มลู นธิ ิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรัทธา ๔๕ ๑
๒ บทสวดมนตม หาสมยั สูตร อาการวตั ตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
มลู นธิ ิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรัทธา ๔๕ ๓
๔ บทสวดมนตม หาสมัยสตู ร อาการวตั ตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
การสวดมนตไ ดรูคำแปล รูความหมาย
ยอมทำใหผ สู วดไดป ญ ญาบารมี
ทำใหค ำสอนม่ันคง ไมผิดเพ้ยี นไปจากเดมิ
มลู นธิ ิพระพทุ ธม่ิงมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๕
ĄĈĜ üûė āė Ćēāúě ûĄŇèė ĄèåĈ ċĆúĔ ûĕ ijĴ
๖ บทสวดมนตมหาสมัยสูตร อาการวัตตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
บทสวดมนต
มหาสมยั สูตร อาการวัตตาสูตร ธารณปริตรคาถา
สนั ตภิ าพ สนั ติสุข สันติธรรม
พมิ พ : สิงหาคม ๒๕๖๒
จำนวน ๑,๐๐๐ เลม
จัดพมิ พ : มลู นธิ พิ ระพทุ ธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕
๔๒/๑๔ หมู ๒ ถนนเทพกระษตั รี ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จงั หวดั ภเู กต็ ๘๓๐๐๐
โทร ๐๗๖ ๓๗๓ ๑๓๘-๙, ๐๘ ๑๘๙๑ ๓๘๒๗ : โทรสาร ๐๗๖ ๓๗๓ ๑๔๐
www.sattha45foundation.com ; www.mingmongkolphuket.com
www.facebook.com/thebigbuddhaphuket ; Line ID : thebigbuddha
บรรณาธิการ : หรินทร สุขวจั น
บรรณาธิการผูชวย : ประกอบ ศรีรัตนาวดี
กราฟก : ชยั ณรงค พาพลงาม
ภาพปก : www.facebook.com/popumon
ภาพปกหลัง : จากบทสวดมนตม หาสมยั สูตร(โรงพมิ พบรษิ ัทสหธรรมกิ ,๒๕๕๗)
ออกแบบปก : หรนิ ทร สุขวจั น
พิมพที่ : โรงพมิ พ บรษิ ทั สหธรรมิก จำกดั
๕๔/๖๗-๖๘,๗๑-๗๒ ซอย ๑๒ ถนนจรัญสนทิ วงศ
แขวงวัดทา พระ เขตบางกอกใหญ กรงุ เทพฯ ๑๐๖๐๐
โทร ๐ ๒๘๖๔ ๐๔๓๔-๕ โทรสาร ๐ ๒๘๖๔ ๓๕๔๐
[email protected]
มูลนธิ ิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๗
สารบัญ
คำนำ ๘
ชาวองั กฤษกบั การสวดมนต มหาสมัยสูตร ๙
๑๓
อานิสงสแหงการสวดมนต ๑๕
บทสวดมนตมหาสมยั สูตร ๒๔
เนื้อหาสาระโดยยอ ตำนานมหาสมัยสตู ร ๒๙
บทสวดมนตอาการวตั ตาสูตร ๔๑
อานสิ งสแหง อาการวัตตาสูตร ๔๕
บทสวดมนตธารณปริตรและคำแปล ๕๐
ตำนานพระคาถาธารณปรติ ร ๕๓
ชื่อบทสวดมนตประจำวัน
๘ บทสวดมนตมหาสมัยสตู ร อาการวัตตาสูตร ธารณปริตรคาถา
คำนำ
วัตรปฏิบัติสำคัญของพระสงฆ ณ พุทธอุทยานยอดเขานาคเกิด ภายใตวัดกิตติ
สงั ฆาราม(วัดกะตะ) คือการเจริญพระพุทธมนต( ภาคบาย)ประจำวัน ณ โถงสวดมนต
ฐานองคพระใหญ โดยมูลนิธิพระพุทธม่ิงมงคล ศรัทธา ๔๕ ผูดำเนินโครงการสราง
พระใหญเมืองภูเก็ตไดเคยรวมจัดพิมพหนังสือบทสวดมนตบางบทขึ้นใชประกอบ
ตามวาระโอกาส ไดแก บทสวดมนตมหาสมัยสูตร(รวบรวมโดย พระปญญาพุทธิ
วิเทศ-ดร.พระมหาเหลา ปญญาสิริ,โรงพิมพบริษัท สหธรรมิก จำกัด,๒๕๕๗) ซ่ึงสวด
ทุกวันเสาร และรวมจัดพิมพ บทเจริญพระพุทธมนตพระอาการวัตตสูตรฯ(รวบรวม
โดย พระครภู าวนาสมุ ณฑ- พระอธิการเดช สมุ โน,๒๕๔๘) ซงึ่ สวดทกุ วนั องั คาร
ในปมหามงคลพุทธศักราช ๒๕๖๒ ของพสกนิกรไทยนี้ มูลนิธิฯเห็นสมควรนำ
หนังสือทั้งสองเลมดังกลาวมาปรับปรุงพิมพเปนเลมเดียวกัน รวมท้ังใหนำพระคาถา
ธารณปริตรจาก หนังสือสวดมนตพระอาการวัตตาสูตร พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
พระคาถาธารณปริตร(ชัยสิริการพิมพ) มารวมไวดวยกันอีกบทหน่ึง เนื่องจากเห็นวา
เปนบทบูชาพุทธคุณมีอานิสงสในทางคุมครองปองกันภยันตรายดุจเดียวกับพระสูตร
สองบทขางตน เพ่ือเปนคูมือสวดมนตประจำวัน ณ พุทธอุทยานยอดเขานาคเกิด
และแจกเปนธรรมบรรณาการแกผูท่ีใฝรู โดยใชชื่อ บทสวดมนตมหาสมัยสูตร
อาการวัตตาสูตร ธารณปริตรถาคา : สันติภาพ สันติสุข สันติธรรม โดยนอกจาก
บทสวดแลว ยังมีเรื่องยอและอานิสงสของพระสูตรทั้งสอง รวมถึงคำแปลและ
ตำนานหน่ึงพระคาถาดังกลาวน้ันมาแสดง พรอมทั้งช่ือและความหมายโดยยอของ
บทสวดมนตประจำวัน ณ พุทธอุทยานยอดเขานาคเกิดอีกดวย ท้ังน้ี เพ่ือใหสาธุชน
ไดเขาใจบริบทและเนือ้ หาสาระตามพทุ ธประสงค สามารถนำไปพจิ ารณาเพ่อื ปฏบิ ัติ
และรับอานิสงสแหงการสวดไดอยางสมบูรณ ดังที่ทานอาจารยพุทธทาสภิกขุ
กลา ววา เปนการศกึ ษาธรรมะ โดยความหมายของธรรมะ
นายสพุ ร วนชิ กุล
ประธานมลู นธิ ิพระพุทธมิง่ มงคล ศรัทธา ๔๕
มูลนิธพิ ระพุทธม่ิงมงคล ศรัทธา ๔๕ ๙
ชาวองั กฤษกบั การสวดมนตม หาสมัยสตู ร
พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแผเขาสูประเทศอังกฤษเมื่อประมาณพ.ศ.๒๓๙๓
โดยนายสเปนเซอร อารคี ไดพิมพหนังสือ ศาสนจักรแหงบูรพาทิศ ออกเผยแพร
ตอมา เซอรเอ็ดวนิ อารโนลด เขยี นหนังสอื ประทีปแหง เอเชีย ขน้ึ เผยแพรในป ๒๔๒๒
ไดรับความสนใจจากชาวอังกฤษอยางกวางขวาง ป ๒๔๒๔ ศาสตราจารย ดร. ที.
ดับเบิลยู. ริส เดวิดส ไดจัดต้ัง‘สมาคมบาลีปกรณ’ขึ้น และจัดพิมพ พระไตรปฎก
เปนภาษาอังกฤษออกเผยแพร ป ๒๔๕๐ มีการจัดต้ัง‘พุทธสมาคมแหงเกรตบริเตน
และไอรแลนด’ขึ้น ณ กรุงลอนดอน พรอมกับพิมพวารสารพุทธศาสตรปริทัศน
ออกเผยแพร นอกจากนี้ไดมีการจัดตั้งวัดและวิหารทางพระพุทธศาสนาข้ึน
หลายแหงในประเทศอังกฤษ รวมถึงการแลกเปลี่ยนสัมพันธกันทางวัฒนธรรมและ
ศาสนธรรมระหวางชาวพุทธไทยและอังกฤษอยางตอ เนอื่ ง ทั้งภาคราชการและองคก ร
เอกชนตราบจนปจ จบุ นั
ในป ๒๕๔๘ คณะสวดมนตกลุมสมถะชาวพุทธอังกฤษ ซ่ึงลวนเปน
ผูทรงคุณวุฒิทั้งดานการศึกษาและหนาท่ีการงาน มีความซาบซ้ึงในพระธรรม
คำส่ังสอนขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ทำใหหันมานับถือศาสนาพุทธ
เคยฝกสวดพระพุทธมนตบทตางๆ กับพระเถระไทย คือ พระปญญาพุทธิวิเทศ
(ดร.พระมหาเหลา ปญญาสิริ เลขาธิการคณะพระธรรมทูตไทยในประเทศอังกฤษ)
และปฏิบัติกรรมฐานมากวา ๓๐ ป เกิดความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระพุทธ
องค ไดเดินทางมายังประเทศไทยเพ่ือแสดงความกตัญูกตเวทีตอพระพุทธศาสนา
และผืนแผนดินไทยในฐานะแผนดินธรรม ดวยการจัดสวดมนตมหาสมัยสูตรและ
เจริญภาวนา พรอมจัดนิทรรศการเก่ียวกับความเจริญงอกงามของวัดไทยใน
อังกฤษและยุโรป โดยจัดข้ึนท่ีวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิ พุทธมณฑล นครปฐม
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก วัดทรงเมตตาวนาราม ชลบุรี วัดศาลาลอย สุรินทร
วัดหนองรัง ศรีสะเกษ วัดพระสิงห เชียงใหม พุทธอุทยานยอดเขานาคเกิด
ภูเกต็ เปนตน
๑๐ บทสวดมนตมหาสมัยสูตร อาการวัตตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
ลวงป ๒๕๕๗ คณะสวดมนตกลุมสมถะชาวพุทธอังกฤษกลุมนี้ประสงคจะ
มีสวนรวมสรางความรมเย็นเปนสุขแกประเทศไทยในโครงการสวดมนตมหาสมัยสูตร
อีกคร้ัง จึงไดกราบปวารณาตัวไปยังองคกรพระธรรมทูตไทยในประเทศอังกฤษ
ขอเดินทางมาทำการสวดพระสูตรบทดังกลาว ณ วัดหลายแหงในกรุงเทพฯ ไดแก
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธ์ิ) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแกว)
วัดอรุณราชวราราม(วัดแจง) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิ สำนักสงฆแทน-
วันดีเจริญสุข วัดราชโอรสาราม วัดสระเกศ และวัดยานนาวา ในชวงเดือน
กันยายน ๒๕๕๗ อันนับเปนโอกาสท่ีชาวพุทธในประเทศตะวันตกและชาวพุทธ
ในประเทศไทยจะไดเสริมสรางความสัมพันธที่ดีตอกันยิ่งๆข้ึน ดวยการสวดมนต
เพือ่ ความรมเย็นเปน สขุ ของประชาชนและประเทศชาตบิ านเมอื ง
มลู นธิ ิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรัทธา ๔๕ ๑๑
๑๒ บทสวดมนตม หาสมยั สตู ร อาการวตั ตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
มูลนธิ ิพระพุทธม่ิงมงคล ศรัทธา ๔๕ ๑๓
อานิสงสแหง การสวดมนต*
การสวดมนตเปนหนึ่งในวิธีการท่ีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจาทรงแนะนำ
วาเปนหนทางแหงการหลุดพน น้ำเสียงที่ไพเราะและทวงทำนองที่มีลมหายใจแหง
สติจะนำมาซ่ึงความสงบเย็น ในขณะท่ีคำแปลของบทสวดที่สละสลวยจะบงบอกถึง
พระธรรมคำสอนท่ชี ดั เจน
ตั้งแตคร้ังพุทธกาล เหตุแหงการหลุดพนน้ันมี ๕ ประการ คือ การสอนธรรม
การฟงธรรม การศึกษาธรรม การสาธยายธรรม และการปฏิบัติธรรม ซึ่งจะเห็นได
วาการสวดมนตนน้ั เปนหนึ่งเหตแุ หง การหลดุ พน
ทานพุทธทาสภิกขุแหงสวนโมกขพลารามไดเคยกลาวถึงอานิสงส ๖ ประการ
ของการสวดมนตไวว า
๑.การสวดมนตน้ันเปรียบกับการปรากฏขึ้นของพระพุทธเจาท่ีมาทำใหเกิด
ความแจม แจง แกจติ ใจเรา เทากบั วา เราเขาเฝา พระพุทธเจาทุกเชาเย็น
๒.เปนการทำสมาธิหมู หากทำวัตรสวดมนตอยูคนเดียวก็เปนการทำสมาธิ
เดี่ยว เสยี งและการกำหนดที่เสียงนัน้ เปน อารมณข องการทำสมาธิ
๓.เปนการศึกษาธรรมะ โดยความหมายของธรรมะ
๔.เปนการเตือนตนเองโดยทางธรรม
๕.เปนการทองจำรักษาสิ่งท่ีควรทองจำใหแมน จนกลายเปนการฝกสติแหง
ความจำ
๖.เปนการบรหิ ารสขุ ภาพ โดยเฉพาะสุขภาพของสมอง
การสวดมนตอยางถูกวิธี โดยการนอมจิตเขามาพิจารณาในใจอยางแยบคาย
เปนการปฏิบัติท้ังศีล สมาธิ และปญญาอยางครบครัน จิตท่ีจดจอนอมในบทสวด
มนตหรือการสาธยายธรรม จึงเปนจิตที่ปราศจากกิเลสเคร่ืองเศราหมองครอบงำ มี
พระรัตนตรัยเปนเครื่องคุมครอง อีกท้ังเปนการเปรียบเสมือนหน่ึงการเขาเฝาพระผูมี
พระภาคเจา ดังตรสั ไววา
“ผใู ดเหน็ ธรรม ผนู นั้ เห็นเราตถาคต”
แมช ีศนั สนยี เสถยี รสตุ
ผูกอ ตงั้ เสถียรธรรมสถานและสาวิกาสกิ ขาลยั
*จาก บทสวดมนตม หาสมยั สูตร, โดย พระปญญาพุทธวิ ิเทศ(ดร.พระมหาเหลา ปญ ญาสริ )ิ , หนา ๘, โรงพิมพ
บริษทั สหธรรมกิ จำกัด, ไมร ะบุปท พี่ มิ พ.
๑๔ บทสวดมนตม หาสมยั สตู ร อาการวตั ตาสูตร ธารณปริตรคาถา
ศาสนกิ ชนรวมสวดมนตในเทศกาลประจำป ณ โถงสวดมนตฐานองคพระใหญ
มลู นิธพิ ระพุทธม่ิงมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๑๕
บทสวดมนต
มหาสมัยสูตร*
บทขัดมะหาสะมะยะสุตตะ
ทุลละภัง ทัสสะนัง ยัสสะ สมั พทุ ธัสสะ อะภิณหะโส
โลกมั หิ อนั ธะภูตสั มิง ทุลละภุปปาทะสตั ถโุ น.
สกั เกสุ กะปละวตั ถสุ มิง วิหะรันตงั มะหาวะเน
ตนั ทัสสะนายะ สัมพุทธงั ภกิ ขุสังฆัญจะ นมิ มะลงั
ทะสะธา สงั คะเณยยาสุ โลกะธาตูสุ เทวะตา
อะเนกา อปั ปะเมยยา วะ โลกะธาตสู ุ เทวะตา
อะเนกา อัปปะเมยยา วะ โมทะมานา สะมาคะตา.
ตาสงั ปย งั มะนาปญ จะ จิตตัสโสทคั คิยาวะหงั
ยังโส เทเสสิ สมั พุทโธ หาสะยนั โตติ เม สตุ งั .
เทวะกายปั ปะหาสตั ถงั ตัง สตุ ตันตัง ภะณามะ เส.
มะหาสะมะยะสุตตะ
เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สักเกสุ วิหะระติ กะปละวัตถุ
สมิง มะหาวะเน มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ
สัพเพเหวะ อะระหันเตหิ. ทะสะหิ จะ โลกะธาตูหิ เทวะตา เยภุยเยนะ สันนิ
ปะติตา โหนติ ภะคะวันตงั
๑๖ บทสวดมนตม หาสมัยสูตร อาการวตั ตาสูตร ธารณปริตรคาถา
ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะ. อะถะโข จะตุนนัง สุทธาวาสะกายิกานัง
เทวานัง เอตะทะโหสิ. อะยัง โข ภะคะวา สักเกสุ วิหะระติ กะปละวัตถุสมิง
มะหาวะเน มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ
สัพเพเหวะ อะระหันเตหิ ทะสะหิ จะ โลกะธาตูหิ เทวะตา เยภุยเยนะ
สันนิปะติตา โหนติ ภะคะวันตัง ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะ ยันนูนะ
มะยมั ป เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะเมยยามะ อปุ ะสังกะมิตวา ภะคะวะโต
สันตเิ ก ปจเจกะคาถา ภาเสยยามาต.ิ
อะถะโข ตา เทวะตา เสยยะถาป นามะ พะละวา ปุริโส สัมมิญชิตัง
วา พาหัง ปะสาเรยยะ ปะสาริตัง วา พาหัง สัมมิญเชยยะ เอวะเมวะ
สุทธาวาเสสุ เทเวสุ อันตะระหิตา ภะคะวะโต ปุระโต ปาตุระหังสุ.
อะถะโข ตา เทวะตา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง อัฏฐังสุ.
เอกะมนั ตัง ฐติ า โข เอกา เทวะตา ภะคะวะโต สันติเก อมิ ัง คาถงั อะภาส.ิ
มะหาสะมะโย ปะวะนัสมิง
เทวะกายา สะมาคะตา
อาคะตัมหะ อมิ ัง ธมั มะสะมะยัง
ทกั ขิตาเยวะ อะปะราชิตะสงั ฆันต.ิ
อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สันตเิ ก อิมัง คาถัง อะภาส.ิ
ตัตระ ภิกขะโว สะมาทะหงั สงุ
จิตตัง อัตตะโน อชุ กุ ะมะกงั สุ
สาระถีวะ เนตตานิ คะเหตวา
อินทรยิ านิ รกั ขันติ ปณ ฑิตาต.ิ
อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สนั ตเิ ก อมิ ัง คาถงั อะภาสิ.
เฉตวา ขีลงั เฉตวา ปะลฆี ัง
อินทะขีลงั โอหจั จะมะเนชา
เต จะรันติ สทุ ธา วมิ ะลา
มูลนิธพิ ระพทุ ธมิง่ มงคล ศรัทธา ๔๕ ๑๗
จกั ขมุ ะตา สุทันตา สสุ ู นาคาต.ิ
อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สนั ตเิ ก อิมงั คาถัง อะภาสิ.
เย เกจิ พทุ ธงั สะระณัง คะตา เส
นะ เต คะมิสสันติ อะปายะภมู ิง
ปะหายะ มานุสัง เทหงั
เทวะกายัง ปะริปเู รสสนั ตีต.ิ
อะถะโข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ เยภุยเยนะ ภิกขะเว ทะสะสุ
โลกะธาตูสุ เทวะตา สันนิปะติตา โหนติ ตะถาคะตัง ทัสสะนายะ
ภิกขุสังฆัญจะ เยป เต ภิกขะเว อะเหสุง อะตีตะมัทธานัง อะระหันโต สัมมา
สัมพุทธา เตสัมป ภะคะวันตานัง เอตะปะระมาเยวะ เทวะตา สันนิปะติตา
อะเหสงุ . เสยยะถาป มัยหงั เอตะระหิ เยป เต ภกิ ขะเว ภะวิสสนั ต.ิ อะนาคะ
ตะมัทธานัง อะระหันโต สัมมาสัมพุทธา, เตสัมป ภะคะวันตานัง เอตะปะ
ระมาเยวะ เทวะตา สนั นปิ ะติตา ภะวิสสันต.ิ เสยยะถาป มัยหงั เอตะระหิ
อาจิกขิสสามิ ภิกขะเว เทวะกายานัง นามานิ. กิตตะยิสสามิ ภิกขะเว
เทวะกายานงั นามานิ เทสสิ สามิ ภิกขะเว เทวะกายานงั นามาน.ิ ตังสุณาถะ
สาธุกัง มะนะสิกะโรถะ ภาสิสสามีติ. เอวัม ภันเตติ โข เต ภิกขู ภะคะวะโต
ปจ จสั โสสุง, ภะคะวา เอตะทะโวจะ.
สโิ ลกะมะนุสกสั สามิ ยตั ถะ ภุมมา ตะทสั สติ า
เย สติ า คริ ิคัพภะรงั ปะหติ ตั ตา สะมาหติ า
ปุถู สีหาวะ สัลลนี า โลมะหงั สาภสิ ัมภุโน
โอทาตะมะนะสา สทุ ธา วิปปะสันนะมะนาวิลา
ภยิ โย ปญ จะสะเต ญัตวา วะเน กาปล ะวัตถะเว
ตะโต อามนั ตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต
เทวะกายา อะภกิ กนั ตา เต วิชานาถะ ภกิ ขะโว
เต จะ อาตัปปะมะกะรงุ สตุ วา พทุ ธสั สะ สาสะนงั
๑๘ บทสวดมนตมหาสมยั สตู ร อาการวตั ตาสูตร ธารณปริตรคาถา
เต สมั ปาตรุ ะหุ ญานงั อะมะนสุ สานะ ทสั สะนัง
อัปเปเก สะตะมทั ทักขงุ สะหสั สงั อะถะ สัตตะรงิ
สะตงั เอเก สะหสั สานัง อะมะนสุ สานะ มัททะสงุ
อัปเปเก นนั ตะมัททักขุง ทสิ า สพั พา ผฏุ า อะหุง
ตญั จะ สพั พัง อะภิญญายะ วะวักขิตวานะ จกั ขมุ า
ตะโต อามนั ตะยิ สตั ถา สาวะเก สาสะเน ระเต
เทวะกายา อะภกิ กันตา เต วิชานาถะ ภกิ ขะโว
เย โวหงั กติ ตะยิสสามิ คริ าหิ อะนุปุพพะโส.
สัตตะสะหสั สาวะ ยกั ขา ภุมมา กาปล ะวตั ถะวา
อทิ ธมิ ันโต ชตุ ิมนั โต วณั ณะวนั โต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภกิ กามุง ภกิ ขูนงั สะมิติง วะนัง.
ฉะสะหสั สา เหมะวะตา ยกั ขา นานัตตะวณั ณิโน
อิทธิมันโต ชุติมนั โต วณั ณะวนั โต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามงุ ภกิ ขนู งั สะมติ งิ วะนงั .
สาตาคิรา ติสะหสั สา ยักขา นานตั ตะวณั ณิโน
อทิ ธิมันโต ชตุ ิมนั โต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภกิ กามุง ภิกขนู งั สะมติ ิง วะนงั .
อิจเจเต โสฬะสะสะหัสสา ยกั ขา นานตั ตะวัณณโิ น
อิทธมิ ันโต ชุตมิ ันโต วณั ณะวนั โต ยะสสั สิโน
โมทะมานา อะภกิ กามงุ ภิกขนู ัง สะมิตงิ วะนงั .
เวส สามิตตา ปญ จะสะตา ยกั ขา นานตั ตะวัณณิโน
อทิ ธิมันโต ชตุ ิมนั โต วัณณะวนั โต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภกิ กามุง ภกิ ขูนัง สะมติ ิง วะนงั .
กมุ ภิโร ราชะคะหิโก เวปลุ ลสั สะ นิเวสะนัง
ภยิ โย นงั สะตะสะหสั สัง ยกั ขานงั ปะยริ ุปาสะติ.
มูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๑๙
กมุ ภิโร ราชะคะหิโก โสปาคะ สะมิติง วะนงั .
ปรุ มิ ญั จะ ทิสงั ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ
คนั ธพั พานงั อาธปิ ะติ มะหาราชา ยะสสั สิ โส.
ปุตตาป ตสั สะ พะหะโว อินทะนามา มะหพั พะลา
อทิ ธิมันโต ชุติมนั โต วัณณะวันโต ยะสัสสโิ น
โมทะมานา อะภิกกามงุ ภกิ ขูนัง สะมิติง วะนงั .
ทกั ขณิ ัญจะ ทสิ ัง ราชา วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ
กมุ ภัณฑานงั อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
ปุตตาป ตสั สะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
อทิ ธมิ นั โต ชุติมนั โต วัณณะมนั โต ยะสสั สโิ น
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมติ ิง วะนัง.
ปจ ฉิมัญจะ ทิสงั ราชา วริ ปู กโข ปะสาสะติ
นาคานงั อาธปิ ะติ มะหาราชา ยะสสั สิ โส.
ปตุ ตาป ตัสสะ พะหะโว อนิ ทะนามา มะหพั พะลา
อทิ ธมิ ันโต ชตุ ิมันโต วณั ณะวนั โต ยะสัสสโิ น
โมทะมานา อะภกิ กามุง ภกิ ขนู ัง สะมติ ิง วะนัง.
อตุ ตะรญั จะ ทิสงั ราชา กุเวโร ตปั ปะสาสะติ
ยักขานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
ปตุ ตาป ตสั สะ พะหะโว อนิ ทะนามา มะหัพพะลา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วณั ณะวนั โต ยะสสั สโิ น
โมทะมานา อะภิกกามุง ภกิ ขูนงั สะมิตงิ วะนัง.
ปุริมะทิสัง ธะตะรฏั โฐ ทกั ขเิ ณนะ วริ ุฬหะโก
ปจ ฉเิ มนะ วริ ปู ก โข กุเวโร อตุ ตะรงั ทสิ งั .
จตั ตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทสิ า
ทัททัลละมานา อฏั ฐงั สุ วะเน กาปล ะวตั ถะเว.
๒๐ บทสวดมนตมหาสมัยสูตร อาการวตั ตาสูตร ธารณปริตรคาถา
เตสงั มายาวโิ น ทาสา อาคู วัญจะนกิ า สะฐา
มายา กเุ ฏณฑุ เวเฏณฑุ วิฏ จะ วฏิ โต สะหะ
จนั ทะโน กามะเสฏโฐ จะ กินนฆุ ณั ฑุ นิฆณั ฑุ จะ
ปะนาโท โอปะมญั โญ จะ เทวะสูโต จะ มาตะล.ิ
จติ ตะเสโน จะ คันธัพโพ นะโฬราชา ชะโนสะโภ
อาคู ปญ จะสิโข เจวะ ติมพะรู สุรยิ ะวจั ฉะสา
เอเต จัญเญ จะรา ชาโน คันธพั พา สะหะ ราชุภิ
โมทะมานา อะภกิ กามุง ภิกขูนงั สะมิติง วะนัง.
อะถาคู นาภะสา นาคา เวสาลา สะหะตจั ฉะกา
กมั พะลัสสะตะรา อาคู ปายาคา สะหะ ญาติภิ.
ยะมนุ า ธะตะรัฏฐา จะ อาคู นาคา ยะสัสสโิ น
เอราวัณโณ มะหานาโค โสปาคา สะมิตงิ วะนงั .
เย นาคะราเช สะหะสา หะรนั ติ
ทพิ พา ทิชาปก ขิ วสิ ทุ ธะจกั ขู
เวหายะสา เต วะนะมชั ฌะปต ตา
จติ ะรา สุปณณา อิติ เตสะนามงั
อะภะยนั ตะทา นาคะราชานะมาสิ
สปุ ณณะโต เขมะมะกาสิ พุทโธ
สณั หาหิ วาจาหิ อุปะวะหะยันตา
นาคา สปุ ณ ณา สะระณะมะกงั สุ พทุ ธงั .
ชติ า วะชริ ะหัตเถนะ สะมทุ ทัง อะสุรา สิตา
ภาตะโร วาสะวัสเสเต อทิ ธิมนั โต ยะสสั สิโน
กาละกญั ชา มะหาภิสมา อะสรุ า ทานะเวฆะสา
เวปะจิตติ สุจติ ติ จะ ปะหาราโท นะมจุ ี สะหะ
สะตญั จะ พะลิปตุ ตานงั สพั เพ เวโรจะนามะกา
มลู นธิ พิ ระพทุ ธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๒๑
สันนยั หิตวา พะลิง เสนัง ราหุภทั ทะมปุ าคะมุง
สะมะโยะทานิ ภัททันเต ภกิ ขนู ัง สะมิตงิ วะนงั .
อาโป จะ เทวา ปะฐะวี จะ เตโช วาโย ตะทาคะมงุ
วะรณุ า วารณุ า เทวา โสโม จะ ยะสะสา สะหะ
เมตตากะรณุ ากายกิ า อาคู เทวา ยะสัสสิโน
ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชตุ ิมันโต วณั ณะวนั โต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภกิ กามุง ภกิ ขูนัง สะมติ งิ วะนัง.
เวณฑู จะ เทวา สะหะลี จะ อะสะมา จะ ทเุ ว ยะมา
จนั ทสั สูปะนสิ า เทวา จนั ทะมาคู ปุรักขิตา
สรุ ิยัสสปู ะนสิ า เทวา สุรยิ ะมาคู ปุรกั ขิตา
นกั ขตั ตานิ ปุรักขติ วา อาคู มันทะพะลาหะกา
วะสนู งั วาสะโว เสฏโฐ สักโก ปาคะ ปรุ นิ ทะโท
ทะเสเต ทะสะธา กายา สพั เพ นานัตตะวัณณโิ น
อิทธมิ นั โต ชุติมันโต วณั ณะวนั โต ยะสสั สิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขนู ัง สะมิติง วะนงั .
อะถาคู สะหะภู เทวา ชะละมคั คิสิขารวิ ะ
อะริฏฐะกา จะ โรชา จะ อุมมา ปปุ ผะนิภาสิโน
วะรุณา สะหะธัมมา จะ อจั จุตา จะ อะเนชะกา
สเุ ลยยะรจุ ริ า อาคู อาคู วาสะวะเนสโิ น
ทะเสเต ทะสะธา กายา สพั เพ นานตั ตะวณั ณโิ น
อทิ ธิมันโต ชุตมิ ันโต วณั ณะวนั โต ยะสสั สิโน
โมทะมานา อะภกิ กามงุ ภกิ ขนู งั สะมติ ิง วะนงั .
สะมานา มะหาสะมานา มานุสา มานสุ ตุ ตะมา
ขฑิ ฑาปะทูสกิ า อาคู อาคู มะโนปะทสู ิกา
๒๒ บทสวดมนตมหาสมยั สูตร อาการวัตตาสูตร ธารณปรติ รคาถา
อะถาคู หะระโย เทวา เย จะ โลหติ ะวาสิโน
ปาระคา มะหาปาระคา อาคู เทวา ยะสัสสโิ น
ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ มานัตตะวัณณิโน
อิทธมิ ันโต ชุตมิ ันโต วณั ณะวนั โต ยะสสั สิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขนู งั สะมติ งิ วะนงั .
อาคู เวฆะนะสา สะหะ
สุกกา กะรุมหา อะรณุ า อาคู เทวา วิจกั ขะณา
โอทาตะคยั หา ปาโมกขา มสิ สะกา จะ ยะสสั สโิ น
สะทามตั ตา หาระคะชา โย ทสิ า อะภวิ สั สะติ
ถะนะยัง อาคา ปะชนุ โน สัพเพ นานัตตะวัณณโิ น
ทะเสเต ทะสะธา กายา วณั ณะวนั โต ยะสัสสโิ น
อทิ ธิมนั โต ชตุ ิมันโต ภกิ ขูนัง สะมติ ิง วะนงั .
โมทะมานา อะภกิ กามงุ กฏั ฐะกา จะ ยะสัสสโิ น
เขมิยา ตสุ ิตา ยามา โชตินามา จะ อาสะวา
ลมั พิตะกา ลามะเสฏฐา อะถาคู ปะระนมิ มติ า
นิมมานะระตโิ น อาคู สพั เพ นานัตตะวัณณโิ น
ทะเสเต ทะสะธา กายา วัณณะวันโต ยะสสั สิโน
อทิ ธิมันโต ชุติมันโต ภิกขนู งั สะมิตงิ วะนงั .
โมทะมานา อะภกิ กามงุ สัพเพ นานัตตะวณั ณโิ น
เยจัญเญ สะทสิ า สะหะ
สฏั เฐเต เทวะนกิ ายา โอฆะตณิ ณะมะนาสะวงั
นามันวะเยนะ อาคัญฉงุ จนั ทังวะ อะสิตาติตัง
ปะวุตถะชาตมิ กั ขีลงั ปุตตา อิทธิมะโต สะหะ
ทกั เข โมฆะตะรัง นาคงั โสปาคะ สะมิติง วะนัง.
สุพรัหมา ปะระมัตโต จะ
สันนงั กุมาโร ติสโส จะ
มูลนิธพิ ระพุทธมงิ่ มงคล ศรทั ธา ๔๕ ๒๓
สะหสั สะพรัหมะโลกานงั มะหาพรัหมาภติ ฏิ ฐะติ
อุปะปน โน ชุตมิ ันโต ภสิ มากาโย ยะสสั สิ โส.
ทะเสตถะ อิสสะรา อาคู ปจ เจกะวะสะวตั ติโน
เตสัญจะ มัชฌะโต อาคา หารโิ ต ปะริวารโิ ต.
เต จะ สพั เพ อะภกิ กนั เต สินเท เทเว สะพรหั มะเก
มาระเสนา อะภกิ กามิ ปสสะ กณั หัสสะ มันทิยงั
เอถะ คณั หะถะ พนั ธะถะ ราเคนะ พันธะมัตถุ โว
สะมนั ตา ปะริวาเรถะ มา โว มุญจิตถะ โกจิ นัง.
อิติ ตัตถะ มะหาเสโน กณั หะเสนัง อะเปสะยิ
ปาณินา ตะละมาหัจจะ สะรัง กตั วานะ เภระวงั .
ยะถา ปาวสุ สะโก เมโฆ ถะนะยันโต สะวิชชโุ ก
ตะทา โส ปจจุทาวตั ติ สังกุทโธ อะสะยงั วะเส.
ตญั จะ สัพพัง อะภิญญายะ วะวักขติ วานะ จักขมุ า.
ตะโต อามนั ตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต
มาระเสนา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภกิ ขะโว.
เต จะ อาตัปปะมะกะรงุ สุตวา พทุ ธัสสะ สาสะนัง
วตี ะราเคหิ ปกกามงุ เนสงั โลมัมป อิญชะยุง.
สัพเพ วิชิตะสังคามา ภะยาตีตา ยะสสั สโิ น
โมทันติ สะหะ ภเู ตหิ สาวะกา เต ชะเนสตุ าติ.
มะหาสะมะยะสุตตงั นิฏฐติ งั .
*จาก บทสวดมนตมหาสมัยสูตร, โดย พระปญญาพุทธิวิเทศ(ดร.พระมหาเหลา ปญญาสิริ), หนา ๑๑-๑๘,
โรงพมิ พบริษทั สหธรรมกิ จำกัด, ไมร ะบปุ ทพี่ มิ พ.
๒๔ บทสวดมนตมหาสมัยสูตร อาการวตั ตาสูตร ธารณปรติ รคาถา
เน้ือหาสาระโดยยอ
ตำนานมหาสมยั สตู ร*
มหาสมัยสูตรปรากฏความในพระสุตตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ภายหลัง
การบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระบรมศาสดา พระองคไดเสด็จจาริกไปใน
สถานที่ตางๆเพื่ออนุเคราะหชาวโลก และเม่ือทรงทราบวาพระเจาสุทโธทนะ
พระพุทธบิดาประชวรหนัก จึงเสด็จกลับสูกรุงกบิลพัสดุอีกครั้งเพื่อเย่ียมอาการ
พระพุทธบิดา พรอมดว ยพระสงฆสาวกเปน จำนวนมาก ทรงถวายพยาบาลพระพทุ ธ
บิดาตามพุทธวิสัย และโปรดใหพระพุทธบิดาไดบรรลุพระอรหันตพรอมปฏิสัมภิทา
ท้ังหลาย ในกาลตอมาพระพุทธบิดาก็ปรินิพพานบนพระแทนบรรทมภายใต
เศวตฉัตรนั้นเอง ภายหลังถวายพระเพลงิ พระศพพระพทุ ธบิดา พระพุทธองคตรัสวา
“บุคคลใดมีจิตปรารถนาพระโพธิญาณ จงอุตสาหะภิบาลบำรุงบดิ ามารดา
ประพฤตกิ ศุ ลสจุ ริตธรรม จกั สมปรารถนาทุกประการ”
รุงขึ้นอีกวัน ขณะท่ีพระองคประทับอยูที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ เหลา
พระญาติขางฝายศากยะและโกลิยะที่ตั้งหลักแหลงอยูสองฝงแมน้ำโรหิณีไดวิวาทกัน
เร่ืองแยงน้ำทำนา กษัตริยทั้งสองจึงยกกองทัพออกไปจะทำสงครามกัน เพราะ
ไมสามารถตกลงกันได พระพุทธองคทรงทราบเหตุการณนั้นดวยพระญาณ
ทรงถือบาตรและจีวรดวยพระองคเอง ไมทรงแจงใหใครๆทราบ เสด็จพุทธดำเนินแต
เพียงพระองคเดียวไปประทบั นั่งขัดบลั ลังกระหวางกองทพั กษตั รยิ ท้งั สองนคร
ครั้นกองทัพชาวเมืองกบิลพัสดุและชาวเมืองโกลิยะเห็นพระองคเทาน้ัน ตางก็
คิดวาพระศาสดาผูเปนพระญาติผูประเสริฐของพวกเราเสด็จมา จึงทิ้งอาวุธเขาไปเฝา
พระพุทธองค ท้ังที่พระองคทรงทราบสถานการณขณะนั้นดีแตก็ตรัสถามเรื่องราวท่ี
เกิดข้ึน แลวตรัสสอนวา มหาบพิตร พวกพระองคอาศัยน้ำที่มีคานอยแลวทำให
กษตั รยิ ซ ง่ึ หาคา มิไดใ หฉ ิบหายทำไมกัน
มูลนิธิพระพุทธมง่ิ มงคล ศรทั ธา ๔๕ ๒๕
ครั้นแลว พระพุทธองคไดตรัส ผันทนชาดก ทุททุภายชาดก และลฏกิกชาดก
เพ่ือระงับการวิวาทของพระญาติท้ังสองฝาย และตรัสรุกขธรรมชาดกและวัฏฏชาดก
เพื่อใหเกิดความสามัคคีพรอมเพรียงกันวา หมูญาติย่ิงมากย่ิงดี ตนไมที่เกิดในปา
แมจะโตเปนเจาปา ถาต้ังอยูโดดเด่ียวยอมถูกแรงลมพัดโคนลงได และวานก
ท้ังหลายมีความสามัคคีพรอมเพรียงกัน ยอมพาตาขายไปได และในท่ีสุดก็ตรัสอัตต
ทัณฑสตู ร
กษัตริยเหลาน้ันไดสดับพระธรรมเทศนาแลวเกิดความสังเวช พากันทิ้งอาวุธ
กลาววา หากพระบรมศาสดาไมเสด็จมา พวกเราก็จะฆาฟนซึ่งกันและกันเลือดไหล
นองเปนสายน้ำ ไมมีโอกาสไดกลับบานเห็นหนาลูกเมียญาติพี่นอง กษัตริยทั้ง
สองพระนครจึงถวายพระราชกุมาร ๕๐๐ องค คือฝายละ ๒๕๐ องค ใหบรรพชา
อปุ สมบทกับพระผมู พี ระภาคเจาดว ยเอหิภิกขอุ ปุ สัมปทา
อรรถกถามหาสมัยสูตรเลาถึงเหตุการณที่ภิกษุราชกุมารเหลาน้ันบรรลุธรรม
ไววา เม่ือพระพุทธองคนำภิกษุราชกุมารเหลานั้นมาสูปามหาวัน ประทับนั่งบน
พุทธอาสนท่ีภิกษุปูถวาย ในโอกาสที่สงัด ตรัสบอกกัมมัฏฐานแกภิกษุท้ังหลาย
ภิกษุเหลาน้ันรับกัมมัฏฐานแลวตางแยกยายกันไปเจริญวิปสสนาตามเง้ือมผาและ
โคนไมในโอกาสที่เงียบสงัด และก็ทยอยบรรลุพระอรหัตแลว ก็ลุกขึ้นจากท่ีน่ังเขาไป
เฝาพระพุทธเจา จนครบทั้ง ๕๐๐ รูป
อรรถกถาไดอธิบายความคิดของพระท่ีไดบรรลุพระอรหัตไววา พระผูบรรลุ
พระอรหัตสิน้ กิเลสอาสวะทัง้ หลายแลว ยอ มมคี วามคดิ อยู ๒ อยาง คือ
๑.มีความคิดวาคนทุกคนตลอดจนเทวดาทั้งหลาย ก็สามารถที่จะบรรลุธรรม
ตามทเี่ ราบรรลไุ ดเ ชน เดียวกัน
๒.พระท่ีบรรลุธรรมไมประสงคจะบอกคุณธรรมท่ีตนไดบรรลุแกผูอื่น เหมือนคน
ทีฝ่ ง ขุมทรพั ยไวไมตอ งการใหใครรูท่ฝี งขมุ ทรพั ยของตน
เมื่อเทวดาทั้งหลายทราบวาพระบรมศาสดาประทับอยูท่ีปามหาวันใกล
กรุงกบิลพัสดุพรอมดวยภิกษุ ๕๐๐ รูปลวนเปนพระอรหันตบวชจากราชตระกูล
ตางก็กลาววา น้ีเปนสมัยแหงการประชุมใหญในปามหาวัน พวกเราจักไปชม
ความงดงามของพระพุทธเจาและพระสงฆสาวกผูหมดจด ตางก็แตงคาถากลาว
สรรเสริญพระพุทธเจาและเหลาสาวก เทวดาที่มาประชุมกันในวันน้ันมีจำนวน
๒๖ บทสวดมนตมหาสมยั สูตร อาการวัตตาสูตร ธารณปรติ รคาถา
มากมาย ภิกษุบางรูปก็เห็นเทวดารอยหน่ึง บางรูปก็เห็นพันหนึ่ง บางรูปก็เห็น
หม่ืนหนึ่ง บางรูปก็เห็นแสนหนึ่ง บางรูปก็เห็นไมมีที่ส้ินสุด แตกตางกันไปตามกำลัง
ญาณของแตล ะองค
ในยุคของพระพุทธเจาแตละพระองคจะมีการประชุมเทวดาจำนวนมากเชนนี้ก็
เพียงครั้งเดียว พระพุทธองคไดตรัสกับภิกษุท้ังหลายวา เทวดาในแสนจักรวาลมา
ประชุมกนั เพอื่ ชมตถาคตและหมภู ิกษสุ งฆ เทวดาประมาณเทานแี้ หละไดเ คยประชมุ
กันเพื่อชมพระผูมีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาในอดีตกาลมาแลว และพวก
เทวดาประมาณเทาน้ันแหละจักประชุมกันเพื่อชมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาใน
อนาคตกาล แลวพระองคก็ทรงแนะนำเทวดาแตละจำพวกใหภิกษุทั้งหลายฟง
ตามลำดบั ตั้งแตภมุ มเทวดาไปจนถงึ พรหมโลก
ขณะท่ีเทวดาจากหม่ืนจักรวาลมาประชุมกันจนครบน้ัน ทองฟาโปรงใสไมมี
เมฆหมอกก็กลับเกิดเมฆฝนคำรนคำรามกึกกองฟาแลบแปลบพราย พระพุทธองค
ทรงพิจารณาทราบวา หมูมารก็ไดมาดวย จึงทรงแนะนำใหภิกษุรูจักพญามารเอาไว
พญามารกำลังส่ังบังคับเสนามารใหผูกเหลาเทวดาไวในอำนาจแหงกามราคะ แต
พระพุทธองคทรงอธิษฐานไมใหเหลาเทวดาเห็น พญามารไมไดดั่งใจจึงทำให
เกิดฟา รองกึกกอ งกัมปนาทไปทั่ว
โดยปกติในที่จะไมมีการบรรลุมรรคผล พระพุทธองคจะไมทรงหามมารแสดงส่ิง
อันนากลัวของมาร แตในท่ีจะมีการบรรลุมรรคผล พระองคจะทรงอธิษฐานไมใหใคร
รูเห็นส่ิงที่พญามารกำลังทำ เนื่องจากการประชุมใหญของเทวดาครั้งน้ัน จะมี
เทพบรรลมุ รรคผลเปน จำนวนมาก พระพุทธองคจ ึงทรงอธิษฐานไมใ หพวกเทวดารับรู
สิ่งอันนากลวั ของหมมู ารนั้น พญามารนนั้ จงึ กลบั ไปดว ยความเดือดดาลฯ
*จาก บทสวดมนตมหาสมัยสูตร, โดย พระปญญาพุทธิวิเทศ(ดร.พระมหาเหลา ปญญาสิริ), หนา ๙-๑๐,
โรงพิมพบ รษิ ัท สหธรรมิก จำกัด, ไมร ะบุปท ่พี มิ พ.
มลู นธิ ิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรัทธา ๔๕ ๒๗
๒๘ บทสวดมนตม หาสมยั สูตร อาการวตั ตาสูตร ธารณปรติ รคาถา
คณะสงฆ ณ พุทธอุทยานยอดเขานาคเกิดนำสวดมนตป ระจำวนั (ภาคบา ย)
มูลนธิ พิ ระพทุ ธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๒๙
บทสวดมนต
อาการวัตตาสตู ร*
เอวัมเม สตุ งั เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ
คิชฌะกูเฏ ปพ พะเต เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ สัพพะสัตตานงั
พทุ ธะคุโณ ธัมมะคโุ ณ สงั ฆะคโุ ณ อายสั มา อานนั โท อะนุรทุ โธ
สารปี ตุ โต โมคคัลลาโน มะหิทธิโก มะหานุภาเวนะ สัตตานัง เอตะทะโวจะฯ.
อติ ิป โส ภะคะวา อะสุภะรัภภะ สัมมาวชิ ชาจะระณะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ยะมะโลกา สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุ สัมมาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา อาโปธาตุ สัมมาวชิ ชาจะระณะสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา เตโชธาตุ สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา วาโยธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา อากาสะธาตุ สมั มาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อิติป โส ภะคะวา วญิ ญาณะธาตุ สมั มาวชิ ชาจะระณะสัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา โลกะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา จักกะวาฬะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา จาตุมหาราชิกา เทวา สัมมาวชิ าจะระนะสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ตาวะ ตงิ สา เทวา สัมมาวชิ ชาจะระณะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา ยามา เทวา สัมมาวชิ ชาจะระณะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา ตุสติ า เทวา สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
๓๐ บทสวดมนตมหาสมัยสตู ร อาการวตั ตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
อิตปิ โส ภะคะวา นิมมานะระตี เทวา สัมมาวชิ ชาจะระณะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา ปะระนมิ มิตะวะสะวัตตี เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา พรัหมะปะริสัชชา เทวา สัมมาวชิ ชาจะระณะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา พรัหมะปะโรหติ า เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา มหาพรัหมา เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ปะริตตาภา พรัหมา เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อปั ปะมาณาภา พรัหมา เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา อาภสั สะรา พรัหมา เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ปะรติ ตะสภุ า พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อัปปะมาณะสุภา พรัหมา เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา สภุ ะกิณหะกา พรัหมา เทวา สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา อะสัญญสิ ัตตา พรหั มา เทวา สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา เวหัปผะลา พรัหมา เทวา สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อะวิหา พรัหมา เทวา สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา อะตปั ปา พรหั มา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา สุทสั สา พรหั มา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา สทุ สั สี พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา อะกะนฏิ ฐะกา พรหั มา เทวา สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ พรหั มา เทวา สัมมาวชิ ชาจะ
ระณะสัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา วญิ ญานัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สมั มาวิชชาจะ
ระณะสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อากญิ จัญญายะตะนะ พรหั มา เทวา สมั มาวชิ ชาจะ
ระณะสมั ปน โน
มลู นธิ ิพระพุทธม่งิ มงคล ศรัทธา ๔๕ ๓๑
อิติป โส ภะคะวา เนวะสญั ญานา สัญญายะตะนะ พรหั มา เทวา สัมมาวิชชา
จะระณะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา โสตาปต ตมิ ัคโค สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา โสตาปต ติผะโล สมั มาวชิ ชาจะระณะสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามมิ คั โค สัมมาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา สะกทิ าคามผิ ะโล สมั มาวิชชาจะระณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา อะนาคามมิ ัคโค สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา อะนาคามผิ ะโล สัมมาวิชชาจะระณะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อะระหตั ตะมคั โค สมั มาวิชชาจะระณะสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อะระหตั ตะผะโล สมั มาวชิ ชาจะระณะสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา นิพพานงั ปะระมัง สัมมาวิชชาจะระณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา นะโม เม สพั พะพทุ ธานัง สมั มาวิชชาจะระณะสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา นะโม โพธิมุตตะมัง สัมมาวิชชาจะระณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ตัณหังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญ ญาคุณะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา เมธังกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา สะระณงั กะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ทปี งกะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคณุ ะสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา โกญฑญั โญ นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา มังคะโล นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา สุมะโน นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา เรวะโต นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคณุ ะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา โสภโิ ต นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญ ญาคณุ ะสัมปน โน
อิติป โส ภะคะวา อะโนมะทสั สี นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญญาคณุ ะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ปะทโุ ม นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญ ญาคณุ ะสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา นาระโท นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสัมปนโน
๓๒ บทสวดมนตม หาสมัยสตู ร อาการวัตตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
อิติป โส ภะคะวา ปะทมุ ุตตะโร นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา สเุ มโธ นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา สชุ าโต นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญญาคุณะสัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา ปยะทสั สี นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคณุ ะสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อัตถะทสั สี นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ธมั มะทัสสี นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคณุ ะสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา สิทธตั โถ นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญญาคุณะสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ติสโส นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญญาคุณะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ปุสโส นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญ ญาคุณะสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา วิปส สี นามะ ภะคะวา สมาธปิ ญญาคุณะสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา สิขี นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา เวสสะภู นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา กะกุสันโธ นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา โกนาคะมะโน นามะ ภะคะวา สมาธิปญ ญาคุณะสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา กสั สะโป นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคณุ ะสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา โคตะโม นามะ ภะคะวา สมาธิปญญาคุณะสัมปน โน
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพพุคคะโต อิติ
ปโส ภะคะวา อะระหังสัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปนโน สุคะโต โลกะ
วิทู อะนุตตะโร ปุรสิ ะทมั มะสาระถิ สัตถา เทวะมะนสุ สานัง พทุ โธ ภะคะวาติ
โส อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพรัหมะณิง
ปะชัง สะเทวะ มะนุสสัง สะยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสี โส ภะคะวา
จักขุภูโต ญาณะภูโต ธัมมะภูโต ตัสสะทา ปะวัตตา อัสสะ ชะเนนตา อะมะ
ตัสสะ ทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา ธัมมังเทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัช
เฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะ พยัญชะนัง เกวะละปะริปุณ
ณงั ปะริสุทธงั พรัหมะจะรยิ ังปะกาเสสิ สาธุ โขปะนะ ตะถารปู าฯ.
มูลนิธิพระพทุ ธม่งิ มงคล ศรทั ธา ๔๕ ๓๓
อิตปิ โส ภะคะวา อะระหัง
อิตปิ โส ภะคะวา สัมมาสมั พทุ โธ
อิติป โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา สคุ ะโต
อิตปิ โส ภะคะวา โลกะวทิ ู
อิตปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะธมั มะสาระถิ
อิตปิ โส ภะคะวา สตั ถา เทวะมะนสุ สานัง
อติ ิป โส ภะคะวา พทุ โธ
อติ ปิ โส ภะคะวา ภะคะวาติ
พุทธะคณุ ะวคั โค ปะฐะโมฯ
อติ ิป โส ภะคะวา อะภนิ ิหาระ ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ปะณธิ านะ ปาระมสิ มั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา มหากรุณา ปาระมิสัมปน โน
อิติป โส ภะคะวา ญาณะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา ยุติ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ชตุ ิ ปาระมิสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา คพั ภะโอกกันติ ปาระมสิ มั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมสิ มั ปนโน
อะภนิ ิหาระวคั โค ทุตโิ ยฯ
๓๔ บทสวดมนตมหาสมยั สูตร อาการวตั ตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
อิตปิ โส ภะคะวา คัพภะวฏุ ฐานะ ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา คพั ภะมะละวริ ะหิตะ ปาระมสิ มั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา คติ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา อภิรปู ะ ปาระมสิ มั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา สวุ ณั ณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา มหาสิริ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ปณีตะ ปาระมิสัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา ปริณามะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา สุนฏิ ฐะ ปาระมสิ มั ปนโน
คพั ภะวฏุ ฐานะวคั โค ตะติโยฯ
อิตปิ โส ภะคะวา อะภสิ ัมโพธิ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา สลี ะขันธะ ปาระมสิ มั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา สมาธิขันธะ ปาระมสิ มั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ปญ ญาขันธะ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ทะวตั ติงสะมะหาปุรสิ ะลักขะณะ ปาระมิสมั ปน โน
อะภิสัมโพธวิ คั โค จะตตุ โถฯ
อิตปิ โส ภะคะวา มหาปญ ญา ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ปถุ ปุ ญ ญา ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา หาสะปญญา ปาระมิสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ชะวะนะปญ ญา ปาระมิสมั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา ตกิ ขะปญญา ปาระมสิ ัมปนโน
มลู นิธิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๓๕
อติ ปิ โส ภะคะวา นิพเพธกิ ะปญ ญา ปาระมสิ ัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา ปญจะจักขุ ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะพทุ ธะกะระ ปาระมิสมั ปนโน
มะหาปญญาวคั โค ปญ จะโมฯ
อติ ปิ โส ภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา สีละ ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา เนกขมั มะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา ปญ ญา ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา วิรยิ ะ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ขันติ ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา สจั จะ ปาระมิสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา อะธิฏฐานะ ปาระมิสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา เมตตา ปาระมสิ มั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา อุเปกขา ปาระมสิ ัมปนโน
ปาระมิวัคโค ฉฏั โฐฯ
อติ ิป โส ภะคะวา ทะสะ ปาระมิสัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมสิ มั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา ทะสะปะระมัตถะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา สะมะตงิ สะ ปาระมิสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ตงั ตงั ฌานะฌานงั คะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อะภิญญาณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา สะติ ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสมั ปนโน
๓๖ บทสวดมนตมหาสมยั สตู ร อาการวัตตาสตู ร ธารณปรติ รคาถา
อิตปิ โส ภะคะวา วิมุตติ ปาระมสิ มั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา วมิ ุตติญาณะทสั สะนะ ปาระมิสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา วิมุตติญาณะ ปาระมสิ ัมปน โน
ทะสะปาระมวิ ัคโค สตั ตะโมฯ
อิติป โส ภะคะวา วิชชาจะระณะวชิ ชา ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา วชิ ชาจะระณะวิปส สะนาญาณะวิชชา ปาระมสิ ัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา มะโนมะยทิ ธิวชิ ชา ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อิทธวิ ิธวี ชิ ชา ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ทิพพะโสติวิชชา ปาระมิสัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ปะระจิตตะปรญิ ญาณะวิชชา ปาระมสิ มั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ปพุ เพนวิ าสานสุ สะติวชิ ชา ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ทิพพะจกั ขุวชิ ชา ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะวิชชา ปาระมสิ มั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา วชิ ชาจะระณะธัมมะวิชชา ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา อะนปุ ุพพะวหิ าระ ปาระมสิ มั ปนโน
วชิ ชาวคั โค อัฏฐะโมฯ
อติ ิป โส ภะคะวา ปะริญญา ปาระมิสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ปะหานะ ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา สจั ฉิกิรยิ า ปาระมิสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ปะรญิ ญา ปะหานะ สจั ฉิกิริยา ภาวนา ปาระมสิ มั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา จะตุธัมมะสจั จะ ปาระมิสมั ปนโน
มลู นธิ ิพระพุทธมิ่งมงคล ศรทั ธา ๔๕ ๓๗
อิตปิ โส ภะคะวา ปฏสิ มั ภทิ าญาณะ ปาระมสิ มั ปนโน
ปรญิ ญาวัคโค นะวะโมฯ
อติ ิป โส ภะคะวา โพธิปกขยิ ะธัมมะ ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา สติปฏ ฐานะปญ ญา ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา สัมมัปปะธานะปญญา ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา อทิ ธปิ าทะปญ ญา ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อินทรียะปญ ญา ปาระมิสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา พะละปญญา ปาระมิสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา โพชฌงั คะธัมมะ ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อัฏฐังคกิ ะมคั คะธมั มะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา มะหาปุรสิ ะสัจฉิกริ ิยา ปาระมิสัมปน โน
อิติป โส ภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา อะระหตั ตะผะละวมิ ุตติ ปาระมสิ ัมปน โน
โพธิปก ขยิ ะวัคโค ทะสะโมฯ
อิติป โส ภะคะวา ทะสะพะละญาณะ ปาระมสิ ัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ฐานาฐานะญาณะ ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา กมั มะวปิ ากะญาณะ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา สัพพตั ถะคามนิ ีปะฏปิ ะทาญาณะ ปาระมสิ มั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา นานาธาตญุ าณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา สัตตานงั นานาธิมุตติกะญาณะ ปาระมสิ ัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา อินทรียะปะโรปะรยิ ตั ติญาณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา นโิ รธะวุฏฐานะญาณะ ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ฌานาทิสงั กิเลสาทญิ าณะ ปาระมิสัมปนโน
๓๘ บทสวดมนตมหาสมยั สตู ร อาการวตั ตาสตู ร ธารณปรติ รคาถา
อิติป โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะ ปาระมสิ ัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา จตุ ปู ะปาตะญาณะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะ ปาระมิสัมปนโน
ทะสะพะละญาณะวคั โค เอกาทะสะโมฯ
อติ ิป โส ภะคะวา โกฏิสะหัสสานงั ปฏิสะหัสสานงั หัตถนี ัง พะละธะระ
ปาระมสิ ัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ปรุ ิสะโกฏิทะสะสะหสั สานงั พะละธะระ ปาระมิสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ปญ จะจักขญุ าณะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ยะมะกะญาณะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา สีละคณุ ะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อัฏฐะสะมาปต ติคุณะ ปาระมิสมั ปน โน
อิติป โส ภะคะวา ปญ ญาคณุ ะ ปาระมิสมั ปนโน
กายะพะละวคั โค ทะวาทะสะโมฯ
อติ ปิ โส ภะคะวา ถามะพะละ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา ถามะพะละญาณะ ปาระมสิ มั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา พะละ ปาระมิสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา พะละญาณะ ปาระมิสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ปุรสิ ะ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา ปรุ ิสะญาณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อะตลุ ะยะญาณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา อุสสาหะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา คะเวสิญาณะ ปาระมิสมั ปนโน
ถามะพะละวคั โค เตระสะโมฯ
มูลนธิ พิ ระพทุ ธม่งิ มงคล ศรทั ธา ๔๕ ๓๙
อิตปิ โส ภะคะวา จะริยา ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา จะริยาญาณะ ปาระมิสัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา โลกตั ถะจะริยา ปาระมิสมั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะรยิ าญาณะ ปาระมิสัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ญาตตั ถะจะรยิ า ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริยาญาณะ ปาระมสิ มั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา พุทธะจะริยา ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา พุทธะจะริยาญาณะ ปาระมสิ มั ปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา ตวิ ิธะจะรยิ า ปาระมิสัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ปาระมิ อุปะปาระมิ ปะระมตั ถะ ปาระมิสัมปนโน
จะริยาวัคโค จะตุตทะสะโมฯ
อติ ปิ โส ภะคะวา ปญ จุปาทานกั ขนั เธสุ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมสิ มั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา ปญ จุปาทานกั ขนั เธสุ ทุกขะลกั ขะณะ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ปญ จปุ าทานักขนั เธสุ อะนัตตะลกั ขะณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา อายะตะเนสตุ ลิ ักขะณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะธาตูสตุ ลิ กั ขะณะ ปาระมิสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา วิปะรณิ ามะลักขะณะ ปาระมสิ มั ปน โน
ลักขะณะวัคโค ปณณะระสะโมฯ
อติ ิป โส ภะคะวา คะตฏั ฐานะ ปาระมิสัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา คะตัฏฐานะญาณะ ปาระมิสมั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา วุสติ ะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา วุสติ ะญาณะ ปาระมสิ มั ปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา สกิ ขา ปาระมสิ มั ปนโน
๔๐ บทสวดมนตม หาสมัยสูตร อาการวตั ตาสูตร ธารณปรติ รคาถา
อิติป โส ภะคะวา สิกขาญาณะ ปาระมิสมั ปนโน
อิติป โส ภะคะวา สงั วะระ ปาระมสิ มั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา สังวะระญาณะ ปาระมิสัมปนโน
คะตฏั ฐานะวัคโค โสฬะสะโมฯ
อติ ิป โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิ ปาระมิสัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา พทุ ธะปะเวณิญาณะ ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหารยิ ะ ปาระมิสัมปนโน
อติ ปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหารยิ ะญาณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อิติป โส ภะคะวา จะตุพรัหมะวิหาระ ปาระมสิ ัมปนโน
อิตปิ โส ภะคะวา จะตพุ รัหมะวิหาระญาณะ ปาระมิสมั ปน โน
อติ ปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา อะนาวะระณะญาณะ ปาระมสิ ัมปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา ปะรยิ นั ตะ ปาระมสิ ัมปน โน
อติ ิป โส ภะคะวา ปะรยิ ันตะญาณะ ปาระมสิ มั ปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา สพั พัญุตะ ปาระมสิ ัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา สัพพัญตุ ะญาณะ ปาระมิสมั ปนโน
อติ ิป โส ภะคะวา จะตวุ ีสะติโกฏสิ ะตะวะชริ ะ ปาระมสิ ัมปน โน
อิตปิ โส ภะคะวา จะตุวสี ะติโกฏสิ ะตะวะชริ ะญาณะ ปาระมิสมั ปน โน
พทุ ธะปะเวณิวัคโค สตั ตะระสะโมฯ.
*จากเอกสารเขาเลม บทเจริญพระพุทธมนตพระอาการวัตตสูตร สวดภาวนาพุทธธรรมเขาขามคุณาราม(หอ
ชมวิวเขาขาด),๒๕๔๘.
มลู นธิ พิ ระพุทธมิ่งมงคล ศรัทธา ๔๕ ๔๑
อานสิ งสแ หง อาการวตั ตาสูตร*
ในสมัยหน่ึงสมเด็จพระผูมีพระภาคเจาเสด็จประทับอยู ณ เขาคิชฌกูฏบรรพต
คีรี ใกลราชธานีราชคฤหมหานคร ในสมัยครั้งนั้น พระสารีบุตรพุทธสาวกเขาไปสูที่
เฝา ถวายอภิวาทโดยเคารพแลวน่ังในท่ีควรสวนขางหนึ่ง เล็งแลดูสหธรรมิกสัตว
ท้ังหลายก็เกิดปริวิตกในใจคิดถึงกาลตอไปภายหนาวา “อิเม โข สตฺตา ฉินฺนมูลา
อตีตสิกฺขา” สัตวท้ังหลายเหลาน้ีท่ีหนาไปดวยกิเลสมีอวิชชาหุมหอไว มีสันดาน
อันรกชัฏดวยอกุศล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ช่ือวากุศลมูลขาดแลว มีสิกขาอันละเสีย
แลว เท่ียวท่ีจะไปสูอบายท้ัง ๔ คือ นรก เปรตวิสัย อสุรกายและสัตวดิรัจฉาน เมื่อ
สัตวหนาไปดวยอกุศล จะนำตนใหไปไหมอยูในอบายภูมิตลอดกาลยืดยาวนาน
ธรรมเคร่ืองกระทำใหเปนพระพุทธเจา คือบารมี ๓๐ ทัศ มีอยู จะหามกันเสียไดซ่ึง
จตุราบายทุกขท้ังมวล และธรรมที่พระองคตรัสไวในพระสูตรพระวินัยพระปรมัตถ
ลวนเปนธรรมท่จี ะนำใหสตั วพ นจากสังสารทุกขท งั้ น้นั
เม่ือปริวิตกเชนน้ีเกิดมีแกพระธรรมเสนาบดีพระสารีบุตรแลว ดวยความเมตตา
กรุณาแกประชาชนทั้งหลายที่เกิดมา ในสุดทายภายหลังจะไดปฏิบัติเปนเคร่ืองปอง
ภัยในอบาย พระพุทธสาวกจึงยกอัญชลีกรถวายอภิวาทพระบรมโลกนาถเจาแลว
ทลู ถามวา ขาแตพระผมู ีพระภาคเจาผเู จริญ “เย เกจิ ทุปฺปฺญา ปถคคฺ ลา” บุคคลทง้ั
หลายเหลาใดเหลาหน่ึง มีปญญายังหนาดวยโมหะหารูจักพุทธกรณธรรม คือบารมี
แหงพระพุทธเจานั้นไม เพราะเปนคนอันธพาล กระทำซ่ึงกรรมอันเปนบาปท้ังปวง
ดวยอำนาจราคะ โทสะ โมหะ เขาครอบงำกระทำกรรมต้ังแตเบาคือลหุกรรม
จนกระท่ังกรรมหนักคือครุกรรม โดยไมมีความกระดากอาย เบ้ืองหนาแตแตก
กายทำลายขันธจากชีวิตินทรีย แลวจะไปเกิดในอเวจีนิรยาบาย ขาแตพระผูมี
พระภาคเจา ผูประเสริฐธรรมอันสุขุมคัมภีรภาพ สามารถปราบปรามหามเสียซึ่งสัตว
ทงั้ หลายมใิ หตกไปสูนรกใหญจ ะมีอยูหรอื พระพุทธเจา ขา
๔๒ บทสวดมนตม หาสมัยสูตร อาการวัตตาสตู ร ธารณปริตรคาถา
ในลำดับนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงแสดงอาการวัตตาสูตร กำหนด
ดวยวรรค ๕ วรรค มีนวราทิคุณวรรค เปนตน จนถึงปารมีทัตตะวรรคเปนคำรบ
๕ คาถาอาการวัตตาสูตรน้ีมีอานุภาพยิ่งกวาสูตรอื่นๆในการปองกันภัยอันตรายแกผู
มาตามระลึกอยูเนืองนิตย บาปกรรมท้ังปวงจะไมไดชองหย่ังลงสูสันดานไดดวย
อำนาจอาการวัตตาสูตรนี้ และบุคคลผูใดไดฟงก็ดี ไดเขียนเองก็ดี หรือไดจางทาน
ผอู นื่ เขยี นใหก็ดี ไดทอ งทรงจำไวกด็ ี ไดกลา วสอนผอู ื่นก็ดี ไดสกั การบูชาเคารพนบั ถือ
ก็ดี ไดสวดมนตภาวนาอยูเนืองๆก็ดี ก็จะไดพนจากภัย ๓๐ ประการ คือ ภัยอันเกิด
แตงูพิษ สุนัขปา สุนัขบาน โคบานและโคปา กระบือบานและกระบือเถ่ือน พยัคฆะ
หมู เสือ สิงห และภัยอนั เกิดแตค ชสารอัสดรพาชี จตุรงคชาติของพระราชา ผูเปน จอม
ของนรชน ภัยอันเกิดแตน้ำและเพลิง เกิดแตมนุษยและอมนุษยภูตผีปศาจ เกิดแต
อาชญาของแผนดิน เกิดแตยักษกุมภัณฑและคนธรรพอารักขเทวตา เกิดแตมาร
๕ ประการทีผ่ ลาญใหว กิ ารตา งๆ เกดิ แตว ชิ าธรผทู รงคุณวทิ ยากร และภยั ท่ีจะเกิดแต
มเหศวรเทวราชผูเปนใหญในเทวโลก รวมเปนภัย ๓๐ ประการอันตรธานพินาศไป
ทั้งโรคภัยที่เสียดแทงอวัยวะนอยใหญก็จะวินาศเส่ือมคลายหายไปดวยอำนาจเคารพ
นบั ถอื ในพระอาการวตั ตาสตู รน้ีแล
ดูกรสารีบุตร บุคคลผูน้ันเม่ือยังทองเท่ียวอยูในสังสารวัฏ จะเปนผูมีปญญา
ละเอียดสุขุม มีชนมายุยืนยงคงทนนานจนเทาถึงอายุไขยเปนกำหนดจึงตาย จะตาย
ดวยอุปท วนั ตราย นน้ั หามไิ ด ครนั้ เมือ่ ส้ินชพี แลวจะไดไปอุบตั ขิ ้นึ บนสวรรค รา งกาย
ก็จะมีฉวีวรรณอันผองใสดุจทองคำธรรมชาติ จักษุประสาทก็จะรุงเรืองงามมองดูได
ไกลมิไดวิปริต จะไดเปนพระอินทร ๓๖ กัลปเปนประมาณ จะไดสมบัติ
พระยาจกั รพรรดิราชาธริ าช ๑๖ กลั ป คบั คงั่ ไปดว ยรัตนะ ๗ ประการ กด็ ว ยอานิสงส
ที่ไดสวดสาธยายอยูเนืองนิตย “ทุคฺคตึ โส น คจฺฉติ” แมแตสดับฟงทานอ่ืนเทศนา
ดวยจติ ประสันนาการเล่อื มใส ก็ไมไ ปสูท คุ ตติ ลอดยืดยาวนานถึง ๙๐ แสนกลั ป
*จาก www.84000.org/pray/arekanwattasood.shtml
มลู นธิ ิพระพทุ ธมิ่งมงคล ศรัทธา ๔๕ ๔๓
๔๔ บทสวดมนตม หาสมยั สูตร อาการวัตตาสูตร ธารณปริตรคาถา
พระปรีชา ปยธมฺโม(ท่ี ๒ จากซา ย) หวั หนาพระสงฆพ ทุ ธอทุ ยานยอดเขานาคเกดิ นำสวดมนตป ระจำวนั
โดยมพี ระอธิการทรงชัย ตปสโี ล(ซา ยสุด) เจา อาวาสวัดเกาะลนั ตา กระบี่
หัวหนาฝกอบรมพระนวกะรวมเจริญพระพทุ ธมนต
มลู นธิ พิ ระพทุ ธม่งิ มงคล ศรัทธา ๔๕ ๔๕
บทสวดมนต
ธารณปรติ รและคำแปล*
๑.พุทธานงั ชีวิตสั สะ นะ สักกา เกนะจิ อนั ตะราโย กาตงุ ตะถา เม
โหตุ อะตตี งั เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต อปั ปะฏหิ ะตะญาณัง อะนาคะตงั
เสพุทธัสสะ ภะคะวะโต อัปปฏิหะตังญาณัง ปจจุปนนัง เส พุทธัสสะ
ภะคะวะโต อัปปฏิหะตะญาณัง อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะ ตัสสะ
พุทธัสสะ ภะคะวะโต
อันพระชนมชีพของพระพุทธเจาทั้งหลาย บุคคลใดไมอาจกระทํา
อันตรายไดฉันใด ขออันตรายทั้งปวงจงอยามีแกขาพเจาเชนเดียวกัน
ทรงมีพระญาณ ท้ังอดีต อนาคต และปจจุบันที่ไมมีเคร่ืองกระทบ ไมมี
การปดกั้น ไมมีถดถอย ทรงเปนผูมีพระคุณสมบูรณ ดวยพระญาณทั้ง
๓ ดงั กลาวแลว นี้
๒.สัพพัง กายะกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปะริวัตตัง
สัพพัง วจีกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง สัพพัง
มโนกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปะริวัตตัง อิเมหิ ฉะหิ ธัมเมหิ
สะมันนาคะตสั สะ พทุ ธสั สะ ภะคะวะโต
กายกรรมท้ังปวง วจีกรรมท้ังปวง มโนกรรมทั้งปวงของพระองคทรง
มีพระญาณเปนเครื่องนําเปนไปตามลําดับพระญาณ ทรงเปนผูมีพระคุณ
สมบรู ณด ว ยพระญาณทั้ง ๖ ดงั กลาวแลว นี้
๔๖ บทสวดมนตม หาสมัยสูตร อาการวตั ตาสูตร ธารณปริตรคาถา
๓.นัตถิ ฉันทัสสะ หานิ นัตถิ ธัมมะเทสะนายะ หานิ นัตถิ
วิริยัสสะ หานิ นัตถิ วิปสสะนายะ หานิ นัตถิ สมาธิธัสสะ หานิ
นัตถิ วิมุตติยา หานิ อิเมหิ ทวาทะสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ
พุทธสั สะ ภะคะวะโต
อันวาความเส่ือมถอยลงของคุณธรรมยอมไมมีแกพระพุทธเจา ไดแก
ความเสื่อมถอยลงของพระพุทธประสงคยอมไมมี ความเสื่อมถอยลงของ
การแสดงธรรมยอมไมมี ความเส่ือมถอยลงแหงความเพียรยอมไมมี
ความเสื่อมถอยลงของวิปสสนาญาณยอมไมมี ความเส่ือมถอยลงของ
สมาธิยอมไมมี ความเสื่อมถอยลงของความสุขในอรหัตผลยอมไมมี
พระพุทธองคทรงเปนผูมีพระคุณ สมบูรณดวยคุณธรรมท้ัง ๑๒ ประการ
ดงั กลา วแลว นี้
๔.นตั ถิ ทะวา นตั ถิ ระวา นัตถิ อปั ผฏุ ตงั นตั ถิ เวคายติ ตั ตัง นตั ถิ
อัพยาวะฏะมะโน นัตถิ อัปปฏิสังขารุ เปกขา อิเมหิ อัฏฐาระสะหิ
ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง
สัมมาสมั พุทธานงั
ชื่อวาการหัวเราะสรวลเสเฮฮายอมไมมี การพูดพล้ังเผลอโดยขาดสติ
ยอมไมมี พระธรรมที่มิไดสัมผัสดวยพระญาณยอมไมมี การหุนหัน
พลันแลนขาดวิจารณญาณยอมไมมี การปลอยใจเหมอลอยขาดสติยอม
ไมมี การเพงเฉยโดยปราศจากการพิจารณา(การปรุงแตง)ยอมไมมีแก
พระพุทธองค พระพุทธองคทรงเปนผูสมบูรณดวยคุณธรรมท้ัง ๑๘ ประการ
ดังกลาวแลวน้ี ขาพเจาขอนอมไหวพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาทั้ง
๗ พระองค
มลู นิธิพระพทุ ธมงิ่ มงคล ศรทั ธา ๔๕ ๔๗
๕.นัตถิ ตถาคะตัสสะ กายะทุจริตตัง นัตถิ ตถาคะตัสสะ
วจีทจุ ริตตัง นตั ถิ ตถาคะตสั สะ มโนทจุ รติ ตงั
การประพฤติไมดีท่ีเรียกวา กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ยอม
ไมมแี กพระพทุ ธเจาซ่งึ เปนผูเ สดจ็ มาดีแลว เหมือนดังพระพุทธเจาองคกอ นๆ
๖.นัตถิ อตีตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปฏิหะ ตะญานัง
นัตถิ อนาคะตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปฏิหะตะญานัง นัตถิ
ปจ จปุ นนงั เส พุทธสั สะ ภะคะวะโต ปฏิหะตะญานัง
พระญาณที่เปนไปในสวนอดีต อนาคต และปจจุบัน ซ่ึงมีการปกปด
กีดก้ันถดถอย ไมม ีแกพ ระพทุ ธเจา
๗.นัตถิ สัพพัง กายะกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญานัง
นานปุ ริวัตตัง นัตถิ สพั พงั วจีกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมงั ญานงั นานุ
ปริวัตตัง นัตถิ สัพพัง มโนกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญานังนานุ
ปริวตั ตงั
กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ท่ไี มม ีพระญาณเปนประธาน ไมเ ปน
ไปตามพระญาณ ยอ มไมมีแกพ ระพทุ ธองค
๘.อิมัง ธาระนัง อะมิตัง อะสะมัง สัพพะ สัตตานัง ตาณัง
เลณัง สังสาระ ภะยะภีตานัง อัคคัง มหาเตชัง อิมัง อานันทะ
ธาระณะปรติ ตงั ธาเรหิ วาเรหิ ปริปุจฉาหิ
พระธารณปริตรที่ไดสาธยายเปนประจำนี้ ไมมีอะไรเสมอเหมือน
เปนทีพ่ งึ่ พงิ อาศัยของสรรพสัตวท ั้งหลายผกู ลัวภยั ในวัฏสงสาร ดกู อ นอานนท
เธอจงทองสาธยายพระธารณปริตรนี้ จงสอนและใหสอบถามพระคาถา
อนั ประเสรฐิ มเี ดชมากยง่ิ น้ีเถดิ
๔๘ บทสวดมนตมหาสมัยสตู ร อาการวัตตาสตู ร ธารณปรติ รคาถา
๙.ตัสสะ กาเย วิสัง นะ กะเมยยะ อุทะเก นะ ลัคเคยยะ อัคคิ
นะ ทะเหยยะ นานาภะยะวิโก นะ เอกาหา ระโก นะ ทะวิหาระโก นะ
ติหาระโก นะ จะตุหาระโก นะ อุมมัตตะกัง นะ มูฬะหะกัง มนุสเสหิ
อะมนสุ เสหิ นะ หงิ สะกา
อันวากายของผูทองบทสวดธารณปริตรนี้เปนประจำ ไมตายดวยพิษงู
พิษนาค ไมตายในน้ำ ในไฟ เปนผูพนภัยนานา ใครคิดทำรายวันเดียวไม
สำเร็จ สองวัน สามวัน ส่ีวันก็ไมสำเร็จ ไมเปนโรคบาฟุงซาน ไมหลงสติ
มนษุ ยอมนุษยท ้งั หลายไมส ามารถทำรา ยหรือเบียดเบยี นได
๑๐.ตัง ธาระณัง ปริตตงั ยะถา กะตะเม ชาโล มหาชาโล ชาลติ เต
มหาชาลิตเต ปุคเค มหาปุคเค สัมปตเต มหาสัมปตเต ภูตัง คะมะหิ
ตะมังคะลงั
อนั วา พระธารณปรติ รนีศ้ ักดิ์สทิ ธิอ์ ยางไร มีอานภุ าพเหมือนพระอาทิตย
๗ ดวงข้ึนพรอมกันในเวลาโลกาวินาศ มีฤทธ์ิเดชเหมือนตาขายเหล็กกางกั้น
ภยั จากเทวดา นาคา ครุฑ ยักษ รากษส เปนตน สามารถปองกันอันตรายที่
เกิดจากน้ำ ไฟ พระราชา โจร ศัตรูทั้งหลาย มีอานุภาพใหพนจากกัปท้ัง ๓
คือ โรคันตรกัป สัตถันตรกัป และทุพภิกขันตรกัป มีอานุภาพใหพนจาก
โรคตางๆในขณะปฏิสนธิ คือ เปนใบ บอด หนวก เปนบา ฟุงซาน และ
ไมตกตนไม ตกเขา ตกเหวตาย สามารถไดสมบัติที่ยังไมได ทรัพยสมบัติ
ทีไ่ ดแ ลว กเ็ จริญเพม่ิ พูนขึน้ สามารถกำจัดความมืดใหเขาถึงความสวางได
๑๑.อิมัง โข ปะนานันทะ ธาระณะปริตตัง สัตตะ สะเตหิ สัมมา
สัมพุทธะโกฏีหิ ภาสิตัง วัตเต อะวัตเต คันธะเว อะคันธะเว โนเม อะ
โนเม เสเว อะเสเว กาเย อะกาเย ธาระเณ อะธาระเณ อลิ ลิ มิลลิ ตลิ ลิ
มลิ ลิ โยรกุ เข มหาโยรกุ เข ภูตัง คะมะหิ ตะมังคะลัง
มลู นธิ พิ ระพทุ ธมง่ิ มงคล ศรทั ธา ๔๕ ๔๙
ดูกอนอานนท พระธารณปริตร อันพระสัมมาสัมพุทธเจาท้ังหลาย
๗๗ โกฏิ ตรสั ไววา : พึงทำแตประโยชนทด่ี ี ไมพึงทำประโยชนท่ไี มด ี ไมพ ึงทำ
ส่ิงท่ีไมดี พึงนำมาซ่ึงกลิ่นรสแหงธรรมะท่ีดี ไมนำมาซ่ึงเรื่องที่ไมดี พึง
นอมนำมาซ่ึงกุศลจิต ไมนอมนำมาซึ่งอกุศลจิต พึงสมาคมกับคนดี ไมพบ
กับคนชั่ว พึงทำกายใหเปนกายดี ไมทำใหเปนกายราย พึงนำมาแตกุศล
กรรม ไมน ำมาซงึ่ อกุศลกรรม พงึ หลบั ฝน เห็นแตส ่ิงดี ไมหลบั ฝน รา ย พึงเหน็
แตอดีตนิมิตที่ดี ไมพึงเห็นอดีตนิมิตที่ไมดี ยังใหตนไมที่ตายแลวสามารถฟน
คืนมาได ยังใหตนไมที่ยังเปนอยูเจริญงอกงาม สามารถกำจัดความมืดให
เขาถึงความสวา งได
๑๒.อิมัง โข ปะนานันทะ ธาระณะปริตตัง นะวะนะ วุติยา สัมมา
สัมพุทธะโกฏีหิ ภาสิตัง ทิฏฐิลา ทัณฑิลา มันติลา โรคิลา ขะระลา
ทุพภลิ า เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โสตถิ เม โหตุ สพั พะทา
ดูกอนอานนท พระสัมมาสัมพุทธเจา ๙๙ โกฏิ ไดตรัสแสดงไววา
พระธารณปริตรนี้ชวยให : รูความคิดรายของผูอื่น แคลวคลาดจาก
ศาสตราวุธทกุ ชนดิ สามารถทำใหเวทมนตค าถาศักดส์ิ ิทธ์ิยิง่ ขึน้ ขจดั ปดเปา
อันตรายจากโรคตางๆได รอดปลอดภัยจากโรครายแรง หลุดพนจาก
เคร่ืองจองจำพันธนาการได ดวยอำนาจแหงการกลาวคำสัจจะวาจาน้ี
ขอความสขุ สวสั ดจี งมีแกขาพเจา ทกุ เม่ือเทอญ
*จาก หนังสือสวดมนตพระอาการะวัตตาสูตร พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระคาถาธารณปริตร,หนา ๑๕๒-
๑๕๘, ชยั สิริการพมิ พ [email protected], ไมระบุปที่พมิ พ.