The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Buddhism_Thailand, 2020-04-24 10:45:43

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

คู่มือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

Keywords: Buddhism Book

คาถาประจาวนั อังคาร

ยสั สานสุ สะระเณนาปิ อันตะลกิ เขปิ ปาณิโน ปะตฏิ ฐะมะธิ
คจั ฉันติ ภมู ยิ ัง วิยะ สพั พะทา สพั พูปทั ทะวะชาลมั หา ยกั ขะโจราทิ
สัมภะวา คะณะนานะ จะ มุตตานัง ปะรติ ตนั ตัมภะณามะ เห

(สวดวันละ ๘ จบ จะเกดิ ผลดมี คี วามสุขความเจริญแกต่ นและครอบครัว)

คาถาประจาวนั พุธ (กลางวัน)

สัพพาสวี สิ ะชาตีนงั ทพิ พะมันตาคะทัง วยิ ะ ยันนาเสติ
วิสงั โฆรงั เสสัญจาปิ ปะรสิ สะยงั อาณักเขตตมั หิ สัพพตั ถะ สพั พะทา
สพั พะปาณนิ ัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะรติ ตนั ตัมภะณามะเห

(สวดวนั ละ ๑๗ จบ จะมคี วามสุขสวสั ดีย่งิ ๆ ขึน้ ไป)

คาถาประจาวันพธุ (กลางคืน)

กนิ นุ สนั ตะระมาโนวะ ราหุ จนั ทงั ปะมุญจะสิ สงั วคิ คะรโู ป
อาคัมมะ กนิ นุ ภโี ต ติฏฐะสตี ิ สตั ตะธา เม ผะเล มทุ ธา ชีวนั โต
นะ สขุ งั ละเภ พทุ ธาคาถาภิคิโตมหิ โนเจ มุญเจยะ จนั ทมิ ันติ

(สวดวันละ ๑๒ จบ จะมีความเจรญิ สุข)

ค่มู อื สวดพุทธมนต์ ๔๕ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

คาถาประจาวนั พฤหัสบดี

อตั ถโิ ลเก สลี ะคุโณ สจั จัง โสเจยยะ นทุ ทะยา

เตนะ สจั เจนะ กาหามิ สัจจะกริ ยิ ะมะนตุ ตะรัง

อาวชั ชติ ๎วา ธมั มพั ะลัง สะรติ ว๎ า ปุพพะเก ชิเน

สจั จะพะละมะสายะ สัจจะกริ ิยะมะกาสะหัง

สันติ ปกั ขา อะปัตตะนา สนั ติ ปาทา อะวัญจะนา

มาตาปติ า จะนิกขนั ตา ชาตะเวทะ ปะฏกิ กะมะ

สะหะ สัจเจกะเต มัยหัง มะหาปชั ชะลโิ ต สขิ ี

วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกงั ปตั วา ยะถา สขิ ี

สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ

(สวดวันละ ๑๙ จบ จะมีความสุขความเจริญย่ิงๆ ขึ้นไป)

คาถาประจาวนั ศุกร์

อัปปะสันเนติ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต อะมะนสุ เสหิ
สะทา กพิ พสิ ะการภิ ิ ปะรสิ านญั จะตสั สนั นะ มะหิงสายะจะคุตติยา
ยนั เทเสสิ มะหาวีโร ปะรติ ตนั ตมั ภะณามะ เห

(สวดวนั ละ ๒๑ จบ จะมคี วามสุขสวัสดีตลอดกาลนาน)

คาถาประจาวันเสาร์

ยะโตหัง ภะคนิ ิ อะรยิ ายะ ชาติยา ชาโต, นาภชิ านามิ สญั จจิ จะ
ปาณงั ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภสั สะ

(สวดวนั ละ ๑๐ จบ จะมคี วามสขุ ความเจรญิ และเกดิ ความสวสั ดมี มี งคลตลอดกาลนาน)

คู่มือสวดพทุ ธมนต์ ๔๖ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

จาเพาะมงคลเมตตา

อุณหสิ สวชิ ยั คาถา

อัตถิ อุณหสิ สะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร

สัพพะสตั ตะหติ ัตถายะ ตัง ต๎วัง คณั หาหิ เทวะเต

ปะริวชั เช ราชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก

พะยัคเฆ นาเค วิเส ภเู ต อะกาละมะระเณนะ วา

สัพพัสม๎ า มะระณา มตุ โต ฐะเปต๎วา กาละมารติ ัง

ตสั เสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา

สุทธะสลี ัง สะมาทายะ ธัมมัง สุจะรติ ัง จะเร

ตัสเสวะ อานภุ าเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา

ลกิ ขติ ัง จินติตัง ปชู งั ธาระณงั วาจะนงั คะรงุ

ปะเรสงั เทสะนัง สตุ ว๎ า ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตตี ิฯ

คาแปล

อนั ว่าธรรมะ ทจ่ี ะหา้ มกนั มรณะภยั ทั้งหลาย ช่อื วา่ อุณหิสสวชิ ัยประเสรฐิ ย่งิ

นกั มีอยูเ่ พื่อประโยชน์เกื้อกลู แกส่ รรพสัตว์. ดูกร ทา่ นสุปตฏิ ฐติ ะเทพบุตร และ

เทวดาท้งั หลายบรรดาท่ปี ระชุมในที่นี้ ท่านจงเลา่ เรียน จดจา สาธยาย และ

กระทาตามพระธรรมที่ช่ือวา่ อณุ หิสสวชิ ัย ซึ่งอาจห้ามกนั เสยี ซ่งึ อกาลมรณะ ท้งั

อาจล่วงพน้ จาก อาชญาของบ้านเมือง มนุษย์ อมนุษย์ ไมอ่ าจปองประทุษร้ายได้

ไฟปกติ ไฟฟ้าก็ไม่อาจเผาพลาญได้ ชา้ ง เสือ สตั ว์ทงั้ หลายอ่ืนท่ีมีพิษ ไม่ว่างู

เล็ก งใู หญ่ ตะขาบ แมงป่อง แมลงพิษทงั้ หลาย ก็ไม่อาจทาอันตรายจะไมต่ าย

เมอ่ื ไมถ่ ึงเวลา ยอ่ มพน้ จากมรณกรรมท้ังปวง ยกเว้น กาลมรณะ คือ ถงึ เวลา

คูม่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๔๗ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

กายทรุดโทรมแก่สน้ิ ไป ตามไตรลกั ษณ์ ดว้ ยอานุภาพแห่ง พระอุณหิสสวชิ ัยนี้
ขอให้ สปุ ตฏิ ฐิตะเทพบตุ ร และทวยเทพท้ังหลาย จงมีความสขุ ทุกเมื่อ จง
สมาทานศีลให้บรสิ ุทธิ์ แลว้ ประพฤตธิ รรมใหส้ ุจรติ คือ มีกาย วาจา ใจ หรือ
กายกรรม๓ วจกี รรม ๔ มโนกรรม ๓ ใหส้ ุจริตไม่ผิดธรรม ดว้ ยผลสมาทาน
ศลี ประพฤตธิ รรม ขอความสุขจงมีแก่ทา่ นท้งั หลายในทุกกาลทุกเม่ือ อน่ึงพระ
อุณหิสสวชิ ัย ผใู้ ดเขยี นไวก้ ็ดี นกึ อยู่ในใจก็ดี ทาสกั การะบูชากด็ ี ทอ่ งบ่นทรงจา
ไวก้ ็ดี หรือไดส้ วดภาวนาเช้า-ค่าก็ดี หรอื ไดส้ ดบั รับฟ๎งพระธรรมเทศนาอนั ผ้อู ื่น
สาแดงกด็ ี ล้วนล้วนสามารถคมุ้ ครองป้องกัน อกาลมรณะ ไม่ตอ้ งตายในวยั เด็ก
วยั หนุ่ม วัยสาว และมอี ายุยืนยาวถึงแก่เฒ่า มสี ติไม่หลงตาย

มงคลจกั รวาลใหญ่

สริ ิธติ ิมะตเิ ตโชชะยะสทิ ธิ มะหิทธมิ ะหาคุณาปะริมติ ะปญุ ญาธกิ า
รสั สะสพั พันตะรายะนิวาระณะสะมตั ถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต
สัมมาสมั พทุ ธสั สะ ทวตั ติงสะมะหาปุริสะลกั ขะณานภุ าเวนะ อะสตี ยา
นุพยัญชะนานุภาเวนะ อัฏฐุตตะระสะตะมงั คะลานภุ าเวนะ ฉพั พณั -
ณะรังสิยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมติ านุภาเวนะ
ทะสะอปุ ะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะปะระมัตถะปาระมติ านภุ าะเวนะ
สีละสะมาธิปญั ญานภุ าเวนะ พทุ ธานุภาเวนะ ธัมมานภุ าเวนะ
สังฆานภุ าเวนะ เตชานุภาเวนะ อทิ ธานภุ าเวนะ พะลานุภาเวนะ
เญยยะธมั มานภุ าเวนะ จะตรุ าสีตสิ ะหัสสะ ธมั มกั ขันธานุภาเวนะ นะ
วะโลกตุ ตะระธมั มานภุ าเวนะ อัฏฐังคิกะมัคคานภุ าเวนะ อัฏฐะสะมา
ปตั ตยิ านุภาเวนะ ฉะฬะภิญญานุภาเวนะ จะตสุ ัจจะญาณานภุ าเวนะ
ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๔๘ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

สพั พญั ญุตะญาณานภุ าเวนะ เมตตากะรุณามทุ ิตาอเุ ปกขานุ

ภาเวนะ สัพพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ

ตุยหงั สัพพะโรคะโสกุปทั ทะวะทกุ ขะโทมะนสั สปุ ายาสา วินัสสนั ตุ

สัพพะอนั ตะรายาปิ วินัสสนั ตุ สพั พะสังกัปปา ตยุ หัง สะมชิ ฌนั ตุ

ทฆี ายตุ า ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมงั คโิ ก โหตุ สัพพะทาฯ

อากาสะปพั พะตะวะนะภมู คิ ังคามะหาสะมุททา อารกั ขะกา

เทวะตา สะทา ตุมเห อะนรุ ักขันตุฯ

ภะวะตุ สัพพะมงั คะลัง รกั ขันตุ สัพพะเทวะตา

สัพพะพทุ ธานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต

ภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั รกั ขนั ตุ สัพพะเทวะตา

สัพพะธมั มานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต

ภะวะตุ สัพพะ มงั คะลงั รกั ขันตุ สพั พะ เทวะตา

สัพพะสงั ฆานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

นักขัตตะยักขะภตู านัง ปาปคั คะหะนิวาระณา

ปะรติ ตัสสานภุ าเวนะ หนั ตวา เตสัง อปุ ทั ทะเว

นักขัตตะยกั ขะภูตานงั ปาปัคคะหะนิวาระณา

ปะรติ ตัสสานภุ าเวนะ หนั ตวา เตสัง อปุ ทั ทะเว

นักขตั ตะยกั ขะภูตานงั ปาปคั คะหะนวิ าระณา

ปะริตตสั สานภุ าเวนะ หนั ตวา เตสงั อุปทั ทะเวฯ

คมู่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๔๙ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

ชัยมงคลคาถา

พาหุงสะหสั สะมะภนิ มิ มติ ะสาวุธันตงั
ครเี มขะลัง อทุ ิตะโฆ ระสะเสนะมารัง
ทานาทธิ ัมมะวิธนิ า ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
มาราติเร กะมะภยิ ุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยกั ขงั
ขันตสี ทุ ันตะวธิ ินา ชิตะวา มนุ นิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมตั ตะภตู ัง
ทาวัคคจิ กั กะมะสะนวี ะ สทุ ารณุ ันตงั
เมตตมั พเุ สกะวธิ นิ า ชิตะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
อกุ ขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณนั ตัง
ธาวันติโยชะนะปะถงั คลุ มิ าละวันตงั
อทิ ธีภสิ ังขะตะมะโน ชติ ะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
กตั ตะวานะ กฏั ฐะมทุ ะรงั อวิ ะ คัพภนิ ียา
จญิ จายะ ทฏุ ฐะวะจะนงั ชะยะกายะมชั เฌ
สันเตนะ โสมะวธิ นิ า ชติ ะวา มุนนิ โท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
สจั จงั วหิ ายะ มะติสจั จะกาวาทะเกตงุ
วาทาภิโรปิตะมะนงั อะตอิ นั ธะภูตงั

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๕๐ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ปญั ญาปะทีปะชะลโิ ต ชติ ะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นนั โทปะนันทะภุชะคัง วพิ ุธัง มะหทิ ธงิ
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธปู ะเทสะวิธนิ า ชติ ะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
ทุคคาหะทฏิ ฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมงั วสิ ทุ ธชิ ตุ มิ ทิ ธิพะกาภิธานงั
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชติ ะวา มุนนิ โท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
เอตาปิ พทุ ธะชะยะมงั คะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทเิ น สะระเต มะตันที
หติ วานะเนกะววิ ธิ านิ จปุ ัททะวานิ
โมกขงั สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
มะหาการุณิโก นาโถ หติ ายะ สัพพะปาณินงั ปูเรตวา ปาระมี
สัพพา ปัตโต สัมโพธิมตุ ตะมัง เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โหตุ เต
ชะยะมงั คะลังฯ
ชะยนั โต โพธยิ า มูเล สกั ยานัง นันทิวฑั ฒะโน เอวงั
ตวงั วชิ ะโย โหหิ ชะยสั สุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปลั ลงั เก สีเส
ปะฐะวิโปกขะเร อะภเิ สเก สพั พะ พทุ ธานัง อคั คัปปัตโต ปะโมทะติฯ
สุนกั ขัตตงั สมุ งั คะลงั สปุ ะภาตัง สหุ ฏุ ฐิตงั สขุ ะโณ สมุ ุหุตโต
จะ สุยิฏฐัง พรมั หมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกมั มงั วาจากัมมัง
ปะทักขณิ งั ปะทกั ขณิ งั มะโนกมั มงั ปะณธิ ีเต ปะทกั ขณิ า ปะทกั ขณิ า
นิ กตั วานะ ละภนั ตัตเถ ปะทกั ขิเณฯ

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๕๑ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รกั ขันตุ สพั พะเทวะตา สัพพะพทุ ธา
นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เตฯ

ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั รกั ขนั ตุ สัพพะเทวะตา สพั พะธัมมา
นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั รกั ขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสงั ฆา
นภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

คาถาชนิ บญั ชร

ปตุ ตะกาโมละเภปตุ ตงั ธะนะกาโม ละเภ ธะนงั
อตั ถกิ าเยกายะญายะ เทวานงั ปิยะตงั สตุ ตะวา
อติ ิปโิ สภะคะวา ยะมะ ราชาโน ทา้ วเวสสุวัณโณ
มรณังสุขงั อะระหงั สุคะโต นะโมพทุ ธายะ
เชตะวา มารงั สะวาหะนงั
ชะยาสะนาคะตา พุทธา เย ปิวงิ สุ นะราสะภา.
จะตสุ ัจจาสะภงั ระสงั อัฏฐะวีสะติ นายะกา
ตณั หงั กะราทะโย พทุ ธา มตั ถะเก เต มุนิสสะรา.
สัพเพ ปะติฏฐติ า มยั หงั พุทโธ ธมั โม ทะวโิ ลจะเน
สเี ส ปะติฏฐโิ ต มัยหงั อเุ ร สพั พะคุณากะโร.
สงั โฆ ปะตฏิ ฐโิ ต มัยหงั สารปี ตุ โต จะ ทักขิเณ
หะทะเย เม อะนุรทุ โธ โมคคัลลาโน จะวามะเก.
โกณฑญั โญ ปฏิ ฐภิ าคัสมงิ อาสงุ อานันทะราหุโล
ทักขเิ ณสะวะเน มัยหงั อภุ าสุง วามะโสตะเก.
กสั สะโป จะ มะหานาโม สรุ ิโย วะ ปะภังกะโร
เกสะโต ปฏิ ฐิภาคัสมิง

คมู่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๕๒ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

นสิ นิ โน สิริสมั ปันโน โสภโิ ต มุนปิ งุ คะโว.
กุมาระกสั สะโป เถโร มะเหสี จติ ตะวาทะโก
โส มยั หงั วะทะเนนจั จงั ปะติฏฐาสิ คณุ ากะโร.
ปณุ โณ องั คลุ มิ าโล จะ อุปาลี นนั ทะสวี ะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ตลี ะกา มะมะ.
เสสาสตี ิ มะหาเถรา วชิ ติ า ชินะสาวะกา
เอตาสีติ มะหาเถรา ชติ ะวันโต ชิโนระสา
ชะลนั ตา สีละเต เชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกงั
ธะชคั คงั ปัจฉะโต อาสิ วาเม องั คลุ ิมาละกัง.
ขันทะโมระปะรติ ตญั จะ อาฏานาฏยิ ะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสณั ฐิตา.
ชินาณา วะระสังยุตตา สตั ตะปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทสิ ญั ชาตา พาหิรชั ณัตตุปทั ทะวา.
อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพทุ ธะปญั ชะเร.
ชนิ ะปญั ชะระมัชณัมหิ วิหะรันตงั มะฮตี ะเล
สะทา ปาเลน ตุ มงั สัพเพ เต มะหาปุรสิ าสะภา.
สคุ โุ ต สรุ กั โข
อิจเจวะมนั โต ชติ ปู ัททะโว
ชนิ านุภาเวนะ ชิตาริสงั โฆ
ธมั มานภุ าเวนะ ชติ ันตะราโย
สังฆานภุ าเวนะ จะรามิ ชนิ ะปญั ชะเรต.ิ
สทั ธัมมานภุ าวะปาลิโต

คู่มอื สวดพทุ ธมนต์ ๕๓ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

บทกรวดนาอทุ ศิ ส่วนกศุ ล

(บทนา) หนั ทะ มะยัง อทุ ทสิ ะนาธิฏฐานะ คาถาโย ภะณามะ เสฯ

(รับ) อมิ นิ า ปุญญะกมั เมนะ อุปัชฌายา คณุ ุตตะรา

อาจะรยิ ูปะการา จะ มาตาปิตา จะ ญาตะกา

สรุ โิ ย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ

พร๎ ัห๎มะมารา จะ อนิ ทา จะตโุ ลกะปาลา จะ เทวะตา

ยะโม มติ ตา มะนุสสา จะ มัชฌตั ตา เวริกาปิ จะ

สพั เพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

สขุ ัญจะ ตวิ ิธัง เทนตุ ขปิ ปัง ปาเปถะ โว มะตงั

อมิ ินา ปุญญะกมั เมนะ อิมนิ า อทุ ทเิ สนะ จะ

ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ ตณั หุปาทานะเฉทะนงั

เย สันตาเน หนิ า ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมงั

นสั สนั ตุ สพั พะทาเยวะ ยตั ถะ ชาโต ภะเว ภะเว

อชุ จุ ิตตัง สะตปิ ัญญา สลั เลโข วิริยัมหนิ า

มารา ละภันตุ โนกาสงั กาตุญจะ วริ ิเยสุ เม

พุทธาทิปะวะโร นาโถ ธมั โม นาโถ วะรุตตะโม

นาโถ ปัจเจกะพทุ โธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมงั

เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสงั ละภนั ตุ มาฯ

คมู่ ือสวดพุทธมนต์ ๕๔ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

บทแผเ่ มตตา

สพั เพ สตั ตา สัตว์ทั้งหลายทงั้ ปวง ที่เป็นเพ่ือนทุกข์
อะเวรา โหนตุ เกิด แก่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกนั ท้งั สิ้น
อพั พะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสขุ เปน็ สขุ เถดิ อยา่ ได้มเี วร
สขุ ี อัตตานงั ปะรหิ ะรนั ตุ แกก่ ันและกนั เลย

จงเป็นสุขเป็นสุขเถดิ อย่าได้เบียดเบียน
ซึ่งกนั และกนั เลย

จงเป็นสขุ เปน็ สขุ เถดิ อยา่ ได้มีความ
ทกุ ข์กายทุกข์ใจเลย

จงมีความสขุ กาย สขุ ใจ รักษาตนใหพ้ ้น
จากทุกข์ภัยทัง้ ส้นิ เทอญ

ค่มู อื สวดพทุ ธมนต์ ๕๕ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

รักษาศาสนพธิ ี

คาอาราธนาศีล ๕

มะยัง ภันเต วสิ งุ วิสุง รกั ขะนัตถายะ
ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ
ทุตยิ ัมปิ มะยงั ภันเต วสิ ุง วสิ ุง รักขะนตั ถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภนั เต วิสุง วสิ ุง รกั ขะนตั ถายะ
ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ

ข้าแต่พระสงฆผ์ ู้เจรญิ ข้าพเจ้าท้ังหลายขอศีล ๕ ขอ้ พรอ้ มทงั้ พระ
รัตนตรยั เพ่อื ประโยชน์แก่การจะรกั ษาตา่ งๆ กนั

คาอาราธนาพระปริตร

วปิ ตั ติปะฏพิ าหายะ สพั พะสมั ปัตติสิทธิยา

สัพพะทกุ ขะวนิ าสายะ ปรติ ตงั พร๎ ถู ะ มงั คะลงั

วปิ ัตติปะฏิพาหายะ สพั พะสัมปตั ติสทิ ธยิ า

สัพพะภะยะวนิ าสายะ ปรติ ตัง พ๎รถู ะ มงั คะลัง

วปิ ตั ตปิ ะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตตสิ ิทธยิ า

สพั พะโรคะวนิ าสายะ ปรติ ตัง พ๎รถู ะ มงั คะลงั

ขอพระสงฆท์ งั้ หลาย จงสวดพระปรติ อนั เปน็ มงคลเพ่ือป้องกนั ความวิบัติ

เพื่อความสาเร็จในสมบตั ิทั้งปวง และเพอื่ ใหท้ ุกข์ทงั้ ปวงพินาศไป เพื่อใหภ้ ัยท้งั

ปวงพินาศไป เพื่อใหโ้ รคทั้งปวงพนิ าศไป

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๕๖ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

คาอาราธนาธรรม

พรหั มมา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะตี, กตั อัญชะลี อันธวิ รงั
อะยาจะถะ, สนั ตีธะสัตตาป ปะระชักขะชาตกิ า, เทเสตุ ธัมมัง
อุนะกมั ปมิ งั ปะชงั ฯ

ทา้ วสหัมบดี พรหมผู้เป็นใหญแหง่ โลก ได้ประคองอัญชลี ทูลวงิ วอน
พระพุทธเจ้าผปู้ ระเสรฐิ วา่ สตั วผ์ มู้ ธี ลุ ใี นดวงตาน้อย มอี ยู่ในโลกนี้ ขอพระคุณ
เจ้าโปรดแสดงธรรม อนุเคราะหด์ ว้ ยเถดิ

คาถวายสังฆทาน

อมิ านิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆสั สะ
โอโณชะยามะ สาธุโน ภนั เต ภิกขสุ ังโฆ, อมิ านิ ภัตตานิ สะปะริ
วารานิ ปะฏคิ คัณหาต,ุ อมั หากงั ทฆี ะรัตตงั หติ ายะ สุขายะ

ขา้ แต่พระสงฆ์ผ้เู จริญ ข้าพเจา้ ทั้งหลาย ขอน้อมถวายซ่ึงภัตตาหารกับ
ของที่เป็นบริวารทงั้ หลายเหล่าน้ี แดพ่ ระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซ่งึ ภัตตาหารกับ
ของทเ่ี ปน็ บรวิ ารทัง้ หลายเหล่านี้ เพ่ือประโยชน์ เพื่อความสขุ แกข่ า้ พเจ้าทัง้ หลาย
สน้ิ กาลนาน เทอญ

คากลา่ วถวายผ้าป่า

อิมานิ มะยงั ภนั เต ปังสกุ ูละจวี ะรานิ สะปะรวิ ารานิ ภกิ ขุสังฆสั
สะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภนั เต ภกิ ขสุ ังโฆ, อมิ านิ ปงั สกุ ูละจวี ะรานิ
สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากงั ทีฆารัตตงั หิตายะ สุขายะ.

ขา้ แตพ่ ระสงฆผ์ ูเ้ จรญิ ข้าพเจ้าท้ังหลาย ขอน้อมถวายผ้าบังสุกุล จีวร กับ
ท้ังบริวารเหล่านี้ แก่พระภิษุสงฆ์ ขอพระภิษุสงฆ์จงรับ ผ้าบังสุกุล จีวร กับท้ัง
บริวารเหล่าน้ีของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพ่ือประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้า
ท้ังหลาย ส้นิ กาลนาน เทอญ

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๕๗ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ครู นักเรียนดีวิถีพทุ ธ

วินยั ชาวพุทธ*

ปจ๎ จุบันน้ี คนทเี่ รยี กตวั ว่าเป็นชาวพุทธโดยมาก เหมือนเปน็ คนไม่มหี ลัก
ดงั จะมลี ัทธวิ า่ ชาวพทุ ธเป็นคนอิสระเสรี จะเช่อื ถือหรือประพฤติตวั อย่างไรก็ได้
แท้จริงน้นั การทจี่ ะเปน็ อะไรหรือเรยี กชอื่ วา่ อยา่ งไร ก็ต้องมหี ลักเกณฑ์ สาหรบั
เปน็ เครอ่ื งกาหนด หรอื เปน็ มาตรฐาน ดงั ในหมพู่ ุทธบริษัทเอง พระภิกษสุ งฆ์กม็ ี
พระธรรมวนิ ยั เป็นมาตรฐาน เรมิ่ แตม่ ีศีลเปน็ เคร่ืองกากับความเป็นอยู่ภายนอก
สว่ นในฝ่ายคฤหัสถ์ อุบาสกอุบาสิกาก็มีคณุ สมบัติและข้อปฏบิ ตั ิท่เี ป็นเครอ่ื ง
กาหนดเช่นเดียวกนั แต่คงจะเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงในสงั คม ทาให้วิถชี ีวติ
ของชาวพุทธผันแปรไป ห่างเหนิ จากหลกั พระศาสนา จนเหมือนวา่ ไม่รูจ้ ักตัวเอง

โดยปรารภสภาพเส่อื มโทรมเชน่ น้นั จงึ ได้รวบรวมขอ้ ธรรมทเ่ี ปน็ หลกั ใน
การดาเนนิ ชีวิต สาหรับพุทธศาสนกิ ชนทั่วไปข้นึ มา เรยี กว่า "คมู่ อื ดาเนินชวี ติ " ซง่ึ
ตอ่ มาไดเ้ ปล่ยี นเปน็ ชอื่ ปจ๎ จุบันวา่ ธรรมนญู ชวี ติ อยา่ งไรก็ตาม หลกั ธรรมใน
ธรรมนญู ชวี ติ น้นั ยงั มากหลากหลาย ตอ่ มาจึงได้ยกเฉพาะสว่ นทเี่ ปน็ แบบแผนของ
ชวี ติ คือ "คิหวิ ินยั " ออกมาย้าเนน้ โดยเริ่มฝากแก่นวกภิกษุในคราวลาสกิ ขา
เพื่อใหช้ ่วยกันนาไปปฏิบัติเป็นหลัก และเผยแพรแ่ นะนาผู้อืน่ ต้งั แต่ครอบครวั เป็น
ตน้ ไป ในการท่ีจะสรา้ งสรรคส์ ังคมชาวพทุ ธไทย ให้เจรญิ งอกงามมสี นั ตสิ ุขสืบไป

จากนน้ั ก็ได้เรยี บเรียงหลกั "คิหิวนิ ยั " น้ี พมิ พร์ วมไว้เป็นสว่ นตน้ ของ
ธรรมนูญชวี ติ ตงั้ ชอ่ื วา่ มาตรฐานชวี ิตของชาวพทุ ธ "คิหวิ นิ ัย" คือ วนิ ัยของคฤหัสถ์
หรอื วนิ ยั ชาวบ้านน้ี เปน็ ชุดคาสอนเดิมท่ีพระพุทธเจา้ ตรัสแสดงไวใ้ นสิงคาลหสูตร
และพระอรรคกถาจารยไ์ ดส้ รุปไวท้ ้ายคาอธบิ ายว่า "พระสูตรนชี้ ื่อวา่ คหิ ิวินัย" บง่
ชดั ถงึ ความสาคัญของพระสตู รน้ี พรอ้ มกบั เปน็ หลักฐานบง่ ช้ีวา่ ชาวพทุ ธฝา่ ย

คูม่ อื สวดพุทธมนต์ ๕๘ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

คฤหัสถก์ ็มีข้อปฏิบัตทิ ่เี ป็นแบบแผนแห่งชีวติ และสังคมของตน (พระธรรมปฎิ ก
(ป.อ. ปยุตฺโต), ๒๕๔๓ : คานา)

วินยั ชาวพทุ ธ ไดแ้ บง่ เน้ือหาออกเปน็ ๒ หมวด ดังนี้
หมวด ๑ วางฐานชีวติ ให้มั่น
หมวด ๒ นาชวี ติ ให้ถงึ จุดหมาย

หมวด ๑ วางฐานชวี ติ ใหม้ ั่น

เวน้ ช่วั ๑๔ ประการ เตรยี มทนุ ชวี ติ ๒ ด้าน รักษาความสมั พนั ธ์ ๖ ทิศ

ชาวพทุ ธจะตอ้ งดาเนินชวี ติ ที่ดงี าม และรว่ มสร้างสรรค์สงั คมใหเ้ จรญิ
ม่นั คง ตามหลักวินยั ของคฤหัสถ์ (คิหิวนิ ัย) ดังน้ี

 เว้นชว่ั ๑๔ ประการ

ก. เวน้ กรรมกเิ ลส (บาปกรรมทท่ี าใหช้ วี ิตมัวหมอง) ๔ คือ
๑. ไม่ทารา้ ยร่างกายทาลายชีวติ (เวน้ ปาณาตบิ าต)ิ
๒. ไม่ลักทรัพยล์ ะเมดิ กรรมสิทธ์ิ (เวน้ อทนิ นาทาน)
๓. ไม่ประพฤติผิดทางเพศ (เวน้ กาเมสุมจิ ฉาจาร)
๔. ไมพ่ ดู เท็จโกหกหลอกลวง (เวน้ มุสาวาท)

ข. เว้นอคติ (ความลาเอยี ง/ประพฤติคลาดธรรม) ๔ คือ
๑. ไมล่ าเอียงเพราะชอบ (เวน้ ฉนั ทาคติ)
๒. ไม่ลาเอียงเพราะชัง (เว้นโทสาคต)ิ
๓. ไมล่ าเอียงเพราะขลาด (เว้นภยาคต)ิ
๔. ไมล่ าเอียงเพราะเขลา (เว้นโมหาคต)ิ

ค. เวน้ อบายมขุ (ชอ่ งทางเสื่อมทรัพยอ์ ับชีวิต) ๖ คือ
๑. ไม่เสพตดิ สรุ ายาเมา
๒. ไม่เอาแต่เทย่ี วไม่รู้เวลา

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๕๙ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

๓. ไม่จ้องหาแต่รายการบันเทิง
๔. ไมเ่ หลิงไปหาการพนัน
๕. ไม่พัวพนั มว่ั สมุ มิตรช่ัว
๖. ไม่มัวจมอยู่ในความเกียจคร้าน

 เตรยี มทนุ ชีวติ ๒ ดา้ น

ก. เลือกสรรคนที่จะเสวนา คบคนท่ีจะนาชีวิตไปในทางแห่งความเจริญ และ
สรา้ งสรรค์ โดยหลีกเว้นมติ รเทียม คบหาแต่มิตรแท้ คอื

๑. ร้ทู ันมติ รเทียม คอื ศตั รผู มู้ าในรา่ งมิตร (มิตรปฏิรปู ก์) ๔ ประเภท
๑) คนปอกลอก มแี ตข่ นเอาของเพื่อนไป มลี ักษณะ ๔
(๑) คิดเอาแต่ไดฝ้ า่ ยเดียว
(๒) ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
(๓) ตัวมีภยั จงึ มาช่วยทากิจของเพื่อน
(๔) คบเพื่อน เพราะเหน็ แกผ่ ลประโยชน์
๒) คนดแี ต่พดู มลี กั ษณะ ๔
(๑) ดีแตย่ กของหมดแล้วมาปราศรัย
(๒) ดแี ต่อ้างของยังไม่มีมาปราศรัย
(๓) สงเคราะห์ด้วยส่ิงท่หี าประโยชน์มไิ ด้
(๔) เม่ือเพ่ือนมกี จิ อา้ งแตเ่ หตุขัดข้อง
๓) คนหวั ประจบ มลี กั ษณะ ๔
(๑) จะทาชว่ั กเ็ ออออ
(๒) จะทาดีก็เออออ
(๓) ต่อหน้าสรรเสริญ
(๔) ลักหลังนนิ ทา
๔) คนชวนฉบิ หาย มีลกั ษณะ ๔
(๑) คอยเป็นเพ่ือนดื่มน้าเมา

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๖๐ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

(๒) คอยเป็นเพื่อนเทีย่ วกลางคนื
(๓) คอยเป็นเพ่ือนเทย่ี วดูการเลน่
(๔) คอยเปน็ เพ่ือนไปเล่นการพนัน
๒. รู้ถึงมติ รแท้ หรอื มติ รด้วยใจจรงิ (สุหทมิตร) ๔ ประเภท
๑) มติ รอปุ การะ มีลักษณะ ๔
(๑) เพ่ือนประมาท ช่วยรกั ษาเพือ่ น
(๒) เพ่ือนประมาท ช่วยรักษาทรัพยส์ ินของเพอ่ื น
(๓) เมือ่ มภี ยั เปน็ ท่พี ึ่งพานักได้
(๔) มกี ิจจาเป็น ชว่ ยออกทรัพย์ใหเ้ กินกวา่ ที่ออกปาก
๒) มิตรรว่ มสขุ ร่วมทกุ ข์ มีลกั ษณะ ๔
(๑) บอกความลบั แก่เพื่อน
(๒) รักษาความลับของเพ่ือน
(๓) มภี ยั อันตราย ไม่ละท้ิง
(๔) แม้ชวี ติ กส็ ละให้ได้
๓) มิตรแนะนาประโยชน์ มลี กั ษณะ ๔
(๑) จะทาชว่ั เสยี หาย คอยห้ามปรามไว้
(๒) แนะนาสนบั สนนุ ใหต้ ั้งอยู่ในความดี
(๓) ให้ได้ฟ๎งไดร้ ู้สงิ่ ท่ไี มเ่ คยได้รไู้ ด้ฟง๎
(๔) บอกทางสุขทางสวรรค์ให้
๔) มิตรมีใจรกั มีลักษณะ ๔
(๑) เพ่ือนมที ุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ ทกุ ข์ดว้ ย)
(๒) เพื่อนมสี ุข พลอยแช่มช่นื ยนิ ดี (สุข สขุ ดว้ ย)
(๓) เขาตเิ ตียนเพื่อน ช่วยยับยัง้ แก้ให้
(๔) เขาสรรเสริญเพ่ือน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน

ข. จัดสรรทรัพย์ทห่ี ามาได้ดว้ ยสัมมาชพี ดังน้ี
ข้ันที่ ๑ ขยนั หม่ันทางานเกบ็ ออมทรพั ย์ ดังผง้ึ เก็บรวมนา้ หวานและเกสร

คู่มือสวดพทุ ธมนต์ ๖๑ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

ขั้นท่ี ๒ เมอื่ ทรัพย์เกบ็ ก่อขึน้ ดังจอมปลวก พึงวางแผนใชจ้ ่าย ๔ ส่วน
๑ สว่ น เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครวั ดูแลคนเกี่ยวข้อง ทาความดี
๒ ส่วน ใชท้ าหน้าท่กี ารงานประกอบกิจการอาชีพ
๑ ส่วน เก็บไว้เป็นหลักประกันชวี ิตและกิจการคราวจาเป็น

 รกั ษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ

ก. ทาทกุ ทิศให้เกษมสนั ต์ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทตี่ ่อบุคคลท่สี ัมพันธก์ ับตนใหถ้ ูกตอ้ ง ตาม
ฐานะทงั้ ๖ คอื

ทศิ ท่ี ๑ ในฐานะทเี่ ปน็ บุตรธิดา พึงเคารพบิดามารดา ผ้เู ปรยี บเสมอื นทิศ
เบอ้ื งหนา้ ดังนี้

๑. ท่านเลยี้ งเรามาแล้ว เลยี้ งทา่ นตอบ
๒. ช่วยทากิจธรุ ะการงานของทา่ น
๓. ดารงวงศส์ กลุ
๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
๕. เมอ่ื ทา่ นล่วงลบั ไปแล้ว ทาบุญอทุ ิศให้ทา่ น
บิดามารดาอนุเคราะหบ์ ตุ รธิดา ตามหลักปฏิบัตดิ งั น้ี
๑. ห้ามปรามปอ้ งกันจากความช่ัว
๒. ดูแลฝึกอบรมใหต้ ั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศลิ ปวิทยา
๔. เปน็ ธุระเม่ือถึงคราวจะมีคู่ครองทีส่ มควร
๕. มอบทรพั ย์สมบัตใิ หเ้ มื่อถงึ โอกาส
ทศิ ท่ี ๒ ในฐานะทเ่ี ป็นศิษย์ พึงแสดงความเคารพนับถือครอู าจารย์ ผู้
เปรยี บเสมือน ทิศเบอื้ งขวา ดังน้ี
๑. ลุกต้อนรบั แสดงความเคารพ
๒. เข้าไปหา เพื่อบารงุ รับใช้ ปรกึ ษา ซกั ถาม รบั คาแนะนา เป็นตน้

คมู่ ือสวดพุทธมนต์ ๖๒ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

๓. ฟง๎ ดว้ ยดี ฟ๎งเป็น ร้จู กั ฟง๎ ใหเ้ กดิ ปญ๎ ญา
๔. ปรนนิบัติ ชว่ ยบริการ
๕. เรยี นศิลปวทิ ยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจังถือเปน็ กจิ สาคัญ
อาจารยอ์ นเุ คราะหศ์ ิษย์ ตามหลกั ปฏบิ ตั ิดงั นี้
๑. แนะนาฝึกอบรมใหเ้ ป็นคนดี
๒. สอนใหเ้ ข้าใจแจ่มแจ้ง
๓. สอนศลิ ปวทิ ยาใหส้ ้ินเชงิ
๔. ส่งเสรมิ ยกยอ่ งความดีงามความสามารถใหป้ รากฏ
๕. สร้างเคร่อื งคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝกึ ศษิ ย์ให้ใชว้ ิชชาเลยี้ งชพี
ไดจ้ รงิ และรู้จักดารงตนดว้ ยดี ท่ีจะเป็นประกนั ให้ดาเนนิ ชีวิตดงี ามโดยสวสั ดี มี
ความสขุ ความเจรญิ
ทศิ ท่ี ๓ ในฐานะท่เี ป็นสามี พึงให้เกยี รตบิ ารงุ ภรรยา ผูเ้ ปรียบเสมอื นทิศ
เบอื้ งหลงั ดงั นี้
๑. ยกย่องให้เกยี รติสมฐานะที่เปน็ ภรรยา
๒. ไม่ดูหม่ิน
๓. ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน
๕. หาเครอ่ื งแต่งตัวมาใหเ้ ป็นของขวัญตามโอกาส
ภรรยาอนเุ คราะห์สามี ตามหลกั ปฏิบัตดิ งั นี้
๑. จัดงานบา้ นใหเ้ รียบรอ้ ย
๒. สงเคราะห์ญาตมิ ติ รท้งั สองฝา่ ยดว้ ยดี
๓. ไม่นอกใจ
๔. รักษาทรัพยส์ มบัติทีห่ ามาได้
๕. ขยัน ชา่ งจดั ชา่ งทา เอางานทุกอย่าง
ทศิ ท่ี ๔ ในฐานะท่ีเป็นมิตรสหาย พึงปฏบิ ัตติ ่อมติ รสหาย ผู้เปรียบเสมือน
ทศิ เบ้อื งซา้ ย ดังน้ี
๑. เผอ่ื แผแ่ บง่ ป๎น

ค่มู ือสวดพุทธมนต์ ๖๓ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

๒. พูดจามนี ้าใจ
๓. ชว่ ยเหลอื เก้อื กูลกัน
๔. มตี นเสมอ ร่วมสุขรว่ มทกุ ขด์ ว้ ย
๕. ซื่อสัตยจ์ ริงใจ
มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัตดิ ังน้ี
๑. เมอื่ เพ่ือนประมาท ชว่ ยรักษาป้องกัน
๒. เมือ่ เพ่ือนประมาท ชว่ ยรักษาทรัพยส์ มบัตขิ องเพื่อน
๓. ในคราวมภี ยั เปน็ ที่พง่ึ ได้
๔. ไมล่ ะทิ้งในยามทุกขย์ าก
๕. นบั ถอื ตลอดถึงวงศญ์ าติของมติ ร
ทิศที่ ๕ ในฐานทีเ่ ป็นนายจ้าง พงึ บารุงคนรับใช้ และคนงานผ้เู ปรียบ
เสมือน ทิศเบื้องล่าง ดังนี้
๑. จัดงานให้ทาตามความเหมาะสมกบั กาลงั เพศ วัย ความสามารถ
๒. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่
๓. จัดสวสั ดกี ารดี มชี ว่ ยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เปน็ ต้น
๔. มีอะไรได้พิเศษมา ก็แบง่ ป๎นให้
๕. ให้มีวันหยดุ และพกั ผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร
คนรับใชแ้ ละคนงาน แสดงนา้ ใจต่อนายงาน ดังน้ี
๑. เรมิ่ ทางานกอ่ น
๒. เลกิ งานทีหลงั
๓. เอาแตข่ องที่นายให้
๔. ทาการงานใหเ้ รยี บรอ้ ยและดียง่ิ ขน้ึ
๕. นาความดขี องนายงานและกิจการไปเผยแพร่
ทศิ ท่ี ๖ ในฐานะที่เปน็ พทุ ธศาสนิกชน พึงแสดงความเคารพนบั ถือตอ่
พระสงฆ์ ผู้เปรยี บเสมอื น ทิศเบอ้ื งบน ดังน้ี
๑. จะทาส่งิ ใด ก็ทาดว้ ยเมตตา
๒. จะพดู สิง่ ใด ก็พูดด้วยเมตตา

คู่มือสวดพุทธมนต์ ๖๔ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

๓. จะคิดสิง่ ใด กค็ ิดด้วยเมตตา
๔. ต้อนรบั ดว้ ยความเต็มใจ
๕. อปุ ถัมภ์ดว้ ยปจ๎ จัย ๔
พระสงฆ์อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ตามหลักปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
๑. ห้ามปรามสอนใหเ้ ว้นจากความชว่ั
๒. แนะนาส่ังสอนใหต้ ้งั อยใู่ นความดี
๓. อนเุ คราะหด์ ้วยความปรารถนาดี
๔. ใหไ้ ด้ฟง๎ ไดร้ สู้ ิ่งท่ยี ังไม่เคยรู้ไม่เคยฟง๎
๕. ชี้แจงอธบิ ายทาส่งิ ท่ีเคยฟ๎งแลว้ ใหเ้ ขา้ ใจแจม่ แจ้ง
๖. บอกทางสวรรค์ สอนวธิ ดี าเนินชีวติ ให้มีความสขุ ความเจรญิ

ข. เกือกูลกนั ประสานสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกนั รว่ มสร้างสรรค์สงั คมใหส้ งบสุข
ม่ันคงสามัคคมี เี อกภาพ ดว้ ยสงั คหวตั ถุ ๔ คอื

๑. ทาน เผ่ือแผ่แบ่งป๎น (ช่วยด้วยเงนิ ด้วยของ)
๒. ปยิ วาจา พดู อย่างรักกัน (ชว่ ยดว้ ยถ้อยคา)
๓. อัตถจรยิ า ทาประโยชนแ์ ก่เขา (ชว่ ยดว้ ยกาลงั แรงงาน)
๔. สมานตั ตตา เอาตวั เขา้ สมาน (ช่วยด้วยร่วมสร้างสรรคแ์ ละแกป้ ญ๎ หา
เสมอกันโดยธรรม และร่วมสุขรว่ มทุกขก์ ัน)

หมวด ๒ นาชีวิตใหถ้ ึงจดุ หมาย

จุดหมาย ๓ ชัน จดุ หมาย ๓ ด้าน เปน็ ชาวพทุ ธชันนา

ก. จดุ หมาย ๓ ชัน ดาเนินชีวติ ให้บรรลุจดุ หมาย (อตั ถะ) ๓ ขนั้ คือ
ขนั ที่ ๑ ทฏิ ฐธัมมิกตั ถะ จุดหมายข้นั ตาเหน็ หรือ ประโยชนป์ จ๎ จบุ นั
ก) มีสุขภาพดี รา่ งกายแข็งแรง ไร้โรค อายยุ ืน
ข) มีเงินมีงาน มีอาชีพสจุ ริต พ่งึ ตนเองได้ทางเศรษฐกจิ
ค) มีสถานภาพดี เปน็ ทีย่ อมรับนบั ถอื ในสังคม

คูม่ ือสวดพุทธมนต์ ๖๕ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

ง) มีครอบครวั ผาสกุ ทาวงศ์ตระกูลให้เป็นท่ีนับถือ
ท้งั ๔ น้ี พึงให้เกิดมีโดยธรรม และใช้ให้เป็นประโยชน์ ทงั้ แก่ตนและผู้อ่นื
ขนั ท่ี ๒ สัมปรายิกัตถะ จุดหมายข้ันเลยตาเหน็ หรือประโยชน์เบือ้ งหนา้

ก) มีความอบอุ่นซาบซึ้งสุขใจ ไมอ่ ้างวา้ งเลอื่ นลอย มีหลกั ยึดเหน่ียว
ใจใหเ้ ขม้ แข็ง ดว้ ยศรัทธา

ข) มคี วามภมู ิใจ ในชวี ิตสะอาด ทีไ่ ดป้ ระพฤตแิ ต่การอนั ดีงามด้วย
ความสจุ รติ

ค) มคี วามอ่ิมใจ ในชวี ติ มคี ุณค่า ทีไ่ ด้ทาประโยชน์ตลอดมาดว้ ยน้าใจ
เสยี สละ

ง) มคี วามแกล้วกล้าม่ันใจ ท่จี ะแก้ไขป๎ญหา นาชีวิตและภารกิจไปได้
ด้วยป๎ญญา

จ) มคี วามโลง่ จิตมน่ั ใจ มีทนุ ประกันภพใหม่ ดว้ ยได้ทาไวแ้ ต่กรรมทด่ี ี
ขนั ท่ี ๓ ปรมัตถะ จุดหมายสูงสดุ หรือประโยชนอ์ ย่างย่ิง

ก) ถงึ ถกู โลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผนั ผวนปรวนแปรกไ็ ม่
หวน่ั ไหว มีใจเกษมศานต์มน่ั คง

ข) ไม่ถูกความยดึ ติดถอื ม่ันบบี ค้นั จติ ให้ผดิ หวังโศกเศรา้ มจี ิตโลง่
โปร่งเบาเปน็ อสิ ระ

ค) สดช่อื เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัวเศรา้ หมอง ผอ่ งใส ไร้ทุกข์ มีความสขุ
ทีแ่ ท้

ง) รู้เทา่ ทนั และทาการตรงตามเหตปุ จ๎ จัย ชีวิตหมดจดสดใสเปน็ อยู่
ด้วยปญ๎ ญา

ถา้ บรรลจุ ดุ หมายชวี ิตถงึ ขัน้ ท่ี ๒ ขึน้ ไป เรยี กว่าเปน็ “บัณฑิต”
ข. จดุ หมาย ๓ ด้าน จุดหมาย ๓ ขัน้ น้ี พึงปฏบิ ัตใิ หส้ าเร็จครบ ๓ ดา้ น คอื

ด้านท่ี ๑ อตั ตัตถะ จดุ หมายเพื่อตน หรือประโยชนเ์ พ่ือตน คอื ประโยชน์
๓ ขน้ั ขา้ งตน้ ซ่งึ พงึ ทาให้เกิดขึ้นแก่ตนเองหรอื พัฒนาชวี ิตของตนข้นึ ไปใหไ้ ดใ้ ห้ถึง

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๖๖ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

ดา้ นที่ ๒ ปรตั ถะ จุดหมายเพอ่ื ผู้อนื่ หรือ ประโยชนผ์ ู้อ่ืน คอื ประโยชน์
๓ ขั้นข้างตน้ ซง่ึ พึงชว่ ยเหลือผ้อู นื่ ให้ได้ใหถ้ ึงด้วยการชักนาสนบั สนุนให้เขาพัฒนา
ชวี ติ ของตนข้นึ ไปตามลาดบั

ด้านท่ี ๓ อุภยัตถะ จดุ หมายร่วมกัน หรอื ประโยชนท์ ง้ั สองฝา่ ย คอื
ประโยชน์สขุ และความดีงามร่วมกนั ของชมุ ชนหรือสงั คม รวมท้ังสภาพแวดล้อม
และป๎จจัยต่างๆ ซ่ึงพงึ ช่วยกันสรา้ งสรรค์ บารงุ รกั ษา เพื่อเก้ือหนนุ ให้ท้งั ตนและ
ผู้อ่ืนกา้ วไปสู่จุดหมาย ๓ ข้ันข้างต้น

ชาวพทุ ธชนั นา

ชาวพุทธทเ่ี รยี กวา่ อุบาสก อุบาสิกา นับวา่ เป็นชาวพุทธชัน้ นาจะต้องมี
ความเข้มแขง็ ทีจ่ ะตั้งมน่ั อยู่ในหลกั เป็นตวั อยา่ งแกช่ าวพุทธทัว่ ไป นอกจากรักษา
วินยั ชาวพทุ ธ แลว้ ตอ้ งมี อบุ าสกธรรม ๕ ดังนี้

๑. มศี รทั ธา เช่อื ประกอบด้วยป๎ญญา ไมง่ มงาย ม่นั ในพระรัตนตรัย ไม่
หวัน่ ไหว ไม่แกวง่ ไกว ถือธรรมเปน็ ใหญแ่ ละสูงสดุ

๒. มศี ลี นอกจากตง้ั อยู่ในศลี ๕ และสัมมาชีพแล้ว ควรถือศลี อุโบสถตาม
กาล เพือ่ พัฒนาตนใหช้ วี ิตและความสุขพึง่ พาวัตถนุ ้อยลง ลดการเบยี ดเบยี น และ
เกอ้ื กูลแกผ่ ู้อ่ืนได้มากขนึ้

๓. ไม่ถอื มงคลตน่ื ขา่ ว เชื่อกรรม มุ่งหวงั ผลจากการกระทาด้วยเรย่ี วแรง
ความเพียรพยายามตามเหตผุ ล ไม่ตนื่ ข่าวเลา่ ลือโชคลางเร่ืองขลงั มงคล ไม่หวงั ผล
จากการขออานาจดลบันดาล

๔. ไม่แสวงหาพาหริ ทักขไิ ณย์ ไมไ่ ขว่คว้าเขตบุญขนุ ขลงั ผูว้ ิเศษศักดสิ์ ิทธิ์
นอกหลักพระพทุ ธศาสนา

๕. ขวนขวายในการทะนบุ ารุงพระพุทธศาสนา ใส่ใจรเิ ร่ิมและสนับ
สนุนกิจกรรมการกุศล ตามหลักคาสอนของพระสมั มาสัมพุทธเจ้า

ค่มู ือสวดพุทธมนต์ ๖๗ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

หลกั ธรรมของครู อาจารย์

ผู้ทาหน้าท่ีส่งั สอน ให้การศึกษาแก่ผู้อนื่ โดยเฉพาะครู อาจารย์ หรอื ผู้
แสดงธรรม พงึ ประกอบดว้ ยคุณสมบัติ และประพฤตติ ามหลกั ปฏิบัติ ดงั น้ี

ก. เปน็ กัลยาณมติ ร
ข. ตงั้ ใจประสทิ ธิค์ วามรู้
ค. มลี ีลาครคู รบทัง้ ส่ี
ง. มีหลักตรวจสอบสาม
จ. ทาหน้าทค่ี รูตอ่ ศิษย์

ก. เป็นกัลยาณมติ ร

คอื ประกอบด้วยองค์คุณของกลั ยาณมติ ร หรือ กัลยาณมติ รธรรม ๗
ประการ ดังนี้

๑. ปิโย น่ารกั คือ มเี มตตากรุณา ใสใ่ จคนและประโยชน์สขุ ของเขา
เข้าถึงจิตใจ สร้างความรูส้ ึกสนิทสนมเปน็ กนั เอง ชวนใจผเู้ รียนให้อยากเขา้ ไป
ปรกึ ษาไต่ถาม

๒. ครุ น่าเคารพ คอื เปน็ ผหู้ นักแนน่ ถือหลกั การเปน็ สาคัญ และมคี วาม
ประพฤติสมควรแกฐ่ านะ ทาให้เกิดความรู้สกึ อบอุ่นใจ เปน็ ที่พงึ่ ได้และปลอดภัย

๓. ภาวนโี ย นา่ เจริญใจ คือ มีความรจู้ ริง ทรงภูมปิ ญ๎ ญาแท้จริง และเป็น
ผฝู้ ึกฝนปรบั ปรงุ ตนอยเู่ สมอ เป็นทนี่ ่ายกย่องควรเอาอยา่ ง ทาใหศ้ ษิ ย์เอย่ อา้ งและ
ราลึกถงึ ดว้ ยความซาบซงึ้ มนั่ ใจ และภาคภูมใิ จ

๔. วตตฺ า รู้จักพูดใหไ้ ด้ผล คือ ร้จู ักชีแ้ จงใหเ้ ขา้ ใจ รวู้ ่าเมือ่ ไรควรพดู อะไร
อยา่ งไร คอยให้คาแนะนาว่ากล่าวตกั เตือน เป็นท่ปี รึกษาท่ีดี

๕. วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคา คอื พรอ้ มทีจ่ ะรับฟง๎ คาปรกึ ษาซกั ถามแม้
จกุ จิก ตลอดจนคาล่วงเกนิ และคาตักเตือนวิพากษว์ จิ ารณ์ต่างๆ อดทน ฟ๎งได้ ไม่
เบื่อหน่าย ไม่เสยี อารมณ์*

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๖๘ ฉบับพทุ ธบริหารการศึกษา

๖.คมภฺ รี ํจฺ กถ กตตฺ า แถลงเรอ่ื งล้าลึกได้ คือ กล่าวชแี้ จงเร่ืองตา่ งๆ ที่
ย่งุ ยากลึกซึ้งให้เข้าใจได้ และสอนศิษยใ์ ห้ไดเ้ รยี นรเู้ ร่ืองราวท่ีลึกซ้งึ ยิ่งขึ้น

๗. โน จฏฺฐาเน นโิ ยชเย ไม่ชกั นาในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางท่ีเส่อื ม
เสีย หรอื เรอื่ งเหลวไหลไม่สมควร

(อง.ฺ สตตฺ ก. ๒๓/๓๔/๓๓)

ข. ตังใจประสิทธิค์ วามรู้

โดยต้งั ตนอยใู่ นธรรมของผูแ้ สดงธรรม ท่ีเรียกวา่ ธรรมเทศกธรรม ๕
ประการ คือ

๑. อนบุ พุ พิกถา สอนใหม้ ีข้ันตอนถูกลาดบั คือ แสดงหลักธรรม หรอื
เนือ้ หาตามลาดับความง่ายยากลมุ่ ลกึ มเี หตุผลสมั พนั ธต์ อ่ เนือ่ งกนั ไปโดยลาดบั

๒. ปริยายทัสสาวี จับจดุ สาคัญมาขยายใหเ้ ข้าใจเหตผุ ล คือ ชแ้ี จง ยก
เหตุผลมาแสดง ให้เขา้ ใจชัดเจนในแตล่ ะแง่แต่ละประเด็น อธบิ ายยกั เยื้องไปต่างๆ
ให้มองเหน็ กระจ่างตามแนวเหตุผล

๓. อนทุ ยตา ต้ังจิตเมตตาสอนดว้ ยความปรารถนาดี คือ สอนเขาด้วยจิต
เมตตา มุ่งจะใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์ กผ้ รู้ บั คาสอน

๔. อนามสิ นั ดร ไม่มีจิตเพ่งเล็งเหน็ แก่อามิส คือ สอนเขามิใช่มใิ ชม่ งุ่ ท่ตี น
จะไดล้ าภ สนิ จ้าง หรอื ผลประโยชน์ตอบแทน

๕. อนุปหัจจ*์ วางจิตตรงไม่กระทบตนและผู้อนื่ คือ สอนตามหลกั ตาม
เนอื้ หา มุ่งแสดงอรรถ แสดงธรรม ไมย่ กตน ไมเ่ สยี ดสีข่มขีผ่ ู้อืน่

(องฺ.ปํฺจก. ๒๒/๑๕๙/๒๐๕)

ค. มีลลี าครคู รบทงั ส่ี

ครทู สี่ ามารถมีลีลาของนักสอน ดงั นี้
๑. สันทัสสนา ชี้ใหช้ ัด จะสอนอะไร กช็ ีแ้ จงแสดงเหตุผล แยกแยะ
อธบิ ายใหผ้ ู้ฟง๎ เขา้ ใจแจ่มแจ้ง ดงั จงู มือไปดเู ห็นกับตา

ค่มู อื สวดพทุ ธมนต์ ๖๙ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

๒. สมาทปนา ชวนให้ปฏบิ ัติ คือ สิง่ ใดควรทา ก็บรรยายให้มองเห็น
ความสาคญั และซาบซงึ้ ในคุณคา่ เห็นสมจรงิ จนผู้ฟง๎ ยอมรบั อยากลงมือทา หรือ
นาไปปฏิบัติ

๓. สมุตเตชนา เร้าให้กลา้ คอื ปลุกใจใหค้ ึกคัก เกดิ ความกระตอื รือร้น มี
กาลงั ใจแข็งขนั มนั่ ใจจะทาให้สาเร็จ ไม่กลวั เหน็ดเหนือ่ ยหรือยากลาบาก

๔. สัมปหังสนา ปลกุ ใหร้ า่ เรงิ คือ ทาบรรยากาศใหส้ นกุ สดชื่น แจ่มใส
เบิกบานใจ ให้ผฟู้ ๎งแช่มชื่น มีความหวัง มองเห็นผลดีและทางสาเร็จ

จาง่ายๆ ว่า สอนให้ แจม่ แจ้ง จูงใจ แกล้วกลา้ รา่ เรงิ
(เช่น ท.ี ส.ี ๙/๑๙๘/๑๖๑)

ง. มีหลกั ตรวจสอบสาม

เมอื่ พดู อยา่ งรวบรดั ทสี่ ดุ ครูอาจตรวจสอบตนเอง ดว้ ยลักษณะการสอน
ของพระบรมครู ๓ ประการ คือ

๑. สอนด้วยความรจู้ รงิ ร้จู ริง ทาได้จริง จงึ สอนเขา
๒. สอนอย่างมเี หตุผล ให้เขาพิจารณาเขา้ ใจแจง้ ด้วยปญ๎ ญาของเขาเอง
๓. สอนใหไ้ ดผ้ ลจริง สาเร็จความมงุ่ หมายของเร่อื งทีส่ อนนน้ั ๆ เชน่ ให้
เขา้ ใจไดจ้ ริง เหน็ ความจริง ทาไดจ้ รงิ นาไปปฏิบัติได้ผลจริง เปน็ ต้น

(อง.ฺ ติก. ๒๐/๕๖๕/๓๕๖)

จ. ทาหนา้ ท่คี รูต่อศษิ ย์

คอื ปฏิบตั ติ อ่ ศิษย์ โดยอนเุ คราะห์ตามหลกั ธรรมเสมือนเปน็ ทิศเบื้อง
ขวา* ดงั น้ี

๑. แนะนาฝึกอบรมใหเ้ ปน็ คนดี
๒. สอนให้เขา้ ใจแจม่ แจง้
๓. สอนศลิ ปวิทยาใหส้ ิน้ เชงิ
๔. ส่งเสริมยกย่องความดงี ามความสามารถให้ปรากฏ

คูม่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๗๐ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

๕. สรา้ งเครอ่ื งคมุ้ ภัยในสารทิศ คอื สอนฝกึ ศษิ ยใ์ ห้ใชว้ ชิ าเลยี้ งชพี ไดจ้ ริง
และรู้จกั ดารงตนดว้ ยดี ท่ีจะเป็นประกันใหด้ าเนินชวี ิตดีงามโดยสวัสดี มคี วามสุข
ความเจรญิ **

(ท.ี ปา. ๑๑/๒๐๐/๒๐๓)

หลักธรรมของนกั เรยี น นกั ศึกษา

คนท่เี ลา่ เรียนศึกษา จะเป็นนกั เรียน นกั ศึกษา หรือนักคน้ ควา้ ก็ตาม
นอกจากจะพงึ ปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรมสาหรับคนท่จี ะประสบความสาเร็จ คือ จักร
๔* และอิทธบิ าท ๔* แล้ว ยังมหี ลักการที่ควรรู้ และหลกั ปฏิบตั ิที่ควรประพฤติอกี
ดงั ต่อไปน้ี

ก. รู้หลักบุพภาคของการศึกษา
ข. มหี ลักประกันของชีวิตท่ีพัฒนา
ค. ทาตามหลักเสริมสร้างป๎ญญา
ง. ศึกษาใหเ้ ปน็ พหสู ตู
จ. เคารพผูจ้ ดุ ประทีปป๎ญญา

ก. รหู้ ลกั บพุ ภาคของการศึกษา

คือ รู้จักองค์ประกอบท่ีเปน็ ป๎จจยั แห่งสมั มาทฏิ ฐิ ๒ ประการ ดังนี้
๑. องคป์ ระกอบภายนอกทีด่ ี ได้แก่ มกี ัลยาณมิตร หมายถึง ร้จู ักหาผู้
แนะนาสัง่ สอน ท่ีปรึกษา เพื่อน หนังสอื ตลอดจนสง่ิ แวดล้อมทางสังคมโดยทั่วไป
ท่ีดี ทีเ่ กื้อกลู ซึง่ จะชักจงู หรือกระตนุ้ ให้เกิดปญ๎ ญาไดด้ ้วยการฟ๎ง การสนทนา
ปรึกษา ซักถาม การอา่ น การคน้ ควา้ ตลอดจนการรู้จักเลือกใช้สือ่ มวลชนใหเ้ ป็น
ประโยชน์
๒. องค์ประกอยภายในทด่ี ี ไดแ้ ก่ โยนิโสมนสกิ าร หมายถึง การใช้
ความคิดถูกวธิ ี รู้จกั คดิ หรือคิดเปน็ คอื มองสง่ิ ท้ังหลายดว้ ยความคิดพจิ ารณา สบื

คมู่ ือสวดพทุ ธมนต์ ๗๑ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา

สาวหาเหตผุ ล แยกแยะส่งิ นนั้ ๆ หรอื ป๎ญหาน้ันๆ ออกใหเ้ ห็นตามสภาวะและตาม
ความสมั พันธ์แหง่ เหตปุ จ๎ จัย จนเขา้ ถงึ ความจริง และแกป้ ๎ญหาหรือทาประโยชน์
ใหเ้ กิดขน้ึ ได้

กลา่ วโดยย่อวา่
ขอ้ หน่งึ ร้จู ักพ่ึงพาให้ได้ประโยชนจ์ ากคนและสิ่งทแ่ี วดลอ้ ม
ขอ้ สอง รู้จกั พึ่งตนเอง และทาตวั ใหเ้ ป็นท่พี งึ่ ของผอู้ ่นื

(ม.มู. ๑๒/๔๙๗/๕๓๙)

ข. มีหลักประกนั ของชวี ติ ที่พัฒนา

เมื่อรหู้ ลกั บุพภาคของการศึกษา ๒ อย่างแลว้ พงึ นามาปฏิบัตใิ นชวี ิตจรงิ
พรอ้ มกบั สร้างคุณสมบัติอน่ื อีก ๕ ประการให้มใี นตน รวมเป็นองค์ ๗ ทเ่ี รยี กวา่
แสงเงนิ แสงทองของชีวิตทีด่ งี าม หรือ รงุ่ อรณุ ของการศึกษา ท่ีพระพุทธเจา้ ทรง
เปรยี บว่าเหมือนแสงอรณุ ท่ีเป็นบพุ นมิ ติ แห่งอาทิตย์อุทยั เพราะเป็นคุณสมบัติ
ต้นทนุ ท่เี ปน็ หลกั ประกันว่า จะทาให้ก้าวหนา้ ไปในการศึกษา และชีวติ จะพฒั นาสู่
ความดีงามและความสาเร็จท่ีสูงประเสรฐิ อยา่ งแน่นอน ดังต่อไปนี้

๑. แสวงแหลง่ ป๎ญญาและแบบอย่างทดี่ ี
๒. มีวนิ ัยเป็นฐานของการพัฒนาชีวิต
๓. มจี ิตใจใฝ่รใู้ ฝ่สร้างสรรค์
๔. มงุ่ มนั่ ฝึกตนจนเตม็ สดุ ภาวะทค่ี วามเปน็ คนจะให้ถึงได้
๕. ยดึ ถือหลักเหตปุ ๎จจยั มองอะไรๆ ตามเหตแุ ละผล
๖. ต้งั ตนอยู่ในความไมป่ ระมาท
๗. ฉลาดคิดแยบคายให้ได้ประโยชน์และความจรงิ

ค. ทาตามหลักเสรมิ สร้างปญั ญา

ในทางปฏิบตั ิ อาจสรา้ งปจ๎ จยั แห่งสัมมาทฏิ ฐิ ๒ อย่างข้างต้นน้ันได้ ด้วย
การปฏบิ ัติตามหลักวุฒธิ รรม ๔* (หลักการสร้างความเจริญงอกงามแห่งป๎ญญา)

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๗๒ ฉบับพทุ ธบริหารการศกึ ษา

๑. สปั ปุริสสังเสวะ เสวนาผู้รู้ คือ รูจ้ กั เลือกหาแหลง่ วชิ า คบหาทา่ นผู้รู้ ผู้
ทรงคณุ ความดี มีภูมิธรรมภูมิป๎ญญานา่ นบั ถือ

๒. สัทธมั มสั สวนะ ฟง๎ ดคู าสอน คอื เอาใจใส่สดับตรบั ฟ๎งคาบรรยาย
คาแนะนาส่ังสอน แสวงหาความรู้ ท้งั จากตวั บุคคลโดยตรง และจากหนังสือหรือ
สือ่ มวลชน ต้ังใจเลา่ เรียน ค้นควา้ หม่นั ปรกึ ษาสอบถาม ให้เขา้ ถึงความรูท้ ี่จริงแท้

๓. โยนิโสมนสกิ าร คิดใหแ้ ยบคาย คือ รู้ เห็น ไดอ้ ่าน ได้ฟ๎งสิ่งใด กร็ ู้จัก
คดิ พจิ ารณาด้วยตนเอง โดยแยกแยะให้เห็นสภาวะและสืบสาวให้เหน็ เหตผุ ลว่า
นนั่ คอื อะไร เกิดข้นึ ได้อย่างไร ทาไมจึงเปน็ อย่างนัน้ จะเกิดผลอะไรต่อไป มีขอ้ ดี
ขอ้ เสีย คุณโทษอย่างไร เปน็ ต้น

๔. ธรรมานุธรรมปฏิบตั ิ ปฏิบัติให้ถกู หลกั นาสงิ่ ที่ไดเ้ ลา่ เรยี นรับฟ๎งและ
ตรติ รองเหน็ ชดั แลว้ ไปใชห้ รอื ปฏิบัติหรือลงมือทา ให้ถูกตอ้ งตามหลักตามความ
มุ่งหมาย ให้หลักย่อยสอดคล้องกบั หลักใหญ่ ข้อปฏิบัตยิ อ่ ยสอดคล้องกบั จุดหมาย
ใหญ่ ปฏิบัตธิ รรมอย่างรูเ้ ป้าหมาย เชน่ สันโดษเพื่อเกื้อหนุนการงาน ไมใ่ ช่สนั โดษ
กลายเป็นเกียจคร้าน เป็นตน้
(องฺ.จตกุ ฺก. ๒๑/๒๔๘/๓๓๒)

ง. ศกึ ษาให้เปน็ พหสู ตู

คือ จะศึกษาเลา่ เรยี นอะไร กท็ าตนให้เปน็ พหสู ตู ในดา้ นนั้น ด้วยการ
สร้างความรคู้ วามเขา้ ใจใหแ้ จ่มแจง้ ชัดเจนถึงข้ันครบ องค์คุณของพหูสตู (ผ้ไู ด้
เรยี นมาก หรอื ผู้คงแก่เรยี น) ๕ ประการ คือ

๑. พหุสฺสุตา ฟ๎งมาก คือ เลา่ เรยี น สดับฟ๎ง รเู้ หน็ อา่ น ส่ังสมความรูใ้ น
ด้านนั้นไว้ใหม้ ากมายกว้างขวาง

๒. ธตา จาได้ คอื จับหลักหรอื สาระได้ ทรงจาเรอ่ื งราวหรือเนื้อหาสาระ
ไวไ้ ดแ้ มน่ ยา

๓. วจสา ปริจิตา คล่องปาก คือ ทอ่ งบ่น หรอื ใช้พูดอยเู่ สมอ จน
แคล่วคลอ่ งจัดเจน ใครสอบถามก็พูดช้แี จงแถลงได้

คู่มอื สวดพุทธมนต์ ๗๓ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

๔. มนสานุเปกขฺ ิตา เจนใจ คือ ใสใ่ จนึกคิดจนเจนใจ นกึ ถึงครง้ั ใด ก็
ปรากฏเนื้อความสวา่ งชัดเจน มองเห็นโล่งตลอดไปท้ังเรือ่ ง

๕. ทิฏฐฺ ิยา สุปฏิวิทธฺ า ขบได้ด้วยทฤษฎี คือ เข้าใจความหมายและ
เหตุผลแจม่ แจ้งลกึ ซึง้ รู้ทไ่ี ปทม่ี า เหตุผล และความสัมพันธ์ของเน้ือความและ
รายละเอยี ดต่างๆ ทง้ั ภายในเร่ืองนัน้ เอง และทเ่ี กย่ี วโยงกบั เรอ่ื งอื่นๆ ในสายวชิ า
หรอื ทฤษฎีนน้ั ปรุโปรง่ ตลอดสาย

(องฺ.ปํฺจก. ๒๒/๘๗/๑๒๙)

จ. เคารพผู้จดุ ประทปี ปญั ญา

ในด้านความสมั พันธ์กับครูอาจารย์ พงึ แสดงคารวะนบั ถือ ตามหลัก
ปฏิบัติในเรอื่ งทิศ ๖ ข้อวา่ ดว้ ย ทิศเบ้ืองขวา* ดังนี้

๑. ลกุ ต้อนรบั แสดงความเคารพ
๒. เข้าไปหา เพอื่ บารงุ รบั ใช้ ปรึกษา ซักถาม รับคาแนะนา เป็นต้น
๓. ฟ๎งดว้ ยดี ฟง๎ เปน็ รูจ้ ักฟ๎งใหเ้ กิดปญ๎ ญา
๔. ปรนนิบตั ิ ช่วยบริการ
๕. เรยี นศลิ ปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจงั ถือเปน็ กิจสาคญั

(ท.ี ปา. ๑๑/๒๐๐/๒๐๓)

*แหลง่ ท่มี า

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๐.

- วินยั ของคฤหสั ถ์ คือ คหิ ิวนิ ัย ได้แก่พระพทุ ธโอวาทในสิงคาลกสูตร
พระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๑ (ท.ี ปา ๑๑/๑๗๒–๒๐๖/๑๙๔–๒๐๗).

- อุบาสกธรรม ๕ มาในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๒ (องฺ ปํจฺ ก. ๒๒/๑).

คมู่ อื สวดพทุ ธมนต์ ๗๔ ฉบับพุทธบริหารการศกึ ษา




Click to View FlipBook Version