The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Buddhism_Thailand, 2020-04-24 10:45:43

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

Keywords: Buddhism Book

คู่มือสวดพุทธมนต์

ฉบบั พุทธบริหารการศึกษา

ชมรมนสิ ติ ระดบั บัณฑติ ศึกษา

พทุ ธบริหารการศึกษา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

คมู่ อื สวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

ลิขสิทธ:ิ์ เป็นไปตามพระราชบญั ญัตลิ ิขสทิ ธิ์ / All Rights Reserved

รายละเอยี ดการพิมพ์: ขนาด A5 จานวน ๖๐ หน้า

พมิ พ์คร้ังที่ ๑ : มิถุนายน ๒๕๕๘ จานวน ๑,๐๐๐ เล่ม

ทป่ี รกึ ษา :

พระครโู สภณพทุ ธศิ าสตร,์ ดร. ผศ.ดร.อินถา ศริ ิวรรณ

พระมหาสมบรู ณ์ สุธมโฺ ม, ดร. ผศ.ดร.สทุ ธิพงษ์ ศรวี ิชัย

พระมหาสทุ ิตย์ อาภากโร, ดร. ดร.แสวง นลิ นามะ

รศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่ อาจารย์เกษม แสงนนท์

ผศ.ดร.สนิ งามประโคน อาจารยพ์ รี วฒั น์ ชัยสุข

คณะทางาน : พระครสู ังฆรกั ษจ์ ักรกฤษณ์ ภรู ิปญโฺ ญ, ดร.
พระครูปทมุ ศลี าภรณ,์ ดร. นายทองดี ศรีตระการ
พระครโู อภาสนนทกติ ต,์ิ ดร. นางสาวนันทติ า วนาพิทกั ษ์กุล
พระครสู จุ ติ รัตนากร, ดร.
พระมหาญาณวัฒน์ ฐติ วฑฒฺ โน, ดร.

บรรณาธิการ : รศ.ดร.สมศกั ดิ์ บุญปู่
แบบปก/รูปเล่ม : เกษม แสงนนท,์ ประสทิ ธ์ิ พทุ ธศาสน์ศรัทธา
จัดพมิ พโ์ ดย :

สนง.หลักสูตรระดบั บัณฑติ ศกึ ษา ภาควชิ าบรหิ ารการศึกษา (หอ้ งซี ๕๑๐) คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย เลขที่ ๗๙ หมู่ ๑ ถนนพหลโยธิน ต.ลาไทร อ.วงั นอ้ ย
จ.พระนครศรอี ยุธยา ๑๓๑๗๐ โทร. ๐๓๕-๒๔๘-๐๐๐ ตอ่ ๘๒๘๔, ๐๙๓-๐๓๐-๕๐๓๘
LineID: meda2600 e-Mail: [email protected] Website: www.edmcu.net
FB: www.facebook.com/meda2015 Slide: www.slideplayer.mcu.ac.th
eBook: www.mebmarket.com ค้นหา medabooks

--------------------------------------------------------

พิมพท์ ี่ : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เลขท่ี ๑๑-๑๗ ทา่ พระจนั ทร์ ถนนมหาราช
แขวงพระบรมมหาราชวงั เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
โทร. ๐-๒๒๒๑-๘๘๙๒, ๐-๒๖๒๓-๕๖๒๓

คาปรารภ

หลกั สูตรระดบั บณั ฑิตศึกษา ภาควชิ าบริหารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ ยดึ
มั่นตามหลักการพระพุทธศาสนาที่วา่ มนุษย์เกดิ มาประกอบด้วย ๒ สว่ น คือ กาย
และใจ ในส่วน “กาย” ตอ้ งพฒั นาด้วยอาหาร ออกกาลงั ใหส้ ขุ ภาพดี และดว้ ย
การแสดงออกทเ่ี หมาะสมต่อผอู้ ื่นและสงั คม ตามกาหนดที่เรียก ศีล ส่วน “ใจ”
ต้องพัฒนาใหม้ ีความนงิ่ มั่นคง ไมย่ ่อท้อ ทเ่ี รยี กว่า สมาธิ และอีกส่วนต้องพฒั นา
ใจให้มปี ัญญา ฉลาดสามารถเห็นถกู คดิ ดี และหาวธิ ีแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เรียกว่า
ปญั ญา รวมความวา่ มนุษย์เกดิ มามีทง้ั กายและใจ ถา้ จะให้สมบรู ณ์ยิ่งขึ้นกต็ ้อง
พฒั นาด้วยศีล สมาธิ ปัญญา หรอื “ไตรสกิ ขา” จนถงึ ขั้นสูงสดุ สามารถหลดุ พน้
จากสงั สารวัฎนั่นเอง

การสวดมนต์ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทาให้มนุษย์สมบูรณ์ข้ึน เร่ิมจากการ
ได้รับความคุ้มครองป้องกันจากภยันตรายต่างๆ แล้วก็นาไปสู่การพัฒนาตนให้
สมบูรณ์ด้วยไตรสิกขา กล่าวคือ ขณะสวดมนต์ย่อมไม่เป็นผู้ประกอบกายและวจี
ทุจรติ ดา้ นจิตใจสงบ กศุ ลจติ และกุศลธรรม เช่น สติ สมาธิ ปีติ ปราโมทย์ เป็นต้น
ย่อมเกิด มีปัญญา เนื่องจากบทสวดมนต์เป็นพุทธพจน์ที่ทรงสั่งสอนสาวก เป็น
อุดมธรรม เช่น ไตรสิกขา ไตรลักษณ์ อริยสัจ มรรค ปฏิจจสมุปบาท ช่วยลดกาม
ราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ มานะ เป็นต้น ท้ังเป็นการรักษาพุทธพจน์ (แบบมุขปาฐะ) ให้
คงอยู่ตลอดไป และอานิสสงส์สูงสุดคือทาให้ผู้สวดมนต์มีปัญญาสามารถหลุดพ้น
จากกิเลสได้

คู่มือสวดพุทธมนต์เล่มน้ี ได้เรียบเรียงให้มีเนื้อหาตามลาดับหมวดหมู่
ดังน้ีคือ “บูชาพระรัตนตรัย หัวใจพระพุทธศาสนา คาถาป้องกันภัย เสริม
กาลังใจนพเคราะห์ จาเพาะมงคลเมตตา รักษาศาสนพิธี ครูนักเรียนดีวิถี
พุทธ” ท้ังบทสวดมนต์ก็มีคาแปลโดยสรุปให้เข้าใจในเน้ือหาด้วย เรียกได้ว่ามี
เนื้อหาครบทง้ั ดา้ นความรู้ ความศักดสิ์ ิทธิ์ วิธีคิดและแนวปฏิบัติ ท่ีท่านสามารถใช้
“ศึกษากไ็ ด้ สวดก็ดี ศาสนพธิ พี รอ้ ม น้อมนาสกู่ ารปฏิบัติ”

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา พิมพ์ครั้งท่ี ๑ น้ี เป็นฉบับ
พิเศษ พมิ พเ์ ผยแพร่ในวาระครบ ๕๔ ปี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เชิญเถิดท่านท้ังหลาย
มาร่วมกันสวดมนต์ เพื่อเป็นศิริมงคลต่อตน บุคคลในครอบครัว และสรรพสัตว์ผู้
เป็นเพ่ือนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขอท่านจงได้รับการคุ้มครองป้องกันจากผองภัย
บริบรู ณ์ดว้ ยไตรสิกขา รกั ษาพุทธพจน์ และหมดจดจากสงสาร โดยทัว่ กนั

ชมรมนิสิตระดับบณั ฑติ ศึกษา
“พุทธบรหิ ารการศึกษา”

สารบัญ

การสวดมนต์ ๑ คาถาประจาวนั พุธ (กลางวัน) ๔๕
คณะครศุ าสตร์
๕ คาถาประจาวันพธุ (กลางคนื ) ๔๕
บูชาพระรัตนตรัย
บชู าพระรตั นตรยั ๙ คาถาประจาวนั พฤหสั บดี ๔๖
นมสั การและไตรสรณคมน์ ๙ คาถาประจาวนั ศุกร์ ๔๖
สรรเสริญพระรัตนตรยั ๙ คาถาประจาวันเสาร์ ๔๖

หวั ใจพระพุทธศาสนา ๑๐ จาเพาะมงคลเมตตา ๔๗
ธมั มจักกปั ปวัตตนสตู ร
อนตั ตลักขณสูตร ๑๑ อณุ หิสสวิชัยคาถา ๔๗
อาทิตตปรยิ ายสตู ร ๑๑ มงคลจักรวาลใหญ่ ๔๘
โอวาทปาฏโิ มกขคาถา ๑๙ ชยั มงคลคาถา ๕๐
มงคลสูตร ๒๕ คาถาชนิ บญั ชร ๕๒
๓๐ บทกรวดน้าอุทิศสว่ นกศุ ล ๕๔
คาถาปอ้ งกนั ภัย บทแผเ่ มตตา ๕๕
รตนสูตร (ยอ่ ) ๓๑
กรณียเมตตสตู ร (ยอ่ )
ขันธปรติ ตสตู ร ๓๔ รักษาศาสนพิธี ๕๖
วฏั ฏกปริตตสตู ร ๓๔ คาอาราธนาศีล ๕ ๕๖
อาฏานาฏยิ สตู ร ๓๖ คาอาราธนาพระปริตร ๕๖
โพชฌังคปริตตสูตร ๓๘ คาอาราธนาธรรม ๕๗
๓๙ คาถวายสังฆทาน ๕๗
เสรมิ กาลงั ใจนพเคราะห์ ๔๐
คาถาประจาวนั อาทิตย์ คาถวายผา้ ป่า ๕๗
คาถาประจาวนั จันทร์
คาถาประจาวันอังคาร ๔๑ ครูนกั เรยี นดีวิถพี ุทธ ๕๘

๔๓ วนิ ัยชาวพุทธ ๕๘
๔๓
๔๔ หลักธรรมของครูอาจารย์ ๖๘

หลักธรรมของนักเรยี นนกั ศึกษา ๗๑

๔๕

สพั พะปาปัสสะ อะกะระณงั กุสะลสั สูปะสมั ปะทา
สะจติ ตะปะรโิ ยทะปะนัง เอตงั พทุ ธานะ สาสะนังฯ

การไม่ทาความชั่วท้งั ปวง ๑ การบาเพ็ญแต่ความดี ๑
การทาจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคาสอนของพระพทุ ธเจ้าทั้งหลาย

การสวดมนต์

ความหมายของการสวดมนต์

การสวดมนต์ หมายถงึ การทอ่ งบ่นสาธยายบทสวดเป็นทานองมนต์ ซง่ึ
เป็นคาภาษาบาลที เ่ี ปน็ คาสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปฎิ กโดยตรง อีกส่วน
หน่ึงเปน็ บทที่อาจารยท์ ง้ั หลายแตง่ ขนึ้ เพื่อใชส้ วดสรรเสรญิ คณุ ของพระรตั นะตรยั
และเพื่อป๎ดเปา่ ทกุ ข์ภยั หรอื เพอื่ ความเปน็ ศิริมงคลแก่บุคคลและสถานที่

การสาธยายมนต์ หมายถึง การเอาพุทธมนต์ หรอื พทุ ธพจนบ์ ทตา่ งๆ มา
ทอ่ ง มาสวด พิจารณา แจกแจง ทาความเข้าใจความหมายของพทุ ธมนต์บทน้ัน
เพอื่ เปน็ การศึกษา ทรงจา และรักษาพระพุทธพจน์ไวส้ ่วนหน่ึง (มุขปาฐะ)

การร่ายมนต์ หมายถงึ การร่ายเวทยม์ นต์คาถา ซึ่งสื่อไปในทางไสย
ศาสตร์ พทุ ธศาสนาไม่มกี ารใชค้ านี้

สง่ิ ท่ีใชส้ วด หรอื สาธยายนั้น มีอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกนั คือ คาถา สูตร
และปรติ ร มีความหมายดังนี้

คาถา เปน็ บททีร่ อ้ ยกรองขึน้ มาตามแบบแผนทก่ี าหนด เพื่อใชใ้ นการสวด
ทานอง เช่น บทพาหงุ ฯ กเ็ ป็นคาถา เรยี กว่า วสนั ตดิลกคาถา เปน็ ตน้

สูตร หรอื พระสตู ร เป็นคาสง่ั สอนท่พี ระพทุ ธเจ้าตรสั สอนแกส่ าวก มี
ความเกีย่ วเน่อื งกนั เร่ืองอะไร พระองคก์ จ็ ะยกบุคคลหรือสถานทีน่ น้ั ขึ้นอา้ ง เช่น
องคุลมิ าลสตู ร เปน็ ต้น

ปริตร แปลว่า เคร่ืองปอ้ งกนั คุ้มครอง รักษา เชน่ สวดบทกรณีเมตตสูตร
เพอ่ื ป้องกนั ภตู ผปี ีศาจไม่ให้รบกวน มีเมตตาจติ ต่อกนั เปน็ ตน้

ความเป็นมาของการสวดมนต์

การสวดพุทธมนตเ์ มอ่ื เกดิ ขึ้นครัง้ แรก โดยพระพุทธเจา้ ทรงอนญุ าต เชน่
การใหพ้ รหลังฉนั แต่ก่อนไม่มีการสวดให้พร จนเมอื่ ชาวบ้านเริ่มพูดกันว่าอยากให้
มกี ารให้พรเหมือนลทั ธิอน่ื บา้ ง พระพทุ ธเจา้ จึงทรงอนุญาตใหภ้ ิกษุให้พรแก่ญาติ

โยม การสวดพุทธมนต์หรือเจริญพทุ ธมนต์ น่าจะเกดิ ขนึ้ คร้ังแรกโดยพุทธานญุ าต
ในระหวา่ งพรรษาที่ ๒-๔ หลังการตรสั รู้ กล่าวคอื กาลครงั้ หนึง่ ณ กรงุ เวสาลี
แควน้ วชั ชี ไดเ้ กิดทุพภิกขภัย ฝนแลง้ ข้าวกล้าแหง้ ตาย คนยากคนจนอดอาหาร
ลม้ ตายเปน็ จานวนมาก ซากศพถูกขนไปโยนท้ิงกองรวมกันท่ีป่านอกเมือง ทาให้
เกิดโรคอหิวาห์ระบาดหนกั พวกอมนุษยเ์ ม่ือได้กลนิ่ ซากศพก็พากันเข้าเมืองมาทา
ร้ายผู้คน ประชาชนล้มตายมากย่งิ ข้นึ แมจ้ ะทาพลีกรรมและบวงสรวงตา่ งๆ นานา
แลว้ กต็ าม บรรดาเจ้าลิจฉวีจงึ ประชุมกันว่า จะขอนมิ นต์พระพุทธเจ้าซึ่งขณะนน้ั
ทรงประทับอยู่ที่เวฬวุ นั วิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซง่ึ อยู่หา่ งกนั ๓๐ โยชน์

พระพุทธเจ้ารบั นมิ นต์ แล้วเสด็จมาทางแม่นา้ คงคาพร้อมกบั ภิกษุ ๕๐๐
รูป เมื่อเสด็จขึน้ จากเรือประทบั พระบาทลงบนพ้นื แผ่นดินเวสาลีเป็นครั้งแรก ก็
เกดิ มหัศจรรยฝ์ นโบกขรพรรษตกลงมามืดฟา้ มวั ดนิ นา้ เจง่ิ นองไปทว่ั นคร พดั พา
ซากศพลงแม่น้าคงคาไปจนหมด พ้ืนแผ่นดนิ เวสาลีจึงสะอาดสะอ้านปลอดจาก
เช้อื โรคไปเปน็ ลาดับแรก

จากนน้ั พระองคก์ เ็ สดจ็ เขา้ นครเวสาลี ตอนเสด็จเข้าประตูพระนคร พวก
เทวดาผูใ้ หญม่ ีทา้ วสักกเทวราช เปน็ ต้น นาเสด็จอยดู่ ้านหน้า พวกอมนุษย์เห็น
เทวดาผู้ใหญน่ าหน้ามาก็หนีกระจายไป แต่กย็ ังมีบางพวกแอบๆ ซ่อนๆ อยตู่ าม
ซอกหลบื ในนคร จากนั้น พระพุทธองคจ์ ึงตรัสสอนพุทธมนตช์ ่อื รัตนปริตรแก่พระ
อานนท์ ให้พระอานนท์นาภิกษุและเจา้ ลิจฉวีเดินสวดพทุ ธมนต์บทนี้ไปในระหว่าง
กาแพงนคร ๓ ชนั้ พระอานนทแ์ ละภกิ ษุก็เดนิ สวดพุทธมนตน์ ี้อยตู่ ลอด ๗ วนั
บรรดาอมนุษย์ภตู ิผีปศี าจที่ยังแอบซ่อนอยู่ในนครอยูไ่ ม่ได้พากนั หนีไปจนหมดส้นิ
ความสงบสขุ และศิรมิ งคลกลับคืนสูช่ าวเวสาลอี ีกครัง้

จากนัน้ จงึ มีพัฒนาการต่อมาโดยลาดบั มกี ารนาพุทธวัจนะบางบทท่ี
ไพเราะมาสวดเปน็ พุทธมนต์ บางทกี ป็ ระพันธข์ ึน้ ใหมโ่ ดยเฉพาะ เชน่ ชัยมงคล
คาถา(พาหงุ ) บททาวตั รเชา้ -เยน็ บทพิจารณาสังขาร และการจัดหมวดหมู่ ๗
ตานาน และ ๑๒ ตานาน ซ่ึงเปน็ ทนี่ ิยมและแพร่หลายมาจนถงึ ป๎จจุบนั นี้

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๒ ฉบับพุทธบรหิ ารการศึกษา

อานิสงสข์ องการสวดมนต์

อานิสงสห์ รือประโยชน์ของการสวดมนต์มีมากมายกลา่ วโดยสรปุ ดังน้ี
๑. มีความสนั ติสุขและโชคดปี ระการต่างๆ กลา่ วคอื ผ้มู ีปกตกิ ราบไหว้
ออ่ นน้อมถอ่ มตน การสรรเสริญคุณพระรตั นตรัย และการสาธยายมนต์ต่างๆ ย่อม
ไดร้ ับความสุขและการคุ้มครองปอ้ งกันจากภยันตรายทั้งหลายทง้ั ตนเองและผู้อ่ืน
๒. มไี ตรสกิ ขาบรบิ ูรณ์ กล่าวคือ ขณะสวดมนต์ต้องเตรยี มกาย วาจา ให้
พร้อมก่อน ไม่เป็นผ้ปู ระกอบกายและวจีทจุ ริต เรยี กว่า มีสลี สกิ ขา การสวดมนต์
ทาให้จิตใจสงบ สมาธบิ รบิ รู ณ์ กุศลจติ และกุศลธรรม เช่น สติ สมาธิ ปีติ
ปราโมทย์ เป็นต้นยอ่ มเกดิ และทาให้อกุศลจิตและอกุศลธรรม เชน่ นวิ รณ์ ๕
กามฉนั ท์ พยาบาท ถนิ มิทธะ อุทธัจกุกกจุ จะ และวิจกิ จิ ฉา เปน็ ต้น ยอ่ มสงบ
เรียกวา่ มจี ติ สกิ ขา การสวดมนต์ทาให้มปี ญ๎ ญา เนอ่ื งจากบทสวดมนต์เปน็ พุทธ
พจนท์ ท่ี รงสงั่ สอนสาวก เป็นอดุ มธรรม เช่น ไตรลักษณ์ อริยสัจ อรยิ มรรค
ปฏิจจสมุปบาท ชว่ ยลดอนสุ ยั กิเลส คือ กิเลสอย่างละเอียดทน่ี อนเนื่องอย่ใู นจติ
คือ กามราคะ ปฏฆิ ะ ทิฏฐิ วิจิกจิ ฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา เป็นต้น เรียกว่า
ปญ๎ ญาสิกขา
๓. เป็นการรักษาพุทธพจนไ์ ม่ให้สญู หาย กล่าวคอื การสวดมนตเ์ ปน็ การ
จารกึ พุทธพจน์ไว้ดว้ ยวิธกี ารท่องจา (มุขปาฐะ) ในใจคน ซึง่ เปน็ วธิ ีการด้ังเดิมท่ี
พุทธสาสนิกชนได้ทาสบื เนื่องกันมา ทาให้พทุ ธพจนเ์ จรญิ มั่นคงยิ่งๆ ข้ึน
๔. นาไปสคู่ วามหลุดพ้นจากสงั สารวัฎ ดงั ในวิมุตติสตู รกลา่ วไว้วา่ การ
สาธยายมนต์ คอื เหตุแห่งความหลดุ พ้น (วมิ ุตติ) อยา่ งหน่ึงใน ๕ ประการ ไดแ้ ก่
การฟ๎งธรรม การเทศน์ การสาธยาย การคดิ อยา่ งแยบคาย การแทงตลอดด้วย
ป๎ญญา ดงั ความวา่ “ดกู รภกิ ษุทงั้ หลาย อีกประการหน่งึ พระศาสดาหรือเพ่อื น
สพรหมจารผี อู้ ยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภกิ ษุกไ็ ม่ได้แสดง
ธรรมเท่าที่ไดส้ ดบั ได้ศึกษาเล่าเรยี นมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพสิ ดาร ก็แต่ว่าภกิ ษุ
ยอ่ มทาการสาธยายธรรมเทา่ ทไ่ี ด้สดับ ได้ศกึ ษาเลา่ เรยี นมาโดยพสิ ดาร เธอยอ่ ม
เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนน้ั ตามทภี่ ิกษสุ าธยายธรรมเทา่ ทไี่ ด้สดบั ได้
ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพสิ ดาร เมอ่ื เธอเขา้ ใจอรรถ เข้าใจธรรม ยอ่ มเกิดปราโมทย์

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๓ ฉบบั พุทธบรหิ ารการศกึ ษา

เมื่อเกดิ ปราโมทย์แลว้ ยอ่ มเกิดปตี ิ เมื่อใจเกดิ ปีติกายย่อมสงบ ผมู้ ีกายสงบแล้ว
ยอ่ มไดเ้ สวยสขุ เมื่อมสี ขุ จติ ย่อมตัง้ มน่ั ดูกรภิกษุท้ังหลาย นเ้ี ป็นเหตแุ ห่งวมิ ุตติข้อ
ท่ี ๓” (องั .ปญ๎ จ. ๒๒/๒๖/๒๑-๒๓)

สรุปอานสิ งส์ของการสวดมนต์ใหจ้ าง่ายๆ ว่า ปกปอ้ งผองภัย บรบิ รู ณ์
ไตรสิกขา รกั ษาพุทธพจน์ หมดจดจากสงสาร

คมู่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๔ ฉบบั พุทธบริหารการศกึ ษา

คณะครุศาสตร์

คณะครุศาสตร์ เปดิ ดาเนนิ การเมือ่ วนั ที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๔ เป็น
ต้นมา นับเป็นคณะที่ ๒ ต่อจากคณะพุทธศาสตร์ ในระยะแรกจัดการศึกษาเป็น ๔
ภาควชิ า คือ ภาควชิ าการศึกษา ภาควชิ าจิตวิทยา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์
ภาควชิ าคณติ ศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์ ต่อมา พ.ศ.๒๕๒๖ ไดป้ รบั โครงสรา้ งคณะ
เปน็ ๓ ภาควชิ า คือ ภาควชิ าบริหารการศึกษา ภาควิชาหลักสตู รและวิธีสอน
สังคมศึกษา ภาควิชาการศึกษานอกโรงเรยี น

ป๎จจุบันคณะครุศาสตร์แบ่งส่วนงานตามประกาศ พ.ศ.๒๕๕๖ เป็น ๖
ส่วน ประกอบด้วย สานักงานคณบดี ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะ
แนว ภาควิชาบริหารการศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน โรงเรียนบาลี
เตรียมอุดมศึกษา โรงเรยี นบาลีสาธติ ศึกษา และมีกลุ่มงานหรือโครงการพิเศษอีก
หลายโครงการ

วตั ถปุ ระสงค์ของคณะครุศาสตร์

๑. เพื่อจัดการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร บุคคลท่ัวไป ให้มีความรู้
ความสามารถในศาสตร์ความเป็นครู การจัดการศึกษา การสอนและการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา

๒. เพ่ือผลิตบัณฑิตท่ีมีปฏิปทาน่าเล่ือมใส ใฝ่รู้ใฝ่คิด เป็นผู้นาด้านจิตใจ
และป๎ญญา รจู้ กั เสยี สละเพอ่ื พระพุทธศาสนาและสงั คม

๓. เพ่ือประยุกต์และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา การ
วิจัย และบรกิ าร

๔. เพ่ือส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการศึกษาและพุทธธรรมสู่
สงั คม ทานบุ ารุงศลิ ปวัฒนธรรม ธารงรักษาเอกลักษณ์ และภมู ปิ ญ๎ ญาไทย

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๕ ฉบบั พุทธบริหารการศกึ ษา

การจดั การศกึ ษา

ป๎จจุบันคณะครุศาสตร์ได้เปิดสอนระดับประกาศนียบัตร ปริญญาตรี
ปรญิ ญาโท และปริญญาเอก

ระดบั ปรญิ ญาตรี เปิดสอน ๕ สาขาวชิ า ได้แก่
๑. จิตวทิ ยาการปรกึ ษาและการแนะแนว
๒. การสอนพระพทุ ธศาสนา
๓. สังคมศึกษา
๔. การสอนภาษาไทย
๕. การสอนภาษาองั กฤษ

ระดับประกาศนียบัตร ๓ หลักสูตร คือ ประกาศนียบัตรวิชาการเทศนา
(ป.ทศ.) ประกาศนีบัตรการสอนศีลธรรมในโรงเรียน (ป.สศ.) และประกาศนียบัตร
บัณฑิตวชิ าชพี ครู (ป.บณั ฑิตวชิ าชีพคร)ู

ระดบั บณั ฑติ ศึกษา ปริญญาโท ๓ สาขาวชิ า คอื การบริหารการศกึ ษา
การสอนสังคมศึกษา จติ วทิ ยาการศึกษาและการแนะแนว และปริญญาเอก ๑
สาขาวิชา คอื พทุ ธบรหิ ารการศึกษา

ปรัชญา ปณธิ าน วิสยั ทัศน์ พันธกิจ

ปรชั ญา
ศกึ ษาดี มีคณุ ธรรม นาความรู้สู่สงั คม

ปณธิ าน
จะพฒั นาบัณฑิตใหม้ ีปฏิปทานา่ เลอ่ื มใส ใฝ่รู้ใฝ่คดิ
เป็นผู้นาดา้ นจติ ใจและป๎ญญา มีศรทั ธาอุทิศตนเพ่ือพระพุทธศาสนา

วิสัยทศั น์
ศูนยก์ ลางการศึกษาพระพทุ ธศาสนาระดับนานาชาติ
สร้างคนดีและคนเกง่ อย่างมสี มรรถภาพ
จัดการศกึ ษาและวิจยั ดีอยา่ งมีคุณภาพ
บรหิ ารดีอย่างมีประสทิ ธิภาพ

ค่มู อื สวดพุทธมนต์ ๖ ฉบบั พุทธบริหารการศกึ ษา

พนั ธกิจ
ผลติ บณั ฑิต วิจัยและพฒั นา ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
และบรกิ ารวชิ าการแกส่ ังคม ทานบุ ารงุ ศลิ ปวฒั นธรรม

สีประจาคณะครุศาสตร์ : สีแสด

คณบดีคณะครุศาสตร์

๑. พระมหาจาลอง ภูรปิ ํฺโญ (สารพัดนึก) วัดอนงคาราม
พ.ศ.๒๕๑๑ – ๒๕๒๑ (ปจ๎ จบุ ัน ศ.พิเศษ ดร.จาลอง สารพัดนกึ )

๒. พระมหากนกพันธ์ุ องคฺ วณโฺ ณ (นงนุช) วัดมหาธาตุ
พ.ศ.๒๕๒๒ – ๒๕๒๓

๓. พระมหาณรงค์ จติ ฺตโสภโณ (เชดิ สงู เนนิ ) วัดมหาพฤฒาราม
พ.ศ.๒๕๒๓ – ๒๕๒๓ (ปจ๎ จบุ นั พระสธุ วี รญาณ,รศ.ดร.)

๔. พระมหากติ ติ อตฺตาโภ วดั มหาธาตุ พ.ศ.๒๕๒๓ – ๒๕๒๔
๕. พระประสิทธสิ ุตตคุณ (สวสั ดิ์ อตถฺ โชโต) วัดสระเกศ

พ.ศ.๒๕๒๔ – ๒๕๓๐
๖. พระครศู รีธรรมปฏภิ าณ (สมภพ ปุํฺญาคโม) วัดอรุณราชวราราม

พ.ศ.๒๕๓๐ – ๒๕๓๓
๗. พระครูวนิ ยั ธรสเุ มธ ธรี ธมโฺ ม วัดมหาธาตุ พ.ศ.๒๕๓๓ – ๒๕๓๖
๘. พระสวุ รรณเมธาภรณ์ (ขุนทอง สวุ ณฺณเมโธ),ผศ. วัดสามพระยา

พ.ศ.๒๕๓๖ – ๒๕๔๐ และ พ.ศ.๒๕๔๑ – ๒๕๕๒
(ป๎จจบุ นั เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพฒั นา)
๙. พระครูปลดั มารุต วรมงคฺ โล,ผศ.ดร. วดั ราชโอรสาราม
พ.ศ.๒๕๔๐ – ๒๕๔๑ และ พ.ศ.๒๕๕๓ – ๒๕๕๗
๑๐. พระครูโสภณพุทธศิ าสตร์, ดร. (เชยี่ ว ชติ ินฺทริโย) วัดปทมุ คงคา
พ.ศ.๒๕๕๘ – ปจ๎ จุบนั

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๗ ฉบับพุทธบรหิ ารการศกึ ษา

อานสิ งส์ของการสวดมนต์
ปกปอ้ งผองภยั บรบิ รู ณ์ไตรสกิ ขา
รกั ษาพุทธพจน์ หมดจดจากสงสาร

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๘ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

บชู าพระรัตนตรยั

บชู าพระรตั นตรยั

โย โส ภะคะวา อะระหงั สัมมาสมั พุทโธ
สว๎ ากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธมั โม
สุปะฏิปันโน ยสั สะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ตัมมะยงั ภะคะวนั ตัง สะธมั มงั สะสงั ฆงั
อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหงั อาโรปิเตหิ อะภปิ ชู ะยามะ
สาธุ โน ภนั เต ภะคะวา สจุ ิระปะรนิ ิพพโุ ตปิ
ปจั ฉมิ า ชะนะตานุกัมปะมานะสา
อิเม สกั กาเร ทุคคะตะปัณณาการะภเู ต ปะฏคิ คัณหาตุ
อัมหากงั ทีฆะรตั ตัง หติ ายะ สขุ ายะ

อะระหัง สัมมาสมั พุทโธ ภะคะวา,
พทุ ธัง ภะคะวนั ตัง อะภวิ าเทมิ. (กราบ)

สว๎ ากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
ธมั มัง นะมสั สาม.ิ (กราบ)

สุปะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ,
สงั ฆัง นะมาม.ิ (กราบ)

นมสั การและไตรสรณคมน์

นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
(๓ จบ)

คมู่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๙ ฉบบั พทุ ธบริหารการศึกษา

พทุ ธัง สะระณงั คัจฉามิ
ธมั มัง สะระณัง คจั ฉามิ
สังฆัง สะระณงั คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ยิ ัมปิ ธมั มัง สะระณงั คัจฉามิ
ทตุ ิยัมปิ สงั ฆัง สะระณงั คัจฉามิ
ตะตยิ มั ปิ พุทธัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยัมปิ สงั ฆัง สะระณงั คจั ฉามิ

สรรเสริญพระรัตนตรัย

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ
สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา
เทวะมะนสุ สานัง พุทโธ ภะคะวาตฯิ

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก
เอหปิ ัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตงั เวทติ พั โพ วิญญูหีตฯิ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะ
วะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจปิ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะ
ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหเุ นยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง
ปญุ ญกั เขตตัง โลกัสสาตฯิ

ค่มู ือสวดพุทธมนต์ ๑๐ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

หวั ใจพระพุทธศาสนา

ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร

เอวัมเม สุตงั ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ
อิสิปะตะเน มิคะทาเยฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู
อามนั เตสฯิ

เท๎ว เม ภิกขะเว อนั ตา ปพั พะชิเตนะ นะ เสวติ พั พา โย จายัง
กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย
อะนตั ถะสัญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย
อะนตั ถะสญั หิโตฯ

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา
ตะถาคะเตนะ อะภสิ ัมพทุ ธา จกั ขกุ ะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ
อะภญิ ญายะ สมั โพธายะ นพิ พานายะ สังวตั ตะตฯิ

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ
อะภสิ ัมพุทธา จกั ขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ
สมั โพธายะ นพิ พานายะ สงั วัตตะติฯ

อะยะเมวะ อรโิ ย อัฏฐงั คิโก มคั โคฯ เสยยะถีทังฯ สัมมาทิฏฐิ
สมั มาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวา
ยาโม สมั มาสติ สมั มาสมาธฯิ

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๑๑ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ
อะภิสัมพทุ ธา จกั ขกุ ะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ
สัมโพธายะ นิพพานายะ สงั วตั ตะตฯิ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ ชาติปิ ทุกขา
ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุ
ปายาสาปิ ทกุ ขา อปั ปิเยหิ สมั ปะโยโค ทกุ โข ปเิ ยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา
ทกุ ขาฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสมุทะโย อริยะสัจจังฯ ยายัง
ตณั หา โปโนพภะวกิ า นันทิราคะสะหะคะตา ตัต๎ระ ตัต๎ราภินันทินีฯ
เสยยะถที งั ฯ กามะตัณหา ภะวะตณั หา วภิ ะวะตณั หาฯ

อทิ ัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทกุ ขะนโิ รโธ อริยะสัจจงั ฯ โย ตัสสา
เยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ
อะนาละโยฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา
อะริยะสจั จงั ฯ

อะยะเมวะ อะริโย อฏั ฐงั คิโก มัคโคฯ เสยยะถีทงั ฯ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวา
ยาโม สมั มาสติ สัมมาสมาธฯิ

อทิ ัง ทุกขงั อะรยิ ะสจั จันติ เม ภิกขะเว ปพุ เพ อะนะนุสสุเตสุ
ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา
อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม
ภิกขะเว ปพุ เพ อะนะนุสสเุ ตสุ ธมั เมสุ จกั ขงุ อทุ ะปาทิ ญานัง

คมู่ อื สวดพุทธมนต์ ๑๒ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

อุทะปาทิ ปญั ญา อทุ ะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม

ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง
อทุ ะปาทิ ปญั ญาอุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทฯิ

อทิ ัง ทุกขะสมทุ ะโย อะรยิ ะสัจจันติ เม ภกิ ขะเว ปุพเพ
อะนะนุสสุ เตสุ ธมั เมสุ จักขุง อทุ ะปาทิ ญาณงั อทุ ะปาทิ ปญั ญา
อทุ ะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ตัง โข ปะนทิ งั ทกุ ขะสมทุ ะโย อะริยะสัจจงั ปะหาตพั พันติ เม
ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธมั เมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณงั
อุทะปาทิ ปญั ญา อทุ ะปาทิ วิชชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ตัง โข ปะนทิ ัง ทกุ ขะสมุทะโย อะรยิ ะสัจจัง ปะหีนันติ เม
ภกิ ขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อทุ ะปาทิ ญาณงั
อุทะปาทิ ปัญญา อทุ ะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

อิทัง ทกุ ขะนิโรโธ อะรยิ ะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะ
นุสสุเตสุ ธมั เมสุ จกั ขงุ อทุ ะปาทิ ญาณัง อทุ ะปาทิ ปัญญา
อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิฯ

ตัง โข ปะนทิ ัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสจั จงั สจั จิกาตัพพนั ติ เม
ภกิ ขะเว ปุพเพ อะนะนสุ สุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณงั
อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วชิ ชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ตงั โข ปะนทิ งั ทกุ ขะนโิ รโธ อะริยะสจั จัง สัจจิกะตนั ติ เม
ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนสุ สุเตสุ ธมั เมสุ จกั ขงุ อทุ ะปาทิ ญาณัง
อทุ ะปาทิ ปญั ญา อุทะปาทิ วชิ ชา อทุ ะปาทิ อาโลโก อุทะปาทฯิ

คมู่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๑๓ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

อทิ งั ทกุ ขะนโิ รธะคามนิ ี ปะฏิปะทา อะริยะสจั จันติ เม
ภิกขะเว ปพุ เพ อะนะนสุ สเุ ตสุ ธมั เมสุ จกั ขุง อุทะปาทิ ญาณงั
อทุ ะปาทิ ปญั ญา อทุ ะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อทุ ะปาทิฯ

ตัง โข ปะนทิ งั ทุกขะนโิ รธะคามนิ ี ปะฏปิ ะทา อะริยะสัจจงั
ภาเวตพั พันติ เม ภกิ ขะเว ปุพเพ อะนะนสุ สเุ ตสุ ธัมเมสุ จักขงุ
อุทะปาทิ ญาณัง อทุ ะปาทิ ปัญญา อทุ ะปาทิ วชิ ชา อทุ ะปาทิ
อาโลโก อุทะปาทฯิ

ตงั โข ปะนทิ ัง ทุกขะนโิ รธะคามนิ ี ปะฏปิ ะทา อะริยะสัจจงั
ภาวิตนั ติ เม ภกิ ขะเว ปพุ เพ อะนะนุสสเุ ตสุ ธัมเมสุ จักขงุ อุทะปาทิ
ญาณงั อุทะปาทิ ปญั ญา อุทะปาทิ วชิ ชา อทุ ะปาทิ อาโลโก
อุทะปาทิฯ

ยาวะกวี ัญจะ เม ภกิ ขะเว อิเมสุ จะตสู ุ อะรยิ ะสจั เจสุ เอวนั ติ
ปะรวิ ฏั ฏัง ทว๎ าทะสาการัง ยะถาภตู ัง ญาณะทสั สะนงั นะ สุวิสุทธัง
อะโหสิฯ

เนวะ ตาวาหงั ภกิ ขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก
สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ
อะนุตตะรงั สัมมาสัมโพธิง อะภสิ มั พทุ โธ ปัจจัญญาสงิ ฯ

ยะโต จะ โข เม ภกิ ขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะรยิ ะสัจเจสุ เอวนั ติ
ปะรวิ ัฏฏัง ทว๎ าทะสาการัง ยะถาภตู งั ญาณะทัสสะนัง สุวสิ ทุ ธงั
อะโหสฯิ

อะถาหงั ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรหั มะเก
สสั สะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนสุ สายะ อะนตุ ตะรัง
สมั มาสัมโพธงิ อะภิสมั พทุ โธ ปัจจญั ญาสิงฯ

ค่มู อื สวดพทุ ธมนต์ ๑๔ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทสั สะนัง อทุ ะปาทิ อะกปุ ปา เม วิมุตติ
อะยะมนั ตมิ า ชาติ นตั ถทิ านิ ปุนพั ภะโวตฯิ

อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อตั ตะมะนา ปัญจะวคั คิยา ภกิ ขู
ภะคะวะโต ภาสติ งั อะภนิ ันทงุ ฯ อิมสั ม๎ ิญจะ ปะนะ เวยยากะระณสั มิง
ภัญญะมาเน อายัส๎มะโต โกณฑัญญสั สะ วริ ะชัง วตี ะมะลงั ธัมมะ
จักขุง อุทะปาทิ ยงั กญิ จิ สมทุ ะยะธัมมงั สพั พันตงั นิโรธะธมั มันตฯิ

ปะวตั ติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สทั ทะมะ
นสุ สาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสยิ งั อิสิปะตะเน มคิ ะทาเย
อะนตุ ตะรัง ธมั มะจักกัง ปะวัตติตงั อปั ปะฏิวตั ตยิ ัง สะมะเณนะ วา
พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา
โลกสั ๎มนิ ตฯิ

ภุมมานัง เทวานงั สทั ทงั สตุ วา
จาตุมมะหาราชกิ า เทวา สทั ทะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหา-
ราชกิ านงั เทวานัง สัททงั สุตวา
ตาวะตงิ สา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ ตาวะติงสานัง เท
วานัง สัททัง สตุ วา
ยามา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ ยามานัง เทวานัง สัททงั
สตุ วา
ตุสิตา เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ ตุสติ านงั เทวานงั สัททัง
สุตวา
นมิ มานะระตี เทวา สัททะมะนสุ สาเวสงุ ฯ นิมมานะระตีนงั
เทวานัง สัททัง สตุ วา
ปะระนมิ มติ ะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ ปะระนิม
มติ ะวะสะวัตตีนัง เทวานงั สทั ทงั สตุ วา

ค่มู ือสวดพุทธมนต์ ๑๕ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

พรหั มะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสงุ ฯ
เอตมั ภะคะวะตา พาราณะสิยงั อิสปิ ะตะเน มคิ ะทาเย อะนตุ
ตะรัง ธมั มะจักกงั ปะวัตติตงั อปั ปะฏิวัตติยงั สะมะเณนะ วา
พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา
โลกสั ๎มนิ ตฯิ
อิตหิ ะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหตุ เตนะ ยาวะ พรหั มะโลกา
สัทโท อพั ภคุ คจั ฉฯิ
อะยญั จะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกมั ปิ สมั ปะกมั ปิ
สมั ปะเวธิฯ
อปั ปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะตกิ กัม
เมวะ เทวานงั เทวานุภาวงั ฯ
อะถะโข ภะคะวา อทุ านงั อทุ าเนสิ อญั ญาสิ วะตะ โภ
โกณฑญั โญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑญั โญติฯ
อติ ิหิทงั อายสั ๎มะโต โกณฑัญญัสสะ อญั ญาโกณฑญั โญ เตววะ
นามัง อะโหสตี ิฯ

คาแปล (โดยสรุป)

ขา้ พเจา้ (พระอานนท์) ไดส้ ดบั มาว่า สมัยหน่ึงพระผู้มีพระภาคประทับอยู่
ท่ีป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ณ ท่ีนั่นพระผู้มีพระภาคได้รับสั่ง
กบั ป๎ญจวคั คียว์ ่า ท่ีสดุ ๒ อยา่ งน้บี รรพชิตไม่พงึ เสพ กลา่ วคอื

๑. กามสุขลั ลกิ านโุ ยค การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขท้ังหลาย เป็นส่ิงอันทราม
เป็นของชาวบ้าน เปน็ ของปถุ ชุ น ไม่ใช่ของพระอรยิ ะ ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน์

๒. อัตตกิลมถานุโยค การประกอบความลาบากเดือดร้อนแก่ตน เป็นทุกข์
ไมใ่ ชข่ องพระอรยิ ะ ไม่ประกอบดว้ ยประโยชน์

มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ไมเ่ อยี งเข้าใกล้ทสี่ ดุ ๒ อยา่ งนัน้ ตถาคตไดต้ รัสร้แู ล้ว

คูม่ อื สวดพุทธมนต์ ๑๖ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ปฏิปทาน้ีก่อให้เกิดจักษุญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ ความรู้ย่ิง ความตรัสรู้ และ
เพือ่ พระนิพพาน

มัชฌิมาปฏิปทานั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมา
สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ

ภิกษุท้ังหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ
ตาย ความโศก ความคร่าครวญ ความทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจ ความ
ประสบกับส่งิ อันไม่เปน็ ท่รี ัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความไม่ได้สิ่งท่ี
ปรารถนาลว้ นเป็นทุกข์ โดยยอ่ อุปทานขนั ธ์ ๕ เปน็ ทกุ ข์

ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทาให้เกิดอีก ประกอบด้วยความ
เพลิดเพลินและความกาหนัด มีปรกติให้เพลิดเพลินในอารมณ์น้ันๆ คือ
กามตัณหา ภวตัณหา วภิ วตัณหา

ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ความดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ ความสละ
ความสละทงิ้ ความพน้ ความไมอ่ าลยั ในตณั หา

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ น้ีแหละ คือ
สมั มาทิฐิ สัมมาสงั กัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ
สมั มาสติ สมั มาสมาธิ

จักษุญาณ ป๎ญญา วิชชา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมท้ังหลายที่เราไม่
เคยสดบั มาก่อนว่า น้คี ือ ทกุ ขอรยิ สจั ที่เราควรกาหนดรู้ และเราไดก้ าหนดร้แู ล้ว

นค้ี ือทกุ ขสมทุ ยอรยิ สจั ทีเ่ ราควรละเสยี และทเ่ี ราละไดแ้ ล้ว
นค้ี ือทกุ ขนิโรธอรยิ สัจ ทเ่ี ราควรทาให้แจ้ง และท่ีเราได้ทาใหแ้ จง้ แล้ว
นค้ี อื ทุกขนโิ รธคามินปี ฏิปทารยิ สจั ทเี่ ราควรใหเ้ จรญิ และทเ่ี ราใหเ้ จริญแล้ว
ภิกษทุ ้ังหลาย ญาณทัสสนะของเราในอริยสัจ ๔ เหลา่ น้ี ๓ รอบ ๑๒ อาการ
น้ี ยังไม่หมดจดดีตราบใด เราก็ยังไม่ยืนยันว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอัน
ยอดเย่ียมในโลก กับท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ
พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ตราบนั้น

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๑๗ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ญาณทัสสนะเกิดข้ึนแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กาเริบ ชาติน้ีเป็น
ชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ไม่มอี กี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
น้แี ก่ภิกษปุ ญ๎ จวัคคีย์

ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่พระโกณฑัญญะว่า
ส่งิ ใดส่งิ หน่งึ มีความเกิดขนึ้ เปน็ ธรรมดา ส่ิงนน้ั ทงั้ ปวง มคี วามดับไปเป็นธรรมดา

ครัน้ พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมจักรให้เปน็ ไปแล้ว ทวยเทพช้ัน
ภุมมะกระจายข่าวว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเย่ียม พระผู้มีพระภาคทรงให้
เปน็ ไปแลว้ ณ ปา่ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์
เทวดา มาร พรหม หรอื ใดๆ ในโลกใหห้ มนุ กลับไม่ได้

ทวยเทพช้ันจาตุมหาราช สดับเสียงของทวยเทพช้ันภุมมะได้กระจายข่าว
ตอ่ ไปฯลฯ

ทวยเทพช้ันดาวดึงส์ สดับเสียงของทวยเทพชั้นจาตุมหาราช แล้วได้
กระจายข่าวต่อไป ทวยเทพชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี
ได้กระจายขา่ วตอ่ ไป

ทวยเทพที่นับเน่ืองในหมู่พรหมชั้นพรหมปาริสัชชา พรหมปโรหิตา
มหาพรหม ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา
สภุ กิณหกา เวหปั ผลา อวิหา อตปั ปาสุทัสสา สทุ สั สี ไดก้ ระจายข่าวตอ่ ไป

ทวยเทพชั้นอกนิฏฐภพสดับเสียงของเหลา่ ทวยเทพช้นั สุทสั สี แล้วก็กระจาย
ข่าวว่านั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศแล้ว ณ ป่า
อิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม
หรอื ใครๆ ในโลกใหห้ มุนกลับไม่ได้

เพียงครู่เดียว เสียงป่าวประกาศได้กระจายขึ้นไปถึงพรหมโลก ด้วย
ประกาศฉะนี้

โลกธาตุขนาดเล็กมีหมน่ื จักรวาล กส็ ่นั สะเทือนเลอ่ื นล่นั ทัง้ แสงสวา่ งอันเจิด
จา้ หาประมาณมไิ ด้ กป็ รากฏในโลก ล่วงเทวานภุ าพของเทวดาทงั้ หลาย

ลาดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ผู้เจริญท้ังหลาย โกณ
ฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ ดังนั้น คาว่า อัญญาโกณฑัญญะ จึงได้เป็นช่ือของท่าน
พระโกณฑัญญะ นน่ั แล

คมู่ ือสวดพุทธมนต์ ๑๘ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

อนตั ตลกั ขณสตู ร

เอวัมเม สตุ งั ฯ เอกงั สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วหิ ะระติ
อิสปิ ะตะเน มคิ ะทาเย ตตั ร๎ ะ โข ภะคะวา ปัญจะวคั คิเย ภิกขู
อามันเตสฯิ

รปู งั ภิกขะเว อะนัตตาฯ รูปัญจะหทิ งั ภกิ ขะเว อตั ตา อะภะวิส
สะ นะยทิ ัง รูปงั อาพาธายะ สงั วตั เตยยะ ลพั เภถะ จะ รเู ป เอวงั
เม รปู ัง โหตุ เอวัง เม รปู ัง มา อะโหสตี ฯิ

ยัสม๎ า จะ โข ภกิ ขะเว รูปงั อะนัตตา ตสั ์มา รูปงั อาพาธายะ
สังวตั ตะติ นะ จะ ลัพภะติ รูเป เอวงั เม รปู งั โหตุ เอวงั เม รูปงั มา
อะโหสตี ฯิ

เวทะนา อะนตั ตาฯ เวทะนา จะ หิทงั ภกิ ขะเว อตั ตา อะภะ-
วสิ สะ นะยทิ ัง เวทะนา อาพาธายะ สงั วัตเตยยะ ลัพเภถะ จะ
เวทะนายะ เอวงั เม เวทะนา โหตุ เอวัง เม เวทะนา มา อะโหสีติฯ

ยัส๎มา จะ โข ภกิ ขะเว เวทะนา อะนตั ตา ตสั ๎มา เวทะนา
อาพาธายะ สงั วัตตะติ นะ จะ ลพั ภะติ เวทะนายะ เอวัง เม เวทะนา
โหตุ เอวัง เม เวทะนา มา อะโหสีติฯ

สัญญา อะนัตตาฯ สัญญา จะ หทิ ัง ภิกขะเว อตั ตา อะภะ-
วิสสะ นะยทิ งั สญั ญา อาพาธายะ สงั วตั เตยยะ ลัพเภถะ จะ
สญั ญายะ เอวงั เม สัญญา โหตุ เอวงั เม สัญญา มา อะโหสตี ฯิ

ยสั ๎มา จะ โข ภิกขะเว สญั ญา อะนตั ตา ตัส๎มา สัญญา
อาพาธายะ สังวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ สญั ญายะ เอวัง เม สญั ญา
โหตุ เอวงั เม สญั ญา มา อะโหสตี ิฯ

คมู่ ือสวดพุทธมนต์ ๑๙ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

สงั ขารา อะนตั ตาฯ สังขารา จะ หิทงั ภกิ ขะเว อตั ตา อะภะวิส
สะ นะยทิ ัง สังขารา อาพาธายะ สังวตั เตยยะ ลพั เภถะ จะ สงั ขาเรสุ
เอวัง เม สงั ขารา โหตุ เอวัง เม สังขารา มา อะโหสีตฯิ

ยสั ม๎ า จะ โข ภกิ ขะเว สังขารา อะนัตตา ตัสม๎ า สงั ขารา
อาพาธายะ สงั วตั ตะติ นะ จะ ลัพภะติ สังขาเรสุ เอวัง เม สังขารา
โหตุ เอวงั เม สังขารา มา อะเหสนุ ตฯิ

วิญญาณงั อะนตั ตาฯ วญิ ญาณัง จะ หทิ งั ภกิ ขะเว อัตตา
อะภะวสิ สะ นะยทิ งั วญิ ญาณัง อาพาธายะ สังวตั เตยยะ ลพั เภถะ
จะ วญิ ญาเณ เอวงั เม วญิ ญาณัง โหตุ เอวัง เม วญิ ญาณงั มา
อะโหสีตฯิ ยัส๎มา จะ โข ภกิ ขะเว วิญญาณัง อะนัตตา ตัส๎มา
วญิ ญาณัง อาพาธายะ สงั วัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ วิญญาณัง เอวัง
เม วญิ ญาณัง โหตุ เอวัง เม วญิ ญาณงั มา อะเหสนุ ติฯ

ตัง กมิ มัญญะถะ ภกิ ขะเว รูปัง นิจจงั วา อะนจิ จงั วาตฯิ
อะนจิ จงั ภนั เตฯ ยมั ปะนานจิ จัง ทกุ ขัง วา ตัง สขุ ัง วาตฯิ ทุกขงั
ภันเตฯ ยมั ปะนานจิ จัง ทกุ ขัง วปิ ะรณิ ามะธมั มัง กลั ลัง นุ ตงั
สะมะนุปสั สิตงุ เอตงั มะมะ เอโสหะมสั ม์ ิ เอโส เม อัตตาติฯ โน
เหตงั ภนั เตฯ

ตงั กิมมัญญะถะ ภกิ ขะเว เวทะนา นิจจัง วา อะนจิ จัง วาตฯิ
อะนจิ จงั ภนั เตฯ ยัมปะนานจิ จัง ทุกขัง วา ตงั สุขงั วาติฯ ทกุ ขงั
ภันเตฯ ยมั ปะนานจิ จงั ทุกขงั วิปะริณามะธมั มัง กัลลัง นุ ตงั
สะมะนปุ ัสสติ งุ เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาตฯิ โน
เหตัง ภันเตฯ

ตัง กมิ มญั ญะถะ ภกิ ขะเว สัญญา นจิ จงั วา อะนจิ จัง วาตฯิ
อะนิจจงั ภันเตฯ ยัมปะนานิจจัง ทกุ ขัง วา ตงั สขุ งั วาตฯิ

คมู่ ือสวดพุทธมนต์ ๒๐ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ทุกขัง ภันเตฯ ยัมปะนานจิ จัง ทกุ ขัง วปิ ะริณามะธัมมงั
กัลลัง นุ ตงั สะมะนปุ ัสสติ ุง เอตงั มะมะ เอโสหะมสั ม์ ิ เอโส เม
อัตตาตฯิ โน เหตัง ภันเตฯ

ตัง กมิ มญั ญะถะ ภกิ ขะเว สงั ขารา นจิ จัง วา อะนิจจัง
วาติฯ อะนจิ จัง ภันเตฯ ยัมปะนานจิ จัง ทุกขงั วา ตัง สุขงั วาติฯ
ทุกขัง ภนั เตฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขงั วปิ ะริณามะธมั มงั กลั ลัง นุ
ตงั สะมะนปุ สั สิตงุ เอตงั มะมะ เอโสหะมสั ม์ ิ เอโส เม อัตตาตฯิ
โน เหตงั ภนั เตฯ

ตงั กิมมญั ญะถะ ภิกขะเว วญิ ญาณัง นิจจัง วา อะนจิ จงั วาตฯิ
อะนิจจงั ภันเตฯ ยมั ปะนานิจจงั ทกุ ขัง วา ตงั สุขงั วาติฯ
ทุกขัง ภันเตฯ ยมั ปะนานิจจงั ทกุ ขงั วิปะรณิ ามะธมั มงั กลั ลงั นุ ตงั
สะมะนุปสั สติ งุ เอตัง มะมะ เอโสหะมสั ม๎ ิ เอโส เม อตั ตาติฯ โน
เหตงั ภนั เตฯ
ตัสม๎ าติหะ ภกิ ขะเว ยงั กิญจิ รูปงั อะตตี านาคะตะปัจจปุ
ปนั นงั อัชฌัตตัง วา พะหทิ ธา วา โอฬารกิ งั วา สขุ ุมงั วา หีนงั วา
ปะณตี งั วา ยนั ทเู ร สนั ติเก วา สัพพัง รปู งั เนตงั มะมะ เนโส
หะมสั ๎มิ นะ เมโส อตั ตาติฯ เอวะเมตัง ยะถาภตู งั สมั มปั ปัญญายะ
ทัฏฐพั พังฯ
ยา กาจิ เวทะนา อะตตี านาคะตะปัจจุปปนั นงั อัชฌัตตงั วา
พะหทิ ธา วา โอฬารกิ งั วา สุขุมงั วา หนิ ัง วา ปะณตี า วา ยา ทเู ร
สนั ติเก วา สพั พา เวทะนา เนตัง มะมะ เนโสหะมัสม๎ ิ นะ เมโส
อัตตาตฯิ เอวะเมตัง ยะถาภตู งั สมั มัปปญั ญายะ ทัฏฐพั พังฯ
ยา กาจิ สญั ญา อะตีตานาคะตะปจั จุปปนั นัง อชั ฌตั ตัง วา
พะหิทธา วา โอฬารกิ งั วา สุขุมงั วา หนิ งั วา ปะณีตา วา ยา ทเู ร

คู่มือสวดพทุ ธมนต์ ๒๑ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

สันตเิ ก วา สัพพา สัญญา เนตัง มะมะ เนโสหะมสั ๎มิ นะ เมโส
อตั ตาติฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตงั สัมมัปปัญญายะ ทฏั ฐัพพงั ฯ

ยา กาจิ สังขารา อะตีตานาคะตะปจั จุปปนั นงั อัชฌัตตัง วา
พะหทิ ธา วา โอฬาริกงั วา สุขมุ ัง วา หนิ งั วา ปะณีตา วา ยา ทูเร
สนั ตเิ ก วา สัพเพ สังขารา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส๎มิ นะ เมโส
อัตตาตฯิ เอวะเมตงั ยะถาภูตัง สมั มัปปญั ญายะ ทัฏฐัพพงั ฯ

ยังกญิ จิ วญิ ญาณงั อะตตี านาคะตะปัจจุปปนั นัง อชั ฌตั ตงั
วา พะหิทธา วา โอฬารกิ ัง วา สุขมุ ัง วา หนิ ัง วา ปะณีตัง วา ยันทูเร
สันติเก วา สัพพงั วญิ ญาณงั เนตัง มะมะ เนโสหะมัสม๎ ิ นะ เมโส
อัตตาติฯ เอวะเมตงั ยะถาภูตัง สัมมปั ปญั ญายะ ทฏั ฐัพพงั ฯ

เอวงั ปสั สัง ภกิ ขะเว สุตว๎ า อะริยะสาวะโก รูปสั ๎มงิ ปิ
นิพพนิ ทะติ เวทะนายะปิ นพิ พนิ ทะติ สญั ญายะปิ นพิ พนิ ทะติ
สังขาเรสปุ ิ นิพพินทะติ วิญญาณัส๎มิงปิ นพิ พนิ ทะตฯิ นิพพนิ ทัง
วริ ชั ชะตฯิ วริ าคา วิมจุ จะติ วิมุตตัสม๎ ิง วิมตุ ตะมีติ ญาณัง โหติ
ขีณา ชาติ วสุ ติ งั พรัหมะจะรยิ งั กะตงั กะระณยี งั นาปะรัง
อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติฯ

อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปญั จะวคั คิยา ภกิ ขุ
ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภนิ นั ทุงฯ

อมิ ัส๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสม๎ งิ ภญั ญะมาเน ปญั จะวัต
ติยานงั ภิกขุนงั อะนปุ าทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วมิ ุจจงิ สตุ ฯิ

คมู่ อื สวดพุทธมนต์ ๒๒ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

คาแปล (โดยสรุป)

ครง้ั น้นั พระผมู้ พี ระภาครบั ส่งั กบั พระปญ๎ จวคั คีย์วา่
ภกิ ษทุ ้ังหลาย รปู เปน็ อนัตตา ถา้ รปู นีเ้ ปน็ อัตตา รูปไมพ่ ึงอาพาธ บคุ คล
พึงส่ังได้ว่ารูปของเราจงเป็นอย่างนี้ จงอย่าเป็นอย่างน้ันเลย ก็เพราะรูปเป็น
อนตั ตา จึงมีอาพาธ สั่งไม่ได้วา่ จงเป็นอย่างน้ี อยา่ เปน็ อยา่ งนัน้
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เป็นอนัตตา ถ้าเป็นอัตตา ก็ไม่
พึงอาพาธ บุคคลพึงส่ังได้ว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราจงเป็น
อย่างน้ี จงอย่าเป็นอย่างน้ันเลย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา จึงมีอาพาธ สั่ง
ไม่ได้ว่าจงเปน็ อยา่ งนี้ อยา่ เป็นอยา่ งนนั้
ภิกษุท้ังหลาย รูปเท่ียงหรือไม่เท่ียง? พระป๎ญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เท่ียง,
ตรัสถามต่อว่า สิ่งใดไม่เท่ียง สิ่งน้ันเป็นทุกข์หรือเป็นสุข? ตอบว่า เป็นทุกข์,
ถา้ สง่ิ ใดไม่เท่ียง เปน็ ทุกข์ มีความแปรปรวน ควรจะยดึ นัน้ วา่ น่ันคือเรา ของเรา
ตัวตนเราอยู่หรือไม่? ตอบว่า ไมค่ วรเลย
ภิกษทุ ง้ั หลาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เท่ียง?
พระป๎ญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เท่ียง, ตรัสถามต่อว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งน้ันเป็นทุกข์
หรือเป็นสุข? ตอบว่า เป็นทุกข์, ถ้าส่ิงใดไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
ควรจะยดึ น้ันว่านัน่ คือเรา ของเรา ตวั ตนเราอยู่หรอื ไม่? ตอบวา่ ไม่ควรเลย
ภกิ ษุท้ังหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต
และป๎จจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกล
หรอื ใกล้ ท้ังหมดก็เป็นแต่สกั วา่ รูป เธอทัง้ หลายพึงเหน็ รูปน้ันด้วยป๎ญญาอันชอบ
ตามเปน็ จริงอยา่ งนี้วา่ น่ันไมใ่ ชข่ องเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตวั ตนของเรา
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต
อนาคต และป๎จจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ
ประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วย
ป๎ญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างน้ีว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา น่ันไม่ใช่ตน
ของเรา

คู่มือสวดพทุ ธมนต์ ๒๓ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

ภิกษทุ ั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟ๎งแล้ว เห็นอยู่อย่างน้ี ย่อมเบื่อหน่ายในรูป
เวทนา สญั ญา สังขาร แม้ในวิญญาณ เม่ือเบื่อหน่าย ย่อมส้ินกาหนัด เพราะ
สิ้นกาหนัด จิตก็พ้น เม่ือจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกน้ันทราบชัดว่า
ชาตสิ ้ินแล้ว พรหมจรรยไ์ ดอ้ ยจู่ บแล้ว กิจท่ีควรทาได้ทาเสร็จแล้ว กิจอ่ืนอีกเพ่ือ
ความเป็นอยา่ งน้มี ไิ ด้มี

พระปญ๎ จวคั คยี ม์ ีใจยินดใี นภาษติ ของผ้มู ีพระภาค เมื่อตรัสไวยากรณภาษิต
นจี้ บ จิตของพระปญ๎ จวัคคียก์ ็พน้ แลว้ จากอาสวะทั้งหลาย เพราะความไม่ถอื ม่ัน

คูม่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๒๔ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

อาทติ ตปริยายสูตร

เอวมั เม สุตังฯ เอกัง สะมะยงั ภะคะวา คะยายงั วหิ ะระติ
คะยาสเี ส สทั ธิง ภกิ ขสุ ะหัสเสนะฯ

ตตั ร๎ ะ โข ภะคะวา ภกิ ขู อามนั เตสิฯ สพั พัง ภกิ ขะเว อาทติ ตังฯ
กญิ จะ ภกิ ขะเว สพั พงั อาทิตตังฯ จกั ขุง ภกิ ขะเว อาทติ ตัง รูปา
อาทิตตา จักขวุ ิญญาณัง อาทติ ตงั

จกั ขุสมั ผสั โส อาทิตโต ยมั ปทิ ัง จักขสุ มั ผสั สะปจั จะยา อุปปชั
ชะติ เวทะยิตงั สุขัง วา ทกุ ขงั วา อะทุกขะมะสขุ ัง วา ตมั ปิ
อาทติ ตัง เกนะ อาทติ ตงั ฯ อาทิตตงั ราคัคคนิ า โทสคั คนิ า
โมหคั คินา อาทติ ตัง ชาตยิ า ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะรเิ ทเวหิ
ทกุ เขหิ โทมะนัสเสหิ อปุ ายาเสหิ อาทิตตนั ติ วะทามิฯ

โสตัง อาทิตตงั สัททา อาทติ ตา โสตะวิญญาณงั อาทติ ตงั
โสตะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปทิ งั โสตะสมั ผสั สะปจั จะยา อปุ ปัชชะติ
เวทะยติ งั สขุ งั วา ทกุ ขัง วา อะทุกขะมะสขุ ัง วา ตมั ปิ อาทติ ตังฯ
เกนะ อาทติ ตังฯ อาทติ ตงั ราคัคคินา โทสคั คินา โมหัคคินา อาทิตตงั
ชาตยิ า ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะรเิ ทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ
อุปายาเสหิ อาทติ ตันติ วะทามิฯ

ฆานัง อาทิตตงั คันธา อาทติ ตา ฆานะวญิ ญาณัง อาทติ ตงั
ฆานะสมั ผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ฆานะสัมผสั สะปัจจะยา อุปปชั ชะติ
เวทะยติ งั สุขงั วา ทกุ ขงั วา อะทุกขะมะสขุ งั วา ตมั ปิ อาทติ ตังฯ
เกนะ อาทิตตงั ฯ อาทติ ตัง ราคัคคินา โทสัคคนิ า โมหัคคนิ า อาทติ ตงั
ชาตยิ า ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทกุ เขหิ โทมะนัสเสหิ
อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ

ค่มู อื สวดพุทธมนต์ ๒๕ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

ชิวหา อาทติ ตา ระสา อาทติ ตา ชวิ หาวญิ ญาณัง อาทติ ตัง
ชวิ หาสัมผสั โส อาทติ โต ยมั ปิทงั ชิวหาสมั ผัสสะปจั จะยา อุปปัชชะติ
เวทะยติ ัง สุขัง วา ทกุ ขงั วา อะทกุ ขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทติ ตงั ฯ
เกนะ อาทิตตังฯ อาทิตตัง ราคัคคนิ า โทสคั คนิ า โมหัคคินา อาทิตตงั
ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทกุ เขหิ โทมะนัสเสหิ
อุปายาเสหิ อาทิตตนั ติ วะทามิฯ

กาโย อาทติ โต โผฏฐัพพา อาทิตตา กายะวิญญานัง อาทติ ตัง
กายะสัมผสั โส อาทติ โต ยมั ปทิ ัง กายะสมั ผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ
เวทะยิตัง สุขงั วา ทกุ ขงั วา อะทกุ ขะมะสขุ ัง วา ตัมปิ อาทติ ตงั ฯ
เกนะ อาทติ ตงั ฯ อาทิตตงั ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคนิ า อาทิตตงั
ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะรเิ ทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ
อปุ ายาเสหิ อาทติ ตันติ วะทามิฯ

มะโน อาทติ โต ธัมมา อาทติ ตา มะโนวิญญาณัง อาทิตตัง
มะโนสมั ผสั โส อาทติ โต ยัมปิทัง มะโนสัมผสั สะปัจจะยา อปุ ปัชชะติ
เวทะยติ ัง สุขงั วา ทุกขงั วา อะทุกขะมะสขุ ัง วา ตมั ปิ อาทิตตงั ฯ
เกนะ อาทิตตงั ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสคั คนิ า โมหคั คินา อาทิตตงั
ชาตยิ า ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะรเิ ทเวหิ ทกุ เขหิ โทมะนสั เสหิ
อุปายาเสหิ อาทติ ตันติ วะทามฯิ

เอวัง ปัสสงั ภิกขะเว สตุ วา อะริยะสาวะโก
จักขุสม๎ งิ ปิ นิพพินทะติ รูเปสปุ ิ นพิ พนิ ทะติ จักขุวญิ ญาเณปิ
นิพพนิ ทะติ จักขุสัมผสั เสปิ นพิ พินทะติ ยมั ปทิ งั จกั ขสุ มั ผสั สะปจั
จะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตงั สุขัง วา ทุกขงั วา อะทุกขะมะสขุ ัง วา
ตสั ม๎ งิ ปิ นิพพนิ ทะตฯิ

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๒๖ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

โสตสั ม๎ ิงปิ นพิ พนิ ทะติ สทั เทสุปิ นิพพนิ ทะติ โสตะวญิ ญาเณปิ
นิพพนิ ทะติ โสตะสมั ผัสเสปิ นพิ พินทะติ ยมั ปทิ ัง โสตะสมั ผัสสะปัจ
จะยา อุปปัชชะติ เวทะยติ งั สุขงั วา ทกุ ขัง วา อะทกุ ขะมะสขุ ัง วา
ตัส๎มิงปิ นพิ พินทะตฯิ

ฆานสั ม๎ งิ ปิ นิพพินทะติ คนั เธสปุ ิ นิพพนิ ทะติ ฆานะวญิ ญา
เณปิ นิพพนิ ทะติ ฆานะสมั ผัสเสปิ นพิ พินทะติ ยัมปทิ งั ฆานะ
สัมผสั สะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สขุ งั วา ทกุ ขัง วา
อะทกุ ขะมะสุขัง วา ตัสม๎ งิ ปิ นพิ พินทะตฯิ

ชวิ หายะปิ นพิ พินทะติ ระเสสุปิ นิพพนิ ทะติ ชิวหาวิญญาเณปิ
นพิ พินทะติ ชวิ หาสมั ผัสเสปิ นิพพินทะติ ยมั ปิทงั ชิวหาสัมผสั สะ
ปัจจะยา อปุ ปัชชะติ เวทะยิตงั สขุ ัง วา ทกุ ขัง วา อะทกุ ขะมะสุขัง
วา ตัสม๎ ิงปิ นิพพินทะตฯิ

กายสั ม๎ งิ ปิ นพิ พนิ ทะติ โผฏฐพั เพสุปิ นิพพินทะติ กายะวญิ ญา
เณปิ นพิ พินทะติ กายะสัมผัสเสปิ นพิ พนิ ทะติ ยัมปทิ งั กายะ
สมั ผสั สะปจั จะยา อปุ ปัชชะติ เวทะยติ งั สุขงั วา ทกุ ขงั วา
อะทุกขะมะสุขงั วา ตสั ม๎ ิงปิ นพิ พินทะติฯ

มะนัส๎มงิ ปิ นิพพนิ ทะติ ธัมเมสุปิ นิพพนิ ทะติ มะโนวิญญาเณปิ
นิพพนิ ทะติ มะโนสัมผัสเสปิ นิพพนิ ทะติ ยมั ปทิ งั มะโนสมั ผสั สะ
ปัจจะยา อปุ ปชั ชะติ เวทะยิ ตงั สุขงั วา ทกุ ขงั วา อะทุกขะมะ
สุขงั วา ตสั ม๎ งิ ปิ นพิ พนิ ทะติฯ

นิพพินทงั วริ ชั ชะตฯิ วริ าคา วมิ จุ จะติฯ วมิ ตุ ตัสม๎ งิ วิมตุ ตะมตี ิ
ญาณงั โหติ ขณี า ชาติ วุสิตงั พรัหมะจะรยิ ัง กะตัง กะระณียัง
นาปะรงั อิตถัตตายาติ ปะชานาตตี ิฯ

คู่มือสวดพทุ ธมนต์ ๒๗ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

อทิ ะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภกิ ขู ภะคะวะโต
ภาสติ งั อะภินันทงุ ฯ

อิมสั ๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณสั ๎มิง ภญั ญะมาเน ตสั สะ
ภกิ ขุสะหัสสสั สะ อะนปุ าทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมจุ จงิ สตู ฯิ

คาแปล (โดยสรปุ )

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตาบลอุรุเวลา แล้วเสด็จจาริกไปสู่
ตาบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑,๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล ณ
ทนี่ ั่น พระผู้มพี ระภาคเจา้ รับสั่งกะภกิ ษุทง้ั หลาย ว่าดังนี้

ภิกษุท้ังหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน อะไรที่ชื่อว่าส่ิงท้ังปวงเป็นของร้อน
จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน
สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุข
มใิ ชท่ ุกข์ ท่ีเกดิ ข้ึนเพราะจักขุสัมผสั เปน็ ปจ๎ จยั แม้น้นั ก็เป็นของรอ้ น

ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ
เพราะไฟคอื โมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่และความตาย ร้อนเพราะ
ความโศก เพราะความราพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น
ใจ

โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ฆานะเป็นของร้อน กลิ่น
ทั้งหลายเป็นของรอ้ น ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของรอ้ น กายเป็นของ
รอ้ น โผฏฐัพพะทงั้ หลายเป็นของรอ้ น

มนะเปน็ ของร้อน ธรรมทั้งหลายเปน็ ของร้อน วญิ ญาณอาศัยมนะเป็นของ
ร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ
มใิ ช่ทกุ ข์มิใชส่ ขุ ทีเ่ กดิ ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเปน็ ป๎จจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อน
เพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อน
เพราะความเกดิ เพราะความแกแ่ ละความตายรอ้ นเพราะความโศก เพราะความ
ราพัน เพราะทุกขก์ าย เพราะทกุ ข์ใจ เพราะความคบั แคน้

คมู่ อื สวดพุทธมนต์ ๒๘ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ภกิ ษุทัง้ หลาย อริยสาวกผู้ได้ฟ๎งแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ใน
จักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบ่ือหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ
ย่อมเบ่ือหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบ่ือหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่
เปน็ สุข เปน็ ทกุ ข์ หรอื มิใช่ทกุ ข์มใิ ช่สุข ท่ีเกิดขน้ึ เพราะจกั ขสุ ัมผัสเปน็ ป๎จจัย

ยอ่ มเบ่อื หนา่ ยแม้ในโสต ย่อมเบ่อื หนา่ ยแมใ้ นเสียงทั้งหลาย
ย่อมเบอื่ หน่ายแม้ในฆานะ ยอ่ มเบอื่ หนา่ ยแม้ในกลิ่นท้ังหลาย
ยอ่ มเบื่อหน่ายแม้ในชวิ หา ย่อมเบ่อื หน่ายแมใ้ นรสทง้ั หลาย
ยอ่ มเบ่ือหนา่ ยแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐพั พะท้ังหลาย
ยอ่ มเบื่อหน่ายแม้ในมนะ ยอ่ มเบอ่ื หน่ายแม้ในธรรมทงั้ หลาย
ย่อมเบ่ือหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ ย่อมเบ่ือหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัย
มนะ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์
มิใชส่ ขุ ทเี่ กดิ ขึน้ เพราะมโนสมั ผัสเปน็ ป๎จจยั
เมื่อเบ่ือหน่าย ย่อมส้ินกาหนัด เพราะสิ้นกาหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้น
แล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกน้ันทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบ
แล้ว กิจท่คี วรทาไดท้ าเสร็จแลว้ กจิ อื่นอีกเพอ่ื ความเป็นอย่างน้ไี ม่มี
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตน้ีอยู่ จิตของภิกษุ ๑,๐๐๐
รปู นัน้ พ้นแลว้ จากอาสวะท้งั หลาย เพราะไมถ่ ือมนั่

คูม่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๒๙ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

โอวาทปาฏโิ มกขคาถา

สัพพะปาปสั สะ อะกะระณัง กุสะลสั สูปะสมั ปะทา
สะจิตตะปะริโยทะปะนงั เอตงั พุทธานะ สาสะนงั ฯ
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา นพิ พานงั ปะระมัง วะทันติ พทุ ธฺ า
น หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี สมโณ โหติ ปะรงั วิเหฐะยนั โตฯ
อะนปู ะวาโท อะนูปะฆาโต ปาตโิ มกเข จะ สงั วโร
มตั ตัญญตุ า จะ ภัตตัส๎มงิ ปนั ตญั จะ สะยะนาสะนัง
อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตงั พทุ ฺธานะ สาสะนังฯ

คาแปล

การไมท่ าความชั่วทั้งปวง ๑ การบาเพ็ญแต่ความดี ๑ การทาจิตต์ของตน
ใหผ้ อ่ งใส ๑ น้เี ปน็ คาสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างย่ิง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า
นิพพานเป็นบรมธรรม ผู้ทาร้ายคนอ่ืนไม่ช่ือว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่น
ไมช่ อ่ื วา่ เปน็ สมณะ

การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทาร้าย ๑ ความสารวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความ
เป็นผู้รู้จกั ประมาณในอาหาร ๑ ท่ีนั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ น้ี
เปน็ คาสอนของพระพทุ ธเจ้าทง้ั หลาย

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๓๐ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

มงคลสตู ร

เอวัมเม สตุ ังฯ เอกงั สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถยิ ัง วหิ ะระติ

เชตะวะเน อะนาถะปิณฑกิ สั สะ อาราเมฯ อะถะ โข อัญญะตะรา

เทวะตา อะภิกกนั ตายะ รตั ติยา อะภิกกนั ตะวัณณา เกวะละกปั ปัง

เชตะวะนัง โอภาเสตวา เยนะ ภะคะวา เตนปุ ะสังกะมิตวา ภะคะ

วนั ตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตงั อฏั ฐาสฯิ เอกะมันตัง ฐิตา โข

สา เทวะตา ภะคะวนั ตงั คาถายะ อัชฌะภาสฯิ

พะหู เทวา มะนสุ สา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง

อากังขะมานา โสตถานงั พรูหิ มังคะละมุตตะมงั ฯ

อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑติ านญั จะ เสวะนา

ปชู า จะ ปชู ะนียานงั เอตัมมงั คะละมตุ ตะมัง

ปะฏริ ปู ะเทสะวาโส จะ ปพุ เพ จะ กะตะปญุ ญะตา

อตั ตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมงั คะละมตุ ตะมงั

พาหสุ ัจจัญจะ สปิ ปัญจะ วนิ ะโย จะ สสุ กิ ขิโต

สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตมั มังคะละมตุ ตะมัง

มาตาปติ ุอุปัฏฐานงั ปุตตะ ทารสั สะ สงั คะโห

อะนากลุ า จะ กัมมันตา เอตัมมงั คะละมตุ ตะมัง

ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห

อะนะวัชชานิ กมั มานิ เอตมั มังคะละมตุ ตะมัง

อาระตี วริ ะติ ปาปา มัชชะปานา จะ สญั ญะโม

อปั ปะมาโท จะ ธมั เมสุ เอตัมมังคะละมตุ ตะมัง

คาระโว จะ นวิ าโต จะ สนั ตุฏฐิ จะ กะตญั ญตุ า

กาเลนะ ธัมมัสสะวะนงั เอตมั มงั คะละมตุ ตะมัง

คูม่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๓๑ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ขนั ตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานญั จะ ทสั สะนัง
กาเลนนะ ธัมมะสากัจฉา เอตมั มังคะละมตุ ตะมัง
ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทสั สะนงั
นพิ านะสัจฉกิ ิริยา จะ เอตัมมังคะละมตุ ตะมัง
ผุฏฐัสสะ โลกะธมั เมหิ จิตตงั ยัสสะ นะ กมั ปะติ
อะโสกัง วิระชงั เขมัง เอตัมมังคะละมตุ ตะมัง
สัพพัตถะมะปะราชิตา
เอตาทสิ านิ กตั ะวานะ ตันเตสงั มงั คะละมตุ ตะมนั ติ
สัพพตั ถะ โสตถงิ คัจฉนั ติ

คาแปล

ข้าพเจา้ (พระอานนท์) สดับมาดงั น้ี สมยั หน่ึงพระผู้มีพระภาคประทบั อยู่
ณ เชตวันมหาวหิ าร อารามของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐีใกล้กรุงสาวัตถี เมอ่ื ลว่ ง
ปฐมยาม เทวดาองคห์ นึง่ มรี ัศมีงดงามยง่ิ นัก ทาพระเชตวันให้สวา่ งไสวเขา้ ไปเฝ้า
พระพทุ ธเจา้ ถวายอภิวาทแล้วยนื อยู่ ณ ทสี่ มควรขา้ งหนงึ่ ทลู ถามพระพุทธเจา้
ว่า เทวดาและมนุษย์จานวนมาก เม่อื ปรารถนาความสวัสดี พากนั คิดคน้ หามงคล
ทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสบอกด้วยเถิดว่า อะไรเป็นมงคลสูงสดุ

(พระพทุ ธเจา้ ตรสั ตอบวา่ )
การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบชู าคนที่ควรบชู า น้เี ป็นมงคลสูงสุด
การอยู่ในถิ่นท่เี หมาะสม ความมีความดีเป็นทุนเดมิ การต้งั ตนไว้ชอบ นเ้ี ปน็ มงคล
สงู สดุ ความคงแก่เรียน ความมีศิลปวทิ ยา ความมวี ินัย วาจาสุภาษติ นเ้ี ป็นมงคล
สูงสุด การเลี้ยงดมู ารดาบดิ า การสงเคราะหบ์ ุตร การสงเคราะห์ภรรยา การ
ทางานไมค่ ง่ั ค้าง นเ้ี ป็นมงคลสูงสุด การใหท้ าน การประพฤติธรรม การสงเคราะห์
ญาติ การทางานสุจรติ น้ีเป็นมงคลสงู สดุ
การงดเวน้ จากความชั่ว การไม่ดืม่ น้าเมา ความไม่ประมาทในธรรม นี้เปน็
มงคลสงู สดุ ความเคารพ การเจียมตวั ความสนั โดษ ความกตัญํู การฟ๎งธรรม

คูม่ ือสวดพุทธมนต์ ๓๒ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ตามกาลอนั เหมาะสม นเ้ี ป็นมงคลสูงสดุ ความอดทน ความเปน็ คนวา่ นอนสอน
งา่ ย การพบเห็นสมณะ การสนทนาธรรมตามกาล นีเ้ ป็นมงคลสงู สุด

ความเพียร การประพฤติพรหมจรรย์ การเหน็ อรยิ สัจ การทาพระนิพพาน
ใหแ้ จ้ง นเี้ ปน็ มงคลสงู สุด จิตของผูท้ ี่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวน่ั ไหว จติ ไม่
เศร้าโศก จิตปราศจากกเิ ลส จติ เกษมปลอดภัย น้เี ปน็ มงคลสูงสุด

เทวดาและมนุษยท์ ้ังหลาย กระทามงคล ๓๘ ประการ ดงั ทีก่ ล่าวมาน้แี ล้ว
จะเป็นผ้ไู ม่พ่ายแพใ้ นท่ีทง้ั ปวง ยอ่ มถึงความสวสั ดีในทุกสถานที่ ข้อน้นั เปน็ มงคล
สูงสดุ ของเทวดาและมนุษยท์ งั้ หลายเหลา่ นัน้ ดังนีแ้ ล

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๓๓ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

คาถาป้องกนั ภัย

รตนสูตร (ยอ่ )

ยงั กิญจิ วติ ตงั อธิ ะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง
ปะณีตงั นะ โน สะมงั อตั ถิ ตะถาคะเตนะ อทิ มั ปิ พทุ เธ ระตะนงั
ปะณตี งั เอเตนะ สัจเจนะ สวุ ัตถิ โหตฯุ

ขะยงั วิราคงั อะมะตงั ปะณตี งั ยะทัชฌะคา สกั ยะมนุ ี
สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมตั ถิ กญิ จิ อทิ มั ปิ ธมั เม ระตะนงั
ปะณตี ัง เอเตนะ สัจเจนะ สวุ ตั ถิ โหตุฯ

ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวณั ณะยี สุจงิ สะมาธิมานนั ตะริกญั ญะ
มาหุ สมาธนิ า เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อทิ มั ปิ ธมั เม ระตะนงั
ปะณีตัง เอเตนะ สจั เจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

เย ปุคคะลา อฏั ฐะ สะตัง ปะสฏั ฐา จัตตาริ เอตานิ ยคุ านิ
โหนติ เต ทกั ขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทนิ นานิ
มะหปั ผะลานิ อทิ ัมปิ สงั เฆ ระตะนัง ปะณีตงั เอเตนะ สัจเจนะ
สุวัตถิ โหตุฯ

เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสา
สะนมั หิ เต ปตั ติปตั ตา อะมะตัง วคิ ัยหะ ลทั ธา มธุ า นิพพุติง
ภญุ ชะมานา อทิ มั ปิ สงั เฆ ระตะนงั ปะณีตงั เอเตนะ สจั เจนะ สุวัตถิ
โหตฯุ

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๓๔ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ขณี งั ปรุ าณัง นะวัง นตั ถิ สมั ภะวงั วริ ตั ตะจิตตายะติเก
ภะวสั ๎มงิ เต ขีณะพชี า อะวิรุฬหิฉนั ทา นพิ พันติ ธีรา ยะถายัมปะ
ทโี ป อิทมั ปิ สังเฆ ระตะนงั ปะณีตัง เอเตนะ สจั เจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

คาแปล

ทรัพย์อย่างใดอย่างหน่ึง หรือรตั นะประณีตอันใดในโลกนแี้ ละโลกอ่ืน หรอื
ในสรวงสวรรคท์ กุ ชัน้ ทรัพยห์ รือรัตนะนัน้ จะเสมอเหมอื นพระตถาคตไม่มเี ลย
รตั นะคือพระพุทธเจ้า เป็นของประณีตเชน่ นี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวสั ดจี งมี

พระธรรมใดท่ปี ราศจากกิเลส ปราศจากราคะ เปน็ อมตะ ประณตี ที่พระ
ศากยมุนีพุทธเจ้าทรงมีจิตเป็นสมาธิบรรลุแลว้ พระธรรมนัน้ หามีสิง่ ใดๆ เสมอ
เหมือนไม่ รัตนะคือพระธรรม เปน็ ของประณีตเช่นนี้ ด้วยสจั จะข้อน้ี ขอความ
สวสั ดีจงมี

สมาธใิ ดทีพ่ ระพุทธเจา้ ตรัสสรรเสรญิ วา่ เปน็ อานันตรกิ สมาธิ หามสี มาธิอน่ื
ใดเสมอเหมอื นไม่ รตั นะคือพระธรรม เป็นของประณตี เช่นน้ี ดว้ ยสัจจะข้อน้ี ขอ
ความสวัสดจี งมี

พระอรยิ บคุ คล ๘ ทส่ี ัตบุรุษสรรเสรญิ จัดเปน็ ๔ คู่ ทา่ นเหล่าน้ัน เปน็ สาวก
ของพระสุคตเจา้ ควรแก่การทาบุญ ทานทถี่ วายแด่พระอรยิ บุคคล ๘ นน้ั มีผล
มาก รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเชน่ นี้ ด้วยสจั จะข้อน้ี ขอความสวัสดจี งมี

พระอรยิ บุคคลเหลา่ ใดในศาสนาของพระโคตมพุทธเจา้ มีความขยนั
ขวนขวายด้วยดี มีจติ มั่นดว้ ยสมาธิ ไม่มคี วามใคร่ พระอรยิ บุคคล เหล่านั้นได้
บรรลอุ รหตั บรรลุอมตธรรม ไดเ้ สวยความดบั กิเลสโดยเปล่าๆ (โดยไมต่ ้องซ้ือหา)
รัตนะคือพระสงฆ์ เปน็ ของประณตี เช่นน้ี ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดจี งมี

คมู่ ือสวดพุทธมนต์ ๓๕ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

กรณียเมตตสูตร

กะระณยี ะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภสิ ะเมจจะ
สักโก อชุ ู จะ สุหชุ ู จะ สุวะโจ จสั สะ มทุ ะ อะนะติมานี สนั ตุสสะ
โก จะ สภุ ะโร จะ อปั ปะกิจโจ จะ สัลละหกุ ะวตุ ติ สันตินทร๎ ิโย จะ
นปิ ะโก จะ อปั ปะคัพโภ กเุ ลสุ อะนะนุคิทโธ นะ จะ ขุททงั สะมาจะเร
กิญจิ เยนะ วญิ ญู ปะเร อุปะวะเทยยงุ สขุ โิ น วา เขมโิ น โหนตุ สพั เพ
สัตตา ภะวันตุ สขุ ติ ตั ตาฯ

เย เกจิ ปาณะภตู ตั ถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทฆี า
วา เย มะหันตา วา มชั ฌมิ า รสั สะกา อะณกุ ะถลู า ทฏิ ฐา วา เย จะ
อะทฏิ ฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภเู ต วา สมั ภเวสี วา สัพเพ
สัตตา ภะวนั ตุ สุขติ ตั ตา นะ ปะโร ปะรงั นิกพุ -เพถะ นาตมิ ญั เญถะ
กัตถะจิ นัง กญิ จิ พ๎ยาโรสะนา ปะฏีฆะสญั ญา นาญญะมัญญัสสะ
ทุกขะมจิ เฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนรุ ัก
เข เอวัมปิ สพั พะภเู ตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณงั

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสม๎ งิ มานะสมั ภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธงั
อะโธ จะ ตริ ยิ ัญจะ อะสมั พาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง
นิสนิ โน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะตงิ
อะธิฏเฐยยะ พร๎ หั มะเมตงั วิหารัง อิธะมาหุ ทฏิ ฐญิ จะ อะนปุ ะคมั
มะ สีละวา ทัสสะเนนะ สมั ปนั โน กาเมสุ วเิ นยยะ เคธงั นะ หิ ชาตุ
คัพภะเสยยัง ปนุ ะเรตีติฯ

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๓๖ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

คาแปล

กจิ ทคี่ นฉลาดในสงิ่ ทม่ี ีประโยชนแ์ ละมงุ่ หมายจะบรรลทุ างสงบจะพงึ ทา ก็
คอื เปน็ คนกลา้ ซื่อตรง วา่ งา่ ย ออ่ นโยน ไม่เย่อหยงิ่ สนั โดษ เลยี้ งง่าย มีภารกจิ
น้อย คลอ่ งตัว ระมดั ระวังการแสดงออก รู้ตวั ไมค่ ะนอง ไมค่ ลุกคลใี นตระกลู
ทง้ั หลาย ไม่ประพฤติสงิ่ ทวี่ ิญํชู นตาหนิติเตียนได้ พงึ แผเ่ มตตาจิตวา่ ขอสตั ว์
ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสขุ กายสบายใจ มีความเกษมสาราญเถิด

ขอสัตว์ทั้งหลายทเ่ี ป็นสัตว์ลาตัวอ่อนหรือลาตวั แขง็ มลี าตวั ยาวหรอื ลาตัว
ใหญ่ มีลาตัวปานกลางหรอื ลาตวั สัน้ มลี าตัวเลก็ หรอื ลาตวั โต ท่ีมองเหน็ หรือมอง
ไม่เห็น ท่ีอยูไ่ กลหรืออยูใ่ กล้ ทเ่ี กิดแลว้ หรือกาลังหาท่ีเกิดอยู่ก็ตาม ขอสัตว์
ทงั้ หลายทงั้ ปวงนัน้ จงสขุ กายสบายใจเถดิ

บุคคลไม่พึงหลอกลวงผูอ้ น่ื ไม่พึงดูหม่ินเหยยี ดหยามใครๆ ไมพ่ ึงมุ่งรา้ ยต่อ
กันและกนั เพราะมีความขุ่นเคอื งโกรธแคน้ กนั คนเราพึงแผ่ความรกั ความเมตตา
ไปยงั สตั วท์ ้งั หลายหาประมาณมิได้ ดุจดังมารดาถนอมและปกป้องบตุ รสดุ ทรี่ ักคน
เดยี วดว้ ยชีวติ ฉะนัน้

พึงแผเ่ มตตาจิตไม่มีขอบเขต ไมค่ ดิ ผูกเวร ไมเ่ ปน็ ศัตรอู นั หา ประมาณไม่ได้
ไปยงั สัตว์โลกทัง้ ปวงทว่ั ทุกสารทิศ ผเู้ จรญิ เมตตาจิตนัน้ จะยืน จะเดิน จะนงั่ จะ
นอน ตลอดเวลา ท่ตี นยงั ตน่ื อยู่ พงึ ต้ังสติอันประกอบไปด้วยเมตตาจิตนี้ใหม้ ัน่ ไว้
บัณฑติ ทั้งหลายกล่าวว่า การอยู่ดว้ ยเมตตานเ้ี ป็นพรหมวิหาร (การอยู่อยา่ ง
ประเสริฐ)

ท่านผ้เู จริญเมตตาจติ ที่ละความเหน็ ผดิ แล้ว มศี ีล มคี วามเห็นชอบ ขจัด
ความใคร่ในกามได้ ก็จะไม่กลับมาเกิดอกี เป็นแนแ่ ท้

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๓๗ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ขันธปริตตสตู ร

วริ ูปกั เขหิ เม เมตตงั เมตตงั เอราปะเถหิ เม
ฉัพ๎ยาปุตเตหิ เม เมตตงั เมตตงั กณั หาโคตะมะเกหิ จะ
อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตงั ทปิ าทะเกหิ เม
จะตุปปะเทหิ เม เมตตงั เมตตงั พะหุปปะเทหิ เม
มา มงั อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หงิ สิ ทปิ าทะโก
มา มัง จะตปุ ปะโท หิงสิ มา มัง หงิ สิ พะหปุ ปะโท
สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
สัพเพ ภัทร๎ านิ ปัสสนั ตุ มา กญิ จิ ปาปะมาคะมา
อปั ปะมาโณ พทุ โธ อัปปะมาโณ ธมั โม อัปปะมาโณ สังโฆ
ปะมาณะวนั ตานิ สริ ิงสะปานิ อะหิวจิ ฉกิ า สะตะปะที อณุ ณานาภี
สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะรติ ตา ปะฏกิ กะมนั ตุ
ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานงั ฯ

คาแปล

ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตาให้แก่ ตระกูลพญางูวิรูป๎กข์ ตระกูลพญางูเอราบัถ
ตระกูล พญางูฉัพยาบุตร และตระกูลพญางูกัณหาโคตมกะ ข้าพเจ้าขอแผ่
เมตตาไปยังสัตว์ท่ีไม่มีเท้า สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า และสัตว์มากเท้า ขอสัตว์ท่ี
ไม่มีเท้า สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า และสัตว์มากเท้าท้ังหลาย อย่าได้เบียดเบียน
ขา้ พเจา้ ขอบุคคลและสตั วท์ งั้ หลายท่ีเกดิ มาแล้วทั้งส้ิน จงพบแต่สิ่งท่ีเจริญดีงาม
ถว้ นท่วั ทกุ ตัวตน ส่ิงชว่ั ร้ายใดๆ จงอย่าได้แผว้ พานเลย

พระพุทธเจ้า ทรงมีพระคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีพระคุณหา
ประมาณมิได้ พระสงฆ์มีพระคุณหาประมาณมิได้ สัตว์เล้ือยคลานท้ังหลาย คือ งู
แมงป่อง ตะขาบ แมงมุม ตุ๊กแก หนู มีประมาณนับได้ ข้าพเจ้า ได้ทาการคุ้มครอง
ป้องกันไว้แล้ว ขอสัตว์ท้ังหลายทั้งปวง จงหลีกไปเถิด ด้วยข้าพเจ้า ได้เคารพนบ
นอบแด่พระผมู้ ีพระภาคเจ้าและพระสมั มาสมั พุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองคแ์ ล้ว

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๓๘ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

วฏั ฏกปรติ ตสูตร

อัตถิ โลเก สีละคโุ ณ สัจจัง โสเจยยะนทุ ทะยา
เตนะ สจั เจนะ กาหามิ สจั จะกริ ยิ ะมะนุตตะรงั
อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง สะรติ วา ปพุ พะเก ชเิ น
สจั จะพะละมะวัสสายะ สัจจะกริ ยิ ะมะกาสะหงั
สนั ติ ปกั ขา อะปตั ตะนา สนั ติ ปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปิตา จะ นกิ ขันตา ชาตะเวทะ ปะฏกิ กะมะ
สะหะ สัจเจ กะเต มัยหงั มะหาปัชชะลโิ ต สขิ ี
วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกงั ปตั วา ยะถาสิขี
สัจเจนะ เม สะโม นตั ถิ เอสา เม สจั จะปาระมตี ฯิ

คาแปล

คุณคือศีล สัจจะ ชีวิตท่ีสะอาด และความเอ็นดู มีอยู่ในโลกด้วยสัจจะ
ข้อน้ัน เราจักทาสัจกิริยาอันยอดเย่ียม เราขอระลึกถึงพลานุภาพของพระธรรม
ขอระลึกถึงพระชินเจ้าซึ่งมีอยู่ในปางก่อน แล้วอาศัยกาลังของสัจจะ (ที่มีในตัว)
ทาสจั กริ ยิ า (๓ ประการ คือ)

(๑) ปีกท้ังสองมีอยู่ แต่เราบินไม่ได้ (๒) เท้าท้ังสองก็มีอยู่ แต่เราเดิน
ไม่ได้ (๓) พ่อแม่ก็บินหนีออกไปเสยี แลว้ อัคคเี อ๋ย จงถอยกลับไปเสียเถดิ

ทันทีที่เราได้ทาสัจจะ เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงชัชวาล ได้เว้นที่ไว้ ๑๖
กรีส (ประมาณ ๓๑ วา) (ดับไป) เหมือนเปลวไฟตกมาถึงน้าแล้วดับลงฉะนั้น ไม่
มีสงิ่ ใดเสมอด้วยสัจจะของเรา น้ีคอื สจั บารมีของเรา (ตถาคต)

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๓๙ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

อาฏานาฏยิ สูตร

วิปัสสสิ สะ นะมตั ถุ จักขมุ นั ตสั สะ สิรมี ะโต

สขิ สิ สะปิ นะมตั ถุ สัพพะภตู านุกมั ปิโน

เวสสะภสุ สะ นะมตั ถุ นหาตะกสั สะ ตะปสั สิโน

นะมตั ถุ กะกุสันธสั สะ มาระเสนัปปะมทั ทิโน

โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณสั สะ วุสีมะโต

กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วปิ ปะมตุ ตสั สะ สัพพะธิ

อังคีระสสั สะ นะมัตถุ สักยะปตุ ตสั สะ สริ ีมะโต

โย อมิ งั ธัมมะมะเทเสสิ สพั พะทุกขาปะนูทะนงั

เย จาปิ นพิ พุตา โลเก ยะถาภูตงั วปิ สั สสิ ุง

เต ชะนา อะปิสณุ า มะหนั ตา วตี ะสาระทา

หิตัง เทวะมะนสุ สานัง ยัง นะมสั สนั ติ โคตะมงั

วชิ ชาจะระณะสมั ปันนงั มะหันตัง วตี ะสาระทัง

วิชชาจะระณะสมั ปนั นัง พุทธงั วนั ทามะ โคตะมนั ต.ิ

คาแปล

ขอนอบน้อมพระวิป๎สสีพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระจักษุ ทรงมีสิริ ขอนอบน้อม
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ท้ังปวง ขอนอบน้อมพระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้
ทรงชาระล้างกิเลสแล้ว ทรงมีตบะ ขอนอบน้อมพระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงกาจัด
มารและเสนาแห่งมาร ขอนอบน้อมพระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้ทรงลอยบาปแล้ว
ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ขอนอบน้อมพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้ทรงพ้นพิเศษแล้วในสิ่ง
ทั้งปวง ขอนอบน้อมพระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้ศากยบุตร ทรงมีสิริ ทรงแสดงธรรม
เปน็ เครอื่ งบรรเทาทุกข์ท้ังปวงนี้

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๔๐ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

อน่ึง พระพุทธเจ้าเหล่าใดในโลก ผู้ดับกิเลสได้แล้ว เห็นแจ่มแจ้งตาม
ความเป็นจริง พระพุทธเจ้าเหล่าน้ัน เป็นผู้ไม่มีวาจาส่อเสียด เป็นผู้ย่ิงใหญ่ มี
ความกล้าหาญ เหล่าเทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้โค
ตมโคตร พระองค์ใด ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย ทรงถึงพร้อม
ดว้ ยวิชชาและจรณะ ทรงกล้าหาญ ย่งิ ใหญ่ ขา้ พเจา้ ขอนอบน้อมพระโคตมพุทธ
เจา้ ผทู้ รงถงึ พรอ้ มดว้ ยวิชชาและจรณะพระองค์นน้ั

โพชฌังคปริตตสตู ร

โพชฌังโค สะตสิ ังขาโต ธมั มานงั วิจะโย ตะถา
วริ ยิ ัมปตี ิปัสสทั ธิ โพชฌงั คา จะ ตะถาปะเร
สะมาธเุ ปกขะโพชฌังคา สตั เต เต สพั พะทสั สินา
มุนินา สมั มะทักขาตา ภาวิตา พะหลุ ีกะตา
สังวตั ตันติ อะภิญญายะ นพิ พานายะ จะ โพธยิ า
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สพั พะทาฯ
โมคคลั ลานญั จะ กัสสะปัง
เอกสั ม๎ งิ สะมะเย นาโถ โพชฌังเค สตั ตะ เทสะยิ
คิลาเน ทุกขิเต ทิสว๎ า โรคา มุจจงิ สุ ตงั ขะเณ
เต จะ ตัง อะภนิ ันทติ ๎วา โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ เคลญั เญนาภิปฬี โิ ต
ภะณาเปต๎วานะ สาทะรัง
เอกะทา ธัมมะราชาปิ ตัมหา วฏุ ฐาสิ ฐานะโส
จนุ ทตั เถเรนะ ตญั เญวะ โสตถิ เต โหตุ สพั พะทาฯ
สัมโมทิต๎วา จะ อาพาธา ติณณนั นมั ปิ มะเหสินงั
เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ ปตั ตานปุ ปัตตธิ ัมมะตงั
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา
มัคคาหะตะกเิ ลสาวะ
เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ

คูม่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๔๑ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

คาแปล

โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติ ธัมมวจิ ัย วิริยะ ปตี ิ ปส๎ สทั ธิ สมาธิ และ
อุเบกขา เปน็ ธรรมที่พระมนุ ีผูท้ รงเห็นธรรมท้งั ปวงตรสั ไว้แล้วโดยชอบ บคุ คลทา
ใหเ้ กดิ แลว้ ทาให้มากยงิ่ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพ่ือความรู้ย่ิง เพอ่ื ตรัสรู้ และเพื่อพระ
นพิ พาน ดว้ ยการกลา่ วคาสตั ย์นี้ ขอความสวสั ดจี งมีแกท่ ่านในกาลทุกเมื่อเถิด

สมัยหน่งึ พระโลกนาถทอดพระเนตรเหน็ พระโมคคัลลานะและพระกสั สปะ
อาพาธ ได้รับความลาบาก พระองคท์ รงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ (ให้ฟ๎ง) ท่าน
ทั้งสองตา่ งชืน่ ชมพระธรรมเทศนาน้นั หายจากอาพาธในทันที ด้วยการกลา่ วคา
สตั ย์น้ี ขอความสวัสดีจงมีแก่ทา่ น ในกาลทุกเม่ือเถดิ

แมแ้ ต่พระธรรมราชาเอง ครั้งหนงึ่ ทรงพระประชวรเป็นไข้ ไดต้ รัสให้พระจุ
นทเถระสวดโพชฌงคน์ ัน้ ถวายโดยความเคารพ พระพุทธองค์ทรงบนั เทงิ พระหทยั
ทรงหายจากโรคาพาธนัน้ โดยพลนั ดว้ ยการกลา่ วคาสัตยน์ ี้ ขอความสวสั ดีจงมีแก่
ท่านในกาลทุกเม่ือเถิด

อาพาธท้ังหลายของทา่ นผูแ้ สวงหาพระคุณใหญ่แม้ท้ัง ๓ องคน์ ั้นหายแลว้
ดุจดงั กเิ ลสท่อี ริยมรรคกาจัดได้แลว้ ได้ถงึ ความไมเ่ กิดอีกเป็นธรรมดา ดว้ ยการ
กลา่ วคาสตั ยน์ ้ี ขอความสวัสดีจงมีแก่ทา่ นในกาลทุกเม่ือเถิด

ค่มู อื สวดพทุ ธมนต์ ๔๒ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

เสริมกาลังใจนพเคราะห์

คาถาประจาวนั อาทิตย์ (โมรปรติ ตคาถา)

อุเทตะยัญจักขมุ า เอกะราชา หะริสสะวณั โณ ปะฐะวปิ ปะภาโส
ตงั ตงั นะมสั สามิ หะรสิ สะวัณณงั ปะฐะวปิ ปะภาสงั ตะยชั ชะคตุ ตา
วหิ ะเรมุ ทิวะสงั เย พราหมะณา เวทะคุ สพั พะ ธมั เม, เต เม นะโม
เต จะ มงั ปาละยนั ตุ นะมตั ถุ พุทธานงั นะมัตถุ โพธยิ า, นะโม วมิ ตุ
ตานงั นะโม วมิ ตุ ตยิ า อมิ งั โส ปะรติ ตงั กตั ว๎ า โมโร จะระติ เอสะนา

อเปตะยัญจักขมุ า เอกะราชา หะรสิ สะวณั โณ ปะฐะวปิ ปะภาโส
ตงั ตัง นะมสั สามิ หะรสิ สะวณั ณงั ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะคุตตา
วิหะเรมุ รตั ติง เย พราหมะณา เวทะคุ สพั พะ ธัมเม, เต เม นะโม
เต จะ มงั ปาละยันตุ นะมตั ถุ พุทธานงั นะมตั ถุ โพธิยา, นะโม วมิ ตุ
ตานัง นะโม วมิ ุตตยิ า อิมงั โส ปะริตตงั กัตว๎ า โมโร จะระติ เอสะนา

(สวดวนั ละ ๖ จบ จะมคี วามรุ่งเรอื งและความสขุ สวัสดตี ลอดกาล)

คาแปล

ดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอันเอก มีรัศมีงามดังทองสว่างไสว
ทั่วปฐพี กาลังอทุ ัยข้ึนมา เพราะเหตุน้ันข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์ท่ีมีรัศมี
งามดังทอง สว่างไสวนั้น วันนี้ข้าพเจ้าได้รับการคุ้มครองจากท่านแล้ว จึงอยู่
เปน็ สุขตลอดวัน

พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้จบธรรมทั้งปวง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อ
พระพุทธเจ้าท้ังหลายเหล่านั้น ขอนอบน้อมพระป๎ญญาตรัสรู้ของพระองค์ ขอ

คมู่ อื สวดพุทธมนต์ ๔๓ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

นอบน้อมผู้หลุดพ้นแล้วท้ังหลาย ขอนอบน้อมความหลุดพ้นของท่านเหล่าน้ัน
และขอท่านจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย นกยูงนั้นร่ายปริตรนี้แล้ว จึงไปเท่ียวหา
อาหาร

ดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอันเอก มีรัศมีงามดังทองสว่างไสว
ทั่วปฐพี กาลังอัสดงคต เพราะเหตุน้ันข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์ท่ีมีรัศมี
งามดังทอง สว่างไสวทั่วปฐพีนั้น วันน้ีข้าพเจ้าได้รับการคุ้มครองจากท่านแล้ว
จงึ อยูเ่ ป็นสขุ ตลอดคืน

พระพุทธเจ้าท้ังหลายผู้รู้จบธรรมท้ังปวง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระพุทธ
เจา้ ทั้งหลายเหล่าน้ัน ขอนอบน้อมพระป๎ญญาตรัสรู้ของพระองค์ ขอนอบน้อมผู้
หลุดพ้นแล้วทั้งหลาย ขอนอบน้อมความหลุดพ้นของท่านเหล่านั้น และขอท่าน
จงคุ้มครองขา้ พเจ้าดว้ ย นกยงู น้นั ร่ายปรติ รนีแ้ ลว้ จึงได้กลับที่อยอู่ าศยั

คาถาประจาวันจนั ทร์ (อภยปรติ ตคาถา)

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ
สัทโท ปาปคั คะโห ทุสสุปนิ งั อะกนั ตงั พุทธานภุ าเวนะ วนิ าสะเมนตุ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ
สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสปุ นิ งั อะกนั ตัง ธมั มานภุ าเวนะ วนิ าสะเมนตุ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ
สัทโท ปาปคั คะโห ทสุ สุปินงั อะกันตัง สงั ฆานภุ าเวนะ วินาสะเมนตุ

(สวดวันละ ๑๕ จบ จะมีความสุขความเจริญปราศจากโรคาพยาธทิ งั้ ปวง)

คาแปล

ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ขอลางร้าย สิ่งอวมงคล
เสียงนกทไ่ี ม่พึงพอใจ บาปเคราะห์และฝ๎นรา้ ย จงพินาศไปเถิด

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๔๔ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา


Click to View FlipBook Version