งานวจิ ยั ในป่ าสาธติ อาเภองาว
จงั หวดั ลาปาง
สถานีวจิ ยั และฝึ กนิสติ วนศาสตรห์ ว้ ยทาก
12 สงิ หาคม 2564
ศูนยว์ จิ ยั ป่ าไม้
คณะวนศาสตร ์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์
1
คำนำ
สถานีฝกึ นิสิตวนศาสตรห์ ว้ ยทาก ตั้งอยูใ่ นเขตพน้ื ที่สวนสักรฐั บาลหว้ ยทาก ปา่ สาธติ อำเภองาว จงั หวัด
ลำปาง พื้นที่ป่าแห่งนี้ได้รับอนุมัติจากกระทรวงเกษตร (ชื่อในขณะนั้น) ให้จัดตั้งเป็นป่าสาธิตขึ้นเมื่อวันท่ี
12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 นับจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 56 ปี ก่อนจะมีการจัดตั้งเป็นป่าสาธิต ในปี
พ.ศ. 2504 Sir Harry G. Champion ผเู้ ชยี่ วชาญของ FAO ได้เป็นผสู้ ำรวจและวางแผนการดำเนินงานที่เสนอ
ต่อกรมป่าไม้ ชื่อว่า “แผนการจัดการป่าแม่งาว พ.ศ. 2504-14 หรือ working plan for Mae Ngao Forest
B.E. 2504-14 (1961-71)” ในดา้ นการทำไม้แผนการน้ีได้แบง่ หนว่ ยแผนการทำไม้ (working circle) ออกเป็น
หน่วยโครงการไม้สักและหน่วยโครงการไม้กระยาเลย สำหรับหน่วยโครงการไม้กระยาเลยได้แบ่งโครงการ
ออกเป็น 4 หมวดตดั ฟนั หรอื เซคเตอร์ (sector) คอื แม่งาว แม่แหง แมห่ วด และแม่ตบี แตล่ ะหมวดตัดฟนั แบ่ง
ออกเป็น 30 แปลง (compartment) เปิดให้มีการทำไม้ออกจากทุกหมวดตัดฟันพร้อม ๆ กัน หมวดละ
1 แปลง นอกจากนี้กรมป่าไม้ยังมีนโยบายปรับปรุงให้เป็นป่าโครงการถาวร โดยประกาศเป็นป่าสาธิตสำหรับ
ดำเนินการศึกษาทดลองและวิจัยด้านการจัดการป่าไม้แบบละเอียด เพื่อใช้เป็นตัวอย่างสำหรับป่าอื่น ๆ โดย
อาศัยความร่วมมือจาก 3 หน่วยงาน คือ กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และคณะวนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยพื้นที่ของสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์ห้วยทากอยู่ในเซคเตอร์แม่หวด
ส่วนทกี่ นั ออกเปน็ สวนสกั รัฐบาล จึงพบไมส้ กั ท่ีสมบูรณ์อยเู่ ปน็ จำนวนมาก
การรวบรวมงานวิจัยในพื้นที่สถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์ห้วยทากและพื้นที่ข้างเคียงในครั้งน้ี
มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยที่ผ่านมาในพื้นท่ีสถานีฯ เพื่อสนับสนุนการวิจัยในอนาคต รวมถึง
เพ่อื เปน็ ลทู่ างในการเผยแพรง่ านวจิ ยั ในพนื้ ที่แก่ผ้ทู ส่ี นใจด้วย
ดร.นรินธร จำวงษ์ (ผ้รู วบรวม)
ศูนยว์ ิจัยป่าไม้
สงิ หาคม พ.ศ. 2564
ก
สารบัญ
หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
การสูญเสียดินและนำ้ จากแปลงพชื ทดลองคลุมดนิ ส่ลี ักษณะ บรเิ วณปา่ แมห่ วด อำเภองาว 1
จงั หวัดลำปาง
ผลผลติ ข้นั ปฐมภูมิของสวนป่าไม้สกั ที่ตดั สางขยายระยะและไมต่ ดั สางขยายระยะ 3
ณ ทอ้ งทีอ่ ำเภองาว จังหวดั ลำปาง
การทดลองถ่นิ กำเนดิ ไม้สกั ในทอ้ งที่อำเภองาว จงั หวัดลำปาง 7
ผลกระทบของการต้ังถ่ินฐานมนษุ ย์ตอ่ การทำลายป่าในป่าสาธติ แม่หวด อำเภองาว 9
จงั หวดั ลำปาง
การประยุกต์ใชร้ ะบบข้อสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อวางแผนการใชท้ ี่ดิน ในเซคเตอรแ์ ม่หวด 11
ของป่าสาธิตแม่งาว อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง
การใช้ point sampling ในการสำรวจทรัพยากรปา่ ไม้ ณ ป่าสาธติ แม่งาว อำเภองาว 13
จงั หวัดลำปาง
ภมู ปิ ัญญาชาวบา้ นกบั การอนุรกั ษ์ทรัพยากรป่าไม้ ในท้องที่อำเภองาว จังหวดั ลำปาง 15
การจดั การทรัพยากรป่าไม้โดยชมุ ชน : กรณศี ึกษาชมุ ชนลุ่มน้ำงาว อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง 17
ปัจจยั ที่มผี ลตอ่ ความคดิ เห็นของเจา้ หนา้ ทปี่ ่าไม้ต่อการปอ้ งกันรักษาสวนปา่ อำเภองาว 19
จังหวดั ลำปาง
ปริมาณการใชป้ ระโยชน์ไผซ่ าง (Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees) 21
ในพนื้ ทป่ี ่าสาธติ อำเภองาว จงั หวัดลำปาง
การประยุกตใ์ ช้แปลงศึกษานิเวศวทิ ยาระยะยาวเพอ่ื การบริหาร และจดั การทรัพยากรป่าไม้ 23
ในปา่ สาธิตเซคเตอร์แมต่ ีบ อำเภองาว จงั หวัดลำปาง
ข
สารบญั (ตอ่ )
หนา้
การจำแนกสังคมพืชโดยใชข้ อ้ มูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมลู ธรณสี ณั ฐานและสภาพภูมปิ ระเทศ 26
กรณศี ึกษาปา่ สาธติ งาว จังหวัดลำปาง
การประยุกตใ์ ชร้ ะบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์ และการสำรวจระยะไกลประเมินพืน้ ทเ่ี สย่ี ง 28
ต่อการเกดิ ไฟปา่ ในหน่วยจดั การแมห่ วดของป่าสาธติ แม่งาว อำเภองาว จังหวดั ลำปาง
การประยุกตก์ ารสำรวจระยะไกล เพ่ือคาดการณ์การเปลีย่ นแปลงการใช้ที่ดินและดัชนี 30
ความแตกตา่ งของพืชพรรณ บริเวณเซคเตอร์แม่หวด ของป่าสาธติ แม่งาว
อำเภองาว จังหวดั ลำปาง
การพัฒนาอาชพี การเพาะกลา้ ไม้สักเพ่ือการอนุรกั ษใ์ นชมุ ชนบา้ นสวนสกั 32
อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง 34
การใชป้ ระโยชน์ลำและปรมิ าณผลผลติ ในปา่ ธรรมชาตขิ องไผซ่ างนวล
(Dendrocalamus membranaceus Munro): กรณีปา่ ห้วยแม่หนิ
อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง
ผลของการชิงเผาสวนปา่ ไมส้ ักต่อการปลดปลอ่ ยคาร์บอนของเช้อื เพลิงท่ีอย่เู หนอื พ้นื ดนิ 36
ออกส่บู รรยากาศ อำเภอแมเ่ มาะ จังหวัดลำปาง
การมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรป่าไมใ้ นเขตพื้นที่บ้านหัวทงุ่ 39
ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวดั ลำปาง
นวัตกรรมการจดั การปา่ ชุมชนท้องถ่นิ อยา่ งย่ังยืน: กลไกการจดั การ การมสี ว่ นรว่ ม 40
และความสำเรจ็ ของชุมชนในการอนุรักษป์ ่าชุมชนหว้ ยแม่หิน จังหวดั ลำปาง
พลวตั ของพืชพรรณในช่วงเวลา 10 ปี ในปา่ เตง็ รงั เซคเตอรแม่หวด ปาสาธิตงาว จงั หวดั ลำปาง 42
วธิ ีการสำรวจป่าเพือ่ การประมาณหามวลชีวภาพเชงิ พืน้ ท่ีด้วยระบบสารสนเทศ 44
ในเขตลุ่มน้ำย่อยห้วยเอี่ยน อำเภองาว จงั หวัดลำปาง
ค
สารบัญ (ตอ่ ) หนา้
47
การลดกา๊ ซเรอื นกระจกภาคสมัครใจสำหรบั การปลูกป่าอยา่ งยง่ั ยนื 48
กรณศี กึ ษาป่าชุมชนบา้ นวังควาย อำเภองาว จังหวัดลําปาง 50
52
การศึกษาการเตบิ โตและผลผลิตของไม้สกั โดยใชเ้ ทคนิคทางรุกขกาลวิทยา 54
ในสวนป่าหว้ ยทาก อำเภองาว จังหวัดลำปาง
การศกึ ษาเบอื้ งต้นของปริมาณไผแ่ ละการใชป้ ระโยชน์ในสงั คมพชื ปา่ เบญจพรรณผสมไผ่
หลงั ถูกรบกวนของปา่ ชุมชนปา่ ห้วยแมห่ ิน อำเภองาว จงั หวัดลำปาง
การวเิ คราะหค์ วามเสีย่ งต่อการบกุ รกุ พน้ื ที่ป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแมง่ าวฝั่งขวา
จงั หวดั ลำปาง
เอกสารอา้ งอิง
ง
การสญู เสยี ดนิ และนำ้ จากแปลงพืชทดลองคลุมดินสี่ลกั ษณะ บรเิ วณป่าแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Soil and Water Losses from Sample Plot of Four Plant Cover Type at Mae-Huad Forest
Amphur Hgao, Lampang Province
ปรีชา คูรัตน์ (2518)
บทคัดยอ่
การบุกรุกแผ้วถางปา่ บรเิ วณต้นน้ำลำธารในภาคเหนือของประเทศไทย กำลังเป็นปัญหาท่ีรัฐบาลตอ้ ง
แก้ไขอยา่ งรบี ด่วน เพราะการบกุ รกุ แผว้ ถางป่าเป็นสาเหตุอันสำคญั ในการทำลายพชื คลุมดิน มผี ลทำให้สูญเสีย
ความ อุดมสมบูรณ์ของดินและเกิดน้ำไหลบ่าอย่างรวดเรว็ เป็นผลเสียท้ังทางเศรษฐกิจและสังคม มิใช่แต่เพียง
บริเวณต้นน้ำเท่านั้น แต่มีผลกระทบกระเทือนต่อพื้นที่กสิกรรมตอนล่างอีกด้วย คณะวนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับปริมาณการสูญเสยี ดินและน้ำ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข
ต้นนำ้ ที่สำคญั ในภาคเหนือ วิธกี ารศกึ ษานัน้ ไดท้ ำการเก็บข้อมูลตะกอนและนำ้ ไหลบ่าหน้าดินจาก 4 สภาพป่าที่สำคัญ
คือ สวนสกั อายุ 31 ปี ปา่ เบญจพรรณทีม่ ีไม้สกั ป่าเบญจพรรณที่มีไม้สักเชิงเขาถ้ำผาไท และปา่ เตง็ รงั ท้องที่ป่าแม่หวด
อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยทำการสร้างแปลงทดลองขนาด 2 x 10 เมตร สภาพป่าละ 6 แปลง รวมแปลงทดลองทั้งส้ิน
24 แปลง เรม่ิ เก็บข้อมลู ตะกอนและนำ้ ไหลบา่ จากแปลงทดลอง ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ครนั้ ในปี พ.ศ. 2515 ได้
ทำการตัดไม้ที่มีเส้นรอบวงขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ออก สภาพป่าละ 3 แปลง ปี พ.ศ. 2517 ทำการหา
เปอรเ์ ซ็นตพ์ ืชคลมุ แปลงและอตั ราการซึมนำ้ ผ่านผิวดินของทกุ สภาพป่า
ผลการทดลองปรากฏว่า ปริมาณตะกอนของสวนสัก อายุ 31 ปี มีมากท่ีสุด (3,088 kg/ha/yr) ที่สอง
ได้แก่ ป่าเบญจพรรณที่มีไม้สักบริเวณเชิงเขาถ้ำผาไท (1,107 kg/ha/yr) ป่าเบญจพรรณที่มีไม้สักเป็นอันดับ
สาม (898 kg/ha/yr) และสุดท้าย คือ ป่าเต็งรัง (471 Kg/ha/yr) ส่วนปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าผิวดินมีผล
คล้ายคลึงกับปริมาณตะกอน กล่าวคือ สวนสัก อายุ 31 ปี มีมากเป็นอันดับที่หนึ่ง (1,165 m3/ha/yr)
ป่าเบญจพรรณที่มีไมส้ ักเป็นอันดับสอง (504 m3/ha/yr) ป่าเบญจพรรณท่ีมีไม้สกั บริเวณเชิงเขาถ้ำผาไทเป็นที่
สาม (424 m3/ha/yr) และสุดท้ายป่าเต็งรัง (341 m3/ha/yr) สาเหตุอันสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการสูญเสียดิน
และน้ำ คือ เปอร์เซ็นต์ความลาดชัน ถ้าความลาดชันมากจะทำให้ปริมาณการสูญเสียดินและน้ำมากไปด้วย
ลักษณะพืชคลุมดินเป็นปัจจัยที่สองที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด พื้นที่ใดมีพืชคลุมดินน้อยกว่าจะทำให้ปริมาณ
การสูญเสียมากกว่า การซึมน้ำผ่านผิวดินก็เช่นกัน ที่มีผลสะท้อนว่าการซึมน้ำผ่านผิวดินน้อย ทำให้น้ำไหลบ่า
หน้าผิวดินมากและมีตะกอนถูกพัดพามากด้วย ลักษณะดั้งเดิมของชนิดดิน ตลอดจนไฟป่าและปริมาณกรวด
หินที่ปะปนในดินก็มีผลทำให้ปริมาณการสูญเสียดินและน้ำเปลี่ยนไป จากการศึกษาครั้งนี้ ยังได้ดูแนวโนม้ การ
ทดแทนการคลมุ ดนิ ของไม้ช้ันล่างอีกดว้ ย ผลปรากฏวา่ ถา้ ตดั ไมช้ ้นั ล่างทีม่ ีขนาดเส้นผา่ ศูนย์กลางทีเ่ ล็กกว่า 10
เซนตเิ มตร แลว้ สันนษิ ฐานว่า ต้องใช้เวลาไมน่ ้อยกว่าสามปี จึงจะทำให้พชื คลุมแปลงมีอิทธิพลต่อปริมาณการ
สญู เสยี ดินและนำ้ ใกล้เคยี งกับแปลงท่ีไมไ่ ด้ทำการตดั ฟนั ไม้ช้ันลา่ งเลย
1
Abstract
Mountainous forest of Thailand has been cut for years in order to serve the agriculture
purposes of the explosive population, especially in the northern part. This situation induced
the unbalanced plant cover and causing soil and water losses from the watershed, also
reducing soil productivity both the upstream and downstream agricultural lands. The faculty
of Forestry, Kasetsart University tried to find the way to solve the problems by determining
the basic data of sediment yields and runoff of 4-plaint cover types from 2 x 10 meters plots
at Mae-Huad Forest, Amphur Ngao, Lampang Province. Four forest plant cover types were
selected to construct six plots each --- 31-year Teak Plantation, Mixed Deciduous with teak,
Phathai Foot-Hill Mixed Deciduous with teak, and Dry-Dipterocarp forests. Sediment yields and
runoff have been collected since 1960 from experimented plots. Three plots of each plant
cover types were treated by cutting trees and undergrowth the girth less than 10 cm in 1972,
also determination of plant cover by taking the pictures for all location in 1974.
Results found that 31-year Teak Plantation produced maximum sediment yields (3,088
kg/ha/yr), Phathai Mixed Deciduous with Teak the second (1,107 kg/ha/yr), Mixed Deciduous
with Teak the third (898 kg/ha/yr), and Dry-Dipterocarp forest the minimum (471 kg/ha/yr).
Surface runoff from experimental plots showed very similar trend as sediment yield products
--- 31-year Teak Plantation the maximum (1,165 m3/ha/yr), Mixed Deciduous with Teak the
second (424 m3/ha/yr), Phathai Mixed Deciduous with Teak the third (504 m3/ha/yr), and Dry-
Dipterocarp the minimum (342 m3/ha/yr). The higher values of slope areas, less percentage of
plant cover, and low infiltration rate would be caused to increase more sediment yields and
surface runoff. Tha another factors that affecting more or less soil and water losses may be
pointed out as original status and types of soils, including forest fire, also amount of gravel in
soils itself. The investigation tried to determine the replacement of plant cover after cutting
10 cm girth trees and undergrowth from experimental plots. Results found that the succession
period was indicated 3 years minimum in order to produce very similar amount of sediment
yields and surface runoff of out plots for all types of forest areas.
2
ผลผลติ ขั้นปฐมภูมิของสวนปา่ ไมส้ ักท่ตี ดั สางขยายระยะและไม่ตดั สางขยายระยะ
ณ ท้องทอ่ี ำเภองาว จังหวัดลำปาง
Primary Production of Thinned and Unthinned Teak Plantations at Ngao, Lampang.
พิทยา เพชรมาก (2521)
บทคดั ยอ่
การศกึ ษาผลผลิตข้ันปฐมภูมสิ ุทธิ (net primary production) ในรปู ของการเพิม่ พนู มวลชีวภาพ การ
เจริญเตบิ โตเพ่มิ พนู ทางดา้ นปรมิ าตรของลำต้น และประสิทธิภาพของใบตอ่ ผลผลติ ขนั้ ปฐมภูมสิ ุทธิของไม้สักใน
สวนป่าอายุ 14 ปี โดยเปรียบเทียบระหว่างสวนป่าที่ผ่านการตัดสางขยายระยะในระดับ 45 เปอร์เซ็นต์ของ
พื้นที่หน้าตัดของลำต้นทั้งหมดไปแล้วเป็นเวลา 6 ปี กับสวนป่าที่ไม่มีการตัดสางขยายระยะ ได้ดำเนินการใน
สวนสักสบพลง่ ตำบลบ้านหวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง เมือ่ เดอื นตุลาคม 2519 โดยวางแปลงตัวอย่างขนาด
20 x 20 เมตร ในสวนป่าทั้งสองสวน สวนละแปลง และวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับสูง 1.30 เมตร และ
ความสูงทั้งหมดของต้นไม้ทุกต้นในแปลงตัวอย่าง ทำการตัดต้นไม้สักตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของต้นไม้ในแต่ละ
ชั้นของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.30 เมตร ในแปลงตัวอย่างแปลงละ 5 ต้น และชั่งน้ำหนักสด
ของสว่ นทเ่ี ป็นลำต้น ก่ิง และใบ โดยวธิ ี stratified clip technique เปลย่ี นน้ำหนักสดให้เปน็ น้ำหนักแห้ง หรอื
มวลชีวภาพของส่วนต่างๆ จากปริมาณความชื้นของตัวอย่างที่อบแห้งแล้ว หาพื้นที่ผิวใบและชั่งน้ำหนักใบไม้
สักตัวอย่าง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ผวิ ใบกับน้ำหนักแห้งของใบ ทั้งนี้เพื่อประมาณหาพื้นที่ผิวใบ
ต่อต้นและต่อพื้นท่ีดิน (leaf area index) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางที่บริเวณส่วน
ต่างๆ ของลำต้นกับมวลชีวภาพหรือน้ำหนกั แห้งของลำต้น กิ่ง ใบ และลำต้นรวมกับกิ่งในรูปของ allometric
relation เพื่อประมาณหามวลชีวภาพหรือน้ำหนักแห้งของไม้สักทั้งต้นเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินต่อหน่วย
พ้นื ที่ในปปี ัจจุบนั และวิเคราะหล์ ำต้น (stem analysis) จากไมต้ ัวอยา่ งทีต่ ัดลง เพ่อื ประมาณหามวลชีวภาพใน
ปีที่ผ่านมา ตลอดจนประมาณหาปริมาตรของลำต้นไม้สักทั้งหมดทั้งในปีปัจจุบันและปีที่ผ่านมา ศึกษาการ
เจรญิ เติบโตเพิ่มพูนในรูปของผลผลติ ขั้นปฐมภูมิ และผลผลิตในรปู ปรมิ าตรของลำต้น และประสทิ ธิภาพของใบ
ต่อการเพม่ิ พูนผลผลิตขัน้ ปฐมภมู ิสุทธิของมวลชีวภาพท่อี ยเู่ หนอื พืน้ ดินทั้งหมด และประสิทธภิ าพของใบต่อการ
เพิม่ พนู ผลผลิตขัน้ ปฐมภูมิของสว่ นท่ีเปน็ ลำตน้ ผลการศึกษาสรปุ ไดด้ งั นี้ คือ
1. การประมาณหามวลชวี ภาพของไมส้ ักในสวนป่าอายุ 14 ปี ทัง้ สวนปา่ ที่มีการตดั สางขยายระยะและ
ไม่มีการตัดสางขยายระยะนั้น สามารถใช้ขนาดเสน้ ผ่าศูนย์กลางของลำต้นที่ระดับสูง 1.30 เมตร ยกกำลังสอง
คูณด้วยความสูงทั้งหมด (D2H) ไปประมาณหามวลชีวภาพเหนือพื้นดินของลำต้น กิ่ง ใบ และลำต้นกับกิ่ง
รวมกันได้ โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง D2H กับน้ำหนักของส่วนต่างๆ ดังกล่าวในรูปของ allometric
relation ซง่ึ เหมาะสมและถูกตอ้ งกวา่ การใช้ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งขนาดของลำต้นที่บรเิ วณอนื่ กบั น้ำหนกั
3
2. พนื้ ทผ่ี วิ ใบตอ่ ไม้สักตอ่ ต้นและต่อพน้ื ที่ (leaf area index) สามารถประมาณได้จากนำ้ หนักแห้งของ
ใบ โดยใช้ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งน้ำหนกั แหง้ ของใบกับพน้ื ท่ีผิวใบในรูปของสมการเสน้ ตรง
3. ปริมาตรของลำต้นไม้สักในปีปัจจุบันในสวนป่าทั้งสองประเภท สามารถประมาณได้จาก
ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง D2H กับปรมิ าตรทีแ่ ท้จรงิ ของลำตน้ ทัง้ หมด
4. ไม้สักในสวนป่าที่มีการตัดสางขยายระยะในปีปัจจุบัน (2519) มีมวลชีวภาพหรือน้ำหนักแห้งของ
ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งหมดประมาณ 78.97 ตัน/เฮกแตร์ (12.64 ตัน/ไร่) โดยมีมวลชีวภาพของลำต้น กิ่ง
และใบ ประมาณ 58.03, 13.95 และ 6.99 ตัน/เฮกแตร์ (9.28, 2.23 และ 1.12 ตัน/ไร่) หรือมีปริมาณการ
กระจายของมวลชีวภาพของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 73.48, 17.66 และ 8.86 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ พ้ืนที่
ผิวใบต่อพื้นที่ดินประมาณ 7.11 เฮกแตร์/เฮกแตร์ ส่วนไม้สักในสวนป่าที่ไม่มีการตัดสางขยายระยะ มีมวล
ชีวภาพหรือน้ำหนักแหง้ ของส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งหมดประมาณ 81.97 ตัน/เฮกแตร์ (13.09 ตัน/ไร่) โดยมี
มวลชีวภาพของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 63.50, 13.05 และ 5.24 ตัน/เฮกแตร์ (10.16, 2.09 และ 0.84
ตัน/ไร่) หรือมีปริมาณการกระจายของมวลชีวภาพของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 77.64, 15.96 และ 6.40
เปอรเ์ ซ็นตต์ ามลำดับ มพี ้นื ทผ่ี ิวใบตอ่ พื้นท่ีดินประมาณ 5.32 เฮกแตร์/เฮกแตร์ สว่ นปรมิ าตรของลำต้นท้ังหมด
ในปีปัจจุบันนั้น ไม้สักในสวนป่าที่มีการตัดสางขยายระยะมีปริมาตรทั้งหมด ประมาณ 98.91 ลูกบาศก์เมตร/
เฮกแตร์ (15.82 ลูกบาศก์เมตร/ไร่) และไม้สักในสวนป่าที่ไม่มีการตัดสางขยายระยะมีปริมาตรทั้งหมด
ประมาณ 104.58 ลูกบาศกเ์ มตร/เฮกแตร์ (16.73 ลูกบาศกเ์ มตร/ไร่)
5. ไม้สักในสวนป่าที่มีการตัดสางขยายระยะในปีที่ผ่านมา (2518) มีมวลชีวภาพหรือน้ำหนักแห้งของ
ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งหมด ประมาณ 63.35 ตัน/เฮกแตร์ (10.16 ตัน/ไร่) โดยมีปริมาณมวลชีวภาพหรือ
น้ำหนักแห้งของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 46.91, 10.83 และ 5.61 ตัน/เฮกแตร์ (7.51, 1.93 และ 0.90
ตัน/ไร่) หรือมีปริมาณการกระจายของมวลชีวภาพของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 74.05, 17.10 และ 8.86
เปอร์เซน็ ต์ ตามลำดบั มีปรมิ าตรของลำต้นทั้งหมด ประมาณ 85.39 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์ (13.66 ลูกบาศก์
เมตร/ไร่) ส่วนไม้สักในสวนป่าที่ไม่มีการตัดสางขยายระยะมีมวลชีวภาพของส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือพื้นดิน
ท้ังหมด ประมาณ 67.48 ตัน/เฮกแตร์ (10.80 ตัน/ไร่) โดยมปี ริมาณมวลชีวภาพหรอื น้ำหนกั แหง้ ของลำตน้ กิ่ง
และใบ ประมาณ 52.63, 10.52 และ 4.33 ตัน/เฮกแตร์ (8.42, 1.68 และ 0.69 ตัน/ไร่) หรือมีปริมาณการ
กระจายของมวลชีวภาพของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 77.99, 15.59 และ 6.42 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ มี
ปริมาตรของลำตน้ ทง้ั หมด ประมาณ 92.12 ลกู บาศก์เมตร/เฮกแตร์ (14.74 ลูกบาศกเ์ มตร/ไร่)
6. ผลผลิตขั้นปฐมภูมิสทุ ธิของไม้สักอายุ 14 ปี ในสวนป่าที่มีการตดั สางขยายระยะมีประมาณ 15.62
ตัน/เฮกแตร์/ปี (2.50 ตัน/ไร่/ปี) โดยมีผลผลิตขั้นปฐมภูมิสุทธิของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 11.12, 3.12
และ 1.38 ตัน/เฮกแตร/์ ปี (1.78, 0.50 และ 0.22 ตัน/ไร่/ป)ี หรอื มีปริมาณการกระจายของผลผลิตข้ันปฐมภูมิ
สทุ ธิของลำต้น ก่ิง และใบ ประมาณ 71.19, 19.99 และ 8.93 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดบั ส่วนในสวนป่าที่ไม่มีการ
4
ตดั สางขยายระยะมีผลผลิตขัน้ ปฐมภูมิสุทธิ ประมาณ 14.31 ตนั /เฮกแตร์/ปี (2.29 ตนั /ไร่/ป)ี โดยมผี ลผลิตขั้น
ปฐมภูมิสุทธิของลำต้น กิ่ง และใบ ประมาณ 10.87, 2.53 และ 0.91 ตัน/เฮกแตร์/ปี (1.74, 0.40 และ 0.15
ตนั /ไร่/ป)ี หรือมปี ริมาณการกระจายของผลผลิตขน้ั ปฐมภมู ิสทุ ธขิ องลำต้น ก่ิง และใบ ประมาณ 75.96, 17.68
และ 6.36 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนการเจรญิ เตบิ โตเพิ่มพูนของปริมาตรของลำต้นทั้งหมดนั้น ไม้สักในสวน
ป่าที่มีการตดั สางขยายระยะมีประมาณ 13.52 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์/ปี (2.16 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี) และไม้
สักในสวนป่าที่ไม่มีการตัดสางขยายระยะมีประมาณ 12.46 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์/ปี (1.99 ลูกบาศก์เมตร/
ไร่/ปี) ซึ่งจะเห็นได้ว่ามผี ลต่างกนั ประมาณ 4.08 เปอรเ์ ซ็นต์ สำหรับประสทิ ธิภาพของใบต่อผลผลิตข้ันปฐมภูมิ
สุทธิของส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งหมดของไม้สักในสวนป่าที่มีการตัดสางขยายระยะ และในสวนป่าที่ไม่มีการ
ตัดสางขยายระยะ มีประมาณ 2.23 และ 2.73 ตามลำดับ ส่วนประสิทธิภาพของใบต่อผลผลติ ขัน้ ปฐมภูมิสุทธิ
ของส่วนท่ีเป็นลำตน้ ของไมใ้ นสวนป่าทง้ั สองประเภท มปี ระมาณ 1.59 และ 2.07 ตามลำดบั
Abstract
A comparison of net primary production, stem volume increment, and efficiency of
leaf of produce dry matter of the 14-year-old stands of thinned and unthinned teak
plantations was carried out in October, 1976 at Ngao, Lampang. The sample plot of 20 x 20
m2 was established in each stand. Stem diameter at breast height (D) and total height (H) of
all trees were measured. Five sample trees of various sizes represented to each diameter class
in each stand were felled and fresh weight by components (stem, branch and leaf) were
separately weighed according to the stratified clip technique. Stem, branch and leaf sub-
samples were oven-dried at 105 °C for 48 hours in order to convert fresh weights to oven-dry
weights. Leaf area and weight of leaf samples were also measured and weighed for the
estimation of total leaf area per tree and leaf area index. The relationships between different
diameters at various parts of stem of the tree samples and biomass of stem, branch, leaf, and
stem plus branch were calculated by using the allometric relation for the estimation of the
previous year biomass, stem volume of the standing trees, and previous year stem volume.
Net primary production, stem volume increment, and efficiency of leaf to produce dry matter
were also analysed. The results of this study are summarized as follows;
1. The estimation of the above-ground biomass or standing crop of the thinned and
unthinned stands of the 14-year-old teak plantations could be done successfully by using the
independent variable of the allometric relation in forms of the square of diameter at breast
height multiplied by total height of tree (D2H) better than using diameters only.
5
2. The linear relationship between leaf dry weight and leaf area was established. Total
leaf area per tree or leaf area index could be estimated by using leaf biomass as an
independent variable of the relationship.
3. Stem volume of the standing trees in both plantations could be estimated by using
the relationship between D2H, and total tree volume obtained from the stem analysis.
4. Total above-ground biomass or standing crop of the thinned plantation was
approximately 78.97 ton/ha with 58.03, 13.95 and 6.99 ton/ha. (73.48, 17.66 and 8.86 percent)
of stem, branch and leaf respectively as compared to 81.79 ton/ha with 63.50, 13.05 and 5.24
ton/ha. (77.64, 15.96 and 6.40 percent) of stem, branch and leaf of the unthinned plantation.
Leaf area index of thinned plantation was 7.11 ha/ha and stem volume of the standing tree
was 98.91 cum/ha while those of unthinned plantation were 5.32 ha/ha of leaf area index and
104.58 cum/ha of stem volume.
5. The previous year above-ground biomass of the thinned plantation was
approximately 63.35 ton/ha with 46.91, 10.83 and 5.61 tom/ha (74.05, 17.10 and 8.86 percent)
of stem, branch and leaf respectively and with 85.39 cum/ha of stem volume whereas the
unthinned plantation was approximately 67.48 ton/ha of total biomass with 52.63, 10.52 and
4.33 ton/ha (77.99, 15.59 and 6.42 percent) of stem, branch and leaf respectively and with
92.12 cum/ha of stem volume.
6. Net primary production of the thinned plantation was approximately 15.62 ton/ha/yr
with 11.12, 3.12 and 1.38 ton/ha/yr (71.19, 19.99 and 8.83 percent) of stem, branch and leaf
respectively as contest to 14.31 ton/ha/yr with 10.87, 2.53 and 0.91 ton/ha/yr (75.96, 17.68
and 6.36 percent) of stem, branch and leaf of the unthinned plantation. Stem volume
increment of the thinned plantation was 13.52 cum/ha/yr while those of unthinned plantation
12.46 cum/ha/yr. The efficiency of leaf to produce dry matter in forms of net primary
production of the total above-ground biomass were 2.23 for the thinned plantation and 2.73
for the unthinned plantation, and of net primary production of stem were 1.59 and 2.07 for
thinned and unthinned plantations respectively.
6
การทดลองถ่นิ กำเนดิ ไมส้ ัก ในท้องท่ีอำเภองาว จังหวัดลำปาง
Provenance Trial of Teak, Amphoe Ngao, Lampang.
วฒั นา เวทยประสทิ ธ์ิ (2512)
บทคดั ยอ่
การทดลองถิ่นกำเนิดไม้สัก เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นการทดลองเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของไม้สักคร้ัง
แรกในประเทศไทย วัตถุประสงค์ในการทดลองเพื่อต้องการทราบถึงแหล่งเมล็ดไม้สักที่เหมาะสม เพื่อนำมา
ปลูกสร้าง สวนป่าในท้องที่สวนป่าห้วยทาก อำเภองาว จังหวัดลำปาง และเพื่อศึกษาถึงความผันแปรใน
ลักษณะต่างๆ ของไม้สักจากถิ่นกำเนิดทั้งหมดที่นำเมล็ดมาทดลอง เช่น ความสูง เส้นผ่าศูนย์กลาง ปริมาตร
ของเนือ้ ไม้ และการออกดอก สำหรับนำมาใช้ประโยชนใ์ นงานด้านการปรบั ปรุงพนั ธไ์ุ มส้ ักในโอกาสต่อไป
เมล็ดไม่สักจากถิ่นกำเนิดต่างๆ ที่นำมาทดลองมีทั้งหมด 30 ถิ่นกำเนิด ซึ่งเก็บจากท้องที่ต่างๆ ใน
จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ทำการปลูกที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้สักบ้านห้วยทาก อำเภองาว จังหวัดลำปาง
วางแผนการทดลองแบบ Randomized complete block มที งั้ หมด 5 แปลงทดลอง
ผลการทดลองในระยะเวลาของการเจริญเติบโต 10 ปี ปรากฏว่า ถิ่นกำเนิดที่มีการเจริญเติบโตทาง
ความสูง ทางเส้นผ่าศูนย์กลางและทางปริมาตร เกินกว่าค่าเฉลี่ย คือ ถิ่นกำเนิดที่นำเมล็ดมาจากป่าแม่กก
จังหวัดเชียงราย (provenance No. 34) จากป่าเมืองลอง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ (provenance No. 54)
จากป่าแม่ตีบ อำเภองาว จังหวัดลำปาง (provenance No. 33) จากป่าแควน้อย อำเภอนครไทย จังหวัด
พิษณุโลก (provenance No. 48) จากป่าเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ (provenance No. 9) จากป่าแม่ยม
ตะวนั ตก อำเภอสอง จังหวัดแพร่ (provenance No. 35) จากป่าแม่สอย แมว่ ง จังหวัดลำปาง (provenance
No. 38) จากป่าน้ำดิบ จังหวัดตาก (provenance No. 27) จากป่าดงสงัด อำเภอแม่สะเรียง จังหวัด
แม่ฮอ่ งสอน (provenance No. 10) และจากป่าแม่ปาน อำเภอแมส่ อด จงั หวดั ตาก (provenance No. 29)
7
Abstract
Provenance trial of teak has been conducted since 1966 as the first provenance trial
in Thailand. The main objectives were to determine suitable seed sources of teak for a large
scale teak forest plantation in Huey Tak, Amphoe Ngao, Lampang and to study the variation
of teak characteristics such as; height, diameter, volume and flowering habit. The information
on the magnitude of variation of the characteristics would be useful for the teak improvement
program in the future.
Teak seeds sufficient for planting for one field trial were obtained from 30 provenances
covering the major part of natural teak stands in Northern Thailand. Randomized complete
block design with 5 blocks was used in this study.
The results obtained during the first ten year investigation indicate growth difference
among seed sources. Provenance exhibited height, diameter and volume growth above
average are provenance No. 34 (Mae Gog forest, Chiangrai), provenance No. 54 (Meung Long
forest, Amphoe Wang Chint, Phrae), provenance No. 33 (Mae Tip, Amphoe Ngao, Lampang),
provenance No. 48 (Kue Noi forest, Amphoe Nakornthai, Phitsanulok), provenance No. 9 (Forest
protection unit, Chiang Dao, Chiangmai), provenance No. 35 (West Mae Yum forest, Phrae),
provenance No. 38 (Mae Soy, Mae Wong forest, Lampang), provenance No. 27 (Nam Dip forest,
Mae Sod, Tak), provenance No. 10 (Dong Sa-ngad forest, Mae Sariaeng, Maehongson) and
provenance No. 29 (Mae Pan forest, Mae Sod, Tak).
8
ผลกระทบของการตง้ั ถนิ่ ฐานมนุษย์ต่อการทำลายป่าในป่าสาธติ แม่หวด อำเภองาว จังหวดั ลำปาง
Impacts of Human Settlement on Forest Destruction at Mae-huad Demonstration
Forest, Ngao, Lampang Province.
มยุรี มโนล่า (2527)
บทคดั ย่อ
ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในอันที่จะอำนวยผลประโยชน์ให้กับมนุษย์ชาติได้ทั้งโดยตรง
และทางอ้อม ในทางเศรษฐกิจนั้นป่าไม้สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับมนุษย์ได้มากมาย จึงเป็นเหตุให้มนุษย์
เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากป่าไม้ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การกระทำลักษณะเช่นนี้ เมื่อมีมากเกินไป
อนั ตรายที่จะเกดิ ขึน้ ยอ่ มจะย้อนกลบั มาสูม่ นษุ ย์ได้เช่นกนั
การศึกษาถึงผลกระทบของการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ต่อการทำลายป่า ได้ดำเนินการในป่าสาธิตแม่หวด
อำเภองาว จังหวัดลำปาง ซึ่งมีเนื้อที่ 451.15 ตารางกิโลเมตร การศึกษาในขั้นแรกโดยการใช้แบบสอบถาม
ถามชาวบ้านในตำบลแม่หวด ทั้งหมด 4 หมู่บ้าน คือ บ้านร่องต้า, บ้านหวด, บ้านห้วยทาก และบ้านแม่พร้าว,
บ้านปางหละ โดยการสุ่มสำรวจรายช่อื จากหวั หน้าหมู่บ้าน ได้ประชากรตวั อย่าง 49 ตัวอย่าง นอกจากนี้ ใช้วิธี
สังเกตการณ์ โดยสำรวจสภาพพื้นที่และสังเกตการณ์บริเวณป่าสาธิต รวมทั้งรวบรวมจากเอกสารของกอง
จัดการป่าไม้ กรมป่าไม้ ภาควิชาการจัดการป่าไม้ ภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
การศึกษาด้านขนาดของครอบครวั พบว่า ส่วนใหญจ่ ะเป็นแบบครอบครัวขยาย ครอบครัวท่ีมีสมาชกิ
มากที่สุดคือครอบครัวละ 10 คน มีประมาณ 6.12 เปอร์เซ็นต์ของประชากรตัวอย่าง ขนาดครอบครัวที่มี
สมาชิก 7 คน มีมากที่สุดถึง 24.49 เปอร์เซ็นต์ ทางด้านวัยวุฒิ ปรากฏว่ามีประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ถึง
52.96 เปอร์เซ็นต์ ระดับการศึกษา มีผู้จบ ป.4 คิดเป็น 45.64 เปอร์เซ็นต์ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ 7.32
เปอร์เซน็ ต์ และยงั ไม่ถึงวยั เรยี น 14.29 เปอรเ์ ซ็นต์
ขนาดถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ ถือครองที่ดินครอบครัวละ 2.23 ไร่ จากจำนวนประชากรที่
ศึกษา 49 ครอบครัว มี 28 ครอบครัวหรือร้อยละ 57 เท่านั้นที่มีที่ดินเป็นของตนเองโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนอีก 21 ครอบครัวหรือร้อยละ 43 ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง จึงบุกรุกจับจองป่าสงวนแห่งชาติเข้าทำไร่
เลือ่ นลอย
รายไดข้ องประชากรส่วนใหญ่ จะเปน็ รายไดน้ อกฟารม์ จากการรบั จา้ งทำงานในสวนป่า สำหรับรายได้
นอกฟาร์มนี้ เฉลี่ย 5,727.50 บาทต่อครอบครัวต่อปี สำหรับการกสิกรรมนั้นส่วนใหญ่ไม่เหลือพอขาย เพราะ
ประชากรมีเนื้อที่นอ้ ย ผลทไ่ี ด้ส่วนใหญ่จงึ ใชบ้ ริโภคในครอบครวั
9
เนื่องจากรายได้ของประชากรตำ่ รายจ่ายสงู และรายได้จะเป็นรายได้นอกฟาร์มเป็นส่วนใหญ่ ปราชา
กรหาทางเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวโดยการรับจ้างทำงานในสวนป่า รับจ้างตัดไม้ ตัดไม้ไผ่ หรือการเก็บ
ผลิตผลจากป่า เช่น หน่อไม้ไผ่ ผัก ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะของการใช้แรงงานที่มีส่วนสำคัญต่อการลดลงต่อป่า
สาธิต โดยเฉพาะการลกั กลอบตดั ฟันไม้ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ไมแ้ กะสลักและประตูหนา้ ต่างซ่งึ อาจมเี ศษเหลอื ท้ิงมากมาย
จากผลกระทบของการทำลายป่า นอกจากจะทำให้ปริมาณไม้ลดลงแล้ว ยังมีผลทำให้ปริมาณสัตว์ปา่
ลดลง เพราะพื้นที่ป่าถูกแผ้วถางเพื่อทำไร่เลื่อนลอย มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแหล่งอาหารแหล่งน้ำ เป็นการ
เปลย่ี นแปลงระบบนเิ วศนข์ องปา่ ทำใหส้ ัตวไ์ มม่ ที ป่ี กป้องตวั เอง พาใหเ้ กดิ อนั ตราจากมนษุ ย์และสัตว์ป่าด้วยกัน
นอกจากน้ียงั สง่ ผลกระทบตอ่ แหลง่ ต้นนำ้ ลำธารซงึ่ แหง้ ขอดและต้นื เขนิ ในฤดแู ลง้
Abstract
A study on the effect of human settlement on forest destruction at Mae-Huad
Demonstration Forest, Ngao District, Lampang in order to assess the changes and impact of
natural resources in the area.
The sampling sites are at Ban Rong-Ta, Ban-Huad, Ban-Huai Tak and Ban-Mae Prao and
Ban-Pang-La. Forty-nine households were systematically random interviewed. Questionnaires
are designed to cover all concerned information field observation had also carried out to
verify the truth.
Evidence from the study shows that the biggest family size is 10 persons, but about
24.49 percent having the family size of 7 persons. About 52.96 percent of the population have
an average under age 20 years old. Forty-five percent of the population are educated at P. 4
level.
The average land holding is 2.23 rais per household, and 43 percent of this of this land
is illegally encroached. Most of the lands are used for rice paddy.
Most of the incomes obtain from off-farm activities, such as, reforestation labor, timber
and bamboo cutting labor. An average off-farm income is about 5,327.50 Baht per family/year.
The impacts observed from this study are; depletion of the forested area in some
compartments, decreasing of medium to big size trees, decreasing of wildlife population and
the losing of the watershed catchment areas and lacking of sustainable water in dry season.
10
การประยกุ ต์ใชร้ ะบบข้อสนเทศทางภมู ิศาสตรเ์ พอื่ วางแผนการใช้ที่ดนิ
ในเซคเตอร์แม่หวดของปา่ สาธติ แมง่ าว อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง
Application of Geographic Information System in Land Use Planning at Mae-Huad
Sector of Mae-Ngao Demonstration Forest, Amphoe Ngao, Changwat Lampang.
ธารารัตน์ สุรัสวดี (2536)
บทคดั ย่อ
ปัญหาการใช้ที่ดิน เป็นปัญหาที่รัฐบาลกำลังประสบกับความยุ่งยากในการพัฒนาประเทศ เนื่องจาก
การเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม พื้นท่ีป่าสาธิตแม่งาวเป็นพื้นที่ที่จัดตั้งข้ึน
เพื่อรองรับนโยบายการปรับปรุงป่าโครงการชั่วคราวให้เปน็ ป่าโครงการถาวร แต่ปรากฏว่าไมป่ ระสบผลสำเรจ็
เท่าท่คี วร เน่อื งจากประสบกบั ปัญหาการบุกรกุ แผ้วถางพ้นื ทป่ี ่า และการตดั ไมท้ ำลายปา่ ของราษฎรทั้งท่ีอยู่ใน
และนอกพนื้ ทปี่ า่ สาธิต ดังนนั้ จงึ เลอื กพ้ืนท่ีเซคเตอร์แมห่ วดเป็นพืน้ ท่ีศึกษา เพ่อื ทำการวางแผนและกำหมดเขต
การใช้ที่ดินเสียใหม่ โดยอาศัยระบบข้อสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) เป้น
เครื่องมือในการรวบรวม เก็บบันทึก และวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพ และชีวภาพ เหมาะสม
กับการใช้ที่ดินแต่ละประเภท ประกอบการพิจารณาข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นแนวทางในการ
วางแผนและกำหนดเขตการใช้ที่ดิน
การวางแผนการใช้ที่ดิน บริเวณพื้นที่ป่าสาธิตเซคเตอร์แม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง สามารถ
กำหนดเขตการใช้ที่ดินต่างๆ ได้ดังนี้ เขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีเนื้อที่ 184.28 ตารางกิโลเมตร เขตพื้นที่ทำไม้เพ่ือ
การสาธิต มีเนื้อที่ 233.97 ตารางกิโลเมตร เขตพื้นที่เกษตรกรรม มีเนื้อที่ 13.91 ตารางกิโลเมตร เขตพื้นที่ป่า
ไม้ใช้สอยชุมชน มเี นื้อที่ 13.47 ตารางกโิ ลเมตร เขตพ้ืนท่เี พ่อื การศึกษา วิจัย ทัศนศกึ ษาและการนนั ทนาการ มี
เนื้อที่ 2.25 ตารางกิโลเมตร และเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัย มีเนื้อที่ 2.04 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40.96,
52.00, 3.09, 3.00, 0.50 และ 0.45 ของเนอื้ ท่ที ั้งหมด ตามลำดับ
11
Abstract
Land use problem is an important issue in social-economic development. Mae-Ngao
Demonstration Forest was established for developing a temporary logging forest to a
permanent one. However, there are many problems relating to management of this
Demonstration Forest such as illegal cutting and shifting cultivation. Regarding to the above
reasons, Mae-Huad Sector of the Demonstration Forest was selected to represent study area
for suitable land-use planning with the application of Geographic Information System (GIS) as
a tool in data collection and data analysis based on socio-economic information.
Under this land-use planning system, Mae-Head Sector of the Demonstration Forest
should comprise of the following land-use types: 184.28 sq.km. (or 40.96%) of protection
forest; 233.97 sq.km. (or 52.00%) of demonstrated logging area; 13.91 sq.km. (or 3.09%) of
agricultural land; 13.47 sq.km. (or 3.00%) of community forest; 2.25 sq.km. (or 0.50%) of area
for research and recreation and 2.04 sq.km. (or 0.45%) of residential area.
12
การใช้ point sampling ในการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ ณ ป่าสาธิตแม่งาว อำเภองาว จงั หวัดลำปาง
Application of Point Sampling in Forest Resource Inventory at Mae Ngao Demonstration
Fporest, Amphoe Ngao, Changwat Lampang
ธรรมนูญ เตม็ ไชย (2541)
การทดลองสำรวจทรัพยากรป่าไมโ้ ดยวิธี point sampling เพือ่ ศึกษาความแตกตา่ งของผลการสำรวจ
เปรียบเทียบกบั การสำรวจแบบ plot sampling โดยวางแปลงตัวอย่างในป่าชนิดต่างๆ ในพนื้ ทป่ี ่าสาธิตแม่งาว
เซคเตอร์แม่หวด จังหวัดลำปาง ทำการสำรวจนับไม้โดยวิธี point sampling ด้วยเครื่องมือ relascope ที่มี
BAF (basal area factor) 1 ถึง 10 และสำรวจแบบ plot sampling ด้วยแปลงตัวอย่างวงกลมรัศมี 17.85
เมตร โดยใชจ้ ุดศนู ย์กลางแปลงตวั อย่างทต่ี ำแหน่งเดยี วกนั เพอื่ เปรียบเทียบพื้นที่หน้าตัดหมู่ไม้และปริมาตรใน
แต่ละแปลงตัวอย่าง ปริมาตรเฉลี่ยตามชั้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและจำนวนต้น จากแปลงตัวอย่างทั้งหมด
290 แปลง กระจายอยู่ในป่าชนิดต่างๆ คือ ป่าเบญจพรรณ 166 แปลง ป่าเต็งรัง 32 แปลง ป่าดงดิบแล้ง 20
แปลง และสวนผกั 72 แปลง
ผลการศึกษาชี้ว่า การสำรวจแบบ point sampling ในป่าเต็งรังและสวนผักให้ผลการสำรวจไม่
แตกต่างจากการสำรวจแบบ plot sampling เมื่อใช้ BAF 2 ถึง 10 ส่วนป่าเบญจพรรณมีความแตกต่างของ
เนื้อที่หน้าตัดและปรมิ าตรเม่ือสำรวจดว้ ย BAF ต่ำกว่า 7 สำหรับปา่ ดงดิบแล้งพบว่าพืน้ ท่ีหนา้ ตดั และปริมาตร
เมื่อใช้ BAF 1 และ 2 ปริมาตรตามชั้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเมื่อใช้ BAF 1 ถึง 10 และจำนวนต้นตามชั้น
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเมื่อใช้ BAF 8 ถึง 10 มีความแตกต่างกันจากการสำรวจแบบ plot sampling และ
เมื่อวิเคราะห์รวมกันทั้ง 290 แปลงตัวอย่าง พบว่า BAF 1 ถึง 7 ให้ผลการสำรวจพื้นที่หน้าตัดและปริมาตร
แตกตา่ งกบั การสำรวจแบบ plot sampling อย่างมนี ยั สำคัญ
สำหรับการสำรวจแบบ point sampling โดยเลือกใช้ BAF เดียวในแต่ละชนิดป่า โดยพิจารณาจาก
ผลการสำรวจและจำนวนแปลงตัวอย่างที่เหมาะสม พบว่าในป่าเบญจพรรณควรใช้ BAF 8 ในป่าเต็งรัง ป่าดง
ดบิ แลง้ และสวนผัก ควรใช้ BAF 3 และหากต้องการสำรวจโดยเลือกใช้ BAF เดยี วกันในการสำรวจหลายชนิด
ป่าควรใช้ BAF 8 ซึง่ ตอ้ งทำการสำรวจในแต่ละชนดิ ปา่ ดว้ ยแปลงตวั อย่างจำนวน 311, 88, 82, 137 และ 248
แปลงตามลำดับ
13
Abstract
Application of point sampling in forest inventory was done in Mae Ngao demonstration
forest, sector Mae Huad, Lampang province by comparing results from point sampling and
plot sampling techniques. Point sampling used a relascope with basal area factor (BAF) 1 to
10. Plot sampling was done using a fixed area plot of 0.1 hectares, the center of which was
also used forpoint sampling. Basal area and volume within plots, avarage volume within
diameter classes and average number of trees within diameter classes were compared. In total
290 sampling plots were imventoried, each forest type contained the following: mixed
deciduous forest, 166; dry dipterocarp forest, 32; dry evergreen forest, 20; amd teak plantation,
72.
The results showed that in dry dipterocarp forest and teak plantations there were no
significant differences between the sampling techniques when BAFvalues ranged from 2 to 10.
In mixeddeciduous forest differences were found in basal area and volume when BAF values
were less than 7. In dry evergreen forest differences were found in basalarea and volume
when BAF values were less than 3; when diamwter classes were analyzed inthis forest type
volume results displayed difference at all BAF values and the number of trees showed
differencesat BAF values 8 to 10. Comparison of unstratified foresttypes (290 sampling plots)
showed significant differences in basal area and volume when BAF value were less than 8.
From this study it can be recommended that the following BAF values are utilized
Mixed deciduous forest BAF 8; dry dipterocarp forest, dry evergreen forest and teak plantation
BAF 3. For inventories in unstratified forest typwsis 311, 88, 82, 137 and 248 respectively.
14
ภมู ปิ ัญญาชาวบา้ นกบั การอนุรกั ษ์ทรัพยากรป่าไม้ ในท้องที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Management of Nong Khaem Luang Water Resources Conservation Project in Lampang
Province by Public Participation
สรุ พงศ์ ฉวีภกั ดิ์ (2541)
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้งั น้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา (1) การใชภ้ มู ิปญั ญาของปราญ์ชาวบ้านที่มีชาติพันธ์ุต่างกันใน
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ (2) ระดับความรู้และระดับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านที่มีชาติพันธุ์ต่างกันในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ 3)ปัจจัยทางค้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อระดับความรู้และระดับการมีส่วนร่วม
ของชาวบ้านทม่ี ีชาตพิ นั ธุต์ า่ งกันในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรป่าไม้
กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นหัวหนัครัวเรือนชำนวน 240 คน ในตำบลบ้านร้อง และ ตำบลบ้านอ้อน
อำเภองาว จังหวดั ลำปาง ซ่ึงมี 4 ชาติพันธ์ุ ได้แก่ ชาวพื้นราบ ชาวเขาเผ่าเย้า ชาวเขาเผา่ กะเหร่ยี ง และชาวเขา
เผา่ อกี ้อ โดยใชแ้ บบสอบถามและแบบสมั ภาษณเ์ ป็นเคร่ืองมือในการรวบรวมข้อมลู การวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใช้
สถิติพรรณนา ประกอบด้วยการกระจายความถี่ การหาค่าร้อยละ และสถิติวิเคราะห์ โดยการใช้การวิเคราะห์
ความแปรปรวนทางเดยี ว
ผลการวิจัยพบว่า (1) ชาวบ้านกลุ่มตัวอย่างมีการใช้ภูมิปัญญาในรูปของความเชื่อ พิธีกรรม กฎข้อบัง
ดับ การนำภูมิปัญญาไปใช้ในการปฏิบัติ ได้แก่ การไม่ตัดไม้ทำลายป่า การไม่ล่าสัตว์ป่า การปลูกป่า การ
ป้องกันไฟป่า (2) ชาวบ้านกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระดับปานกลาง แต่มี
ระดับการมีส่วนรว่ มในการอนุรักษ์ทรัพยากรปา่ ไม้ในระดับน้อย (3) ปัจจัยทางคา้ นเศรษฐกิจ (รายได้) มีผลต่อ
ระดับความรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยทางค้านสังคม (ชาติพันธุ์ ระดับ
การศึกษา ความเป็นผู้นำชุมชน) มีผลต่อระดับความรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ (อาชีพ) มีผลต่อระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ ปัจจัยทางดา้ นสงั คม (ชาติพนั ธุ์ ระดบั การศึกษา ความเปน็ ผู้นำชุมชน) มผี ลต่อระดับการมีส่วนร่วมใน
การอนรุ ักษ์ทรัพยากรปา่ ไมอ้ ยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิ
ข้อเสนอแนะ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้จะประสบผลสำเร็จ ได้ด้วยดีรัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้
ชาวบ้านเข้ามามีส่วนรว่ มในการจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาและวิถชี วี ติ ของชาวบ้าน ซึ่งจะทำ
ใหเ้ กดิ การใชท้ รัพยากรอยา่ งยง่ั ยนื
15
Abstract
The objectives of this research were to study (1) the use of popular local wisdoms on
different races in forest resource conservation; (2) the levels of knowledge and people's
participation on different races and forest resource conservation; and (3) the social and
economic factors affecting the levels of knowledge and such people's participation. The
sample groups were 240 household leaders in Tambon Banrong and Tambon Ban - On,
Amphoe Ngao, Changwat Lampang, consisted of 4 races. Those were Ngao local people, Yao,
Karen and Akha. A set of questionaires and interviewing format were used in data collection.
Data were analysed by descripetive statistics, consisting of frequency distribution, percentage,
and one way ANOVA.
The results of the research showed as follows:
The sample groups showed their local wisdoms in forms of belief, rites and regulations,
and they accepted the popular local wisdoms on forest resource conservation for future
implementation, such as conservation of trees, wild animals, planting trees and forest fire
prevention. The sample groups showed their knowledge on forest resource conservation at
an intermediate level, and showed their participation on forest resource conservation at a low
level.
The economics factor affecting the level of such knowledge was income, while the
social factors were races, educational leveis and leadership status. The economic factor
affecting the level of such participation level was occupation, while the social factors affecting
such participation were races, educational levels, and leadership status.
Reccommendation on forest resource conservation were given as that the
conservation provided by the government would be successful if an opportunity was given to
local people for participation on resource management. However, such provision should be
related to the people's ways of life, and their popular local wisdoms to meet sustainable
development.
16
การจดั การทรัพยากรปา่ ไม้โดยชุมชน : กรณศี กึ ษาชุมชนลุ่มน้ำงาว อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Forest Resources Management by Community: A Case Study of the Ngao Watershed's
Communities Amphoe Ngao, Changwat Lampang
ประวิทย์ เรอื งจรสั (2544)
บทคัดยอ่
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้และที่ดินของชุมชน
ลมุ่ น้ำงาว จังหวัดลำปาง แนวทางและรูปแบบทีเ่ หมาะสมกับการจดั การทรัพยากรปา่ ไม้
รูปแบบการวจิ ัยเปน็ การผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจยั เชงิ คุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง
ทใ่ี ชศ้ กึ ษา ได้แก่ ผใู้ หข้ อ้ มลู หลกั จำนวน 10 คน และหัวหน้าครอบครัวหรือประชากรทำงานทส่ี ามารถให้ข้อมูล
ไดท้ ่ีอาศัยอยูใ่ นพนื้ ท่ีสุมนำ้ งาว อำเภองาว จังหวดั ลำปาง จำนวน 97 คน จากจำนวนประชากร 123 ครัวเรือน
เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมลู คือ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ ร่วมกับการสังเกตแบบไม่มี
ส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลให้โปรแกรมสถิติทางสังคมศาสตร์ เพื่อหาคำมัชฌิมเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน แล้วนำผลการวิเคราะห์มาอธบิ ายเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนลุ่มน้ำงาว มีลักษณะทางสังคม วัฒนธรรมที่คล้ายคลึ งกัน ชุมชนสามารถ
แก้ปัญหาอันเนื่องมาจากสภาพดิน การปรับปรุงดินอันเนื่องมาจากป่าถูกทำลายจากบุคคลภายนอก แนวทาง
และรูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้นัน้ ควรอาศัยระบบเครือข่ายทางสังคมและความสัมพันธ์
กันภายในชุมชนเดียวกัน ให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาภายในท้องถิ่น ผ่านพิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิมที่มีต่อ
ป่า มกี ารจดั การทรัพยากรป่าไม้อย่างเป็นระบบและถ่ายทอดตอ่ เนอ่ื งภมู ิปญั ญาท้องถ่ินไปยังชุมชนใกลเ้ คียง ได้
อย่างผสมกลมกลืน ชุมชนในลุ่มน้ำงาว มีการคารพระเบียบที่ร่วมกันต้ังข้ึน ทำให้ชุมชนอยูร่ ่วมกันได้อย่างเป็น
ธรรมและย่งั ยนื
17
Abstract
The objectives of this study were to study the beneficial use of natural forest and land
management by Ngao Village community, in the Ngao watershed area, and to find out the
appropriate measures and pattern of natural forest management.
The research was conducted in an integrated form of quantitative and qualitative
natures. Data were collected from selected 9 7 out of 1 2 3 key informants and heads or
members in a group of five Ngao Watershed's communitities, Amphoe Ngao, Changwat
Lampang.
The instruments used consisted of a set of questionnaires interviews and non-
participant observations. Data analysis was conducted by using frequency distribution,
arithmetic means, standard deviation, and description.
The research findings showed that Ngao Watershed's communities were socially and
culturally similar to other villages in this zone. The communities could solve their problem of
soil erosion, according to the woodland being destroyed by the outsiders.
Additionally, the appropriate measures and patter of forest management should
consider the application of social network, kinship system, and knowledge transfers
continuously.
18
ปจั จัยท่ีมผี ลต่อความคิดเห็นของเจา้ หนา้ ที่ปา่ ไมต้ อ่ การป้องกันรักษาสวนปา่ อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Factors Affecting Opinions of Forest Officials towards Forest Plantation Protection
in Amphoe Ngao, Changwat Lampang
ชาตรี สัมธรรมนวุ งศ์ (2545)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และปัจจัยที่มีผลต่อความ
คิดเห็นของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต่อการป้องกันรักษาสวนป่า อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยใช้แบบสอบถามสำรวจ
ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มีหน้าที่ในด้านการป้องกันรักษาสวนป่า อำเภองาว จังหวัดลำปาง จำนวน
95 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีทดสอบทางสถิติ t-test
เปน็ หลักในการทดสอบสมมตฐิ าน ดว้ ยโปรแกรม SPSS+
ผลการศึกษาแสดงได้ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นที่ดีต่อการป้องกันรักษาสวนป่า
โดยให้ความสำคัญต่อการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ การประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ความตอ้ งการให้ส่วนราชการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนรวบรวมอุปกรณต์ ่างๆ ทจี่ ำเป็นต่อการป้องกันรักษา
สวนป่า พร้อมทั้งให้มีสวัสดิการที่พอเพียงต่อการปฏิบัติงานที่เสี่ยงต่ออันตรายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเพื่อขวัญ
กำลังใจในการปฏิบัติงานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
ผลการทดสอบสมมตฐิ านพบว่า ระยะเวลาในการต้งั ถ่นิ ฐาน ระยะเวลาในการปฏิบตั ิงานในท้องท่ี และ
สถานภาพทางราชการของบุคลากรอนั เปน็ ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อความคิดเหน็ ของเจ้าหน้าท่ตี ่อการป้องกันรักษาสวน
ป่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ปัจจัยด้านรายได้ ระยะเวลาในการปฏิบัติราชการในหน้าที่ อายุ
ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส การเข้ารับการฝึกอบรม การให้ความรู้แก่ประชาชน และการให้
คำแนะนำปรึกษาแก่ประชาชน ไม่มีผลทำให้ความคิดเห็นแตกตา่ งกัน
19
Abstract
Objectives of this study were to investigate the opinions of forest officials and factors
that affected their opinions towards forest plantation protection in Ngao District, Lampang
Province. Samples were composed of 95 forest officials. Data were collected by questionnaires
and analyzed by SPSS+ Program. Statistic of percentages, means, standard deviation and t-test
were used in the analysis.
Results show that the forests officials have positive opinion towards organization
coordination, public relations for forest conservation, instruments needed for forest plantation
protection, budget and morale supporting including welfare in forest operation protection
because the work is dangerous risk for their lives and properties.
Test of hypotheses showed that duration of settlement, time of work in the field and
official status affected the official opinions towards forest plantation protection significantly.
However, incomes, official work duration, ages, domicile, education, marital status, training,
dissemination of knowledge and advice to people did not affect their opinions.
20
ปริมาณการใชป้ ระโยชนไ์ ผซ่ าง (Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees)
ในพื้นทป่ี า่ สาธิตอำเภองาว จงั หวัดลำปาง
Growing Stock and Utilization of Pai Sang (Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees) in
Demonstration Forest, Amphoe Ngao, Changwat Lampang
สทิ ธพร เอยี ดทอง (2547)
บทคัดยอ่
ปริมาณและมูลค่าของไผ่ซาง ในพน้ื ทปี่ า่ สาธิตอำเภองาว จังหวดั ลำปาง ไดท้ ำการสำรวจและประเมิน
ค่าจากแปลงถาวร โครงการศึกษาเพื่อจัดทำระบบติดตาม ตรวจสอบ และการจัดการทรัพยากรป่าไม้แบบ
ยั่งยืน (Thailand’s Forest Resources Monitoring System) ซึ่งวางแปลงตัวอย่างรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลาง ยาว 12.62 เมตร โดยใช้ระบบ Systematic Random Sampling แต่ละแปลงตัวอย่างจะมี
ระยะห่าง 1.5 กิโลเมตร จำนวน 903 แปลง กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ป่า คิดเป็นเนื้อที่ 0.03% สำหรับปริมาณการ
ใช้ประโยชน์ไผ่ซาง ได้ทำการประเมินโดยการสัมภาษณ์เจ้าของโรงงานผลิตภัณฑ์ไผ่ซาง จำนวน 12 โรงงาน
และสัมภาษณ์ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 390 ครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
Microsoft Excel
ผลการวิจัยพบไผ่วางในพื้นที่ป่าสาธิตอำเภองาว มีปริมาณ 54,001,148.07 ลำ คิดเป็นมูลค่า
346,687,370.61 บาท (ราคาเฉลี่ย 7.42 บาทต่อลำ) และมีความเพิ่มพูนร้อยละ 25 เท่ากับ 13,500,287.02
ลำต่อปี ไม้ไผ่ชนิดอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ ไผ่ไร่ ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ลำลอ ไผ่หอม ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่เฮี๊ยะ ไผ่ลำมะลอก
ไผม่ นั ไผด่ ้ามพรา้ ไผ่เกรียบ ไผร่ วกดำและไผ่หก รวมปรมิ าณทัง้ ส้นิ 136,711,320.55 ลำ
ประชากรในพื้นที่ศึกษามีปริมาณการใช้ประโยชน์ไผ่ซางเพื่อใช้สอยในครัวเรือนและจำหน่าย เฉลี่ย
382.12 ลำต่อครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 5,580,862.60 ลำต่อปี ผลการวิเคราะห์พบว่าปริมาณการใช้ประโยชน์ไผ่
วางน้อยกวา่ ความเพ่ิมพนู รายปี แตย่ งั คงมีปัจจัยเส่ยี งเนื่องจากการใชป้ ระโยชน์ไผ่ซางในปัจจุบันไม่ถูกต้องตาม
หลักวิชาการจัดการ จึงต้องส่งเสริมการเรียนรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีส่วนร่วม
สร้างแนวรว่ มในการปลูกสรา้ งสวนปา่ ควบคมุ ขนาด อายุในการซอื้ ขาย กำหนดสัดสว่ นการเกบ็ หาหน่อ ค้นคว้า
หารูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและใช้ไผ่ชนิดอื่นๆ ทดแทน ใช้ประโยชน์และจำหน่ายลำภายในพื้นที่
รวมถึงจัดต้ังเครอื ข่ายผใู้ ช้ประโยชน์ไผ่ซางและสรา้ งชุมชนเขม้ แขง็ อนั เป็นแนวทางจดั การไผ่ซางอยา่ งยั่งยืน
21
Abstract
Growing stock and value of Pai Sang (Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees) in
Demonstration Forest, Amphoe Ngao, Changwat Lampang were studied. All standing bamboo
culms were counted and value was evaluated from the total of 903 permanent sample plots,
0.03 percent of study area, of Thailand’s Forest Resource Monitoring System Project. The
sample plots were circular in shape with diameter of 12.62 meters. These sample plots were
located in the study area by using Systematic Random Sampling method. Quantities and
utilization of Pai Sang were determined by interviewing the owner of 14 factories and 390
household samples and collecting data was analyzed by using Microsoft Excel Program.
The results for the study showed that there were 54,001,148.07 culms of Pai Sang for
the value of 346,687,370.61 Bahts (average 7.42 Bahts/culm) in the study area. Furthermore,
the annual increment of this bamboo was 25 percent or 13,500,287.02 calms. In addition to
Pai Sang, 14 others species of bamboos including Pai Rai, Pai Pa, Pai Bong, Pai Lailo, Pai Hom,
Pai Tong, Pai Ruak, Pai Hia, Pai Lammalok, Pai Man, Pai Damphra, Pai Kriap, Pai Ruakdam and
Rai Hok were found. The quantity of these bamboos was approximately 136,711,320.55 calms.
The utilization of Pai Sang by local peoples is for their household needs and selling
with the amount of 382.12 culms/household/year. The study also indicated that the annual
utilization of bamboo was 5,580,862.60 calms. With these mentioned figures, however, the
consumption of Pai Sang was less than the annual increment. In order to maintain the
sustainable uses of Pai Sang, extension of bamboo harvesting techniques, transferring of
appropriate knowledge and people participation in bamboo silvicultural programs for the
community were needed to be initiated.
22
การประยกุ ต์ใชแ้ ปลงศกึ ษานิเวศวทิ ยาระยะยาวเพื่อการบรหิ าร และจดั การทรัพยากรปา่ ไม้
ในปา่ สาธิตเซคเตอร์แม่ตบี อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง
Application of Long Term Ecological Study Plots for Administration and Management
of Forest Resource in Demonstration Forest of Maeteep Sector,
Ngao District, Lampang Province
สายสดุ ใจ ชุนเชาวฤทธ์ิ (2548)
บทคัดยอ่
การศึกษาครั้งนี้ได้วางแปลงตัวอย่างในป่าดิบแล้ง ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง และสวนสัก ในป่าสาธิต
เซคเตอร์แม่ตีบ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2548 โดยกำหนดให้ในแต่ละชนิดป่าไม่ถูก
รบกวนกับถูกรบกวนจากมนุษย์และไฟป่าอย่างละ 1 แปลง และใช้วิธีวางแปลงตัวอย่างถาวรขนาด 70 x 70
เมตร รวมทั้งสิ้น 8 แปลง แล้วบันทึกลักษณะเชิงปริมาณของไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (1.30 เมตร)
ขนาดตงั้ แต่ 4.5 เซนตเิ มตร ขนึ้ ไป
ผลการศึกษาพบว่าป่าดิบแล้งที่ไม่ถูกรบกวนและถูกรบกวนจากมนุษย์และไฟป่ามีองค์ประกอบของ
ชนดิ พนั ธ์ุทพ่ี บเทา่ กับ 51 ชนดิ 29 วงศ์ และ 49 ชนิด 23 วงศ์ ตามลำดับ สว่ นปา่ ผสมผลดั ใบทงั้ ที่ไมถ่ ูกรบกวน
เท่ากับ 44 ชนิด 22 วงศ์ และ 50 ชนิด 27 วงศ์ ตามลำดับ ป่าเต็งรังทั้งที่ไม่ถูกรบกวนและถูกรบกวนเท่ากับ
25 ชนิด 15 วงศ์ และ 40 ชนิด 21 วงศ์ ตามลำดับ และสวนป่าสัก ทั้งที่ไม่ถูกรบกวนและถูกรบกวนเท่ากับ 8
ชนิด 5 วงศ์ และ 9 ชนิด 7 วงศ์ ตามลำดับ และในป่าธรรมชาติที่ไม่ถูกรบกวนทั้งสามมีการกระจายทางเส้น
ผ่านศูนย์กลางของสังคมพืชเป็นลักษณะ Reverse shape แต่ในสวนป่าสักที่ไม่ถูกรบกวนมีลักษณะเป็นรูป
ระฆังคว่ำ (bell shape) เบ้ทางขวา และมีแนวโน้มเป็นแบบ Reverse shape ส่วนปา่ ที่ถูกรบกวนท้ัง 4 ป่า มี
การกระจายทางเส้นผ่าศูนย์กลางของสังคมพืชมีแนวโน้มเป็นรูประฆังคว่ำเบ้ทางขวามากขึ้น พลวัตของสังคม
พชื ในระยะคาบ 10 ปี พบวา่ พนื้ ทีท่ ้ัง 4 ปา่ ทีไ่ ม่ถูกรบกวนมีการเติบโตทางด้านปรมิ าตรเฉล่ียตอ่ ปีมีค่า 144.44,
112.06, 107.45 และ 80.26 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ต่อปี ตามลำดับ และพื้นที่ที่ถูกรบกวนมีค่าเท่ากับ
207.14, 65.82, 45.38 และ 14.77 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ต่อปี ตามลำดับ อัตราการตายของป่าที่ไม่ถูก
รบกวนมีค่า 0.03, 0.02, (-0.002) และ 0.03 ต้นต่อปี ตามลำดับ และอัตราการตายของป่าที่ถูกรบกวนที่มีคา่
เท่ากับ 0.006, 0.001, 0.004 และ 0.15 ต้นต่อปี ตามลำดับ ในการบริหารและจัดการทรัพยากรป่าไม้มี
แนวทางที่ควรดำเนินการ 3 ส่วน คือ 1) ควรส่งเสริมให้ราษฎรมีการสร้างสวนป่าสักล้วนเป็นป่าเพื่อการค้า
เนื่องจากเป็นไม้ที่มีค่าความเพิ่มพูนและมูลค่าสูง 2) พื้นที่ป่าของรัฐโดยเฉพาะป่าดิบแล้ง ควรจัดการเป็นป่า
23
ป้องกันเพื่อเป็นป่าธรรมชาติสำหรับพื้นที่ต้นน้ำ 3) ป่าเต็งรังและป่าผสมผลัดใบของรัฐที่ราษฎรในท้องถิ่น
สามารถพึ่งพิงทรัพยากรป่าไม้ได้ ให้จัดการเป็นป่าเอนกประสงค์ โดยมีการปลูกส่งเสริมตามวนวัฒน์วิธีท่ี
เหมาะสมและหากพิจารณาจากค่าความเพิ่มพูนของชนิดพรรณไม้แล้ว พันธุ์ไม้ที่ควรส่งเสริมให้มีการปลูก คือ
แดง (Xylia xylocarpa Roxb.) ตะแบกเปลือกบาง (Lagerstroemia duperreana Pirre ex Gagnep.)
ประดู่ (Pterocarpus macrocarpus Kurz) ชิงชัน (Dalbergia oliveri Gamble) และพะยอม (Shorea
roxburghii G.Don)
Abstract
The study on growth of natural forest; dry evergreen forest (DEF), mixed deciduous
forest (MDF), Deciduous dipterocarp forest (DDF) and teak plantation (TP) at Demonstration
Forest of Maeteep Sector, Ngao District, Lampang Province was carried out from January 1995
to January 2005. A permanent sample plot with size 70x70 was established in disturbed (D)
and undisturbed (UD) area of each forest type, total 8 plots. Quantitative characteristics of
trees with diameter at breast height (DBH, 1.3 m) over 4.5 cm have been recorded.
The result of species composition showed that51 species in 29 families and 49 species
in 23 families were found in the DEF with UD and D area, respectively, 44 species in 22 families
and 50 species 27 families were found in the MDF. Low number of species composition was
found in the DDF and TP. 25 species in 15 families and 40 species in 21 families were found
in UD and D in DDF, respectively, while 8 species in 5 families and 9 species in 7 families were
found in UD and D of TP, respectively. The diameter classes of plant communities illustrated
the reverse J shape in 3 UD natural forest type. In contrast, bell-shape skew to the right has
been shown in UD area TP, while, the reverse J shape was found in the 4 D forest types,
however, the DBH class distribution pattern tend to be a bell-shape skew to the right. The
dynamics of communities in the period of 10 years were found that in UD sample plots.
Stand’s growth has increase in the 4 forest which the Mean Annual Volume Increment (MAI)
was 144.44, 112.06, 107.45 and 80.26 m3/ha/yr, respectively and growth in D sample plots MAI
was 207.14, 65.82, 45.38 and 14.77 m3/ha/yr, respectively. The mortality rate of UD in the 4
forest was 0.03, 0.02, (-0.002) and 0.03 ind./yr, respectively, while in the D sample plots was
0.006, 0.001, 0.04 and 0.15 ind./yr, respectively. The administration and forest resource
24
management can be purposed into 3 types as 1) commercial forest by promoting teak
plantation, according to the high recruitment rate and value of its. 2) Protected forest as the
DEF to serve the watershed area and 3) multiple forests as DDF and MDF to distribute the
minor products to the local people in which the minor species were Xylia xylocarpa Roxb.,
Lagerstroemia duperreana Pirre ex Gagnep., Pterocarpus macrocarpus Kurz, Dalbergia oliveri
Gamble and Shorea roxburghii G.Don, should be planted.
25
การจำแนกสงั คมพืชโดยใช้ข้อมูลภาพถา่ ยดาวเทยี ม ขอ้ มูลธรณีสัณฐานและสภาพภมู ปิ ระเทศ
กรณีศึกษาปา่ สาธติ งาว จงั หวัดลำปาง
Vegetation Classification Using Remotely Sensed Data, Geomorphometric Terrain and
Topographic Parameter: A Case Study of Ngao Demonstration Forest, Lampang
Province.
นฤมล นุชเปลย่ี น (2549)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงแผนที่สังคมพืช โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ปัจจัย
แวดล้อมทางดา้ นธรณีสัณฐานและสภาพภูมปิ ระเทศ และประเมนิ ความแตกต่างของแผนทีส่ ังคมพืช บรเิ วณป่า
สาธิตงาว จงั หวดั ลำปาง ทไี่ ดจ้ ากการแปลตีความภาพถา่ ยทางอากาศและภาพถ่ายจากดาวเทยี ม วิธีการศึกษา
ประกอบด้วยการรวบรวมข้อมลู ดา้ นสังคมพืชและปัจจยั แวดล้อม เช่น ความสูงของพ้นื ที่ ความลาดชนั ทิศด้าน
ลาด ชนิดดิน ชนิดหิน ปริมาณน้ำฝน และสร้างค่าดัชนีความแตกต่างของพืชพรรณ จากนั้นนำปัจจัยดังกล่าว
สรา้ งเปน็ ช้ันข้อมูลระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ เพ่ือใชป้ ระกอบการจำแนกสงั คมพชื โดยการประมวลผลร่วมกับ
ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat 7 ETM+ ด้วยวิธี supervised classification โดยกฎในการจัดกลุ่ม
แบบ maximum likelihood decision rule
ผลการศึกษาพบวา่ สามารถจดั กลุ่มสังคมพชื ในป่าสาธิตงาวออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ ปา่ ดงดบิ ปา่
ผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง และพื้นที่ไม่ใช่ป่าไม้ การจำแนกสังคมย่อยได้ใช้ปัจจัยความลาดชัยจำแนกป่าเขาหนิ ปนู
ออกจากป่าทุกชนดิ สังคมย่อยนี้ พบกระจายพบกระจายอยู่ในพื้นท่ีท่ีมีความลาดชันมากกว่า 30 องศา มีพ้ืนที่
36.93 ตารางกิโลเมตร การจำแนกสังคมย่อยป่าผสมผลัดใบได้ใช้ปัจจัยด้านความสูง สามารถแบ่งออกเป็น
สังคมย่อย 2 สังคม คือ ป่าผสมผลัดใบระดับต่ำ ที่มีความสูงน้อยกว่า 500 เมตร และป่าผสมผลัดใบระดับสูง
มากกว่า 500 เมตร และครอบคลุมพื้นที่ 582.42 ตารางกิโลเมตร และ 579.45 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ
และใชป้ ัจจัยด้านคณุ สมบัตดิ ิน จำแนกสงั คมปา่ เตง็ รงั ออกเป็นสังคมยอ่ ย 2 สงั คม ประกอบดว้ ย ป่าเตง็ รังแคระ
และป่าเต็งรังสมบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ 106.25 ตารางกิโลเมตร และ 44.80 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ
นอกจากนี้พบว่าการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมร่วมกับปัจจัยแวดล้อมด้านธรณีสัณฐานและสภาพภูมิประเทศ
สามารถจำแนกสังคมพืชได้มากกว่าการจำแนกสังคมพืชของกรมป่าไม้ โดยการแปลภาพถ่ายดาวเทียมด้วย
สายตาและแผนท่สี งั คมพชื ที่ได้รับ มีคา่ ความถกู ตอ้ งโดยรวม 72.28 เปอรเ์ ซ็นต์
26
Abstract
This study aimed to improve vegetation map of Ngao Demonstration Forest, Lampang
Province by using satellite imageries, geomorphometric and topographic data, and to compare
the derived map with previous maps interpreted from aerial photos and satellite images. The
research methodologies included collection of plant community, environmental factors e.g.
altitude, slope, aspect, soil groups, rock types, precipitation and generated normalized
difference vegetation index (NDVI). These data were converted to GIS database and integrated
with Landsat 7 ETM+ for classifying vegetation map. The supervised classification technique of
maximum likelihood decision rule was chosen for analysis.
The result showed that the vegetation of the study area can be devided into 4 main
types, namely; evergreen forest, mixed deciduous forest, dry dipterocarp forest and non-forest
area. Slope gradient was used to delineate limestone forest sub-type from other sub-types.
This sub-type is distributed at slope greater than 30 degrees, covering 36.93 km2. Mixed
deciduous forest is sub-divided into 2sub-types using elevation. Lower mixed deciduous is
distributed at altitude lower than 500 msl. The extents of these sub-types are 582.42 km2 and
579.45 km2, respectively. Meanwhile edaphic factor was chosen to discriminate dwarf dry
dipterocarp forest and intact dry dipterocarp forest. Dwarf dry dipterocarp forest covers an
area of 106.25 km2 and intact dry dipterocarp forest occupies 44.80 km2. In addition the study
shows that satellite imageries integrated with geomorphological and topographic factors can
produce more classes than previous vegetation map derived from visual image interpretation
by the Royal Forest Department. The overall accuracy of the new vegetation map is 72.28%.
27
การประยุกตใ์ ช้ระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ และการสำรวจระยะไกลประเมินพน้ื ท่ีเสย่ี งตอ่ การเกิดไฟปา่
ในหนว่ ยจดั การแม่หวดของปา่ สาธิตแมง่ าว อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Application of Geographic Information System and Remote Sensing
for Fire Risk Area Assessment in Mae-Huad Sector of Mae-Ngao Demonstration Forest,
Amphoe Ngao, Changwat Lampang
พฒั นะพงษ์ จนั ทร์คำ (2550)
บทคดั ยอ่
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยประยุกต์ใช้ระบบ
สารสนเทศภูมิศาสตร์และการสำรวจระยะไกล วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดไฟป่า เพื่อประเมิน
พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการจัดการและควบคุมไฟป่า ปัจจัยที่นำมา
พิจารณาคือ (1) ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (2) ทิศด้านลาด (3) ความลาดชัน (4) ระยะห่าง
จากเส้นทางคมนาคม (5) ระยะห่างจากแม่น้ำ (6) ระยะห่างจากหมู่บ้าน (7) ระยะห่างจากพื้นที่เกษตรกรรม
(8) ค่าดัชนีความแตกต่างของความเป็นพรรณพืช NDVI (9) ค่าดัชนีความเป็นสีเขียวของพืชพรรณ GVI (10)
ค่าอัตราส่วนระหว่างแนด์ (11) ปริมาณเชื้อเพลิง โดยการนำข้อมูลปัจจัยแวดล้อมแต่ละประเภทมาหา
ความสัมพันธ์กับข้อมูลพื้นที่ท่ีเคยเกิดไฟป่าในช่วงระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2547-2548) โดยการวิเคราะห์การ
ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (stepwise multiple regression analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ที่เหมาะสมใน
การพยากรณ์พน้ื ท่เี สย่ี งต่อการเกิดไฟป่า
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟสูง ได้แก่ ค่าปริมาณเชื้อเพลิง ค่าความแตกต่าง
ของความเป็นพชื พรรณ NDVI และค่าอัตราส่วนระหวา่ งแบนด์ ตามลำดับ ปจั จยั ทมี่ อี ทิ ธิพลต่อการเกิดไฟปาน
กลาง ได้แก่ คา่ ดัชนคี วามเปน็ สีเขียวของพชื พรรณ GVI ระยะห่างจากพื้นท่ีเกษตรกรรม ระยะหา่ งจากเส้นทาง
คมนาคมและระยะห่างจากหมู่บ้าน ปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อการเกดิ ไฟตำ่ ได้แก่ ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล
ปานกลาง ทิศด้านลาด และระยะห่างจากแม่น้ำ สามารถแบ่งระดับความเสี่ยงของการเกิดไฟได้ 3 ระดับ โดย
พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดไฟต่ำ มีพื้นที่ประมาณ 111.96 ตร.กม. หรือ ร้อยละ 27.46 ของพื้นที่ทั้งหมด
พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดไฟปานกลาง มีพื้นที่ประมาณ 159.58 ตร.กม. หรือร้อยละ 39.14 ของพื้นท่ี
ทั้งหมด พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดไฟสูง มีพื้นที่ประมาณ 136.17 ตร.กม. หรือร้อยละ 33.40 ของพื้นที่
ทงั้ หมด
28
จากผลการศึกษาทำให้ได้รับข้อมูลทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อการวางแผนป้องกันไฟปา่ ในส่วนของการจัดการ
เช้ือเพลิงและทำให้สามารถคาดคะเนความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าได้ อันจะทำให้การวางแผนและปฏิบัติงาน
ด้านการจดั การไฟป่าของปา่ สาธติ แมง่ าว หนว่ ยจดั การแม่หวด มีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ขนึ้
Abstract
The purpose of this study is to evaluate the forest fire risky area by using Geographic
Information System (GIS) and Remote Sensing (RS). The integration and analysis of GIS and RS
was conducted using some environmental factors. The factors using in the study were
(1) elevation (2) aspect (3) slope (4) distance from road (5) distance from river (6) distance from
village (7) distance from agriculture area (8) Normalized Difference Vegetation Index (NDVI) (9)
Green Vegetation Index (GVI) (10) band ratioing and (11) fuel biomass. The studies compare
these factors due to fire area occurred during 2004 to 2005 by using Stepwise Multiple
Regression Analysis related to high risk level to assess fire risk area.
The results reveal that band rationing, NDVI, fuel biomass are strong related to high
risk level. The medium risk level is impact by GVI, distance from village distance from road,
and distance from agriculture area, and the low risk level is relatively depend on distances
from river, elevation and slope. It is able to classify the risk area into 3 classes that are low,
medium and high risky levels those cover on area of 111.96 (27.46%), 159.58 (39.14%) and
136.17 (33.40%) sq.km., respectively.
It is conducted that the study is useful for forest fire protection planning in part of fuel
management and can predict the fire risk area. The mention above makes forest fire planning
and operation in Mae-Ngao Demonstration Forest more efficient.
29
การประยุกตก์ ารสำรวจระยะไกล เพอ่ื คาดการณก์ ารเปลี่ยนแปลงการใช้ท่ีดนิ และดัชนีความแตกต่างของ
พชื พรรณ บริเวณเซคเตอร์แมห่ วด ของปา่ สาธิตแม่งาว อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Application of Remote Sensing for Land Use Change Prediction and Normalrized
Difference vegetation Index in Mae-Huad Sector of Mae-Ngao Demonstration Forest,
Amphoe Ngao, Changwat Lampang
อดิศร สารวงศ์ (2551)
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกลเพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงการใช้
ท่ดี ิน และดัชนีความแตกต่างของพืชพรรณ บริเวณปา่ สาธิตแมง่ าว เซคเตอร์แมห่ วด อำเภองาว จังหวัดลำปาง
ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกลภายใต้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ร่วมกับแบ บจำลองมาร์คอฟ
และเซลลูลาออโตมาตา เพื่อศึกษารูปแบบและการเปลี่ยนแปลงการใช้ทีด่ ิน ระหว่างปี พ.ศ. 2536-2548 และ
คาดการณก์ ารใชท้ ด่ี ิน ปี พ.ศ. 2554 รวมถึงการศึกษาดัชนคี วามแตกตา่ งของพชื พรรณ ปี พ.ศ. 2548
จากการศกึ ษา พบวา่ บริเวณพ้นื ท่ีศึกษามเี น้ือทีท่ ั้งหมดประมาณ 284,324.91 ไร่ รูปแบบการใช้ท่ีดิน
มี 12 ประเภท คือ นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลและไม้ยืนต้น ป่าเสื่อมโทรม ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่า
เต็งรัง สวนป่า ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง แหล่งน้ำ และพื้นที่อื่นๆ ตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์
ที่ดิน ในช่วงปี พ.ศ. 2536-2542 มีพื้นที่เปลี่ยนแปลงรวมทั้งสิ้น 14,479.88 ไร่ โดยพื้นที่พืชไร่มีการ
เปลี่ยนแปลงในทศิ ทางที่เพิ่มขึ้นมากทีส่ ุด รองลงมาเป็นพื้นทีป่ ่าเสื่อมโทรม พื้นที่ไม้ผลและไม้ยืนต้น และพื้นท่ี
ชมุ ชนและสิ่งปลูกสร้าง ในขณะท่พี ้ืนที่ปา่ เบญจพรรณมีพ้ืนที่ลดลงมากท่สี ุด รองลงมาเป็นพน้ื ทปี่ ่าเต็งรัง ป่าดิบ
แล้ง สวนป่า และนาข้าว ตามลำดับ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วงปี พ.ศ. 2542-2548 มี
พื้นที่เปลี่ยนแปลงรวมทั้งส้ิน 28,052.75 ไร่ โดยพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เพิ่มขึ้นมาก
ที่สุด รองลงมาเป็นพื้นที่นาข้าว พื้นที่พืชไร่ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง พื้นที่ไม้ผลและไม้ยืนต้น สวนป่า และพื้นที่
อื่นๆ ในขณะที่พื้นที่ป่าเบญจพรรณมีพื้นที่ลดลงมากที่สุด รองลงมาเป็น ชุมชนและสิ่งก่อสร้าง และแหล่งน้ำ
จากการทดสอบความถูกต้องของแบบจำลอง พบว่า มีความถูกต้อง 70.75 เปอร์เซ็นต์ และจากการ
เปรียบเทยี บการคาดการณก์ ารใชท้ ี่ดินปีพ.ศ. 2554 จากขอ้ มลู การใชท้ ด่ี ินปี พ.ศ. 2536 และ 2542 และข้อมูล
การใชท้ ีด่ ินปี พ.ศ. 2542 และ 2548 เปน็ ฐานในการดำเนินการวิเคราะห์ พบว่า ผลลพั ธ์ของการคาดการณ์ที่ได้
ไม่แตกตา่ งกนั สำหรับการจำแนกดัชนีความแตกตา่ งของพชื พรรณ ปี พ.ศ. 2548 พบวา่ คา่ ดัชนีความแตกต่าง
ของพืชพรรณมคี า่ อยู่ระหว่าง -0.12-0.68 โดยค่าเฉล่ียดชั นคี วามแตกตา่ งของพชื พรรณของพ้ืนท่ปี า่ ดิบเขามีค่า
30
สูงทีส่ ุด รองลงมาเปน็ พื้นทีป่ ่าดบิ แล้ง ป่าเบญจพรรณ พ้ืนทอี่ ืน่ ๆ พื้นทป่ี ่าเส่ือมโทรม พืน้ ที่ป่าเตง็ รงั พื้นที่ไม้ผล
และไม้ยืนต้น พนื้ ท่ีชุมชนและส่ิงปลกู สรา้ ง พืน้ ท่ีพืชไร่ พื้นที่นาขา้ ว พืน้ ทส่ี วนป่าและพ้ืนที่แหลง่ น้ำ
Abstract
The study of the Application of Remote Sensing for Land Use Change Prediction and
Normalrized Difference Vegetation Index (NDVI) was conducted at the Mae-Huad Sector, Mae-
Ngao Demonstration Forest, Amphoe Ngao, Changwat Lampang. The satellite data was created
and analyzed using the Geographic Information System (GIS) to prepare the information of
land use are in 1993, 1999 and 2005. The Markov Chain Model and Makov Cellular Automata
techniques were introduced in order to study the changing land use area between 1993-1999
and 1999-2005 and to predict further change for 2011. In a separate study the NDVI value was
calculating using satellite data for land use type in 2005.
The study site covered 284,324.91 area of rai. It found that there were 12 different
land use types, such as rice field, field crop, orchard, degraded forest, dry evergreen forest
(DE), hill evergreen forest (HE), mixed deciduous forest (MD), dry dipterocarp forest (DD), forest
plantation, residential area, water area and other. The total change of land use area between
1993-1999 was 14,392.58 rai. The largest increase wasin field crop area followed by degraded
forest, orchard and residential area. The largest reduction was in MD, followed by DD, DE,
forest plantation and rice field. The total change of land use area between 1999-2005 was
28,052.75 rai. The largest increase was in degraded forest followed by rice field crop, DD, DE,
orchard, forest plantation and other. The largest reduction was in MD, followed by residential
area and water area. The model used for this study is 70.54% accurate. Using information from
1993, 1999 and 2005, the predicted land use for 2011 shows no significant difference. The
NDVI value of 2005 was in the range of -0.12-0.68, with HE showing the largest average value
followed by DE, MD, other area, degraded area, DD, orchard, residential area, field crop, rice
field ,forest plantation and water area.
31
การพฒั นาอาชพี การเพาะกลา้ ไมส้ ักเพ่ือการอนุรักษใ์ นชุมชนบา้ นสวนสกั อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง
Development of teakwood cultivation occupation for the community conservation
in Ban Suan Sak, Ngao District, Lampang Province
วรวรรธน์ จนั ทร์ฉาย (2552)
บทคดั ย่อ
การวจิ ัยคร้งั น้ีมวี ตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษารูปแบบและแนวทางการพฒั นาพร้อมทัง้ ส่งเสริมอาชีพการเพาะ
กลา้ ไมส้ ัก ในชุมชนบา้ นสวนสัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง กลุ่มตวั อยา่ งคือ ผปู้ ระกอบอาชพี เพาะกล้าไมส้ ัก ใน
ชุมชนบ้านสวนสัก 9 ราย ผู้ใหญ่บ้าน 1 คน หัวหน้าสถานีวนวัฒนวิจัยงาว 1 คนและผู้ที่ซื้อกล้าไม้สัก 3 คน
เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้คือแบบสัมภาษณจ์ ำนวน 3 ชุด การวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยการบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจยั สรุป
ได้ดงั นี้
รูปแบบการเพาะกล้าไม้สักในชุมชนบ้านสวนสัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีรูปแบบการเพาะกล้าไม้
สกั แบบเดิมคือ หว่านเมล็ดพนั ธไ์ุ ม้สักลงในแปลงเพาะ เมอ่ื อายุประมาณ 1 ปีจงึ ขดุ ขนึ้ มาเพ่ือตัดแต่งให้หลือแต่
รากแกว้ เรยี กว่า "เหง้าสัก"นำมาปลูกในถุงสำหรบั ใส่กล้าไม้ เพ่อื จำหน่าย
แนวทางการพัฒนาอาชีพการเพาะกล้าไมส้ กั ในชมุ ชนบ้านสวนสกั แบง่ เปน็ 2 ด้าน ดังน้ี
1. ด้านการจัดการเพอ่ื พัฒนาการเพาะกลา้ ไมส้ ัก
หน่วยงานราชการควรจัดสถานท่ีเพ่ือสร้างตลาดกลางของชุมชน ควรรวมกลุ่มผู้เพาะกลา้ ไมส้ กั
เพือ่ ให้หน่วยงานราชการสนับสนุนชว่ ยเหลอื ทางด้านวิทยาการทีท่ ันสมัย
2. ด้านการปรบั ปรงุ พันธุ์
2. 1 หนว่ ยงานราชการปรบั ปรุง ขยายกลา้ ไมส้ ักพันธุด์ ีให้ชุมชน
2.2 นำตันแม่พนั ธุท์ ี่ได้ ไปปลูกปา้ เพ่ือการอนุรักขแ์ ละเพาะเป็นกลา้ ไม้สกั พนั ธด์ุ ีเพ่อื การจำหน่าย
การส่งเสริมอาชีพเพาะกล้าไม้สกั เพ่ือการอนรุ กั ษ์ควรมีหนว่ ยงานทงั้ รัฐบาลและเอกชนสนับสนนุ โดย
ใหป้ ระชาชนซอื้ ไปปลกู ในโครงการปลกู ป่าเพ่ือการอนรุ กั ษเ์ นอ่ื งในวนั สำคัญต่างๆ และการปลูกในลกั ษณะสวน
ปา่ เศรษฐกจิ
32
Abstract
The purpose of this research was to study for developing and supporting on teakwood
cultivation occupation for the community conservation in Ban Suan Sak, Ngao District,
Lampang Province. Four groups of population used in this research were the first group, asking
for the method of planting teakwood cultivation occupations, was 9 gardeners, the second
group was the chief of the village, the third group was the head of Silvicutural research centre,
Ngao station, and the last group was the 3 customers of teakwood. The tool used in this study
were an interview form. Data were categorized and presented in a descriptive.
The results of this study were as follow:
The method of culturing teakwood in Ban Suan Sak Community, Ngao District, were
sued the folk way by preparing the big plot of land, then scatter the seeds of the teak, I years
after, dug it and cut the brunch root, took the root which Called "stump" into the pot (or
plastic bag) in order to distribute.
Guidelines to develop and support were 2 ways;
1. Management for developing teakwood cultivation occupation, the officer of Ban
Suan Sak, will find the place to build central market and group cooperation was set for helping
them to increase knowledge.
2. Improvement of teakwood species of cultivation occupation, the station would be
give the suggestion and the food seed of teakwood to the community for scattering, after that
the stump will took to distribute next.
For supporting the teakwood cultivation occupation the officer or government sector
will plan to have the teak planting project in other place for helping them to sell teakwood.
33
การใชป้ ระโยชน์ลำและปริมาณผลผลติ ในป่าธรรมชาติของไผซ่ างนวล
(Dendrocalamus membranaceus Munro): กรณีป่าห้วยแม่หนิ อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Culm utilization and growing stock in natural forest of Dendrocalamus membranaceus
Munro: A case of Huay Mae Hin forest, Ngao district, Lampang province
สุรศกั ด์ิ พฒั สงค์ และ ขวญั ชยั ดวงสถาพร (2553)
บทคัดย่อ
การศกึ ษาการใช้ประโยชน์ลำและปริมาณผลผลติ ในป่าของไผ่ซางนวล บรเิ วณพื้นทป่ี ่าหว้ ยแมห่ ิน โดย
ใช้วิธีการสัมภาษณ์เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์และการสำรวจภาคสนามเพื่อประเมินปริมาณผลผลิตในป่า ซึ่ง
ศึกษาจากจำนวนครัวเรือนตัวอย่าง 89 ครัวเรือนพบว่ามีจำนวนครัวเรอื นที่เข้าไปเก็บหาลำไผ่ซางนวลจากป่า
มาใช้ประโยชน์จำนวน 51 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 57.3 ของจำนวนครัวเรือนตัวอย่างที่ศึกษาทั้งหมด มี
ปริมาณการเก็บหาทั้งหมด 87,187 ลำ แยกออกเป็นการเก็บหาเพื่อใช้ประโยชน์ภายในครัวเรือนจำนวน 16
ครัวเรือน เก็บได้ทั้งหมด 3,875 ลำต่อปี และเพื่อนำไปจำหน่ายจำนวน 35 ครัวเรือน เก็บได้ทั้งหมด 83,312
ลำต่อปี ช่วงเวลาในการเก็บหาส่วนใหญ่เก็บหาในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน โดยอายุของลำไผ่ที่เก็บหาส่วน
ใหญม่ ีอายปุ ระมาณ 2 ปีตลอดจนตำแหนง่ ของการตดั ลำไผ่สว่ นใหญจ่ ะเลือกตัดลำทอ่ี ยู่รอบนอกกอไผ่ จากการ
ประเมินปริมาณผลผลิตลำไผ่ซางนวลในป่าห้วยแม่หิน พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,500 ไร่ ใช้วิธีการสำรวจแบบ
แปลงเป็นแนว (line plot system) พบไผ่ซางนวลทั่วทั้งพื้นที่มีปริมาณไม่น้อยกว่า 560,338 ลำ จากปริมาณ
ผลผลิตทง้ั หมดเม่ือนำมาเปรยี บเทียบกบั ปรมิ าณการใชป้ ระโยชน์ของชมุ ชนก็พบว่ายงั เพียงพอตอ่ ความต้องการ
คือมีการนำมาใช้ประโยชน์เพยี งรอ้ ยละ 15.56 ของปริมาณผลผลิตเทา่ นั้น
34
Abstract
Study on culm utilization and growing stock of Dendrocalamus membranaceus Munro
in the natural forest of Huay Mae Hin Forest by using the interviewing methodology for study
the utilization and using the field inventory for product quantity assessment. There were 89
sample households. The study results showed that 51 households or 57.3 percentages was
harvested 87,187 culms. This amount could divide to self-consumption and selling. For self-
consumption, there were 16 households with amount of 3,875 culms per year or 242 culms
per household per year, and for selling there were 35 households with amount of 83,312
culms or 2,381 culms per household per year. The harvesting season uaried from January to
April and largely age that villagers harvested was about 2 year old culm. In general, bamboo
will be cut from outside to inside of clump. The results of the product quantity assessment
in Huay Mae Hin Forest having area of 1,500 rai by using line plot system showed the amount
of over 560,338 culms. In comparison to the total amount available Dendrocalamus
membranaceus was enough for consumption because it was only 15.56 percentage of product
quantity was used.
35
ผลของการชิงเผาสวนปา่ ไม้สักตอ่ การปลดปลอ่ ยคารบ์ อนของเชื้อเพลงิ ทีอ่ ยู่เหนอื พน้ื ดนิ ออกสูบ่ รรยากาศ
อำเภอแมเ่ มาะ จังหวดั ลำปาง
Effects of prescribed burning in teak plantation on surface fuel carbon release to the
atmosphere, Mae Moh District, Lampang Province
กอบศกั ดิ์ (2554)
บทคัดยอ่
การศึกษาเรื่องผลของการชิงเผาสวนป่าไม้สักอายุ 9 ปี ต่อการปลดปล่อยคาร์บอนของเชื้อเพลิงที่อยู่
เหนือพื้นดินออกสู่บรรยากาศ ในพื้นสวนป่าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขององค์การอุตสาหกรรม
ปา่ ไม้ ได้ทำการศึกษาอิทธิพลการเผาตามกำหนดต่อการปลดปล่อยคาร์บอนใน 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่การเผา
ในชว่ งต้นฤดูไฟปา่ (early burning) และการเผาในช่วงปลายฤดูไฟปา่ (late burning) เปรียบเทียบกับแปลงท่ี
ไม่มีการเผา แต่ละพ้ืนทป่ี ระกอบด้วยแปลงตัวอย่างขนาด 40 × 40 เมตร จำนวน 3 แปลง รวมแปลงตวั อย่างที่
ศึกษาทั้งสิ้น 9 แปลง ก่อนการเผาแปลงทดลองได้ทำการสำรวจปริมาณเชื้อเพลิงและปริมาณคาร์บอนใน
เชื้อเพลิงที่เป็นไม้พื้นล่างและเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นและจัดทำแนวกันไฟรอบแปลง แปลงทดลองที่เป็นตัวแทน
ของการเผาช่วงต้นฤดูไฟป่าและปลายฤดูไฟป่าได้ทำการเผาในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์และปลายเดือน
มีนาคม 2553 ตามลำดับ ระหว่างการเผาแปลงทดลองทำการศึกษาพฤติกรรมไฟป่า ตรวจวัดอุณหภูมิไฟและ
บันทึกสภาพอากาศระหว่างการเผาแปลงทดลอง ภายหลังการเผาแปลงทดลองเสร็จสิ้นทำการสำรวจสิ่งท่ี
หลงเหลือภายหลังไฟไหม้ ได้แก่ ขี้เถ้า ถ่าน และส่วนที่ไหมไ้ ฟบางสว่ น ตรวจหาปรมิ ารคาร์บอนเหนือพื้นดนิ ที่
ปลดปล่อยออกไปจากการเผาโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปริมาณคาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงใน
พืน้ ที่ก่อนเผากบั ปรมิ าณคารบ์ อนทหี่ ลงเหลอื อยู่ภายหลงั การเผา
จากผลการศึกษาพบว่าปริมาณเชื้อเพลิงและปริมาณคาร์บอนในช่วงต้นและปลายฤดูไฟป่าก่อนการ
ทดลองเผาในภาพรวมมีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคาร์บอนส่วนใหญ่สะสมอยู่ในส่วนของ
เศษใบสักทีร่ ว่ งหล่น ในขณะที่แปลงที่ไม่ทำการเผามกี ารสะสมคารบ์ อนในเศษใบสักและไม้พ้ืนล่างในสัดส่วนท่ี
ใกล้เคียงกนั ลกั ษณะของพฤติกรรมของไฟและลักษณะส่ิงแวดล้อมของไฟท่ีเกิดข้ึนจากการเผาสวนป่าไม้สักใน
ช่วงเวลาต่างๆ กันมีการแปรผันไปในแต่ละแปลงเนื่องจากอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญโดยเฉพาะ
ความเร็วของลมและทิศทางลม ซึ่งโดยภาพรวมนั้นอัตราไฟลามและความรุนแรงของไฟในแปลงที่เผาในช่วง
ปลายฤดูไฟป่าจะมีความรุนแรงมากกว่าแปลงที่เผาในช่วงต้นฤดูไฟป่า เมื่อพิจารณาปริมาณเชื้อเพลิงที่ถูกเผา
พบว่าแปลงที่เผาช่วงต้นฤดูไฟป่าได้เผาทำลายเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่สูงกว่าแปลงที่เผาช่วงปลายฤดูไฟป่า
36
อิทธิพลของช่วงเวลาการเผาตามกำหนดในสวนป่าไม้สักอายุ 9 ปี จากการศกึ ษาในคร้ังนี้พบว่าไม่มีผลต่อความ
แตกตา่ งของการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิตแิ ตอ่ ย่างใด โดยการเผาชว่ งต้นฤดูไฟป่าและปลาย
ฤดูไฟป่าทำให้คาร์บอนถูกปลดปล่อยออกไป 2.13 และ 3.28 ตันคาร์บอร/เฮกแตร์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม
แปลงท่ีทำการเผาในช่วงปลายฤดูไฟปา่ มีการปลดปล่อยคาร์บอนทมี่ ีการแปรผันค่อนขา้ งสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ
แปลงที่เผาช่วงต้นฤดูไฟป่า ดังนั้นหากจำเป็นที่จะต้องทำการชิงเผาสวนป่า การเลือกเผาในช่วงต้นฤดูไฟป่า
น่าจะมีความเหมาะสมมากกวา่ เน่ืองจากสภาพอากาศไมร่ ุนแรงจนเกนิ ไป ปรมิ าณเช้ือเพลงิ ในพ้ืนทย่ี ังไม่สูงมาก
นัก อีกทงั้ เชื้อเพลิงยังไม่แห้งมาก ดงั นน้ั ไฟท่ีจุดขึ้นจะมีความรุนแรงไมส่ ูงมาก การควบคมุ ไฟจะสามารถกระทำ
ไดง้ า่ ยกว่าการเผาช่วงกลาง หรือปลายฤดไู ฟปา่
Abstract
Effects of prescribed burning in teak plantation on surface fuel carbon release to the
atmosphere” was conducted in 9-yearold teak plantation at Mae Moh teak plantation,
Lampang province. The aboveground fuel carbon release as a result of different prescribed
burning periods, including early burning (mid February) and late burning (late March), as
compared to control unburned plot, were determined under the 9, 40 × 40 m plots and
consisting of 3 replications in each plot. Prior to burning, the estimation of fuel loading was
conducted by using harvesting method. Fuel loading, which was classified as undergrowth and
leaf litter, were collected to determine fuel carbon content. In addition, 5-8 m wide of
firebreaks were set up surrounding the plots to prevent accidental fires. During burning
experiment, fire behaviour characteristics, fire temperatures and weather conditions were
recorded. Immediately after burning accomplished, all residues (i.e. ash, charcoal, and
unburned materials) were collected. The transfer of aboveground fuel carbon to the
atmosphere during burning was calculated as the differences between the quantities of carbon
initially contained in the fuel and the quantities recovered in the post-burned residues.
The results showed that the accumulation of fuel loading and carbon storage in the
aboveground fuel loads were not significantly different between the early burning plots and
the late burning plots. While great portion of aboveground fuel carbon pool was stored in the
leaf litter part for both early and late burning sites. The proportion of carbon in undergrowth
and leaf litter was similar for the control unburned site. Fire behaviour and fire environment
37
(e.g. weather condition), particularly wind velocity and direction, varied both within and
between plots. The overall results indicated that late burning prescribed fire caused the
greater rate of fire spread and fire intensity as compared to early burning prescribed fire.
However, the relative fuel consumption for early burning prescribed fire was greater than that
of the late burning prescribed fire. There was not significant different in aboveground fuel
carbon release from prescribed fires, either at the early burning or the late burning period in
9-yr old teak plantation. Early burning and late burning caused carbon release to the
atmosphere of 2.13 and 3.28 tC/ha, respectively. However, the great variation in carbon release
was observed at the late burning prescribed fire. Therefore, the early burning prescribed fire
in teak plantation is recommended since fire environments, i.e. fuel properties and weather
conditions, are insufficient to reach a high fire risk conditions, and hence prescribed burning
and control efforts can be effectively managed.
38
การมีสว่ นร่วมของประชาชนในการอนุรกั ษท์ รัพยากรป่าไม้ในเขตพ้ืนทบ่ี า้ นหัวทุ่ง
ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง
The Participation of People in Forest Conservation in Ban Hua Thung Pong Tao
Subdistrict Ngaow District, Lampang Province
วริ ยิ ะพร ไชวัฒนา (2555)
บทคัดยอ่
การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาระดับของการมีส่วนร่วมของประชาชน และปัญหาอุปสรรค
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรปา่ ไม้ในเขตพื้นที่บา้ นหัวทงุ่ ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวดั ลำปาง ประชากรและกลุ่ม
ตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยในเขตบ้านหัวทุ่ง ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง จำนวน 226 คน
วเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย พบว่า การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ใน
เขตพื้นที่บ้านหัวทุ่ง ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง พบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง
โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ประกอบด้วย ด้านมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล ด้านการมีส่วน
ร่วมในการดำเนินกิจกรรม ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์
และปัญหาของประชาชนต่อการมีส่วนร่วม พบว่า ขาดความต่อเนื่องของงบประมาณภาครัฐ และขาดการมี
ส่วนรว่ มจากเด็กและเยาวชนในชุมชน
Abstract
The objectives of this study were (1) to study the people’s participation inforest
conservation and (2) to study obstacles and recommendation for preserving in Banqueting,
Tumbon Pongtao, Ngaow District, Lampang Province. Data were analyzed with the use of the
percentage and mean in order to discuss and find out the results. The results of this study
showed that local people’s participation in forest conservation was at a moderate level, in
descending order as follows: the participation in monitoring and evaluation, Activities, Planning
and the participation in the allocation of benefits. The problems and obstacles to the
participation in forest conservation include lack of continuity of the government budget and
lack of participation of the youth in the community.
39
นวัตกรรมการจดั การป่าชุมชนท้องถ่ินอย่างยัง่ ยนื : กลไกการจัดการ การมีส่วนรว่ ม
และความสำเร็จของชุมชนในการอนรุ ักษ์ป่าชมุ ชนห้วยแม่หนิ จังหวดั ลำปาง
Innovative Community Forest Management in Local Development: Community
Practice,People Participation, and The Success of Forest Conservation of Huay-Mae-Hin
Community Forest, Ngao District, Lampang Province
พรเทพ ศรธี นาธร (2556)
บทคดั ยอ่
แนวคิดเรื่องป่าชุมชนเป็นแนวทางการดูแลรักษาป่าที่ให้ความสำคัญกับชุมชน (Local Community)
และการมีส่วนร่วมของประชาคม (Participative Approach) ได้รับความสนใจและปฏิบัติอย่างแพร่หลายใน
ประเทศที่กำลังพัฒนาและมีทรัพยากรป่าไม้เป็นฐานการผลิต อาทิ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ชุมชนในฐานะเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการรักษา ดูแล
ทรัพยากรป่าไม้โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม สำหรับ
ประเทศไทย แนวคดิ ปา่ ชมุ ชนมคี วามสำคัญเพ่ิมข้ึนตามลำดับ สอดคลอ้ งกับจำนวนท่ีเพ่ิมข้ึนของป่าชุมชนท่ีข้ึน
ทะเบียนอย่างเป็นทางการกับกรมป่าไม้ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการลงพื้นที่ป่าชุมชนในภาคเหนือเพ่ือ
ศึกษากลไกการจัดการ ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ และการมีส่วนร่วมในการจดั การป่าของชุมชนท้องถิ่น โดย
ได้ทำการศึกษาป่าชุมชนห้วยแม่หิน บ้านหัวทุ่ง อำเภองาว จังหวัดลำปาง ในเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ได้นำมา
วิเคราะหค์ วบคู่กบั การใช้สถติ ิเชิงพรรณนาประกอบ
ผลการศึกษาแบง่ เปน็ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1) กลไกการจัดการป่าชุมชนโดยพบว่า มีการประยุกต์ใชภ้ ูมิ
ปัญญาท้องถิ่น คือ นำเอาภูมิปญั ญาในการจดั การป่าไผ่ มาใช้ในการจัดสรร แบ่งปัน และอนุรักษ์ทรพั ยากรป่า
ไผ่ในชุมชน สว่ นท่ี 2) ปัจจัยทมี่ ผี ลต่อความสำเรจ็ ในการจัดการป่าชุมชนพบวา่ ปจั จัยความสำเร็จ ได้แก่ การมี
ผู้นำทเ่ี ข้มแข็ง วัฒนธรรมประเพณี การมีองค์กรของชุมชนที่เป็นทางการในการจัดการดแู ลรักษาป่า การมีส่วน
รว่ มของคนในชุมชน และการนำเอาหลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กบั การบริหารจัดการ
ปา่ ชมุ ชน และสว่ นที่ 3) การมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการรักษาปา่ และรูปแบบกิจกรรมการมสี ว่ นร่วมในการ
รักษาป่า คือ ชุมชนบ้านหัวทุ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมการรักษาป่าทุกด้าน ได้แก่ การค้นหาปัญหาและความ
ต้องการ การตดั สนิ ใจ การปฏิบตั กิ าร ผลประโยชน์ และการประเมินผล โดยพบวา่ ชุมชนให้ความสำคญั มากกับ
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการรักษาป่า เช่น การปลูกป่า การสร้างฝายแม้ว และการจัดเลี้ยงผีขุนน้ำ ซึ่งเป็น
ประเพณีทอ้ งถนิ่ ทางภาคเหนอื
40
Abstract
The concept of community forest, which underlines the significance of process of local
people participation has been widely accepted and implemented in developing countries,
where production based on the forest resources, such as India, Philippine, and Indonesia. In
accordance with this concept, the forest is perceived as a valuable asset and belonged to
local community itself. In light of this notion, accountability in conserving the forest is not
particularly narrowed to such government officials or forest officials as it was in the past, but
the locals in community forest-those who gain direct and indirect benefits from the forest-are
facilitated by the authorities to share responsibility in taking care of the forest as well. In
Thailand, the role of community forest has become important for a decade, and the number
of community forests officially registered with the Royal Forest Department has been
increasing in every year. This research aims to study management practice, people
participation and successful factors that allow Huay-Mae-Hin, a small community forest in
Lampang Province, to recover their dreadful forest and finally accomplish forest conservation.
Based on qualitative study, the major findings were highlighted on 1 ) the ability and
practice of local community forest in applying their indigenous knowledge or local wisdom to
help the forest survive, 2 ) major factors that allow the community to achieve their success,
mainly include strong leader, local traditions and beliefs, community organization, people
participation, and the application of philosophy of sufficiency economy, and 3 ) The
quantitative study identifies that community participates in all activities, focusing on such
forest activities as forest planting, check dam building, and worshiping to the forest guardian.
41
พลวตั ของพชื พรรณในช่วงเวลา 10 ปี ในป่าเต็งรงั เซคเตอรแม่หวด ปาสาธิตงาว จงั หวัดลำปาง
Vegetation Dynamics Over 10 – Year Period in a Dry Dipterocarp Forest
in Mae – Huad Sector, Ngao Demonstration Forest, Lampang Province
ธเนศ ไชยสนุ ทรกติ ติ (2557)
บทคดั ย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของพืชพรรณในป่าเต็งรัง เซคเตอร์แม่หวด ป่าสาธิตงาว
จังหวัดลำปาง โดยศกึ ษาจากแปลงตัวอย่างถาวรท่ีสร้างเม่ือปี พ.ศ. 2544 จำนวน 14 แปลง โดยการสนับสนุน
ขององคก์ ารไมเ้ ขตร้อนระหว่างประเทศ (ITTO) ทำการสำรวจและเก็บข้อมลู ซำ้ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เพอื่ เปรียบเทียบขอ้ มูลในอดีต ประกอบดว้ ยขอ้ มูล ชนิดพนั ธุ์ของต้นไม้ ขนาดเส้นผา่ นศูนย์เพียงอก สถานะของ
ต้นไม้ (มีชีวิต ตาย หรือถูกตัดฟัน) จำนวนของไม้ต้น (tree) ต้นไม้รุ่น (sapling) และกล้าไม้ (seedling) แล้ว
วิเคราะหห์ าค่าความหนาแนน่ ของตน้ ไม้ตอ่ เนื้อที่ ดชั นคี วามสำคญั ดชั นคี วามหลากหลาย การเตบิ โตของหมู่ไม้
และการกระจายของชัน้ ขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลาง
ผลการศึกษาพบว่าระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึงปี 2555 ความหนาแน่นของไม้ต้นเพิ่มขึ้นจาก
170 ± 37.88 ตน้ จอ่ ไร่ เป็น 199 ± 37.44 ตน้ ตอ่ ไร่ ความหนาแนน่ ของตน้ ไม้รุน่ ลดลงจาก 9 ± 2.62 ตน้ ต่อไร่
เป็น 8 ± 1.66 ต้นต่อไร่ ความหนานแน่นของกล้าไม้ลดลงจาก 213 ± 68.78 ต้นต่อไร่ เป็น 30 ± 10.22
ต้นต่อไร่ ดัชนีความสำคัญของชนิดพันธุ์แตกต่างกันในบางชนิด ค่าดัชนีความหลากหลายเฉลี่ยลดลงจาก
2.19 ± 0.16 เปน็ 2.06 ± 0.20 แตไ่ ม่แตกต่างกันทางสถิติท่ีระดับนยั สำคญั 0.05 ส่วนการเติบโตของหมู่ไม้ใน
ช่วงเวลา 10 ปี พบว่า การเติบโตทั้งหมด (Gross growth) เท่ากับ 4.40 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ การเติบโตสุทธิ
(Net growth) ลดลงเท่ากับ 0.16 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ กล่าวคือมีอัตราการตายมากกว่าการเพิ่มพูน อัตราการ
ตายเฉลี่ย 4.57 ± 0.57 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ มีไม้ที่ถูกตัดไปเฉลี่ย 0.27 ± 0.16 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ มีไม้เลื่อน
ชน้ั (Intergrowth) ขึ้นมาเฉลี่ย 1.26 ± 0.21 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และมกี ารเปล่ียนแปลงปรมิ าตรเฉลี่ยเพิ่มข้ึน
0.83 ± 0.27 ลกู บาศก์เมตรต่อไร่ ซ่ึงไม่แตกต่างทางสถิตทิ ่ีระดับนยั สำคัญ 0.05
42
Abstract
The objective of this research was to study the dynamics of vegetation in a Dry
Dipterocarp Forest (DDF) in Mae-Huad Sector, Ngao Demonstration Forest, Lampang Province.
The research samples consisted of remeasured vegetation in 14 permanent plots established
in 2001, as part of an International Tropical Timber organization (ITTO) study. The remeasured
vegetation data were corrected in February, 2012 to compare with past data. They consisted
of tree species, DBH, status (live, mortality, cut), number of trees, saplings and seedlings. Data
were analyzed density, importance value index, diversity index, stand volume growth and
diameter class distribution.
The result was demonstrated that, from 2001 – 2012, the density of trees increased
from 170±37.88 tree/rai to 199±37.44 tree/rai; sapling decreased from 9±2.62 tree/rai to 8±1.66
tree/rai; seedlings decreased from 213±68.78 tree/rai to 30±10.22 tree/rai. The importance
value index ranking changed over time for some species. The average tree diversity index
decreased from 2.19±0.16 to2.06±0.20, with no statistically significant difference (p≤ 0.05). In
term of stand volume growth, the gross growth increased by 4.40 m3/rai. The net growth
decreased by 0.16 m3/rai. This mean that mean mortality rate was higher than the increment.
The average mortality rate was 4.57±0.57 m3/rai, the average of wood cutting was 0.27±0.16
m3/rai, while the average ingrowth was 1.26±0.21 m3/rai, and average volume increased by
0.83±0.27 m3/rai, with no statistically significant difference (p≤0.05).
43
วธิ กี ารสำรวจปา่ เพอื่ การประมาณหามวลชีวภาพเชิงพนื้ ท่ีด้วยระบบสารสนเทศในเขตลุ่มนำ้ ย่อยห้วยเอ่ยี น
อำเภองาว จังหวัดลำปาง
Forest Inventory Method for the Spatial Estimation of Forest Biomass Based on
Geoinformatics at Huai Ian Sub-watershed, Ngao District, Lampang Province
อรุณโรจน์ ศรีเจรญิ โชติ (2557)
บทคัดย่อ
การศึกษาคร้งั นีม้ วี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือทดสอบรปู แบบการสำรวจป่าทเ่ี หมาะสมต่อการนำข้อมลู การสำรวจ
ไปประเมินหาค่ามวลชีวภาพเหนือพื้นดินเชิงพื้นที่ของป่าที่พิจารณาบนพื้นฐานของการให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่
สอดคล้องกับการประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูลการรับรู้ระยะไกล การสำรวจด้วยเครื่องวัดพิกัดบนพื้นโลก ข้อมูล
ปัจจัยทางกายภาพของพื้นที่ และการประเมินค่าข้อมูลเชิงพื้นท่ีด้วยวธิ คี รกิ ิง โดยศึกษาในพืน้ ที่ลุ่มนำ้ ย่อยห้วย
เอี่ยน อำเภองาว จงั หวดั ลำปาง ท่ีปกคลุมไปดว้ ยปา่ เบญจพรรณ
ผลการประมาณค่ามวลชีวภาพเหนือพื้นดินจากข้อมูลภาคสนามด้วยสมการแอลโลเมตรี พบว่า ค่า
มวลชีวภาพเหนือพื้นดินที่ได้จากการสำรวจด้วยแปลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 15x15, 30x30 และ 45x45 เมตร
อันเปน็ ขนาดท่ีสอดรับกับขนาดจุดภาพของดาวเทียมแลนด์แซทและไทยโชต กระจายแปลงตัวอย่างเป็นระบบ
แบบกริดสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้ค่าเท่ากับ 9.66, 7.87 และ 7.14 กก./ม2 ตามลำดับ ในขณะที่หากใช้แปลง
วงกลมรัศมี 17.85 เมตร ทำการสำรวจแบบ Line Plot System ได้ค่าเท่ากับ 9.45 กก./ม2 เมื่อนำค่ามวล
ชีวภาพต่อหน่วยเนื้อที่ที่ประมาณได้จากรูปแบบการสำรวจต่างๆ ดังกล่าวมาวิเคราะห์ความแปรปรวน
(ANOVA) พบว่า ค่ามวลชีวภาพที่ได้ไม่แตกต่างกันในทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำค่า
มวลชีวภาพที่หาได้จากแปลงตัวอย่างมาทำการประมาณค่าเชิงพื้นที่ด้วยเทคนิคการประมาณค่าในช่วงแบบ
คริกิง พบว่า การใช้ข้อมูลจากรูปแบบการสำรวจแบบกริดสามเหลี่ยมด้านเท่าให้ผลการสร้างค่าพื้นผิวมวล
ชีวภาพของพื้นที่ศึกษาได้ดี โดยมีความถูกต้องที่แตกต่างกันไปตามขนาดแปลงตัวอย่างที่ใช้ กล่าวคือ แปลง
ขนาด 45x45 เมตร ให้ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสอง (RMSE) ไม่เกิน ±2.164 กก./ม2 รองลงมาคือ
แปลงขนาด 30x30 เมตร (±3.122 กก./ม2) และ 15x15 เมตร (±5.522 กก./ม2) ตามลำดับ จากการวเิ คราะห์
การถดถอยเชิงเส้น เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมวลชีวภาพเหนอื พื้นดินต่อเนื้อที่กับข้อมูลรับรู้ระยะไกล
พบว่ามวลชีวภาพมีความสัมพันธ์กับข้อมูลภาพจากดาวเทียม Landsat 8 (OLI) ช่วงคลื่นสีแดงเท่านั้น โดย
สมการประมาณค่ามวลชีวภาพที่สร้างจากข้อมูลสำรวจที่ใช้ขนาดแปลง 15x15, 30x30 และ 45x45 เมตร มี
ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) เท่ากับ 0.2856, 0.4033 และ 0.4630 ตามลำดับ แสดงว่ายังมีตัวแปรอิสระ
44
อื่นที่มีอิทธิพลต่อค่ามวลชีวภาพ ซึ่งเมื่อนำค่าระดับความสูงของพื้นที่เข้ามาเป็นตัวแปรเพิ่มเติมแล้วทำการ
วิเคราะห์การถดถอยพหุ พบว่า สมการถดถอยที่ได้ให้ค่า R2 ที่สูงขึ้น เท่ากับ0.564, 0.644 และ 0.691
ตามลำดับ
จากการศึกษาสรุปได้ว่า รูปแบบการสำรวจป่าเป็นระบบแบบกริดสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ใช้แปลงรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 15x15, 30x30 และ 45x45 เมตร เหมาะสมกับการใช้ประมาณค่ามวลชีวภาพเชิงพื้นท่ี
ของป่าเบญจพรรณด้วยเทคนิคการประมาณค่าในช่วงแบบคริกิง และสามารถใช้สมการประมาณค่าแบบ
ถดถอยพหุ ที่อาศัยค่าข้อมูลภาพช่วงคลื่นสีแดงของดาวเทียม Landsat 8 และค่าระดับความสูงของพื้นที่เป็น
ตัวแปรอิสระได้ โดยแปลงตัวอย่างทั้งสามขนาดจะให้ผลการประมาณที่ไม่แตกต่างกันในทางสถิติที่ระดับ
นัยสำคัญ 0.05 แต่แปลงขนาดใหญ่กว่าจะให้ผลการประมาณที่มีความคลาดเคลื่อนต่ำกว่าแปลงขนาดเล็กใน
เรือ่ งของการวิเคราะหก์ ารประมาณค่าในช่วง และได้สมการถดถอยท่ใี หค้ า่ สมั ประสทิ ธ์กิ ารตัดสินใจที่สูงกว่า
Abstract
The purpose of this study is to find out an optimal forest inventory method for use
with geoinfomatics tools (RS, GIS, GPS) to spatially estimate above-ground biomass based on
a geostatistical method called Kriging interpolation. The study area is a small watershed called
Huai Ian located at Ngao district, Lampang province, covering with deciduous forests.
The results showed that the above-ground biomass of the forests estimated by
allometric equations using data from systematic sampling with different square plots of 15x15,
30x30 and 45x45 m, according to pixel size of Landsat and Thaichote images, were 9.66, 7.87
and 7.14 kg/m2, respectively. A number of sample plots used hereby were uniform distributed
in the manner of Equilateral Triangular Grid (ETS). For comparison purpose, a forest inventory
scheme called Line Plot System (LPS), accomplished with a circular plot of 0.1 hectare (17.85
meter in radius), was taken into account. The above-ground biomass derived from LPS scheme
was 9.45 kg/m2. The analysis of variance (ANOVA) was used to compare means of biomass per
unit area derived from those four survey schemes. It was found that there has no significantly
different among the 3 plot-sizes of ETS scheme as well as LPS scheme (sig. = 0.05). Accordingly,
it was found that spatial interpolation based on Kriging technique generated from biomass
data derived from all square plots of ETS could well generate the biomass surface of the
whole study area. Estimation accuracy in term of RMSE were ±2.164 kg/m2 for 45x45 m square
45