The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน.เรื่องการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพลศึกษา รหัสวิชา พ21101 ภาคเรียนที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KruPaePE, 2023-07-09 02:54:15

วิจัยในชั้นเรียน.พลศึกษา.ม.1เรื่องการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพลศึกษา รหัสวิชา พ21101 ภาคเรียนที่ 1

วิจัยในชั้นเรียน.เรื่องการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพลศึกษา รหัสวิชา พ21101 ภาคเรียนที่ 1

Keywords: กีฬาเเฮนบอล,รร

๑ รายงานการวิจัย เรื่องการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพลศึกษา รหัสวิชา พ21101 จัดทำโดย ว่าที่ร้อยตรีหญิงปัฐมาพร สุวรรณโชติ ตำแหน่ง ครู รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง


๒ บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง . ที่ พิเศษ / 2565 วันที่ 19 กันยายน 2565 เรื่อง รายงานการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย ตามที่ข้าพเจ้า ว่าที่ร้อยตรีหญิงปัฐมาพร สุวรรณโชติ ตำแหน่ง ครู โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย ได้รับ มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอนรายวิชาพลศึกษา รหัส พ21101 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 ห้อง มีนักเรียนทั้งหมด 181 คน บัดนี้ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนเรียบร้อยแล้ว และได้ทำวิจัยใน ชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพลศึกษา รหัสวิชา พ21101 เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ลงชื่อ (ว่าที่ร้อยตรีหญิงปัฐมาพร สุวรรณโชติ) ตำแหน่ง ครู ความเห็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ความเห็นรองผู้อำนวยการโรงเรียน ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ลงชื่อ ลงชื่อ (ว่าที่ร้อยตรีหญิงปัฐมาพร สุวรรณโชติ) (นางสาวอรชุมา วงศ์ช่าง) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ ทราบ อนุญาต ลงชื่อ (นางสาวมณฑาทิพย์ เสาวคนธ์) ผู้อำนวยการโรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย


ก คำนำ งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนชั้นเรียนให้มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนเนื่องด้วย พัฒนาการของนักเรียน วิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสม ความรับผิดชอบ หรือวิธีการสอนของครูที่อาจจะเข้าไม่ถึงความ เข้าใจของนักเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และนักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียนในรายวิชา ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนโดยใช้ตาราง 9 ช่อง ร่วมกับเเบบฝึกทักษะความคล่องไวซึ่งเป็นวิธีที่ เหมาะสมในการแก้ปัญหาดังกล่าวหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นเอกสารที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านที่จะ นำไปต่อยอดได้ ด้วยการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนเกี่ยวกับการการปัญหาในชีวิตประจำวันและกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้เเบบฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้ตาราง 9 ช่อง จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนซึ่งจะ ช่วยยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ว่าที่ร้อยตรีหญิงปัฐมาพร สุวรรณโชติ ผู้จัดทำ


ข บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 2. เพื่อสร้างและพัฒนาเเบบฝึกตาราง 9 ช่อง เพื่อพัฒนาทักษะทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานของกีฬา แฮนด์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการประเมินพฤติกรรมกลุ่มระหว่างเรียนและการทำเเบบฝึกตาราง 9 ช่องร่วมกับแบบฝึก ทักษะความคล่องไวของนักเรียนที่เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้รายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล) เเบบฝึกทักษะ การเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้ตาราง 9 ช่อง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 32 คน เท่ากับ 82.75 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.75 ของคะแนนเต็ม และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 84.57 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.57 ของ คะแนนเต็ม ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาพลศึกษา โดยใช้เเบบฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้ ตาราง 9 ช่อง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.75/84.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ นักเรียนทุกคนมีผลคะแนนที่ดีขึ้นหลังจากใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในภาพรวม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย ผลรวมคะแนนก่อนเรียนเป็น 6.52 คะแนน และค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 8.14 คะแนน และมีค่า ผลต่างคะแนนพัฒนาการ +1.62 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น 24.85% ซึ่งผลการวิจัยนี้จะช่วยยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาของนักเรียนให้สูงขึ้นได้ต่อไป


ค สารบัญ รายการ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ 1 ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา 1 ความมุ่งหมายของการวิจัย 2 กรอบแนวคิดและสมมุติฐาน 4 บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 หลักการเรียนรู้ในงานวิจัย 8 เเบบฝึกทักษะความคล่องไว 12 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 16 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 25 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 30 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 33 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 37 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 39 บทที่ 5 สรุปผล การอภิปราย และข้อเสนอแนะ 41 สรุปผลการวิจัย 43 การอภิปรายผล 45 ข้อเสนอแนะ 46 บรรณานุกรม 48 ภาคผนวก 50


๑ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษานับเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งสำหรับการสร้างสรรค์ความ เจริญก้าวหน้า และการ แก้ไขปัญหาในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เพราะว่าการศึกษามุ่งช่วยให้บุคคลเกิดความเจริญงอกงามทั้งทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา สามารถปรับตนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม และสามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การศึกษายังจะช่วยให้บุคคลนั้นเป็นผู้ที่รู้จักคิด รู้จักทำรู้จักการแก้ปัญหาตลอดจนรู้จัก ใช้ทรัพยากรวัตถุที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด การที่ประเทศจะก้าวหน้าได้จำเป็นจะต้องมี ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความคิด ความสามารถจำนวนมาก ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นกระบวนการในการเสริมสร้าง บุคคลให้มีคุณลักษณะพึงประสงค์และเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษามาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมี ความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ การเรียนการสอนในห้องเรียนเป็นวิธีการที่ใช้กันมานาน มีเทคนิคการสอนมากมายที่เป็น ประโยชน์แก่ผู้เรียน ไม่ว่า จะเป็นการบรรยาย อภิปราย สาธิต หรือวิธีการอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในห้องเรียนที่มีผู้เรียน จำนวนมากก็เป็นการยากที่จะให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ทันกัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษา ไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือ ว่าผู้เรียนมีความสำคัญอย่างที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพโดยต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล” (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2557 : 12-13) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ปรับปรุง 2560) กล่าวว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ทุก กลุ่มสาระสามารถเป็นกลุ่มสาระที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้าง องค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ทุกขั้นตอนมีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์การคิด วิเคราะห์แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร มาช่วยใน การแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในหลักการและกระบวนการทางการเรียนรู้ตามหลักสูตร และยังมีทักษะพื้นฐานเพียงพอที่จะนำไปใช้ แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ๆ นักเรียนจะต้องได้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายที่จะช่วยให้เกิดความ เข้าใจ จากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เช่น การสืบค้น การคาดเดา การตรวจสอบ และให้เหตุผลในกิจกรรมการ แก้ปัญหาที่มีการพูดแลกเปลี่ยนความคิด ได้อธิบาย อภิปราย และชี้แจงเหตุผล ซึ่งนอกเหนือจากการพัฒนา ความสามารถและกระบวนการแก้ปัญหาแล้ว ยังช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการให้เหตุผล ความสามารถในการสื่อสาร และสามารถแก้ปัญหาร่วมกับผู้อื่นได้ (กรมวิชาการ 2558 : 1)


๒ เมื่อพลศึกษามีบทบาทสำคัญมากเช่นนี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงจัดให้มีการเรียนการสอนพลศึกษาในทุก ช่วงชั้น ตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 1 ถึงช่วงชั้นที่ 4 คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นสาระการเรียนรู้ที่ สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างพื้นฐานการคิดและเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา และวิกฤตของชาติ (กรมวิชาการ 2558 : 19) และได้มีการปรับปรุงหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบการศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว จะต้องมีความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาสาระนั้นด้วย มีทักษะกระบวนการทางวิชาการ มีเจตคติที่ดีต่อวิชาดังกล่าว รวมทั้งตระหนักในคุณค่าของพล ศึกษา และสามารถนำความรู้ทางพลศึกษาไปพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปเป็นเครื่องมือในการ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้พลศึกษาอย่างมีคุณภาพ นั้น จะต้องมีความสมดุลระหว่างสาระทางด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ ควบคู่ไปกับคุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมที่ถูกต้อง (สิริพร ทิพย์คง 2559 : 75) การฝึกที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระบบประสาทและกล้ามเนื้อมีการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีการฝึกปฏิบัติซ้ำ ๆ เพื่อให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อเกิดการเรียนรู้และสามารถปฏิบัติได้อย่างอัตโนมัติ เท่ากับเป็นการฝึกประสิทธิภาพคำสั่งของระบบประสาทไปยังกล้ามเนื้อ และยังส่งผลให้มีประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งตาราง 9 ช่องถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้ฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างระบบประสาทและ กล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เป็นการฝึกให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวที่เร็ว ๆ ซ้ำ ๆ ดังที่ เจริญ กระบวนรัตน์ (2552: 56) ได้กล่าวไว้ว่าตาราง 9 ช่องเป็นเครื่องมือที่มีกิจกรรมนำไปสู่การพัฒนาปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้และการรับรู้ สั่งงานของสมอง ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อ กระตุ้นและพัฒนาปฏิกิริยา ความเร็วในการปฏิบัติทักษะในการเคลื่อนไหว ความเร็วในการคิดและการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดย มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาควบคู่กันไป ช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวจากช้าไปสู่การเคลื่อนไหว ที่รวดเร็วซับซ้อนหลากหลายรูปแบบและหลากหลายทิศทางส่งผลให้สมองได้รับการกระตุ้นและพัฒนาการรับรู้ เรียนรู้รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกจัดลำดับความสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้อง ตามแบบแผนของรูปแบบการเคลื่อนไหว ที่กำหนดไว้เท่ากับเป็นการสร้างแผนที่หรือกำหนดรูปแบบขั้นตอนการทำงานให้สมอง (brain mapping) ซึ่งการฝึก ตาราง9 ช่องจะทำให้ปฏิกิริยากล้ามเนื้อสัมพันธ์กับระบบประสาททำให้การเคลื่อนไหวมีความคล่องแคล่วว่องไวขึ้น และปฏิกิริยาการทำงานของร่างกายดีขึ้น โดยการพัฒนาการประสานงานการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและ จำเป็นสำหรับนักกีฬาเกือบทุกประเภท และสามารถฝึกหรือทำการพัฒนาให้ดีขึ้นได้ การสอนหรือฝึกให้เด็กได้มี โอกาสเรียนรู้พื้นฐานของการประสานงานเบื้องต้นอย่างถูกต้องเป็นลำดับเป็นขั้นตอนจึงมีความจำเป็นและสำคัญ อย่างยิ่งเพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะกลไกการเคลื่อนไหวและการประสานงานการเคลื่อนไหวเฉพาะประเภทกีฬา ต่อไป “เเบบฝึกทักษะความคล่องไว” เป็นสื่อหรือนวัตกรรมที่จําเป็นอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้การเรียนการสอน บรรลุผลอีกทั้งยังสามารถช่วยในการฝึกทักษะผู้เรียนได้ดีซึ่ง สลาย ปลั่งกลาง (2557 : 31-32) กล่าวว่า แบบฝึกหัดหรือ เเบบฝึกทักษะความคล่องไว หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ใช้สำหรับให้ผู้เรียนฝึกความชํานาญใน ทักษะต่าง ๆ จนเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่ฝึกและสามารถนําทักษะไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ ดังตัวอย่างงานวิจัย ของ พรรณี ชูไทย (2558 : 9) กล่าวถึงหลักการพัฒนาเเบบฝึกทักษะความคล่องไวว่า ครูผู้สร้างต้องคำนึงถึง ระดับชั้นความรู้ความสามารถของผู้เรียน ความแตกต่างของผู้เรียน เรียงเนื้อหาจากง่ายไปหายาก เน้นการแก้ปัญหา มีคําชี้แจงสั้นๆ ใช้เวลาเหมาะสม เนื้อหาที่น่าสนใจ มีความหลากหลายท้าทายความสามารถจะเห็นได้ว่าการพัฒนา


๓ เเบบฝึกทักษะความคล่องไวที่เหมาะสมจะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการเรียนรู้ ความชํานาญ ความสามารถในการ แก้ปัญหา ทราบความสามารถในการเรียนและสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเองได้ ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นำมาพัฒนาให้กับทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานนักเรียน เมื่อนำแบบฝึก ทักษะการเคลื่อนไหว ตาราง 9 ช่อง มาประยุกต์เข้ากับทักษะการเล่นกีฬาพื้นฐาน ยังเป็นการเคลื่อนไหวที่ท้าทาย และมีประโยชน์สำหรับนักเรียนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการฝึกการเคลื่อนไหวหลาย ๆ มิติ ฝึกการทำงานของสมอง ฝึกการทำงานของประสาท และการประสานงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่นสมอง ตา มือ และเท้า ซึ่งถ้า นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอก็จะส่งผลให้นักเรียนเกิดพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ในฐานะครูผู้สอนในวิชาพลศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพลศึกษา (กีฬา แฮนด์บอล) พบว่าจากการปฏิบัติในคาบเรียนวิชาพลศึกษาที่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติการเคลื่อนไหว พื้นฐาน เนื่องจากผู้เรียนยังขาดทักษะกระบวนเคลื่อนไหวพื้นฐานทางร่างกายที่ดีเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์วิชาพลศึกษา รายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล) ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ หลักสูตรและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 2. เพื่อสร้างและพัฒนาเเบบฝึกตาราง 9 ช่อง เพื่อพัฒนาทักษะทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานของกีฬา แฮนด์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 1.3 ขอบเขตการวิจัย 1. ประชากร ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมกุฎ เมืองราชวิทยาลัย จำนวน 181 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย จำนวน 32 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง 3. เนื้อหาในการวิจัย เป็นเนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ตาราง 9 ช่อง จำนวน 4 แบบฝึก 4. ระยะเวลาในการวิจัย ระยะเวลาในการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 2 ชั่วโมง รวมเวลา 24 ชั่วโมง 5. ตัวแปร - ตัวแปรต้น การพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง - ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล)


๔ 1.4 สมมุติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำสามารถพัฒนาตนเองโดยการใช้ แบบฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2. การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้ตาราง 9 ช่อง เป็นส่วนหนึ่ง ของการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญจะทำให้นักเรียนเกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้ ลดความแตกต่างของศักยภาพแต่ละบุคคล ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 1.5 คำนิยามศัพท์เฉพาะ ตาราง 9 ช่อง หมายถึง ตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเก้าช่อง แต่ละแถวประกอบด้วยสี่เหลี่ยม 3 ช่อง จำนวน 3 แถว มีขนาด 90x90 เซนติเมตร โดยแต่ละช่องมีขนาด 30x30 เซนติเมตร เเบบฝึกทักษะความคล่องไว หมายถึง สื่อการเรียนรู้การทดสอบสมรรถภาพทางกายในรูปแบบของเเบ บฝึกทักษะความคล่องไว ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามจุดประสงค์ของเนื้อหาบทเรียน เพื่อเป็นเเบบฝึกทักษะความคล่องไว สอนนักเรียนที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้เรียนจะทบทวนเนื้อหาโดยผ่านทางชุดเเบบฝึกทักษะความคล่องไวนี้ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) หมายถึง ประเมินพฤติกรรมย่อยๆ จากการทำกิจกรรมของผู้เรียนใน บทเรียนทุกกิจกรรม (ทุกกรอบ/ข้อ) หรือจากการที่นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ถูกมากหรือน้อย ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2) หมายถึง การประเมินผลลัพธ์(Product) ของนักเรียนโดยพิจารณาจากผล การทดสอบหลังเรียน (Post-test) ประสิทธิภาพของนวัตกรรมอยู่ในลักษณะของ E1 / E2 80/80 ตัวเลข 80 ด้านหน้า หมายถึง ผู้เรียนทั้งหมดได้ทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนน เฉลี่ยร้อยละ 80 ซึ่งหาได้จากสูตร ผลรวมของคะแนน หารด้วย จำนวนผู้เรียนทั้งหมด คูณด้วย 100 แล้วหารด้วย ผมรวมของคะแนนเต็มของแบบทดสอบทุกชุด ก็จะได้ E1 ตัวเลข 80 ด้านหลัง หมายถึง ผู้เรียนทั้งหมดได้ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 หาได้จากสูตร ผลรวมของคะแนน หารด้วย จำนวนผู้เรียนทั้งหมด คูณด้วย 100 แล้วหารด้วย ผมรวมของ คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน ก็จะได้ E2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถ ความเข้าใจ เรื่องการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยใช้เเบบฝึกทักษะความคล่องไวจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น นักเรียน หมายถึง กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 40 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการประกอบกิจกรรม ทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอย่างดีโดยไม่เหนื่อยเร็ว สมรรถภาพทางกายเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาด้านร่างกาย ของมนุษย์ เกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหยุดออกกําลังกายหรือ เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงสมรรถภาพทางกายจะลดลง


๕ การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (Basic movement) คือ กระบวนการของการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยพัฒนาส่วน ต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานร่วมกันและประสานงานซึ่งกันและกันระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อของ ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวอยู่กับที่ (Non– Locomotors Movement) เช่น การบิดลำตัว การเหวี่ยงแขน เหวี่ยงขา การก้มหน้า เงยหน้า การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่ (Locomotors Movement) เช่น การ เดิน การวิ่ง การกระโดด การ เคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์หรือวัตถุ (Manipulative Movement) เช่น การโยน การรับลูกบอล การขว้างลูกบอล การเตะลูกบอล ตารางเก้าช่อง หมายถึง ตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเก้าช่อง ขนาด 90x90 เซนติเมตร แต่ละ แถวประกอบด้วย สี่เหลี่ยม 3 ช่อง จำนวน 3 แถว โปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่อง หมายถึง แบบฝึกที่ผู้วิจัยได้ออกแบบโดยผ่านการ ตรวจสอบ และเห็นชอบ จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 แบบฝึก ประกอบด้วย แบบที่ 1 ก้าวขึ้น-ลง แบบที่ 2 ก้าวออกด้านข้าง แบบที่ 3 กระโดดเท้าคู่กาง-หุบ แบบที่ 4 กระโดดเท้าเดียวรูปสามเหลี่ยม แบบที่ 5 กระโดดเท้าคู่เครื่องหมาย + หุบ-หุบกาง-หุบ-หุบ แบบที่ 6 ก้าวทแยงมุมแบบรัศมีดาว แบบที่ 7 ก้าวชิดสามเหลี่ยมซ้อน แบบที่ 8 ก้าวทแยงมุมแบบไขว้ เท้า 1.6 ประโยชน์ของการวิจัย / ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้แบบฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้ตาราง 9 ช่อง เพื่อการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ในกีฬาแฮนด์บอล จะช่วยให้เกิดวิทยาการใหม่ ๆ เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวโน้ม ที่สูงขึ้นหลังการสอน 1.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว พื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล ของ นักเรียน โดยใช้ตาราง 9 ช่อง โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชา พลศึกษา (กีฬาแฮนด์บอล)


๖ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 2. แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. ความหมายและความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 5.1 ความหมายของการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 5.2 ความสำคัญของการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 5.3 ประเภทของการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 5.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 5.5 การวัดทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับตารางเก้าช่อง 6.1 ความเป็นมาของตารางเก้าช่อง 6.2 นวัตกรรมทางการศึกษากับตารางเก้าช่อง 6.3 ประโยชน์ของตารางเก้าช่อง 7. เเบบฝึกทักษะความคล่องไว 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลัง ของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกใน ความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ บนพื้นฐาน ความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ ๑. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้เป็น เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่ กับความเป็นสากล ๒. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมี คุณภาพ


๗ ๓. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้อง กับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ๔. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยึดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ ๕. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ๖. เป็นหลักสูตรการศึกษา สำหรับ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี ความสุข มีศักยภาพใน การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิด กับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ๑. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ๒. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต ๓. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย ๔. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๕. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีสมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้ ๑. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหา ความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้ วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม ๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่ การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่าง เหมาะสม ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ ที่เผชิญได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหา ความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มี ประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม


๘ ๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการ ต่างๆ ไปใช้ในการดำเนิน ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้าง เสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทัน กับ การเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่ พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบ ต่อตนเองและผู้อื่น ๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมี ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การ แก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ ๑. รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ๒. ซื่อสัตย์สุจริต ๓. มีวินัย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๖. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย ๘. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้ สอดคล้องตามบริบทและ จุดเน้นของตนเอง โดยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพิ่มเติมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือ - รู้จักปรับตัว - เป็นผู้นำ มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและ พหุปัญญา หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ ๘ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ ดังนี้ ๑. พลศึกษา ๒. คณิตศาสตร์ ๓. วิทยาศาสตร์ ๔. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๕. สุขศึกษาและพลศึกษา ๖. ศิลปะ


๙ ๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี ๘. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญ ของการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ และ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างไร เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็น เครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมิน คุณภาพภายในและการ ประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่ การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการ ตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้ มีคุณภาพ ตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด ตัวชี้วัด (Indicators) สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดมีลักษณะเฉพาะเจาะจงและมี ความเป็นรูปธรรมในการนำไปใช้ ในการกำหนดเนื้อหา การเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดและ ประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน โดยทั่วไปจะมีการกำหนดตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้เรียนเป็นระยะ ๆ ในการพัฒนาไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวนั้น ในระบบการศึกษาบางแห่งอาจกำหนดไว้ เป็นช่วงๆ ทุก ๓-๔ ปีแต่บางแห่งอาจกำหนดทุกระดับชั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับบริบทการศึกษาแต่ละ แห่ง ตัวชี้วัดชั้นปี (Grade-level Indicators/Grade-level expectations) สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ใน แต่ละระดับชั้น เป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับมาตรฐาน การเรียนรู้ที่กำหนด ตัวชี้วัดชั้นปีมีความชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจง และมีความเป็นรูปธรรมในการนำไปใช้ในการ กำหนดเนื้อหา จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพ ผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้กำหนดตัวชี้วัดชั้นปีใน ระดับการศึกษาภาคบังคับ (ป.๑-ม.๓) เพื่อเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัดช่วงชั้น (Interval indicators) หมายถึง สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้เมื่อเรียนจบแต่ละช่วงชั้น เป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัดช่วงชั้นจึงมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐาน การเรียนรู้ แต่มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้ กำหนดตัวชี้วัดช่วงชั้นเพื่อใช้สำหรับเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการจัดทำหลักสูตร กำหนดเนื้อหา การเรียน การสอน และการวัดและประเมินผลในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตร (Curriculum) ประมวลความรู้และประสบการณ์ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรจึงเป็นเสมือนแผนที่กำหนด ทิศทางในการพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมาย และมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อให้ ทราบความก้าวหน้าของผู้เรียนในการพัฒนาไปสู่มาตรฐานที่กำหนด


๑๐ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Basic education curriculum) หลักสูตรที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา อีกทั้ง มีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต และมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล เพื่อการ แข่งขันในยุคปัจจุบัน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วยส่วนที่เป็นแกนกลางซึ่งกำหนดโดยสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนที่เกี่ยวกับสภาพชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งพัฒนาโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและส่วนที่สถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับความสนใจ ความต้องการ และความถนัดของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลาง (Core curriculum) หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตรในส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดเพื่อใช้ ในการพัฒนาผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรแกนกลางมี องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้แกนกลาง โครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานซึ่ง ระบุการจัดเวลาเรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเกณฑ์กลางในการจบหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา เป็นส่วน จำเป็นสำหรับพัฒนาเยาวชนไทยทุกคนให้เป็นพลเมืองดีของชาติ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก้าว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญทางวิทยาการในโลกยุคปัจจุบัน กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น (Local curriculum framework) กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นเป็นกรอบ ทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจัดทำโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในระดับท้องถิ่นมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ เป้าหมาย/จุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนในท้องถิ่น สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น และการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับท้องถิ่น สถานศึกษาในเขตพื้นที่นั้นๆจะใช้ข้อมูลในกรอบหลักสูตร ระดับท้องถิ่นเป็นแนวทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการ เรียนรู้ และเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน มีความรักและหวงแหนมรดกทางสังคม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา การแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพในชุมชน หลักสูตรสถานศึกษา (School curriculum) แผนหรือแนวทางในการจัดประมวลความรู้และประสบการณ์ ซึ่งจัดทำโดยคณะบุคคลในระดับสถานศึกษา เพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการ เรียนรู้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง มีชีวิตอยู่ในโรงเรียนชุมชน และสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาพิจารณาจากหลักสูตรแกนกลาง และกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น นอกจากนั้นสถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทและจุดเน้นของสถานศึกษา ตลอดจนความต้องการ ความถนัดและความสามารถของผู้เรียน หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standards-based curriculum) หลักสูตรที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมายในการพัฒนา ผู้เรียนคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นคุณภาพที่คาดหวังให้เกิดในตัว ผู้เรียนขึ้น ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรตลอดแนวตั้งแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่นระดับสถานศึกษา ตลอดจนถึง ระดับชั้นเรียนจะมีลักษณะเป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน คือยึดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและเป็นกรอบทิศทาง ในการกำหนดโครงสร้าง เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ กล่าวโดยรวม ก็คือการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standards-based curriculum)


๑๑ การเรียนการสอนอิงมาตรฐาน (Standards-based instruction) และการประเมินผลอิงมาตรฐาน (Standardsbased assessment) คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ (School academic board) คณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทน ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอาทิเช่น ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้แทนฝ่ายวิชาการ ฝ่าย วัดและประเมินผลการเรียนรู้แนะแนว ฯลฯ ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านวิชาการ หลักสูตร การเรียนการสอนของสถานศึกษาให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ 2. แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2558) ให้ความหมายว่าการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ การ จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และสามารถถ่ายโอนความรู้ นำความรู้ไป ใช้ได้จัดให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและศักยภาพของผู้เรียนเน้นการผสมผสานสาระการเรียนรู้ หรือเน้น การบูรณาการค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายด้านตลอดจนมีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ทักษะ กระบวนการที่ผู้เรียนใช้ในการสร้างความรู้นั้น คือ 1) กระบวนการทางปัญญา คือ การคิดและกระบวนการ 2) กระบวนการทางสังคม คือ กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ทำงานเป็นทีมมีปฏิสัมพันธ์กัน มีการเคลื่อนไหวทางกาย ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนควรต้องมีการส่งเสริมจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 24 ข้อ 5 หมวด 4 แนวการจัด การศึกษา ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นวิธีที่จะ ช่วยให้การพัฒนาคนไทยมีลักษณะของคนยุคใหม่ หรือยุคปฏิรูปการศึกษา คือ เป็นคนไทยที่รู้เท่าก้าวทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันคน รู้วิธีการเรียนรู้ รู้วิธีการคิด คือ คิดเป็น รู้วิธีการวิจัยและพัฒนา เป็นคนดีมีคุณภาพ รู้ เรา รู้เขา เป็นคนดี เก่ง มีสุข ตามเป้าหมายที่คาดหวัง แต่ได้พบว่า การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นั้นมี ปัจจัยที่ผู้สอนพึงตระหนัก คือบรรยากาศทางกายภาพและบรรยากาศทางจิตใจและสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ ผู้สอน เองควรต้องมีทักษะที่จำเป็น 4 ประการ เพื่อจะเป็นแบบของการพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นผู้มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นที่ พึงประสงค์ ทักษะจำเป็น 4 ประการ คือ 1) ทักษะความสามารถในการรู้จักตนเองหรือรู้เรา คือ ความสามารถ เข้าใจอารมณ์ของตนเองเพื่อเป็นแนวทางสู่การพัฒนาวินัยตนเอง การควบคุมตนเอง และเพื่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ 2) ทักษะความสามารถเข้าใจผู้อื่นหรือรู้เขา คือ ความสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีมี ความสุข สามารถสื่อสารเข้าใจ ร่วมมือร่วมใจทำงานกับคนอื่นได้ แสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ตลอดจนเห็นใจผู้อื่น 3) ทักษะความมีระบบและความสามารถปรับตัวได้ คือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตอย่างมี ความสุข ด้วยการมีความรับผิดชอบ ความสามารถปรับตนได้ ความยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และ 4) ทักษะ ความสามารถในการตัดสินใจ คือ ความสามารถทางปัญญาที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างฉลาดและ รอบคอบ มีค่านิยมต่อตนเองและต่อสังคม พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544) กล่าวว่า การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน เป็นการจัดเพื่อรองรับ กระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในด้านต่อไปนี้


๑๒ 1) ด้านหลักสูตร ในเรื่องเกี่ยวกับหลักสูตรนั้นต้องมีการกำหนดจุดหมายของหลักสูตรให้ได้ผลผลิต คือ ผู้เรียนมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.1) เป็นผู้มีคุณภาพ (Quality) คือ มีความดี มีจริยธรรม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี ด้วยการเป็นผู้มี คุณธรรมประจำ มีระเบียบวินัยในตนเอง รักษาระเบียบประเพณี วัฒนธรรมอันเป็นสมบัติประจำชาติ มีค่านิยม สังคม ตลอดจนรักชาติเป็นจิตสำนึก 1.2) เป็นผู้มีสมรรถภาพ (Competency) คือ มีความเก่งในความคิด วิเคราะห์วิพากย์ วิจารณ์ ทำงานกอปรด้วยความคิดริเริ่ม เก่งในการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากล เก่งในการใช้ คอมพิวเตอร์ รวมทั้งเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ทั้งหลาย 1.3) เป็นผู้มีสุขภาพดี (Healthy) คือ มีสุขภาพดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต การเป็นผู้มี สุขภาพดี คือมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากสุขภาพกายดีต้องเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี คือ ร่าเริง แจ่มใส มั่นใจ ไม่เครียด มีอัตมโนทัศน์ คือเป็นผู้รู้จักตัวเองและเห็นคุณค่าในชีวิตของตนเอง 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ต้องเน้นให้นักเรียนได้คิด วิเคราะห์ วิพากย์ วิจารณ์ แก้ปัญหาเป็น มีความตระหนัก มีจิตสำนึก และสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติใน ชีวิตประจำวัน และชีวิตการทำงานได้ เป็นผู้มีความสามารถแก้ปัญหาได้ดีเพื่อสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีแนวคิดจากปรัชญาคอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) ที่เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จาก ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมเป็นปรัชญาที่มีข้อสันนิษฐานว่า ความรู้ไม่สามารถ แยกจากความอยากรู้ ความรู้ได้มาจากการสร้างเพื่ออธิบาย แนวคิดคอนสตรัคติวิซึม เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ โดย ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive Structure) ของผู้เรียนได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาได้ โดยจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการ ขัดแย้งทางปัญญาหรือเกิดสภาวะไม่สมดุล (Unequilibrium) ขึ้นซึ่งเป็นสภาวะที่ประสบการณ์ใหม่ไม่สอดคล้องกับ ประสบการณ์เดิม ผู้เรียนต้องพยายามปรับข้อมูลใหม่กับประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมแล้วสร้างเป็นความรู้ใหม่ 2.1 ตัวบ่งชี้ของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์(2544) กล่าวว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอน สามารถใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ที่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลาย ๆ วิธีในการจัดการเรียนรู้ครั้งหนึ่ง ๆ ดังเช่น วิธีการอภิปราย การค้นพบ การสืบสวนแบบแนะนำ วิธีอริยสัจสี่ กรณีศึกษา ทักษะกระบวนการ 9 ขั้น การใช้สถานการณ์จำลอง การเชื่อมโยงมโนมติ วิธีกลุ่มสัมพันธ์ การเรียนแบบ ร่วมมือ เป็นต้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีตัวบ่งชี้ที่จะใช้เป็นแนวทางในการประเมินได้ว่าได้มีการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญหรือไม่ โดยประเมินจากผู้สอนเมื่อเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และเมื่อนำ แผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในห้องเรียน การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ยังมีระดับจากต่ำสุดไปหาสูงสุด เกณฑ์ที่ใช้ประเมินคือ สังเกตว่าผู้เรียนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เรียนมีส่วนร่วมสร้างความรู้


๑๓ ด้วยตนเองอย่างแท้จริงจากสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ด้วยตนเองผู้เรียนจะมีบทบาทมากที่สุด แต่ผู้สอนจะมีบทบาท น้อยลง ในทางตรงข้ามถ้าผู้สอนมีบทบาทกำหนดหัวเรื่องกิจกรรม รวมทั้งสื่อเพื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ ผู้เรียนสร้างความรู้เองในลักษณะนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจมีบทบาทเท่า ๆ กัน ซึ่งก็ยังจัดเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญเช่นกัน แต่อยู่ในระดับปานกลาง เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ผู้สอนจึงอาจเริ่มต้นฝึกให้ผู้เรียนเริ่มมีบทบาทในการเรียนรู้จากระดับน้อยจนมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะ ทำให้ผู้สอนมีบทบาทในการสอนน้อยลงตามลำดับไปด้วย ตัวบ่งชี้ของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยพิจารณาทั้งผู้สอนและผู้เรียน มีดังต่อไปนี้ 2.1.1 เมื่อพิจารณาผู้สอน ได้แก่ 1. ผู้สอนจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่เอง 2. ผู้สอนให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่มและสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง 3. ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน คือมีส่วนร่วมทั้งด้านปัญญา กาย อารมณ์ และสังคม รวมทั้งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทั้งสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น หนังสือ สถานที่ต่าง ๆ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น 4. ผู้สอนสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ ทั้งบรรยากาศทางกายภาพ และจิตใจ เพื่อให้ ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ผู้สอนมีการวัดและประเมินผลทั้งทักษะกระบวนการ ขีดความสามารถศักยภาพของผู้เรียน และผลผลิตจากการเรียนรู้ซึ่งเป็นการประเมินตามสภาพจริง 6. ผู้สอนพัฒนาผู้เรียนให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 7. ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก คือ เป็นผู้จัดประสบการณ์รวมทั้งสื่อการ จัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการสร้างความรู้ด้วยตนเอง คือ ผู้สอนที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกนั้นมี บทบาทดังนี้ เป็นผู้นำเสนอ เป็นผู้สังเกต เป็นผู้ถาม เป็นผู้ให้การเสริมแรง เป็นผู้แนะนำ เป็นผู้สะท้อนความคิด เป็น ผู้จัดบรรยากาศ เป็นผู้จัดระเบียบ เป็นผู้แนะแนว เป็นผู้ประเมิน เป็นผู้ให้คำชื่นชม และเป็นผู้กำกับ 2.1.2 เมื่อพิจารณาผู้เรียน ได้แก่ 1. ผู้เรียนสร้างความรู้ รวมทั้งสร้างสิ่งประดิษฐ์ด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม และสร้างความรู้ด้วย ตนเอง 3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน และมีปฏิสัมพันธ์ 4. ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ ดังนั้น จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้วิจัยได้เห็นความสำคัญของแนวคิดนี้ โดย สามารถนำแนวคิดมาจัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเพื่อพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนให้บรรลุ ตามเป้าหมายของหลักสูตร และนอกจากนี้ผู้สอนยังสามารถพัฒนาวิชาชีพของตนเองโดยการพัฒนาการจัดทำ แผนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นที่ตัวของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถพัฒนาให้ยั่งยืนต่อไป


๑๔ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ คุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจาก การ เรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมอง ของบุคคล เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไรตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจาก การเรียนการ สอนการฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้านและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุภาพ วาดเขียน (2556 : 176) และไพศาล หวังพาณิช (2556 : 137) ได้กล่าวว่าจุดมุ่งหมายของการ วัดผลสัมฤทธิ์ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถของสมรรถภาพทางสมองของบุคคลว่าเรียนรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถในด้านใดมากน้อยแค่ไหน เช่น มีพฤติกรรมด้านความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การสังเคราะห์ และ การประเมินค่ามากน้อยอยู่ในระดับใดนั้นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เรียนในด้านพุทธิ พิสัยนั้นเอง ซึ่งเป็นการวัด 2 องค์ประกอบตามจุดมุ่งหมายในลักษณะของเนื้อหาวิชาที่เรียน คือ 1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความรู้ ความสามารถทางปฏิบัติ โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ให้เห็นเป็นผลงานปรากฏออกมา ให้ทำการสังเกตและวัดได้ เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง ฯลฯ การวัด แบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งการประเมินผลจะพิจารณาที่วิธีปฏิบัติและผลที่ปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชารวมทั้งพฤติกรรม ความสามารถด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน ที่สามารถวัดได้โดยใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2557 : 146 – 147 )กล่าวว่าเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (achievement tests) หมายถึงแบบทดสอบที่วัดปริมาณความรู้ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับด้านวิทยาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาในอดีต ว่ารับรู้ได้มากน้อยเพียงใด แบบทดสอบประเภทนี้แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (teacher made test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเฉพาะคราวเพื่อใช้ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ และความสามารถทางวิชาการของนักเรียนมีที่ได้เรียนในห้องเรียน ว่านักเรียนมีความรู้มาก แค่ไหน บกพร่องที่ตรงไหนจะได้ซ่อมเสริม หรือวัดดูความพร้อมที่จะขึ้นบทเรียนใหม่ ใช้กันทั่วไปใน สถาบันการศึกษา แบบทดสอบประเภทนี้สอบเสร็จก็ทิ้งไป จะสอบใหม่ก็สร้างขึ้นใหม่ หรือนำเอาของเก่ามา เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีวิธีการอะไรเป็นหลักในการปรับปรุง ไม่มีการวิเคราะห์ว่าข้อสอบนั้นดีหรือไม่ดีแต่ประการ ใด


๑๕ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ สาขาวิชาหรือจากครูสอนวิชานั้นและมีกระบวนการ หรือวิธีการที่ซับซ้อนมากกว่าแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง เมื่อ สร้างเสร็จก็มีการนำไปทดลองสอบ แล้วนำผลมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติหลายครั้งหลายหน เพื่อปรับปรุงให้มี คุณภาพดี มีความเป็นมาตรฐานซึ่งแบบทดสอบมาตรฐานนี้จะมีความเป็นมาตรฐานอยู่ 2 ประการ คือ 2.1 มาตรฐานในการดำเนินการสอบ หมายความว่า แบบทดสอบนี้ไม่ว่าจะนำไปใช้เมื่อไหร่ ก็ตาม คำชี้แจง คำบรรยาย การดำเนินการสอบจะเหมือนกันทุกครั้งไป จะไม่มีการควบคุมตัวแปรต่างๆ ที่ทำให้ คะแนนคลาดเคลื่อน เช่นผู้คุมสอบ การจัดชั้น การจัดชั้นเรียน การใช้คำสั่ง เป็นต้น กระบวนการประเภทนี้ จึงต้อง มีคำชี้แจงในการใช้ข้อสอบอยู่ด้วย 2.2 มาตรฐานในการแปลความหมายของคะแนน ไม่ว่าจะสอบที่ไหน เมื่อไหร่ก็ตามก็ต้องแปล คะแนนได้เหมือนกัน ฉะนั้นข้อสอบประเภทนี้จึงต้องมีเกณฑ์ปกติ 4. ความหมายและความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย ความหมายของสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการประกอบ กิจกรรมทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอย่างดีโดยไม่เหนื่อยเร็ว สมรรถภาพทางกายเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาด้าน ร่างกายของมนุษย์ เกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหยุดออกกําลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงสมรรถภาพทางกายจะลดลง ความสําคัญของการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางกายเป็นสิ่งสําคัญ ในการเสริมสร้างบุคคลให้สามารถประกอบภารกิจและตํารงชีวิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคล่องแคล่ว ว่องไว เกิดพัฒนาการด้านอารมณ์ และจิตใจที่ดี ความสมบูรณ์ของ ร่างกายและจิตใจ มีความสัมพันธ์กัน เมื่อสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แล้วสุขภาพจิตใจย่อมดีตามไปด้วย สมรรถภาพทางกายที่ดีทําให้ประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในร่างกายทํางานได้ดีขึ้น มีความต้านทาน โรค รูปร่างและสัดส่วนของร่างกายดีขึ้น การทํางานมีประสิทธิภาพมีบุคลิกภาพที่ดี สามารถเคลื่อนไหวได้ ด้วยความสง่า งาม ปัจจัยที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย อายุ วัยต่างๆ จะมีผลต่อความเหมาะสมในการออกกําลังกายหรือเล่นกีฬา การเลือกกิจกรรม จึง แตกต่างกันในแต่ละวัย เช่น วัยรุ่นเล่นฟุตบอล วัยผู้ใหญ่เล่นเปตอง เพศ สมรรถภาพทางกายของเพศชายและเพศหญิง สภาพร่างกาย จิตใจ และพรสวรรค์ เป็นเรื่องของตัวบุคคล เกิดผลมาจากกรรมพันธุ์สิ่งแวดล้อม และขนาดรูปร่าง อาหาร มีผลต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย เช่น ส่วนที่สึกหรอ อาหารประเภท คาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน ภูมิอากาศ มีผลต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายเช่น ช่วงเช้าตรู่อากาศเย็นเหมาะสำหรับการ ฝึกความอดทน ส่วนการฝึกความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวเหมาะกับช่วงบ่าย


๑๖ เครื่องแต่งกาย ลักษณะของเสื้อ เช่น แขนสั้น แขนยาว เนื้อผ้า สีของผ้า จะมีผลต่อการออกกําลัง กายในแง่ของความคล่องตัว การระบายความร้อน แอลกอฮอล์และบุหรี่ มีผลต่อสุขภาพโดยตรง แอลกอฮอล์ที่สะสมอยู่ในเลือดจะกระตุ้นให้ประสาท ส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหว การมองเห็นด้อยประสิทธิภาพลง ควันบุหรี่มีสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย นิโคตินทําให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง สารพวกน้ำมันทาร์จะเคลือบผนัง ถุงลมปอดทําให้การแลกเปลี่ยน ก๊าซในถุงลมยากขึ้น คาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่ยังขัดขวางการจับ ออกซิเจนในเลือด ส่งผลให้ประสิทธิภาพใน ระบบไหลเวียนโลหิตต่ำลง การพัฒนาสมรรถภาพทางกาย มีปัจจัยสําคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความถี่ของการออกกําลังกาย ควรฝึกหรือออกกําลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ หรือฝึกวันเว้นวัน ความเข้มของการออกกําลังกาย ควรมีความเข้ม โดยให้อัตราการเต้นของหัวใจที่เป็นเป้าหมายอยู่ระหว่าง 60-90 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ใน กรณีที่เป็นการออกกําลังกายแบบแอโรบิก ควรให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 70-85 เปอร์เซ็นต์ ของอัตรา การเต้นสูงสุดของหัวใจ จึงจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ ระยะเวลาของการออกกําลังกาย สามารถแบ่งได้ ดังนี้ 1) การฝึกต่อครั้งควรใช้เวลาระหว่าง 5-30 นาทีต่อวัน แต่ถ้าเป็นการออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ ควรใช้เวลา 15-60 นาทีหรือมากกว่า 2) การฝึกต่อสัปดาห์ควรใช้3-5 วันต่อสัปดาห์หรือฝึกวันเว้นวัน 3) การฝึกที่กําหนดการ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปเวลาที่กําหนดการอยู่ ระหว่าง 8-18 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นการฝึกเพื่อความทนทาน อาจใช้เวลาฝึกตลอดทั้งปี รูปแบบของการออกกําลังกาย ควรคํานึงถึงการใช้กล้ามเนื้อ ความต่อเนื่องของกิจกรรม ความเป็นจังหวะ และการใช้ออกซิเจนแบบธรรมชาติ กิจกรรมที่ส่งเสริมลักษณะดังกล่าว ได้แก่ ว่ายน้ำ วิ่งเร็วสลับวิ่ง รวมถึงการเล่น กีฬาต่างๆ ทุกชนิด 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 5.1 ความหมายของการเคลื่อนไหวพื้นฐาน วรศักดิ์ เพียรชอบ (2548: 131-143) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเบื้องต้น หมายถึง กระบวนการ ของการเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานร่วมกันและ ประสานงานซึ่งกันและกันในระบบ ประสาทและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายเหล่านั้นสามารถทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งประเภทของ กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้นได้เป็น 3 ประเภท คือ การเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบไม่เคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวแบบ เคลื่อนที่ และการ เคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบที่มีการใช้อุปกรณ์หรือวัตถุประกอบ กานดา โต๊ะถม (2551: 63) ให้ความหมายของการเคลื่อนไหวไว้ว่า การเคลื่อนไหวเป็น การ ทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง การเคลื่อนไหวทำได้หลาย ลักษณะทั้งการ ออกกำลังกาย การเล่นเกม การเล่นกีฬา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องตามหลัก วิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่จัดให้ เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะโดย ใช้เสียงเพลง คำคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ


๑๗ และอุปกรณ์อื่นๆ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริม ให้เด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้จังหวะ และควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้ สุรัติ จีระพงษ์ (2553: 24) การเคลื่อนไหว หมายถึง กิจกรรมที่สามารถท าให้อวัยวะ ต่างๆ ของร่างกายได้ทำงานประสานกัน จะส่งผลทำให้อวัยวะเหล่านั้นทำงานร่วมกันกับระบบ ประสาทและระบบ กล้ามเนื้อได้ดีขึ้นและทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งการเคลื่อนไหวจะมี3 ลักษณะ คือ การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ เช่น การยืนบิดตัว การนั่งเหยียดแขน เป็นต้น การเคลื่อนไหว แบบเคลื่อนที่ เช่น การวิ่ง การกระโดด และการ เคลื่อนไหวแบบใช้อุปกรณ์หรือวัตถุอื่นประกอบ เช่น การยกของหรือการจับอุปกรณ์แล้วเคลื่อนที่ เป็นต้น ซึ่ง กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการเคลื่อนไหว พื้นฐานที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ วรรณภรณ์ มะลิรัตน์ (2554: 9) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวพื้นฐาน หมายถึง การแสดง ออกทาง อารมณ์หรือเกิดจากจินตนาการเมื่อมีสิ่งเร้า เช่น เสียงตนตรีชนิดต่างๆ ที่มีความไพเราะหรือ เร้าใจก็จะเคลื่อนไหว ส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้ากับเสียงดนตรี เสียงเพลงและจังหวะอื่น โดยการ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สรุป การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (Basic Movement) คือ กระบวนการของการเคลื่อนไหว เพื่อ ช่วย พัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานร่วมกันและประสานงานซึ่งกันและกันระหว่างระบบ ประสาทและ กล้ามเนื้อของส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวอยู่กับที่ (Non–Locomotors Movement) เช่น การบิดลำตัว การเหวี่ยงแขน เหวี่ยงขา การก้มหน้า เงยหน้า การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่ (Locomotors Movement) เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด การ เคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์หรือวัตถุ (Manipulative Movement) เช่น การโยน การรับลูกบอล การขว้างลูกบอล การเตะลูกบอล 5.2 ความสำคัญของการเคลื่อนไหวพื้นฐาน การเคลื่อนไหวพื้นฐานมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะ สภาพการ เป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนควบคู่ไปกับความเจริญ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สมัยใหม่ เพราะจะช่วยให้บุคคลผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจได้ดี สามารถพัฒนาปรับตัว ทางสังคมดีขึ้น พร้อมที่จะประกอบกิจวัตรประจ าวันได้อย่างมี ประสิทธิภาพและมีชีวิตอย่างสุขสมบูรณ์ในสังคมได้ เป็นอย่างดี วรศักดิ์ เพียรชอบ (2527: 131-132) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการเคลื่อนไหวพอสรุปได้ ดังนี้ 1. ช่วยให้เด็กเรียนรู้เทคนิคและวิธีการคิดค้นและแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวหรือปัญหา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้เด็กมี ประสบการณ์ด้วยการ แก้ปัญหาของการเคลื่อนไหวด้านต่างๆ ของร่างกาย โดยวิธีการต่างๆ ฉะนั้นจึง เป็นโอกาสที่เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจ วิธีการและเทคนิคในการคิดค้นเหล่านี้ได้ดีด้วย


๑๘ 2. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายและสามารถพัฒนา ความสามารถในการเคลื่อนไหวเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะมีทักษะใน การเคลื่อนไหว แต่ละอย่างได้เป็นอย่างดีต่อไป 3. ช่วยให้เด็กมีความรู้และความเข้าใจในความจำกัดความสามารถการเคลื่อนไหวส่วน ต่างๆ ของร่างกายของตนเองนั้น ส่วนใดมีความสามารถและความจ ากัดในการเคลื่อนไหวอย่างไร และใน ขณะเดียวกันก็ได้รับความสามารถและความจ ากัดเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เหมาะสม อย่างไร 4. ช่วยให้เด็กมีการพัฒนาในทางสร้างสรรค์และรักษาไว้ในทางสร้างสรรค์นั้น เพราะ ทั้งนี้ วิธีการเรียนแบบวิธีคิดค้นการเคลื่อนไหวนั้นเป็นกิจกรรม ได้แก่ การเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วย ตนเองอยู่ตดลอด เวลา ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้มีการสร้างสรรค์และรักษาไว้ซึ่งความสามารถในตัว เด็กเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี 5. ช่วยให้เด็กเข้าใจประโยชน์ของการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี สามารถนำประโยชน์ในการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจ าวันของตนเองต่อไป เช่น สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในทางนันทนาการในเวลาว่าง เป็นต้น 6. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีความรู้สึกชอบการเคลื่อนไหว หรือออกกำลังกาย ส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของสังคม เมื่อสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยเครื่องผ่อน แรง การที่จะให้เด็กมีความ รักในการเคลื่อนไหว หรือออกก าลังกายส่วนต่างๆ ของร่างกายนับว่าเป็น ส่วนสำคัญที่สุด ทำให้เด็กได้เรียนและ เข้าใจลักษณะและความหมายของการเคลื่อนไหวส่วนต่างของ ร่างกายได้เป็นอย่างดี สามารถเรียกชื่อลักษณะการ เคลื่อนไหวเหล่านี้ถูกต้องต่อไป 5.3 ประเภทของการเคลื่อนไหวพื้นฐาน วรศักดิ์เพียรชอบ (2548: 132-143) กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้นที่อาจจะช่วยให้มี พัฒนาการในทักษะเบื้องต้นนั้นมีหลายอย่าง แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ใหญ่ๆ ดังนี้คือ 4.3.1 การเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบอยู่กับที่ (Non–Locomotors Movement) คือการ เคลื่อนไหวส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายที่เท้าหนึ่งเท้า หรือทั้งสองเท้า หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของ ร่างกายเป็น ฐานรองรับน้ำหนักของร่างกายอยู่นั้น ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ไปจากเดิม เช่น การงอ หรือการเหยียดแขน การงอ หรือการเหยียดขา การงอหรือการเหยียดตัว การบิดล าตัวไปทางซ้ายและ ขวาโดยที่ฐานรองรับน้ำหนักร่างกายไม่ ขยับออกจากจุดเดิม กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบอยู่ กับที่นี้ เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่มีความจำเป็น และสำคัญสำหรับนักเรียนวัยเด็กเล็ก เช่น นักเรียน ที่อยู่ในวัยอนุบาล หรือในระดับประถมศึกษาตอนต้น เพราะ นักเรียนในวัยนี้นอกจากอยู่ในระยะ การกระหายการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตแล้ว ยังเป็นวัยที่อยู่ใน ระหว่างมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากจะสำรวจ อยากจะทดลองความสามารถของตนเองในลักษณะท่าทางต่างๆ เป็น อย่างมากว่าร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกายตนเองนั้นมีความสามารถที่จะทำอะไรได้บ้างหรือไม่ มากน้อย เพียงใดอีกด้วย ดังนั้นการจัดกิจกรรมในประเภทนี้ให้แก่นักเรียนในวัยนี้ จึงเป็นการสนอง ความต้องการให้มีโอกาส ได้สำรวจได้รู้และเข้าใจความสามารถของส่วนต่างๆ ของร่างกายของเขาได้ เป็นอย่างดี และในขณะเดียวกันการจัด


๑๙ กิจกรรมลักษณะนี้ก็เป็นการสนองความต้องการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 10 ในการเคลื่อนไหวร่างกายของเด็กได้อย่างเพียงพอ ควบคู่ไปกับส่งเสริมการทำงานร่วมกันและ ประสานงานกันของ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้อง ต้นแบบไม่เคลื่อนที่นี้จึงมีความ เหมาะสมกับนักเรียนวัยนี้เป็นอย่างมากดังที่กล่าวมาแล้ว กิจกรรมการ เคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ที่สามารถนำมาใช้ เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะเบื้องต้นต่างๆ ดังกล่าวนี้ พอจะนำมาเป็นตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้ คือ 1) การยืนทรงตัวอยู่กับที่ด้วยเท้าข้างเดียวหรือทั้งสองเท้า หรือด้วยส่วนต่างๆ ของ ร่างกายเป็น ฐานรองรับน้ำหนัก 2 ส่วน หรือ 3 ส่วนก็ได้ในระยะเวลาหนึ่ง 2) การยืนทรงตัวอยู่กับที่แล้วเหยียดแขน ขา ลำตัว หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ไปในทิศทาง ต่างๆ ให้ได้ไกลที่สุด 3) การทำให้ร่างกายมีลักษณะรูปร่างต่างๆ กัน เช่น ทำตัวเป็นกำแพง รถหรือตึก ในขณะที่ ร่างกายไม่ต้องเปลี่ยนที่ 4) การบิดแขนขา ลำตัว หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายไปพร้อมๆ กันในขณะที่ร่างกาย อยู่กับที่ 5) ขาข้างหนึ่งข้างใดอยู่กับที่เพียงขาเดียว แล้วพยายามเหยียดขาอีกข้างหนึ่ง แขนเดียวหรือสอง แขน ลำตัวหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายไปให้ได้ไกลที่สุด 6) การงอลำตัวและการเหยียดลำตัวสลับกันให้ได้มากที่สุดในเวลาที่กำหนด โดยที่ร่างกายไม่ขยับ จากที่เดิม 7) การทำร่างกายให้มีร่างกายเล็กลงหรือใหญ่ขึ้น หรือให้สั้นลงหรือยาวขึ้น สลับกันให้ได้มากที่สุด ในเวลาที่กำหนด 8) จากท่าต่างๆ เช่น ท่านั่งอยู่กับพื้น ท่าดันพื้น ท่านอนคว่ำหรือนอนหงาย แล้วให้ ทำท่าต่างๆ ต่อไปนี้คือ 8.1) ยกส่วนต่างๆ ของร่างกายให้พ้นจากพื้นมากที่สุด 8.2) ใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเขียนตัวหนังสือในอากาศ หรือทำท่าระบายสี วาดรูป ในอากาศ 8.3) เหยียดแขนและขาไปในทิศทางต่างๆ ให้ได้มากที่สุด 8.4) เปลี่ยนตำแหน่งหรือทิศทางต่างๆ ของร่างกายให้ได้มากที่สุด ยื่นแขนแขน เดียว ขา เดียว แขนและขาข้างเดียว หรือสลับแขนและขาแต่ละข้าง 9) การใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเขียนวงกลมโดยใช้ระนาบต่างๆ เช่น ขนานกับพื้น ตั้งกับพื้น เฉียงกับพื้น 10) การแสดงตำแหน่งของร่างกายในการว่ายน้ำท่าต่างๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวท่า ว่ายน้ำ เหล่านั้นด้วย ในขณะที่ร่างกายอยู่กับที่ 11) จากท่ายืนแยกเท้าให้ห่างกันมากๆ ให้บิดลำตัวไปทางซ้ายและขวา แล้วเอามือแตะ พื้นให้ได้ ไกลให้มากที่สุด ใช้มือแตะพื้นด้านตรงกันข้ามให้ได้ไกลให้มากที่สุด 12) การฝึกหัดทรงตัวด้วยท่าต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ด้วยเท้าเดียว ด้วยมือและขาอย่าง ละข้าง ด้วยสองมือ ด้วยศีรษะและด้วยข้อศอกทั้งสอง เป็นต้น 13) การเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งแล้วตามด้วยแขนอีกข้างหนึ่งไปรอบ ๆ ร่างกายโดยไม่ต้อง เคลื่อนที่


๒๐ 14) การทดสอบความสามารถของข้อต่อของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายว่าสามารถจะ เคลื่อนไปใน ทิศทางใดได้บ้าง หรือได้มากน้อยแค่ไหน 15) การจับเป็นคู่ ๆ แล้วพยายามยกคู่ของตนเองว่าจะสามารถยกคู่ของตนเองใน ลักษณะไหนได้ บ้างหรือไม่มากน้อยแค่ไหน 5.3.2 การเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่ (Locomotive Movement) คือกิจกรรม การเคลื่อนไหว ร่างกายที่ร่างกายมีการเปลี่ยนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือจากจุดหนึ่งไปยังอีก จุดหนึ่งควบคู่กัน เช่น การ เคลื่อนไหวไปด้วยการเดิน การวิ่ง การคลาน การกลิ้ง การม้วนตัว ไปในทิศ ทางตรง ทางโค้ง หรือเป็นวงกลมก็ได้ การเคลื่อนไหวโดยการเคลื่อนที่ไปคนเดียว หรือเป็นคู่หรือเป็น กลุ่มหลายๆ คนก็ได้ กิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบที่ ร่างกายมีการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง นี้ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มีบทบาทและความสำคัญสำหรับนักเรียน ในระดับชั้นอนุบาลและชั้น ประถมศึกษาตอนต้นคือปีที่ 1-3 นี้มาก เพราะนักเรียนที่อยู่ในวัยนี้เป็นวัยที่ร่างกาย กำลังอยู่ใน ระหว่างการเจริญเติบโตและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุก ๆ ส่วนกำลังต้องการการเคลื่อนไหวและการ ออกกำลังกาย เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต และให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้เริ่มปรับตัวให้ สามารถทำงาน ร่วมกันและประสานระหว่างกันและกันให้ดีขึ้นดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นกิจกรรมการ เคลื่อนไหวเบื้องต้นต่าง ๆ เหล่านี้ จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ถ้าครูผู้สอนสามารถจัดให้นักเรียนได้อย่าง เหมาสมและเพียงพอแล้ว จะเป็นการช่วย ให้ร่างกายของนักเรียนได้มีการเจริญเติบโต มีสุขภาพ อนามัยที่สมบูรณ์และช่วยวางพื้นฐานให้ระบบประสาทและ กล้ามเนื้อของร่างกายได้มีการทำงาน ร่วมกันและประสานในระหว่างกันและกันได้เป็นอย่างดี อันจะเป็นการให้ได้มา ซึ่งทักษะการ เคลื่อนไหวเบื้องต้นที่ดีต่อไป กิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบที่ร่างกายมีการเปลี่ยนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่ หนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะเบื้องต้นมีดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1) การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดินช้าๆ เร็วๆ หรือเร็วๆ ช้าๆ สลับกันไปรอบๆ ห้อง หรือสนาม ที่กำหนดให้ 2) การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดินหรือการวิ่ง ด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ ช้า เร็ว สลับกัน 3) การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดินด้วยวิธีการก้าวเท้ายาวๆ การก้าวเท้าเดินแบบ ช้าง หรือ อาจจะเดินด้วยวิธีการเลียนแบบสัตว์อื่น ๆ 4) ทำตัวให้ใหญ่เหมือนยักษ์ หรือเหมือนคนแคระ หรือเหมือนแม่มดแล้วทำท่าทาง หรือเดิน เหมือนยักษ์ เหมือนคนแคระ หรือเหมือนแม่มด 5) เคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดินหรือวิ่ง ข้ามหรือลอดเครื่องกีดขวาง เช่น โต๊ะ ม้านั่งหรือสิ่งอื่น ๆ 6) การเคลื่อนไหวร่างกายไปรอบ ๆ ห้องเรียนหรือสนามแล้วทำท่าเหมือนการว่ายน้ำประกอบด้วย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 7) เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ห้องเรียนหรือสนามด้วยท่า ใด ๆ ก็ได้ แต่เมื่อได้ยินสัญญาณก็ หยุดและก็ให้ เปลี่ยนท่าและเคลื่อนที่ไปเป็นท่าใหม่ด้วยท่าใด ๆ ก็ได้ 8) นักเรียนจับกันเป็นคู่ ๆ คนหนึ่งนั่งเหยียดแขนหรือขาออกไป อีกคนหนึ่งเดินข้าม หรือกระโดด ข้าม 9) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรือห้องเรียนในขณะที่ยกเท้าข้างหนึ่งตลอดเวลา


๒๑ 10) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบสนามหรือห้องเรียน ขณะเดียวกันก็ท าตัวให้ต่ำลงและ ต่ำลง แล้วก็ ถึงท่าคลานเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรือห้องเรียนนั้น แล้วก็ค่อยๆ ยกลำตัวให้สูงขึ้นสูงขึ้น จนลำตัวตั้งตรง 11) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรือห้องเรียนโดยให้น้ำหนักของล าตัวอยู่ ส่วนบนส่วนหนึ่ง ส่วนใดของร่างกายเพียงส่วนเดียว 12) ให้นักเรียนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยให้แขนและขาที่อยู่ข้างเดียวกันแกว่งไป ข้างหน้าและข้าง หลังพร้อมๆ กัน 13) ให้นักเรียนเคลื่อนที่ไปข้างหน้ารอบห้องเรียนหรือสนามโดยให้ส่วนของศีรษะ อยู่ต่ำกว่าเอว ตลอดเวลา 14) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรือห้องเรียนโดยถือไม้คทาหรือไม้ยาวเท่า ไม้เท้า หรือเชือก กระโดดติดมือไปด้วย เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณให้วางไม้หรือเชือกที่ถือติดมือมานั้นกับ พื้น แล้วกระโดดกลับไป กลับมาข้ามเชือกหรือไม้นั้น 3–4 ครั้ง แล้วจึงหยิบเชือกที่วางไว้นั้นขึ้นมาและ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อไปอีก จนกว่า เมื่อได้ยินอีกก็ให้ปฏิบัติการกระโดดข้ามไม้หรือเชือกในท่า เดียวกันหรือท่าใหม่ก็ได้ ให้ปฏิบัติแบบนี้ไปเรื่อยๆ 15) เคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยท่าเดินหรือท่าวิ่งไปในทิศทางต่างๆ กันแล้วไปแตะ ฝาผนัง เมื่อได้ แตะฝาผนังแล้วให้เคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าด้วยวิธีอื่นที่แตกต่างจากเดิม ทุกครั้งเมื่อแตะ ฝาผนังแล้วจะต้องเปลี่ยนท่า เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นอย่างอื่นไปทุกครั้งด้วย 16) ให้นักเรียนจับกันเป็นคู่ๆ เมื่อได้ยินสัญญาณ นักเรียนคนหนึ่งในคู่นั้นเคลื่อนที่ ไปข้างหน้าด้วย วิธีหนึ่ง แล้วนักเรียนอีกคนหนึ่งพยายามเลียนแบบตามนักเรียนคนแรกนั้นแล้ว เคลื่อนที่ตามไป เมื่อได้ยินสัญญาณ ครั้งที่สองนักเรียนคนหนึ่งก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยท่าใหม่ แล้ว นักเรียนอีกคนหนึ่งก็ท าท่าเลียนแบบเคลื่อนที่ตาม ไป ให้นักเรียนท าแบบนี้ตามไปเรื่อยๆ 17) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ ห้องเรียนหรือสนามด้วยการใช้ส่วนต่างๆ ของเท้า รองรับน้ำหนัก ของร่างกายในแต่ละครั้งแตกต่างกัน 18) ให้นักเรียนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่น โดยวิธีการก้าวเท้าไป ข้างหน้าและให้ส้น เท้าติดกับนิ้วเท้าหน้าไปเรื่อยๆ หรือโดยวิธีการก้าวเท้าไปข้างหน้าและให้ขาไขว้กัน หรือโดยวิธีการก้าวหน้าไป ข้างหน้าด้วยเท้าทั้งสองพร้อมกัน หรือโดยวิธีให้เท้าหนึ่งเท้าใดนำเพียง เท่านั้น 19) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรือห้องเรียน โดยใช้ท่าเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เช่นเดียวกับ การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเช่นเดียวกับการเคลื่อนที่ในกีฬาลู่และลาน มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 20) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ ห้องเรียนแล้วบิดปลายเท้าไปทางขวาทุกครั้งที่จะหัน ไปทางขวา และทุกครั้งที่จะหันไปนั้นให้เปลี่ยนท่าการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าใหม่ บิดเท้าไปทางซ้ายทุก ครั้งที่จะหันไปทางซ้าย พร้อมกับเปลี่ยนท่าเคลื่อนที่ใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ 21) เลือกกีฬาประเภทหนึ่งประเภทใดขึ้นมา แล้วเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยการสมมติ ว่าเป็นการ เล่นกีฬาประเภทนั้น 22) นักเรียนเคลื่อนที่ไปทางซ้าย ไปทางขวา ไปข้างหน้า ไปข้างหลังด้วยวิธีการ ใช้เท้าข้างเดียว สองเท้าสลับกัน 23) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ ห้องเรียนหรือสนาม โดยใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของ ร่างกายที่ละส่วนชี้ ไปข้างหน้าตลอดเวลา


๒๒ 5.3.3 การเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบที่มีการใช้อุปกรณ์หรือวัตถุอื่นประกอบ (Manipulative Movement) การเคลื่อนไหวเบื้องต้นต้นแบบที่มีการใช้อุปกรณ์หรือวัตถุอื่นประกอบ นั้น ความประสงค์ก็เพื่อให้ นักเรียนได้มีการพัฒนาการในการทำงานประสานกันระหว่างประสาทและ กล้ามเนื้อของส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี ขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1) การใช้ถุงถั่วหรืออุปกรณ์ที่คล้ายคลึงกัน 1.1) กิจกรรมทีเป็นรายบุคคล - กิจกรรมการโยนถุงถั่วขึ้นแล้วก็รับ นักเรียนอาจจะโยนด้วยมือเดียว หรือสองมือหรือโยนด้วย หลังมือครั้งละวิธีก็ได้ การรับอาจจะรับด้วยมือเดียวหรือสองมือก็ได้ - การทรงตัวด้วยเท้าเดียว โดยวางถุงถั่วบนปลายเท้า อาจจะทรงตัว ด้วยเท้าซ้ายหรือเท้าขวาแล้ว วางถุงถั่วบนหลังเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก็ได้ - กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้เท้า เดินหรือกระโดดด้วยเท้าซ้ายหรือขวา ในขณะที่วางถุงถั่วบนหลังเท้า ซ้ายหรือขวา ยืนด้วยเท้าซ้ายหรือขวา ใช้หลังเท้าซ้ายหรือขวาส่งถุงถั่ว ขึ้นมาหาตนเอง - กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้ศีรษะ เดิน วิ่ง กระโดดสลับเท้าขณะที่ถุงถั่วอยู่ บนศีรษะ โดยไม่ให้ถุงถั่ว หล่นจากศีรษะ - กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้เท้าคีบ (เท้าเปล่า) ใช้นิ้วเท้าซ้ายหรือขวาคีบ ถุงถั่วแล้วเดินกระโดดจาก จุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง - กิจกรรมเกี่ยวกับการสลับตำแหน่งการยืนและการนั่ง จากท่ายืนโยน ถุงถั่วขึ้นสูงเหนือศีรษะ แล้วให้นั่งลงก่อนที่จะรับไว้ - กิจกรรมการใช้ถุงถั่วสองถุงหรือมากกว่า โยนถุงถั่วสองถุงขึ้นแล้วรับ สลับกัน - กิจกรรมการบังคับถุงถั่วให้อยู่บนศีรษะ พยามยามยืนขึ้น และนั่งลง - คีบถุงถั่วด้วยเท้าทั้งสองแล้วกระโดดไปข้างหน้า กระโดดไปข้างหลัง - ยืนแยกเท้าห่างกันมากๆ ผลักถุงถั่วไปข้างหน้าระหว่างเท้าทั้งสองให้ ไกลมากที่สุด - จากท่ายืนแยกเท้าห่างกันเข่างอ ผลักถุงถั่วไปข้างหลังตามพื้นที่ให้ไกล ที่สุด มหาวิทยาลัยการ กีฬาแห่งชาติ - ให้ยืนแยกเท้าห่างกันพอประมาณ มือทั้งสองจับถุงถั่วเหยียดตรงเหนือ ศีรษะพร้อมกับแอ่นตัวไป ข้างหลังให้ได้มากที่สุด - จัดท่ามือทั้งสองและเข่าทั้งสองเป็นฐาน หลังขนานพื้น วางถุงถั่ว บนเอวพยายามเหวี่ยงก้นไป ทางซ้ายและขวาเพื่อให้ถุงถั่วหล่นลงจากเอว 1.2) กิจกรรมที่เป็นคู่ - การโยนถุงถั่วสลับไปมาระหว่างคู่ของตนเอง - การโยนถุงถั่วกลับไปกลับมาระหว่างคู่ของตนเองโดยใช้เท้า ในการโยน - โยนถุงถั่วโดยการวางถุงถั่วบนศีรษะ ส่งถุงถั่วให้เพื่อนทางซ้าย และขวา - ทั้งคู่ต่างมีถุงถั่วคนละถุงก็ให้โยนสลับกันไปสลับกันมา - โยนถุงถั่วให้คู่ของตนเองพร้อมกันทั้งสองถุง - ผลัดกันโยนถุงถั่วไปในทิศทางต่างๆ


๒๓ - ให้คนหนึ่งยืนอยู่กับที่อีกคนหนึ่งวิ่งไปรอบๆ คนที่อยู่กับที่นั้นแล้วให้ คนที่ยืนส่งถุงถั่วไปให้คนที่ วิ่งรอบๆ - ให้ทั้งสองคนนั่งสมาธิหันหน้าเข้าหากันห่างกันประมาณ 3 เมตร แล้ว ส่งถุงถั่วกลับไปกลับมา ด้วยท่านั่ง 2. การใช้ลูกบอลประกอบการเคลื่อนไหวเบื้องต้น 2.1 กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล 2.2 กิจกรรมที่เป็นคู่ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547: 110) จำแนกลักษณะการเคลื่อนไหวโดยใช้อุปกรณ์ไว้ดังนี้ 1. การทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคลื่อนที่ เช่น การขว้างลูกบอล ตีวงล้อ กิจกรรมนี้เด็ก จะได้กระท ากับ วัตถุเป็นหลัก 2. การหยุดวัตถุเคลื่อนที่ เป็นกิจกรรมของเด็กที่ฝึกให้เด็กรับหรือหยุดวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่มาหา เช่น รับลูกบอล หรือรับของที่โยนมา เป็นต้น 3. การเคลื่อนที่ไปพร้อมกับวัตถุ เช่น การอุ้มลูกบอลวิ่ง การวิ่งโบกสายรุ้ง เป็น ต้น สิ่งที่เด็กได้รับ จากกิจกรรมนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเข้าใจตนเองและผู้อื่น มิติสัมพันธ์ รวมถึงการ วางตัว วรรณภรณ์ มะลิรัตน์ (2554: 15) เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว และชอบ เคลื่อนไหว ร่างกายอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่ครูจัดขึ้นควรจัดให้เหมาะสมกับวัยและตาม ความสนใจของเด็ก การ จัดบรรยากาศและนำอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ประกอบการเคลื่อนไหว เพื่อให้เด็ก เกิดการเคลื่อนไหว เพื่อให้เด็กเกิดการ เรียนรู้ การช่วยเหลือ รู้จักการแก้ปัญหาและเป็นผู้น าผู้ตามที่ดี จากการใช้อุปกรณ์ต่างๆ 5.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ทฤษฎีที่ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาครั้งนี้คือ 5.4.1 อาร์โนลด์ เกเซลล์ (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2547: 35; อ้างอิงจาก Arnold Gesell 1880-1961) ใช้คำว่าวุฒิภาวะ Maturation หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Pattern) และรูปร่าง (Shape) ของพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากยีนส์ (Genes) หรือความพร้อมของกล้ามเนื้อและ ระบบประสาทจะปรากฏ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้าทาง พันธุกรรม ทักษะและพฤติกรรมที่คล้ายคลึง กันของเด็กแต่ละคนจะปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน Gesell ใช้ค˚าว่าวงจรของพฤติกรรม (Cycles Of Behavior) Gesell และคณะ ศึกษาพัฒนาการของทารก เด็ก และวัยรุ่น อายุแรกเกิด-16 ปี โดยการสังเกตพฤติกรรมด้วย ตนเองจากภาพยนตร์ และการ สัมภาษณ์บิดามารดา และจัดกลุ่มข้อมูลสำหรับเป็นข้อมูลพื้นฐานของบุคลิกภาพ (Personality Profile) ได้ 10 ด้าน คือ 1) ลักษณะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก 2) สุขนิสัยส่วนบุคคล 3) การแสดงออกของอารมณ์ 4) ความกลัว ความฝัน 5) ความเป็นตัวของตัวเอง การแสดงออกทางเพศ 6) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 7) การเล่นและการใช้เวลาว่าง


๒๔ 8) การเรียน 9) จริยธรรม 10) ปรัชญาชีวิต Gesell กล่าวถึงทฤษฎีพัฒนาการทางร่างกายว่า การเจริญเติบโตของเด็กจะแสดง ออกเป็น พฤติกรรมด้านต่างๆ สำหรับพัฒนาการทางร่างกาย นั้น หมายถึง การที่เด็กแสดงความ สามารถในการจัดกระทำกับ วัสดุ เช่น การเล่นลูกบอล การขีดเขียน เด็กต้องใช้ความสามารถของการ ใช้สายตาและกล้ามเนื้อมือ ซึ่งเป็น พฤติกรรมที่ต้องอาศัยการเจริญเติบโตของระบบประสาทและการ เคลื่อนไหวประกอบกัน ลักษณะพัฒนาการที่ สำคัญของเด็กในระยะนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงทาง ด้าน การเคลื่อนไหว การทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อ การ พัฒนาความสามารถในการควบคุม ร่างกาย การบังคับส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดย Gesell ได้ศึกษาความสามารถ ของเด็กตามแบบธรรมชาติ โดยสังเกตพฤติกรรม ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนเติบโตเต็มที่ การสังเกตมีทั้งสังเกตด้วยตา และถ่ายภาพยนตร์เอาไว้ศึกษาโดย ละเอียดภายหลังผลการศึกษา เกเซลล์ สรุปว่า ความสามารถของเด็กมีเป็นระยะ และขั้นตอน แต่ละ ช่วงอายุมีความหมายและมีความสำคัญแก่ชีวิตเพราะเป็นรากฐานของบุคคลเมื่อเป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรม ของบุคคลจะมีอิทธิพลมาจากสภาพความพร้อมทางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อม กระดูก และ ประสาท ต่างๆ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลง และ Gesell ได้แบ่ง พัฒนาการเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Gross Motor Development) เป็นความสามารถของ ร่างกายที่ ครอบคลุมถึงการบังคับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหว ทั้งหมด 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Fine Motor or Adaptive Development) เป็น ความสามารถในการ ประสานงานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก เช่น การ ประสานงานระหว่างตากับมือ ซึ่งดูได้จาก ความสามารถในการใช้มือของเด็กๆ เช่น ในการตอบสนอง ต่อสิ่งที่เป็นลูกบาศก์ การสั่นกระดิ่งฯลฯ ฉะนั้น พฤติกรรมด้านการปรับตัวจึงสัมพันธ์กับพฤติกรรม ทางด้านการเคลื่อนไหว 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language Development) ประกอบด้วยวิธีสื่อสาร ทุกชนิด เช่น การ แสดงออกทางหน้าตา ท่าทาง การเคลื่อนไหวท่าทางของร่างกาย ความสามารถใน การเปล่งเสียง และภาษาพูดการ เข้าใจในการสื่อสารกับผู้อื่น 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม (Personal Social Development) เป็น ความสามารถใน การปรับตัวของเด็กระหว่างบุคคลกับบุคคล และบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อม และสภาพความเป็นจริง นับเป็นการปรับตัวที่ต้องอาศัยการเจริญเติบโตของสมองและระบบการ เคลื่อนไหวประกอบกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก Gesell พบว่าก่อนที่ คนเราจะท˚าอะไรง่ายๆ เช่น หยิบอาหารใส่ปากได้นั้นมี การเรียนรู้หลายขั้นตอน ขั้นแรกทารกจะใช้มือ ตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยมือ 4 นิ้วติดกันกับฝ่ามือโดยเริ่มใช้ฝ่ามือ ตอนใกล้ๆ สันมือ ต่อมาจะเลื่อน ไปใช้ใจกลางมือครั้นแล้วหัวแม่มือจึงค่อยเลื่อนมาช่วยจับ ขั้นสุดท้ายคือการหยิบ ของด้วยหัวแม่มือกับ ปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น Gesell และคนอื่นๆ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมการปฏิบัติการแห่ง กล้ามเนื้อของคนเรามีพัฒนาการเริ่มจากศีรษะจรดเท้าเรียกว่า Cephalo Caudal Sequence คือหัน ศีรษะได้ก่อน ชันคอแล้วจึงคว่ำ คืบ นั่ง คลาน ยืน เดิน และวิ่งตามล˚าดับ การควบคุมปฏิบัติการ กล้ามเนื้อ ยังมีพัฒนาการเริ่ม จากใกล้ลำตัวก่อนเรียกว่า Proximodistal Sequence เช่น ที่แขนขา ทารกย่อมบังคับการเคลื่อนไหวแกว่งแขนขา ได้ก่อนมือและเท้า เด็กใช้แขนคล่องก่อนมือและใช้มือ คล่องก่อนนิ้ว ดังนั้น เด็กเล็กๆ เมื่อต้องการจับอะไรก็ผวาไป


๒๕ ทั้งตัว ต่อมาจึงยื่นออกไปเฉพาะแขนแล้ว จึงใช้มือและนิ้วมือดังกล่าว ถ้าจะให้เด็กเล็กๆ เขียนหนังสือมักจะได้ตัวโต เพราะกล้ามเนื้อมือยังใช้ไม่ คล่องแคล่วได้แต่วาดแขนออกไปกว้างๆ ต่อเมื่อการบังคับกล้ามเนื้อบรรลุวุฒิภาวะแล้ว จึงสามารถ เขียนตัวเล็กๆ ได้ เพราะสามารถบังคับกล้ามเนื้อมือและนิ้ว แนวคิด เด็กจะมีความพร้อมที่จะเรียนต่อเมื่อเด็กพร้อม ซึ่งผู้ใหญ่ไม่สามารถที่จะเร่งเด็กให้ พร้อมได้ ความ พร้อมในการมาโรงเรียนขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะซึ่งถือเป็นสภาวะที่เด็กที่มีสุขภาพสมบูรณ์จะ สามารถบรรลุงานนั้นได้ ในช่วงวัยนั้น 5.4.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์ (Edward L Thorndike) 1) กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็ก มีความ พร้อมทั้งกายและใจ เกี่ยวกับร่างกาย (Physical) เพื่อเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อและระบบ ประสาทให้สัมพันธ์กัน (Co–Ordination) เพื่อเป็นการฝึกทักษะเกี่ยวกับทางจิตใจ (Mental) เป็น ความพร้อมทางด้านสมองหรือสติปัญญา และควรคำนึงถึงความพร้อมในวัยต่างๆ ด้วยว่ามีความ แตกต่างกันอย่างไร เมื่อเด็กมีความพร้อมทั้งร่างกายและ จิตใจจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี 2) กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) เด็กจะเรียนรู้ได้จากการฝึกหัดหรือ กระทำซ้ำๆ บ่อยๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและจังหวะเด็กจะเกิดทักษะในแบบต่างๆ ทำให้ระบบ ประสาทและกล้ามเนื้อทำงาน สัมพันธ์กันได้ดี 3) กฎแห่งความพอใจ (Law of Effect) เด็กจะเรียนรู้ได้ดีถ้าผลการกระทำนั้น เป็นไปใน ทางบวกหรือทางที่ดี ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความสนใจ เกิดทักษะทำให้เด็กมีความสนุกสนาน และความพอใจ (เชวลิต ภูมิภาค. 2523: 109–110; อ้างอิงจาก Thorndike.n.d.) 5.4.3 ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของ สกินเนอร์ (Skinner) คือ บุคคลเรียนรู้ได้ด้วยการกระทำ 5.4.4 วิธีสอนของ โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gange) คือการเรียนรู้เป็นลำดับขั้น 5.4.5 แนวคิดของ บลูม (Benjamin S.Bloom) คือ ธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกัน เป็นต้น 5.5 การวัดทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น วรศักดิ์ เพียรชอบ (2548: 412-425) ได้อธิบายวิธีการวัดทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น ไว้ดังนี้ 5.5.1 วิธีการวัดทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นที่เป็นแบบอยู่กับที่ แบบที่ 1 การยืนด้วยขาข้างเดียว มือเท้าสะเอว แบบที่ 2 การยืนด้วยเท้าทั้งสองชิดกันและหลับตา แบบที่ 3 ยืนตรง เข่าตึง ก้มตัว มือแตะพื้น แบบที่ 4 การแอ่นตัวไปข้างหลัง แบบที่ 5 การงอและเหยียดลำตัวสลับกัน แบบที่ 6 กังหันต้องลม แบบที่ 7 การเหวี่ยงแขนไปข้างหน้าและหลัง แบบที่ 8 การยืนด้วยสองมือข้างฝาผนัง


๒๖ 5.5.2 วิธีการวัดทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นที่เป็นแบบอยู่กับที่ แบบที่ 1 การเดินต่อปลายเท้า แบบที่ 2 การกระโดดด้วยสองเท้าไปข้างหน้าและข้างหลัง แบบที่ 3 การกระโดดไปข้างหน้าด้วยเท้าข้างเดียว แบบที่ 4 การก้าวและกระโดดทีละเท้าสลับกันไปข้างหน้า แบบที่ 5 การก้าวเท้าไขว้สลับกัน แบบที่ 6 การเดินถอยหลังด้วยการต่อส้นเท้า แบบที่ 7 การกระโดดตบมือเหนือศีรษะ แบบที่ 8 การนอนตะแคงงอเข่ากลิ้งตัว แบบที่ 9 การม้วนหน้า แบบที่ 10 การนอนหงายงอเข่ากลิ้งตัว แบบที่ 11 การม้วนหลัง 5.5.3 วิธีการวัดทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบที่มีการใช้อุปกรณ์ประกอบ แบบที่ 1 การโยนลูกบอล (หรือถุงถั่ว) ขึ้นแล้วรับ แบบที่ 2 การโยนลูกบอล (หรือถุงถั่ว) ไปข้างหน้าแล้ววิ่งไปรับ แบบที่ 3 การโยนลูกบอล (หรือถุงถั่ว) ไปข้างหลังแล้วถอยไปรับ แบบที่ 4 การโยนลูกบอล (หรือถุงถั่ว) ไปข้างๆ แล้ววิ่งไปรับ แบบที่ 5 การโยนและรับลูกบอลสองลูก (หรือถุงถั่วสองถุง) สลับกัน แบบที่ 6 การโยนลูกบอล (หรือถุงถั่ว) เข้าในวงกลม แบบที่ 7 การบังคับถุงถั่วให้อยู่บนหลังเท้า แบบที่ 8 การโยนถุงถั่วด้วยหลังเท้า แบบที่ 9 การบังคับถุงถั่วให้อยู่บนศีรษะ แบบที่ 10 การบังคับถุงถั่วให้อยู่บนศีรษะขณะนั่งและยืนสลับกัน แบบที่ 11 การเลี้ยงลูกบอลด้วยมือ แบบที่ 12 การเลี้ยงลูกบอลด้วยเท้า 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับตารางเก้าช่อง 6.1 ความเป็นมาของตารางเก้าช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2548: 19-168) ได้นำเสนอแนวคิด ความเป็นมาของตารางเก้า ช่อง ซึ่งพัฒนามาจากแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นสื่อที่แสดงออกถึงการทำงานของสมอง หรือระบบ ประสาท กับการกระตุ้นให้ร่างกายได้ปฏิบัติการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบตามลำดับ ขั้นตอนซึ่งจะช่วยนำไปสู่การ ปรับตัวและการพัฒนาของสมอง ดังนี้ ตารางเก้าช่อง คือ เครื่องมือที่ เจริญ กระบวนรัตน์ คิดค้นขึ้นในเบื้องต้น เพื่อใช้นำไปสู่ การพัฒนาปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้และการรับรู้สั่งงานของสมอง ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบประสาท


๒๗ และกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นและพัฒนาปฏิกิริยาความเร็วในการปฏิบัติทักษะการ เคลื่อนไหว ความรวดเร็วในการคิด และการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนา สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาควบคู่กันไป ด้วยการ พัฒนามาจากรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นพื้นฐาน เบื้องต้นของมนุษย์ นำไปสู่การกำหนดวิธีการโดยใช้หลักการ ทำงานของสมองมาควบคุมการปฏิบัติ ในแต่ละขั้นตอนเป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดโครงสร้างของสมองใน การรับรู้ เรียนรู้ และ พัฒนาการควบคุมการทำงานของสมองให้เป็นไปอย่างมีแบบแผน เป็นขั้นตอนตามรูปแบบการ เคลื่อนไหวที่ถูกสร้างขึ้นหรือวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากรูปแบบและขั้นตอนการ เคลื่อนไหวที่ง่ายไปสู่ การเคลื่อนไหวที่ยาก และพัฒนาการเคลื่อนไหวจากช้าไปสู่การเคลื่อนไหวที่ รวดเร็ว ซับซ้อน หลากหลายรูปแบบ และหลากหลายทิศทางมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สมองได้รับการ กระตุ้นและพัฒนาการรับรู้ เรียนรู้ รวมทั้งการเชื่อมโยง ข้อมูลที่ถูกจัดลำดับความสัมพันธ์ ได้อย่าง ถูกต้องตามแบบแผนของรูปแบบการเคลื่อนไหวที่กำหนดไว้ เท่ากับเป็น การสร้างแผนที่หรือกำหนด รูปแบบขั้นตอนการทำงานให้สมอง (Brain Mapping) เพื่อนำไปสู่กระบวนการรับรู้ เรียนรู้ สั่งงาน และการพัฒนาปฏิสัมพันธ์ทางด้านความคิดและทักษะกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกา (Psychomotor Skills) อย่างเป็นระบบ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีรูปแบบวิธีการ และขั้นตอนที่ ถูกต้องชัดเจนเป็นระบบ คือ การกำหนดเงื่อนไขให้สมองทำงานอย่างมีทิศทางและมี เป้าหมาย ซึ่งแตกต่างจากการ ปล่อยให้เด็กหรือร่างกายเคลื่อนไหวไปตามพัฒนาการที่เป็นธรรมชาติ ภาพสะท้อนหรือผลย้อนกลับของการ เคลื่อนไหว (Feedback) จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการรับรู้ เรียนรู้ และพัฒนาการของสมองโดยตรงที่ก้าวหน้าขึ้น จากการฝึกหรือการเรียนรู้อย่างแท้จริง และเป็น การประเมินผลที่มีความเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด ดังรูปแบบพื้นฐาน ของการเคลื่อนไหวในตารางเก้าช่องที่ เจริญ กระบวนรัตน์ ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางให้การกำหนดโครงสร้าง การทำงานให้กับ สมองจะช่วยพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของการฝึกจะ เน้นการกระตุ้นการทำงานของสมอง หรือระบบประสาทที่ทำ หน้าที่ในการรับรู้ข้อมูล (Sensory Neuron) เพื่อ ส่งไปยังสมองส่วนกลาง (Central Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล ก่อน ส่งไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สั่งงานและควบคุมการเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามข้อมูลที่ส่งมา (Motor Neuron) โดยเน้นความ ถูกต้องแม่นยำ และความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวเป็นสำคัญ การฝึกปฏิกิริยาการรับรู้และตอบสนอง ต่อการเคลื่อนไหว เป็นหนึ่งในหลักการฝึกเพื่อ พัฒนาการทำงานของระบบประสาทและความเร็วที่สำคัญ สำหรับ นักกีฬาที่มุ่งไปสู่ความเป็นเลิศใน การแข่งขันความแน่นอนแม่นยำในการปฏิบัติ ทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะกีฬา ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งรวมไปถึงการคิด การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าใน แต่ละสถานการณ์ของเกมการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ รูปแบบของการฝึกจะเน้นการกระตุ้นการ ทำงานของสมอง หรือระบบประสาทที่ทำหน้าที่การรับรู้ (Sensory Neuron) เพื่อส่งไปยังสมอง ส่วนกลาง (Central Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูล ประเมิน วิเคราะห์และแปล ความหมายข้อมูล จากนั้นกระแสประสาทจะ ถูกส่งไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สั่งงานและควบคุม การเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามข้อมูลที่สมองส่วนกลางแปล ความหมายส่งมา (Motor Neuron) ช่วง ระยะเวลาของการทำงานหรือฝึกระบบประสาทในลักษณะดังกล่าวนี้จะใช้ เวลาเพียงช่วงสั้นๆ โดยเน้น ความถูกต้องของลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ ความแม่นยำและความรวดเร็วในการ เคลื่อนไหวเป็นสำคัญ ซึ่งโดยหลักการฝึกปฏิกิริยาการรับรู้และตอบสนองของระบบประสาท ไม่จำเป็นต้องใช้ ระยะเวลา ระยะทางหรือพื้นที่มากก็สามารถฝึกได้ในระยะแรกก่อนที่จะมาเป็นตารางเก้าช่อง เส้นของสนามกีฬา ประเภทต่างๆ ได้ถูกนำมา ดัดแปลงใช้เป็นเงื่อนไขในการฝึกปฏิกิริยาความเร็ว ความคล่องตัว ให้กับนักกีฬาแต่ละ ประเภท ต่อมาได้คิดทำอุปกรณ์ฝึกปฏิกิริยาความเร็วแบบง่ายๆ โดยใช้ท่อ PVC ขนาดครึ่งนิ้วตัดเป็นท่อนๆ ยาว


๒๘ ประมาณ 40–60 เซนติเมตร เจาะรูที่ปลายสองข้างสำหรับใช้ร้อยเชือกคล้องต่อกันเพื่อนำไปประกอบ ใช้ในการฝึก ให้กับนักกีฬาได้ทุกสถานที่ สำหรับรูปแบบการฝึกสามารถประยุกต์ได้หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น การฝึกการ เคลื่อนไหวเท้ากับอุปกรณ์สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม รั้ว บันไดเชือก ฯลฯ โดยยึดหลัก ทำอะไรง่ายๆ ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด หลังจากนั้นจึงเกิดแนวความคิดในการวางกรอบหรือพื้นที่ขนาด ย่อมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการฝึกสมองให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตารางเก้าช่องจึงผุดขึ้นมาใน ความคิดและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฝึกปฏิกิริยา ความเร็วในการเคลื่อนไหวของมือและเท้า ให้กับนักกีฬา รวมทั้งพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวร่างกาย ตลอดจนการทรงตัวให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ถูกนำมาใช้เป็นกิจกรรมในการฝึก ให้กับนักกีฬา บนตารางเก้าช่อง ซึ่งมีมากมายกว่า 100 รูปแบบนั้น ได้จากการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของแต่ละ ชนิดกีฬา จากนั้นนำมาประยุกต์เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวให้นักกีฬาทำการฝึกบนตารางเก้าช่อง ซึ่งมี ขนาดของ ตารางที่ใช้สำหรับการฝึกปฏิกิริยาความเร็วของเท้า แต่ละช่องใหญ่สุดไม่เกิน 30x30 เซนติเมตร และเล็กสุดของ ช่องตารางไม่ควรต่ำกว่า 20x20 เซนติเมตร ทั้งนี้สามารถปรับขนาดของ ตารางเก้าช่องให้มีความเหมาะสมกับ ลักษณะรูปร่างของเด็กหรือนักกีฬา และจุดประสงค์ของการฝึก หรือการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เสมอไป ในกรณีที่นำไปใช้ฝึกปฏิกิริยาความเร็วใน การเคลื่อนไหวของมือบนโต๊ะเขียนหนังสือหรือโต๊ะเรียนของ นักเรียน รวมไปถึงการนำไปประยุกต์ใช้ ฝึกตามฝาผนังของห้องเรียน ขนาดของช่องตารางแต่ละช่องควรมีขนาด กะทัดรัด ไม่ควรเล็กหรือใหญ่ เกินไป ปกติที่ใช้โดยทั่วไปขนาดเล็กสุดคือ 14x14 เซนติเมตร และขนาดใหญ่สุดคือ 18x18 เซนติเมตร นอกจากนี้ การเรียนรู้เนื้อหาสาระในบทเรียนที่เด็กต้องจดจำข้อมูลมากมายโดยไม่มี โอกาสปฏิบัติหรือ นำไปใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งในการด˚ารงชีวิตจริง ข้อมูลการเรียนรู้ดังกล่าวไม่นาน ก็จะถูกลืมเลือน (Short Term Memory) หรือไม่อาจจะถ่ายทอดเก็บไว้ในคลังสมองส่วนที่ถาวร (Long Term Memory) การเรียนรู้ลักษณะนี้ ไม่ได้ช่วยพัฒนาเพิ่มพูนการเจริญเติบโตของสมองที่ เกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การจินตนาการ และการคิด แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับเด็ก ในขณะที่ ตารางเก้าช่อง เปิดโอกาสให้เด็กมีการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ควบคู่กับ การเรียนรู้เนื้อหาข้อมูลที่ ครูสามารถสอดแทรกลงในตารางเก้าช่องให้เด็กได้เรียนรู้ ทำให้เด็กสนุกและมีจิตใจจดจ่อ อยู่กับการ เรียนรู้ สามารถเข้าใจและจดจำเนื้อหาได้ง่ายช่วยให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาความคิดและจิตนาการ กับ เด็ก 6.2 นวัตกรรมทางการศึกษากับตารางเก้าช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2548: 19-168) กล่าวถึงนวัตกรรมทางการศึกษาของตาราง เก้าช่องไว้ดังนี้ ตารางเก้าช่อง คือเครื่องมือที่ถูกคิดขึ้นในเบื้องต้น เพื่อใช้นำไปสู่การพัฒนาปฏิสัมพันธ์ ในการเรียนรู้ และการรับรู้สั่งงานของสมอง ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาท กล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นและพัฒนา ปฏิกิริยาความเร็วในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ความรวดเร็วใน การคิดและการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายซีกขวาควบคู่ กันไป ด้วยการอาศัยรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นพื้นฐาน เบื้องต้นของมนุษย์เป็นหลัก นำไปสู่การ กำหนดวิธีการและหลักการในการปฏิบัติแต่ละขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเป็น ลำดับ เพื่อกระตุ้นการรับรู้ และพัฒนาการควบคุมการทำงานของสมองให้เป็นไปตามแบบแผนที่รูปแบบการ เคลื่อนไหวที่ถูกสร้าง ขึ้นหรือวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ง่ายไปยาก และ พัฒนาการ เคลื่อนไหวจากช้าไปสู่การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว หลากหลายรูปแบบและหลากหลายทิศทางมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สมองได้รับการกระตุ้นและพัฒนาความสัมพันธ์ตามแบบแผนของรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ กำหนดไว้เท่ากับ


๒๙ เป็นการสร้างแผนที่สมอง (Brain Mapping) เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้และการพัฒนา ความสัมพันธ์ทางด้านทักษะ กลไกการเคลื่อนไหวร่างกาย (Psychomotor Skill) อย่างเป็นระบบ เป็น ภาพสะท้อนหรือผลย้อนกลับ (Feedback) ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของสมองที่เป็น รูปธรรมอย่างชัดเจนและโดยตรงวิธีการ ปฏิบัติ เพื่อพัฒนาปฏิกิริยาการรับรู้สั่งงานของสมองให้มีความสามารถในการ ควบคุมการทำงานของร่างกายดียิ่งขึ้น การปฏิบัติในแต่ละรูปแบบของการเคลื่อนไหวที่กำหนดไว้ใน ตารางเก้าช่อง มีขั้นตอนการปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. เริ่มต้นการฝึกจากการปฏิบัติอย่างช้าๆ ทีละขั้นตอนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการ ปฏิบัติตามรูปแบบแต่ละรูปแบบอย่างถูกต้อง 2. ปฏิบัติโดยใช้มือซ้ายหรือเท้าซ้ายเคลื่อนไหวนำ และใช้มือขวาหรือเท้าขวา เคลื่อนไหว ทีละขั้นตอนจนจบการเคลื่อนไหวตามรูปแบบที่กำหนดไว้แต่ละรูปแบบ จากนั้นให้เปลี่ยน มาใช้มือขวาหรือเท้าขวา นำในลักษณะเช่นเดียวกันจนจบการเคลื่อนไหวตามรูปแบบที่กำหนดไว้ ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวสลับกันอย่าง ต่อเนื่อง โดยพยายามไม่หยุดชะงักในช่วงที่ปรับเปลี่ยนมือ ซ้ายหรือเท้าซ้ายเป็นมือขวาหรือเท้าขวานำในการ เคลื่อนไหว 3. ให้ปฏิบัติการเคลื่อนไหวตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อสองโดยพยายามปรับ ความเร็ว ในการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นตามลำดับหรือเท่าที่ผู้ฝึกปฏิบัติจะสามารถทำได้เร็วสุดในขณะนั้น โดยไม่ผิดพลาด 4. หากการปรับเลี่ยนจากจังหวะจากมือซ้ายหรือเท้าซ้ายไปเป็นมือขวาหรือเท้าขวาใน การเคลื่อนไหว มีความผิดพลาดในระหว่างที่มีการพยายามปรับความเร็วในการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นให้ หยุดการปฏิบัติ ทันที และเริ่มต้นทำการปฏิบัติการเคลื่อนไหวในรูปแบบนั้นใหม่อย่างช้าโดยค่อยๆ ปรับความเร็วเพิ่มขึ้นตาลำดับ 5. การฝึกแต่ละรูปแบบอาจใช้ระยะในการฝึกปฏิบัติต่อรอบประมาณ 10-15 วินาที โดย มีช่วงพักสลับแต่ละช่วงประมาณ 30-60 วินาที แต่ละรูปแบบปฏิบัติซ้ำ 3-5 รอบ 6. ผู้สนใจหรือผู้ฝึกปฏิบัติสามารถก˚าหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวในตารางเก้าช่อง เพื่อ นำไปสู่การพัฒนาปฏิกิริยาความเร็วในการรับรู้สั่งงานของสมองได้ตามต้องการ โดยอาศัยหลักการและ วิธีการปฏิบัติ ดังกล่าวข้างต้น 6.3 ประโยชน์ของตารางเก้าช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2548: 19-168) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของตารางเก้าช่องไว้ดังนี้ ตารางเก้าช่อง สามารถนำไปบูรณาการสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนการสอนและรูปแบบการ เคลื่อนไหวได้หลากหลาย ดังนั้นครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลบุคคลที่สนใจหากศึกษาและเข้าใจ วิธีการ จะสามารถคิดและจัดรูปแบบกิจกรรมการ เคลื่อนไหวร่างกายได้ตามวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็น การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอนเนื้อหาในแต่ละ กลุ่มสาระวิชา หรือฝึกทักษะกลไกลการ เคลื่อนไหวบนตารางเก้าช่องให้กับเด็กและนักกีฬา บุคคลทั่วไป ผู้สูงอายุ หรือผู้มีปัญหาทางด้านการ เคลื่อนไหวและสมอง รวมทั้งการนำไปใช้เคลื่อนไหวประกอบกับจังหวะดนตรีในการออก กำลังกาย แบบแอโรบิก รำเซิ้ง รำฟ้อน ลีลาศและเต้นรำเพื่อสุขภาพ ประโยชน์ที่ได้จากการนำตารางเก้าช่อง ไปใช้ อาจแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ รูปแบบ วิธีการ กิจกรรม และความสม่ำเสมอในการฝึก ปฏิบัติของแต่ละบุคคล ซึ่งพอจะสรุปประโยชน์ของตารางเก้าช่องโดยรวมได้ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาการรับรู้ เรียนรู้ และการสั่งงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 2. ช่วยพัฒนาทักษะการใช้มือและเท้าในการเคลื่อนไหวและการทรงตัว 3. ช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจ


๓๐ 4. ช่วยพัฒนาความแข็งแรงและความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว 5. การพัฒนาระบบพลังงานและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย 6. ช่วยปรับความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย 7. ช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายได้คุณภาพ 8. ช่วยพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างมีเหตุผล 9. ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ ความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในตนเอง 10. ช่วยพัฒนาและเสริมสร้างสมาธิในการรับรู้ เรียนรู้ 11. ช่วยสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ให้รู้สึกสนุก ผ่อนคลาย ไม่เครียด 12. ช่วยสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ EQ วุฒิภาวะทางสังคม SDQ และวุฒิภาวะ ทางด้าน สติปัญญา IQ 13. ช่วยพัฒนาการรับรู้ เรียนรู้ของสมองซีกซ้ายและซีกขวา 14. ช่วยให้สามารถประเมินผลการรับรู้เรียนรู้ได้อย่างถูกต้องตามรูปธรรม 15. ช่วยส่งเสริมทักษะ พัฒนาความคิด จินตนาการ และความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติในการ เรียนรู้ 6.4 ลักษณะเด่นของตารางเก้าช่อง 1. สะดวก ปลอดภัย ใช้พื้นที่น้อย 2. ควบคุมดูแลง่าย 3. ประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ 4. ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้เรียนรู้และความเข้าใจโดยง่าย 5. ประยุกต์ใช้ในการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ 6. สนุก ผ่อนคลาย ได้สาระเนื้อหาการเรียนรู้ จดจำ และเข้าใจได้ง่าย 7. เป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสได้ ประเมินได้ 8. พัฒนากายและจิต ความคิด สติปัญญาและสุขภาพ 9. ช่วยให้เด็กมีสมาธิ และจิตใจจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว 7. เเบบฝึกทักษะความคล่องไว 7.1 ความหมายและความสำคัญของเเบบฝึกทักษะความคล่องไว สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 53) ได้สรุปความสำคัญของเเบบฝึก ทักษะความคล่องไวว่าเเบบฝึกทักษะความคล่องไวมีความสำคัญต่อผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยส่งเสริมสร้าง ทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้นทำให้การสอนของครูและการ เรียนของนักเรียนประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ไพทูลย์ มูลดี (2546 : 48) ได้สรุปความหมายของเเบบฝึกทักษะความคล่องไว คือชุดฝึกการ เรียนรู้ที่ครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะความ


๓๑ ชำนาญและฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทั้งยังมีประโยชน์ในการลดภาระการสอนให้กับครู อีกทั้งพัฒนา ความสามารถของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ คมขำ แสนกล้า (2547 : 32) ได้สรุปความสำคัญของแบบฝึกว่า เเบบฝึกทักษะความคล่องไว เป็นส่วนสำคัญในการเรียนการสอน เพราะถ้าขาดเเบบฝึกทักษะความคล่องไวเพื่อใช้ในการฝึกฝนทักษะความรู้ต่างๆ หลังจากเรียนไปแล้ว เด็กก็อาจจะลืมเลือนความรู้ที่เรียนไปได้ ซึ่งอาจส่งผลให้นักเรียนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ฐานิยา อมรพลัง (2548 : 75) ได้สรุปถึงความหมายของเเบบฝึกทักษะความคล่องไว คือ งาน กิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ครูจัดให้นักเรียนได้ฝึกหัดกระทำ เพื่อทบทวนฝึกฝนเนื้อหาความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนไป แล้วให้เกิดความจำ จนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความชำนาญ และให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 40) ได้สรุปความหมายและความสำคัญของแบบฝึกได้ว่า แบบ ฝึก คือ แบบฝึกหัด หรือชุดฝึกที่ครูจัดให้นักเรียน เพื่อให้มีทักษะเพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องนั้นๆ มาบ้างแล้ว โดยแบบฝึกต้องมีทิศทางตรงตามจุดประสงค์ ประกอบกิจกรรมที่น่าสนใจและสนุกสนาน อกนิษฐ์ กรไกร (2549 : 18) ได้สรุปความหมายของเเบบฝึกทักษะความคล่องไวไว้ว่า แบบ ฝึก-ทักษะหมายถึง สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้นักเรียน ทำโดยมีการทบทวนสิ่งที่เรียนผ่านมาแล้วจากบทเรียน ให้เกิดความเข้าใจและเป็นการฝึกทักษะ และแก้ไขใน จุดบกพร่องเพื่อให้นักเรียนได้มีความสามารถและศักยภาพยิ่งขึ้นเข้าใจบทเรียนดีขึ้น พินิจ จันทร์ซ้าย (2546 : 90) กล่าวถึงเเบบฝึกทักษะความคล่องไวว่า หมายถึง งาน กิจกรรม หรือประสบการณ์ที่ครูผู้สอนจัดให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วนำมาปรับ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถฝึกฝนด้วยตนเองได้ ผู้รายงานได้ศึกษาความหมายและความสำคัญของเเบบฝึกทักษะความคล่องไวแล้วพอสรุปได้ว่า เเบบฝึกทักษะความคล่องไว หมายถึง ชุดฝึกทักษะที่ครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้าง ความเข้าใจ และช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญและฝึกกระบวนการคิดให้มากขึ้น ทำให้ครูทราบความเข้าใจของ นักเรียนที่มีต่อบทเรียน ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ ทั้งยังมีประโยชน์ช่วยลดภาระ การสอนของครู และยังช่วยพัฒนาตามความแตกต่าง 7.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้แก่ผู้เรียน การสร้างแบบฝึกให้มี ประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึก เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับระดับ ความสามารถของนักเรียน สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 60 -61) ได้สรุปลักษณะของแบบฝึกที่ ดีควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม ความสอดคล้องกับเนื้อหา รูปแบบน่าสนใจ และคำสั่งชัดเจน และได้สรุปลักษณะของแบบฝึกไว้ดังนี้


๓๒ 1. ใช้หลักจิตวิทยาการสอนนักเรียน 2. ข้อคิดหลักจากวิชาพลศึกษา 3. ให้ความหมายต่อชีวิต 4. คิดได้เร็วและสนุก 5. ปลุกความน่าสนใจ 6. เหมาะสมกับวัยและความสามารถ 7. อาจศึกษาได้ด้วยตนเอง และได้แนะนำให้ผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณะของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำคำสั่งหรือตัวอย่างวิธีทำที่ใช้ไม่ควร ยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเอง ได้ถ้าต้องการ 2. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึกลงทุน น้อยใช้ได้นาน ๆ และทันสมัยอยู่เสมอ 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกหัดที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมีกิจกรรม หลายรูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิด ความชำนาญ 5. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดให้โดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความหรือรูปภาพใน แบบฝึกหัด ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความในใจของนักเรียนเพื่อว่าแบบฝึกหัดที่สร้างขึ้นจะได้ ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ได้เร็วในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกหัดที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักค้นคว้ารวบรวมสิ่งที่ พบเห็นบ่อย ๆ หรือที่ตนเองเคยใช้จะทำให้นักเรียนสนใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้นและจะรู้จักความรู้ในชีวิตประจำวัน อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกฝนนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกหัดที่ดีควรจะสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนจะมีความ แตกต่างกันหลายๆด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนั้น การทำแบบฝึกหัดแต่ละเรื่อง ควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับ ตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งเด็กเก่ง กลาง และอ่อนจะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จ ใน การทำแบบฝึกหัด 8. แบบฝึกหัดที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงหน้า สุดท้าย 9. แบบฝึกหัดที่ดีควรได้รับการปรับปรุงไปคู่กับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอและควรใช้ได้ดี ทั้งในและนอกบทเรียน 10. แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของ เด็กได้ด้วย


๓๓ ฐานิยา อมรพลัง (2548 : 78) ได้เสนอลักษณะที่ดีของแบบฝึก คือ แบบฝึกที่เรียงลำดับจาก ง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มีรูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการจัดกิจกรรม หรือจัดแบบฝึกให้สนุก ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัย และ ระดับชั้นของนักเรียน มีคำสั่ง คำชี้แจงสั้น ชัดเจน เข้าใจง่าย มี ตัวอย่างประกอบ มีการจัดกิจกรรม การฝึกที่เร้าความสนใจ และแบบฝึกนั้นควรทันสมัยอยู่เสมอ วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 43) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี คือ ควรมีความ หลากหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย และต้องมีลักษณะที่เร้า ยั่วยุ จูงใจ ได้ให้คิดพิจารณา ได้ศึกษา ค้นคว้าจนเกิดความรู้ ความเข้าใจทักษะ แบบฝึกควรมีภาพดึงดูดความสนใจเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนตรงกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ มีเนื้อหาพอเหมาะ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 20) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกหัดและเเบบฝึก ทักษะความคล่องไวที่ดีไว้ว่า ดังนี้ 1. จุดประสงค์ 1.1 จุดประสงค์ชัดเจน 1.2 สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2. เนื้อหา 2.1 ถูกต้องตามหลักวิชา 2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม 2.3 มีคำอธิบายและคำสั่งที่ชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติตาม 2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและ หลักการสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.5 เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ และความ แตกต่างระหว่างบุคคล 2.6 มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของ ธรรมชาติวิชา 2.7 มีกลยุทธ์การนำเสนอและการตั้งคำถามที่ชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้สามารถ ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ผู้รายงานพอสรุปลักษณะของแบบฝึกที่ดีได้ว่า แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทำให้นักเรียนประสบ ความสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี และแบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญของครู ทำให้ครูลดภาระการ สอนลงได้ ทำให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตนเพื่อความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นครูยังจำเป็นต้อง ศึกษาเทคนิควิธีการ ขั้นตอนในการฝึกทักษะต่างๆ มีประสิทธิภาพที่สุด อันส่งผลให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆด้าน ตรงตามเนื้อหา เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัญหาของผู้เรียน


๓๔ 7.3 ประโยชน์ของเเบบฝึกทักษะความคล่องไว ยุพา ยิ้มพงษ์ (อ้างใน สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2544, หน้า 3) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้หลาย ข้อด้วยกัน ดังต่อไปนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระครู ได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบและมีระเบียบ 2. ช่วยเสริมทักษะแบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยการส่งเสริมและ ความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกัน การ ให้เด็กทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้เด็กลงมือทำหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะสำหรับเด็กที่ ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และเป็นเครื่องมือช่วยที่มีค่าของครูที่จะสนองความต้องการเป็นรายบุคคลในชั้นเรียน 4. แบบฝึกช่วยเสริมทักษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าวนั้น ได้แก่ฝึกทันทีหลังจาก ที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด โดยสรุป แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จใน การฝึกทักษะได้เป็น อย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่ดีของครู ทำให้ครูลดภาระการสอนลงทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเอง ได้อย่างเต็มที่และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดีอีกทั้งแบบฝึกจะช่วยในเรื่องของความแตกต่าง ระหว่างบุคคล โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องมีการสอนต่างจากกลุ่มเด็กปกติทั่วไป หรือเสริม เพิ่มเติมให้เป็นพิเศษ ฉะนั้นแบบฝึกจึงมีประโยชน์มากสำหรับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กได้ฝึก ปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะทางภาษาได้มากขึ้น ไพทูลย์ มูลดี (2546 : 52) ได้อธิบายประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้ คือ แบบฝึกมีความสำคัญ และ จำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดีขึ้นสามารถจดจำเนื้อหาใน บทเรียนและคำศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถ นำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการเรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบ ข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลด ภาระได้มาก และยังให้นักเรียนนำภาษาไปใช้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 41) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของเเบบฝึกทักษะความคล่องไวไว้ว่า แบบฝึกช่วยในการฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ภาษาของนักเรียนสามารถนำมาฝึกซ้ำทบทวนบทเรียน และ ผู้เรียนสามารถนำไปทบทวนด้วยตนเอง จดจำเนื้อหาได้คงทน มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนพลศึกษา แบบฝึกถือเป็น อุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทดสอบความรู้ วัดผลการเรียนหรือประเมินผลการเรียนก่อนและหลังเรียนได้ เป็นอย่างดี ทำให้ครูทราบปัญหาข้อบกพร่องของผู้เรียนเฉพาะจุดได้ นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง ครู ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝึกหัดและเเบบฝึก ทักษะความคล่องไวเป็นสื่อการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ใน หน่วยการเรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ โดยสรุปได้ดังนี้ 1. เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน


๓๕ 2. ผู้เรียนมีสื่อสำหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด การคิดวิเคราะห์ และการเขียน 3. เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน 4. พัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านต่างๆ ของผู้เรียน จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพช่วยทำให้นักเรียนประสบ ผลสำเร็จ ในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 53 - 54) ได้สรุปประโยชน์ของเเบบฝึก ทักษะความคล่องไวได้ดังนี้ 1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน 3. ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ 4. ฝึกให้เด็กทำงานตามลำพัง โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 5. ช่วยลดภาระครู 6. ช่วยให้เด็กฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ 7. ช่วยพัฒนาตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 8. ช่วยเสริมให้ทักษะคงทน ซึ่งลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าวนั้นได้แก่ 8.1 ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ 8.2 ฝึกซ้ำหลายๆครั้ง 8.3 เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด 9. เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 10. ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง 11. ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆของเด็กได้ชัดเจน 12. ประหยัดค่าใช้จ่ายแรงงานและเวลาของครู ผู้รายงาน ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของเเบบฝึกทักษะความคล่องไวแล้ว พอสรุปได้ว่าแบบฝึกมี ความสำคัญ และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น สามารถ จดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนาน ในขณะเรียนทราบความก้าวหน้าของ ตนเอง และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจน สามารถนำเเบบฝึกทักษะความคล่องไวมาทบทวน เนื้อหาเดิมด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำ ให้ครูประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย 7.4 หลักการสร้างแบบฝึก วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 45) ได้สรุปหลักการสร้างเเบบฝึกทักษะความคล่องไวดังนี้ 1. ความใกล้ชิด คือ ถ้าใช้สิ่งเร้าและการตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันจะสร้าง ความพอใจให้กับผู้เรียน 2. การฝึก คือ การให้นักเรียนได้ทำซ้ำ ๆ เพื่อช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจที่แม่นยำ 3. กฎแห่งผล คือ การที่ผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบจะช่วย ให้ผู้เรียนทราบข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไขและเป็นการสร้างความพอใจแก่ผู้เรียน


๓๖ 4. การจูงใจ คือ การสร้างแบบฝึกเรียงลำดับ จากแบบฝึกง่ายและสั้นไปสู่แบบฝึกเรื่องที่ ยากและยาวขึ้น ควรมีภาพประกอบและมีหลายรส หลายรูปแบบ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 54 - 55) ได้สรุปหลักในการสร้างแบบ ฝึกว่าต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้า นักเรียนได้เรียนตามอัตราการเรียนของตนก็จะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จมากขึ้น 7.5 ส่วนประกอบของแบบฝึก สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 61 - 62) ได้กำหนดส่วนประกอบของ เเบบฝึกทักษะความคล่องไวได้ดังนี้ 1. คู่มือการใช้แบบฝึก เป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึก ว่าใช้เพื่ออะไรและมี วิธีใช้อย่างไร เช่น ใช้เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสริมประกอบด้วย - ส่วนประกอบของแบบฝึก จะระบุว่าในแบบฝึกชุดนี้ มีแบบฝึกทั้งหมดกี่ชุด อะไรบ้าง และมีส่วนประกอบอื่นๆ หรือไม่ เช่น แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน - สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียนเตรียม ตัวให้พร้อมล่วงหน้าก่อนเรียน - จุดประสงค์ในการใช้แบบฝึก - ขั้นตอนในการใช้ บอกข้อตามลำดับการใช้ และอาจเขียน ในรูปแบบของแนวการสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น - เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 2. แบบฝึก เป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ที่ถาวรควรมีองค์ประกอบ ดังนี้ - ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย - จุดประสงค์ - คำสั่ง - ตัวอย่าง - ชุดฝึก - ภาพประกอบ - ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน - แบบประเมินบันทึกผลการใช้ 7.6 รูปแบบการสร้างแบบฝึก สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 62 - 64) ได้เสนอแนะรูปแบบการสร้าง แบบฝึก โดยอธิบายว่าการสร้างแบบฝึกรูปแบบก็เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะจูงใจให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติแบบฝึกจึง ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย มิใช่ใช้แบบเดียวจะเกิดความจำเจน่าเบื่อหน่าย ไม่ท้าทายให้อยากรู้อยากลองจึงขอเสนอ รูปแบบที่เป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ส่วนผู้สร้างจะนำไปประยุกต์ใช้ ปรับเปลี่ยนรูปแบบอื่นๆ ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละ คน ซึ่งจะเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก ดังนี้


๓๗ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่า ให้ผู้เรียนอ่านแล้วใส่เครื่องหมายถูก หรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยตัวคำถามหรือตัวปัญหา ซึ่งเป็นตัวยืนไว้ในสดมภ์ ซ้ายมือ โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อเพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับคำถามให้ สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรือรหัสคำตอบไปวางไว้ที่ว่างหน้าข้อความหรือจะใช้การโยงเส้นก็ได้ 3. แบบเติมคำหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่างไว้ให้ ผู้เรียนเติมคำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งคำหรือข้อความที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกำหนดตัวเลือกให้ เติมก็ได้ 4. แบบหมายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น คำถาม ซึ่งจะต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ ชัดเจนไม่คลุมเครือ ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือคำตอบซึ่งอาจจะมี 3- 5 ตัวเลือกก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวส่วนที่เหลือเป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่ตัวคำถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบอย่าง เสรีตามความรู้ความสามารถ โดยไม่จำกัดคำตอบ แต่กำจัดคำตอบ แต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้คำถามในรูปทั่วๆ ไป หรือเป็นคำสั่งให้เขียนเรื่องราวต่างๆ ก็ได้ 7.7 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 65) ได้เสนอแนะ การสร้างแบบฝึกว่า ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก จะคล้ายคลึงกับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอื่นๆ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น - ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน - ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรม 3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก และเลือกเนื้อหา ในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้น ว่าจะทำเรื่องใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้ 4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง 5. ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจ 6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับ เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 8. นำไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 10. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป


๓๘ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้อธิบายขั้นตอนการสร้างเเบบฝึกทักษะความคล่อง ไว ดังนี้ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด เเบบฝึกทักษะความคล่องไว 2. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียดเพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการจัดทำ 3. ออกแบบการจัดทำแบบฝึกหัด เเบบฝึกทักษะความคล่องไวตามจุดประสงค์ 4. สร้างแบบฝึกหัด และเเบบฝึกทักษะความคล่องไวและส่วนประกอบอื่นๆ เช่น 4.1 แบบทดสอบก่อนฝึก 4.2 บัตรคำสั่ง 4.3 ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ 4.4 แบบทดสอบหลังฝึก 5. นำแบบฝึกหัด เเบบฝึกทักษะความคล่องไวไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6. ปรับปรุงพัฒนาให้สมบูรณ์ 7.8 แนวคิดหลักการที่เกี่ยวข้องกับเเบบฝึกทักษะความคล่องไว อกนิษฐ์ กรไกร (2549 : 17) ได้ดำเนินการสร้างเเบบฝึกทักษะความคล่องไว ยึดหลักให้ นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ในความคาดหวัง ต้องการให้เด็กที่ใช้เเบบฝึกทักษะความ คล่องไวมีพฤติกรรม ดังนี้ 1. Active Responding ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับกระเฉง ไม่ว่าจะเป็นคิดในใจหรือแสดงออกมาด้วยการพูดหรือเขียน นักเรียนอาจเขียนรูปภาพเติมคำแต่งประโยค หรือหาคำตอบในใจ 2. Minimal Error ในการเรียนแต่ละครั้งเราหวังว่า นักเรียนจะตอบคำถามได้ถูกต้อง เสมอ แต่ในกรณีที่นักเรียนตอบคำถามผิด นักเรียนควรมีโอกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาทำผิดเพื่อไปสู่คำตอบที่ ถูกต้องต่อไป 3. Knowledge of Results เมื่อนักเรียนสามารถตอบถูกต้องเขาควรได้รับเสริมแรง ถ้า นักเรียนตอบผิดเขาควรได้รับการชี้แจง และให้โอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้องเช่นเดียวกับประสบการณ์ที่เป็น ความสำเร็จสำหรับมนุษย์แล้ว เพียงได้รู้ว่าทำอะไรสำเร็จก็ถือเป็นการเสริมแรงในตัวเอง 4. Small Step การเรียนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปทีละน้อยด้วยตนเอง โดยให้ความรู้ตามลำดับขั้นและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใคร่ครวญตามซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างมาก แม้ ที่เรียนอ่อนก็จะสามารถเรียนได้ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 54 - 55) ได้อธิบายแนวคิดและหลักการ สร้างแบบฝึกว่า การศึกษาในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ผู้สร้างแบบฝึกมิควรละเลยเพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้น ได้ต้องขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ของจิตและพฤติกรรมที่ตอบสนองนานาประการ โดยอาศัยกระบวนการที่เหมาะสม และเป็นวิธีที่ดีที่สุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จากข้อมูลที่นักจิตวิทยาได้ทำการค้นพบ และทดลองไว้แล้ว สำหรับ การสร้างแบบฝึกในส่วนที่มีความสัมพันธ์กันดังนี้ 1. ทฤษฎีการลองถูกลองผิดของธอร์นไดค์ ซึ่งได้สรุปเป็นกฎเกณฑ์การเรียนรู้ 3 ประการ คือ 1.1 กฎความพร้อม หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อมที่จะกระทำ


๓๙ 1.2 กฎผลที่ได้รับ หมายถึง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพราะบุคคลกระทำซ้ำง่าย 1.3 กฎการฝึกหัด หมายถึง การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ผู้ฝึกจะต้องควบคุม และจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกำหนดลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก ดังนั้น ผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสั่งต่างๆ ใบแบบฝึกให้ผู้ฝึกได้แสดง พฤติกรรมสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ผู้สร้างต้องการ 2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซึ่งมีความเชื่อว่า สามารถควบคุมบุคคลให้ทำตามความ ประสงค์หรือแนวทางที่กำหนดโดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของบุคคลผู้นั้นว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ด้วยการกระทำโดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการ เป็นบุคคลตอบสนอง การเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพิ่มการตอบสนองให้เข้มขึ้นจากเดิม ได้มาก 3. วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลำดับขั้น และผู้เรียนจะต้องเรียนรู้เนื้อหาที่ ง่ายไปหายาก การสร้างแบบฝึก จึงควรคำนึงถึงการฝึกตามลำดับจากง่ายไปหายาก 4. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกันผู้เรียนสามารถ เรียนรู้เนื้อหาในหน่วยย่อยต่างๆ ได้โดยใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกัน 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ พบว่า Lawrance and Hayden (2011: 67 – 72) ได้ศึกษาการวิจัยการใช้ชุดฝึกทักษะหรือชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 87 คนพบว่านักศึกษาที่ได้ ใช้ชุดฝึกเสริมทักษะมีคะแนนทดสอบหลังทำชุดฝึกเสริม ทักษะมากกว่าคะแนนก่อนทำชุดฝึกเสริมทักษะและทำข้อสอบหลังการทำชุดฝึกเสริมทักษะได้ถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 98.80 Kahkone (2012) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมการสอน โดยใช้เเบบฝึกทักษะความคล่องไว ปฏิบัติการแบบศึกษารายกรณีเพื่อพัฒนาและประเมินผลตามแนว Constructivism เรื่อง กฎการเคลื่อนที่ของนิว ตัน โดยอาศัยกรอบของการสอนการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร พบว่า สื่อการเรียนการสอนที่มีความสำคัญอย่าง มากต่อการพัฒนา และการประเมินผลการเรียนการสอนตามแนว Constructivism เนื่องจากนักเรียนมีความ เข้าใจมโนมติที่คลาดเคลื่อนการนำเสนอมโนมติที่ถูกต้องในรูปของเอกสาร การอ่าน และการฟังบรรยายนั้นยังไม่ สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้การวิจัยครั้งนี้ยังพบว่า การให้นักเรียนได้เผชิญกับสถานการณ์จริง มีส่วนใน กิจกรรมการเรียนการสอน ได้ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนมโนคติที่ คลาดเคลื่อนของนักเรียนได้ Halley (1972: 5018-A) ได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบการกระทำแบบทดสอบ สมรรถภาพทาง กลไกของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนเกรด 1-6 เกรดละ 30 คน รวม 180 คน ที่ มีอายุระหว่าง 5 ปี 9 เดือน ถึง 12 ปี 2 เดือน ทำการทดสอบ ความเร็ว ความคล่องตัว กำลัง ระยะเวลาการ ตอบสนอง การทรงตัวขณะอยู่กับที่ การทรงตัวขณะ เคลื่อนที่ ความยืดหยุ่นของสะโพก และความแข็งแรงของแขน พบว่า 1. คะแนนสมรรถภาพทางกลไก ในทุกรายการจะเพิ่มขึ้นตามลำดับอายุ 2. คะแนนสมรรถภาพทางกลไกใน


๔๐ ทุกรายการนอกจากความ แข็งแรงของแขนจะไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ในระดับเกรดกลางๆ เหมือนกับปีแรกๆ และปี หลังๆ 3. ความ ยืดหยุ่นตัวจะเพิ่มขึ้นตามอายุ 4. ความแข็งแรงจะยังไม่พัฒนาถึงขั้นสูงกว่าประถมศึกษา 5. การ ทรง ตัวขณะเคลื่อนที่ไม่เพิ่มขึ้นในระหว่างเกรด 1-3 William (1976: 7963-A) ได้ศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงสมรรถภาพทางกลไกของนักเรียน ในโรงเรียนที่ ใช้โปรแกรมพลศึกษาต่างกัน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 4 จำนวน 54 คน และเกรด 6 จำนวน 78 คน จากโรงเรียนอลาบามา 2 โรงเรียน คือโรงเรียนไม่ค่อยดีนัก สำหรับการเรียนและการเล่นของเด็กกลุ่มทดลองและใช้ โรงเรียนโปรแกรมพลศึกษาซึ่งจัดขึ้นโดยครู ประจำชั้น มีครูชั่วคราวและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอลาบามามาช่วย สอนพลศึกษา แต่มีสนามและ สถานที่ที่สภาพดีกว่ากลุ่มควบคุมได้ใช้กิจกรรมสอนที่เหมือนกันเป็นพื้นฐาน ยกเว้น การเรียนและ การเล่นของเด็กในสถานที่และสนามที่เป็นอุปสรรคของกลุ่มทดลอง มีการทดสอบสมรรถภาพทาง กลไกของนักเรียนทันทีเมื่อใช้โปรแกรมคือ ในเดือนตุลาคม 1974 และทดสอบช้าอีกครั้งหนึ่งในเดือน เมษายน 1975 โดยใช้แบบทดสอบที่มีรายการทดสอบคือ ลุก-นั่ง ยืนกระโดดไกล วิ่ง 50 หลาวิ่งกลับตัว งอแขนห้อยตัว เดิน–วิ่ง 600 หลา ผลการศึกษา พบว่า ในกลุ่มทดลองมีการพัฒนา สมรรถภาพกลไกขึ้นอย่างมีนัยส˚าคัญทั้งเกรด 4 และเกรด 6 ในเกรด 4 มีการพัฒนาสูงกว่ากลุ่ม ควบคุม 3 รายการ คือ ลุกนั่ง เดินกระโดดไกล และงอแขนห้อย ตัว ส่วนในรายการวิ่ง 50 หลา และ เดิน–วิ่ง 600 หลา ในรายการยืนกระโดดไกล ลุก-นั่ง ก็สูงกว่ากันไม่มากนัก ส่วนรายการวิ่ง 50 หลา ของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน Anyanwu (1977: 2644-A) ได้ทำการวิจัยเรื่อง สมรรถภาพทางกายของเยาวชนไนจีเรีย โดยใช้กลุ่ม ตัวอย่างเป็นเยาวชนทั้งชาย หญิง อายุตั้งแต่ 11-15 ปี โดยใช้แบบทดสอบซึ่งประกอบด้วย วิ่งกลับตัว ดันข้อ (สำหรับชาย) ดันข้อกับเก้าอี้ (สำหรับหญิง) ลุก–นั่งชันเข่าวิ่งเร็ว 45 เมตร ยืน กระโดดไกล ดึงข้อ (สำหรับชาย) งอ แขนหอยตัว (สำหรับหญิง) วิ่ง 9 นาที (สำหรับเยาวชนอายุ11-12 ปี) วิ่ง 12 นาที (สำหรับเยาวชนอายุ 13-18 ปี) ผลการบวิจัยพบว่า 1. เยาวชนมีความสามารถ ดีขึ้นในทุกระดับอายุและเยาวชนชายมีความสามารถดีกว่า เยาวชนหญิงในการทดสอบทุกรายการ 2. ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายของเยาวชนหญิงอายุต่˚าดีกว่าเยาวชนหญิงที่ มีอายุสูง 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายของเยาวชนในสหรัฐอเมริกา พบว่า สมรรถภาพทางกาย ของ เยาวชนสหรัฐอเมริกาดีกว่าเยาวชนไนจีเรีย สวนเยาวชนอายุต่˚าค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายของ เยาวชนทั้งสอง ประเทศไม่ต่างกัน Pollard (1980: 2480-A) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะทางกลไกของนักเรียน จากอายุ เพศ และสถานภาพทางสังคม เป็นการศึกษาเปรียบเทียบทักษะทางกลไกของนักเรียนชาย และนักเรียนหญิง ระดับ 5, 7 และ 10 ของโรงเรียนทางชานเมืองที่มีสถานภาพต่ำและสถานภาพสูง ทั้งนี้โดยนำผลที่ได้เปรียบเทียบทักษะ ทางกลไกมาตรฐานของรัฐแคลิฟอร์เนียและได้ใช้แบบทดสอบ เดียวกันคือ พีพีที (PPT=Physical Performance Test of California: 1971) ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนที่สถานภาพทางสังคมต่ำมีคะแนนเฉลี่ยต่ำ กว่านักเรียนที่มีสถานภาพทาง สังคมสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 และนักเรียนนักเรียนที่มีสถานภาพทางสังคมสูงมี คะแนนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของรัฐแคลิฟอรเนียอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 Kogan (1982: 166) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวกับการส่งผล สัมฤทธิ์ผล ทางการเรียน ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านพลศึกษาจะมีประโยชน์แก่เด็ก ประถม ซึ่งถ้าเริ่มต้นได้ เร็วเท่าใดเด็กก็จะได้รับผลดีมากเท่านั้น แต่ไม่มีการยืนยันว่าการเคลื่อนไหวจะ มีผลกระทบต่อสมองส่วนกลาง


๔๑ หรือไม่ ดังนั้นผลการจัดกิจกรรมดังกล่าวยังอยู่บนพื้นฐานที่ไม่มั่นคง พอที่จะอธิบายได้ว่า การเคลื่อนไหวสามารถ ใช้บ˚าบัดความไม่ปกติทางสติปัญญาได้ซึ่งอาจสรุป เกี่ยวกับโปรแกรมได้ว่า การเคลื่อนไหวควรจะให้สัมพันธ์กับ ทักษะกลไกและเนื้อหาสาระ รวมทั้ง ทักษะทางสังคม ซึ่งหากเด็กได้รับการส่งเสริมด้านการเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ก็ จะสามารถช่วยเด็กได้ เป็นอย่างดี Oka (1984: 1-3) ได้ทำการวิจัยเรื่อง สมรรถภาพกลไกของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนต้นใน โรงเรียนภาคใต้ของไทย ทำการทดสอบกับกลุ่มนักเรียนชายและนักเรียนหญิงที่กำลังศึกษา ในระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 870 คน เป็นชาย 444 คน หญิง 426 คน ทำการทดสอบโดยใช้ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกของ สมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งญี่ปุ่น (Japan Amateur Sport Association : J.A.S.A.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สมรรถภาพทางกลไกของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นภาคใต้ และน˚าผลการทดสอบ ไปเปรียบเทียบสมรรถภาพ กลไกของนักเรียนญี่ปุ่นตามระดับอายุ ผลการวิจัย พบว่า 1. สมรรถภาพทางกลไกของ นักเรียนชาย และนักเรียนหญิงเพิ่มขึ้นตามลาดับอายุ การพัฒนาของสมรรถภาพเป็นตามพัฒนาการเจริญเติบโต 2. เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กญี่ปุ่นในระดับอายุเดียวกัน เด็กไทยมีสมรรถภาพกลไกต่ำกว่าเด็กญี่ปุ่น เทียบเท่ากับเด็ก ญี่ปุ่นเมื่อ 24 ปีที่ผ่านมา 3. ความสมบูรณ์แข็งแรงของนักเรียนชายและนักเรียนหญิง เกือบทั้งหมดเพิ่มขึ้นตาม ระดับอายุ 4. เมื่อเปรียบเทียบความสมบูรณ์แข็งแรง เด็กไทยต่ำกว่าเด็กญี่ปุ่น ยกเว้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ท้อง 5. ความแข็งแรงของนักเรียนไทยไม่สมดุล โดยเฉพาะความ ทนทานต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบอื่นๆ ของความสมบูรณ์แข็งแรง Calitz (1988: 17) ได้กล่าวถึงศักยภาพและปัญหาของการใช้ภาษาของเด็กระหว่างเตรียม กิจกรรมการ เคลื่อนไหวและจังหวะ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการศึกษาสำรวจบริเวณการเคลื่อนไหวใน ขณะที่เด็กสำรวจและ เคลื่อนไหวในบริเวณต่างๆ และค้นหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งประโยชน์ของเด็กที่ได้ เคลื่อนไหวนั้นส่งผลผลิตต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็ก และ Calitz ได้ศึกษาถึงการสื่อ ความหมายระหว่างครูกับเด็กนักเรียนในขณะจัด กิจกรรมการเคลื่อนไหว ทั้งนี้เพื่อพยายามทำให้มี ประสิทธิภาพและสามารถจะทำให้เด็กมีส่วนร่วม เพื่อบรรลุ จุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรม การศึกษา ดังกล่าวใช้วิธีการสร้างรูปแบบการสอน รูปแบบนี้เป็นลักษณะที่ไม่เป็น ทางการ ซึ่งเน้นการสำรวจและ ค้นพบตามแนวการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาซึ่งอาศัยบทบาท ของครูเป็นสำคัญ และทำการเสนอแนะปัญหาและข้อบกพร่องที่จะต้องแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้นในสถานการณ์ที่ ทดลองจัดที่โรงเรียนอนุบาล ถวัลย์ มาศจรัส (2557, หน้า 148-149) ได้ทำการศึกษาส่วนประกอบของเเบบฝึกทักษะความคล่อง ไวไว้ว่า ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม การเรียนรู้ ในส่วนของเนื้อหาต้องถูกต้องตามหลักวิชา ให้ภาษาเหมาะสม มีคำอธิบายและคำสั่งที่ชัดเจนง่ายต่อการ ปฏิบัติตาม สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของกลุ่ม สาระการเรียนรู้ เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชามีกลยุทธ์การนำเสนอ และการตั้ง คำถามที่ชัดเจนน่าสนใจ ปฏิบัติได้ สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง สมวงษ์ แปลงประสพโชค (2558, หน้า 26) ได้ทำการศึกษาหลักการให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดไว้ดังนี้ แบบฝึกหัดและกิจกรรมควรเรียงจากง่ายไปยากหาคำตอบของแบบฝึกหัดบางข้อเพื่อให้นักเรียนตรวจสอบผลงาน และควรมีข้อแนะนำอธิบายสำหรับข้อที่ยาก ควรให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกหัดในชั่วโมงเรียน จะได้จำแนกข้อยาก


๔๒ และมีโอกาสซักถาม หลีกเลี่ยงการให้แบบฝึกหัด ที่ซ้ำซากและกิจกรรมที่เป็นกิจวัตร ควรสอดแทรก เกม ปริศนา และกิจกรรมทดลองที่น่าสนใจ ควรมีแบบฝึกหัดแบบปลายเปิดที่นักเรียนเลือกปัญหาด้วยตนเอง ควรอนุญาตให้ นักเรียนทำงานเป็นคู่หรือกลุ่มในบางโอกาส พยายามส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่มและลดการลอกงานกัน ฉวีวรรณ กีรติกร (2558, หน้า 10) ได้ทำการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาทักษะโดยใช้เเบบฝึก ทักษะความคล่องไวจะส่งผลถึงพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนคือ ช่วยในการปรับพฤติกรรมการเรียน ส่งเสริม ความเข้าใจความชำนาญ การคิดในใจ และแก้ปัญหาด้วยตนเองได้เร็ว ถูกต้องและแม่นยำ ประทีป แสงเปี่ยมสุข (2559, หน้า 34) ได้ทำการศึกษาประโยชน์ของแบบฝึกไว้เช่นกันคือแบบฝึก เป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครู ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน ช่วยให้นักเรียนได้ฝึก ทักษะในการใช้ภาษาให้ดีขึ้น ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในทางจิตใจ มากขึ้น ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนบทเรียนแล้ว ช่วยให้ นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนได้เต็มที่ นอกเหนือจากที่เรียนในเวลาเรียนและช่วย ให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเองด้วย จิตสุดา ไขว้วงค์ (2560 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยการพัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับ นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้าน นารังกา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์ นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 90.35/87.63 2. ความสามารถในการคิด สร้างสรรค์ของ นักศึกษาหลังการฝึกด้วยชุดฝึกทักษะ การคิดสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ชูศักดิ์ สุระประวัติวงศ์ (2561 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยการพัฒนาชุดฝึกทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 19 คน ที่โรงเรียนบ้านหนองไฮ ใน เขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.04/86.84 คะแนน ทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ 20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมทรง สุวพานิช (2561, หน้า 42) ได้ทำการศึกษาวิธีการให้ทำแบบฝึกหัดดังต่อไปนี้ การให้ฝึก ปฏิบัติควรจะมาหลังการสอน เมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว และควรให้ฝึกทุกๆ ด้าน โดยฝึกทำจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก ให้ระยะเวลาสั้นๆ ในการฝึกแต่บ่อยครั้งจะดีกว่าการฝึกติดต่อกัน เป็นเวลานาน เนื่องจากเด็กแต่ละคนอาจจะใช้ วิธีการทำที่แตกต่างกัน ดังนั้นครูต้องติดตามผลการฝึกอยู่เสมอ ควรให้งานตามความสามารถ ตามความเหมาะสมเป็น กลุ่มๆ ครูควรจัดให้เด็กเก่งศึกษาปัญหาทางพลศึกษาประเภทลับสมองเพื่อให้เขาได้พบสิ่งแปลกใหม่ เป็นการเร้าความ สนใจ ไม่ควรปล่อยให้ทำแบบฝึกหัดมากๆ ทุกครั้งไป ครูต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อการให้แบบฝึกหัด โดยให้เด็กเห็น ความสำคัญและให้ใช้เป็นสิ่งแสดงความก้าวหน้าของแต่ละคน ครูต้องแนะนำอย่างใกล้ชิดหากมีผิดพลาดครู ควรแก้ไขเสียก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ในการฝึกที่ชัดเจน ครูต้องดูแลและจัดการฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียนซึ่งมี ความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และครูต้องสรรหากิจกรรมที่ ใช้ฝึกให้มีความหลากหลายให้นักเรียนได้ฝึก ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2562, หน้า 495) ได้ทำการศึกษา การกำหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั้น ควรพิจารณาตามความเหมาะสม โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำ มักจะตั้งไว้ 80/80, 85/85 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะอาจตั้งไว้ ต่ำกว่านี้ เช่น 75/75 เป็นต้น เมื่อกำหนดเกณฑ์แล้วนำไปทดลองจริง อาจได้ผล


๔๓ ไม่ตรงตามเกณฑ์ แต่ไม่ควรต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 5 เช่น ถ้ากำหนดไว้ 90/90 ก็ควรได้ไม่ต่ำกว่า 85.5/85.5 ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อผลิตแบบฝึกเพื่อเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนำ แบบฝึกไปทดสอบ ประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่อไปนี้ ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ (2562, หน้า 496-497) 1. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:1 แบบเดี่ยว (Individual Tryout 1:1) เป็นการทดลองกับผู้เรียนกลุ่ม ละ 1 คน โดยใช้เด็กเก่ง ปานกลาง อ่อน เพื่อค้นหาข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น ลักษณะของแบบฝึก จำนวนแบบฝึก ความสนใจของนักเรียนและ ความเหมาะสมในด้านเวลา เสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น 2. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:10 แบบกลุ่ม (Small group Tryout 1:10) เป็นการทดลองกับผู้เรียน กลุ่มละ 6-10 คน (คละผู้เรียนเก่งกับอ่อน) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต ตรวจผลงาน สัมภาษณ์ เพื่อค้นหา ข้อบกพร่องแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจและปรับปรุงจนได้ตามเกณฑ์ 3. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:100 แบบสนาม (Field Tryout 1:100) เป็นการทดลองกับผู้เรียนกลุ่ม 40 - 100 คน ให้นักเรียนคละกันทั้งเก่งและอ่อน คำนวณหาประสิทธิภาพของแบบฝึก ผลลัพธ์ที่ได้ควรใกล้เคียงกับที่ตั้ง จากเกณฑ์พิจารณาประสิทธิภาพดังกล่าว จากการทบทวนงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า การศึกษารูปแบบกิจกรรมการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้เเบบฝึกทักษะความคล่องไว ผลจากการศึกษานักเรียนมีพัฒนาการในด้าน ต่าง ๆ เข้าใจเนื้อหา และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ สูงขึ้น หลักและวิธีการให้ทำเเบบฝึกทักษะความคล่องไวข้างต้น ผู้ศึกษาขอสรุปวิธีการให้ทำเเบบฝึกทักษะความคล่องไวที่ ผู้ศึกษาสร้างไว้ดังนี้ คือต้องกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการฝึกทักษะ โดยใช้เเบบฝึกทักษะความคล่องไวให้ ผู้เรียนทำแบบฝึกด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง ทำด้วยความเข้าใจตามระดับความสามารถของตน กำหนด ระยะเวลาสั้น ๆ ในการฝึก แต่บ่อยครั้ง ไม่ฝึกติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่ายและ เมื่อยล้าได้ มีการอธิบายสำหรับข้อที่ยาก รวมทั้งการให้ฝึกปฏิบัติควรจะมาหลังการสอน เมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว โดยฝึกทำจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก อีกทั้งครูต้องแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพบข้อผิดพลาดแล้วครูจะ ได้แก้ไขก่อนที่จะติดเป็นนิสัยในการฝึกฝน


๔๔ บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การทดลองในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อการศึกษาการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬา แฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน มกุฎเมืองราชวิทยาลัย ซึ่งผู้รายงานได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. แบบแผนการทดลองและขั้นตอนการดำเนินการทดลอง 5. การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมกุฎ เมืองราชวิทยาลัย จำนวน 181 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน มกุฎเมืองราชวิทยาลัย จำนวน 32 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง เครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้ดังนี้ 1.1 ชุดเเบบฝึกความคล่องไวโดยใช้ตาราง 9 ช่อง วิชาพลศึกษา เรื่องการพัฒนาทักษะการ เคลื่อนไหวพื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล 1.2 แบบทดสอบสมรรถภาพ และ ทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. วิธีสร้างเครื่องมือ 1.1 แบบทดสอบที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิชาพลศึกษา เรื่องการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว พื้นฐานในกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างโดยมี ขั้นตอนการสร้างดังต่อไปนี้ 1.1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระและมาตรฐานกลุ่มสาระ การเรียนรู้วิชาพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.1.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และแนวคิดในการสอนกลุ่มสาระการ เรียนรู้พลศึกษา จากเอกสารตำรา คู่มือครู แบบเรียนและเอกสารตำรา การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


Click to View FlipBook Version