The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน-โรงเรียนชุมชนโนนสูง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Manaschai Prompakdee, 2024-01-29 03:31:35

แผนการสอน-โรงเรียนชุมชนโนนสูง

แผนการสอน-โรงเรียนชุมชนโนนสูง

กิจกรรมการเรียนรู้ วิธีการสอนโดยเน้นกระบวนการ : การบวนการเรียนความรู้ ความเข้าใจ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน นักเรียนแบ่งกลุ่ม ตามที่ครูกำหนดเพื่อไปสืบค้นที่มาของละครไทย ขั้นสอน 1.นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาที่มาและความหมายของละครไทยอย่างละเอียด 2.นักเรียนเขียนแผนผังความคิดที่มาและความหมายของละครไทยในใบงาน ขั้นสรุป 1.นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการสรุปที่มาและความหมายของละครไทยหน้าชั้นเรียน 2.นักเรียนและครูร่วมกันสรุปที่มาและความหมายของละครไทยให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1.ใบงานเรื่องที่มาและความหมายของละครไทย 2.หนังสือเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ป.6 การวัดและการประเมินผล วัตถุประสงค์ วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์ 1.นักเรียนสามารถ อธิบายที่มาของละคร ไทยได้(K) 2.นักเรียนสามารถสรุป ที่มาและความหมาย ละครไทยได้(P) 3.นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมได้อย่าง สนุกสนานเพลิดเพลิน (A) ตรวจจากการตอบ คำถาม ตรวจจากใบงาน การสังตพฤติกรรม การตอบคำถาม ใบงานเรื่องที่มาและ ความหมายของ นาฏศิลป์ การสังเกต ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์


แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ศิลปะ รหัส ศ 16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง คุณค่าของนาฏศิลป์และการละคร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 1ชม./สัปดาห์ แผนการเรียนรู้ที่ 20 เรื่อง ความสำคัญและคุณค่าของนาฏศิลป์และละคร เวลา 1ชั่วโมง 1. สาระการเรียนรู้ • ความหมาย ความเป็นมา ความสำคัญ ของนาฏศิลป์และการละคร 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ นาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรท ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล 3. ตัวชี้วัด ศ 3.2 ป.6/1 อธิบายสิ่งที่มีความสำคัญต่อการแสดงนาฏศิลป์และละคร 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) นักเรียนสามารถอธิบายความสำคัญและคุณค่าของนาฏศิลป์และละครได้ (K) 2)นักเรียนสามารถสรุปความสำคัญและคุณค่าของนาฏศิลป์และละครได้(P) 3)นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน (A) 5. สาระสำคัญ การแสดงนาฏศิลป์และละคร มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ควรแก่การอนุรักษ์ รวมถึงระลึกถึงบุคคลที่มีความสำคัญทางนาฏศิลป์และการละคร เพื่อเป็นตัวอย่างในการส่งเสริมและอนุรักษ์ นาฏศิลป์ไทยและละครไทย 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 6.1 ความสามารถในการคิด - ทักษะการวิเคราะห์ 6.2 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 7.1 มีวินัย 7.2 ใฝ่เรียนรู้ 7.3 มุ่งมั่นในการทำงาน


กิจกรรมการเรียนรู้ วิธีการสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการสร้างความตระหนัก ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน นักเรียนดูภาพการแสดงโขนและละครแล้วช่วยกันคิดว่าการแสดงดังกล่าวมีคุณค่าอย่างไร ขั้นสอน 1.นักเรียนแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่มเท่ากัน - กลุ่มที่ 1 ศึกษาความสำคัญของนาฏศิลป์และละคร - กลุ่มที่ 2 ศึกษาคุณค่าของนาฏศิลป์และละคร 2.นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษาลงในใบงานและศึกษาอย่างละเอียด 3.นักเรียนแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 พูดสรุปให้กลุ่มที่ 2 ฟัง และ กลุ่มที่ 2 พูดสรุปให้กลุ่มที่ 1 ฟัง ขั้นสรุป 1.นักเรียนกลุ่มที่ 1 ออกมาพูดสรุปหน้าชั้นเรียนตามความเข้าใจ และกลุ่มที่ 2 ตามลำดับ 2.นักเรียนและครูร่วมกันสรุปบทเรียนให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1.ใบงานเรื่องความสำคัญและคุณค่าของนาฏศิลป์และละคร 2. รูปภาพการแสดงโขนและละคร 3.หนังสือเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ป.6 การวัดและการประเมินผล วัตถุประสงค์ วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์ 1.นักเรียนสามารถ อธิบายความสำคัญและ คุณค่าของนาฏศิลป์และ ละคร(K) 2.นักเรียนสามารถสรุป ความสำคัญและคุณค่า ของนาฏศิลป์และละคร ได้(P) 3.นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมได้อย่าง สนุกสนานเพลิดเพลิน (A) ตรวจจากการตอบ คำถาม ตรวจจากใบงาน การสังตพฤติกรรม การตอบคำถาม ใบงานเรื่องความสำคัญ และคุณค่าของนาฏศิลป์ และละคร การสังเกต ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์


ชื่อ..................................................................................................ชั้น............เลขที่. ......... คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1.เพลงปลุกใจ หมายถึง เพลงปลุกใจ หมายถึง เพลงที่มีความหมายมุ่งปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้เกิดความรักชาติ บ้านเมือง รัก หมู่คณะ มีความสามัคคี และความเสียสละ 2.เพลงปลุกใจเริ่มขึ้นในสมัยใด สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 3.เนื้อเพลงและทำนองเพลงปลุกใจมีลักษณะอย่างไร เป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำนอง จังหวะและลีลาคึกคักเร้าใจ ชวนให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ฮึกเหิมและ คึกคักคล้อยตามเนื้อร้อง การร้องเพลงปลุกใจจะเน้นจังหวะและเนื้อร้องเป็นสำคัญ จึงนิยมร้องหมู่ เพื่อ บรรยากาศคึกคักกระหึ่ม แสดงถึงพลังที่มั่นคงแข็งแรง 4.เครื่องแต่งกายประกอบการแสดงท่าทางประกอบเพลงปลุกใจ แต่งแบบใด แต่งได้หลายแบบตามความเหมาะสมและโอกาสที่แสดง เช่น ถ้าแสดงสลับฉากละคร ก็อาจแต่ง แบบทหารไทยโบราณ วีรสตรีไทย ถ้าแสดงเป็นชุดรีวิวก็แต่งแบบพื้นบ้าน ชาวนา ชาวไร่การแสดงเพลงปลุกใจ มักแสดงเป็นหมู่ชาย – หญิง 5.ให้นักเรียนยกตัวอย่างเพลงปลุกใจมาอย่างน้อย ๕ เพลง เพลงต้นตระกูลไทย เพลงรักเมืองไทย เพลงไทยรวมพลัง เพลงตื่นเถิดชาวไทย เพลงใต้ร่มธงไทย เพลงศึกบางระจัน เพลงเลือดสุพรรณ เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย เพลงรักเมืองไทย เพลงเพื่อนไทย ใบงาน เรื่องการประดิษฐ์ท่าทาง ประกอบเพลงปลุกใจ


ชื่อ..................................................................................................ชั้น............เลขที่. ......... คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1.เพลงปลุกใจ หมายถึง .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2.เพลงปลุกใจเริ่มขึ้นในสมัยใด ......................................................................................................................................... .................................... 3.เนื้อเพลงและทำนองเพลงปลุกใจมีลักษณะอย่างไร .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 4.เครื่องแต่งกายประกอบการแสดงท่าทางประกอบเพลงปลุกใจ แต่งแบบใด ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 5.ให้นักเรียนยกตัวอย่างเพลงปลุกใจมาอย่างน้อย 5 เพลง ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ใบงาน เรื่องการประดิษฐ์ท่าทาง


แบบประเมินการสอบปฏิบัติ คำชี้แจง :ให้ ผู้สอน ประเมินการนำเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการที่กำหนด แล้วขีด ✓ ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของท่าทาง 2 ความสอดคล้องกับจังหวะ 3 ความพร้อมเพรียง 4 ความสวยงามในการเคลื่อนไหว รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพร่องบางส่วน ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพร่องเป็นส่วนใหญ่ ให้ 1 คะแนน


แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชิกในกลุ่ม 1. ...................................................................... 2. ...................................................................... 3....................................................................... 4....................................................................... 5....................................................................... คำชี้แจง : ให้ครูผู้สอน ทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


ใบความรู้ เรื่อง การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ การแต่งกาย การแต่งกายเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ ในยุคก่อนมนุษย์ต้องการเพียงแค่ เครื่องนุ่งห่มปกคลุมร่างกายเพื่อความอบอุ่นแต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องแต่งกายมี ความสวยงามมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันการแต่งกายเป็น การบ่งบอกสถานภาพทางสังคม บางอาชีพมีการกำหนดลักษณะการแต่งกาย หรือเรียกว่าเครื่องแบบ เครื่องแต่งกายเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ บ่งบอกถึงบุคลิกภาพ รสนิยม และ บทบาทหน้าที่การงาน หากเราแต่งกายอย่างมีศิลปะ ถูกต้อง เหมาะสมกับตัวเราและสถานการณ์ ก็จะช่วย เสริมสร้างให้เราเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี ดังนั้น จึงควรแต่งกายให้มีความเหมาะสมกับอาชีพและสถานภาพของ ตนเอง นอกจากนั้นการแต่งกายที่ดีจะช่วยสร้างความประทับใจให้เกิดแก่ผู้พบเห็น เพราะการแต่งกายที่ดีนั้น เป็นสิ่งแรกที่จะสร้างความพอใจ ความสนใจ ความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาและความไว้วางใจได้ การแต่งกายภาคอีสาน ลักษณะการแต่งกาย ผู้ชาย ส่วนใหญ่นิยมสวมเสื้อแขนสั้นสีเข้มๆ ที่เราเรียกว่า "ม่อห่อม" สวมกางเกงสีเดียวกับเสื้อจรดเข่า นิยมใช้ ผ้าคาดเอวด้วยผ้าขาวม้า ผู้หญิง การแต่งกายส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นแบบทอทั้งตัว สวมเสื้อคอเปิดเล่นสีสัน ห่มผ้าสไบเฉียง สวม เครื่องประดับตามข้อมือ ข้อเท้าและคอ ผ้าพื้นเมืองอีสาน ชาวอีสานถือว่าการทอผ้าเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจากฤดูการทำนาหรือว่างจากงานประจำอื่นๆ ใต้ถุนบ้านแต่ ละบ้านจะกางหูกทอผ้ากันแทบทุกครัวเรือน โดยผู้หญิงในวัยต่างๆ จะสืบทอดกันมาผ่านการจดจำและปฏิบัติ จากวัยเด็ก ทั้งลวดลายสีสัน การย้อมและการทอ ผ้าที่ทอด้วยมือจะนำไปใช้ตัดเย็บทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม หมอน ที่นอน ผ้าห่ม และการทอผ้ายังเป็นการเตรียมผ้าสำหรับการออกเรือนสำหรับหญิงวัยสาว ทั้งการเตรียมสำหรับ ตนเองและเจ้าบ่าว ทั้งยังเป็นการวัดถึงความเป็นกุลสตรี เป็นแม่เหย้าแม่เรือนของหญิงชาวอีสานอีกด้วย ผ้าที่ ทอขึ้นจำแนกออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. ผ้าทอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลาย เพราะต้องการความทนทานจึงทอด้วยฝ้ายย้อม สีตามต้องการ 2. ผ้าทอสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น ใช้ในงานบุญประเพณีต่างๆ งานแต่งงาน งานฟ้อนรำ ผ้าที่ทอจึงมัก มีลวดลายที่สวยงามวิจิตรพิสดาร มีหลากหลายสีสัน


ประเพณีที่คู่กันมากับการทอผ้าคือการลงข่วง โดยบรรดาสาวๆ ในหมู่บ้านจะพากันมารวมกลุ่มก่อกองไฟ บ้างก็ สาวไหม บ้างก็ปั่นฝ้าย กรอฝ้าย ฝ่ายชายก็ถือโอกาสมาเกี้ยวพาราสีและนั่งคุยเป็นเพื่อน บางครั้งก็มีการน ำ ดนตรีพื้นบ้านอย่างพิณ แคน โหวต มาบรรเลงจ่ายผญาโต้ตอบกัน เนื่องจากอีสานมีชนอยู่หลายกลุ่มวัฒนธรรม การผลิตผ้าพื้นเมืองจึงแตกต่างกันไปตามกลุ่มวัฒนธรรม การแต่งกายให้เหมาะกับกาละเทศะ คือการแต่งกายให้เหมาะกับสถานที่ หรืองานต่างๆ เช่นการไปทำบุญที่วัด ไม่ควรใส่ขาสั้นหรือกระโปรงสั้น สาย เดี่ยวหรือเสื้อกล้าม ควรใส่เสื้อผ้าโทนขาวหรือครีมไม่บาง สวมกางเกงขายาวหรือนุ่งซิ่นเลยเข่าลงมา ไปงาน มงคลควรใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส งานอวมงคลหรืองานศพควรใส่สีสุภาพ สีดำหรือขาว กางเกงสุภาพ กลุ่มอีสานเหนือ เป็นกลุ่มชนเชื้อสายลาวที่มีกำเนิดในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และยังมีกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เช่น ข่า ผู้ไท โส้ แสก กระเลิง ย้อ ซึ่งกลุ่มไทยลาวนี้มีความสำคัญในการผลิตผ้าพื้นเมืองของอีสาน ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากฝ้ายและ ไหม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการนำเอาเส้นใยสังเคราะห์มาทอร่วมด้วย ผ้าที่นิยมทอกัยในแถบอีสานเหนือคือ ผ้า มัดหมี่ ผ้าขิด และผ้าแพรวา ผ้ามัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองที่ใช้กรรมวิธีในการย้อมสีที่เรียกว่า การมัด ย้อม (tie dye) เพื่อทำให้ผ้าที่ทอเกิดเป็นลวดลายสีสันต่างๆ เอกลักษณ์อันโดดเด่นก็อยู่ตรงที่รอยซึมของสีที่วิ่ง ไปตามบริเวณของลวดลายที่ผูกมัด และการเหลื่อมล้ำในตำแหน่งต่างๆ ของเส้นด้ายเมื่อถูกนำขึ้นกี่ในขณะที่ทอ ลวดลายสีสันอันวิจิตรจะได้มาจากความชำนาญของการผูกมัดและย้อมหลายครั้งในสีที่แตกต่าง ซึ่งสืบทอดมา จากบรรพบุรุษ การทอผ้ามัดหมี่จะมีแม่ลายพื้นฐาน 7 ลาย คือ หมี่ขอ หมี่โคม หมี่บักจัน หมี่กงน้อย หมี่ดอก แก้ว หมี่ข้อและหมี่ใบไผ่ ซึ่งแม่ลายพื้นฐานเหล่านี้ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น จากลายใบไม้ ดอกไม้ชนิด ต่างๆ สัตว์ เป็นต้น ผ้ามัดหมี่ที่มีชื่อเสียงได้แก่ เขตอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น อำเภอบ้านเขวา จังหวัด ชัยภูมิ เป็นต้น ผ้าขิด หมายถึงผ้าที่ทอโดยวิธีใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิดซ้อนเส้นยืนขึ้นตามจังหวะที่ต้องการ เว้นแล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง ให้เดินตลอด การเว้นเส้นยืนถี่ห่างไม่เท่ากันจะทำให้เกิดลวดลายต่างๆ ทำนองเดียวกับการทำลวดลายของ เครื่องจักสาน จากกรรมวิธีที่ต้องใช้ไม้เก็บนี้จึงเรียกว่า การเก็บขิด มากกว่าที่จะเรียก การทอขิด ผ้าขิดที่นิยม ทอกันมีอยู่ 3 ชนิด ตามลักษณะประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก คือ ผ้าตีนซิ่น เป็นผ้าขิดที่ทอเพื่อใช้ต่อชายด้านล่างของผ้าซิ่น เนื่องจากผ้าทอพื้นเมืองจะมีข้อจำกัดในเรื่องของ ขนาดผืนผ้า ดังนั้นเวลานุ่งผ้าซิ่นผ้าจะสั้นจึงต่อชายผ้าที่เป็นตีนซิ่นและหัวซิ่นเพื่อให้ยาวพอเหมาะ ผ้าหัวซิ่น ก็เช่นเดียวกันเป็นผ้าขิดที่ใช้ต่อชายบนของผ้าซิ่น


ผ้าแพรวา มีลักษณะการทอเช่นเดียวกับผ้าจก แพรวา มีความหมายว่า ผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอเป็นผืนมีความ ยาวประมาณวาหนึ่งของผู้ทอ ซึ่งยาวประมาณ 1.5-2 เมตร ผ้าแพรมน มีลักษณะเช่นเดียวกับแพรวา แต่มีขนาดเล็กกว่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นิยมใช้เช่นเดียวกับ ผ้าเช็ดหน้าและหญิงสาวผู้ไทนิยมใช้โพกผม ผ้าลายน้ำไหล ผ้าลายน้ำไหลนี้ที่มีชื่อเสียงคือ ซิ่นน่าน (ของภาคเหนือ) มีลักษณะการทอลวดลายเป็นริ้วใหญ่ๆ สลับสีประมาณ 3 หรือ 4 สี แต่ละช่วงอาจคั่นลวดลายให้ดูงดงามยิ่งขึ้น ผ้าลายน้ำไหลของอีสานก็คงจะได้ แบบอย่างมาจากทางเหนือ โดยทอเป็นลายขนานกับลำตัว และจะสลับด้วยลายขิดเป็นช่วงๆ ผ้าโสร่ง เป็นผ้านุ่งสำหรับผู้ชาย ลักษณะของผ้าโสร่งจะทอด้วยไหมหรือฝ้ายมีลวดลายเป็นตาหมากรุกสลับเส้น เล็ก 1 คู่ และตาหมากรุกใหญ่สลับกัน กว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร เย็บต่อกันเป็นผืน กลุ่มอีสานใต้ คือกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรที่กระจัดกระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษและบุรีรัมย์ เป็น กลุ่มที่มีการทอผ้าที่มีเอกลักษณ์โดยเฉพาะของตนเอง มีสีสันที่แตกต่างจากกลุ่มไทยลาว ผ้ามัดหมี่ ในกลุ่มอีสานใต้ก็มีการทอเช่นเดียวกันนิยมใช้สีที่ทำเองจากธรรมชาติเพียงไม่กี่สี ทำให้สีของลวดลาย ไม่เด่นชัดเหมือนกลุ่มไทยลาว แต่ที่เห็นเด่นชัดในกลุ่มนี้คือการทอผ้าแบบอื่นๆ เพื่อการใช้สอยกันมากเช่น ผ้าหางกระรอก จะมีสีเลื่อมงดงามด้วยการใช้เส้นไหมต่างสีสองเส้นควั่นทบกันทอแทรก ผ้าปูม เป็นผ้าที่มีลักษณะการมัดหมี่ที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ต่างจากถิ่นอื่น ผ้าเซียม (ลุยเซียม) ผ้าไหมที่นิยมใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ ผ้าขิด การทอผ้าขิดในกลุ่มอีสานใต้มีทั้งการทอด้วยผ้าฝ้ายและผ้าไหม แต่ส่วนมากมักจะใช้ต่อเป็นตีนซิ่นในหมู่ คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดี เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่นิยมใช้กัน ลักษระการต่อตีนซิ่นของกลุ่มนี้นิยม ใช้เชิงต่อจากตัวซิ่นก่อน แล้วจึงใช้ตีนซิ่นต่อจากเชิงอีกทีหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มไทยลาวอย่างเด่นชัด การแต่งกายภาคเหนือ การแต่งกายพื้นเมืองของภาคเหนือมีลักษณะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติของกลุ่มชนคนเมือง เนื่องจากผู้คน หลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งบ่งบอกเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นถิ่น


สำหรับหญิงชาวเหนือจะนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง มีความยาวเกือบถึงตาตุ่ม ซึ่งนิยมนุ่งทั้งสาวและคนแก่ ผ้าถุงจะมี ความประณีต งดงาม ตีนซิ่นจะมีลวดลายงดงาม ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อคอกลม มีสีสัน ลวดลายสวยงาม อาจห่ม สไบทับ และเกล้าผม ส่วนผู้ชายนิยมนุ่งนุ่งกางเกงขายาวลักษณะแบบกางเกงขายาวแบบ 3 ส่วน เรียกติดปากว่า "เตี่ยว" "เตี่ยว สะดอ" หรือ "เตี่ยวกี" ทำจากผ้าฝ้าย ย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ และสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมแขนสั้น แบบผ่าอก กระดุม 5 เม็ด สีน้ำเงินหรือสีดำ ที่เรียกว่า เสื้อม่อฮ่อม ชุดนี้ใส่เวลาทำงาน หรือคอจีนแขนยาว อาจมีผ้าคาด เอว ผ้าพาดบ่า และมีผ้าโพกศีรษะ การแต่งกายภาคกลาง ภาษาภาคกลาง ส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยกลางที่เป็นภาษาราชการ ยกเว้นคนบางกลุ่มที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน ชาวมอญหรือชาวลาวพวน ซึ่งมีสำเนียงภาษาที่แตกต่างออกไป การแต่งกายภาคกลาง การแต่งกายในชีวิตประจำวันทั่วไป ชายนุ่งกางเกงครึ่งน่อง สวมเสื้อแขนสั้น คาดผ้าขาวม้า ส่วนหญิง จะนุ่งซิ่นยาว สวมเสื้อแขนสั้นหรือยาว ลักษณะเครื่องแต่งกาย ผู้ชาย สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่โจงกระเบนสวมเสื้อสีขาว ติดกระดุม 5 เม็ด ที่เรียกว่า "ราชประแตน" ไว้ผมสั้นข้างๆตัดเกรียนถึงหนังศีรษะข้างบนหวีแสกกลาง ผู้หญิง สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นยาวครึ่งแข้ง ห่มสไบเฉียงตามสมัย อยุธยา ทรงผมเกล้าเป็นมวย และสวมใส่เครื่องประดับเพื่อความสวยงาม ภาคกลางและภาคตะวันออก ชุดไทย ร.5 - ตัวเสื้อเป็นผ้าลูกไม้เนื้อนุ่ม เอวใส่ลาสติกระบายสวยงามทั้งรอบคอและปลายแขนเสื้อ แขนตุ๊กตาติดกระดุมด้านหลังสวมใส่สบาย โจรกระเบนผ้าตราดลายไทยสอดดิ้น


เด็กหญิงในสมัยนี้ นุ่งโจงกระเบนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ไม่สวมเสื้อเวลาออกงานจึงสวมเสื้อคอติดลูกไม้ที่ เรียกว่า เสื้อคอกระเช้า เวลาแต่งตัวเต็มที่นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวคอปิดแต่งด้วยผ้าลูกไม้งดงาม สวม ถุงเท้า รองเท้า เจ้านายที่ทรงพระเยาว์ ทรงฉลองพระองค์แขนยาว พองและทรงเครื่องประดับมาก ยังคงนิยม ไว้ผมจุก เมื่อตัดจุกแล้วจึงเริ่มไว้ผมยาว ได้กล่าวไว้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราช ประสงค์จะให้ชาวต่าง ประเทศดูหมิ่นเหยียดหยามคนไทยว่าแต่งกายเหมือนคนป่า จึงทรงกวดขันเรื่องนี้มาก ถึงกับโปรดให้ออกประกาศ 2 ฉบับ ใชับังคับราษฎร ฉบับแรกคือ ประกาศห้ามคนแต่งตัวไม่สมควร มิให้ไปมาในพระราชฐานที่เสด็จออก โดยห้ามผู้ใหญ่ทั้งชายหญิงสวม แต่เสื้อชั้นในหรือไม่สวมเสื้อเลย หรือนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่า หรือนุ่งผ้าหยักรั้งไม่ปิดเข่าหรือนุ่งโสร่ง หรือ สวมรองเท้าไม่มีถุงเท้า ไม่ว่ารองเท้าชนิดใด ๆ หรือสวมรองเท้าสลิปเปอร์ ตลอดจนเด็กที่เปลือยกายเข้ามาใน บริเวณพระราชวังชั้นนอกด้านหน้ากับบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยกเว้นคนทำงานขนของก่อสร้าง กวาด ล้าง ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือพาเด็กหรือปล่อยเด็กที่แต่งกายไม่สมควรดังกล่าวล่วงเข้ามาในเขตที่กำหนดไว้ให้นาย ประตูขับไล่ห้ามปราม ถ้าไม่ฟังให้จับส่งศาลกระทรวงวังตัดสินโทษ ปรับไม่เกินคราวละ 20 บาท หรือขังไว้ใช้ การไม่เกินคราวละ 15 วัน หรือทั้งปรับทั้งขังตามควรแก่โทษ ถ้าผู้ทำผิดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีลงไป บิดา มารดาหรือมูลนายหรือผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น จะต้องรับโทษแทนทุกประการ ประกาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ร.ศ.117 เป็นต้นไป ชุดราชปแตน - เป็นชุดไทยสำหรับท่านชายแบบทางการใช้ได้กับการใส่เพื่อเข้าร่วมงานพิธีแบบไทย หรือเป็นชุดสำหรับเจ้าบ่าว ในพิธีหมั้นหรือพิธีมงคลสมรส ชุดนี้โดยปกติจะใส่กับโจงกระเบนมีให้เลือก 8 สี ด้วยกันตัดเป็นสำเร็จรูปขอบยางยืด เครื่องแต่งกายของชายไทยในสมัยต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ได้ปรับปรุง ตามแบบประเพณีนิยมสากลของชาวตะวันตกเป็นครั้งแรก แต่หลังจากเสด็จประพาสอินเดีย-พม่า ในปี พ.ศ. 2414 แล้ว มีพระราชดำริว่า การสวมเสื้อนอกแบบฝรั่งซึ่งต้องมีเสื้อเชิ้ต สวมข้างในแล้วยัง มีผ้าผูกคออีกด้วย นั้น ไม่เหมาะสมกับอากาศร้อนของเมืองไทย จึงโปรดให้ดัดแปลงเป็นเสื้อนอกสีขาวคอปิดติดกระดุมตลอด อก 5 เม็ด เรียกว่า “เสื้อราชแปตแตนท์ (RajPattern) ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็น “เสื้อราชปะแตน” ซึ่ง แปลว่า “แบบหลวง” แต่ยังคงนุ่งผ้าม่วงสีกรมท่าเหมือนเดิม ในสมัยนี้ นิยมสวมหมวกแบบยุโรปหรือหมวกหาง นกยูง ถือไม้เท้า ซึ่งมักจะใช้คล้องแขนจึงเรียกว่า “ไม้ถือ” ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทหารนุ่งกางเกงขายาวแทนผ้าม่วงโจงกระเบนสีกรมท่า เป็นผลให้ประชาชนเริ่ม นิยมนุ่งกางเกงขายาวและสวมหมวกกะโล่กันขึ้นบ้างในตอนปลายรัชกาล การแต่งกายของชายทั่วไป ยังคงนิยมแต่งกายตามสบายเช่นเดียวกับสมัยรัชกาลก่อน ๆ คือ นุ่งผ้าลอยชาย มีผ้าขาวม้าหรือผ้าอะไรก็ได้แต่ะบ่าคลุมไหลหรือคาดพุง ซึ่งคงจะเป็นประเพณีการแต่งกายของ คนไทยตามปกติมาแต่โบราณและคาดพุง ไม่นิยมใช้ผ้าแตะบ่า การนุ่งลอยชาย คือ การเอาผ้าทั้งผืนนั้นมาโอบ หลังกะให้ชายผ้าข้างหน้าเท่ากัน แล้วขมวดชายพก ค่อนข้างใหญ่เหน็บแน่นติดตัว แล้วทิ้งชายห้อยลงไป ข้างหน้า การนุ่งผ้าลอยชายนี้ บางคนชอบนุ่งใต้สะดือ ชายพกที่ค่อนข้างใหญ่นี้เพื่อเก็บกล่องหรือหีบบุหรี่ที่ตน


ชอบ ส่วนผ้าคาดพุงไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวม้าหรือผ้าส่านหรือผ้าอะไรผูกเป็นโบเงื่อนกระทก ไว้ข้างหน้า ทิ้งชายผ้า ลงมาเล็กน้อย การแต่งกายภาคใต้ ภาคใต้ มีภาษาพูดประจำถิ่นที่ห้วนๆ สั้นๆ เป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า “ภาษาใต้หรือแหลง ใต้” ส่วนกลุ่มคนที่อยู่แถบชายแดนไทย-มาเลเซีย นิยมพูด ภาษายาวี หรือภาษามาเลเซีย ตัวอย่างภาษาพูดภาคใต้ เช่น แหลง (พูด) หร๋อย (อร่อย) ทำไหร๋ (ทำอะไร) บางท้องถิ่นใช้ ภาษายาวี เพราะนับถือศาสนาอิสลาม การแต่งกายภาคใต้ ภาคนี้มีการแต่งกายต่างกันตามเชื้อชาติ ถ้าเชื้อสายจีนจะแต่งแบบจีน ถ้าเป็นชาว มุสลิม ก็จะแต่งคล้ายกับชาวมาเลเซีย ปัจจุบันแหล่งทำผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4 แหล่งเท่านั้นคือ ที่ตำบลพุม เรี้ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช , เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตำบลนาหมื่น ศรี จังหวัดตรัง การแต่งกายของชาวใต้ การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ ของผู้คนอัน หลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 1. กลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มา สมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีน และมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่ 2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกาย ตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ


ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบ เอวถ้าอยู่ บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากำมะหยี่ 3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจง กระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี


ตอนที่1 คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.การแต่งกาย คือ ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................... ........................... ........................................................................................................ ...................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. 2.ลักษณะการแต่งการในแต่ละภาค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ใบงำน เรื่อง กำรออกแบบสร้ำงสรรค์ ดพ่รเน้


ตอนที่2 คำชี้แจง ให้นักเรียนจับคู่ภาพให้ถูกต้อง การแต่งกายไปร่วมงานแต่ง การแต่งกายไปร่วมงานศพ การแต่งกายไปทำบุญที่วัด


ตอนที่1 คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.การแต่งกาย คือ การแต่งกายเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ ในยุคก่อนมนุษย์ต้องการเพียงแค่ เครื่องนุ่งห่มปกคลุมร่างกายเพื่อความอบอุ่นแต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องแต่งกายมี ความสวยงามมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันการแต่งกายเป็น การบ่งบอกสถานภาพทางสังคม บางอาชีพมีการกำหนดลักษณะการแต่งกาย หรือเรียกว่าเครื่องแบบ 2.ลักษณะการแต่งการในแต่ละภาค(วิเคราะห์จากคำตอบของนักเรียน) ภาคอีสาน ผู้ชาย ส่วนใหญ่นิยมสวมเสื้อแขนสั้นสีเข้มๆ ที่เราเรียกว่า "ม่อห่อม" สวมกางเกงสีเดียวกับเสื้อ จรดเข่า นิยมใช้ผ้าคาดเอวด้วยผ้าขาวม้า ผู้หญิง การแต่งกายส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นแบบทอทั้งตัว สวมเสื้อคอเปิดเล่นสีสัน ห่มผ้าสไบ เฉียง สวมเครื่องประดับตามข้อมือ ข้อเท้าและคอ ภาคเหนือ ผู้หญิง ชาวเหนือจะนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง มีความยาวเกือบถึงตาตุ่ม ซึ่งนิยมนุ่งทั้งสาวและคนแก่ ผ้าถุงจะ มีความประณีต งดงาม ตีนซิ่นจะมีลวดลายงดงาม ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อคอกลม มีสีสัน ลวดลายสวยงาม อาจห่ม สไบทับ และเกล้าผม ผู้ชาย นิยมนุ่งนุ่งกางเกงขายาวลักษณะแบบกางเกงขายาวแบบ 3 ส่วน เรียกติดปากว่า "เตี่ยว" "เตี่ยว สะดอ" หรือ "เตี่ยวกี" ทำจากผ้าฝ้าย ย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ และสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมแขนสั้น แบบผ่าอก กระดุม 5 เม็ด สีน้ำเงินหรือสีดำ ที่เรียกว่า เสื้อม่อฮ่อม ชุดนี้ใส่เวลาทำงาน หรือคอจีนแขนยาว อาจมีผ้าคาด เอว ผ้าพาดบ่า และมีผ้าโพกศีรษะ ภาคกลาง ผู้ชาย สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่โจงกระเบนสวมเสื้อสีขาว ติดกระดุม 5 เม็ด ที่เรียกว่า "ราชประแตน" ไว้ผมสั้นข้างๆตัดเกรียนถึงหนังศีรษะข้างบนหวีแสกกลาง ผู้หญิง สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นยาวครึ่งแข้ง ห่มสไบ เฉียงตามสมัยอยุธยา ทรงผมเกล้าเป็นมวย และสวมใส่เครื่องประดับเพื่อความสวยงาม ใบงำน เรื่อง กำรออกแบบสร้ำงสรรค์ ดพ่รเน้


ภาคใต้ การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ ของผู้คนอันหลากหลาย ที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 1. กลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มา สมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีน และมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่ 2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกาย ตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบ เอวถ้าอยู่ บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากำมะหยี่ 3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจง กระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี ตอนที่ 2 คำชี้แจง ให้นักเรียนจับคู่ภาพให้ถูกต้อง การแต่งกายไปร่วมงานแต่ง การแต่งกายไปร่วมงานศพ การแต่งกายไปทำบุญที่วัด


คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบเครื่องแต่งกายพร้อมทั้งบอกว่าใช้เนื่องในโอกาสอะไร ชุดนี้ใช้ในการแสดง/เนื่องในโอกาส ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................... ใบงานที่ 2 เรื่อง การออกแบบสร้างสรรค์


ฉากประกอบการแสดง ฉากเป็นสิ่งที่ทำให้บทแสดงมีความสวยงามน่าสนใจ และทำให้ผู้ชมเข้าใจการแสดงได้ง่ายขึ้นซึ่งในการ สร้างสรรค์ฉาก จะมีการนำศิลปะด้านสถาปัตยกรรม จิตกรรมหรือประติมากรรมมามีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้าง ฉาก ทำให้ฉากมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างฉาก ทำให้ฉากมีความโดดเด่น สมบูรณ์ สวยงาม เช่น การแสดง ระบำโบราณคดีที่มีฉากเป็นโบราณสถาน


แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชิกในกลุ่ม 1. ...................................................................... 2. ...................................................................... 3....................................................................... 4....................................................................... 5....................................................................... คำชี้แจง : ให้ครูผู้สอน ทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


ใบความรู้และใบงานเรื่อง รำวงมาตรฐาน ประวัติความเป็นมา "รำวงมาตรฐาน" เป็นการแสดงที่มีวิวัฒนาการมาจาก "รำโทน" (กรมศิลปากร, 2550 : 136-143) เป็นการรำ และการร้องของชาวบ้านซึ่งมีผู้รำทั้งชายและหญิง รำกันเป็นคู่ ๆ รอบ ๆ ครกตำข้าวที่วางคว่ำไว้ หรือไม่ก็รำ กันเป็นวงกลม โดยมีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ลักษณะการรำและร้องเป็นไปตามความถนัด ไม่มี แบบแผนกำหนดไว้ คงเป็นการรำและร้องง่าย ๆ มุ่งเน้นที่ความสนุกสนานรื่นเริงเป็นสำคัญ เช่น เพลงช่อมาลี เพลงยวนยาเหล่ เพลงหล่อจริงนะดารา เพลงตามองตา เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด เป็นต้น ด้วยเหตุที่การรำชนิดนี้ มีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ จึงเรียกการแสดงชุดนี้ว่า รำโทน ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2487 ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของ การละเล่นรื่นเริงประจำชาติและเห็นว่าคนไทยนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ถ้าปรับปรุงการเล่นรำโทนให้ เป็นระเบียบทั้งเพลงร้อง ลีลาท่ารำ และการแต่งกายจะทำให้การเล่นรำโทนเป็นที่น่านิยมมากยิ่งขึ้น จึงได้ มอบหมายให้กรมศิลปากรปรับปรุงรำโทนเสียใหม่ให้เป็นมาตรฐาน มีการแต่งเนื้อร้องทำนองเพลง และนำท่า รำจากเพลงแม่บทมากำหนดเป็นท่ารำเฉพาะ แต่ละเพลงอย่างเป็นแบบแผน รำวงมาตรฐาน เป็นการรำหมู่ประกอบด้วยผู้แสดง 8 คน ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นจากท่ารำมาตรฐานในเพลงแม่บท ความสวยงามของการรำ อยู่ที่กระบวนท่ารำที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละเพลงและเครื่องแต่งกายไทยในสมัยต่าง ๆ รวมทั้งรูปแบบการแสดงในลักษณะการแปรแถวเป็นวงกลม การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 : ผู้แสดงชายและหญิง เดินออกมาเป็นแถวตรง 2 แถว หันหน้าเข้าหากัน ต่างฝ่ายทำ ความเคารพด้วยการไหว้ ขั้นตอนที่ 2 : รำแปรแถวเป็นวงกลมตามทำนองเพลงและรำตามบทร้อง รวม 10 เพลง โดยเปลี่ยนท่า รำไปตามเพลงต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวง จันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และ เพลงบูชานักรบ ขั้นตอนที่ 3 : เมื่อรำจบบทร้องในเพลงที่ 10 ผู้แสดงรำเข้าเวทีทีละคู่ ตามทำนองเพลงจนจบ การแต่งกาย มีการกำหนดการแต่งกายของผู้แสดง ให้มีระเบียบด้วยการใช้ชุดไทย และชุดสากลนิยม โดยแต่งเป็นคู่ ๆ รับ กันทั้งชายและหญิง ซึ่งสามารถแต่งได้ 4 แบบ คือ แบบที่ 1 แบบชาวบ้าน ชาย : นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอพวงมาลัย เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้า รูปแบบและลักษณะการแสดง แสดงการแสดงลักษณะการแสดง


หญิง : นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบอัดจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไม้ที่ผมด้านซ้าย คาดเข็มขัดใส่ เครื่องประดับ แบบที่ 2 แบบรัชกาลที่ 5 ชาย : นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตน ใส่ถุงเท้ารองเท้า หญิง : นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อลูกไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์ ทิ้งชายไว้ข้างลำตัวด้านซ้าย ใส่ เครื่องประดับมุก แบบที่ 3 แบบสากลนิยม ชาย : นุ่งกางเกง สวมสูท ผูกเน็คไท หญิง : นุ่งกระโปรงป้ายข้าง ยาวกรอมเท้า ใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก แบบที่ 4 แบบราตรีสโมสร ชาย : นุ่งกางเกง สวมเสื้อคอพระราชทาน ผ้าคาดเอวห้อยชายด้านหน้า หญิง : นุ่งโปรงยาวจีบหน้านาง ใส่เสื้อจับเดฟ ชายผ้าห้อยจากบ่าลงไปทางด้านล่าง เปิดไหล่ขวา ศีรษะทำผมเกล้าเป็นมวยสูง ใส่เกี้ยว และเครื่องประดับ ท่ารําวงมาตรฐาน ที่กำหนดไว้เป็นแบบแผนทั้ง 10 เพลง ดังนี้ เพลง ท่ารำชาย ท่ารำหญิง เพลงงามแสงเดือน ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าสอดสร้อยมาลา เพลงชาวไทย ท่าชักแป้งผัดหน้า ท่าชักแป้งผัดหน้า เพลงรำมาซิมารำ ท่ารำส่าย ท่ารำส่าย เพลงคืนเดือนหงาย ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ท่าแขกเต้าเข้ารัง ท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าแขกเต้าเข้ารัง ท่าผาลาเพียงไหล่ เพลงดอกไม้ของชาติ ท่ารำยั่ว ท่ารำยั่ว เพลงหญิงไทยใจงาม ท่าพรหมสี่หน้า ท่ายูงฟ้อนหาง ท่าพรหมสี่หน้า ท่ายูงฟ้อนหาง เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด ท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด เพลงยอดชายใจหาญ ท่าจ่อเพลิงกาล ท่าชะนีร่ายไม้ เพลงบูชานักรบ ท่าจันทร์ทรงกลด ท่าขอแก้ว ท่าขัดจางนาง ท่าล่อแก้ว


คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย × ทับข้อที่ถูกต้อง 1.รำวงมาตรฐานมีวิวัฒนาการมาจากอะไร ก. รำวง ข. รำโทน ค. รำส่าย ง. รำยั่ว 2.เพลงรำวงมาตรฐานมีกี่เพลง ก. 8 เพลง ข. 10 เพลง ค. 12 เพลง ง. 14 เพลง 3.รำวงมาตรฐานมีท่ารำกี่ท่า ก.10 ท่า ข.11ท่า ค.12 ท่า ง.13 ท่า 4.การรำวงจะเคลื่อนวงไปทางทิศใด ก. ตามเข็มนาฬิกา ข. ทวนเข็มนาฬิกา ค. ตามความถนัด ง. ตามความตกลงของผู้รำ 5.การรำเป็นคู่หญิง – ชาย และเดินรำเป็นวง หมายถึงการแสดงประเภทใด ก. รำเดี่ยว ข. รำคู่ ค. รำแม่บท ง. รำวง แบบทดสอบ เรื่องร าวงมาตรฐาน


6.การแต่งการของรำวงมาตรฐานมีกี่แบบ ก. 2 แบบ ข. 3 แบบ ค. 4 แบบ ง. 5 แบบ 7.ข้อใดคือท่ารำของเพลงชาวไทย ก.ท่าสอดสร้อยมาลา ข.ท่าชักแป้งผลัดหน้า ค.รำส่าย ง.ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง 8.ท่ารำ ช้างประสาน เป็นท่ารำประกอบเพลงอะไร ก.เพลงงามแสงเดือน ข.เพลงชาวไทย ค.เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ง.รำมาซิมารำ 9.เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ เป็นเนื้อเพลงของเพลงอะไร ก.เพลงงามแสงเดือน ข.เพลงชาวไทย ค.เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ง.รำมาซิมารำ 10.ข้อใดไม่ใช้เนื้อเพลง เพลงชาวไทย ก.การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้ ข.เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์ ค.เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย ง.มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย


คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย × ทับข้อที่ถูกต้อง 1.รำวงมาตรฐานมีวิวัฒนาการมาจากอะไร ก. รำวง ข. รำโทน ค. รำส่าย ง. รำยั่ว 2.เพลงรำวงมาตรฐานมีกี่เพลง ก. 8 เพลง ข. 10 เพลง ค. 12 เพลง ง. 14 เพลง 3.รำวงมาตรฐานมีท่ารำกี่ท่า ก.10 ท่า ข.12ท่า ค.13 ท่า ง.14 ท่า 4.การรำวงจะเคลื่อนวงไปทางทิศใด ก. ตามเข็มนาฬิกา ข. ทวนเข็มนาฬิกา ค. ตามความถนัด ง. ตามความตกลงของผู้รำ 5.การรำเป็นคู่หญิง – ชาย และเดินรำเป็นวง หมายถึงการแสดงประเภทใด ก. รำเดี่ยว ข. รำคู่ ค. รำแม่บท ง. รำวง แบบทดสอบ เรื่องร าวงมาตรฐาน


6.การแต่งการของรำวงมาตรฐานมีกี่แบบ ก. 2 แบบ ข. 3 แบบ ค. 4 แบบ ง. 5 แบบ 7.ข้อใดคือท่ารำของเพลงชาวไทย ก.ท่าสอดสร้อยมาลา ข.ท่าชักแป้งผลัดหน้า ค.รำส่าย ง.ท่าสอดสร้อมมาลาแปลง 8.ท่ารำ ช้างประสาน เป็นท่ารำประกอบเพลงอะไร ก.เพลงงามแสงเดือน ข.เพลงชาวไทย ค.เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ง.รำมาซิมารำ 9.เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ เป็นเนื้อเพลงของเพลงอะไร ก.เพลงงามแสงเดือน ข.เพลงชาวไทย ค.เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ง.รำมาซิมารำ 10.ข้อใดไม่ใช้เนื้อเพลง เพลงชาวไทย ก.การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้ ข.เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์ ค.เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย ง.มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย


ตัวอย่างเกมส์ใบ้คำ รำวง + = รำโทน + = ชาวไทย + + + =คืนเดือนหงาย Blue


แบบประเมินการสอบปฏิบัติ คำชี้แจง :ให้ ผู้สอน ประเมินการนำเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการที่กำหนด แล้วขีด ✓ ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของท่าทาง 2 ความสอดคล้องกับจังหวะ 3 ความพร้อมเพรียง 4 ความสวยงามในการเคลื่อนไหว รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพร่องบางส่วน ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพร่องเป็นส่วนใหญ่ ให้ 1 คะแนน


แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชิกในกลุ่ม 1. ...................................................................... 2. ...................................................................... 3....................................................................... 4....................................................................... 5....................................................................... คำชี้แจง : ให้ครูผู้สอน ทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


ใบความรู้ เรื่อง ระบำไก่ ประวัติความเป็นมา ระบำไก่เป็นการแสดงประเภทระบำชุดหนึ่งในละครเรื่องพระลอ ตอนพระลอตามไก่ ซึ่งมีเนื้อเรื่อง ว่า พระเพื่อน พระแพง เจ้าหญิงแห่งเมืองสรอง สั่งให้นางรื่น นางโรย สองพี่เลี้ยงไปเร่งรัดให้ปู่เจ้าสมิงพรายใช้ เวทมนต์คาถาไปล่อพระลอมา ปู่เจ้าสมิงพรายใช้ผีลงสิงในไก่แก้วและไก่บริวาร แล้วใช้ให้ไปล่อพระลอมา ซึ่ง พระลอกับพี่เลี้ยงคือ นายแก้วและนายขวัญกำลังเดินทางมาหาพะเพื่อน พะแพง เมื่อพระลอเห็นไก่แก้วแล้วก็ ตามจับ ไก่แก้วก็หนีและล่อให้พระลอมาเมืองสรอง ในตอนนี้จะมีไก่แก้วและบริวารไก่ออกมารำในเพลงระบำ ไก่ ดนตรีบรรเลง ใน “เรื่องพระลอ” โดยมีท่านอาจารย์ลมุล ยมะคุปต์เป็นประดิษฐ์ท่ารำ เพลงที่ประกอบ ระบำชุดนี้ได้แก่เพลงลาวจ้อย โดยมีเนื้อร้องดังต่อไปนี้ ( ดนตรีบรรเลง ) สร้อยแสงแดงพระพราย ขนเขียวลายระยับ ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายลงหงสะบาท ( ดนตรีบรรเลงรับ ) ขอบตาชาดพะพริ้ง สิงคลิ้งหงอนพรายพรรณ ขันขานเสียงเอาใจ เดือยหงอนใสศรีลำยอง ( ดนตรีบรรเลงรับ ) สองเท้าเทียมนพมาศ เพียงฉลุชาดทารง ปู่ก็ใช้ให้ผีลง ผีก็ลงแก่ไก่ ( ดนตรีบรรเลงรับ ) ไก่แก้วไซร้บ่มิกลัว ขุกผกหัวองอาจ ผาดผันตีปีกป้อง ร้องเรื่อยเฉื่อยฉาดฉาน ( ดนตรีบรรเลงรับ ) วงดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง วงดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบการแสดง คือ วงปี่พาทย์ไม้นวม


ลักษณะการแสดง ที่มีลีลาท่ารำเลียนแบบท่ากิริยาของไก่ ลักษณะรูปแบบการแสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ดชุด หนึ่งที่ใช้ในการแสดงในโอกาสต่างๆ การแต่งกาย เป็นการแต่งกายเลียนแบบไก่ดังนี้ 1. ผมมวยเกล้าและสวมเกี้ยวติดหัวไก่ 2. สวมเสื้อและกางเกงสามส่วนที่ออกแบบคล้ายขนไก่ 3. ติดปีกและหางไก่ 4. สวมเครื่องประดับข้อมือข้อเท้ารวมถึง กรองคอ โอกาสในการแสดง เป็นระบำเบ็ดเตล็ดใช้แสดงในโอกาสทั่วไป ภาพลักษณะการแต่งกาย ระบำไก่


ใบงาน เรื่อง ระบำไก่ คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.ระบำไก่เป็นการแสดงชุดหนึ่งในละครเรื่องใด และแสดงโดยมีชื่อตอนว่าอย่างไร ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2.การแสดงชุดระบำไก่มีลักษณะการแสดงเป็นอย่างไร ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3.จงบอกลักษณะการแต่งกายของการแสดงงชุดระบำไก่ ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4.การแสดงชุดระบำไก่ใช้วงดนตรีใดในการบรรเลงประกอบการแสดง ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 5.การแสดงชุดระบำไก่ใช้เพลงอะไรในการประกอบการแสดง ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..


ใบงาน เรื่อง ระบำไก่ (เฉลย) คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.ระบำไก่เป็นการแสดงชุดหนึ่งในละครเรื่องใด และแสดงโดยมีชื่อตอนว่าอย่างไร ตอบ ระบำไก่เป็นการแสดงประเภทระบำชุดหนึ่งในละครเรื่องพระลอ ตอนพระลอตามไก่ 2.การแสดงชุดระบำไก่มีลักษณะการแสดงเป็นอย่างไร ตอบ ลักษณะการแสดงที่มีลีลาท่ารำเลียนแบบท่ากิริยาของไก่ ลักษณะรูปแบบการแสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ดชุด หนึ่งที่ใช้ในการแสดงในโอกาสต่างๆ 3.จงบอกลักษณะการแต่งกายของการแสดงงชุดระบำไก่ ตอบ การแต่งกาย เป็นการแต่งกายเลียนแบบไก่ดังนี้ 1. ผมมวยเกล้าและสวมเกี้ยวติดหัวไก่ 2. สวมเสื้อและกางเกงสามส่วนที่ออกแบบคล้ายขนไก่ 3. ติดปีกและหางไก่ 4. สวมเครื่องประดับข้อมือข้อเท้ารวมถึง กรองคอ 4.การแสดงชุดระบำไก่ใช้วงดนตรีใดในการบรรเลงประกอบการแสดง ตอบ วงดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบการแสดง คือ วงปี่พาทย์ไม้นวม 5.การแสดงชุดระบำไก่ใช้เพลงอะไรในการประกอบการแสดง ตอบ เพลงที่ประกอบระบำชุดนี้ได้แก่เพลงลาวจ้อย


แบบประเมินการสอบปฏิบัติ คำชี้แจง :ให้ ผู้สอน ประเมินการนำเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการที่กำหนด แล้วขีด ✓ ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของท่าทาง 2 ความสอดคล้องกับจังหวะ 3 ความพร้อมเพรียง 4 ความสวยงามในการเคลื่อนไหว รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพร่องบางส่วน ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพร่องเป็นส่วนใหญ่ ให้ 1 คะแนน


แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชิกในกลุ่ม 1. ...................................................................... 2. ...................................................................... 3....................................................................... 4....................................................................... 5....................................................................... คำชี้แจง : ให้ครูผู้สอน ทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


ใบความรู้ เรื่อง ฟ้อนเงี้ยว ประวัติความเป็นมา ฟ้อนเงี้ยว เป็นการแสดงพื้นเมืองของชาวเขาเผ่าหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เงี้ยว” มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือของ ประเทศไทย นางลมุล ยมคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากรได้มีโอกาสไปสอน ละครที่คุ้มเจ้าหลวง เจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่ และได้เห็นการฟ้อนเงี้ยวเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า เงี้ยวปนเมือง ของคุ้มเจ้าหลวง ซึ่งมีนางหลง บุญจูหลงเป็นผู้ฝึกสอน ในความควบคุมของพระราชชายา เจ้า ดารารัศมี ในรัชการที่ 5 ต่อมานางลมุล ยมคุปต์ ได้รับราชการเป็นครูสอนนาฏศิลป์ ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ (ในขณะนั้นเรียกว่า “โรงเรียนนาฎดุริยางค์ศาสตร์”) และได้นำลีลาท่ารำฟ้อนเงี้ยวมาปรับปรุงขึ้นใหม่ให้งดงาม ตามแบบฉบับนาฏศิลป์ไทย บรรจุไว้ในหลักสูตรวิชานาฏศิลป์ เมื่อ พ.ศ. 2478 บทร้องของฟ้อนเงี้ยวมีลักษณะ เป็นบทอวยพร คือ อาราธนาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาปกป้องคุ้มครอง อวยชัยให้พรเป็นสวัสดิ์มงคลต่อไป ผู้แสดง นิยมใช้ผู้หญิงทั้งชุดจำนวน 8 คนหรือมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น เครื่องดนตรี ใช้วงปี่พาทย์ จะเป็นพี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ สุดแท้แต่โอกาสและความเหมาะสมท่ารำของ ฟ้อนเงี้ยว ลักษณะท่ารำ ท่ารำของฟ้อนเงี้ยวส่วนหนึ่งเป็นการฟ้อนที่เข้ากับบทร้อง หรือคำร้องที่เรียกว่า "รำตีบท" และยังมีการรำเข้า กับจังหวะ และระหว่างที่ดนตรีบรรเลง มีการแปรรูปขบวนด้วยลีลาที่สนุกสนานกระบวนการฟ้อนเงี้ยวแบบ ราชสำนักเชียงใหม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ส่วนที่เป็นการแสดงจากกรมศิลปากร เป็นฟ้อนที่ได้รับการปรับปรุง โดยคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ซึ่งใช้เป็นหลักสูตร อบรมครู พ.ม. มานาม เครื่องดนตรีได้แก่ วงปี่พาทย์ ซึ่งเป็นวงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ สุดแท้แต่โอกาสและความ เหมาะสม การแต่งกาย ฟ้อนเงี้ยวแสดงในชุดหญิงล้วน หรือชุด ชาย-หญิง ส่วนใหญ่ลักษณะการแต่งกายมีทั้งแบบชาวเขา แบบฟ้อน เงี้ยวที่กรมศิลปากรประดิษฐ์ขึ้น และแบบพื้นเมืองที่น่าสังเกตก็คือ ผู้แสดงจะถือกิ่งไม้ไว้ในมือทั้งสอง เพื่อเป็น การปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีไปเสีย และยังมีการแต่งกายแบบไทใหญ่และแต่งกายแบบพม่า การแต่งการแบบไทใหญ่จะ นุ่งกางเกงเป้ากว้าง ขายาวครึ่งแข้งสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกสีน้ำเงิน มีผ้าโพกศีรษะ และมีเครื่องประดับ เช่น กำไลข้อมือ ข้อเท้า และการแต่งกายแบบพม่า นิยมนุ่งโสร่งตาหมากรุกแบบลอยชาย หรือโจงกระเบน เสื้อ คอกลมแขนกระบอกหรืออาจเป็นเสื้อปัด มีผ้าโพกศีรษะและเครื่องประดับตามความเหมาะสม


จุดมุ่งหมายของการแสดง การฟ้อนเงี้ยวเป็นการฟ้อนที่มุ่งเน้นความสนุกสนานและที่สำคัญ คือมีเนื้อร้องที่น่าสนใจด้านภาษา ซึ่งจะมี การศึกษาในเชิงที่มาและความหมายกันต่อไป โอกาสที่แสดง ใช้ในงานสนุกสนาน รื่นเริง เนื้อเพลง ภาษาภาคเหนือ "เขี้ยวลายสารโถ่ (ถั่ว) ต้มเน้อ พี่บ่หย่อน เมียงนาง น้องโลม ยาลำต้มโตยสู พี่เมา แหล่" ขออวยชัยพุทธไกช่วยก้ำ ทรงคุณเลิศล้ำไปทุกทั่วตัวตน จงได้รับสรรพมิ่งมงคล นาท่านนา ขอเตวาช่วยรักษาเตอะ ขอหื้ออยู่สุขา โดยธรรมานุภาพเจ้า เตพดาช่วยเฮา ถือเป็นมิ่งมงคล สังฆานุภาพเจ้า ช่วยแนะนำผลสรรพมิ่งทั่วไปเทอญ มงคลเตพดาทุกแห่งหน ขอบันดานช่วยค้ำจิม


ใบงาน ฟ้อนเงี้ยว คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามลงไปในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.ให้นักเรียนอธิบายประวัติความเป็นมาของฟ้อนเงี้ยวมาพอสังเขป …………………………………………………….พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน......................................................... .......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. 2.ลักษณะท่ารำของเพลงฟ้อนเงี้ยวเป็นแบบใด ท่ารำของฟ้อนเงี้ยวส่วนหนึ่งเป็นการฟ้อนที่เข้ากับบทร้อง หรือคำร้องที่เรียกว่า "รำตีบท" และยังมีการ รำเข้ากับจังหวะ และระหว่างที่ดนตรีบรรเลง มีการแปรรูปขบวนด้วยลีลาที่สนุกสนานกระบวนการฟ้อนเงี้ยว แบบราชสำนักเชียงใหม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ 3.จุดประสงค์ของการแสดงชุดฟ้อนเงี้ยวคืออะไรให้บอกมาเป็นข้อๆ ………………………………………..พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน.......................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 4.เพราะเหตุใดนักเรียนจึงต้องเรียนการแสดงชุดฟ้อนเงี้ยว ………………………………………..พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน.......................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. เฉลย


ใบงาน ฟ้อนเงี้ยว คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามลงไปในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.ให้นักเรียนอธิบายประวัติความเป็นมาของฟ้อนเงี้ยวมาพอสังเขป ตอบ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2.ลักษณะท่ารำของเพลงฟ้อนเงี้ยวเป็นแบบใด ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................................... ................... ................................................................................................................ .............................................................. 3.จุดประสงค์ของการแสดงชุดฟ้อนเงี้ยวคืออะไรให้บอกมาเป็นข้อๆ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................................... ........ 4.เพราะเหตุใดนักเรียนจึงต้องเรียนการแสดงชุดฟ้อนเงี้ยว .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................


ใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง ฟ้อนเงี้ยว ครูนำกิ่งไม้มงคลมาให้นักเรียนดูแล้วถามว่านักเรียนมีความเชื่อเรื่องในอะไรเกี่ยวกับไม้มงคลนี้ตามความเข้าใจ ของนักเรียน ยกตัวอย่าง กิ่งใบยอ ให้มีแต่คนสรรเสริญเยินยอ นิยมรักใคร่ กิ่งใบมะยม ให้คนนิยมชมชอบ และเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในการแคล้วคลาดจากศัตรู


ใบกิจกรรมที่ 2 เรื่อง ฟ้อนเงี้ยว ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็น กลุ่ม เท่ากันๆ(ทั้งตัวพระ-นาง) แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มฝึกปฏิบัติท่า รำเพลงฟ้อนเงี้ยวอย่างถูกต้องสวยงามและพร้อมเพรียงกัน เพื่อนำมาแสดงหน้าทีละกลุ่มทำ โดยต้องนำ อุปกรณ์ประกอบการแสดงมาด้วย(ก้านมะยม)


กำรประเมินผลเรื่อง กำรฝึกปฏิบตัิท่ำรำ เพลงฟ้อนเงี้ยว กลุ่มที่............................ สมำชิกในกลุ่ม 1........................................................................................................... 2.......................................................................................................... 3........................................................................................................... 4........................................................................................................... 5............................................................................................................ 6............................................................................................................ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมิน 4 3 2 1 1. ปฏิบัติท่ารำเพลงฟ้อนเงี้ยวได้ถูกต้อง 2. ปฏิบัติท่ารำเพลงฟ้อนเงี้ยวได้ถูกต้องตามหลัก นาฏศิลป์ไทย 3. มีความมั่นใจในการแสดง 4. ความอ่อนช้อย สวยงามในการปฏิบัติท่ารำ รวมคะแนน เกณฑ์กำรให้คะแนน ระดับคะแนน 9-10 ระดับคุณภำพ 4 (ดีมาก) 7-8 3 (ดี) 5-6 2 (พอใช้) 0-4 1 (ความปรับปรุง) เกณฑ์กำรประเมินร้อยละ 60 ผ่ำนเกณฑ์


แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชิกในกลุ่ม 1. ...................................................................... 2. ...................................................................... 3....................................................................... 4....................................................................... 5....................................................................... คำชี้แจง : ให้ครูผู้สอน ทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรม คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 3 2 1 1. มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 2. มีความกระตือรือร้นในการทำงาน 3. รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 4. มีขั้นตอนในการทำงานอย่างเป็นระบบ 5. ใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ทำเป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ทำน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง 5-7 ปรับปรุง


ใบความรู้ เรื่อง ละครสร้างสรรค์ ความเป็นมาของละครสร้างสรรค์ ละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) คือ ละครที่ไม่มีรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องจัดแสดงบน เวทีเน้นไปที่ผลสำเร็จของละครมากกว่า ละครสร้างสรรค์อาจจัดแสดงบริเวณที่โล่งกว้าง ผู้แสดงแต่งกายไม่ หรูหรามากนัก ผู้แสดงควรฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ การมอง การดม การได้ยิน การสัมผัสและ การลิ้มรส มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่คล่องแคล่ว แสดงท่าทางออกมาทางอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เข้าใจ ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยส่วนใหญ่นิยมแสดงเป็นเรื่องราวเป็นบทบาทสมมุติ ละครสร้างสรรค์ต่างจากละครทั่วไปเพราะเป็นละครที่ใช้ในการศึกษา โดยเน้น กระบวนการเรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ โดยเกิดจากความคิดและจินตนาการอย่างอิสระของ ผู้เรียน เป็นละครที่เน้นพัฒนาผู้เรียน ปัจจุบันละครสร้างสรรค์ได้มีการพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ ศึกษา เข้าใจและสนุกสนานในการเรียนมากขึ้น ละครหุ่น เป็นการแสดงที่ใช้หุ่นเป็นตัวละครโดยมีคนเชิดตามบทบาทและชนิดของหุ่นซึ่งหุ่นมีหลายชนิด เช่น หุ่นนิ้วมือ หุ่นถุงมือ ถุงกระดาษ หุ่นมือ หุ่นชัก เป็นต้น การแสดงละครแต่ละครั้งผู้แสดงจะต้องวางแผนให้ดี สร้างหรือเตรียมหุ่นที่จะแสดงให้พร้อม รวมถึงฝึกซ้อมเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการแสดง ตัวอย่างหุ่นนิ้วมือ


Click to View FlipBook Version