็จ จึงทําใหชาวมอญถูกจับไปประหารชีวิตจําวนมาก ชาวมอญจึงอพยพ
มายังราชอาณาจักรไทย
การอพยพครั้งที่ 5 (สมัยสมเด็จพระนารายณ พ.ศ. 2203) เหตุจากจักรพรรดิยุงหลีของจีนไดหนีไปยัง
พมาเนื่องจากถูกยึดบัลลังกจากกองทัพจีนฮอ และกองทัพจีนฮอก็ตามมาทําใหชาวมอญตองไปเปนกําลัง
แตช าวมอญก็หนีทพั อพยพมายังราชอาณาจกั รไทย
การอพยพครั้งที่ 6 (สมัยสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ พ.ศ. 2290) ขณะที่พมาออนกําลังลงจาก
สภาวะสงครามจีนฮอและไทย มอญจึงไดป ระกาศอิสรภาพในพ.ศ. 2283 และต้ังมั่นเปนหงสาวดี ภายใตการนํา
ของสมิงทอพุทธเกษ แตมอญก็ยังไมประสบผลสําเร็จ โดนพมาโตกลับ ทําใหชาวมอญอพยพเขามายัง
ราชอาณาจักรไทย
การอพยพครั้งที่ 7 (สมัยสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี พ.ศ. 2317) ทหารมอญที่ถูกเกณฑกําลังไปชวยใน
กองทัพ เกิดหนีทัพ ทําใหพมาไดจับครอบครัวไปเปนตัวประกัน ไมเพียงเทานั้นยังรวมไปถึงทหารที่สรางทาง
ทาํ ใหท หารไมพ อใจกอ กบฏเอาคืนพมา แตก ไ็ มสามารถสูไ ด จงึ พากันอพยพมายังราชอาณาจกั รไทย
การอพยพครั้งที่ 8 (สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พ.ศ. 2358) พระบาทสมเด็จพระ
พุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ 2 แหงราชวงศจักรี) โปรดเกลาฯใหพระเจาลูกยาเธอเจาฟามงกุฏรับครอบครัว
มอญเขามายังไทยเหตุเนื่องจาก ชาวมอญถูกเกณฑแรงงานและใชแรงงานอยางเอารัดเอาเปรียบจากการสราง
พระเจดยี มินกนุ ใหเ ปนเจดยี ที่ใหญทสี่ ุดในโลกของพมา
การอพยพครั้งที่ 9 (สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว พ.ศ. 2367 รัชกาลที่ 3 แหงราชวงศ
จักรี) เปนการอพยพครั้งสุดทายกอนที่พมาจะตกเปนเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ โดยพระยามหาโยธา (เจง)
3
ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดกองทัพออกไปรับครอบครัวมอญที่เปนญาติพี่นองจากเมืองมอญซึ่ง
กาํ ลงั ประสบภาวะกาํ ลงั รบของพมาและองั กฤษ (ชาญวิทย ปรีชาพาณชิ พฒั นา,ม.ป.ป)
ชุมชนมอญบางตะไนยเปนชุมชนมอญเกาแก ตั้งรกรากตั้งแตสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาและมีการอพยพ
เพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชุมชนบางตะไนยจึงมีวัฒนธรรมมอญที่ตกทอดมาอยางยาวนาน โดยเฉพาะอาหาร
ทองถิ่น ที่ผสมผสานความเปนมอญ ไทยและเชื้อชาติอื่นๆ ที่สืบทอดตอกันมา อาจกลาวไดวาชุมชนบางตะไนย
มภี ูมปิ ญญาดา นอาหารของชมุ ชนบางตะไนยและสืบทอดมาจนถึงปจจบุ นั
ดังที่พบวาอาหารทองถิ่นของไทย มีความแตกตางไปในแตละพื้นที่(ภูมิภาค) และมีหลากหลาย
ประเภท อาหารท่ีคนโดยท่ัวไปรูจัก อาจไมใชอาหารทั้งหมดท่ีมีอยูในทองถน่ิ น้ัน ยังมีอาหารอีกหลายประเภทที่
คนรุนใหมห ลายๆคนหรอื รนุ เกา ก็ยังไมรจู ักและนัน่ หมายถงึ วา อาจเกิดการสญู หายของภมู ิปญ ญาดานอาหารได
จึงทําใหเกิดแรงจูงใจมาสูการศึกษาภูมิปญญาดานอาหารเพื่อรักษาองคความรูภูมิปญญาดานอาหารของชุมชน
บางตะไนย โดยทําการศึกษาในชุมชนบางตะไนย ตั้งอยูที่ ตําบลบางตะไนย อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
ซึ่งยังมีการอนุรักษภูมิปญญาดานอาหารพื้นบาน เนื่องจากเปนชุมชนมอญที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี
วัฒนธรรม ตลอดจนมีความผสมผสานของหลายชนชาตริ ว มอยู
1.2 วัตถุประสงคใ นการวิจยั
1. เพื่อศกึ ษาภมู ิปญ ญาดานอาหารท่ียงั คงอยูของชมุ ชนบางตะไนย
2. เพ่อื รวบรวมและเผยแพรองคความรูภ มู ปิ ญ ญาดา นอาหารของชุมชนบางตะไนย
1.3 ขอบเขตของการวจิ ัย
เปนการวิจัยภูมิปญญาดานอาหารในพื้นที่ตําบลบางตะไนย อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดย
ศึกษาขอ มูลกบั ผูรูในชมุ ชนเก่ียวกับภมู ิปญญาดานอาหาร วถิ ีชีวติ ความเปนอยู การเก็บขอมูลเปนการสมั ภาษณ
เชิงลึก(In-Depth Interview) การสนทนากลุม (focus group) การสนทนาพูดคุยอยางไมเปนทางการ
(informal interview) การสังเกตโดยตรง (direct observation) โดยคัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง
(Purposive Sampling)
1.4 ประโยชนท คี่ าดวาจะไดรบั
1. ไดท ราบถึงภมู ปิ ญญาดานอาหารที่ยงั คงอยขู องชุมชนบางตะไนย
2. สามารถนําความรูภูมิปญญาดานอาหารของชุมชนบางตะไนยที่ไดรับไปเผยแพรและ
ประชาสัมพนั ธใหก ับผูสนใจนาํ ไปใชป ระโยชนในอนาคต
4
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ ง
การวิจัยศึกษาในครั้งนี้เปนการศึกษาเกี่ยวกับภูมิปญญาดานอาหารของชุมชนบางตะไนย จังหวัด
นนทบรุ ี โดยผวู ิจัยไดศ กึ ษาแนวคิดทฤษฎีและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วของแบง ออกเปน 5 ขอ ดังรายละเอยี ดตอไปนี้
2.1 ภูมปิ ญญา
2.2 อาหารพ้นื บาน
2.3 แนวคดิ วฒั นธรรม
2.4 วฒั นธรรมอาหาร
2.5 งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วของ
2.1 ภมู ปิ ญ ญา
2.1.1 ความหมายของภูมิปญ ญา
ภมู ิปญญาทองถิ่น หมายถึง ความเช่ือ ความคิด ความรู รวมถึงความสัมพันธในทอ งถ่ินท่ีสบื ทอดตอไป
ใหเห็นเปนเครื่องมือ วิธีการที่ชวยในการแกไขปญหาหรืออํานวยความสะดวกใหแกบุคคลและทองถิ่น
ประเวศ วะสี (2534 อา งถงึ ในอภิญญา สงเคราะหส ขุ , 2549)
ภูมิปญญาทองถิ่น หมายถึง ความคิด ความรู ความชัดเจน ความสามารถที่เกิดขึ้นในตัวกลุมชนจาก
ประสบการณในชีวิตท่ีปรับตัวเพื่อดํารงชีพอยูไดในสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ สิ่งแวดลอม
ทางสงั คม ระบบนเิ วศนที่สืบสานตอกนั ไป เอกวทิ ย ณ กลาง (2540 อา งถึงใน อภญิ ญา สงเคราะหสขุ , 2549)
ภูมิปญญาทองถิ่น หมายถึง กระบวนการคิดวิเคราะหของบุคคลที่มีตอโลก สิ่งแวดลอมและตอตนเอง
มีหลักสําคัญอันเปนพื้นฐานไดสืบทอด ปฏิบัติตอกันมาจากจารีตประเพณี คติ คําสั่งสอนทางศาสนา โดยมี
จุดมุงหมายเพื่อความสงบสุขของปจเจกบุคคลและความสงบสุขของชุมชนที่รวมกัน รัตนะ บัวสนธิ์ (2535:35
อางถงึ ใน อภญิ ญา สงเคราะหสุข, 2549)
ภูมิปญญา คือ ศาสตรและศิลป ภูมิปญญาเปนศาสตร หมายถึง ความรูที่เกี่ยวเนื่องกับการดําเนินชีวิต
สิ่งแวดลอม การทํามาหากิน การอยูรวมกันในสังคม รวมถึงการอยูรวมกันกับธรรมชาติ จากอดีตมาจนถึง
ปจ จุบนั ทไ่ี ดร บั สบื ทอดมารนุ สูรุน จากปูย า ตายาย มาพอ แม สรู นุ ลกู หลาน
ภูมิปญญาเปนศิลป หมายถึง ความรูที่ผูคนคิดขึ้นมาจากความรูสึก จากจิตวิญญาณ ญาณทัศนะ
รวมกับสมองที่ไดคิดคนสิ่งตางๆ เกิดเปนความรูท่ีเกิดคุณคา มีความดีงามอยูในนั้น เสรี พงศพิศ (2548 อางถึง
ใน วนิดา นาคสี งั ข, 2559)
ภูมิปญญา คือ ความรูของมนุษยที่นํามาใชในการพัฒนาหรือแกไขปญหาในการทํางานใหเกิดเปน
ประโยชนขึ้นมา สามารถเรียกไดอีกอยางวา ปญญาปฏิบัติ สามารถเพิ่มดีกรีของภูมิปญญา กลายเปน
5
นวัตกรรม หรือนวัตกรรมแหงความสําเร็จ ดังรูปแบบของปรามิดของระดับความรูหรือความรู เปน 4 แบบ
จากนักวชิ าการชาวญปี่ นุ Hideo Yamazali (ม.ป.ป อา งถึงใน วนิดา นาคสี ังข, 2559) ดงั ตอ ไปนี้
ท่มี า ปร ามิดแหง ความร,ู สืบคนจาก https://www.bu.ac.th/knowledgecenter/executive_journal
/jan_mar_07/pdf/Excutive_121-124.pdf
จากภาพ ทฤษฎีปรามิดแหงความรู ชี้ใหเห็นไดวา ภูมิปญญา เปนผลผลึกจากขอมูล ความรู
สารสนเทศ โดยเกดิ เปน ความรูข นั้ สงู สุดตามนยิ ามทไี่ ดตั้งไวข องปรามดิ แหง ความรู
กลาวโดยสรุปภูมิปญญาทองถิ่น คือ ความรู ความคิด ที่บุคคลไดคิดผานประสบการณของวิถีการ
ดาํ เนินชีวติ สิ่งแวดลอม โดยสามารถแกปญ าของบุคคลหรอื คนในชมุ ชนไดแ ละไดร บั สืบทอดตอไปเปนรนุ สรู ุน
2.1.2 ประเภทของภมู ิปญญา
นิตยา บุตรศรี (2542 อางถึงใน รัตนา ยะอนันต, 2552) ไดกลาวสรุปตามสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแหง ชาติ วา ดว ยประเภทของภมู ปิ ญญาชาวบา น แบงเปน 10 สาขา ดังน้ี
1.สาขาเกษตรกรรม หมายถึง การพัฒนาทักษะ ความรูที่ถูกผสมผสานและเทคนิคดานการเกษตรกับ
เทคโนโลยีโดยตั้งอยูบนพื้นฐานเดิม โดยมนุษยสามารถพึ่งพาตนเองในสถานการณตางๆได เชน การแกปญหา
การเกษตร การทําเกษตรแบบผสมผสาน การแกปญหาดานการผลิตและการนําเทคโนโลยีมาปรับใชใหเขากัน
กับการเกษตร
2.สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ดานการผลิตและบริโภค) หมายถึง การนําเทคโนโลยีไป
ประยุกตใชเพื่อแกปญหาดานการผลิตและบริโภค เชน การแปรรูปการผลิต เพื่อชะลอการนําเขาตลาด
การรวมกลมุ ของกลมุ โรงงานตางๆ เชน กลุมโรงสี โรงงานยางพารา ทําใหชมุ ชนในทอ งถนิ่ สามารถพง่ึ พาตนเอง
3.สาขาการแพทยแผนไทย หมายถึง ความสามารถในการดูแลรักษาและปองกันสุขภาพของคนใน
ชุมชน มุงเนนใหผ คู นในชมุ ชนสามารถพึง่ พาตนเองในเร่ืองของสุขอนามยั ได
6
4.สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม หมายถึง ความสามารถในการพัฒนา อนุรักษ
เห็นถงึ ประโยชนของคุณคาของทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม โดยมีการจัดการอยา งสมดลุ และย่งั ยนื
5.สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการจัดการบริหารเงินและโภคทรัพย
การบรกิ ารธุรกิจและกองทนุ ในชมุ ชน เพือ่ ทาํ ใหค วามเปน อยขู องชมุ ชนดขี นึ้
6.สาขาสวสั ดิการ หมายถงึ ความสามารถในการดูแลจัดการประกันคุณภาพชีวิต โดยจัดสวสั ดกิ ารใหมี
ความมัน่ คงทางสังคม เศรษฐกิจและวฒั นธรรม
7.สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการคิดคนผลิตผลงานทางดานศิลปะสาขาตางๆ เชน
ทัศนศิลป จติ รกรรม วรรณกรรม ประตมิ ากรรม
8.สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถในการใชภาษา ตลอดจนผลิตผลงานดานภาษา
ในภาษาไทย ภาษาถน่ิ ภาษาโบราณหรอื การใชภาษาในงานดานวรรณกรรม
9.สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถที่นําความเชื่อ คําสอนทางศาสนาและประเพณี
ที่มีคุณคามาปรับใชกับการประพฤติปฏิบัติตอบุคคลและสิ่งแวดลอม เปนขอประพฤติที่กอใหเกิดผลดี เชน
การถายทอดคําสอนทางศาสนา
10. สาขาการจัดการองคกร หมายถึง ความสามารถในการดําเนินงานบริหารจัดการ พัฒนาองคกร
ชุมชนใหสามารถปฏิบัติงานไดตามหนาที่ บทบาทขององคการไดอยางดี เชน การจัดการกลุมออมทรัพย กลุม
แมบา น กลมุ ประมงพื้นบา นเปน ตน
2.1.3 ความสําคัญของภูมิปญญาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ (2544 อา งถึงใน รัตนา ยะอนันต, 2552) ไดกลาววา ความสําคัญของภูมปิ ญญา
ชาวบาน จะเกิดความเกี่ยวของกับคุณธรรม จริยธรรมเสริมสรางใหสังคมสงบสุข จนกลายเปนวัฒนธรรมท่ี
หลากหลาย ซ่ึงภมู ิปญ ญาชาวบานไดอ าศยั การสืบทอดตอๆกันมา
รุง แกวแดง (2542 อางถึงใน รัตนา ยะอนันต, 2552) ไดกลาววา ประเทศไทยอาจลืมของดีของ
ประเทศ คือ ภูมิปญญาทองถิ่น หรือ ภูมิปญญาชาวบาน หรืออาจเรียกไดวา ภูมิปญญาไทย เราหันไปให
ความสําคัญกับการพัฒนาทางอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร เทคโนโลยีแตกลับไมเพียงพอ พบปญหามากมาย
ตั้งแตการเสียเปรียบดุลทางการคา ความไมสมดุลระหวางอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรม ความไมสมดุลของ
วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร เนอ่ื งดวยเพราะประเทศไทยยังตองพึง่ ภมู ิปญ ญาของตา งประเทศ
สําเนียง สรอยนาคพงษ (2535 : 25-26 อางถึงในอภิญญา สงเคราะหสุข, 2549) ไดกลาววา ภูมิ
ปญญาเปนเรื่อง ของมนุษยกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีความสัมพันธมาตั้งแตอดีตไมวาจะเปน
ความสัมพันธของ มนุษยกับมนุษย มนุษยกับธรรมชาติและมนุษยกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ในความสัมพันธนี้จะ
กอใหเกิดกระบวนการของการทํามาหากิน วิถีชีวิต จารีตประเพณีและพิธีกรรม ซึ่งเปนสิ่งรักษาสมดุลของ
ความสัมพันธดงั กลา ว โดยมีจุดมุงหมายเพื่อฟนฟศู ักยภาพของชุมชนใหบ ุคคลสามารถพ่งึ พาตนเองไมวาจะดา น
วัฒนธรรม ประเพณี สตปิ ญ ญาหรอื ภูมปิ ญญา ตลอดจนเกิดความสงบสขุ ในตวั ปจ เจกบคุ คลและชุมชน
7
คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ (2541 อางถึงใน บานจอมยุทธ, ม.ป.ป) ไดกลาววา ภูมิปญญาไทย
มีการดําเนินชีวิตที่มีความสุข มีความเปนปกแผนของบานเมือง สรางชาติเปนชาติไทยอยูจนถึงทุกวันนี้
ภูมิปญ ญาไทยจงึ มีความสําคญั โดยสรุป ดงั น้ี
1.ทาํ ใหช าติเปนปกแผน มน่ั คง
2.วถิ ีชีวิตของคนไทยมกี ารปรบั เปลีย่ นมคี วามเหมาะสมกับการเปลยี่ นไของแตละยคุ สมัย
3.สรา งความภาครูสกึ มเี กยี รติภมู ิ มคี วามภูมิใจตอ คนไทย
4.เกิดความสมดุลของคน ธรรมชาติและสงั คมไดอยา งม่นั คง
5.สามารถนําหลักคาํ สอนทางศาสนามาประยุกตใ ชใหเ ขา กบั วิถกี ารดําเนินชวี ิตไดอยางเหมาะสม
ประกอบ ใจมั่น (2539 อางถึงใน บานจอมยุทธ, ม.ป.ป) ไดกลาววา ภูมิปญญาทองถิ่นมีความสําคัญ
ดงั น้ี
1.ภูมิปญญาทองถิ่นมีสวนชวยใหผูคนสามารถทันตอผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสังคมภายนอก โดยมีการ
ปรับเปลีย่ นทันตอความเปลีย่ นแปลง
2.ภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ิน ทาํ ใหผคู นในชมุ ชน ตลอดจนถงึ หมูบานสามารถท่ีอยรู วมกนั ไดอยา งสงบสุข
3.ภูมิปญญามีสวนชวยในการทํางานของเจาหนาที่จากหนวยงานตางๆ ชวยในการกําหนดทาทีการ
ทาํ งานของชาวบาน เกดิ การพัฒนาทาํ ใหเจาหนาทท่ี าํ งานไปดวยกนั ไดก บั ชาวบานมากย่งิ ขน้ึ
4.ภมู ิปญ ญาทาํ ใหเ กดิ ความสมดลุ ระหวางคนกับสงิ่ แวดลอ ม
ทัศนีย ทองไชย (2542 อางถึงใน อภิญญา สงเคราะหสุข, 2549) ไดกลาววา ภูมิปญญาทองถิ่น
มคี วามสาํ คญั ดังน้ี
1.ภูมิปญญาทอ งถนิ่ เปนเรอื่ งทมี่ ีมาตง้ั แตอดตี
2.ภูมิปญญาทองถิ่นเปนเรื่องที่มีความสัมพันธของคน ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมีเร่ืองของ
การจัดความสัมพนั ธร ะหวางคนกบั คน คนกับธรรมชาติและคนกับสงิ่ เหนอื ธรรมชาติ
3.ภูมิปญญาทองถิ่นจะสงตอผานกระบวนการของจารีตประเพณี การทํามาหากิน วิถีการดําเนินชีวิต
และพิธกี รรมตา งๆ จนกอเกดิ ความสมดลุ ระหวา งความสัมพันธของสง่ิ ตา งๆ
4.ภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ ทาํ ใหต วั บคุ คล ชมุ ชนหรอื หมูบานกอ เกิดความสงบสุข
5.ภูมิปญญาทองถิ่นทําใหผูคนในชุมชนลดการพึ่งพาตนเองจากสังคมภายนอก โดยหันมาพึ่งพาตนเอง
ไดท ้ังในดา นภูมิปญ ญาของชมุ ชน เศรษฐกจิ ประเพณีและวัฒนธรรม
6.ภมู ปิ ญญาทองถน่ิ เกิดผลตอผูคนในชมุ ชนไดร บั รูถงึ คุณคาของภมู ิปญ ญาทองถนิ่ จากการทีภ่ มู ิปญ ญา
ทองถิ่นเขามามีสวนรวมในการจัดการของชุมชน ทําใหบุคคลไดตระหนักถึงความตองการของตนเอง เขาใจ
ตนเองจนนาํ ไปสกู ารรบั รคู ุณคา ของภูมิปญญาทอ งถิ่น
8
7.ภูมิปญญาทองถิ่นเปนอีกแรงชวยสําคัญในการจัดทํานโยบายการศึกษา จากการนําภูมิปญญา
ทองถิ่นมาสงเสริมเนื้อหา พัฒนาเนื้อหา นํากระบวนการเรียนรูทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมาปรับใชเกิด
เปนวิทยาการสมัยใหม นําความรูสวนนไี้ ปปรับใชก บั การพัฒนาและจดั ทาํ หลกั สตู ร
8.ภูมิปญญาทองถิ่นสงเสริมใหผูเรียนสามารถนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใชพัฒนา โดยเกี่ยวเนื่องกับ
การเรียนรูของภาคทฤษฎีมาผสมกับวัฒนธรรมและเทคโนโลยี เกิดเปนความรูเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่นกับ
ความรสู มัยใหม
9.ภูมิปญญาทองถิ่นเปนพื้นฐานสําคัญ เพราะปจจุบันนี้เปนยุคของเทคโนโลยีขาวสาร ผูมีหนาที่จัด
การศึกษาจะนําเทคโนโลยีมาทํางานบนพื้นฐานของภูมิปญญาทองถิ่น เน่ืองดวยผูมีหนาที่จัดการศึกษาจะตอ งมี
ความกลาท่ีจะรับมือกับสิ่งตางๆ เพื่อใหผเู รยี นไดรบั การบริการศึกษาอยางครบถวน ไมเหมือนเมื่อคร้ังอดตี ที่มุง
หมายใหค วามสาํ คญั กับเศรษฐกิจทีต่ องการผลลัพธท ีเ่ นน แคปรมิ าณของผลผลติ เพยี งอยางเดียว
กลาวโดยสรุปความสําคัญของภูมิปญญา คือ ในรอบๆตัวของบุคคล รวมถึงในชุมชน วิถีการดําเนิน
ชีวิตมีความเกี่ยวของกับ คน ธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติอยูตลอดเวลา จนทําใหเกิดภูมิปญญาทองถิ่นขึ้น
สามารถชวยใหตัวบุคคลหรือในชุมชนไดอยูอยางมีความสงบสุขทันตอความเปลี่ยนแปลงตางๆที่เกิดขึ้น
นอกเหนือจากนี้ยังมีแสดงความเปนเอกลักษณของแตละชุมชนและนําภูมิปญญาน้ีไปตอยอดไดกับเทคโนโลยีที่
กา วล้ําสมยั ขึน้
เสรี พงษพิศ (2529 อางถึงใน บานจอมยุทธ, ม.ป.ป) ไดกลาววาภูมิปญญาแบงออกเปน 2 ลักษณะ
ดงั นี้
1. ลักษณะนามธรรม ไดแก ปรัชญา ทฤษฎี กระทั่งหลักการตางๆที่มีความหมายที่แทจริงแฝงเอาไว
เปนผลผลิตที่ไดวิเคราะหจากวิถีชีวิตความเปนอยูใหสอดคลองกันและลักษณะความเชื่อบุคคลของสมัยนั้น
จึงจะสามารถเขาใจความหมายได ภูมิปญญาไทยในลักษณะความเชื่อจะมีใหเห็นในรูปแบบของคําบอกเลา
ภาษา บทเพลง นิทาน วรรณคดี สุภาษิต คําพังเพย คําสั่งสอนของบรรพบุรุษในเรื่องของขอปฏิบัติหรือขอหาม
เปนตน
2. ลกั ษณะรูปธรรม แตล ะที่จะมีเอกลักษณเปนของตนเอง เม่ือไดรบั รูแลวจะสามารถรูไดวามาจากชน
ชาติ เผาพันธุหรือกลุมไหน โดยสิ่งที่ปรากฏจะสามารถเห็นได เชน ประติมากรรม จิตรกรรม อาคาร
สถาปต ยกรรม อาหาร ดนตรีและเครือ่ งนงุ หม เปนตน
2.2 อาหารพนื้ บาน
ฉวีวรรณ สุวรรณาภา, อรอนงค วูวงศและเสริมศิลป สุภเมธีสกุล (2560) ไกกลาววา อาหารพื้นบาน
หมายถึง อาหารที่นําวัสดุ เครื่องปรุง จากแหลงธรรมชาติ สิ่งแวดลอมรอบตัว อาจนํามาจากการลาสัตว
การจับสัตวนํ้า เก็บของปาและนํามาจากการผลิตขึ้นเอง เชน การเลี้ยงสัตว เพาะปลูกพืช หรือการซื้อขาย
แลกเปลี่ยน มาจัดการเปนอาหารที่ประชาชนบริโภคเปนประจําในทุกๆวันและบริโภคในโอกาสตางๆ และ
9
อาหารจะมีความเปนเอกลักษณเฉพาะของแตละทองถิ่นแตกตางกันไป โดยอาหารทองถิ่น สามารถจําแนก
คุณลกั ษณะ ไดดงั น้ี
1. อาหารทอ งถนิ่ เปนอาหารทบี่ รโิ ภคในชวี ติ ประจําวันและโอกาสพิเศษ
2. อาหารทองถิ่นเปนอาหารที่มีกรรมวิธีการปรุงตั้งแตปรุงแบบเรียบงายไปจนถึงการปรุงแบบซับซอน
แตไ มวาจะปรุงแบบไหนกย็ ังคงรสชาติท่เี ปน ธรรมชาติ
3. อาหารทองถน่ิ จะมวี ธิ ีการประกอบอาหารท่เี กีย่ วเนือ่ งกบั ฤดกู าล
4. อาหารทองถ่ินจะนําวัตถดุ บิ และเคร่อื งปรงุ ท่ีมใี นทอ งถิน่ มาประกอบอาหาร
5. อาหารทอ งถนิ่ จะมีเทคนิคและวิธีการทําใหอาหารสุกไดห ลากหลายรปู แบบ
อาหารพื้นบานเปนอาหารท่ีบริโภคในชีวิตประจําวนั และยังสามารถบริโภคในโอกาสตางๆ เชน อาหาร
ที่บริโภคในประเพณีทางศาสนา อาหารที่บริโภคในประเพณีการทําบุญเนื่องในโอกาสสําคัญตางๆ เชน
งานบวช งานแตงงาน งานทําบุญขึ้นบานใหมตลอดจนอาหารที่อยูในชวงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตหรือยาม
ปวยไข อาหารทอ งถน่ิ หรืออาหารพื้นบาน จะแสดงถงึ วัฒนธรรม ภมู ิปญ ญาของคนไทย ซึ่งในแตละทองถ่ินกจ็ ะ
มีความเปนเอกลักษณเฉพาะของทองถิ่นนั้น อาหารพื้นบานไทย ชนิดและปริมาณของอาหารจะมีการผสมกัน
อยางลงตัว ถือเปนอาหารที่ไดสมดุลทางโภชนาการ โดยสวนใหญจะมีขาวเปนหลัก ซึ่งขาวก็มีไดหลากหลาย
ชนิดทั้งขาวเจา ขาวเหนียว ขาวซอมมือแตกตางกันไปของแตละทองถิ่น กรรมวิธีการปรุงอาหารจะมีวิธีการที่
เรียบงาย ใชนํ้ามันในการปรุงนอย โปรตีนในอาหารจะมาจากเนื้อสัตว ไข ปลา เครื่องปรุงเปนของที่ไดจาก
ธรรมชาติสมุนไพรตางๆ การปรุงก็จะใชการทําเปนยํา ตม แกง ตําแบบงายๆ (ฉวีวรรณ สุวรรณาภา, อรอนงค
ววู งศแ ละเสริมศลิ ป สุภเมธีสกลุ , 2560)
ภูมิปญญาดานอาหาร หมายถึง การทําอาหารโดยใชองคความรูที่สืบทอดตอกันมาตั้งแตสมัยโบราณ
อาหารที่เกิดขึ้นจะเปนอาหารงายๆ เชน อาหารประเภทตม ตมโคลง อาหารประเภทแกง แกงปา ขาวแช
นา้ํ พริก ขนมไทยแทก็จะประกอบดวยกะทิ แปง นา้ํ ตาลเปนสว นใหญ (วรุตม วรุตมะ, ม.ป.ป)
กลาวโดยสรุป อาหารพื้นบาน คือ อาหารที่บุคคลในชุมชนไดนาํ วัตถุดิบทางธรรมชาติรอบๆตัว รวมถึง
การลาสัตวที่มีอยูรอบบริเวณ นํามาปรุงเปนอาหารที่รับประทานในชีวิตประจําวันหรือรับประทานในโอกาส
พิเศษตา งๆ โดยอาหารท่ีจัดทําขน้ึ จะมีความเปนเอกลกั ษณของแตละทองถิ่นแตกตางกันไป
2.3 แนวคิดวัฒนธรรม
วัฒนธรรม หมายถึง ประสบการณของมนุษยในสังคมที่อยูอาศัยและไดสืบทอดพฤติกรรมไปรุนสูรุน
โดยจะออกมาเปนรูปแบบการดําเนินชีวิต พฤติกรรมและระบบสัญลักษณ ลวนแลวแตเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น
เพื่อใชในการอยูรวมในสังคม ซึ่งแตละสังคมก็จะมีวัฒนธรรมที่แตกตางกันไป วัฒนธรรมจะมีทั้งนามธรรมและ
รูปธรรม นามธรรมเชน ความเชื่อ ภาษา กิริยามารยาท รูปธรรม คือ ศิลปกรรม ประติมากรรม อาคาร
บา นเรอื น วัด รวมถึงส่งิ ของเครอื่ งใชตางๆ อมรา พงศาพิชญ (2534:1 อา งถึงใน ชาย นครชยั , 2560)
10
วฒั นธรรม หมายถงึ ภาษา ศลิ ปะวทิ ยาการ ปรชั ญา ศาสนา กฎหมาย การปกครองฯลฯ ลวนแลวเปน
ผลงานที่มนุษยสรางสรรคขึ้น วัฒนธรรมคือรูปแบบแหงพฤติกรรม (Behaviour patterns) วิถีการดําเนินชีวิต
(Way of life) เสาวนยี จติ ตห มวด (2538 : 5 อา งถึงใน ชาย นครชัย, 2560)
วัฒนธรรมในรากคําของภาษาลาติน คือ Cultivate จะมีความหมายวา การไถพรวนแผนดิน สื่อไดถึง
การบมเพาะ ดีงาม ประณีต การทําใหเสร็จสมบูรณ อุดมสมบูรณ หากมองในความหมายเชิงมานุษยวิทยา
จะไดความหมายวา ความคิดที่เปนแบบแผน วัฒนธรรมแบบแผนของการใชชีวิตของคนชาติตางๆรวมถึง
ประเพณีพธิ ีกรรมตา งๆ ธีรยุทธ บญุ มี (2546 อา งถึงใน ชาย นครชยั , 2560)
วัฒนธรรม หมายถึง การปฎิบัติของคนจํานวนมาก จนมีการปฎิบัติตอเนื่องกันไปเปนกลุม
จนกลายเปนแบบอยางขึ้น เปนแบบอยางที่ชัดเจนแสดงถึงวิถีการดําเนินชีวิตของชนใดชนหนึ่ง
พฤทธสิ าณ ชมุ พล (2548 : 93 อา งถึงใน ชาย นครชยั , 2560)
ราชบณั ฑติ ยสถาน (อางถึงใน ศจีมาศ สวุ รรณขํา, 2544) วัฒนธรรม หมายถงึ ส่ิงที่ทาํ ใหเจริญงอกงาม
แกหมูคณะ วิถีชีวิตของหมูคณะ พระราชบัญญัติวัฒนธรรม พุทธศักราช 2485 ใหความหมายวัฒนธรรม
หมายถึง ลกั ษณะที่แดสงถึงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบเรียบรอย ความกลมเกลยี วกาวหนาของชาติ
และศีลธรรมอันดีของประชาชน ทางวิทยาการ หมายถึง พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมูผลิตสรางขึ้นดวย
การเรียนรูจากกันและกนั และรว มใชอยใู นหมพู วกของตน
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (อางถงึ ใน ศจมี าศ สวุ รรณขาํ , 2544) วัฒนธรรมคือ สิ่งที่มปี ระโยชน
และคนในสังคมใหความยอมรับ วิถีชีวิตในสังคมของคนๆหนึ่งและมีคุณคาภายในสังคมน้ัน คุณคานี้
ทําใหเกิดความสัมพันธที่ดีระหวางคนภายในสังคมโดยอยูภายใตเงื่อนไขชุดหนึ่ง วัฒนธรรมเปนแบบแผนที่
กําหนดพฤติกรรมของคน เปนระบบคุณคาซึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคมไว โดยวัฒนธรรมเปนสิ่งที่ไดรับ
การปลูกฝงจะถูกถายทอดและสืบทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง เพื่อความตอเนื่องและความอยูรอดของสังคม
นั้นๆ เราจงึ ไดศกึ ษาวัฒนธรรมในดานระบบคุณคาและดานที่เปนวตั ถุ
อานนท อาภาภิรม (อางถึงใน ศจีมาศ สุวรรณขํา(2544)) ใหความหมายของวัฒนธรรมวา วัฒนธรรม
หมายถึง แบบแผนแหงพฤติกรรม วิถีการดําเนินชีวิตและผลงานที่มนุษยไดสรางขึ้นไมวาจะเปนความรู
ความคดิ ความเชอื่
กลาวโดยสรุป วัฒนธรรม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอยางที่มนุษยสรางขึ้นไมวาจะภาษา ศาสนา โดยสิ่ง
เหลานี้เกิดขึ้นจากประสบการณ และสืบทอดสงผานไปยังรุนสูรุนโดยอาจเปนระบบสัญลักษณ วิถีการดําเนิน
ชีวิต โดยสิ่งที่สืบทอดจะเกิดคุณคาอันดีงามใหแตละทองถิ่นตางกันไป เปนไดทั้งนามธรรม คือ ภาษา
กิรยิ ามารยาทหรอื รูปธรรมคอื ประตมิ ากรรม อาคารบานเรอื น
2.4 วัฒนธรรมอาหาร
อาหาร (ทรงศิริ วิชิรานนท, พจนยี บุณนาและจงทิพย อธมิ ุตติสรรค, 2555) คอื ปจจัยพ้นื ฐานที่จําเปน
สําหรับมนุษย มนุษยจึงตองหาอาหารซึ่งเปนกิจกรรมที่สําคัญอันดับแรก เพื่อตอบสนองความตองการและการ
อยูรอดของมนุษย เชน การสะสมความรู การเจริญพันธ การปองกันอันตราย กิจกรรมทางสังคมหรือการ
11
ถายทอดความรูสืบตอไปยังคนรุนตางๆ กิจกรรมเหลานี้มีความสําคัญเชนกัน แตรองลงไปจากการหาอาหาร
และการผลิตอาหาร อาหารเปนสิ่งที่มีบทบาทเกี่ยวเนื่องกับหลายๆสิ่งมากมาย ไมวาจะทางดานการนับถือ
ศาสนา ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อ และวิถีการดําเนินชีวิต ไมเพียงแตเปนการบริโภคเพื่อความอยูรอดเทานั้น
อาหารจงึ มคี วามหมายไดหลายนัย
พัทยา สายหู (2532 อางถึงในทรงศิริ วิชิรานนท,พจนีย บุณนาและจงทิพย อธิมุตติสรรค, 2555) ได
กลาววา วัฒนธรรม คือ สิ่งประดิษฐที่มนุษยหาประโยชนจากธรรมชาติ ทรัพยากรอาหารจึงแจกแจง
ความหมายออกเปน 2 ขอ ได ดงั น้ี
1.ทรัพยากรอาหารในธรรมชาติ หมายถึง วัตถุดิบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ บุคคลหรือชุมชนจะ
พงึ่ พาอาหารจากวัตถุดิบน้ัน โดยอยูในบริเวณรอบๆพื้นที่ของตนเอง ความอดุ มสมบูรณของอาหารนั้นขึ้นอยูกับ
ธรรมชาติ จึงมีคํากลา วไววา ถา ธรรมชาตอิ ดุ มสมบูรณ คนและสังคมก็จะมอี าหารมากมาย
2.ทรัพยากรอาหารในวัฒนธรรม “วัฒนธรรม” หมายถึงทุกสิ่งท่ีมนุษยทาํ ขึ้นมาดวยความสามารถและ
ความพอใจของตน ตัวอยางของทรัพยากรอาหารในวัฒนธรรม เชน การที่มนุษยสามารถรูไดวาวัตถุดิบทาง
ธรรมชาติอะไรที่สามารถนํามาทําอาหาร หรือนําวัตถุดิบทางธรรมชาติมาปรุงอยางไรจนทําใหอาหารมีรสอรอย
สิง่ ทีม่ นุษยท าํ เปนการทําเพม่ิ เกินจากธรรมชาติท่มี อี ยู เปนส่ิงทอี่ ยนู อกเหนอื จากการพงึ่ พาอาหารจากธรรมชาติ
วัฒนธรรมอาหาร หมายถึง วิธีการปฏิบัติ ธรรมเนียมประเพณี ที่เกี่ยวของกับอาหารทุกขั้นตอน โดย
คนในสังคมหรือในชุมชนจะปฏิบัติตามกัน เริ่มแรกตั้งแตการกําหนดรูและเลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติวาอะไร
สามารถท่ีจะนาํ มาบริโภคเปน อาหารได การหาอุปกรณห รือวธิ ีดําเนินงานท่ีเปนตัวชวยในการปลกู พืช หาพืชผล
เลี้ยงสัตว เพื่อควบคุมและขยายปริมาณของวัตถุดิบอาหาร และเมื่อนําวัตถุดิบมาปรุงเปนอาหารจะตองทําใน
ลักษณะอยางไร อาหารบางชนิดการจะมีกฎเกณฑขอบังคับที่สังคมไดกําหนดไวในการจะบริโภค อาหารจะมี
การใหความหมายและคุณคาที่แตกตางกัน มีขอหามหรือความชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคอาหารหรือไม
เกี่ยวกับอาหารและอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดที่กลาวมาลวนรวมเรียกวา วัฒนธรรมอาหารของแตละชุมชนหรือ
สงั คม พทั ยา สายหู (2532 อางถึงใน ทรงศริ ิ วิชริ านนท,พจนีย บณุ นาและจงทพิ ย อธมิ ตุ ตสิ รรค, 2555)
2.5 องคประกอบของวฒั นธรรมอาหาร
พัทยา สายหู (2532 อางถึงใน ทรงศิริ วิชิรานนท,พจนีย บุณนาและจงทิพย อธิมุตติสรรค, 2555) ได
กลา วถึง องคประกอบของวัฒนธรรมอาหาร ดงั นี้
1. รูวาอะไรกินได อะไรกินไมได ในแตละสังคมจะมีความรูเรื่องอะไรกินได อะไรกินไมไดแตกตางกัน
ไปตามสิ่งไดรับการรับรูท่ีสืบทอดตอกันมาของแตละสังคม แตละบุคคล ระดับการศึกษาการฝกอบรม โดยหาก
จะแบงประเภทอาหารที่ในหลายๆสังคมมีประเพณีการแบงอาหาร จะแบงไดเปน 2 ประเภท คือ รอน และ
เย็น
1.1 รอน หมายถึง อาหารที่บริโภคแลวทําใหเกิดความรูสึกตื่นเตน รุนแรง กระฉับกระเฉง
วองไว รูส ึกคกึ คกั ตวั อยางอาหารรอนในสงั คมไทย คอื เน้ืองู เน้อื แพะ ทุเรียน เลือดคา ง เปนตน
12
1.2 เย็น หมายถึง อาหารที่บริโภคแลวทําใหเกิดความรูสึกสงบสุข ผอนคลาย บํารุงรางกาย
ตัวอยางอาหารเย็นในสังคมไทยคือ มะระ ผักโขม ใบบัวบก ใบตําลึง เปน ตน
2. วิธีการหาและแปรรูปอาหาร สังคมไทยในสมัยกอนไดมีความเชื่อที่วาผูหญิง เปนผูที่จะทําหนาที่
ทําอาหาร แปรรูปอาหาร ผูหญิงจําเปนที่จะตองมีฝมือในการทําอาหารตองเรียนรูการทํางานบานงานครัว
ซึ่งความคิดนี้เปนความคิดสวนใหญซึ่งในปจจุบันก็ยังพบเห็นได แตในบางครั้งก็มีขอยกเวน ที่ผูชายสามารถ
ทําอาหารไดเ ชน กนั นัน่ หมายถงึ ทัง้ สองเพศชายและหญิงมบี ทบาทรวมกัน
3. กฎเกณฑการบริโภคตามสถานภาพของบุคคล ในชว งชีวิตของมนุษยตั้งแตแรกเกิดจนตาย จะตองมี
การเปลี่ยนเปลี่ยนตลอดเวลา จึงมีการกําหนดสถานภาพของบุคคลตามเพศ วัย ฐานะ ความสําคัญของบุคคล
ดงั กลาว จึงมีกฎเกณฑถอื กําเนิดขึ้นในการบริโภคอาหารใหส อดคลองกับสถานภาพของบุคคล ดังน้ี ธรรมเนียม
ประเพณีอาหารที่กําหนดใหเหมาะสมสําหรับเด็ก ผูใหญ ผูสูงอายุ อาหารเฉพาะสําหรับผูที่มีอาการเจ็บปวยซึ่ง
รา งกายจะมสี ุขภาพที่ตางไปจากคนปกติ อาหารสําหรับผูท่ีจะประกอบพิธกี รรมทางศาสนาที่อาหารจะแตกตาง
ไปจากอาหารของคนธรรมดา อาหารพิเศษสําหรับนักกีฬา เปนตน สรุปไดวาในทุกๆสังคมจะมีขอกําหนด
กฎเกณฑในการบริโภคอาหารตามสถานภาพของบุคคลตามลักษณะตางๆของสังคมนั้นๆ โดยถือเปน
ขนบธรรมเนียมประเพณขี องสงั คมนั้น
4. ประเภทอาหารตามกาลเทศะ วัฒนธรรมของมนุษยมีการกําหนดวันพิเศษขึ้นหรือเทศกาล เชน
งานแตงงาน งานบุญ ซึ่งในโอกาสพิเศษเหลานี้จะมีการกําหนดประเภทอาหารที่เหมาะสมกับกาลเทศะ
เทศกาลตางๆ โดยอาหารที่จัดทําขึ้นจะมีความพิเศษในแงของความหมายที่สื่อออกมา สามารถใชในโอกาส
พิเศษของบุคคลหรือโอกาสพิเศษของชุมชน เชน การแตงงานเปนโอกาสพิเศษของชวงชีวิตคู อาหารที่ใชในพิธี
การหรืออาหารที่รับรองแขกจะเปนอาหารพิเศษเฉพาะ งานบุญของชุมชน จะมีอาหารหรือขนมที่จัดทําเปน
พิเศษขึ้นเพื่อใหเหมาะสมกับงาน ไมวางานในโอกาสพิเศษจะแตกตางกันอยางไร ใจความสําคัญของอาหารที่
คลายกันมักจะเปนวัตถุดิบผัก ผลไมและวัตถุดิบอื่นๆ ที่จะเลือกสรรตามฤดูกาล เพื่อใหอาหารมีความสมบูรณ
ที่สุด ในชวงที่ดีที่สุดของการเก็บเกี่ยว ในวัฒนธรรมอาหารของทุกสังคมจะมีขอที่กําหนดไวในโอกาสพิเศษของ
บุคคลหรือสังคม จะตองมีการแสดงความสําคัญของโอกาสเชนนั้นใหรูกันดวย อาหารเปนสิ่งที่สําคัญท่ีแสดงถึง
โดยในการจัดงานตางๆ จะมกี ารเล้ียงอาหารผูท ี่มารว มงาน เปน กจิ กรรมสําคญั ท่ีขาดไมได
5. คติความเชื่อเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับอาหาร โดยสวนใหญอิทธิพลที่มีผลตอการกําหนดวัฒนธรรม
อาหารของคนในสังคมคือศาสนา เชน ประเพณีอาหารของคนมุสลิม ศาสนาอิสลามมีขอกําหนดของอาหาร
อยางเครงครัดคือ หามของมึนเมา หามกินหมูและทุกๆ ป จะมี 1 เดือน ที่ตองงดบริโภคนํ้าและอาหารตลอด
ระหวางพระอาทิตยขึ้นจนพระอาทิตยตก การมีอิทธิพลของศาสนานี้มีผลทั้งอาหารในชีวิตประจําวันและ
อาหารในโอกาสพิเศษตางๆดวยเชนกนั
เบญจา ยอดดําเนิน (2523) และ Helman (1992 อางถึงใน ทรงศิริ วิชิรานนท,พจนีย บุณนาและจง
ทิพย อธิมุตติสรรค, 2555) ไดกลาวถึง แนวความคิดของวัฒนธรรมอาหารวา ในแตละสังคมถูกแบงประเภท
อาหารออกเปนบางอยาง ซึ่งอาจถูกจัดวาเปนอาหารในสังคมหนึ่ง แตกับอีกสังคมหนึ่งอาจไมใช โดยความตาง
13
นี้ขึ้นอยูกับปจจัยดานสังคมและวัฒนธรรมของแตละสังคม เชน เนื้อสุนัขดําเปนสิ่งสกปรก ไมจัดวาเปนอาหาร
หากใครที่รับประทานไปจะเปนสิ่งผิดปกติ ถูกดูถูกเหยียดหยามจากผูอื่นและอาหารสามาแบงประเภทไดเปน
4 ประเภท ดงั นี้
1. อาหารตามหลักประเพณี (Cultural super-food) แตละประเพณีของสังคมจะมีความแตกตางกัน
การใหความสําคัญกับอาหารจึงแตกตางกันไป เชน แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใตตามหลักประเพณีของสังคม
ขา วเปน อาหารหลกั ในการบริโภค มคี วามสาํ คัญทางโภชนาการและในกจิ กรรมประเพณีตา งๆ ขา วก็ยังเปนสวน
สําคัญ เชน ประเพณีทําขวัญขา วบวงสรวงเจา แมโพสพ เปนตน
2.อาหารทแ่ี บงตามแนวความคิดเก่ียวกบั รา งกาย (Prestige food or status food) ในแตละสงั คมจะ
มีแนวความคิดของความเชอื่ พ้นื บานเก่ียวกับรา งกายของคนไมเหมือนกนั เชน แนวความคดิ ที่ใหความเขาใจกับ
ระบบรางกาย วา รา งกายทาํ งานอยางไร มสี วนประกอบใดบางที่ทําใหรางกายยงั คงทํางานเพ่ือมชี ีวติ ดวยเหตุน้ี
นําไปสอดคลองกบั ความเชื่อพน้ื บานในดานสุขภาพและการเจ็บปว ย ดงั เชนในประเทศไทยมคี วามเชื่อของคนท่ี
เปนธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งแตละธาตุจะมีความสมดุลในรางกายที่แตกตางกันเชื่อมไปถึงอาการ
ตางๆที่จะทําใหเจ็บปวยได ทําใหการรับประทานอาหารจะแบงเปนอาหารรอนกับเย็น เพื่อใหรางกายมีความ
สมดุลเกี่ยวเนื่องอิทธิพลกับความเชื่อพื้นบานดานสุขภาพอนามัยและโรคภัยไขเจ็บจากธาตุทั้ง 4 จึงมีการ
รบั ประทานอาหารเพือ่ ใหธาตุทั้ง 4 สมดุลกัน
3.อาหารที่แบงตามสภาวะรางกายและสังคม (Physiological group) สภาวะรางกายของแตละคน
เปนสิ่งที่สงผลตอบทบาทความเชื่อหรือขนบธรรมเนียมประเพณีตอการบริโภคอาหาร เชน หญิงที่ตั้งครรภ
เด็กเล็ก ผูปวยและผูมีอาชีพพิเศษ เชน หมอธรรม หมอไสยศาสตร มาทรง เปนตน บุคคลเหลานี้จะมีการ
บริโภคอาหารที่เหมาะสมมีความระมัดระวังอาหารเปนพิเศษ เชน ผูปวย ที่สภาพรางกายออนแอ หากทาน
อาหารที่ไมถกู เขา ไปอาจทาํ ใหรา งกายแยลง จึงตองมีความสะมัดระวงั ในการรบั ประทานอาหาร เพราะมโี อกาส
เสี่ยงสูงในการเจ็บปวยจนอาจถึงเสียชีวิตได นอกจากนี้ยังมีความเชื่อท่ีวาคนบางกลุมจะถูกจัดอาหารที่พิเศษไว
เฉพาะ ถูกสงสงเสริมใหรับประทานไดแคเฉพาะบางกลุม โดยความเชื่อนี้ถูกตกทอดมาตามขนบธรรมเนียม
ประเพณใี นการบริโภคอาหารของแตละสงั คม และเปน ปรากฏการณทม่ี อี ยูข้ึนในทุกสังคม
4.อาหารแหงเกียรติยศ (Prestige food of status food) วัฒนธรรมการรับประทานอาหารนี้ในทุก
สังคมจะตองมีปรากฏขึ้น โดยอาหารบางอยางถูกจัดเปนอาหารเฉพาะในพิธีการสําคัญ ไมไดรับประทานใน
ชีวิตประจําวัน หรือาหารท่ีเปนของคนมีหนามีตา เปนอาหารของคนช้ันสูง เชน วันคริสตมาส(Christmas Eve)
หรือวันขอบคุณพระเจา(Thanks giving) ซึ่งจะมีการรับประทานไกงวงโดยเฉพาะ หรือในบางสังคม จะมีการ
จัดอาหารพเิ ศษข้ึนในงานเพ่ือแสดงใหเห็นถึงสถานะภาพทางสังคมของเจาภาพ โดยเจาบานจะตองเล้ียงอาหาร
แขกท่เี ขารว มงาน ซึง่ อาหารจะเปน อาหารท่ีราคาสูงกวาปกติทร่ี บั แระทานในทุกๆวนั
2.5 งานวจิ ัยที่เกย่ี วของ
ทีมวจิ ยั โครงการศกึ ษาและรวบรวมองคความรูภ มู ิปญญาทอ งถ่นิ ใตว ทิ ยาเขตหาดใหญ, วิทยาเขต
ปต ตานมี วิทยาเขตภูเกต็ มวทิ ยาเขตตรังและวิทยาเขตสุราษฎรธานี.(2550). แสดงใหเ หน็ วา ภูมปิ ญญาดา น
14
อาหารพ้นื บานทอ งถน่ิ ใต ท่ีใชท รพั ยากรตามธรรมชาติในทองถ่ินเปนวัตถุดบิ วธิ ีการปรุงทสี่ บื ทอดกนั มาและยัง
เก่ียวเนื่องกับการทาํ มาหากิน เพือ่ ยังชีพและพัฒนาไปสูอาชีพ ภมู ิปญ ญาดานอาหารพื้นบานทอ งถิน่ ใต เกิดจาก
การคิด เรียนรู พัฒนาจนกลายเปน ลักษณะภูมิปญ ญาของบคุ คลและภมู ิปญญาของชุมชนท่ีสบื ทอดในชมุ ชน ไม
มตี ัวบุคคลเฉพาะเปนเจาของ การถา ยทอดภูมปิ ญ ญาดานอาหารพื้นบานทอ งถนิ่ ใต สวนมากก็จะเปน บุคคลใน
ครอบครวั ลูก หลาน ญาติทที่ไดรับการถา ยทอดโดย การเรยี นรู ปฎิบตั ิลงมอื ทํา ถา ยทอดเปน รนุ สูรุนสบื ไป
ฉวีวรรณ สวุ รรณาภา, อรอนงค วูวงศแ ละเสรมิ ศิลป สุภเมธสี กุล.(2560) แสดงใหเหน็ วา อาหาร
พื้นบาน เปนความรูภ ูมิปญญา ทเี่ กิดขนึ้ ดว ยสอดคลอ งกับวิถกี ารดาํ เนินชีวติ แบบดง้ั เดิมซง่ึ ไมไดถ กู แบงแยกกนั
แตเ กิดความสัมพันธกบั หลายๆสิ่ง เชน การอยรู วมกนั ในสงั คม การทําตามประเพณี พธิ ีกรรมและตามศาสนา
การทํามาหากิน
15
บทที่ 3
วิธดี ําเนินการวจิ ัย
3.1 ประเภทของงานวิจยั
การศึกษาวิจัยนี้ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชการเก็บขอมูลเปนการ
สัมภาษณเ ชงิ ลกึ (In-Depth Interview) โดยคดั เลอื กกลมุ ตวั อยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3.2 การเลอื กพนื้ ท่ใี นการศกึ ษา
การศึกษานีผ้ ูวิจยั ไดเ ลือกพ้ืนท่ีชมุ ชนบางตะไนย ตําบลบางตะไนย อําเภอปากเกรด็ จงั หวัดนนทบรุ ี
3.3 กลุมตัวอยา งท่ีใชใ นการศกึ ษา
กลมุ ตัวอยา งท่ีใชใ นการศึกษาประกอบดวย 2 กลมุ คอื
1. ตัวแทนชมรมผสู ูงอายุ จาํ นวน 3 ทาน
2. ตัวแทนสมาชกิ ในชุมชน จาํ นวน 6 คน
3.4 วธิ กี ารศึกษา
ผวู ิจยั ไดแบงวิธีการศึกษาเปน 2 ข้นั ตอนคือ
1. การศึกษาจากเอกสาร (documentary study)
2. การศึกษาภาคสนาม (field study) เปนการศึกษาเก็บขอมูลในพื้นที่ดวยการสัมภาษณเชิงลึก
(in-depth interview) การสนทนากลุม (focus group) การสนทนาพูดคุยอยางไมเปนทางการ (informal
interview) การสังเกตโดยตรง (direct observation)
3.5 เคร่อื งมอื ในการวิจยั
ใชว ธิ ีการสมั ภาษณเชิงลกึ ลึก (in-depth interview) ซ่งึ มีเนอื้ หาสัมภาษณดังนี้
1.ประวตั ิความเปนมาของชมรมผสู ูงอายุ
2.ประวตั สิ ว นตวั ของผใู หส มั ภาษณ สอบถามรายละเอยี ดอาหารพน้ื บาน
3.6 วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอมูล
โดยการเก็บรวบรวมขอ มูลจากการสมั ภาษณต วั แทนชมรมผูส ูงอายแุ ละตวั แทนสมาชกิ ในชมุ ชน
16
3.7 การวเิ คราะหขอ มูล
เปนการเก็บรวบรวมขอมูลจากการสัมภาษณ แลวนํามาวิเคราะหขอมูลตามวัตถุประสงคของการวิจัย
ท่ีวางไว
17
บทที่ 4
ผลการวจิ ัย
การศึกษาเรื่อง ภมู ิปัญญาดา้ นอาหารของชุมชนบางตะไนย์ จงั หวดั นนทบุรี มีวัตถุประสงคเพื่อ
ศึกษาภูมิปญญาดานอาหารที่ยังคงอยูของชุมชนบางตะไนย โดยงานวิจัยฉบับนี้ใชระเบียบวิธีการวิจัยเชิง
คุณภาพ(Qualitative Research) โดยใชการเก็บขอมลู เปนการสัมภาษณเ ชิงลกึ (In-Depth Interview)
4.1 ประวตั ิตาํ บลบางตะไนย
เมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย คนมอญไดมาพํานักอยูที่ตําบลบางตะไนยอยางหนาแนน แตชุมชนนั้นได
รางไป จนสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช โปรดเกลาใหคนมอญมาพํานักอยูที่บางตะไนยอีกครั้ง ในสมัยที่กรุง
ศรีอยุธยาไดเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310ตลอดจนสมัยธนบุรี จากการนําของผูนํามอญคือ พญาเจง ตอมาได
เปนเจาพระยามหาโยธา(จง) ในปพ.ศ. 2365 ไดเปนตนตระกูลของตระกูล “คชเสนี” ตอมาไดรับครอบครัว
จากเมืองมอญ โดยเจาพระยามหาโยธา(ทอเรี่ยะ) ไดมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบามสมเด็จพระนั่งเกลา
เจาอยูหัวโปรดเกลาฯใหม าพาํ นกั ที่บางตะไนย บางพดู บานเกาะเกรียง คลองบานแหลมใหญ จนไดอยูสืบเนื่อง
มาถงึ ปจ จุบัน
แรกเริ่มเดิมทีบางตะไนย มีชื่อวา “บางคะนาย” มาจากการเรียกชื่อหมูบานของคนมอญ ที่เรียก
หมูบานวา “กวานคะนาย” โดยมาจากการเรียกตนขอยวา “คะนาย” ในสมัยกอนบางตะไนยนั้นมีตนขอย
ขึ้นอยูมาก กินพื้นที่เปนวงกวางจนถึงตําบลคลองขอย อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีตลอดจนถึงบานเกาะ
เกรียง ตําบลบางคูวัด อาํ เภอเมือง จงั หวดั ปทมุ ธานี
เมื่อความเจริญเขามาบางตะไนยก็เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ หมูบานมีความเจริญมากขึ้น มีการ
ผสมผสานของคนหลายชนชาติท้ังไทย จีน มอญและชนชาติอื่นๆ ที่ไดเขามาต้ังถิ่นฐานในหมูบาน ดวยเหตุนี้จึง
ไดรับขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญ ผูที่มีเชื้อสายของมอญก็ยังคงรักษาไวถึงขนบธรรมเนียมประเพณี
ดั้งเดิม แตจ าํ นวนก็เริม่ ลดลงเร่ือยๆ
ตําบลบางตะไนย โดยสวนใหญจะเปนพื้นที่ราบลุมฝงตะวันตกของแมนํ้าเจาพระยา ซึ่งจะเชื่อมตอกับ
แมนํ้าหลายสายและมีความสําคัญตอประชาชนอยางมาก เพราะสามารถไดใชประโยชนในการเพาะปลูก ทํา
สวน ทํานา ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม โดยสมัยกอนไดมีการสัญจรทางนํ้า ซึ่งในปจจุบันยังคงมีอยู แตก็
นอยลงไป เพราะปจ จุบนั ใชก ารสญั จรทางถนนเปน สว นใหญ
ชุมชนบางตะไนยตั้งอยูที่ ตําบลบางตะไนย อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 4.12
กิโลเมตร (2,575 ไร) ซึ่งจะมีองคการบริหารสวนตําบลบางตะไนยตั้งอยูเลขที่ 43/8 หมูที่ 5 ตําบลบางตะไนย
18
อําเภอปากเกร็ด และมีการแบงการปกครองตามลักษณะปกครองทองที่เปน 5 หมูบาน คือ หมูที่ 1 บานตาล
หมูที่ 2 บา นนอ ย หมทู ี่ 3 บานเตย หมูที่ 4 บานแหลม หมทู ่ี 5 บา นแหลมเหนอื
ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ตามประกาศสํานักทะเบียนกลาง กรม
การกครองตําบลบางตะไนยมีประชากร 4,821 คนโดยยังไมรวมประชากรแฝง เปนผูชาย2,302 คน เปนผูหญิง
2,519 คน ความหนาแนนของประชากรโดยเฉลี่ย1,170 คนตอตารางกิโลเมตร มีครัวเรือนรวมทั้งสิ้น 2,070
ครัวเรือน
4.2 ชมรมผสู ูงอายอุ บต.บางตะไนย
ชมรมผูสูงอายุอบต.บางตะไนย ขึ้นกับอบต.บางตะไนย กอตั้งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 นําโดย
ประธานชมรมผูสูงอายุคุณพูลศักดิ์ เจิดจง มีกรรมการ 15 คน โดยสมาชิกมีทั้ง 5 หมู เพื่อที่เวลาประสานงาน
จะครอบคลุมทั้งหมด เชนเมื่อมีการจัดประชุม ประธานก็จะบอกกรรมการแตละหมู ใชการติดตอทางโทรศัพท
บอกตอหรอื ทางไลนกลุม ขณะนี้มสี มาชิกประมาณ 180กวาคน จากตอนแรกมีประมาณ 270 คน จากผูสูงอายุ
ทง้ั หมดประมาณ 600กวาคน
ประธานชมรมผูสูงอายุมีแรงบันดาลใจที่อยากจะกอตั้งชมรมผูสูงอายุอบต.บางตะไนย เพราะเดิมทีมี
ชมรมผูสูงอายุแตไมไดขึ้นกับทางอบต. ชื่อวา ชมรมผูสูงอายุบางตะไนย โดยมี สิบตรี อุดม หนูเผือก เปน
ประธาน มีโครงการจัดทัศนศึกษา พาผูสูงอายุไปศึกษาดูงาน มีโครงการประชุมตางๆ เลยปรึกษากับนายก
อบต.วาจัดตั้งชมรมผูสูงอายุดีไหมและผูสูงอายุในชุมชนบางตะไนย ก็มีความประสงคอยากจะกอตั้งขึ้นมา
เชน กัน จงึ ไดกอตัง้ ขึน้ โดยเจา หนา ที่อบต.จะชว ยประสานงานในเรอื่ งของการจัดเตรยี มทาํ เอกสารตา งๆ
การจัดตงั้ ชมรมผสู ูงอายุอบต.บางตะไนยข ึ้นมีวตั ถุประสงคเพอื่ สงเสริมสุขภาพจิตของผสู ูงอายุ สงเสริม
กิจกรรมของผูสูงอายุ เชน ตรวจตอกระจก ตรวจหัวเขา ก็จะมีการประสานงานกับกองสาธารณสุข การตรวจ
ตาจะประสานกับทางโรงพยาบาลศุภมิตรเสนา ซึ่งเมื่อกอนเปนโรงพยาบาลเอกชนที่เขารวมโครงการกับทาง
อบต.บางตะไนยประจํา ทางโรงพยาบาลศุภมิตรเสนาจะมาใหการตรวจคัดกรองเบื้องตน ถาคนไหนที่ตรวจพบ
อาการ ตองมีการรกั ษาก็จะแยกผูปวย จะมรี ถรับสง ใหพ รอม ทางชมรมผูสูงอายุก็จะเปนผูนาํ ท่ีจะเชิญ รวบรวม
ผูสูงอายุ พนักงานก็จะอํานวยความสะดวกในเรื่องการติดตอประสานงานกับทางโรงพยาบาลวาจะมารับมาสง
วันไหน อยา งไร
เมื่อไดจัดต้ังชมรมผูสูงอายุอบต.บางตะไนยแ ลว จงึ มีการเลือกประธานชมรมผูสูงอายุ ซึ่งตอนนั้นมผี ูลง
เลือกอยู 3 คนและประธานผูสูงอายุคนปจจุบันก็ไดรับเลือก และไดรับเลือกเรื่อยมา จาก 2 ป จะมีการเลือก
ประธานผสู ูงอายุ 1 คร้งั
19
เมื่อจัดตั้งเสร็จ ประธานก็ไดจัดหาสมาชิก ทํารายชื่อไปสงเครือขายชมรมผูสูงอายุปากเกร็ด เพื่อที่วา
หากทางเครือขายมีกิจกรรม ทางเครือขายก็จะใหโควตาชมรมผูสูงอายุอบต.บางตะไนย ในการเปนผูเขารวม
กจิ กรรม เชน งานประชุม งานศกึ ษาดงู าน การออกกาํ ลงั กาย พักผอน จังหวัดนนทบรุ ีจะมีอยดู ว ยกนั ท้งั หมด 6
อําเภอ แตละอําเภอก็จะมีเครือขายชมรมผูสูงอายุเปนของตน เชน ชมรมผูสูงอายุเครือขายบางบัวทอง
ประธานก็แตละคน ซึ่งแนวทางของชมรมก็จะเปนไปในทางเดียวกัน เชน การคัดกรองสุขภาพ การออกกําลัง
กาย ตรวจวัดสายตาตัดแวนหรอื บางคร้ังกม็ บี ริษทั เอกชนมาตดิ ตอ เชน ตดั แวน
ชมรมผูสูงอายุอบต.บางตะไนยมีระเบียบการที่ผูที่จะเขารวมจะตองมีอายุ 60ปขึ้นไป ไมมีคาใชจายใน
การสมัคร ระเบียบการนี้จะขึ้นกับ พม.หรือชื่อเต็มวา “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย”
โดยหากเปนเรื่องเงินจากทางพม.จะสงไปกับชมรมผูสูงอายุอบต.บางตะไนยโดยตรง โดยทางชมรมผูสูงอายุ
อบต.บางตะไนยจะมีบัญชีโดยตรง จะทําเรื่องสงไปที่พม. เพราะไดมีการจดเปนนิติบุคคลเรียบรอย ถามี
โครงการอะไรทางพม.ก็จะสงเงินมาให ในสวนเบี้ยผูสูงอายุจะเขาไปที่บัญชีของผูสูงอายุโดยตรง จะเหลือสวน
นอยทไี่ มพรอ มจรงิ ๆถงึ จะไปรบั ท่สี ํานักงานซง่ึ เปน สว นนอ ย
ผูสูงอายุในชมชนสวนมากแข็งแรงดี สวนมากจะเปราะบางในเรื่องรายได รายไดนอย จะมีการเสริม
ชวยโดยประสานงานกับหนวยงานภายนอกเพราะบางอยางไมสามารถชวงเองโดยตรง ไมไดดวยเรื่องระเบียบ
ก็จะมีการประสานงานกับพม. กลุมสตรีภาคกลาง ใหเขามาชวยเหลือ เชนมีการเยี่ยมบานผูสูงอายุ เหมือน
เพื่อนเยี่ยมเพื่อน ไปมาหมูละ 2 คน ทํารวมกับกองสวัสดิการ ไปตรวจเยี่ยมในนามผูสูงอายุ มีของเล็กๆนอยๆ
ไปฝาก เพราะทางกองสวัสดิการจะไดงบจากการประสานงานกับหนวยงานภายนอก วามีของอะไรมาให ก็จะ
ลงพนื้ ท่พี าทง้ั หนว ยงานภายนอกและทางผสู ูงอายุลงไปพรอมกนั
กจิ กรรมชมรมผสู ูงอายอุ บต.บางตะไนย
ตอนนี้ที่มีจะมีเกี่ยวกับทางสุขภาพ พาไปทัศนศึกษา โดยใชงบของทางอบต.บางตะไนย เนื่องจากทาง
อบต.บางตะไนยจะมีโครงการเดิมเกี่ยวกับศึกษาดูงานเกี่ยวกับผูสูงอายุ จะมีแยกสวนของกลุมผูสูงอายุ ก็จะ
ประสานงานกับทางชมรมผูสูงอายุวา มีผูสูงอายุสนใจที่จะศึกษางานดานไหน เมื่อสงผูสูงอายุไปก็จะมีหนาท่ี
ชวยดูแลประสานงานให บางคร้ังจะมจี ัดกจิ กรรมทําอาหารของท่ีอน่ื กจ็ ะเอาเฉพาะผสู ูงอายุ ชาวบานท่ัวไป มา
ทําขนมจบี ผาสไบมอญ
ความตองการของสมาชกิ ชมรมผสู งู อายุอบต.บางตะไนย
ผูสูงอายุของชุมชนบางตะไนยมีความเชี่ยวชาญในการทําอาหารคาวหวาน จึงอยากทําบะจาง ขนมจีบ
แกงมะตาด เนื่องจาก จะประสานงานกับกองสวัสดิการสังคม เพราะบางทีทางสวัสดิการจะมีงบของโครงการ
ฝกอบรมดานอาชีพ เขาจะประสานกับทางผูสูงอายุ วาอยากใหสอนอะไร ก็จะมีอาจารยดานนั้นมาสอน จะมี
20
ผูสูงอายุเขามาเรียนเพื่อพัฒนา เพราะบางทีรสชาติแตละที่จะไมเหมือนกัน ก็จะปรับใหเปนรสชาติกลางๆเพื่อ
พฒั นาเพ่ิมตอไป
4.3 ภมู ิปญญาดา นอาหารทย่ี ังคงเหลอื อยขู องชมุ ชนบางตะไนย
จากการศึกษาภูมิปญญาดานอาหารของชุมชนบางตะไนย จังหวัดนนทบุรี พบวา มีอาหารที่แสดงถึง
ภมู ปิ ญญาทสี่ มั พันธกบั ชุมชนบางตะไนย โดยแบง ไดเ ปนอาหารคาว หวาน ดงั น้ี
อาหารคาว
1. แกงมะตาด
2. แกงบอน
3. แกงสม กระเจ๊ยี บ
4. ขาหมใู บมะดนั มะเขอื เปรีย้ ว
ของหวาน
1. ขนมผกั กาด
2. ขา วเมา ทอด
3. สามเกลอ
4. กาละแม
5. ขนมบาบิน่
6. ขา วหมาก
โดยอาหารจะถา ยทอดผา นผูสูงอายุในชุมชนบางตะไนย ทง้ั หมด 3 ทาน
1. ปาพร เปนผูมีความรูในเรื่องของ แกงมะตาด แกงบอน แกงสมกระเจี๊ยบขาหมูใบมะดันมะเขือ
เปร้ียว ขนมผักกาด ขาวเมา ทอด สามเกลอ
2. ปา นาค เปน ผูมีความรูในเรือ่ งของกาละแมและขนมบา บิ่น
3. ปาดา เปน ผูมคี วามรูใ นเรื่องของขา วหมาก
อาหารและเรอื่ งราวความเปนมาจะมรี ายละเอยี ด ดงั ตอ ไปนี้
21
4.3.1 ปา พร
ภาพท่ี 1 ปา พร
ชื่อ สวิง แสงเนตร อายุ 80 ป มีพี่นอง 11 คน มาเสียตอนโต ตอนนี้เหลือ 6 คน ปาพรเปนพี่คนโตสุด
จึงมีความมานะ ตองเลี้ยงนองๆ ครอบครัว คุณแมปาพรยังมีชีวิตอยู ตอนนี้อายุ 102 ป ปาพรมาอยูที่บางตะ
ไนยร วมแลว 58 ป ยายมาที่อยูป จ จบุ นั 10 กวาปแลว เข็นของไปขายเอง
ภาพที่ 2 ภาพรถเขน็ ท่ปี าพรใสอ าหารไปขาย
ปาพรขายของมาตั้งแตเด็กๆ ดวยมาจากตัวของปาพรเองที่รูสึกไดวาเราชอบ ปาพรกลาววา “ใจเรา
มุงมั่นที่คาขาย ตั้งแตเด็กๆ พอเขาเรียนไดปเดียว ปาพรก็ปนขึ้นไปสอยมะยม มะขามเทศ เอาเกลือแกลม ไป
ขายเพื่อนๆ 5 สตางค 10 สตางค พอชวงสาวๆมีแฟนแลว แมแฟนเปนคนมอญ จะเรียกเขาวา “มะ” มะก็ทํา
ขนมขายจะมี สาคูเปยกถั่วดํา บัวลอย กลวยบวชชี ซึ่งจะมีชื่อเรียกเปนเอกลักษณดวยวา สาคูเปยกถั่วดํา
เรียกวา “ไขกบนางลอย” บัวลอย เรียกวา “สาวนอยตากลม” กลวยบวชชี เรียกวา “นารีจําศีล” มะก็ไดให
ปาพรไปลองขายดว ยกัน ไปขายตรงวัดเตย หรอื ไมกพ็ ายเรอื ขาย”
22
ปาพรเปนคนใจดี ไมเอาเรื่อง แตไมยอมใหใคร ปาพรเลาวา มีชวงหนึ่งไปเปนกระเปารถเมล เพราะมี
คนมาบอกใหไปทํา ไดเงินดี และเราตองการหาเงิน เพราะตอนนั้นอายุ 23 แตงงานแลว แตแฟนเสียชีวิต แฟน
ของปาพรคือพี่ชายอาจารยวัดเตย เพื่อที่จะเลี้ยงลูกเราก็ตองทํามาหากิน พอไปทําได 2ป ก็เจอชางกล 3 คน
คนขับรถบอกทําไมไมเรียกเขาขึ้นมาเดี๋ยวตกไปจะเดือดรอนทั้งคนขับ ทั้งกระเปา ปาพรก็เลยไปบอก พูดดีๆ
ดวยวา “ขึ้นมาขางบน ไมใหสตางคก็ไมวา” แตพอเดินคลอยหลังมา ชางกลพูดดวยคําที่ไมดีวา “รถพอแมมัน
หรอ” พอไดยินก็โมโห เลยฟาดดวยกระบอกตั๋วแลวก็ถีบลงไปเลย แลวบอกกับคนขับ วนไปเลย ไมตองจอด
ปา ย ไปจอดอูบางปะกอก แลว ปา พรก็ลาออกเลย เพราะถาอยรู อพวกชา งกลอาจจะมาดกั รอทํารา ย จากน้ันกม็ ี
ไปเปนชา งกลงึ เหล็กเภาเรือ อูข างวัดเตย แลว ก็เคยเปน คนทรงเจา
ปจจุบันปาพร จะเริ่มออกขายของประมาณเวลา 16.00น. ของทุกๆวัน จะเข็นรถไปขายที่หนาปาก
ซอย ขายตรงหนาปากซอย ถึงเวลาประมาณ 17.30 น. ถาหากยังขายไมหมด จะเข็นไปขายตอที่ใตสะพาน
พระราม 4 เวลาประมาณ 18.00 น. และขายตอจนกลบั เขาบา นเวลา 2 ทุม ปาพรจะขายทกุ วัน เวนวนั อาทิตย
ปาพรเอาใจใสกับลูกคามากๆ เพราะปาพรจะฟงคนซื้อ ถาคนซื้ออยากกินอะไร ปาพรจะทําให กับขาวที่ทําไป
ขายตอวัน จะทํามากสุดวันละ 4-5 อยางถากลับจาดตลาดเร็ว และจะทําอยางนอย 3 อยางถาไมทันจริงๆ
ปา พรทําอาหารไดหลากหลายมาก แกงสมกระเจยี๊ บ ผัดหม่ี หมี่กรอบ อาหารปา ผัดหนู ผดั กบ ก็สามารถทําได
แตอาหารดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อเลยของบางตะไนยในสวนของคาวจะมี แกงมะตาด แกงบอน แกงสมกระเจี๊ยบ ของ
หวานจะมี ขนมผกั กาด สามเกลอ ขาวเมา ซ่ึงของหวานปา พรก็จะทาํ ในงานบุญวัดเสมอ หรือเมอ่ื มีงานเทศกาล
ตางๆ นอกเหนือจากนี้ปาพรเคยไปประกวด ทําแกงมะตาดที่โรงเรียนวัดปากเกร็ด ไดที่ 1 ไดเงินรางวัลมา
4,000 บาท
ภาพท่ี 3 รปู ปา พรสมัยตอนทีป่ ระกวดทําแกงมะตาด
23
ภูมปิ ญ ญาอาหารของปา พร
1. แกงมะตาด
แกงมะตาดจะกินไดเฉพาะในชวงฤดูที่มะตาดจะออกลูกเทานั้น ชวงหนานํ้า เดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน แกง
มะตาดจะมีรสเปรี้ยวนํา ตามดวยเค็มและหวานนิดๆ แกงมะตาดจะทําได 2 แบบ คือ 1.แบบแกงคั่วใสกะทิ 2.
แบบแกงสม ไมใสกะทิ แกงมะตาดเปนแกงที่มักนิยมกินในหมูชาวไทยเชื่อสายมอญ เนื่องจากมะตาดถือเปน
ตน ไมป ระจาํ ชาติมอญ
ภาพท่ี 4 ตน มะตาด
ผลมะตาด
ท่ีมา : https://www.technologychaoban.com/folkways/article_47924
ช่อื วิทยาศาสตร : Dlllenia indica L. วงศ DILLENIACEAE
ช่อื สามญั : Chulta
24
ช่อื ภาษามอญ : คะเปรา
ชอื่ ภาษาไทย : มะตาด สําหรบั ภาษากลาง สา นกวางหรอื สานทา สาํ หรับสุราษฎรธ านี
สา นปา วหรอื สมปรุ สาํ หรบั เชยี งใหม แสน สําหรบั นครศรีธรรมราชและตรงั บักสั้นใหญ สําหรับคนอสี าน
มะตาดมี 2 ชนดิ ดวยกันคือ
1. มะตาดขาวเจา ลักษณะลูกจะมีสีเขียวออน เนื้อสัมผัสจะมีความหยาบกระดาง จะมีเสนกากในผล
ที่มาก
2. มะตาดขา วเหนียว ลกั ษณะลกู จะมีสีเขยี วเขม เนอื้ สัมผสั จะมีความนม่ิ จะมีเสนกาดในผลนอ ยและ
จะมรี สสัมผสั ทีเ่ ปรีย้ วจดั อมฝาดเล็กนอย ซึ่งทาํ ใหเปน ทีน่ ยิ มกนิ มากกวามะตาดขาวเจา
มะตาดเปนไมพุมยืนตน สูงประมาณ 10-15 เมตร เปนไมที่อยูไดทั้งในสภาวะแหงแลงหรือนํ้าทวมขัง
ลักษณะของตน จะมีลําตนและกิ่งกานคดงอ ลักษณะใบจะออกตามกิ่งกาน ใบมีลักษณะยาวรีคลายใบหอก
เปน พืชใบเล้ียงเด่ียว เมื่อมะตาดเริ่มออกดอก จะมเี ปนตุมออกที่ยอด เมือ่ ผลโตเต็มทจี่ ะมีขนาดเทาลูกมะนาว มี
กลีบดอกสีขาวทรงรียาวสีขาว 5 กลีบบานสวย หลังจากเกสรตัวเมียและเกสรตัวผูผสมกันแลว กลีบดอกสีขาว
จะหลุดรวงไปและมีกลีบเลี้ยงสีเขียวมาหอหุมเปนทรงกลม มะตาดจะแพรพันธตอไปไดเมื่อ กลีบดานนอกซึ่งมี
อยู 5 ใบ หลุดออกจากกัน ทําใหเห็นเมล็ดอยภู ายในทีจ่ ะแพรก ระจายแพรพนั ธุต อ ไป
มะตาดโดยสวนมากแลวใน 1 ป จะออกผลเพียงครั้งเดียว โดยในเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมมะ
ตาดะเริ่มผลัดใบ เรื่อยมาเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมมะตาดจะเริ่มออกดอกติดผล และเมื่อถึงเดือน
ตุลาคมผลมะตาดก็จะสุกสามารถกินได แตจ ะมยี กเวนมะตาดพนั ธุทวายท่ีจะออกผลตลอดท้งั ป
สรรพคณุ ทางยาในฐานะสมุนไพร
1. ผลมะตาด ชว ยในเรื่องแกไอ ขบั เสมหะ ฟอกเลอื ด แกไ ข ระบายทอ ง
2. ใบ เปลอื ก ตน ชวยในเรอ่ื ง ถา เอามาตม กนิ แกทองเสีย ระบายพษิ ไข สมานแผล
3. ราก สามารถนาํ มาตําเปนยาถอนพิษจากการโดนแมลง สตั วตางๆตอ ย
เคลด็ ลับในการทาํ แกงมะตาด
1. พรกิ แหง ตอ งทาํ เอง
2. แกงแบบโบราณจะใสปลาทยู าง สวนในปจ จุบันจะใสกุง
สว นผสม
1. ลกู มะตาด
25
2. ใบกระเจ๊ียบเปร้ียว
3. พรกิ แหง
4. หวั หอมแดง
5. กะป
6. เน้อื ปลาทยู า งหรือเนอ้ื กงุ
วธิ ีทํา
1. นาํ ใบกระเจย๊ี บเปรยี้ วมาเดด็ ไปลา งใหส ะอาด แลว หน่ั เปน ชิน้ ๆ
2. นาํ มะตาดมาลา ง สับรอบลกู แลว เอามดี คนๆฝานใหเ ปน ชน้ิ ๆ อยา ใหชน้ิ หนามากเกินไป
3. ทาํ นํ้าแกง จะมีพริกแหง หัวหอมแดง กะป นําปลาทยู า งมาแกะเนอ้ื โขลกใสกบั นาํ้ พรกิ
4. ต้ังน้ําใสพ รกิ แกง ปรุงรสดวยนํ้าตาลปบ นิดเดยี ว ชมิ รสใชไ ด ใสม ะตาดลงไป เปน อันเสร็จ
2.แกงบอน
ท่ีมา : https://www.museumthailand.com/th/4335/storytelling/แกงบอน/
เคลด็ ลบั ในการทําแกงบอน
ตามความเชื่อสมัยกอน จวบถึงปจจุบัน เวลาทําแกงบอน หามพูด ปาพรเลาวา เวลาทําแกงบอนจะไม
บอกใคร ตอ งลงไปปอกบอนใตถ ุน เพ่อื ไมใหม ีคนมาเหน็ มาทกั เพราะถาทกั จะเปนตามทพี่ ดู ออกไป
ทมี่ า : https://www.museumthailand.com/th/4335/storytelling/แกงบอน/
26
สวนผสม
1. บอน
2. กระชาย
3. ปลาอินทรียเคม็ ยาง
4. หวั หอมแดง
5. กะป
6. สม มะขาม
7. มะกรูด
วธิ ีทาํ
1. ลา ง ปอกบอนใหสะอาด
2. ตม นํ้าใหเดอื ด ห่นั บอนใหเ ปน เฉลยี งๆ กล้นั ใจใสนา้ํ ตาลไป แลว กใ็ สบอนปด ฝา
3. ตมจนบอนสุก ตกั ออกใสตะกรา ใหน้ําไหลออก
4. ทํานาํ้ แกง โขลกนาํ้ พรกิ แกงดวย หัวหอมแดง กะป กระชาย ใสล งหมอ
5. ยางปลาอินทรียเค็ม แกะเนื้อปลา ใส ตมนํ้าใหเดือด แลวตามดวยขยําสมมะขามใสลงไป ใส
น้าํ ตาลปบ เพือ่ ใหร สเขมขน
6. พอเดือดไดที่เราก็ชิม รสชาติจะออก 3 รส เปรี้ยว หวาน เค็ม เค็มจะออกเล็กนอย เทบอนใสไป
ปดฝา
7. รอใหเดือดสักพักคนใหทั่ว แลวฉีกใบมะกรูดใส ผามะกรูดเปน 4 ซีก ใสลงไปในแกงปดทาย เพื่อ
ความหอมเปน อันเสรจ็
3.แกงสม กระเจ๊ียบ
ท่ีมา : https://cookpad.com/th/recipes/12899203-แกงสมปลากระเจย๊ี บเขียว
กระเจี๊ยบ แรกเริ่มเดิมทีมีตนกําเนิดมาจากทางทวีปแอฟริกา เผยแพรไปยังอเมริกา อินเดีย และไปสู
มอญ หากใหขยายความ เริ่มจากในสมยั คริสตศตวรรษที่ 17 คนผิวดาํ แอฟริกาไดถูกชาวอเมริกันนําไปเปนทาส
27
ซึ่งคนผิวดําก็ไดนํากระตาดไปดวย ทําใหไปแพรหลายในรัฐทางตอนใตของสหรัฐอเมริกาและหมูเกาะ
แคริบเบียน จนทําใหมีเมนูอาหารขึ้นชื่อเกิดขึ้นคือ Gumbo (กัมโบ) ซุปกระตาดในภาคใตของอเมริกา เพราะ
กระตาดในฝกจะมีนํ้าเมือกขนเหนียว จึงเปนสวนผสมชั้นดี ที่จะชวยใหสตูวและซุปขนโดยตามธรรมชาติ สมัย
นั้นการคา ขายก็ทําใหมกี ารสง ตอ ไปยงั อินเดีย แลวกข็ ึ้นช่ือมากกวา เดมิ เพราะกระตาด ที่เดนิ ทางไปสอู ินเดีย ทํา
ใหคนหลายคนเขาใจไปวาเปนพืชพื้นเมืองของอินเดีย เปนผักที่ทุกบานแทบตองมีจากนั้นจึงสงตอมายังมอญ
ไมเ พยี งแตกระตาด แตวฒั นธรรมของอนิ เดียกไ็ ดเผยแพรเขา สูมอญเชนกัน
ชือ่ วิทยาศาสตร : Abelmochus esculentus L. Moench
ชื่อสามญั : Hibiscus esculentus L.
ชอื่ ภาษามอญ : กระตา ด
ชอื่ ภาษาไทย : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเขียว มะเขือมอญ มะเขือทวาย สําหรับชื่อเรียกโดยทั่วไปของ
คนภาคกลาง มะเขือพมา มะเขือละโว มะเขือมื่น สําหรับชื่อเรียกของคนภาคเหนือและลําปาง นอกจากนี้ยัง
สามารถเรียกไดวา โอกรา ในภาษาอังกฤษ โดยนํามาจากรากศัพทของภาษาแอฟริกาตะวันตก อีกขณะหนึ่ง
เรียก Lady’s finger หรือในภาษาไทยเรียกวา ดรรชนีนาง เปนการมองของคนฝรั่งวาลักษณะของฝกกระตาด ดู
เรยี วงามเหมอื นนว้ิ มือของผูห ญิง
กระเจี๊ยบ มีลักษณะคลายกับบวบเหลี่ยม โดยจะมีลักษณะรูปทรงยาวประมาณ 1 คืบและมีเหลี่ยม
ต้ืนๆ 5 เหลี่ยม ปลายจะมีลักษณะแหลมมนเล็กนอ ย กระเจี๊ยบมีสีเขียวออน โดยเราจะเรยี กสวนนี้วาฝก มีดอก
สเี หลอื ง กระเจย๊ี บเปนพชื ยนื ตนเขตรอ น ความสงู 5-7 ศอก
กระเจี๊ยบมีคุณคาทางโภชนาการสูงจากสวนของฝกออน มีการนําไปทําเปนอาหารแชแข็ง อาหาร
กระปอง อีกทั้งสวนของกากเมล็ดยังนําไปเปนโปรตีนไวเลี้ยงสัตว เสนใยของกระเจี๊ยบนํ้าไปใชทํากระดาษและ
เชือกได
เคล็ดลับในการทาํ แกงสม กระเจ๊ยี บ
1. ขณะใสฝ ก กระเจ๊ียบลงไปในนํ้าแกง หา มคน เพราะหากคนจะเปนเลอื ก
สวนผสม
1. กระเจีย๊ บ
2. พรกิ แหง
3. หวั หอมแดง
4. กะป
28
5. ปลาทูยาง
วิธที ํา
1. นํากระเจยี๊ บไปลา งใหส ะอาด แลวนําไปหน่ั
5. ทาํ นํ้าแกงมพี ริกแหง หวั หอมแดง กะป นาํ ปลาทยู างมาแกะเนอื้ โขลกใสกับน้าํ พริก
2. ตัง้ น้าํ ใสพรกิ แกง ปรุงรสดวยนา้ํ ตาลปบเลก็ นอ ย ใสใบกระเจ๊ียบไปกอน ชิมนาํ้ ใหเรยี บรอย
3. ใสฝกกระเจยี๊ บลงไปในนํ้าแกง พอเค่ยี วแลวออกเปร้ียวดี แลว ใสใ บกระเจ๊ยี บ ชมิ รสดีเปน อันเสรจ็
4.ขาหมใู บมะดันมะเขือเปรย้ี ว
ภาพที่ 5 แกงขาหมใู บมะดันมะเขือเปรี้ยว
เคล็ดลบั ในการทําขาหมูใบมะดนั มะเขอื เปรี้ยว
1. ขาหมทู นี่ ํามาทาํ ตองลางใหสะอาด ใสเ กลอื ลงในนํ้าเพ่อื ลางคาว
สวนผสม
1. ขาหมู
2. ใบมะดันออ นๆ
3. มะเขือเปร้ียว (มะเขอื เทศหา ม)
4. พริกแดง
5. ใบโหระพา
6. ใบมะกรูด
วธิ ที าํ
1. ตัง้ น้าํ ในกระทะ หลงั จากนั้นใสเกลือลงไป
29
ภาพท่ี 6 กระทะทตี่ งั้ นา้ํ ใสเ กลอื
2. ลา งขาหมแู ลว หัน่ เปน ชิ้นๆ
ภาพที่ 7 ปาพรกาํ ลงั หนั่ ขาหมู
3. นํา้ เดอื ดแลว ใสห มูไปตม ประมาณ 30 นาที
ภาพท่ี 8 ขาหมูขณะตม
30
4. หัน่ มะเขือเปรย้ี ว ใบมะดนั ใบมะกรูด พริกแดง เดด็ โหระพา เตรียมเอาไว
ภาพที่ 9 มะเขอื เปรย้ี ว
ภาพท่ี 10 ขณะหน่ั ใบมะดัน
ภาพที่ 11 พรกิ แดง โหระพา มะกรดู
5. ต้ังกะทะทาํ น้าํ แกง นํา้ เดมิ ทตี่ มขาหมู ใสพรกิ แกงลงไป ปรุงรส เกลอื น้ําตาลปบ นา้ํ มัน กะทิ เตมิ
นํ้าเปลา
31
ภาพท่ี 12 ใสพ ริกแกงลงไปทาํ เปนนํ้าแกง
6. ใสขาหมลู งไป ตม 7 นาที ชิมรส ตม ตอ ใหเดือด
ภาพที่ 13 ใสข าหมลู งไปในนา้ํ แกง
7. ใสใบมะดนั ชมิ รสวาเปร้ยี วใหพอดี
ภาพที่ 14 ใสใ บมะดนั ลงในน้ําแกง
8. ตมสักพกั ใสมะเขอื เปรี้ยว
32
ภาพที่ 15 ใสม ะเขอื เปรย้ี วลงในแกง
9. ตมตออกี 5 นาทใี สพ ริกแดง ใบมะกรดู โหระพา ตม สักพักเปน อนั เสรจ็
ของหวาน
5.ขนมผกั กาด
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=3yQF7RULs6E
สวนใหญขนมผักกาดจะทําในงานปของวัดเตยวันที่ 6 เมษายนของทุกๆป หรือหากมีงานเทศกาล
ตางๆก็จะทาํ เชนกัน
เคลด็ ลับในการทาํ ขนมผกั กาด
1. แชหัวผกั กาดคางคืนใหเ วลาพอเหมาะประมาณ 4 ชว่ั โมงเพ่อื ไมใหจืดเกนิ ไป
สวนผสม
1. หัวผักกาดเค็ม
2. หอมเจยี ว
33
3. ถัว่
4. แปงขาวเจา
5. แปง มนั
6. กะทิ
วธิ ีทํา
1. นําหวั ผกั กาดเค็มมาสับ แชในนาํ้ เกลือ โดยใหน้าํ ทว มหัวผกั กาด คา ง 1 คนื
2. หลงั แชผ ักกาดคางคืน นาํ้ มาลางในน้าํ สะอาด 3 รอบ ชิมดูผักกาดจะจืดเปนใชไ ด
3. ทําแปงกวนโดยใสแปงขาวเจา แปงมันนิดหนอย ใสกะทิและผักกาด กวนไปเรื่อยๆประมาณ 3
ช่ัวโมง เน่ืองจากทํากระทะใหญ
4. เทแปง ใสภาชนะรอใหแ หง แลว นาํ หอมเจียว ถวั่ โรยลงไปเปน อันเสรจ็
6.ขาวเมาทอด
ทีม่ า : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
เคลด็ ลับในการทาํ ขาวเมาทอด
1. การใสไ ขลงไปในแปงทอด ทําใหแปง ท่ที อดแลวออกมาเปน แพสวยงาม
2. สว นไสอ บกบั เทยี นเหลอื งเพ่ือความหอม
สวนผสม
1. ขา วเมา
2. กลว ยไข
3. มะพราวขดู
4. แปงขา วเหนยี ว
5. กะทิ
6. ไข
34
วิธีทํา
1. นํามะพราวขูด ขาวเมาที่คั่วแลว มากวนกับนํ้าตาบปบ กวนดวยไฟออน จับขึ้นมาแลวไมติดมือ
เปน ใชไ ด ตกั ใสหมอ แลว จะไดส วนของไส
ท่ีมา : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
2. นําไสไปอบกับเทียนเหลือง วิธีอบไส นําถานที่ติดไฟเปนสีแดงมา 3-4กอน ใสในชาม บิเทียน
เหลอื งเปนชน้ิ เลก็ ๆใสในชามที่มถี า น นาํ ชามทมี่ เี ทียนเหลอื งใสล งไปในหมอ แลว ปดฝา ทิ้งไวประมาณ 1 ชัว่ โมง
3. หยิบไสม าวางบนถงุ พลาสตกิ ใชข วดทบั แลว คลึงไป ไสจะแบน
ทีม่ า : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
4. นาํ กลวยไขม ามว นกับตัวไสท ี่เตรยี มไวใ หไ สหุมกลวยไขใหมิด
ทมี่ า : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
35
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
5. ผสมแปง ไวช ุบทอด โดยใชแปง ขาวเหนยี วผสมกับกะทิ ไขไ ก
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
6. นํากลวยไขที่หอดวยไสแลว นําไปชุบกับแปงทอด แลวลงทอดใหกลายเปนสีเหลืองนวลเปนอัน
เสร็จ
7.สามเกลอ
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JEDQP185lfA
36
เคลด็ ลบั ในการทาํ สามเกลอ
1. การปนไส ใหนําไสเปนกอนมาวางบนมือแลวหมุนมือประกบกัน ไสตรงขางจะแบน กลางจะนูน
สวยนาทาน
2. สว นไสอบกับเทียนเหลอื งเพ่อื ความหอม
สว นผสม
1. ขาวเมา
2. มะพรา วขดู
3. นา้ํ ตาลปบ
4. ถัว่ เขียว
5. แปง ขา วเหนียว
6. กะทิ
วธิ ีทํา
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=Bg3h2md4rPs
1. นํามะพราวขูดมากวนกับนํา้ ตาบปบ กวนดวยไฟออน
2. นําถั่วเขียวมาคั่วไฟ และมาปน ผสมกับมะพราวที่กวนกับนํ้าตาลปบ คนใหดูกัน จับขึ้นมาแลวไม
ติดมือเปน ใชไ ด ตักใสหมอ แลวจะไดสวนของไส
3. นําไสไปอบกับเทียนเหลือง วิธีอบไส นําถานที่ติดไฟเปนสีแดงมา 3-4กอน ใสในชาม บิเทียน
เหลืองเปนชิ้นเล็กๆใสในชามที่มีถาน นําชามที่มีเทียนเหลืองใสลงไปในหมอ แลวปดฝา ทิ้งไว
ประมาณ 1 ชว่ั โมง
4. เมื่ออบไสเสร็จแลว ใสถุงมือ หยิบไสเปนกอนมาวางบนมือแลวหมุนมือประกบกัน ไสตรงขางจะ
แบน กลางจะนนู ทําไสเตรียมรอเอาไว
37
ทมี่ า : https://www.youtube.com/watch?v=JEDQP185lfA
5. ผสมแปงไวชบุ ทอด โดยใชแ ปง ขาวเหนียวผสมกบั กะทิ ไขไ ก
ทมี่ า : https://www.youtube.com/watch?v=JEDQP185lfA
6. นาํ ไสท ี่เตรียมไวลงไปชุบกบั แปง แลว ลงทอดเปนอันเสร็จ
ทีม่ า : https://www.youtube.com/watch?v=JEDQP185lfA
38
4.3.2 ปา นาค
ภาพท่ี 16 ปานาค
ชื่อ แดง สรอยอากาศ อายุ 67 ป หรือปานาค เริ่มทํากาละแมรตอนอายุ 50กวา เนื่องจากชอบ
สมัยกอนคุณพอคุณแม จะทําในชวงเทศกาลสงกรานต รวมญาติพี่นองในครอบครัวรวมกันทํา ถาเปนชวง
เทศกาลจะกวนกาละแมรประมาณ 100 กิโลได 1 วัน จะไดประมาณ 20 กวากิโล ปานาคยังคงใชวิถีแบบ
ดัง้ เดมิ โดยใชม อื ในการกวนกาละแมรหลายตอ หลายชว่ั โมง
สิ่งที่เปนเสนหของปานาค คือ ความสะอาดและความเอาใส ระหวางที่ไปสัมภาษณสังเกตเห็นไดถึง
ความเรียบรอยของบาน ขณะสัมภาษณปานาคดูมีความสุขมากเวลาที่ไดพูดคุยในสิ่งที่ชอบ นอกจากนี้คนใน
ครอบครัวก็รวมดวยชวยกันทําเปนเหมือนอุตสาหกรรมในครอบครัว แตกอนนี้ปานาคยังไมมีสูตรในการทํากา
ละแมรที่ตายตัว แตปานาคก็ไดใชเวลา ความเอาใจใสลองผิดลองถูก จนสามารถคิดคนสูตรที่ตายตัวในการทํา
ได โดยมีสัดสวน ขาวเหนียว 3 กิโลกรัม กะทิ 10 กิโลกรัมและนํ้าตาล 6 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อกวนออกมาแลวจะได
รสชาตทิ หี่ วาน มัน กาํ ลงั ดี
สมัยกอนเวลาที่นํ้าขึ้น จะมีสัตวชนิดหนึ่ง ลักษณะเปนตัวสีขาวๆเล็กๆ เสนๆคลายๆไสเดือน เรียกวา
ตัวกุด จะลอยมากับน้ํา ถาสาดนํ้าไปโดน ตัวกุดก็จะละลายนํ้าไปเลย สมัยกอนนํ้าในแมนํ้าสามารถใชได เวลาท่ี
ตักนํ้าขึ้นมาใชก็จะมีตัวกุดติดมาดวย ตองระวังเอาตัวกุดออก ถามีตัวกุดมา เปนสัญลักษณบงบอกวาใกล
สงกรานตแลว และเราะทํากาละแมรกนั ในวนั สงกรานต จึงถอื วากาละแมรมีความสําคัญกับประเพณีสงกรานต
ของชมุ ชนบางตะไนย
39
ภาพที่ 17 กระทะท่ใี ชก วนกาละแม
เวลาทํากาละแมร จะใชกระทะใบใหญ เพื่อที่กวนทีหนึ่งจะไดจํานวนเยอะ 1กระทะจะไดประมาณ
14-15 กิโลกรัม
ภาพที่ 18 ทค่ี รอบเตา
ภมู ปิ ญญาอาหารของปา นาค
1. กาละแม
ท่ีมา : https://www.lazada.co.th/products/1-i329076821.html
40
“กาละแม” เชื่อกันวาชาติมอญเปนผูคิดขนขึ้น ถึงแมจะยังไมมีหลักฐานแนชัดวาชาติใดเปนตนตํารับ
สําหรบั คนมอญแลว ถอื วา เปน ขนมประจาํ เทศกาล เทศกาลของคนมอญจะมีอยู 6 เดอื น ท่มี พี ธิ ีท่ีเก่ียวขอ ง
กบั อาหาร คอื
1. เดอื น 5 ขนมกาละแม เนือ่ งในเทศกาลสงกรานต
2. เดือน 8 ขนมโคกขะเตอหรือขนมคู (จะมีความคลายกับขนมนมสาวหรือขนมเทียน) เนื่องในวัน
อาสาฬหบชู า
3. เดอื น 10 ขาวยาคู (น้ํานมขาวใหม) เนื่องในเทศกาลตักบาตรน้าํ ผึ้ง
4. เดอื น 11 ขนมกระยาสารท เน่ืองในเทศกาลออกพรรษา
5. เดือน 1 หรอื เดือนอา ย ตําขาวเมา
6. เดือน 3 ขนมขา วมาฆะ (ขา วพมา ) เนื่องในวันมาฆบูชา
ในเทศกาลสงกรานตของชาวมอญ จะอยูระหวางวันที่ 13-19 เมษายนของทุกป จะมีการทําความ
สะอาดครั้งใหญ เพราะคนมอญเชื่อกันวา วันที่ 13 เมษายน หรือคือวันมหาสงกรานต มีนางฟาที่โบยบินลงมา
ตามบานเรือนตางๆ เพื่อมาดูวาหากบานหลังไหนที่บานสะอาด มีความเรียบรอย นางฟาจะโปรยดอกไมลงมา
เพื่ออวยพรใหบานนั้นทํามาคาขึ้น แตถาหากบานไหนสกปรก นางฟาจะถมนํ้าลายไปยังบานหลังนั้น ทําใหทํา
มาหากินไมขน้ึ ไปตลอดทงั้ ป จึงทาํ ใหค นมอญมกั จะทําความสะอาดเพือ่ รบั คาํ อวยพร
และเมื่อใกลถึงวันสงกรานต แตละบานก็จะไปตลาดเพื่อหาซื้อของมาทํากาละแม นอกจากนี้ยังมีการ
ซื้อเสื้อผาชุดใหมใหแกเด็กเล็ก ของสําหรับทําบุญ ไหวพระ เมื่อถึงกอนวันสงกรานต 1 วัน ก็จะเริ่มกันกวนกา
ละแม โดยสวนผสมกาละแมจะมี 1.ขาวเหนียว 2.นํ้าตาลปบ 3.กะทิ เมื่อสมัยโบราณการกวนกาละแมจะกวน
ดวยมือและใชเวลานานมากถึง 6-7 ชั่วโมง จึงตองใชคนหลายคน ทําใหบรรยากาศในบานนั้นๆครึกครื้น เชน
ผูหญิงก็จะชวยเตรียมวัตถุดิบ ผามะพราว ขูดมะพราว คั้นกะทิ สวนฝายชายมีแรงเยอะก็จะเปนคนกวนกา
ละแม เตรียมจุดเตา ต้งั กระทะ
วิธีกวนกาละแม เริ่มจากตมนํ้า นําหางกะทิ ขาวเหนียวและนํ้าตาบปบ ใสลงไปแลวเริ่มกวน แรกๆกา
ละแมยังเปนนํ้าเหลว ฝายผูหญิงก็จะมากวนกอน เมื่อกวนไปสักพักประมาณครึ่งชั่วโมง กะทิจะเริ่มขน เปลี่ยน
สีจากสีขาวเปนสีเทา ในสวนนี้ตองระวังเปนอยางมาก ไมใหติดกระทะ โดยจะตองกวนใหทั่วทั้งกระทะ และ
ตองใชคนถึง 2 คนในการกวน โดยหนึ่งคนจะรับผิดชอบในสวนครึ่งหนึ่งของกระทะ อีกคนก็รับผิดชอบอีกครึ่ง
กระทะ โดยลักษณะการยนื ตอ งยนื ในชอ งทไ่ี มต รงกับชองใสฟน
เมื่อกวนไปเรื่อยๆประมาณ 3 ชั่วโมง กาละแมจะเริ่มออกสีนํ้าตาลเขมและจะขนเหนียวขึ้นเรื่อยๆ จน
กวนตอไปเรื่อยๆจนไดที่ กาละแมะมีลักษณะเปนสีดําสนิท จากนั้นจะเตรียมแผงใบจากไวสําหรับรองใสกา
41
ละแม ใชไมพายตวัดเอากาละแมมาใสไว แลวเกลี่ยใหมีความหนาหรือบางตามแตตองการเปนอันเสร็จ
กะละแมที่ทําจะนําไปทําบุญที่วัด อีกสวนจะตัดเปนแผนเทาฝามือ แลวนําไปใหญาติผูใหญที่มีความใกลชิดกัน
สมัยกอนจะใชเรือพาย พายไปแตละบาน ฝายบานท่ีมารอรับก็จะเตรียมจานเปลาไวรอ และบานอื่นๆถาหากมี
การกวนกาละแมเหมอื นกัน กะนํากาละแมของตนใหตอบกลบั ไป เหมอื นเปนการแลกเปล่ียนกันและกัน
เคลด็ ลบั ในการทาํ กาละแม
1. ใชกะทิทค่ี นั้ เอง
2. ใชไฟออ นในการกวนกาละแมร ถาไฟแรงจะตดิ กระทะและจะไหม
3. ตองกวนไปทางเดยี วกนั ใหสมํ่าเสมอ ระวงั ไมใหติดกระทะ
สวนผสม
1. ขา วเหนียว
2. นํา้ ตาลปบ
3. กะทิ
วิธที ํา
1. นําขา วสารเหนยี วไปตมจนเปอยจนเละ กวนคนไปเรอ่ื ยๆ
2. เมื่อขา วเละใหใสกะทิ
3. กวนจนงวดแลวใสนํ้าตาลปบลงไป เมื่อใสนํ้าตาลแลวจะลดไฟใหออนลง เพื่อไมใหนํ้าตาลไหมติด
กระทะ กวนเรื่อยๆจนไดสีดํา
4. หาถุงมาลองในกละมัง แลวเทกาละแมร แผใหทั่ว พออุนๆ ก็จะรีบเด็ด ออกเปนชิ้นๆ จัดใสหอ
พลาสตกิ หรอื ใบตอง
2. ขนมบาบิ่น
ทมี่ า : https://th.openrice.com/th/recipe/ขนมบาบน่ิ /479
42
รสชาติของขนมบาบิ่นจะหวานมัน ขาย 8 อัน 20 บาท จะทําขายสดๆ แคะใสกลองกระดาษ แตกอน
จะไปขายขนมบาบิ่นเอง เพราะตองใชคนเยอะ ประมาณ 3 คน ชวยกัน ตอนนี้ก็ใหหลานไปขาย ถาขายที่ๆมี
คนมาทอ งเทยี่ วกจ็ ะขายไดเยอะ ทุกวนั น้ีกย็ ังทําอยู แตจะทําเฉพาะวนั อาทิตย เนื่องจากหลานหยดุ โรงเรยี น
สว นผสม
1. แปง ขาวเหนยี วดาํ
2. มะพรา วออน
3. นา้ํ ตาล
4. นม
วธิ ีทาํ
1. ผสมแปง ขา วเหนยี วดํา นา้ํ ตาล นม ใหเขากัน
2. ใสเนือ้ มะพรา วออ นขดู ลงไปผสม
3. ตักสว นผสมลงใสบ นกระทะ พอเร่มิ สุกกลับอีกดาน รอจนอกี ดานสกุ เปนอนั เสร็จ
4.3.3 ปา ดา
ภาพที่ 19 ดา นซายพปี่ ง ดา นขวาปา ดา
ช่ือ จินดา ทับแสง อายุ 72 ป หรือปา ดา มลี ูกเปนเพ่ือนกับอบต.บบางตะไนยสามีก็เสียไปต้ังแตลกู ยัง
เลก็ และประกอบอาชีพทาํ ขา วหมาก เพื่อเลี้ยงดูครอบครวั
ตั้งแตที่แมของปาดาเลิกทํา ปาดาก็รับชวงตอทันที ทํามาตั้งแตอายุสาวๆ 40กวา ปได เริ่มแรกปาดา
จะชวยปาเนยทํา ปาเนยเปนภรรยากํานันเกา กํานันสงาเปนแฟนปาเนย แลวปาเนยเปนคนสุโขทัย และขาว
หมากนั้นมีจุดเริ่มตนมาจากสุโขทัย เพราะสมัยกอนะมีกํานันอยูตรงนั้นและปาเนยซึ่งมากสุโขทัย มาตั้งรกราก
พอมีบานแลว ก็จะมีการดูวาบานไหนที่มีผูชายขยันก็จะจับคูกัน ขยายสาขาออกไป แลวก็ประกอบอาชีพทํา
43
ขาวหมาก สมัยกอนแถวนี้จะเปนกลุมบานขาวหมาก ดวยความที่ติดริมแมนํ้า และเมื่อกอนแมนํ้าสะอาด ทุกๆ
เย็นจะเห็นถงึ วิถีชีวิตแตละบา นมาลางขา วเหนียวในแมน้ํา สงขาวหมากไปขายอกี ฝง โดยใชการพายเรือ แตล ะ
บานก็จะมีใบตอง ทางมะพราว ไวใชหอขาวหมากเต็มไปหมด สมัยกอนขาวหมากโดงดังมากในละแวกนี้ แตละ
บานจะมีสูตรที่ไมเหมือนกัน นอกจากนี้ลูกแปง ยงั สามารถดัดแปลงไปทาํ เปนน้ําขาวได โดยเวลาจะบวชลูกชาย
ก็ทาํ นํ้าขาวไวส าํ หรับใชในการบวช ไมต องไปซอื้ เหลา เพราะแหลา ราคาแพงอีกทั้งสมยั กอ นไมผดิ กฎหมาย
แตเมื่อเวลาผานไปอาชีพขาวหมากก็เริ่มถึงจุดท่ีเริ่มตัน เหตุเกิดจากเพราะสวนคอยๆหมดไป ไมมีสวน
ทีจ่ ะมีผลผลิตของใบตอง ทางมะพรา ว เมื่อเปนเชนน้ีก็ตองทําการซ้ือใบตอง ทางมะพราว ทาํ ใหกําไรลดนอยลง
หลายบานก็หันไปทํางานโรงงาน เชน โรงงานวาไท แตปาดานั้นยังคงสืบสานการทําขาวหมากมาจนปจจุบัน
และในปจจุบันนี้ เหลือเพียง 2 บานเทานั้นทยี่ งั ทาํ ขา วหมากอยูค ือปา ดาและพ่ีอัญชญั
ขา วหมาก คือ ขนมของคนโบราณสมัยกอน ขา วหมากทํามาจากขาวเหนยี วท่ีหมักกับลูกแปง เมื่อหมัก
ไดที่แลวจะเกิดความหวานและมีแอลกอฮอลเพียงเล็กนอย ขาวหมากสามารถกินไดทั่วไป กินไดทั้งป แมแตจะ
ในงานดํากก็ ินได โดยอาจขึน้ อยกู บั เจา ของงาน เปน อาหารทีเ่ ปน ทนี่ ิยมของคนสมัยกอ น(chefmee(2562))
ภาพที่ 20 ขาวหมากแบบกระปุก
ปจ จุบันปา ดา ไมไดทาํ ขายเยอะเหมอื นเม่ือกอนที่ทาํ ขายทีเปนวนั ละพันหอ ไปสงขายที่สี่แยกมหานาค
แตกอนจะซื้อขาวเหนียวจากทาเตียน ซื้อทีเปนกระสอบๆ ลูกแปงซื้อจากที่สุโขทัย ซื้อที 500 เม็ด เวลาใชก็จะ
ใช 2 เมด็ ตอ 1 กิโล ณ ตอนนี้ท่ีขายขา วหมากจะรับทําตามสง่ั สวนมากจะมคี นรบั ไปขายตอ โดยขายกระปกุ ละ
15 บาท มีโปรโมชั่น ซื้อ 10 แถม 1 ซึ่งกําไรที่ไดก็ครึ่งตอครึ่ง ซึ่งราคานี้ คนทําก็อยูได คนขายก็อยูได และ
เปลี่ยนจากที่หอใบตอง ทางมะพราว ก็จะใสเปนกระปุกพลาสติกแทน แตถาหากทําสงวัดจะใชใบตองหอ และ
ตอนนส้ี ง ตอ ใหพ ่ีปง เปนคนทาํ หลกั
44
ภาพที่ 21 ขาวหมากทห่ี อดวยใบตองและทางมะพราว
ภาพที่ 22 ขาวเหนยี ว
ภาพท่ี 23 ลกู แปงจากสโุ ขทยั