The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มที่ 8 คู่มือสำรวจตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-12 01:13:21

เล่มที่ 8 คู่มือสำรวจตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย

เล่มที่ 8 คู่มือสำรวจตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่าย

บทที่ 3
ขั้นตอนและวธิ ีการตรวจวดั
ปรมิ าณคาร์บอนในมวลชีวภาพ

50 |

ในการตรวจวัดปรมิ าณคาร์บอนในมวลชวี ภาพของพืชพรรณมขี ัน้ ตอนและวธิ กี ารดำ� เนนิ งานตง้ั แตก่ ารวางแผนการส�ำรวจ การวางแปลง
การส�ำรวจ การเกบ็ ข้อมลู ภาคสนาม และการค�ำนวณการกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพตามล�ำดับ

การวางแผนตรวจวัดปรมิ าณคาร์บอนในมวลชีวภาพ

การวางแผนตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชวี ภาพ เปน็ ขนั้ ตอนสำ� คญั เพอ่ื เตรยี มความพรอ้ มในการตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชวี ภาพ
ใหส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์ของการส�ำรวจ
การก�ำหนดขัน้ ตอนและวิธีการตรวจวดั
การก�ำหนดขั้นตอนและวิธีการตรวจวัดเป็นประเด็นส�ำคัญในการวางแผนเพ่ือก�ำหนดรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนและวิธีการเพ่ือการ
ตรวจวัดปรมิ าณคาร์บอนในมวลชีวภาพของพืชพรรณใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงค์ของการตรวจวัด ได้แก่ ข้นั ตอนการวางแปลงส�ำรวจ
การสำ� รวจและจำ� แนกชนดิ ของตน้ ไม้ การตรวจวดั ตน้ ไม้ การคำ� นวณมวลชวี ภาพของตน้ ไม้ การคำ� นวณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพ
ของตน้ ไม้ และการคำ� นวณการดูดซับกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้
การจัดเตรยี มแผนท่สี ำ� รวจ
การจัดเตรียมแผนท่ีส�ำรวจส�ำหรับวางแปลงส�ำรวจเพ่ือการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ อาจจัดเตรียมแผนท่ี
รปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ แผนทแี่ สดงการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ แผนทแ่ี สดงลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ แผนทภ่ี าพถา่ ยดาวเทยี ม และแผนทจ่ี าก Google map
เป็นต้น เพื่อตรวจสอบลกั ษณะพื้นทเ่ี บือ้ งตน้ ส�ำหรับใชใ้ นการก�ำหนดจดุ วางแปลงสำ� รวจใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องการสำ� รวจ

ภาพที่ 3.1 ข้นั ตอนการประเมนิ การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพ

การวางแปลง การส�ำรวจและ การวัดขนาดต้นไม้
สำ� รวจตน้ ไม้ จ�ำแนกพรรณไม้

การคำ� นวณการดดู ซบั การคำ� นวณการกกั เกบ็ การคำ� นวณมวลชีวภาพ
กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนในมวลชีวภาพ ของต้นไม้

| 51

ภาพที่ 3.2 การจดั เตรียมแผนที่สำ� หรบั กำ� หนดจดุ วางแปลงตวั อยา่ งเบื้องตน้ เพ่อื การประเมนิ การกกั เกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพ

52 |

การจัดเตรยี มทีมส�ำรวจ
การวางแผนเพอ่ื จดั เตรยี มทมี สำ� รวจ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื จดั แบง่ หนา้ ทขี่ องบคุ ลากรในทมี สำ� รวจ และใหบ้ คุ ลากรในทมี สำ� รวจเขา้ ใจบทบาท
และหนา้ ที่ โดยทว่ั ไปทมี สำ� รวจสำ� หรบั ตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อน ประกอบดว้ ย สมาชกิ 8-10 คน ไดแ้ ก่ หวั หนา้ ทมี สำ� รวจ ผชู้ ำ� นาญพนื้ ท่ี
ผูเ้ ช่ียวชาญพนั ธไ์ุ ม้ ผวู้ างแปลงสำ� รวจ ผวู้ ดั ความโตต้นไม้ ผวู้ ัดความสูงตน้ ไม้ และผูจ้ ดบันทกึ ข้อมูล

การจัดเตรยี มทีมส�ำรวจ บทบาทและหนา้ ที่
สมาชิกทมี ส�ำรวจ ท�ำหน้าท่ีวางแผนการส�ำรวจ ท�ำความเข้าใจและทบทวนบทบาทหน้าท่ีของสมาชิก
หวั หนา้ ทมี ส�ำรวจ (1 คน) ในทีมส�ำรวจให้ชัดเจน ควบคุมและดูแลการท�ำงานของสมาชิกในทีมส�ำรวจ และแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ ท่อี าจเกดิ ข้ึนในระหว่างการส�ำรวจ
ผชู้ ำ� นาญพนื้ ที่ (1 คน) ควรเป็นคนในชุมชนท่ีรู้จักพ้ืนท่ีท่ีจะท�ำการส�ำรวจและมีความช�ำนาญในการส�ำรวจป่า
ผเู้ ช่ยี วชาญพนั ธุ์ไม้ (1-2 คน) ทำ� หน้าทน่ี �ำทาง และสำ� รวจพน้ื ท่ี
อาจเป็นคนในชุมชนท่ีมีความช�ำนาญด้านพันธุ์ไม้ ท�ำหน้าที่ในการจ�ำแนกชนิดของพันธุ์
ผู้วางแปลงส�ำรวจ (2-3 คน) ไม้ป่าเบ้ืองต้น หากไม่สามารถจ�ำแนกได้ ให้เก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้เพ่ือน�ำไปให้ผู้เช่ียวชาญ
ผู้วัดความโตตน้ ไม้ (1 คน) จ�ำแนกต่อไป และยังท�ำหน้าท่ีติดหมายเลขของต้นไม้ส�ำหรับใช้ในการติดตามในปีถัดไป
ผู้วัดความสูงต้นไม้ (1 คน) (ถ้ามี)
ผจู้ ดบนั ทึกข้อมูล (1 คน) ท�ำหน้าท่ีวัดระยะของแปลงตัวอย่าง และวางขอบเขตของแปลงตัวอย่างด้วยเชือก
ผูบ้ นั ทกึ ภาพ และวางแปลงตวั อย่างยอ่ ย รวมถงึ ท�ำหน้าที่แบง่ แปลงย่อยดว้ ย
ท�ำหนา้ ที่วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง หรอื เสน้ รอบวงของต้นไม้
ท�ำหน้าทว่ี ัดความสูงทง้ั หมดของต้นไม้ ควรมกี ารฝกึ การใช้เครือ่ งมอื วดั ความสงู ของต้นไม้
ทำ� หนา้ ที่บันทึกขอ้ มลู ทง้ั ขอ้ มูลของแปลงตวั อย่าง และขอ้ มลู ของต้นไม้
ท�ำหน้าท่ีบันทึกภาพท้ังการถ่ายภาพน่ิง หรือภาพเคล่ือนไหว และจับพิกัดดาวเทียมด้วย
รวมถงึ การบันทึกสภาพของพ้นื ท่ีและรายละเอียดทีเ่ ก่ยี วข้อง

| 53

การจดั เตรียมอปุ กรณ์
การจดั เตรยี มอปุ กรณเ์ ปน็ สง่ิ สำ� คญั สำ� หรบั การเตรยี มความพรอ้ มในการตรวจวดั การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพ ควรมกี ารจดั ทำ� รายการ
เครอื่ งมอื ทจี่ ำ� เปน็ สำ� หรบั การตรวจวดั จดั เตรยี มอปุ กรณแ์ ละตรวจสอบความพรอ้ มทพ่ี รอ้ มใชง้ าน และใหส้ มาชกิ ในทมี สำ� รวจเรยี นรวู้ ธิ กี าร
ใชอ้ ปุ กรณ์และเครอ่ื งมอื อย่างถูกตอ้ งและชำ� นาญ

การจัดเตรยี มอุปกรณ์

รายการอปุ กรณ์ การใชง้ าน
แผนทีแ่ สดงพืน้ ทสี่ ำ� รวจ ส�ำหรับการวางแผนและก�ำหนดจุดวางแปลงตัวอย่างเบ้ืองต้น ควรเป็นแผนท่ี
ที่มีรายละเอียดข้อมูลป่าท่ีชัดเจน ในเรื่องของขนาดพื้นท่ีป่า ขอบเขตพื้นท่ีป่า
เครอ่ื งระบตุ ำ� แหนง่ พกิ ัดดาวเทยี มบน และสภาพป่า
พืน้ โลก หรอื GPS ใช้สำ� หรบั จบั พกิ ัดขอบเขตของแปลงตวั อยา่ งทั้ง 4 ด้าน
เขม็ ทิศ
เทปวดั ระยะ ทีม่ คี วามยาว 50 เมตร ใชส้ ำ� หรบั เล็งทิศทางการลากเทปวัดระยะให้เปน็ แนวเส้นตรงและต้ังฉาก
และ 30 เมตร สำ� หรับวัดระยะทางในการวางแปลงตัวอยา่ ง
เชือก อาจเป็นเชือกไนล่อน หรือเชอื กฟาง
ใชเ้ พอ่ื วางขอบเขตของแปลงตวั อยา่ งเพอื่ จะไดส้ งั เกตไดช้ ดั เจน มคี วามยาวประมาณ
หลกั อาจใชไ้ ม้ หรอื ทอ่ พวี ซี ี ยาวประมาณ 500 เมตร และควรมสี ที ี่เหน็ ได้ชัดในพืน้ ที่ป่า
1 เมตร หากเปน็ แปลงตวั อยา่ งถาวรควรใช้ ใช้ส�ำหรับปักตรงมุมท่ีเป็นขอบเขตของแปลงตัวอย่าง และสามารถใช้เป็นเสาหลัก
เสาปูนซเิ มนต์ สำ� หรบั ทจ่ี ะมัดดว้ ยเชอื ก
เทปวดั เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง (diameter tape)
หรือ สายวดั สำ� หรบั วัดเส้นรอบวง ใช้วัดความโตของต้นไม้ อาจวัดเป็นเส้นผ่านศูนย์กลาง หรือเส้นรอบวงขึ้นอยู่กับ
ไม้วดั ระดบั ความสงู 1.30 เมตร อปุ กรณท์ ่ใี ช้
ใช้ทาบโคนต้นไม้เพ่ือวัดเส้นผ่านศูนย์กลาง หรือเส้นรอบวงเพียงอก ที่ระดับอ้างอิง
เครอ่ื งมอื วัดความสูง 1.30 เมตร
ใชส้ ำ� หรบั วดั ความสงู ทง้ั หมดของตน้ ไม้ ควรเลอื กเครอ่ื งมอื ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพพน้ื ที่
แผ่นอะลมู เิ นยี มทีร่ ะบุหมายเลขต้นไม้ และความช�ำนาญของทมี สำ� รวจ
พร้อมท้งั คอ้ น และตะปู ใช้เพื่อติดหรือตอกลงต้นไม้เพ่ือระบุหมายเลขประจ�ำต้นไม้ ใช้ในการติดตามการวัด
กล้องถ่ายรูป หรือ กลอ้ งบันทึกวดี ีโอ ความโตของต้นไมร้ ายปีสำ� หรับการวางแปลงถาวรในพน้ื ทป่ี ่า
ส�ำหรับบันทึกภาพน่ิง หรือภาพเคลื่อนไหว เพ่ือใช้ประกอบข้อมูลถึงสภาพพื้นท่ี
สสี เปรย์ ทสี่ ำ� รวจในปจั จบุ นั และประกอบการวเิ คราะหร์ ว่ มกบั ขอ้ มลู ทเี่ กบ็ จากภาคสนามดว้ ย
สำ� หรบั พน่ หมายแนวขอบเขตแปลงเพือ่ ใหส้ งั เกตไดง้ ่าย

54 |

การจดั เตรียมอปุ กรณ์ การใช้งาน
รายการอปุ กรณ์ ใช้บันทึกข้อมูลการส�ำรวจ ใช้บันทึกข้อมูลที่เก็บจากภาคสนาม ควรท่ีจะใช้ปากกา
แบบฟอรม์ หรือ แบบบันทึกขอ้ มลู การ ในการจดบันทึกข้อมูลมากกว่าใช้ดินสอเน่ืองจากดินสอสามารถลบเลือนได้ง่ายกว่า
สำ� รวจ รวมท้ัง สมดุ บันทกึ และปากกา ปากกา
ใช้ประกอบส�ำหรับการจ�ำแนกชนิดของพนั ธไ์ุ มเ้ บ้ืองต้น
คูม่ อื หรือ หนงั สือรวบรวมพันธไ์ุ ม้ สำ� หรบั ถางแนวสง่ิ กดี ขวางในระหว่างการสำ� รวจและวางแปลงตัวอยา่ ง
มีด หรอื พร้า ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ส�ำหรับเก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้ในแปลงตัวอย่างเพื่อน�ำกลับมา
อุปกรณอ์ น่ื ๆ ถามผู้รู้ หรือตรวจสอบ หรือค้นคว้าต่อไป ปากกาเคมี เพ่ือใช้ในการเขียนรหัสหรือ
แปลงไว้ส�ำหรับถุงใส่ตวั อยา่ งพนั ธุไ์ ม้

การวางแปลงและสำ� รวจตน้ ไม้

การวางแปลงและสำ� รวจตน้ ไมเ้ พอื่ ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อน โดยหลกั การสำ� คญั ในการวางแปลงสำ� รวจปรมิ าณคารบ์ อนคอื ความแมน่ ยำ�
ของปรมิ าณในการกกั เกบ็ ทปี่ ระเมนิ ได้ กลา่ วคอื ยงิ่ ดำ� เนนิ การอยา่ งละเอยี ดและรอบคอบกจ็ ะสง่ ผลใหป้ รมิ าณคารบ์ อนทกี่ กั เกบ็ ได้ มคี วาม
แมน่ ยำ� และถกู ตอ้ งมากยงิ่ ข้นึ
การก�ำหนดชนั้ ภูมิ
การกำ� หนดชน้ั ภมู ิ (stratification) หรอื การแบ่งชนั้ หรือ แบง่ โซนของสภาพทีก่ ่อนท�ำการสุ่มตัวอย่าง อาจก�ำหนดตามความหนาแนน่
ของพืชพรรณท่ปี กคลุม โดยสามารถแบ่งเปน็ 3 ชั้นภมู ิ คือ ความหนาแน่นสูง ความหนาแนน่ ปานกลาง และความหนาแนน่ ตำ�่ หรืออาจ
ก�ำหนดชั้นภูมิจากลักษณะอื่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก่อนท�ำการสุ่มตัวอย่าง เช่น การวางแปลงส�ำรวจป่าเสม็ดในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง
จ�ำแนกเปน็ ป่าเสมด็ ในพืน้ ท่ดี อน และพน้ื ทล่ี ุม่ เป็นต้น
รูปรา่ งและขนาดแปลงตัวอยา่ ง
รปู ร่างของแปลงตวั อย่าง อาจเป็นวงกลม สเ่ี หลีย่ มจัตุรัส หรือส่เี หลยี่ มผนื ผา้ ตามความเหมาะสม แต่ทน่ี ยิ มใช้เปน็ สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ซ่ึงอาจ
ทำ� ไดห้ ลายขนาด เชน่ 100 x 100 เมตร 50 x 50 เมตร หรอื 40 x 40 เมตร และมกี ารแบง่ แปลงยอ่ ยเพอื่ เกบ็ ขอ้ มลู ใหเ้ หมาะสมกบั ประเภท
ของต้นไม้ ขนาดแปลงตัวอย่างท่ีแนะน�ำตามหลักเกณฑ์ของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย
(Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือโครงการ T-VER เปน็ แปลงตวั อยา่ งรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตรุ ัส มขี นาด 1 ไร่
(40 x 40 เมตร) โดยแบง่ แปลงย่อย ดงั น้ี
แปลงย่อยขนาด 10 x 10 เมตร จ�ำนวน 16 แปลงเก็บข้อมูลไม้ยืนต้น (มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่ีระดับความสูงเพียงอกต้ังแต่
4.5 เซนตเิ มตร ข้ึนไป)

| 55

แปลงยอ่ ยขนาด 4 x 4 เมตร จ�ำนวน 4 แปลง เก็บข้อมูลไมร้ ่นุ (มีความสูงมากกวา่ 1.30 เมตร และมขี นาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางท่รี ะดับ
ความสงู เพียงอกนอ้ ยกว่า 4.5 เซนติเมตร)
แปลงยอ่ ยขนาด 1 x 1 เมตร จำ� นวน 4 แปลง เพ่ือเก็บขอ้ มูลพชื พื้นลา่ ง และกล้าไม้ (พืชทุกชนดิ ทุกขนาดทม่ี ีความสงู ตัง้ แต่โคนจนถงึ
ปลายยอดไมถ่ งึ 1.30 เมตร)
โดยทมี่ มุ ซา้ ยดา้ นลา่ งวาง และ ตามลำ� ดบั ทงั้ นี้ การประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของพชื พรรณนยิ มประเมนิ เฉพาะไมย้ นื ตน้
และไม้รุ่นเท่านัน้ เน่อื งจากการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของกลา้ ไมม้ ปี ริมาณน้อยมากเมื่อเทยี บกบั ไมย้ ืนตน้ และไมร้ ุ่น
ภาพที่ 3.3 การวางแปลงตัวอยา่ งและการเกบ็ ขอ้ มลู ของต้นไม้ในแปลงตัวอยา่ ง

56 |

ขนาดพื้นท่ีทเี่ หมาะสำ� หรบั แปลงตวั อย่าง
การค�ำนวณขนาดพ้ืนท่ีท่ีเหมาะส�ำหรับพ้ืนท่ีในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน ส�ำหรับในงานวิจัยอาจไม่จ�ำเป็นต้องค�ำนวณขนาดพื้นท่ี
ทเี่ หมาะสำ� หรบั แปลงตวั อยา่ ง ขนาดพน้ื ทท่ี เ่ี หมาะสำ� หรบั แปลงตวั อยา่ งขน้ึ อยเู่ กณฑท์ ใี่ ชใ้ นการประเมนิ สำ� หรบั ขอ้ แนะนำ� ตามเกณฑข์ อง
การประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนของโครงการ T-VER กำ� หนดใหม้ กี ารสมุ่ ตวั อยา่ งพน้ื ทอ่ี ยา่ งนอ้ ยรอ้ ยละ 1 ของพน้ื ทท่ี งั้ หมด และวางแปลง
ตวั อยา่ งให้กระจายในแตล่ ะชน้ั ภูมิอย่างเหมาะสม
ขน้ั ตอนการวางแปลงสำ� รวจต้นไม้
ในการวางแปลงตวั อยา่ งเพอื่ สำ� รวจคาร์บอนในพนื้ ท่ีปา่ มีขน้ั ตอน ดงั นี้
ขนั้ ตอนที่ 1 เลือกพ้ืนทที่ ี่จะวางแปลงตวั อยา่ ง โดยพจิ ารณาจากแผนที่การใชป้ ระโยชนท์ ่ีดินทีแ่ สดงพ้ืนท่ีป่า
ขั้นตอนที่ 2 พิจารณากำ� หนดจุดเรมิ่ ต้นในการวางแปลงตัวอย่าง ควรเลอื กท่ีตง้ั ใหม้ แี นวกันชน (buffer zone) รอบ ๆ แปลงหากพ้นื ที่
วางแปลงอยตู่ ดิ เสน้ ทางคมนาคมหรอื ทางเดนิ ในปา่ ใหว้ ดั ระยะทางจากขอบถนนหรอื ทางเดนิ ดา้ นนอกเขา้ ไปในพน้ื ทปี่ า่ อยา่ งนอ้ ย 5 เมตร
และตลอดทง้ั แนวเส้นขอบแปลงจะตอ้ งไม่ตัดเส้นทางใด ๆ เพ่ือลดการรบกวนของปัจจัยภายนอกตอ่ แปลงตัวอย่าง
ขนั้ ตอนที่ 3 ทำ� การกำ� หนดแนวหลกั (base line) ของแปลงตวั อยา่ งกอ่ น โดยใหอ้ ยใู่ นแนวเหนอื -ใต้ หรอื แนวตะวนั ออก-ตก เพราะแปลง
ทไ่ี ดอ้ าจไดใ้ ชป้ ระโยชนร์ ว่ มกบั แผนทภ่ี าพถา่ ยดาวเทยี มในอนาคต และทำ� การจบั พกิ ดั ตำ� แหนง่ จดุ เรมิ่ ตน้ วางแปลงโดยใช้ GPS และใชเ้ ขม็ ทศิ
หรือแอปพลิเคชันเขม็ ทศิ ในโทรศพั ท์มือถอื ช่วยในการวางแนวเส้นตรง
ขน้ั ตอนที่ 4 เมอื่ ไดแ้ นว base line แลว้ ใหท้ ำ� การถางพน้ื ทเี่ ปน็ แนวเสน้ ตรงมคี วามยาวมากกวา่ ขนาดของแปลงตวั อยา่ งและทำ� การตอก
เสาหลกั ท่ีมุมของแปลงตัวอย่าง และอาจใช้สีสเปรยพ์ น่ เสาหลักเพอ่ื ใหส้ ังเกตได้ชัดเจนย่ิงข้ึน

| 57

ภาพที่ 3.4 การใชแ้ ผนที่ในการกำ� หนดต�ำแหนง่ ตัวอยา่ ง และใชแ้ อปพลเิ คชันเขม็ ทิศเพ่อื ก�ำหนดแนวของแปลงตวั อย่างสำ� รวจตน้ ไม้

58 |

ขน้ั ตอนท่ี 5 ลากเทปตามขนาดของแปลงตวั อยา่ ง และใชเ้ ชอื กขงึ แนวขอบแปลงโดยยดึ กบั หลกั ทม่ี มุ แปลงขงึ ไปตามแนวเสน้ เทปทล่ี ากไว้
กอ่ นจะเลือ่ นแนวเทปไปในด้านตอ่ ไป
ขน้ั ตอนท่ี 6 หลงั จากจดั ทำ� แปลงตวั อยา่ งหลกั เชน่ แปลงขนาด 40 x 40 เมตร แลว้ กใ็ หม้ จี ดั ทำ� แปลงยอ่ ยขนาด 10 x 10 เมตร โดยวดั
แบ่งขอบแปลงเปน็ ช่วงละ 10 เมตร ได้แปลงยอ่ ยจำ� นวน 16 แปลง และวางแปลงขนาด 4 x 4 เมตรและ 1 x 1 เมตร ซ้อนเป็นแปลง
ย่อย ๆ ทมี่ ุมด้านล่างซ้าย จำ� นวน 4 แปลง ในแนวทแยงมมุ
ภาพที่ 3.5 การวางแปลงตวั อย่างสำ� รวจตน้ ไม้

| 59

การสำ� รวจและจำ� แนกตน้ ไม้

ในแปลงย่อยขนาด 10 x 10 เมตร ส�ำรวจไม้ยืนต้นซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูงเพียงอกตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตร ข้ึนไป
ทุกต้นในแปลงตัวอย่าง หากเป็นแปลงตัวอย่างถาวรควรมีการติดแผ่นอะลูมิเนียมท่ีระบุหมายเลขต้นไม้ กรณีหลีกเล่ียงได้ไม่ควรใช้
วิธีการตอกตะปูบนต้นไม้ เช่น ใช้การผูกเชือกโดยต้องเผื่อให้ต้นไม้โต เป็นต้น และควรติดหมายเลขต้นไม้ในทิศทางเดียว เพ่ือให้เป็น
ระเบียบและงา่ ยในการติดตามตรวจวดั ในปีต่อไป (ถา้ มี) และให้ผู้ทเ่ี ชย่ี วชาญพันธ์ไุ มจ้ �ำแนกชนดิ ของไมย้ ืนต้น โดยพจิ ารณาจากรปู ทรง
ของล�ำต้น ลักษณะสีและการแตกของเปลือกของล�ำต้น ลักษณะรูปร่างและการเรียงตัวของใบ ตลอดจนลักษณะดอก และผล (ถ้ามี)
และบนั ทกึ ในแบบฟอรม์
ในแปลงย่อยขนาด 4 x 4 เมตร จ�ำนวน 4 แปลง ส�ำรวจไม้รุ่น ซงึ่ มีความสงู มากกวา่ 1.30 เมตร และมีขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางท่รี ะดบั
ความสงู เพยี งอกนอ้ ยกว่า 4.5 เซนตเิ มตร ทกุ ตน้ ในแปลงตวั อยา่ ง ตดิ แผ่นอะลมู ิเนียมที่ระบหุ มายเลขตน้ ไม้ และใหผ้ ทู้ ่ีเช่ียวชาญพันธไุ์ ม้
จำ� แนกชนิดของไมร้ ่นุ ตลอดจนบันทกึ ในแบบฟอร์ม หากไมส่ ามารถจ�ำแนกไดใ้ ห้เกบ็ ตวั อยา่ งพันธไ์ุ ม้ในแปลงตัวอย่างเพอ่ื น�ำกลบั มาถาม
ผู้รู้ หรือตรวจสอบ หรือคน้ คว้าต่อไป โดยใชป้ ากกาเคมีเขยี นรหสั แปลงตัวอยา่ งและหมายเลขตน้ ไมไ้ ว้บนถุงพลาสติกใสต่ ัวอยา่ ง
ภาพท่ี 3.6 การติดหมายเลขต้นไมใ้ นแปลงตัวอยา่ งถาวรเพ่อื ประเมนิ การกักเก็บคารบ์ อน

60 |

ภาพที่ 3.7 การจำ� แนกชนดิ ของพันธ์ไุ มโ้ ดยอาศัยลกั ษณะล�ำต้น กิง่ ใบ ดอก และผล

| 61

ทง้ั น้ี สำ� หรบั ไมย้ นื ตน้ และไมร้ นุ่ มกี ารวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก และวดั ความสงู หากมกี ารเกบ็ ขอ้ มลู กลา้ ไมร้ วมถงึ พชื ทกุ ชนดิ
ทุกขนาดที่มีความสูงตั้งแต่โคนจนถึงปลายยอดไม่ถึง 1.30 เมตร ในแปลงย่อยขนาด 1 x 1 เมตร จ�ำนวน 4 แปลง ใช้การตัดกล้าไม้
ทั้งหมดในแปลงตัวอย่างเพ่ือน�ำไปชั่งน�้ำหนักสด และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อน�ำไปอบแห้งในห้องปฏิบัติการและน�ำมาใช้ในการค�ำนวณ
นำ�้ หนกั แหง้ ของกลา้ ไม้

การวัดขนาดตน้ ไม้

การวัดขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลาง และเส้นรอบวง
เส้นผ่านศูนย์กลาง (diameter) หมายถึง ความยาวจากล�ำต้นของต้นไม้ด้านหน่ึงผ่านจุดใจกลางของต้นไม้ (pith) ไปด้านตรงข้ามอีก
ด้านหนึ่ง ส�ำหรับ เส้นรอบวง (girth) หมายถึง ความยาววัดรอบล�ำต้นของต้นไม้ โดยมาตรฐานในการวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและ
เสน้ รอบวง ทนี่ ิยมมรี ะดับมาตรฐานท่ีระดบั อก หรอื ท่รี ะดบั ความสงู 1.30 เมตร จากพ้ืนดิน เรียกว่า “เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางเพยี งอก” หรือ
(diameter at breast height: DBH) และ “เส้นรอบวงเพยี งอก” หรือ (girth at breast height: GBH) โดยการวดั DBH นิยมวดั ดว้ ย
เทปวดั เส้นผ่านศูนย์กลาง (diameter tape) แตใ่ นกรณที ี่ไมม่ เี ทปวัดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง สามารถใชเ้ ทปวดั ระยะปกติ หรือสายวัดตัว
เพือ่ วัดเส้นรอบวงก่อน แลว้ จงึ คำ� นวณเพื่อเปลย่ี นเป็นเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง ดังน้ี

DBH คือ เสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height) (เซนติเมตร)
GBH คอื เสน้ รอบวงเพยี งอก (girth at breast height) (เซนติเมตร)
โดยหลกั การในการเลือกวดั ทร่ี ะดับอก หรอื ท่ีระดบั 1.30 เมตร จากพ้ืนดินมเี หตผุ ลดังนี้
1) เปน็ ตำ� แหน่งทมี่ ีความสะดวกในการวัด ซ่งึ ต�ำแหนง่ น้ีเปน็ จุดที่ผู้วัดสามารถมองเหน็ สเกลของเครอ่ื งมอื ไดช้ ัดเจน และสามารถควบคุม
เคร่ืองมือใหอ้ ยูใ่ นต�ำแหนง่ ที่เหมาะสมได้ดี
2) เป็นต�ำแหน่งที่อยู่สูงกว่าต�ำหนิที่เกิดจากพูพอนของต้นไม้ซึ่งเป็นอุปสรรคในการวัด และพูพอนเป็นสาเหตุหน่ึงที่ท�ำให้การวัดมีความ
คลาดเคล่อื น
3) เปน็ การสรา้ งตำ� แหนง่ ทเี่ ปน็ มาตรฐานในการวดั เพอื่ ประโยชนใ์ นเชงิ เปรยี บเทยี บ ซง่ึ ทำ� ใหส้ ามารถเปรยี บเทยี บคา่ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
และเสน้ รอบวงกบั พ้ืนท่อี ่ืน ๆ ได้

62 |

ภาพท่ี 3.8 เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) และเสน้ รอบวงเพยี งอก (girth at breast height : GBH)
เส้นรอบวงเพียงอก - GBH
เส้นผา่ นศูนย์กลางเพียงอก - DBH

การวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกท่ีระดับความสูง 1.30 เมตร จากพ้ืนดินในปา่ พรุถ้าเป็นพื้นที่ค่อนขา้ งเรียบ หรือมีความลาดชัน
ไม่มาก ต้นไม้มีลักษณะเป็นล�ำต้นเดี่ยว (single stem) และไม่มีพูพอนก็จะท�ำการตรวจวัดท�ำได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เนอ่ื งจากตน้ ไม้อาจมลี กั ษณะพเิ ศษท่แี ตกตา่ งกนั ออกไปและลักษณะพ้นื ทก่ี ็มีความลาดชนั เปน็ สว่ นใหญ่ ดงั น้นั การกำ� หนดการวดั ขนาด
เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอกทร่ี ะดบั ความสงู 1.30 เมตร จงึ อาจมกี ารปรบั เปลยี่ นเพอ่ื ใหเ้ หมาะสมและเปน็ มาตรฐานเดยี วกนั โดยสามารถ
จำ� แนกไดเ้ ปน็ 8 ลักษณะ ดังน้ี

1) ตน้ ไมท้ ี่มีลกั ษณะลำ� ตน้ ปกตแิ ละขึน้ อยู่ในพ้นื ท่รี าบตำ� แหน่ง ทวี่ ัดจะตรงกบั 1.30 เมตร
2) ต้นไม้ท่ีมีลักษณะล�ำต้นมีปุ่มมีปมตรงกับ 1.30 เมตร การวัดอาจจะเลื่อนข้ึนหรือลงเพ่ือหลบปุ่มปมของต้นไม้โดยให้ใกล้กับ

ต�ำแหน่ง 1.30 เมตร มากทีส่ ุด
3) ต้นไม้ท่ีมีพูพอนมากจ�ำเป็นต้องหลีกเล่ียงต�ำแหน่งวัดขึ้นสูงเป็นพิเศษจะพบมากในป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ บางกรณีอาจจะ

ตอ้ งวดั ตรงตำ� แหน่งทสี่ งู กวา่ 3.00 เมตร เพื่อหลบพพู อนดงั กลา่ ว
4) ตน้ ไม้ทม่ี รี ากอากาศ เช่น ไม้โกงกาง จะวดั เหนือคอราก 0.20 – 0.30 เมตร
5) ต้นไม้ทแี่ ตกนางตรงต�ำแหน่ง 1.30 เมตร จะวดั ต�่ำลงมาที่ตำ� แหนง่ ประมาณ 1.00-1.20 เมตร เพือ่ ใหไ้ ด้ค่าล�ำต้นเพยี งคา่ เดียว
6) ต้นไมท้ ่ีแตกนางตรงระดบั ต�ำ่ หรอื แตกนางใกล้ 1.30 เมตร และไมส่ ามารถวดั ตรงตำ� แหนง่ ระดับต่ำ� ได้เนอื่ งจากมีการพอกของ

เนือ้ ไม้โตกวา่ ปกติ ต้องวดั ที่ตำ� แหนง่ สงู กว่า และวดั ตน้ ไม้ทกุ ต้นทมี่ ีการแตกนาง
7) ต้นไม้ที่ขึน้ อยู่บนทีล่ าดชนั สูงจะวดั ตำ� แหน่ง 1.30 เมตร ด้านบนของความลาดชนั
8) ตน้ ไมท้ ่มี ีลกั ษณะลำ� ตน้ ท่เี อนให้วัดต�ำแหน่ง 1.30 เมตร ด้านเอนออกไป

| 63

ภาพที่ 3.9 ขอ้ แนะนำ� ในการวดั ขนาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางและเส้นรอบวง

64 |

เครอื่ งมอื ส�ำหรับการวัดเส้นผ่านศนู ยก์ ลางและเส้นรอบวงของตน้ ไม้ ทีส่ �ำคัญมี ดังนี้
เทปวัดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง เป็นเคร่อื งมอื วดั งานเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางที่นิยมใชใ้ นงานทางปา่ ไม้ เพราะใชง้ านงา่ ยและพกพาสะดวก โดยจะ
มีสเกล 2 ดา้ น ดา้ นหน่งึ สามารถวัดขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางได้โดยตรง และอกี ดา้ นเปน็ สเกลปกตเิ หมือนเทปวดั หรอื สายวัดตวั ปกตทิ ี่
สามารถวัดคา่ เส้นรอบวง เทปวัดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางทน่ี ยิ มใช้ในประเทศไทยมหี นว่ ยเป็นเซนติเมตร ตัวเทปวดั เส้นผ่านศนู ย์กลางผลิตจาก
วัสดุหลายชนดิ เชน่ เหลก็ เปน็ ต้น ที่มีคุณสมบัตทิ นการยดื เม่ือใช้เป็นเวลานาน ท�ำให้การวดั มีความถกู ตอ้ ง
ภาพท่ี 3.10 เทปวดั เส้นผา่ นศนู ย์กลาง ใช้ส�ำหรับวดั ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง

| 65

เทปวัด หรือสายวัดตัว เป็นเทปวัดที่มีสเกลปกติ หรือสายวัดตัวปกติท่ีสามารถวัดค่าเส้นรอบวง เทปวัด หรือสายวัดตัวท่ีนิยมใช้ใน
ประเทศไทยดา้ นหนง่ึ มหี น่วยเป็นเซนตเิ มตร และอีกดา้ นหนึง่ มีหนว่ ยเป็นนว้ิ
ภาพที่ 3.11 เทปวัด หรอื สายวดั ตวั ใชว้ ดั ขนาดเส้นรอบวง

66 |

เวอรเ์ นยี ร์คาลปิ เปอร์ (Vernier caliper) บางคร้งั อาจเรยี ก เวอรเ์ นยี ร์ หรอื คาลปิ เปอร์ เครอื่ งมอื นนี้ ยิ มใช้วดั ต้นไม้ทม่ี ีลกั ษณะลำ� ตน้
ไม่ค่อยเป็นวงกลมมากนักแต่มีข้อจ�ำกัดคือขนาดต้นไม้ต้องมีขนาดเล็กกว่าเคร่ืองมือ โดยการใช้จะวัดสองคร้ังในทิศทางต้ังฉากกัน
เวอรเ์ นยี รค์ าลปิ เปอรม์ หี ลายขนาด อาจใชเ้ วอรเ์ นยี รค์ าลิปเปอร์ขนาดใหญ่วดั เสน้ ผ่านศนู ย์กลางของไมย้ ืนต้น แตน่ ิยมใช้เทปวดั เสน้ ผ่าน
ศนู ย์กลาง และสายวัดตวั เพือ่ วดั เสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง และเสน้ รอบวง มากกว่า แตน่ ิยมใชเ้ วอรเ์ นยี รค์ าลปิ เปอร์วดั เส้นผา่ นศูนย์กลางของ
ไม้รุ่นซึ่งมีขนาดเล็กท�ำให้วัดด้วยเทปวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ยาก นอกจากน้ี เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ขนาดเล็กยังมีท้ังรูปแบบอานาล็อก
(analog) และแบบดจิ ทิ ลั (digital) ทงั้ น้ี นยิ มใชเ้ วอร์เนยี ร์คาลิปเปอร์แบบดจิ ทิ ัลสำ� หรับวดั วดั เส้นผ่านศูนยก์ ลางของไม้รุน่ เพราะใช้ง่าย
และสะดวก
ภาพท่ี 3.12 เวอรเ์ นยี รค์ าลปิ เปอรข์ นาดใหญส่ ำ� หรบั วดั ไมย้ นื ตน้ (บน) และเวอรเ์ นยี รค์ าลปิ เปอรแ์ บบดจิ ทิ ลั สำ� หรบั วดั เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
ของไมร้ ุ่น (ล่าง)

| 67

การวดั ความสูงของตน้ ไม้
การวดั ความสงู ของตน้ ไมจ้ ะมคี วามยงุ่ ยากมากกวา่ วธิ กี ารวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอกเพราะผวู้ ดั จะไมส่ ามารถสมั ผสั ตน้ ไมข้ ณะวดั
ได้โดยตรง และอาจมีอุปสรรคในเรื่องของพื้นที่และรูปทรงเรือนยอดของต้นไม้ในการมองหาจุดสูงสุดที่ต้องการวัดความสูงของต้นไม้
ดังนน้ั จงึ จ�ำเป็นตอ้ งอธิบายหลักการในการวัดความสงู ต้นไม้และการใชเ้ ครอื่ งมือทถ่ี ูกวธิ ีจะช่วยลดคา่ ความคลาดเคลอื่ นดังกลา่ วได้
การวดั ความสูงโดยใชห้ ลักเรขาคณติ
การวัดความสูงโดยใช้หลักเรขาคณิต โดยใช้สมบัติของสามเหลี่ยมคล้าย ซ่ึงเป็นรูปเรขาคณิตที่คล้ายกัน หมายถึง รูปที่มุมเท่ากันทุกคู่
และอัตราส่วนของดา้ นทีม่ ีมุมเท่ากันย่อมมีคา่ เท่ากนั

ภาพที่ 3.13 หลกั การทางเรขาคณติ ในการวัดความสูงตน้ ไม้

จากภาพจะพบวา่
สามเหลีย่ ม Acd = สามเหลีย่ ม ACD
สามเหลี่ยม Acb = สามเหล่ยี ม ACB
สามเหล่ยี ม Abd = สามเหลี่ยม ABD

จากสามเหล่ียมคล้ายข้างตน้ สามารถคำ� นวณความสงู ต้นไมไ้ ด้ ดังสมการท่ี (1) และ (2)
CD/BD = cd/bd (1)
CD = BD × cd/bd (2)


เมื่อ A คอื จดุ เล็งของผ้วู ัด
cd คอื ความยาวเครอ่ื งมือวัดความสูง
b คอื เคร่ืองหมายที่แสดงถึงสัดสว่ นความยาวเครอ่ื งมือ
CD คือ ความสูงของตน้ ไม้
B คอื จดุ ทสี่ ายตาเลง็ ผา่ นต�ำแหนง่ ทเ่ี ปน็ สัดส่วนความยาวเครอ่ื งมอื ไปยังลำ� ต้นของตน้ ไม้

68 |

ตัวอย่างเครอ่ื งมือทม่ี ีการวดั โดยใช้หลกั การทางเรขาคณิต เป็นเครอื่ งมือทส่ี ามารถสรา้ งขึ้นไดเ้ อง มีดงั นี้
ไม้ 1 ตอ่ 10 เป็นเครื่องมือพน้ื ฐานในการวัดตน้ ไมท้ ่สี ามารถสร้างขึน้ ได้เอง อาจใชไ้ ม้ หรอื กระดาษแข็งฟวิ เจอรบ์ อร์ด ตัดใหม้ ีความยาว
ประมาณ 40 เซนตเิ มตร แบง่ สดั สว่ นเปน็ 10 สว่ น แลว้ ทำ� เครอ่ื งหมายทตี่ ำ� แหนง่ 1 ตอ่ 10 สว่ น ทำ� ใหส้ ามารถคำ� นวณความสงู ของตน้ ไม้
ได้ดังสมการท่ี (3)

CD = 10 BD (3)
ดงั นนั้ เมอื่ สายตาเลง็ ผา่ นเครอ่ื งหมาย 1 ตอ่ 10 ไปยงั ลำ� ตน้ ของตน้ ไม้ ความสงู ของตน้ ไมเ้ ทา่ กบั 10 เทา่ ของความสงู จากโคนไมถ้ งึ ระดบั
ทตี่ าเล็งผา่ นเครอ่ื งหมาย 1 ตอ่ 10 ทีห่ มายไว้ ขั้นตอนการวดั ต้นไม้ด้วยไม้ 1 ตอ่ 10 มีดงั นี้

• ผูว้ ัดยืนห่างจากตน้ ไม้ในระยะทเ่ี หมาะสม กลา่ วคอื ควรมีระยะในแนวราบมากกว่าความสงู ของต้นไม้ แต่ไมไ่ กลจนสายตามอง
เหน็ ไมช่ ดั
• ใหผ้ วู้ ัดถอื ไม้ 1 ตอ่ 10 โดยย่นื มอื ไปขา้ งหนา้ จนสดุ และใหเ้ คร่ืองมือตั้งฉากกับแนวระดับ
• เล็งสายตาผ่านปลายไม้ปลายบนไปยังยอดต้นไม้ และเล็งสายตาผ่านปลายไม้ปลายล่างไปยังโคนของต้นไม้โดยใช้วิธีเดินหน้า
เขา้ หาตน้ ไม้หรือถอยหลังออกจากตน้ ไม้จนกว่าจะไดจ้ ดุ ทีพ่ อดี
• เมอื่ ได้ตำ� แหนง่ ทีพ่ อดแี ลว้ ให้ใชส้ ายตาเล็งผ่านเคร่ืองหมาย 1 ต่อ 10 บนไมเ้ คร่ืองมอื ไปยังล�ำตน้ ของตน้ ไม้ โดยมีผู้วดั อกี คนอยู่
ท่ีตน้ ไมเ้ พอื่ ทำ� เครอ่ื งหมายท่จี ดุ น้ัน
• วัดความสูงจากโคนต้นไม้ถึงระดับทีท่ �ำเคร่อื งหมายไว้ (ค่า BD)
• เอาความสูงทีว่ ดั ได้คูณดว้ ย 10 จะเปน็ ความสงู ของต้นไม้น้นั ดังแสดงในสมการที่ (3) เช่น หากต�ำแหนง่ บนต้นไมว้ ดั ความสูงได้
1.75 เมตร แสดงวา่ ต้นไมส้ งู 17.5 เมตร เป็นต้น
ภาพท่ี 3.14 การวดั ความสงู ตน้ ไม้ดว้ ยไม้ 1 ตอ่ 10

ต�ำแหน่งที่วัดไดบ้ นตน้ ไม้

เครื่องหมาย
1 ต่อ 10

| 69

ขอ้ ควรระวงั ในการวดั ความสงู ของต้นไมด้ ว้ ยไม้ 1 ตอ่ 10 มดี งั นี้
• การเล็งโดยใชส้ ายตาตอ้ งไม่กม้ หน้าหรือเงยหนา้ เมือ่ เลง็ ไปยงั โคนตน้ ไม้หรอื จดุ สูงสุดของไมท้ าบโคนใหใ้ ชว้ ิธีเหลอื บสายตา
• ตอ้ งพยายามเลือกแนวการวดั ทร่ี ะดับราบทส่ี ดุ
• ตอ้ งถอื เครื่องมอื ใหต้ ้ังฉากกับแนวระดบั ทสี่ ุด
• ถา้ ใชไ้ ม้ 1 ตอ่ 10 สนั้ เกนิ ไปจะทำ� ใหย้ นื หา่ งจากตน้ ไมม้ ากขณะเลง็ วดั และถา้ ใชไ้ ม้ 1 ตอ่ 10 ยาวเกนิ ไป การเลง็ ผา่ นแนว 1 ตอ่ 10
ไปยังล�ำต้นของต้นไมอ้ าจผิดพลาดได้งา่ ย

ครสิ เตนฮปิ โซมเิ ตอร์ (Christen’s hypsometer) เปน็ เครอื่ งมอื ทส่ี รา้ งขน้ึ โดยใชห้ ลกั เรขาคณติ อกี แบบหนง่ึ เพอื่ คำ� นวณสเกลเปน็ สดั สว่ น
อยบู่ นตวั เครอื่ งมอื โดยใชร้ ว่ มกบั ไมท้ าบโคนทมี่ คี วามสงู สอดคลอ้ งกบั สเกลบนตวั เครอ่ื งมอื เชน่ ไมท้ าบโคนยาว 2 เมตร เปน็ ตน้ ไมจ่ ำ� เปน็
ต้องวัดระยะทางจากต้นไม้ถึงผู้วัด และผู้วัดสามารถท�ำงานเพียงล�ำพังได้ เพียงแต่วางไม้ทาบโคนไว้ที่โคนต้นไม้ และไปยืนในต�ำแหน่งท่ี
สามารถเล็งเห็นจุดโคนไม้ จุดความสูงที่ต้องการวัดและจุดสูงสุดของไม้ทาบโคนก็จะสามารถทราบความสูงของต้นไม้ได้ ขั้นตอนการวัด
ความสงู ด้วยคริสเตนฮปิ โซมิเตอร์ มดี งั นี้

• ผู้วัดเอาไม้ทาบโคนตั้งท้ิงไว้ท่ีโคนต้นไม้ให้สามารถมองเห็นปลายไม้ทาบโคนถนัดเมื่อเวลาเล็งวัด อาจพ่นสีแดงท่ีไม้ทาบโคน
เพือ่ ท�ำใหส้ งั เกตได้งา่ ย
• ผู้วัดยืนห่างจากต้นไม้ในระยะท่ีเหมาะสมกล่าวคือควรมีระยะในแนวราบมากกว่าความสูงของต้นไม้ แต่ไม่ไกลจนสายตามอง
ไม่คอ่ ยชดั
• ผูว้ ดั ยืนถือครสิ เตนฮิปโซมเิ ตอรโ์ ดยย่นื มอื ไปขา้ งหน้าจนสดุ และใหเ้ คร่ืองมอื ตั้งฉากกบั แนวระดับ
• ให้ผู้วัดเล็งสายตาผ่านปลายเคร่ืองมือปลายบนไปยังยอดไม้และเล็งผ่านเคร่ืองมือปลายล่างไปยังโคนต้นไม้ โดยใช้วิธีการเดิน
เข้าหาตน้ ไม้หรือเดินถอยหลังออกจากตน้ ไมจ้ นกว่าจะได้จดุ พอดี
• เมื่อเล็งจนได้จุดพอดีแล้วให้ผู้วัดเล็งสายตาผ่านเครื่องมือไปยังปลายไม้ทาบโคน จุดท่ีเล็งผ่านบนเคร่ืองมือเมื่ออ่านค่าแล้วก็คือ
ความสูงของตน้ ไม้นัน้
ข้อควรระวงั ในการวดั ความสูงของต้นไมด้ ว้ ยคริสเตนฮิปโซมิเตอร์ มีดงั น้ี
• ผูว้ ัดตอ้ งไม่กม้ หนา้ หรือเงยหนา้ ขณะวัดยอดไมห้ รอื โคนต้นไม้ โดยให้ใช้การเหลอื บตา
• ตอ้ งถือเครื่องมือใหต้ ัง้ ฉากกบั แนวระดบั มากทีส่ ุด
• พยายามเลอื กท่ีราบทส่ี ดุ ในแนวทย่ี นื เล็งวดั
• ครสิ เตนฮิปโซมเิ ตอรท์ สี่ ร้างขึน้ ต้องระบคุ วามยาวของไมท้ าบโคนกำ� กับไวด้ ้วย
ถ้าต้นไมท้ ี่จะวัดเอยี ง การตงั้ ไม้ทาบโคนจะต้องวางแนบชิดกบั ล�ำตน้ เป็นมุมเดียวกนั เพือ่ จะใหผ้ ลการวดั เปน็ ความสูงของล�ำต้นจริง ๆ

70 |

ภาพท่ี 3.15 การวดั ความสงู ต้นไมด้ ว้ ยครสิ เตนฮิปโซมเิ ตอร์ และไมท้ าบโคนยาว 2 เมตร

| 71

การวัดความสงู โดยใช้หลกั ตรีโกณมติ ิ
การวดั ความสงู โดยใชห้ ลกั ตรโี กณมติ ิ โดยใชส้ มบตั ขิ องสามเหลยี่ มคลา้ ยตามหลกั เรขาคณติ มาเขยี นเปน็ ฟงั กช์ นั ตรโี กณมติ ิ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั
อตั ราสว่ นระหว่างดา้ นของสามเหล่ียม และมุมของสามเหลี่ยม ได้ดงั สมการที่ (4) – (7)

ภาพท่ี 3.16 หลกั การทางตรโี กณมิตใิ นการวัดความสงู ต้นไม้

จากภาพจะพบว่า CB/BA หรอื CB = BA (tan θ) (4)
tan θ = BD/BA หรือ BD = BA (tan α) (5)
tan α =

จะไดค้ วามสงู ตน้ ไม้ (CD) เท่ากบั (6)
CD = BA (tan θ) + BA (tan α) หรอื (7)
CD = BA (tan θ + tan α)

เมือ่ A คือ จดุ เลง็ ของผู้วัด
CD คือ ความสูงของตน้ ไม้
B คอื ตำ� แหนง่ ท่สี ายตาเลง็ ผ่านเครื่องมือไปยงั ลำ� ตน้ ของต้นไม้
θ คือ มมุ ระหว่างปลายยอดของตน้ ไมก้ ับต�ำแหน่งท่สี ายตาเลง็ ผา่ นเคร่อื งมือไปยงั ลำ� ต้นของต้นไม้
α คือ มุมระหว่างโคนของตน้ ไม้กบั ต�ำแหน่งทีส่ ายตาเล็งผ่านเครอื่ งมอื ไปยงั ลำ� ต้นของต้นไม้

72 |

ตวั อยา่ งเคร่ืองมอื ท่มี กี ารวัดโดยใชห้ ลักการทางตรโี กณมติ ิ มดี ังนี้
ฮากาแอลตมิ เิ ตอร์ (Haga altimeter) เป็นเครื่องมือทีส่ รา้ งข้ึนจากหลกั ตรโี กณมติ ิ มรี ูปรา่ งคลา้ ยปืน ภายในตัวเครื่องมลี กู ตมุ้ ถ่วงตาม
แรงโนม้ ถ่วงของโลกในขณะวัด มีเขม็ ชีส้ เกลต่าง ๆ ซึ่งใชบ้ อกคา่ ความสงู ของตน้ ไม้ โดยสเกลจะปรับไปตามระยะทางทีย่ ืนหา่ งจากตน้ ไม้
ในแนวราบ มรี ะยะทาง 15, 20, 25 และ 30 เมตร ตามล�ำดบั ในการวดั ความสูงของตน้ ไม้ใชเ้ ครอื่ งมอื เล็งไปยงั โคนและปลายยอดตน้ ไม้
ภาพท่ี 3.17 การวดั ความสูงด้วยเครื่องมอื Haga altimeter

| 73

กลอ้ งวัดระยะ (Laser Rangefinder) ยหี่ อ้ Nikon รนุ่ Forestry Pro เป็นเคร่ืองมอื ทสี่ ร้างข้นึ จากหลกั ตรีโกณมิติ มีกล้องเล็งลกั ษณะ
คลา้ ยกลอ้ งสอ่ งทางไกลโดยทว่ั ไป สามารถเลง็ และวดั ระยะทางทางลาดและความสงู ได้ สามารถวดั ระยะทางโดยไมต่ อ้ งใชเ้ ปา้ ปรซิ มึ ไดไ้ กล
ประมาณ 10 ถึง 500 เมตร แสดงผลการวดั ระยะทางและความสูงเป็นตวั เลข บนจอ LCD ทงั้ ภายในและภายนอกกลอ้ งสอ่ ง
ภาพที่ 3.18 การใชก้ ล้องวดั ระยะ (Laser Rangefinder) ยี่ห้อ Nikon ร่นุ Forestry Pro วดั ความสูงของต้นไม้

ในการวัดความสูงของต้นไม้ส่วนใหญ่เคร่ืองมือท่ีมีการวัดโดยใช้หลักการทางตรีโกณมิติ เป็นเครื่องมือท่ีมีราคาสูง การวัดต้นไม้อาจจะมี
ความสะดวกมากกว่าการใช้เครื่องมือท่ีมีการวัดโดยใช้หลักการทางเรขาคณิตซึ่งเป็นเคร่ืองมืออย่างง่ายท่ีสามารถท�ำข้ึนได้เอง อย่างไร
กต็ าม ในการวดั ความสงู ของตน้ ไมไ้ มว่ า่ จะเปน็ เครอ่ื งมอื แบบใดมคี วามถกู ตอ้ งใกลเ้ คยี งกนั หากวดั ตามหลกั การอยา่ งถกู ตอ้ ง ขอ้ ผดิ พลาด
ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความระมัดระวังของผู้วัด ปัญหาสายตาของผู้วัด อุปสรรคในพื้นท่ีมีต้นไม้หนาแน่น หรือพื้นท่ีมีความลาดชัน
ท�ำให้ผวู้ ัดเห็นโคนต้นและปลายยอดของต้นไม้ไมช่ ดั เจน ตลอดจนความเหนอ่ื ยล้าของผูว้ ดั เมอ่ื ท�ำงานเปน็ ระยะเวลานาน ดังนน้ั ผ้วู ัดจึง
ควรวดั ต้นไม้ดว้ ยความระมดั ระวังเพือ่ ใหค้ วามสงู ของตน้ ไม้มีความถกู ตอ้ งยงิ่ ข้ึน

74 |

การค�ำนวณการกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพของตน้ ไม้

การคำ� นวณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของตน้ ไม้ ประกอบดว้ ยหลายขน้ั ตอน ตงั้ แตก่ ารนำ� ขอ้ มลู ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางของตน้ ไม้
และความสงู มาคำ� นวณเปน็ มวลชวี ภาพทง้ั ส่วนเหนอื ดนิ และใตด้ นิ และค�ำนวณต่อเปน็ การกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพ
ภาพที่ 3.19 ข้ันตอนการคำ� นวณการกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของต้นไม้

การคำ� นวณมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ (รายตน้ )
ด้วยสมการแอลโลเมตรี

การค�ำนวณมวลชวี ภาพใต้ดนิ (รายต้น)
ด้วยคา่ สัดส่วนนำ้� หนักแหง้ ของรากลำ� ต้น

การค�ำนวณมวลชีวภาพรวม (รายตน้ )
จากมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และมวลชวี ภาพใตด้ ิน

การค�ำนวณมวลชีวภาพรวมต่อหนว่ ยพืน้ ท่ี
การค�ำนวณการกักเก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพรวม

ด้วยคา่ สัดสว่ นของคาร์บอน

การค�ำนวณมวลชีวภาพเหนือพนื้ ดิน
การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ส่วนเหนือพื้นดินของต้นไม้ในป่าพรุ สามารถค�ำนวณได้โดยใช้สมการแอลโลเมตรี
(allometric equation) ซ่ึงเป็นสมการความสัมพันธ์ระหว่างมวลชีวภาพส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่อยู่เหนือดิน ได้แก่ ล�ำต้น กิ่ง ใบ
และส่วนอื่น ๆ กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง และความสูงของต้นไม้ การเลือกใช้สมการแอลโลเมตรีให้เหมาะสมกับพื้นท่ีส�ำรวจจึงเป็น
ส่ิงสำ� คัญ การคำ� นวณโดยใชส้ มการแอลโลเมตรที พ่ี ัฒนาขึ้นสำ� หรับพน้ื ทีป่ ่าพรทุ ีท่ ำ� การส�ำรวจมคี วามเหมาะสมมากทส่ี ุด หากไม่สามารถ
หาสมการแอลโลเมตรีเฉพาะได้ สามารถเลือกใช้สมการแอลโลเมตรีที่มีการศึกษาและตีพิมพ์ในบทความทางวิชาการที่เหมาะสมกับ
พรรณไม้ในปา่ พรุ ทง้ั สมการแอลโลเมตรีทีเ่ หมาะสมกับไม้ยนื ตน้ และไมร้ ุ่น โดยใช้ขอ้ มูลขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก และความสูง
ของต้นไมจ้ ากการส�ำรวจข้อมลู ภาคสนาม


| 75

สมการสำ� หรบั มวลชวี ภาพของไม้ยืนต้นในพ้นื ทีพ่ รุควนเครง็

สมการ ทีม่ า

เสมด็ ขาว กอบศักด์ิ และคณะ (2559)
WS = 0.0661 (DH)1.2178 สมการพรรณไมป้ า่ ดงดิบ
WB = 0.0094 (DH)1.3903 Tsutsumi et.al. (1983)
WL = 0.2226 (DH)1.0641
WBa = 0.0029 (DH)1.4567
WAG = Ws+Wb+WL+WBa
พรรณไม้ปา่ พรุ
WS = 0.0509 (D2H)0.919
WB = 0.00893 (D2H)0.977
WL = 0.0140 (D2H)0.669
WAG = WS+WB+WL

เถาวัลย์ ชิงชัยและคณะ (2554)
WAG = 0.8622 (D)2.0210

ขอ้ มูลท่ีค�ำนวณ/ตัวแปรทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

WS = มวลชีวภาพของลำ� ต้น (กโิ ลกรมั ต่อตน้ )
WB = มวลชีวภาพของกง่ิ (กิโลกรมั ตอ่ ต้น)
WL = มวลชีวภาพของใบ (กโิ ลกรัมต่อต้น)
WBa = มวลชวี ภาพของเปลอื ก (เฉพาะเสม็ดขาว) (กิโลกรัมตอ่ ตน้ )
WAG = มวลชวี ภาพเหนือดนิ (กโิ ลกรมั ตอ่ ต้น)

76 |

สมการสำ� หรับมวลชีวภาพของไม้รุน่ ในพน้ื ทพ่ี รุควนเครง็ ที่มา
สมการ กอบศักด์ิ และคณะ (2559)
เสม็ดขาว
WS = 0.1050 (DBH)1.9916 ธิติ และชลธดิ า (2547)
WB = 0.02001 (DBH)2.1419
WL = 0.0062 (DBH)2.9918
WAG = WS+WB+WL
พรรณไมอ้ ่ืน
WS = 0.0702 (D2H)0.8737
WB = 0.0093 (D2H)0.9403
WL = 0.0244 (D2H)1.0517
WAG = WS+WB+WL
ข้อมลู ทคี่ ำ� นวณ/ตัวแปรทเี่ ก่ียวขอ้ ง
WS = มวลชวี ภาพของลำ� ต้น (กโิ ลกรัมตอ่ ต้น)
WB = มวลชวี ภาพของกง่ิ (กโิ ลกรมั ตอ่ ต้น)
WL = มวลชวี ภาพของใบ (กิโลกรัมตอ่ ต้น)
WAG = มวลชีวภาพเหนือดนิ (กิโลกรมั ตอ่ ต้น)

การคำ� นวณมวลชีวภาพใตด้ นิ
การค�ำนวณมวลชีวภาพใตด้ นิ ไม่นยิ มใชส้ มการแอลโลเมตรี เนอื่ งจากสมการแอลโลเมตรีส�ำหรับประเมนิ มวลชีวภาพของรากมีการศกึ ษา
และตพี มิ พใ์ นบทความทางวชิ าการอยคู่ อ่ นขา้ งจำ� กดั ดงั นน้ั การประเมนิ ปรมิ าณมวลชวี ภาพใตด้ นิ ของตน้ ไมส้ ามารถคำ� นวณจากมวลชวี ภาพ
เหนือพืน้ ดนิ ได้ โดยใช้ค่าสัมประสิทธอ์ิ ตั ราส่วนระหว่างมวลชีวภาพใต้ดนิ และมวลชวี ภาพเหนือดนิ หรอื ค่าสัดสว่ นน�้ำหนกั แหง้ ของราก
ต่อล�ำตน้ ของตน้ ไม้ (root/shoot ratio: RS) ดังนี้

WAG คอื มวลชวี ภาพเหนือดิน (above-ground biomass) (กโิ ลกรมั ต่อต้น)
WBG คอื มวลชีวภาพใตด้ ิน (below-ground biomass) (กิโลกรมั ต่อต้น)
RS คอื ค่าสัดส่วนน้ำ� หนักแหง้ ของรากต่อลำ� ต้นของต้นไม้ (root/shoot ratio)
สัดส่วนน้�ำหนักแห้งของรากต่อล�ำต้นของต้นไม้เพ่ือน�ำมาประเมินหามวลชีวภาพใต้ดินของต้นไม้ สามารถเลือกใช้ค่าสัดส่วนน้�ำหนักแห้ง
ของรากตอ่ ลำ� ตน้ ทีม่ ีการตพี มิ พใ์ นบทความทางวิชาการและมคี วามเหมาะสมกับพ้ืนท่ีปา่ พรุท่ที �ำการส�ำรวจ

| 77

พรรณไม้ คา่ สัมประสทิ ธ์สิ �ำหรับคำ� นวณมวลชวี ภาพใตด้ นิ ท่มี า
พรรณไมป้ ่าพรุ คา่ สัดส่วนน้ำ� หนกั แหง้ ของรากต่อลำ� ต้น IPCC (2006)
0.37 IPCC (2006)
เสมด็ 0.37 คณะวนศาสตร์ (2554)
โกงกาง 0.48 คณะวนศาสตร์ (2554)
ปาลม์ 0.47 IPCC (2006)
0.27 IPCC (2006)
ไผ่ 0.27
เถาวัลย์

การค�ำนวณมวลชวี ภาพรวม
การคำ� นวณมวลชีวภาพรวมทงั้ ส่วนที่อย่เู หนือดนิ และสว่ นใตด้ ิน สามารถคำ� นวณได้ดงั นี้

WT คือ มวลชวี ภาพรวม (total biomass) (กโิ ลกรมั ตอ่ ต้น)
WAG คอื มวลชวี ภาพเหนอื ดิน (above-ground biomass) (กิโลกรัมต่อต้น)
WBG คอื มวลชวี ภาพใต้ดิน (below-ground biomass) (กิโลกรัมต่อตน้ )
อย่างไรก็ตาม การประเมินมวลชีวภาพเหนือดิน มวลชีวภาพใต้ดิน และมวลชีวภาพรวม ด้วยสมการแอลโลเมตรี เป็นการประเมิน
มวลชวี ภาพรายตน้ ดงั นัน้ จำ� เปน็ ต้องนำ� ผลรวมทั้งหมดของตน้ ไมท้ กุ ตน้ ในแปลงตัวอยา่ งมาคำ� นวณเปน็ มวลชีวภาพต่อหนว่ ยพ้นื ท่ี ดังน้ี

WA คอื มวลชวี ภาพรวมต่อพนื้ ท่ี (ตนั ต่อไร่)
WT คอื มวลชีวภาพรวม (total biomass) (กิโลกรัมต่อต้น)
A คอื พื้นทีแ่ ปลงตวั อย่าง (ตารางเมตร)
การค�ำนวณการกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพ
ในการค�ำนวณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพทั้งส่วนที่อยู่เหนือพ้ืนดินและส่วนท่ีอยู่ใต้ดิน ค่าสัมประสิทธ์ิท่ีจ�ำเป็นต้องน�ำมาใช้คือ
ค่าสัดส่วนคาร์บอน (carbon fraction: CF) ซ่ึงเป็นปริมาณคาร์บอนท่ีสะสมในมวลชีวภาพของต้นไม้ มีการผันแปรระหว่างชนิดของ
พรรณไม้ไม่มากนัก โดยคณะวนศาสตร์ (2554) รวบรวมข้อมูลค่าสัดส่วนของคาร์บอนของพรรณไม้ป่าต่าง ๆ โดยค�ำนวณการกักเก็บ
คารบ์ อนในมวลชวี ภาพรวม ดังนี้

CT คอื การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพรวม (carbon storage in total biomass) (ตนั ต่อไร่)
WA คอื มวลชวี ภาพรวมตอ่ พ้นื ท่ี (total biomass) (ตันตอ่ ไร่)
CF คือ คา่ สัดส่วนคารบ์ อน (carbon fraction: CF)

78 |

พรรณไม้ สดั สว่ นคาร์บอนในเนื้อไมข้ องชนดิ /พรรณไมต้ ่าง ๆ ที่มา
พรรณไมป้ า่ พรุ สดั สว่ นคาร์บอน IPCC (2006)
0.47 สาพิศ และคณะ (2559)
เสมด็ 0.48 คณะวนศาสตร์ (2554)
โกงกาง 0.47 คณะวนศาสตร์ (2554)
ปาลม์ 0.41 IPCC (2006)
0.47 IPCC (2006)
ไผ่ 0.47
เถาวลั ย์

การค�ำนวณการดูดซับกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยอาศยั สดั สว่ นของมวลโมเลกลุ ของคารบ์ อน และก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ ดงั น้ี

CO2 คอื อัตราการดูดซบั ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 sequestration) (ตนั ตอ่ ไร)่
CT คือ การกกั เกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพรวม (carbon storage in total biomass) (ตนั ตอ่ ไร่)

ตัวอย่างการตรวจวัดปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชีวภาพของป่าพรุ

การวางแปลงตัวอยา่ ง
การตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพน้ื ทป่ี า่ พรดุ ง้ั เดมิ (undisturbed peat swamp forest) ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ ตงั้ อยทู่ ่ี
อำ� เภอควนขนนุ จงั หวดั พทั ลงุ เปน็ ปา่ พรดุ งั้ เดมิ อยใู่ นทลี่ มุ่ รมิ ทะเลสาบ เดมิ ชอ่ื สวนพฤกษศาสตรพ์ ทั ลงุ อยใู่ นพนื้ ทข่ี องเขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่
ทะเลนอ้ ย เขตปา่ สงวนแหง่ ชาตปิ า่ คลองยวน และทดี่ นิ สาธารณประโยชนท์ งุ่ สระ ในทอ้ งทตี่ ำ� บลพนางตงุ อำ� เภอควนขนนุ จงั หวดั พทั ลงุ
มเี นือ้ ทีป่ ระมาณ 6,100 ไร่ อยูใ่ นความรับผดิ ชอบของส�ำนกั หอพรรณไม้ กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ชื
สภาพพนื้ ทว่ั ไปทที่ ำ� การสำ� รวจพรรณไมท้ พ่ี บเกอื บทงั้ หมดนน้ั พบเสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi Powell) เปน็ พรรณไมเ้ ดน่ โดยเสมด็ ขาว
ท่ีพบบางต้นมีขนาดใหญ่มาก และยังพบพรรณไม้ท่ีสามารถขึ้นได้ในสภาพพื้นที่ท่ีมีน�้ำท่วมขังอยู่เป็นประจ�ำ รวมถึงพรรณไม้พื้นล่าง
และไมเ้ ลื้อย โดยสภาพพน้ื ที่โดยรวมมนี �้ำทว่ มขังเกอื บตลอดทั้งปี และต้นไมม้ ีการลม้
วางแปลงตัวอยา่ งถาวร รปู รา่ งสี่เหลีย่ มจัตรุ ัส ขนาด 50 เมตร x 50 เมตร จ�ำนวน 4 แปลง รวมเป็นพ้ืนท่ี 1 เฮกตาร์ หรอื 6.25 ไร่
ในแปลงตวั อย่างถาวรแตล่ ะแปลง แบง่ เป็นแปลงยอ่ ยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร เพื่อเก็บข้อมูลไม้ตน้ และวางแปลงตัวอย่างยอ่ ยขนาด
4 เมตร × 4 เมตร ในท่ีนีว้ างแปลงมุมล่างด้านซา้ ยจำ� นวน 9 แปลงท่ีอยใู่ นแนวทแยงมมุ เพื่อเกบ็ ข้อมลู ไมร้ ่นุ และวางแปลงตัวอย่างย่อย
ขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ท่ีมุมล่างดา้ นซ้าย เพ่อื เก็บข้อมูลกล้าไม้ และพืชพ้นื ลา่ งอนื่ ๆ

| 79

ภาพท่ี 3.20 สภาพพื้นท่ี และลักษณะสงั คมพชื ป่าพรดุ ั้งเดมิ ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ

80 |

ภาพท่ี 3.21 แผนทแี่ ปลงตัวอย่างถาวร เพอื่ ตรวจวดั ปริมาณคารบ์ อนจากแหล่งสะสมคารบ์ อนต่าง ๆ ณ พืน้ ที่ป่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์
พนางตุง

| 81

ภาพที่ 3.22 การวางแปลงตัวอย่างถาวร ขนาด 50 เมตร x 50 เมตร เพื่อตรวจวดั ปริมาณคารบ์ อนในมวลชีวภาพของไม้ยนื ตน้ ไม้รนุ่
และกล้าไม้ ณ พ้นื ทป่ี า่ พรุสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ

การเก็บข้อมลู
1) การเกบ็ ขอ้ มลู ไมย้ นื ตน้ ในแปลงขนาด 50 เมตร × 50 เมตร แบง่ เปน็ แปลงยอ่ ยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร เพอ่ื เกบ็ ขอ้ มลู ไมย้ นื ตน้
ทุกชนิดทมี่ ีขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางเพียงอกเทา่ กบั หรอื มากกวา่ 4.5 เซนติเมตร โดยทำ� การจำ� แนกชนิดของตน้ ไม้ วดั เส้นผา่ นศนู ย์กลาง
เพียงอกด้วยเทปวดั เสน้ ผ่านศูนย์กลาง และวดั ความสูงของต้นไม้ทกุ ตน้ ในแปลงดว้ ยเครื่องมอื วดั ความสูง (Vertex Hypsometer)
2) การเกบ็ ข้อมลู ไม้รุ่น ในแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร จำ� นวน 9 แปลง ท่ีอย่ใู นแนวทแยงมุม ให้วางแปลงตัวอย่าง
ยอ่ ยขนาด 4 เมตร × 4 เมตร ทม่ี มุ ลา่ งดา้ นซา้ ยเพอ่ื เกบ็ ขอ้ มลู ไมร้ นุ่ ทมี่ ขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอกนอ้ ยกวา่ หรอื เทา่ กบั 4.5 เซนตเิ มตร
และความสงู มากกวา่ 1.30 เมตร ทำ� การเกบ็ ขอ้ มลู โดยจำ� แนกชนดิ ของไมร้ นุ่ วดั เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอกดว้ ยเทปวดั เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
และความสูงของต้นไม้ด้วยเทปวดั ระยะ

82 |

3) การเก็บขอ้ มูลกลา้ ไม้พืชพน้ื ลา่ ง ในแปลงตวั อยา่ งย่อยขนาด 4 เมตร × 4 เมตร จำ� นวน 9 แปลงทอี่ ยู่ในแนวทแยงมมุ ใหว้ างแปลง
ตวั อย่างยอ่ ยขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ที่มุมล่างดา้ นซ้าย เพอื่ เกบ็ ข้อมูลกลา้ ไมท้ ่ีมคี วามสูงน้อยกวา่ หรือเทา่ กับ 1.30 เมตร ท�ำการเก็บ
ขอ้ มูลโดยจ�ำแนกชนิดของไม้รุ่น และนับจ�ำนวนกลา้ ไม้ของป่าพรุ
ภาพที่ 3.23 การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยเทปวัดเส้นผ่านศูนย์กลาง และวัดความสูงของต้นไม้ทุกต้นในแปลงด้วยเครื่องมือ
วัดความสงู (Vertex Hypsometer) ในแปลงตัวอยา่ งป่าพรุ

ในการเกบ็ ขอ้ มลู ตน้ ไมใ้ นแปลงตวั อยา่ ง มกี ารจดั เตรยี มแบบฟอรม์ สำ� หรบั ใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มลู ประกอบดว้ ยแบบฟอรม์ สำ� หรบั บนั ทกึ ขอ้ มลู
ลกั ษณะพนื้ ทขี่ องแปลงตวั อยา่ ง ซง่ึ อาจมพี น้ื ทสี่ ำ� หรบั วาดแผนทร่ี า่ ง (sketch map) ของแปลงตวั อยา่ ง และแบบฟอรม์ สำ� หรบั บนั ทกึ ขอ้ มลู
ของไม้ยืนต้น ไม้รุ่น และกล้าไม้ ในการเก็บข้อมูลครั้งนี้ วัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยเทปวัดเส้นผ่านศูนย์กลาง จึงบันทึกเป็น
เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก หากใช้สายวัดตัวควรออกแบบให้แบบฟอร์มมีช่องบันทึกเส้นรอบวงเพียงอกแทน แล้วไปค�ำนวณเป็น
เส้นผา่ นศูนยก์ ลางเพียงอกต่อไป

| 83

ภาพท่ี 3.24 ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ บนั ทกึ ขอ้ มลู ลกั ษณะพนื้ ทข่ี องแปลงตวั อยา่ งถาวร ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ ณ พนื้ ทปี่ า่ พรสุ วนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ
ภาพท่ี 3.25 ตัวอย่างแบบฟอร์มบนั ทกึ ข้อมลู ไมย้ ืนตน้ ในแปลงตวั อยา่ งถาวร ปา่ พรดุ ง้ั เดิม ณ พ้ืนทีป่ า่ พรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตงุ

84 |

ภาพที่ 3.26 ตวั อย่างแบบฟอร์มบันทกึ ขอ้ มูลไมร้ ุน่ ในแปลงตัวอย่างถาวร ป่าพรดุ ั้งเดิม ณ พ้นื ที่ปา่ พรสุ วนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง
ภาพที่ 3.27 ตวั อย่างแบบฟอร์มบนั ทกึ ขอ้ มูลกล้าไมใ้ นแปลงตวั อย่างถาวร ป่าพรุดง้ั เดิม ณ พ้นื ที่ปา่ พรสุ วนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง

| 85

การวิเคราะห์ขอ้ มลู
ข้นั ตอนการวิเคราะหข์ อ้ มลู มดี ังนี้

• คำ� นวณหาปรมิ าณมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ (above-ground biomass) ของพนั ธไ์ุ มใ้ นแปลงตวั อยา่ ง ในการศกึ ษาครงั้ นใี้ ชส้ มการ
แอลโลเมตรี โดยใชส้ มการแอลโลเมตรขี องไมเ้ สมด็ ขาว แยกจากพรรณไมช้ นดิ ตา่ ง ๆ ในปา่ พรุ ซงึ่ เปน็ สมการแอลโลเมตรที ไี่ ดม้ ี
ผูท้ ำ� การศกึ ษาไว้แล้ว
• คำ� นวณมวลชวี ภาพของส่วนใตด้ นิ (ราก) ใช้อตั ราสว่ นของมวลชวี ภาพใต้ดนิ ตอ่ มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 0.37 ของปา่ ดงดบิ
เขตร้อน (tropical rain forest)
• ค�ำนวณมวลชวี ภาพรวมของส่วนเหนอื ดินและใตด้ นิ
• วเิ คราะห์มวลชีวภาพรวมต่อพื้นที่ (ตันตอ่ ไร่)
• วเิ คราะหก์ ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพรวม (ตนั ตอ่ ไร)่ โดยใชค้ า่ สดั สว่ นคารบ์ อนของไมเ้ สมด็ ขาว และพรรณไมช้ นดิ ตา่ ง ๆ
ในป่าพรุ เท่ากบั 0.48 และ 0.47 ตามลำ� ดับ
• คำ� นวณเป็นคา่ การดดู ซับก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ (ตนั คาร์บอนไดออกไซดต์ อ่ ไร)่
ผลการส�ำรวจ
พ้ืนที่ป่าพรุด้ังเดิม ณ สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ยังเป็นป่าท่ีค่อนข้างสมบูรณ์ มีพรรณไม้ป่าพรุหลากหลายชนิด ท่ีส�ำคัญ เช่น เสม็ด
(Melaleuca cajuputi) จกิ นำ้� (Barringtonia acutangula) กมุ่ นำ�้ (Crateva religiosa) พดุ นำ�้ (Gardenia angusta) ชะเมา (Eugenia
grandus) กระท่อมขี้หมู (Mitragyna diversifolia) เมา (Syzygium grande) ไทร (Ficus sp.) ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus) หวา้ นำ้�
(Eugenia oblata) ตะขบน�้ำ (Scolopia macrophylla) ไข่เน่า (Vitex glabrata) และ มันปู (Artanema longifolium) เป็นต้น
ตลอดจนเถาวลั ย์ ไมเ้ ลอื้ ย ไมพ้ น้ื ลา่ ง เชน่ กก (Cyperus imbricatus) และ ยา่ นลเิ ภา (Lygodium microphyllum) โดยมคี วามหนาแนน่
ของไมย้ นื ตน้ เฉลย่ี 291 ตน้ ตอ่ ไร่ แตพ่ บไมร้ นุ่ และกลา้ ไมน้ อ้ ยมาก แตพ่ บไมพ้ นื้ ลา่ งหลายชนดิ โดยมปี รมิ าณมวลชวี ภาพรวมเฉลยี่ เทา่ กบั
84.41 ตันต่อไร่ คิดเป็นการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 40.35 ตันต่อไร่ และการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เฉลยี่ เทา่ กบั 147.95 ตนั คารบ์ อนไดออกไซด์ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของปา่ พรแุ หง่ นมี้ คี า่ สงู เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั ปา่ พรแุ หง่ อน่ื ๆ
เนอื่ งจากยังเปน็ ป่าพรุทคี่ ่อนขา้ งสมบูรณ์

86 |

ตารางที่ 3. 1 คา่ เฉล่ียการเตบิ โตไมย้ ืนตน้ และไมร้ ่นุ ในแปลงตัวอยา่ งถาวร ณ พืน้ ทป่ี ่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตงุ

แปลง ความหนาแนน่ (ตน้ ตอ่ ไร)่ เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางเพยี งอก (ซม.) ความสงู (ม.)

ไม้ยืนต้น

1 331 34.92 6.33
2 316 33.03 6.19
3 311 30.67 5.80
4 205 37.88 6.34
เฉล่ีย 291 34.13 6.17

ไม้รุ่น

1- - -
2- - -
3 77 3.36 2.61
4 55 3.40 2.86
เฉลย่ี 33 1.69 1.37

ตารางที่ 3. 2 มวลชีวภาพและการกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพของพืชพรรณ ในแปลงตัวอย่างถาวร ณ พื้นที่ป่าพรุสวนพฤกษศาสตร์
พนางตงุ

แปลง มวลชวี ภาพรวม (ตัน/ไร่) การกกั เก็บคาร์บอน (ตัน/ไร)่ การดูดซับก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ (ตัน/ไร)่

1 88.10 42.21 154.77
2 88.47 42.22 154.81
3 83.18 39.77 145.81
4 77.89 37.20 136.41
เฉลย่ี 84.41 40.35 147.95



| 87

ภาพท่ี 3.28 ตวั อยา่ งพันธ์ไุ ม้ท่พี บในแปลงตวั อย่างถาวร ปา่ พรุด้งั เดมิ ณ พื้นท่ปี ่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์

88 |

บทท่ี 4
การประยุกต์ข้อมลู การตรวจวัด
ปริมาณคาร์บอนในปา่ พรุ

| 89

้ขอ ูมลทาง ้ดาน ัสงคม ืพช ผลผ ิลต และการ ักกเ ็กบคา ์รบอนบทสุดท้ายของคู่มือ เป็นการอธิบายถึงการน�ำข้อมูลจากการส�ำรวจและตรวจวัดปริมาณคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้าน
การจดั การปา่ ไมเ้ พอื่ ใหเ้ กดิ ความยงั่ ยนื ของระบบนเิ วศปา่ พรุ การจดั การเพอ่ื เพมิ่ ศกั ยภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อนของปา่ พรุ การสนบั สนนุ
กิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกของป่าพรุ และการส่งเสริมการปรับตัวของระบบนิเวศป่าพรุต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมอิ ากาศ
ภาพที่ 4.1 การประยกุ ตข์ อ้ มลู การตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรุ

การจดั การปา่ ไม้เพ่อื ให้เกดิ ความยั่งยนื ของระบบนิเวศป่าพรุ

การจัดการเพ่อื เพิม่ ศกั ยภาพในการกักเกบ็ คาร์บอน

การสนบั สนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรอื นกระจก

การสง่ เสรมิ การปรับตวั ของระบบนเิ วศป่าพรุ

การจดั การปา่ ไมเ้ พื่อใหเ้ กดิ ความยั่งยนื ของระบบนเิ วศป่าพรุ

ป่าพรุจ�ำแนกโดยลักษณะภูมิประเทศ สภาพดินและพันธุ์ไม้ในสังคมพืชเป็นหลัก เป็นป่าท่ีไม่ผลัดใบอยู่ในท่ีลุ่มที่มีน้�ำจืดขังอยู่ตลอดเป็น
เวลานาน อาจมกี ารแหง้ แลง้ ในบางครง้ั แตด่ นิ ยงั คงชน้ื และเปน็ กรดจดั เนอ่ื งจากมซี ากของใบไมแ้ ละเศษพชื ทบั ถมกนั หนาตง้ั แต่ 0.5-5 เมตร
โดยไมส่ ลายตวั หรอื สลายตวั น้อยทเ่ี รียกว่า ดนิ พรุ (peat) ดังนน้ั ชนิดไมท้ ่ีขึ้นในพน้ื ทป่ี ่าพรจุ งึ จำ� เป็นต้องปรับตัวใหเ้ ขา้ กับสภาพดนิ ท่ขี ้ึน
เน่ืองจากต้นไม้ส่วนใหญ่ข้ึนอยู่บนช้ันดินพรุท่ีมีความแน่นน้อยกว่าดินจริงมีน้�ำขังและมีความเป็นกรดสูง ต้นไม้ส่วนใหญ่จึงปรับตัวให้มี
รากแกว้ สน้ั มรี ากแขนงแผก่ วา้ งรวมทง้ั มรี ากคำ�้ ยนั หรอื รากหายใจ เปน็ ตน้ ปา่ พรโุ ตะ๊ แดงจงั หวดั นราธวิ าสถอื เปน็ ปา่ พรสุ มบรู ณแ์ หง่ สดุ ทา้ ย
ของประเทศไทย พบว่าเป็นป่าท่ีมีหลายชั้นเรือนยอด และมีความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้สูง ในขณะที่ป่าพรุดั้งเดิม
สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ไม่เคยถูกรบกวน มีความหนาแน่นของต้นไม้สูง แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้ต่�ำกว่า
ในทางกลับกันป่าพรุควนเคร็ง โดยท่ัวไปแล้วลักษณะพันธุ์พืชจะเป็นไม้ป่าพรุดั้งเดิม พวก หว้า (Syzygium cumini) เตียว ตะเคียน
(Hopea odorata) จกิ (Barringtonia acutangula) เสมด็ (Melaleuca cajuputi) และไมพ้ นื้ ลา่ งจำ� พวก กระจดู (Lepironia articulata)
กก (Cyperus imbricatus) และยา่ นลเิ ภา (Lygodium microphyllum) เปน็ ตน้ หลงั จากถกู พายทุ ำ� ลาย และเกดิ ไฟไหมป้ า่ พรหุ ลายครงั้

90 |

ตดิ ตอ่ กนั พรรณไมด้ งั้ เดมิ ถกู ทดแทนดว้ ยไมเ้ สมด็ ซงึ่ สามารถเตบิ โตไดใ้ นดนิ ทเ่ี ปน็ กรดและมนี ำ�้ ขงั สว่ นไมพ้ นื้ ลา่ งอยา่ งกระจดู ยงั สามารถ
ดำ� รงชวี ติ อยไู่ ด้ ขอ้ มลู จากการสำ� รวจและตรวจวดั การกกั เกบ็ คารบ์ อนของปา่ พรุ นอกจากจะทำ� ใหท้ ราบขอ้ มลู ปรมิ าณผลผลติ มวลชวี ภาพ
และการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพแลว้ ยงั มกี ารวเิ คราะหล์ กั ษณะสงั คมพชื เพอื่ เปน็ ขอ้ มลู พนื้ ฐานในการจดั การเพอ่ื เพมิ่ ความหลากหลาย
ของพรรณพืช อนั จะเปน็ แนวทางน�ำไปสู่การจดั การปา่ พรเุ พื่อใหเ้ กิดความย่งั ยืนของระบบนิเวศอีกดว้ ย

การจดั การเพื่อเพิ่มศักยภาพในการกกั เกบ็ คาร์บอนของป่าพรุ

ป่าพรุมีความส�ำคัญต่อการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเนื่องจากเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนท่ีส�ำคัญ โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
ช้นั พรุ (peat) ทอี่ นิ ทรียวตั ถุยงั สลายตัวไม่สมบูรณน์ น้ั เป็นแหลง่ ที่สะสมคาร์บอนของระบบนเิ วศปา่ พรุอยา่ งมหาศาล ปัจจุบันพ้นื ทีป่ ่าพรุ
มจี ำ� นวนลดลงอยา่ งตอ่ เนอ่ื งจากการเปลยี่ นแปลงการใชท้ ดี่ นิ เปน็ พน้ื ทกี่ ารเกษตร โดยเฉพาะสวนปาลม์ นำ้� มนั และสวนยางพารา โดยมกี าร
ถางปา่ การเผาปา่ ระบายน�้ำออกจากพ้ืนทีพ่ รุ และปรบั พน้ื ที่ นอกจากจะท�ำให้ปา่ เสื่อมโทรม และปรมิ าณคารบ์ อนในชนั้ พรุลดลงเป็น
จ�ำนวนมากแล้วยังท�ำให้พรุแห้งและเสี่ยงต่อการถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง พ้ืนที่ป่าพรุเกิดไฟป่าเป็นประจ�ำและมีความรุนแรง นอกจาก
ทำ� ใหเ้ กดิ การปลดปลอ่ ยคารบ์ อนทส่ี ะสมอยใู่ นชนั้ พรุ คารบ์ อนทสี่ ะสมในมวลชวี ภาพของตน้ ไม้ และในเชอื้ เพลงิ แลว้ ยงั เปน็ ปจั จยั รบกวน
ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงของกระบวนการยอ่ ยสลายเศษซากเชอ้ื เพลงิ ทห่ี ลงเหลอื จากการเผาไหมโ้ ดยสงิ่ มชี วี ติ ในดนิ ไฟทเ่ี กดิ ขนึ้ ปรากฏ
ทง้ั ไฟเรือนยอด ไฟผวิ ดิน และไฟใตด้ นิ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ไฟใต้ดินซ่ึงสรา้ งความเสียหายต่อระบบนเิ วศเปน็ อย่างมาก อีกทงั้ ไม่สามารถ
ตรวจหาได้ชัดเจนว่าไฟใต้ดินเกิดอยู่บริเวณใด ท�ำให้การควบคุมไฟเป็นไปด้วยความยากล�ำบาก การจัดการน�้ำในพ้ืนท่ีที่มีการระบายน้�ำ
ออกจากพนื้ ทพี่ รุ ทำ� ใหม้ กี ารปลดปลอ่ ยคารบ์ อนในชน้ั พรจุ ากกระบวนการทำ� ปฏกิ ริ ยิ ากบั ออกซเิ จน หรอื peat oxidation หากมนี ำ้� ทว่ มขงั
จะอยใู่ นสภาพคงตวั แตเ่ มอ่ื นำ้� แหง้ ดนิ ขา้ งบนจะยบุ ตวั ลง ดนิ ตะกอนทะเลขา้ งลา่ งจะขน้ึ มาทำ� ปฏกิ ริ ยิ ากบั ออกซเิ จนและเกดิ เปน็ สารประกอบ
เหล็กซัลเฟตกับกรดก�ำมะถัน ท�ำให้ดินกับน้�ำมีสภาพความเป็นกรดสูง นอกจากนี้ การที่พื้นที่พรุแห้งท�ำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้อย่าง
รุนแรง
ข้อมูลพ้ืนฐานจากการตรวจวัดปริมาณคาร์บอน น�ำมาใช้เพื่อการจัดการเพื่อเพ่ิมศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าพรุ โดยอาศัย
หลกั การจดั การแหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อนในพนื้ ทป่ี า่ อยบู่ นพนื้ ฐานการลดหรอื หลกี เลยี่ งการปลดปลอ่ ยคารบ์ อน การเพม่ิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน
และการสง่ เสรมิ การปรบั ตวั ของระบบนเิ วศตอ่ การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ โดยแนวทางในการจดั การไฟปา่ และคารบ์ อนในพนื้ ทพ่ี รุ
ควรจัดการในระดับภูมิทัศน์ ท้ังพ้ืนที่ป่าพรุ และพื้นท่ีที่มีการใช้ที่ดินประเภทอ่ืน ๆ ท่ีอยู่ในพ้ืนที่พรุ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน
ทอี่ ยูใ่ นพืน้ ท่ี

การสนบั สนนุ กจิ กรรมการลดกา๊ ซเรือนกระจกของปา่ พรุ

ป่าพรุเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่ส�ำคัญโดยเฉพาะอย่างย่ิงในช้ันพรุ (peat) ที่อินทรียวัตถุยังสลายตัวไม่สมบูรณ์ สถานการณ์ปัจจุบัน
การปลดปล่อยคาร์บอนจากพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งเพิ่มข้ึนจากการเปล่ียนแปลงการใช้ท่ีดินจากพื้นท่ีป่าเป็นพ้ืนที่การเกษตร โดยมีการถางป่า
การเผาปา่ ระบายนำ้� ออกจากพน้ื ทพ่ี รุ และปรบั พนื้ ที่ นอกจากจะทำ� ใหป้ า่ เสอ่ื มโทรม และปรมิ าณคารบ์ อนในชนั้ พรลุ ดลงเปน็ จำ� นวนมาก
แล้วยังท�ำให้พรุแห้งและเสี่ยงต่อการถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ท�ำให้คาร์บอนถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศเป็นจ�ำนวนมาก ดังนั้น เป้าหมาย
กิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกเพ่ือลดอัตราการปล่อยคาร์บอนในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งลดลงจากปีฐาน จึงสามารถน�ำเอาข้อมูลจาก
การสำ� รวจมาใชเ้ ปน็ กรณฐี าน (baseline) สำ� หรบั การดำ� เนนิ กจิ กรรมการลดกา๊ ซเรอื นกระจกรปู แบบตา่ ง ๆ และการเพมิ่ การกกั เกบ็ คารบ์ อน
ในพน้ื ทีพ่ รุ เช่น การปลูกฟน้ื ฟพู ื้นท่ปี ่าพรดุ ว้ ยพรรณไม้ท่ีมศี กั ยภาพในการกักเก็บคารบ์ อน เป็นตน้

| 91

การสง่ เสรมิ การปรบั ตวั ของระบบนเิ วศปา่ พรตุ อ่ ผลกระทบของการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ

ระบบนิเวศป่าพรุเป็นระบบนิเวศที่มีความเฉพาะ ท�ำให้ได้รับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือมีความเปราะปราง
มากกวา่ ทรพั ยากรธรรมชาตอิ ่ืน ๆ ทั้งในด้านความหลากหลายของส่ิงมชี วี ิต และการปรบั ตัวต่อผลกระทบทไ่ี ดร้ บั หากส่ิงมชี ีวิตในระบบ
นเิ วศปา่ พรไุ มส่ ามารถปรบั ตวั ไดอ้ าจเสย่ี งตอ่ การสญู พนั ธแ์ุ ละสญู เสยี ความหลากหลายทางชวี ภาพ สง่ ผลตอ่ เนอ่ื งตอ่ บทบาทในการกกั เกบ็
คารบ์ อนปา่ พรุ การดำ� เนนิ งานทม่ี เี ปา้ หมายเพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการปรบั ตวั ของระบบนเิ วศปา่ พรตุ อ่ การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
อันเป็นการรักษาสถานภาพในการกักเก็บคาร์บอนของพื้นท่ีป่าพรุ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุที่เสื่อมโทรมเพ่ือเพ่ิมความหลากหลายและ
ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศ การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบนิเวศและความ
หลากหลายทางชวี ภาพ และ การศกึ ษาการเปลยี่ นแปลงของระบบนเิ วศและการเปลยี่ นแปลงคารบ์ อนของปา่ พรใุ นแปลงถาวรระยะยาว

92 |

บรรณานุกรม

| 93

กอบศกั ดิ์ วนั ธงไชย. 2554. นเิ วศวทิ ยาของไฟปา่ ทมี่ ไี มส้ นและผลกระทบของไฟตอ่ สงั คมพชื และพลวตั รของธาตอุ าหาร บรเิ วณภกู มุ่ ขา้ ว
อุทยานแหง่ ชาตินำ้� หนาว. ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, กรงุ เทพฯ.

คณะวนศาสตร.์ 2554. คมู่ อื ศกั ยภาพของพรรณไมส้ ำ� หรบั สง่ เสรมิ ภายใตโ้ ครงการกลไกการพฒั นาทสี่ ะอาดภาคปา่ ไม.้ อกั ษรสยามการพมิ พ,์
กรงุ เทพฯ. 88 หน้า.

คณะวนศาสตร์. 2556. การประเมินความเสียหายของไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง ปี พ.ศ. 2555. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร,์ กรงุ เทพฯ.

จำ� ลอง เพง็ คลา้ ย, ชวลติ นยิ มธรรม และววิ ฒั น์ เออ้ื จริ กาล. 2534. พรรณไมป้ า่ พรจุ งั หวดั นราธวิ าส. โครงการศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาพกิ ลุ ทอง
อนั เน่อื งมาจากพระราชด�ำริ จงั หวดั นราธิวาส.

ชิงชยั วริ ยิ ะบัญชา. 2546. คมู่ ือการประมาณมวลชีวภาพของหมูไ่ ม.้ กรมยุทยานแหง่ ชาตสิ ัตว์ป่าและพันธพุ์ ชื . กรงุ เทพฯ.
พงษ์ศักด์ิ สหุนาฬุ. 2538. ผลผลิตและการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบนิเวศป่าไม้. คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,

กรงุ เทพฯ.
สาพศิ ดิลกสัมพนั ธ์ พรเทพ เหมอื นพงษ์ กอบศักด์ิ วันธงไชย จงรกั วัชรินทรร์ ตั น์ และ มนัสวี เกอ้ื วงค.์ 2559. การกกั เกบ็ คารบ์ อนของ

ปา่ พรคุ วนเครง็ จงั หวดั นครศรธี รรมราช, น.215-229 ใน รายงานการประชมุ สมั มนาทางวนวฒั นวทิ ยา ครง้ั ที่ 10. กรมปา่ ไม้
และคณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร,์ กรุงเทพ.
สาพิศ ดิลกสัมพันธ์, ธิติ วิสารัตน์, ส�ำเริง ปานอุทัย, ภาณุมาศ ลาดปาละ, สิริรัตน์ จันทร์มหเสถียร และ ศุภรัตน์ ส�ำราญ. 2548.
วัฏจักรคาร์บอนในป่าดิบแล้วสะแกราชและป่าเบญจพรรณลุ่มน้�ำแม่กลอง, น. 77-94. ใน รายงานประชุมวิชาการการ
เปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศทางด้านปา่ ไม้ “ศกั ยภาพของปา่ ไมใ้ นการสนับสนนุ พิธสี ารเกียวโต” ณ โรงแรมมารวยการเ์ ดน้
กรุงเทพฯ ระหวา่ งวันที่ 4-5 สงิ หาคม 2548. กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธพุ์ ชื , กรุงเทพฯ.
สาพศิ ดลิ กสัมพนั ธ์. 2550. การกกั เก็บคารบ์ อนของปา่ ไมก้ ับภาวะโลกร้อน. วารสารอนรุ กั ษด์ นิ และน�ำ้ 22 (3): 40-49.
สาพิศ ดิลกสัมพันธ์. 2554. สถานภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลนในประเทศไทย, น. 285-298. ใน. ประมวลผลงานวิจัย
การสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ คร้ังที่ 14 “ชุมชนเข้มแข็ง ป้องกันภัยภิบัติ ขจัดโลกร้อน”, กรมทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝั่ง, กรงุ เทพฯ.
สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม. 2552. โครงการสำ� รวจสถานภาพพน้ื ทชี่ มุ่ นำ้� ประเภทพรขุ องประเทศไทย.
รายงานฉบับสมบรู ณ์, กรงุ เทพฯ.
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). 2558. คู่มืออ้างอิงการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตาม
มาตรฐานของประเทศไทยสาขาป่าไม้และการเกษตร. องคก์ ารบริหารจดั การกา๊ ซเรือนกระจก (องคก์ ารมหาชน), กรงุ เทพฯ.
IPCC. 2006. IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories. International Panel on Climate Change. IGES,
Japan.
Ogawa, H., K. Yoda, K. Ogino and Kira, T. 1965. Comparative ecological studies on three main types of forest vegetation
in Thailand. Nature and Life in Southeast Asia 4: 13-48.

94 |



ป่าพรุควนเคร็ง ต้ังอยู่ในพ้ืนท่ีภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยในเขตรอยต่อ

ระหว่างลุ่มน้�ำปากพนังและลุ่มน�้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพ้ืนที่กว่า 1 แสนไร่
แต่ถ้ารวมพ้ืนท่ีในระดับภูมิทัศน์แล้ว พรุควนเคร็งจะมีพ้ืนที่กว่า 4 แสนไร่ ซ่ึงใหญ่เป็น
อันดับสองรองจากพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส ป่าพรุควนเคร็งให้ประโยชน์ที่หลากหลาย
ทั้งผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรและการบริการทางนิเวศต่อวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถ่ิน
รวมถงึ กลุ่มผมู้ สี ว่ นได้สว่ นเสยี บรเิ วณโดยรอบภมู ิทัศน์ ทัง้ น้โี ดยประมาณ 65% ของพืน้ ท่ี
ป่าพรุธรรมชาติเส่ือมโทรมลงอันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น การขยายตัวของพ้ืนที่
ปลูกพืชเศรษฐกิจ การลักลอบตัดไม้ ขาดการจัดการระบบน้�ำในพรุท่ีมีประสิทธิภาพ
ภัยธรรมชาติและไฟป่า เป็นต้น การแก้ไขปัญหาระยะยาวในการจัดการพ้ืนท่ีป่าพรุของ
ประเทศไทย จาํ เปน็ ตอ้ งบรู ณาการทกุ ภาคสว่ นเพอ่ื ใหเ้ กดิ การอนรุ กั ษแ์ ละการใชป้ ระโยชน์
พืน้ ท่ีอยา่ งยั่งยืน
สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับโครงการ
พัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)
ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment
Facility: GEF) ให้ดําเนินงาน “โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ
เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อนและอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพ
อยา่ งยง่ั ยนื (Maximizing Carbon Sink Capacity and Conserving Biodiversity
through Sustainable Conservation, Restoration and Management of Peat
Swamp Ecosystems)” หรือท่ีเรียกว่า โครงการป่าพรุควนเคร็ง (Peat Swamps
Project) ในระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2559 - 2563)
คู่มือการส�ำรวจและตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในป่าพรุอย่างง่ายส�ำเร็จลุล่วงไปได้ด้วย
การสนับสนุนการบริการเชิงวิชาการจาก ผศ.ดร. สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ และทีมงาน
คณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ พรอ้ มทงั้ คำ� แนะนำ� จากสำ� นกั งานนโยบายและแผน
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม ใคร่ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้


Click to View FlipBook Version