The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เกตน์นิภา สุขพรมา, 2023-03-17 23:19:11

วิจัยในชั้นเรียน

รวมหน้า วิจัย 5บท

2 | P a g e ขั้นที่ 2 สะท้อนกลับการเรียนรู้ (Reflecting) 4. ครูให้นักเรียนช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนิสัยการเรียนโดยทั่วไปของนักเรียนว่าเป็น อย่างไรบ้าง 5. นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง ฝึกฝนสำรวจนิสัยด้านการเรียน แล้วให้นักเรียนช่วยกันสรุปความรู้ได้ จากการศึกษาใบความรู้ ขั้นที่ 3 สรุปสาระสู่ชีวิต (Generalizing) 6. ครูแจกแบบประเมินลักษณะนิสัยทางการเรียนให้กับนักเรียนทุกคน อธิบายวิธีการทำและเปิดโอกาสให้ นักเรียนซักถามและลงมือทำจนเสร็จ 7. ครูอธิบายวิธีการแปลผลให้นักเรียนเข้าใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามอีกครั้ง 8. ครูแจกใบงานเรื่อง พัฒนาตนเพื่อผลการเรียน ให้นักเรียนวิเคราะห์ตนเองและกรอกข้อมูลลงใบงาน 9. ครูให้ตัวแทนนักเรียน 2-3 คน นำเสนอหน้าชั้นเรียนเกี่ยวกับผลการวิเคราะห์นิสัยการเรียนของตนเอง รวมทั้งแนวทางในการพัฒนานิสัยการเรียนของตนเอง ขั้นที่4 คิดและนำไปใช้ (Applying) 10. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 1. วิธีการวัดและประเมินผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 1.2 ตรวจใบงาน 2. เครื่องมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 2.2 แบบประเมินใบงาน 3. เกณฑ์การประเมิน 3.1 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรมและตรวจใบงาน เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับดีเยี่ยม ให้ 3 คะแนน 8-9 คะแนน หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับดี ให้ 2 คะแนน 5-7 คะแนน หมายถึง ดี ระดับพอใช้ ให้ 1 คะแนน 1-4 คะแนน หมายถึง พอใช้ นักเรียนต้องได้รับการตัดสินคุณภาพในระดับ “ดี” ขึ้นไป จึง “ผ่าน” เกณฑ์การประเมิน การวัดและประเมินผล


3 | P a g e ใบงานกิจกรรมแนะแนว เรื่อง การสำรวจผลการเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชื่อ…………………………………………..………..สกุล………….……………..…………………..ชั้น ม.5 /..........เลขที่…........ ใบงาน เรื่อง มองตนมองผลการเรียน 1. ให้นักเรียนกรอกผลการเรียนเฉลี่ย ชั้น ม.4 (2 ภาคเรียน) และพิจารณาผลการเรียนของตนเองเพื่อประเมิน ความพึงพอใจที่มีต่อผลการเรียนในแต่ละกลุ่มวิชา โดยเขียนเครื่องหมาย ลงในช่องตามระดับความพึงพอใจ คะแนนเฉลี่ยกลุ่มวิชชั้น ม.4 (เกรดเทอม1 + เกรดเทอม2) 2 ลักษณะความสามารถ ระดับความพึงพอใจ พอใจ มาก ที่สุด พอใจ มาก พอรับ ได้ ไม่ พอใจ ไม่ พอใจ ที่สุด คณิตศาสตร์ เกรดเฉลี่ย ........... การคิดคา นวณตวัเลข วิทยาศาสตร์ เกรดเฉลี่ย ........... การคิดวิเคราะห์ค้นคว้าหาเหตุผล ภาษาอังกฤษ เกรดเฉลี่ย ........... การอ่าน ฟัง เขียนและพูดภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เกรดเฉลี่ย ........... ด้านการอ่าน ฟัง เขียนและพูดภาษาไทย สังคมศึกษา เกรดเฉลี่ย ........... การจดจา เรื่องราว และวิเคราะห์เหตกุารณ์ สุข-พลศึกษา เกรดเฉลี่ย ........... การเคลื่อนไหวร่างกายและการรักษาสุขภาพ อนามัย ศิลปศึกษา เกรดเฉลี่ย ........... การใช้ความคิดและฝีมือในการสร้างสรรค์งาน ศิลปะ การงานอาชีพฯ เกรดเฉลี่ย ........... การใชม้ือในการทา งานและประดิษฐ์ชิ้นงาน ต่างๆ เกรดเฉลี่ย ชั้น ม.4 (2 ภาคเรียน).......................


4 | P a g e ใบงานกิจกรรมแนะแนว เรื่อง การสำรวจผลการเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชื่อ-สกุลนักเรียน......................................................................................ชั้น ม.5/..........เลขที่........... แบบสำรวจนิสัยการเรียน คำชี้แจง แบบสำรวจนิสัยการเรียนของนักเรียนเป็นแบบสำรวจเกี่ยวกับการปฏิบัติในการเรียน เช่น นิสัยในการ เรียนโดยทั่วไป นิสัยการอ่านและจดคำบรรยาย การตั้งสมาธิ และการแบ่งเวลาในการเรียน ในการตอบคำถาม แต่ ละข้อขอให้นักเรียนตอบให้ตรงกับนิสัยที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติจริงมากที่สุด คำตอบที่ได้จะไม่กระทบกระเทือน ต่อผลการเรียนของนักเรียน ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับควมเป็นจริงของนักเรียน คำถาม บ่อย ที่สุด บ่อย มาก ปาน กลาง น้อย มาก ไม่เคย เลย นิสัยในการเรียนโดยทั่วไป 1. เมื่อครูสอนไม่เข้าใจข้าพเจ้าจะรีบถามครูทันที 2. ข้าพเจ้าเรียนหนังสือได้ดีเพราะชอบครูผู้สอน 3. ข้าพเจ้าตั้งใจเรียนทุกๆวิชา 4. ขณะเรียนข้าพเจ้าชอบนั่งใจลอยหรือคิดเรื่องอื่น 5. ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ทำการบ้านหรือทำแต่ไม่ครบ 6. ข้าพเจ้าเรียนไม่ได้ดี เพราะไม่ชอบเรียนบางวิชา 7. ข้าพเจ้าคิดว่าบางวิชาไม่มีความสำคัญต่อข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าเบื่อวิชานั้น 8. ขณะครูสอนข้าพเจ้าตั้งใจเรียนอย่างสม่ำเสมอ 9. ข้าพเจ้ามักขาดเรียนบ่อยๆ 10. ข้าพเจ้าไปโรงเรียนและเข้าเรียนทันเวลาเสมอ 11. ข้าพเจ้าชอบคุยกับเพื่อนในขณะเรียน 12. ข้าพเจ้าไม่อยากเรียนในโรงเรียนที่กำลังเรียนอยู่ 13. ข้าพเจ้าจะนำเครื่องเขียนและแบบเรียนมาพร้อมทุกวัน 14. ข้าพเจ้าทบทวนสิ่งที่เรียนมาแล้วอยู่เสมอ แม้ว่าจะจำได้แล้ว 15. วิชาที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญ ข้าพเจ้าจะใช้เวลาทบทวนมากกว่าวิชาอื่น


5 | P a g e คำถาม บ่อย ที่สุด บ่อย มาก ปาน กลาง น้อย มาก ไม่เคย เลย 16. ข้าพเจ้าทำบันทึกย่อไว้ทุกวิชาเพื่อช่วยความจำและสะดวกในการทบทวน 17. ข้าพเจ้าทำงานที่ครูมอบหมายเสร็จก่อนกำหนดเสมอ 18. ข้าพเจ้าใช้เวลาว่างค้นคว้าในห้องสมุดเป็นประจำ 19. ขณะเรียนข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนเพลียและง่วงซึมจนเรียนไม่รู้เรื่อง 20. ในขณะที่สอบ ข้าพเจ้ามักเว้นข้อสอบที่ทำไม่ได้ไว้ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับ มาทำทีหลัง รวมคะแนน คะแนนเฉลี่ย นิสัยในการอ่านและจดคำบรรยาย 21. ในเวลาอ่านหนังสือข้าพเจ้าอ่านซ้ำหลายๆครั้ง เพราะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ อ่าน 22. ข้าพเจ้าจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ไม่ดีนัก 23. เมื่อกลับถึงบ้านข้าพเจ้าจะอ่านทบทวนวิชาที่ยังไม่เข้าใจทันที 24. ในการทบทวนบทเรียน ข้าพเจ้าชอบใช้วิธีอ่านมากกว่าตั้งเป็นคำถามให้ ตนเองตอบ 25. ข้าพเจ้าสนใจกับการลอกข้อความจากครู จนไม่ได้ฟังครูสอน รวมคะแนน คะแนนเฉลี่ย การตั้งสมาธิ 26. เวลาดูหนังสือ ข้าพเจ้ามักใจลอย 27. ข้าพเจ้าบังคับตนเองให้สนใจเรื่องที่เรียนได้ยาก 28. ก่อนจะดูหนังสือหรือทำการบ้าน ข้าพเจ้าต้องใช้เวลาเตรียมตัวให้พร้อม เสียก่อน 29. ก่อนที่จะเริ่มต้นทำอะไร ข้าพเจ้าต้องรอให้เกิดอารมณ์ดีเสียก่อน รวมคะแนน คะแนนเฉลี่ย


6 | P a g e คำถาม บ่อย ที่สุด บ่อย มาก ปาน กลาง น้อย มาก ไม่เคย เลย การแบ่งเวลา 30. ข้าพเจ้ามักใช้เวลาเรียนสำหรับวิชาหนึ่งมากเกินไป จนเวลาไม่พอสำหรับ อีกวิชาหนึ่ง 31. ข้าพเจ้ามีเวลาน้อยในการเตรียมตัวเพื่อทบทวนบทเรียน 32. เวลาที่ข้าพเจ้าทำการบ้านหรือดูหนัง มักมีสิ่งรบกวนทำลายสมาธิอยู่เสมอ 33. ข้าพเจ้ามักทำงานเสร็จไม่ทันเวลาเสมอ 34. ถ้าไม่ทำงานให้เสร็จในเวลาที่กำหนด ข้าพเจ้ามักทำงานนั้นไม่ได้ดี 35. ข้าพเจ้ามักจะเร่งทำงานส่ง เมื่อจวนจะถึงเวลาส่งงาน 36. ข้าพเจ้ามักจะทบทวนบทเรียนเมื่อใกล้เวลากำหนดการสอบเพียงเล็กน้อย 37. ข้าพเจ้าชอบคุยหรือถกเถียงปัญหาต่างๆในบทเรียนกับเพื่อน 38. ข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสืออื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียนจนเสียเวลาเรียน หนังสือ 39. ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสืออ่านเล่นหรือทำงานอื่นมากกว่าใช้เวลา ในการทบทวนบทเรียนหรืออ่านหนังสือเรียน 40. การอ่านค้นคว้าในห้องสมุด ช่วยส่งเสริมความรู้ในการเรียนของข้าพเจ้าให้ ดีขึ้น รวมคะแนน คะแนนเฉลี่ย การแปลผล นำคะแนนที่ได้ในแต่ละด้านมาแปลผลแต่ละด้าน ดังนี้ คะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน ความหมาย 4 ดีมาก 3 ดี 2 ควรปรับปรุง 1 ต้องปรับปรุง


7 | P a g e ใบงานกิจกรรมแนะแนว เรื่อง การสำรวจผลการเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชื่อ…………………………………………………สกุล………….……………..………………..ชั้น ม.5 /..........เลขที่…....... ใบงาน เรื่อง พัฒนาตนเพื่อผลการเรียน 1. ให้นักเรียนบันทึกผลจากแบบสำรวจนิสัยทางการเรียนแต่ละด้าน และพิจารณาเพื่อการรู้จักและ พัฒนาตนเองด้านการเรียนต่อไป การพัฒนาตนเองเพื่อผลการเรียน ลำดับที่ ลักษณะนิสัยด้านการเรียนที่เป็นปัญหา วิธีการพัฒนาตนเอง 1 2 3 1. ด้านนิสัยในการเรียนโดยทั่วไป คะแนนเฉลี่ย................. แปลผล.................................................. 2. ด้านนิสัยในการอ่านและจดคำบรรยาย คะแนนเฉลี่ย................. แปลผล.................................................. 3. ด้านการตั้งสมาธิ คะแนนเฉลี่ย................. แปลผล.................................................. 4. ด้านการแบ่งเวลา คะแนนเฉลี่ย................. แปลผล..................................................


8 | P a g e ใบความรู้กิจกรรมแนะแนว เรื่อง สำรวจผลการเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ใบความรู้การฝึกฝนนิสัยด้านการเรียน นิสัยการเรียน หมายถึง วิธีการเรียนที่บุคคลได้ฝึกฝนจนเป็นนิสัย โดยเฉพาะวิธีการทำงาน การใช้เวลาว่าง และความมานะบากบั่น ซึ่งอาจจะทดแทนความสามารถทางสติปัญญาได้ถ้านักเรียนมีวิธีการเรียนที่ถูกต้องและใช้ เวลาในการเรียนการทำงานอย่างเหมาะสม นิสัยการเรียนจัดเป็น องค์ประกอบหนึ่งที่มีส่วนทำให้นักเรียนประสบ ความสำเร็จในการเรียนได้ถึงร้อย ละ 30 – 40 การปรับปรุงนิสัยการเรียนควรเริ่มตั้งแต่การรู้คุณค่าของการเรียนในแต่ละวิชา การใช้เวลาอย่างคุ้มค่า มี ความรับผิดชอบ มีสมาธิในการเรียน และการตั้งเป้าหมายทางการเรียนที่เหมาะสม เพื่อเป็นทิศทางในการ เปลี่ยนแปลง การปรับปรุงนิสัยการเรียนจะสำเร็จได้ด้วย ความสามารถในการควบคุมตนเองของนักเรียน และการ รู้จักเลือกวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ การสร้างแรงจูงใจในการเรียน การเพิ่มความจำ การอ่านเร็ว การ ฝึกสมาธิเพื่อการเรียน การทบทวนความรู้ การบันทึกคำบรรยาย ตลอดจนการใช้แหล่งสนเทศต่าง ๆ เป็นต้น ข้อเตือนใจในการฝึกหัดนิสัยการเรียน 1. กำหนดตารางเรียนประจำสัปดาห์ 2. ทำตารางเรียนเวลาสั้น ๆ แต่ละวัน เพื่อทบทวนคำบรรยายหรือสิ่งที่เรียนไปในแต่ละวัน รวมทั้ง กิจกรรมอื่น ๆ ด้วย 3. จัดระยะเวลาการศึกษาให้เหมาะสมกับช่วงเวลา 4. กำหนดเวลาการอ่านใน 1 วิชา ไม่ให้นานเกิน 1 ชั่วโมง หรือพยายามเปลี่ยนวิชาที่จะศึกษาทุกชั่วโมง 5. ควรพักเป็นช่วง ๆ ระหว่างการศึกษาในแต่ละวิชา 6. เลือกสถานที่เหมาะสมกับการทบทวน หรือศึกษาวิธีที่ช่วยให้มีสมาธิในการเรียน 7. เตรียมโต๊ะเขียนหนังสือให้สะอาดปราศจากสิ่งของที่รบกวนการทำงาน 8. จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ 9. อาจเปิดวิทยุที่มีเฉพาะเสียงดนตรีเบา ๆ เพื่อป้องกันเสียงอื่น ๆ ที่จะรบกวนสมาธิ 10. ฝึกตนเองให้มีสมาธิในการเรียน 11. อย่าลืมให้รางวัลตนเอง เมื่อผ่านจุดประสงค์ที่ตั้งไว้


9 | P a g e แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ หมายถึง แรงจูงใจที่ทำให้คนมุ่งประสิทธิภาพในการทำงาน มีความกระตือรือร้นที่จะ พยายามทำงานให้ได้ผลดีเยี่ยม มีความอดทนในการทำงาน มีความรับผิดชอบในงาน พยายามที่จะแก้ไขปัญหา ต่างๆด้วยตนเอง ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรต้องมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง แรงจูงใจประเภทได้แก่ 1. Cognitive Drive หมายถึง แรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการที่จะรู้ ต้องการที่จะเข้าใจหรือต้องการ แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง 2. Ego Enhancement Drive หมายถึง แรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการรักษาสถานะของตนและสิทธิ ของตน จากสังคมที่เกี่ยวข้องด้วย 3. Affiliation Drive หมายถึง แรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการอยากที่จะเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งจะทำ ให้บุคคลมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 1. นักเรียนสามารถรู้และเข้าใจความหมายของแรงจูงใจได้ 2. นักเรียนสามารถวิเคราะห์เป้าหมายของตนเองจากแรงจูงใจได้ 1. สื่อ Power Point เรื่อง แรงจูงใจ 2. สื่อบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ (สแกน QR-CODE เพื่อเข้าสู่ข้อมูล) 3. ใบความรู้ เรื่อง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (สแกน QR-CODE เพื่อเข้าสู่ข้อมูล) 4. แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. ใบงาน เรื่อง แรงจูงใจ ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมที่ 2 เรื่อง การสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 50 นาที แนวคิด วัตถุประสงค์ สื่อ/อุปกรณ์


10 | P a g e ขั้นที่1 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Experiencing) 1. ครูสนทนากับนักเรียนโดยให้นักเรียนยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่นักเรียนพบเห็นในสังคม ปัจจุบันรอบๆตัวเรา โดยนักเรียนช่วยกันคิดว่า วิธีการที่บุคคลตัวอย่างประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นมาจากอะไร เช่น มีความรับผิดชอบ มีการตั้งเป้าหมายในแต่ละด้านที่อยากประสบความสำเร็จ เป็นต้น 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายความต้องการที่อยากจะประสบความสำเร็จเหมือนดั่งบุคคลตัวอย่าง ขั้นที่ 2 สะท้อนกลับการเรียนรู้ (Reflecting) 3. ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ตอบคำถามดังนี้ - บุคคลตัวอย่างที่นักเรียนประทับใจคือใคร พร้อมระบุเหตุผลประกอบว่าประทับใจความสำเร็จ ด้านไหนของบุคคลตัวอย่าง - วิธีการนำข้อดี- จุดแข็งของบุคคลที่นักเรียนประทับใจมาพัฒนาตนเองได้อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนช่วยกันสรุปถึงวิธีการที่จะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในชีวิต ขั้นที่3 สรุปสาระสู่ชีวิต (Generalizing) 5. ครูแจก แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียนทุกคน อธิบายวิธีการทำและการ แปลผลให้นักเรียนเข้าใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม 6. นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ พร้อมทั้งให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายความรู้ที่ได้รับ จากการศึกษาใบความรู้นี้ 7. ครูแจกใบงานเรื่อง แรงจูงใจ ให้นักเรียนวิเคราะห์จากใบความรู้และตอบคำถามลงในใบงาน 8. นักเรียนที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนำใบงานส่งครู จากนั้นสุ่มนักเรียน 2-3 คน นำเสนอหน้าชั้นเรียน เกี่ยวกับบุคคลตัวอย่างที่นักเรียนเลือกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตและประสบความสำเร็จ ขั้นที่ 4 คิดและนำไปใช้ (Applying) 9. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 1. วิธีการวัดและประเมินผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 1.2 ตรวจใบงาน 2. เครื่องมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 2.2 แบบประเมินใบงาน การดำเนินกิจกรรม การวัดและประเมินผล


11 | P a g e 3. เกณฑ์การประเมิน 3.1 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรมและตรวจใบงาน เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับดีเยี่ยม ให้ 3 คะแนน 8-9 คะแนน หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับดี ให้ 2 คะแนน 5-7 คะแนน หมายถึง ดี ระดับพอใช้ ให้ 1 คะแนน 1-4 คะแนน หมายถึง พอใช้ นักเรียนต้องได้รับการตัดสินคุณภาพในระดับ “ดี” ขึ้นไป จึง “ผ่าน” เกณฑ์การประเมิน


12 | P a g e ใบความรู้เรื่อง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ประกอบการจัดกิจกรรม เรื่อง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แม็คเคลแลนด์ (McClelland) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ คือ ผู้ที่มีความต้องการทำอะไรให้ประสบ ความสำเร็จ เครื่องล่อใจของผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์คือ การทำอะไรให้ดียิ่งขึ้น สำหรับพวกที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ สูง การทำอะไรให้ดียิ่งขึ้นก็เพื่อความสุขของตนเอง ในเรื่องการอบรมเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ให้กับ เด็กนั้นได้พบว่า การฝึกให้เด็กเป็นอิสระ ให้พึ่งพาตนเองได้ตั้งแต่เยาว์วัยจะทำให้เด็กคนนั้นมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ สูงขึ้น คุณลักษณะของผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แม็คเคลแลนด์ (McClelland) ได้สรุปคุณลักษณะของผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง ดังนี้ 1. เป็นผู้มีความรับผิดชอบในพฤติกรรมของตน และตั้งมาตรฐานในความเป็นเลิศในการทำงาน 2. เป็นผู้ตั้งวัตถุประสงค์ในการทำงาน 3. เป็นผู้มีความพยายาม อดทน จนถึงจุดหมายปลายทาง 4. เป็นผู้มีการวางแผนระยะยาว 5. เป็นผู้ที่ต้องการข้อมูลย้อนกลับของผลงานที่ทำ 6. เมื่อผู้นั้นทำงานประสบความสำเร็จมักจะอ้างสาเหตุภายใน เช่น ความสามารถและความพยายามของตนเอง


13 | P a g e แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียน คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านคำถามแล้วพิจารณาว่าข้อคำถามนั้นๆ สอดคล้องกับลักษณะของตัวเองมากน้อยเพียงใด ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ในช่องตามตารางที่กำกับข้อนั้นๆ 1 หมายถึง สอดคล้องกับคุณลักษณะของนักเรียนน้อยที่สุด 2 หมายถึง สอดคล้องกับคุณลักษณะของนักเรียนน้อย 3 หมายถึง สอดคล้องกับคุณลักษณะของนักเรียนปานกลาง 4 หมายถึง สอดคล้องกับคุณลักษณะของนักเรียนมาก 5 หมายถึง สอดคล้องกับคุณลักษณะของนักเรียนมากที่สุด ข้อที่ คำถาม ระดับความสอดคล้อง 1 น้อย ที่สุด 2 น้อย 3 ปาน กลาง 4 มาก 5 มาก ที่สุด 1 ข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะสมัครเข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้ด้วยตนเอง 2 ข้าพเจ้าชอบค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่อาจารย์สอน 3 ข้าพเจ้าจะให้ความสนใจและตั้งใจทำงานทุกอย่างที่ครูมอบหมาย 4 ข้าพเจ้าให้ความสนใจทุกวิชาที่เรียนเท่าๆกัน 5 ข้าพเจ้าพอใจที่จะเรียนต่อไป แม้จะใช้เวลาเรียนหลายปี 6 ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” 7 ข้าพเจ้ารู้สึกกระตือรือร้นเมื่อถึงวัน/เวลาเรียน 8 แม้การเรียนจะลำบากแค่ไหน ข้าพเจ้าก็ไม่ย่อท้อ 9 เมื่อข้าพเจ้าทำคะแนนสอบในวิชาใดได้น้อย ข้าพเจ้าจะขยันอ่าน 10 ข้าพเจ้าจะพยายามเอาชนะความง่วงนอนและอ่อนเพลีย เมื่ออ่าน หนังสือ / ทำการบ้าน 11 แม้งานที่ได้รับมอบหมายจะได้คะแนนน้อย ข้าพเจ้าก็จะตั้งใจและ พยายามอย่างเต็มที่


14 | P a g e ข้อที่ คำถาม ระดับความสอดคล้อง 1 น้อย ที่สุด 2 น้อย 3 ปาน กลาง 4 มาก 5 มาก ที่สุด 12 ไม่เพียงแต่จะเรียนให้สำเร็จเท่านั้น ข้าพเจ้าคอยตรวจสอบ ข้อบกพร่องในการเรียนด้วย 13 ข้าพเจ้าจะฝ่าฟันปัญหาต่างๆ เพื่อให้การเรียนบรรลุเป้าหมาย 14 ข้าพเจ้ามีความตั้งใจแน่วแน่มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายของการเรียน 15 ถ้าเรียนไม่สำเร็จข้าพเจ้าจะไม่สบายใจ 16 สิ่งแวดล้อมในการเรียนจะเป็นอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีสมาธิแน่ว แน่ในการเรียนเพียงอย่างเดียว 17 ขณะเรียนข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนตลอดเวลา 18 ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเรียนจบหลักสูตร 19 ถึงแม้วิชาที่เรียนจะยาก ข้าพเจ้าจะตั้งใจเรียนให้เต็มที่ 20 ข้าพเจ้าใช้เวลาว่างจากการเรียนในห้องเรียน สำหรับการทบทวน การเรียน รวมคะแนน คะแนนรวมทั้งสิ้น สรุปคะแนน นักเรียนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน .................................................


15 | P a g e เฉลย แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียน แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบประเมินแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยตนเอง ซึ่ง สร้างภายใต้กรอบแนวคิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีค่าความเชื่อมั่น ของเครื่องมือ (Reliability) โดยมีค่า Cronbach's alpha coefficient เท่ากับ 0.91 ประกอบด้วยข้อคำถาม จำนวน 20 ข้อ เป็นข้อคำถามทางบวกจำนวน 19 ข้อ และข้อคำถามทางลบจำนวน 1 ข้อ โดยคำตอบจะมี 5 ตัวเลือก คือ น้อยที่สุด หมายถึง ข้อคำถามนั้นตรงกับตัวท่านน้อยที่สุด น้อย หมายถึง ข้อคำถามนั้นตรงกับตัวท่านน้อย ปานกลาง หมายถึง ข้อคำถามนั้นตรงกับตัวท่านปานกลาง มาก หมายถึง ข้อคำถามนั้นตรงกับตัวท่านมาก มากที่สุด หมายถึง ข้อคำถามนั้นตรงกับตัวท่านมากที่สุด เกณฑ์การให้คะแนน เลือกคำตอบน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน เลือกคำตอบน้อย ให้ 2 คะแนน เลือกคำตอบปานกลาง ให้ 3 คะแนน เลือกคำตอบมาก ให้ 4 คะแนน เลือกคำตอบมากที่สุด ให้ 5 คะแนน การแปลผลการประเมิน คะแนน 0-20 คะแนน หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนน้อยมาก คะแนน 21-40 คะแนน หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนน้อย คะแนน 41-60 คะแนน หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลาง คะแนน 61-80 คะแนน หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนมาก คะแนน 81-100 คะแนน หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนมากที่สุด


16 | P a g e 5 ดาราถูกเป็น “ไอดอลการศึกษา” แถมงานในวงการก็เริ่ด 1. ฟรัง นรีกุล ฟรัง นรีกุล หรือ ออย Hormones วัยว้าวุ่น ถ้าถามว่าทำไมสาวคน นี้ถึงได้ชื่อว่าเป็นไอดอลทางด้านการเรียน ก็คงต้องบอกเลยว่านอกจากหัวดี แล้วความขยันก็ถือเป็นบททดสอบสำคัญ โดยสาวฟรัง เรียนที่คณะ แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากจะแจ้งเกิดในวงการ บันเทิงในบท ออย แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันเจ้าตัวยังประสบความสำเร็จใน ด้านของการเรียน จนกลายเป็นไอดอลของใครหลายคนอีกด้วย แถมฟรังยัง มีการแบ่งเวลาทั้งการเรียนไปด้วยและทำงานด้านวงการไปด้วย ซึ่งเจ้าตัว เคยแนะนำเคล็ดลับการเรียนดีฉบับ ฟรัง ไว้แล้วหลายคอลัมน์ 2. ณัฐ ศักดาทร ณัฐ ศักดาทร หรือ ณัฐ AF นักเรียนนอก สำเร็จการศึกษาคณะ เศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของโลกอย่าง Harvard University ซึ่งหัวกะทิเรียนดีเรียนเก่งพ่วงความขยันจนสามารถคว้าเกียรติ นิยมอันดับ 1 ไปครอง และด้วยความชื่นชอบและหลงใหลในด้านดนตรีจึง สมัครเข้าเรียนที่ Berklee College of Music วิทยาลัยดนตรีที่ใหญ่ที่สุดใน โลกต่ออีก 1 เทอมก่อนจะกลับมาประเทศไทยอีกด้วย ความสำเร็จของหนุ่ม คนนี้ถือได้ว่า เป็นไอดอลในด้านการเรียน รวมถึงแบบอย่างในการทำงานที่ ล้วนแต่มีวิธีจัดสรรที่เป็นระบบอีกด้วย 3. หมอริท เรืองริท ริท เรืองริท จบแพทย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งหนุ่มริท ต้อง ทำงานในวงการด้วยและยังต้องเรียนไปด้วย และเคยดรอปเรียนมาตามล่า ฝันถึง 2 ปี ก็เลยอาจจะพลาดได้เกียรตินิยมไป แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็กลับมาร่ำ เรียนจนสำเร็จ สร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งพ่อแม่และตัวเองเป็นอย่างมาก และที่สำคัญเหล่าน้องๆ แฟนคลับที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียน ยังขอยก หมอ ริท ให้เป็นไอดอลในเรื่องเรียนอีกด้วย


17 | P a g e 4. เบเบ้ธันย์ชนก เป็นทั้งนักร้อง – นักแสดง – พิธีกร พ่วงด้วยอาจารย์สาว สวยรวยความสามารถ เบเบ้ ธันย์ชนก เริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการเป็นเน็ตไอดอลเรียกได้ว่าเป็นรุ่นบุกเบิกก็ว่าได้ เป็นอดีต นักร้องสังกัดค่าย Buzz Music ที่ทั้งสวยและเรียนเก่ง(ระดับหัว กะทิ) ยิ่งมีดีกรีเป็นถึงอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยยิ่งทำให้หลายต่อ หลายคนยก เบเบ้ เป็นไอดอลในด้านการเรียนและการทำงาน ซึ่ง เบเบ้ สามารถบาลานซ์ไปด้วยกันได้อย่างลงตัว แถมยังคว้าปริญญา โท(MBA)ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะบริหารธุรกิจฯ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 5. ดร.ต้าร์(นาวิน เยาวพลกุล) ถ้าให้หลายคนพูดถึงหนุ่มหล่อเรียนเก่ง งานก็เริ่ด เชื่อว่า นาวิน เยาวพลกุล หรือดร.ต้าร์ ต้องติดอยู่ในลิสต์นี้ด้วยแน่นอน เพราะหนุ่มต้าร์เป็นได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะนักร้อง นักแสดง และ บทบาทของอาจารย์ก็ไม่พ้นความมุ่งมั่นของเจ้าตัว ปัจจุบันเป็น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ ตัวเองจบมาด้วยโควตาการคัดเลือกอาจารย์ประจำคณะจากนิสิตที่ สำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนอันดับ 1 หนุ่มต้า นั้นสำเร็จการศึกษา ในระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองจากคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นได้ทุนของมูลนิธิ อานันทมหิดลให้เดินทางไปเรียนต่อในระดับปริญญ าโทที่ มหาวิทยาลัยออริกอนสเตต และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา เอกที่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส สหรัฐอเมริกา ที่มา: เพอร์เฟกต์!! 5 ดาราถูกยกเป็น "ไอดอลการศึกษา" แถมงานในวงการก็เริ่ด (undubzapp.com)


18 | P a g e


19 | P a g e TCAS (Thai University Central Admission System) เป็นระบบการคัดเลือกกลางบุคคล เข้า ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา มาตั้งแต่ปี2561 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่อง จำนวนรอบ สอบ ค่าสมัคร และการนำสัดส่วนคะแนนมาใช้ในการสอบเลือกคณะมหาวิทยาลัย นักเรียนจึงควรทราบข้อมูลของ ระบบให้ครบถ้วนทุกด้าน เพื่อประโยชน์ในการเตรียมตัวเข้าศึกษาในสถาบนัอุดมศึกษาต่อไป อีกทั้งระบบได้ กำหนดให้นักเรียนต้องสมัครผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งถ้านักเรียนยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ จะทำให้เกิดปัญหาในการเตรียมตัว สมัครเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย 1. นักเรียนสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยในระบบ TCAS ได้ 2. นักเรียนสามารถพิจารณาความรู้ ความสามารถ ความถนัด ของตนเองให้เหมาะสมกับการคัดเลือก คณะและมหาวิทยาลัย 1. สื่อ Power Point เรื่อง ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) 2. ใบความรู้ เรื่องรูปแบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแบบใหม่ (TCAS) (สแกน QR-CODE เพื่อเข้าสู่ข้อมูล) 3. ใบงานเรื่อง ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) วัตถุประสงค์ สื่อ / อุปกรณ์ ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมที่ 3 เรื่อง ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 50 นาที แนวคิด


20 | P a g e ขั้นที่ 1 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Experiencing) 1. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความสำคัญของการค้นคว้าข้อมูลทางการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เข้าสู่ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงความสำคัญของการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ขั้นที่ 2 สะท้อนกลับการเรียนรู้ (Reflecting) 3. ครูสุ่มนักเรียน 2-3 คน แลกเปลี่ยนร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายทางการเรียนของนักเรียนเมื่อสำเร็จ การศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนตนเอง ขั้นที่ 3 สรุปสาระสู่ชีวิต (Generalizing) 4. นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง รูปแบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ (TCAS) แล้วให้นักเรียนช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษาใบความรู้ 5. ครูแจกใบงานเรื่อง ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ให้กับนักเรียน และให้นักเรียนซักถามเพื่อความเข้าใจก่อนลงมือทำ 6. สุ่มตัวแทนนักเรียนนำเสนอหน้าชั้นเรียน 2-3 คน และร่วมกันอภิปรายถึงวิธีการเตรียมตัวอย่างไรเพื่อ ไปสู่เป้าหมาย ขั้นที่ 4 คิดและนำไปใช้ (Applying) 7. ครูอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง รูปแบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาระบบการรับ รูปแบบพิเศษอื่นๆ เช่น ระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่ง ประเทศไทย (กสพท.) โควตาเรียนดี โควตาความสามารถพิเศษ โครงการทุนการศึกษา โครงการพิเศษที่สถาบัน ต่างๆรับสมัครและสอบคัดเลือกเองตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบัน เป็นต้น 8. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 1. วิธีการวัดและประเมินผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 1.2 ตรวจใบงาน 2. เครื่องมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 2.2 แบบประเมินใบงาน การดำเนินกิจกรรม การวัดและประเมินผล


21 | P a g e 3. เกณฑ์การประเมิน 3.1 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรมและตรวจใบงาน เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับดีเยี่ยม ให้ 3 คะแนน 8-9 คะแนน หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับดี ให้ 2 คะแนน 5-7 คะแนน หมายถึง ดี ระดับพอใช้ ให้ 1 คะแนน 1-4 คะแนน หมายถึง พอใช้ นักเรียนต้องได้รับการตัดสินคุณภาพในระดับ “ดี” ขึ้นไป จึง “ผ่าน” เกณฑ์การประเมิน


22 | P a g e ใบความรู้ เรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา Thai University Center Admission System ( TCAS) TCAS หรือ Thai University Center Admission System เป็นระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเริ่มนำมาใช้ในปีการศึกษา 2561 เป็นระบบที่ออกแบบโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่ง ประเทศไทย (ทปอ.) ระบบ TCAS มีขึ้นมาเพื่ออะไร ต้องการลดการกีดกันที่นั่งของผู้สมัคร ลดค่าใช้จ่ายในการสมัคร รวมไปถึงจัดระเบียบการรับสมัครของแต่ ละสถาบันให้เรียบร้อยมากขึ้นด้วย เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายยกเลิกการสอบ O-NET ของทุกระดับชั้น โดยจะเริ่มจากชั้น ม.6 ของปี การศึกษา 2564 ซึ่งจะตรงกับ TCAS 65 ดังนั้นในระบบ TCAS 65 จะไม่มีคะแนน O-NET มาใช้ในการสอบเข้า มหาวิทยาลัย และผลที่ตามมาคือการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาไทยจะกลายเป็นรูปแบบการรับตรง 100 % ! ในระบบ TCAS ก่อนปี 2565 รูปแบบ Admission 2 (รับกลางร่วมกัน) เป็นรูปแบบเดียวที่เป็นระบบรับ กลาง หมายถึง สาขา / คณะ ที่มีหลักสูตรเดียวกันจะใช้เกณฑ์การคัดเลือกเหมือนกัน แม้จะต่างสถาบันกันก็ตาม โดยองค์ประกอบในการคัดเลือกคือ GPAX 20%, O-NET 30%, GAT-PAT 50% ดังนั้นถ้ายกเลิกการสอบ O-NET ก็จะทำให้ไม่มีคะแนน O-NET มาใช้ในเกณฑ์การคัดเลือกรูปแบบ Admission 2 จึงเป็นเหตุให้ ทปอ.ยกเลิกการ คัดเลือกในรูปแบบ Admission 2 ดังนั้นในระบบ TCAS 65 จึงคงเหลือ 4 รอบ 4 รูปแบบ ซึ่งทุกรอบและทุก รูปแบบล้วนเป็นการรับตรง (กำหนดเกณฑ์และคัดเลือกตรงโดยมหาวิทยาลัย) ทั้งสิ้น รูปแบบการคัดเลือก 4 รอบ 4 รูปแบบ รอบที่ 1 Portfolio ใช้แฟ้มสะสมผลงานเป็นเครื่องมือแสดงความโดดเด่น ความสนใจ ความถนัด ความสามารถพิเศษ ไม่มีการ สอบข้อเขียนหรือสอบปฏิบัติ - ไม่ใช้ข้อสอบกลาง (GAT, PAT และวิชาสามัญ) - ใช้ GPAX 4 หรือ 5 ภาคเรียน (บางโครงการ) - ติดได้หลายที่แต่ยืนยันสิทธิ์ได้ 1 ที่ - ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House Clearing House คือ ระบบที่ยืนยันสิทธิ์รับตรงร่วมกันของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละ รอบต้องกดยืนยันสิทธิ์ Clearing House ในการที่จะเข้าเรียนได้คนละ 1 ที่เท่านั้น ระบบนี้สร้างมาเพื่อให้ผู้ที่ผ่าน การคัดเลือกหลายๆที่พร้อมกันและ “กันที่” ของคนอื่น อีกทั้งยังสะดวกกับมหาวิทยาลัยในการนับจำนวนคนอีก ด้วย รอบที่ 2 Quota เน้นคนในพื้นที่คุณสมบัติเฉพาะ รอบนี้เป็นรอบของโควตาตามกฎเกณฑ์มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น โควตา โรงเรียนที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โควตาเรียนดี มีความสามารถพิเศษ โควตาเขตพื้นที่หรือโควตา รูปแบบต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้


23 | P a g e - ใช้ข้อสอบกลาง (GAT, PAT, วิชาสามัญ) GPAX (รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ) - ติดได้หลายที่แต่ยืนยันสิทธิ์ได้ 1 ที่ - อาจใช้แฟ้มสะสมผลงานเป็นองค์ประกอบร่วม - ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House รอบที่ 3 Admission รอบนี้คือ รอบรับตรงร่วมกัน เป็นรอบที่ลุ้นระทึกมาก เพราะทุกสถาบันจะเปิดรับสมัครพร้อมกันในวัน และเวลาเดียวกัน โดยจำกัดการเลือกไว้ตามจำนวนอันดับที่ ทปอ.และที่สำคัญคือใช้คะแนนสอบเป็นหัวใจในการ คัดเลือก โดยมีหลักการดังนี้ - เลือกได้จำกัดจำนวน เรียงตามลำดับความชอบ - กสพท. อยู่ในรอบนี้ - มหาวิทยาลัยกำหนดเกณฑ์ตรงของใครของมัน แต่รับสมัครผ่าน ทปอ. - มหาวิทยาลัยดำเนินการคัดเลือกเองแล้วส่งผลการคัดเลือกกลับให้ทปอ. ประมวลผล - ทปอ. ประกาศผลการติดเพียง 1 อันดับ คือ อันดับสูงสุดที่สอบติด - ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House ในการประกาศผลครั้งที่ 1 และใช้ระบบ Auto Clearing House ในการประกาศผลครั้งที่ 2 Auto Clearing House การยืนยันสิทธิ์แบบอัตโนมัติ สอบติดแล้ว ไปสัมภาษณ์และลงชื่อยืนยันสิทธิ์ที่ มหาวิทยาลัยไม่ต้องเข้ามาทำอะไรในระบบ เมื่อไปสัมภาษณ์ก็จะถือว่ายืนยันสิทธิ์ทันที รอบที่4 Direct Admission (รับตรงอิสระ) รอบนี้ คือ รอบเก็บตกรับจำนวนน้อยที่สุดและบางสถาบันก็ไม่ได้เปิดรับในรอบนี้ เน้นคนที่ยังไม่มีที่เรียน มหาวิทยาลัยกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอย่างอิสระ โดยมีหลักการดังนี้ - ใช้รูปแบบการคัดเลือกหลากหลาย (GPAX, GPA, GAT, PAT หรือ วิชาสามัญ) - สมัครตรงกับมหาวิทยาลัยและสมัครได้หลายที่ - ไม่ต้องยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House ขั้นตอนในการยืนยันสิทธิ์ - สำหรับ Clearing House เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วให้เข้าไปกด “ยืนยันสิทธิ์” สาขาวิชาที่ต้องการ 1 สาขาหรือถ้าไม่ต้องการสาขา ใดให้กด “ไม่ยืนยันสิทธิ์” จากนั้นระบบจะให้ยืนยันตัวตนผ่านอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ด้วยระบบ OTP - สำหรับ Auto Clearing House เมื่อ ทปอ. ประกาศผลแล้ว ถ้าต้องการเรียนในสาขานั้นให้ไปเข้าสอบสัมภาษณ์โดยทางมหาวิทยาลัยจะมี เอกสารให้เซ็นชื่อ เพื่อ “ยืนยันสิทธิ์” ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่ต้องการเรียนในสาขานั้นให้ลงชื่อว่า “ไม่ยืนยันสิทธิ์” หรือไม่ไปสอบสัมภาษณ์ การสละสิทธิ์ คนที่จะสละสิทธิ์ได้ คือ คนที่เคยกดยืนยันสิทธิ์แล้ว หรือ คนที่ไปสัมภาษณ์และลงชื่อยืนยันสิทธิ์แล้วอยาก สมัครในรอบต่อไป ต้องกดสละสิทธิ์ก่อนที่จะสมัครรอบต่อไปได้


24 | P a g e “สละสิทธิ์ได้เพียงครั้งเดียว” คือ มีสิทธิ์ที่จะยกเลิก หรือเปลี่ยนใจว่าไม่ต้องการเข้าไปเรียนในสาขาวิชาที่ได้ “ยืนยันสิทธิ์”ไปแล้ว และ ต้องการจะสมัครในระบบ TCAS ต่อไป ซึ่งจะสามารถยกเลิก หรือ สละสิทธิ์ได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น และจะไม่ สามารถยกเลิกการสละสิทธิ์หรือเปลี่ยนใจกลับไปเลือกอันเดิมได้อีก ความเปลี่ยนแปลง : TCAS66 รายวิชา GAT เปลี่ยนเป็น TGAT มี 3 ส่วน (สอบทุกส่วน) ได้แก่ 1. การสื่อสารภาษาอังกฤษ 2. การคิดอย่างมีเหตุผล 3. สมรรถนะการทำงานในอนาคต - การสร้างคุณค่าและนวัตกรรม - การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน - การมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อสังคม จัดสอบในช่วงเดือนธันวาคม ใช้สำหรับการคัดเลือกในรอบ Portfolio / Quota / Admission รายวิชา PAT เปลี่ยนเป็น TPAT มี 5 รายวิชา ได้แก่ 1. วิชาเฉพาะ กสพท 2. ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ 3. ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ 4. ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ 5. ความถนัดทางครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์


25 | P a g e ใช้สำหรับการคัดเลือกในรอบ Portfolio / Quota / Admission รายวิชาสามัญ เปลี่ยนเป็น รายวิชาสามัญที่เน้นการนำความรู้ไปใช้งาน (Applied Knowledge) ได้แก่ 1. คณิตศาสตร์ประยุกต์ มี 2 ส่วนคือ คณิตศาสตร์พื้นฐาน และคณิตศาสตร์เพิ่มเติม (เลือกสอบเฉพาะ คณิตศาสตร์พื้นฐาน หรือ สอบทั้ง 2 ส่วน โดยสาขาวิชาอาจเลือกใช้คะแนนเพียงคณิศาสตร์พื้นฐานและหรือ คณิตศาสตร์เพิ่มเติมด้วยก็ได้) 2. วิทยาศาสตร์ประยุกต์ 3. ฟิสิกส์ 4. เคมี 5. ชีววิทยา 6. ภาษาไทย 7. สังคม 8. ภาษาอังกฤษ 9. ภาษาต่างประเทศ ได้แก่ - ภาษาฝรั่งเศส - ภาษาเยอรมัน - ภาษาญี่ปุ่น - ภาษาจีน - ภาษาสเปน - ภาษาบาลี - ภาษาเกาหลี ใช้สำหรับการคัดเลือกในรอบ Quota / Admission สำหรับการสอบคัดเลือก จะสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ตาม สนามสอบที่จัดให้ ที่มา: https://www.afterklass.com/post/detail/6532 ทปอ. แถลงข่าว TCAS66 ปรับเปลี่ยนอย่างไร อัปเดตด่วน ! - VLEARN


26 | P a g e


27 | P a g e


28 | P a g e การสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) TCAS รอบที่ 1 โดยไม่ มีการสอบข้อเขียน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้เรียนที่มีความสนใจจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา การศึกษา ข้อมูล คุณสมบัติและเกณฑ์การรับสมัครจึงมีความจำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมของตนเอง สิ่งสำคัญที่นักเรียน ควรเตรียมเพื่อใช้ในการสมัครและเข้ารับการสัมภาษณ์คือ เอกสารแฟ้มสะสมงาน ดังนั้น การศึกษาข้อมูล การศึกษาต่อที่ถูกต้อง เป็นจริงและหลากหลาย เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยนักเรียนในการเตรียมความพร้อมใน ทุกด้าน เพื่อการตัดสินใจและวางแผนไปสู่เป้าหมายทางการเรียนในอนาคต 1. นักเรียนสามารถบอกความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของแฟ้มสะสมผลงานได้ 2. นักเรียนสามารถรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างแฟ้มสะสมผลงานได้ 3. สร้างและนำเสนอแฟ้มสะสมผลงานอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของ ผู้เรียนได้ 1. สื่อ Power Point เรื่อง เตรียมตัวอย่างไรกับการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษา 2. สื่อ Power Point เรื่อง แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) 3. ใบความรู้เรื่อง การจัดทำแฟ้มสะสมงาน 4. ตัวอย่างแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) (สแกน QR-CORD เพื่อเข้าสู่ข้อมูล) 5. แบบประเมินผลงานผู้เรียนรายบุคคลแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) วัตถุประสงค์ สื่อ / อุปกรณ์ ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมที่ 4 เรื่อง การทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 50 นาที แนวคิด


29 | P a g e ขั้นที่ 1 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Experiencing) 1. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความสำคัญและประโยชน์ของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เพื่อให้นักเรียน ได้ตระหนักถึงการเตรียมตนเองมากยิ่งขึ้น 2. ครูให้นักเรียนศึกษาตัวอย่างแฟ้มสะสมผลงานของรุ่นพี่และจากเว็บไซต์ตัวอย่างการทำแฟ้มสะสม ผลงาน (Portfolio) ขั้นที่ 2 สะท้อนกลับการเรียนรู้ (Reflecting) 3. ครูสอบถามนักเรียนว่ามีนักเรียนคนใดบ้างที่สนใจจะสมัครสอบคัดเลือก (TCAS) รอบที่ 1 แฟ้มสะสม ผลงาน (Portfolio) บ้าง 4. ครูให้นักเรียนช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ การเตรียมเอกสารเพื่อจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ตามที่สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยกำหนดไว้เช่น - รูปแบบการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ต้องมีรูปแบบอย่างไร - องค์ประกอบภายในแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ต้องมีอะไรบ้าง เป็นต้น 5. ครูสุ่มนักเรียน 2-3 คน แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ว่าต้องมี ลักษณะแบบใดในความคิดของนักเรียน ขั้นที่ 3 สรุปสาระสู่ชีวิต (Generalizing) 6. นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และให้นักเรียนซักถามเพื่อ ความเข้าใจก่อนลงมือทำ 7. ครูมอบหมายให้นักเรียนจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ของตนเองและร่วมกันกำหนดการส่ง แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ขั้นที่ 4 คิดและนำไปใช้ (Applying) 8. ครูสรุปให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เกี่ยวกับการสมัครสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รอบที่ 1 Portfolio ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูล สรุปผลงานเชิงประจักษ์ของนักเรียนที่ผ่านมาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในการใช้เป็นข้อมูลสำหรับการ ตัดสินใจเพื่อศึกษาต่อได้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด ความสนใจและบุคลิกภาพของตน 9. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย การดำเนินกิจกรรม


30 | P a g e 1. วิธีการวัดและประเมินผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 1.2 ตรวจชิ้นงาน 2. เครื่องมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 2.2 แบบประเมินผลงานผู้เรียนรายบุคคลแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) สำหรับนักเรียน 3. เกณฑ์การประเมิน 3.1 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับดีเยี่ยม ให้ 3 คะแนน 8-9 คะแนน หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับดี ให้ 2 คะแนน 5-7 คะแนน หมายถึง ดี ระดับพอใช้ ให้ 1 คะแนน 1-4 คะแนน หมายถึง พอใช้ นักเรียนต้องได้รับการตัดสินคุณภาพในระดับ “ดี” ขึ้นไป จึง “ผ่าน” เกณฑ์การประเมิน การวัดและประเมินผล


31 | P a g e แบบประเมินผลงานผู้เรียนรายบุคคล (แฟ้มสะสมผลงาน Portfolio) ชื่อ................................................................... นามสกุล.................................................. ชั้น ม.5/....... เลขที่......... ประเด็นที่ประเมิน ผู้ประเมิน ตนเอง ครูผู้สอน 4 3 2 1 4 3 2 1 1. ลักษณะเชิงกายภาพของผลงาน 2. เอกสารภายใน 3. หลักฐานสนับสนุน รวม รวมคะแนน ค่าเฉลี่ย เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ (ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ) 11-12 คะแนน หมายถึง ดีมาก 9-10 คะแนน หมายถึง ดี 7-8 คะแนน หมายถึง พอใช้ 5-6 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรุง เกณฑ์การผ่าน ตั้งแต่ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป (ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป) สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน


32 | P a g e เกณฑ์การประเมินผลงานผู้เรียนรายบุคคล (แฟ้มสะสมผลงาน Portfolio) รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) ลักษณะเชิงกายภาพของผลงาน 1. สะอาด 2. ชัดเจน 3. สวยงาม 4. มีความคิด สร้างสรรค์ มีข้อบกพร่อง ประเด็นใดประเด็น หนึ่งเกี่ยวกับความ ชัดเจน สวยงาม ความคิดสร้างสรรค์ และสะอาด มีข้อบกพร่องไม่ เกิน 2 ประเด็น มีข้อบกพร่อง มากกว่า 2 ประเด็น เอกสารภายใน 1. จัดเรียงเป็น ระเบียบ 2. อ่านเข้าใจง่าย 3. เขียนชัดเจน 4. ได้สาระตรง ประเด็น 5. สะท้อนพัฒนา จัดเรียงเป็น ระเบียบ อ่านเข้าใจ ง่าย เขียนไม่ชัดเจน แต่ได้สาระตรง ประเด็นและ สะท้อนพัฒนาการ จัดเรียงไม่เป็น ระเบียบ อ่าน เข้าใจยากหรือ เขียนไม่ชัดเจน แต่ได้สาระตรง ประเด็นและ สะท้อน พัฒนาการ จัดเรียงไม่เป็น ระเบียบ อ่าน เข้าใจยากหรือ เขียนไม่ชัดเจน ได้ สาระตรงประเด็น แต่ไม่มีการ สะท้อน พัฒนาการ หลักฐานสนับสนุน 1. ข้อมูลสมบูรณ์ ครบถ้วน 2. มีความถูกต้อง 3. เชื่อถือได้เป็น ส่วนใหญ่ สมบูรณ์ครบถ้วน ทุกงาน มีความถูก ต้อง แต่มีหลักฐาน บางส่วนที่ขาด ความน่าเชื่อถือ สมบูรณ์ครบถ้วน ทุกงาน มี ความถูกต้อง แต่ มีหลักฐานส่วน ใหญ่ที่ขาดความ น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่ สมบูรณ์ ขาด ความน่าเชื่อถือ เกือบทั้งหมด


33 | P a g e ใบความรู้กิจกรรมแนะแนว เรื่องการทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ใบความรู้เรื่อง แฟ้มสะสมผลงาน 1. การทำแฟ้มสะสมผลงานเพื่อ - การประเมินผลการเรียนการสอนของครู - การเรียนต่อมหาวิทยาลัย - การสมัครงาน 2. จุดประสงค์ในการทำแฟ้มสะสมผลงาน เป็นทิศทางในการเก็บรวบรวมผลงานเข้าแฟ้ม 3. ผลงานที่นักเรียนควรเก็บเข้าแฟ้มสะสมผลงาน - งานเขียน เช่น เรียงความ รายงาน คำประพันธ์ - เทปบันทึกเสียง บันทึกการอ่านทำนองเสนาะ บันทึกการร้องเพลง - วิดีโอเทป บันทึกภาพการแสดงละคร การโต้วาที การแข่งขันกีฬา - คะแนนผลการสอบครั้งที่ 1 ได้ 12 ครั้งที่ 2 ได้ 15 ครั้งที่ 3 ได้ 18 - แบบสังเกต เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมโดยครู หรือเพื่อนสังเกต - แบบบันทึก เช่น บันทึกแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ บันทึกผลการทดลอง - รวมงานต่าง ๆ เช่น รายงานโครงการ รายงานการศึกษาค้นคว้า รายงานการทัศนศึกษา - แผ่นดิสก์ - ภาพถ่าย - แบบฝึกหัด 4. การคัดเลือกผลงานดีเด่น - ให้คัดเลือกผลงานโดยพิจารณาตามเกณฑ์การประเมิน - ให้คัดเลือกผลงานที่สนองตอบต่อจุดประสงค์ - ให้เพื่อนนักเรียนช่วยพิจารณาคัดเลือก - ให้ผู้ปกครองช่วยคัดเลือก - ให้ครูช่วยคัดเลือก 5. นักเรียนเขียนสะท้อนความคิดเห็นต่อผลงาน - ชอบงานชิ้นนี้ เพราะอะไร - งานชิ้นนี้ เป็นงานที่ท้าทายที่สุด เพราะอะไร - อะไรที่บ่งบอกว่างานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ดีที่สุด - มีข้อคิดอะไรบ้างที่ได้จากงานชิ้นนี้ - เป้าหมายของการทำงานชิ้นนี้ บรรลุแล้วหรือยัง


34 | P a g e - ผลงานชิ้นนี้มีความหมายต่อนักเรียนอย่างไร - ใช้เวลานานเท่าไรในการทำงานชิ้นนี้ - มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างการทำงานชิ้นนี้ - ได้แนวคิดจากการทำงานโครงการนี้มาจากไหน - นักเรียนต้องการให้ครูถามอะไรเกี่ยวกับงานชิ้นนี้บ้าง - ถ้าสามารถทำงานชิ้นนี้อีกครั้งจะปรับปรุงอะไร - รู้สึกอย่างไรกับการวิพากษ์วิจารณ์ชิ้นงานนี้จากเพื่อน - ถ้าคะแนนเต็ม 10 นักเรียนจะให้คะแนนเท่าไร 6. การจัดระบบแฟ้มสะสมผลงานของตนเอง - ตกแต่งปกของแฟ้มสะสมผลงานให้สวยงาม วาดลวดลาย สีสันตามที่นักเรียนชอบ - จัดทำประวัติของนักเรียนเองพร้อมรูปถ่าย - จัดทำสารบัญผลงาน - จัดทำทะเบียนคุมการนำเข้าและเอาออกของผลงาน - จัดหมวดหมู่ของผลงาน - แยกตามทักษะ - แยกตามจุดประสงค์ - แยกตามรายวิชา - แยกตาม............................ ผลงานที่เก็บไว้ในแฟ้มสะสมผลงานของนักเรียน เมื่อเก็บไว้นานเข้าจะพบว่าผลงานบางชิ้นไม่ทันสมัย นักเรียนควรปรับเปลี่ยนผลงานในแฟ้มใหม่ ดังนี้ - ผลงานที่เห็นว่าดีมีคุณค่าเก็บไว้ในแฟ้ม - ผลงานที่เห็นว่ามีข้อบกพร่องมากก็ให้เอาออกแล้วเอาผลงานชิ้นใหม่ใส่แทน ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผลงานของนักเรียน สามารถทำได้โดย - เอาผลงานมาพูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน - เอาผลงานมาสนทนาพูดคุยกับครู - เอาผลงานไปสนทนากับผู้ปกครอง ในการประเมินผลงาน ควรคำนึงถึง - ตัวผลงาน - กระบวนการทำงาน - ขั้นตอนการทำงาน - พฤติกรรมเชิงจริยธรรม - เกณฑ์การประเมิน การให้นักเรียนแสดงผลงานดีเด่นจะทำให้นักเรียนมีความภูมิใจในผลงานของตนเองโดยที่ - ให้นักเรียนเป็นผู้วางแผนการทำงานเอง


35 | P a g e - ให้นักเรียนดำเนินการเองทั้งหมด - ครูเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น - ครูควรแนะนำให้นักเรียน เอาผลงานดีเด่นวิชาอื่น ๆ มาแสดงด้วย ▪ ควรให้นักเรียนได้แสดงผลงานดีเด่น สัปดาห์ละครั้ง ▪ ให้นักเรียนเชิญชวน ผู้ปกครองมาชื่นชมผลงานอันเป็นความภูมิใจของลูกหลาน ▪ รวบรวมผลงานดีเด่นของนักเรียนนออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน 7. ขั้นตอนของกระบวนการทำแฟ้มสะสมผลงาน มีดังนี้ 1. กำหนดจุดประสงค์และประเภทของแฟ้มสะสมผลงาน (Project Purpose) 2. รวบรวมชิ้นงาน และจัดการชิ้นงาน (Collect and Organize) 3. เลือกชิ้นงาน (Select) 4. สร้างสรรค์ผลงาน (Interject Personality)(Reflect Metacoginthvely) 5. สะท้อนข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับชิ้นงาน (Reflect Metacoginthvely) 6. ตรวจสอบความสามารถของตนเอง (Inspect to Self Assess) 7. ประเมินค่าผลงาน (Perfect and Evaluate) 8. สร้างความสัมพันธ์ (Connect and Conference) 9. ทำให้มีคุณค่า (นำเข้าและเอาออกชิ้นงาน) Inject / Eject to 10. ประชาสัมพันธ์ผลงาน (Respect Accomplishment)


36 | P a g e การสอบสัมภาษณ์เป็นวิธีการหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้าศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ หากผู้ สัมภาษณ์เรียนรู้เทคนิคการเตรียมตัวที่ดี จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้สอบ 1. นักเรียนสามารถบอกความสำคัญของการสอบสัมภาษณ์ได้ 2. นักเรียนสามารถนำวิธีการสอบสัมภาษณ์ไปปรับใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 1. สื่อ Power Point เรื่อง เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ 2. ใบความรู้ เรื่อง เทคนิควิธีการในการสอบสัมภาษณ์ (สแกน QR-CORD เพื่อเข้าสู่ข้อมูล) 3.ใบงาน เรื่อง เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ ขั้นที่ 1 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Experiencing) 1. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความสำคัญของการสอบสัมภาษณ์ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลที่ เหมาะสมเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา 2. สุ่มตัวแทนนักเรียนมานำเสนอความคิดเห็น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ขั้นที่ 2 สะท้อนกลับการเรียนรู้ (Reflecting) 3. ครูให้นักเรียนช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคนิคการสอบสัมภาษณ์ เช่น - วิธีการเตรียมตัวเพื่อสอบสัมภาษณ์ - สิ่งที่ควรทำในการสอบสัมภาษณ์ - สิ่งที่ไม่ควรทำในการสอบสัมภาษณ์ แนวคิด วัตถุประสงค์ สื่อ / อุปกรณ์ การดำเนินกิจกรรม ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมที่ 5 เรื่อง เทคนิคการเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 50 นาที


37 | P a g e - คำถามที่มักจะใช้ในการสัมภาษณ์ - ลักษณะที่จะถูกตัดออกจากการสัมภาษณ์ 4. นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง เทคนิควิธีการในการสอบสัมภาษณ์ ขั้นที่ 3 สรุปสาระสู่ชีวิต (Generalizing) 5. ครูแจกใบงานเรื่อง การสอบสัมภาษณ์ให้กับนักเรียนและให้นักเรียนซักถามเพื่อความเข้าใจก่อนลงมือ ทำ 6. ครูสุ่มนักเรียนให้เป็นกรณีศึกษาในการแสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ตามระบบการ คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา TCAS ระบบ Portfolio จำนวน 5 คู่ โดยมีครูร่วมแสดงเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยที่สัมภาษณ์นักเรียน 7. นักเรียนช่วยกันแสดงความคิดเห็นถึงข้อบกพร่องของผู้เข้าสัมภาษณ์ ขั้นที่ 4 คิดและนำไปใช้ (Applying) 8. อภิปรายซักถามถึงสิ่งที่ได้รับจากสถานการณ์จำลองและสุ่มตัวแทนนักเรียน 2-3 คน ออกมาสรุป 9. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 1. วิธีการวัดและประเมินผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 1.2 ตรวจชิ้นงาน 2. เครื่องมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม 2.2 แบบประเมินผลงานผู้เรียนรายบุคคลแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) สำหรับนักเรียน 3. เกณฑ์การประเมิน 3.1 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจากการปฏิบัติกิจกรรม เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ระดับดีเยี่ยม ให้ 3 คะแนน 8-9 คะแนน หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับดี ให้ 2 คะแนน 5-7 คะแนน หมายถึง ดี ระดับพอใช้ ให้ 1 คะแนน 1-4 คะแนน หมายถึง พอใช้ นักเรียนต้องได้รับการตัดสินคุณภาพในระดับ “ดี” ขึ้นไป จึง “ผ่าน” เกณฑ์การประเมิน การวัดและประเมินผล


38 | P a g e ใบความรู้เรื่อง เทคนิคในการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ประกอบการจัดกิจกรรม เรื่อง การสอบสัมภาษณ์ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ การเตรียมตัวก่อนวันไปสัมภาษณ์ 1. เตรียมเอกสารส่วนตัวให้เรียบร้อย จัดลงในแฟ้มสะสมผลงาน หรือ PORTFOLIO ให้เป็นระบบตัวอย่าง เอกสาร เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติการเรียน ผลการเรียน การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก โรงเรียน การประกวดแข่งขัน ผลงานและรางวัลต่าง ๆ รูปภาพ ฯลฯ 2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะ และสาขาวิชาที่สมัครเข้าศึกษา รวมทั้งติดตามข่าวสารความรู้ ทั่วไปในปัจจุบัน 3. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ไปสัมภาษณ์ การเดินทาง ระยะทาง ตึก-ห้องที่จะสัมภาษณ์ควรจะเผื่อรถติด ด้วย 4. พักผ่อนให้เพียงพอ ควรงดการรับประทานอาหารรสจัด 5. อย่าลืมเตรียมปากกาไปด้วย วันสอบสัมภาษณ์ 1. แต่งกายเครื่องแบบนักเรียนที่สะอาด เรียบร้อย นักเรียนชายผมสั้น นักเรียนหญิงถ้าผมยาวให้รวบผมติด กิ๊บให้เรียบร้อย ไม่แต่งหน้า ไม่ใส่น้ำหอม และไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ นอกจากนาฬิกา 2. รับประทานอาหารเช้า ทำภารกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย 3. ไปถึงห้องสอบก่อนเวลาไม่น้อยกว่า 15 นาทีเข้าห้องน้ำ นั่งรอหน้าห้องด้วยความสบายใจ ไม่คุยเสียงดัง ไม่เล่น ให้นั่งรอเรียกชื่อด้วยความสงบ ถ้าตื่นเต้นให้หายใจยาวๆ 4. ปิดโทรศัพท์มือถือ การเข้ารับการสัมภาษณ์ 1. เมื่อถูกเรียกชื่อให้เดินไปด้วยอาการสงบ ไม่ต้องตื่นเต้นมาก คิดว่า “เราทำได้” 2. ถ้ามีประตูให้เคาะประตูก่อน ถ้าไม่มี ให้เดินไปที่หน้าโต๊ะกรรมการสัมภาษณ์ และไหว้ด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม กรณีที่มีผู้สัมภาษณ์หลายคนให้ทำความเคารพครั้งเดียว โดยยืนตำแหน่งตรงกลางหน้าโต๊ะกรรมการ 3. นั่งลงเมื่อกรรมการบอกให้นั่ง พร้อมทั้งกล่าวคำขอบคุณ ให้นั่งด้วยท่าทีที่สุภาพ ไม่นั่งไขว่ห้าง กระดิกขา หรือโยกตัว ให้ประสานมือไว้ข้างหน้า สบตาผู้สัมภาษณ์ (ไม่จ้องตานะคะ) 4. ตอบคำถามด้วยความมั่นใจ มีน้ำเสียงที่ดังพอสมควรไม่ค่อยเกินไป 5. ภาษาที่ใช้ควรจะเป็นภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่พูดภาษาไทยคำอังกฤษคำ ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะของวัยรุ่น ควรจะลงท้าย “ค่ะ ครับ” ทุกครั้งที่ตอบคำถาม 6. การแสดงความคิดเห็นควรจะเน้นความมีเหตุผล ไม่มีอคติหรือตอบในแง่ลบ 7. ไม่ถ่อมตนจนเกินไป ไม่คุยโอ้อวดหรือแสดงความมั่นใจจนเกินไป นอกจากเป็นคำถามที่ตนเองมีความ ชำนาญเฉพาะด้าน เช่น มีทักษะด้านหุ่นยนต์ หรือ ดนตรีไทย ก็สามารถอธิบายได้ด้วยความมั่นใจ


39 | P a g e 8. คำถามบางคำถามอาจจะตอบไม่ได้ไม่ต้องตกใจ ให้บอกว่าไม่ทราบ แล้วจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติม (แต่ไม่ใช่ ไม่ทราบทุกคำถามนะคะ) การยุติการสัมภาษณ์ เมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ์ให้ทำความเคารพกรรมการผู้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่อ้อนน้อม เป็นอันเสร็จสิ้นการ สัมภาษณ์ค่ะ คราวนี้ก็รอลุ้นการประกาศรายชื่อนะคะ คำถามหรือคำพูดที่มักจะพบในการสอบสัมภาษณ์ 1. ไหนลองแนะนำตัวหน่อยสิครับ 2. ทำไมถึงเลือกเรียน สาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัยนี้ 3. ทราบไหมว่าสาขาวิชานี้เรียนเกี่ยวกับอะไร 4. คิดว่าสาขาวิชาที่เลือกเมื่อจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง 5. คิดว่าตนเองเหมาะสมกับสาขาวิชานี้อย่างไร 6. บางท่านอาจจะถามข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดที่เราอยู่ เช่น ชื่อผู้ว่าราชการจังหวัด คำขวัญของจังหวัด จุดเด่น ของจังหวัด ฯลฯ 7. ชอบ/ไม่ชอบวิชาอะไร 8. อนาคตอยากจะประกอบอาชีพอะไร 9. ให้พูดถึงข้อดี/ข้อเสียของตนเอง 10. ถ้าเป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษา หรือแผนการเรียนที่นักเรียนเรียนจบมา อาจจะมีการสัมภาษณ์เป็น ภาษานั้น หรือ ให้พูดภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือ เยอรมัน ให้ฟัง เป็นต้น 11. บางครั้งอาจจะมีคำถามยั่วยุ หรือสบประมาท ให้ตอบคำถามด้วยความใจเย็น และมีเหตุผล และที่สำคัญ ที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์การสัมภาษณ์จะกดดันความรู้สึกอย่างไรก็ขอให้นักเรียนยิ้มไว้เป็นดีที่สุดค่ะหวังว่าคงสร้าง ความมั่นใจในการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ………………………………………. ที่มา: http://www.baanmaha.com/community/thread29083.html


40 | P a g e


42 ภาคผนวก ข การแปลผลการวิเคราะห์แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5


การแปลผผลการวิเคราะห์แบบวั ข้อ รายการประเมิน 1 ข้าพเจ้าปฏิบัติงานด้วยความคิดของตนเองโดยไม่ต้องรอใครบังคับ 2 ข้าพเจ้าจะเลือกทำงานหรือกิจกรรมที่ตนเองถนัดเท่านั้น 3 ข้าพเจ้าชอบทำงานที่ท้าทายความสามารถของตนเอง 4 ข้าพเจ้าชื่นชอบการแข่งขันและมุ่งหวังผลประโยชน์ทุกครั้ง 5 ข้าพเจ้ามีความมุ่งหวังที่จะประสบผลสำเร็จในการเรียนรายวิชานี้ 6 ในขณะที่ครูสอนข้าพเจ้าจดจ่ออยู่กับการสอนและปฏิบัติตามคำสั่งของครูผู้สอนเสม 7 เมื่อมีเวลาว่างข้าพเจ้าจะทบทวนเนื้อหาที่เรียนผ่านมา 8 เมื่อข้าพเจ้ามีข้อสงสัยในบทเรียนข้าพเจ้าจะเข้าไปถามครู 9 ข้าพเจ้าชอบถามเพื่อนเพื่อหาคำตอบที่ข้าพเจ้าอยากรู้มากกว่าการทดลองหาคำตอบ 10 ในการสอบแต่ละครั้ง ข้าพเจ่าจะนำผลการสอบมาเปรียบเทียบกับครั้งก่อนเสมอ เพื่ ตนเอง 11 ข้าพเจ้าไม่สนใจสิ่งเร้ารอบข้าง เช่น โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ระหว่างการเรียน 12 ข้าพเจ้ารู้สึกกระตือรือร้นทุครั้งเมื่อถึงวัน/เวลาเรียนรายวิชานี้ 13 ข้าพเจ้าตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จก่อนเพื่อน 14 ข้าพเจ้าทำงานส่งตามกำหนดเวลาทุกครั้งที่ได้รับมอบหมาย 15 แม้งานที่ได้รับมอบหมายยังไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกเป็นกังวล 16 ข้าพเจ้าชอบทำงานด้วยตนเอง ไม่ชอบใหผู้อี่นทำให้


วัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินแบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ก่อนเรียนS.D. ระดับคุณภาพ 2.21 0.41 พึงพอใจน้อย 2.15 0.38 พึงพอใจน้อย 2.40 0.51 พึงพอใจน้อย 2.48 0.50 พึงพอใจน้อย 2.49 0.53 พึงพอใจน้อย อ 2.37 0.51 พึงพอใจน้อย 2.33 0.49 พึงพอใจน้อย 2.35 0.48 พึงพอใจน้อย บด้วยตัวเอง 2.46 0.50 พึงพอใจน้อย พื่อปรับปรุง 2.31 0.48 พึงพอใจน้อย 2.40 0.51 พึงพอใจน้อย 2.42 0.52 พึงพอใจน้อย 2.47 0.51 พึงพอใจน้อย 2.55 0.56 พึงพอใจปานกลาง 2.25 0.43 พึงพอใจปานกลาง 2.17 0.37 พึงพอใจน้อย ̅


การแปลผลการวิเคราะห์แบบวั ข้อ รายการประเมิน 17 เมื่อข้าพเจ้าทำงานผิดพลาด ข้าพเจ้าจะคิดว่าเป็นเพราะงานนั้นยากเกินไปก่อนเสมอ 18 ข้าพเจ้าทำงาน/การบ้านด้วยตัวข้าพเจ้าเอง โดยไม่ลอกคนอื่น 19 ข้าพเจ้าชอบร่วมจับกลุ่มอภิปรายเนื้อหา/งานกับเพื่อนในชั้นเรียน 20 ข้าพเจ้าชอบแสดงความคิดเห็นร่วมกับครูและเพื่อน ๆ ระหว่างการสอนในชั้นเรียน 21 ข้าพเจ้าร่วมมือกับเพื่อนเพื่อทำภาระงานที่ได้รับมอบหมาย 22 ข้าพเจ้าสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้ทุกคน 23 เมื่อสมาชิกในกลุ่มมีปัญหาข้าพเจ้าจะช่วยเหลือเขา 24 ระหว่างปฏิบัติภาระงานเมื่อข้าพเจ้ามีปัญหาข้าพเจ้าจะถามครูทันที 25 ข้าพเจ้าชอบทำงานโดยไม่หยุดจนกว่างานนั้นจะสำเร็จ 26 เมื่อเจอโจทย์ปัญหาที่ยากข้าพเจ้าจะพยายามแก้ปัญหาให้ได้ 27 ข้าพเจ้าไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค แม้การเรียน/งานที่ได้รับมอบหมายจะยากแค่ไหน 28 เมื่อทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าอยากทำงานที่ยากขึ้นกว่าเดิม 29 ข้าพเจ้าพร้อมที่จะทำงานภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน 30 ข้าพเจ้าวางแผนการเรียนไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเวลาว่าง 31 ข้าพเจ้าเตรียมหนังสือและอุปกรณ์การเรียนไว้รอวันพรุ่งนี้ 32 ข้าพเจ้าทำงานตามลำดับขั้นตอนที่ข้าพเจ้าได้วางแผนเอาไว้


ัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินแบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ก่อนเรียนS.D. ระดับคุณภาพ อ 2.51 0.54 พึงพอใจปานกลาง 2.54 0.55 พึงพอใจปานกลาง 2.50 0.53 พึงพอใจน้อย 2.36 0.48 พึงพอใจน้อย 2.38 0.49 พึงพอใจน้อย 2.34 0.49 พึงพอใจน้อย 2.42 0.50 พึงพอใจน้อย 2.57 0.52 พึงพอใจปานกลาง 2.31 0.49 พึงพอใจน้อย 2.31 0.46 พึงพอใจน้อย 2.45 0.53 พึงพอใจน้อย 2.35 0.51 พึงพอใจน้อย 2.29 0.48 พึงพอใจน้อย 2.39 0.50 พึงพอใจน้อย 2.40 0.51 พึงพอใจน้อย 2.38 0.49 พึงพอใจน้อย ̅


การแปลผผลการวิเคราะห์แบบวั ข้อ รายการประเมิน 33 ข้าพเจ้ามีการไตร่ตรองเสมอ ก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป 34 ข้าพเจ้าตั้งเป้าหมายการเรียนถึงระดับสูงสุดของการศึกษา 35 เมื่อจะลงมือทำงานชิ้นใดก็ตาม ข้าพเจ้ามักจะรวบรวมรายละเอียดก่อนเสมอ รวม


วัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินแบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ก่อนเรียนS.D. ระดับคุณภาพ 2.33 0.47 พึงพอใจน้อย 2.50 0.51 พึงพอใจน้อย 2.55 0.50 พึงพอใจปานกลาง 2.39 0.49 พึงพอใจน้อย ̅


การแปลผผลการวิเคราะห์แบบวั ข้อ รายการประเมิน 1 ข้าพเจ้าปฏิบัติงานด้วยความคิดของตนเองโดยไม่ต้องรอใครบังคับ 2 ข้าพเจ้าจะเลือกทำงานหรือกิจกรรมที่ตนเองถนัดเท่านั้น 3 ข้าพเจ้าชอบทำงานที่ท้าทายความสามารถของตนเอง 4 ข้าพเจ้าชื่นชอบการแข่งขันและมุ่งหวังผลประโยชน์ทุกครั้ง 5 ข้าพเจ้ามีความมุ่งหวังที่จะประสบผลสำเร็จในการเรียนรายวิชานี้ 6 ในขณะที่ครูสอนข้าพเจ้าจดจ่ออยู่กับการสอนและปฏิบัติตามคำสั่งของครูผู้สอนเสม 7 เมื่อมีเวลาว่างข้าพเจ้าจะทบทวนเนื้อหาที่เรียนผ่านมา 8 เมื่อข้าพเจ้ามีข้อสงสัยในบทเรียนข้าพเจ้าจะเข้าไปถามครู 9 ข้าพเจ้าชอบถามเพื่อนเพื่อหาคำตอบที่ข้าพเจ้าอยากรู้มากกว่าการทดลองหาคำตอบ 10 ในการสอบแต่ละครั้ง ข้าพเจ่าจะนำผลการสอบมาเปรียบเทียบกับครั้งก่อนเสมอ เพื่ ตนเอง 11 ข้าพเจ้าไม่สนใจสิ่งเร้ารอบข้าง เช่น โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ระหว่างการเรียน 12 ข้าพเจ้ารู้สึกกระตือรือร้นทุครั้งเมื่อถึงวัน/เวลาเรียนรายวิชานี้ 13 ข้าพเจ้าตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จก่อนเพื่อน 14 ข้าพเจ้าทำงานส่งตามกำหนดเวลาทุกครั้งที่ได้รับมอบหมาย 15 แม้งานที่ได้รับมอบหมายยังไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกเป็นกังวล 16 ข้าพเจ้าชอบทำงานด้วยตนเอง ไม่ชอบใหผู้อี่นทำให้


วัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินแบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน หลังเรียนS.D. ระดับคุณภาพ 4.76 0.43 พึงพอใจมากที่สุด 4.15 0.50 พึงพอใจมาก 4.51 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.52 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.32 0.47 พึงพอใจมาก อ 4.30 0.46 พึงพอใจมาก 4.59 0.49 พึงพอใจมากที่สุด 4.38 0.49 พึงพอใจมาก บด้วยตัวเอง 4.64 0.48 พึงพอใจมากที่สุด พื่อปรับปรุง 4.51 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.36 0.48 พึงพอใจมาก 4.76 0.43 พึงพอใจมากที่สุด 4.61 0.49 พึงพอใจมากที่สุด 4.51 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.36 0.48 พึงพอใจมาก 4.67 0.47 พึงพอใจมากที่สุด ̅


การแปลผลการวิเคราะห์แบบวั ข้อ รายการประเมิน 17 เมื่อข้าพเจ้าทำงานผิดพลาด ข้าพเจ้าจะคิดว่าเป็นเพราะงานนั้นยากเกินไปก่อนเสมอ 18 ข้าพเจ้าทำงาน/การบ้านด้วยตัวข้าพเจ้าเอง โดยไม่ลอกคนอื่น 19 ข้าพเจ้าชอบร่วมจับกลุ่มอภิปรายเนื้อหา/งานกับเพื่อนในชั้นเรียน 20 ข้าพเจ้าชอบแสดงความคิดเห็นร่วมกับครูและเพื่อน ๆ ระหว่างการสอนในชั้นเรียน 21 ข้าพเจ้าร่วมมือกับเพื่อนเพื่อทำภาระงานที่ได้รับมอบหมาย 22 ข้าพเจ้าสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้ทุกคน 23 เมื่อสมาชิกในกลุ่มมีปัญหาข้าพเจ้าจะช่วยเหลือเขา 24 ระหว่างปฏิบัติภาระงานเมื่อข้าพเจ้ามีปัญหาข้าพเจ้าจะถามครูทันที 25 ข้าพเจ้าชอบทำงานโดยไม่หยุดจนกว่างานนั้นจะสำเร็จ 26 เมื่อเจอโจทย์ปัญหาที่ยากข้าพเจ้าจะพยายามแก้ปัญหาให้ได้ 27 ข้าพเจ้าไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค แม้การเรียน/งานที่ได้รับมอบหมายจะยากแค่ไหน 28 เมื่อทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าอยากทำงานที่ยากขึ้นกว่าเดิม 29 ข้าพเจ้าพร้อมที่จะทำงานภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน 30 ข้าพเจ้าวางแผนการเรียนไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเวลาว่าง 31 ข้าพเจ้าเตรียมหนังสือและอุปกรณ์การเรียนไว้รอวันพรุ่งนี้ 32 ข้าพเจ้าทำงานตามลำดับขั้นตอนที่ข้าพเจ้าได้วางแผนเอาไว้


ัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินแบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน หลังเรียนS.D. ระดับคุณภาพ อ 4.62 0.49 พึงพอใจมากที่สุด 4.51 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.65 0.48 พึงพอใจมากที่สุด 4.50 0.50 พึงพอใจมาก 4.64 0.48 พึงพอใจมากที่สุด 4.55 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.76 0.43 พึงพอใจมากที่สุด 4.27 0.44 พึงพอใจมาก 4.76 0.43 พึงพอใจมากที่สุด 4.43 0.50 พึงพอใจมาก 4.46 0.50 พึงพอใจมาก 4.55 0.50 พึงพอใจมากที่สุด 4.43 0.50 พึงพอใจมาก 4.49 0.50 พึงพอใจมาก 4.18 0.39 พึงพอใจมาก 4.48 0.50 พึงพอใจมาก ̅


Click to View FlipBook Version