คมู่ อื การจัดการ
เรือนเพาะชำ�
คมู่ อื การจัดการ
เรือนเพาะชำ�
สารบัญ 6
7
คำ� น�ำ 8
บทท่ี 1 เรือนเพาะชำ� 8
1.1 บทน�ำ 9
1.2 รูปแบบของเรือนเพาะชำ� 12
1.3 ลักษณะเรอื นเพาะชำ� ท่ีใชใ้ นการขยายพนั ธุพ์ ืชแบบตา่ ง ๆ
1.4 โครงสรา้ งเรอื นเพาะชำ� กรณเี รอื นเพาะชำ� ชมุ ชนภายใตโ้ ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ 14
15
เพือ่ เพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยนื 15
บทท่ี 2 ชนิดไม้ท่ีเหมาะสมส�ำหรับใชป้ ลกู ในพน้ื ทีป่ ่าพรุ 29
30
2.1 บทน�ำ 30
2.2 ชนิดไมท้ ่เี หมาะสมสำ� หรบั ใช้ปลูกในพนื้ ทปี่ ่าพรุ 34
บทท่ี 3 การปฏบิ ัตติ ่อเมล็ดเพอื่ เตรียมการเพาะช�ำ 35
3.1 บทนำ� 37
3.2 ลกั ษณะผลของเมลด็ ไม้และการเตรยี มเมล็ด 38
3.3 การปฏิบตั ิตอ่ เมล็ด 39
3.4 การปฏบิ ัติต่อเมลด็ กอ่ นจะน�ำไปเพาะ กรณีของเมลด็ ไม้ท่ใี ช้ส�ำหรับปลกู ฟน้ื ฟูป่าพรุควนเคร็ง 40
บทที่ 4 การเพาะช�ำ 42
4.1 การเตรยี มกระบะเพาะ/ ถาดเพาะ/ แปลงเพาะ 42
4.2 การหวา่ นเมล็ด 46
4.3 การเตรยี มวัสดปุ ลูก 47
4.4 การยา้ ยกลา้ 48
4.5 วธิ ีเพาะเมลด็ ไมท้ เ่ี หมาะสมส�ำหรับปลกู ฟื้นฟปู ่าพรคุ วนเครง็ 48
4.6 อัตราการงอกของเมล็ดไมป้ ่าพรบุ างชนดิ ทใี่ ชส้ ำ� หรับปลกู ฟื้นฟปู า่ พรุควนเคร็ง 48
บทท่ี 5 การดแู ลรักษากลา้ ไม้ 48
5.1 การใหแ้ สง 49
5.2 การรดนำ้� 49
5.3 การก�ำจดั วัชพืช 49
5.4 การกำ� จัดโรคและแมลงศตั รูพืช 50
5.5 การคดั กลา้ ไม้
5.6 การท�ำให้กล้าไม้แกร่ง
5.7 การตัดราก
บรรณานุกรม
สารบัญตาราง 34
35
ตารางท่ี 1 ตวั อย่างเมลด็ ไม้และการปฏบิ ัติตอ่ เมลด็ ก่อนเพาะ
ตารางท่ี 2 การปฏิบตั ิต่อเมลด็ กอ่ นเพาะเมลด็ พนั ธุไ์ มป้ า่ พรุ
สารบัญภาพ 9
10
ภาพที่ 1 เรือนเพาะชำ� แบบไมร้ ะแนง 11
ภาพท่ี 2 เรือนเพาะช�ำแบบกระจก 12
ภาพท่ี 3 เรอื นเพาะชำ� แบบพลาสติก 13
ภาพท่ี 4 แบบแปลนเรอื นเพาะชำ� ชมุ ชนภายใตโ้ ครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ 15
เพ่อื เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยืน 16
ภาพที่ 5 โครงสรา้ งเรือนเพาะช�ำชมุ ชนภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ 16
เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยืน 16
ภาพที่ 6 ต้นหมากแดง 17
ภาพที่ 7 เมลด็ คอ้ พรุ 17
ภาพที่ 8 ตน้ กล้าสะเตยี ว 17
ภาพที่ 9 ผลสะเตียว 18
ภาพท่ี 10 ดอกกระบุย 18
ภาพท่ี 11 เมล็ดกระบุย 19
ภาพท่ี 12 เมล็ดปอสองสี 19
ภาพท่ี 13 ตน้ หลมุ พี 20
ภาพท่ี 14 เมลด็ หวา้ นา 21
ภาพท่ี 15 ผลแก่เสม็ดชนุ 21
ภาพท่ี 16 ผลชะเมาน้ำ� 22
ภาพที่ 17 ต้นกนั เกรา 22
ภาพท่ี 18 ผลกรวยปา่ 23
ภาพท่ี 19 ใบกะทังปา่ 23
ภาพที่ 20 ตน้ กล้าชะมวงป่า 24
ภาพที่ 21 ตน้ เลือดควายใบใหญ่ 24
ภาพที่ 22 ต้นกล้าสกั น�้ำ 24
ภาพที่ 23 กลา้ อ้ายบา่ ว 25
ภาพที่ 24 ดอกต�ำหยาว 25
ภาพที่ 25 ตน้ ตารา 26
ภาพที่ 26 ผลตารา 26
ภาพท่ี 27 ต้นกลา้ หวา้ หิน 26
ภาพท่ี 28 ต้นกล้าฝาดแอก๊ 27
ภาพท่ี 29 ใบชุมแสงน�ำ้ 27
ภาพที่ 30 ดอกชุมแสงนำ�้ 27
ภาพท่ี 31 ตน้ กล้าแตยอ 28
ภาพท่ี 32 ดอกมะขามแป 30
ภาพที่ 33 เมลด็ มะขามแป 30
ภาพที่ 34 ตน้ จิกน้�ำ
ภาพที่ 35 ต้นแคนา
ภาพท่ี 36 ผลมะกอก
ภาพท่ี 37 ผลมะม่วงปา่
สารบัญภาพ (ต่อ) 31
31
ภาพท่ี 38 ผลกระบก 31
ภาพที่ 39 ผลซ้อ 31
ภาพท่ี 40 ผลยางนา 31
ภาพที่ 41 ผลเหียง 31
ภาพท่ี 42 ผลรัง 32
ภาพที่ 43 ผลประดู่ 32
ภาพที่ 44 ผลมะคา่ โมง 32
ภาพท่ี 45 ผลมะคา่ แต้ 33
ภาพท่ี 46 ผลแดง 38
ภาพท่ี 47 ฝักคนู 38
ภาพท่ี 48 การเพาะกลา้ ไม้ในตะกรา้ พลาสติก 39
ภาพท่ี 49 การเพาะกลา้ ไมใ้ นกระบะไม้ 39
ภาพที่ 50 การหวา่ นเมลด็ 41
ภาพที่ 51 ฟางขา้ วทใี่ ชก้ ลบเมลด็ 42
ภาพที่ 52 การจัดเรียงถงุ เพาะในเรือนเพาะช�ำ 45
ภาพที่ 53 การย้ายกลา้ ไม้ 46
ภาพที่ 54 การหมุ้ ด้วยถงุ พลาสติกในการถอนกลา้ ไม้มาปกั ชำ� ในถุงชำ� โดยตรง
ภาพที่ 55 อตั ราการงอกของกระบุย กันเกรา ปาล์มรอ๊ ก ชะเมาน�ำ้ มะขามแป สะเตียว เสมด็ ชุน
หมากแดง หลุมพี และหว้านา
คำ� นำ�
การฟื้นฟูระบบนิเวศภูมิทัศน์พรุควนเคร็งในบางบริเวณมีความจ�ำเป็นต้องมีการปลูกกล้าไม้ป่าพรุเสริมลงไปในพ้ืนท่ีเพื่อเพิ่มความ
หลากหลายทางชีวภาพ บางพ้ืนที่เป็นการปลูกเสริมในพื้นท่ีท�ำกินเพ่ือสร้างโอกาสในการใช้ประโยชน์จากไม้ท่ีปลูกในอนาคตซ่ึงปัจจุบัน
ไม้เศรษฐกิจเริ่มมีความส�ำคัญมากขึ้นทุกขณะ กล้าไม้ที่จะน�ำมาปลูกในพื้นท่ีป่าพรุหากเป็นการปลูกเสริมลงในพื้นท่ีป่าธรรมชาติควรใช้
พรรณไมจ้ ากปา่ พรทุ สี่ ามารถเจรญิ เติบโตในสภาพนเิ วศทม่ี ีน้ำ� ทว่ มขงั ไดด้ ี แตห่ ากเป็นการปลกู ในพ้ืนท่ีท�ำกินซ่ึงอาจหวงั ผลตอบแทนจาก
ต้นไม้ทป่ี ลกู ในอนาคต กลา้ ไมท้ ่ีเลอื กมาปลูกควรเปน็ กล้าไม้ทม่ี คี ณุ ค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ว่าจะเป็นกล้าไม้จากป่าพรุหรือกลา้ ไม้ป่าท่วั ไป
ย่อมต้องมกี ระบวนการในการคัดเลอื กเมลด็ เพาะช�ำ จัดการดแู ลรักษาท่ีดีทงั้ สนิ้ การเพาะช�ำกลา้ ไม้จงึ มีความสำ� คญั อยา่ งยง่ิ
กลา้ ไม้ มคี วามสำ� คญั อย่างยิ่งในการปลกู ป่าไม่วา่ จะเป็นการปลกู เพือ่ ฟื้นฟรู ะบบนิเวศเพอื่ การอนรุ กั ษ์ หรือการปลกู เพ่ือหวังผลตอบแทน
ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากกล้าไม้ที่มาจากแหล่งพันธุกรรมท่ีดี มีการจัดการเพาะช�ำท่ีได้คุณภาพมาตรฐานมีคุณภาพ มีการดูแลรักษา
ในระบบเรือนเพาะช�ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ย่อมจะส่งผลให้กล้ามีคุณภาพดี เมื่อน�ำไปย้ายปลูกในท่ีต่าง ๆ ก็จะเจริญเติบโตได้ดี
มีความแข็งแรง ส่งผลให้การปลูกป่ามีโอกาสประสบความส�ำเร็จมากยิ่งข้ึน แต่หากกล้าไม้อ่อนแอไม่มีคุณภาพการปลูกในครั้งนั้น ๆ
ก็มคี วามเสีย่ งท่ีจะประสบความลม้ เหลวได้
เอกสารคู่มือการจัดการเรือนเพาะช�ำฉบับน้ี จัดท�ำขึ้นเพ่ือเป็นแนวทางให้ผู้สนใจในการปลูกต้นไม้ในภูมิทัศน์พรุควนเคร็งในการจัดการ
เพ่อื ใหไ้ ดก้ ล้าไมท้ ีม่ คี ุณภาพดีในการปลกู โดยจะกล่าวถงึ หลกั การทวั่ ไปของการจดั การเรอื นเพาะช�ำ การสรา้ งเรือนเพาะชำ� การจดั การ
เมลด็ ไม้ การเพาะชำ� การดูแลรักษากล้าไม้ตามหลักวชิ าการ โดยมตี ัวอยา่ งจากการเพาะช�ำกลา้ ไม้ทั่ว ๆ ไป รวมท้งั ตวั อย่างกรณพี นั ธ์ไุ ม้
ป่าพรุบางชนิดที่มีศักยภาพในการปลูกฟื้นฟูภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง เนื้อหาในบางส่วนมาจากการศึกษาวิจัยด�ำเนินงานภายใต้
“โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน และอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน (Maximizing Carbon Sink Capacity and Conserving Biodiversity through Sustainable Conservation,
Restoration and Management of Peat Swamp Ecosystems)” ในขณะที่ข้อมลู บางประการได้จากการรวบรวมเอกสารงานศึกษา
วิจัยเผยแพร่ที่เกี่ยวข้อง ความรู้บางส่วนได้รับความกรุณาถ่ายทอดประสบการณ์จากชุมชนในพ้ืนที่ ในขณะที่องค์ความรู้อีกบางส่วน
โดยเฉพาะวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะช�ำกล้าไม้ป่าพรุได้มาจากประสบการณ์การปลูกฟื้นฟูป่าพรุโต๊ะแดงของสถานีทดลองปลูก
พรรณไมพ้ กิ ุลทอง จงั หวัดนราธวิ าส
คณะผจู้ ดั ทำ� หวงั วา่ เอกสารฉบบั นคี้ งเกดิ ประโยชนก์ บั ผสู้ นใจในการเพาะชำ� กลา้ ไม้ ทง้ั เพอื่ การนำ� ไปปลกู เพอ่ื การอนรุ กั ษ์ ปลกู เพอ่ื เศรษฐกจิ
รายไดห้ รอื แม้แต่การสร้างเป็นอาชีพการเพาะชำ� กล้าไม้ในอนาคต
คณะผ้จู ดั ทำ�
เมษายน 2563
6|
บทที่ 1
เรือนเพาะช�ำ
|7
1.1 บทนำ�
การปลูกป่าหรือการฟื้นฟูป่าเพ่ือให้ได้ผลส�ำเร็จท่ีดีจ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องจัดเตรียมกล้าไม้เพ่ือใช้ส�ำหรับการปลูกและปลูกซ่อม
ตามวาระและโอกาสต่างๆ กัน ไว้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะให้ได้มาของกล้าไม้ท่ีใช้ส�ำหรับปลูกฟื้นฟูป่าต้องมาจากการเพาะเล้ียงจาก
เรอื นเพาะชำ� เนอื่ งจากเรอื นเพาะชำ� เปน็ สถานทเ่ี พอ่ื ดแู ลรกั ษากลา้ ไม้ กง่ิ ตอน กงิ่ ชำ� ของตน้ ไมห้ ลากหลายชนดิ ทจี่ ะตอ้ งปลกู เพาะขยายพนั ธ์ุ
และตอ้ งมกี ารดแู ลรกั ษาเปน็ พเิ ศษในสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาตทิ ม่ี กี ารผนั แปรของแสงแดด อณุ หภมู ิ ลม และปรมิ าณฝนทไี่ มส่ มำ�่ เสมอ
หากตอ้ งการกลา้ ไมท้ มี่ คี ณุ ภาพดจี ำ� เปน็ ตอ้ งมรี ปู แบบและขน้ั ตอนทด่ี ตี งั้ แตก่ ารจดั สรา้ งเรอื นเพาะชำ� การคดั เลอื กเมลด็ จากตน้ แมไ่ มพ้ นั ธด์ุ ี
การปฏิบัติต่อเมล็ดรวมท้ังศึกษาวิธีการในการเพาะช�ำกล้าไม้ที่เหมาะสมกับชนิดพันธุ์และสภาพพื้นท่ีปลูก ทั้งน้ีการผลิตกล้าไม้ให้ได้
จ�ำนวนมากและคณุ ภาพดีผู้ปฏิบัตงิ านควรตอ้ งคน้ ควา้ พัฒนาเทคนคิ ต่าง ๆ และตลอดจนการจดั การบ�ำรุง ดแู ล รกั ษา โรงเรอื นเพาะชำ�
และกล้าไมท้ ี่สม�ำ่ เสมอ
ในบทนจี้ ะกลา่ วถงึ รปู แบบเรอื นเพาะชำ� ลกั ษณะเรอื นเพาะชำ� ทีใ่ ชใ้ นการขยายพนั ธพุ์ ชื แบบตา่ ง ๆ และโครงสร้างเรอื นเพาะชำ� กรณเี รอื น
เพาะช�ำชุมชนภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน และอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื (Maximizing Carbon Sink Capacity and Conserving Biodiversity through Sustainable
Conservation, Restoration and Management of Peat Swamp Ecosystems)
1.2 รปู แบบของเรอื นเพาะชำ�
การจัดสรา้ งเรอื นเพาะชำ� มี 2 รูปแบบ ดงั น้ี
1) แบบชั่วคราว เรือนเพาะช�ำแบบน้ีสร้างขึ้นเพ่ือใช้ปฏิบัติงานในระยะเวลาอันสั้น 1-2 ปี หลังเสร็จสิ้นภารกิจการปลูกป่า
โดยท่ัวไปเป็นเรือนเพาะช�ำขนาดเล็กใช้เป็นสถานท่ีผลิตกล้าไม้หรือเป็นแหล่งรองรับกล้าไม้ส�ำหรับใช้ปลูกเฉพาะบริเวณพื้นท่ีใกล้เคียง
มกั ท�ำขน้ึ ตามหน่วยปลูกปา่ ยอ่ ยที่แยกมาจากหน่วยใหญ่
2) แบบถาวร เป็นแหล่งเพาะช�ำขนาดใหญ่เพื่อผลิตกล้าไม้แจกจ่ายให้กับสวนป่าหรือแหล่งปลูกป่าโดยตรง ท�ำเป็นระยะเวลานานและ
ถาวร มีการติดต้ังระบบสาธารณปู โภคทถ่ี าวร เชน่ ระบบนำ้� แสงสวา่ ง
8|
1.3 ลักษณะเรือนเพาะช�ำทใ่ี ช้ในการขยายพันธุพ์ ืชแบบต่าง ๆ
โรงเรือนเพาะช�ำมีหลายแบบท้ังแบบที่สามารถควบคุมปัจจัยดังกล่าวได้ทุกอย่าง เช่น การปรับอุณหภูมิภายในโรงเรือน มีหลอดไฟ
ใหแ้ สงสวา่ งและควบคมุ ความชน้ื สมั พทั ธอ์ ากาศได้ สำ� หรบั การกลา้ ไมท้ ตี่ อ้ งการสภาพแวดลอ้ มทม่ี คี วามเฉพาะเจาะจง สว่ นโรงเรอื นเพาะชำ�
อกี แบบหนงึ่ ใชส้ ำ� หรบั การดแู ลกลา้ ไมอ้ ายนุ อ้ ยและยงั ไมแ่ ขง็ แรงดใี หส้ ามารถเจรญิ เตบิ โตไดต้ อ่ ไป มกี ารปรบั สภาพแวดลอ้ มไดบ้ า้ ง จงึ อาจ
มเี พยี งการกรองแสงหรอื พรางแสงให้ต้นกล้าเพื่อรอไวย้ า้ ยปลูกในแปลงกลางแจ้งตอ่ ไป
ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ มีการผันแปรของแสงแดด อุณหภูมิ ลม และปริมาณฝนท่ีไม่สม่�ำเสมอ ท�ำให้การดูแลกล้าไม้ให้มีการ
เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่เป็นไปได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช้ินส่วนท่ีใช้ขยายพันธุ์ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
ส่วนต่างๆ ข้ึนมาเป็นต้นกล้าใหม่ หรือต้นใหม่ท่ียังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ดี จ�ำเป็นต้องได้รับการดูแลภายใต้สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมท่ีสุด
ดังน้ันเรือนเพาะช�ำจงึ มคี วามจ�ำเปน็ อยา่ งยิง่ โดยรูปแบบการสร้างเรือนเพาะช�ำมีหลากหลายลกั ษณะ ดงั นี้
1) เรอื นเพาะช�ำแบบไมร้ ะแนง (Lathhouse)
เป็นโครงสร้างที่มีการพรางแสงหลังคา ให้ส�ำหรับพืชที่ปลูกในกระถางหรือต้นที่ย้ายปลูกใหม่ท่ีต้องการการเอาใจใส่มาก นิยมใช้ในพ้ืนที่
ที่มีอากาศไม่หนาวจัด มักมีโครงสร้างเป็นแบบส่ีเหล่ียมผืนผ้า ความสูงอย่างน้อยประมาณ 3 เมตร หลังคานิยมใช้ไม้ระแนง 1×1 น้ิว
วางสลบั อนั เวน้ อนั หรอื ตามความตอ้ งการในการพรางแสง อาจใชว้ ัสดุอืน่ ๆ ทำ� หลงั คากไ็ ด้ (ภาพท่ี 1) เช่น สแลน หรือ ตาขา่ ยกรองแสง
ซ่ึงเปน็ วัสดมุ ีน�้ำหนกั เบา ตดิ ตง้ั ได้ง่ายและราคาไม่แพง เปน็ ทน่ี ยิ มใชก้ ันอย่างมากในปัจจบุ นั
ภาพท่ี 1 เรอื นเพาะชำ� แบบไม้ระแนง
ท่ีมา: ขอ้ มลู สารสนเทศ กรมป่าไม้ (ม.ป.ป.)
|9
2) เรอื นเพาะช�ำแบบกระจก (Glasshouse)
เรือนเพาะช�ำแบบกระจกมีความจ�ำเป็นมากส�ำหรับในเขตที่มีอากาศหนาวเย็นท่ีต้องมีการปรับอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้ต้นพืชเติบโต
ผ่านฤดูหนาวไปได้และนอกจากนั้นยังต้องสามารถปรับสภาวะต่าง ๆ ให้เหมาะสมได้ เช่น การระบายอากาศและความช้ืน การให้ปุ๋ย
ไปพรอ้ มกบั น้ำ� การเพ่ิมจ�ำนวนช่วั โมงแสงตอ่ วนั การปรบั ความเขม้ แสงของหลงั คา การใหก้ ๊าซคารบ์ อนไดออกไซดเ์ พม่ิ และอน่ื ๆ ส�ำหรับ
โครงสร้างโรงเรือนน้ันต้องมีความแข็งแรงส�ำหรับรับน้�ำหนักกระจกท่ีใช้ท�ำหลังคาได้ ถึงแม้ว่าโรงกระจกจะใช้งานได้ดี แต่ค่าใช้จ่าย
ค่อนขา้ งสูง ดงั ภาพท่ี 2
ภาพท่ี 2 เรือนเพาะชำ� แบบกระจก
ที่มา: เกษตรอนิ ทรยี ์ เออีซี ฟารม์ - AEC Farm (2559)
10 |
3) เรอื นเพาะช�ำพลาสติก (Plastichouse)
โรงเรือนท่ีใช้วัสดุพลาสติก polyethylene ท�ำหลังคา ส�ำหรับป้องกันฝนและเพิ่มอุณหภูมิภายในได้บ้าง มีการใช้แพร่หลายมากข้ึน
ในการผลิตสินค้าทางเกษตรมากกว่าโรงกระจกถึง 3 เท่า โรงเรือนแบบน้ีใช้โครงสร้างน�้ำหนักเบาแล้วคลุมด้วยพลาสติก (ภาพท่ี 3)
จึงท�ำได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อย ส�ำหรับในพ้ืนท่ีที่มีอุณหภูมิสูงต้องมีการระบายอากาศภายในโรงเรือนจึงจะช่วยลดอุณหภูมิภายใน
ใหต้ �ำ่ ลงได้ วัสดทุ ่ีใช้ทำ� หลังคาสามารถใช้วสั ดุต่างๆ ได้ เชน่ โพลีคารบ์ อเนต หรือ ไฟเบอร์กลาส
ภาพที่ 3 เรอื นเพาะชำ� แบบพลาสตกิ
ท่ีมา: เกษตรอินทรีย์ เออซี ี ฟารม์ - AEC Farm (2559)
4) เรอื นเพาะชำ� แบบ Hotbeds
โครงสร้างมีขนาดเล็กและเต้ีย สามารถใช้งานได้คล้ายโรงกระจกที่ไม่ต้องการลงทุนมาก เหมาะส�ำหรับการเพาะเมล็ดและช�ำก่ิง
ในพื้นท่ีที่มีอากาศหนาวเย็น มีโครงสร้างท่ีมีฝาลาดเอียงแต่ปิดได้สนิท มีท่อน�ำความร้อนวางผ่านใต้ชั้นวัสดุช�ำที่อยู่ภายในโครงสร้างน้ี
ใชส้ �ำหรับงานขยายพนั ธจ์ุ ำ� นวนไม่มากนัก
5) เรือนเพาะช�ำแบบ Coldframe
เรยี กอีกชอ่ื หนึง่ ว่า Sunframe เป็นโครงสร้างเชน่ เดียวกับ Hotbeds ทไ่ี มม่ ที ่อนำ� ความร้อนข้างใตว้ สั ดชุ �ำ เนอื่ งจากเปน็ โครงสร้างที่อยู่
กลางแจง้ และมฝี าปดิ ได้สนทิ จึงได้รบั ความรอ้ นจากแสงแดด ทำ� ใหอ้ ณุ หภูมภิ ายในโครงสรา้ งไมต่ �ำ่ มากนกั ในฤดูหนาวและมคี วามชื้นสงู
ใช้ส�ำหรับเลย้ี งต้นกล้าขนาดเล็กหรือกิง่ ช�ำที่ออกรากแล้วให้สามารถปรบั ตัวไดก้ อ่ นย้ายปลูกกลางแจ้งตอ่ ไป
| 11
1.4 โครงสรา้ งเรอื นเพาะชำ� กรณเี รอื นเพาะชำ� ชมุ ชนภายใตโ้ ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การ
ระบบนเิ วศปา่ พรเุ พอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลาย
ทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยืน
การปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศพรุควนเคร็งภายใต้โครงการฯ จะต้องท�ำการปลูกต้นไม้ในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง ทั้งท่ีเป็นไม้ป่าพรุด้ังเดิมและ
ไม้ยืนต้นต่างๆ น้ัน จ�ำเป็นจะต้องมีการเพาะช�ำกล้าไม้ การย้ายช�ำและการดูแลรักษากล้าไม้เพื่อให้แข็งแรงพอท่ีจะปลูกในพ้ืนท่ีต่อไปได้
จึงมีการจดั เตรยี มพ้ืนท่เี รือนเพาะชำ� ขน้ึ ใกล้กบั พืน้ ที่การปลกู ฟื้นฟูและควรมผี ูด้ ูแลรกั ษาอย่างต่อเนอ่ื ง
ดงั นนั้ จงึ มคี วามจำ� เปน็ อยา่ งยงิ่ ทจี่ ะตอ้ งสรา้ งเรอื นเพาะชำ� ชมุ ชนขน้ึ ในชมุ ชน โดยเรอื นเพาะชำ� มลี กั ษณะแบบไมร้ ะแนงทมี่ คี วามกลมกลนื
กบั สภาพอากาศ งา่ ยตอ่ การจดั สรา้ ง ดแู ลรกั ษาดว้ ยวสั ดทุ สี่ ามารถหาไดใ้ นพน้ื ที่ มคี วามทนทานในการใชง้ าน โดยมรี ายละเอยี ด ดงั ตอ่ ไปนี้
1.4.1 ตัวเรือนเพาะชำ�
1) ขนาดตัวเรือนเพาะช�ำ 9 x 6 เมตร
2) จดุ ทตี่ ั้งต้องอยไู่ ม่ไกลจากแหล่งน้ำ� ไม่รม่ ทบึ
3) ใชเ้ สาปูนหนา 5 นิ้ว ยาว 3 เมตร จ�ำนวน 12 ต้น วางเสาหา่ งกนั ทุกระยะ 3 เมตร ฝังเสาลึก 50 ซม.
4) โครงหลงั คาใชเ้ หลก็ กลอ่ งความยาว 6 เมตร ท�ำโครงหลังคาด้านบนแบบราบไม่ยกจั่ว
5) หลงั คาใช้แสลนพรางแสง 50%
6) พื้นเรอื นเพาะช�ำปรบั ระดับราบ ใช้ทรายรองพน้ื แล้วปูด้วยผา้ ยาง
1.4.2 พนื้ ที่ดา้ นข้างเรอื นเพาะชำ�
1) ขนาดพืน้ ทดี่ า้ นขา้ งเพือ่ การเตรียมการเพาะช�ำ (กรอกดนิ กองวัสดปุ ลูกฯ) 6 x 6 เมตร
2) พ้นื ที่ปรบั ระดับราบโดยเรือนเพาะช�ำมแี บบแปลน ดังภาพที่ 4 และมีโครงสร้างที่แล้วเสรจ็ ดงั ภาพท่ี 5
ภาพท่ี 4 แบบแปลนเรอื นเพาะชำ� ชมุ ชนภายใตโ้ ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็
คารบ์ อน และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน
12 |
ภาพท่ี 5 โครงสรา้ งเรอื นเพาะชำ� ชมุ ชนภายใตโ้ ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็
คารบ์ อน และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื
| 13
บทท่ี 2
ชนิดไมท้ ี่เหมาะสมส�ำหรบั ใช้ปลกู ในพ้นื ที่ปา่ พรุ
14 |
2.1 บทน�ำ
ปา่ พรเุ ปน็ ประเภทของปา่ ดบิ ชน้ื ประเภทหนงึ่ ทอี่ ยใู่ นพน้ื ทรี่ าบลมุ่ เกดิ จากแอง่ นำ้� จดื เกดิ ขงั ตวั ตดิ ตอ่ กนั เปน็ ระยะเวลานาน มลี กั ษณะเฉพาะ
ตวั ทแี่ ตกตา่ งไปจากปา่ ประเภทอน่ื ไมผ่ ลดั ใบ ซงึ่ จากการสำ� รวจปา่ พรใุ นประเทศไทยมรี ายงานสำ� รวจพบพรรณไมข้ น้ึ กระจายหลายชนดิ
ซ่งึ มีมากกวา่ 470 ชนดิ ได้แก่ พรรณไม้ดอก 109 วงศ์ 437 ชนดิ เฟริ ์น 15 วงศ์ 33 ชนิด เมอื่ เปรยี บเทียบกับป่าชายเลนมกี ารส�ำรวจ
พบพรรณไมเ้ พียง 35 วงศ์ 74 ชนดิ จงึ นับว่าปา่ พรุเป็นป่าที่มีสังคมพชื สลับซบั ซอ้ น
พรรณไม้ป่าพรุมีลักษณะพิเศษที่สามารถปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมในป่าพรุได้ เนื่องจากพื้นท่ีมีน�้ำท่วมขังและมีลักษณะดินมีซาก
ของใบไมแ้ ละเศษพชื ทบั ถมกนั หนาแนน่ และมคี วามเปน็ กรดสงู ตน้ ไมส้ ว่ นใหญจ่ งึ ปรบั ตวั ใหม้ รี ะบบรากพเิ ศษหรอื รากเสรมิ ไดแ้ ก่ รากแกว้
ส้ันมีรากแขนงแผ่กว้างรากค�้ำยัน (buttress root หรือ stilt root) ออกตามโคนต้น รากส่วนบนจะโผล่เหนือข้ึนดินอินทรีย์ที่มีน�้ำขัง
ช่วยระบายอากาศ ปลายรากหย่ังลงไปในดินช่วยในการพยุงล�ำต้น ดังนั้น การเลือกชนิดไม้ท่ีเหมาะสมส�ำหรับใช้ปลูกในพ้ืนท่ีป่าพรุ
จึงเป็นส่ิงสำ� คัญอย่างยง่ิ
2.2 ชนิดไม้ทเ่ี หมาะสมส�ำหรบั ใช้ปลูกในพ้ืนทีป่ ่าพรุ
จากการรวบรวมข้อมูลและลงพ้ืนท่ีศึกษาพันธุ์ไม้ในป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส พบว่าพันธุ์ไม้ที่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อม
ของป่าพรุมีหลากหลายชนิด เช่น สะเตียว หว้านา จิกนา แคนา ชะเมาน�ำ้ และได้มกี ารน�ำพันธ์ไุ ม้ชนดิ อืน่ ๆ มาทดลองปลูกฟื้นฟใู นบรเิ วณ
ภูมิทัศน์พรุควนเครง็ มดี งั น้ี
ภาพท่ี 6 ตน้ หมากแดง
2.2.1 หมากแดง (Cyrtostachys renda Blume) วงศ:์ ARECACEAE (PALMAE)
ไม้พุ่ม ขนาดกลางถงึ ใหญ่ แตกกอ ลำ� ตน้ ต้งั ตรงขนาด 10-15 ซม. มขี อ้ ปลอ้ งเห็นได้ชดั (ภาพท่ี 6 )
• ชอบขน้ึ ในพน้ื ท่ีช้นื แฉะ เชน่ ป่าพรุ
• ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดยี ว สแี ดงเข้ม
• ชอ่ ดอกออกที่ใต้โคนกาบใบหอ้ ยโคง้ ลง
• ผลกลมถึงรี ผลสกุ สดี ำ� โคนผลสแี ดง ติดผลจำ� นวนมาก ผลละ 1 เมล็ด
| 15
ภาพท่ี 7 ตน้ ปาลม์ ร๊อก
2.2.2 ปาล์มรอ๊ กหรือค้อพรุ (Livistona saribus (Lour.)
Merr. ex Cheval.) วงศ์: ARECACEAE
• ค้อเป็นต้นเด่ียว เรียวยาว ตั้งตรง ผิวล�ำต้นมีรอยวงแหวน
ซึง่ เกดิ จากการหลดุ รว่ งของใบเมอื่ มอี ายุมากข้ึน (ภาพที่ 7)
• ใบเป็นใบประกอบรูปฝ่ามือ เรียงเวียนทวนเข็มนาฬิกา
ท่ีปลายยอดล�ำต้น ปลายสุดของก้านใบจะมีติ่งยื่นออกมา
เรียก กระจัง (hustula) ก้านใบมีหนามแหลมคมยาวประมาณ
1-2 เซนติเมตร
• ผลมีเนือ้ เมล็ดแขง็ (drupe) กลม เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาประมาณ
1 เซนติเมตร
• พบขนึ้ ในป่าพรุทางภาคใต้ของประเทศไทย
ภาพท่ี 8 ตน้ กลา้ สะเตยี ว ภาพท่ี 9 ผลสะเตยี ว
2.2.3 สะเตียว (Ganna motleyana Pierre ex Dubasd) วงศ์: SAPOLACEAE
• ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 25-40 เมตร ล�ำต้นกลมตรง เปลือกสีน้�ำตาล เปลือกช้ันในสีน้�ำตาลแดง ต้นกล้าเป็นสีแดงอมส้ม
แตกใบออ่ น 4-5 ใบ (ภาพที่ 8)
• พบขนึ้ ในป่าพรุและในปา่ ท่ลี ุ่มนำ้� ขงั ทางภาคใต้ของประเทศไทย
• ดอกออกเปน็ กระจุกตามง่ามใบและก่ิง
• ผลรูปกลม ปลายแหลมคลา้ ยผลพกิ ลุ (ภาพท่ี 9)
• ไมน้ �ำมาประกอบสรา้ งบ้านเรอื นและเฟอรน์ เิ จอร์ และใชท้ �ำเรือขุด
16 |
ภาพที่ 10 ดอกกระบยุ ภาพท่ี 11 เมล็ดกระบุย
2.2.4 กระบุยหรอื เท๊ียะ (Alstonia spatulata Bl) วงศ:์ APOCYNACEAE
• ไมต้ น้ ขนาดเลก็ สงู ไดถ้ งึ 12 เมตร ทกุ สว่ นมนี ำ้� ยางขาว ลำ� ตน้ เปน็ เปลอื กแบบเกลด็ ใบเดย่ี วออกตรงขา้ มเปน็ คู่ รปู ไขก่ ลบั แกมขอบขนาน
ผิวใบเรียบมันเสน้ ใบขนานกนั
• ดอกออกเปน็ ชอ่ ยอ่ ยสขี าวมี 5 กลีบเรยี งเวยี นกนั (ภาพที่ 10)
• ผลเป็นฝักลักษณะกลมยาวโค้งออกเป็นคู่ ฝักแก่จะแตกออกตามยาว มีเมล็ดจ�ำนวนมากส่วนหัวมีขนนุ่มยาวโดยรอบ (ภาพท่ี 11)
ทำ� ให้เมล็ดลอยไปได้ไกลตามลม
• เนอื้ ไมท้ ำ� ทนุ่ ลอยไดเ้ พราะมนี ำ�้ หนกั เบามาก และมคี วามเหนยี วใชแ้ กะสลกั ทำ� เรอื กอแระ และศลิ ปหตั ถกรรมตา่ ง ๆ ไดด้ มี าก
• พบมากทางภาคใตข้ องประเทศไทย
ภาพที่ 12 ผลปอสองสี
2.2.5 ปอสองสหี รือกะลแู ป (Sterculia gilva Miq.)
วงศ์: MALVACEAE
• ไมต้ น้ สงู 20-30 เมตร เปลาตรง เปลือกเรยี บ
• ใบรปู รี หลังใบเกล้ยี ง มีขนสั้น ๆ ดอกเลก็ สขี าวครีม เกิดเป็นช่อ
ตามงา่ มใบ
• พบขึ้นท่ัวไปในป่าพรุและป่าท่ีลุ่มต่�ำน�้ำขังทางภาคใต้ของ
ประเทศไทย
• ผลมักติดเป็นพวงรูปดาว เม่ือแก่สีแดงและแตกอ้า (ภาพท่ี 12)
มเี มลด็ อยภู่ ายใน 1-3 เมลด็
• เน้อื ไมใ้ ช้ในการก่อสรา้ งภายในอาคารบ้านเรอื น
| 17
ภาพท่ี 13 ต้นหลมุ พี
2.2.6 หลมุ พี (Eleiodoxa conferta (Griff.) Burr.)
วงศ:์ ARECACEAE (PALMAE)
• พืชพวกปาล์มล�ำต้นส้ัน แตกหน่อเป็นกอใหญ่ (ออกดอกผล
แลว้ ตายไป) (ภาพท่ี 13)
• ใบประกอบ รูปขนนก เรียงเวียนสลับตามก้านใบและกาบใบ
มหี นามยาวแหลมเรยี งเปน็ แผง
• ดอกสีแดงขนาดเลก็ ออกเปน็ ช่อแยกแขนงที่ปลายลำ�
• ผลรูปไข่กลับปลายตัด ต้ังแต่เริ่มออกช่อดอก จนถึงผลสุก
ใชร้ ะยะเวลา 18-20 เดอื น
• พบตามท่ลี มุ่ น้�ำขงั และป่าพรุ
• เย่ือหุ้มเมล็ด น�ำมาปรุงอาหาร เช่น แกงเหลือง ผล น�ำมาดอง
หรือกนิ เป็นสม้ ได้
ภาพที่ 14 ผลหวา้ นา
2.2.7 หว้านา (Syzygium cinereum (Kurz)
Chantar.& J.Parn) วงศ์: MYRTACEAE
• ไม้ยนื ตน้ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ่ สูงไดถ้ ึง 20 เมตร ไม่ผลดั ใบ
ทรงพุ่มกลมหรอื รูปไข่
• ใบเด่ียว เรยี งตรงขา้ มรปู ขอบขนาน
• ดอกสีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแยกแขนง
ทด่ี ้านข้างกิ่งแก่และปลายกิ่ง
• ผลสดแบบมีเนือ้ เมลด็ เดียว (ภาพท่ี 14) เมลด็ มีขนาดประมาณ
0.5 เซนตเิ มตร
• พบตามทอ้ งนา มมี ากในภาคใต้
18 |
ภาพท่ี 15 ผลเสมด็ ชนุ
2.2.8 เสม็ดชุน (Syzygium gratum (Wight) S.N. Mitra
var. gratum) วงศ:์ MYRTACEAE
• เสมด็ ชุนเปน็ ไมพ้ ุ่ม ไม่ผลัดใบ
• ใบเด่ยี ว รูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม
• ดอกออกเปน็ ชอ่ สีเหลืองออ่ น
• ผลกลม สขี าวขนาดเล็ก (ภาพท่ี 15) ผลแกส่ ีน้�ำตาลมนั วาว
• ชอบแสงแดดรําไร ข้ึนได้ดีในดินแทบทุกชนิด มักพบข้ึนตาม
ลำ� หว้ ย
ภาพท่ี 16 ผลชะเมาน้ำ�
2.2.9 ชะเมาน�ำ้ (Eugenia grandis Wight) วงศ์: MYRTACEAE
• ไมต้ น้ สงู 20-30 เมตร เรือนยอดเป็นพมุ่ ทรงสงู ถงึ คอ่ นขา้ งกลม
• ใบรีเรยี วปลายแหลมสเี ขยี วอ่อน
• ดอกเปน็ ช่อแยกแขนงสนั้ ๆ ตามงา่ มใบและปลายกงิ่
• ผลกลมรถี งึ รูปขอบขนาน (ภาพท่ี 16)
• สว่ นใหญ่พบขึ้นในปา่ ดบิ ชนื้ ในท่ีราบใกลช้ ายฝง่ั ทะเล และบริเวณปา่ พรภุ าคใตแ้ ละภาคตะวันออกเฉียงใตข้ องประเทศไทย
• เนื้อไม้แขง็ และมนี ำ�้ หนักมาก ใช้ก่อสรา้ งได้ดี
| 19
ภาพที่ 17 ตน้ กนั เกรา
2.2.10 กันเกรา (Fagraea fragrans Roxb.) วงศ:์ GENTIANACEAE
• กนั เกราเปน็ ไมย้ นื ตน้ ขนาดกลางถงึ ใหญม่ คี วามสงู ตงั้ แต่ 20-40 เมตร ลำ� ตน้ จะเปน็ พพู อนเฉพาะตน้ ขนาดใหญ่ (ภาพที่ 17)
• เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกนั เปน็ คๆู่ แตกใบมากเปน็ พมุ่ ท่ีปลายก่ิง
• ดอกมกี ลนิ่ หอมสเี หลืองออ่ น
• ผลกลมมเี นอื้ มเี มล็ดขนาดเลก็ ดา้ นในจ�ำนวนมาก
• เป็นไม้ที่ชอบแสง ขึ้นได้ดีในที่ลุ่มบริเวณขอบพรุพื้นท่ีน�้ำขังชั่วคราว รวมถึงพ้ืนท่ีแห้งแล้งในพื้นดินทราย พบได้ท่ัวไปในทุกภาค
ของประเทศ แต่มีมากทางภาคใต้
• เน้ือไม้มีสีน�้ำตาล ลวดลายสวยงาม มีความแข็งแรงทนทาน ปลวก มอด แมลง ไม่ชอบท�ำลายนิยมใช้แปรรูปเป็นแผ่นปูพื้น ปุผนัง
ก่อสร้าง ท�ำเฟอร์นิเจอร์
20 |
ภาพท่ี 18 ผลกรวยป่า
2.2.11 กรวยป่า (Horsfieldia irya (Gaertn .) Warb.)
วงศ์: MYRISTICACEAE
• ไมย้ นื ตน้ สูง 10-25 เมตร โคนตน้ เปน็ พูพอนและมักมีรากคำ้� ยนั
ดอกออกเปน็ ช่อตามซอกใบ
• ดอกมขี นาดเลก็ จ�ำนวนมากสีเหลอื ง
• ผลทรงกลม ติดผลเป็นพวง 2-5 ผล ผลสุกเป็นสีส้มอมแดง
(ภาพท่ี 18)
• พบขนึ้ ตามท่รี าบรมิ แมน่ ้ำ� ลำ� คลองใกล้ ๆ กบั พื้นท่ีทม่ี เี ขตตดิ ต่อ
กับทะเลทว่ั ไป ประเทศไทยพบท่ภี าคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้
และภาคใต้
ภาพท่ี 19 ใบกะทังป่า
2.2.12 กะทงั ปา่ (Litsea Costata (B.D. Borel))
วงศ์: LAURACEAE
• ไมย้ ืนตน้ สูง 20 - 30 เมตร เรือนยาวทรงกระบอกคอ่ นข้างกลม
• ใบเดย่ี ว เรียงเวียนสลับ รูปรี รปู ไข่ (ภาพที่ 19)
• ดอกเล็กเหลอื งหอม
• ขึ้นทั่วไปในป่าดิบชนื้ ที่ราบสูง และป่าพรุ
• เนื้อไม้ใชก้ อ่ สร้างภายในอาคารบ้านเรอื น
ที่มา: http://srdi.yru.ac.th/ (2563)
| 21
ภาพท่ี 20 ตน้ กล้าชะมวงปา่
2.2.13 ชะมวงปา่ (Garcinia bancana Miq.)
วงศ:์ GUTTIFERAE
• ไม้ต้นสูง 20-35 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูง เปลือกเรียบ
สนี ำ้� ตาลเขม้ ถงึ เกอื บดำ� เปลอื กชนั้ ในสชี มพถู งึ แดง มยี างสเี หลอื งขนุ่
ลักษณะล�ำต้นของต้นกล้าเป็นสีเขียวเข้ม มีแผ่นใบกว้างรูปไข่
กลับแกมรปู ขอบขนานคล้ายช้อน (ภาพที่ 20)
• ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่กนั คนละตน้ ออกดอกตามซอกใบและ
ตามก่ิง
• พบในปา่ ดบิ ชนื้ ทล่ี มุ่ ตำ่� และในปา่ พรทุ างภาคใตข้ องประเทศไทย
ในต่างประเทศพบทมี่ าเลเซีย และอินโดนเี ซีย
ภาพท่ี 21 ตน้ เลือดควายใบใหญ่
2.2.14 เลอื ดควายใบใหญ่ (Horsfieldia crassifolia Warb.)
วงศ์: MYRISTICACEAE
• ไมย้ นื ต้น มีความสูงของตน้ ประมาณ 20 เมตร เรอื นยอดเปน็ พมุ่
ทรงสูงถึงคอ่ นข้างกลม (ภาพท่ี 21)
• ใบเปน็ รปู ขอบขนานหรอื รูปรแี กมรปู ขอบขนานปลายใบมนทู่
• ออกดอกเปน็ ชอ่ ส้ันตามซอกใบด้านหลงั
• ผลเมอ่ื แกจ่ ะแตกออกเปน็ 2 ซกี ภายในมเี มลด็ เดย่ี ว เยอ่ื หมุ้ เมลด็
เปน็ สแี ดงหรือสีแดงแกมสีส้ม
• โคนตน้ มรี ากคำ้� ยนั สงู ประมาณ 1-2 เมตร รอบโคนตน้ มรี ากหายใจ
• พบเฉพาะในป่าพรุทางภาคใตข้ องประเทศไทย
• เนือ้ ไม้นิยมนำ� มาใช้ส�ำหรบั กอ่ สรา้ งอาคารบา้ นเรอื น
ทีม่ า: https://medthai.com (2557)
22 |
ภาพท่ี 22 ตน้ กลา้ สกั น้ำ�
2.2.15 สกั นำ�้ (Vatica pauciflora (Korth.) Bl.)
วงศ์: DIPTEROCARPACEAE
• ไมย้ นื ตน้ ขนาดกลาง เรอื นยอดรปู กรวยควำ่� เปลอื กสนี ำ้� ตาลเทา แตกเปน็ สะเกด็ เลก็ นอ้ ย
มักมยี างข้นึ สเี หลืองตามรอยแตกของเปลอื ก
• ต้นกล้ามีลักษณะเรียวแหลมต้ังตรง ประกอบด้วยใบเด่ียวเรียงเวียนสลับ ผิวใบเกล้ียง
ท้ังสองด้าน (ภาพที่ 22)
• ดอกสีขาวนวล ออกเปน็ ช่อสัน้ ๆ ตามงา่ มใบดอกมกี ลิ่นหอม
• ผลรูปไข่ สนี ้ำ� ตาลมปี มุ่ ปดิ ขว้ั ผล 1 ผล มี 1 เมล็ด
• พบทลี่ มุ่ และป่าพรุทางภาคใตข้ องไทย
• เนื้อไม้ใช้ก่อสรา้ งไดด้ ี
ภาพที่ 23 กล้าอ้ายบา่ ว
2.2.16 อา้ ยบา่ ว (Stemonurus secundiflorus Bl.)
วงศ์: ICACINACEAE
• ไมย้ ืนต้นขนาดเล็กถงึ กลาง ลำ� ต้นมีรูหายใจเปน็ ตุ่มเล็กๆ มรี ากหายใจเหมอื นหลกั หมุด
ปกั รอบๆ โคนต้น ลักษณะล�ำตน้ ของต้นกลา้ เป็นปล้อง ๆ สีขาวจดุ (ภาพที่ 23)
• ใบเดยี่ วเรยี งสลับ แผ่นใบรูปรีหรอื ขอบขนาน ปลายใบเป็นต่ิงแหลม โคนใบสอบถึงมน
• ดอกเล็กสีขาวนวล ออกเป็นช่อแยกแขนงรูปรม่
• ผลรูปกระสวยโค้งเลก็ นอ้ ยปลายแหลม 1 ผล มี 1 เมลด็
• พบในป่าดิบช้นื ท่ลี ุ่มต่�ำ และปา่ พรุทางภาคใตข้ องไทยเนือ้ ไมใ้ ช้ก่อสรา้ งทัว่ ไป
| 23
ภาพท่ี 24 ดอกตำ� หยาว
2.2.17 ตำ� หยาว (Alphonsea elliptica Hook.f. et Th.)
วงศ์: ANNONACEAE
• ไม้ยนื ตน้ สงู ถึง 25 เมตร เรอื นยอดรูปกรวยควำ่� ล�ำต้นเปน็ รอ่ ง
หรอื พพู อนแคบ ๆ เปลอื กเรียบหรือแตกเป็นร่องต้ืน ๆ
• ใบเด่ียว เรียงสลบั สองดา้ นของกง่ิ ในระนาบเดยี วกนั
• ดอกออกเปน็ ชอ่ สนั้ ๆ หรอื เปน็ กระจกุ ตรงขา้ มใบ ชอ่ ละ 3-5 ดอก
กลีบดอกสีเขียวนวลหรือสีเหลืองอ่อนรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่
ปลายแหลม (ภาพที่ 24)
• ผลเปน็ กลุ่ม แต่ละผลรปู ทรงกระบอก
• ขน้ึ ในปา่ ดบิ ชนื้ ทลี่ มุ่ และปา่ พรุ มเี ขตการกระจายพนั ธท์ุ างภาคใต้
ของประเทศไทย
• เนือ้ ไม้ใชก้ อ่ สร้างภายใน
ที่มา: http://mild-cago.blogspot.com
ภาพท่ี 25 ตน้ ตารา ภาพท่ี 26 ผลตารา
2.2.18 ตารา (Polyalthia glauca (Hassk.) Boerl.) วงศ:์ ANNONACEAE
• ไม้ยืนต้นขนาดกลางถงึ ใหญ่ สูง 25-30 เมตร เรอื นยอดมกั เปน็ พุม่ รปู กรวยคว่�ำ ลำ� ตน้ กลม เปลาตรง เปลือกเรยี บ (ภาพที่ 25)
• ใบเดี่ยว เรยี งสลับสองดา้ นของก่งิ ในระนาบเดียวกัน ปลายใบเรียวแหลม
• ดอกออกเปน็ กระจกุ ตามก่ิง กระจกุ ละ 3-10 ดอก
• ผลกลม ออกเป็นกลุม่ ๆ ละ 15-30 ผล (ภาพที่ 26)
• ข้ึนในปา่ ดบิ ชืน้ ทล่ี ุ่มน�ำ้ ขังและปา่ พรุ มเี ขตการกระจายพันธุท์ างภาคใตข้ องประเทศไทย
• เนื้อไม้ใชก้ อ่ สร้างภายใน
ทม่ี า: www.dnp.go.th/pattani_botany (ม.ป.ป.)
24 |
ภาพท่ี 27 ตน้ กลา้ หวา้ หนิ
2.2.19 หวา้ หิน (Syzygium claviflorum (Roxb.) A.M.Cowan& Cowan)
วงศ:์ MYRTACEAE
• ไม้ตน้ สงู ไดถ้ งึ 20 เมตร เรอื นยอดเป็นพุ่มทรงสูง ถึงค่อนข้างกลม
• ลักษณะเปลือกต้นกล้าเป็นสีน้�ำตาลอมแดง แผ่นใบรูปขอบขนาน ผิวเกล้ียง
ปลายใบแหลม (ภาพที่ 27)
• ดอกเลก็ สขี าว เกิดเปน็ ชอ่ ตามง่ามใบและปลายกิ่ง
• ผลกลมแปน้
• เนอ้ื ไมใ้ ช้ก่อสร้างได้ดี
ภาพที่ 28 ตน้ กลา้ ฝาดแอ๊ก
2.2.20 ฝาดแอก๊ (Eugenia longiflora (Presl) F. Vill.)
วงศ:์ MYRTACEAE
• ไม้ต้น สูง 10-25 เมตร เรอื นยอดเป็นพ่มุ ทรงสูง โคนต้นบางครั้งมรี ากค�ำ้ ยัน
• ต้นกล้ามกี ิง่ ก้านจำ� นวนมาก ยอดอ่อนสีเหลอื งอมแดง (ภาพที่ 28)
• แผ่นใบรูปรีถงึ รูปรแี กมรูปหอก ผวิ ใบเกล้ยี ง ปลายใบเปน็ ต่ิงเรียวแหลม
• ดอกเลก็ สขี าวออกเป็นชอ่ แยกแขนงสัน้ ๆ ตามงา่ มใบและปลายกง่ิ
• ผลรปู รีแกมรปู ขอบขนาน แกส่ กุ สีขาว
• พบขึ้นในป่าท่ีลุ่มต�่ำ และในป่าพรุทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้
และภาคใต้ของประเทศไทย
• เนื้อไมแ้ ข็งและหนกั มาก ใช้ก่อสร้างทว่ั ไป
| 25
ภาพที่ 29 ใบชมุ แสงนำ�้ ภาพท่ี 30 ดอกชุมแสงน�้ำ
2.2.21 ชุมแสงน้�ำ (Xanthophyllum ellipticum Korth. ex Miq.) วงศ์: XANTHOPHYLLACEAE
• ไม้ต้น สูง 15-30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสงู ลำ� ตน้ เปลาตรง
• แผ่นใบรูปหอก ผิวใบเกลย้ี ง (ภาพที่ 29)
• ดอกเลก็ สีขาวนวลถึงส้มออ่ น ออกเปน็ ชอ่ ตามงา่ มใบและปลายกิง่ (ภาพที่ 30)
• ผลกลมสกุ สเี หลอื งส้ม 1 ผล มี 1 เมลด็
• พบในป่าทีล่ ุ่มน�ำ้ ต่�ำนำ้� ขัง และป่าพรุทางภาคใต้ของไทย
• เนอ้ื ไม้ใชก้ ่อสรา้ งท่ัวไป และใช้ท�ำดา้ มเคร่ืองมือการเกษตรไดด้ ี
ทม่ี า: www.dnp.go.th/pattani_botany (ม.ป.ป.)
ภาพที่ 31 ต้นกล้าแตยอ
2.2.22 แตยอ (Cinnamomam rhynchophyllum Miq.) วงศ:์ Lauraceae
• ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 10-20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ เปลือกเรียบมีตุ่ม
ระบายอากาศทวั่ ไป
• ต้นกล้าเปน็ สเี ขียวเสมอกันทง้ั ต้น (ภาพที่ 31)
• ใบเด่ียวเรยี งตรงกันขา้ ม แผน่ ใบรปู รี ผวิ ใบเรียบทง้ั สองดา้ น
• ดอกเล็กสเี หลืองนวล ออกเปน็ ชอ่ ตามงา่ มใบและปลายกิ่ง
• ผลรูปกลมรี
• พบในปา่ ลุ่มนำ้� ขังและป่าพรุ มีการกระจายพันธท์ุ างภาคใตข้ องประเทศไทย
26 |
ภาพที่ 32 ดอกมะขามแป ภาพท่ี 33 เมลด็ มะขามแป
2.2.23 มะขามแป (Archidendron clypearia (Jack) I.C. Nielsen) วงศ์: FABACEAE
• ไมย้ ืนตน้ สูง 10-15 เมตร เรือนยอดพมุ่ กวา้ ง
• ใบ กง่ิ และช่อดอก มีขนสนั้ ๆ
• ใบประกอบสองชัน้ เรียงเวียนสลับ ใบยอ่ ยรูปส่เี หลี่ยมขนมเปียกปูน ปลายใบมน
• ดอกเลก็ สขี าว ออกเปน็ ช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ตามปลายกง่ิ (ภาพที่ 32)
• ฝกั แบนบิดโคง้ ยาว 10-20 ซม. กวา้ ง 0.8-1 ซม. เมื่อสกุ สีส้มถึงแดง มีขนส้นั ๆ และถา้ ผลสกุ แก่แตกอ้าเปน็ 2 ซีก มีเมลด็ 4-5 เมลด็
เมลด็ รูปรี สีดำ� เปน็ มัน (ภาพที่ 33)
• ขึ้นในป่าเส่อื มโทรมทัว่ ไปทัง้ ในป่าพรแุ ละปา่ อ่ืน ๆ พบท่วั ทุกภาคของประเทศไทย
ภาพที่ 34 ตน้ จิกนำ�้
2.2.24 จกิ น้ำ� (Barringtonia acutangula (L.) Gaertn.)
วงศ์: LECYTHIDACEAE
• ไมย้ นื ตน้ สงู 5-15 เมตร เรอื นยอดพมุ่ รหี รอื แผก่ วา้ ง (ภาพท่ี 34)
• เปลอื กสีน�้ำตาลแตกเป็นร่องและเปน็ สนั แหลมตามยาว
• กง่ิ กา้ นมักคดงอ ปลายกงิ่ มักลู่ลง
• ใบเดย่ี วออกเวยี นสลบั ท่ีปลายก่งิ ขอบใบเปน็ จกั ถ่ี ๆ
• ออกดอกเปน็ ชอ่ กระจายที่ปลายก่งิ ดอกห้อยลงมาเปน็ ระยา้
• ผลรปู ทรงกลมหรอื รปู รๆี ยาวประมาณ 2.5 ซม. มสี นั เปน็ เหลยี่ ม
• ชอบดินร่วนปนทราย-ดินร่วนปนดินเหนียว พื้นที่ค่อนข้างช้ืน
และโดนแสงแดดเตม็ วัน
ท่ีมา: www.medthai.com (2560)
| 27
ภาพที่ 35 ตน้ แคนา
2.2.25 แคนา (Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. วงศ:์ BIGNONIACEAE
• ไมย้ ืนต้นผลดั ใบขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง มคี วามสงู ของลำ� ตน้ ได้ถงึ 10-20 เมตร ล�ำต้นเปลาตรง (ภาพที่ 35)
• ใบประกอบแบบขนชัน้ เดียวปลายคี่ รูปไข่ปลายใบแหลม
• ออกดอกเปน็ ช่อแบบช่อกระจะส้นั ดอกมีขนาดใหญ่ ลกั ษณะของดอกเป็นรูปแตรสีขาว โดยจะออกดอกตามปลายก่งิ
• ผลเป็นฝัก ออกฝกั ช่อละประมาณ 3-4 ฝกั ลกั ษณะของฝกั แบนเปน็ รปู ขอบขนาน ฝักโค้งและบิดเปน็ เกลียว
• เนือ้ ไมข้ องตน้ แคนาสามารถนำ� มาใช้ทำ� สง่ิ ก่อสร้างอาคารบา้ นเรอื นได้ ดอกแคนาสามารถน�ำมาใช้ประกอบอาหารได้
• แคนาเป็นต้นไม้ทีป่ ลูกงา่ ย และเจริญเติบโตไดเ้ รว็ ในลกั ษณะดินรว่ นหรอื ดนิ เหนยี ว
ที่มา: www.myhomemygardening.com (2560)
28 |
บทที่ 3
การปฏบิ ัติต่อเมล็ดเพ่อื เตรียมการเพาะช�ำ
| 29
3.1 บทนำ�
การปฏบิ ตั ติ อ่ เมลด็ กอ่ นทจี่ ะนำ� ไปเพาะเปน็ ปจั จยั สำ� คญั อยา่ งยงิ่ ตอ่ การงอกของเมลด็ โดยการปฏบิ ตั ติ อ่ เมลด็ กอ่ นเพาะจะมวี ธิ แี ตกตา่ งกนั
ออกไปข้นึ อยกู่ บั สภาพหรอื ลกั ษณะเฉพาะของเมลด็ พันธไ์ุ มแ้ ต่ละชนิด ซง่ึ ลักษณะเฉพาะของเมลด็ พนั ธุไ์ มป้ กตทิ ่วั ไปมีทง้ั ผลท่มี เี นอ้ื ผลที่
มปี กี ผลแหง้ แตกเมอ่ื แก่ และผลแหง้ ทีไ่ ม่แตกเมื่อแก่
การเกบ็ หาเมลด็ ไมท้ ดี่ จี ะตอ้ งพจิ ารณารปู ทรงของตน้ ไมแ้ ละความแขง็ แรงของตน้ แมไ่ มท้ จ่ี ะเกบ็ เมลด็ เพอ่ื ใหไ้ ดเ้ มลด็ ไมจ้ ากแมไ่ มท้ มี่ รี ปู ทรง
สวยงามแขง็ แรง รวมทงั้ ตอ้ งทราบชว่ งเวลาการสกุ ของเมลด็ การปฏบิ ตั ติ อ่ เมลด็ จะเรม่ิ จากการเตรยี มเมลด็ ตามความแตกตา่ งของลกั ษณะ
ผลของเมล็ดไม้ชนิดน้ัน ๆ หลังจากการเตรียมเมล็ดแล้วก็จะท�ำการคัดเมล็ดไม้ท่ีมีลักษณะไม่สมบูรณ์ ลีบ หรือแคระแกร็น มีรอยเจาะ
ของแมลงออกไป หรอื ทดสอบโดยการแชล่ งในนำ�้ คดั เอาเฉพาะเมลด็ ทไ่ี มฝ่ อ่ และไมล่ อยนำ้� ดงั นนั้ เพอ่ื ใหก้ ารเพาะเมลด็ ไมม้ อี ตั ราการงอกทด่ี ี
และมปี ระสิทธิภาพมากขึน้ จึงมคี วามจ�ำเปน็ ตอ้ งท�ำการปฏิบตั ิตอ่ เมล็ดหรอื การกระตุ้นเมล็ดก่อนเพาะ
3.2 ลกั ษณะผลของเมล็ดไมแ้ ละการเตรยี มเมล็ด
3.2.1 ผลทมี่ ีเนื้อ
ผลทีม่ ีลกั ษณะเป็นผลสด ตอ้ งท�ำการแยกสว่ นทีเ่ ปน็ เนื้อออกใหม้ ากทส่ี ดุ โดยการใช้การบดปอกหรือเคน้ หลังจากนัน้ ล้างออกด้วยน้�ำ เชน่
มะกอก (ภาพที่ 36) มะมว่ งปา่ (ภาพที่ 37) กระบก (ภาพที่ 38) ฯลฯ กรณผี ลทเ่ี ปลอื กหุม้ แขง็ อาจตอ้ งใชว้ ธิ ีการทบุ ด้วยฆ้อนเลก็ ๆ
เพอื่ ใหแ้ ตกออกจะได้แยกเมล็ดภายในออกได้ เช่น เลย่ี น หรือซอ้ (ภาพท่ี 39) ฯลฯ ขณะท่บี างชนิดตอ้ งน�ำไปผ่งึ แดดเพื่อใหเ้ มลด็ ภายใน
แตกออก เชน่ มะขามป้อม เปน็ ตน้
ภาพท่ี 36 ผลมะกอก ภาพที่ 37 ผลมะมว่ งป่า
ที่มา: www.ต้นกลา้ ความร.ู้ com/953 (2561) ท่ีมา: www.baan-maha. com (ม.ป.ป.)
30 |
ภาพที่ 38 ผลกระบก ภาพท่ี 39 ผลซ้อ
ที่มา: www.winnews.t (2561) ที่มา: www.medthai.com (2560)
3.2.2 ผลทม่ี ีปีก
ผลท่ีมีลักษณะเป็นปีก ได้แก่ ผลของไม้ตระกูลยาง เช่น ยางนา (ภาพท่ี 40) ยางเหียง (ภาพที่ 41) เต็ง รัง (ภาพที่ 42) หรือประดู่
(ภาพที่ 43) เป็นต้น จำ� เปน็ ต้องมีการตดั หรอื เดด็ ส่วนท่เี ป็นปีกรอบผลออกหรอื อาจน�ำมาขัดผวิ ออกไปเพื่อให้เหลือส่วนท่เี ปน็ เปลอื กแขง็
ภาพที่ 40 ผลยางนา ภาพท่ี 41 ผลเหยี ง
ทม่ี า: www.medthai.com (2561) ทมี่ า: www.medthai.com (2560)
ภาพที่ 42 ผลรัง ภาพที่ 43 ผลประดู่
ทม่ี า: www.medthai.com (2558) ท่มี า: www.qsbg.org/ (2559)
| 31
3.2.3 ผลแหง้ ท่ีแตกเมอื่ แก่
ผลไมบ้ างชนิดท่ีมลี ักษณะแขง็ แต่จะแตกเปดิ ออกเองเมอื่ แก่จัด เช่น มะคา่ โมง (ภาพที่ 44) มะค่าแต้ (ภาพท่ี 45) แดง (ภาพที่ 46) ขีเ้ หล็ก
พฤกษ์ หรอื ทองหลางปา่ เปน็ ตน้ ซง่ึ เมลด็ พวกนใี้ นบางครง้ั จำ� เปน็ ตอ้ งนำ� มาตากแดดใหแ้ หง้ จนแตกออกเอง จากนน้ั จงึ เขยา่ ใหเ้ มลด็ ออกมา
ภาพท่ี 44 ผลมะค่าโมง
ทีม่ า: www.medthai.com (ม.ป.ป.) ภาพที่ 46 ผลแดง
ภาพที่ 45 ผลมะค่าแต้
ทมี่ า: www.dnp.go.th (ม.ป.ป.) ทมี่ า: www.qsbg.org/ (2558)
32 |
3.2.4 ผลแห้งทไ่ี มแ่ ตกเมอ่ื แก่
ผลแหง้ บางชนดิ เมอ่ื แกจ่ ดั จะไมแ่ ตกออกเอง เชน่ ฝกั คนู (ภาพท่ี 47) เปน็ ตน้ จำ� เปน็ ตอ้ งตดั ใหเ้ ปดิ ออกโดยใชม้ ดี กรรไกร หรอื เครอื่ งมอื อน่ื ๆ
ภาพท่ี 47 ฝักคูน
ทมี่ า: www.nfc.or.th/content/7465 (2561)
| 33
3.3 การปฏบิ ตั ติ อ่ เมล็ด
ก่อนที่จะน�ำเมล็ดไปเพาะ จ�ำเป็นต้องท�ำการปฏิบัติต่อเมล็ดหรือการกระตุ้นเมล็ดเสียก่อนเพื่อที่จะให้ได้อัตราการงอกของเมล็ดสูงสุด
ตลอดจนงอกเร็วข้ึน โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพหรือลักษณะเฉพาะของเมล็ดพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ซ่ึงการปฏิบัติต่อเมล็ด
เปน็ การกำ� จดั การงนั (dormancy) ของเมลด็ เชน่ การใชค้ วามรอ้ น การขดั การแชฯ่ ซง่ึ หากไมม่ กี ารปฏบิ ตั ติ อ่ เมลด็ ทดี่ จี ะมผี ลตอ่ ระยะเวลา
และอตั ราการงอกของเมลด็ ตัวอย่างการปฏิบัติต่อเมลด็ ไม้ทว่ั ๆ ไป ดังแสดงแสดงในตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 ตวั อยา่ งเมล็ดไม้และการปฏบิ ตั ิต่อเมล็ดก่อนเพาะ
ชนิดไม้ การปฏิบตั ติ อ่ เมล็ด ชว่ งเวลาทใ่ี ช้ในการงอก
มะค่าโมง ตัด-ท�ำแผลทปี่ ลายเมล็ด แชน่ ำ้� ทิ้งไว้ 1 คนื (วนั )
9-12
มะคา่ แต้ ตัด-ทำ� แผลที่ปลายเมล็ด แชน่ ำ้� ทง้ิ ไว้ 1 คืน 8-13
ประดู่ปา่ เดด็ ปีก แชน่ ำ้� เยน็ ทง้ิ ไว้ 1 คืน 22
สะเดา เอาเนื้อหุ้มออก 10
ข้ึเหลก็ แชน่ ำ�้ รอ้ น 60-70 องศาเซลเซยี ส แลว้ ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 1 คนื 12
ยางกราด เดด็ ปีก 15
แดง แชน่ ำ้� รอ้ น 60-70 องศาเซลเซยี ส แลว้ ทง้ิ ไวป้ ระมาณ 1 คนื 7
ยางนา เด็ดปีก 12
พฤกษ์ แช่น้�ำรอ้ น 60-70 องศาเซลเซยี ส แลว้ ทง้ิ ไว้ประมาณ 6 ช่ัวโมง 12
มะเกลือ ตัด-ทำ� แผลทป่ี ลายเมลด็ 15
คนู ตัด-ทำ� แผลที่ปลายเมล็ด แชน่ ำ้� ทิ้งไว้ 1 คนื 10
แคบา้ น แช่น�ำ้ ร้อน 60-70 องศาเซลเซยี ส แลว้ ทิ้งไวป้ ระมาณ 1 คืน 20
สัก แชน่ �ำ้ 1 คนื สลับผึ่ง 1 วัน ประมาณ 1 สปั ดาห์ 30
หวา้ เอาเน้ือหุ้มออก 30-40
ตะเคยี นทอง เด็ดปีก 7
ผักหวานปา่ เอาเนอื้ หุ้มออก วางเมล็ดบนวัสดุเพาะโดยไม่ต้องกลบ 6
เมอ่ื รากเร่มิ งอกใหก้ ดลงดนิ
ทมี่ า: (สำ� นักวิจยั และพัฒนาการปา่ ไม้ กรมปา่ ไม้, ม.ป.ป.)
34 |
3.4 การปฏบิ ตั ติ อ่ เมลด็ กอ่ นจะนำ� ไปเพาะ กรณขี องเมลด็ ไมท้ ใ่ี ชส้ ำ� หรบั ปลกู ฟน้ื ฟปู า่ พรคุ วนเครง็
การปฏิบัติต่อเมล็ดไม้ป่าพรุที่ใช้ส�ำหรับการปลูกฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งมีวิธีการเช่นเดียวกับการปฏิบัติของเมล็ดไม้ท่ัวไป ซ่ึงต้องค�ำนึงถึง
สภาพหรือลกั ษณะเฉพาะของเมล็ดพนั ธไ์ุ ม้ชนดิ นนั้ โดยมีวิธกี ารดงั ตารางที่ 2
ตารางที่ 2 การปฏิบตั ติ ่อเมล็ดกอ่ นเพาะเมล็ดพนั ธุไ์ ม้ป่าพรุ
ชนดิ ไม้ การปฏบิ ัตติ ่อเมลด็ ชว่ งเวลาทีใ่ ชใ้ นการงอก
(วัน)
หมากแดง น�ำเยอ่ื หมุ้ เมลด็ ออก แลว้ ล้างนำ�้ ใหส้ ะอาด 90-120
ปาลม์ รอ๊ กหรอื ค้อพรุ แช่น�้ำประมาณ 3 วนั แล้วน�ำขนึ้ มาเอาเยอื่ หมุ้ เมลด็ ออก 20-25
สะเตยี ว น�ำเยอื่ หุ้มเมลด็ ออกใหห้ มด แลว้ นำ� ไปลา้ งน้�ำ 7-10
กระบยุ น�ำเมลด็ ไปหว่านบนวสั ดเุ พาะได้เลย 10-15
ปอสองสีหรือกะลูแป น�ำเยอ่ื หมุ้ เมลด็ ออก 7-10
หลุมพี ปอกเปลือก แล้วเอาเยอื่ ห้มุ เมล็ดออก หลังจากนนั้ ลา้ งน้�ำใหส้ ะอาด 30-45
หว้านา น�ำเยื่อหมุ้ เมล็ดออก แลว้ น�ำเมล็ดลา้ งน้ำ� ให้สะอาด 10-15
เสมด็ ชนุ นำ� เยือ่ หมุ้ เมลด็ ออก แลว้ นำ� เมลด็ ลา้ งน�้ำให้สะอาด 10-15
ชะเมาน้�ำ นำ� เยอ่ื หุ้มเมลด็ ออก แลว้ น�ำเมล็ดลา้ งนำ้� ใหส้ ะอาด 10-15
กนั เกรา น�ำเยอ่ื หุ้มเมล็ดออก และน�ำเมลด็ ไปหว่านบนวัสดเุ พาะได้เลย 30-45
กรวยปา่ แกะเปลอื กออก แล้วนำ� เยือ่ หุ้มเมลด็ ออก 20-30
กะทังปา่ นำ� เยอ่ื หุ้มเมลด็ ออก แล้วน�ำเมล็ดล้างน้�ำใหส้ ะอาด 30-35
ชะมวงปา่ ปอกเปลอื กออก แล้วแกะเยือ่ หุ้มเมลด็ ออก นำ� ไปลา้ งน้�ำให้สะอาด จาก 20-30
น้นั น�ำไปผึง่ ลงไว้ 1-2 คนื โดยวางไว้บนกระดาษทสี่ ามารถซบั นำ�้ ได้ดหี รือ
เลือดควายใบใหญ่ บนกระดาษหนงั สือพมิ พ์ 20-25
สกั น�ำ้ ปอกเปลอื กออก แล้วแกะเยอื่ หมุ้ เมลด็ ออก 15-20
อ้ายบ่าว น�ำผลไปลา้ งน้ำ� ให้สะอาด แล้วเพาะไดท้ ันที 30-35
ตำ� หยาว นำ� เยอ่ื หุ้มเมล็ดออก แล้วน�ำไปล้างน�้ำให้สะอาด 35-40
ปอกเปลือกออก แลว้ ขย�ำเย่ือหมุ้ เมลด็ ในนำ้� ออกใหห้ มด ลา้ งใหส้ ะอาด
จากน้ันน�ำมาผึ่งลมบนกระดาษหนงั สือพิมพ์ 1-2 คนื
| 35
ชนิดไม้ การปฏิบตั ิตอ่ เมลด็ ช่วงเวลาทใ่ี ชใ้ นการงอก
(วัน)
ตารา นำ� เย่อื หมุ้ เมล็ดออก แลว้ ล้างน้ำ� ใหส้ ะอาด 40-45
หว้าหิน น�ำเยือ่ หมุ้ เมล็ดออก 15-20
ฝาดแอ๊ก นำ� เยื่อหุ้มเมลด็ ออก แลว้ นำ� ไปล้างน้�ำให้สะอาด 15-20
ชุมแสงน�ำ้ น�ำเยือ่ หุ้มเมล็ดออก แลว้ ล้างน�ำ้ ให้สะอาด 40-45
แพหรือสมัก น�ำเยื่อห้มุ เมล็ดออก แล้วล้างน�้ำให้สะอาด 15-20
มะขามแป แกะเปลือกออก 10-15
จกิ นำ้� น�ำเมลด็ ไปแช่นำ้� 1 คืน กอ่ นน�ำไปเพาะ 40-45
แคนา น�ำเมลด็ ไปแช่น�ำ้ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วน�ำไปเพาะไดท้ นั ที 5-7
ทม่ี า: (ขอ้ มลู จาก สมพงษ์ รกั ษาศรี, 2562)
36 |
บทท่ี 4
การเพาะช�ำ
| 37
4.1 การเตรยี มกระบะเพาะ/ ถาดเพาะ/ แปลงเพาะ
อุปกรณ์ส�ำหรับเพาะเมล็ดอาจมีความแตกต่างกันไปตามสภาพของการเพาะเมล็ดไม้ ในกรณีเพาะเมล็ดไม้จ�ำนวนไม่มากนัก กระบะ
เพาะเมล็ดอาจดดั แปลงจากถงั หรือกระบะพลาสติกท่วั ไป (ภาพท่ี 48) หรอื อาจจะเพาะลงในกระบะไมห้ รือถาดเพาะ (ภาพท่ี 49) ซงึ่ มี
ความสะดวกและง่ายต่อการดแู ลรักษา เวลาย้ายช�ำกล้าไมอ้ าจยกไปท้ังกระบะหรือถาด หากยา้ ยไม่หมดก็สามารถน�ำกลับมาวางทเ่ี ดิมได้
แต่ถ้าต้องเพาะเมล็ดจ�ำนวนมาก ๆ กระบะเพาะเมล็ดจะต้องสร้างในลักษณะถาวรโดยดัดแปลงจากบล็อกเรียงถุงเพาะช�ำกล้าไม้หรือ
อาจพิจารณาตามสภาพพ้ืนท่ีและความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน แปลงเพาะอาจมีความกว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวอาจตาม
ความสมควร ขอบแปลงอาจมกี ารกอ่ อฐิ หรอื ซเี มนตบ์ ลอ๊ คเพอ่ื ความแขง็ แรงและทนทาน เมลด็ ไมบ้ างชนดิ อาจจำ� เปน็ ตอ้ งเพาะในชว่ งฤดฝู น
เพื่อป้องกันอันตรายท่ีอาจเกิดจากน�้ำฝน ควรเตรียมผ้าพลาสติกใสหรือกระเบื้องใสส�ำหรับป้องกันหยดน้�ำฝน นอกจากน้ียังอาจมี
การสร้างกระบะเพาะหรือแปลงเพาะแบบกลางแจ้ง ซึ่งเหมาะส�ำหรับเมล็ดไม้ท่ีชอบแสงช่วยในการงอก และอาจยกร่อง และตกแต่ง
ขอบแปลงเพยี งเลก็ นอ้ ย
วสั ดเุ พาะช�ำ ควรจะเปน็ ดินร่วนปนทรายซึง่ มีการระบายนำ้� และอากาศไดด้ ี สำ� หรบั ดินในกรณอี ่ืนควรจะผสมทราย แกลบด�ำ ขยุ มะพร้าว
หรืออย่างใดอย่างหน่ึงลงไปด้วยประมาณคร่ึงหน่ึง ถ้าหากวัสดุเพาะระบายน�้ำไม่ดีน้�ำที่ขังอาจท�ำให้รากเน่าและเกิดโรคได้ง่าย ดินท่ีใช้
ควรทบุ ให้ละเอียดโดยแยกเศษไม้ หนิ และกรวดออกเสียกอ่ น แล้วค่อยนำ� ไปใส่ถาดเพาะ กระบะเพาะ หรือแปลงเพาะ
ภาพที่ 48 การเพาะกล้าไมใ้ นตะกรา้ พลาสตกิ
ภาพที่ 49 การเพาะกล้าไมใ้ นกระบะไม้
38 |
4.2 การหว่านเมลด็
ความหนาแนน่ หรือระยะห่างของเมล็ดเป็นสิ่งทตี่ อ้ งค�ำนึงในการเรียงเมลด็ ลงในภาชนะหรือกระบะเพาะเมลด็ มากทีส่ ดุ เพราะหากหวา่ น
เมลด็ มากเกินไปจะท�ำให้กล้าไมง้ อกขึ้นมาเบียดเสยี ดกันเปน็ ผลให้รากพันกนั ซ่ึงยากต่อการย้ายชำ� หรอื หากหว่านหา่ งกันเกนิ ไปจะท�ำให้
เกิดชอ่ งว่างมาก โดยทว่ั ไปเมล็ดไม้ทเ่ี พาะโดยการหว่าน ควรหว่านแบบกระจายโดยให้มรี ะยะสม�่ำเสมอ (ภาพท่ี 50) เมล็ดไมท้ มี่ ขี นาดเลก็
และขนาดกลางควรกลบด้วยวัสดุเพาะหรือกดลงไปในดินประมาณ 2-3 เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางเมล็ด เพ่ือป้องกันสัตว์คุ้ยเข่ีย
และป้องกันไม่ให้เมล็ดแห้งจนเกินไป และยังช่วยไม่ให้เมล็ดกระเด็นระหว่างการรดน�้ำอีกด้วย ส�ำหรับเมล็ดที่มีขนาดเล็กมาก เช่น
กนั เกรา ยคู าลปิ ตสั การเพาะเมลด็ นยิ มคลกุ เมลด็ กบั ทรายหรอื ขเ้ี ถา้ แลว้ หวา่ นลงในพนื้ ทเี่ พอื่ ใหเ้ มลด็ กระจายทว่ั กระบะเพาะ สว่ นเมลด็ ไม้
ทม่ี ขี นาดใหญบ่ างชนดิ สามารถเพาะลงถงุ ชำ� ไดเ้ ลย นอกจากนอี้ าจใชท้ รายโรยทบั เพอื่ ใหน้ ำ้� ทรี่ ดซมึ ลงในดนิ ไดส้ ะดวกมากขน้ึ และปอ้ งกนั
น�้ำขัง นอกจากใช้ทรายแล้วยังสามารถใชฟ้ างข้าว (ภาพท่ี 51) หรือขเ้ี ลือ่ ยเปน็ วสั ดกุ ลบเมลด็ ไดอ้ ีกดว้ ย
ภาพท่ี 50 การหวา่ นเมลด็
ทม่ี า: httpwww.foodietaste.com (2553)
ภาพท่ี 51 ฟางขา้ วท่ีใชก้ ลบเมลด็
ทม่ี า: www.pantip.com (2560)
| 39
4.3 การเตรยี มวัสดปุ ลกู
4.3.1 การเตรียมวัสดปุ ลูก
วัสดุปลูกท่ีดีควรมีความพรุนเพ่ือให้ระบายน�้ำและอากาศได้ดี ต้องช่วยพยุงรากของกล้าไม้เมื่อเจริญเติบโต ต้องมีอากาศ น้�ำ และ
สารอาหารเพยี งพอ เพราะรากของกลา้ ไมท้ อี่ ยใู่ นภาชนะจะถกู จำ� กดั ใหอ้ ยใู่ นวสั ดปุ ลกู เทา่ นนั้ รวมทง้ั สามารถอมุ้ นำ�้ ไวไ้ ดพ้ อสำ� หรบั กลา้ ไม้
แตจ่ ะตอ้ งไม่มากเกนิ ไป วสั ดุปลกู ชนิดตา่ ง ๆ ทน่ี ำ� มาใชผ้ สมเพอื่ การเพาะช�ำ ไดแ้ ก่ ดนิ หรอื หน้าดิน แกลบเผา แกลบสด ขยุ มะพรา้ ว
เปลือกถ่ัวลิสง ปุ๋ยคอก วัสดุท่ีน�ำมาใช้ผสมน้ีควรหาได้ง่ายในท้องถิ่นตลอดท้ังปีและมีราคาถูก ซ่ึงการใช้วัสดุปลูกและอัตราส่วนผสม
ในแต่ละท้องถนิ่ จะแตกต่างกัน เช่น
• ดิน เปลอื กถ่ัวลิสง ขยุ มะพรา้ ว อตั ราส่วน 2:1:1
• ขุยมะพร้าว แกลบสด แกลบเผา ดิน อัตราสว่ น 3:2:2:1
• ดนิ ขยุ มะพรา้ ว แกลบเผา แกลบสด อตั ราสว่ น 3:1:1:1
• ดิน แกลบสด ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 2:1:1
• ดิน แกลบเผา ทราย ปยุ๋ หมกั อัตราส่วน 4:2:1:1
• ดนิ แกลบเผา อตั ราสว่ น 2:1
4.3.2 ขนาดถงุ พลาสติก
ถุงพลาสติกส�ำหรับบรรจุดินเพ่ือการย้ายกล้าไม้โดยทั่วไปควรใช้ถุงพลาสติกสีด�ำหรือทึบแสง ซ่ึงจะดีกว่าการใช้ถุงใสหรือถุงท่ีแสงลอด
ผา่ นได้ ถุงสดี �ำจะทำ� ให้ดนิ ในถงุ เกบ็ ความช้นื ได้ดีกวา่ ทำ� ใหร้ ะบบรากดกี ว่าเนื่องจากปกติแลว้ รากจะไมช่ อบแสง ขนาดของถุงเพาะท่ใี ช้
มขี นาดแตกตา่ งกนั ไป เชน่ ขนาด 4x6 นิ้ว เหมาะสำ� หรบั กลา้ ไม้โตเรว็ ถงุ ขนาด 2.5x9 นวิ้ , ถงุ ขนาด 6x9 นวิ้ เหมาะสำ� หรบั กล้าไมท้ ี่
ตอ้ งใชเ้ วลานานในการเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาระบบรากอยา่ งสมบรู ณ์ ถงุ พลาสตกิ จะตอ้ งมรี เู พยี งพอเพอ่ื ชว่ ยระบายนำ�้ เมอ่ื เวลารดนำ�้ หรอื
ฝนตก เพราะหากเกิดน�ำ้ ขงั ในถุงแล้วอาจทำ� ให้เกิดโรคแกก่ ลา้ ไมไ้ ดใ้ นขณะทยี่ งั เลก็
4.3.3 การกรอกดินใส่ถงุ
ดนิ ทจ่ี ะบรรจลุ งถงุ เพาะถา้ แหง้ เกนิ ไปควรรดนำ�้ ลงไปเลก็ นอ้ ยใชพ้ ลว่ั คลกุ ใหท้ ว่ั เพอื่ ใหด้ นิ ชนื้ และเกาะตวั กนั ใชพ้ ลวั่ มอื บรรจดุ นิ ลงถงุ ใหเ้ ตม็
กระแทกก้นถุงเพาะกับพนื้ เบา ๆ บรรจดุ นิ เพม่ิ ใหเ้ ตม็ ถุงและกระแทกให้แน่นอีกคร้ัง การกระแทกถงุ เพาะดงั กลา่ วจะท�ำให้ดนิ กระจายทวั่
ท้ังถุงและก้นถุงแบนราบ ซ่ึงสะดวกต่อการจัดเรียง หากบรรจุดินไม่เต็มถุงจะท�ำให้การจัดเรียงไม่สะดวกและลา่ ช้า และจะท�ำให้ปากถุง
พับงอเข้าหาต้นกล้าเมื่อเวลาผ่านไป ท�ำให้พื้นท่ีการรับน้�ำบริเวณปากถุงลดลงเม่ือรดน�้ำ กรณีการย้ายกล้าไม้ซึ่งมีระบบราก
ของตน้ กล้ามขี นาดใหญค่ วรกรอกดินประมาณสามในส่ีของถุง ภายหลงั ทยี่ ้ายกล้าลงถงุ เพาะแลว้ จึงค่อยกรอกดนิ ใหเ้ ต็มถงุ
40 |
4.3.4 การจดั เรยี งถงุ
การเรียงถุงเพ่ือให้เกิดความสะดวกต่อการปฏิบัติงานในเรือนเพาะช�ำ ควรจัดเรียงถุงเพาะเป็นแปลง มีขนาดความกว้างไม่เกิน
1 เมตร ส�ำหรับความยาวนั้นพิจารณาตามสภาพของพ้ืนที่และความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน (ภาพท่ี 52) ส�ำหรับการวางแปลงนั้น
ควรเว้นช่องว่างด้านข้างระหว่างแปลงและด้านท้ายของแปลงกว้างประมาณ 30-40 ซม. เพื่อใช้เป็นทางเดินในการเวลารดน�้ำและ
การดูแลรักษา
ภาพที่ 52 การจัดเรียงถงุ เพาะในเรือนเพาะช�ำ
| 41
4.4 การย้ายกลา้
การย้ายกล้าไม้ควรท�ำในช่วงเวลาหลังบ่ายสองโมงไปแล้ว เพราะจะท�ำให้กล้าไม้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าการย้ายกล้าในช่วงเช้า ก่อนย้ายกล้า
ควรรดน�้ำในกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ชุ่มเสียก่อนเพื่อจะได้ขุดหรือถอนกล้าได้สะดวก ใช้เสียมเล็กหรือช้อนขุดงัดดินข้ึนมาเพื่อให้
ถอนกลา้ ไดง้ า่ ยขนึ้ กลา้ ไมท้ ถี่ อนขน้ึ มาควรนำ� ไปพกั หรอื เกบ็ ไวใ้ นถงั หรอื ขนั พลาสตกิ ซงึ่ มนี ำ้� บรรจอุ ยเู่ ลก็ นอ้ ยพอทว่ มตน้ กลา้ ทเี่ ราใสล่ งไป
กลา้ ทถ่ี อนขน้ึ มาควรนำ� ไปยา้ ยใสถ่ งุ เพาะใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายใน 1 ชวั่ โมง ทงั้ นเี้ พอื่ ปอ้ งกนั กลา้ ไมเ้ หย่ี วและเกดิ ความเสยี หาย กรณที เ่ี ปน็ กลา้ ไม้
ทีเ่ พาะในถาด สามารถเคลอ่ื นยา้ ยถาดเพาะไปย้ายบริเวณจุดเรยี งถุงไดเ้ ลย โดยใช้น้ิวมอื จับลำ� ตน้ แลว้ ถอนตน้ กลา้ ข้ึนมาอยา่ งระมดั ระวงั
ดงั ภาพท่ี 53
ภาพที่ 53 การยา้ ยกล้าไม้
4.5 วธิ ีเพาะเมล็ดไมท้ เี่ หมาะสมสำ� หรับปลกู ฟน้ื ฟปู ่าพรคุ วนเครง็
4.5.1 หมากแดง
นำ� เย่ือห้มุ เมล็ดออกแล้วล้างน�้ำให้สะอาด จากนน้ั นำ� ไปหว่านลงบนขุยมะพร้าวทันที ระยะเวลาการในงอกประมาณ 90-120 วนั หลงั จาก
กล้าแตกใบขนึ้ มา 2-3 ใบ สามารถย้ายกลา้ ลงถงุ ดินทีเ่ ตรียมไวไ้ ด้
4.5.2 ปาล์มรอ๊ กหรือค้อพรุ
น�ำเมล็ดไปแช่น้�ำเป็นเวลา 3 วัน แล้วน�ำข้ึนมาเอาเยื่อหุ้มเมล็ดออก จากน้ันน�ำไปเพาะบนขุยมะพร้าวทันที ระยะเวลาท่ีใช้ในการงอก
ประมาณ 20-25 วัน หลงั จากกล้าแตกใบขึ้นมา 2 ใบ สามารถยา้ ยกลา้ ลงถุงดนิ ท่ีเตรียมไว้ได้
42 |
4.5.3 สะเตียว
น�ำเย่ือหุ้มเมล็ดออกให้หมดแล้วน�ำไปล้างน้�ำ จากน้ันน�ำไปเพาะลงบนขุยมะพร้าวทันที ระยะเวลาที่ใช้ในการงอกประมาณ 7-10 วัน
หลังจากกล้าแตกใบขึน้ มา 2-3 ใบ สามารถยา้ ยกลา้ ลงถุงดนิ ท่ีเตรียมไวไ้ ด้
4.5.4 กระบยุ หรือเทีย๊ ะ
นำ� เมลด็ ไปหวา่ นลงบนขยุ มะพรา้ ว จากนนั้ โรยขยุ มะพรา้ วไวบ้ าง ๆ แลว้ รดนำ้� ดว้ ยฝกั บวั ฝอย ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการงอกประมาณ 10-15 วนั
หลังจากเมล็ดงอกมีความสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร สามารถน�ำลงถงุ ดินทเี่ ตรยี มไว้ได้
4.5.5 ปอสองสีหรือกะลแู ป
นำ� เยือ่ ห้มุ เมลด็ ออก จากน้ันนำ� ไปเพาะในขยุ มะพรา้ วไดท้ นั ที ระยะเวลาที่ใชใ้ นการงอกประมาณ 7-10 วนั เมื่อต้นกลา้ แตกใบ 2-3 ใบ
สามารถน�ำลงถงุ เพาะได้
4.5.6 หลมุ พี
น�ำผลหลมุ พมี าปอกเปลือก แล้วบีบเอาเยอ่ื หุ้มเมลด็ ออก ลา้ งนำ้� ให้สะอาด จากน้ันนำ� มาผึง่ ลมไว้ 1 คนื โดยน�ำเมล็ดมาวางบนกระดาษ
ทส่ี ามารถซมึ นำ้� ไดด้ ี หรอื กระดาษหนงั สอื พมิ พ์ หลงั จากนนั้ นำ� เมลด็ ไปเพาะในขยุ มะพรา้ วไดเ้ ลย ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการงอกประมาณ 30-45 วนั
หากเมล็ดงอกมีความสูงประมาณ 5-8 เซนตเิ มตร สามารถนำ� ลงถงุ ดินทเี่ ตรียมไว้เลย
4.5.7 หวา้ นา
นำ� เยือ่ ห้มุ เมล็ดออก แล้วนำ� เมลด็ ไปลา้ งให้สะอาด จากนั้นน�ำไปเพาะในขุยมะพรา้ วได้เลย ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการงอก 10-15 วัน หลังจาก
เมล็ดเริ่มงอกให้ฉดี ยากันเชือ้ ราผสมน�้ำเปลา่ แลว้ ฉีดพน่ กล้าไมท้ ุก ๆ 15 วนั เมอ่ื กลา้ มคี วามสงู ประมาณ 5-8 เซนตเิ มตร สามารถนำ� ลงถงุ
ดนิ ทเี่ ตรียมไว้ได้ หรือสามารถถอนกล้าแลว้ น�ำมาเพาะลงถุงช�ำโดยตรงไดเ้ ลย
4.5.8 แพหรอื สมัก
เยอ่ื หมุ้ เมลด็ ออก แลว้ นำ� เมลด็ ไปลา้ งนำ้� ใหส้ ะอาด จากนน้ั นำ� ไปเพาะในขยุ มะพรา้ ว ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นงอกประมาณ 15-20 วนั เมลด็ จะเรม่ิ
ทยอยงอก หลงั จากงอกแลว้ ใหพ้ น่ ยาโดยผสมยากนั เชอื้ ราผสมกบั นำ�้ ฉดี พน่ กลา้ ไมท้ กุ ๆ 15 วนั เมอ่ื กลา้ มคี วามยาวประมาณ 10-15 เซนตเิ มตร
สามารถน�ำลงถุงดินที่เตรียมไว้ได้
4.5.9 มะขามแป
แกะเปลือกออก จากน้ันน�ำไปเพาะในขุยมะพร้าวได้เลย ระยะเวลาในการงอกประมาณ 10-15 วัน เมื่อกล้ามีความสูง 10 เซนติเมตร
สามารถน�ำลงถงุ ดนิ ท่ีเตรียมไวไ้ ด้
4.5.10 เสม็ดชุน
น�ำเย่ือหุ้มเมล็ดออก แล้วน�ำเมล็ดไปล้างน้�ำสะอาด จากนั้นน�ำไปเพาะบนขุยมะพร้าว ใช้เวลาในการงอกประมาณ 10-15 วัน หลังจาก
เมล็ดเริ่มงอกให้ฉีดยากันเช้ือราผสมน้�ำเปล่าแล้วฉีดพ่นกล้าไม้ทุก ๆ 15 วัน เม่ือกล้ามีความสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร สามารถ
นำ� ลงถุงดินที่เตรยี มไว้ได้
4.5.11 ชะเมานำ้�
นำ� เย่ือห้มุ เมลด็ ออก แลว้ น�ำเมล็ดไปล้างนำ้� ให้สะอาด จากนัน้ น�ำไปเพาะบนขุยมะพร้าว ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการงอกประมาณ 10-15 วัน
เมอ่ื กล้ามีความสงู ประมาณ 10-15 เซนตเิ มตร สามารถนำ� ลงถงุ ดินทเ่ี ตรียมไวไ้ ด้
| 43
4.5.12 กันเกรา
น�ำเย่ือหุ้มเมล็ดออก หลังจากน้ันน�ำไปหว่านบนขุยมะพร้าว ระยะเวลาท่ีใช้ในงอกประมาณ 30-45 วัน เมล็ดก็จะเร่ิมทยอยงอก
หลังจากงอกแล้วให้พ่นยาโดยผสมยากันเช้ือราผสมกับน้�ำฉีดพ่นกล้าไม้ทุก ๆ 15 วัน เมื่อกล้ามีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร
สามารถน�ำลงถงุ ดินทเี่ ตรยี มไว้ได้
4.5.13 กรวยป่า
แกะเปลอื กแลว้ นำ� เยอ่ื หมุ้ เมลด็ ออก จากนนั้ นำ� ไปลา้ งนำ้� ใหส้ ะอาด แลว้ นำ� เมลด็ ไปเพาะบนขยุ มะพรา้ ว ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการงอกประมาณ
20-30 วนั เม่ือกล้าแตกใบ 3-4 ใบ สามารถน�ำลงถุงดนิ ทีเ่ ตรียมไวไ้ ด้
4.5.14 กระทังปา่
แกะเย่ือหุ้มเมล็ดออกแล้วน�ำไปล้างให้สะอาด จากน้ันก็น�ำไปเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอก ประมาณ 30-35 วัน
เมอ่ื กล้าไมแ้ ตกใบได้ประมาณ 2-3 ใบ นำ� ไปลงถงุ ดนิ ท่ีเตรยี มไว้
4.5.15 ชะมวงป่า
ปอกเปลือกออกแล้วแกะเย่ือหุ้มเมล็ดออกแล้วน�ำไปล้างให้สะอาด จากนั้นน�ำไปผ่ึงลมไว้ 1-2 คืน โดยวางไว้บนกระดาษท่ีสามารถ
ซับน�้ำได้ดีหรือบนกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วน�ำไปเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 20-30 วัน เม่ือกล้าไม้แตกใบ
ได้ 2-3 ใบ สามารถนำ� ลงในถงุ ดนิ ทีเ่ ตรยี มไว้ได้
4.5.16 แตยอ
แกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกแล้วน�ำไปล้างน�้ำให้สะอาด จากนั้นน�ำไปเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 30-40 วัน
เมือ่ กล้าไมแ้ ตกใบประมาณ 2 ใบ กน็ ำ� ไปลงถงุ ดินที่เตรยี มไว้
4.5.17 เลอื ดควายใบใหญ่
ปอกเปลือกออกแล้วน�ำเยื่อหุ้มเมล็ดออกล้างน�้ำให้สะอาด จากนั้นน�ำไปเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ
20-25 วัน เมื่อกล้าไมแ้ ตกใบไดป้ ระมาณ 2-3 ใบ น�ำลงถงุ ดินท่ีเตรยี มไว้
4.5.18 สักน้�ำ
เมือ่ ได้ผลมาน�ำไปล้างน้ำ� ใหส้ ะอาดแลว้ นำ� ไปเพาะในขุยมะพรา้ ว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 15-20 วัน เมอ่ื กล้าไม้แตกใบประมาณ
2-3 ใบ นำ� ไปลงถุงดินทีเ่ ตรียมไว้
4.5.19 อา้ ยบา่ ว
แกะเยือ่ หุ้มเมลด็ ออกแล้วน�ำไปล้างน้ำ� ให้สะอาด จากนน้ั ก็นำ� ลงเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 30-35 วนั เมื่อกล้าไม้
แตกใบได้ประมาณ 2 ใบ สามรถลงถงุ ดนิ ทเี่ ตรียมไวไ้ ด้
4.5.20 ตำ� หยาว
ปอกเปลอื กออกแล้วขย�ำเย่อื หมุ้ เมล็ดในนำ�้ ออกใหห้ มด แล้วลา้ งใหส้ ะอาดน�ำผ่งึ ลมบนกระดาษหนังสอื พมิ พ์ 1-2 คืน จากน้ันน�ำไปเพาะ
ในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 35-40 วัน เมอ่ื กล้าไมแ้ ตกใบประมาณ 2 ใบ ใหน้ ำ� กลา้ ไมล้ งถุงดินทีเ่ ตรยี มไว้
4.5.21 ตารา
แกะเย่ือหุ้มเมล็ดออกแล้วน�ำไปล้างให้สะอาด จากน้ันก็น�ำไปลงเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 40-45 วัน
เมื่อกล้าไมแ้ ตกใบประมาณ 2 ใบ น�ำกล้าไมล้ งถงุ ดินทเี่ ตรยี มไว้
44 |
4.5.22 หว้าหนิ
แกะเยื่อหุ้มเมลด็ ออก จากน้นั ก็นำ� ไปเพาะในขุยมะพรา้ วระยะเวลาในการงอกประมาณ 15-20 วนั เม่ือกล้าไม้แตกใบประมาณ 2-4 ใบ
นำ� ลงถงุ ดินท่ีเตรียมไว้
4.5.23 ฝาดแอ๊ก
แกะเย่ือหุ้มเมล็ดออกแล้วน�ำไปล้างให้สะอาด จากน้ันน�ำลงเพาะในขุยมะพร้าวระยะเวลาในการงอกประมาณ 15-20 วัน
เมอื่ กลา้ ไมแ้ ตกใบประมาณ 2-4 ใบ นำ� ลงถงุ ดนิ ท่ีเตรยี มไว้
4.5.24 ชุมแสงน้ำ�
แกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกแล้วน�ำไปล้างให้สะอาด จากน้ันน�ำลงเพาะในขุยมะพร้าว ระยะเวลาในการงอกประมาณ 40-45 วัน
เมอ่ื กลา้ ไมแ้ ตกใบประมาณ 2-4 ใบ น�ำลงถงุ ดนิ ท่เี ตรยี มไว้
4.5.25 จิกน�ำ้
น�ำเมล็ดไปแช่น�้ำประมาณ 1 คืน จากน้ันน�ำไปเพาะลงถุงดินท่ีเตรียมไว้ ใช้เวลาในการงอกประมาณ 40-45 วัน หรือสามาถ
ถอนกลา้ ทง่ี อกอยใู่ ตต้ ้นมาเพาะลงถงุ ช�ำได้โดยตรง
4.5.26 แคนา
แกะเมลด็ ออกจากฝกั แล้วนำ� เมล็ดไปแชน่ ำ�้ ประมาณ 1-2 ชว่ั โมง จากน้นั สามารถนำ� เมล็ดไปเพาะลงถงุ ดินที่เตรยี มไว้ โดยปกติใชเ้ วลา
ในการงอกประมาณ 5-7 วนั หรือสามารถถอนกลา้ ท่ีงอกอยู่ใต้ต้นมาเพาะลงถงุ ช�ำไดโ้ ดยตรง
ส�ำหรับการถอนกล้าไม้มาเพาะช�ำลงถุงโดยตรง เช่น หว้านา จิกนา สะเตียว หรือแคนา เมื่อถอนกล้ามาแล้วควรรีบด�ำเนินการ
เพาะช�ำลงถุงทันที โดยอาจเด็ดใบออกให้เหลือเพียง 1-2 ใบ จากน้ันรดน�้ำให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยถุงพลาสติกเพื่อป้องกันการคายน้�ำ
ซงึ่ จะทำ� ให้กล้าไมเ้ หี่ยว โดยไม่ตอ้ งเปิดถุงพลาสติกออกเพอื่ รดน้�ำอีก (ภาพท่ี 54)
ภาพท่ี 54 การหมุ้ ด้วยถงุ พลาสตกิ ในการถอนกลา้ ไม้มาปกั ช�ำในถุงชำ� โดยตรง
| 45
4.6 อตั ราการงอกของเมล็ดไมป้ ่าพรบุ างชนดิ ท่ีใช้สำ� หรบั ปลกู ฟน้ื ฟูปา่ พรุควนเครง็
จากการทดสอบการงอกของเมลด็ ไมป้ า่ พรบุ างชนดิ ซง่ึ ไดเ้ กบ็ เมลด็ มาจากพืน้ ทป่ี า่ พรุโตะ๊ แดง จงั หวดั นราธวิ าส พบว่า สะเตยี วมีอตั ราการ
งอกมากที่สดุ เท่ากับ 98 % รองลงมาได้แก่ มะขามแป กนั เกรา ปาล์มรอ๊ ก ชะเมาน้ำ� หลมุ พี เสมด็ ชุน กระบุย หว้านา และหมากแดง
ซ่ึงมีอัตราการงอกเท่ากบั 90 80 78 70 65 60 56 45 และ 43 % ตามล�ำดบั ดงั ภาพท่ี 55
ภาพท่ี 55 อตั ราการงอกของกระบยุ กนั เกรา ปาลม์ รอ๊ ก ชะเมานำ้� มะขามแป สะเตยี ว เสมด็ ชนุ หมากแดง หลมุ พี และหวา้ นา
หว้านา 45 อตั ราการงอก (%)
หลุมพี 65
หมากแดง
เสม็ดชุน 43
สะเตยี ว
มะขามแป 60
ชะเมาน้�ำ 96
ปาลม์ รอ๊ ก
ชนิดไ ้ม กนั เกรา 90
กระบยุ
70
0 78
80
56 80 100
20 40 60
อตั ราการงอก (%)
46 |
บทท่ี 5
การดูแลรักษากลา้ ไม้
| 47
การดแู ลรกั ษากลา้ ไมม้ คี วามสำ� คญั ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของกลา้ ไมก้ อ่ นนำ� ไปปลกู โดยภายหลงั จากการยา้ ยชำ� กลา้ ไมล้ งในถงุ ชำ� แลว้ กล้าไม้
จะเริ่มพัฒนาเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระยะท่ีสามารถน�ำย้ายไปปลูกได้ ดังนั้นจึงมีความจ�ำเป็นท่ีจะต้องท�ำการบ�ำรุงรักษากล้าไม้
ตามขั้นตอนต่างๆ ดงั นี้
5.1 การให้แสง
หลงั จากยา้ ยกลา้ ควรนำ� กลา้ ไม้วางไวใ้ นที่ร่มท่ีมีตาขา่ ยพรางแสงประมาณร้อยละ 50 เหนอื ต้นกล้า เพอื่ ป้องกนั ใบไหม้และเฉา จนกว่าจะ
ถงึ เวลาทำ� กล้าให้แกรง่
5.2 การรดน�ำ้
ในระยะเร่ิมแรกหลังจากย้ายกล้า ควรใช้ฝักบัวฝอยในการรดน�้ำเพื่อป้องกันกล้าไม้กระทบกระเทือน เวลาท่ีเหมาะสมที่สุดควรรดน�้ำ
ตอนเชา้ เพอ่ื ใหพ้ ชื มปี รมิ าณนำ�้ เพยี งพอตอ่ การสงั เคราะหแ์ สงในชว่ งกลางวนั การรดนำ้� จะตอ้ งประเมนิ ดว้ ยวา่ ควรใหน้ ำ�้ แกก่ ลา้ ไมม้ ากนอ้ ย
เพียงใด ถ้าหากว่าวัสดุปลูกยังช้ืนอยู่อาจไม่จ�ำเป็นต้องรดน้�ำซ�้ำ แต่ถ้าผิวหน้าวัสดุปลูกเร่ิมแห้งต้องให้น้�ำแก่กล้าไม้ นอกจากนี้การให้น�้ำ
ยงั แตกต่างไปตามฤดูกาล เช่น ในชว่ งฤดฝู นอาจไม่ต้องรดน�้ำ ในขณะที่ชว่ งฤดแู ล้งอาจต้องรดนำ�้ กลา้ ไม้วนั ละ 2 ครง้ั คือ เช้า-เยน็
5.3 การกำ� จดั วชั พชื
วัชพืชอาจเกิดขึ้นจากการน�ำพาจากภายนอกหรือเกิดขึ้นจากวัสดุปลูกในถุงเพาะ เน่ืองจากอาจมีเมล็ดของวัชพืชปนมากับดินผสม
ควรหม่นั ดแู ลและกำ� จดั แต่เสียเน่นิ ๆ เมือ่ วชั พืชเร่มิ งอกขึ้นในถุงชำ� เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานรากของวัชพืชจะแก่งแย่งอาหารกับกลา้ ไม้
และส่งผลกระทบต่อกล้าไม้ขณะท�ำการถอนหรอื กำ� จดั ได้ สว่ นวัชพืชในช่องทางเดินในเรือนเพาะช�ำกเ็ ช่นกัน ตอ้ งหมนั่ ก�ำจัดอยู่เสมอ
5.4 การกำ� จดั โรคและแมลงศัตรพู ืช
โรคพืชเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ไดแ้ ก่
1. เชือ้ รา: ทำ� ให้เกดิ โรคโคนเน่า รากเนา่ และใบเปน็ จดุ (ใบไหมห้ รือสีสนิม)
2. แบคทเี รยี : สว่ นมากไม่เปน็ อันตรายตอ่ พืช แตบ่ างชนดิ อาจทำ� ใหเ้ กิดโรคโคนเน่า เนอื้ เยอ่ื เนา่ เฉา
3. ไวรัส: พบได้ในพชื ทวั่ ไป มกั ไมก่ ่อใหเ้ กิดปัญหารนุ แรงในเรอื นเพาะช�ำ
ควรหมน่ั ตรวจสอบกลา้ ไมอ้ ยา่ งสมำ่� เสมอเพอื่ ปอ้ งกนั การระบาดของโรค ตรวจดคู วามสมบรู ณ์ ของกลา้ ไมท้ กุ สปั ดาห์ ไมค่ วรใหน้ ำ�้ มากเกนิ ไป
ตดิ ตามการระบายนำ�้ ของกลา้ ไม้ จดั เรยี งกลา้ ไมไ้ มใ่ หแ้ นน่ เกนิ ไปเพอ่ื ใหอ้ ากาศระบายไดด้ ี หากเกดิ การระบาดของโรคใหต้ ดั ใบทแ่ี สดงอาการ
หรือแยกกล้าไม้ออกเพ่ือน�ำไปเผาท้ิง ไม่ควรน�ำวัสดุปลูกและถุงพลาสติกของกล้าท่ีเป็นโรคกลับมาใช้ใหม่ ไม่ควรใช้
สารเคมีในการควบคุมโรคเนื่องจากมีราคาแพงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้ หากจ�ำเป็นต้องใช้สารเคมีต้องใช้อย่างระมัดระวังและ
เลอื กใช้ให้ถกู ตอ้ ง ส่วนการควบคมุ ศัตรพู ืชอื่น เชน่ แมลง ไสเ้ ดอื นฝอย หอยทาก ท่ที ำ� ลายใบพืช ยอดอ่อน ลำ� ต้น ราก ควรมีการตรวจดู
อยา่ งสมำ�่ เสมอ เพอื่ การกำ� จดั ทง้ิ ไปโดยการหยบิ ออก หรอื การพน่ ดว้ ยนำ้� หมกั จลุ นิ ทรยี ์ (EM) ตลอดจนการใชส้ ารเคมหี ากมกี ารระบาดรนุ แรง
48 |