The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประวัติหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หยดน้ำบนใบบัว)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kunnua Kandalf, 2023-08-23 09:28:25

หนังสือประวัติหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หยดน้ำบนใบบัว)

หนังสือประวัติหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หยดน้ำบนใบบัว)

แต่ถ้าเป็นพระเณรประเภทหมูขึ้นเขียง คือไม่สนใจต่อการภาวนา ขี้เกียจขี้คร้าน มีแต่กิน แล้วนอนนั้น ให้ไล่หนีทันทีเลยนะ…” นอกจากท่านจะสงเคราะห์วัดปฏิบัติในถิ่นทุรกันดารต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ด้วยระลึกถึงบุญถึง คุณเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์พระอุปัชฌาย์ท่านจึงได้ให้ความช่วยเหลือด้านจตุปัจจัยไทยทานแก่วัด โพธิสมภรณ์ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่านเองเป็นประจำ�ทุกเดือนตลอดมาหลายสิบปี กระทั่ง ทุกวันนี้ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย อีกวัดหนึ่งคือ วัดป่าสุทธาวาส ในตัวจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมเพลิงและเป็นที่ ประดิษฐานรูปหล่อของท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้มีพระคุณสูงสุดแก่ท่าน ท่านจึงหาโอกาสเข้ากราบ ไหว้รูปสมมุติของท่านอาจารย์มั่นอยู่เสมอมาไม่ห่างเหินลืมเลือนแต่อย่างใดเลย ทุกครั้งที่ไป ท่านจะนำ�จตุปัจจัยไทยทานต่าง ๆ ไปสงเคราะห์ช่วยเหลือวัดด้วยทุกคราวคุณธรรม ดังกล่าวของท่านนี้ ทำ�ให้ลูกศิษย์ พระเณร ฆราวาส รู้สึกซาบซึ้งใจ เพราะเห็นท่านเปี่ยมล้นด้วยแบบ ฉบับอันงดงามในกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อผู้มีพระคุณ เตือนพระเณร… ระวังมหาภัย ๕ อย่าง ในคราวท่านไปแจกของและเยี่ยมเยียนสำ�นักที่ตั้งใจ ปฏิบัติท่านจะย้ำ�เตือนพระเณรลูกหลานอยู่เสมอ ๆ ด้วยความ เมตตาสงสารถึงมหาภัย ๕ อย่าง ดังนี้ “พระเราเป็นเพศที่หนึ่งที่จะสามารถครองมรรค ครองผลได้ เพราะมีโอกาสอันดีงาม ทุกสิ่งทุกอย่างอำ�นวย หมด ให้พากันตั้งใจ เราเป็นห่วงเป็นใยพระลูกพระหลานของเรา กลัวจะเลินเล่อเผลอสติเป็นบ้ากับโลก กับสงสารเขา ทุกวันนี้เรื่องของกลมายาของกิเลสนั้นมีมากนะ วันนี้จะพูดให้บรรดาพระลูกพระหลาน ทั้งหลายของเราได้ทราบเสียว่าจุดใหญ่มหาภัยคืออะไร เริ่มตั้งแต่หนังสือพิมพ์เป็นข่าวเป็นคราว พระเราไม่จำ�เป็นต้องหาข่าวหาคราว หลีกข่าว หลีกคราวทั้งนั้นถึงถูก อย่างพระพุทธเจ้าไล่เข้าป่า… เพื่อหลีกข่าวหลีกคราวทั้งหลาย อันเป็นเรื่อง ยุ่งเหยิงวุ่นวายของกิเลสมันบีบบี้สีไฟนั้นเอง “…๕ อย่างนี้.. เป็นตัวทำลายศาสนาอยู่เวลานี้ วัดวาอาวาสเราเลยจะรกร้างไปหมด ...ก็เมื่อเห็นความอุจาดบาด ตาของพระเณรไม่มียางอาย แล้ว ประชาชนญาติโยม เขาก็หมดศรัทธา...” กุฏิพระในป่า ๒๕๑ ๒๑ วัดมุ่งปฏิบัติในถิ่นทุรกันดาร


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน จากนั้นก็วิทยุให้ตัดออก อันนี้ก็เป็นเรื่องข่าวเรื่องคราว เรื่องยุยงก่อกวนจิตใจให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไปตามมัน เทวทัตโทรทัศน์ วิดีโอนี่เป็นตัวสำ�คัญมาก อันนี้อันหนึ่ง แล้ว โทรศัพท์มือถือนี้สุดยอดได้เลย จับโทรศัพท์ขึ้นใส่หูปั๊บ นี้คุยกับอีสาวได้สบายเลย นัดกัน ไปห้องไหนหับไหน ที่ไหน ๆ ม่านรูดม่านรีดไม่สำ�คัญ นัดกันได้ถึงที่สุดเลย นี่แหละ ๕ กษัตริย์นี้เองเป็นตัวทำ�ลายศาสนาอยู่เวลานี้ วัดวาอาวาสเราเลยจะรกจะร้างไป หมด เพราะสิ่งเหล่านี้เข้าไปทำ�ลายตามวัดตามวา จะไม่มีเหลือพระเณรอยู่ในวัดแล้ว ทำ�ไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เมื่อเห็นความอุจาดบาดตาของพระเณรไม่มียางอาย แล้วประชาชน ญาติโยมเขาก็หมดศรัทธา ไม่มีความเคารพเลื่อมใส เขาก็ไม่ใส่บาตรให้กินล่ะซิเมื่อเขาไม่ใส่บาตรให้กิน แล้ว… พระเณรจะทนอยู่ได้ยังไง วัดก็กลายเป็นวัดร้างไปได้ นี่ละตัวมหาภัย จึงได้เผดียงให้พระลูกพระหลานทั้งหลายทราบ อย่าได้คุ้นอย่าได้ชินกับมัน อย่า เห็นว่าเป็นสิริมงคล นี้คือตัวภัยสำ�หรับพุทธศาสนา สำ�หรับพระเณรของเรา ให้พากันระมัดระวังให้มาก ใครกล้าหาญชาญชัย ก็คือเป็นเทวทัตต่อสู้ พระพุทธเจ้านั้นแล นี่ เป็นจุดสำ�คัญมาก ขอให้พากันระมัดระวัง… อย่าไปสนิทสนมกับมันถ้าไม่อยากจม นี่เป็นข้าศึก แม้แต่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเรายังเสาะยังแสวงหายุ่งเหยิงวุ่นวายตลอดเวลา จนหาเวลา ว่างหาความสงบไม่ได้ก็เพราะจิตหาอารมณ์หาข่าว… ให้เอาข่าวแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ … ข่าวภาวนาลงไปสู่จุดนี้ระงับดับข่าวนั้นให้หมดไป ให้เหลือแต่ข่าวพุทโธ ธัมโม สังโฆ ข่าวอรรถข่าว ธรรมอยู่ภายในใจ ใจของเราจะได้มีความสงบเยือกเย็น ข่าวธรรมกับข่าวโลก คือข่าวกิเลสกับข่าวธรรม นี้ต่างกันมากนะ…” รักษาป่า ต้นไม้ ต้นน้ำลำธาร ท่านเมตตาช่วยเหลือราษฎร และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมบริเวณพื้นที่ป่าลุ่มน้ำ�ป่าสัก เขต บ้านดงคล้อ บ้านน้ำ�เที่ยง บ้านสามแยก ตำ�บลวังกวาง อำ�เภอน้ำ�หนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสูงชัน เป็นต้นน้ำ�ลำ�ธารของแม่น้ำ�สำ�คัญหลายสาย ได้แก่ น้ำ�เลย น้ำ�ฟอง ฯลฯ ซึ่งสภาพพื้นที่บริเวณดังกล่าวในขณะนั้น ถูกบุกรุกแผ้วถางป่าทำ�ไร่เลื่อนลอย จนสภาพป่าถูก ทำ�ลายลงอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องนี้ท่านให้เหตุผลว่า “…ที่ดินเวลานี้ (มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗) ก็๑๐ กว่าล้านแล้วที่ซื้อ เนื้อที่ดูเหมือนได้๗ พัน กว่าไร่แล้ว หลายแห่ง ทางด้านเพชรบูรณ์ก็มี ที่เราซื้อไว้นี้ ไว้เพื่อชาติบ้านเมืองนะ เราไม่ได้ซื้อ โดยลำ�พังเราเองนะ มันเป็นต้นน้ำ�ลำ�ธาร เช่น ต้นน้ำ�จังหวัดเลยนี่ ที่ผ่านมาทางอำ�เภอวังสะพุง นี้แหละ น้ำ�หมดได้ ๒ แล้งนี้แล้ว ต้นน้ำ�มันอยู่ ตรงนั้น เราเลยซื้อครอบไว้หมดเลย เวลานี้ก็ มีโครงการพระราชดำ�ริประสานงานเข้ามาในเรา เราบอกเอาเลยให้เลย เพราะเราซื้อนี้ซื้อไว้เพื่อชาติ ๒๕๒


“…สงวนป่าเอาไว้ ÊำÒËÃѺÅÙ¡ËÅÒ¹ ต้นน้ำลำธารจะไม่มีเหลือ ถ้าไม่สงวนป่าเอาไว้ อันนี้มันอยู่รอบ ของต้นน้ำลำธารด้วย ซื้อครอบไว้หมด…” ๑ วัดดงศรีชมภูอ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย ๒ วัดดอยธรรมเจดีย์อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร๓ วัดป่าสังฆาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ๔ วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ๕ อ.น้ำ�หนาว จ.เพชรบูรณ์ หลวงตาบัวไม่มีอำ�นาจวาสนาอะไรมากนัก วาสนาของพระ อำ�นาจของพระไปเรื่องของพระ ไม่ใช่เป็นเรื่องแบบโลก ทีนี้เมื่อทหารมาขอประสานงานเกี่ยวข้องด้วย ทหารเป็นผู้มีอำ�นาจ เป็นผู้รักษาได้ เราก็ยกให้ทหารเป็นผู้รักษาแทนเราไปเลย รู้สึกสะดวกดีทุกอย่าง… อยากจะปลูกป่าก็เอา ช่วยกันปลูก รักษาตรงไหน ๆ ที่มันจะมีความแน่นหนามั่นคงต่อชาติแล้ว เอาเลย เราก็มอบให้ทางทหารเลย เวลานี้ เราเบาใจมากแล้วเป็นแต่เพียงว่าซื้อให้ๆ ให้ทางทหารเป็นผู้ดูแล…” คุณค่าของต้นไม้ป่าเขาต่อการบำ�เพ็ญจิตตภาวนา เป็นสิ่งที่ท่านพูดอยู่เสมอ ๆ ว่า พระพุทธเจ้า ทรงสอนพระให้อยู่ป่า การอยู่ให้อยู่ด้วยการพิจารณา อยู่แบบอรรถแบบธรรม ไม่ใช่ไปอยู่ป่าแบบสัตว์ เพราะสถานที่เช่นนี้เป็นที่ชั้นเอกในการบำ�เพ็ญเพียร ไม่มีคนไปยุ่งกวน วัดที่ท่านให้การช่วยเหลือส่วน ใหญ่จึงพยายามรักษาสภาพที่เป็นธรรมชาติป่าเขาแหล่งต้นน้ำ�ลำ�ธารไว้ให้มากที่สุด พระเณรกุลบุตร สุดท้ายภายหลังจะได้มีสถานที่สงบสงัดในการบำ�เพ็ญเพียร ในเรื่องนี้ท่านเคยกล่าวว่า “…วัดดงศรีชมภู๑ เป็นวัดประเภทที่หนึ่ง ภูวัวประเภทเอก ไล่เลี่ยกัน วัดดอยธรรมเจดีย์๒ ภูเสิงเคิง - สังโฆ๓ เป็นประเภทที่หนึ่ง ผาแดง๔ เหล่านี้ที่หนึ่งทั้งนั้น อยู่ภาวนาได้ทั่วไป หลบหลีกไปหาที่ ภาวนาได้สะดวกสบาย สงวนไว้ แล้วก็ยังที่ที่ซื้อไว้ที่น้ำ�หนาว๕ นั่น ก็เป็นประเภทที่หนึ่ง ๆ เพราะ ดงกว้าง ซื้อครอบไว้หมดเลย พระอยู่ ๓ ย่านด้วยกัน สงวนป่าเอาไว้สำ�หรับลูกหลาน ต้นน้ำ�ลำ�ธารจะ ไม่มีเหลือถ้าไม่สงวนป่าเอาไว้อันนี้มันอยู่รอบของ ต้นน้ำ�ลำ�ธารด้วย ซื้อครอบไว้หมด น้ำ�ฝนตกมาจากเขามันชุ่มเย็น ไหลลงมา แม้แต่แม่น้ำ�เลยนี้ก็มาจากนั้นนะ แม่น้ำ�เลย วังสะพุงนี่ มาจากที่เราซื้อครอบไว้โน้นหมด มีอยู่ ๒ - ๓ สายแม่น้ำ�ที่ไหลมาจากที่เราซื้อครอบเอาไว้ ๒๕๓ ๒๑ วัดมุ่งปฏิบัติในถิ่นทุรกันดาร


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ตอนนี้พักทางโน้นก่อน ทำ�ประโยชน์อย่างอื่น หมุนไปทางอื่น เรื่องหมุนนี่ไม่ถอยแหละ หมุนไม่หยุด หมุนเรื่อย ๆ ช่วยทางโน้นช่วยทางนี้จะทำ�ยังไงความทุกข์ความจนไม่โดนใครเข้าก็ดูดีถ้าโดน เข้าเท่านั้นก็พอแล้ว หงายไปเลย ใครจะอยากโดน โดนทุกข์ ไม่มีกินอยู่ได้หรือมนุษย์เรา จะปลูกของ อะไรพืชผลต่าง ๆ ปลูกไม่ได้น้ำ�ไม่มีแผ่นดินไม่ชื้น แห้งผากอย่างนี้ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ถ้าแผ่นดินมันชื้น แล้วปลูกมันก็ขึ้น…” สัตว์ป่าปลอดภัย ความสงบสงัดของป่ามีผลดีต่อพระด้านการ ฝึกจิต สำ�หรับสัตว์ป่าเองก็มีความคุ้นเคย วางใจและ อบอุ่นใจได้ง่ายกับพระ ซึ่งต่างกันอยู่มากกับฆราวาส เรื่องนี้ท่านกล่าวว่า “…กลางคืนดึก ๆ สงัด ฟังเสียง นกยูง ร้อง กลางวี่กลางวันไม่เคยเห็นตัวมันนะ เราเห็นสักครั้งสอง ครั้งเท่านั้นมั้ง นกยูงนะ ไม่เจอมันบ่อยนักเหมือนสัตว์ อื่น ๆ พวกหมูพวกอีเก้งนี้เจอบ่อย บางทีมันก็จุ้นจ้าน ๆ มาทางจงกรม มันไม่กลัวคนมันมาอาศัยคน มาอยู่รอบ ๆ คน เดินจงกรมอยู่มันก็มาหากิน พวกหมูพวกอีเก้งนี้คุ้น ง่ายนะ คุ้นง่ายมากเทียว มันมาเหมือนสัตว์บ้านมาหา เรา หาขุดอะไรกินซู้ด ๆ ซี้ด ๆ มา เราก็เดินจงกรม เฉย… เขาก็ไปของเขาทั้ง ๆ ที่เขาก็เห็นเราอยู่ เขาไม่ สนใจนะ นั่นเห็นไหม พระกับโยมผิดกัน ต่างสีกัน ผ้าเหลืองเป็นผ้าที่ครองโลกมานาน พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ครองผ้าเหลืองทั้งนั้น ผ้ากาสาวพัสตร์ สัตว์เหล่านั้นเคยเกิดเป็นมนุษย์ เคยบวชเป็นพระเป็น เณรมาในศาสนานั้น ๆ มาตั้งมากมาย เพราะฉะนั้นเวลาเห็นพระมันถึงตายใจเลย ๆ …” เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่าอีกเรื่องหนึ่งท่านเล่าว่า “…เรื่อง ลิง นี้เรายังไม่ลืมนะ เขาจะออกหากินเวลากลางคืน คือกลางวันคนทำ�ลายเขา เขาไม่ ออก กลางวันเงียบเลย กลางคืนเขาออกหากิน เราเดินจงกรมอยู่กลางคืนเงียบ ๆ เดือนหงาย ๆ เราไม่ได้ จุดไฟนี่ เดือนหงาย ๆ ในดงนะ ดงหนาป่าทึบ ฟังเสียงเขามานี่ โถ ! เสียงลั่นมาเลย เพราะเป็นฝูงใหญ่ ใหญ่มากนะลิง เขามีหัวหน้าพามา มันมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่บนทางจงกรมเรานี่ ผลไม้มันสุกเต็มเลย เขามา กินนี้ทุกคืน แต่ทุกคืนเราไม่ให้เขาเห็น คืนนั้นเราลองแสดงตัวให้เขาเห็นว่าเขาจะตาดีไหมในเวลากลางคืนนะ โอ๊ย ! ลิงนี่ตาดีนะ กลางคืนนะ ออกคืนวันที่เราจะแสดงตัวให้เขารู้เรื่องของเขานั่น เรานิ่ง ๆ อยู่ข้างต้นไม้นี่วะ นิ่ง ! เขา มาเต็มไปหมด แต่เวลาเราจะกระดุกกระดิกพลิกอะไรนี้ต้องกะว่าเขากินอิ่มก่อนนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาเผ่น ไม่ได้กินอิ่มล่ะ เราต้องกะระยะพอดีเขากิน พอมีตัวไปบ้างก็มี... “…พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ครองผ้าเหลือง ทั้งนั้น... ...สัตว์เหล่านั้นเคยเกิดเป็น มนุษย์ เคยบวชเป็นพระ เป็นเณรมาในศาสนานั้น ๆ มาตั้งมากมาย เพราะฉะนั้น เวลาเห็นพระ มันถึงตายใจเลย ๆ …” ๒๕๔


ทีนี้เราก็กระดุกกระดิกนี่ พอหัวหน้าร้องจิ๊กทีเดียว เท่านั้นนะ นอกนั้นเงียบหมดเลยนะ เงียบเหมือนไม่มีลิงสัก ตัวเดียวแหละ ลิงทั้งฝูงใหญ่ ๆ นะ นั่นน่ะ เพราะมีหัวหน้า มีหัวหน้าเตือนเอา เราเลยนิ่งอีกละ จนกระทั่งนานแล้วก็ มีเสียงหัวหน้าด็อก ๆ แด็ก ๆ แต่พอได้ยิน เสียงตัวหนึ่ง ดังขึ้น ตัวหนึ่งก็ดัง ทีนี้ออกนะ ออกต่างตัวต่างไปเลยนะ แสดงว่าเขาก็อิ่มแล้ว เพราะเราทำ�นั้น ทำ�เวลากะว่าเขาอิ่ม แล้วเขาไป เขามีหัวหน้าเหมือนกัน ลิง ฝูงลิงมีเยอะนะ กลาง วันนี้ไม่เห็นแหละ เขาไม่ออก คือพวกมนุษย์นี้มันยักษ์นี่นะ ยักษ์หูสั้น มันกินดะไปเลยมนุษย์นี่ ลิงก็ไม่เลือก นี่กลางวัน เขาจะไม่ออกหากินนะ ตอนกลางคืนเงียบ ๆ ดึก ๆ เขาถึง จะออกนะ กลางวันนี้ไม่เห็นแหละ เขาไม่ออก ต้องสองทุ่ม ไปแล้วถึงจะออก นี่มาคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของสัตว์นี้ละ ลำ�บากมากกว่ามนุษย์เรามากนะ มนุษย์เราไปที่ไหนเป็น อิสระสบาย ๆ สัตว์นี้ไปไหนหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่งั้นตายจริง ๆ อย่างนกนี้ดูซินี่ ถ้าไม่มีคนรักษาไม่ได้นะนี่ ฉิบหายหมดเลย การทำ�ลายกันไม่ใช่ของดีแม้แต่สัตว์เขาก็ไม่ต้องการ เขาไม่ ประสงค์ ความตายนี้ไม่ต้องมีใครเรียนที่ไหนล่ะ มันหากรู้ ในหลักธรรมชาติของตัวเอง กลัวตายด้วยกันทั้งนั้น สัตว์ทุก ประเภท…” “…การทำÒÅÒ¡ѹ ไม่ใช่ของดีแม้แต่สัตว์ เขาก็ไม่ต้องการ เขาไม่ประสงค์ ความตายนี้ไม่ต้องมีใคร เรียนที่ไหนล่ะ ÁѹËÒ¡ÃÙéàͧã¹ËÅÑ¡ ธรรมชาติของตัวเอง กลัวตายด้วยกันทั้งนั้น…” ๒๕๕ ๒๑ วัดมุ่งปฏิบัติในถิ่นทุรกันดาร


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ๒๒ โรงเรียน ด้านวัตถุและเครื่องอุปโภคบริโภค หลวงตาเมตตาสงเคราะห์สนับสนุนทางการศึกษาทั้งในแง่ตึกอาคารเรียนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในงานธุรการบ้าง ด้านสื่อการเรียนการสอน และอื่น ๆ แก่โรงเรียนต่าง ๆ หลายแห่ง ตัวอย่างประเภทที่ท่านช่วยเหลือ เช่น ช่วยสร้างอาคารธรรมสถาน ตึกเรียนอาคารเรียน โต๊ะ เก้าอี้อุปกรณ์ทางการเรียนการสอน ค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนยากจน เป็นต้น สำ�หรับตัวอย่างโรงเรียนที่ท่านเมตตาสงเคราะห์ โดยมากอยู่ในจังหวัดอุดรธานีและจังหวัด ใกล้เคียงที่พอจะอยู่ในข่ายความรับผิดชอบในสายตาของท่าน เพื่อดูเหตุผลดูความจำ�เป็นมากน้อย ในการสงเคราะห์ เช่น โรงเรียนสตรีราชินูทิศ โรงเรียนบ้านตาด โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โรงเรียน หนองแสงวิทยา โรงเรียนบ้านดงเมือง โรงเรียนบ้านหนองตุ โรงเรียนค่ายประจักษ์ศิลปาคม ฯลฯ ด้านธรรมะที่ใช้ในการเรียน ด้วยตระหนักถึงคุณค่า และความสำ�คัญทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนของชาติ จะได้มี ความรู้ติดเนื้อติดตัวอันจะเป็นประโยชน์แก่ตน แก่ครอบครัว และชาติบ้านเมือง ท่านจึงเน้นเสมอให้ เด็กรู้จักรับผิดชอบชีวิตตนเองตามวัยอันควรเป็นอย่างมีหลักเกณฑ์เหตุผล เช่น คราวหนึ่งท่านสอนคณะ นักเรียน ดังนี้ ขยันเรียน... รอบคอบ... คบเพื่อนดี “…จงพยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียนทุกคน อย่าขี้เกียจ อย่าเถลไถล อย่าเห็นการเล่นดีกว่าการ เรียน จงเห็นการเรียนดีกว่าการเล่น จะภาคภูมิใจในตัวเองเวลาสอบก็อาจหาญ ไม่สะทกสะท้าน และ สอบได้คะแนนสูง เพราะความขยันเรียนย่อมได้คะแนนดีเสมอ ผิดกับคนขี้เกียจเรียนอยู่มาก อย่าเอามาเป็นตัวอย่างจะเสียใจภายหลัง รีบเตรียมตัวในเวลา เรียน และก่อนสอบอย่าให้บกพร่องในหลักวิชาที่เรียน… …เวลาสอบตก เราจะตำ�หนิครูก็ไม่ได้ เพราะเรา ขี้เกียจ บกพร่อง ข้อสำ�คัญการชอบเที่ยวนั่นละทำ�ให้เรา สอบตก เมื่อสอบตกแล้วทำ�ให้เกิดความขี้เกียจขี้คร้านเข้าอีก และชอบคบค้าสมาคมกับเพื่อนฝูงที่เลวทราม เราก็ยิ่งมีใจ ต่ำ�ทรามไปเรื่อย ๆ มองเห็นครูเห็นอาจารย์เกิดความกระดาก อายกลัวครูจะซักจะถามนั่นนี่ ไม่อยากเข้าหน้าเสียแล้ว “…ให้พยายามเรียนและ ·èͧàÊÁͨ¹¨ำÒä´é... ·Õèä˹ ไม่เข้าใจให้ศึกษาไต่ถามครู เพื่อความเข้าใจ…” ๒๕๖


เพราะจิตใจมันเสียมันเลวลง เพื่อไม่ให้เป็นดังที่กล่าวนี้ จงรีบดัดแปลงตนแต่ปัจจุบันคือขณะนี้บัดนี้ ตลอดไป... ตรงไหนที่ยากลำ�บากให้พยายามเรียนและท่องเสมอจนจำ�ได้ ข้อใดที่ครูบอกหรือครูสั่งให้ ท่องจำ�ให้ได้จงท่องให้ได้ติดปากติดคอจริง ๆ… อันไหนเป็นความไม่เข้าใจ ก็ท่องให้เข้าใจจริง ๆ ที่ไหน ไม่เข้าใจให้ศึกษาไต่ถามครูเพื่อความเข้าใจ อย่าเก็บเอาไว้ด้วยความอายครูและเพื่อนฝูง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะปิดทางเพื่อความเข้าใจของตนใน เวลาจำ�เป็น เช่น เวลาสอบเราระลึกไม่ได้ทั้ง ๆ ที่สิ่งนี้เราสงสัยควรจะถามครูอยู่แล้ว แต่ไม่ถาม เวลาข้อสอบออกมาก็มาถูกจุดที่เราไม่รู้ที่เราสงสัยนั้น ก็เลยขาดผลขาดประโยชน์ที่ไม่ควรจะ ขาดไปเสีย และถูกตัดคะแนนลงไปเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งกลายเป็นคนเดินช้าล้าหลังไม่ทันเขา …ดังนั้น จึงต้องพยายามศึกษาให้เข้าอก เข้าใจทุกแง่ทุกมุมไม่สะเพร่ามักง่าย ควรพยายาม ฝึกหัดตนให้เป็นคนละเอียดรอบคอบไปด้วย เป็นการดี เวลาสอบจะไม่พรวดพราดและมักได้ คะแนนต่ำ�และสอบตกเสมอ…” หนังสือที่ควรอ่าน นอกจากตำ � ราเ รี ยนที่นั กเ รี ยนต้ อ ง รับผิดชอบในการศึกษาหาอ่านแล้ว ควรรู้จักค้นคว้า หาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมจากหนังสือ ประเภทอื่นด้วย ในเรื่องนี้หลวงตาเมตตาให้คำ� แนะนำ�แก่ลูกหลานไว้เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการเลือกสรรหนังสือที่ควรอ่าน ดังนี้ “…เราเห็นคุณค่าของการอ่าน หนังสือทางด้านธรรมะ เป็นสำ�คัญ อ่านทางโลก มันมีฉากหน้า ฉากหลัง สุดท้ายก็ฉากหลังนั่นแหละทำ�ลาย ฉากหน้าเป็นเครื่องล่อหูล่อตาล่อใจไปหน่อย ๆ ฉากหลังนี่สำ�คัญ แทงเข้าไปเลย เสียมากต่อ มาก แต่เมื่อไม่มีใครคิดทางเรื่องเสียแล้วก็ มันจะเสียขนาดไหนก็ไม่สนใจ มีแต่บืนหน้าเรื่อย ๆ ความ ฉิบหายก็ไปเรื่อย ๆ เหมือนไฟลามทุ่ง ส่วนที่เป็นสารประโยชน์ก็มี ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ผู้ที่อ่านส่วนมาก มักอ่านด้วยความเพลิดเพลิน ละซิไม่ได้อ่านเพื่อหาสารประโยชน์อะไรนักนะ ยิ่งเป็นเด็กหนุ่มเด็กสาวด้วยแล้ว คึกคะนองนี้โอ๊ย เป็น บ้าไปเลยเทียว บ้าสด ๆ ร้อน ๆ ยิ่งเห็นโป๊ ๆ เป๊ ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งไปใหญ่เลยนะ ลืมนุ่งซิ่นนุ่งผ้า นั่นแหละ วิ่งเป็นบ้าเหมือนหมา นี่ละ อำ�นาจของกามตัณหา มันใช่เล่นเมื่อไร มันเคยทำ�ลายโลกมามากต่อมากแล้ว อันไหนก็ไม่ รุนแรงเหมือนอันนี้อันนี้รุนแรงมาก ไม่ว่าสัตว์ว่าคน ถ้าลงอันนี้ได้บีบหัวใจแล้ว อยู่ไม่ได้ต้องดิ้นเทียว... ท่านจึงให้มี“น้ำ�” คือ ธรรมะ อ่านธรรมะ ฟังธรรมะ อบรมธรรมะ เพื่อดับไฟในใจ เพราะสิ่ง ที่ทำ�ให้เพลิดเพลินนั้นเป็นสิ่งที่มีพิษภัย และความโศกเศร้าแฝงอยู่ในนั้นจึงนำ�ธรรมะเข้าไปชะล้างในจุด นั้น เปิดออกเพื่อเห็นโทษของมัน…” ๒๕๗ ๒๒ โรงเรียน


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ด้านศีลธรรมและความประพฤติ เมื่อมีกลุ่มนักเรียนนิสิตนักศึกษาและคณาจารย์ จาก สถาบันการศึกษาต่าง ๆ มาทำ�บุญใส่บาตร ท่านมักแสดงความ ห่วงใยถึงศีลธรรม และความประพฤติของเด็กและเยาวชน ดังนี้ ข้อควรปฏิบัติต่อพ่อแม่ “…ให้สมบัติเงินทอง ข้าว น้ำ� อาหารคาวหวาน เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย... ให้การพยาบาลรักษาในเวลาเจ็บไข้ได้ทุกข์... ประคับประคองท่านในเวลาแก่ชรา ยืนเดินนั่งนอน หรือไปมาไม่สะดวก... รักษาน้ำ�ใจไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนบอบช้ำ�จากการ แสดงออกของบุตรธิดาแต่ละอย่าง ๆ... บำ�รุงท่านด้วยวัตถุ หรือด้วยมรรยาทอัธยาศัย ไม่ฝ่าฝืนดื้อดึง… ช่วยเตือนด้วยอุบายต่าง ๆ ใน ทางที่ชอบ... ปลอบโยนให้รื่นเริงใจในเวลาที่ท่านเกิดความหงุดหงิดไม่สบายใจในบางเวลา…” ข้อควรระวังกับพ่อแม่ “...เวลาพ่อแม่ว่าอะไรก็อย่าถกอย่าเถียง อย่าโต้อย่าอวด รู้อวดฉลาด ว่าตนนี้ได้เรียนรู้ความรู้วิชาในชั้นนั้นชั้นนี้พ่อแม่ไม่ ได้เรียนอะไร จะเรียนอะไร พ่อแม่เลี้ยงลูกมาจนเกือบตาย จะให้ เรียนอะไรอีก เข้าใจหรือเปล่าล่ะ ทั้งให้ไปเรียนอีกทั้งเลี้ยงลูกอีก มันตายละพ่อแม่คน นี่ เราโตขึ้นมาเราไปเรียนหนังสือ แล้วเอา ความรู้นี้ไปอวดพ่อแม่ คนนั้นเป็นคนโง่คนพาลสันดานหยาบ ไม่ดี คนอกตัญญูคนนั้นไปทำ�อะไรไม่เจริญนะ ดีไม่ดีลูกเกิดขึ้นมาก็มา เป็นภัยต่อพ่อแม่ มาเป็นข้าศึกต่อพ่อแม่ เพราะพ่อแม่คือใครก็คือ เรา เราไม่รู้จักบุญจักคุณของพ่อแม่ฉันใด ลูกก็จะไม่รู้จักบุญจัก คุณของเราฉันนั้น… …อะไรก็ตามเถอะ อย่าได้ลืมคุณของพ่อของแม่ อันนี้ เป็นหลักเกณฑ์ที่ใหญ่โตมาก ใครประมาทพ่อแม่แล้วคนนั้นไมè เจริญเลย ไปไหนก็ไปเถอะ มันหากเป็นอยู่ในนั้นแหละ เพราะพ่อแม่นี้เป็นเรื่องที่หนักมาก ถ้าว่าบุญก็ บุญมาก กุศลมาก ปฏิบัติถูกต่อพ่อแม่แล้ว ท่านว่าได้บุญมาก ทักขิเณยยบุคคลของบุตร คือพ่อกับแม่ เทียบกับพระอรหันต์องค์หนึ่ง ไม่ใช่เล่น ๆ นะ ถ้าทำ�ผิดก็เป็นพิษอย่างร้ายแรง…” อ่อนน้อมต่อครูอาจารย์ - ผู้อาวุโส หลวงตาเมตตาสอนลูกหลานที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนเสมอ ๆ ดังนี้ “…เวลาไปพบครูอาจารย์สถานที่ใด ให้ยกมือไหว้ และทำ�ความเคารพอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน จริง ๆ อย่าทำ�ตัวแข็งกระด้างและเฉยเมยไป เหมือนความรู้วิชาของเราเกิดขึ้นมาจากดินจากหญ้า ไม่ เกิดขึ้นมาจากความอุตส่าห์พยายามน้ำ�พักน้ำ�แรง ความเมตตาสงสารของครู ๒๕๘


ให้เราคิดถึงครูอาจารย์ว่าเป็นผู้มีคุณค่าอยู่บนหัวใจของเรา หรืออยู่บนกระหม่อมจอมขวัญของ เราเสมอ อย่าได้ลืม อย่าได้ลบหลู่ดูหมิ่น เราจะเป็นผู้เจริญในอนาคต ไม่อับเฉาเศร้าหมอง เวลาเราเป็น ผู้ใหญ่หรือเป็นครูอาจารย์คน ย่อมมีคนเคารพสนองตอบความดีของเรา… …เราเป็นนักเรียนศึกษาเล่าเรียนให้เข้าอกเข้าใจ ให้เคารพครูเคารพอาจารย์กลับไปบ้านไปเรือน เคารพพ่อเคารพแม่เคารพวัยวุฒิคุณวุฒิเคารพคนเฒ่าคนแก่ เคารพท่านผู้มีบุญมีคุณ… เพราะนี้ ปราชญ์ทั้งหลายเทิดทูนกันมากมานาน จงพากันรักษามรดกนี้ไว้อย่าทำ�ให้เสื่อมทราม และสูญหายไป…” ความรัก “…สมมติว่าเรามีความรักความชอบในผู้ใดก็ตาม ความรักนั้นยอมรับว่ารัก เพราะอยู่ภายในใจ ใครห้ามไม่ได้แต่สิ่งที่เราจะบังคับไม่ให้เป็นไปตามความรักเสียทุกอย่างนั้น เป็นเรื่องของใจจะต้องบังคับ สติปัญญาจะต้องบังคับตน ไม่ให้แสดงออกในสิ่งที่ไม่น่าดูและในสิ่งที่เสียหาย จนกว่าเวล่ำ�เวลาได้อำ�นวยถูกต้องทุกประการแล้วนั้น โลกยอมรับกัน เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงมี ผัวมีเมียมีลูกมีเต้าเหล่ากออยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไม่มีใครตำ�หนิกัน เพราะเป็นไปด้วยความถูกต้องดีงาม เป็นไปด้วยขนบประเพณีที่มนุษย์ยอมรับกัน…” “วัยเรียน” ไม่ใช่ “วัยลิง” “…อย่าเที่ยวเตร็ดเที่ยวเตร่ เวลานี้ไม่ใช่เวลาเที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร่อน ถึงเวลาจะควรเป็นหากค่อย เป็นไปเอง เรื่องอารมณ์คึกคะนองก็เหมือนกัน ชอบสนุกเฮฮา ชอบเกาะชอบเกี้ยว ชอบเลี้ยวโน่นเลี้ยวนี่ ไม่ดีเช่น นักเรียนผู้หญิง นักเรียนผู้ชาย ก็อย่าไปสนิทกันในทางกามารมณ์อันเป็นทางเสียหาย ทางเผา บ้านเรือนก่อนปลูกยังไม่เสร็จ มันฉิบหาย ในระยะนี้ในวัยนี้เป็นวัยเรียนไม่ใช่วัยเล่นเลยขอบเขต อย่ากลัวโลกตาฝ้าตาฟางนี้จะสูญหายไปไหน มันไม่สูญหายไปไหน แหละ เพราะมันมีอยู่กับเรากับท่านทุกเวลานาที นอกจากได้ตี กระบาลมันไว้ไม่ให้คนเป็น ลิง ไปเท่านั้น ไม่งั้นลิงจะมาแย่งเอา มนุษย์ไปกินหมด… …มนุษย์เราสืบพันธุ์มาตั้งแต่ต้นจนอวสานปัจจุบันนี้ และ ยังจะมีต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดเรื่องหญิงกับชายแล้วไม่สูญพันธุ์เรื่องนี้ไม่ต้องศึกษาเล่าเรียนให้เพิ่มโรคบ้ากาม เข้าไปอีก ไม่ต้องมีโรงร่ำ�โรงเรียนสอนกัน โรคกามก็พร้อมจะเจริญอยู่แล้ว ดังสัตว์เดรัจฉานเขาก็ไม่ สูญพันธุ์ เพราะเรื่องกามกิเลสนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจสัตว์ทั้งตัวผู้ตัวเมียทั้งหญิงทั้งชาย มีอยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น ไม่มีคำ�ว่าบกพร่อง เพราะไม่ได้เรียนไม่ได้ส่งเสริมมัน…” อย่าเป็น “หญิงใจง่าย ชายไร้ศักดิ์ศรี” “…เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะไปสนใจกับสิ่งเหล่านี้ อันจะเป็นการทำ�ลายการศึกษาเล่าเรียน และทำ�ลายอนาคตของเราให้กุดด้วนเข้ามา เรามีหน้าที่ที่จะศึกษาเล่าเรียน และรักนวลสงวนตัวทั้งหญิง ทั้งชาย ผู้ชายก็รักเกียรติของตัวว่าเป็นชาย ผู้หญิงก็สงวนศักดิ์ศรีอันดีงามของตนว่าเป็นกุลสตรี ตาม fifffflffifffl ffiffl€ ffl …ffi ffl‚ ˆ ‡‰   ­ffi€ffl   €ffi­†€fflffl  fl flfl  fflffl‚ ˆffl†    ­fflƒfflŠfflffiflffl ffl‚ ˆ† ffl‚     ffl ffi€fflff fffflffl‚ ­ffl Š…‹fflfl ffl ffl€ffl€fflffl fl­ ffl ffl ffl fflffi­ffi‡Œ‡‰ffi‡Œffl fflŒ   ffl  ˆ‡†‡‰ff ffl „† ­flffl   ­    ­ ­‹ ffi   ffl  fl†ffŽ fifffflffifl fiffffi fflffi­ffi „ ˆ‚ffi­ ­ ­ffi  ­ffl ‘     ffl­­ ffl‚ ffi­ ffl ‡  ­ ffl‚ ffl €­ ­­††­­     fflffl ffiffi  ffl‚ ffi€ ffl‰ ‡‹ ­­ ffŽ ffflffiff  fiff ffl ffiffl‚ffl ffiffl fflffifl  „ fflffiflffl ffiffl‚ffl ffl    …fflffifl ffiffl‚  ffl‚ fflffl  ‰… ‚ffl ­ „ ‡ ffl““ „ffl„fflffi „fflflffi’ fflflffi  ffl„  ­ffl ˆ† ­ffl ˆ„‚   ­  ‰ ­ ffl‚ ffl fflˆ ffl   fl­ ffl‚­ ƒ    ffi­ ffl‚ ffi­ffl  „ ffi­fflfl fflfl€ffl€ fl­ffi’fl” • † ­  †  flffl­  ­ffl­  ‡fflffifl   fl­ ffi –—˜ ๒๕๙ ๒๒ โรงเรียน


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ประเพณีของมนุษย์ผู้มีสมบัติผู้ดีของเมืองไทยเราถือกันมาอย่างนั้น เพราะเป็นหลักประเพณีอันดีงาม มาแต่ดึกดำ�บรรพ์ ไม่เคยล้าสมัย และมีปมด้อยร่อยหรอแก่ประเพณีของชาติใดในโลก… ยิ่งเราเป็น นักเรียนด้วยแล้ว เรียนความรู้ก็ให้รู้ ความประพฤติก็ให้ดี การสงวนตัวรักษาตัวก็ให้ต่างคนต่างรักษา ให้ดีมีศักดิ์ศรีทั้งหญิงทั้งชาย ผู้ชายก็อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวจัด มีช่องว่างตรงไหนเข้าทำ�ลาย ซึ่งเป็นการ ทำ�ลายศักดิ์ศรีของตัวนั่นแล การทำ�เช่นนั้นเป็นความเลวทรามของตัวเอง เป็นผู้ชายแบบลิงไว้ใจไม่ได้ สุภาพชนรังเกียจติเตียน ทั้งเสียเกียรติแห่งความเป็นผู้ชาย ผู้หญิงที่ชอบปล่อยตัวเป็นคนใจง่ายขายคล่อง เป็นคนขายก่อนซื้อ สุกก่อนห่าม นั่นคือหญิงเลวทราม บทถึงเวลาเอาจริงเอาจังไม่มีใครซื้อ ใช้ไม่ได้และไม่มีใครนับหน้าถือ ตาอยากนำ�มาเป็นศรีสะใภ้กลัวเกรงจะเป็นสกุลขายทอดตลาด…” ติดยาเหมือนปลาติดเบ็ด... เลือดสาด “…ยาเสพติด… เวลานี้มีระบาดอยู่ทุกแห่งทุกหน แม้แต่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ก็ มีเยอะ… ลูกหลานให้รู้จักวิธีรักษาตัว อย่าให้หลวมตัวเข้าไป ทีแรกก็คิดว่าเป็นเรื่องสนุก เมื่อติดเข้าไป แล้วก็เหมือนกับปลาติดเบ็ดนั่นแหละ มันมีเหยื่ออยู่นิดเดียวที่ปลายเบ็ดนั้นน่ะ พอกินเข้าไปเท่านั้น ถูก เบ็ดเกาะปาก ทีนี้ดิ้นไม่หลุดแกะไม่ออกแหละ เบ็ดเกาะติดเลย แล้วก็ตาย ยาเสพติดก็เหมือนกัน เมื่อเสพ เข้าไปแล้วก็ติด ติดแล้วไม่ได้เสพ ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้กิน อยู่ไม่ได้ ทุรนทุราย เงินทองข้าวของไม่มีตัวก็ได้ ติดยาเข้าไปแล้วทำ�อย่างไร หาทางบริสุทธิ์ไม่ได้ก็หาทางทุจริตเที่ยวฉกเที่ยวลัก เที่ยวปล้นเที่ยวจี้ กดขี่ ข่มเหงใครได้เป็นเอาทั้งนั้น คำ�ว่ายางอายไม่มีในหัวใจ… …ถ้าติดเข้าไปแล้วจนกระทั่งวันตายก็ไม่มีทางหาย ไม่เหมือนโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นภายใน ร่างกาย รักษาด้วยหยูกยายังมีเวลาหาย แต่ยาเสพติดนี้ถ้าลงได้ติดเข้าในรายใดแล้ว รายนั้นต้องเขียนใบ ตายให้เลย เขียนใบว่าหมดคุณค่า ตายทั้งเป็นไว้ให้เลยทีเดียว ทั้งที่ยังไม่ตาย…” เวลาใส่บาตร... ไม่เหยียบบนรองเท้า “…พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช ไม่เห็นมีใครไปราดยางให้พระพุทธเจ้า มีไหมในตำ�ราว่า พระพุทธเจ้าไปที่ไหนราดยางไปพร้อม ๆ ไม่เห็นมี ต่อไปนี้ เราจะต้องได้ถือไม้ติดตัวไปด้วย ไปบิณฑบาตต้องถือไม้ติดตัวไปด้วย เราบอกให้ถอด รองเท้า พอถอดปั๊บปุ๊บขึ้นเหยียบแล้ว ขึ้นเหยียบอยู่บน รองเท้านะ พวกเพื่อน ๆ ละบอกให้ถอดรองเท้า ถอดปั๊บ ขึ้นเหยียบปุ๊บอยู่ข้างบน ไม่ยอมลงนะตีขาน่ะซี ตรงนั้นน่ะ มันพิลึกกึกกือ กลัวเท้าสกปรก มากกว่าหัวใจสกปรก หัวใจสกปรกมอมแมม เท้าสะอาด ใช้ไม่ได้…” “…กลัวเท้าสกปรกมากกว่าหัวใจสกปรก หัวใจสกปรกมอมแมมเท้าสะอาด ใช้ไม่ได้…” ๒๖๐


ไหว้พระก่อนนอน “…นี่สอนให้บรรดาลูกหลานมีหลักใจ โดยอาศัยหลัก ธรรมเข้าเป็นเครื่องสนับสนุน เป็นเครื่องป้องกันตัว เป็นเครื่อง รักษาตัว เป็นธรรมอบอุ่นใจ เวลาก่อนนอนอย่างน้อยให้ไหว้พระ อิติปิโสฯ สวากขาโตฯ หรือ อรหังฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ แล้วเวลาจะนอนให้ ระลึกถึงคำ�บริกรรมภาวนา เพื่อให้เป็นพลังของจิต เช่น พุทโธ พุทโธ... เป็นต้น เรานั่งภาวนา อย่างน้อยได้สัก ๕ นาที ให้นั่งนึกอยู่กับ พุทโธ พุทโธ... ทีนี้เวลานอนลงไปก็ให้นึก พุทโธ พุทโธ... จน กระทั่งหลับ นี่ จิตใจเราก็แช่มชื่นเบิกบาน หลับฝันไปก็ไม่ฝันร้าย ฝันน่ากลัวต่าง ๆ จิตใจก็มีพลัง…” “คุณธรรม” นำ “ความรู้” ศีลธรรมและความประพฤติของผู้กำ�ลังศึกษาเล่าเรียน เป็นสิ่งที่เราจะเพิกเฉยไม่ใส่ใจไม่ได้โดย เด็ดขาด แต่ต้องพยายามขวนขวายเข้าประดับตนให้มากท่านให้เหตุผลว่า เราจะมีแต่วิชาความรู้เพียง อย่างเดียวไม่ได้ต้องมีธรรม เข้าแทรกเสมอ ด้วยการพินิจพิจารณาใคร่ครวญว่าผิดหรือถูกประการใด ในการคิด การพูด และการกระทำ�ของตนเอง เปรียบเสมือน öÁÕàºÃ¡ËéÒÁÅéÍ คือ มี“ธรรม” นั่นเอง โทษของการศึกษาเพียงอย่างเดียว โดยไม่หมั่นฝึกฝนอบรมใจให้เจริญขึ้น มีโทษดังนี้ “…เรียนมาเท่าไรก็เป็นเครื่องมือของความชั่วช้าลามกไปเสียทั้งสิ้น ๆ เวลานี้เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าไม่มีธรรมแล้ว ยังไงโลกนี้จะพินาศฉิบหายจริง ๆ ขอให้ลูกหลานทั้งหลายจำ�เอาไว้คำ�นี้อย่าได้ลืม ฝังให้ลึกด้วย… เพียงความรู้ทางโลกที่เรียนมา… ความรู้อันนี้มันเป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสตัณหา ให้เอาไปใช้ได้อย่างคล่องตัว ๆ ผู้ที่ล่มจมก็คือเรา ๆ ผู้เรียนมานั้นแหละ… มันพาให้โลภให้โกรธให้หลง พาให้ส่งเสริมราคะตัณหามากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นฟืนเป็นไฟทั้งสิ้น…” ท่านเล่าว่า บางคนมาคุยโวโอ้อวดลืมตัวว่าตัวเก่งทางนั้นเด่นทางนี้ มี หลายครั้งที่ท่านเมตตาตักเตือนให้เป็นคติเครื่องเตือนใจว่า “...เขามาพูดเรื่องว่า จบด้านนั้น… เด่นทางนี้… เด่นทางไหน ๆ... ใช้ วิชาความรู้เด่นทางความชั่วช้าลามก เด่นทางความลืมเนื้อลืมตัว… เด่นทางมี ๑๐ เมีย ๒๐ ผัว ใช้ความรู้ความสามารถเด่นทางนักเลงโต... เด่นทางนักเลง สุรา... ทางโกโรโกโส เด่นทางทำ�ลายชาติ… เรียนมาเท่าไรมาโก้มาอวดหน้าร้านอยู่เฉย ๆ ตัวล่มจม ๆ ประพฤติเหลวแหลกแหวกแนว ความรู้สูงเท่าไรยิ่งหยิ่ง ยิ่งจองหองพองตัว แล้วทำ�ลายชาติ ทำ�ลายตัวเองไปในตัว... ใครอย่า อวดว่าใครเรียนเก่ง มีความรู้ชั้นนั้นชั้นนี้… เรียนมาให้เป็นเครื่องประดับโลกประดับสงสาร ประดับบ้าน ประดับเมืองให้เป็นสรณะแก่นสารแก่ชาติไทยของเรา สมความรู้ที่เรียนมามากน้อย มันถึงถูก…” ๒๖๑ ๒๒ โรงเรียน


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ถึงแม้ว่าจบ “การศึกษา” ก็อย่าเลิกรา “การศีลการธรรม” แม้จะประสบความสำ�เร็จทางการศึกษาขั้น สูงเพียงใดก็ตาม เช่น จบปริญญาเอกหรือดอกเตอร์ “ธรรม” ก็ต้องมีความจำ�เป็นสำ�หรับผู้นั้นยิ่งขึ้นไปอีก ท่านเคยอธิบายเหตุผลย้ำ�อย่างเด็ดว่า “…ดอกเตอร์มีแต่ความรู้วิชาเอามาอวดโลกกัน เฉย ๆ แต่เจ้าของทำ�ความล่มจมแก่โลก ดอกเตอร์นี้ใช้ไม่ได้ นั่น เห็นไหมละ ฟังซิ เราพูดนี้เสียหาย ไปตรงไหน มันมีอย่างนั้นได้นี่ พูดตามความมีความเป็น แล้วแก้ไขความเป็นอย่างนี้ด้วยการสั่งสอน อย่างนี้… เขาไม่เป็นดอกเตอร์เขาครองตัวดีเขาประพฤติตัวดีนั่นเป็นคนดีนะ ไม่ได้สำ�เร็จความดีด้วย ดอกเตอร์แต่ไม่มีธรรมภายในใจนะ ดอกเตอร์มีธรรมในใจถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นดอกเตอร์ก็ดี ถ้าเป็นดอกเตอร์ก็ยิ่งดี นั่นแหละ ยิ่งเป็นผู้สง่างามในปวงชนนะ เรียนมาความรู้สูงมาเป็นตัวอย่างเป็นแบบพิมพ์ที่ดีของโลก ดอกเตอร์ ประเภทนี้เป็นดอกเตอร์ที่ร่มเย็น ให้ความชุ่มเย็นแก่โลก สมชื่อสมนามว่าเป็นดอกเตอร์มีความรู้ชั้นสูง ความประพฤติปฏิบัติดีงาม ทุกสิ่งทุกอย่างสูงไปตาม ๆ กันกับความรู้ที่เรียนมา นี้เรียกว่า ดอกเตอร์ ประดับชาติถ้าอยู่ในชาติไทยของเราก็ประดับชาติไทยของเรา ประดับสังคม ประดับทุกแง่ทุกมุม…” “…ดอกเตอร์มีแต่ความรู้วิชา เอามาอวดโลกกันเฉย ๆ แต่เจ้าของทำความล่มจมแก่โลก ดอกเตอร์นี้ใช้ไม่ได้...” “...ความรู้ของผู้อยู่ใต้ อำนาจของกิเลส จะรู้ขนาดไหน กิเลสต้องครอบงำ อยู่นั่นแล…” ท่านจึงเปรียบดอกเตอร์เป็น ๒ ประเภท คือ ดอกเตอร์เพื่อทำ�ลายชาติบ้านเมืองหนึ่ง และ ดอกเตอร์ที่ให้ความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนและชาติหนึ่ง ท่านกล่าวถึงประเภททำ�ลายชาติก่อน ดังนี้ “...ไม่มีคำ�ว่าอ่อนข้อในเรื่องทำ�ความชั่วช้าลามก ในเรื่องความลืมเนื้อลืมตัวไม่มีใครเกินดอกเตอร์ เหล่านี้ เพราะเรียนวิชาความลืมตัวมาตลอด ๆ เพราะกิเลสคือความทำ�คนให้ลืมตัวนี่นะ ถ้ามีธรรม แทรกเข้าไป จะเป็นเหมือนมีสติ มีเครื่องยับยั้ง มีเบรกห้ามล้อ จะรู้เนื้อรู้ตัว ผิดถูกชั่วดีประการใดแล้ว เอาความรู้นี้พาดำ�เนินไปเพื่อความสงบร่มเย็นแก่ชาติบ้านเมือง เนี่ย ดอกเตอร์ที่มีธรรมเป็นผู้ให้ความร่มเย็นแก่โลกได้มากที่สุด ไม่มีใครเกินผู้ที่มีความรู้มากละ และ มีธรรมในใจ ผู้นี้แหละเป็นผู้ให้ความร่มเย็นแก่โลกมากที่สุด ตั้งรากฐานบ้านเมืองได้ก็คือผู้นี้นำ�ชาติบ้าน เมืองให้ขึ้นจากความล่มจมได้ทุกประเภท ก็คือ ผู้นี้…” คำ�สอนของท่านดังกล่าวข้างต้นนี้ทำ�ให้ประจักษ์ว่า การศึกษาหาความรู้ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด ๒๖๒


ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเบื้องต้น กลาง ตลอดจนถึงระดับสูงสุดก็ตาม ความจำ�เป็นแห่งการฝึกฝนอบรมจิตใจให้ พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรมก็ยิ่งมีความจำ�เป็นมากขึ้นตามกัน ผู้ที่ตระหนักและเห็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในเรื่องดังกล่าวชัดแจ้ง จึงย่อมมีความเคารพบูชา และเทิดทูนในท่านผู้รู้ผู้สอน และผู้สนใจใคร่ต่อการปฏิบัติธรรม เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สามารถปฏิบัติได้ อย่างที่ได้สอนผู้อื่น และเห็นผลแห่งการปฏิบัติจนสามารถเป็นสักขีพยานยืนยันถึงสาระคุณแห่งธรรมได้ อย่างถึงใจ ด้วยเหตุนี้เองท่านผู้มีธรรม แม้ท่านจะมีความรู้วิชาทางโลกสูงล้นฟ้าเพียงใดก็ตาม ท่านย่อมไม่ ประมาทธรรม และไม่ประมาทผู้ประพฤติธรรม แต่กลับให้ความเคารพและถือท่านเป็นสรณะที่พึ่งที่ควร เข้าปรึกษาปรารภเพื่อความเจริญในธรรมยิ่งขึ้น และย่อมไม่ลืมตัวเผลอไผลยกเอาวิชาความรู้แบบโลก ของตนเข้าข่มท่านผู้รู้ในธรรมปฏิบัติ ผู้ขจัดอาสวะกิเลสให้สิ้นจากใจได้ เพราะวิชาความรู้แบบโลกนั้น จะสูงต่ำ�ล้ำ�ลึกเพียงใดก็เป็นเพียงความรู้ของนักโทษในเรือนจำ� ท่านเคยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้ ความรู้เหนือโลก - ความรู้แบบโลก “…ดูใจเจ้าของ แน่นอนไหมเวลานี้ ตั้งแต่มหาเศรษฐีกุฎุมพี สูงสุดมา คนที่กิเลสครอบงำ�นี้ เป็นความรู้ความเห็นความเป็นอยู่ด้วยอำ�นาจของกิเลสครอบงำ�หัวใจทั้งนั้น… เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในวง ของกิเลสเป็นความรู้ของผู้อยู่ใต้อำ�นาจของกิเลสจะรู้ขนาดไหนกิเลสต้องครอบงำ�อยู่นั่นแล… เป็นความรู้ ของนักโทษเรือนจำ� คือ วัฏจักร… วัฏจักรนี้ เหมือนเรือนจำ�ครอบความรู้อันนี้ไว้กิเลสเป็นผู้บงการทุกอย่าง ๆ… มันวิเศษที่ไหน ความรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นความรู้แบบนี้นี่น่ะ เหนืออันนี้หมดแล้ว… ดูหัวใจเจ้าของนั่น เวลามา เกิด มันก็ไม่รู้สถานที่เกิด เกิดมาจากไหน เกิดมากี่กัปกี่กัลป์ เกิดตายมานี้กี่กัปกี่กัลป์ พระพุทธเจ้าท่านเห็นหมดนี่ แทงทะลุข้างหลังหมด พวกเราแทงไปไหน จะว่ายังไง เกิดมา จากชาติใดภพใด ตกนรกหมกไหม้ หรือไปสวรรค์ชั้นพรหมที่ไหนมา มันก็ไม่รู้สถานที่มาของตัวเอง โง่ หรือไม่โง่ ปัจจุบันนี้จะไปไหนมันก็ไม่ได้แน่หัวใจนะ ถ้าใจไม่มีหลักเกณฑ์ด้วยธรรมซะอย่างเดียวเท่านั้น ไม่แน่ทั้งนั้น ใครก็ใครเถอะ อย่ามาคุย อย่ามาอวดธรรมของ พระพุทธเจ้าเลย อย่ามาแข่งธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่อยาก จม... ใจพระพุทธเจ้า ใจพระอรหันต์ท่าน กับใจของพวกเรา ที่เป็นคลังกิเลสนี้ต่างกันอย่างไรบ้าง ต่างกันอย่างพูดไม่ได้เลย จึงเรียกว่า โลกุตรธรรม แปลว่า ธรรมเหนือโลก มองดูโลกเห็น หมดทุกอย่าง แต่โลกดูธรรม โลกมองไม่เห็น เห็นแต่กิเลส…” ท่านยกตัวอย่างเทียบว่า นักโทษในเรือนจำ� จะมีความ รู้ขนาดไหนก็ไม่สามารถนำ�ความรู้นั้นไปเป็นกฎเกณฑ์ปกครอง บ้านเมืองให้สงบร่มเย็นได้ มีแต่พวกที่มีความรู้นอกเรือนจำ� ต่างหาก ที่เป็นผู้ตั้งกฎหมายปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็น อันนี้ ก็เปรียบได้เช่นกัน โลกุตรธรรม คือธรรมเหนือโลก คือความ รู้เหนือโลกนี้ต่างหาก ที่จะทำ�โลกให้ร่มเย็น ไม่ใช่ความรู้ที่ถูก กิเลสครอบหัวไว้ ๒๖๓ ๒๒ โรงเรียน


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน พุทธศาสตร์ : วิทยาศาสตร์ ท่านเคยกล่าวว่า พุทธศาสนาเป็นศาสตร์ที่ลึกลับมากที่สุด แต่ไม่มีใครสนใจศึกษาปฏิบัติ จึง ไม่มีใครรู้เห็นถึงความอัศจรรย์และความเลิศเลอของศาสตร์แขนงนี้ ผู้ที่เรียนจบวิชานี้จะเรียกว่า เรียน จบไตรภพ หรือจบความรู้ทั่วสามแดนโลกธาตุก็ไม่ผิด ดังท่านได้ขยายความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “…วิทยาศาสตร์เป็นอันหนึ่ง พุทธศาสตร์เป็นอันหนึ่ง วิทยาศาสตร์นี้ไปทางด้านวัตถุไม่ใช่เหรอ ส่วนพุทธศาสตร์นี้ไปได้ทั้งวัตถุ ไปได้ทั้งนามธรรม คือ จิตใจล้วน ๆ … พุทธศาสตร์เป็นศาสนาที่สังหาร ได้จริง ๆ ในเรื่องทุกข์ทั้งมวลที่เกิดกับสัตว์ทั้งหลาย สังหารออกจากจิตใจได้จริง ๆ ไม่มีอะไรเหลือ เช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์เป็นผู้หายขาดโดยสิ้นเชิงเมื่อแก้อันนี้ตก เมื่อแก้อันนี้ไม่ ตก สามแดนโลกธาตุนี้จะเป็นป่าช้าของสัตว์ทั้งนั้นเลย เกิดตาย ๆ กองกัน ทุกข์ถมกันอยู่อย่างนี้ตลอดไป เลย เนี่ย วิชาธรรมจึงเลิศเลอ ไม่มีใครตามได้แก้ได้คาดได้เรื่องภพเรื่องชาติธรรมเท่านั้นที่จะแก้ได้ นอกนั้นไม่ได้ อันนี้เป็นความลึกลับมากของภพของชาติ ความเปิดเผยคือการเกิดตายอย่างนี้ด้วยกัน เห็น ชัดเจน แต่สาเหตุของมันที่จะพาให้มาเป็นอย่างนี้ เป็นยังไงนี้ ไม่มีใครรู้ได้ ไม่มีใครเรียนรู้ได้เลยละ นอกจากทางด้านจิตตภาวนาพุทธศาสนา… โลกนี้เป็นโลกที่ลึกลับมาก สัตว์โลกมองไม่เห็น เลย แม้ที่สุด เป็นหมอก็มองไม่เห็น หมอที่เรียนแพทย์ เรียนอะไรนี้ เป็นวิชาทางส่วนร่างกายกับโรคต่างหาก ไม่ได้เรียนวิชาทางด้านจิตใจ เรียนแพทยศาสตร์เพื่อเป็นวิชาแก้โรคแก้ภัย ไปหมด ไม่ใช่แก้กิเลส มันต่างกันอย่างนั้นนะ ทีนี้ วิทยาศาสตร์ทางพุทธศาสตร์นี้เพื่อแก้กิเลส โดยตรง ๆ ไปเลยเชียว... จนเข้าถึงจิตศาสตร์ หมดร่างกายนี้เข้าสู่ จิต เรียนทะลุถึงจิตเลย แต่ วิทยาศาสตร์ทางแพทย์นี้ เขาเรียนจบเพียงแค่นี้เขาไม่ได้เข้าไปถึงขั้นนั้นนะ วิทยาศาสตร์อันนี้ใครพูดไม่ได้ด้วย พุทธศาสตร์ นี่เข้าถึงขั้นจิตศาสตร์นี้แล้ว ไม่มีใครรู้ได้ด้วย ถ้าไม่ได้ ทำ�ทางภาคปฏิบัติรู้ไม่ได้เลย บอกว่าไม่ได้เลย ตีบตัน ขนาดนั้น ถ้าเป็นทางด้านจิตตภาวนาเรียกว่าทำ�ทางด้าน จิตศาสตร์ล้วน ๆ แล้วรู้ตามไปจนถึงถอนรากถอนโคน มันออกได้หมด ไม่เหลือ ไม่มีเหลือเลยนะ อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านถอน ท่านเรียนจบแล้ว เอาอันนั้นมาสอนโลก ที่ควรจะพูดขั้นนั้น ท่านก็ลงถึงขั้นนั้นเลย ผู้ที่ยังไม่ควรได้ขั้นไหน ก็ให้อยู่ตามขั้นภูมิของตน ๆ ไป… ที่ควรจะไปได้ก็ถอนไปเลย นี่ท่านเรียนจบอันนั้นละ พุทธศาสนาเราจึงไม่มีอะไรเลิศเลอเกินเรียน จบไตรภพว่างั้นเลยนะ … จึงเป็นวิชาที่ลึกลับมากที่สุด ไม่มีใครเรียนละ ใครจะเรียนที่ไหนก็ตามเรื่องโลก โลกเรียนมาจบชั้นไหนภูมิใด มันก็เป็นวิชาของกิเลส วิชาของ “…อันนี้เป็นความลึกลับมาก ของภพของชาติ สัตว์โลกมองไม่เห็นเลย áÁé·ÕèÊØ´... เป็นหมอก็มองไม่เห็น …” ๒๖๔


วัฏจักร มันไม่ใช่วิชาของวิวัฏจักร ถอดถอนภพชาติออกได้เหมือนวิชาธรรม อันนี้สำ�คัญมากนะ…” คอมพิวเตอร์กรรม “…คอมพิวเตอร์ของธรรมมีมาดั้งเดิมแล้ว กรรมของสัตว์ที่ทำ�ลงไปเป็นคอมพิวเตอร์แล้ว พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนแบบเดียวกันหมด... คอมพิวเตอร์ของกรรม... พากันจำ�เอานะ... คอมพิวเตอร์ของบาปของกรรมมันละเอียดยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้กันอยู่นี้นะ... เป็นหลักธรรมชาติๆ คอมพิวเตอร์ธรรมชาติจดจารึกกันไปในตัว ๆ เสร็จคอมพิวเตอร์หลักธรรมชาติที่มีอยู่ประจำ�สัตว์เกี่ยวข้อง กับดีกับชั่ว อันนี้มีประจำ�อยู่ภายในนั้นแล้ว ธรรมชาติเป็นคอมพิวเตอร์อยู่ในตัวแล้วในการสร้างดี สร้างชั่วบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ต่าง ๆ บรรจุ คอมพิวเตอร์อยู่ในตัวของมัน จดเข้าอยู่ในหัวใจ ๆ เรียบ ! แล้ว ยมบาลจะหาที่ไหนคอมพิวเตอร์บอกโดยหลักธรรมชาติแล้ว ตายก็ตูมเลย ๆ นี่ นี้หลักธรรมชาติไม่ขึ้นกับใคร ใครจะลบล้าง ไม่ลบล้าง ไม่มีปัญหาไม่มีความหมายทั้งนั้นละ ใครอย่าเก่งนะ ! ว่ามีอำ�นาจวาสนาบุญญาภิสมภาร ป่า ๆ เถื่อน ๆ เอ้า เวลาตายไปขาดลงไปปั๊บ ถึงทันทีเลย ไม่มีนะ กิโลกี่กิโลจากนี่ถึงนรกหลุมนั้น ๆ กี่กิโล... ผึงเดียวเท่านั้นถึงเลย เพราะการสร้างในหัวใจเจ้าของมีกิโลที่ไหนเล่า พอตายแล้วก็ตูม เลย ถ้าลงนรกลงต่ำ�ก็ตูม ถ้าไปสวรรค์ทางดีก็ดีดผึงเลย… กิเลส ตัณหานี่มันพาให้สร้างความชั่ว หิริโอตตัปปะไม่มีในหัวใจนะ ไม่ รู้ตัวนะว่าไปสร้างความชั่ว เพราะอันนี้เป็นเหตุ ให้ธรรม จับเข้าไป มันรู้ทันที เห็นหมด... มันจะออกมาแง่ไหนแง่ใด มันรู้หมด... ปิดไม่อยู่ ๆ เพียงแต่จิตแย็บออกมา บอกชัดเจนแล้ว บาปออกมาพร้อมกันแล้ว ผู้ทำ�หลับตาทำ�อยู่นั้นไม่รู้ว่าบาปว่า บุญเป็นยังไง หลักธรรมชาติคือคอมพิวเตอร์บอกไว้แล้ว ทำ�ดีก็เหมือนกัน ไม่จำ�เป็นจะต้องทำ�ที่แจ้งที่ลับที่ไหน ๆ คอมพิวเตอร์มันไม่มีคำ�ว่าที่แจ้งที่ลับ.... คอมพิวเตอร์จะบอกในนั้นเสร็จ ๆ เลย ทำ�มากี่ครั้งกี่หนไม่ต้องไปหานับ คอมพิวเตอร์จะบอกในตัวเสร็จ หมดเลย… อัศจรรย์ธรรมพระพุทธเจ้า แหม ไม่เคยจืดจางเลย ยิ่งไปเห็นคนทำ�ความชั่วช้าลามก ยิ่งสลด ใจนะ ถ้าจะเรียกภาษาโลกเรียกว่า หดหู่ ไม่อยากดูเพราะว่าเขาจะไปทำ�กรรมของเขาอีกขนาดไหน มัน เห็นชัด ๆ อยู่ คอมพิวเตอร์มันบอกอยู่นั้น คอมพิวเตอร์ในตัวของเขาเองที่ทำ�มันบอกอยู่ตลอดเวลา ๆ ไม่ได้สนใจกับใครละ คอมพิวเตอร์ หลักธรรมชาตินี้เป็นอย่างนั้นตลอดเวลา ใครเชื่อไม่เชื่อก็ตาม…” ๒๖๕ ๒๒ โรงเรียน


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ๒๓ หน่วยราชการ ด้านวัตถุและเครื่องอุปโภคบริโภค หลวงตาให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือหน่วยราชการหลายหน่วยในด้านต่าง ๆ กัน เพราะท่าน เห็นว่าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้ความสะดวก ให้บริการช่วยเหลือแนะนำ�ในการประกอบ อาชีพ สารทุกข์สุกดิบบำ�บัดทุกข์บำ�รุงสุข รวมทั้งสวัสดิการต่าง ๆ แก่ประชาชนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เมื่อหน่วยราชการต่าง ๆ มาขอความช่วยเหลือ หากเป็นสิ่งที่มีความจำ�เป็นเร่งด่วนและสม เหตุผล ท่านก็เมตตาอนุเคราะห์ให้ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เครื่องอุปโภคบริโภค รถยนต์กลไก เครื่อง ไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ในการทำ�งาน สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในหน่วยราชการ ฯลฯ หน่วยราชการที่ท่านเคยให้ความช่วยเหลือโดยมากอยู่ในจังหวัดอุดรธานี ได้แก่ กองกำ�กับการ ตำ�รวจตระเวนชายแดน ๒๔ ค่ายเสนีย์รณยุทธตำ�รวจทางหลวง สถานีตำ�รวจภูธรอำ�เภอเมือง สำ�นักงาน เร่งรัดพัฒนาชนบท ตำ�รวจสันติบาล สถานีรถไฟ เรือนจำ�กลาง เป็นต้น ในที่อื่น ๆ ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงกรมราชทัณฑ์สถานีตำ�รวจภูธรกิ่งอำ�เภอภูพาน ฯลฯ ด้านธรรมะสำ หรับชีวิตและการงาน ท่านเมตตาให้ธรรมะเป็นข้อคิดเตือนใจแก่คณะผู้ใหญ่ ผู้น้อยของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มากราบเยี่ยมท่านเสมอ ๆ ให้รู้จัก นำ�ศีลนำ�ธรรมมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวในจิตใจ ไม่ให้เผลอเพลิน ลืมเนื้อลืมตัว อย่าบ้า... ลาภยศสรรเสริญ คราวหนึ่งท่านแสดงธรรมอย่างเป็นกันเองแบบลูก หลาน โปรดคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ร่วมกับนักธุรกิจจำ�นวน เกือบ ๕๐ คน ดังนี้ “…‘นี่มาจากทางไหนกันบ้างนี่’ ‘มาจาก… มาดูงานทางภาคอีสาน ก็เลยมากราบครับ’ ‘เหรอ มาดูงานเหรอ… เคยมาวัดป่าบ้านตาดแล้วยัง ละ ? เหล่านี้เคยมาแล้วยัง ?’ ‘ครั้งแรก ไม่เคยมาเลยครับ’ ‘ไม่เคยมา แต่โรงลิเกละครระบำรำโป๊พวกบ้า ๆ นั่น ไปทั้งนั้นใช่ไหม ?... หือ ?’ “เหล่านี้เคยมาแล้วยัง ?... แต่โรงลิเกละครระบำรำโป๊ ¾Ç¡ºéÒ æ ¹Ñè¹ ไปทั้งนั้นใช่ไหม ?... หือ ?” ๒๖๖


ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเลวที่สุดนะมองไม่ทัน ถ้าเป็นหมา จับหางดึงไว้หางขาดยังบืน (คืบคลาน) ไปได้นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ถ้าเป็นเรื่องศีลเรื่องธรรม นี่ก็เอาไสเข้าไปเท่าไรก็ไม่ยอมไปนะ เวลานี้โลกกำ�ลังสกปรกมาก สกปรกจริง ๆ สายตาของธรรมจนดูไม่ได้นะเวลานี้ แต่กิเลสมัน แหม มันเพลิน มันไม่รู้จักเป็นจัก ตายนะ... เรื่องมั่วสุมกับกิเลส ความโกรธราคะตัณหานี้ตัวสำ�คัญ สกปรกรกรุงรังก่อฟืนก่อไฟเผาไหม้โลก คือตัวเหล่านี้เอง แต่โลกชอบกันมากที่สุด ที่จะแยกออกนี้ไปเพื่อศีลเพื่อธรรม มันไม่อยากแยกนะ มัน ดีดมันดิ้นอยู่เนี่ย พระพุทธเจ้ากี่พระองค์มาตรัสรู้ลาก ไปเท่าไรมันไม่ยอมไป มันสู้ส้วมสู้ถานไม่ได้ มันเป็นอย่าง นั้นนะ สวรรค์นิพพานไม่ได้เลิศเลอยิ่งกว่าส้วมกว่าถาน เวลานี้กิเลสมันดึงลงไปขนาดนั้นนะ ให้เพลินใน ส้วมในถานไป มันไม่ค่อยเห็นเรื่องมรรคเรื่องผลเรื่องคุณงามความดีที่เลิศเลอยิ่งกว่านี้ขนาดไหน มันไม่ ยอมให้เห็นนะกิเลส เราไม่ได้ตำ�หนิใครนะ กิเลสมันอยู่ในหัวใจคน เราก็ตำ�หนิเข้าไป มันก็ต้องโดนคนจน ได้นั่นแหละ จะว่าไง พระพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า… นานขนาดไหน… เพราะเกิดยากแสนยากที่สุดเนี่ย ท่านมาสั่งสอนสัตว์โลก เมื่อเวลาได้บรรลุธรรมถึงขั้นพระอรหัตภูมิเต็ม เต็มตัวแล้ว เป็นศาสดาเต็มองค์แล้ว แล้วมองสัตว์โลก ทั้ง ๆ ที่ปรารถนาเพื่อสั่งสอนสัตว์โลก ตรัสรู้เพื่อ สั่งสอนสัตว์โลก พอตรัสรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มองดูสัตว์โลกแล้ว มืดแปดทิศแปดด้าน ทรงท้อพระทัย จะสั่ง สอนไปได้ยังไงเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว… เห็นไหมขนาดนั้นหละ ท่านดูพวกเรา เรายังมัวเมาเกาหมัดกันอยู่ตลอดเวลาไม่ลืมหูลืมตา รื่นเริง บันเทิงกับมูตรกับคูถตลอดเวลา มันน่าสลดสังเวชไหม เวลานี้ยังโอ่อ่าฟู่ฟ่าอยู่นะ เป็นบ้ากับยศกับลาภกับสรรเสริญเยินยอ ให้เขานับหน้าถือตา อวด มั่งอวดมีอวดดีอวดเด่น อ๊วด... ไปอย่างไม่มีลม ๆ แล้ง ๆ หาเหตุหาผลหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ คือกิเลส หลอกคนให้เป็นบ้ากับอันนี้มันไม่มองดูธรรมนะ ธรรมเป็นของจริง เลิศเลอขนาดนี้กี่เท่าพันทวีสิ่งเหล่า นี้ก็เป็นอย่างที่เราดูฝูงหนอนมันอยู่ในส้วมนั่นล่ะ เพียงเราดูลงไปเท่านั้น มันเป็นยังไง วิสัยหนอนกับเรา ทีนี้วิสัยแห่งธรรม กับ วิสัยของกิเลส ที่สกปรกสุดยอด วิสัยแห่งธรรมที่สะอาดสุดยอด ดูกัน เป็นยังไง ก็เห็นกันอย่างงั้นชัดเจน… นั่นล่ะ นี่โลกมันถึงไม่อยากมองดูนั้น มันมัวดูแต่ส้วมแต่ถานตลอดเวลา ไม่ว่าเขาว่าเรานะ อย่าไป “...àËç¹äËÁ... ·èÒ¹´Ù¾Ç¡àÃÒ àÃÒÂѧÁÑÇàÁÒà¡ÒËÁÑ´... äÁèÅ×ÁËÙÅ×ÁµÒ Ã×è¹àÃÔ§ºÑ¹à·Ô§ กับมูตรกับคูถตลอดเวลา มันน่าสลดสังเวชไหม...” ๒๖๗ ๒๓ หน่วยราชการ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ตำ�หนิใครนะ หมายถึงหัวใจแต่ละดวง ๆ มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา ถ้ากิริยาท่าทางออกมาแสดง ประดับร้านว่าสวยว่างามว่าโอ่อ่าฟู่ฟ่ามีบ้านมีเรือนมีสมบัติเงินทองข้าวของมากน้อย มีบริษัทบริวารมาก นี้เอามาโอ่อ่าฟู่ฟ่าประดับร้าน แต่ภายในหัวใจเป็นไฟด้วยกันหมด ฟังซิน่ะ เอาธรรมจับเข้าไปมันก็เห็นนะสิ... ดูหัวใจดวงใดมันมีแต่ฟืนแต่ไฟ ด้วยความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว ความรีดความไถ ความเอารัดเอาเปรียบ มันเป็น ฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอดเวลา…” ความเสียสละ “…การเสียสละนี้เป็นบุญเป็นกุศล เป็นคุณแก่ตนเอง ให้ไปโน้น ย้อนกลับมาหาเจ้าของ เหมือน เราเปิดประตู อากาศเข้ากับอากาศออกประสานกันทันที ๆ การให้ไปกับการได้มาประสานกันทันที นี่ แหละการเสียสละ เปิดออก เปิดประตูเสียสละ เปิดออกกว้างก็ออกได้กว้าง เข้าก็เข้าได้มาก เวลาเรา เปิด เปิดแคบ ออกก็ออกได้น้อย เข้าก็เข้าได้น้อย สมมุติว่าอากาศก็ดี น้ำ�ก็ดีถ้าเปิดประตูน้ำ�เป็นส่วนน้อยก็เข้าน้อยออกน้อย เปิดมาก เข้ามาก ออกมาก ปิดเลยไม่ให้มันออก ทีนี้มันเลยไม่เข้า… …คนเป็นนักเสียสละ คนมีแก่ใจไปไหนเย็น มีเพื่อนมีฝูงก็มาก มีคนเคารพนับถือ ถ้าเป็นเด็กก็ เป็นเด็กน่ารัก เป็นผู้ใหญ่ก็น่าเคารพบูชา น่าคบค้าสมาคม ความใจกว้างขวาง ไปที่ไหนเป็นอย่างนี้ถ้า คับแคบปิดตัน ไปที่ไหนตีบตันอั้นตู้ไปหมด เวลาจะตายก็ไม่มีใครไปกุสลามาติกาในงานศพให้ เห็นแต่ หมาเดินด็อก ๆ แด็ก ๆ ในงานศพ มันมาหากินเศษอาหาร ไม่ได้กินข้าว หมาจวนจะตาย เพราะความ ตระหนี่ของคน มันตระหนี่ถี่เหนียว ตายแล้วไม่มีใครไปเผาศพ หมาจะมากินเศษอาหารก็ไม่ได้กิน ทุกข์ ทั้งหมาทุกข์ทั้งคน คนใจคอกว้างขวางไปไหน เพื่อนฝูงก็มาก เวลาตายนี่ คนเต็มไปหมดในงานศพ บอกอย่าง ชัดเจนว่า คนนี้มีอัธยาศัยกว้างขวาง ใครก็มาด้วยความเต็มอกเต็มใจ ด้วยความเคารพนับถือ ด้วยความ รักความสนิทสนมกัน ความเสียดาย ไม่เหมือนคนตระหนี่ถี่เหนียวตายนะ คนไม่มีในงานศพ หมาเลยหิว อย่าทำ�นะแบบหมาหิว เข้าใจไหม ?…” “...เริ่มต้นตั้งแต่ช่วยสงเคราะห์ คนทุกข์คนจน โรงร่ำโรงเรียน สร้างให้เป็นหลัง ๆ จากนั้นก้าว เข้าสู่โรงพยาบาล แม้ที่สุดใน àÃ×͹¨ำÒ¡çÂѧÁÕàÃÒä»ÊÃéÒ§ãËéµÖ¡ ใหญ่ ๆ เช่นอย่างลาดยาว อย่างนี้...” หลวงตาเมตตาจัดสร้าง “เรือนบัวกรุณา” ใช้เป็นสถานที่อภิบาลเด็กแรกเกิดในทัณฑสถานหญิง ๒๖๘


อย่า... กินบ้าน กินเมือง ท่านมีความเมตตาสงสาร และห่วงใยชาติบ้านเมืองเป็นพื้นในจิตใจตลอดมา ดังนั้นเมื่อมี โอกาสสั่งสอนตักเตือนกลุ่มข้าราชการงานเมือง ท่านก็มักจะแสดงธรรมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นเดียว กับคราวนี้ “…นี่ละ วัดหนึ่ง ๆ ครอบครัวหนึ่ง ๆ ขึ้นอยู่กับ หัวหน้าครอบครัว ผู้ใหญ่บ้าน กำ�นัน นายอำ�เภอ ผู้ว่าฯ ขึ้นไปเป็นลำ�ดับลำ�ดา ให้มีศีลธรรมเป็นเครื่องกำ�กับตัวเอง อยู่เสมอ อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว เวลานี้เราปล่อยให้กิเลส เข้าไปตีตลาดตามโรงงานต่าง ๆ นี้มีแต่กิเลสตีตลาดทั้งนั้น แหลกเหลวไปหมด ศีลธรรมเข้าใกล้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นบ้านเมืองถึงเหลวแหลก เหลวแหลก ดังที่เห็นอยู่นี้แหละ ไม่ใช่เหลวแหลกแบบไม่มีคน คนตาย ฉิบหาย มันเหลวแหลกด้วยความประพฤติเหลวแหลกด้วย ความเป็นอยู่ด้วยกันอย่างนี้แหละ หาความไว้วางใจกันไม่ได้ เพราะไม่มีศีลธรรมเป็นที่ไว้วางใจ ไปที่ไหนก็เหมือนกับลิงคอยกิน...กิน คอยคด...คด คอยโกง... โกง คอยจะได้โอกาสอันไหนนี้รีดไถทุกแบบทุก ฉบับ สุดท้ายข้าราชการเลยเป็นผีตัวหนึ่ง เป็นยักษ์ตัวหนึ่ง แก่ชาติบ้านเมือง เขาก็เอือมระอาซิ เงินทุกบาททุกสตางค์ได้มาจากประชาชนราษฎร ทั้งนั้น เป็นภาษีอากรเข้ามาเพื่ออุดหนุนประเทศชาติบ้าน เมืองให้มีความแน่นหนามั่นคง กลับเป็นเปรตเป็นผีให้เปรต ให้ผีไปกินเสียหมด มันก็ใช้ไม่ได้ วงราชการแต่ละวงเลยกลายเป็นวงสังหาร ประชาชน วงสังหารประเทศชาติบ้านเมือง อย่างนี้ดูไม่ได้ ใช้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องทั้งหลายที่เป็นชาว พุทธปฏิบัติตามศีลธรรมนี้ ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเข้าไปโดยลำ�ดับ เพื่อความสงบเย็นและมั่นคง ของบ้านเมืองเรา…” “…การกล่าวทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าวงราชการจะเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปหมดทุกรายนะ เราพูดถึง รายที่ไม่ดีต่างหาก ซึ่งมีจำ�นวนมากต่อมาก อันนี้มีมากจริง ๆ อยู่ที่ไหน ๆ ไม่คณนาได้ เต็มไปหมดในวง ราชการแผนกต่าง ๆ ยังเย่อหยิ่งจองหองเสียด้วยนะ วงราชการไม่ระลึกเลยว่าตัวเองกินเงินเดือนของ ประชาชนราษฎร เย่อหยิ่งจองหองจนน่าเกลียด เป็นเจ้าอำ�นาจกดขี่บังคับประชาชนหลายแบบหลาย ฉบับนะ คนนี้แบบนี้คนนั้นแบบนั้น ๆ ถ้าไม่ได้ใต้โต๊ะเหนือโต๊ะเสียก่อนเป็นขัดเป็นแย้ง เป็นหาอุบาย เท่านั้นเท่านี้อยู่จนได้ นี้ซิที่มันน่าเกลียดเอาเหลือเกินนะ เอือมระอาเอามาก ประชาชนราษฎรไปแต่ละ “…คนนี้แบบนี้คนนั้น แบบนั้น ๆ ถ้าไม่ได้ใต้โต๊ะเหนือโต๊ะ เสียก่อนเป็นขัดเป็นแย้ง เป็น หาอุบายเท่านั้นเท่านี้อยู่จน ได้นี้ซิที่มันน่าเกลียดเอา เหลือเกินนะ…” ๒๖๙ ๒๓ หน่วยราชการ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ครั้ง ๆ เสียเวล่ำ�เวลามาบ้านมาเรือน ค่ารถค่าราอาหารการกิน หน้าที่การงานต้องเสียไปสักเท่าไรไม่ได้ คำ�นึง คอยแต่จะเอาใต้โต๊ะเหนือโต๊ะ ถ้าไม่ได้จะต้องหาอุบายนั้นหาอุบายนี้ เวลานี้วงราชการเป็นอย่างนี้นะเสียเอามากมาย ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำ�เอาไว้ทุกคน นี่คือ ความจริง เราไม่ได้หาเรื่องใส่คน เราสอนคนเพื่อความสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน มันเป็นอย่างนี้เวลานี้ เขาเบื่อจริง ๆ เบื่อวงราชการเวลานี้ ไม่ใช่ธรรมดานะ แต่ประชาชนถึง เขามีปาก เขาก็ไม่พูดง่าย ๆ ถ้าพูดก็เป็นภัยต่อปากเจ้าของอีกแหละ เพราะพวกนี้พวกเจ้าอำ�นาจ อำ�นาจ อันนี้มันอำ�นาจป่า ๆ เถื่อน ๆ เสียด้วยนะ ไม่ใช่อำ�นาจธรรมดา ไม่อย่างนั้นมันทำ�ชั่วไม่ได้ถ้าไม่ใช้อำ�นาจ แบบนี้…” “…ชีวิตมันเกี่ยวโยงกันไปหมดไม่ว่าภาคไหน ๆ ชีวิตอยู่กับจุดศูนย์กลางคือชาติ ต่างคนต่าง ระลึกถึงชาติเสมอ อย่าระลึกถึงตนยิ่งกว่าชาติ ถ้าลงชาติได้ล่มจมไปแล้ว ใครจะไปนั่งบนเก้าอี้เหนือ เทวดาอยู่ได้คนเดียว ไม่เคยมีต้องเป็นกองทุกข์เหมือนกันหมด ให้เราเห็นใจประชาชนราษฎร นี่ความห่างเหินจากศีลจากธรรมเป็นอย่างนี้ ให้พี่น้องทั้งหลายจำ�เอาไว้ ศีลธรรมคือเครื่องยึด เหนี่ยวของใจและความประพฤติหน้าที่การงานทั้งปวง ให้เป็นไปเพื่อความดีงาม ถ้าปราศจากศีลธรรม เสีย อะไร ๆ ก็เหลวไปตาม ๆ กัน ฉะนั้นศีลธรรมจึงเป็นธรรมจำ�เป็นมาก…” อย่าเห็นแก่ตัว จงเห็นแก่ชาติ ครั้งหนึ่งท่านแสดงธรรมแก่หน่วยงานราชการกลุ่มใหญ่ ดังนี้ “การปกครองกัน ให้คำ�นึงถึงหลักและกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับ นำ�มาปกครองกัน อย่าเอา อารมณ์มาปกครองกัน อย่าเอาอำ�นาจวาสนาศักดานุภาพว่าเราเป็นผู้ใหญ่มีอำ�นาจมาก อยากทำ�อะไรก็ ทำ�ได้มาปกครองกันโดยหาหลักเกณฑ์หาระเบียบกฎข้อบังคับไม่ได้นั้นเป็นความผิด... ต่างคนต่างก็ให้อภัย ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างปกครองในฐานะพ่อแม่กับลูกจะมีความร่มเย็นเป็นสุข ...สมบัติของกลาง เราอย่านำ�ออกไปใช้ในกิจส่วนตัว และนำ�ออกจำ�หน่ายขายกิน นั่นเป็นการ ขายชาติ เป็นการฆ่าชาติ เป็นการทำ�ลายชาติ เพราะความเห็นแก่ตัว... ความเห็นแก่ตัวนั้นไปไม่รอด ถ้าชาติไปไม่ตลอดเราต้องจมไปด้วยชาติ เราจะเห็นแก่ตัวว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี การคิดเอาตัวรอด แบบนั้นแลเป็นยอดที่เลวที่สุด... เพราะคน ๆ หนึ่งอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันหลายคน เช่น ประเทศไทยเรานี้ ทั้งประเทศมีความเกี่ยวโยงกันอยู่เหมือนกับตาแหตาข่าย ตาหนึ่งขาดก็เกี่ยวเนื่องไป ถึงตาแหตาข่ายทั้งหลาย ปลาก็ลอดออกไปที่นั่นได้... ถ้าชาติได้ล่มจมไปเสีย เราจะเอาตัวรอดด้วยวิธีใด นอกจากเราต้องจมไปกับชาติเท่านั้น ชาติจมเราต้องจม ชาติอยู่ได้เราก็อยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราต้องรักษาเพื่อความอยู่รอดของคนทั้งชาติ ไม่ใช่รักษาเพื่อความอยู่รอดเฉพาะเรา นั้นเป็นความคิดผิดของบุคคลผู้เห็นแก่ตัวมาก คิดเพื่อความร่ำ�รวย แต่หารู้ไม่ว่าความคิดนั้นคือเพชฌฆาตสังหารตนและชาติให้ล่มจม ท่านจึงสอนว่า สามัคคี... เป็นน้ำ�หนึ่งใจเดียวกัน เป็นความเกี่ยวโยงกันไปหมด คนในชาติรัก คนในชาติไม่มีใครที่จะรักยิ่งกว่าคนไทยรักคนไทย ไม่มีใครที่จะรับผิดชอบยิ่งกว่าคนในชาติจะรับผิดชอบ คนในชาติของตน และไม่มีใครจะรับผิดชอบยิ่งกว่าเราจะรับผิดชอบในขอบเขตของเรา…” ๒๗๐


“…สัตว์โลกนี่ ÁÕ¼Ô´ÁÕ¾ÅÒ´ ด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อให้อภัยกันแล้ว อยู่ด้วยกันได้...” “ขอโทษ” คำ ที่ใช้ดับไฟ “…สัตว์โลกนี่มีผิดมีพลาดด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อให้ อภัยกันแล้วอยู่ด้วยกันได้ ถ้าต่างคนต่างเบ่งแล้วนั่นล่ะ ถ้า เป็นหมาก็กัดกันได้เร็วนะ… แม้จิตใจจะลุกเป็นไฟมาก็ตาม เมื่อน้ำ�ดับไฟคือการขอโทษซึ่งกันและกันแล้ว ก็ให้อภัยกันได้ อย่างง่ายดาย มนุษย์เรานี่ หลักใหญ่ของมนุษย์เราที่มีธรรมอยู่ ด้วยกัน เห็นใจเขา เห็นใจเรา ให้อภัยกันได้ธรรมเป็นอย่าง นั้นนะ ไม่ถือสีถือสากันง่าย ๆ ผิดยอมรับว่าผิด แล้วแก้ไข ดัดแปลง ให้ขอโทษกัน คำ�ขอโทษเป็นของสำ�คัญมากนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย จะเป็นไฟเผาคนอยู่ในคนนั้นก็ตาม พอคนนี้ไปขอโทษยกมือ ไหว้เท่านั้นแหละ น้ำ�ดับไฟนี้พรึบลงทันทีเลยสงบ ของเล่น เมื่อไหร่ นี่แหละธรรม ความโกรธเป็นไฟ ความขอโทษกันนั่นแหละเป็น คุณ เป็นน้ำ�ดับไฟ ดูเอาสิ หัวใจใครก็เหมือนกัน อย่างเช่น โจรผู้ร้ายนี้มันก็ใจโหดมหาโหด เวลาเจ้าของบ้านยกมือไหว้นี้ มันเอาปืนจ่อกำ�ลังจะยิง ปืนมันยังลดลงทันที เห็นไหม ใจ มันโหดขนาดนั้นมันยังรับน้ำ�อยู่นะ ไฟยังรับน้ำ�อยู่ นี่แหละ น้ำ�ดับไฟคือธรรม อย่างอื่นดับไม่ได้นะ…” ผัวเดียวเมียเดียว ท่านเตือนลูกหลานเสมอ ๆ ให้รู้จักควบคุมไฟราคะตัณหา ให้มีขอบเขตอยู่ภายในเตาด้วยศีล ด้วยธรรม ดังนี้ “…เราต้องอบรมทางด้านจิตใจให้มาก มันสำ�คัญไม่มีใครมองนะ มองแต่อย่างงั้น อย่างที่ โลกทั้งหลายแหละมองกัน... มันไม่ได้มองดูจุดที่ถูกต้องดีงามอะไร มองแต่จุดจะผูกพันเจ้าของให้จมนะซิ ทำ�ไมมนุษย์อยากไปสวรรค์ทั้งเป็นเนี่ย เวลาตายแล้วมันไม่อยากไป... มันก็ไม่คิดนะ มันอยากไปแต่ สวรรค์ทั้งเป็น เวลาตกนรกทั้งเป็นมันไม่ยอมตก มีเมียคนหนึ่งแล้วมันไม่พอ อยากได้อีก ๒ คน เพื่อไปสวรรค์ มีผัวคนหนึ่งแล้วอยากได้อีก ๒ คน ๓ คน เพื่อไปสวรรค์ ผัวคนนี้พาไปสวรรค์ไม่ได้ เบื่อแล้ว ผัวคนนี้เมียคนนี้เบื่อแล้ว เอาเมีย คนใหม่พาไปสวรรค์ เอาผัวคนใหม่พาไปสวรรค์ มันเอาสวรรค์ทั้งเป็น ไฟนรกเผาหัวมันทั้งเป็น มัน ไม่ได้คิด แน่ะ เอาอย่างนั้นสิ เรามีเมียคนหนึ่งแล้วนี่ แล้วครอบครัวเป็นยังไง มีผัวเข้ามาอีกคนหนึ่ง แฝงผู้ชายเข้ามาอีกคนหนึ่ง เป็นยังไง นั่นละไฟกองใหญ่อยู่ตรงนั้นนะ มันไม่ดู ๒๗๑ ๒๓ หน่วยราชการ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน “…นี่หรือ ? จะปกครองบ้านเมือง คือแก้วเหล้านี้เหรอ ? ...อยากถามว่างั้นนะ...” ธรรมท่านดูหมด ท่านจึงมีเข้มงวดกวดขันให้อยู่ ในขอบเขต มันพอเหมาะพอดีแล้ว กับเมียคนนี้ กับผัวคนนี้ พอเหมาะพอดีแล้ว อย่าให้เลยนี้ไปนะ นั่น กาเมสุมิจฉาจาร ราคะตัณหาอย่าให้กำ�เริบเสิบสาน บังคับมันไว้ให้อยู่ในเตา อย่าปล่อยตามมัน ปล่อยตามมันแล้วเผาเราทันที เสริมมันเท่า ไหร่มันยิ่งไปใหญ่เลยนี่ อย่าเสริมมันเลย บังคับมันไว้ว่างั้นเลย เขามีผัวมีเมีย เขาก็จะตายเหมือนเราล่ะ เขาทนไม่ได้ เขามีผัว มีเมีย เขาก็จะตาย เขามี ๒๐ เมีย ๓๐ เมีย เขาก็ตายเหมือน กันนะ เราไม่เห็นมีใครไปสวรรค์มีแต่นรกทั้งเป็นเผาหัวมัน เรา อย่าไปหาไฟนรกเผาเรานะ พากันเชื่อธรรมแล้วสงบ ถึงจะอดจะอิ่มบ้างเป็น ธรรมดาโลก อันนี้เป็นโลกอนิจจัง มีความทุกข์ความจน ความ มั่งความมีเป็นกาลเป็นเวลาเป็นครั้งเป็นคราวเหมือนกัน ทั่วโลก ยังไงก็ขอให้ธรรมมีในใจ เป็นตายด้วยกัน เชื่อถือกันได้ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้จงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริตต่อกันนี้อบอุ่น ที่สุด ถึงจะจนก็จนด้วยกัน เป็นด้วยกันตายด้วยกัน ไม่เป็นไร อันนี้ไม่มีไฟมาเผา ไฟข้างนอกไม่มาเผา อยู่ได้ดีไม่ดีเศรษฐีสู้ ไม่ได้เศรษฐี๑๐ เมียสู้ไม่ได้ไม่ต้องบอกเพียง ๒ เมียเท่านั้นก็ สู้ไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่ ๑๐ เมีย สู้ผัวเดียวเมียเดียวไม่ได้ธรรม พระพุทธเจ้าเลิศขนาดไหน สอนไว้ให้อยู่ในขอบเขตแห่งความ พอดีนี้คือความพอดีแล้ว อย่าหามาเผากัน…” คนบ้า น้ำ บ้า เทศนาในเช้าวันหนึ่งกับการแสดงธรรมแก่ข้าราชการ หน่วยใหญ่ ดังนี้ “…เวลามีการมีงาน มันน่าอายขนาดไหนถ้าธรรมดา เราแล้ว เอาแก้วเหล้าไปโชว์ให้เขาถ่ายลงหนังสือพิมพ์ถือแก้ว เหล้าโชว์ ผู้ใหญ่ขนาดไหนถือแก้วเหล้ามาโชว์ มันน้ำ�บ้ารู้ไหม เด็กเขายังรู้เขายังไม่เอาแก้วเหล้ามาโชว์ ผู้ใหญ่ขนาดนั้นเอา แก้วเหล้ามาโชว์หาอะไร ถ้าไม่ขายความเลวทรามของตัวที่สุด เลย นี่หรือจะปกครองบ้านเมือง คือแก้วเหล้านี้เหรอ อยากถาม ว่างั้นนะ เขาตำ�หนิกันทั้งโลกทั้งสงสารว่าเป็นของไม่ดี ทำ�ไมจึง เอามาโชว์...” …สุรา คืออะไร สุราก็คือเครื่องดองของเมา และทำ� ผู้ดื่มให้ลดคุณภาพแห่งความสมบูรณ์มาเป็นคนพร่อง คนไม่ ๒๗๒ “...ยังไงก็ขอให้ธรรมมีในใจ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ จงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน นี้... อบอุ่นที่สุด ถึงจะจนก็จนด้วยกัน... ดีไม่ดีเศรษฐีสู้ไม่ได้...”


เต็มตาเต็งตาชั่ง คนขาดบาทขาดสลึง ดื่มมากเท่าไรยิ่งขาดบาท ลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคนบอคนบ้าได้อย่างสด ๆ ร้อน ๆ เรา เกิดมาพ่อแม่ไม่เคยเอาน้ำ�เมา... มาให้เราดื่มเรากิน มาเลี้ยงดูเรา มีแต่ของดิบของดีข้าวต้มขนมอาหารหวานคาวมีแต่ของดีๆ เราเติบโตขึ้นมาด้วยน้ำ�นมของแม่ ด้วยข้าวต้มขนม เป็นของดิบของดีมีราคามากมาย พ่อแม่นำ�มาเลี้ยงดูจนเป็นผู้ เป็นคนขึ้นมา เมื่อเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาจากของดิบของดีมีค่ามาก แล้ว กลับเอาน้ำ�สุรายาเมาเข้ามาเบื่อตัวเองให้มึนเมา นี่เป็น สิ่งที่เพิ่มคุณค่ามนุษย์ให้มีศักดิ์ศรีดีเด่นที่ตรงไหน ยังมองไม่เห็น เราลองคิดดูซิ… สมมุติว่าเรานั่งอยู่ด้วยกันนี่ มีกี่คนด้วยกันนี่ ล้วนแต่ คนเมาสุรา... นอนร่ายบ้าเกลื่อนอยู่ตามถนนหนทาง ไปที่ไหนมี แต่คนเมาสุรา ขี้แตกเยี่ยวราดอยู่ตามถนนหนทาง ไม่มียางอาย ตามมรรยาทของมนุษย์เลย ดูได้ไหมพิจารณาซิ ถ้าหากว่าสุรามันดีจริงดังที่ชอบเสกสรรกัน คนมี คุณสมบัติผู้ดีจะชมไหมว่าพวกขี้เมานอนเกลื่อนกลาดขี้ราด เต็มตัวเต็มถนนหนทางอยู่ เขาดีนะ ขี้ไม่ต้องหาที่ทะลักออกเต็ม ผ้าก็ยังได้คนธรรมดาทำ�ไม่ได้นี่เขาดีนะ อย่างนี้มีไหม ไปที่ไหน มีแต่คนเมาสุราเต็มถนนหนทาง แล้วดูได้ไหม มีแต่คนบ้าเต็มถนน… นี่ละพระพุทธเจ้าจึงห้าม ห้ามไว้อย่างนี้ เพราะไม่อยากให้คนเป็นบ้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองทั้ง แผ่นดิน... ความละอายต่อบาปต่อกรรม ต่อบุคคล ต่อที่สูงที่ต่ำ�ไม่มีไปที่ไหนพูดอะไรได้หมดไม่มียางอาย เพราะหมดยางอาย พูดวันยังค่ำ�ไม่มีจบก็คือคนเมาสุรา พูดไม่มีจบ วกวนไปมาอยู่นั่นแล จนผู้ฟังเบื่อ จะตาย เดี๋ยวก็ลาละครับ เดี๋ยวคุยอีกไม่จบสิ้น เดี๋ยวลาละครับ ได้เวลาแล้ว ลาละครับ เดี๋ยวคุยอีก อย่างนั้นวันยังค่ำ� ลาละครับวันยังค่ำ� แต่ไม่ไปก็คือคนเมาสุรา พูดไม่มีสถานีไม่มีจุดไม่มีหมายไม่มีสาระ ไม่สนใจว่าดีว่าชั่ว ถูกหรือผิด พล่ามได้ตลอด ไม่สนใจกับเวล่ำ�เวลาเป็นยังไง นี่ก็คือความเมาสุรา หาสติ สตังไม่ได้ คนโง่ที่สุดก็คือคนเมาสุรา แต่คนที่อวดฉลาดที่สุดก็คือคนเมาสุรานั่นเอง คนเมา ก็คือคนบ้า นั่นแหละ น้ำ�นี้เขาเรียกน้ำ�บ้า…” ตำรวจดี… คนรัก ท่านเมตตาแสดงธรรมโปรดคณะนายตำ�รวจ ดังนี้ “…เราเป็นตำ�รวจนี้ ก็คือเป็นผู้ที่รักษาหน้าที่การงานอันสำ�คัญในส่วนรวม อำ�นาจอะไรก็มอบ ให้ตำ�รวจเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองเพื่อความสงบสุขร่มเย็น ถ้าตำ�รวจไม่มี โจรมารผู้ร้ายเต็มไปหมด ที่ไหน ๆ ก็เป็นโจรได้เป็นผู้ร้ายได้ ถ้าไม่มีสิ่งกลัวเสียอย่างเดียว คนเราจะทำ�ชั่วได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อสิ่งที่บังคับบัญชา สิ่งที่ น่ากลัวอยู่บ้าง ก็ต้องได้ระมัดระวังคนเรา “…เดี๋ยวลาละครับ ได้เวลาแล้ว ลาละครับ ...ลาละครับวันยังค่ำ แต่ไม่ไป ก็คือ ...คนเมาสุรา...” ๒๗๓ ๒๓ หน่วยราชการ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน “…ให้พึงทำÒµÑÇà»ç¹ËÅѡ㨠นั้นละ... ทีนี้ไปที่ไหน ประชาชนพลเมืองไม่ว่า นักบวชหรือฆราวาส หญิงชาย รักหมด...” “…จงตั้งหน้าตั้งตา ทำตัวของตัวให้เป็น ตัวอย่างของตัวเอง...” เพราะฉะนั้นเมื่อมีตำ�รวจที่ดีรักษากฎหมายบ้าน เมือง เพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข มีมาก น้อยในสถานที่ใด สถานที่นั้นบ้านเมืองนั้นย่อมได้รับความ สงบร่มเย็น ตำ�รวจก็เป็นผู้พึ่งเป็นพึ่งตายของชาวบ้าน ใน ขณะเดียวกันเราอย่าให้ตำ�รวจเป็นผีเป็นยักษ์ของชาวบ้าน รีดไถเขาก็แล้วกัน เราต้องแยกออกเป็นประเภท ๆ เพราะ เรื่องความจริงมีอยู่อย่างนั้น… การประพฤติปฏิบัติตัวเรานั่นแหละ เป็นตัวอย่าง อันดีแก่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายก่อนหน้าเขา อย่าเอา ใครมาเป็นตัวอย่าง ถ้าเอาหลักกฎหมายบ้านเมืองเข้ามา บวกในความเป็นตำ�รวจของเราแล้ว ดำ�เนินหน้าที่การงาน เพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อความซื่อสัตย์สุจริต ความจงรัก ภักดีต่อชาติบ้านเมือง ต่อประชาชน ไปที่ไหนประชาชน เขาจะรัก ถ้าผิดเราก็จับจริง ๆ ปรับโทษสินไหมจริง ๆ เพราะ คนนี้ผิด เมื่อเราจับอย่างมีเหตุมีผลปรับไหมใส่โทษด้วย ความมีเหตุมีผลนี้ชาวบ้านเขาก็เห็นใจ เขาก็รักเขาก็ชอบ เขาก็รู้ว่าเราทำ�ถูก ถ้าเราทำ�ตรงกันข้าม ไม่มีหลักมีเกณฑ์ อาศัยแต่อำ�นาจของความเป็นตำ�รวจ เอาอำ�นาจของ กฎหมายบ้านเมือง แล้วทำ�สุ่มสี่สุ่มห้าแอบหน้าแอบหลัง อย่างนั้นเขาก็รู้ เพราะเหตุไร เพราะบ้านเมืองนั้นคือใคร ก็คือคน คนมีหัวใจ ตำ�รวจรู้คนเขาก็รู้จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้ตรงแนวของตำ�รวจเรา ผู้มีหน้าที่รักษาชาติบ้านเมือง ตำ�รวจไปที่ไหนบ้านเมืองเราจะมีความร่มเย็น คน รัก ไปไหนดีมีเสน่ห์ในตัว เด็กก็รัก ไม่ว่าแต่ผู้ใหญ่รัก เด็ก รัก ก็เย็นใจก็สบาย เหมือนเรามีคุณค่า ผู้ใหญ่รักก็เหมือน เรามีคุณค่า ประชาชนรักยิ่งเป็นผู้มีคุณค่ามาก เพราะฉะนั้น... จงตั้งหน้าตั้งตาทำ�ตัวของตัวให้ เป็นตัวอย่างของตัวเอง ให้มีความร่มเย็น ให้มีความพึงใจ ในตัวของเราเองก่อนที่จะไปปฏิบัติหน้าที่การงานให้เป็นที่ พึงใจของประชาชนทั้งหลาย ให้พึงทำ�ตัวเป็นหลักใจนั้นละ ทีนี้ไปที่ไหนประชาชนพลเมืองไม่ว่านักบวชหรือฆราวาส หญิงชาย รักหมด...” ๒๗๔


๒๔ โรงพยาบาล ด้านวัตถุและเครื่องอุปโภคบริโภค การสงเคราะห์ด้านโรงพยาบาลนี้หลวงตาท่านเอาใจใส่มาโดยตลอด และนับวันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านเคยกล่าวว่า “...สภาพของคนไข้ที่ต่างรอคอยความหวังจากหมอเป็นสภาพที่น่าสงสารมาก คนไข้ก็คือคนจน ตรอกจนมุม เมื่อวิ่งมาหาหมอ หากหมอไม่มีเครื่องมือที่ดีที่ทันสมัยก็ก้าวไม่ออกรักษาให้ไม่ได้และสภาพ คนชนบทเป็นคนยากจนเสียส่วนมาก การบำ�บัดรักษาถ้าพอเป็นไปได้ก็ควรให้รักษาใกล้บ้าน จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองมากในการ เดินทางตลอดสถานที่พักอาศัยการกินอยู่หลับนอน...” ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำ�ให้จนถึงปัจจุบันท่านสงเคราะห์สถานพยาบาลต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นกว่า ๑๐๐ แห่ง ส่วนใหญ่เป็นการบริจาคเครื่องมือทางการแพทย์เช่น เครื่องเอกซเรย์เครื่องอุลตราซาวด์เครื่อง ตรวจคลื่นหัวใจ เตียง เครื่องช่วยชีวิตเด็ก เครื่องช่วยหายใจเด็กทารก เครื่องดูดของเหลว เครื่องช่วย คลอด กล้องจุลทรรศน์เตียงทำ�ฟันพร้อมอุปกรณ์ ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว ท่านยังบริจาคในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น รถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์สร้าง ตึกผู้ป่วย สร้างตึกรวมเมตตามหาคุณ สร้างตึกสงฆ์อาพาธ ห้องผ่าตัด ฯลฯ ตั้งเป็นกองทุนตึกอุบัติเหตุ กองทุนศูนย์พิทักษ์ดวงตา กองทุนสงเคราะห์คนพิการและผู้ยากจน ไร้ที่พึ่ง ฯลฯ ค่าน้ำ� ค่าไฟ ค่าอาหารคนไข้และเจ้าหน้าที่ ค่าจ้างพี่เลี้ยงเด็ก ฯลฯ กระทั่งซื้อที่ดินให้รวม ประเภทของรายการต่าง ๆ เท่าที่พอรวบรวมได้เกินกว่า ๕๐๐ รายการ (รายการที่ซ้ำ�กันแม้จะมีจำ�นวน มากกว่า ๑ ชิ้นขึ้นไปก็นับเป็น ๑ รายการ) เยี่ยมโรงพยาบาล ในระยะหลายปีมานี้ ท่านมักจะออกเยี่ยมโรงพยาบาลต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ� พร้อมนำ�ข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง ผ้าขาว ฯลฯ บรรทุกเต็มรถเท่าที่รถจะสามารถรับน้ำ�หนักได้ไหว เพื่อนำ�ไปแจก โรงพยาบาล พร้อมกันนี้ท่านจะถือโอกาสตรวจดูด้วยว่ายังขาดตกบกพร่องในเครื่องไม้เครื่องมืออันใดบ้าง การนำ�ของไปแจกในที่ต่าง ๆ นั้น ท่านมีเหตุผลหลักเกณฑ์ดังนี้ “…ไปไหน ๆ แต่ละโรง ๆ นี้เป็นล้าน ๆ แสน ๆ นี้รู้สึกจะเริ่มมีน้อยแล้วเดี๋ยวนี้ มีแต่ล้าน ๆ ขึ้นไป ไปนี่ไม่ใช่ไปให้เครื่องมือแพทย์เท่านั้นนะ ยังไปดูหมออีกดูพยาบาลอีก กิริยามารยาทของหมอเป็น ยังไง เวลาเกี่ยวข้องกับคนไข้ดูอากัปกิริยาของเขาเป็นยังไง ๆ ดูไปหมด ไม่ใช่แต่ว่าใครจำ�เป็นอะไร ๆ แล้วเอามาให้ๆ อย่างนั้นไม่ได้เราไม่ทำ�อย่างนั้น ให้ทั้งสิ่งของด้วย ๒๗๕ ๒๔ โรงพยาบาล


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ดูทั้งน้ำ�ใจ ดูทั้งกิริยามารยาทความประพฤติดีงาม ของหมอและพยาบาลด้วยเป็นยังไง จะพอพยุงเครื่องมือของ เรานี้ไปได้ไหม เพื่อประโยชน์แก่คนไข้ได้จริงหรือไม่ หรือ เสียเงินเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรต้องดูอีก แล้วเครื่อง มือเหล่านี้จะเป็นยังไง หมอเหล่านี้เป็นหมอพ่อค้า พยาบาล พ่อค้า หรือเป็นหมอเป็นพยาบาลเพื่อรักษาคนไข้เพื่อเอา หัวใจคน เอาชีวิตจิตใจคนจริงจัง หรือเป็นยังไงบ้าง ดูไป หมด ไปทุกแห่งทุกหนไปดูอย่างนั้นนะที่เราไปโน้นไปนี้ วันนี้เปิดเสียให้ชัดเจน เราไม่เคยพูดแหละคำ�อย่าง นี้ทั้ง ๆ ที่ไปปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้แหละอยู่ ไปเรื่อย ๆ... แล้วก็ ดูสภาพของโรงพยาบาล ดูสภาพของเครื่องมือ ถ้าตรงไหนมี ความจำ�เป็นมาก ทุ่มให้เลยเทียวเอ้า ขาดอะไร ๆ บอกมา ๆ บอกเท่าไรให้เท่านั้น ๆ ให้เลยเป็นล้าน ๆ นั่งครู่เดียวเอาไป สองล้านสามล้านก็มีนั่นอย่างนั้นละ ถ้าถึงใจ เอาจริงเรา ถ้า ไม่ถึงใจ สตางค์หนึ่งก็ไม่ให้…” ไม่ทอดทิ้งถิ่นกันดาร โรงพยาบาลบางแห่งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เป็นที่ ลำ�บากหลายสิ่งหลายประการ ท่านก็ไม่ลืมที่จะไปเยี่ยมเยียน และอนุเคราะห์ดังตัวอย่างนี้ “…วันนี้ก็จะไปโรงพยาบาลภูหลวง๑ ไปดูอีกทุกห้อง ห้องไหนมีความจำ�เป็นอะไรก็จะช่วยเหลือกันไป เพราะเป็น โรงพยาบาลอยู่ที่คับแคบตีบตันอั้นตู้ลำ�บากลำ�บน ไปก็เอาข้าว เอาของไปเต็มรถ ๆ เทปัวะ ๆ ไป คือ ถ้าตรงไหนที่อยู่ท่ามกลางของอู่ข้าวอู่น้ำ� เราก็ไม่ค่อย สนใจนักนะ ถึงจะเป็นโรงพยาบาลเล็กก็ตาม แต่อยู่ท่ามกลาง ของอู่ข้าวอู่น้ำ�ไม่ค่อยอดอยากขาดแคลนอะไรมากนัก เราก็ ไม่ช่วย อย่างอื่นพวกข้าวพวกอาหารการกินไม่ค่อยช่วยมาก ช่วยแต่เครื่องมือแพทย์ไป ถ้าที่ไหนขาดแคลนอย่างนั้นเราช่วย ทุกด้านเลย เครื่องมือแพทย์ก็ช่วย อาหารการกินก็ช่วย เช่น อย่างภูหลวงนี้ไม่มีข้าว ภูเรือ๒ ก็ยิ่งอยู่ในภูเขาด้วยซ้ำ� ไม่มีข้าว นายูง๓ ไม่มีข้าว ทางคำ�ตากล้า ๔ ก็ไม่มีน้ำ�ท่วม คำ�ตากล้าไม่ได้ทำ�นากัน น้ำ�ท่วม เหล่านี้เราไปทั้งนั้นแหละ นี่ก็ยังส่องดาว๔ นี้อีก นี่เริ่ม แล้ว ทางส่องดาวนี้เริ่มแล้ว อยู่ในหุบเขา ไปหาที่หุบเขา ๆ ที่จำ�เป็น ๆ…” “…ไปนี่ไม่ใช่ไปให้ เครื่องมือแพทย์เท่านั้นนะ.. ดูทั้งน้ำใจ ดูทั้งกิริยามารยาท ความประพฤติดีงาม ของหมอและพยาบาลด้วย เป็นยังไง…” รถพยาบาลที่หลวงตาให้ความอนุเคราะห์ ๑ โรงพยาบาลภูหลวง อ.ภูหลวง จ.เลย ๓ โรงพยาบาลนายูง จ.อุดรธานี ๒ โรงพยาบาลภูเรือ จ.เลย ๔ โรงพยาบาลคำ�ตากล้า และ โรงพยาบาลส่องดาว จ.สกลนคร ๒๗๖


แม้โรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ ท่านก็ไม่เคยลืมหรือทอดทิ้ง เมื่อโอกาสอำ�นวยให้เมื่อใด ท่านจะรีบไปเยี่ยมทันทีดังนี้ “…วันนี้เราก็จะไปละ เอาของไปโรงพยาบาลคำ�ชะอีและดอนตาล๑ ไกลนะวันนี้ สงสาร มัน อยู่ด้วยกัน ๒ โรง จึงเอาไปไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ว่าเต็มรถนะ หากไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะ แบ่ง ๒ โรงอยู่ใกล้กัน ถ้าไปโรงเดียวก็เต็มรถ เทปัวะเลย ได้มาก เอาไป ๒ โรงก็ต้องแบ่งครึ่ง แต่รถ นั้นเต็มรถ วันนี้จะเป็น ๒ โรง มันไกล ๓ ชั่วโมงกว่า กว่าจะถึง... ไปส่งแล้วกลับขนาดนั้นค่ำ�พอดีๆ…” ด้านธรรมะ หากมีโอกาสฟังเทศน์ของท่านอยู่ประจำ� จะสังเกตเห็น ได้ชัดเจนว่า ท่านมีความห่วงใยสงสารคนเจ็บป่วยมาก ท่าน สอนเสมอว่า “มนุษย์เราจะยากดีมีจนบุญหนักศักดิ์ใหญ่หรืออาภัพ วาสนาอย่างไร ก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกัน เกิดมาด้วยบุญด้วยกรรม และกรรมย่อมจำ�แนกแจกแจง สัตว์ให้มีความประณีต เลวทรามต่างกัน แล้วเกิดไปตามวิบาก แห่งกรรมของตน ๆ ดังนั้นท่านจึงไม่ให้ประมาทกัน แต่ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีน้ำ�จิตน้ำ�ใจต่อกัน เพราะหาก มนุษย์ไม่ช่วยสงเคราะห์มนุษย์ด้วยกันแล้วใครจะช่วย เรื่องความเจ็บป่วยนั้น ถ้าใครโดนเข้า ใครก็ทุกข์ ทั้งนั้น เจ็บไปแค่หนึ่ง แต่ครอบครัวพี่น้องพ่อแม่ก็ป่วยทางใจ ป่วยด้วยความห่วงใยอีกเท่าไร จึงควร เห็นใจกัน….” แพทย์ - พยาบาล ต้องมีเมตตาธรรม เมื่อมีโอกาสอันควร ท่านจะแนะเตือนด้วยความเมตตาแก่บรรดาแพทย์พยาบาล และเจ้า หน้าที่ของโรงพยาบาลเสมอ ๆ ดังตัวอย่างหนึ่งท่านแสดงธรรมแก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้า หน้าที่กระทรวงสาธารณสุข มีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน ดังนี้ “…วันนี้ได้พูดถึงเรื่องโรงพยาบาล โรงพยาบาล กับ หมอ เป็นของสำ�คัญอยู่มาก หมอนั้นสำ�คัญอยู่ที่นอกจากเรียนหลักวิชา แห่งหมอมาแล้ว นั้นเป็นทางเดินกลาง ๆ แต่อัธยาศัยใจคอและ จิตวิทยาของหมอที่จะปฏิบัติต่อคนไข้นั้นเป็นสิ่งลึกลับ แต่จำ�ต้องนำ� มาใช้สำ�หรับหมอ เวลาคนไข้ได้ป่วยเจ็บหัวตัวร้อน วิ่งเข้ามาหา หมอ กิริยามารยาทที่นิ่มนวลอ่อนหวานที่เป็นพื้นมาจากความเมตตา ของหมอนั้น ต้องออกแสดงก่อนอื่น ก่อนยาที่จะเข้าถึงตัวคนไข้ ความเอาอกเอาใจให้ความอบอุ่นแก่คนไข้นั้น เป็นยาขนานแรก ซึ่ง จะต้องเข้าถึงคนไข้ก่อนอื่น ๑ โรงพยาบาลคำ�ชะอีและ โรงพยาบาลดอนตาล จ.มุกดาหาร โรงเรือนขนาดใหญ่ ใช้เก็บเครื่องอุปโภคบริโภค ที่หลวงตานำ�ไปแจกทาน ๒๗๗ ๒๔ โรงพยาบาล


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน จากนั้นก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ ด้วยความ เมตตาของหมอ เพราะคำ�ว่าหมอนี้โลกทั้งหลายเขา ยอมรับ ยอมรับให้ศักดิ์ศรีดีงาม ยอมรับนับถือให้ความ เคารพทุกสิ่งทุกอย่าง ไว้วางใจกับหมอ เพราะหมอนั้นถือกันว่าเป็นแบบพิมพ์ เป็น ศักดิ์ศรีดีงามของชาติไทยหรือของโลก โลกเขาจึง ยอมรับ เมื่อเราก้าวเข้ามาสู่ความเป็นหมอ เริ่มตั้งแต่เรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ ก็เริ่มมีเกียรติแล้ว… โลกยอมรับนับถือเรื่อยมา จนกระทั่งถึงเป็นหมอออกมา โลกยิ่งยอมรับมากขึ้น นับถือมากขึ้น เพราะฉะนั้นการต้อนรับโลกที่นับถือนั้น เราจึงต้อนรับด้วยความเมตตาเป็นพื้นฐานของหมอ หมอต้องมีความเมตตาเป็นพื้นฐาน สมบัติเงินทองข้าวของสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งเป็นผลพลอยได้เท่านั้น เมตตาที่มีต่อคนไข้ทั้งหลายที่เขามาพึ่งพาอาศัยเขามาขอความอบอุ่นจากเรานั้น เป็นเรื่องที่ ËÁÍ จะต้อง ปฏิบัติและ ¾ÂÒºÒÅ จะต้องปฏิบัติให้ถึงชาวบ้านทุก ๆ รายไปนี่เป็นหลักสำ�คัญ โรงพยาบาลจึงเป็นโรงชุบชีวิตของสัตว์โลกทั้งสองอย่าง คือ โรงพยาบาลหมอเกี่ยวกับโรคทาง ร่างกายหนึ่ง โรงพยาบาลหรือสถาบันอันใหญ่หลวงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้มีความ จำ�เป็น อย่างน้อยเสมอกัน มากกว่านั้นทางด้านจิตใจคือธรรมเป็นของสำ�คัญมาก…” คนไข้กับหมอ ดั่ง “พ่อแม่ลูก” โรงพยาบาลที่ท่านเมตตานำ�พวกอาหารไปสงเคราะห์ใน แต่ละวัน ๆ นั้น โดยมากแพทย์พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่นั้น ๆ จะ เคารพท่านถือท่านเป็นเสมือนพ่อแม่ เวลาท่านนำ�ของไปแจกแต่ละ ครั้ง ๆ หลังจากที่ได้ซักถามว่ามีสิ่งใดขาดหรือไม่แล้ว ในระยะหลังนี้ บางครั้งท่านจะถือโอกาสสอนเตือนแก่หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ เพราะท่านก็ถือเหมือนลูกเหมือนหลานของท่านเช่นกัน ดังตัวอย่างที่ ท่านนำ�มาเล่าแบบขำ�ขันให้ฟัง ดังนี้ “…คนไข้เข้ามาเขาฝากเป็นฝากตายฝากทุกสิ่งทุกอย่าง ครอบครัวเหย้าเรือนเขาฝากมาหาหมอหายาหาพยาบาลหมดจะว่าไง เขามาหาแล้วหน้าบึ้งใส่เขามีอย่างเหรอ แบบนี้ก็มีแต่แบบหน้าหมาไม่ใช่หน้าคน เราว่างั้น ก็บอกชัด ๆ อย่างนี้แล้วเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาหัวเราะ… เราอย่าเห็นว่าเราเป็นถึงหมอ คนไข้เป็นทุคตะเข็ญใจ หรือเป็นหมาตัวหนึ่งเข้ามานี้ด้อม ๆ เข้ามาในโรงพยาบาล ไม่เป็นเช่นนั้นนะ คนไข้มาแต่ละคน ๆ พระเจ้าแผ่นดินแห่มานะ พระเจ้าแผ่นดินไม่แห่มายังไงก็เงินเต็มกระเป๋า ตราพระเจ้าแผ่นดินตีตรามาเห็นไหมล่ะ คนไข้เขามีคุณค่าต่อหมอขนาดไหนเราต้องคิดบ้างซิ… คนไข้ คนหนึ่งกับหมอเป็น อัญญมัญญัง อาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีคนไข้หมอก็หมดความหมาย โรงพยาบาล ล้มหมด ที่ตั้งกันอยู่อาศัยกันอยู่ทุกวันนี้พอเป็นไปได้ทั้งฝ่ายหมอฝ่ายคนไข้ ก็เพราะต่างคนต่าง อัญญมัญญัง ซึ่งกันและกัน อย่าเห็นว่าทางไหนสูงกว่ากัน ถ้า อัญญมัญญัง แล้ว อยู่ด้วยกันได้มนุษย์เรา “…ความเอาอกเอาใจ ให้ความอบอุ่นแก่คนไข้นั้น เป็นยาขนานแรกซึ่งจะต้องเข้า ถึงคนไข้ก่อนอื่น…” ๒๗๘


…เพราะเรื่องคนไข้กับหมอแยกกันไม่ออก เหมือนพ่อแม่กับลูก เราจะว่าเป็นเทวดากับหมาได้ ยังไง เราก็บอกถึงว่าเงินในกระเป๋าเขามาแต่ละคน พระเจ้าแผ่นดินแห่มานะว่างั้น… คนหนึ่งกระเป๋า เป้ง ๆ มา เขาให้ด้วยน้ำ�ใจมีเยอะนะ เขาให้ค่าหยูกค่ายาเป็นธรรมดา เขาให้ด้วยน้ำ�ใจของหมอน้ำ�ใจของ พยาบาลที่มีคุณแก่คนไข้ของเขา แล้วเขาตั้งใจให้ด้วยน้ำ�ใจมากกว่านั้นอีกนะ มีเยอะนะ…” ๒๗๙ ๒๔ โรงพยาบาล


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ๒๕ สงเคราะห์ผ ู ้ด้อยโอกาส ความเมตตาสงเคราะห์โลกของหลวงตา มิใช่ว่าจะสิ้นสุดเพียงที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ท่าน ยังให้ความเมตตาเผื่อแผ่ไปถึงผู้ด้อยโอกาสในที่ต่าง ๆ อาทิ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและ ปัญญาปากเกร็ด สถานสงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานสงเคราะห์เด็กหญิง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทั่งผู้ประสบภัยธรรมชาติร้ายแรงตามภูมิภาคต่าง ๆ ท่านก็ยังให้ความช่วยเหลือตามความ จำ�เป็นและเหตุผล ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนเป็นที่พึ่งทางใจแก่ผู้ที่กำ�ลังตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นการสงเคราะห์จึงมีหลายแบบ ต่าง ๆ กันไป เช่น ค่าจ้างพี่เลี้ยงผู้อภิบาลเด็กพิการทาง สมองและปัญญา ค่าก่อสร้างอาคารสถานที่และเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เป็นต้น ความเมตตาอย่าง หาประมาณมิได้ในส่วนนี้ของท่าน จึงแผ่ครอบคลุมกว้างขวางทั่วประเทศ ตามเหตุผลอรรถธรรมที่ควร เป็น ซึ่งท่านเคยกล่าวไว้บ้าง ดังนี้ “…ไม่ว่าแต่โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เราก็ให้ เช่น อย่างสถานสงเคราะห์บ้าน ข้าวสารนี้เราก็ช่วย... ที่อื่นเราก็ช่วย ไม่ช่วยแต่ที่แห่งเดียว แล้วคนทุกข์คนจนมีความจำ�เป็นยังไงบ้างที่ ควรจะช่วยเป็นรายบุคคล ๆ นั้นเราช่วยมาตลอด อันนี้กว้างขวางมาก ไปหลายจังหวัด ภาคไหนก็ไปหมด บางทีส่งแต่เงินไปให้ก็มี บางทีเจ้าของไปดูเอง ปลูกบ้านให้ก็มี ซื้อที่ให้ก็มี ทั้งซื้อที่ทั้งปลูกบ้าน ให้ก็มีนี่เรียกว่าช่วยรายบุคคลที่จำ�เป็น ช่วยทั่วไป แต่นี้เราไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยประกาศระบุชื่ออะไรแหละ ให้แล้วเงียบไปเลย ๆ เพื่อรักษาเกียรติเขา สิ่งที่ควรจะพูดเราก็พูดได้ เช่น รายที่ออกทางหนังสือพิมพ์ แล้ว เป็นการเปิดเผยแล้ว เวลาเราช่วยเราก็พูดบ้าง ถ้าเป็นเรื่องไม่มีหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องมาพูดขอความช่วยเหลือกันโดยเฉพาะ ๆ นี้เราก็ให้เป็น เรื่องเฉพาะ ๆ ไปเลย แล้วเหมือนไม่ให้ให้แล้วผ่านไป ๆ เรื่อย ๆ อันนี้ช่วยตลอด…” ทุกข์... เพราะภัย ครั้งหนึ่ง พี่น้องชาวลาวประสบภัยเดือดร้อน มีผู้อพยพจำ�นวนมากมายต่างหนีร้อนมาพึ่งเย็น ชั่วครู่ชั่วยามที่จังหวัดหนองคาย คราวนั้นหน่วยราชการต่างอลหม่าน ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรกับผู้ อพยพเหล่านี้เพราะเป็นเรื่องฉุกละหุกเฉพาะกิจเร่งด่วน ทั้งจะต้องดูแลเรื่องอาหารการกินการอยู่ ที่พัก หลับนอนขับถ่าย เกี่ยวกับสาธารณูปการต่าง ๆ พอได้พักได้อาศัยกันไปก่อนชั่วครู่ชั่วยาม จึงเป็นเรื่องที่ หนักอกหนักใจแก่หน่วยที่รับผิดชอบอยู่ไม่น้อยทีเดียว เมื่อท่านทราบถึงเรื่องนี้ เพื่อช่วยกันเข้าอุ้มภาระใช้จ่ายของหน่วยราชการ และที่สำ�คัญด้วย ความเมตตาสงสารต่อพี่น้องชาวลาว ซึ่งไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันเลยเรื่องเลือดเนื้อเชื้อไข เพราะอดีตเป็นพี่ ๒๘๐


เป็นน้องกันตลอดเรื่อยมา สิ่งสกัดกั้นมีเพียงแม่น้ำ�โขงเท่านั้น เอง อีกทั้งท่านว่าต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดตายด้วยกันทั้ง นั้น เมื่อประสบกับความทุกข์อย่างสาหัสทั้งทางกาย และตื่น ตระหนกเสียขวัญทางใจเช่นนี้ด้วยแล้ว ท่านจึงรีบแสดงความ เมตตาเข้าช่วยเหลือทันทีดังนี้ “…เช่นอย่างพวกเวียงจันทน์ พวกประเทศลาวข้าม มา… ก็มาเต็มอยู่นี้โห หลายหมื่นเต็มอยู่ที่หนองคาย ดูเหมือน เราไปแจกของถึง ๓ ครั้งด้วยกัน... แจกถึง ๒ - ๓ วันถึงหมด ๆ แต่ละครั้งนี่นะ ครั้งแรกก็ไม่เท่าไหร่ ครั้งที่ ๒ กับที่ ๓ นี่ หนักมาก แจกเอาอย่างเต็มเหนี่ยว คือแจกด้วยความยุติธรรม ที่ให้เสมอกันหมด ไปสำ�รวจเอาตัวเลขมาเลย ไม่เอาครอบครัว เอาตัวเลข มีเท่าไหร่แจก… เพราะฉะนั้นมันถึงนาน คนเขา แจกช่วยกันเยอะนะ อย่างคนที่มารับมันก็มาก ๒ วัน ๓ วัน รถสิบล้อนี่ โอ้โห จอดกันเป็นแถวเลย ข้าวเต็มเอี๊ยด ๆ ... และเครื่องกระป๋องก็เหมือนกันอีก รถสิบล้อ ๆ ถ้าหากว่ามันขาดตรงไหน ๆ ให้เขาวิ่งไปตลาด โห ตลาดเขาถามเลย ‘จะเอาไปไหนนักหนาล่ะ ?’ พอว่า ‘อาจารย์มหาบัว’ แล้ว โฮ้ย คือเขาเสียดายที่ไม่ได้เตรียมเอาไว้ขายนี่ เวลาไปมันไม่พอ ละซิเข้าไปร้านนั้นแล้วไปร้านนี้กว้านเอาร้านนั้นร้านนี้ให้เขาลงบัญชีเรียบร้อยไว้ลงบัญชีไว้หมด พอ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจ่ายตามนั้นเลยทันที นอกนั้นไม่ได้คำ�นึงละ เรื่องเงินเรื่องทองนี่น่า นี่เท่าไรเอา มา ว่างั้นเลย บอกเอามา พอเสร็จแล้ว เราค่อยสั่งจ่ายทีเดียวปั๊บเลย หนองคายนี้ก็๓ ครั้งนะ...” สมุดบันทึกความจำ�ของหลวงตาในคราวช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในอำ�เภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี fifffflffiflfi fifffflffifl fflffifl     fl fl fi fl    ffiffi  fi        ­ ffi     ­ ffi    ffiflffifflffifl ffifi€fflffifl ffiflffi  ffiffi  ‚ ffiffi ffƒffffl­ffi ffff  fl‚­ffi  „ffi ffiflfiff‚‚ fflffiffi   ­ ‚ ‚… fl† fl flfflffifl‚  ‡ ­ffi  ffi  ­ ‚ ‚… ­ffi  ‚ fl fflffifl­  ˆ ‰‚ff  ­ffi ‰‚ff  fl ­  ffi   fl†ffi­ffi   fflffifl Š‹ fifffflffifl  Œffi‚ffi fflflflff  ­   † ‚‚fi€fl  ffi   ‚Œffiffl ffiflffiffl ffifl ffifi fl   fl ffiflfflffi  ffi fl ffi fiffffi  ffi † ‚‚ffi ‚ff­ffi ‰ff ‰‚fffiffiffifl fiff ­ffi   ffiffi‚     ‡ffiffifl Ž‘ffi‚  ‚  ƒ  ffi ffl ffiflffiffl ffifl fiŒ ­ffi ffi   fiffiffiflffi †ffl  ffi ffi fl  ­ffi ffi‡Œ­ffi  ‚­ffi fflffifl     ffffl fiffi ffiflffl ffffi€ ’ flfl  ffi ‚ffi  fflflfl Œffi ffi ffiffi  ­ffi ­ ­ ffl­ ‚ff ‚ffi    ­ffi  ffi   ‚ ffi  €ˆffi    ffiflffiffi ‚­ffi ffifl … fl    ­ffi ff fl … ffi   ff­ffifffl ’fifflffi  fl flffifiŒfl    fflffifl­    “Šfflffi ffi‚flflfi …‚fl ffƒfl  Š  ffi ˆ  ­ffi ffiffi  ­  fi ‡Œ”  fl •••fi‡Œ –—”fl ‡Œ ffiff ffiff   ffiffiffi ffi– ffi”ffi   ”˜˜ ๒๘๑ ๒๕ สงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน “…นี่ก็ไม่ให้ใครลงข่าวนะ äÁèãËéŧ ·ำÒẺãµé´Ô¹ æ ตลอดมา…” ช่วยเงียบ... อยู่ใต้ดิน ความเมตตาของท่านในผู้ประสบทุกข์ภัยต่าง ๆ ยังมีอีกหลายประการแจกแจงไม่หมดสิ้น จะขอยกมา แสดงบ้าง ดังนี้ “...ไฟไหม้ที่ไหน ๆ เราจะเข้าถึงก่อน ๆ ทั้งนั้น รถนี้โถ... รถสิบล้อ ๆ นี่ เป็นอัธยาศัยมาดั้งเดิม ไฟไหม้ ที่ไหน ๆ อำ�เภอนั้นอำ�เภอนี้ เราจะยกขบวนไปเลย… ทางไหนบ้างมีอยู่เรื่อย ๆ นะ ไฟไหม้ที่ไหน ๆ ทางอำ�เภอ บ้านดุงบ้าง ที่ไหนบ้างนะก็ให้เขาแจกแบบเดียวกัน เครื่อง กระป๋องก็เต็มรถเต็มรถเลย บ้านดุงนี้ดูว่าเหลือไปทางไหน บ้างนะ ไปทางโรงเรียน อะไรบ้าง... เพราะเราเอาไปแจกมากจริง ๆ ไม่ใช่เล่น ๆ นะ จนของที่ไปแจกนั้น พวกเครื่องกระป๋องเหลือเลย เขา เลยขอไปทางไหน ๆ บ้าง เราก็ให้ไป เพราะเราตั้งใจเอา มาแจกอยู่แล้วนี่ ของเหลือเท่าไร ๆ ก็แยกออกไปตาม โรงร่ำ�โรงเรียน ส่วนนี้เราก็ได้สมบูรณ์ตามจำ�นวนที่เรา กำ�หนดเอาไว้ได้เสมอกัน เหลือจากนั้นไปอีก เพราะเรา เอาไปเผื่อมากมายนี่ เขาก็แยกไปโรงเรียนอะไรต่ออะไร บ้าง ก็อย่างนั้นนะ นี้ก็ไม่ให้ใครลงข่าวนะ ไม่ให้ลง ทำ� แบบใต้ดิน ๆ ตลอดมา...” ๒๘๒


๒๖ สงเคราะห์สัตว์ ความเมตตาสงสารต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้หลวงตาเคยให้เหตุผลว่า “...ชาติชั้นวรรณะไม่มีลงในคำ�เดียวว่า สัพเพ สัตตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ครอบหมดเลย เสมอภาคเลย เห็นอกเห็นใจกันทั่วถึงหมดเลย นี่ละธรรม พระพุทธเจ้าฟังเอาซิ… คือสัตว์ทุกตัวเกิดมาได้ ด้วยอำ�นาจของกรรมทั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยอำ�นาจของชาติชั้น วรรณะยศถาบรรดาศักดิ์อะไร เกิดขึ้นมาด้วยอำ�นาจของกรรม กรรมเป็นพื้นฐานให้เกิด นอกนั้นก็แตก เป็นแขนงออกไป สุจริตบ้าง ทุจริตบ้าง แล้วแต่จะเกิด นั่น เป็นเรื่องนอกต่างหาก หลักของกรรมเป็น หลักใหญ่ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานท่านก็ไม่ให้ดูถูกเขา เวลานี้ เขาเสวยกรรมอยู่ในวาระของกรรมของเขาอย่างนั้น ๆ เป็นชั้น ๆ ไปเลย ท่านจึงไม่ให้ประมาท มัน เป็นวาระ ๆ เวลาพ้นแล้วเขาสูงกว่าเราก็ได้ก็เหมือนอย่างคนลงมา จากน้ำ�จากหลุมจากบ่อขึ้นภูเขา ทีแรกก็อยู่ใต้ก้นบ่อ พอขึ้นมาแล้ว เขาขึ้นภูเขาสูงกว่าเราอีก กรรมไม่แน่นอนแล้วแต่ใครสร้างของใคร เอาไว้… ...เขาก็รักสุข เกลียดทุกข์ มีหิวมีอิ่มมีเจ็บป่วย มีราคะ ตัณหา มีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับมนุษย์เรา ตัวจิตนี้เองเป็นตัวพา ท่องเที่ยวให้เราไปเวียนว่ายตายเกิด… เพราะนี้ขึ้นอยู่กับวาระของ กรรมที่ให้เสวยผลดีชั่วอย่างไรตามวาระที่เราสร้างกรรมมา จึงไม่ ควรประมาทเขา ไม่ควรเบียดเบียนไม่ควรรังแก และไม่ควรฆ่าเขา การเบียดเบียนเขา ก็คือ เบียดเบียนตัวเรา นั่นเอง…” สัตว์พิการ ไม่ถูกทอดทิ้ง เหตุนี้เอง เมื่อท่านทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากลำ�บากของบ้านสัตว์พิการ (ซอยพระมหา การุณย์ปากเกร็ด) ซึ่งเป็นบ้านที่รับเลี้ยงสัตว์หลายประเภททั้งปกติและพิการจำ�นวนมากหลายร้อยชีวิต ด้วยความสงสารสัตว์เหล่านี้ท่านจึงอนุเคราะห์ช่วยซื้อที่ดิน สร้างอาคาร ช่วยเหลือค่าอาหาร ค่าน้ำ� ค่า ไฟ ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ฯลฯ การเข้าไปช่วยเหลือบ้านสัตว์พิการแห่งนี้ ท่าน เล่าถึงความเป็นมาโดยย่อ ดังนี้ “…ที่ปากเกร็ด หมาตั้งสามสี่ร้อยตัว เขาออกทางหนังสือพิมพ์ เราเห็นในหนังสือพิมพ์ก็ตาม ไปดูไปดูโอ้โห มีแต่หมาพิการ ยั้วเยี้ย ๆ ไปดูสภาพของมัน แล้วเป็นยังไง ถามสภาพความเป็นอยู่ของ เจ้าของที่เลี้ยงหมา ถามทุกสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งถึงค่าน้ำ�ค่าไฟ ค่าบริการต่าง ๆ รอบด้าน เกี่ยวกับหมา นี้เดือนหนึ่งหมดเท่าไร ๒๘๓ ๒๖ สงเคราะห์สัตว์


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน “…แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ท่านก็ไม่ให้ดูถูกเขา เวลานี้เขาเสวยกรรมอยู่ใน วาระของกรรมของเขา ...àÇÅÒ¾é¹áÅéÇ... เขาสูงกว่าเราก็ได้…” เขาว่าถ้าธรรมดาแล้วก็เดือนละแสน แต่นี้มันไม่มีเงินแสนซิที่จะเลี้ยงหมา บางวันเครียดเสียจน กระทั่งนอนไม่หลับ เป็นยังไงถึงเครียด โอ๊ย หมาก็ร้องพอหมา คนก็ทุกข์พอคน หมาร้องหิวโหย ไม่มีอะไร จะให้กิน เจ้าของก็หมดไม่มีอะไรจะกิน อาชีพเพียงเป็นครูเท่านั้น เมื่อเห็นหมาก็สงสาร เอามาเลี้ยง ๆ พอคนอื่นเห็นเราเลี้ยงหมาตัวหนึ่ง เขาก็เอามาทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน ๆ แล้วก็เลี้ยงเรื่อย ๆ มาจนกระทั่งป่าน นี้แหละ บางวันเครียดเสียจนนอนไม่หลับ หมาก็ร้องพอหมา คนก็ทุกข์พอคน ว่างั้น เราก็เลยถามถึง เรื่องราวต่าง ๆ เขาบอกว่าหมดเดือนละแสน เราเลยให้เดือนละหนึ่งแสนเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาหลาย ปีแล้วนะให้เดือนละหนึ่งแสน ๆ ถ้าหากว่าขัดข้องอะไรจำ�เป็นอะไร ให้บอกอีกนะ รถเราก็จะให้ เขา บอกเขาไม่เอารถ เราให้มอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง เขาบอกว่าอาศัยรถเพื่อนฝูงได้อยู่ไม่เป็นไร… นอกจากนี้ก็ ซื้อที่ให้หนึ่งไร่เลย แต่ก่อนเขามีอยู่หนึ่งไร่ เราซื้อให้อีกหนึ่งไร่แล้วสร้างตึกให้อีกหนึ่งหลัง สบายทุกวันนี้ หมาปากเกร็ดสบาย…” สุนัขปลอดภัย... ไม่จรจัด บ้านเลี้ยงสุนัขอีกแห่งหนึ่งบนถนนพุทธมณฑลสาย ๓ ซึ่งมีสุนัขกว่าร้อยตัวที่ต้องเป็นภาระดูแล อยู่ที่นี่ ท่านก็ได้ให้การช่วยเหลือ ดังท่านเล่าความเป็นมาว่า “…ไปกรุงเทพฯ อีกคราวนี้เขาก็เขียนจดหมายมาหาเรา เพราะจดหมายเราเบื่อพอแล้วนะ มัน จดหมายอะไร จดหมายยุ่งนี่นะ เอามาอ่าน ใจอ่อนทันทีเขาพูดถึงเลี้ยงหมา ไม่มีเงิน ติดหนี้ติดสินเขา พะรุงพะรัง เพราะการเลี้ยงหมานั่นเอง สงสารหมา ไม่รู้จะทำ�ยังไง ก็ไปกู้ยืมเพื่อนฝูงมาซื้ออาหารให้ หมากิน เจ้าของก็จนตรอกจนมุม เวลานี้ติดหนี้ท่วมหัว หมาบางวันก็อิ่มบางวันก็หิวจะตาย ร้องครวญ ครางจะตาย แต่เจ้าของก็จะตายไม่ทราบจะทำ�ยังไง ถ้าท่านจะเมตตาได้ก็จะเป็นพระเดชพระคุณอย่าง ยิ่ง เขาเขียนจดหมายมา พอเห็นเท่านั้นเราให้พระตามไปเลยนะวันหลัง เขาบอกบ้านเลขที่ไว้เรียบร้อยที่กรุงเทพฯ ตาม ไปดูก็ยั้วเยี้ยะ ๆ ตามที่บอก ถามเขาให้ชัดเจนนะ ทุกสิ่งทุกอย่างถามให้ชัดเจน พอถามเสร็จแล้วก็มา เจ้าของเขาก็ตามมา มาถึง เราก็ถามกับเจ้าของเขาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย เขาบอกว่าติดหนี้อยู่ สำ�หรับ เลี้ยงหมา เลี้ยงหมานี้เดือนหนึ่งหมดประมาณเท่าไร หมดประมาณหมื่นห้าว่างั้น เดือนหนึ่งให้พอเหมาะ พอดีประมาณหมื่นห้า... หนี้ทั้งหมดนั้นหามาเลี้ยงหมานะ เราเห็นใจ …เอา เราจะใช้ให้เดี๋ยวนี้ส่งไปแล้ว พอมาถึงปั๊บก็ส่งปุ๊บเลย... เดือนละหมื่นห้านั้น เราให้เป็น ๒๘๔


เดือนละสามหมื่นประจำ�ทุกเดือนไปเลย ให้เป็นเดือนละสามหมื่น เรียกว่าทบครึ่ง เผื่อเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แล้ว (ใช้หนี้) ก็ให้พร้อมไปเลย... เราก็จะจ่ายให้ตามนั้นหมดเลย... หมาที่สวนแสงธรรม กำ�ลังทุกข์เรา จึงช่วยทุกข์ พออ่านจดหมายว่าหมา ใจอ่อนเลยนะ เลยคำ�ว่าวุ่นจดหมายวุ่นนี่มายังไงกัน เลยหมด เลย คำ�ว่าวุ่น อ่อนทันทีเลย ให้ตามไปดูในวันหลัง ได้ความมาอย่างนั้นละ ก็เป็นอันว่าเปลื้องแล้วหนี้... เราก็ จะให้คนนี้ ให้เขาอยู่เลี้ยงหมา ที่ไร่หนึ่งนั้นให้เลี้ยงหมาหมดเลย บุญของเขาบุญของหมา…” ไม่ลืม… สัตว์ในวัด ความเมตตาส่วนนี้ท่านถือเป็นความจำ�เป็นอย่างยิ่งชนิดที่ท่านไม่ยอมให้บกพร่องเลย นั่นคือ ความเมตตาต่อสัตว์ที่อยู่ในวัดป่าบ้านตาด ซี่งมีอยู่หลายประเภทเช่น ไก่ป่า กระรอก กระจ้อน กระแต ฯลฯ ท่านคอยสังเกตเอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหาร น้ำ� ตลอดมา โดย เน้นเตือนพระเณร ที่มักเผลอลืมให้อาหารสัตว์อยู่เสมอว่า เขาอยู่กับ เรา เขาก็อาศัยเรา เราจะใจจืดใจดำ�ไม่สนใจการกินอยู่ของเขานั้น ไม่ควรอย่างยิ่ง เราก็หิว เขาก็หิว เรามีปากมีท้อง เขาก็มีปากมีท้อง เช่นกัน อย่าเป็นพระแบบใจดำ� ๆ สิ่งใดพอจะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็ ช่วยเหลือกันไป จึงจะสมกับเป็นลูกศิษย์ตถาคตผู้มีเมตตาธรรม เหตุนี้เอง ภายในวัดจึงมีที่สำ�หรับให้น้ำ�ให้อาหารแก่กระรอก กระแต มีการทำ�เป็นร้านเล็ก ๆ สูงระดับอก กระจายอยู่ทั่ววัด กะ จำ�นวนได้มากกว่าร้อยจุด ร้านกระรอกทุกร้าน ท่านเน้นย้ำ�ว่า ควรมี ข้าวเหนียวกล้วยสุก หรือผลไม้สุกในปริมาณพอดีกับที่เขาต้องการ ไม่มากไปจนบูดเน่าเหม็น หรือน้อยไปจนขาดเขิน ควรเหลือไว้บ้าง พอดีๆ การให้อาหาร ก็โดยพระเณรฆราวาสจะมาเอากล้วยหรือผลไม้อื่น ๆ จากโรงเก็บซึ่งเป็นจุดกลาง จากนั้นก็นำ�ไปวางไว้ตามจุดให้อาหารที่ตนรับผิดชอบบริเวณใกล้กุฏิ พวกไก่ป่าจะมีกระสอบข้าวสารหักวางไว้ที่จุดกลางเสมอ ๆ เพื่อไว้ให้พระเณรฆราวาสตักใส่ถัง แล้วเอาไปหว่านในจุดให้อาหารทั่ววัดตามเขตรับผิดชอบของตน และคอยหมั่นสังเกตน้ำ�กินของสัตว์ด้วย ไม่ปล่อยให้พร่องไป สิ่งเหล่านี้เป็นข้อปฏิบัติที่พระเณรผู้มาศึกษาอยู่กับท่านทุกระยะนับแต่ตั้งวัดเป็นต้นมา ต่างองค์ ต่างรับผิดชอบใส่ใจดูแลสัตว์ในวัดเสมอมาทุกรุ่น ๆ ไป เมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณของท่าน ดังที่ได้บรรยายมาแต่ต้นนี้ ย่อมไม่สามารถจะ “…¸รรม เป็นธรรมชาตินิ่มนวลอ่อนโยน เมื่อเข้าสัมผัสสัมพันธ์กับใจผู้ปฏิบัติผู้มี ความเชื่อความเลื่อมใสแล้ว จิตใจนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่นิ่มนวลอ่อนโยน ไปด้วยเมตตาจิต…” เณรนำ�อาหารมาให้กระรอก กระแต ๒๘๕ ๒๖ สงเคราะห์สัตว์


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน “…เมื่อธรรมมีอยู่ในจิต ´Ç§ã´ÁÒ¡¹éÍ จิตดวงนั้นต้องแสดงออก ·Ò§¡ÔÃÔÂÒãËéàËç¹ ปิดไว้ไม่อยู่…” พรรณนาให้หมดให้สิ้นได้อย่างแน่แท้สิ่งที่พอจะสื่อได้อย่างชัดเจนที่สุด ก็คือ คำ�กล่าวของท่านเองที่ว่า “…ธรรม เป็นธรรมชาติที่นิ่มนวลอ่อนโยน เมื่อเข้าสัมผัสสัมพันธ์กับใจผู้ปฏิบัติผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใสแล้ว จิตใจนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่นิ่มนวลอ่อนโยนไปด้วยเมตตาจิต ไม่เคยมีก็มี ความไม่เคย เสียสละก็เสียสละได้เพื่อผู้อื่น เพราะความเมตตา สามารถมองเห็นเขาเห็นเราว่ามีสาระสำ�คัญเช่น เดียวกันได้เพราะความเมตตา เมื่อธรรมมีอยู่ในจิตดวงใดมากน้อย จิตดวงนั้นต้องแสดงออกทางกิริยาให้เห็น ปิดไว้ไม่อยู่ ยิ่ง จิตที่บริสุทธิ์ด้วยแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะนิ่มนวล ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าจิตดวงนั้น ให้ความเสมอภาค ให้ความ เมตตาแก่สัตว์ทั่ว ๆ ไป ไม่พูดเพียงมนุษย์เท่านั้น แม้สัตว์เดรัจฉานชนิดใดก็ตาม ไม่กล้าดูถูกเหยียดหยาม ไม่กล้าทำ�ลาย ให้ความเสมอภาคตาม ความจริง และเมตตาโดยสม่ำ�เสมอ ไม่มีคำ�ว่าจะเป็นลุ่ม ๆ ดอน ๆ ว่าคราวนั้นมีเมตตา คราวนี้ไม่มี เพราะจิตนั้นเป็นจิตเมตตา ดวงเมตตาทั้งดวงก็คือจิตดวงที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว…” “…แม้สัตว์เดรัจฉานชนิดใดก็ตาม äÁè¡ÅéÒ´Ù¶Ù¡àËÂÕ´ËÂÒÁ äÁè¡ÅéÒ·ำÒÅÒ ให้ความเสมอภาคตามความจริง และเมตตาโดยสม่ำเสมอ…” ๒๘๖


๘ ´éÇÂ... Ëèǧãªҵิ


๒๗ หลวงตาไม่ห่วงตนเองยิ่งกว่าชาติ หน้า ๒๘๙ ๒๘ ËÅÑ¡·ÃѾÂìËÅѡ㨠หน้า ๒๙๗ ๘ ´éÇÂ... Ëèǧãªҵิ l ´éÇÂàÁµµÒ¸ÃÃÁ... â»Ã´â»ÃªÒÇä·Â l ½×¹Êѧ¢ÒÃà¾×èÍªÒµÔ l ÃÇÁËÑÇ㨪ÒÇä·Â à»ç¹Ë¹Öè§à´ÕÂÇà¾×èÍªÒµÔ l ¤Ø³¤èҢͧ¹éÓ㨠l ¹éÓ㨤¹¨¹à¾×èÍªÒµÔ l ¼ÙéãËญ­èµéͧà»ç¹¼Ùé¹Ó แห่ง§Ò¹àÊÕÂÊÅÐà¾×èÍªÒµÔ l ¾ÃÐÀÔ¡ÉØÊÒÁà³Ã¤ÇêèǪҵิ l äÁèÍÔèÁ äÁèàÅÔ¡ÃÒ l ÃÑ¡ªÒµÔä·Â Êè§àÊÃÔÁÊÔ¹¤éÒä·Â l ·Ã§Áô¡¸ÃÃÁ l àÊÕÂÊÅÐà¾×èͪҵԹÕé... à»ç¹¤µÔẺÍÂèÒ§Íѹ´Õ§ÒÁ á¡èà´ç¡¡ØÅºØµÃÊØ´·éÒÂÀÒÂËÅѧ l “Çѵ¶Ø” à»ç¹¾×é¹°Ò¹ “¸ÃÃÁ” ÍÍ¡¡ÃШÒÂ


๒๗ หลวงตาไม่ห่วงตนเองยิ่งกว่าชาติ ด้วยเมตตาธรรม… โปรดโปรยชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น หลวงตาเมตตาให้ความช่วยเหลือด้วยประการต่าง ๆ มากมาย หลายด้านหลายทาง ด้วยการสงคราะห์แบบเงียบ แบบไม่ยอมให้ปรากฏเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์เป็นพื้นฐานเช่นนี้ตลอดมาชนิดไม่สามารถจะบรรยายได้หมดสิ้น เพราะในอดีตระยะที่ท่านยังแข็งแรงไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ท่านก็ให้ความเมตตาช่วยเหลือ ในลักษณะนี้มาโดยตลอดเช่นกัน และไม่เคยสนใจจะประกาศให้โลกรู้เพราะท่านมุ่งสงเคราะห์จริง ๆ ตาม เหตุผลอันควร ดังท่านเคยกล่าวว่า “...เรานี่ก็ไม่เคยคิดนี่นะว่าจะได้มาช่วยโลกอย่างนี้ นี่มันก็เป็นมาเอง เราก็ทำ�ตามนิสัยของเรา อยู่อย่างงั้น อยู่ใต้ดินใครจะมาออกข่าวออกคราวอะไร หนังสือผอกสือพิมพ์อะไร เราไม่ให้มาทำ�นะ เรา ปัดออกทันทีนะ เพราะฉะนั้นเราทำ�อะไรจึงไม่มีข่าวมีคราวอะไรทั้งนั้น เราปัดทันทีเลยไม่ให้มายุ่ง ว่างั้นเลย เราทำ�ตามอัธยาศัยของเรา... อย่างสมมุติพวกหนังสือพิมพ์จะเอามาออก ก็เราเอามาทำ�นี้มันของลูกศิษย์ ลูกหามาทำ�ต่างหาก เรามาทำ�แทนเขานี่นา เครื่องจตุปัจจัยไทยทานเป็นของเขาทั้งนั้นนี่ ถ้าหากว่าจะออกหนังสือพิมพ์ก็ต้องเอาออกมาหมดซิเราถึงจะให้ออก ถ้าออกไม่หมดอย่าเอา มาออกนะ มาอวดแต่เราคนเดียว ใช้ไม่ได้นะ เราว่างั้นนะ เขาก็ไม่กล้านะซีเพราะพูดอย่างเด็ดซะด้วย นะ บอกห้ามไม่ให้มายุ่ง ว่างั้นเลย... ไม่ให้ลง ทำ�แบบใต้ดิน ๆ ตลอดมา สร้างโรงร่ำ�โรงเรียน โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ที่ไหนก็ตาม เราไม่ให้มายุ่ง เราทำ� ของเราเอง มันก็อยู่ใต้ดิน ๆ ไม่มีใครทราบละ ภายนอกไม่ ค่อยทราบ นอกจากคนใกล้วัดนี้เขาทราบกัน...” กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ชาติไทยของเราประสบกับ ปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ และความสับสนทางสังคม เฉพาะ อย่างยิ่งทางด้านจิตใจ เผลอลืมที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐ ลืม เรื่องศีลเรื่องธรรม เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องทาน ศีล ภาวนา ไปเสีย มัวมุ่งสนใจแต่เพียงวัตถุสิ่งของ เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ บริษัทบริวาร ๒๘๙ ๒๗ หลวงตาไม่ห่วงตนเองยิ่งกว่าชาติ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน แม้ในยามปกติ ท่านยังมีเมตตาช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวไทยอย่างใส่ใจ และจริงจังเป็นพื้นฐาน ตลอดมา ดังได้กล่าวข้างต้นแล้วนั้น บัดนี้ปัญหาขยายวงกว้างขึ้นจนกลายเป็นความทุกข์โดยรวมของคน ทั้งชาติและด้วยความเมตตาสงสารอย่างบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องชาวไทย ท่านจึงปรารภขึ้นด้วยความห่วงใยว่า “...จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีของพี่น้องไทยทุกคน ให้ต่างเสียสละช่วยกันอย่างจริงจัง…” เมื่อคำ�ปรารภดังกล่าวกระจายออกสู่สังคมกว้างขวางขึ้น ผู้เคารพศรัทธาท่านและผู้มีความรัก ชาติเป็นพื้นฐานเดิมในใจอยู่แล้ว ต่างออกมาแสดงน้ำ�ใจสละเงินทองช่วยกัน เมื่อคณะบุคคลต่าง ๆ ทั้ง ในและต่างประเทศรับรู้มากขึ้น ๆ น้ำ�ใจแห่งความรักชาติจึงเริ่มทยอยหลั่งไหลมาช่วยมากขึ้น ๆ ตามกัน ฝืนสังขารเพื่อชาติ จนถึงปัจจุบันนี้ หน่วยงาน และจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัด ประกอบด้วยภาครัฐและเอกชน บรรพชิตและฆราวาสได้แสดงความรักชาติด้วยการขออาราธนานิมนต์ท่านไปแสดงธรรม เพื่อร่วม บริจาคช่วยชาติกับท่าน พระภิกษุสามเณรกำ�ลังช่วยกัน ประคบยาสมุนไพรเพื่อคลายเส้น เอ็นและกล้ามเนื้อที่อักเสบจากการ นั่งเป็นเวลานาน เพื่อรับแขกคณะ ต่างๆ ทั่วทุกสารทิศที่มุ่งมาแสดง น้ำ�ใจช่วยชาติ ด้วยความเมตตาสงสารของท่านต่อพี่น้องชาวไทยเป็นล้นพ้น แม้จะชราภาพ หรือเหน็ดเหนื่อย เพียงใด ท่านก็อุตส่าห์ฝืนสังขารไปแสดงธรรมเทศนาได้ท่ามกลางความห่วงใยของลูกศิษย์พระเณร ฆราวาสเกี่ยวกับสุขภาพของท่าน แต่ไม่มีใครสามารถทัดทานความเมตตาของท่านได้ ในเรื่องนี้ท่านเคย กล่าวความในใจให้ลูกศิษย์ฟังว่า “…อย่างที่ได้มานำ�ชาติบ้านเมืองนี้ เราก็ไม่เคยคาดเคยคิด มันก็เป็นของมันมาอย่างนี้จะทำ�ไง โอ๊มันสะดุ้งจิตมากนะ เป็นห่วงเป็นใยชาติไทยของเรา ทั้งร่างกายของเราก็ทรุดมาก ๆ จนเหมือนกับว่า ถ้าเราตายไปนี่ เหมือนกับว่าเราจะมองหลัง ๆ ด้วยความเป็นห่วงนะ โอ๊ทำ�ไง ? สุขภาพของเราก็จะ เป็นไปไม่ได้แล้ว เป็นไปไม่ได้แล้ว แล้วบ้านเมืองก็ยิ่งเป็นไปอย่างนี้ทำ�ยังไงน้า ? อยู่ ๆ หมอ... ก็มาช่วยนี่นา เชิดขึ้น อย่างถ้าเป็นเครื่องบินก็มัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว หัวมันดิ่ง ลงสนามถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แล้วอยู่ ๆ ก็เชิดหัวขึ้นทันทีตั้งลำ�ได้ก็ซัดเลยไม่ต้องยกครูแล้วเอาเลย จึงได้นำ�มาตลอดทุกวันนี้... เราทำ�เพื่อช่วยโลกจริง ๆ…” ท่านกล่าวเช่นนี้ด้วยเหตุว่า เนื่องด้วยในระยะนั้นท่านกำ�ลังป่วยอย่างหนักด้วยโรคท้องอยู่ ถึง ขนาดที่ว่าเตรียมการสร้างเมรุเป็นรอยมือของท่านไว้เรียบร้อยแล้ว ดังปรากฏอยู่ที่หน้าวัดป่าบ้านตาด นั่นเอง ๒๙๐


“…นี่ถ้าหากว่าเรามีนะ เราจะ äÁè¡Ç¹ªÒǺéÒ¹ªÒÇàÁ×ͧàÅ แต่ของเราคนเดียวพอแล้ว ตูมเดียวทั่วประเทศไทย ชั่วโมง เดียวหมด... เรียบวุธหมดเลย…” อาการของโรคคล้ายกับท้องเสีย คือมีการถ่ายท้องถึงวันละ ๗ - ๙ ครั้งต่อวัน และเป็นเช่นนี้ ตลอดมาทุกวัน ๆ เป็นเวลาถึง ๘ เดือนเต็มแล้วก็ยังไม่ปรากฏว่าอาการจะดีขึ้นแต่อย่างใด มีแต่หมด กำ�ลังลง ๆ และทรุดลงทุกวัน ๆ จนท่านตกลงปลงใจว่าธาตุขันธ์ร่างกายนี้คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงวัน เข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๔๑ นี้อย่างแน่นอน เมื่ออาการของท่านทรุดหนักลงเช่นนั้น จึงมีผู้กราบขอความเมตตาจากท่านเพื่ออนุญาตให้ ตรวจรักษาโดยคณะแพทย์ของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น คณะแพทย์ได้ตรวจพบก้อน ผิดปกติบริเวณลำ�ไส้ใหญ่ส่วนปลาย อย่างไรก็ตามท่านไม่อนุญาตให้คณะแพทย์ทำ�การตรวจวินิจฉัยรักษา ต่อแต่ประการใด บุญของชาติไทยปรากฏแสงแวววาวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อท่านเริ่มฉันยาสมุนไพร และใช้ธรรม โอสถ แล้วปรากฏชัดทันทีว่าอาการต่าง ๆ เริ่มดีขึ้น และจากนั้นก็ค่อยฟื้นตัวขึ้น ค่อยฟื้นขึ้น ๆ มีกำ�ลัง วังชามากขึ้น ๆ เพราะเมื่อฉันอาหารแล้วไม่สูญเสียตกหล่นออกไปหมดเหมือนเมื่อครั้งที่ป่วยด้วยโรคท้อง อยู่ทุกขณะคืนวัน เมื่อสุขภาพของท่านดีขึ้น ๆ ดังกล่าว ประกอบกับระยะนั้นท่านทราบเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ร้อน ของชาติมาก่อนแล้ว ท่านจึงประกาศถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยชาติอย่างจริงจังขึ้นแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา และประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ - เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธาน ทั้งนี้ก็เพื่อให้พี่น้องชาวไทยรับทราบกันโดย ทั่วถึง จะได้ต่างแสดงน้ำ�จิตน้ำ�ใจช่วยกันมากบ้างน้อยบ้างตามกำ�ลัง ทั้งนี้เพราะเรื่องของชาติเป็นเรื่องใหญ่ มีความจำ�เป็นต้องได้ช่วยกันทุกคนครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งนี้ไม่ใช่วิสัยของคน ๆ เดียว หากเป็น วิสัยที่ท่านทำ�ได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียว ท่านจะ ไม่ยอมรบกวนผู้หนึ่งผู้ใดเลย ด้วยความเมตตา และเสียสละอันยิ่งใหญ่ในใจของท่านนี้ ทำ�ให้ท่าน ถึงกับได้เคยกล่าวว่า “…เราช่วยโลกอย่างนี้เราช่วยด้วยความ เมตตาจริง ๆ ไม่ได้ช่วยเล่น ๆ … นี่ถ้าหากว่าเรา มีนะ เราจะไม่กวนชาวบ้านชาวเมืองเลย แต่ของ เราคนเดียวพอแล้วตูมเดียวทั่วประเทศไทย ชั่วโมงเดียวหมดเรียบวุธหมดเลย แต่นี้เราไม่มีนั่นซี จึงได้ เรียกร้องให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยกันเพื่อยก ถ้าเรามีแล้ว โอ๊ย ไม่ยาก เราจะไม่ถามใครให้ ลำ�บากเสียเวล่ำ�เวลา ยกตูมเดียวเลยท่วมปุ๊บเลยเทียว ความจนลงทะเลหลวงมองตามหลังไม่ทันเลย มันจมไปเลย แต่นี้เพราะไม่มีนั่นเอง จึงได้ขอร้องจากพี่น้องทั้งหลายให้ช่วยกัน อันนี้ไม่ใช่กำ�ลังของคนคน เดียวจะยกได้ มันกำ�ลังของทุกคนที่จะยกชาติของตนขึ้นถึงถูกถึงต้องได้พยายามอย่างนี้ เมื่อมันหนัก มากก็พักไปเป็นระยะ ๆ เพราะเวลานี้แก่มากแล้ว เดินไปก็โซซัดโซเซแล้ว กำ�ลังวังชาไม่มี แต่จิตใจ นั้นแข็งแกร่งตลอดเวลา ไม่งั้นไปไม่ได้นะ นี้เราไปด้วยอำ�นาจกำ�ลังใจ กำ�ลังความเมตตาต่างหาก ที่เรา ตะเกียกตะกายอยู่ทุกวันนี้ใจเป็นสำ�คัญมากนะ…” ๒๙๑ ๒๗ หลวงตาไม่ห่วงตนเองยิ่งกว่าชาติ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน รวมหัวใจชาวไทย เป็นหนึ่งเดียวเพื่อชาติ “…ขอให้พี่น้องทั้งหลายผู้รักชาติจงรวมน้ำ�ใจเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกัน เพื่อเทิดทูนชาติไทยของเราด้วยการบริจาค อุดหนุนชาติไทยของเราให้กระเตื้องขึ้นโดยลำ�ดับ เราจะมีความ ร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน แล้วงานที่หลวงตาเป็นผู้นำ�นี้ไม่มีก๊กมี เหล่า ไม่มีคู่แข่ง ไม่มีกรรมมีเวรต่อผู้ใด ไม่ได้นำ�ด้วยมีโลภเข้ามาแฝงเลย เป็นธรรมจึงไม่มีคู่กรรมคู่เวร ไม่มีคู่แข่ง ไม่มีข้าศึกศัตรู ไม่มีก๊กนั้นก๊กนี้ มีแต่ความสามัคคีเป็นน้ำ�หนึ่งใจเดียวกันล้วน ๆ ที่พร้อม เพรียงกันบริจาคเพื่อชาติไทยของเรา… …น้ำ�ใจเป็นของสำ�คัญ อันนี้แหละที่จะหนุนเมืองไทยของเราให้สง่างามขึ้นไปโดยลำ�ดับ ก็คือ ความรักชาติความสามัคคีซึ่งกันและกัน และด้วยความต่างคนต่างเสียสละช่วยกัน ใครอยู่บ้านนอกใน เมืองที่ไหน ก็คือคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน มีสิทธิที่จะหนุนเมืองไทยเราได้ทุก ๆ คน เราจง พากันหนุนเมืองไทยของเราขึ้นให้ได้ สมบัติที่จะมาหนุนเมืองไทยนั้น ตั้งไว้ตามโครงการ ก็มีทองคำ� ดอลลาร์เงินสด… …โดยปกติแล้วเราไม่เคยเกี่ยวข้องกับเงินกับทองแต่ไหนแต่ไรมา แต่มาคราวนี้ ได้เป็นเจ้ากี้ เจ้าการ เจ้าอำ�นาจเกี่ยวกับการเงินการทอง การเก็บการรักษาเสียแล้ว เพราะเรารักษาความแคล้วคลาด ปลอดภัยในสมบัติเหล่านี้ไม่ให้รั่วไหลแตกซึมไปสถานที่ใด นอกจากจะให้เข้าสู่จุดมุ่งหมาย คือความ ปลอดภัยเท่านั้น จึงต้องได้เข้มงวดกวดขัน…” คำ�กล่าวข้างต้นของหลวงตา แสดงถึงความสามัคคีกันเสียสละเพื่อส่วนรวมของพี่น้องชาวไทย ต่างร่วมฟังธรรมและพร้อมเพรียงกันในกิจกรรมอันเป็นมงคล จึงเหมือนกับเป็นการประกาศก้องถึงพื้น ฐานเดิมของชาวไทยเรา ที่มีน้ำ�จิตน้ำ�ใจเฉลี่ยเผื่อแผ่ มีความเสียสละเป็นพื้นฐานอยู่ภายในจิตใจมาแต่ดั้ง แต่เดิมรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายนานมาแล้ว เมื่อถึงคราวยากของชาติบ้านเมือง มีความจำ�เป็นต้อง รวมหัวใจเข้าด้วยกัน และแม้ว่าทุกภาคภาษาทุกท้องถิ่น ซึ่งไม่รู้ จักกันมาก่อนเลยก็ตาม แต่เมื่อมีความจำ�เป็นเกิดขึ้นก็สามารถ รวมธรรมสามัคคีกันได้อย่างรวดเร็ว แบบไม่มีทิฐิมานะ ไม่ถือสี ถือสา ไม่แบ่งกลุ่มก๊กเหล่า อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย คุณค่าของน้ำ ใจ หลวงตาท่านเคยพูดถึงสาเหตุที่คนไทยเรามีความกลมเกลียวเข้ากันได้ง่าย ก็เพราะด้วยคนไทย มีหลักธรรมเป็นพื้นฐานฝังลึกอยู่ในใจนั่นเอง เมื่อมีน้ำ�ใจต่อกันแล้ว จะเข้ากันได้อย่างสนิทใจ ท่านเคย กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ …โลกเราอยู่ด้วยกันได้ด้วยอำ�นาจแห่งการเสียสละ คือการให้ทานต่อกัน ความช่วยเหลือกัน มีแต่การเสียสละทั้งนั้น โลกถ้าไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีการให้ทาน เฉลี่ยเผื่อแผ่กันแล้ว ไม่มีความหมาย โลกมีความหมายมากน้อย อยู่ที่การเฉลี่ยเผื่อแผ่ มีน้ำ�ใจต่อกัน ความมีน้ำ�ใจต่อกันนี้สำ�คัญมาก ผู้มีน้ำ�ใจ ๒๙๒


“...เขาเป็นคนทุกข์คนจน... วิ่งเต้นขวนขวาย ËÒÁÒÁÒ¡¹éÍ เขายังอุตส่าห์มาหนุน ชาติของตัว…” ต่อกัน เฉลี่ยเผื่อแผ่กัน ความเสียสละก็ย่อมมีได้ ถ้าไม่มีน้ำ�ใจ ไม่มีแก่ใจแล้ว อะไร ๆ ก็หลุดมือออกไปไม่ได้ ทีนี้อยู่กันเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่มี ความหมาย คนหนึ่งจะตายดิ้นอยู่นี่ ก็ไม่มีใครดูแลกัน นี่แหละความไม่มีแก่ใจ เพราะฉะนั้นจึงว่ามีมาก เท่าไหร่ก็ตาม ถ้าไม่มีความเสียสละ ไม่มีแก่ใจแล้ว ไม่มีความหมายทั้งนั้นแหละ มนุษย์เราอยู่ร่วมกัน จะ อยู่ใกล้อยู่ไกลไม่สำ�คัญ สำ�คัญที่น้ำ�ใจที่มีต่อกัน อันนี้สำ�คัญมาก ชาติชั้นวรรณะมันตั้งไปตามลักษณะเฉย ๆ มันก็คนนั่นแหละ แต่โดยหลักธรรมแท้คือคนเกิด มาจากท้องพ่อท้องแม่ด้วยกัน ไม่ได้เกิดมาจากท้องเทวดาที่ไหน มาเกิดเป็นคนแล้วก็ว่าชาตินั้น ชั้นนั้น วรรณะนี้ไป ว่ากันไปเฉย ๆ ดีไม่ดี เอาสิ่งเหล่านี้มากระทบกระเทือนกัน ไม่ใช่ของดี ความไม่ถือกัน มีน้ำ�ใจ อันนี้สำ�คัญมาก ใกล้ไกลไปไหนไม่อดอยากไม่ตาย คนเรามีความเสียสละต่อกัน มีน้ำ�ใจต่อกัน คนเราย่อมสนิทกันได้อย่างง่ายดาย ไม่จำ�เป็นจะต้องเกิดมาในพ่อแม่เดียวกัน แม้แต่พ่อแม่เดียวกันยัง ทะเลาะกันได้เอาถือเป็นความสนิทติดจมจริง ๆ ไม่ได้ มันสำ�คัญอยู่ที่น้ำ�ใจ ถ้ามีน้ำ�ใจแล้ว คนเราย่อมเข้ากันได้สนิท ต่างคนต่างเสียสละกันอย่างนี้ แหละดี มนุษย์เราจะได้มีคุณค่า มีความชุ่มเย็นเป็นสุข… มนุษย์นี้เท่านั้นที่มีน้ำ�ใจต่อกันได้มากยิ่งกว่า สัตว์อื่น ๆ เพราะมนุษย์นี้รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป…” น้ำ ใจคนจนเพื่อชาติ ชาวสวนกลุ่มหนึ่งเป็นคนจนไม่มีเงินมีทองบริจาค แต่มีใจอยากร่วมช่วยชาติด้วย จึงอุตส่าห์ รวบรวมกันขายมะเขือเทศ ตั้งใจว่าได้เท่าไหร่ก็จะร่วมกันบริจาคช่วยชาติกับท่านด้วย น้ำ�ใจแห่งการช่วย ชาติครั้งนี้จึงทำ�ให้ท่านรู้สึกถึงใจ และซาบซึ้งในน้ำ�ใจของชาวสวนอย่างมาก ดังนี้ “…ไปวันนี้ ไปจากน้ำ�ใจ เขาจะบริจาครวมกันขาย มะเขือเทศทอดตลาดไปเลย ได้กี่บาทกี่สตางค์ก็ตามจะเอาเงิน จำ�นวนนี้เข้ามาช่วยชาติ นี่ฟังแล้วถึงใจนะเรา เพราะเราช่วย ชาติด้วยความถึงใจจริง ๆ ไม่ได้ช่วยแบบจืด ๆ จาง ๆ นะ เราช่วยจริงจังอย่างที่สุด ที่ดีดที่ดิ้นอยู่นี้มีแต่เพื่อช่วยชาติอย่าง เดียวเท่านั้น ถ้าใครไม่เห็นความสำ�คัญของชาติก็เรียกว่าคนนั้นไร้ สาระ ไม่มีชาติเกิดกับเขา ไม่มีชาติเป็นหลัก ไร้ค่าไม่มีราคา เลย คนประเภทนั้นถ้าอยู่ใกล้ริมแม่น้ำ�โขงให้เขี่ยลงแม่น้ำ�โขง นะ เข้าใจไหม ถ้าอยู่ใกล้ทะเลให้เขี่ยลงทะเล อย่าให้ตกค้าง อยู่ในเมืองไทย คนไม่มีหลักมีเกณฑ์คนไม่รักชาติ ต้องเขี่ยลง ทะเล ให้พวกที่เขารักชาติอยู่ในเมืองไทย ...ที่รักชาติอุตส่าห์ขวนขวายรวบรวมกัน... บริจาค เพื่อช่วยชาติ เราฟังแล้วถึงใจนะ มันสำ�คัญอยู่ที่น้ำ�ใจ ความ รักชาติหนุนชาติ รักษาชาติเป็นสิ่งที่เป็นมงคลมากทีเดียว ก็ เหมือนลูกรักพ่อรักแม่ ๒๙๓ ๒๗ หลวงตาไม่ห่วงตนเองยิ่งกว่าชาติ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน พ่อแม่จะเป็นคนมีคนจน ลูกรักด้วยกันทั้งนั้น คนจนก็รักพ่อรักแม่ คนมั่งมีก็รักพ่อรักแม่ หลัก ใหญ่อยู่ที่รักพ่อแม่ของตน นี่คือชาติของตน นั่นเราเอาตรงนี้นะ คนมีคนจนไม่สำ�คัญ ความรักชาติสำ�คัญ มากทีเดียว… วันนี้จะไปเทศน์อนุโมทนาน้ำ�ใจที่รักชาติ อุตส่าห์พยายามรวบรวมกัน มีมากมีน้อยชาวสวน ด้วยกัน รวมมาเป็นน้ำ�ใจช่วยชาติของเรานี้เด่นมากนะ พี่น้องทั้งหลายให้ฟังให้ถึงใจนะ เขาเป็นคนทุกข์ คนจนเป็นชาวสวนวิ่งเต้นขวนขวายหามามากน้อย เขายังอุตส่าห์มาหนุนชาติของตัว นั่น มันควรจะเป็นคติตัวอย่างทั่วประเทศไทยของเรา เมืองไทยของเราถ้าต่างคนต่างรักชาติเห็น ชาติเป็นสำ�คัญแล้ว ต่างคนต่างรักต่างคนต่างสงวน ต่างคนต่างบำ�รุงรักษากัน ชาติไทยของเราก็มีความ แน่นหนามั่นคง นี่ละสำ�คัญที่จุดนี้นะ…” ผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้นำ แห่งงานเสียสละเพื่อชาติ ความร่วมไม้ร่วมมือของผู้น้อย และมีผู้ใหญ่เป็นผู้นำ�ร่วมแรงร่วมใจ แสดงถึงความสามัคคีของ หน่วยงานหรือจังหวัดนั้น ในเรื่องนี้ท่านแสดงธรรมไว้ดังนี้ “…ดังพี่น้องทั้งหลายได้นำ�เครื่องบริจาค... ประเภทต่าง ๆ มาวันนี้ ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นสิ่งที่มี คุณค่าออกจากน้ำ�ใจแห่งความรักชาติของพี่น้องทั้งหลายได้มาช่วยเหลือกัน ปรากฏสง่างามอยู่ที่ศาลา และที่อื่น ๆ ในบริเวณนี้เต็มไปหมด… ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพี่น้องทั้งหลาย เพราะผู้ใหญ่สำ�คัญ มากที่สุด ในครอบครัว เหย้าเรือนก็มีพ่อบ้านแม่เรือนเป็นที่อยู่ของเด็กลูก ๆ หลาน ๆ ในสกุลนั้น ๆ ถ้า ผู้ใหญ่ไม่มีผู้ปกครองไม่มีหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ นี่บ้านเมืองของเราก็ต้องมีผู้ใหญ่ เช่น จังหวัด... ก็มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นผู้นำ� มาเป็น ร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นหลักอันใหญ่โต เป็นความอบอุ่นของพี่น้องทั้งหลาย วันนี้จึงมีความสง่าราศีมากใน งานของเรา เพราะมีท่านผู้ใหญ่มาประดับเกียรติแก่จังหวัดและชาติไทยของเราให้สง่างาม ถ้ามีตั้งแต่เด็กเล็กเด็กน้อยตาสีตาสาขวนขวายทำ�กัน โดยผู้ใหญ่บกพร่องผู้ใหญ่ไม่สนใจอย่าง นี้ เรียกว่าเสียความงามเสียความสง่าราศี ไม่มีคุณค่าประการใด ดีไม่ดีเขายังตำ�หนิผู้ใหญ่อีกด้วย… หาความร่มเย็นให้ประชาชนพลเมืองไม่ได้อย่างนี้เขาก็อาจยกโทษได้ ต่อเมื่อมีผู้ใหญ่มาเป็นผู้นำ�แล้วทำ�ไมใครจะไม่อบอุ่น ต้องมีความอุ่นทั่วหน้ากัน ตั้งแต่ท่านผู้ว่า ราชการจังหวัด และรองลงมาตามลำ�ดับลำ�ดา ข้าราชการทุกหน่วย ตำ�รวจ ทหาร ประชาชน ข้าราชการ ทุกหน่วยพร้อมเพรียงกันมา ให้ความสนับสนุนและความร่มเย็นแก่พี่น้องชาวไทยและชาติไทยของเรา แล้ว ต้องเป็นงานที่มีสง่าราศีมาก…” พระภิกษุสามเณรควรช่วยชาติ ท่านเทศน์ในคราวที่พระภิกษุสามเณร ต่างสามัคคีกันออกมาจากป่าเขาเพื่อเสียสละบริจาคเงิน และทองคำ�ช่วยชาติดังนี้ “…นี่แหละที่จะออกมาในครั้งหนึ่ง ๆ หละ ออกมาจากป่าจากเขา ท่านเป็นครูเป็นอาจารย์เขา ๒๙๔


อยู่ตามที่ต่าง ๆ แล้วก็มารวมกัน รวมนี่ก็แสดงน้ำ�ใจของผู้มีธรรม ผู้มีธรรมย่อมมีจิตใจกว้างขวาง ย่อมมี จิตเมตตามีจิตใจสะอาด แสดงออกมาด้วยความเป็นมงคลแก่โลกแก่สงสาร ดังพระพุทธเจ้าท่านเสด็จไป ไหน เป็นมงคลแก่โลก พระสาวกไปไหน เป็นมงคลแก่โลก เป็นเนื้อนาบุญอันชุ่มเย็นของโลกนั่นนะ ท่าน ไปอย่างนั้นนะ ทีนี้ถ้าหากผู้สืบต่อสายธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จะมีลักษณะเช่นเดียวกันไม่มากก็น้อย ต้อง แสดงออกซึ่งน้ำ�ใจอันดีงาม นี่หละเรียกว่าออกมาจากใจที่ขาวสะอาด ออกมาจากใจที่มีเมตตาเฉลี่ยเผื่อ แผ่ต่อกัน นี่ชาติไทยของเราเวลานี้กำ�ลังจนตรอกจนมุมทั้งประเทศ นี่แล้วพระสงฆ์เหล่านี้ที่อยู่ในเมืองไทยนี้เป็นลูกของใครบ้าง เอาซิ ไล่เข้าไปพระสงฆ์ที่มาเป็น พระสงฆ์ไทยอยู่เวลานี้เป็นลูกของใคร ลูกมีพ่อมีแม่น่ะ พ่อแม่ของพระสงฆ์นี้อยู่ตามป่าตามเขา อยู่ตาม ที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนมีหมดพ่อแม่ของพระสงฆ์ในสมัยปัจจุบันนี้ เวลานี้กำ�ลังตกทุกข์ได้ยากลำ�บากทั่วประเทศไทย เรียกว่าพ่อแม่ของสงฆ์ไทยเรานี้กำ�ลังได้รับ ความตกทุกข์ลำ�บาก แล้วทำ�ไมลูกสงฆ์คือลูกมีพ่อมีแม่ ลูกพระสงฆ์ไทยซึ่งมีพ่อมีแม่แล้ว ทำ�ไมจึงจะ ใจดำ�น้ำ�ขุ่นช่วยพ่อช่วยแม่ไม่ได้พ่อแม่กำ�ลังตกทุกข์ได้ยากลำ�บากเข็ญใจ “…พ่อแม่ของสงฆ์ไทย กำลังได้รับความตกทุกข์ลำบาก... ...ลูกพระสงฆ์ไทยทำไมจึงจะใจดำน้ำขุ่น ช่วยพ่อช่วยแม่ไม่ได้…” นี่พระสงฆ์ออกมาช่วยนี้ เรียกว่าทำ�กิจสงฆ์โดยสมบูรณ์ นี่หละงานของสงฆ์เป็นงานอย่างนี้ สงฆ์ต้องช่วยชาติซิช่วยโลกช่วยสงสารสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าท่านว่า มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตามหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ฟังซิ แล้วทำ�ประโยชน์ให้แก่ สัตว์นี้ไม่มีประมาณ นั่นแหละ แปลออกมาทำ�ประโยชน์ให้สัตว์โลกไม่มีประมาณเลย ไม่มีใครเกิน พระพุทธเจ้า เราเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตก็ต้องแสดงลวดลายออกมาบ้าง ไม่มากก็น้อยตามกำ�ลังความ สามารถของตน มันถึงจะถูก ไม่ใช่พระสงฆ์แบบใจดำ�น้ำ�ขุ่น…” ๒๙๕ ๒๗ หลวงตาไม่ห่วงตนเองยิ่งกว่าชาติ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำ�เนินกราบนมัสการท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ทรงสดับพระธรรมเทศนา และทรงถวายทองคำ� พร้อมปัจจัย แด่ท่านพระอาจารย์ ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ทรงสดับพระธรรมเทศนาและทรงเป็นประธานในวาระต่าง ๆ ของการรวมน้ำ�ใจช่วยชาติ ๒๙๖


๒๘ หลักทรัพย์ หลักใจ ไม่อิ่ม ไม่เลิกรา หลวงตากล่าวว่า “…การช่วยชาติด้วยการเสียสละเงินทองส่วนตนเข้าเป็นสมบัติกลางนี้จริง ๆ แล้วเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ แต่ก็มีความจำ�เป็นต้องช่วยกัน เพราะคลังหลวงแห่งชาติยังขาดตก บกพร่องอยู่ จึงต้องขอให้ชาวไทยเราทุกคนต่างช่วยกันเสียสละมากน้อยไม่สำ�คัญ สำ�คัญที่ต่างช่วยกัน อุดหนุนครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนเรารับประทานอาหาร ไม่อิ่มไม่เลิกรา การเสียสละก็เช่นกัน เมื่อมีมากน้อยเท่าไร ก็แบ่งมาช่วยหนุนเพื่อชาติเราครั้งแล้วครั้งเล่าเช่น กัน จนกว่าคลังหลวงจะอิ่ม ใครมีเงินก็ช่วย มีทองคำ�ก็ช่วย เพื่อเอามาเป็นหลักประกันแก่ชาติ…” รักชาติไทย ส่งเสริมสินค้าไทย ท่านเน้นเสมอให้มีความรักชาติ ควรเห็นคุณค่าของสมบัติข้าวของเครื่องใช้ของชาติไทยเราเอง ไม่ควรหลงใหลสินค้าจากเมืองนอกอย่างไร้เหตุผล ดังคำ�เทศนาของท่านว่า “…การอยู่ ให้ประหยัด การกินควรกินอะไร… กินอย่างประหยัด ใช้สอยก็ใช้สอยอย่างประหยัด อย่าฟุ่มเฟือย… เราอย่าไปฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมของเมืองนอกเมืองนาเมื่อไม่มีความจำ�เป็น… จงขอให้พากัน รักกันสงวน มีอะไรของใช้ของสอยเครื่องอยู่เครื่องกินภายในประเทศไทยของเรา ใครสร้างขึ้นมาผลิตขึ้นมา ให้สนับสนุนกัน ซื้อของกันและกัน มาอยู่มากินมาใช้มาสอยนี่เป็นเนื้อหนังของชาติไทยเรา เลี้ยงชาติ ไทยของเรา จะเป็นความเข้มแข็งขึ้นมาในชาติไทยของเรา โดยไม่ต้องไปอาศัยคนอื่น นี่หลักใหญ่ สิ่งภายนอก หากมีความจำ�เป็นเราจะซื้อจะหา ตามธรรมดาโลกอยู่ร่วมกันก็ต้องมีการผลัดเปลี่ยน มีการแลกเปลี่ยนเป็นธรรมดา ของเขามีของเราไม่มีก็จำ�เป็นต้องซื้อต้องหาจากเขา เขาก็เหมือนกันกับ เรา นี่เป็นความจำ�เป็น ใครก็ทราบด้วยกันทุกคน เมื่อจำ�เป็นอย่างนี้ เขากับเราก็ปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ถ้าไม่จำ�เป็น เกิดขึ้นจากความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อะไรก็ดีตั้งแต่ของนอก ๆ ของเราหาคุณค่าหาราคาไม่ได้ คุณค่าราคาไปอยู่กับเมืองนอกเมืองนาเสียหมดอย่างนี้ เรียกว่า เราไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีเนื้อมีหนัง ไม่มีสง่า ราศีภายในตัวของเราเลย ประเทศไทยทั้งชาติก็ไม่มีคุณค่า เพราะคุณค่าไปอยู่กับเมืองนอกเสียทั้งหมด…” fifffflffiflfflfifffflffi fifffflffiflfifflfififififi ffifflfiflffl ffi fiffi    fiflfifififf fflfififfffl  fflfiffiffflfffiffi ffi ffi­€‚ ffiƒ„fi fi…€ffififffflffiffiffififf  fflfififfi‚flffffi€ ffffi‚ flfffiffi ffi… ffi ffi‚flfffiffi†‡ffflffl‚fiflfiffiff fiffl  ffl€ˆffl fflffifffiffi ffi  ffi„fiffi‚ffi‰‡ffi†€fifffflffl  ‚fi ffi­€‡€ fflff ffi…€€ fflff ‰‡ffififfi fiffiflffl   ‚fi„fi‚fiffiffiffiffifiƒ ffi ffl ffi  ffiƒ‡ ff  fflfi fifffflffi  ffiƒffi Šƒ‚fifffflffi‡ ff  …‚ffl‹ffiflffl ‡ ffi ffi fifflfififl‡ ‚…‚fflfifiŒ fiffiffi Ž fflffiffiffi ffiflfflfl‡ Ž fflffi ffi ffiflfifffflƒfifififfi ff‡ fifffflffi  fffi €ffffi އ“ fifffflffiffflffl‚‡‰fiffi €‰‡ ff­€‡ ‚  € †‡fiffi…‚€fi€ffiff‡•ffi €‰ ‚ Œfflff­€ ๒๙๗ –—— ๒๘ หลักทรัพย์ หลักใจ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน “…ให้รักษาศีลธรรม และความประพฤติของตน ...ÍÂèÒ·ำÒµÑÇËÃÙæ ËÃÒ æ ฟุ่มเฟือย…” ทรงมรดกธรรม ท่านเน้นจุดสำ�คัญว่า การแก้ไขที่จะให้ตรงจุดตรงต้นเหตุ ก็คือ การทรงเอามรดกธรรม มรดกของพระพุทธศาสนาเอาศีล ธรรม ความประพฤติดีงาม ด้วยเหตุด้วยผลด้วยหลักด้วยเกณฑ์ เข้ามาอุดหนุนจิตใจ จนมีหลักประกันภายในจิตใจ นั่นคือ มีหลักใจ โดยการหันกลับมาปรับปรุงตัวของเราแต่ละคน ๆ ให้มี ความประหยัด ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม การอยู่การกิน การใช้การสอยการไปการมา ให้มีความประหยัด ให้มีเหตุผล ตามอรรถตามธรรม รักษาศีลธรรมความประพฤติของตน อย่า ทำ�ตัวหรูๆ หรา ๆ ฟุ่มเฟือย ท่านให้ดูพระผู้มีหลักเกณฑ์ภายในใจเป็นแบบอย่าง เพราะพระเป็นแนวหน้า เป็นแม่แบบแห่งความประหยัด เป็น ตัวอย่างแห่งความเรียบง่ายมีเหตุผล มีการระมัดระวังควบคุม จิตใจไม่ให้คะนองด้วยราคะตัณหาโลภโมโทสันจนเลยเขตเลย แดน แต่ให้มีธรรมเข้าคอยสกัดลัดกั้น เป็นเบรกห้ามล้อไว้ การไปเทศนาช่วยชาติในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ท่านจึง เน้นย้ำ�เรื่องหลักใจอยู่เสมอ อันจะทำ�ให้การอยู่การกินการใช้การ สอยการไปการมาของเรามีหลักเกณฑ์เหตุผลมากขึ้น หลักทรัพย์ ส่วนตนก็จะแน่นหนามั่นคงมากขึ้นตามลำ�ดับ แล้วก็หันหน้าเข้าช่วยกันอุดหนุนชาติเป็นลำ�ดับลำ�ดา เช่นกัน เหมือนเรารับประทาน หลักทรัพย์ของชาติก็จะแน่นหนา มั่นคงมากขึ้นตามกัน เพราะเหตุแห่งการหันมาแก้ไขที่ต้นเหตุของ แต่ละคนนั่นเอง การสร้างจิตใจให้เจริญจนมีหลักเกณฑ์แน่นหนา จึงเป็นการแก้ไขต้นเหตุแห่งปัญหาของชาติอย่างแท้จริง เสียสละเพื่อชาตินี้... เป็นคติแบบอย่างอันดีงาม แก่เด็กกุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ท่านกล่าวถึงประโยชน์ของการสามัคคีช่วยชาติครั้งนี้มีผลดีแก่เด็กลูกหลาน ดังนี้ “…ความเสียสละเพื่อชาติของตน… เป็นเครื่องประดับชาติของไทยเรา ก็คือสมบัติของเราเอง ที่นำ�ออกไปประดับแล้วสวยงามไปหมด แล้วนี้ยังจะเป็นเครื่องฝังใจของกุลบุตรสุดท้ายชาวไทยของเรา ไปตลอดอวสานนะว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเด็กไทยเรา พาลูกหลานของตนดำ�เนินอย่างไรบ้าง นี่เป็น คติอันสำ�คัญ เป็นรากฐานอันสำ�คัญที่เราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของเด็กไทยเราที่กำ�ลังติดตามพ่อแม่มา ตามแบบพิมพ์มา… …แบบพิมพ์เป็นยังไง คือผู้ใหญ่ของเรานี่ เวลานี้กำ�ลังคับขัน ผู้ใหญ่ของชาติไทยเราทุกคน ๆ ตั้งหน้าตั้งตาช่วยเหลือกันเต็มกำ�ลังความสามารถ เอาสมบัติของตนแต่ละคน ๆ ออกไปเป็นเครื่อง ๒๙๘


“…ความเสียสละเพื่อชาติ ของตน... ยังจะเป็นเครื่อง ฝังใจของกุลบุตรสุดท้าย ชาวไทยของเราไปตลอด อวสาน...” “…การช่วยชาติคราวนี้ เราเห็นประโยชน์ทาง ´éÒ¹¨Ôµã¨ÁÒ¡¡ÇèÒ´éÒ¹ วัตถุนะ…” ประดับให้เป็นสมบัติของโลกสง่างามหมด นี่ผู้ใหญ่ก็เป็นที่ภาคภูมิใจ เป็นคติตัวอย่างอันดีงามแก่กุลบุตร สุดท้ายภายหลังได้ดีมาก และอันนี้ยังจะฝังใจของเด็กไทยเราไปตลอดนะ ให้เป็นผู้เข้มแข็ง มั่นคงต่อทุกสิ่งทุกอย่าง อัน ใดที่จะเป็นภัย ฟัดกันเลย... เรียกว่า ไม่ท้อถอย ไม่อ่อนแอ ไม่ล้มเหลว เพราะหัวหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ของเด็กไทยเราเป็นผู้นำ�ด้วยความกล้าหาญชาญชัยทุกสิ่งทุกอย่าง… เด็กไทยเรา จะเป็นเด็กที่มีความแน่นหนามั่นคง มีหลักใจ มีหลักทุกอย่างในประเทศไทยของเรา แน่นหนามั่นคง เพราะพวกเราทั้งหลายเป็นผู้นำ� สำ�คัญมาก ไม่ใช่ว่าเราทำ�นี้ จะเป็นประโยชน์เฉพาะปัจจุบัน ยังจะเป็นประโยชน์ต่อกุลบุตร สุดท้ายภายหลังต่อไปอีก เรียกว่า ชาติไทยเราเป็นชาติที่แกร่งด้วยความแน่นหนามั่นคง ด้วยความเสีย สละ ด้วยความรักชาติทุกคน... ถ้าชาติไทยของเราต่างคนต่างมีน้ำ�ใจอย่างที่ว่า ให้เป็นอรรถเป็นธรรมแล้ว ชาติไทยของเราจะ แน่นหนามั่นคง มีแต่คนดีดีหมดทั้งชาติไทยเรา นั่น ถ้าว่าดีแล้วดีทั่วประเทศเลย ถ้าเลว ก็เลวกันหมด เลย... ๒๙๙ ๒๘ หลักทรัพย์ หลักใจ


ประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน …เพราะฉะนั้น จึงตั้งหน้าตั้งตาให้เป็นหลักเกณฑ์อันดี ให้ เป็นคนดีมีศรีสง่าแก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ซึ่งเป็นลูกไทยของเรา สืบทอดต่อไปจากมรดกของพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่มอบให้นี้ ด้วยความ เสียสละเพื่อชาติของตน เวลานี้กำ�ลังหัวเลี้ยวหัวต่อละ เอาให้เต็ม เหนี่ยวเลยนะ อย่าถอยหลังเป็นอันขาด คราวนี้เป็นชาติที่พลีชีพเพื่อ ชนะความจนให้ได้….” “วัตถุ” เป็นพื้นฐาน... “ธรรม” ออกกระจาย หลวงตาท่านชราภาพมากแล้ว แต่ท่านยังมีแก่ใจเสียสละได้ ด้วยเห็นแก่พี่น้องร่วมชาติท่านจึงยอมฝืนสังขารแบกธาตุขันธ์ร่างกาย ไปสงเคราะห์ตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยการแสดงธรรม ความอุตสาหะ วิริยะ พากเพียรเพื่อชาติถึงเพียงนี้ของท่าน ก็ด้วยหวังให้พี่น้องไทยเราทุกคน มีหลักธรรมประจำ�ใจ มีความประพฤติ ดี มีศีลธรรมเป็นหลักยึด มีความประหยัดมัธยัสถ์อดออม และรู้จัก เมตตาเฉลี่ยเผื่อแผ่มีน้ำ�ใจ รู้จักเสียสละเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม เพื่อ ประเทศชาติดังคำ�กล่าวของท่านที่ว่า “…การช่วยชาติคราวนี้ เราเห็นประโยชน์ทางด้านจิตใจมาก กว่าด้านวัตถุนะ เพราะธรรมะจะกระจายออก เรียกว่าทั่วประเทศไทย … เพราะมันมีทีวีมีวิทยุพวกเทปและอะไรเรื่อย ๆ และเทศน์เราก็เทศน์ไม่หยุด ตั้งแต่เทศน์มานี้เทศน์ไม่หยุด เทศน์ทุกแห่งทุกหน เทศน์กระจายออกไป มีทุกประเภทของการเทศน์ เทศน์สูงเทศน์ต่ำ�ก็มีสุดยอดมีมีหมด ตามสถานที่ต่าง ๆ ถ้ามีพระมามาก ธรรมะจะสูง หมายถึง พระปฏิบัติ ถ้าพระทั่ว ๆ ไป เราไม่สนใจอะไร… เราเทศน์เน้นหนักทางจิตใจกับธรรม สาระของที่ตั้งที่เกาะของใจ คือ ธรรม เน้นหนักตรงนี้มาก เพราะ ฉะนั้นจึงว่า การก้าวเดินด้วยวัตถุนี้เป็นเพียงพื้นฐานการก้าวเดินเฉย ๆ หลักใหญ่เราอยู่กับธรรม เพราะธรรมเกี่ยวข้องกับจิตใจ จิตใจเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ทั้งวัตถุเหล่านี้ก็จะต้องเกี่ยวข้อง กับจิตใจ วัตถุช่วยชาติเหล่านี้นะ ความเป็นอยู่ของประชาชน ก็จะค่อยกระเตื้องขึ้นมา ไม่ลืมเนื้อลืมตัว จนเกินไป จะรู้ตัวเรื่องประหยัดบ้าง…” การช่วยชาติครั้งนี้จึงเป็นมหามงคลยิ่ง มีความหมายที่ละเอียดลออลึกซึ้ง มีคุณประโยชน์อย่าง ใหญ่หลวงแก่พี่น้องชาวไทย และสิ่งนี้ย่อมเป็นคติตัวอย่างอันดีงามแก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลังต่อไปอีก นานแสนนาน… ๓๐๐


Click to View FlipBook Version