The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่-1-การวัดและประเมินการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suella131241, 2022-06-15 02:17:49

หน่วยที่-1-การวัดและประเมินการศึกษา

หน่วยที่-1-การวัดและประเมินการศึกษา

หน่วยที่ 1

การวัดและการประเมินการศึกษาและ
จุดประสงค์ทางการศึกษา

ความหมายของการวัดผลการศึกษา

การวัด เป็นกระบวนการกําหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์แทนปริมาณหรือ
คุณภาพของคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการวัด

การวัดผลการศึกษา (EDUCATIONAL MEASUREMENT) หมายถึง
กระบวนการในการกําหนดหรือ หาจํานวนปริมาณ อันดับ หรือรายละเอียด
ของคุณลักษณะ หรือพฤติกรรมความสามารถของบุคคล

1. การวัดทางกายภาพศาสตร์ (Physical Science)

เป็นการวัดเพื่อหาจํานวน ปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม
มีตัวตนแน่นอน เช่น ความยาว น้ําหนัก พื้นที่ ปริมาตร ขนาด

2. การวัดทางสังคมศาสตร์ (SOCIAL SCIENCE)

เป็นการวัดเพื่อหาจํานวนหรือคุณภาพของสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ACHIEVEMENT) วัดเจตคติ (ATTITUDE)
วัดความถนัด (APTITUDE) วัดบุคลิกภาพ (PERSONALITY)

ความหมายของการประเมินผล

การประเมินผล (EVALUATION)
หมายถึง กระบวนการในการตัดสินใจ ตีราคา ลงสรุป

การประเมินผลนั้นจะต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ

1. การวัดผล (MEASUREMENT) ทําให้ทราบสภาพความจริงของสิ่งที่จะ
ประเมินว่ามีปริมาณเท่าไร มีคุณสมบัตอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลสําหรับนํา
ไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์
2. เกณฑ์การพิจารณา (CRITERIA) ในการที่จะตัดสินว่าสิ่งใดดี เลว ใช้ได้
หรือใช้ไม่ได้
3. การตัดสินใจ (DECISION) เป็นการชี้ขาดหรือสรุปผลที่ได้จากการวัด
เทียบกับเกณฑ์

ความหมายของการสอบ

หมายถึง การกําหนดจํานวน ปริมาณ หรือ
คุณลักษณะของพฤติกรรมหรือความสามารถของ
บุคคลโดยใช้ข้อสอบเป็นเครื่องมือ หรือเป็นสิ่งเร้า

การสอบจะมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
1. บุคคล ซึ่งถูกวัดคุณลักษณะความสามารถ
2. ข้อสอบ ซึ่งทําหน้าที่เป็นสิ่งเร้า
3. การดําเนินการสอบ
4. ผลการสอบ

ระดับของผลการวัด

ระดับที่ 1 มาตรานามบัญญัติ (NOMINAL SCALE)
ระดับที่ 2 มาตราการจัดอันดับ (ORDINAL SCALE)

เป็นการจัดเรียงลําดับของสิ่งที่อยู่ในหมวดหรือสกุลเดียวกัน โหลดหล่น
ตามลำดับปริมาณหรือคุณภาพ
ระดับที่ 3 มาตราอันตรภาค (INTERVAL SCALE)

การกําหนดตัวเลขการวัดในระดับนี้ เป็นการแบ่งของที่อยู่ในลักษณะ

เดียวกันออกเป็นประเภทหรือช่วงที่เท่า ๆ กัน
ระดับที่ 4 มาตราอัตราส่วน (RATIO SCALE)

เป็นมาตราการวัดที่สมบูรณ์ คุณสมบัติของการกําหนดตัวเลขในมาตรา

การวัดนี้ คือ มีศูนย์แท้และมีช่วงที่เท่ากัน

หลักการวัดผลทางการศึกษา

1. วัดให้ตรงกับวัตถุประสงค์
2. ใช้เครื่องมือดีมีคุณภาพ
3. มีความยุติธรรม
4. แปลผลได้ถูกต้อง
5. ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า

ขั้นตอนในการวัดผลการศึกษา

1. การวางแผน การวางแผนเป็นการกําหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่า จะทําอะไร
1.1) กําหนดจุดมุ่งหมายว่าจะวัดบุคคลใด วัดเพื่อจุดประสงค์ใด และจะวัดอะไรจากเขา
1.2) กําหนดสิ่งที่จะวัด เป็นการกําหนดเนื้อหา และพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่จะวัด
1.3) กําหนดเครื่องมือ
1.3.1) รูปแบบคําถามที่จะใช้
1.3.2) จํานวนข้อคําถาม และเวลาที่ใช้ในการวัด
1.3.3) วิธีการที่จะตรวจคุณภาพเครื่องมือ
1.3.4) ผู้รับผิดชอบในการสร้างเครื่องมือ
1.3.5) กําหนดเวลาที่ใช้ในการสร้างเครื่องมือ
1.3.6) วิธีการตรวจให้คะแนนการบันทึกผล

2. ขั้นดําเนินการสร้างเครื่องมือ เป็นขั้นของการลงมือปฏิบัติจริง
2.1) เขียนข้อคําถาม
2.2) พิจารณาคัดเลือกข้อคําถาม
2.3) พิจารณาคําถามทั้งหมดที่เลือกใช้
2.4) พิมพ์และอัดสําเนาเครื่องมือที่จะใช้
2.5) ทําเฉลยเพื่อเป็นการตรวจสอบความบกพร่องต่าง ๆ ก่อนที่จะนําเครื่องมือ

ไปใช้จริง
2.6) จัดเตรียมเครื่องมือที่จะใช้ โดยแยกตามแต่ละห้อง แต่ละอาคาร

3. ขั้นใช้เครื่องมือ

นําเครื่องมือไปสอบโดยจะต้องดําเนินการสอบให้เกิดความยุติธรรม

แก่ผู้เข้าสอบเหมือนกันทุกคน
4. ขั้นตรวจและใช้ผลการวัด

เป็นการรวบรวมคําตอบของผู้สอบมาตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กําหนดไว้
5. ขั้นตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

เป็นการนําข้อมูลที่ได้จากการวัดมาตรวจสอบหรือหาคุณภาพของเครื่องมือ

ทั้งฉบับและเป็นรายข้อ เช่น ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ค่าอํานาจจำแนก และ
ระดับความยากง่าย

การวัดผลการศึกษามีลักษณะที่สําคัญ
5 ประการ คือ

1. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดทางอ้อม (IndirectMeasurement)
คุณลักษณะที่ตรวจวัด ในทางการศึกษา เป็นนามธรรมที่ไม่สามารถวัดได้

โดยตรง เพราะไม่สามารถสังเกตเห็นหรือสัมผัสได้ วิธีการตรวจวัดจึงเริ่มโดย
การแปลงคุณลักษณะนั้นออกมาเป็นพฤติกรรมที่วัดได้ สังเกตได้

2. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดที่ไม่สมบูรณ์ (Imperfect Measurement)

การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนเป็นการจัดตามเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
ที่กําหนดไว้ เนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นแก่นักเรียนจะมีอยู่มากมาย

ไม่สามารถตรวจวัดหรือทดสอบให้ครอบคลุมหรือครบถ้วนในทุกประเด็นของ

เนื้อหา และทุกพฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น เนื่องจากข้อจํากัดของเวลา

งบประมาณ ค่าใช้จ่าย
3. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดเชิงปริมาณ (Quantitative
Measurement) และการประเมินผลแสดงเชิงคุณภาพ
4. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดเชิงสัมพัทธ์ (Relative Measurement)

5. การวัดผลและประเมินผลการศึกษาเป็นกระบวนการที่มีความคลาดเคลื่อน
(Error of Measurement)

คะแนนที่ได้จากการวัด (Obtained Score) จะเป็นผลรวมของคะแนน 2
ส่วนคือคะแนนที่แท้จริง (True Score) กับคะแนนที่คลาดเคลื่อน (Error Score)

ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการวัดผลมีสาเหตุอยู่หลายประการ คือ
1) เครื่องมือที่ใช้วัดขาดความสมบูรณ์วัดไม่ตรงคุณลักษณะที่ต้องการ
2) ผู้จัดดําเนินการวัดผลขาดความชํานาญในการวัดผล
3) ความผันแปรของผู้เข้าทดสอบขณะสอบ
4) ความคลาดเคลื่อนในการคิดคํานวณในการรวมหรือกรอกคะแนน
5) ความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มตัวอย่างเนื้อหาและพฤติกรรมไม่ถูก

ต้องตามหลักวิชา

ประเภทของการประเมินผล

ซึ่งมีอยู่ 2 เกณฑ์
1. จําแนกตามจุดประสงค์ของการประเมิน แบ่งเป็น 3 ประเภท

1.1 การประเมินผลก่อนสอน (Pre-assessment or Pre-Evaluation)
1.2 การประเมินส่วนย่อย (Formative Evaluation)
1.3 การประเมินผลส่วนรวม (Summative Evaluation)
2. จําแนกตามการอ้างอิง แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1 การประเมินแบบอิงตน (Self-referenced Evaluation)
2.2 การประเมินแบบอิงกลุ่ม (Norm-referenced Evaluation)
2.3 การประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion- Norm-referenced
Evaluation)

1. การประเมินจําแนกตามจุดประสงค์ของการประเมิน
1.1) การประเมินผลก่อนสอน (pre-assessment or pre-evaluation)

เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข้อบกพร่องของความรู้พื้นฐานของผู้เรียน
1.2) การประเมินผลย่อย (Formative evaluation) เป็นการประเมินผล

ระหว่างทําการสอนในแต่ละรายวิชา หลังจากจบการเรียนแต่ละหน่วยการสอน
แล้ว การวัดระดับความรอบรู้ (Mastered) และค้นหาบางจุดที่นักเรียนไม่

สามารถเรียนให้รอบรู้ได้ คือ การประเมินข้อบกพร่องในการสอน เป็นข้อมูลย้อน

กลับว่านักเรียนเกิดความรอบรู้หรือสามารถผ่านหน่วยการเรียนขั้นต้น พร้อมที่

จะเรียนในหน่วยต่อไปหรือไม่

1.3) การประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียนหรือการประเมินผลรวม
(Summative evaluation) มักทําเพียง 2-3 ครั้งต่อวิชา

จุดประสงค์หลักของการประเมินผลรวมเพื่อ
1. ให้เกรด
2. รับรองทักษะความสามารถ
3. พยากรณ์ความสําเร็จในรายวิชาที่ต่อเนื่องต่อไป
4. เป็นจุดเริ่มต้นของการสอนในรายวิชาที่ต่อเนื่องต่อไป
5. เป็นข้อมูลย้อนกลับให้นักเรียน
6. เปรียบเทียบผลลัพธ์บางประการของนักเรียนแต่ละกลุ่ม

2. การประเมินจําแนกตามการอ้างอิง

การแบ่งประเภทของการประเมินตามการอ้างอิงหรือตามระบบของการวัด
2.1) การประเมินแบบอิงตน (Self-referenced Evaluation) เป็นการ
ประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง (Self Assessment) เช่น ประเมินโดยการเปรียบ

เทียบผลการทดสอบก่อนเรียนกับทดสอบหลังเรียนของตนเอง
2.2) การประเมินแบบอิงกลุ่ม (Norm-referenced Evaluation)

เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาว่าผู้ได้รับการประเมินแต่ละคนมีความสามารถ

มากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ถูกวัดด้วยแบบทดสอบฉบับ

เดียวกัน
2.3) การประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-referenced Evaluation)

เป็นการนําผลการสอบที่ได้ไปเทียบกับเกณฑ์ที่กําหนดไว้

จุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลทางการศึกษา

1. เพื่อการจัดตําแหน่ง (Placement) โดยใช้ผลการสอบบอกตําแหน่ง
ของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถในระดับใดของกลุ่มหรือเปรียบเทียบ
กับเกณฑ์แล้วจัดว่าอยู่ในระดับใด

2. เพื่อเปรียบเทียบ (Assessment) หรือเพื่อประเมินพัฒนาการ
เป็นการประเมินผลก่อนเริ่มต้นการเรียนการสอน (Pre-test) ของแต่ละบท
เรียนหรือแต่ละหน่วยเพื่อพิจารณาดว่าผู้เรียนมีทักษะที่จําเป็นสําหรับการ
เรียนเพียงใด

3. เพื่อการวินิจฉัย (Diagnosis) เป็นการวัดผลเพื่อค้นหาจุดเด่น จุด

ด้อยของผู้เรียนว่ามีปัญหาในเรื่องอะไรเพื่อจะนําไปสู่การตัดสินใจแก้ไข

ปรับปรุงให้ตรงเป้า
4. เพื่อพยากรณ์ (Prediction) การวัดผลสามารถทําหน้าที่ทํานายหรือ

คาดคะเนความสําเร็จในภายภาคหน้าของผู้เรียนได้
5. เพื่อการประเมินผล (Evaluation) เป็นการวัดผลเพื่อนําผลของการ

วัดมาสรูปว่าผู้เรียนอยู่ในระดับใดของเกณฑ์ที่กําหนดไว้

ประโยชน์ของการวัดผลและ
ประเมินผลทางการศึกษา

ประโยชน์ต่อตัวนักเรียน

1. ทําให้ผู้เรียนทราบจุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนการสอนที่ชัดเจน
2. ทําให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ผลการวัดและประเมิน

ผลดีขึ้น
3. ช่วยสร้างนิสัยในการใฝ่รู้ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เมื่อไม่สามารถตอบคําถาม

หรือตอบแบบทดสอบได้ ผู้เรียนจะไปศึกษาเพิ่มเติมก่อให้เกิดนิสัยอยากรู้อยาก

เห็นมากขึ้น
4. ทําให้ทราบถึงสถานภาพทางการเรียนของตนเอง

ว่าเด่นด้อยในเรื่องใดควรได้รับการปรับปรุง อย่างไร

ประโยชน์ต่อครูผู้สอน

1. ทําให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นในด้านต่าง ๆ ของนักเรียน
2. ทําให้ทราบถึงผลการสอนของครูว่ามีประสิทธิผล

มากน้อยเพียงไร
3. ทําให้ครูได้ข้อมูลในการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการ

สอนหรือการกําหนดจุดมุ่งหมายในการสอนที่เหมาะสมต่อไป
4. ช่วยให้ครูกําหนดเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมให้แก่

นักเรียน

ประโยชน์ต่อผู้ปกครองนักเรียน

ทราบถึงพัฒนาการหรือความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนเป็นระยะ ๆ
เพื่อที่ผู้ปกครองจะได้ใช้เป็นพื้นฐานการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาต่อไป

ประโยชน์ต่องานแนะแนว

เป็นข้อมูลของนักเรียนที่มีประโยชน์ต่องานแนะแนวในการให้คําแนะนํา
หรือข้อชี้แนะเกี่ยวกับการเลือกอาชีพ การศึกษาต่อ และปัญหา

ประโยชน์ต่อการบริหารการศึกษา

การประเมินผลโดยภาพรวมของสถานศึกษานั้น ๆ จะเป็นข้อมูลบอก
ถึงประสิทธิภาพในการจัดและการบริหารการศึกษา

ประโยชน์ในการวิจัยการศึกษา
จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถนําไปใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์เพื่อ

ศึกษาวิจัยในประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลการศึกษา
วิจัยที่มีคุณภาพ สามารถนําไปใช้พัฒนาระบบการศึกษาได้อย่างแท้จริง

จุดประสงค์ทางการศึกษา

ความหมายของจุดประสงค์การสอน (Objectives)

สรุปแล้วจุดประสงค์การสอนด้วยข้อความที่ระบุคุณลักษณะ
การเรียนรู้และความสามารถที่ครูต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนหลังจาก
ที่ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนในบทหนึ่ง ๆ แล้วความสําคัญ
ของจุดประสงค์การสอน

ความสําคัญของจุดประสงค์การสอน

1. ช่วยครูในการเลือกเนื้อหาวิชา สื่อการสอน ตลอดจนกิจกรรมการเรียน

การสอน
2. ช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบถึงพัฒนาการของตนเองในขณะที่เรียน จะมีส่วน

ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความพยายามมากขึ้น
3. ช่วยในการประเมินโครงการหรือวิชา โดยจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าผู้เรียนที่

เรียนจบบทเรียน แต่ละครั้งหรือเรียนจบในรายวิชานั้นแล้ว ประสบผลสําเร็จ

มากน้อยเพียงใด มีความรู้ความสามารถอย่างไร
4. ช่วยในการเลือกข้อทดสอบได้อย่างเหมาะสม

พฤติกรรมการเรียนรู้

คือ สิ่งที่ครูมุ่งหวังให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมออกมาหลังจากที่เกิดการ
เรียนรู้ ได้จําแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน คือ

1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หรือ การรับรู้
2. ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) หรือ เจตคติ
3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) หรือ ปฏิบัติ

1. ด้านพุทธิพิสัยหรือด้านสติปัญญา (Cognitive Domain)

คือ จุดประสงค์การเรียนรู้ที่เน้น
ความสามารถทางสมอง หรือความ
รอบรู้ในเนื้อหาวิชา เช่น วัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียน วัดเชาวน์
ปัญญา วัดความถนัดทางการเรียน
วัดความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ
พฤติกรรมตามระดับการเรียนรู้ด้าน
พุทธิพิสัย แบ่งไว้ 6 ขั้น ดังนี้

ตัวอย่างคํากริยาที่ใช้ในระดับพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

ทั่วไป เชิงพฤติกรรม

1. ความรู้ความจํา (Knowledge) ความสามารถในการจดจําสิ่งที่ รู้ ทราบถึง บอก จับคู่ เรียงลำดับ
เรียนมาแล้ว อาจเป็นข้อมูลง่าย ๆ จนถึงทฤษฎี รู้วิธี รู้หลัก บรรยาย ขีดเส้นใต้ จำแนก
ตัวอย่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น การ ระบุ จับคู่

บอกความหมายของภาษีได้
บอกคุณลักษณะของเชื้อเพลิงได้ดี
อธิบายการออกกำลังกายได้

2. ความเข้าใจ (Comprehension) ความสามารถในการจับใจความ เข้าใจ แปลความหมาย อธิบาย
การแปลความหมาย การสรุป หรือขยายความ ขยายความ สรุปความ
ตัวอย่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น ยกตัวอย่าง
บอกความแตกต่าง เรียบ
จับใจความจากเรื่องที่ครูเล่า เรียง เปลี่ยน
ยกตัวอย่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

ทั่วไป เชิงพฤติกรรม

3. การนําไปใช้ (Application) ความสามารถในการนําสิ่งที่ได้เรียนรู้ การนํา แก้ปัญหา สาธิต ทํานาย
ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ตัวอย่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น ความรู้ไปใช้ โยงความสัมพันธ์
แก้ปัญหา เปลี่ยนแปลง คํานวณ ผลิต
แสดงวิธีทําและหาคําตอบจากโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการได้ ใช้วิธีการ ซ่อม
แสดงการปฐมพยาบาลคนเป็นลมแดดได้

4. การวิเคราะห์ (Analysis) ความสามารถในการแยกสิ่งต่าง ๆ วิเคราะห์งาน แยกแยะ จัดประเภท จำแนก
ออกเป็นส่วนย่อย ๆ บอกความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบย่อย ข้อแตกต่าง บอกเหตุผล
เหล่านั้นได้ เช่น ทดลอง เปรียบเทียบ หาความ
สัมพันธ์
• แยกแยะสาเหตุของน้ําเสียในแม่น้ําลําคลอง

5. การสังเคราะห์ (Synthesis) ความสามารถในการรวบรวม ส่วน คิดรูปแบบ รวบรวม ออกแบบ จัดระเบียบ
ใหม่ เสนอ สร้าง ประดิษฐ์ วางหลักการ
ย่อย ๆ เพื่อสร้างรูปแบบหรือโครงสร้างใหม่ แผนงาน ปรับปรุง แก้ไข วางแผน เสนอ
แนะ
ตัวอย่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น
• ออกแบบรายการอาหารใน 1 วันสําหรับผู้สูงอายุ

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

ทั่วไป เชิงพฤติกรรม

6. การประเมินค่า (Evaluation) ความสามารถในการวินิจฉัย ตัดสิน วัดผล เปรียบเทียบ ตีค่า ลง
คุณค่า การ ความเห็น วิจารณ์ ตัดสิน
คุณค่า ของสิ่งต่าง ๆ โดยมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ตัวอย่างจุด ประเมิน พิจารณา

ประสงค์การเรียนรู้ เช่น
• ใช้รายงานการสํารวจดินมาตัดสินปริมาณของปุ๋ยที่ต้องการใช้

2. ด้านจิตพิสัยหรือด้านความรู้สึก (Affective Domain)

คือ จุดประสงค์การเรียนรู้ที่เน้นหนักใน
ด้านความสนใจ เจตคติ คํานิยม อารมณ์และ
ความประทับใจซึ่งวัดได้โดยการสังเกต แต่บาง
เรื่องก็ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง การระบุ-
พฤติกรรมที่คาดหวังให้ผู้เรียนแสดงออกนั้น
เช่น วัดความ สนใจ วัดเจตคติ วัดบุคลิกภาพ
วัดความวิตกกังวล วัดจริยธรรม ฯลฯ
พฤติกรรมตามระดับการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย
แบ่งไว้ 5 ขั้น ดังนี้

ตัวอย่างคํากริยาที่ใช้ในระดับพฤติกรรมด้านจิตพิสัย

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

ทั่วไป เชิงพฤติกรรม

1. การรับรู้ (Receiving) รับรู้และรับฟังสิ่งต่าง ๆ โดยที่ยังไม่มี ยอมรับ รับรู้ รับฟัง ยินยอม ทําตาม
ปฏิกิริยาไปในทางรวมกันเข้าเป็นพวก หรือคัดค้าน เช่น ตั้งใจฟัง
ดนตรี

2. การตอบสนอง (Responding) แสดงออกถึงความสนใจ การมี มีส่วนร่วม ตอบ ช่วยเหลือ อภิปราย ยินดี
แนวความคิดร่วม เช่น แสดงความคิดเห็น เพิ่มเติมในเรื่องที่ครู สนใจ ช่วย
บรรยาย

4. การเห็นคุณค่า (Valuing) การยอมรับหรือปฏิบัติตามความเชื่อ ซาบซึ้ง เสนอความเห็น ชื่นชม
หรือแสดงความเห็นในแง่ชื่นชมต่อสิ่งที่ตนรับรู้มา เช่น ชื่นชมในการ มีเจตคติ สนับสนุน แสดงความคิดเห็น
ปกครองแบบประชาธิปไตย ปฏิบัติตนเป็นนักเรียนที่ดี

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

ทั่วไป เชิงพฤติกรรม

4. การจัดระบบค่านิยม (Organizing) การนําเอาคุณค่าต่าง ๆ ที่ ตระหนักถึง จัดการ ปรับปรุง แก้ไข แสดง
เกิดจากการเรียนรู้มาผสมผสานและจัดระบบเข้าด้วยกัน เพื่อเสริม ความสำคัญ ความสำคัญ
สร้างระบบคุณค่าขึ้นภายในตนเอง เช่น เผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยว จัดระบบ
กับการอนุรักษ์ศิลปะไทย คุณค่า

5. การกําหนดคุณลักษณะ (Characterizing) การนําค่านิยมที่จัด มีความรับ สนับสนุน ต่อต้าน ใช้เหตุผล
ระบบแล้วมาปฏิบัติจนเป็นนิสัยเฉพาะตน เช่น การเสียสละเพื่อ ผิดชอบ แสดงออก ชักชวน
อุดมการณ์

3. ด้านทักษะพิสัยหรือด้านทักษะกลไก (Psychomotor
Domain)

คือ จุดประสงค์การเรียนรู้เกี่ยวกับ
การพัฒนาทักษะทางกาย เน้นหนัก
ด้านการวางท่าทางให้ถูกต้องและ
เหมาะสมกับการปฏิบัติงานแต่ละชนิด
สามารถระบุพฤติกรรมที่แสดงออกได้
จากการตีความทักษะหรือการปฏิบัติ
ออกมาเป็นพฤติกรรม ทักษะพิสัยแบ่ง
ไว้ 5 ขั้น ดังนี้

ตัวอย่างคํากริยาที่ใช้ในระดับพฤติกรรมด้านทักษะกลไก

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

ทั่วไป เชิงพฤติกรรม

1. ขั้นการเลียนแบบ (Imitation) ได้แก่ การสังเกต และพยายามทํา ปฏิบัติงาน สังเกต รู้สึก สัมผัส ตรวจพบ
ตามตัวอย่างที่ครูแสดงให้ดู เช่น ทํา ตามการสาธิตแกะสลักผลไม้ มีทักษะ
ของครู แสดลงท่าทาง ตั้งท่า เข้า
ประจำที่
2. ขั้นลงมือทําตาม (Manipulation) เป็นการทําตามคําสอนของ
ครู โดยไม่มีตัวอย่างให้เห็น เช่น สร้างแบบเสื้อตามที่ครูสอน

3. ขั้นความถูกต้อง (Precision) คือ สามารถทําได้ โดยไม่ต้อง เลียนแบบ ทดลอง ฝึกหัด
อาศัยต้นแบบเดิมและทําด้วยความแม่นยําเที่ยงตรง เช่น ใส่กระดาษ
พิมพ์ในเครื่องพิมพ์ดีดได้ถูกต้อง

ระดับพฤติกรรม จุดประสงค์ คํากริยาที่ใช้ในจุดประสงค์

4. ขั้นความต่อเนื่อง (Articulation) ระดับนี้จะต้องใช้ทักษะที่รวม ทั่วไป เชิงพฤติกรรม
กันมากกว่าหนึ่งอย่าง โดยผสมผสานกัน เช่น ตัดเย็บชุดราตรี ทํา
บัญชีในร้านค้า สาธิต รู้สึก สัมผัส ตรวจพบ

5. ขั้นการกระทําได้อย่างธรรมชาติ (Naturalization) ได้แก่ ปฏิบัติงาน ทำงานด้วยความ
ความสามารถในการทําสิ่งต่าง ๆ ได้โดยง่ายและอัตโนมัติ โดยไม่ มีทักษะ กระฉับกระเฉง จัดระบบ
ต้องออกแรงกายและสติปัญญา เช่น ซ่อมโทรทัศน์ได้ทันทีเมื่อรู้ข้อ ควบคุมการทำงาน แนะแนว
บกพร่อง ทาง

ประเภทของจุดประสงค์การสอน

การกําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
1. จุดประสงค์ทั่วไป (General Objectives) หรือ จุดประสงค์ปลายทาง
2. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) หรือ จุดประสงค์

นําทาง หรือ จุดประสงค์เฉพาะ (Specifies Objectives)

1. จุดประสงค์ทั่วไป
(General Objectives)

จุดประสงค์ประเภทนี้วางไว้เป็นแนวทางกว้าง ๆ เพื่อให้ทราบขอบข่ายว่า
ผู้เรียนจะทํา อะไรได้แค่ไหน เพียงใด มักใช้คําว่า รู้ เข้าใจ ทราบ ซาบซึ้ง มีเจตคติ
มีความสนใจ ฯลฯ โดยทั่วไปจะพบจุดประสงค์ชนิดนี้ในเอกสารหลักสูตรหรือ
ประมวลการสอนรายวิชา

ตัวอย่าง
1. เข้าใจวิธีการทําดอกกุหลาบจากกระดาษสา
2. รู้อาหารหลัก 5 หมู่
3. มีทักษะในการทําดอกกุหลาบจากกระดาษสา
4. มีความซาบซึ้งในงานศิลปะไทยสมัยสุโขทัย
5. ตระหนักถึงความสําคัญของการรับประทานอาหารให้ถูกหลัก

โภชนาการ

ลักษณะของจุดประสงค์ทั่วไป มีดังนี้
1. ตอบสนองพฤติกรรมสําคัญของจุดหมายหลักสูตร จุดประสงค์สาขาวิชา

มาตรฐานวิชาชีพ สาขาวิชา สาขางาน จุดประสงค์รายวิชาและมาตรฐานรายวิชา
2. สะท้อนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่เป็นผลจากการเรียนรู้ โดยครอบคลุม

ทั้งด้านความรู้ ความคิดความสามารถในการปฏิบัติ เจตคติและกิจนิสัยที่พึง
ประสงค์

3. การเขียนจุดประสงค์ทั่วไป จะใช้คํากิริยากว้าง ๆ โดยเขียนเป็นข้อ ๆ แต่
น้อยข้อ ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนตามคําอธิบายรายวิชา เช่น
เพื่อให้มีความรู้ความ เข้าใจ ตระหนัก เห็นคุณค่า สามารถ เป็นต้น

ตัวอย่างการเขียนจุดประสงค์ทั่วไป

ประธาน + กริยารวมๆ + เรื่องที่จัดการเรียนรู้ + เกณฑ์กว้าง ๆ

เช่น 1. ผู้เรียน 4 รู้หลักการ + ประดิษฐ์เครื่องแขวนจากเปลือกหอย 4 ได้
2. ผู้เรียน + เข้าใจ + ปริมาตรดินถม + ได้
3. ผู้เรียน + รู้และเข้าใจ + สมการการสมดุล + ได้

2. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
(Behavioral Objectives)

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจะมีลักษณะสําคัญ 4 ประการคือ
1. เป็นจุดประสงค์ที่ระบุการกระทํา การแสดงออกหรือผลของการกระทําที่
ครูสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
2. เป็นข้อความที่ชัดเจนเมื่ออ่านแล้วเข้าใจได้ทันที เขียนในรูปของคํากริยาที่
บ่งบอกถึงการกระทําของนักเรียน เช่น อธิบาย เขียน วาด พิมพ์ อ่าน ฯลฯ
3. ถ้ามอบให้ผู้หนึ่งผู้ใดสอนแทน ผู้สอนนั้นจะต้องเข้าใจจุดประสงค์หรือผล-
สัมฤทธิ์ของนักเรียนตรงกับผู้กําหนดจุดประสงค์นั้น
4. ครูสามารถใช้จุดประสงค์นั้น ๆ เป็นแนวทางในการวัดและประเมินผล

ตัวอย่างการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

พฤติกรรม(กริยา) +เรื่องย่อยที่จะจัดการเรียนรู้ +เกณฑ์

เช่น 1. เลือก 4 เปลือกหอยที่จะนํามา + ประดิษฐ์เครื่องแขวน + ได้อย่างเหมาะสม
2. ออกแบบ + เครื่องแขวน + ได้ภายในเวลาที่กําหนด
3. บอก + ขั้นตอนการประดิษฐ์เครื่องแขวนด้วยเปลือกหอย + ได้ถูกต้อง
4. อภิปรายถึง + ประโยชน์ของเปลือกหอย + ได้อย่างน้อย 3 ประการ

ส่วนประกอบของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

ประกอบด้วยส่วนประกอบที่สําคัญ 3 ส่วน คือ
1. พฤติกรรมคาดหวัง (Expected behavior)

เป็นข้อความที่ระบุถึงพฤติกรรมของผู้เรียนหลังการเรียนการสอนในรูป
ของการ ปฏิบัติหรือการกระทําเพื่อให้สามารถสังเกตพฤติกรรมเหล่านั้นได้
เช่น เขียน อ่าน บอก อธิบาย จําแนก ยกตัวอย่าง วาด เป็นต้น

ตัวอย่าง
1. นักเรียนสามารถคํานวณโจทย์เลขที่เป็นเศษซ้อนได้ถูกต้อง
2. นักเรียนสามารถบอกชื่อสินค้าส่งออกที่สําคัญของไทยได้ถูกต้อง
3. เมื่อกําหนดกลุ่มคําที่ควรศึกษามาให้ นักเรียนสามารถอธิบายความ

หมายได้
4. นักเรียนสามารถระบุคุณลักษณะที่สําคัญของนักวิทยาศาสตร์ได้

อย่างน้อย 4 คุณลักษณะ

2. สถานการณ์ (Situation) หรือเงื่อนไข
คือ การกําหนดเนื้อหาและกิจกรรมที่สอดคล้องกับการเรียนการสอน

เพื่อใช้เป็นตัวกระตุ้น หรือเป็นเงื่อนไขที่จะทําให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่คาด
หวังออกมาให้สามารถสังเกตเห็นได้หรือวัดได้ เช่น เมื่อกําหนดบทความมาให้
เมื่อเรียนจบเรื่องทักษะการเลี้ยงลูกบาสเกตบอล เป็น ต้น

ตัวอย่าง
1. เมื่อกําหนดธาตุให้ 10 ธาตุ นักเรียนสามารถระบุได้ว่า ธาตุใดเป็นโลหะธาตุ

ใดเป็นอโลหะ
2. เมื่อกําหนดโคลงให้ 1 โคลง นักเรียนสามารถสรุปความหมายได้ถูกต้อง
3. หลังจากสิ้นสุดการสาธิตการตอนกิ่งไม้แล้ว นักเรียนสามารถตอนกิ่งไม้

ด้วยตนเอง

3. เกณฑ์ (Criteria)

คือ ข้อความที่อธิบายให้ทราบว่าผู้เรียนจะต้องปฏิบัติให้ดีเพียงใด หรือ

พฤติกรรมของผู้เรียนควรอยู่ในระดับใด เราจึงจะยอมรับว่าผู้เรียนมีพฤติกรรม
ที่คาดหวังจริง เช่น ถูกต้อง ทั้งหมด ถูกต้อง 8 อย่าง ใน 10 อย่างเสร็จภายใน 5
นาที เป็นต้น

ตัวอย่าง
1. นักเรียนสามารถเขียนชื่อคําศัพท์ของผลไม้ตามรูปได้ถูกต้องอย่างน้อย

20 คํา (กําหนดเกณฑ์ในรูปของปริมาณ)
2. นักเรียนสามารถส่องกล้องจุลทรรศน์ดูอะมีบาได้ภายใน 2 นาที

(กําหนดเกณฑ์ในรูปของทักษะหรือความชํานาญ)
3. นักเรียนสามารถแก้สมการชั้นเดียวอย่างน้อย 5 สมการภายในเวลา 4 นาที

(กําหนดเกณฑ์ในรูปของปริมาณและทักษะ)


Click to View FlipBook Version