The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มที่ 8 คู่มือสำรวจตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-12 01:13:21

เล่มที่ 8 คู่มือสำรวจตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย

เล่มที่ 8 คู่มือสำรวจตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย

คู่มอื การสำ� รวจและตรวจวดั

ปริมาณคารบ์ อน

ในป่าพรุอยา่ งง่าย

คู่มอื การสำ� รวจและตรวจวดั

ปรมิ าณคารบ์ อน

ในป่าพรอุ ยา่ งงา่ ย

ค�ำแนะน�ำคู่มือ

วตั ถปุ ระสงค์ของค่มู อื
คมู่ อื การสำ� รวจและตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรอุ ยา่ งงา่ ย จดั ทำ� ขน้ึ เพอ่ื เปน็ สอ่ื สำ� หรบั สรา้ งความเขา้ ใจใหก้ บั ชมุ ชนทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั
ป่าพรุ หรือผู้ท่ีสนใจเก่ียวกับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของป่าพรุ สามารถส�ำรวจและประเมินการกักเก็บคาร์บอน
มวลชวี ภาพของปา่ พรไุ ดอ้ ยา่ งงา่ ย ทง้ั น้ี คมู่ อื เลม่ น้ี ตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ของบทบาทของชมุ ชนทมี่ ตี อ่ การจดั การปา่ พรเุ พอื่ เพม่ิ ศกั ยภาพ
ในการกกั เกบ็ คารบ์ อนของระบบนเิ วศปา่ พรใุ นระดับภมู ิทัศน์อย่างย่ังยนื
คู่มือเล่มนี้ จึงได้รวบรวมเทคนิค และวิธีการในการส�ำรวจและการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีป่าพรุ โดยเน้นเทคนิค วิธีการ
และเคร่ืองมืออย่างง่ายในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเพื่อให้เหมาะสมกับชุมชน โดยคู่มือเล่มนี้จัดท�ำข้ึนภายใต้
โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื ดำ� เนนิ การโดย มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ศนู ยว์ นศาสตรช์ มุ ชนเพอื่ คนกบั ปา่ (RECOFTC) และสมาคมคนรกั ถน่ิ
โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณและก�ำกับดูแลโครงการโดย ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
กองทุนสิง่ แวดลอ้ มโลก (Global Environment Facility: GEF) และสำ� นกั งานโครงการพฒั นาแหง่ สหประชาชาติ (United Nations
Development Programme: UNDP) ดังน้ัน ความส�ำเร็จของคู่มือเล่มนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญจาก
หลายภาคสว่ น คณะผ้จู ดั ท�ำจงึ หวงั ว่าผูอ้ ่านคมู่ ือเล่มนี้จะได้รบั ประโยชนจ์ ากเนอื้ หาในคูม่ อื น้ี
เนอื้ หาของคู่มอื
เนอ้ื หาของ คมู่ อื การสำ� รวจและตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรอุ ยา่ งงา่ ย ประกอบดว้ ย 4 บท ตงั้ แต่ บทที่ 1 ปา่ พรกุ บั การเปลย่ี นแปลง
สภาพภมู ิอากาศ บทท่ี 2 การส�ำรวจและตรวจวัดปริมาณคารบ์ อน บทที่ 3 ขัน้ ตอนและวธิ กี ารตรวจวดั ปริมาณคารบ์ อนในมวลชีวภาพ
และ บทที่ 4 การประยกุ ต์ขอ้ มูลการตรวจวัดปริมาณคารบ์ อนในป่าพรุ

2|

ขอบเขตและการใชค้ ูม่ อื
คู่มือการส�ำรวจและตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย จัดท�ำข้ึนภายใต้ โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ
เพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน ในการน�ำคู่มือน้ีไปใช้ประโยชน์
มีข้อแนะนำ� ดังนี้

1) เนื้อหาของคู่มือเล่มน้ีส่วนแรกเป็นหลักการและแนวคิดต่าง ๆ ตลอดจนวิธีการปฏิบัติท่ีเก่ียวข้องกับการประเมินการกักเก็บ
คาร์บอนในป่า ทั้งนผี้ ู้อา่ นจึงควรอา่ นและท�ำความเข้าใจเน้ือหาของคู่มอื ทลี ะบท

2) คมู่ อื เลม่ นม้ี คี ำ� ศพั ทท์ เี่ กยี่ วขอ้ งกบั การประเมนิ การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ และการประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในปา่ พรุ
ผูอ้ ่านจงึ ควรท�ำความเข้าใจศัพทว์ ิชาการเบื้องตน้ จากคำ� อธบิ ายศัพท์

3) วิธีการและข้ันตอนการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในป่าพรุในคู่มือเล่มน้ีสามารถน�ำไปปรับใช้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับ
ป่าประเภทอ่นื ๆ ได้

อยา่ งไรก็ตาม ในการใช้งานคู่มือเลม่ น้ีอาจมขี อ้ จำ� กัดประการทสี่ �ำคัญมีดงั น้ี
1) แหลง่ สะสมคารบ์ อนในปา่ พรมุ ที งั้ ในมวลชวี ภาพของพชื พรรณ ไมต้ าย ซากพชื และในดนิ แตเ่ นอ้ื หา ขนั้ ตอน วธิ กี าร และเทคนคิ
ในการส�ำรวจและตรวจวัดปริมาณคาร์บอนอย่างง่าย เน้นการตรวจวัดการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้อย่างง่าย
เพือ่ ให้ชุมชนสามารถเรียนรู้ และฝกึ ปฏบิ ัตไิ ด้
2) การคำ� นวณปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชวี ภาพของตน้ ไมโ้ ดยใชส้ มการแอลโลเมตรตี อ้ งอาศยั การคำ� นวณดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
หากผู้ใช้ขาดทักษะในการใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรอ์ าจเป็นอปุ สรรคในการปฏิบตั ิงาน
3) เพือ่ ใหก้ ารใชค้ ู่มอื เลม่ น้ีมปี ระสทิ ธภิ าพ ในการใชง้ านครั้งแรกจงึ ควรอาศัยผู้รู้ นกั วชิ าการ หรือผูเ้ ชย่ี วชาญ ชว่ ยอธบิ าย หากมี
การจัดหลักสูตรฝึกอบรมการส�ำรวจและตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุร่วมด้วยจะยิ่งท�ำให้การใช้คู่มือเล่มนี้น�ำไปสู่
การปฏบิ ตั อิ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

ค�ำอธบิ ายศัพทท์ างวชิ าการ

คำ� ศัพท์ ความหมาย

บทท่ี 1 ป่าพรุกับการเปล่ียนแปลงสภาพภูมอิ ากาศ

กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติคู่กับการสังเคราะห์แสงของพืช และเป็นก๊าซ
carbon dioxide ที่ปล่อยจากการหายใจและกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และท่ีส�ำคัญ
เป็นก๊าซเรือนกระจกหลักท่ีเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เช้ือเพลิงฟอสซิล
และการเผาชีวมวล และจากกระบวนการทางอตุ สาหกรรมต่าง ๆ

กา๊ ซเรือนกระจก กลุ่มของก๊าซในชั้นบรรยากาศทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
greenhouse gas ซ่ึงดูดซึมและปล่อยรังสีท่ีมีความยาวคลื่นเฉพาะ คุณสมบัติดังกล่าวท�ำให้เกิดปรากฏการณ์
เรอื นกระจก กา๊ ซเรอื นกระจกหลกั ในชนั้ บรรยากาศของโลก ไดแ้ ก่ ไอนำ้� กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
ไนตรัสออกไซด์ ก๊าซมเี ทน และก๊าซโอโซน

การกักเกบ็ คารบ์ อน การสะสมคารบ์ อนในแหล่งสะสมคารบ์ อนต่�ำ ๆ เช่น การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพของ
carbon storage ตน้ ไม้ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดินพรุ เปน็ ต้น

|3

คำ� ศพั ท์ ความหมาย
การดดู ซบั คารบ์ อน กระบวนการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศมากักเก็บไว้ในแหล่งสะสม
carbon sequestration คาร์บอน เช่น พืชดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงมาสะสม
ในมวลชวี ภาพของพืช เป็นต้น
การเปล่ียนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ การเปล่ียนแปลงของภูมิอากาศท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ืองส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากกิจกรรมของ
climate change มนุษยท์ งั้ ทางตรงและทางออ้ มที่ทำ� ใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงองค์ประกอบของบรรยากาศโลก
การพยากรณ์อากาศ การคาดการณ์ หรือทำ� นายสภาพอากาศที่อาจเกดิ ขึน้ ในอนาคตอันใกล้
weather forecast
คารบ์ อนสต๊อก ปริมาณคาร์บอนในแหล่งสะสมคาร์บอน (carbon pool หรือ carbon reservoir) ในชว่ ง
carbon stock เวลาใดเวลาหนงึ่
ปรากฎการณเ์ รือนกระจก กระบวนการท่ีโลกดูดซึมรังสีบางส่วนจากแสงอาทิตย์แทนท่ีจะปล่อยให้ความร้อนทั้งหมด
greenhouse effect สะท้อนกลับไปนอกโลกจึงท�ำให้โลกอุ่นข้ึน ส่วนใหญ่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกท่ีเพ่ิมมากขึ้น
ในบรรยากาศจากกิจกรรมของมนษุ ย์
ปา่ พรุ สงั คมพชื หรอื ปา่ ไมไ้ มผ่ ลดั ใบ (evergreen forest) ประเภทหนงึ่ ซงึ่ เกดิ ในทล่ี มุ่ ตำ�่ มนี ำ้� ทว่ มขงั
peat swamp forest ตลอดปี หรอื ทว่ มในบางฤดกู าล สภาพดนิ พรทุ มี่ กี ารทบั ถมของซากพชื เรยี กวา่ ดนิ อนิ ทรยี วตั ถุ
พที หรือ ดินพรุ ดินที่มีการทับถมของซากพืช เรียกว่า ดินอินทรีย์วัตถุ (organic soils) ซ่ึงซากอินทรียวัตถุ
peat ทท่ี บั ถมย่อยสลายยังไมห่ มด
ภาวะโลกร้อน การเพ่ิมขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุณหภูมิเฉล่ียบนพ้ืนผิวโลก ทั้งอุณหภูมิอากาศบริเวณ
global warming ใกลผ้ ิวโลก และนำ้� ในมหาสมุทร ตามท่ีสังเกตไดห้ รอื ตามทม่ี กี ารคาดการณ์
ภมู อิ ากาศ ค่าเฉล่ียอากาศ ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เดือนจนถึงพันหรือล้านปี แต่ช่วงระยะเวลา
climate ทใี่ ชว้ ดั ทัว่ ไปคอื 30 ปี
สภาพอากาศ สภาพในบรรยากาศ เชน่ ลม อณุ หภมู ิ ความชน้ื ความดนั บรรยากาศ สภาพเมฆ และหยาดนำ�้ ฟา้
weather เป็นต้น ในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือสถานที่ใดทห่ี นึ่ง สว่ นใหญส่ ภาพอากาศสามารถเปลย่ี นแปลง
ชว่ั โมงต่อช่วั โมง วันต่อวัน และฤดกู าลต่อฤดูกาล
แหลง่ ดูดซบั คาร์บอน แหลง่ สะสมคารบ์ อนใดๆ ท่มี ีการดูดซับคาร์บอนมากกวา่ การปลดปลอ่ ยคารบ์ อน เชน่ ป่าไม้
carbon sink ที่มกี ารเตบิ โต เป็นต้น
แหลง่ ปลดปล่อยคารบ์ อน แหล่งสะสมคารบ์ อนใดๆ ที่มกี ารปลดปล่อยคาร์บอนมากกวา่ การดูดซับคาร์บอน เช่น ปา่ ไม้
carbon source ทถ่ี ูกทำ� ลาย เปน็ ต้น

4|

ค�ำศัพท์ ความหมาย

บทที่ 2 การสำ� รวจและตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อน

การประเมินการกักเก็บคารบ์ อน การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในแหล่งสะสมคาร์บอนต่าง ๆ ของป่า ได้แก่ มวลชีวภาพ
ในแหล่งสะสมคารบ์ อนของปา่ เหนอื ดนิ มวลชีวภาพใตด้ นิ ไมต้ าย ซากพชื และในอนิ ทรยี วัตถใุ นดนิ
stock-based approach

การประเมนิ การปลอ่ ยกา๊ ซ การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน เป็นต้น
เรอื นกระจก อาจทำ� ไดห้ ลายวธิ ี เชน่ วธิ กี ารตรวจวดั ดว้ ย Chamber Method และ Gas Chromatography
emission approach เป็นตน้

การประเมนิ การแลกเปลีย่ นกา๊ ซ การประเมนิ การแลกเปลยี่ นกา๊ ซเรอื นกระจก เชน่ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ กา๊ ซมเี ทน เปน็ ตน้
ของระบบนเิ วศ ของระบบนเิ วศต่าง ๆ เช่น ปา่ ไม้ และพนื้ ท่เี กษตร เป็นตน้
flux-based approach

การส�ำรวจปา่ การเกบ็ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั สภาพของปา่ เชน่ ชนดิ จำ� นวน ความสงู และขนาดความโต ของตน้ ไม้
forest inventory ปริมาณไม้รุ่นและกล้าไม้ และความหลากหลายทางชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ รวมถึงลักษณะ
แวดล้อมของพน้ื ทใี่ นพื้นทปี่ า่

การสุม่ ตวั อยา่ ง กระบวนการเลือกตัวอย่างจากประชากรเพ่ือให้กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนที่มีความถูกต้อง
sampling และแมน่ ย�ำ

ความสงู ของต้นไม้ ความสงู ของตน้ ไมต้ ัง้ แต่โคนต้นจนถงึ ปลายยอด
tree height

ปรมิ าณคารบ์ อน ปรมิ าณความเขม้ ขน้ ของคารบ์ อนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนตา่ ง ๆ สว่ นใหญม่ หี นว่ ยเปน็ รอ้ ยละ
carbon content หรือเปอรเ์ ซน็ ต์ ของน�ำ้ หนักแห้ง หรือสดั ส่วนคาร์บอน (carbon fraction)

มวลชวี ภาพ น้�ำหนักของพืชที่นิยมวัดออกมาเป็นน้�ำหนักแห้ง อาจเป็นน้�ำหนักต่อหน่วยของพืช เช่น
biomass กโิ ลกรมั ตอ่ ตน้ หรอื ตอ่ หนว่ ยพน้ื ที่ เชน่ ตนั ตอ่ ไร่ เปน็ ตน้ อาจตรวจวดั เปน็ มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ
มวลชวี ภาพใตด้ ิน หรอื มวลชวี ภาพรวม

สมการแอลโลเมตรี สมการความสัมพันธ์ระหว่างน�้ำหนักแห้งของต้นไม้กับมิติของขนาดของต้นไม้ เช่น ความสูง
allometric equation และเสน้ ผ่านศูนย์กลาง เปน็ ตน้

เสน้ ผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก เส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ ตามมาตรฐานการส�ำรวจทั่วไปวัดท่ีระดับความสูง 1.3 เมตร
(diameter at breast height) จากพื้นดิน สามารถวดั ได้โดยใชเ้ ทปวดั เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง
หรอื DBH

เสน้ รอบวงเพยี งอก เสน้ รอบวงของต้นไม้ วดั ทร่ี ะดับความสูง 1.3 เมตร จากพ้นื ดิน สามารถวดั ไดโ้ ดยใช้เทปวดั
(girth at breast height) หรอื สายวดั ตัว ซึง่ สามารถคำ� นวณเพ่ือเปลย่ี นเปน็ ค่าเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง
หรือ GBH

|5

คำ� ศพั ท์ ความหมาย

บทท่ี 3 ข้นั ตอนและวิธีการตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชวี ภาพ

กลา้ ไม้ กลา้ ไมย้ นื ตน้ ทมี่ คี วามสงู ตง้ั แตโ่ คนจนถงึ ปลายยอดไมถ่ งึ 1.30 เมตร ในการสำ� รวจและตรวจวดั
seedling ปรมิ าณคารบ์ อน รวมถึงพืชล้มลกุ และพืชพืน้ ลา่ ง

คารบ์ อนในดนิ ปริมาณคาร์บอนท่ีกักเก็บในดิน ซ่ึงเป็นคารบ์ อนท้งั ที่อยูใ่ นรูปอนนิ ทรยี ์คาร์บอน และอนิ ทรีย์
soil carbon คารบ์ อน

จพี เี อส Global Positioning เครือ่ งระบุต�ำแหนง่ พิกดั ดาวเทยี มบนพน้ื โลก
System หรือ GPS

ซากพืช สว่ นตา่ ง ๆ ของตน้ ไมท้ รี่ ว่ งหลน่ สดู่ นิ ไดแ้ ก่ กง่ิ กา้ น ใบ ดอก และผล รวมถงึ เศษซากไมพ้ นื้ ลา่ ง
litter และหญา้

ไม้ตาย ตน้ ไมท้ ลี่ ้มตายหรอื ยนื ต้นตาย ซง่ึ ยังคงมคี ารบ์ อนสะสมอยู่ แต่คาร์บอนทส่ี ะสมคอ่ ย ๆ ลดลง
dead wood เนอื่ งจากการยอ่ ยสลาย

ไม้ยนื ตน้ ตน้ ไมท้ ่มี ขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพียงอกต้งั แต่ 4.5 เซนติเมตร ขนึ้ ไป
tree

ไม้รนุ่ sapling ต้นไม้มีความสูงมากกว่า 1.30 เมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกน้อยกว่า
4.5 เซนติเมตร

6|

สารบัญ 2
2
คำ� แนะนำ� สำ� หรับการใช้ค่มู ือ 2
วัตถปุ ระสงคข์ องคู่มอื 3
เนอื้ หาของคมู่ ือ 3
ขอบเขตและการใชค้ ู่มือ 12
คำ� อธบิ ายศัพทท์ างวิชาการ 13
13
บทที่ 1 ปา่ พรุกับการเปล่ียนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ 13
การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ 16
ความหมาย 21
สาเหตขุ องการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ 21
ผลกระทบและแนวทางการปรบั ตวั 22
บทบาทของป่าไม้กับการเปล่ียนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ 24
การหมนุ เวยี นคารบ์ อนในระบบนเิ วศป่าไม้ 28
แหลง่ สะสมคารบ์ อนของปา่ ไม้ 28
ศกั ยภาพในการดดู ซบั ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ของปา่ ไม้ 31
ความส�ำคญั ของป่าพรุกับการกกั เก็บคาร์บอน 32
ระบบนิเวศป่าพรุ 34
การกกั เกบ็ คารบ์ อนในป่าพรุ 36
การสญู เสยี เสยี คาร์บอนจากปา่ พรุ 37
แนวทางการจดั การป่าพรุเพื่อรกั ษาคารบ์ อน 37
37
บทที่ 2 การสำ� รวจและตรวจวัดปริมาณคารบ์ อน 38
หลักการส�ำรวจป่าไม้ 38
ความสำ� คญั ของการส�ำรวจปา่ ไม้ 39
เทคนิคการสุม่ ตวั อยา่ ง 39
รปู ร่างของแปลงตวั อยา่ ง 41
ขนาดของแปลงตัวอยา่ ง 41
จำ� นวนของแปลงตัวอยา่ ง 44
ตวั แปรส�ำหรับการสำ� รวจตน้ ไม้ 46
การตรวจวัดปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรุ 47
วิธกี ารตรวจวดั ปริมาณคารบ์ อน 48
การประเมนิ การกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของตน้ ไม้
การประเมินการกักเกบ็ คารบ์ อนในไม้ตาย
การประเมนิ การกักเก็บคารบ์ อนในซากพชื
การประเมินการกกั เกบ็ คาร์บอนในดินพรุ

สารบัญ (ต่อ) 50
51
บทที่ 3 ข้นั ตอนและวธิ ีการตรวจวัดปริมาณคารบ์ อนในมวลชวี ภาพ 51
การวางแผนตรวจวดั ปรมิ าณคาร์บอนในมวลชวี ภาพ 51
การกำ� หนดขั้นตอนและวิธีการตรวจวดั 53
การจัดเตรยี มแผนท่ีสำ� รวจ 54
การจัดเตรยี มทีมส�ำรวจ 55
การจัดเตรียมอุปกรณ์ 55
การวางแปลงและส�ำรวจต้นไม้ 55
การกำ� หนดชนั้ ภมู ิ 57
รูปรา่ งและขนาดแปลงตวั อย่าง 57
ขนาดพนื้ ทีท่ ีเ่ หมาะสำ� หรบั แปลงตัวอยา่ ง 60
ขัน้ ตอนการวางแปลงสำ� รวจต้นไม้ 62
การส�ำรวจและจ�ำแนกต้นไม้ 62
การวดั ขนาดต้นไม้ 68
การวัดขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลาง และเสน้ รอบวง 75
การวดั ความสูงของตน้ ไม้ 75
การค�ำนวณการกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของต้นไม้ 77
การคำ� นวณมวลชีวภาพเหนอื พ้ืนดิน 78
การคำ� นวณมวลชวี ภาพใต้ดิน 78
การคำ� นวณมวลชีวภาพรวม 79
การคำ� นวณการกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพ 79
ตัวอยา่ งการตรวจวัดปรมิ าณคาร์บอนในมวลชวี ภาพของป่าพรุ 82
การวางแปลงตวั อย่าง 86
การเกบ็ ข้อมูล 86
การวิเคราะห์ข้อมูล 89
ผลการสำ� รวจ 90
91
บทท่ี 4 การประยุกต์ข้อมูลการตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรุ 91
การจัดการปา่ ไมเ้ พ่ือใหเ้ กดิ ความยั่งยนื ของระบบนิเวศป่าพรุ 92
การจัดการเพอ่ื เพิม่ ศกั ยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าพรุ 93
การสนับสนุนกจิ กรรมการลดกา๊ ซเรอื นกระจกของปา่ พรุ
การสง่ เสรมิ การปรบั ตัวของระบบนิเวศปา่ พรตุ อ่ ผลกระทบของการเปล่ยี นแปลงสภาภูมอิ ากาศ

บรรณานกุ รม

สารบัญภาพ

ภาพท่ี 1.1 ก๊าซเรือนกระจกทส่ี ำ� คัญ 14
ภาพท่ี 1.2 ปรากฏการณ์กา๊ ซเรอื นกระจกท่สี �ำคัญ 15
ภาพที่ 1.3 ผลกระทบของการเปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศต่อทรัพยากรปา่ ไม้ 17
ภาพท่ี 1.4 ผลกระทบของการเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศต่อการเกษตร 18
ภาพท่ี 1.5 ผลกระทบต่อสขุ ภาพจากการเปล่ียนแปลงสภาพภูมอิ ากาศ 20
ภาพท่ี 1.6 การหมนุ เวยี นคารบ์ อนในระบบนิเวศ 22
ภาพที่ 1.7 แหลง่ สะสมคารบ์ อนของปา่ ไม้ 23
ภาพที่ 1.8 การสะสมคาร์บอนในส่วนต่าง ๆ ของตน้ ไม้ 24
ภาพท่ี 1.9 การกกั เก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของป่าประเภทตา่ ง ๆ 26
ภาพท่ี 1.10 ลกั ษณะระบบนเิ วศป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธวิ าส 29
ภาพท่ี 1.11 ลักษณะระบบนิเวศปา่ พรดุ งั้ เดมิ สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ จังหวัดพัทลงุ ในพ้นื ทพี่ รุควนเครง็ 29
ภาพท่ี 1.12 ลกั ษณะระบบนเิ วศปา่ เสม็ดท่มี เี พียงไมเ้ สมด็ ขาวปกคลุม ในพ้นื ท่ีพรุควนเคร็ง จังหวดั นครศรธี รรมราช 30
ภาพท่ี 1.13 การกักเก็บคาร์บอนในแหลง่ สะสมคาร์บอนต่าง ๆ (ตันตอ่ ไร่) ของป่าเสม็ดในพื้นท่ีพรคุ วนเคร็ง 32
ภาพที่ 1.14 การเกิดไฟไหมป้ า่ เสม็ดซง่ึ เปน็ สาเหตสุ ำ� คัญของการสูญเสยี คาร์บอนจากพื้นท่พี รคุ วนเครง็ 33
ภาพที่ 1.15 แนวทางการจดั การแหลง่ กกั เกบ็ คาร์บอนในพ้นื ท่ปี า่ พรุ 34
ภาพที่ 2.1 รูปร่างของแปลงตัวอย่างแบบวงกลม สเี่ หลยี่ มผืนผ้า และสี่เหลี่ยมจัตุรัส 38
ภาพที่ 2.2 เครอื่ งก�ำหนดต�ำแหนง่ หรอื พกิ ดั บนพนื้ โลก (Global Positioning System) หรอื GPS 39
สำ� หรบั กำ� หนดตำ� แหนง่ แปลงส�ำรวจ 40
ภาพที่ 2.3 ตวั แปรความสงู ทัง้ หมดของตน้ ไม้ (tree height: H) และเส้นผา่ นศูนย์กลางเพียงอก 42
(diameter at breast height: DBH)
ภาพที่ 2.4 การประเมนิ การแลกเปลี่ยนกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ และกา๊ ซมเี ทน ดว้ ยเทคนคิ Eddy Covariance 42
รว่ มกับการตรวจวดั การปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกดว้ ย Automated Chamber Method ของพืน้ ทพี่ รุ 43
บริเวณทร่ี าบสงู ทิเบต ประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจนี 47
ภาพท่ี 2.5 การตรวจวดั การปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกด้วย Chamber Method ของพนื้ ทพี่ รุควนเคร็ง 48
จังหวดั นครศรธี รรมราช 49
ภาพท่ี 2.6 การเก็บตัวอย่างกา๊ ซเรอื นกระจกดว้ ย floating chamber ในพ้ืนท่พี รคุ วนเครง็ จงั หวดั พัทลุง 51
เพ่ือนำ� ไปวิเคราะหป์ รมิ าณกา๊ ซด้วยเคร่อื ง Gas Chromatography ในห้องปฏบิ ัตกิ าร 52
ภาพที่ 2.7 ต้นไม้ทยี่ นื ตน้ ตายกลุม่ 1 (class 1) และ กลุม่ 2 (class 2) ต้นไม้ท่ียืนตน้ ตายไม่มีกง่ิ ตดิ กับล�ำตน้ 56
ภาพที่ 2.8 การวางแปลงและเกบ็ ตวั อยา่ งพชื พนื้ ลา่ ง และซากพชื เพอ่ื นำ� ไปชง่ั นำ้� หนกั และประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน 58
ภาพท่ี 2.9 ตวั อยา่ งการจ�ำแนกชัน้ พรใุ นการประเมนิ การกกั เก็บคาร์บอนในดินพรุ 59
ภาพท่ี 3.1 ขัน้ ตอนการประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพ 60
ภาพที่ 3.2 การจดั เตรยี มแผนทสี่ ำ� หรบั ก�ำหนดจดุ วางแปลงตวั อย่างเบ้ืองต้น เพือ่ การประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน
ในมวลชีวภาพ
ภาพที่ 3.3 การวางแปลงตัวอย่างและการเก็บข้อมลู ของตน้ ไมใ้ นแปลงตัวอยา่ ง
ภาพที่ 3.4 การใช้แผนทีใ่ นการก�ำหนดตำ� แหนง่ ตัวอยา่ ง และใชแ้ อปพลิเคชันเข็มทศิ เพื่อกำ� หนดแนวของ
แปลงตวั อย่างส�ำรวจตน้ ไม้
ภาพท่ี 3.5 การวางแปลงตวั อย่างสำ� รวจตน้ ไม้
ภาพที่ 3.6 การตดิ หมายเลขตน้ ไม้ในแปลงตัวอย่างถาวรเพื่อประเมินการกักเก็บคาร์บอน

ภาพที่ 3.7 การจ�ำแนกชนิดของพันธไ์ุ ม้โดยอาศัยลกั ษณะล�ำต้น กง่ิ ใบ ดอก และผล 61
ภาพที่ 3.8 เสน้ ผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) และเสน้ รอบวงเพยี งอก 63
(girth at breast height : GBH) 64
ภาพที่ 3.9 ขอ้ แนะนำ� ในการวดั ขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางและเสน้ รอบวง 65
ภาพท่ี 3.10 เทปวัดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง ใชส้ �ำหรบั วดั ขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลาง 66
ภาพท่ี 3.11 เทปวัด หรือสายวดั ตวั ใช้วัดขนาดเสน้ รอบวง 67
ภาพที่ 3.12 เวอร์เนยี รค์ าลิปเปอรข์ นาดใหญส่ ำ� หรับวัดไม้ยนื ตน้ (บน) และเวอรเ์ นียร์คาลิปเปอรแ์ บบดิจิทัล 68
ส�ำหรบั วดั เส้นผ่านศนู ยก์ ลางของไมร้ ุ่น (ล่าง) 69
ภาพที่ 3.13 หลักการทางเรขาคณิตในการวดั ความสงู ตน้ ไม้ 71
ภาพท่ี 3.14 การวดั ความสงู ต้นไมด้ ้วยไม้ 1 ตอ่ 10 72
ภาพท่ี 3.15 การวัดความสูงตน้ ไมด้ ว้ ยคริสเตนฮิปโซมิเตอร์ และไมท้ าบโคนยาว 2 เมตร 73
ภาพท่ี 3.16 หลกั การทางตรีโกณมติ ิในการวัดความสงู ตน้ ไม้ 74
ภาพท่ี 3.17 การวดั ความสงู ด้วยเคร่ืองมือ Haga altimeter 75
ภาพท่ี 3.18 การใช้กลอ้ งวดั ระยะ (Laser Rangefinder) ยห่ี อ้ Nikon รุ่น Forestry Pro วัดความสงู ของต้นไม้ 80
ภาพที่ 3.19 ขน้ั ตอนการค�ำนวณการกกั เก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ 81
ภาพที่ 3.20 สภาพพน้ื ท่ี และลกั ษณะสงั คมพืชปา่ พรุดงั้ เดิม ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ 82
ภาพท่ี 3.21 แผนทแ่ี ปลงตวั อย่างถาวร เพื่อตรวจวดั ปริมาณคาร์บอนจากแหลง่ สะสมคารบ์ อนตา่ ง ๆ 83
ณ พน้ื ทป่ี ่าพรุสวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ 84
ภาพท่ี 3.22 การวางแปลงตัวอยา่ งถาวร ขนาด 50 เมตร x 50 เมตร เพื่อตรวจวัดปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชีวภาพ 84
ของไม้ยืนต้น ไม้ร่นุ และกลา้ ไม้ ณ พ้นื ทป่ี ่าพรุสวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ 85
ภาพท่ี 3.23 การวัดเส้นผา่ นศนู ย์กลางเพียงอกดว้ ยเทปวัดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง และวัดความสงู ของตน้ ไมท้ กุ ต้น 85
ในแปลงดว้ ยเคร่อื งมอื วัดความสงู (Vertex Hypsometer) ในแปลงตวั อย่างปา่ พรุ 88
ภาพที่ 3.24 ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ บนั ทกึ ข้อมลู ลกั ษณะพนื้ ท่ีของแปลงตัวอย่างถาวร ป่าพรดุ ้งั เดิม 90
ณ พน้ื ท่ีป่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตงุ
ภาพที่ 3.25 ตัวอย่างแบบฟอรม์ บันทึกข้อมูลไมย้ ืนต้นในแปลงตวั อยา่ งถาวร ปา่ พรุด้งั เดมิ
ณ พ้ืนทีป่ ่าพรุสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ
ภาพที่ 3.26 ตวั อย่างแบบฟอร์มบันทึกขอ้ มูลไม้รุ่นในแปลงตัวอย่างถาวร ป่าพรุด้ังเดิม
ณ พื้นทป่ี ่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตงุ
ภาพที่ 3.27 ตัวอย่างแบบฟอร์มบนั ทกึ ขอ้ มลู กลา้ ไม้ในแปลงตัวอยา่ งถาวร ป่าพรุด้งั เดมิ
ณ พืน้ ทป่ี า่ พรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตงุ
ภาพที่ 3.28 ตวั อยา่ งพนั ธไ์ุ ม้ที่พบในแปลงตวั อยา่ งถาวร ปา่ พรุดง้ั เดมิ ณ พ้ืนท่ีปา่ พรสุ วนพฤกษศาสตร์
ภาพท่ี 4.1 การประยุกต์ขอ้ มลู การตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในปา่ พรุ

สารบัญตาราง

ตารางที่ 1.1 ปริมาณคารบ์ อน (carbon content) ทส่ี ะสมในมวลชีวภาพสว่ นตา่ ง ๆ ของต้นไม้ 25
ตารางท่ี 1.2 ปรมิ าณคารบ์ อน มวลชวี ภาพ และการกักเก็บคารบ์ อนในพชื พรรณของป่าประเภทต่าง ๆ 25
ตารางท่ี 1.3 อตั ราการดดู ซบั กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซดข์ องต้นไม้ 27
ตารางท่ี 2.1 สมการแอลโลเมตรีของต้นไม้รายตน้ จำ� แนกตามชนดิ ป่าของประเทศไทย 45
ตารางท่ี 3.1 ค่าเฉล่ียการเติบโตไมย้ นื ตน้ และไมร้ ่นุ ในแปลงตัวอยา่ งถาวร ณ พ้ืนทป่ี า่ พรุสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง 87
ตารางที่ 3.2 มวลชวี ภาพและการกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชวี ภาพของพืชพรรณ ในแปลงตวั อย่างถาวร 87
ณ พน้ื ทป่ี า่ พรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตุง

บทที่ 1
ปา่ พรกุ ับการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ

12 |

การเปลยี่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ

ความหมาย
การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ (climate change) เปน็ ปญั หาสง่ิ แวดลอ้ มทม่ี กี ารกลา่ วถงึ มากในชว่ ง 20 ปี ทผ่ี า่ นมา ทง้ั ในประเทศไทย
และระดับนานาชาติ ท่ีผ่านมักมีผู้เข้าใจสับสนระหว่างค�ำว่า “ภูมิอากาศ (climate)” กับ “ลมฟ้าอากาศ (weather)” ว่าเป็นค�ำที่มี
ความหมายเดียวกัน และบางครั้งอาจใชแ้ ทนความหมายเป็นค�ำเดยี วกนั ซึ่งความเข้าใจน้ันมสี ่วนเกีย่ วข้องกนั บา้ ง แตค่ �ำ 2 คำ� นใี้ นการ
ศกึ ษาทางอตุ ุนยิ มวทิ ยาและภมู อิ ากาศแล้วมีความหมายที่แตกต่างกัน ดังน้ี
ลมฟ้าอากาศ (weather) หมายถึง ภาวะของอากาศตามช่วงเวลาและสถานที่ ท่ีเกิดข้ึนหรือเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลาส้ัน ๆ เช่น
สภาพอากาศในระยะ 3 ชวั่ โมง 1 วนั 2 สปั ดาห์ หรอื เกดิ ขน้ึ ในระยะเวลาไมเ่ กนิ 1 เดอื น ขอ้ มลู ทางอตุ นุ ยิ มวทิ ยา ในอากาศทตี่ อ้ งตรวจวดั
ไดแ้ ก่ ปรมิ าณแสงอาทติ ย์ (radiation) อณุ หภมู ิ (air temperature) ความกดอากาศ (air pressure) เมฆ (clouds) ปรมิ าณหยาดนำ�้ ฟา้
หรอื ฝน (precipitation) ความช้นื (humidity) ลม (wind) และทัศนะวิสยั หรอื ระยะการมองเห็น (visibility)
ภมู อิ ากาศ (climate) หมายถงึ การศกึ ษาองคป์ ระกอบของขอ้ มลู ทางอตุ นุ ยิ มวทิ ยา ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชว่ งระยะเวลานาน เนน้ ศกึ ษาสว่ นประกอบ
ของสภาพบรรยากาศในชว่ งระยะเวลานาน หรอื ศกึ ษาสภาพลมฟา้ อากาศของพนื้ ทใี่ ด ๆ เปน็ ระยะเวลานาน ทงั้ นี้ อาจใชร้ ะยะเวลา 30 ปี
หรือหลายพันปี แต่ท่ีนิยมท่วั ไปท้งั ในประเทศไทย และในระดับนานาชาติ คอื ระยะเวลา 30 ปี
การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ (climate change) หมายถงึ การแปรผนั และเปลยี่ นแปลงของลกั ษณะอากาศเฉลยี่ (average weather)
ในระยะเวลายาวนานมากกว่า 30 ปีขึ้นไป และครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง ซึ่งเกิดขึ้นเองตามปัจจัยทางธรรมชาติ กระบวนการภายใน
ภมู ิอากาศเอง และกจิ กรรมของมนษุ ย์
ความแปรปรวนของสภาพอากาศ (climate variability) หมายถึง สภาพภูมิอากาศ ท่ีมีการเปลี่ยนไปจากปกติ ในช่วงเวลาที่มากกว่า
ชว่ งฤดกู าลหรอื ชว่ งปี เปน็ ชว่ งการเปลยี่ นแปลงทมี่ ากกวา่ วนั ตอ่ วนั แบบลมฟา้ อากาศ (weather) หรอื การเปลย่ี นแปลงในระดบั ทแ่ี ตกตา่ ง
จากคา่ เฉล่ียของปอี ื่น ๆ แตไ่ มท่ �ำให้แตกตา่ งในระดบั ภมู ิอากาศ
สาเหตุของการเปลยี่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ
สาเหตขุ องการเปลี่ยนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ มาจาก 2 ปจั จยั สำ� คญั ดงั นี้
1) ปจั จยั ทางธรรมชาติ ไดแ้ ก่ ปจั จยั ทางดาราศาสตร์ (astronomical effects) เชน่ จดุ ดบั บนดวงอาทติ ยม์ จี ำ� นวนมากขน้ึ ทำ� ใหด้ วงอาทติ ย์
จะแผร่ ังสเี พ่ิมขน้ึ เป็นตน้ และปจั จัยทางธรณวี ิทยา (geological effects) เชน่ การเล่ือนตวั ของทวปี และการเกิดหรือยุบตัวลงของภูเขา
ซ่งึ ทำ� ใหภ้ ูมปิ ระเทศเปลยี่ นไป การระเบิดของภเู ขาไฟท่ีท�ำใหม้ ฝี นุ่ ละอองในบรรยากาศเพิม่ ขึน้ เปน็ ตน้
2) การเปลยี่ นแปลงความเขม้ ขน้ ของกา๊ ซเรอื นกระจก (greenhouse gases) ในบรรยากาศ ซง่ึ เปน็ กา๊ ซทเี่ ปน็ องคป์ ระกอบของบรรยากาศ
โลกหอ่ หมุ้ โลกไวเ้ สมอื นเรอื นกระจก กา๊ ซเหลา่ นมี้ คี วามจำ� เปน็ ตอ่ การรกั ษาอณุ หภมู ขิ องโลกใหค้ งที่ เมอื่ กา๊ ซเหลา่ นม้ี คี วามเขม้ ขน้ เพมิ่ สงู ขน้ึ
มีผลทำ� ใหอ้ ณุ หภูมขิ องโลกสูงขึน้ การเกิดปรากฏการณเ์ รอื นกระจก (greenhouse effect) เปน็ ไปตามธรรมชาติ แตก่ ารเปลย่ี นแปลง
ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศในปัจจุบันโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พิสูจน์แล้วว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
ทสี่ ำ� คญั เชน่ การใชเ้ ชอ้ื เพลงิ ฟอสซลิ เปน็ แหลง่ พลงั งานหลกั และการทำ� ลายปา่ ไมห้ รอื การเปลย่ี นแปลงพนื้ ทป่ี า่ ไมเ้ ปน็ พนื้ ทอี่ น่ื ๆ กอ่ ใหเ้ กดิ
การปลดปล่อยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ การใชป้ ๋ยุ เคมีเป็นการปลดปล่อยกา๊ ซไนตรสั ออกไซด์ การท�ำนาขา้ วน�้ำขังและปศสุ ตั ว์เป็นตัวการ
ปลดปลอ่ ยก๊าซมีเทน เปน็ ตน้

| 13

ภาพที่ 1.1 กา๊ ซเรือนกระจกทส่ี ำ� คญั

เมื่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกถูกปลดปล่อยจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากข้ึน ย่อมส่งผลให้สมดุลพลังงานใน
กระบวนการเกิดภาวะเรือนกระจกตามธรรมชาติเสียไป โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นในบรรยากาศ เปรียบเสมือนชั้น
บรรยากาศของโลกมีกระจกของเรามผี ้าหม่ ที่หนาขึน้ ซงึ่ ผ้าหม่ ผนื หนานีม้ ีคณุ สมบตั พิ ิเศษทสี่ ามารถดดู กลนื และแผค่ วามร้อนได้ดี โลกจึง
อบอุน่ มากขนึ้ เรอ่ื ย ๆ ลกั ษณะเชน่ นีเ้ ราเรียกวา่ การเกดิ “ภาวะโลกรอ้ น” หรือ global warming แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
ไมไ่ ดท้ ำ� ใหเ้ กดิ ภาวะโลกรอ้ นเทา่ นนั้ แตอ่ าจเกดิ การเปลยี่ นแปลงของภมู อิ ากาศในลกั ษณะอนื่ ๆ ตามมาดว้ ย เชน่ การเปลย่ี นแปลงรปู แบบ
และปรมิ าณฝน การเพม่ิ ขน้ึ ของระดบั นำ�้ ทะเล การเกดิ สภาพลมฟา้ อากาศรนุ แรงหรอื ภาวะสดุ ขดี ของลมฟา้ อากาศ (extreme weather)
เปน็ ตน้

14 |

ภาพที่ 1.2 ปรากฏการณก์ ๊าซเรอื นกระจกทสี่ �ำคัญ

| 15

ผลกระทบและแนวทางการปรบั ตัว
การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ เชน่ การเพมิ่ ขน้ึ ของอณุ หภมู ิ การเพม่ิ ขน้ึ ของระดบั นำ้� ทะเล และการเปลยี่ นแปลงปรมิ าณนำ�้ ฝน เปน็ ตน้
สง่ ผลกระทบตอ่ ระบบนเิ วศและทรพั ยากรธรรมชาติ เชน่ ปา่ ไม้ และแหลง่ นำ�้ เปน็ ตน้ และยงั สง่ ผลกระทบตอ่ เนอ่ื งตอ่ ภาคสว่ นทตี่ อ้ งพง่ึ พา
ปัจจยั เหล่าน้ี ผลกระทบที่เกิดขนึ้ ในประเทศไทยทสี่ ำ� คญั ไดแ้ ก่ ผลกระทบต่อระบบนเิ วศและชีวกายภาพ ผลกระทบต่อการเกษตรกรรม
ท้ังพืชเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ผลกระทบต่อทรัพยากรน�้ำ ผลกระทบต่อการเพ่ิมขึ้นของระดับน�้ำทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง
ผลกระทบตอ่ ชมุ ชนและการต้งั ถนิ่ ฐาน ผลกระทบต่อสขุ ภาพอนามยั และผลกระทบต่อการท่องเทย่ี ว
ผลกระทบตอ่ ทรพั ยากรนำ้�
ผลกระทบทส่ี �ำคัญตอ่ แหล่งน้�ำ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการกระจายตวั ของฝนและปรมิ าณฝนรายปี การเปลีย่ นแปลงอณุ หภมู ิ ความเร็ว
และทิศทางลม มีส่วนท�ำให้เกิดการเปล่ียนแปลงต่อแหล่งน�้ำ โดยแรงผลักดันท่ีเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศท่ีมีต่อ
ทรัพยากรน�ำ้ เชน่ ฝนทีร่ นุ แรงขึ้นและการแปรผนั ที่มากข้ึน หมิ ะและธารน�้ำแขง็ การใชน้ �ำ้ ของพืช เป็นต้น และแรงผลกั ดันที่ไมเ่ ก่ียวข้อง
กบั การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ เชน่ การเปลย่ี นแปลงการใชท้ ดี่ นิ การทำ� ลายปา่ การพฒั นาเมอื งและอตุ สาหกรรม การเพมิ่ ขนึ้ ของ
ประชากร และความตอ้ งการอาหาร เปน็ ตน้ แรงผลกั ดนั สว่ นใหญล่ ว้ นเกดิ จากการกระทำ� ของมนษุ ยท์ งั้ สนิ้ และเปน็ แรงขบั เคลอื่ นสำ� คญั
ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรพั ยากรน�้ำ
ประเทศไทย พบวา่ มพี นื้ ทเ่ี กดิ ภยั แลง้ ภยั แลง้ รนุ แรง และภยั แลง้ ซำ�้ ซาก เกดิ เปน็ บรเิ วณกวา้ งในเกอื บทกุ ภาคของประเทศ และมคี วามถ่ี
เพิ่มขึ้น ปัญหาการรุกล�้ำของน้�ำเค็ม เกิดขึ้นในตอนล่างของแม่น้�ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง และแม่กลอง ปัญหาน�้ำท่วมเกือบ
ทกุ จงั หวัดของประเทศ ท�ำใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ การเพาะปลูกพืช การประปา การประมง การอุตสาหกรรม ตลอดจนการอุปโภค-บริโภค
ของราษฎรท่อี ย่รู มิ ฝ่ังแม่นำ้�
แนวทางในการปรบั ตวั ต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมอิ ากาศต่อทรัพยากรนำ�้ ท่สี �ำคัญคอื การเร่งจดั ท�ำแผนทคี่ วามเสี่ยงการ
ขาดแคลนน�้ำและอุทกภัย พัฒนาระบบภัยให้มีประสิทธิภาพ การสร้างความพร้อมในการรับมือและลดความเสียหายจากอุทกภัยและ
ภยั แลง้ และการจัดการพ้ืนท่ีต้นนำ้� เพื่อลดผลกระทบในภาพรวมของลุ่มนำ้� ทั้งนำ�้ ท่วมและการขาดแคลนน�ำ้ ตลอดจนการจดั ทำ� แผนการ
ปรับตัวเพ่ือรองรับประชากรเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองหลักมากข้ึน การขยายตัวภาคอุตสาหกรรม ความต้องการน้�ำเพื่อการเกษตร และ
ความตอ้ งการเพ่ือการบริการและการท่องเทยี่ ว
ผลกระทบตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติ
การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศท่ีส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติมีหลากหลายรูปแบบ ผลกระทบจากปริมาณน้�ำฝนท่ีมีแนวโน้ม
ลดลง และความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศมีมากข้ึน ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเปล่ียนแปลงไป สภาพพ้ืนที่แห้งแล้งจะเพิ่มข้ึน
ท�ำให้เกิดไฟป่ามากข้ึนตามมา ปัญหาของเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรป่าไม้ โดยมีการเปล่ียนแปลงของระบบนิเวศ
ของพชื เมอ่ื มอี ณุ หภมู กิ จ็ ะสงู ขนึ้ สภาพอากาศแหง้ แลง้ ขน้ึ พน้ื ทที่ เ่ี คยแหง้ แลง้ กจ็ ะแหง้ แลง้ นานขนึ้ ทำ� ใหเ้ กดิ การสญู พนั ธข์ุ องพชื และสตั ว์
บางชนิด โครงสรา้ งป่าเปลี่ยนแปลงไป มคี วามถ่ีของความรุนแรงในการเกดิ ไฟป่ามากขึน้ มีการสญู หายพื้นท่ปี า่ ชายเลน และป่าชายหาด
มากข้นึ การเติบโตของตน้ ไม้จะเปล่ยี นแปลงไป

16 |

ภาพที่ 1.3 ผลกระทบของการเปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศตอ่ ทรัพยากรปา่ ไม้

ผลกระทบของการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศต่อทรัพยากรป่าไม้มีหลายระดับ ต้ังแต่ในระดับพันธุกรรม ชนิด และระบบนิเวศ โดยการ
เปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ เชน่ อณุ หภมู ิ ปรมิ าณนำ�้ ฝน ฤดกู าล และความผนั ผวนของภมู อิ ากาศ เปน็ ตน้ ทำ� ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นลกั ษณะ
ทางสรรี วทิ ยา (physiology) และชพี ลกั ษณ์ (phenology) ของพชื และสตั ว์ เชน่ พฤตกิ รรมของพนั ธพ์ุ ชื และพนั ธส์ุ ตั วต์ า่ ง ๆ การผลบิ าน
ของดอก ช่วงเวลาของการสืบพันธุ์ การวางไข่ และการอพยพย้ายถ่ินของสัตว์ ท�ำให้พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความอ่อนไหวต่อการ
เปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศเปลย่ี นแปลงมกี ารปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั ปจั จยั ภมู อิ ากาศทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป หากไมส่ ามารถปรบั ตวั ไดอ้ าจมกี ารเปลย่ี นแปลง
การกระจายตามธรรมชาติ หากไมส่ ามารถเปลยี่ นแปลงการกระจายพนั ธต์ุ ามธรรมชาตไิ ด้ หรอื มพี น้ื ทอ่ี ยอู่ าศยั (habitat) เพอื่ การกระจาย
พันธุ์ตามธรรมชาติจ�ำกัดอาจท�ำให้พันธุ์พืชและสัตว์สูญพันธุ์ (extinction) ก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการ
เปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งปา่ ตามลำ� ดบั สดุ ทา้ ย อาจมผี ลกระทบตอ่ การบรกิ ารของระบบนเิ วศ (ecosystem services) ทมี่ นษุ ยไ์ ดร้ บั จาก
ระบบนเิ วศ และความเปน็ อยูข่ องมนษุ ยด์ ว้ ย

| 17

สำ� หรับแนวทางการลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและทรพั ยากรป่าไม้ ที่สำ� คญั ได้แก่ การเพิม่ พ้นื ท่ีปา่ เศรษฐกจิ เพ่อื ให้พื้นท่ีป่าไม้
ของประเทศเทา่ กบั ร้อยละ 40 ของเนือ้ ที่ประเทศเพื่อรองรบั การเปลยี่ นแปลงภูมิอากาศ โดยมีมาตรการสร้างแรงจงู ใจให้แก่ชมุ ชนทตี่ อ้ ง
พงึ่ พงิ ทรพั ยากรปา่ ไมใ้ หร้ กั ษาทรพั ยากรปา่ ไม้ การปลกู ปา่ เปน็ แนวเชอื่ มตอ่ ระหวา่ งปา่ (corridor) และการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมเพอื่ รองรบั
การสญู เสยี ความหลากหลายทางชวี ภาพ การพฒั นาพนั ธไ์ุ มป้ า่ เพอ่ื ลดความเสย่ี งและเพม่ิ ความทนทานตอ่ การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
และการปอ้ งกนั และควบคมุ ความเสย่ี งจากปจั จยั คุกคาม เช่น ไฟปา่ การระบาดของโรคและแมลง และสภาพอากาศรุนแรง
ผลกระทบตอ่ การเกษตร
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อการเกษตรท้ังในเชิงกายภาพของพืชและสัตว์ อีกท้ังอาจก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงในพ้ืนท่ี
ท่ีใช้เพ่ือการเกษตร โดยการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิและปริมาณฝน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระดับน้�ำทะเลในหลายพ้ืนท่ีอาจท�ำให้
คุณสมบัติของดินและทรัพยากรน�้ำซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของภาคการเกษตรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากน้ี ปริมาณน�้ำเพื่อการเกษตร
กอ็ าจเปลย่ี นแปลงไปตามรปู แบบและปรมิ าณฝนทเี่ ปลยี่ นไป การเปลยี่ นแปลงเหลา่ นอี้ าจสง่ ผลตอ่ ผลผลติ การเกษตร โดยทำ� ใหร้ ะบบเกษตร
ตกอยใู่ ตภ้ าวะเสี่ยงท่แี ตกตา่ งไป จากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมอิ ากาศที่มภี าคเกษตร อาจสรปุ ได้เปน็ 3 ประเด็น ไดแ้ ก่

1) ผลกระทบของการเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศตอ่ ปจั จยั การผลติ ทางการเกษตรไดแ้ ก่ ดนิ และนำ�้ ทำ� ใหผ้ ลผลติ ทางการเกษตรลดลง
2) ผลกระทบของการเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศ เช่น อณุ หภมู ิสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงฤดกู าล เป็นตน้ ท่มี ีโดยตรงต่อพนั ธ์พุ ชื และ

พนั ธ์สุ ตั ว์ ทั้งพชื เกษตร ปศุสัตว์ และประมง
3) ผลกระทบของการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศต่อกระบวนการผลิตและการก�ำหนดเง่ือนไขทางการค้า เช่น วิถีการปลูกพืชและ

การเล้ียงสตั ว์ ฤดูกาลปลูกพืชเกษตร และกระบวนการผลติ ที่เป็นมติ รกบั สง่ิ แวดล้อม เป็นตน้
ภาพที่ 1.4 ผลกระทบของการเปลยี่ นแปลงภูมิอากาศต่อการเกษตร

18 |

แนวทางในการปรับตัวทางด้านการเกษตรสามารถด�ำเนินการได้ อาทิ การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกพืชเกษตร การจัดท�ำแผนท่ี
เกษตรเสย่ี งภยั ตอ่ ปศสุ ตั ว์ พชื เกษตร และสตั วน์ ำ้� และพฒั นาระบบเตอื นภยั ลว่ งหนา้ และเฝา้ ระวงั (early warning) การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพ
ในการพยากรณอ์ ากาศลว่ งหนา้ ใหม้ คี วามถกู ตอ้ งแมน่ ยำ� การสรา้ งเครอื ขา่ ยเกษตรกรในการตดิ ตามและเฝา้ ระวงั ภยั ธรรมชาติ การบรหิ าร
จดั การทรพั ยากรนำ้� การปรบั ปรงุ ระบบชลประทาน การพฒั นาแหลง่ นำ�้ ขนาดเลก็ และเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการใชน้ ำ้� ภาคการเกษตร ระบบ
การแลกเปลย่ี นขา่ วสาร การพฒั นาพนั ธพ์ุ ชื ปศสุ ตั ว์ และสตั วน์ ำ้� เพอื่ ลดความเสยี่ งและเพมิ่ ความตา้ นทานตอ่ การเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศ
และการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรเชิงนิเวศ ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการท�ำเกษตรกรรมแบบความแม่นย�ำสูง
(precision farming) ผสมผสานกับภูมปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ เพือ่ รบั มอื และปรบั ตวั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศ
ผลกระทบตอ่ การต้งั ถ่ินฐานของมนุษย์
การเปล่ียนแปลงภูมิอากาศในปจั จบุ ัน ทงั้ การเปลีย่ นแปลงของปัจจัยภมู อิ ากาศเอง และการเกิดภยั พบิ ตั ิจากการเปลย่ี นแปลงภูมอิ ากาศ
เช่น ภาวะวิกฤติจากแห้งแล้ง ภัยพิบัติน�้ำท่วม ดินถล่มและการชะล้างพังทลายของดิน การรุกล้�ำของน้�ำเค็ม และทะเลกรด เป็นต้น
สง่ ผลกระทบสำ� คญั ตอ่ ชมุ ชน ทงั้ สงั คมเมอื งและสงั คมชนบท โดยชมุ ชนทมี่ คี วามเสย่ี งตอ่ ปจั จยั ภมู อิ ากาศตามปจั จยั ทางสภาพภมู ปิ ระเทศ
และความออ่ นไหวตอ่ ปจั จยั ภมู อิ ากาศ เปน็ 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่ ชมุ ชนเมอื งทอี่ ยตู่ ดิ แหลง่ นำ้� มคี วามเสย่ี งตอ่ นำ้� ทว่ ม ชมุ ชนเมอื งในเขตใกลท้ ะเล
มีความเสยี่ งจากการกัดเซาะชายฝง่ั และพายุ และชมุ ชนในเขตภูเขามีความเสีย่ งจากดินถล่ม
การปรบั ตวั ต่อการการเปล่ียนแปลงสภาพภมู ิอากาศทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การตั้งถน่ิ ฐานของชมุ ชน สามารถด�ำเนนิ การได้ ดังนี้

• การก�ำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ทด่ี ินทเี่ หมาะสม เพ่ือการพัฒนาเมอื งและชุมชนอย่างมปี ระสิทธิภาพ
• การสง่ เสริมการออกแบบอาคารท่คี ำ� นึงถึงการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมิอากาศโดยก�ำหนดรูปแบบและโครงสร้างอาคารโดยคำ� นึง
ถงึ ภมู ิปญั ญาท้องถ่นิ ใหส้ อดคล้องกับลกั ษณะธรรมชาติของพนื้ ที่ และเปน็ มิตรกบั สง่ิ แวดล้อม
• การสนับสนุนการเพิ่มพ้ืนที่สีเขียวในเขตเมืองและชุมชน และก�ำหนดแนวทางการจัดการพื้นท่ีสีเขียวอย่างย่ังยืนโดยการสร้าง
เครอื ขา่ ยใหเ้ กิดการมีสว่ นรว่ มของชุมชน
• การวางแผนพฒั นาเมอื งและชมุ ชน ใหส้ ามารถปรบั ตวั ตอ่ สถานการณต์ า่ ง ๆ เชน่ นำ้� ทว่ ม และภาวะแหง้ แลง้ ในระยะยาว เปน็ ตน้
• การสร้างมาตรการจ�ำกัดและชดเชยสิทธิ์การใช้พื้นที่ท่ีมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น พ้ืนท่ีชุ่มน้�ำ พื้นท่ี
ต้นนำ้� เปน็ ต้น
ผลกระทบตอ่ สุขภาพ
การเปลีย่ นแปลงสภาพภมู ิอากาศอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษยอ์ ย่างกวา้ งขวาง กลา่ วคือ ความรนุ แรงของพายุ การเกิดอุทกภัย
ภาวะแห้งแล้ง และความรุนแรงของคล่ืนความร้อนท่ีสูงขึ้นอาจจะเป็นสาเหตุท่ีท�ำให้เกิดการสูญเสียชีวิตเพ่ิมขึ้นโดยเฉพาะประชากร
กลมุ่ เสย่ี งทอี่ อ่ นไหวตอ่ สภาพภมู อิ ากาศ เชน่ เดก็ ออ่ น ผสู้ งู อายุ ผปู้ ว่ ยเรอื้ รงั และผทู้ ถี่ กู ทอดทงิ้ ทางสงั คม นอกจากนนั้ การทอี่ ณุ หภมู สิ งู ขนึ้
ยงั ท�ำให้เชื้อโรคต่าง ๆ แพรก่ ระจายไดก้ ว้างขึ้น ทำ� ใหแ้ นวโนม้ ของโรคอบุ ตั ใิ หม่ เช่น ไข้หวดั ใหญส่ ายพนั ธใุ์ หม่ การแพรร่ ะบาดของไวรัส
โคโรนา (Coronavirus disease) หรือ COVID-19 เปน็ ต้น และโรคอบุ ตั ิซ้ำ� เชน่ โรคมาลาเรยี เป็นตน้ มแี นวโน้มเพ่ิมขน้ึ ประกอบกับ
ความเจรญิ อยา่ งรวดเรว็ ทางดา้ นเทคโนโลยี และการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร เปน็ ปจั จยั หนง่ึ ทที่ ำ� ใหก้ ารแพรร่ ะบาดของโรคตดิ ตอ่ เปน็ ไปอยา่ งรวดเรว็
และกวา้ งขวาง นอกจากน้ี ปญั หาปรมิ าณนำ�้ จดื ลดลง ทำ� ใหม้ นษุ ยม์ นี ำ�้ เพอ่ื การอปุ โภคบรโิ ภคลดนอ้ ยลงจนอาจจะตอ้ งไปใชน้ ำ้� ทไี่ มส่ ะอาด
เช่น นำ้� ในแม่น้�ำ ซ่ึงปัจจยั เหล่านี้สามารถท�ำใหเ้ กิดการปญั หาการระบาดของโรคทเี่ กย่ี วกบั ทางเดินอาหารได้มากขึ้นดว้ ยเช่นกัน

| 19

ภาพที่ 1.5 ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพจากการเปลยี่ นแปลงสภาพภมู ิอากาศ

ดงั น้นั จึงสามารถก�ำหนดแนวทางการปรับตวั ตอ่ ผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ ดังนี้
• การสรา้ งการเรยี นรเู้ กยี่ วกบั การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศทม่ี ผี ลตอ่ สขุ ภาพอนามยั ของประชาชน โดยใชค้ วามรกู้ บั ประชาชน
ถึงสถานการณ์ของโรคภัยท่ีจะเกิดข้ึนจากการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนตระหนักและ
ใหค้ วามสำ� คัญยงิ่ ข้นึ
• การพฒั นาระบบเฝา้ ระวงั และปอ้ งกนั โรคทเี่ กดิ จากการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ เพอ่ื ตดิ ตามสงั เกต พนิ จิ พจิ ารณาลกั ษณะ
การเปล่ียนแปลงของการเกิดโรค การกระจายของโรค หรือปัญหาสุขภาพทีเ่ กิดขึ้นจากปัจจัยทางภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง
• การพฒั นาการศกึ ษาวจิ ยั และประเมนิ ผลกระทบดา้ นสาธารณสขุ จากการเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อากาศ เพอื่ ระบคุ วามเสย่ี งจาก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยจัดท�ำแผนท่ีพ้ืนท่ีเส่ียงท้ังในเชิงพ้ืนที่ กลุ่มประชาชน
และปจั จัยเสย่ี งในระดับประเทศ ภูมภิ าค จังหวัด
• การพฒั นาศกั ยภาพของหนว่ ยงานสาธารณสขุ ทกุ ระดบั ทง้ั ในเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ เพอื่ รองรบั การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
ท่ีมผี ลต่อสขุ ภาพ โดยเพิม่ ศกั ยภาพบคุ ลากร และสนับสนนุ เคร่อื งมอื ทางการแพทย์
• การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขท่ีมีคุณภาพ โดยปรับปรุงระบบประกันสุขภาพให้ครอบคลุมและให้ความส�ำคัญ
เป็นพิเศษต่อประชาชนกลมุ่ เสย่ี งตอ่ โรค

20 |

ผลกระทบตอ่ การท่องเทยี่ ว
ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศหลากหลายรูปแบบ เช่น ท�ำให้ช่วงฤดูกาล
ทอ่ งเทยี่ วสน้ั ลงจากความแปรปรวนของสภาพภมู อิ ากาศ การเปลย่ี นแปลงฤดกู าล ความผนั ผวนของสภาพภมู อิ ากาศ เปน็ ตน้ โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงการท่องเท่ียวท่ีต้องพ่ึงพิงทรัพยากรธรรมชาติ โดยผลกระทบเหล่านี้มีแนวโน้มที่มีความรุนแรงและยาวนานยิ่งขึ้น นอกจากน้ี
อุตสาหกรรมท่องเท่ียว อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การเกิดภัยพิบัติ
การเกิดไฟปา่ รนุ แรง การเกิดโรคระบาด เปน็ ตน้
แนวทางการลดผลกระทบต่อการทอ่ งเทย่ี ว มีดังนี้

• การพฒั นาสถานทที่ อ่ งเทย่ี วใหม้ ศี กั ยภาพและความสามารถในการรองรบั การทอ่ งเทยี่ ว และใหม้ รี ปู แบบการทอ่ งเทย่ี วทเี่ หมาะสม
การกำ� หนดความสามารถในการรองรบั นกั ทอ่ งเทยี่ วเปน็ การจดั การพน้ื ทท่ี อ่ งเทย่ี วไมใ่ หเ้ กดิ ความแออดั และชว่ ยใหน้ กั ทอ่ งเทย่ี ว
ได้รับประสบการณท์ ี่ดี ก่อให้เกดิ ความยั่งยืนในระบบการท่องเท่ยี ว
• การสง่ เสรมิ และจัดการท่องเทยี่ วภาคกลางคืน ความร้อนจากรังสีดวงอาทิตย์ที่สงู ขน้ึ โดยการคาดการณ์ในอนาคตบง่ ช้ีถงึ ความ
จำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งจดั การทอ่ งเทย่ี วแนวใหม่ ทสี่ ามารถใหบ้ รกิ ารนกั ทอ่ งเทยี่ วในภาคคำ�่ ได้ เพอ่ื หลกี เลย่ี งการเผชญิ หนา้ กบั แสงแดด
ในเวลากลางวัน
• การริเร่ิมพัฒนาระบบการส่ือสาร ด้านในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศท่ีมีผลต่อการท่องเที่ยว ระบบสื่อสารท่ีสามารถให้
ข้อมูล สภาพภูมิอากาศในพ้ืนท่ีท่องเท่ียวหลายภาษา มีความจ�ำเป็นอย่างย่ิงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเท่ียว การให้
บรกิ ารข้อมูลอาจทำ� โดยผา่ นเครือขา่ ยและสามารถแสดงขอ้ มูลผา่ นเครือข่ายอินเตอรเ์ นต็ และสมารท์ โฟน เปน็ ต้น
• การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมในภาวะวิกฤตเม่ือเผชิญสถานการณ์การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน
นอกจากระบบข้อมูลแล้ว ระบบการเตรียมความพร้อมก็ควรได้รับการพัฒนา เช่น ระบบเตือนภัย ป้ายบอกทางอพยพ และ
แนวปฏบิ ัตเิ มื่อเกดิ ภยั อย่างฉับพลนั เป็นต้น

บทบาทของปา่ ไมก้ ับการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมิอากาศ

การหมนุ เวียนคารบ์ อนในระบบนิเวศปา่ ไม้
ปา่ ไมม้ บี ทบาทสำ� คญั ในการดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ โดยกระบวนการสงั เคราะหแ์ สงของใบ (photosynthesis) เพอื่ สรา้ งอนิ ทรยี สาร
ซง่ึ มีคารบ์ อนเป็นองคป์ ระกอบ น�ำมาสะสมไว้ในสว่ นต่าง ๆ ของต้นไม้ หรือที่เรียกว่า มวลชีวภาพ (biomass) ทัง้ มวลชวี ภาพที่อย่เู หนอื
พนื้ ดนิ ได้แก่ ล�ำตน้ กิง่ และใบ และมวลชวี ภาพท่ีอยู่ใต้ดิน คอื ราก ในขณะเดยี วกัน ต้นไม้ก็มีการปลดปลอ่ ยก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์
สบู่ รรยากาศโดยกระบวนการหายใจของสว่ นตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ลำ� ตน้ กงิ่ ใบ และราก เรยี กวา่ การหายใจของพชื (autotrophic respiration)
ดงั นนั้ ปรมิ าณคารบ์ อนสทุ ธจิ ากกระบวนการแลกเปลยี่ นกา๊ ซของตน้ ไมจ้ งึ เปน็ ปรมิ าณคารบ์ อนทสี่ ะสมอยใู่ นมวลชวี ภาพของตน้ ไม้ ซง่ึ เปน็
ตัวบ่งช้ีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ เศษซากพืชที่ตายแล้ว (litter) ได้แก่ กิ่ง ใบ ดอก และผล
ตลอดจนรากฝอย และอนิ ทรยี วตั ถใุ นดนิ (organic matter) จะถกู ยอ่ ยสลายโดยจลุ นิ ทรยี ต์ า่ ง ๆ และปลดปลอ่ ยคารบ์ อนกลบั สบู่ รรยากาศ
ในรปู ของกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ เรยี กวา่ การหายใจของจลุ นิ ทรยี ์ หรอื สงิ่ มชี วี ติ อน่ื (heterotrophic respiration) แตค่ ารบ์ อนสว่ นหนงึ่
จะถูกเปลี่ยนเป็นสารประกอบท่ีมีโครงสร้างซับซ้อนทาให้เอนไซม์ท่ีหล่ังจากจุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายได้ เช่น สารประกอบฮิวมัส
(humus) ซึ่งจดั เป็นสารประกอบท่ีเสถียรและมักพบเป็นรปู แบบสุดทา้ ยของคารบ์ อนที่สะสมอยูใ่ นดิน

| 21

ภาพท่ี 1.6 การหมนุ เวียนคารบ์ อนในระบบนิเวศ

แหล่งสะสมคารบ์ อนของปา่ ไม้
จากการหมนุ เวยี นคารบ์ อนในระบบนเิ วศ ทำ� ใหเ้ กดิ แหลง่ สะสมคารบ์ อน (carbon pool) เปน็ องคป์ ระกอบทสี่ ำ� คญั ของระบบนเิ วศปา่ ไม้
สามารถได้จ�ำแนกเป็น 6 แหลง่ ดงั น้ี

1) มวลชีวภาพเหนือดิน (living above-ground biomass) ได้แก่ ทกุ สว่ นของตน้ ไม้ท่ีอย่เู หนือดิน อันไดแ้ ก่ ลำ� ตน้ กง่ิ ใบ ดอก
และผล รวมท้ังพชื พรรณอืน่ ๆ

2) มวลชีวภาพใตด้ ิน (living below-ground biomass) ได้แก่ ส่วนของต้นไม้ท่ีอยู่ใตด้ ินคอื ราก
3) ไมต้ าย (dead organic matter in wood) ได้แก่ ตน้ ไม้ท่ลี ม้ หรือยืนตน้ ตาย
4) ซากพชื (dead organic matter in litter) ไดแ้ ก่ สว่ นตา่ ง ๆ ของต้นไม้ท่รี ว่ งหล่นสู่ดนิ ได้แก่ กิ่ง ก้าน ใบ ดอก และผล
5) อนิ ทรียวัตถใุ นดิน (soil organic matter)
6) ผลิตภัณฑ์ไม้ (harvested wood product) ได้แก่ ส่วนของเน้ือไม้ท่ีน�ำไปใช้ประโยชน์ภายหลังการตัดฟัน แต่ในปัจจุบัน

ยงั ไม่ค่อยมีการประเมิน

22 |

ภาพท่ี 1.7 แหลง่ สะสมคารบ์ อนของปา่ ไม้

ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ส่วนใหญ่นิยมประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ โดยต้นไม้มีการสะสมคาร์บอน
ในมวลชีวภาพเหนอื ดนิ ประมาณรอ้ ยละ 73 และในมวลชวี ภาพใตด้ ินประมาณรอ้ ยละ 27 ของมวลชวี ภาพทง้ั หมดของตน้ ไม้ ทั้งนอ้ี าจมี
ความแตกตา่ งกันในพรรณไมแ้ ตล่ ะชนิด

| 23

ภาพท่ี 1.8 การสะสมคารบ์ อนในส่วนตา่ ง ๆ ของตน้ ไม้

ศักยภาพในการดดู ซับก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดข์ องป่าไม้
ศกั ยภาพในการดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดข์ องปา่ ไมส้ ามารถพจิ ารณาจากการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของปา่ ไม้ ทง้ั นี้ การกกั เกบ็
คาร์บอนในมวลชีวภาพของป่าธรรมชาติแต่ละชนิดข้ึนอยู่กับปริมาณคาร์บอน (carbon content) ที่สะสมในส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้
แต่ละชนิดท่ีเป็นองค์ประกอบของป่าธรรมชาติ และผลผลิตมวลชีวภาพของป่า ในท�ำนองเดียวกันการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ
ของสวนป่าหรือปา่ ปลกู ขน้ึ อย่กู ับปริมาณคาร์บอนและผลผลิตมวลชีวภาพของพรรณไมท้ ปี่ ลูก
ปรมิ าณคารบ์ อน
ปรมิ าณคารบ์ อน (carbon content) ทส่ี ะสมในมวลชวี ภาพสว่ นตา่ ง ๆ ของตน้ ไม้ ไดแ้ ก่ ลำ� ตน้ กงิ่ ใบ และราก มกี ารแปรผนั มากระหวา่ ง
สว่ นตา่ ง ๆ ของตน้ ไม้ แตม่ กี ารแปรผนั ระหวา่ งปา่ ไมแ้ ตล่ ะประเภทและชนดิ ของพรรณไมไ้ มม่ ากนกั โดย “คณะกรรมการระหวา่ งรฐั บาล
วา่ ดว้ ยเรอ่ื งการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change)” หรอื IPCC ไดก้ ำ� หนดใหค้ า่ มาตรฐาน
ของปริมาณคาร์บอนในมวลชวี ภาพมคี า่ รอ้ ยละ 47 ของน้ำ� หนักแหง้

24 |

ตารางที่ 1.1 ปริมาณคาร์บอน (carbon content) ท่สี ะสมในมวลชวี ภาพส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้

ชนดิ /กลุม่ พรรณไม้ ปริมาณคารบ์ อน (รอ้ ยละของน�้ำหนกั แห้ง)

สกั ล�ำต้น กง่ิ ใบ ราก เฉล่ยี
ยคู าลปิ ตสั 48.13
อะคาเซีย 48.10 46.22 47.01 46.07 49.88
กระถินยักษ์ 47.66
โกงกาง 48.24 49.46 52.30 49.19 48.75
ยางพารา 47.15
ปาลม์ นำ้� มัน 48.09 46.13 49.45 46.51 49.90
พรรณไม้พืน้ เมอื งโตช้าพรรณไม้ 41.30
อเนกประสงคพ์ รรณไมป้ ลกู ในเมอื ง 48.19 47.24 50.37 49.19 47.33

47.57 47.49 46.41 na

48.01 50.55 52.77 47.88

41.30 43.00 42.00 39.40

48.72 47.28 47.39 45.92

ตารางที่ 1.2 ปริมาณคาร์บอน มวลชวี ภาพ และการกักเก็บคารบ์ อนในพชื พรรณของป่าประเภทต่าง ๆ

ชนิดปา่ ปริมาณ มวลชีวภาพ (ตนั ต่อไร่) การกักเก็บคารบ์ อน (ตนั ตอ่ ไร่)
คาร์บอน1
ปา่ ดบิ ช้นื เหนอื ดนิ ใตด้ ิน รวม เหนอื ดิน ใตด้ นิ รวม
ป่าดบิ แล้ง 47.002
ป่าดบิ เขา 48.07 40.18 12.19 52.37 20.08 6.10 26.18
ป่าสนเขา 47.002
ปา่ เบญจพรรณ 47.002 36.99 10.80 47.79 18.00 5.23 23.23
ปา่ เต็งรงั 48.81
ปา่ ชายเลน 50.56 37.18 10.05 47.23 20.94 4.58 25.52
ปฐมภมู ิ
ทตุ ิยภูมิ 15.36 4.14 19.50 7.22 1.95 9.17

31.62 9.18 40.80 15.62 4.54 20.16

12.82 3.60 16.42 6.48 1.81 8.29

46.76 27.79 13.06 40.85 13.22 6.21 19.42
11.82 5.55 17.38 5.63 2.64 8.27

หมายเหต ุ 1ค่ามาตรฐานทกี่ �ำหนดโดย IPCC
2ปรมิ าณคารบ์ อน หน่วย รอ้ ยละของนำ�้ หนักแห้ง

| 25

การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพ
โดยท่ัวไปปริมาณคาร์บอนท่ีสะสมในมวลชีวภาพมีการแปรผันไม่มากนัก โดยท�ำให้การแปรผันของการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ
ของป่าธรรมชาติหรือสวนป่าส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของมวลชีวภาพของป่าหรือสวนป่ามากกว่าปริมาณคาร์บอนท่ีสะสมใน
มวลชีวภาพ ดังนั้น ป่าธรรมชาติหรือสวนป่าท่ีมีมวลชีวภาพหรือการเติบโตมากจะมีการกักเก็บคาร์บอนมากด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม
มวลชีวภาพของปา่ ธรรมชาติมีการแปรผันขน้ึ อยกู่ บั ปัจจยั ต่าง ๆ เช่น ชนดิ ปา่ ชนิดไมท้ ีเ่ ปน็ องคป์ ระกอบของป่า ความหนาแนน่ ของปา่
สภาพภูมิประเทศ และปจั จยั ส่งิ แวดลอ้ ม เปน็ ต้น ในขณะทมี่ วลชีวภาพของสวนป่ามกี ารแปรผนั ขน้ึ อยกู่ ับปจั จัยตา่ ง ๆ เชน่ ชนดิ ไมแ้ ละ
ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม อายุ ระยะปลกู หรอื ความหนาแนน่ และคุณภาพทอ้ งท่ี เปน็ ต้น
ภาพที่ 1.9 การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของปา่ ประเภทต่าง ๆ

26 |

อัตราการดดู ซับกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
พรรณไม้แต่ละชนิดมีศักยภาพในการสะสมคาร์บอนในมวลชีวภาพ หรืออัตราการเพ่ิมพูนของมวลชีวภาพท่ีแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับอัตรา
การเตบิ โตของตน้ ไม้ ไมโ้ ตเรว็ มอี ตั ราความเพม่ิ มวลชวี ภาพสงู กวา่ ไมโ้ ตชา้ จงึ ทำ� ใหม้ อี ตั ราการดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดส์ งู กวา่ ไมโ้ ตชา้
อตั ราการดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ จงึ มกี ารแปรผนั สงู มาก ตง้ั แต่ 3.9-36.5 กโิ ลกรมั คารบ์ อนไดออกไซดต์ อ่ ตน้ ตอ่ ปี เชน่ ไมพ้ น้ื เมอื ง
โตช้ามอี ัตราการดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์เพียง 0.95 ตนั คารบ์ อนไดออกไซด์ต่อไรต่ ่อ หรือ 9.5 กิโลกรมั คาร์บอนไดออกไซด์ต่อตน้
ต่อปี เปรียบเทียบกับกระถินเทพา ซ่ึงมีอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 4.00-6.09 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี หรือ
22.5-34.2 กโิ ลกรมั คารบ์ อนไดออกไซดต์ อ่ ตน้ ตอ่ ปี เปน็ ตน้ อยา่ งไรกต็ าม อตั ราการดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดข์ องตน้ ไมย้ งั ขน้ึ อยกู่ บั
พื้นที่ปลูกหรอื พน้ื ท่ที ี่ข้ึนอยู่ การจดั การ และปัจจยั สง่ิ แวดล้อมอืน่ ๆ อกี ด้วย

ตารางที่ 1.3 อัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของตน้ ไม้

พรรณไม้ จ�ำนวนตน้ /ไร่ การดูดซบั คาร์บอนไดออกไซด์

สัก 100 (ตนั /ไร่/ป)ี (กก./ตน้ /ป)ี
ยคู าลปิ ตัส 267
กระถนิ เทพา 178 1.36-2.16 13.6-21.6
กระถินณรงค์ 178
กระถนิ ยักษ์ 267 3.15-6.09 11.8-22.8
โกงกาง 711
ยางพารา 89 4.00-6.09 22.5-34.2
ปาลม์ น�ำ้ มัน 89
พรรณไม้พื้นเมืองโตชา้ 100 2.27-4.40 12.8-24.7
พรรณไมเ้ อนกประสงค์ 100
พรรณไม้ปลกู ในเมือง 50 0.77-6.49 4.3-36.5

2.75 3.9

4.22 47.4

2.49 28.0

0.95 9.5

1.47 14.7

1.21 24.2

| 27

ความส�ำคญั ของป่าพรกุ บั การกกั เก็บคาร์บอน

ระบบนิเวศปา่ พรุ
พน้ื ท่ีชุ่มน�้ำประเภทพรุ หมายถึง พื้นที่ชมุ่ นำ�้ อาจตง้ั อย่ใู นทดี่ อน ทล่ี ่มุ หรือทีส่ ูง เป็นพื้นท่ีทีม่ ีซากอินทรยี ท์ ับถมอยูห่ รือมกี ารสะสมของ
อนิ ทรยี วัตถุอย่างถาวร เป็นทีอ่ ยู่อาศยั ของสังคมพชื และสตั วห์ ลายชนิด และมีสมบัตขิ องนำ้� เป็นกรดหรือดา่ งก็ได้ คำ� ว่า พรุ (เป็นคำ� เรียก
ของภาคใต้ ภาคกลางเรยี กทล่ี มุ่ สนนุ่ ) ตามศพั ทภ์ มู ศิ าสตรฉ์ บบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ใชค้ ำ� วา่ bog ซงึ่ หมายถงึ พนื้ ทลี่ มุ่ ชนื้ แฉะมซี ากพชื ผพุ งั
ของพืชพรรณทับถม หรือบริเวณน้�ำตนื้ ตามบอ่ บงึ ซง่ึ มีพืชพรรณปกคลมุ บา้ งก็ลอยอยู่เหนือน�้ำ บา้ งก็ทับถมอยูใ่ ต้น�้ำ โดยท่ัวไป พื้นทพ่ี รุ
(bog) มกั จะปกคลมุ ดว้ ยหญา้ และพชื พรรณ แตป่ ราศจากตน้ ไม้ แตป่ า่ พรุ หรอื peat swamp forest จะมตี น้ ไมป้ กคลมุ ดงั นนั้ ลกั ษณะ
ท่วั ไปของปา่ พรุ จึงเปน็ สังคมพชื หรือป่าไมไ้ ม่ผลดั ใบ (evergreen forest) ประเภทหน่ึงซงึ่ เกดิ ในท่ลี ุ่มต�ำ่ มีน�ำ้ ทว่ มขงั ตลอดปี หรือท่วม
ในบางฤดกู าล สภาพดินพรทุ ่มี ีการทบั ถมของซากพืช เรยี กว่า ดนิ อินทรียวัตถุ (organic soils) หรือ ดินชุดนราธวิ าส ซากอินทรียวัตถุ
ทท่ี บั ถมถา้ หากสลายหมดจนไมเ่ หน็ ซากพชื เรยี ก มคั (muck) ถา้ สลายยงั ไมห่ มด เรยี ก พที (peat) ดนิ พรสุ ว่ นใหญห่ นากวา่ 40 เซนตเิ มตร
บางแหง่ อาจถงึ 2 เมตร มสี ีดำ� หรือสนี ำ้� ตาลแก่ ดินเปน็ กรดปานกลางในชั้นบนและกรดจดั ในชนั้ ลา่ ง ชนิดไม้ของปา่ นตี้ อ้ งมกี ารปรับตวั
เป็นพิเศษทตี่ ้องข้ึนอย่ใู นน�้ำและดินเป็นกรดสูง ดงั นั้น จึงเปน็ ชนิดไมท้ ่ีแตกตา่ งไปจากป่าชนิดอื่น คอื ไมส้ ว่ นใหญ่มีรากแก้วค่อนข้างส้ัน
รากแขนงแผ่กวา้ ง มรี ากค�้ำยัน (stilt root) โคนตน้ มพี ูพอน (buttress) มีรากหายใจ (pneumatophore root) เปน็ ตน้ นอกจากน้ี
ป่าพรุยังเป็นระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และยังเป็นพ้ืนที่ท่ีมีบทบาทในด้านของการเป็นที่รับน้�ำท่ีส�ำคัญจากพื้นท่ี
โดยรอบอีกดว้ ย
ปา่ พรเุ ขตรอ้ น (tropical peat swamp forest) ของโลกมเี นอื้ ทปี่ ระมาณ 439,238 ตารางกโิ ลเมตร ประมาณ รอ้ ยละ 0.25 ของพน้ื ผวิ โลก
หรือ ร้อยละ 11 ของปา่ พรทุ ั่วโลก โดยทป่ี ่าพรุร้อยละ 57 หรอื คิดเป็น 247,778 ตารางกโิ ลเมตร อยใู่ นภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
ส่วนใหญ่พบอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณร้อยละ 70 และส่วนที่เหลือพบในบริเวณทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้
สำ� หรบั ประเทศไทยมพี นื้ ทป่ี า่ พรอุ ยปู่ ระมาณ 505,000 ไร่ มกั พบปา่ พรอุ ยทู่ างภาคใตข้ องทงั้ ทางดา้ นตะวนั ตก และตะวนั ออกของคาบสมทุ ร
แตส่ ว่ นใหญอ่ ยใู่ นจงั หวดั นราธวิ าส พนื้ ทพี่ รมุ ที รพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี ลบั ซบั ซอ้ น มคี วามหลากหลายทางชวี ภาพสงู (biodiversity) ลกั ษณะ
ระบบนเิ วศมีความเกี่ยวเนอื่ งกันหลายประเภท เช่น ปา่ พรุ ทุง่ หญ้า ท่ีราบ น�ำ้ ท่วม หนองนำ�้ สตั วป์ า่ และสตั วน์ ำ้� ทรพั ยากรธรรมชาติ
ตา่ ง ๆ ในพน้ื ทพ่ี รแุ ตล่ ะแหลง่ มคี วามเดน่ เฉพาะตวั แตกตา่ งไปจากระบบนเิ วศของปา่ ประเภทอนื่ ๆ สภาพโดยทวั่ ไปของปา่ พรมุ ลี กั ษณะ
คล้ายป่าดงดิบช้ืนประกอบด้วยพรรณไม้หลายช้ันอายุ ขึ้นปะปนกันอยู่ต้ังแต่ไม้ชั้นบน ไม้ชั้นรอง ไม้ชั้นล่าง ไม้วัยหนุ่ม และกล้าไม้
นอกจากน้ี บรเิ วณพ้ืนทปี่ า่ ยงั มพี รรณไมป้ ระเภทอ่นื ๆ ได้แก่ ปาล์มไมพ้ ่มุ ไมล้ ้มลุก เถาวัลย์ กล้วยไม้ หญา้ และเฟิรน์ หลากหลายชนดิ
ขึ้นปะปนกันอยู่อย่างหนาแน่น สังคมพืชในป่าพรุมีความเปราะบางมาก ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่าย ตัวอย่างเช่น
ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส นับเป็นระบบนิเวศป่าพรุที่มีความสมบูรณ์ท่ีสุดในประเทศไทย มีความหลากหลายของพันธุ์พืชและ
พนั ธส์ุ ตั วม์ าก ในขณะทพี่ นื้ ทพ่ี รคุ วนเครง็ มสี ภาพการใชท้ ด่ี นิ สว่ นใหญเ่ ปน็ ปา่ พรเุ สอ่ื มโทรมเนอื่ งจากถกู พายพุ ดั ทำ� ลายและเกดิ ไฟไหมป้ า่ พรุ
หลายคร้ังติดต่อกัน พรรณไม้ด้ังเดิมถูกทดแทนด้วยไม้เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi Powell) หรือท่ีรู้จักกันท่ัวไปว่า “ป่าเสม็ด”
และไมพ้ น้ื ลา่ งอยา่ งกระจดู และกก ซง่ึ สามารถเตบิ โตไดใ้ นนำ�้ เปรย้ี วหรอื มภี าวะเปน็ กรด แตพ่ นื้ ทบี่ างสว่ นยงั คงเปน็ ปา่ พรสุ มบรู ณ์ ไดแ้ ก่
ปา่ พรุดั้งเดิมสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง จงั หวัดพทั ลุง เปน็ ระบบนิเวศปา่ พรดุ งั้ เดมิ อยเู่ ขตหา้ มล่าสตั ว์ป่าทะเลน้อย มีไมเ้ สม็ดเปน็ ไม้เดน่
และยงั มีพรรณไมท้ ี่สามารถข้ึนได้ในสภาพพืน้ ท่ีทีม่ นี ำ�้ ทว่ มขังอยเู่ ป็นประจำ� เชน่ หยนี ำ�้ กระทุ่ม คุระ อินทนลิ น้�ำ ตีนเป็ดน�้ำ ทองหลางนำ�้
หวา้ เป็นต้น

28 |

ภาพท่ี 1.10 ลกั ษณะระบบนเิ วศปา่ พรโุ ตะ๊ แดง จังหวดั นราธิวาส
ภาพที่ 1.11 ลกั ษณะระบบนิเวศป่าพรดุ ้งั เดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง จังหวดั พทั ลุง ในพืน้ ท่ีพรคุ วนเครง็

| 29

ภาพท่ี 1.12 ลักษณะระบบนิเวศป่าเสมด็ ทมี่ ีเพยี งไม้เสมด็ ขาวปกคลมุ ในพ้ืนท่พี รคุ วนเครง็ จงั หวัดนครศรีธรรมราช



30 |

การกักเก็บคารบ์ อนในป่าพรุ
ปา่ พรเุ ขตรอ้ น (tropical peat forest) ของโลกมบี ทบาทสำ� คญั อยา่ งมากในการเปน็ แหลง่ ดดู ซบั คารบ์ อน (carbon sink) ซงึ่ มกี ารดดู ซบั
คารบ์ อนมากกวา่ การปลดปลอ่ ยคารบ์ อน โดยปา่ พรมุ กี ารกกั เกบ็ คารบ์ อน (carbon storage) ทสี่ ำ� คญั โดยชน้ั พรทุ อี่ นิ ทรยี วตั ถยุ งั สลายตวั
อยา่ งไมส่ มบรู ณน์ น้ั เปน็ แหลง่ ทส่ี ะสมคารบ์ อนทส่ี ำ� คญั ของระบบนเิ วศประเภทนี้ อาจมกี ารสะสมคารบ์ อนในดนิ มากกวา่ ปา่ ประเภทอน่ื ๆ
ถงึ 10 เท่า ขน้ึ อยกู่ ับความหนาของช้ันพรุ โดยคาร์บอนมากกว่ารอ้ ยละ 90 สะสมอยูใ่ นดินพรุ
ป่าพรุเขตรอ้ นสามารถกักเกบ็ คาร์บอนได้มากถึง 88.5 พันลา้ นตนั และปา่ พรุในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้สามารถกกั เกบ็ คารบ์ อน
ได้ถงึ 68.5 พนั ลา้ นตัน โดยท่ปี ่าพรุในประเทศอนิ โดนเี ซียมีการกักเก็บคารบ์ อนมากที่สดุ ถึง 57.4 พนั ลา้ นตนั โดยทรี่ ้อยละ 74 เปน็ การ
กักเก็บคาร์บอนในดนิ พรุ โดยทว่ั ไปดินพรมุ ีความเขม้ ข้นของคาร์บอนสงู ถงึ รอ้ ยละ 18 - 60 โดยน้�ำหนักแหง้ และมีความหนาแนน่ รวม
ของดนิ ตำ�่ เพยี ง 0.3 – 3.0 กรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร แตด่ นิ พรสุ ามารถสะสมคารบ์ อนไดถ้ งึ 5 – 112 ตนั ตอ่ ไรต่ อ่ เมตร เมอื่ เปรยี บเทยี บ
ที่ระดับความลกึ 1 เมตร การกกั เก็บคาร์บอนในดนิ พบมากท่ีสดุ ในปา่ ดิบชื้น (23.2 – 53.0 ตันต่อไร)่ และนอ้ ยทีส่ ุดในป่าเต็งรงั (8.2 ตัน
ตอ่ ไร่) แต่ดนิ พรทุ ีพ่ บส่วนใหญม่ ีชั้นพรุลึกประมาณ 2 – 8 เมตร ทำ� ใหส้ ว่ นมากแลว้ ปา่ พรุมีการกกั เก็บคารบ์ อนในดินพรมุ ากกว่าในมวล
ชวี ภาพของพชื พรรณ โดยมกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ทรี่ ะดบั ความลกึ 1 เมตร มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ 46.9-75.8 ตนั ตอ่ ไร่ แตป่ า่ พรุ
ที่อยู่ในท่ีดอนซ่ึงมีความลึกของชั้นพรุน้อยอาจมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของพืชพรรณมากกว่าในดินพรุข้ึนอยู่กับชนิด และ
ความหนาแนน่ ของพชื พรรณทป่ี กคลมุ เชน่ เดยี วกบั ปา่ ประเภทอนื่ ๆ ปา่ พรทุ สี่ มบรู ณอ์ าจมกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของพชื พรรณ
ไดส้ ูงถึง 16 – 41 ตันต่อไร่
การกกั เกบ็ คารบ์ อนของปา่ พรขุ นึ้ อยกู่ บั ปจั จยั หลายประการ เชน่ ปจั จยั ภมู อิ ากาศ สภาพพนื้ ท่ี ลกั ษณะทางอทุ กวทิ ยา ลกั ษณะสงั คมพชื
ความลกึ ของชนั้ พรุ และการยอ่ ยสลาย เปน็ ตน้ โดยปา่ พรทุ สี่ มบรู ณป์ ราศจากการรบกวน (undisturbed peat swamp forest) มตี น้ ไม้
หนาแนน่ มาก ต้นไมม้ ีขนาดใหญ่ มกี ารกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้และในดินพรสุ งู กวา่ ในป่าพรุ โดยมีการกกั เกบ็ คาร์บอน
ในมวลชวี ภาพ 40.8 ตนั ตอ่ ไร่ และมีการกักเกบ็ คารบ์ อนในดินท่รี ะดับ 1 เมตร เท่ากับ 47.7 ตนั ตอ่ ไร่ ในขณะที่ ป่าเสม็ดซึ่งเปน็ ป่าพรุ
ที่ฟ้นื ตัวจากการถกู พายุท�ำลายและมเี พียงไม้เสมด็ เท่านน้ั ทข่ี ึน้ ได้ มีการกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชีวภาพ 22.7 ตนั ต่อไร่ และมีการกกั เก็บ
คารบ์ อนในดนิ ทรี่ ะดบั 1 เมตร เทา่ กบั 46.9 ตนั ตอ่ ไร่ ปกตปิ า่ พรใุ นทลี่ มุ่ ทมี่ นี ำ�้ ทว่ มขงั ตลอดปมี กั มกี ารสะสมคารบ์ อนในดนิ พรเุ ปน็ สดั สว่ น
ที่มากกว่าการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ ในขณะที่ป่าพรุในท่ีดอนท่ีมีน�้ำท่วมขังตามฤดูกาลมีการสะสมคาร์บอนในดินพรุน้อยกว่า
แต่กลบั มีการกกั เกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพมากกว่า

| 31

ภาพท่ี 1.13 การกกั เก็บคาร์บอนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนต่าง ๆ (ตันต่อไร่) ของป่าเสม็ดในพ้ืนทพี่ รุควนเคร็ง

การสญู เสยี คารบ์ อนจากปา่ พรุ
ถงึ ปา่ พรเุ ป็นแหลง่ กกั เก็บคาร์บอนทสี่ �ำคัญเนอื่ งจากมกี ารกกั เก็บคารบ์ อนมากกวา่ ปา่ ประเภทอ่นื แตค่ ารบ์ อนมากกว่าร้อยละ 90 สะสม
อยู่ในดินพรุ ซึ่งเป็นดินอินทรีย์ที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์ ท�ำให้พื้นที่ป่าพรุมีความเส่ียงต่อการสูญเสียคาร์บอนสูงกว่าป่าประเภทอ่ืนด้วย
เช่นกัน สาเหตุส�ำคัญท่ีก่อให้เกิดการสูญเสียคาร์บอน หรือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากป่าพรุ ได้แก่ การบุกรุกและเปลี่ยนแปลง
การใชท้ ด่ี นิ จากปา่ พรเุ ปน็ พน้ื ทอี่ นื่ ๆ เชน่ พน้ื ทเี่ พาะปลกู เปน็ ตน้ การระบายนำ้� ออกจากพรุ นอกจากจะทำ� ใหเ้ กดิ ปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
จากกระบวนการ peat oxidation แล้วยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ซึ่งมีผลท�ำให้การกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่พรุลดลง
การเกดิ ไฟในพน้ื ทป่ี า่ พรทุ ำ� ใหส้ ญู เสยี คารบ์ อนการเผาไหมข้ องมวลชวี ภาพ นอกจากนกี้ ารเกดิ ไฟใตด้ นิ กอ่ ใหก้ ารสญู เสยี คารบ์ อนจากดนิ พรุ
เป็นปริมาณมาก ป่าพรุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการกักเก็บคาร์บอนสูง แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน มีการระบายน�้ำออกจาก
พ้ืนทพ่ี รุและเผาเพ่ือเปลยี่ นแปลงการใช้ทีด่ นิ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม การลกั ลอบตดั ไม้ และปัจจยั อนื่ ๆ ทก่ี อ่ ให้เกดิ ความเสย่ี งตอ่ การเกิด
ไฟไหม้ ซ่งึ มีผลทำ� ให้การกกั เก็บคาร์บอนในพื้นท่พี รุลดลง จากการศกึ ษาสถานการณ์การระบายน้ำ� ออกจากปา่ พรุในประเทศอินโดนเี ซยี
เพ่ือเปลี่ยนแปลงการใช้ท่ีดินในช่วงปี พ.ศ. 2543 ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดถึง 16 ตันต่อไร่ต่อปี ในขณะที่
การเกิดไฟป่าระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2541 และ พ.ศ. 2545 - 2546 ทำ� ให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดส์ ู่บรรยากาศมากถงึ
2,500 และ 200 - 1,000 ล้านตนั ตามลำ� ดบั

32 |

ภาพท่ี 1.14 การเกดิ ไฟไหมป้ ่าเสมด็ ซง่ึ เป็นสาเหตสุ �ำคญั ของการสูญเสียคาร์บอนจากพืน้ ท่พี รคุ วนเครง็

| 33

แนวทางการจดั การป่าพรุเพื่อรักษาคาร์บอน
แนวทางการจดั การแหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อนในพนื้ ทพี่ รอุ ยบู่ นพน้ื ฐานการลดหรอื หลกี เลย่ี งการปลดปลอ่ ยคารบ์ อน และการเพม่ิ การกกั เกบ็
คาร์บอน นอกจากน้ีควรมีการส่งเสริมการปรับตัวของระบบนิเวศต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความตระหนักถึง
บทบาทของปา่ พรทุ ม่ี ตี ่อการเปล่ยี นแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีดังนี้

ภาพท่ี 1.15 แนวทางการจัดการแหลง่ กักเกบ็ คาร์บอนในพ้นื ทปี่ า่ พรุ

การลดหรือหลกี เล่ียง การเพมิ่ การกักเกบ็ การสร้างองคค์ วามรู้ การปรบั ตวั ของ การสร้าง
การปลดปลอ่ ย คารบ์ อนในป่าพรุ และเทคโนโลยี ระบบนิเวศป่าพรุ ความตระหนักถึง
เพอื่ การจัดการ ต่อการเปลี่ยนแปลง บทบาทของปา่ พรุ
คารบ์ อนจากปา่ พรุ คารบ์ อนในป่าพรุ สภาพภูมอิ ากาศ ต่อการเปลยี่ นแปลง
สภาพภูมอิ ากาศ

แนวทางการลดหรือหลีกเลีย่ งการปลดปล่อยคาร์บอนจากพน้ื ที่พรุ
• การปอ้ งกนั การบกุ รกุ เพอ่ื เปลยี่ นแปลงการใชท้ ดี่ นิ จากปา่ พรเุ ปน็ พนื้ ทอี่ นื่ ๆ เชน่ สวนปาลม์ นำ้� มนั สวนยางพารา และพน้ื ทเ่ี พาะปลกู
เปน็ ต้น
• การปอ้ งกันการบกุ รกุ เพอ่ื สรา้ งความเสอ่ื มโทรมของพน้ื ทป่ี ่าพรุ
• การสนับสนุนมาตรการสร้างแรงจูงใจทางการเงินในการเพ่ิมประสิทธิภาพของแหล่งกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง เช่น
การซ้ือขายคาร์บอนเครดติ การจา่ ยค่าตอบแทนการใหบ้ รกิ ารของระบบนเิ วศ เปน็ ต้น
• การบริหารจดั การเพ่ือรักษาระดบั นำ้� ในพ้นื ที่พรุควนเคร็งเพอื่ ลดการปลดปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจก
• การป้องกนั และควบคมุ การเกิดไฟปา่ เพ่อื ลดการปลดปลอ่ ยคาร์บอนในพื้นที่พรคุ วนเคร็ง

แนวทางการเพิม่ การกกั เก็บคารบ์ อนในพ้นื ท่ีพรุ
• การปลกู ฟ้นื ฟพู น้ื ทป่ี ่าพรุด้วยพรรณไม้ที่มศี ักยภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อน และเหมาะสมกบั ระบบนิเวศปา่ พรุ
• การสง่ เสรมิ การปลกู ฟน้ื ฟใู นระดบั ภมู ทิ ศั นเ์ พอื่ เพม่ิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน เชน่ การปลกู ตน้ ไมใ้ นพนื้ ทช่ี มุ ชน การปลกู ตน้ ไมร้ ว่ มกบั
พชื เกษตร และการปลูกตน้ ไมบ้ ริเวณทพี่ ักอาศยั เป็นต้น

34 |

การสง่ เสริมการปรับตัวของระบบนิเวศปา่ พรุต่อการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู ิอากาศ
• การฟื้นฟูพื้นท่ีป่าพรุท่ีเส่ือมโทรมเพื่อเพ่ิมความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณในระบบนิเวศและศักยภาพในการกักเก็บ
คาร์บอน
• การประเมนิ ผลกระทบของการเปล่ยี นแปลงสภาพภมู ิอากาศตอ่ ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชวี ภาพของป่าพรุ
• การศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศและการเปลีย่ นแปลงคารบ์ อนของป่าพรใุ นแปลงถาวรระยะยาว
• การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของป่าพรุท้ังในพ้ืนที่ (in situ gene conservation) และนอกพ้ืนท่ี (ex situ gene
conservation) การกระจายตามธรรมชาติเพื่อสร้างแหล่งท่อี ยูอ่ าศัยใหม่ทเี่ หมาะสม

การสรา้ งองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพ่ือการจัดการคารบ์ อนในพื้นทพี่ รุ
• การสรา้ งองค์ความรู้และเทคโนโลยเี พื่อติดตามการกักเก็บและปลดปลอ่ ยคารบ์ อนในปา่ พรอุ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
• การใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) แสดงขอ้ มลู สถานภาพของแหล่งกกั เก็บคารบ์ อนในป่าพรุ
• การพัฒนาการประเมินการกกั เกบ็ คาร์บอนดว้ ยเทคนคิ การส�ำรวจระยะไกล (remote sensing)
• การตดิ ต้งั สถานีตรวจวดั อากาศและพฒั นาฐานขอ้ มลู ดา้ นสภาพภูมอิ ากาศในพน้ื ท่พี รุ
• การพฒั นาเทคโนโลยีการตรวจหาไฟใตด้ ินท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ และประเมนิ ความเส่ยี งจากไฟป่า

การสรา้ งความตระหนกั ถึงบทบาทของปา่ พรทุ ่มี ีตอ่ การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
• การเผยแพรอ่ งค์ความร้ดู ้านบทบาท ผลกระทบ และแนวทางการปรบั ตัวของพ้ืนท่พี รุต่อการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ
• การเผยแพรม่ าตรการและแนวปฏิบัติในการลดการปล่อยและเพมิ่ การกักเกบ็ คารบ์ อนในพ้ืนทพ่ี รคุ วนเคร็ง

| 35

บทท่ี 2
การส�ำรวจและตรวจวดั
ปริมาณคาร์บอน

36 |

หลักการส�ำรวจปา่ ไม้

ความสำ� คัญของการสำ� รวจปา่ ไม้
ป่าไม้เป็นปัจจัยส�ำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ท่ีให้ประโยชน์ท้ังเป็นท่ีอยู่อาศัย อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม และ
ยารกั ษาโรค โดยท่วั ไปการสำ� รวจปา่ ไม้ (forest Inventory) เปน็ การเก็บข้อมลู เกี่ยวกบั สภาพของปา่ เช่น ชนิด จ�ำนวน ความสูง และ
ขนาดความโต ของต้นไม้ ปริมาณไมร้ ุ่นและกลา้ ไม้ และความหลากหลายทางชนดิ พนั ธุ์พืชและสัตว์ รวมถงึ ลกั ษณะแวดล้อมของพน้ื ทใ่ี น
พ้นื ทีป่ ่า เพอ่ื นำ� ขอ้ มูลมาใชใ้ นการวางแผนและด�ำเนินการตัดสินใจเพอ่ื ให้เกดิ การจดั การปา่ ไมอ้ ย่างย่งั ยนื และสามารถประเมินกิจกรรม
การด�ำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมามีการตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วได้สนับสนุน
การดำ� เนนิ กจิ กรรมตา่ ง ๆ เพอ่ื สง่ เสรมิ การฟน้ื ฟแู ละการสรา้ งพนื้ ทป่ี า่ ไมใ้ นรปู แบบตา่ ง ๆ ในประเทศทกี่ ำ� ลงั พฒั นา โดยเนน้ การปลกู สรา้ ง
สวนปา่ ไม้ใช้สอยโดยเฉพาะพรรณไม้ที่สามารถใชป้ ระโยชนไ์ ด้อเนกประสงค์ (multipurpose tree species) และได้ตระหนกั ถงึ คณุ คา่
ของทรัพยากรป่าไม้ในดา้ นทีเ่ กี่ยวกบั การรักษาสมดุลของธรรมชาตอิ ันเนอ่ื งมาจากการเปลีย่ นแปลงสภาพภมู ิอากาศ ดงั นน้ั การก�ำหนด
วตั ถปุ ระสงคข์ องการสำ� รวจปา่ ไมเ้ ปน็ ขนั้ ตอนแรกของการสำ� รวจทมี่ คี วามสำ� คญั การสำ� รวจปา่ ไมส้ ว่ นใหญเ่ ปน็ การสำ� รวจในปา่ ธรรมชาติ
ต่อมามีการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าในรูปแบบต่าง ๆ ท�ำให้รูปแบบของการส�ำรวจป่าไม้ในปัจจุบันมีทั้งการส�ำรวจในป่าธรรมชาติเพ่ือการ
ด�ำเนินการอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูสภาพป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมท้ังการพัฒนาการใช้ประโยชน์ป่าไม้อย่างยั่งยืน
และการส�ำรวจปา่ เศรษฐกจิ และสวนป่าเพอ่ื ประเมนิ ผลผลิตและการกักเก็บคารบ์ อนสำ� หรับเป็นข้อมลู ในการจดั การอย่างย่ังยนื
เทคนคิ การสมุ่ ตวั อย่าง
ในการสำ� รวจตน้ ไม้ หากจำ� นวนตน้ ไมม้ ไี มม่ ากสามารถใช้ การสำ� มะโนประชากรตน้ ไม้ (tree census) ซงึ่ เปน็ การตรวจวดั และเกบ็ ขอ้ มลู
ตน้ ไมใ้ นปา่ “ทกุ ตน้ ” หากจำ� นวนตน้ ไมม้ มี ากและไมส่ ามารถตรวจวดั ไดท้ ง้ั หมดทกุ ตน้ สามารถใช้ “การสมุ่ ตวั อยา่ ง (sampling)” ในการ
ตรวจวัดต้นไม้ โดยธรรมชาติแล้วมีการแปรผันสูง เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือจึงจ�ำเป็นต้องมีวิธีการได้มาของข้อมูลท่ีน่าช่ือถือ รูปแบบ
งานสำ� รวจทใ่ี ชใ้ นการวางแผนสมุ่ เลอื กตวั อยา่ งตอ้ งใชห้ ลกั เกณฑท์ ถี่ กู ตอ้ ง โดยอาจเลอื กใชก้ ารสำ� รวจแบบแนว (strip system) การสำ� รวจ
แบบวางแปลงในแนวเสน้ ตรง (line plot system) หรอื รปู แบบอน่ื ๆ อยา่ งไรกต็ าม การเลอื กหรอื กำ� หนดตวั อยา่ งในการสำ� รวจเพอื่ ใหม้ ี
ความเป็นตัวแทนท่สี อดคลอ้ งกับวัตถุประสงคข์ องการประเมนิ จึงเปน็ สิง่ ส�ำคญั จึงจ�ำเปน็ ตอ้ งก�ำหนดเทคนคิ การสมุ่ ตวั อย่าง (sampling
techniques) ท่เี หมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์และลกั ษณะของตัวอยา่ งที่ตอ้ งการประเมิน โดยหลักการแลว้ สามารถจ�ำแนกประเภทการส่มุ
ตวั อย่างได้ ดงั น้ี

• การสมุ่ ตวั อยา่ งแบบสมุ่ (random sampling) เปน็ การกำ� หนดใหท้ กุ ๆ ตำ� แหนง่ ในพน้ื ทศ่ี กึ ษามโี อกาสไดร้ บั การคดั เลอื กเทา่ ๆ กนั
นิยมใชก้ บั พ้นื ท่ที มี่ ีความสม�่ำเสมอ
• การสมุ่ ตวั อยา่ งแบบเปน็ ระบบ (systematic sampling) เปน็ การกำ� หนดพนื้ ทต่ี วั อยา่ งหรอื หนว่ ยตวั อยา่ งเปน็ ระบบ เชน่ กำ� หนดให้
ทกุ ๆ ระยะทหี่ า่ งกนั 100 เมตร เป็นจดุ ตัวอย่าง เป็นต้น
• การสุม่ ตวั อยา่ งตามการตัดสินใจของผู้ประเมนิ หรอื ผศู้ ึกษาท่ีมคี วามเชีย่ วชาญ (subjective sampling) นิยมใช้เพอื่ การวจิ ัย
นอกจากวิธีการเลือกหรือก�ำหนดพ้ืนท่ีตัวอย่างแล้ว อาจใช้เทคนิคหรือรูปแบบท่ีแตกต่างกัน เช่น การแบ่งชั้น หรือ โซน ของสภาพท่ี
กอ่ นทำ� การสมุ่ ตวั อยา่ ง (stratified random sampling) หรอื การเลอื กตามวตั ถปุ ระสงค์ (purposive sampling) ซงึ่ ตอ้ งมกี ารกำ� หนด
เกณฑ์การพจิ ารณาในการเลือกจากวัตถปุ ระสงคใ์ นการศกึ ษา เปน็ ต้น

| 37

รูปรา่ งของแปลงตัวอย่าง
รปู รา่ งของแปลงตวั อยา่ งในการสมุ่ ตวั อยา่ งเปน็ สงิ่ สำ� คญั ในการสำ� รวจตน้ ไม้ รปู รา่ งและขนาดของแปลงตวั อยา่ งนนั้ มกี ารพฒั นามาอยา่ ง
ตอ่ เนอ่ื งจากอดตี จนถงึ ปจั จบุ นั ทงั้ นเี้ พอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพการปรากฏของพชื พรรณตามธรรมชาตแิ ละวตั ถปุ ระสงคข์ องการสำ� รวจจาก
อดตี ทผี่ า่ นมานนั้ มกี ารใชร้ ปู รา่ งของแปลงตวั อยา่ งทแี่ ตกตา่ งกนั ตง้ั แตเ่ ปน็ แบบจดุ วงกลม สเ่ี หลย่ี มจตั รุ สั และสเี่ หลย่ี มผนื ผา้ โดยรปู รา่ ง
แตล่ ะแบบนนั้ จะมขี อ้ ดขี อ้ เสยี ทแี่ ตกตา่ งกนั ดงั นนั้ การเลอื กใชจ้ งึ มกั จะขนึ้ อยกู่ บั วตั ถปุ ระสงคข์ องการสำ� รวจ กรอบของเวลา และงบประมาณ

• รูปร่างแบบจุด (point sampling) เป็นวิธีการท่ีสะดวกและรวดเร็ว เน่ืองจากในแต่ละจุดตัวอย่างน้ัน สามารถด�ำเนินการได้
ทั่วพ้นื ที่ในเวลาและงบประมาณทจี่ �ำกดั ทำ� ใหไ้ ด้ข้อมลู ทคี่ รอบคลมุ กรอบพ้นื ที่ทงั้ หมดท่ที ำ� การส�ำรวจ เหมาะกับพ้นื ที่กว้างที่มี
ตน้ ไมข้ นาดใหญ่
• แปลงตัวอย่างรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า เป็นรูปร่างแปลงตัวอย่างท่ีครอบคลุมการแปรผันมากกว่า เน่ืองจากความยาวของด้านกว้าง
และดา้ นยาวแตกต่างกนั
• แปลงตัวอย่างแบบส่ีเหลี่ยมจัตุรัสน้ัน จะครอบคลุมองค์ประกอบที่มีความสม�่ำเสมอมากกว่า เนื่องจากมีความยาวของทุกด้าน
เท่าๆ กัน
• แปลงตวั อยา่ งรปู วงกลม เปน็ การพฒั นาเทคนคิ การตรวจวดั ขอ้ มลู ใหส้ ามารถดำ� เนนิ การไดร้ วดเรว็ โดยตามสมบตั เิ ชงิ เรขาคณติ
ในบรรดารูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ ท่ีมีพ้ืนท่ีเท่ากัน รูปวงกลมมีเส้นรอบวงน้อยท่ีสุด ท�ำให้การตัดสินใจเก็บข้อมูลต้นไม้ที่อยู่
บรเิ วณขอบแปลงตวั อยา่ งมีน้อยด้วยเมอ่ื เทยี บกับรปู รา่ งแปลงตวั อย่างอน่ื ๆ ทมี่ ีพนื้ ที่เท่ากนั
ขนาดของแปลงตวั อย่าง
ขนาดของแปลงตัวอย่างน้ัน มีความส�ำคัญไม่น้อยกว่ารูปร่างของแปลงตัวอย่างในการส�ำรวจป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าธรรมชาติ
เน่ืองจากสภาพที่ปรากฏของพืชพรรณน้ันมีการแปรผันต่อเน่ือง แต่ในป่าปลูก หรือสวนป่าท่ีมีการปลูกเชิงเดี่ยว หรือมีความสม่�ำเสมอ
ขนาดของแปลงตัวอย่างอาจมีความส�ำคัญน้อยลง นอกจากน้ี ยังข้ึนอยู่กับระดับความผิดพลาดที่ยอมให้เกิดข้ึนได้ซึ่งอาจใช้หลักการ
ค�ำนวณทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การศึกษาขนาดของแปลงตัวอย่างที่เล็กท่ีสุดในการส�ำรวจป่าไม้ชนิดต่าง ๆ พบว่ามีการแปรผันต้ังแต่
ขนาด 10 เมตร x 10 เมตร ขนาด 40 เมตร x 40 เมตร (1 ไร่) ไปจนถึงขนาด 100 เมตร x 100 เมตร (1 เฮกตาร์) ส่วนใหญ่การสำ� รวจ
สวนปา่ หรือการปลูกป่าเพ่ือการกักเก็บคาร์บอนนิยมใช้ 40 เมตร x 40 เมตร (1 ไร่) ตามหลักเกณฑ์ของโครงการลดก๊าซเรือนกระจก
ภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือโครงการ T-VER
ภาพท่ี 2.1 รปู ร่างของแปลงตัวอย่างแบบวงกลม สี่เหลีย่ มผืนผ้า และสเ่ี หลี่ยมจัตุรัส

38 |

จ�ำนวนของแปลงตัวอยา่ ง
จ�ำนวนของแปลงตัวอย่างในการส�ำรวจป่าไม้มีความสัมพันธ์โดยตรงอย่างมากกับวัตถุประสงค์ของการส�ำรวจ แต่โดยหลักการแล้ว
หากเปน็ การศึกษาสภาพพชื พรรณเบอ้ื งต้น หรือลักษณะตน้ ไม้ท่วั ไปในพนื้ ทีห่ น่งึ ๆ แลว้ จ�ำเป็นตอ้ งมีแปลงตวั อยา่ งกระจายอยู่ท่วั พื้นที่
ครอบคลุมทุกสภาพที่แตกต่างของพืชพรรณที่ปรากฏในพื้นท่ีนั้น ๆ ส่วนใหญ่ นิยมก�ำหนดเป็นร้อยละของพ้ืนท่ีตัวอย่างมากกว่า
การก�ำหนดเป็นจ�ำนวนของแปลงตัวอย่าง เช่น การประเมนิ การกกั เก็บคารบ์ อนของโครงการ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ
ตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรอื โครงการ T-VER กำ� หนดการสมุ่ ตวั อยา่ ง
พ้ืนทีไ่ ม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของพน้ื ที่ทัง้ หมด เป็นต้น
ตัวแปรสำ� หรับการส�ำรวจต้นไม้
ตัวแปรสำ� หรบั การส�ำรวจปา่ ไม้ หรอื สำ� รวจตน้ ไม้อาจจำ� แนกเป็น 2 กลมุ่ ดังน้ี
ตัวแปรพน้ื ฐาน
ตวั แปรพน้ื ฐาน (basic parameters) เปน็ ตวั แปรทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การกำ� หนดบรเิ วณการสำ� รวจและทต่ี งั้ เปน็ สงิ่ จำ� เปน็ เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู พนื้ ฐาน
เช่น ท่ีตั้งของสถานท่ีหรือท่ีท�ำการ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และประวัติการใช้พื้นที่ในอดีตและปัจจุบัน เป็นต้น ส่วนใหญ่
ข้อมูลเหล่าน้ีอยู่ในระดับการจัดการส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อมูลอื่น ๆ สามารถหาได้จากแผนท่ี ภาพถ่ายดาวเทียม (satellite imagery)
และเครอื่ งหาต�ำแหน่งบนพนื้ โลก/พกิ ดั (Global Positioning System) หรอื GPS ซงึ่ ใชท้ �ำเคร่ืองหมายจดุ ทตี่ งั้ บนแผนท่ี ทัง้ นีข้ ึ้นอยูก่ บั
วตั ถุประสงค์ของการสำ� รวจ ข้อมลู เหลา่ น้จี ะชว่ ยเพิ่มข้อมูลทางกายภาพและข้อมูลทางเศรษฐกจิ และสังคม เช่น ดนิ กลุ่มผู้ใชป้ ระโยชน์
ปา่ ไม้ เจา้ ของพื้นท่ี เป็นตน้
ภาพท่ี 2.2 เครอื่ งกำ� หนดตำ� แหนง่ หรอื พกิ ดั บนพนื้ โลก (Global Positioning System) หรอื GPS สำ� หรบั กำ� หนดตำ� แหนง่ แปลงสำ� รวจ

| 39

ตัวแปรของต้นไม้
ตวั แปรของตน้ ไม้ (tree parameters) เชน่ ความสงู ของตน้ ไม้ เสน้ รอบวง (girth) และเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง (diameter) ของตน้ ไม้ สำ� หรบั
การสำ� รวจตน้ ไมต้ ามมาตรฐานการสำ� รวจทวั่ ไปวดั เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางวดั ทร่ี ะดบั 1.3 เมตร ซง่ึ เรยี กวา่ เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางทคี่ วามสงู เพยี งอก
(diameter at breast height) หรือ DBH ขอ้ มลู เหล่านเี้ ปน็ ข้อมูลสำ� คญั ส�ำหรบั ใช้ในการคำ� นวณผลผลิต ปรมิ าตร มวลชีวภาพ และ
การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ นอกเหนือจากนี้ อาจมีตัวแปรท่ีใช้ในการส�ำรวจไม้รุ่น (sapling) และกล้าไม้ (seedling)
ซง่ึ อาจมกี ารวดั ทแ่ี ตกต่างกนั ออกไปใหเ้ หมาะสมกับขนาดของต้นไม้
ภาพท่ี 2.3 ตัวแปรความสูงทัง้ หมดของต้นไม้ (tree height: H) และเสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH)

40 |

การตรวจวัดปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรุ

วธิ ีการตรวจวดั ปรมิ าณคาร์บอน
วิธกี ารตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในระบบนเิ วศปา่ ไม้ท่ัวไป สามารถจ�ำแนกไดเ้ ป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
การประเมนิ การกักเก็บคาร์บอนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนของปา่
การประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนของปา่ อาจเรยี กเปน็ Stock-Based Approach หรอื การประเมนิ คารบ์ อนสตอ๊ ก
(carbon stock) ซึง่ เป็นการประเมินการกกั เก็บคารบ์ อนในแหล่งสะสมคาร์บอนตา่ ง ๆ ของป่า ไดแ้ ก่ มวลชีวภาพเหนอื ดนิ มวลชวี ภาพ
ใต้ดิน ไม้ตาย ซากพืช และในอินทรียวัตถุในดิน ในช่วงเวลาใด ๆ ท้ังน้ี คู่มือเล่มนี้เน้นการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในแหล่งสะสม
คาร์บอนของป่า
การประเมินการแลกเปลี่ยนก๊าซของระบบนิเวศ
การประเมินการแลกเปลี่ยนก๊าซของระบบนิเวศ อาจเรียกเป็น Flux-Based Approach นิยมใช้เทคนิค Eddy Covariance ซ่ึงต้อง
อาศัยเคร่ืองมือราคาแพง และบันทึกข้อมูลด้วยความถ่ีสูง วิธีการน้ีนอกจากจะตรวจวัดการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้วยัง
สามารถตรวจวัดก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นได้ เช่น ก๊าซมีเทน เป็นต้น นอกจากน้ีวิธีการน้ียังสามารถตรวจวัดในพื้นที่พรุท่ีมีน้�ำท่วมขังได้
เนือ่ งจากมีการตดิ ตัง้ หอคอยทม่ี เี คร่อื งมอื ในการตรวจวัดอยเู่ หนอื ระดับเรือนยอดต้นไม้
การประเมินการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจก
การประเมนิ การปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจก (emission approach) ในปัจจบุ นั ทีน่ ยิ มมี 2 วธิ ีการ ได้แก่

1) วิธีการตรวจวัดด้วย Chamber Method ซึ่งใช้เครื่องมือการตรวจวัดก๊าซด้วยระบบอินฟาเรด (InfraRed Gas Analyzer)
วิธีการนี้นอกจากจะตรวจวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ส�ำรวจแล้วยังสามารถตรวจวัดก๊าซเรือนกระจกชนิด
อ่นื ได้ เช่น มเี ทน ไนตรัสออกไซด์ เป็นต้น ขึ้นอยูก่ ับลกั ษณะของเครอื่ งมอื ทใ่ี ชว้ ดั แต่วิธกี ารนี้ไม่เหมาะกับตรวจวดั ในพื้นทพี่ รุ
ทม่ี ีน้�ำท่วมขัง

2) วธิ ีการตรวจวดั ด้วย Gas Chromatography (GC) ใชก้ ารเกบ็ ตวั อยา่ งกา๊ ซในพนื้ ท่สี �ำรวจแลว้ นำ� ไปวิเคราะหป์ ริมาณกา๊ ซดว้ ย
เครื่อง Gas Chromatography ในห้องปฏิบัติการ วิธีการน้ีนอกจากจะตรวจวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่
ส�ำรวจแล้วยังสามารถตรวจวัดก๊าซเรือนกระจกชนิดอ่ืน ๆ เช่น มีเทน ไนตรัสออกไซด์ เป็นต้น ได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้
วิธีการน้ียังสามารถตรวจวดั ในพืน้ ท่ีพรุทมี่ นี ้�ำท่วมขังไดโ้ ดยการใช้ floating chamber เพ่อื ช่วยในการเก็บตวั อยา่ งก๊าซ

อย่างไรก็ตาม การประเมินการแลกเปลี่ยนก๊าซของระบบนิเวศ และการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องใช้เคร่ืองมือราคาแพง
และตอ้ งอาศยั ผเู้ ชยี่ วชาญทมี่ ที กั ษะในการตรวจวดั การประเมนิ carbon stock จงึ เปน็ วธิ กี ารทงี่ า่ ย และสะดวกในการประเมนิ ศกั ยภาพ
ในการกกั เกบ็ คารบ์ อนของพน้ื ท่ีมากกว่า

| 41

ภาพท่ี 2.4 การประเมินการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมเี ทน ด้วยเทคนคิ Eddy Covariance รว่ มกับการตรวจวดั
การปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกดว้ ย Automated Chamber Method ของพน้ื ทพ่ี รุ บรเิ วณทรี่ าบสงู ทเิ บต ประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจนี
ภาพที่ 2.5 การตรวจวดั การปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกด้วย Chamber Method ของพื้นท่ีพรคุ วนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช

42 |

ภาพที่ 2.6 การเกบ็ ตวั อยา่ งกา๊ ซเรอื นกระจกดว้ ย floating chamber ในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ จงั หวดั พทั ลงุ เพอ่ื นำ� ไปวเิ คราะหป์ รมิ าณกา๊ ซ
ด้วยเครื่อง Gas Chromatography ในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ

| 43

การประเมนิ การกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชวี ภาพของต้นไม้
ในการประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนของปา่ สว่ นใหญน่ ยิ มประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพมากกวา่ แหลง่
สะสมคาร์บอนอื่น
มวลชวี ภาพ เปน็ นำ�้ หนกั ของพชื ทนี่ ยิ มวดั ออกมาเปน็ นำ้� หนกั แหง้ อาจเปน็ นำ�้ หนกั ตอ่ หนว่ ยของพชื เชน่ กโิ ลกรมั ตอ่ ตน้ หรอื ตอ่ หนว่ ยพน้ื ท่ี
เชน่ ตนั ตอ่ ไร่ แตโ่ ดยทว่ั ไปแลว้ นยิ มหาออกมาในรปู ของนำ�้ หนกั แหง้ ซง่ึ มหี นว่ ยเปน็ ตนั ตอ่ ไร่ หรอื ตนั ตอ่ เฮกตาร์ มากกวา่ ในการประเมนิ
มวลชวี ภาพของตน้ ไมม้ กี ารประเมนิ ทง้ั มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และใตด้ นิ ของตน้ ไม้ สำ� หรบั การประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนมวลชวี ภาพของ
ต้นไม้ สามารถใช้หลักการในการประเมินมวลชีวภาพของตน้ ไม้ แล้วมาคำ� นวณเป็นปรมิ าณการกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชีวภาพของตน้ ไม้
การศึกษามวลชวี ภาพสามารถท�ำได้ 2 วิธี ไดแ้ ก่
1) วธิ ที างตรง (direct method) เป็นการวัดโดยตรงทตี่ อ้ งอาศัยการตัดฟันต้นไมเ้ พื่อช่ังนำ้� หนัก (harvest technique) ส่วนใหญน่ ิยม
ตรวจวดั มวลชีวภาพของไม้ขนาดเลก็ และพชื พื้นล่าง (undergrowth)
2) วธิ ที างออ้ ม (indirect method or non-destructive method) เปน็ วธิ กี ารวดั ทไ่ี มจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งตดั ฟนั ตน้ ไมเ้ พอื่ ชง่ั นำ�้ หนกั จงึ ไมท่ ำ� ให้
ตน้ ไมเ้ กดิ ความเสยี หาย วธิ กี ารทนี่ ยิ มใชค้ อื การใชส้ มการแอลโลเมตรี (allometric equation) ซงึ่ เปน็ การประเมนิ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
น้�ำหนกั แหง้ ของตน้ ไม้กับมติ ิของขนาดของตน้ ไม้

Y = aXb

เมอ่ื Y คอื ปรมิ าณมวลชีวภาพในส่วนต่าง ๆ ของตน้ ไม้
X คือ ตวั แปรอิสระ ซ่ึงเป็นขนาดของต้นไม้ เชน่ เส้นผา่ นศูนย์กลาง ความสงู เปน็ ต้น
สมการแอลโลเมตรีมีการพฒั นามาใชป้ ระมาณมวลชวี ภาพของล�ำตน้ กงิ่ ใบ และรากของต้นไม้ โดยน�ำความสงู ท้งั หมดของต้นไม้ (tree
height: H) มาใชเ้ ปน็ ตัวแปรอิสระรว่ มกับขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) ในรปู ของปริมาตร
(parabolic volume) คือ DBH2H เพ่ือใช้ในการประมาณค่าปริมาตรล�ำต้น ซ่ึงมีสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมวลชีวภาพ ซึ่งสามารถเขียน
ความสัมพันธไ์ ด้ดงั นี้

Y = DBH2H

เม่อื Y คอื ปรมิ าณมวลชีวภาพในสว่ นต่าง ๆ ของตน้ ไม้ (หน่วย กิโลกรมั )
DBH คอื เส้นผ่านศนู ย์กลางเพียงอก (diameter at breast height) (หนว่ ย เซนติเมตร)

H คือ ความสงู ทง้ั หมดของตน้ ไม้ (tree height) (หน่วย เมตร)
ดังนั้น ในการประเมินมวลชีวภาพของต้นไม้ด้วยสมการแอลโลเมตรี จึงสามารถวัดข้อมูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกและความสูง
ทงั้ หมดของตน้ ไมเ้ ทา่ นนั้ วธิ กี ารจะชว่ ยประหยดั เวลา คา่ ใชจ้ า่ ย และแรงงาน แตอ่ าจมโี อกาสเกดิ ความคลาดเคลอื่ นไดม้ ากกวา่ วธิ ที างตรง
อย่างไรก็ตาม การใช้วิธีทางอ้อมสามารถท�ำให้มีประสิทธิภาพได้โดยการพัฒนา การปรับแก้สมการและการมีจ�ำนวนตัวอย่างที่เพียงพอ
ท้งั นี้ ในปัจจุบันมสี มการแอลโลเมตรที ีม่ ีการตีพิมพ์อย่างเพียงพอสำ� หรบั ประเมินมวลชีวภาพของต้นไม้ชนิดตา่ ง ๆ

44 |

ตารางท่ี 2.1 สมการแอลโลเมตรีของต้นไมร้ ายตน้ จำ� แนกตามชนดิ ป่าของประเทศไทย

ชนิดไม้ สมการ อา้ งอิง
ป่าดบิ แล้ง WS = 0.0509(D2H)0.919 Tsutsumi et.al. (1983)
ปา่ ดบิ เขา WB = 0.00893(D2H)0.977 Ogawa et.al. (1965)
ปา่ ดิบช้ืน WL = 0.0140(D2H)0.669 Ogawa et.al. (1965)
WT = WS + WB + WL
ป่าเต็งรงั และ WS = 0.0396(D2H)0.9326 สนุ นั ทา (2531)
ปา่ เบญพรรณ WB = 0.006003(D2H)1.027 พงษศ์ ักดิ์ (2524)
WL = (28/(WS + WB + 0.025))-1 Komiyama et.al. (1987)
ป่าสนเขา WT = WS + WB + WL Komiyama et.al. (1987)
(สนสองใบ) WS = 0.0396(D2H)0.933
ป่าสนเขา WB = 0.00349(D2H)1.03 | 45
(สนสามใบ) WL = (28/(WS + WB + 0.025))-1
ไมโ้ กงกาง WT = WS + WB + WL
(Rhizophora spp.) WS = 0.2141(D2H)0.9814
พรรณไมใ้ น WB = 0.00002(D2H)1.4561
ปา่ ชายเลนชนิดอื่น ๆ WL = 0.00072(D2H)1.0138
WT = WS + WB + WL
WS = 0.02698(D2H)0.946
WB = 0.00018(D2H)1.455
WL = 0.00072(D2H)1.094
WT = WS + WB + WL
WS = 0.05466(D2H)0.945
WB = 0.01579(D2H)0.9124
WL = 0.0678(D2H)0.5806
WT = WS + WB + WL
WS = 0.0449(D2H)0.9549
WB = 0.02412(D2H)0.8649
WL = 0.09422(D2H)0.5439
WT = WS + WB + WL

หมายเหตุ: WS = มวลชีวภาพเหนือพนื้ ดนิ ในส่วนทเ่ี ปน็ ลำ� ต้น (กิโลกรมั )
WB = มวลชีวภาพเหนอื พืน้ ดนิ ในส่วนท่ีเปน็ กง่ิ (กิโลกรัม)
WL = มวลชีวภาพเหนอื พนื้ ดนิ ในสว่ นทเ่ี ป็นใบ (กโิ ลกรัม)
WT = มวลชีวภาพเหนือพื้นดินทั้งหมด (กิโลกรมั )
D = ขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางทรี่ ะดับความสงู เพียงอก (เซนติเมตร)
H = ความสงู ทั้งหมดของตน้ ไม้ (เมตร)

ในการประเมินการกกั เก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ ด�ำเนินการเช่นเดียวกบั การประเมนิ มวลชวี ภาพ โดยมขี ัน้ ตอนดังนี้
1) สมุ่ ตวั อยา่ งและวางแปลงตวั อยา่ งเพอื่ สำ� รวจและจำ� แนกชนดิ ของไมย้ นื ตน้ (trees) ซง่ึ มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางทร่ี ะดบั ความสงู เพยี งอก
(diameter at breast height: DBH) ตง้ั แต่ 4.5 เซนตเิ มตรขนึ้ ไป สำ� รวจและจำ� แนกชนดิ ไมร้ นุ่ (saplings) ซง่ึ มคี วามสงู มากกวา่ 1.30 เมตร
และมขี นาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางท่รี ะดับความสูงเพียงอก (diameter at breast height: DBH) น้อยกว่า 4.5 เซนติเมตร และส�ำรวจและ
จำ� แนกชนดิ กลา้ ไม้ (seedlings) ซง่ึ เปน็ พชื ทกุ ชนดิ ทกุ ขนาดทม่ี คี วามสงู ตงั้ แตโ่ คนจนถงึ ปลายยอดไมถ่ งึ 1.30 เมตร อาจเปน็ ไดท้ งั้ กลา้ ไม้
ยืนตน้ พืชลม้ ลุก และพชื พนื้ ล่าง แตส่ ่วนใหญน่ ิยมตรวจวัดเฉพาะไม้ยนื ต้นและไมร้ ุ่น เนอื่ งจากกล้าไมม้ ีมวลชวี ภาพนอ้ ยมากเมอ่ื เทียบกับ
ไม้ยืนต้น และไม้รุ่น ทั้งนี้ การศึกษามวลชีวภาพของไม้ยืนต้นและไม้รุ่นนิยมใช้สมการแอลโลเมตรี ในขณะท่ีการศึกษามวลชีวภาพของ
กลา้ ไม้นิยมใชก้ ารวัดโดยตรงท่ตี อ้ งอาศยั การตัดฟันตน้ ไมเ้ พอ่ื ชง่ั นำ�้ หนกั
2) การวัดขอ้ มลู ตน้ ไม้ โดยวัดขอ้ มูลความสูงของต้นไม้ และเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางทค่ี วามสงู เพยี งอก (diameter at breast height: DBH)
วดั ที่ระดับ 1.30 เมตร ของไม้ยืนต้นและไมร้ ุ่น
3) ประเมินมวลชีวภาพของไม้ยืนต้นและไม้รุ่นแต่ละต้นด้วยสมการแอลโลเมตรีดังแสดงในตารางท่ี 2.1 และค�ำนวณต่อหน่วยพื้นที่ เช่น
ตันต่อเฮกตาร์ และตันตอ่ ไร่ เป็นต้น
4) ค�ำนวณการกักเก็บคารบ์ อนในมวลชวี ภาพของต้นไม้ดว้ ยปรมิ าณคารบ์ อน (carbon content) ที่สะสมในมวลชีวภาพของตน้ ไม้ และ
ค�ำนวณเปน็ การดดู ซบั ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
การประเมินการกกั เก็บคาร์บอนในไม้ตาย
ไม้ตาย (dead wood) หมายถึง ต้นไม้ที่ล้มตายหรือยืนต้นตาย ซึ่งยังคงมีคาร์บอนสะสมอยู่ แต่คาร์บอนเหล่าน้ันจะมีการปลดปล่อย
เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศจากกระบวนการย่อยสลาย โดยทั่วไปการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในไม้ตาย จะท�ำการ
ส�ำรวจและประเมินในแปลงตัวอย่างที่ท�ำการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของไม้ยืนต้น หรืออาจจะวางแปลงส�ำรวจนอก
แปลงตัวอย่าง โดยมหี ลกั การดงั นี้

• ตน้ ไมท้ ่ยี ืนตน้ ตาย จะใช้เกณฑ์การวดั ขนาดเช่นเดียวกบั ไมย้ ืนต้น และมกี ารจำ� แนกเป็น 2 กลมุ่ คอื กลุม่ 1 (class 1) ตน้ ไมท้ ี่
ยืนต้นตายยงั มีก่งิ ติดกับล�ำต้นอยา่ งสมบูรณ์ และ กลมุ่ 2 (class 2) ตน้ ไม้ทีย่ ืนต้นตายส่วนใหญ่ไมม่ ีก่ิงตดิ กบั ล�ำต้น
• ตน้ ไมท้ ล่ี ้มตาย ตอ้ งมีเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง ตง้ั แต่ 10 เซนติเมตร ข้ึนไป จ�ำแนกเป็น 3 กล่มุ ตามระดบั ของความผุ ไดแ้ ก่ สภาพดี
ปานกลาง และผุมาก
• เก็บขอ้ มูลเสน้ ผ่านศูนย์กลางทรี่ ะดับความสงู เพียงอก และความสูง ต้นไม้ทีย่ นื ตน้ ตาย และวัดเส้นผา่ นศนู ย์กลางและความยาว
ท่อนของตน้ ไม้ท่ลี ม้ ตาย
• ประเมนิ มวลชวี ภาพของไม้ทย่ี ืนตน้ หรือปรมิ าตรของไมท้ ี่ล้มตาย
• ประเมินคารบ์ อนไมท้ ่ยี นื ตน้ ตาย หรอื ไม้ทล่ี ม้ ตาย

46 |

ภาพท่ี 2.7 ตน้ ไม้ท่ียืนต้นตาย กลุ่ม 1 (class 1) และ กล่มุ 2 (class 2) ตน้ ไมท้ ีย่ นื ต้นตายไมม่ ีกิ่งตดิ กับลำ� ตน้

การประเมินการกกั เก็บคารบ์ อนในซากพชื
ซากพชื (litter) หมายถึง สว่ นต่าง ๆ ของตน้ ไมท้ ร่ี ว่ งหลน่ ส่ดู ิน ได้แก่ กง่ิ ก้าน ใบ ดอก และผล รวมถึง เศษซากไม้พื้นล่าง หญ้า ทำ� การ
ประเมินการกกั เกบ็ คาร์บอนในซากพชื ดงั น้ี

• วางแปลงตัวอยา่ งยอ่ ย 1 x 1 เมตร หรือ 0.5 x 0.5 เมตร ซากพืช โดยทำ� การตดั และชงั่ น�้ำหนกั ซากพชื และเก็บสุม่ ตวั อย่าง
ซากพืชเพอ่ื นำ� ไปหอ้ งปฏิบัตกิ าร อาจเก็บตัวอย่างไปพรอ้ มกับกล้าไม้ ซึง่ อาจเป็นกลา้ ไมข้ องไม้ยนื ต้น พืชล้มลุก หญ้า และพืช
พืน้ ล่าง
• นำ� ไปอบทอี่ ณุ หภมู ปิ ระมาณ 80 องศาเซลเซยี ส เปน็ เวลา 48 ชวั่ โมง หรอื จนนำ�้ หนกั คงท่ี จงึ ชงั่ นำ�้ หนกั แหง้ ของตวั อยา่ ง เพอ่ื คำ� นวณ
ปริมาณไมพ้ ืน้ ล่าง และเศษซากพชื เปน็ น�้ำหนกั แห้ง
• ทำ� การวเิ คราะหก์ ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของลกู ไม้ ไมพ้ นื้ ลา่ ง และในซากพชื โดยใชป้ รมิ าณคารบ์ อนในแตล่ ะประเภท
และนำ�้ หนกั แห้ง

| 47

ภาพท่ี 2.8 การวางแปลงและเก็บตวั อย่างพืชพน้ื ลา่ ง และซากพชื เพื่อนำ� ไปช่งั น�้ำหนักและประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน

การประเมนิ การกกั เกบ็ คาร์บอนในดนิ พรุ
การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ของปา่ พรคุ า่ สงู เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ปา่ ชนดิ อน่ื ๆ เนอื่ งจากดนิ ของปา่ พรเุ ปน็ ดนิ อนิ ทรยี ์
ท่ียังมีชั้นพรุท่ียังย่อยสลายไม่สมบูรณ์อยู่มาก และมีความเข้มข้นของคาร์บอนในสัดส่วนท่ีสูง ดินพรุท่ีพบส่วนใหญ่มีชั้นพรุลึกประมาณ
2 – 8 เมตร แตใ่ นการประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ พรุ ประเมนิ ทร่ี ะดบั ความลกึ 1 เมตร เชน่ เดยี วกบั การประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน
ในดินของป่าชนดิ อื่น ๆ โดยมแี นวทางการดำ� เนนิ การ ดงั น้ี
1) ในแปลงตวั อยา่ งทต่ี รวจวดั การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของตน้ ไม้ เกบ็ ตวั อยา่ งชน้ั พรใุ นแตล่ ะชน้ั แบบไมร่ บกวนโครงสรา้ งของดนิ
(undisturbed sampling) ที่ความลึก 1 เมตร จ�ำนวน 3 จดุ ส�ำรวจ
2) จำ� แนกชนั้ พรตุ ามเกณฑก์ ารจำ� แนกดนิ อนิ ทรยี ต์ ามลกั ษณะทางกายภาพของพรุ ซง่ึ พจิ ารณาจากลกั ษณะของเศษซากพชื ทอ่ี ยใู่ นกระบวนการ
ยอ่ ยสลาย ดังน้ี

• พรหุ ยาบ (fibric peat หรอื immature peat) คอื ลกั ษณะพรทุ ย่ี งั ไมย่ อ่ ยสลาย มเี ศษซากพชื ทยี่ งั ไมย่ อ่ ยสลายอยเู่ ปน็ สว่ นใหญ่
เน้อื พรมุ ีลักษณะหยาบ
• พรุโคลน (hemic peat) คือ ลักษณะพรุที่ย่อยสลายปานกลาง ยังมีเศษซากพืชท่ียังไม่ย่อยสลายอยู่บ้างประปราย เน้ือพรุมี
ลกั ษณะเหนยี วเหมือนโคลน หรอื บางครัง้ เรียกว่า muddy
• ดนิ พรุ (sapric peat หรอื mature peat) คอื ลกั ษณะพรทุ ย่ี อ่ ยสลายเกอื บสมบรู ณถ์ งึ สมบรู ณจ์ นไมพ่ บชน้ิ สว่ นของเศษซากพชื
ชิน้ เล็ก หรอื พบน้อยมาก สีน�้ำตาลเข้มจนถึงด�ำ ลกั ษณะเหนยี วใกลเ้ คยี งเนือ้ ดนิ เหนยี ว
3) นำ� ไปวเิ คราะหห์ าความหนาแนน่ และวเิ คราะหป์ รมิ าณคารบ์ อนดว้ ยวธิ ี dry combustion โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื วเิ คราะหค์ ารบ์ อน/ไฮโดรเจร/
ไนโตรเจน/ซลั เฟอร์ หรอื ทเี่ รยี กวา่ CHNS analyzer ท่ีหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร

48 |

4) การวค�ำนวณการกกั เก็บคารบ์ อนในช้นั ดนิ พรุและดิน ดังสูตร

SoilC = C × DB × Depth

เม่ือ SoilC คอื การกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ (ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ (ทีร่ ะดับความลึกใด ๆ)
C คือ ปริมาณความเขม้ ขน้ ของคาร์บอน (รอ้ ยละของน�้ำหนกั แหง้ )
DB คือ ความหนาแน่นรวม (กรัมตอ่ ลูกบาศก์เซนตเิ มตร)
Depth คือ ความลกึ ของชนั้ พรุ (เซนติเมตร)

ภาพที่ 2.9 ตัวอยา่ งการจ�ำแนกช้นั พรใุ นการประเมินการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ พรุ

| 49


Click to View FlipBook Version