The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและการจัดการไม้สนเพื่อการอนุรักษ์และการสร้างรายได้ รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการป่าสนบนพื้นที่สูง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-05-13 02:10:45

คู่มือ การปลูกและการจัดการไม้สนเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์บนพื้นที่สูง

คู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและการจัดการไม้สนเพื่อการอนุรักษ์และการสร้างรายได้ รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการป่าสนบนพื้นที่สูง

Keywords: ไม้สน,การจัดการไม้สน,การปลูกไม้สน,พื้นที่สูง

คูม่ อื

การปลูกและการจัดการไม้สน
เพอื่ การอนุรกั ษ์ ฟื้นฟู

และใช้ประโยชนบ์ นพน้ื ทีส่ งู

ทปี่ รึกษา
นายวริ ตั น์ ปราบทุกข ์ ผอู้ ำ� นวยการสถาบันวจิ ยั และพฒั นาพ้ืนที่สงู
ดร.เพชรดา อยู่สขุ รองผอู้ �ำนวยการสถาบัน ด้านการพฒั นา
ดร.อจั ฉรา ภาวศทุ ธ์ ิ รกั ษาการผอู้ ำ� นวยการส�ำนกั วิจัย
ผศ. ดร.บญุ วงศ์ ไทยอุตส่าห์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์

ผ้เู ขยี นและเรยี บเรียง

ผศ. ดร.กอบศกั ดิ์ วันธงไชย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
ผศ. ดร.สมพร แม่ลม่ิ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
ผศ. ดร.ไตรรตั น์ เนียมสวุ รรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดร.พชิ ิต ล�ำใย มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
นายณฐั วฒั น์ คลังทรัพย์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
ดร.นติ ยา เมยี้ นมิตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
ผศ. ดร.รัชนี โพธแิ ทน่ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
นางสาวพรรษชล หนูเทพ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
ดร.สมชาย นองเนอื ง กรมป่าไม้
ดร.อำ� ไพ พรลแี สงสุวรรณ ์ กรมปา่ ไม้
นายกิตติศกั ดิ์ จินดาวงค์ มูลนธิ ิโครงการหลวง
นางสาวกมลทพิ ย์ เรารตั น์ สถาบนั วิจัยและพฒั นาพ้นื ท่สี ูง

พมิ พค์ รั้งท่ี 1 2564
จ�ำนวนพมิ พ ์ 500 เลม่
จัดพมิ พโ์ ดย สถาบันวจิ ัยและพัฒนาพ้นื ทส่ี ูง (องคก์ ารมหาชน)
65 หมู่ 1 ตำ� บลสุเทพ อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทรศพั ท์ 0 5332 8496-8 โทรสาร 0 5332 8494, 0 5332 8229
เว็บไซต์ http://www.hrdi.or.th

พิมพ์ท่ี ห้างหนุ้ ส่วนจำ� กัด องิ ค์เบอรร์ ่ี
6/5 ถนนรังษีเกษม ตำ� บลในเวียง อำ� เภอเมอื งน่าน จังหวดั น่าน 55000
โทรศพั ท์ 08 7512 3087
ISBN 978-616-8082-15-7

ค�ำนำ�

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นท่ีสูง (องค์การมหาชน) ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยโครงการศึกษาชนิด/พันธุ์ไม้สน
เพื่อปลูกเป็นสวนป่าและการอนุรักษ์ในพื้นที่โครงการหลวงวัดจันทร์
จัดท�ำคู่มือ เร่ือง “การปลูกและการจัดการไม้สน เพ่ือการอนุรักษ์
ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์บนพื้นที่สูง” ข้ึน ด้วยมีวัตถุประสงค์เพ่ือใช้
ในการถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและ
การจัดการไม้สนให้กับผู้ที่สนใจปลูกและจัดการไม้สนทั้งในรูปแบบ
การอนุรักษ์และการสร้างรายได้ รวมถึงการใช้เป็นแนวทางในการ
บรหิ ารจัดการป่าสนบนพืน้ ท่สี งู ดว้ ย
คณะผู้จัดท�ำหวังเป็นอย่างย่ิงว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์
จากคู่มือเล่มนี้และจะสามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับไปสู่
การปฏิบัติท่ีถูกต้อง อีกท้ังยังสามารถส่งต่อองค์ความรู้ให้กับผู้ที่
สนใจรายอื่น ๆ ต่อไป ท้ังน้ีหากคู่มือเล่มน้ีมีข้อผิดพลาดประการใด
ทางคณะผู้จดั ท�ำตอ้ งขออภยั มา ณ ท่ีน้ี ด้วย

คณะผู้จดั ท�ำ
ตลุ าคม 2563

3

สารบญั บทน�ำ 5
ลักษณะทว่ั ไปของป่าสน 8
ลักษณะทั่วไปของไม้สน 12
การขยายพันธไุ์ ม้สน 17
การปลกู และการดูแลรักษา 23
คุณสมบัตขิ องไมส้ นและยางสน 30
การใชป้ ระโยชนไ์ มส้ นและยางสน 45
กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวขอ้ งกับไม้สน 55
แนวทางการสง่ เสรมิ การปลูกเพื่อการอนรุ ักษ์ ฟืน้ ฟู 59
และใช้ประโยชน์บนพ้นื ที่สงู
บรรณานุกรม 63

บทน�ำ

ประเทศไทยมีไมส้ นธรรมชาติ ซ่งึ จดั เป็นไมส้ นเขตร้อน อยู่ 2 ชนิด คอื ไม้สน
สองใบ (Pinus latteri เดิมเคยใช้ Pinus merkusii) และ ไม้สนสามใบ (Pinus kesiya)
ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2512 กรมปา่ ไมร้ ว่ มกบั DANIDA (Danish International Development
Agency) ท�ำการปลูกและปรับปรุงพันธุ์ไม้สนในประเทศไทย รวมท้ังได้น�ำไม้สนจาก
ต่างประเทศหลายชนิดเข้ามาทดลองปลูกและปรับปรุงพันธุ์ ท่ีประสบผลส�ำเร็จ ได้แก่
ไมส้ นคารเิ บยี (Pinus caribaea) ไมส้ นโอคารป์ า (Pinus oocarpa) และ ไมส้ นเทคนู มู านี
(Pinus tecunumanii) เพ่ือหวังใหไ้ ม้สนเป็นไมเ้ ศรษฐกจิ ทส่ี �ำคัญของประเทศ
แต่จากสถิติการป่าไม้ของประเทศไทยในรอบหลายปีท่ีผ่านมา พบว่า
ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราในการน�ำเข้าไม้สน ทั้งในรูปของไม้ท่อนและไม้แปรรูป
มาโดยตลอด ท้ังท่ีมีศักยภาพสูงเชิงพื้นที่ในการปลูกภายในประเทศได้เอง เน่ืองจากมี
ท�ำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ไม้สนท่ีปลูกในประเทศ
มีอัตราการเติบโตเร็วและมีอายุรอบหมุนเวียนในการตัดฟันสั้นกว่าไม้สนที่ปลูกในเขต
อบอุ่นอันเป็นถ่ินก�ำเนิดตามธรรมชาติของไม้สนส่วนใหญ่ นอกจากน้ีไม้สนที่ปลูกบน
พน้ื ทสี่ งู ยงั มบี ทบาทในการชว่ ยอนรุ กั ษแ์ หลง่ ตน้ นำ�้ ลำ� ธารทส่ี ำ� คญั ของประเทศ ซง่ึ ถอื เปน็
ผลตอบทางออ้ มแทนทส่ี งู ยิ่งกวา่ ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกจิ อกี ท้ังยังสอดคล้องกบั
แนวพระราชดำ� ริการปลูกปา่ สามอย่างประโยชนส์ ี่อยา่ งอีกดว้ ย
ปัจจุบันสถานภาพของป่าสนในประเทศไทยอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้
กรมอทุ ยานแห่งชาตสิ ตั ว์ป่าและพันธ์พุ ชื และองคก์ ารอุตสาหกรรมปา่ ไม้ (ภาพที่ 1)

5

ปา่ สนในประเทศไทย

พื้นที่ สวนปา่ พื้นที่
ป่าอนุรกั ษ์ ไมส้ น ปา่ สงวน
แหง่ ชาติ

อทุ ยานแหง่ ชาติ กรมป่าไม้ ป่าสนวัดจนั ทร์

เขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ กรมอทุ ยานแหง่ ชาตฯิ

พ้นื ท่ีปา่ ตน้ น้�ำ อ.อ.ป.

ภาพท่ี 1 สถานภาพของปา่ สนในประเทศไทย

ซง่ึ จากรายงานของกรมปา่ ไม้ พบวา่ ในปี พ.ศ. 2560 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
และภาคกลางของประเทศมพี นื้ ทป่ี า่ สน จำ� นวน 48,882.01 และ 33,426.81 ไร่ ตามลำ� ดบั
ทัง้ น้ีป่าสนทย่ี ังคงเหลอื อยสู่ ่วนใหญอ่ ยบู่ ริเวณพ้นื ทส่ี งู ในเขตพื้นที่อนรุ ักษ์ เชน่ อทุ ยาน
แห่งชาติภูกระดึง อุทยานแห่งชาติภูเรือ และอุทยานแห่งชาติน�้ำหนาว ฯลฯ อย่างไร
ก็ตามยังพบการลดลงของพ้ืนท่ีป่าสน เน่ืองจากการตัดไม้เพ่ือใช้มากเกินก�ำลังผลิต
การเกบ็ น�้ำมนั ยาง การเก็บไม้เก๊ียะท่ีไมถ่ ูกตอ้ ง การเผาป่า รวมทง้ั ไม่ไดม้ กี ารปลกู ฟื้นฟู
ป่าที่เหมาะสมกับระบบนิเวศปา่ สน ส่งผลให้ป่าสนเหลา่ นนั้ เกดิ ความเส่อื มโทรม
นอกจากปา่ สนทอ่ี ยใู่ นเขตพนื้ ทอี่ นรุ กั ษ์ ประเทศไทยยงั มปี า่ สนธรรมชาตทิ อี่ ยู่
นอกเขตพนื้ ที่อนุรกั ษ์บางสว่ น ได้แก่ ป่าสนบ้านวัดจนั ทร์ อำ� เภอกลั ยาณิวฒั นา จงั หวดั
เชยี งใหมซ่ ง่ึ เปน็ พนื้ ทท่ี ไ่ี ดร้ บั งบประมาณอดุ หนนุ จากรฐั บาล ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2540 ใหด้ ำ� เนนิ
งานโครงการปลูกป่าแผนใหม่ภายใต้แผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
แยกเป็นการปลูกสร้างสวนป่าเพ่ือฟื้นฟูพ้ืนที่ป่าต้นน�้ำล�ำธารภายใต้การดูแลของ
โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่ด้วยพ้ืนที่ดังกล่าวยังมี
ราษฎรชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่และมีวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรที่เก่ียวข้องกับไม้สน
อกี ทง้ั ไมส้ นในปา่ ธรรมชาตจิ ำ� นวนมากเรม่ิ มอี ายมุ าก บางสว่ นถกู ฟา้ ผา่ ยนื ตน้ ตาย ขณะท่ี
หลายตน้ มรี อ่ งรอยการถากเกบ็ ไมเ้ กย๊ี ะทไี่ มถ่ กู ตอ้ งตามหลกั วชิ าการ ทำ� ใหป้ า่ สนในพนื้ ท่ี
เส่อื มโทรมลงเร่ือย ๆ ตามกาลเวลา ดังนัน้ ในอนาคตจึงควรมกี ารวางแนวทางการปลกู
หรอื การจดั การทเ่ี หมาะสมกบั พน้ื ท่ี เพอ่ื คนื ความสมบรู ณใ์ หก้ บั ปา่ สน อกี ทง้ั ยงั สามารถ
นำ� เอาทรพั ยากรทเ่ี กดิ ขน้ึ เขา้ สกู่ ระบวนการผลติ ไมส้ นทม่ี คี ณุ ภาพของประเทศ ซงึ่ จะชว่ ย
ลดการน�ำเขา้ ไม้สนจากตา่ งประเทศดังท่เี ป็นอยใู่ นปจั จุบันไดอ้ ีกดว้ ย

6 ค่มู อื การปลกู และการจัดการไม้สน เพ่ือการอนรุ กั ษ์ ฟ้ืนฟู และใชป้ ระโยชนบ์ นพืน้ ทีส่ ูง

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวท�ำให้เกิด การศึกษาชนิด/พันธุ์ไม้สนเพ่ือ
ปลกู เปน็ สวนปา่ และการอนรุ กั ษใ์ นพนื้ ทโ่ี ครงการหลวงวดั จนั ทร์ ภายใตก้ ารสนบั สนนุ
ของสถาบันวจิ ัยและพัฒนาพื้นท่สี ูง (องคก์ ารมหาชน) มูลนธิ โิ ครงการหลวง กรมปา่ ไม้
และองคก์ ารอตุ สาหกรรมปา่ ไม้ ดว้ ยหลกั การการดำ� เนนิ งานทว่ี า่ “เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พฒั นา”
โดยมีเป้าหมายหลักเพ่อื การส่งเสริมสนับสนนุ การปลูกไมส้ นพนื้ เมืองและไมส้ นตา่ งถน่ิ
เพ่ือการใช้ประโยชน์ของชุมชน และการวางรูปแบบแนวทางการจัดการป่าสนเพื่อการ
ใชป้ ระโยชนท์ ี่ยั่งยืน (ในกรณกี ารเกบ็ หาชันสน ยางสน และไม้เกยี๊ ะ) (ภาพที่ 2) ซง่ึ จาก
ผลการด�ำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศป่าสนบ้านวัดจันทร์มีลักษณะท่ีเป็น
พลวัต และมีปัจจัยด้านไฟเป็นตัวแปรส�ำคัญในการคงอยู่หรือเส่ือมโทรมของป่า
ขณะท่ชี มุ ชนในพน้ื ทมี่ ีความผูกพนั และพ่งึ พงิ ทรัพยากรคอ่ นขา้ งสูง

ไม้สนพื้นเมอื ง ไม้สนตา่ งถิ่น
(Indigenous Species) (Exotic Species)

PP..klaetstieyrai PPP...copaoarcitbauarlpaeaassp. tecunumanii.

การปลกู ทดสอบชนดิ พนั ธ์ุ
(Species Trials)

สถานภาพของพนื้ ท่ี การปลกู (MoกdาeรlขEยxาtยenผsiลon)
(Status of Demonstration site) (Planting)
รปู แบบการตดั ฟนั แปลงปลกู การจดั การทยี่ ง่ั ยนื
การใชท้ ด่ี นิ (Harvesting System) วนเกษตร (หวั ไร่ ปลายนา) (Sustainable
สมบตั ขิ องดนิ การแบง่ รอบการตดั ฟนั การปลกู เสรมิ ตามชอ่ งวา่ งในปา่ Management)
โครงสรา้ งองคป์ ระกอบสงั คมพชื การตดั ขยายระยะ เพอื่ การใชส้ อย กระบวนการ
สขุ ภาพ กำ� ลงั ผลติ ของไมส้ น และการดแู ลรกั ษา มสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน
ไฟและปจั จยั รบกวน วธิ กี ารเกบ็ ยางสน การใชป้ ระโยชน์
สภาพเศรษฐกจิ สงั คม วถิ ชี วี ติ (Utilization)
การใชป้ ระโยชนป์ า่ สน ไมซ้ งุ และไมแ้ ปรรปู
ชนั สน ยางสน ไมเ้ กย๊ี ะ
ไมฟ้ นื

ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดและความเชอื่ มโยงสเู่ ป้าหมายหลกั ของโครงการฯ

ทง้ั นเ้ี มอ่ื โครงการดงั กลา่ วเสรจ็ สนิ้ ลงสถาบนั วจิ ยั และพฒั นาพน้ื ทส่ี งู (องคก์ าร
มหาชน) เห็นว่าองค์ความรู้ท่ีเกิดข้ึน ควรได้รับการบันทึกและถ่ายทอดสู่ผู้ที่สนใจปลูก
และจัดการไม้สน ท้ังเพ่ือการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ ดังนั้นจึงเกิดการจัดท�ำคู่มือ
ฉบับนี้ขึ้นด้วยหวังว่าคู่มือฉบับน้ีจะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จนน�ำไปสู่การปฏิบัติที่
ถูกต้องใหก้ บั ผู้ทสี่ นใจ

7

ลกั ษณะทว่ั ไปของป่าสน

1. ลักษณะโครงสร้างของปา่ สน
ปา่ สนในประเทศไทยแบง่ ออกเปน็ 2สงั คมยอ่ ยคอื สงั คมปา่ สนผสมกอ่ (Pine–Oak
Subtype) และ สังคมป่าสนผสมเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp with Pine
Subtype) ซึ่งทั้ง 2 สังคมย่อยมีลักษณะโครงสร้างท่ีแตกต่างกัน (ภาพท่ี 3) ดังนี้

ภาพที่ 3 โครงสรา้ งชน้ั เรอื นยอดและการปกคลมุ พ้นื ที่เรือนยอดในป่าสน

1.1 สงั คมปา่ สนผสมกอ่
มักกระจายอยู่ในพื้นที่ท่ีค่อนข้างสูงและมีช่วงความหนาวเย็นท่ียาวนาน
ประกอบด้วย 3 ช้นั เรอื นยอด โดยช้นั บนสดุ มกั เป็นไมส้ นล้วน ซ่ึงอาจเป็นไม้สนสองใบ
หรือไมส้ นสามใบหรอื ผสมกนั ท้ังสองชนิด เรอื นยอดช้นั บนสุดน้ีมีความสงู ประมาณ 30
ถึง 40 เมตร ขณะทีเ่ รอื นยอดช้ันรองลงมาแยกตวั จากเรือนยอดชนั้ บนค่อนขา้ งชดั เจน
เพราะมีความสูงเพียงแค่ 10 ถึง 20 เมตร ประกอบด้วย ไม้ก่อเป็นส่วนใหญ่ เช่น
ก่อแอบ ก่อสีเสียด ก่อแหลม ก่อเดอื ย กอ่ แปน้ ก่อน�ำ้ และก่อหมี ฯลฯ และไมช้ นิดอ่นื
ๆ ท่ีปรากฏในปา่ ดิบเขาระดบั ตำ�่ ประปราย เชน่ กำ� ยาน สลักป่า และหว้า ฯลฯ ส�ำหรับ
เรือนยอดชัน้ สดุ ทา้ ย คือ พชื คลุมดนิ ซึ่งมักมลี ักษณะโครงสร้างทีแ่ ปรผนั ไปตามสภาพ
แวดลอ้ มของพน้ื ทแี่ ละลกั ษณะของความหนาแนน่ ของเรอื นยอดชน้ั บน กลา่ วคอื ในปา่ สน
ที่มีไม้สนหนาแน่นมากมักพบพืชคลุมดินน้อยชนิดและกระจายอยู่ห่าง ๆ ในทาง
ตรงกนั ขา้ มกนั หากไมส้ นมคี วามหนาแนน่ นอ้ ยมกั พบพชื คลมุ ดนิ ขน้ึ หนาแนน่ โดยเฉพาะ
หญา้ เชน่ ตองกง แขมหลวง หญา้ แฝก หญา้ แสงคำ� หญา้ กาย หญา้ ระรน่ื หญา้ ไขเ่ หาหลวง
หญ้านายเต็ม หญ้าหางหมาน้อย และหญ้ายุ่ง ฯลฯ นอกจากน้ีอาจพบฝอยลม
และกล้วยไม้โดยเฉพาะกลว้ ยไมท้ ่ชี อบความเยน็

8 คูม่ ือ การปลกู และการจดั การไม้สน เพือ่ การอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู และใช้ประโยชนบ์ นพ้ืนทส่ี ูง

1.2 สังคมปา่ สนผสมเต็งรัง
มีการกระจายตวั คอ่ นข้างกว้าง และอยู่ในระดับต่ำ� กว่าสังคมป่าสนผสมก่อ
กลา่ วคอื อยใู่ นช่วงความสงู ไม่เกนิ 1,000 เมตร จากระดบั นำ้� ทะเลปานกลาง มีลักษณะ
โครงสรา้ งทแี่ ปรผนั ตามความสมบรู ณข์ องสภาพพน้ื ท่ี โดยในพน้ื ทท่ี ม่ี คี วามสมบรู ณม์ าก
พบว่า มถี ึง 4 ช้นั เรอื นยอด คือ เรอื นยอดชน้ั บน ประกอบด้วย ไมส้ นลว้ น ซ่ึงส่วนใหญ่
เป็นไม้สนสองใบ ชั้นน้ีมีความสูงประมาณ 30 ถึง 40 เมตร ขณะท่ีเรือนยอดช้ันรอง
ประกอบดว้ ย ไมด้ ชั นีของปา่ เตง็ รงั เชน่ เต็ง รงั เหียง และพลวง ฯลฯ เรือนยอดชนั้ รอง
นมี้ ลี กั ษณะของเรอื นยอดทคี่ อ่ นขา้ งตอ่ เนอ่ื งกนั และมคี วามสงู อยใู่ นชว่ ง 20 ถงึ 30 เมตร
เรอื นยอดชัน้ ต่อมาเป็นเรอื นยอดของไมช้ ัน้ รองในปา่ เต็งรังท่ัว ๆ ไป มคี วามสงู ประมาณ
7 ถึง 15 เมตร ส�ำหรบั เรอื นยอดชน้ั สดุ ท้ายประกอบดว้ ยหญา้ เป็นสว่ นใหญ่ ซง่ึ อาจมี
ความสูงมากกว่า 1 เมตร นอกจากน้ยี ังมไี มพ้ มุ่ สูงประมาณ 2 ถึง 3 เมตร และไมร้ นุ่
ของไม้ใหญ่ในเรอื นยอดชั้นบนอกี ดว้ ย

2. ระบบนิเวศของป่าสน
ป่าสนจดั เป็นกลุ่มของป่าไมผ่ ลดั ใบ แต่ในปา่ ท่นี อกเหนอื จากไมส้ นมกั มกี ารผลดั
ใบในชว่ งฤดแู ลง้ โดยเฉพาะในสงั คมยอ่ ยปา่ สนผสมเตง็ รงั ดงั นนั้ การสรา้ งมวลพฤกษส์ ด
(Fresh Phytomass) สว่ นใหญจ่ งึ เกดิ ขนึ้ ในชว่ งฤดฝู น เพราะในชว่ งฤดแู ลง้ พนื้ ปา่ สนมกั
เตม็ ไปดว้ ยใบสนและซากพชื ชนั้ ลา่ งทถ่ี อื เปน็ เชอ้ื เพลงิ ชนั้ ดี สง่ ผลใหเ้ กดิ ไฟปา่ เปน็ ประจำ�
ในป่าสน อย่างไรก็ตามหากมนุษย์ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องความเสียหายท่ีเกิดขึ้นจากไฟป่า
ตอ่ ตน้ ไมน้ นั้ จะมไี มม่ ากนกั เนอ่ื งจากไมท้ กุ ชนดิ ในปา่ สนมกี ารปรบั ตวั ใหส้ ามารถรอดพน้
จากการท�ำลายของไฟปา่ ได้ เช่น ไมห้ ลายชนดิ มเี ปลอื กหนาเพ่อื ปอ้ งกันไม่ใหค้ วามรอ้ น
เข้าไปท�ำลายเนื้อเย่ือเจริญ หรือไม้พืชล่างหลายชนิดที่มักฝังตาเจริญไว้ในดิน หรือแม้
กระทัง่ เมลด็ ทีร่ ว่ งหล่นกอ่ นฤดไู ฟปา่ กม็ ักจะมเี ปลอื กทีห่ นาเพ่อื ปอ้ งกันไฟ ฯลฯ
ส่วนของสังคมพืช พบว่า มีความหลากหลายน้อยกว่าป่าชนิดอื่น ๆ แต่กลับมี
อาหารใหส้ ตั วป์ า่ ขนาดเลก็ ทกี่ นิ เมลด็ ไม้ โดยเฉพาะกระรอกบนิ ชนดิ ตา่ ง ๆ เนอื่ งจากผล
หรือโคนสน (Cone) มีการติดคา้ งอยู่บนตน้ เปน็ เวลานาน อกี ทงั้ ป่าสนยงั มหี ญา้ และพืช
ชน้ั ลา่ งอกี หลายชนดิ ทเี่ ปน็ อาหารของกระตา่ ยปา่ อน้ หนู เมน่ กวางปา่ อเี กง้ และววั แดง
สำ� หรบั เรอื่ งของพลงั งานและการสญู เสยี สารอาหาร พบวา่ ในปา่ สนมกี ารสญู เสยี พลงั งาน
และสารอาหารจากระบบนเิ วศมากกวา่ ปา่ ชนดิ อน่ื ๆ เนอื่ งจากปา่ สนมกั เปน็ ทห่ี ากนิ ของ
สัตว์ป่ามากกว่าการเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัย ท�ำให้พลังงานและธาตุอาหารถูกน�ำออกไป

9

นอกจากนธี้ าตอุ าหารยงั ถกู นำ� ออกไปดว้ ยไฟปา่ หรอื การพดั พาของนำ้� และหากจะกลา่ วถงึ
ผู้ย่อยสลายในระบบนิเวศของป่าสนก็อาจกล่าวได้ว่า ป่าสนมีผู้ย่อยสลายท่ีท�ำงาน
คอ่ นข้างชา้ จนทำ� ให้ดนิ ในป่าสนมีความเป็นกรดค่อนข้างสงู อย่างไรกต็ ามไฟปา่ ถอื เปน็
ปัจจัยส�ำคัญที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ เพราะไฟป่าท�ำให้เกิดเถ้าและเถ้าท�ำให้ดินมีความ
เป็นกรดลดลง

3. ปจั จยั สง่ิ แวดล้อมท่มี ีความสำ� คัญตอ่ ไมส้ น
ปัจจัยสิง่ แวดล้อมทม่ี อี ิทธิตอ่ ต้นไม้ สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื
1) ปัจจัยคงที่ ประกอบด้วย ลักษณะทางภูมิประเทศและดิน
2) ปจั จยั แปรผนั ประกอบดว้ ย ลักษณะทางภูมิอากาศ ไฟ ส่ิงมีชวี ิต และมนษุ ย ์
ซง่ึ ปจั จยั ทงั้ หมดนตี้ า่ งกม็ อี ทิ ธพิ ลทงั้ ทางตรงและทางออ้ มตอ่ การรอดตายและการ
เตบิ โตของตน้ ไม้ โดยพบการกระจายพนั ธต์ุ ามธรรมชาตขิ องไมส้ นอยา่ งกวา้ งขวางตงั้ แต่
เขตอบอนุ่ จนถงึ เขตรอ้ นชน้ื ทม่ี คี วามสงู จากระดบั นำ�้ ทะเลปานกลางอยใู่ นชว่ ง 30 ถงึ 2,400
เมตร ท้ังน้ีพื้นที่ดังกล่าวมักมีดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายหรือกรวดผสมลูกรัง
ทีม่ ีความอุดมสมบรู ณต์ ่�ำถึงปานกลาง มกี ารระบายนำ�้ ดี และมีความเปน็ กรดปานกลาง
ถงึ กรดจดั ส่วนลกั ษณะทางภูมอิ ากาศนนั้ ไมส้ นเติบโตได้ดใี นพ้ืนท่ีทมี่ อี ากาศหนาวเยน็
มีความช้นื สงู และมปี ริมาณนำ้� ฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,000 ถึง 2,000 มิลลเิ มตร
นอกจากนยี้ งั มปี จั จยั ดา้ นไฟทเี่ ปน็ ตวั แปรสำ� คญั ในการคงอยหู่ รอื เสอ่ื มโทรมของ
ป่าสน เพราะไฟช่วยให้ไมส้ นสามารถแขง่ ขันกับไม้ใบกว้างชนดิ อ่นื ๆ ในพ้นื ท่ีได้ อกี ทงั้
ไฟยังชว่ ยควบคมุ ไมใ่ ห้ดนิ ในปา่ สนมีความเป็นกรดมากจนเกนิ ไป ที่ส�ำคัญคอื ไฟ ทำ� ให้
สงั คมปา่ สนยงั คงเปน็ สงั คมปา่ สนตอ่ ไป เนอ่ื งจากไมใ้ บกวา้ งไมส่ ามารถรกุ ลำ้� เขา้ มาแทนท่ี
ปา่ สนได้ อยา่ งไรกต็ ามปจั จยั ดา้ นไฟควรเกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาตมิ ใิ ชเ่ กดิ จากการกระทำ�
ของมนุษย์

4. การกระจายพนั ธุต์ ามธรรมชาติของไมส้ น
ประเทศไทยมีไม้สนธรรมชาติอยู่ 2 ชนิด คือ ไม้สนสองใบ และไม้สนสามใบ
(ภาพท่ี 4 ) นอกจากนย้ี งั มไี มส้ นทน่ี ำ� เขา้ มาปลกู เพอื่ ประโยชนท์ างเศรษฐกจิ และการศกึ ษา
อกี 3ชนดิ คอื ไมส้ นคารเิ บยี ไมส้ นโอคารป์ าและไมส้ นเทคนู มู านีทงั้ นไี้ มส้ นทง้ั 5ชนดิ มกี าร
กระจายพนั ธต์ุ ามธรรมชาตทิ แี่ ตกตา่ งกนั (ภาพท่ี 5) ดงั รายละเอยี ดในบทลกั ษณะทว่ั ไป
ของไม้สน


10 คู่มอื การปลูกและการจดั การไม้สน เพือ่ การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์บนพ้ืนที่สงู

ภาพที่ 4 การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาตขิ องไมส้ นพน้ื เมอื งในประเทศไทย

ภาพที่ 5 แปลงรวบรวมพนั ธ์ไุ ม้สนตา่ งถิ่นที่นำ� เขา้ มาปลกู ในประเทศไทย 11

ลกั ษณะทว่ั ไปของไม้สน

1. ไม้สนพน้ื เมือง

1.1 ไม้สนสองใบ กขค
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pinus latteri
Mason งจ
ช่อื วงศ์ : Pinaceae ภาพท่ี 6 ลกั ษณะของสนสองใบ เมื่อ
ลกั ษณะท่ัวไป : (ภาพที่ 6) ก) ล�ำต้น ข) เปลอื ก ค) เนื้อไม้ ง) ต้นกล้า และ จ) ผล
ล�ำต้น สูงประมาณ 30 ถึง
50 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
ประมาณ 60 ถงึ 80 เซนตเิ มตร เรอื นยอด
แหลมแผ่กว้างและแบน เปลือกหนา
แตกเป็นร่องลึกและมีรอยตัดขวางเป็น
ระยะ ๆ สีน�้ำตาลเขม้ หรือสีด�ำ
ใบ อย่รู วมกันเป็นกระจกุ ๆ ละ
2 ใบ แตล่ ะกระจุกอยรู่ วมชิดตดิ กนั ตามปลายก่ิง
ดอก แยกเพศแตอ่ ยู่ในต้นเดียวกัน มักออกตามปลายกงิ่ ตอนบนของล�ำต้น โดย
ดอกตัวผู้มีลักษณะคล้ายหมอนกลมยาวสีเขียวนวล ขณะท่ีดอกตัวเมียคล้ายหลอดไฟ
หรือไมโครโฟนสีเหลืองอมเขยี ว
ผล คล้ายกรวยยาวมเี กลด็ หุม้ อยูโ่ ดยรอบ ขนาดประมาณ 5 ถึง 6 x 10 ถึง 12
เซนตเิ มตร ซ่งึ อาจเปน็ ผลเดี่ยวหรอื ผลกลมุ่ เม่ือแก่จดั จะมีสีเขยี วปนน�ำ้ ตาล พร้อมทีจ่ ะ
เกบ็ ได้ประมาณเดอื นเมษายนถงึ เดอื นมถิ นุ ายน
เมลด็ รูปกลมรีขนาดประมาณ 4 x 7.5 x 2 มิลลิเมตร (กว้าง x ยาว x หนา)
มปี กี จ�ำนวน 2 ปกี เป็นแผน่ บาง ขนาดประมาณ 2 ถึง 3 x 8 มิลลิเมตร
การกระจายพนั ธ์ุตามธรรมชาติ : พบในพน้ื ทีจ่ ังหวัดเชยี งใหม่ เชยี งราย แมฮ่ ่องสอน
พะเยา ล�ำพนู ลำ� ปาง ตาก เพชรบูรณ์ เลย สรุ ินทร์ ศรสี ะเกษ อบุ ลราชธานี สุพรรณบรุ ี
และเพชรบุรี ที่มคี วามสงู จากระดบั นำ้� ทะเลปานกลาง 30 ถึง 1,300 เมตร

12 คู่มอื การปลูกและการจดั การไม้สน เพ่อื การอนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟู และใช้ประโยชนบ์ นพนื้ ท่สี งู

1.2 ไม้สนสามใบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pinus kesiya
Royal ex Gordon
ช่ือวงศ์ : Pinaceae
ลกั ษณะท่ัวไป : (ภาพที่ 7)
ล�ำต้น เปลาตรง สูงประมาณ
35 ถึง 45 เมตร ขณะที่อายุน้อย กขค

เรอื นยอดจะเปน็ รปู พรี ะมดิ และเปลย่ี น
เป็นรูปร่มเม่ือโตเต็มที่ เปลือกหนา
สชี มพหู รอื สนี ำ้� ตาลแดง ทง้ั นเ้ี มอื่ โตเตม็
วยั จะแตกหลดุ ออกเปน็ เกลด็ หรอื แผน่ งจ
ใบ เปน็ ใบเด่ียว เล็ก เรียวยาว
รูปเข็ม ยาวประมาณ 12 ถึง 25 ภาพที่ 7 ลกั ษณะของสนสามใบ เมอ่ื
ก) ล�ำต้น ข) เปลือก ค) เนือ้ ไม้ ง) ต้นกลา้ และ จ) ผล

เซนตเิ มตร อยรู่ วมกนั เปน็ กระจกุ ๆ ละ
3 ใบ โคนของกระจุกใบหรือกลุ่มใบจะมีเย่ือหุ้มสีนำ้� ตาลอมเทา ยาวประมาณ 0.5
ถึง 1.5 เซนตเิ มตร
ดอก แยกเพศ โดยดอกตัวผู้เป็นรูปทรงกระบอก มักออกเป็นกลุ่มรวมกัน
แตล่ ะดอกมขี นาดประมาณ 0.5 x 2 ถึง 3 เซนตเิ มตร สเี หลืองหรือสีน�ำ้ ตาลอ่อน
ขณะท่ดี อกตวั เมยี มีลักษณะเปน็ เกล็ดเลก็ ๆ เรยี งวนสลบั กนั สมี ่วงอมเขียว
ผล รูปร่างป้อมปลายสอบ ยาวประมาณ 5 ถึง 8 เซนติเมตร เม่ือแก่จัด
จะมีสนี ำ�้ ตาล พรอ้ มท่ีจะเกบ็ ได้ประมาณเดอื นธันวาคมถึงเดือนมกราคม
เมล็ด รปู รี ขนาดประมาณ 0.3 ถึง 0.5 เซนตเิ มตร มีปีกเป็นแผ่นบาง ขนาด
ประมาณ 1.5 ถงึ 2.5 เซนตเิ มตร
การกระจายพนั ธต์ุ ามธรรมชาติ : พบในพนื้ ทจี่ งั หวดั เชยี งใหม่ เชยี งราย แมฮ่ อ่ งสอน
เพชรบูรณ์ ล�ำปาง และเลย ทมี่ ีความสูงจากระดบั น้�ำทะเลปานกลาง 800 ถงึ 1,300
เมตร

13

2. ไมส้ นต่างถิ่น

2.1 ไม้สนคาริเบีย
ช่อื วิทยาศาสตร์ : Pinus caribaea
Morelet
ช่อื วงศ์ : Pinaceae
ลกั ษณะท่ัวไป : (ภาพที่ 8) ก ขค

ล�ำต้น เปลาตรง ก่ิงเล็ก สูง
ประมาณ 45 เมตร และมขี นาดเสน้ ผา่ น
ศนู ยก์ ลางกวา้ งไดถ้ งึ 1.35 เมตร เปลอื ก
หนาและแตกเป็นรอ่ งลกึ สีนำ�้ ตาลเขม้ งจ

ใบ เรียวเล็กคล้ายเข็ม เป็นมัน ภาพที่ 8 ลกั ษณะของสนคาริเบีย เม่อื
ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร x 15 ก) ล�ำตน้ ข) เปลอื ก ค) เนือ้ ไม้ ง) ต้นกล้า และ จ) ผล
ถึง 25 เซนติเมตร อยู่รวมกันเป็น
กระจกุ ๆ ละ 3 ถงึ 6 ใบ และกระจุกใบ
จะอยูร่ วมกันท่ปี ลายกง่ิ ท�ำใหด้ เู ปน็ พุม่
ดอก แยกเพศ และมักอยู่คนละกิ่ง โดยดอกตัวผู้จะอยู่ตรงโคนก่ิงของก่ิงท่ีอยู่
ตอนล่างของเรือนยอด ขณะท่ีดอกตัวเมียจะอยู่ตรงปลายกิ่งของก่ิงที่อยู่ตอนบนของ
เรอื นยอด
ผล เป็นโคน ยาวประมาณ 10 ถึง 12 เซนติเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง
ประมาณ 2.5 ถงึ 3.5 เซนตเิ มตร ทัง้ นผี้ ลจะแกจ่ ดั และพรอ้ มทจ่ี ะเก็บได้ประมาณเดือน
มิถุนายนถงึ เดือนกรกฎาคม
เมล็ด รปู ไข่ มีครีบสีขาวบางเปน็ ปกี อย่ทู ตี่ อนปลาย มกั มคี วามยาวเป็นสองเท่า
ของความกว้าง
การกระจายพนั ธ์ุตามธรรมชาติ : พบในแถบทวปี อเมรกิ ากลาง บริเวณประเทศควิ บา
กวั เตมาลา เกาะบาฮามา และเกาะไคคอส ที่มีความสูงตั้งแต่ระดบั น้�ำทะเลถึง 1,000
เมตร เหนอื ระดบั นำ�้ ทะเลปานกลาง

14 ค่มู ือ การปลกู และการจดั การไม้สน เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใชป้ ระโยชน์บนพน้ื ท่ีสูง

2.2 ไม้สนโอคาร์ปา
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Pinus oocarpa
Schiede
ช่ือวงศ์ : Pinaceae
ลักษณะทว่ั ไป : (ภาพที่ 9)
ลำ� ตน้ เปลาตรง สงู ประมาณ 20 ก ขค
ถึง 30 เมตร มขี นาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง
ประมาณ 50 เซนติเมตร เรือนยอด
หนาแน่น ก่ิงเล็ก และมีจ�ำนวนมาก
ขณะอายุน้อยก่ิงก้านจะพุ่งขึ้น แต่เมื่อ
อายุมากข้ึนกิ่งก้านจะขนานกับพ้ืนราบ งจ
เปลือกส่วนบนของล�ำต้นบางและแตก ภาพท่ี 9 ลกั ษณะของสนโอคาร์ปา เมอ่ื
เป็นสะเก็ดสีแดง ส่วนเปลือกล่างของ ก) ล�ำตน้ ข) เปลอื ก ค) เนอ้ื ไม้ ง) ต้นกลา้ และ จ) ผล

ลำ� ตน้ จะหนากวา่ และขรขุ ระสนี ำ้� ตาลเขม้

ใบ แขง็ หยาบ สีนำ้� ตาล อาจกวา้ งไดถ้ งึ 1.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 12
ถึง 28 เซนติเมตร อยรู่ วมกันเป็นกระจุก ๆ ละ 3 ถึง 5 ใบ แตล่ ะกระจุกอยู่รวมชดิ ติด
กันตามปลายก่งิ
ดอก แยกเพศ และมักอยู่คนละก่ิง โดยดอกตัวผู้จะอยู่เป็นพวงส้ัน ๆ ขนาด
ประมาณ 5 ถึง 7 x 20 ถงึ 30 มลิ ลิเมตร ค่อนไปทางปลายกิ่งของกงิ่ ที่อย่ตู อนล่างของ
เรือนยอด ขณะท่ดี อกตัวเมยี จะอยตู่ รงกิง่ ทีอ่ ยูต่ อนบนของเรือนยอด
ผล เป็นรูปไข่หรือกรวย เปลือกหนา และมีลักษณะคล้ายหนามแหลมตลอด
ลกู ซง่ึ จะแก่จดั และพรอ้ มท่จี ะเก็บได้ประมาณเดือนตลุ าคมถึงเดอื นพฤศจิกายน
เมล็ด มขี นาดเลก็ มีสีด�ำเปน็ จดุ ๆ ยาวประมาณ 6 มลิ ลิเมตร และมีปีกบาง ยาว
ประมาณ 15 ถงึ 18 มิลลิเมตร
การกระจายพันธ์ตุ ามธรรมชาติ : พบในเขตประเทศเมก็ ซิโก และอเมริกากลาง ได้แก่
ประเทศฮอนดูรัส นคิ ารากวั กวั เตมาลา และเอลซลั วาดอร์ ท่ีมีความสงู ตงั้ แต่ 600 ถึง
2,400 เมตร จากระดบั น้�ำทะเลปานกลาง

15

2.3 ไม้สนเทคนู ูมานี
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ : Pinus tecunumanii
F. Schwerdtf. ex Eguiluz & J.P. Perry
ชอ่ื วงศ์ : Pinaceae
ลักษณะทวั่ ไป : (ภาพที่ 10)
ล�ำต้น เปลาตรง สูงประมาณ ก ขค

20 เมตร เปลือกหนา แตกเป็นสะเก็ด
สีน�้ำตาลแดง หลังจากการตัดฟันตอ
ท่เี หลอื อยูจ่ ะไม่สามารถแตกหนอ่ ได้
ใบ มขี นาดเล็กเป็นฝอย ๆ และ
ยาวได้มากกว่า 28 เซนตเิ มตร อย่รู วม งจ
กนั เป็นกระจกุ แตล่ ะกระจกุ อยู่รวมชิด
ติดกนั ตามปลายกงิ่ ภาพท่ี 10 ลักษณะของสนเทคูนมู านี เมอ่ื
ก) ล�ำตน้ ข) เปลือก ค) เนื้อไม้ ง) ต้นกลา้ และ จ) ผล

ดอก แยกเพศ และมกั อยู่คนละ
กงิ่ โดยดอกตวั ผจู้ ะอยบู่ นกงิ่ ทอี่ ยตู่ อนลา่ งของเรอื นยอด ขณะทด่ี อกตวั เมยี จะอยบู่ นกงิ่ ที่
อยตู่ อนบนของเรอื นยอด ทง้ั นพี้ บวา่ ดอกจะออกในชว่ งเดอื นกมุ ภาพนั ธถ์ งึ เดอื นเมษายน
ผล เป็นโคนเปลือกหนา และมีข้ัวส้ันมาก ซึ่งจะแก่จัดและพร้อมที่จะเก็บได้
ประมาณเดือนตลุ าคมถงึ เดอื นพฤศจิกายน
เมล็ด ยาวประมาณ 5 ถงึ 6 มลิ ลเิ มตร และมปี กี บาง คลา้ ยกับเมล็ดของไมส้ น
โอคาร์ปา
การกระจายพนั ธต์ุ ามธรรมชาติ : พบในแถบทวปี อเมรกิ ากลาง ไดแ้ ก่ ประเทศฮอนดรู สั
นิคารากวั กวั เตมาลา เบลซิ เอลซลั วาดอร์ และบางส่วนของเมก็ ซิโก ท่มี ีความสูงตง้ั แต่
1,000 ถงึ 2,000 เมตรจากระดับน�้ำทะเลปานกลาง

16 คู่มอื การปลูกและการจดั การไม้สน เพอ่ื การอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู และใช้ประโยชน์บนพืน้ ทส่ี งู

การขยายพันธุ์ไมส้ น

ไม้สนสามารถขยายพันธไุ์ ด้ 2 วธิ ี ไดแ้ ก่
1) การขยายพนั ธุแ์ บบอาศัยเพศ ดว้ ยการเพาะเมลด็
2) การขยายพนั ธแ์ุ บบไมอ่ าศยั เพศ ดว้ ยการใชส้ ว่ นตา่ ง ๆ ของลำ� ตน้ ประกอบดว้ ย
การปักช�ำ การตอนก่ิง การติดตา การเสียบยอดหรือการต่อยอด และการเพาะเลี้ยง
เน้ือเย่ือ แต่ด้วยการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นวิธีท่ีนิยมใช้กันโดยทั่วไป เพราะง่าย
ไม่ยงุ่ ยากซับซ้อน และมีคา่ ใชจ้ ่ายนอ้ ยแต่ไดต้ ้นกล้าจำ� นวนมาก อกี ทง้ั ยงั สะดวกในการ
ขนสง่ กรณที ตี่ อ้ งนำ� เมลด็ ไปเพาะทอ่ี นื่ ในทนี่ จี้ งึ ขอกลา่ วถงึ รายละเอยี ดของการขยายพนั ธ์ุ
แบบอาศัยเพศเพียงอย่างเดยี ว ดงั น้ี

1. การคดั เลือกแม่ไม้
ในการเกบ็ เมลด็ ไมค้ วรเลอื กเกบ็ เมลด็ จากแมไ่ มท้ ม่ี ลี กั ษณะดี (ภาพท่ี 11) กลา่ วคอื
1) เก็บเมลด็ จากตน้ สนทม่ี กี ารเตบิ โตดี (มคี วามสูงและขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลาง
เพียงอกอยู่ในช่วง 15 ถึง 23 เมตร และ 20 ถึง 35 เซนติเมตร ตามล�ำดบั )
2) เกบ็ เมล็ดจากต้นสนทมี่ รี ปู ทรงดี (ลำ� ตน้ เปลาตรง ไม่คดงอ ไมแ่ ตกงา่ ม กงิ่ มี
ขนาดเล็กแตกตง้ั ฉากกับลำ� ตน้ จำ� นวนไม่มากนัก รวมถึงการมีเรือนยอดทีส่ วยงาม)
3) เก็บเมล็ดจากต้นสนที่มีสุขภาพดี (ใบมีสีเขียวเข้ม และไม่มีร่องรอยการเข้า
ทำ� ลายจากโรคและแมลง)
4) เกบ็ เมล็ดจากตน้ สนทมี่ ีการตดิ ดอกออกผลทดี่ ี (มเี มล็ดจำ� นวนมาก)

กข
ภาพท่ี 11 ตัวอยา่ งแม่ไมท้ ่ีมลี ักษณะดี เม่อื ก) ไมส้ นสองใบ และ ข) ไม้สนสามใบ

17

2. การเกบ็ เมลด็
การเก็บเมลด็ ทง่ี า่ ย สะดวก และเป็นที่นยิ มมีอยู่ 2 วธิ ี คอื
1) การเก็บเมล็ดด้วยการปีนข้ึนไปเก็บบนเรือนยอด วิธีนี้ผู้เก็บควรเลือกเก็บ
โคนสนที่แกเ่ ตม็ ท่ี ซึง่ จะมสี ีเขยี วปนน้ำ� ตาลในอตั ราส่วนคร่ึงต่อครง่ึ (ภาพท่ี 12)
2) การเกบ็ เมลด็ ทร่ี ว่ งหลน่ อยตู่ ามพนื้ ปา่ วธิ นี ผ้ี เู้ กบ็ ตอ้ งแนใ่ จวา่ เมลด็ ทรี่ ว่ งลงมา
มิได้ร่วงลงมาด้วยพายุหรือโรคแมลงเข้าท�ำลาย ท่ีส�ำคัญคือ ต้องแน่ใจว่าเมล็ดนั้นยังมี
ชีวิตอยู่ ทั้งน้ีไม่ว่าผู้เก็บเมล็ดจะเก็บเมล็ดด้วยวิธีการใดก็ควรบรรจุโคนหรือเมล็ดลงใน
ถงุ หรือภาชนะที่เป็นผ้าหรอื กระสอบหรือกลอ่ งท่ีสามารถระบายอากาศได้ดี พร้อมเย็บ
ปิดปากถุงเพื่อป้องกันการร่วงหล่นระหว่างการขนย้าย นอกจากนี้ยังต้องมีการบันทึก
รายละเอยี ดใสไ่ วใ้ นถงุ หรอื ภาชนะทบี่ รรจโุ คนหรอื เมลด็ โดยขอ้ มลู เหลา่ นน้ั ประกอบดว้ ย
ชนิดไม้ แหลง่ ทเี่ ก็บ ปรมิ าณทเ่ี ก็บได้ วันเดือนปที ี่เกบ็ ผู้เกบ็ และแผนท่ีครา่ ว ๆ เพือ่ ให้
สะดวกตอ่ การเก็บเมล็ดในครั้งต่อไป

ภาพที่ 12 ตัวอย่างการเกบ็ เมล็ดไมส้ นด้วยการปีนข้นึ ไปเก็บบนเรือนยอด
ท่มี า : กรมป่าไม้ (2541)

3. การจัดการกับเมล็ด
1) เม่ือเก็บโคนสนมาแล้วให้น�ำโคนสนมาตัดข้ัว พร้อมแยกเศษก่ิงและ
ใบสนออก
2) จากนน้ั ใหน้ ำ� โคนสนใสใ่ นกระสอบหรอื เขง่ ไมไ้ ผห่ รอื กลอ่ งทม่ี รี พู รนุ พรอ้ มนำ�
ไปเก็บไว้ในท่รี ม่ และอากาศถ่ายเทดีประมาณ 7 ถึง 10 วัน
3) เม่ือครบกำ� หนดให้น�ำโคนสนไปอบ โดย 3 ช่ัวโมงแรกให้อบด้วยอุณหภูมิท่ี
ต�่ำกว่า 5 ถงึ 10 องศาเซลเซียส จากนนั้ ให้เพ่ิมอณุ หภมู ิเปน็ 45 ถงึ 50 องศาเซลเซยี ส
เปน็ เวลาประมาณ 3 ถงึ 5 วัน
4) เม่ือครบกำ� หนดแลว้ ให้นำ� โคนสนออกมาจากตอู้ บ ท�ำการแยกเมลด็ ออกจาก
โคนสนด้วยการเขยา่
18 คูม่ ือ การปลูกและการจัดการไม้สน เพื่อการอนุรกั ษ์ ฟน้ื ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพน้ื ที่สูง

5) ท�ำความสะอาดเมล็ดด้วยการน�ำเมล็ดใส่ลงไปในถุงผ้าและนวด เพื่อให้เมล็ด
ขดั สีกันเองจนเปลอื กและปกี หลดุ ออกจากเมลด็ เมื่อแยกเปลือกและปกี ออกจากเมล็ด
แล้ว ให้ท�ำความสะอาดเมล็ดอีกครั้งด้วยการร่อน ฝัด และใช้สายตาในการคัดเลือก
สง่ิ ปลอมปนทย่ี ังคงหลงเหลืออยู่ (ภาพท่ี 13)

กข
ภาพท่ี 13 ตวั อยา่ งการจดั การกบั เมล็ดไม้สน เมอื่ ก) การหมุนเขยา่ เมล็ด ข) การท�ำความสะอาดเมลด็

ทม่ี า : กรมปา่ ไม้ (2541)

4. การเกบ็ รักษาเมลด็
1) ท�ำไดโ้ ดยการบรรจุเมลด็ สน ซึ่งมีความชน้ื ของเมล็ดประมาณรอ้ ยละ 8 ลงใน
ถงุ พลาสตกิ ใสขนาดประมาณ 1 กิโลกรมั ซง่ึ ปดิ ผนกึ ปากถุง 2 ชัน้
2) จากนนั้ ใหท้ ำ� การบนั ทกึ รายละเอยี ดเกยี่ วกบั ชนดิ ไม้ แหลง่ ทเ่ี กบ็ นำ้� หนกั และ
วันเดอื นปที ่ีเกบ็ ลงบนถุงพลาสตกิ
3) พรอ้ มนำ� ถุงพลาสติกดังกลา่ วไปเก็บรักษาไว้ในห้องเย็นท่ถี กู ควบคมุ อุณหภมู ิ
ไว้ท่ีประมาณ 4 องศาเซลเซียส ท้ังน้ีการเก็บรักษาเมล็ดด้วยวิธีการน้ีจะสามารถรักษา
ความมชี ีวติ ของเมลด็ ได้นานถงึ 8 ปี โดยท่อี ัตราการงอกของเมลด็ ลดลงเพียงเลก็ นอ้ ย
5. การเพาะเมลด็
1) หวา่ นเมลด็ ทจี่ ัดหามาไดล้ งในกระบะเพาะขนาด 1 x 4 เมตร ซึ่งภายในมี
ทรายหยาบท่ีผ่านการฆ่าเชื้อแล้วด้วยการอบที่อุณหภูมิประมาณ 105 องศาเซลเซียส
เปน็ เวลา 48 ชว่ั โมง บรรจุอยู่ประมาณ ¾ ของกระบะเพาะ โดยการหว่านเมล็ดนนั้ ควร
หว่านให้กระจายทั่วทั้งกระบะเพาะ และควรมีระยะห่างระหว่างเมล็ดท่ีสมำ่� เสมอกัน
อกี ทั้งเมลด็ ไม่ควรซ้อนทับกัน
2) ใชไ้ มก้ ดเมลด็ จนสว่ นบนสดุ ของเมลด็ เสมอกบั ผวิ ทราย พรอ้ มกลบเมลด็ ดว้ ย
ทรายหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร

19

3) ท�ำการครอบกระบะเพาะด้วยตะแกรงลวดเพ่ือป้องกันนก หนู กระรอก
ตั๊กแตน หรอื สัตวช์ นิดอื่น เขา้ มาคยุ้ กนิ เมลด็
4) ควรทำ� การบนั ทกึ รายละเอยี ดเกยี่ วกบั ชนดิ ไม้ แหลง่ เกบ็ เมลด็ ทน่ี ำ� มาเพาะ
และวันเดือนปีทท่ี �ำการเพาะเมล็ด
5) การดแู ลกระบะเพาะนนั้ พบวา่ กระบะเพาะควรไดร้ บั แสงประมาณรอ้ ยละ
50 และควรไดร้ บั น�ำ้ ผ่านทางฝักบวั ท่เี ป็นฝอยละเอยี ด อกี ทั้งยังควรได้รบั การพ่นยาฆ่า
เชอ้ื รา เพอ่ื ปอ้ งกนั การเกดิ เชอื้ ราในกระบะเพาะอกี ดว้ ย หลงั จากการเพาะเมลด็ ประมาณ
7 ถงึ 10 วนั เมลด็ จะเรมิ่ งอก ซง่ึ ชว่ งนต้ี อ้ งระวงั อยา่ รดนำ�้ ใหแ้ ฉะจนเกนิ ไป เพราะอาจจะ
ทำ� ใหเ้ กิดโรคเน่าคอดนิ (Damping Off) ได้

6. การย้ายชำ� กลา้ ไม้
เมอื่ กลา้ ไม้มอี ายุประมาณ 1 เดอื น นบั จากวันท่ีท�ำการเพาะเมล็ด หรือกล้าไม้มี
ความสงู ประมาณ 4 ถงึ 6 เซนตเิ มตร ใหท้ �ำการย้ายชำ� กลา้ ไม้ลงในถุงเพาะชำ� สีด�ำขนาด
4 × 6 นิว้ ซึง่ ภายในมดี ินท่ีขดุ มาจากปา่ สนด้วยความลึก 10 ถึง 15 เซนติเมตร บรรจอุ ยู่
(ดนิ ในปา่ สนมเี ชอื้ ไมคอรไ์ รซาทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การเตบิ โตของกลา้ ไม)้ ทง้ั นก้ี ารบรรจดุ นิ ลงใน
ถุงเพาะช�ำควรบรรจุใหแ้ นน่ และเว้นขอบบนของถงุ เพาะชำ� ไวป้ ระมาณ 2 เซนตเิ มตร
ขน้ั ตอนของการย้ายชำ� กลา้ ไม้
1) ถอนกลา้ ไมอ้ อกจากกระบะเพาะแลว้ นำ� ไปพกั ไวใ้ นถงั พลาสตกิ ทมี่ นี ำ้� บรรจอุ ยู่
(ปรมิ าณของนำ�้ ขนาดพอทว่ มกลา้ ไม้)
2) ใชไ้ ม้ปลายแหลมท่มิ ลงไปตรงก่ึงกลางของถงุ ดนิ ที่เตรียมไว้ และให้นำ� กลา้ ไม้
ทพี่ กั ไวม้ าใสล่ งไปในรู พรอ้ มใชม้ อื อกี ขา้ งกดดนิ รอบ ๆ โคนของกลา้ ไมใ้ หแ้ นน่ รดนำ�้ ใหช้ มุ่
อย่างไรกต็ ามเม่อื เวลาผ่านไปประมาณ 10 วนั กจ็ ะทราบจ�ำนวนของตน้ กลา้ ทต่ี าย และ
เมอื่ ทราบจำ� นวนของตน้ กลา้ ทตี่ ายแลว้ ใหท้ ำ� การแยกถงุ ทตี่ ายออกมา เพอื่ ถอนตน้ ทตี่ าย
ทิ้งไป พร้อมท�ำการยา้ ยช�ำกล้าไม้ใหมล่ งไปในดินถุงเดมิ
 7. การดูแลรกั ษากลา้ ไม้ในแปลงเพาะชำ�
การดแู ลรกั ษากลา้ ไมใ้ นแปลงเพาะชำ� กอ่ นการนำ� ไปปลกู แบง่ ออกเปน็ 3 สว่ น ดงั นี้
1) การให้รม่ การใหน้ ้ำ� และการให้ปยุ๋ กบั กลา้ ไม้
- ในช่วงเดือนแรกหลังจากการย้ายช�ำกล้าไม้ ควรให้ร่มกับกล้าไม้ประมาณ
ร้อยละ 80 ถึง 90 หลงั จากน้นั ใหล้ ดการใหร้ ม่ ลงใหเ้ หลือเพียงรอ้ ยละ 50 และลดลง
จนเปดิ รับแสงเต็มทใี่ นชว่ ง 1 เดอื น กอ่ นการนำ� ไปปลูก (ภาพที่ 14)

20 คูม่ ือ การปลกู และการจดั การไมส้ น เพื่อการอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู และใช้ประโยชนบ์ นพ้ืนทสี่ ูง

- การใหน้ ำ�้ กบั กลา้ ไมน้ นั้ โดยทวั่ ไปจะใหน้ ำ้� วนั ละ 2 ครงั้ คอื เชา้ และเยน็ แตเ่ มอื่
กลา้ ไม้มีอายุ 6 เดอื นขนึ้ ไป ใหล้ ดการให้น้�ำลงเหลือเพียงวนั ละ 1 ครั้ง หรือจะให้เป็นวนั
เวน้ วนั
- การให้ปุ๋ยกับกล้าไม้จะกระท�ำเม่ือกล้าไม้มีอายุประมาณ 1 และ 3 เดือน
หลังจากการย้ายช�ำ ทั้งนี้การให้ปุ๋ยในคร้ังแรกจะใส่ปุ๋ยลงไปในถุงเพาะช�ำ ๆ ละ 3
ถึง 5 เม็ด ส�ำหรับปริมาณของการให้ปุ๋ยในคร้ังที่ 2 จ�ำเป็นต้องพิจารณาจากสภาพ
ของกลา้ ไม้ อยา่ งไรกต็ าม ควรหยดุ การใหน้ ำ�้ และการใหป้ ยุ๋ กบั กลา้ ไมก้ อ่ นการนำ� ไปปลกู
ลว่ งหนา้ อยา่ งนอ้ ย 2 สปั ดาห์

ภาพที่ 14 ตวั อย่างการให้ร่มกับกล้าไม้สน เม่อื ก) กลา้ ไมส้ นสามใบ และ ข) กล้าไมส้ นคาริเบีย
ทีม่ า : กรมป่าไม้ (2547, 2550)

2) การจัดการกล้าไม้ แบง่ ออกเป็น 5 ส่วน ดังน้ี
2.1) การโรยทรายใสถ่ งุ เพาะชำ� : เน่ืองจากการใหน้ ้�ำท�ำให้ดนิ ในถุงเพาะช�ำ
ยุบตัวลง จึงจ�ำเป็นต้องโรยทรายในถุงเพาะช�ำเพิ่ม เพ่ือไม่ให้ปริมาณดินในถุงเพาะช�ำ
มีน้อยจนเกินไป และเพื่อป้องกันมิให้ดินในถุงเพาะช�ำจับตัวกันแน่นหรือเกิดตะไคร่น้�ำ
บริเวณหน้าผิวดิน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการโรยทรายใส่ถุงเพาะช�ำจะกระท�ำเม่ือย้าย
ชำ� กลา้ ไม้ไปแล้วประมาณ 1 เดือน
2.2) การกำ� จดั วชั พชื ในถงุ เพาะชำ� : ในชว่ งเดอื นแรกหลงั จากการยา้ ยชำ� กลา้ ไม้
ควรกำ� จดั วัชพืชอยา่ งน้อยสปั ดาหล์ ะ 1 คร้ัง หลงั จากนน้ั ใหก้ ระทำ� เดอื นละ 1 ครงั้
2.3) การตัดแต่งราก : ควรมีการตัดแต่งรากหลังจากการย้ายช�ำกล้าไม้
ทุก ๆ 2 เดอื น และอยา่ งน้อย 1 เดือน กอ่ นการนำ� ไปปลูก โดยหลงั จากการตัดแตง่ ราก
ทุกครัง้ ควรใหน้ ้ำ� แก่กล้าไม้ทันทเี พ่ือช่วยให้กล้าไม้ฟ้ืนตวั ไดเ้ ร็วขึน้

21

2.4) การจัดแยกชั้นความสูงของกล้าไม้ : ควรมีการจัดเรียงกล้าไม้ภายใน
แปลงเพาะชำ� ใหมต่ ามขนาดของความสงู เมื่อกลา้ ไม้มีอายุประมาณ 3 เดือน และควร
ปฏบิ ตั เิ ชน่ นที้ กุ ครงั้ เมอื่ พบวา่ ความสงู ของกลา้ ไมภ้ ายในแปลงเพาะชำ� มคี วามแตกตา่ งกนั
เนื่องจากกล้าไม้มีการเติบโตที่ไม่เท่ากัน และเพ่ือเปิดโอกาสให้กล้าไม้ภายในแปลง
เพาะชำ� ไดร้ บั แสงสวา่ งอยา่ งทั่วถึง
2.5) การคดั แยกกลา้ ไม้ : เปน็ การคดั กลา้ ไมท้ เี่ ปน็ โรคหรอื มลี กั ษณะทผ่ี ดิ ปกติ
หรือมีร่องรอยการเข้าท�ำลายของแมลงออกจากแปลงเพาะช�ำ พร้อมท้ังท�ำลายท้ิง
ทั้งน้ีเพื่อลดการระบาดไปยังต้นกล้าต้นอื่น อย่างไรก็ตามการคัดแยกกล้าไม้ควรท�ำไป
พรอ้ มกบั การตัดแต่งรากและการจดั แยกชัน้ ความสงู
3) การทำ� ให้กล้าไมแ้ กร่ง
โดยท่ัวไปแล้วการท�ำให้กล้าไม้แกร่งจะกระท�ำก่อนการน�ำกล้าไม้ไปปลูก
ประมาณ 1 เดอื น ดว้ ยการให้แสงกับกล้าไม้เพม่ิ ขึ้น แตก่ ลบั ให้น้ำ� และปุย๋ ลดลง อกี ท้ัง
ยงั ขยายระยะหา่ งระหวา่ งตน้ ใหก้ วา้ งขน้ึ เพอื่ ใหใ้ กลเ้ คยี งกบั แปลงปลกู ซง่ึ เปน็ สง่ิ ทจี่ ำ� เปน็
อย่างยิ่งท่ีจะต้องด�ำเนินการก่อนการน�ำกล้าไม้ไปปลูก เพราะการท�ำให้กล้าไม้แกร่ง
จะช่วยให้กล้าไม้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท่ีแปรปรวนของแปลงปลูกได้
โดยจะส่งผลใหอ้ ตั ราการรอดตายหลังจากการปลูกมีเพ่มิ มากข้ึน

กขค ง จ

ภาพท่ี 15 กลา้ ไมส้ นชนิดต่าง ๆ ขณะอายุ 6 เดือน เมือ่ ก) ไม้สนสามใบ ข) ไมส้ นสองใบ
ค) ไมส้ นคาริเบีย ง) ไม้สนโอคารป์ า และ จ) ไม้สนเทคูนูมานี

22 คู่มือ การปลูกและการจดั การไมส้ น เพอ่ื การอนรุ ักษ์ ฟนื้ ฟู และใชป้ ระโยชนบ์ นพนื้ ทส่ี งู

การปลกู และการดแู ลรกั ษา

ส่ิงแรกท่ีจ�ำเป็นต้องด�ำเนินการก่อนท�ำการปลูกไม้สนทุกคร้ัง คือ การก�ำหนด
วัตถุประสงค์ของการปลูก ท้ังน้ีการปลูกไม้สนในประเทศไทยโดยท่ัวไปนิยมปลูกเพื่อ
วตั ถปุ ระสงค์ 2 ประการ คอื 1) การปลกู เพอ่ื การอนรุ กั ษ์ และ 2) การปลกู เพอื่ เศรษฐกจิ
ซง่ึ การปลกู ในทัง้ 2 ลักษณะ ตา่ งมีเหตุผลและรูปแบบของการปลกู ท่แี ตกต่างกนั ดงั นี้
1. การปลูกเพอื่ การอนรุ กั ษ์
เนื่องจากไม้สนเป็นไม้ที่สามารถข้ึนอยู่และเติบโตได้ดีในพ้ืนท่ีที่มีแสงมาก
ดนิ มคี วามอดุ มสมบรู ณต์ ำ�่ ถงึ ปานกลาง หนา้ ดนิ มนี อ้ ยหรอื แทบไมม่ หี นา้ ดนิ เลย สง่ ผลให้
ไมส้ นกลายเปน็ ไมเ้ บกิ นำ� ทนี่ ยิ มนำ� มาปลกู เพอ่ื รกั ษาสภาพแวดลอ้ มหรอื เพอื่ อนรุ กั ษแ์ ละ
ฟ้ืนฟพู นื้ ทีต่ ้นนำ�้ ล�ำธาร กลา่ วคือ
1) ไม้สนเป็นไม้ท่ีท�ำหน้าที่ปรับปรุงดินและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมท่ีเส่ือมโทรมให้
ดีข้ึนก่อนท่ีไม้ใบกว้างชนิดอื่น ๆ จะเข้ามาทดแทนตามธรรมชาติ และน�ำความ
อดุ มสมบูรณก์ ลบั คนื สูป่ า่ หรือพ้ืนทต่ี ้นนำ้� ลำ� ธารดังเดมิ
2) ไมส้ นถกู นำ� มาปลกู บนพน้ื ทส่ี งู ทมี่ คี วามลาดชนั มาก เนอื่ งจากเปน็ ไมท้ มี่ รี ะบบ
รากลึกจึงช่วยยึดเกาะดินไม่ให้ดินเกิดการพังทลายได้ง่าย ท้ังนี้การปลูกไม้สนเพื่อการ
อนรุ กั ษส์ ามารถปลกู ไดท้ งั้ แบบชนดิ เดยี ว (ปลกู ในพนื้ ทโ่ี ลง่ ) และแบบผสมผสานรว่ มกบั
ไม้ชนิดอื่น ๆ (ปลูกตามช่องว่างระหว่างเรือนยอดของไม้ชนิดอื่นหรือปลูกพร้อมกับไม้
ชนดิ อ่นื ท่มี กี ารเตบิ โตและความต้องการระบบนิเวศทคี่ ล้ายคลงึ กัน) (ดงั ภาพที่ 16)

ก ข
ภาพท่ี 16 ตัวอย่างการปลูกไม้สนเพื่อการอนรุ กั ษ์ เม่อื ก) ปลกู แบบชนดิ เดียว
และ ข) ปลกู แบบผสมผสานร่วมกับไม้ชนดิ อื่น ๆ

23

2. การปลกู เพอ่ื เศรษฐกจิ
ด้วยไม้สนเปน็ ไมท้ ี่มลี วดลายสวยงาม น้�ำหนักเบาถงึ ปานกลาง มีความแขง็ แรง
มีความยืดหย่นุ คอ่ นข้างสูง มีเส้นใยยาว และมคี ุณสมบัติในการเป็นไมพ้ ลังงาน รวมถงึ
การมยี างสนซง่ึ ถอื เปน็ วตั ถดุ บิ ทส่ี ามารถนำ� ไปพฒั นาเปน็ ผลติ ภณั ฑไ์ ดห้ ลากหลายรปู แบบ
ผนวกกบั การทปี่ ระเทศไทยเปน็ ประเทศทมี่ ที ตี่ งั้ ทางภมู ศิ าสตรแ์ ละสภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ
ทเ่ี หมาะสมตอ่ การปลกู ไมส้ น จงึ ทำ� ใหไ้ มส้ นเปน็ ไมท้ เี่ หมาะแกก่ ารปลกู เปน็ ไมเ้ ศรษฐกจิ
ของประเทศ ทงั้ นก้ี ารปลกู เพอ่ื เศรษฐกจิ สามารถทำ� ไดห้ ลากหลายรปู แบบขนึ้ อยกู่ บั ความ
ต้องการในการใชป้ ระโยชนจ์ ากไม้ และระยะเวลาในการไดร้ บั ผลตอบแทน ดงั น้ี
2.1 การปลกู ไมส้ นแบบชนดิ เดยี ว : เปน็ การปลกู ไมส้ นชนดิ เดยี วลว้ น ซงึ่ มขี อ้ ดี
คอื สามารถบรหิ ารจดั การพนื้ ทไ่ี ดส้ ะดวก แตม่ ขี อ้ เสยี คอื หากเกดิ การระบาดของโรคและ
แมลงจะเกิดทัง้ พ้นื ท่ี อกี ทง้ั ยังไมม่ ีรายไดร้ ะหวา่ งการรอรอบตดั ฟันของไม้สนด้วย
2.2 การปลกู ไมส้ นแบบผสมผสาน : เป็นการปลกู ไม้สนและไม้อื่น ๆ หลาย ๆ
ชนิดผสมผสานกัน ซึ่งมีข้อดี คือเพ่ิมโอกาสในการรับผลตอบแทน ลดความเส่ียงจาก
การระบาดของโรคและแมลง อกี ทง้ั ยงั ชว่ ยเพม่ิ ความหลากหลายทางชวี ภาพใหก้ บั พนื้ ที่
อย่างไรก็ตามการปลูกในรูปแบบนี้ควรเลือกปลูกไม้ชนิดท่ีมีความต้องการระบบนิเวศที่
คล้ายคลึงกัน
2.3 การปลูกไม้สนแบบวนเกษตร : เป็นการปลกู ไม้สนรว่ มกับไมช้ นิดอนื่ ๆ ใน
รปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ การปลกู ไมส้ นผสมกบั ไมช้ นดิ อนื่ ในลกั ษณะบา้ นสวน (วธิ นี เ้ี หมาะกบั
ผปู้ ลกู ทมี่ พี นื้ ทปี่ ลกู นอ้ ย) การปลกู ไมส้ นผสมกบั พชื ไร่ (เปน็ การปลกู เพอ่ื รวมอาหาร ไมฟ้ นื
และไม้ก่อสร้างไว้ในพ้ืนท่ีเดียวกัน) และการปลูกไม้สนสลับเป็นแถวกับการปลูกพืชไร่
(วธิ ีนี้จะได้ผลผลิตจากไม้สนและจากการเกษตรที่เท่ากัน) ฯลฯ

24 คู่มือ การปลูกและการจัดการไม้สน เพ่อื การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใชป้ ระโยชนบ์ นพนื้ ทีส่ งู

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อการอนุรักษ์หรือการปลูกเพ่ือเศรษฐกิจก็จะต้องมี
การวางแผนการปลกู การคดั เลอื กพืน้ ที่ การคดั เลอื กพนั ธุ์ การเตรียมพนื้ ท่ี การกำ� หนด
ระยะปลกู การปลูก และการดูแลรกั ษาที่คล้ายคลงึ กนั ดังนี้

1. การคดั เลือกพนื้ ที่
โดยท่ัวไปสามารถปลูกไม้สนได้ท้ังในพื้นที่ราบและพ้ืนท่ีท่ีมีความลาดชันสูง
แต่การปลูกในพ้ืนที่ราบจะมีข้อได้เปรียบมากกว่าการปลูกในพ้ืนที่ท่ีมีความลาดชันสูง
เนื่องจากในพ้ืนที่ท่ีมีความลาดชันสูงจะมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมพื้นที่ที่สูงกว่า อีกท้ัง
ไม้สนที่ปลูกอาจเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากการเกิดไฟป่า อย่างไรก็ตามพ้ืนท่ีที่ควร
ไดร้ บั การคดั เลอื กควรเปน็ พนื้ ทที่ ม่ี คี วามสงู จากระดบั นำ�้ ทะเลปานกลางอยใู่ นชว่ ง 30 ถงึ
2,400 เมตร มดี นิ ทีม่ สี ภาพความเป็นกรดปานกลางถึงกรดจดั เนอ้ื ดนิ เปน็ ดนิ รว่ นหรอื
ดนิ รว่ นปนทราย หรอื กรวดผสมลกู รงั ทมี่ คี วามอดุ มสมบรู ณต์ ำ่� ถงึ ปานกลาง ระบายนำ�้ ดี
และเกบ็ ความชนื้ ไดด้ ี ซงึ่ ไมเ่ ปน็ อปุ สรรคตอ่ การเกดิ เชอื้ ไมคอรไ์ รซา อกี ทง้ั พนื้ ทด่ี งั กลา่ ว
ควรมีปรมิ าณน�ำ้ ฝนเฉล่ยี ตอ่ ปปี ระมาณ 1,000 ถงึ 2,000 มิลลิเมตร

2. การคัดเลือกพันธ์ุ

เนื่องจากระดับความสูงของพื้นที่มีผลต่ออัตราการรอดตายและการเติบโต
ของไม้สน ดังน้ันเพ่ือให้การปลูกไม้สนประสบความส�ำเร็จและให้ผลผลิตที่คุ้มค่า
จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งคดั เลอื กพนั ธข์ุ องไมส้ นใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั ความสงู ของพนื้ ทท่ี จ่ี ะดำ� เนนิ
การปลกู (ภาพที่ 17)
สนเทคูนูมานี
สนสามใบ สนสามใบ
สนโอคารป์ า สนโอคารป์ า
สนคารเิ บยี
สนโอคารป์ า
สนคาริเบีย สนคารเิ บีย
สนสองใบ สนสองใบ

700-1,000 ม. >1,000 ม.

<300 ม. <300-700 ม.

ภาพที่ 17 ระดับความสูงของพน้ื ที่ทเี่ หมาะสมต่อการปลูกไมส้ นท้ัง 5 ชนิด
ที่มา : กรมปา่ ไม้ (2562)

25

3. การเตรียมพื้นท่ี
การเตรยี มพนื้ ทอ่ี าจกระทำ� อยา่ งงา่ ยเพยี งแคถ่ างและเผาปราบวชั พชื จนโลง่ เตยี น
แตก่ ารกระทำ� เชน่ นจี้ ะสง่ ผลใหไ้ มส้ นมอี ตั ราการรอดตายและการเตบิ โตทน่ี อ้ ยกวา่ ไมส้ น
ท่ปี ลกู ในพ้ืนทีท่ ีผ่ า่ นการเตรยี มพนื้ ที่มาอยา่ งพถิ ีพถิ นั ซ่ึงมีแนวทางปฏิบตั ิ ดังนี้
1) การโคน่ ลม้ ต้นไม้ทีม่ ขี นาดใหญใ่ ห้เหลือตอทม่ี ีความสงู เพียงแคร่ ะดับชดิ ดนิ
2) ท�ำการเก็บริบสุ่มเผาซากของต้นไม้ดังกล่าว ก่อนด�ำเนินการไถพรวนพ้ืนท่ี
ด้วยรถแทรกเตอร์ (การไถพรวนจะช่วยให้ดินเก็บความชื้นได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มปริมาณ
ธาตุอาหารที่เกิดจากการย่อยสลายของวัชพืชให้กับดิน รวมถึงการช่วยลดความเส่ียง
ทีอ่ าจจะเกิดจากการเกิดไฟป่า)
3) การเตรียมพ้ืนที่ควรกระท�ำไปพร้อม ๆ กับการท�ำถนนและการสร้างแนว
กันไฟรอบ ๆ พื้นท่ปี ลูก (ถนนและแนวกนั ไฟจะมีความกว้าง 6 ถงึ 8 เมตร) เพ่อื ความ
สะดวกในการปฏิบัติงาน ทั้งการขนย้ายกล้าไม้ การตรวจการณ์ดูแลและป้องกันไฟป่า
การชักลากไม้ออกจากแปลงขณะท�ำการตัดขยายระยะ ตลอดจนการชักลากไม้
ออกจากแปลงเมอื่ ถงึ รอบตดั ฟนั
อย่างไรก็ตามถึงแม้การเตรียมพื้นท่ีในลักษณะนี้จะมีการลงทุนที่ค่อนข้างสูง
แต่หากรวมถึงการลงทุนท่ีจะเกิดข้ึนในการดูแลรักษาในข้ันตอนต่อไปก็ถือได้ว่าการ
เตรียมพ้ืนทใ่ี นลกั ษณะนเี้ ป็นการลงทนุ ที่ค้มุ ค่า
4. การก�ำหนดระยะปลกู
1) การปลกู ไม้สนเพื่อการอนุรักษน์ ิยมปลูกกันที่ระยะ 4 x 4 เมตร เพราะไม้สน
จะมีการเตบิ โตเต็มท่ี
2) การปลูกไม้สนเพื่อเศรษฐกิจนิยมปลูกกันที่ระยะ 3 x 3 เมตร เพราะเป็น
ระยะทไ่ี ม้สนมกี ารเติบโตดี และยงั เปน็ ระยะทีเ่ หมาะสมกบั การเขา้ ไปปฏิบัติงานของรถ
แทรกเตอรห์ ลงั จากการปลกู เชน่ การไถพรวนเพอื่ กำ� จดั วชั พชื ระหวา่ งแถวปลกู และการ
ชักลากไมอ้ อกจากแปลง ฯลฯ อย่างไรก็ตามหากตอ้ งการไม้สนทมี่ ีขนาดเล็กกส็ ามารถ

26 คมู่ ือ การปลกู และการจดั การไม้สน เพื่อการอนุรักษ์ ฟ้นื ฟู และใช้ประโยชน์บนพื้นท่สี งู

5. การปลูก
การปลกู ไมส้ นควรดำ� เนนิ การในชว่ งฤดฝู น คอื ประมาณเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื น
สิงหาคม
1) เรม่ิ จากการปกั หลกั แสดงจดุ ปลกู ตามระยะปลกู ทก่ี ำ� หนดไวด้ ว้ ยไมป้ ลายแหลม
ทีม่ คี วามยาวประมาณ 1 เมตร
2) ทำ� การขดุ หลมุ ปลกู ตามหลกั ทปี่ กั ไวด้ ว้ ยจอบ ใหม้ ขี นาดความกวา้ ง ความยาว
และความลึกประมาณ 20 ถงึ 30 เซนติเมตร ทง้ั นกี้ ารขดุ หลมุ ปลกู ควรขุดใหอ้ ยูใ่ นแนว
เดียวกันตลอดทั้งแถวเพ่ือให้ง่ายและสะดวกต่อการบริหารจัดการพ้ืนท่ี นอกจากน้ีการ
ขดุ หลมุ ปลกู ยงั ควรกระทำ� ภายในวนั เดยี วกบั การปลกู เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หด้ นิ แหง้ จนเกนิ ไป
3) ทำ� การปลกู โดยเรม่ิ จากการฉกี ถงุ พลาสตกิ ออกจากตน้ กลา้ (อยา่ ใหก้ อ้ นดนิ ที่
หุ้มรากอยู่แตกออก) ทั้งนี้ถุงพลาสติกที่เหลือให้ครอบไว้ท่ีปลายหลักเพ่ือจะได้ทราบว่า
จดุ ใดบา้ งทด่ี ำ� เนนิ การปลกู แลว้ หรอื ยงั ไมไ่ ดด้ ำ� เนนิ การปลกู อกี ทงั้ ยงั เพอ่ื ปอ้ งกนั การลมื
ฉกี ถุงพลาสติกออกจากต้นกล้าก่อนการปลกู
4) หลังจากฉีกถุงพลาสติกออกแล้วให้วางกล้าไม้สนลงในจุดกึ่งกลางของ
หลมุ ปลกู ขยบั ใหล้ ำ� ตน้ ตงั้ ตรง จากนนั้ ใชม้ อื กลบดนิ ใหม้ ดิ โคนของกลา้ และใชเ้ ทา้ เหยยี บ
เพอ่ื ใหด้ นิ แนน่ ขน้ึ พรอ้ มกวาดเศษใบไมใ้ บหญา้ ในบรเิ วณใกลเ้ คยี งมาสมุ ทโ่ี คนตน้ เพอ่ื ชว่ ย
รกั ษาความชืน้ ให้กับดินและเพ่อื ปอ้ งกันไม่ให้น�้ำฝนชะหนา้ ดนิ ทก่ี ลบไว้ (ภาพท่ี 18)
อยา่ งไรกต็ ามหลงั จากการปลกู 1 เดอื น ตอ้ งทำ� การสำ� รวจอตั ราการรอดตายของ
กล้าไมแ้ ละทำ� การปลกู ซ่อมแซมใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายใน 2 เดือน นบั จากวันทีท่ ำ� การปลกู

ภาพที่ 18 การปลกู ไมส้ น

27

6. การดูแลรักษา
การดูแลรกั ษากล้าไม้ในแปลงปลูกแบง่ ออกเป็น 4 สว่ น ดงั น้ี
1) การกำ� จัดวชั พืช
การกำ� จดั วชั พชื มดี ว้ ยกนั 2 วธิ ี คอื การไถพรวนพนื้ ทด่ี ว้ ยรถแทรกเตอร์ และการ
แผว้ ถางวชั พชื ดว้ ยแรงงานจากคน ซง่ึ นยิ มดำ� เนนิ การในชว่ งตน้ ฤดหู นาวประมาณเดอื น
พฤศจิกายนถงึ เดือนธนั วาคม
2) การใสป่ ุย๋
การใส่ปุ๋ยจะกระท�ำหลังจากการปลูกไม้สนไปแล้วประมาณ 1 เดือน ด้วยการ
หว่านเป็นวงกลมรอบโคนต้นสน (ห่างจากโคนต้นประมาณ 10 เซนติเมตร) ต้นละ
ประมาณ 50 กรมั
3) วนวัฒนวธิ ีในการจัดการสวนป่า
1. ลิดกิ่ง : จะกระทำ� กับไม้สนท่ีมอี ายุต้งั แต่ 5 ปีขึ้นไป ดว้ ยการใชเ้ ลือ่ ยตัด
กง่ิ แหง้ หรอื กง่ิ ทไี่ มส่ มบรู ณอ์ อก และคงไวเ้ ฉพาะกง่ิ ทส่ี มบรู ณป์ ระมาณครง่ึ หนง่ึ ของความ
สงู ของลำ� ต้นพรอ้ มทาปูนแดงทีร่ อยแผล เพ่อื ปอ้ งกนั การเขา้ ท�ำลายของโรคและแมลง
2. การตัดขยายระยะ : จะกระทำ� เม่อื เรือนยอดเร่มิ ชดิ ติดกนั ซ่ึงโดยทว่ั ไป
ไมส้ นมกั มอี ายปุ ระมาณ 8 ถงึ 10 ปี ดว้ ยการเลอื กตดั ตน้ ทมี่ ลี กั ษณะเลวออกและเกบ็ ตน้
ทมี่ ลี กั ษณะดไี ว้ ทง้ั นอี้ าจตดั แบบแถวเวน้ แถวหรอื ตน้ เวน้ ตน้ กไ็ ด้ ขน้ึ อยกู่ บั วตั ถปุ ระสงค์
ของการปลกู และการตดั ฟนั (ภาพที่ 19)

กข
ภาพท่ี 19 ตวั อย่างวนวัฒนวธิ ีในการจดั การสวนป่า เมือ่ ก) ขณะทำ� การตดั ขยายระยะ
ข) หลงั จากการตดั ขยายระยะ

28 คู่มอื การปลกู และการจดั การไมส้ น เพือ่ การอนรุ กั ษ์ ฟ้นื ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพ้นื ทีส่ งู

4) การปอ้ งกนั ไฟ โรค แมลง และสัตว์เล้ยี งชนดิ อน่ื ๆ
1. การป้องกันไฟ : ไฟถือเป็นอันตรายที่ร้ายแรงท่ีสุดของการปลูกไม้สน
โดยเฉพาะกบั ไมส้ นทมี่ อี ายนุ อ้ ยกวา่ 3 ปี ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งมกี ารปอ้ งกนั ไฟ ซงึ่ วธิ กี ารปอ้ งกนั
ไฟทดี่ ที ส่ี ดุ คอื การไมใ่ หม้ เี ชอื้ เพลงิ ในพนื้ ทห่ี รอื มใี หน้ อ้ ยทสี่ ดุ ทงั้ นก้ี ารปอ้ งกนั ไฟสามารถ
ท�ำไดห้ ลายวิธี เช่น
- การทำ� แนวกันไฟรอบ ๆ พ้นื ท่ีสวนป่า (วิธีนีค้ วรท�ำควบคูก่ ับการชงิ เผา
ซากพืชซง่ึ อยถู่ ัดจากแนวกันไฟไป 5 ถงึ 10 เมตร)
- การจัดเวรยามป้องกันไฟ (วิธีนี้จะช่วยให้การป้องกันไฟมีประสิทธิภาพ
มากย่งิ ข้ึนและยงั สามารถดับไฟท่เี กดิ ขึน้ ได้ทันท่วงท)ี
- การไถพรวนพื้นที่ (เปน็ การลดเช้ือเพลิงและเพมิ่ ธาตุอาหารให้แกด่ นิ )
- การชิงเผาในแปลง (ควรท�ำในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงและควรเป็น
ตอนเชา้ มดื หรอื ตอนเยน็ ทง้ั นว้ี ธิ กี ารนจี้ ะทำ� ใหว้ ชั พชื กลายเปน็ ขเี้ ถา้ แทนทจ่ี ะยอ่ ยสลาย
กลายเป็นปยุ๋ ให้แก่ไม้สน ฉะนนั้ หากไมจ่ �ำเปน็ จึงควรหลกี เลยี่ งไปใช้วิธีการอนื่ ๆ)
2. การปอ้ งกันโรคและแมลง : ไมส้ นในประเทศไทยถูกทำ� ลายด้วยโรคและ
แมลงน้อยมาก ซงึ่ การทำ� ลายนัน้ กม็ ไิ ด้สรา้ งความเสยี หายมากมายใหก้ ับไมส้ น ท้งั น้ีโรค
และแมลงทพ่ี บประกอบดว้ ย โรคเนา่ คอดนิ โรคใบไหมห้ รอื ใบแหง้ โรคใบเหลอื ง โรคราสนมิ
ปลวก แมลงเจาะยอดไม้สน ต่อสนจุด ต่อสนด�ำ ต่อสนลาย และด้วงเจาะเปลือกสน
อยา่ งไรกต็ ามสามารถปอ้ งกนั ไดด้ ว้ ยการจดั การพน้ื ทป่ี ลกู ใหส้ ะอาดอยเู่ สมอหรอื ดว้ ยการ
ใชย้ าหรือสารเคมีท่ีมจี �ำหนา่ ยทั่วไปตามทอ้ งตลาด
3. การปอ้ งกันสัตวเ์ ลีย้ งชนดิ อนื่ ๆ : สตั ว์เล้ยี ง เชน่ วัว ควาย แพะ แกะ
เป็นสัตว์ที่ท�ำความเสียหายให้กับไม้สนท่ีมีอายุต่�ำกว่า 5 ปี เป็นอย่างมาก ด้วยการ
เขา้ ไปแทะเลม็ กนิ ยอดสน และเหยยี บยำ�่ ดนิ จนดนิ แนน่ อกี ทง้ั ยงั ชอบใชส้ ขี า้ งสกี บั ตน้ สน
จนท�ำให้ต้นเกิดบาดแผล อย่างไรก็ตามสามารถป้องกันได้ด้วยการท�ำรั้วล้อมรอบพ้ืนท่ี
ปลูกหรือทำ� ทางลวงให้สัตว์เหลา่ นั้นเดินไปในทิศทางท่กี ำ� หนด 

29

คุณสมบัตขิ องไมส้ นและยางสน

1. คณุ สมบตั เิ ชงิ กลของไมส้ น
คณุ สมบตั เิ ชงิ กลเปน็ คณุ สมบตั เิ ฉพาะของวตั ถทุ จ่ี ะบง่ บอกวา่ วตั ถนุ น้ั ๆ สามารถ
รับหรือทนทานต่อแรงหรือพลังงานภายนอกที่มากระท�ำต่อวัตถุชนิดน้ันได้ดีมากน้อย
เพียงใด ดงั นัน้ จึงจำ� เปน็ อย่างยงิ่ ทจี่ ะตอ้ งทราบขอ้ มลู เก่ยี วกับคณุ สมบตั เิ ชิงกลของวัตถุ
ใด ๆ กอ่ นการพจิ ารณาเลอื กใชว้ ตั ถนุ น้ั ในการกอ่ สรา้ ง เพราะนน่ั หมายถงึ ความปลอดภยั
หรอื ความเสยี หายท่อี าจจะตามมา
ซง่ึ ไมส้ นพนื้ เมอื งและไมส้ นตา่ งถนิ่ ทงั้ 5 ชนดิ พบวา่ มคี วามหนาแนน่ อยรู่ ะหวา่ ง
437.77 ถงึ 555.97 กโิ ลกรมั ต่อลูกบาศก์เมตร และมคี วามถ่วงจ�ำเพาะประมาณ 0.38
ถึง 0.48 จัดเปน็ ไม้ท่ีมีน�้ำหนักเบาถงึ ปานกลาง
1.1 คุณสมบัติเชิงกลหลักของไม้สน
เมอ่ื เปรยี บเทยี บคณุ สมบตั เิ ชงิ กลหลกั ระหวา่ งไมส้ นพนื้ เมอื งกบั ไมส้ นตา่ งถนิ่
พบว่า ไม้สนต่างถิ่นมีค่าความแข็งแรงและความยืดหยุ่นมากกว่าไม้สนพ้ืนเมือง ดังนั้น
ไมส้ นตา่ งถ่นิ จึงเหมาะเปน็ โครงสร้างต่าง ๆ เช่น คาน ตง และโครงถกั ตา่ ง ๆ มากกวา่
ไมส้ นพนื้ เมอื ง อยา่ งไรกต็ ามเมอ่ื เปรยี บเทยี บคา่ ความแขง็ แรง และความยดื หยนุ่ ระหวา่ ง
ไม้สนพื้นเมืองด้วยกัน พบว่า ไม้สนสามใบมีค่าดังกล่าวมากกว่าไม้สนสองใบ ขณะท่ี
ไมส้ นคารเิ บียมีค่าดังกล่าวมากกวา่ ไม้สนต่างถ่ินชนิดอ่นื ๆ (ตารางที่ 1)
1.2 คุณสมบัติเชิงกลรองของไม้สน
เมอื่ เปรยี บเทยี บคณุ สมบตั เิ ชงิ กลรองระหวา่ งไมส้ นพน้ื เมอื งกบั ไมส้ นตา่ งถน่ิ
พบวา่ ไมส้ นตา่ งถน่ิ มคี า่ ความแขง็ ความเหนยี ว ความตา้ นทานแรงฉกี และความตา้ นทาน
แรงถอนตะปูที่โดดเด่นกว่าไม้สนพ้ืนเมือง และเมื่อเปรียบเทียบค่าดังกล่าวระหว่าง
ไมส้ นพนื้ เมอื งดว้ ยกนั พบวา่ ไมส้ นสามใบมคี า่ ทม่ี ากกวา่ ไมส้ นสองใบ ดงั นน้ั ไมส้ นตา่ งถน่ิ
และไม้สนสามใบจึงเป็นไม้ที่เหมาะสมในการท�ำเป็นข้อต่อ ไม้พื้น และเครื่องเรือน
ตา่ ง ๆ (ภาพท่ี 20 และ ตารางท่ี 2)

ภาพที่ 20 ตัวอยา่ งไม้พนื้ และเครอ่ื งเรือนตา่ ง ๆ ที่ผลิตจากไม้สน

30 คมู่ ือ การปลกู และการจดั การไมส้ น เพ่อื การอนรุ กั ษ์ ฟ้นื ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพน้ื ที่สูง

ตารางที่ 1 คุณสมบตั ิเชงิ กลหลกั ของไมส้ นพื้นเมืองและไม้สนตา่ งถ่นิ

ชนดิ ความชนื้ ความถว่ ง ความหนาแนน่ ความเค้นอัด ความเคน้ ดึง ความเค้นเฉอื น การทดสอบแรงดัดโคง้
จ�ำเพาะ ตงั้ ฉากเสีย้ น ขนานเสย้ี น
(ร้อยละ) (กโิ ลกรัมต่อลูกบาศกเ์ มตร) ขนานเสย้ี น ตง้ั ฉากเส้ยี น ความแขง็ แรง ความยืดหยุ่น
0.38 (กิโลกรมั ต่อตารางเมตร) (กโิ ลกรัมตอ่ ตารางเมตร) (กิโลกรัมต่อตารางเมตร) (กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
0.44 437.77 (กิโลกรมั ต่อตารางเมตร) (กิโลกรมั ตอ่ ตารางเมตร)
0.48 514.50 6.17 212.42
สนสองใบ 14.56 0.48 543.84 218.28 51.95 7.21 235.30 451.27 37,060.07
สนสามใบ 17.93 0.41 555.97 9.13 257.63
สนคาริเบยี 13.92 479.86 277.55 54.59 9.34 241.83 505.49 54,271.66
สนโอคารป์ า 14.90 7.04 154.07
สนเทคูนูมานี 16.41 302.14 71.01 663.28 62,990.95

300.61 60.28 579.05 56,550.53

265.83 61.16 563.11 54,179.89

ตตาารราางงทท่ี ่ี 22 คคณุ ุณสสมมบบตั ตั ิเชิเชงิ งิกกลลรรอองขงของอไงมไส้มน้สพน้ืนพเืน้มเือมงือแงลแะลไมะไส้ มน้สตนา่ ตงถา่ ิ่นงถิ่น

ความแข็งเฉลี่ย ความต้านทานแรง ความเหนยี วเฉลีย่ ความตา้ นทานแรงถอนตะปูเฉล่ีย
ดา้ นรัศมี ฉีกเฉลีย่ (กโิ ลกรมั ต่อเมตร)
ชนิด ด้านสัมผัส (กิโลกรมั ) ด้านตามยาว ดา้ นสมั ผัส ดา้ นรศั มี
(กิโลกรมั ) (กโิ ลกรมั ) (กโิ ลกรมั ต่อเมตร) 2.21
สนสองใบ 168.56 159.30 252.07 2.45 (กโิ ลกรมั ต่อเมตร) (กโิ ลกรมั ต่อเมตร)
สนสามใบ 220.26 275.19 1.91 2.84
สนคาริเบยี 298.93 186.26 369.81 2.24 5.71 4.08
สนโอคาร์ปา 213.00 265.93 2.32 2.24
สนเทคูนูมานี 224.07 270.63 326.74 9.26 6.82
4.35
203.85 11.45 10.59
4.05
193.22 8.68 6.57
4.18
8.34 6.98

31 ท่ีมา : ศนู ยว์ จิ ัยปา่ ไม้ (2563)

2. คุณสมบัตทิ างเคมีของไม้สน
คุณสมบัติทางเคมีเป็นคุณสมบัติท่ีเก่ียวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีหรือ
การเปล่ียนแปลงทางเคมีของวัตถุ เช่น ปริมาณสารต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในวัตถุ การละลาย
การกัดกร่อน การเผาไหม้ ฯลฯ
ซ่ึงจากคณุ สมบัติทางเคมขี องไม้สนท่ีแตกต่างกัน (ภาพท่ี 21 และ ตารางท่ี 3)
สง่ ผลต่อการนำ� ไม้สนไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการดำ� เนินการปรับปรุงคุณภาพของไม้สน
แต่ละชนิดแตกต่างกันไปด้วย ดังน้ันก่อนน�ำไม้สนไปใช้ประโยชน์หรือพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑใ์ ด ๆ ควรพิจารณาคณุ สมบตั ิทางเคมีของไมส้ นชนิดน้นั ๆ ว่าเหมาะสำ� หรับ
การใชป้ ระโยชน์หรือสร้างเปน็ ผลิตภัณฑ์น้ันหรือไม่

ภาพที่ 21 ตวั อย่างการวเิ คราะห์คุณสมบตั ทิ างเคมขี องไมส้ นพืน้ เมืองและไมส้ นตา่ งถนิ่

32 คูม่ อื การปลกู และการจดั การไมส้ น เพื่อการอนรุ ักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์บนพน้ื ทส่ี ูง

ตารางท่ี 3 คณุ สมบตั ทิ างเคมีของไมส้ นพน้ื เมืองและไมส้ นต่างถิ่น

ชนดิ ปริมาณ โฮโลเซลลูโลส ปริมาณ อัลฟาเซลลโู ลส ปริมาณ เพนโตแซน ปริมาณลิกนนิ ปรมิ าณ ความเคน้ ดึง ความเค้น การทดสอบ
(รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) สารแทรกท่ลี ะลายใน เฉอื น แรงดดั โค้ง
สนสองใบ แอลกอฮอล์-เบนซนิ 17.65
สนสามใบ 63.13 59.62 7.88 32.12 14.44 2.13 0.81
สนคารเิ บีย 65.80 66.37 7.43 29.95 (รอ้ ยละ) 20.00 3.10 0.41
สนโอคารป์ า 65.63 65.48 7.05 30.69 4.34 20.22 4.01 0.44
สนเทคนู ูมานี 65.90 67.32 6.99 28.62 3.16 14.17 3.95 0.39
68.52 62.46 7.64 29.47 4.26 0.35
9.74

11.47

2.07

ทมี่ า : ศูนย์วิจยั ปา่ ไม้ (2563)

33

3. คณุ สมบัตทิ างกายวิภาคของไม้สน
คณุ สมบตั ทิ างกายวภิ าคเปน็ คณุ สมบตั ทิ บี่ ง่ บอกวา่ ลกั ษณะโครงสรา้ งของไม้ ทง้ั ท่ี
สามารถมองเหน็ ไดด้ ้วยตาเปลา่ และไมส่ ามารถมองเห็นไดด้ ้วยตาเปลา่ แตส่ ามารถมอง
เห็นได้ด้วยการใช้แว่นขยายสอ่ งดู เช่น สี ลวดลายไม้ ความละเอียดของเนอ้ื ไม้ ลกั ษณะ
ของพอร์ ลกั ษณะของท่อล�ำเลยี ง ลักษณะของท่อนำ้� ยาง ฯลฯ
ฉะนั้นการทราบคุณสมบัติทางกายวิภาค และน�ำไปใช้ในการพิจารณาเลือกไม้
จึงส่งผลให้งานกอ่ สร้างนัน้ ๆ มีความสวยงาม และละเอยี ดมากย่ิงขนึ้ สำ� หรับคณุ สมบตั ิ
ทางกายวิภาคของไมส้ นพน้ื เมืองและไม้สนตา่ งถิน่ ทั้ง 5 ชนิด พบวา่ มเี นอื้ ไมส้ ีขาวนวล
ทค่ี อ่ นขา้ งเรยี บและสมำ�่ เสมอ มวี งการเจรญิ เตบิ โตชดั เจน ไมม่ คี วามมนั วาว มยี างอดุ ตนั
เลก็ น้อย โดยมีรายละเอยี ด ดังน้ี
3.1 ไมส้ นพ้ืนเมือง
3.1.1) ไม้สนสองใบ
- เน้ือไม้มีสีขาวปนชมพูหรือสีขาวออกเหลือง มีแก่นสีน้�ำตาลแดงอ่อน ๆ
เน้อื ไม้ละเอยี ดสม�่ำเสมอ แขง็ ปานกลาง มวี งการเจรญิ เติบโตชัดเจน
- ลักษณะของพิธเป็นแบบกลุ่มผสม จึงมีรูปร่างและขนาดไม่ค่อยแน่นอน
อกี ทงั้ ยังมกี ารจดั เรียงตัวท่ไี มเ่ ป็นระเบียบ
- การเรียงตัวของเรย์ มีการเรียงตัวหลายแถวหรือเรียงแบบผสมผสาน
อย่างไรก็ตาม พบว่าเรย์บางกลุ่มมีท่อน้�ำยางตามขวางอยู่ภายใน ส่งผลให้ไม้สนสองใบ
มรี อยเส้ียนคอ่ นข้างใหญ่ (ภาพที่ 22)
นอกจากนีย้ ังพบวา่ ไม้สนสองใบเปน็ ไม้ทีม่ ผี นงั เซลลห์ นา โดยมีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ
5.83 ไมครอน จงึ ทำ� ใหส้ ามารถรบั แรงประเภทตา่ ง ๆ ไดด้ ี ในสว่ นของไฟเบอรน์ นั้ พบวา่
มีความยาว และความกวา้ งเฉล่ยี เทา่ กับ 3.50 และ 44.00 ไมครอน ตามล�ำดับ

ก ขค ง
ภาพท่ี 22 ลักษณะทางกายวิภาคของไม้สนสองใบ เมอื่ ก) เน้ือไม้ ข) ด้านสมั ผสั
ค) ดา้ นหน้าตดั และ ง) ด้านรัศมี (กำ� ลังขยาย 40 เท่า)

34 คูม่ อื การปลูกและการจัดการไมส้ น เพ่ือการอนรุ ักษ์ ฟ้นื ฟู และใช้ประโยชนบ์ นพน้ื ทีส่ งู

3.1.2) ไมส้ นสามใบ
-เนอื้ ไมม้ สี เี หลอื งปนสนี ำ�้ ตาลออ่ นๆหรอื สขี าวปนเหลอื งมกี ระพคี้ อ่ นขา้ งหนา
แก่นสนี ำ้� ตาลอ่อนปนแดง เน้อื ไมล้ ะเอียด แข็งปานกลาง เห็นวงการเจรญิ เตบิ โตชดั เจน
- ลักษณะของพธิ เปน็ แบบ 1 ถึง 2 เซลล์
- การเรียงตัวของเรย์ มีการเรียงตัวแบบเซลล์แถวเดียว และมีท่อน้�ำยาง
เรยี งตัวตามยาวจำ� นวนมาก (ภาพท่ี 23)
นอกจากนไี้ มส้ นสามใบยงั เปน็ ไมท้ มี่ ผี นงั เซลลห์ นามาก โดยมคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 5.90
ไมครอน จึงเหมาะสำ� หรับการนำ� ไปใชใ้ นงานก่อสร้าง และทำ� ไม้รบั แรงประเภทตา่ ง ๆ
ในสว่ นของไฟเบอรน์ นั้ พบว่า มีความยาวและความกว้างเฉล่ยี เทา่ กับ 3.23 และ 50.73
ไมครอน ตามลำ� ดับ

ก ขค ง
ภาพท่ี 23 ลักษณะทางกายวิภาคของไมส้ นสามใบ เมือ่ ก) เน้ือไม้ ข) ดา้ นสัมผสั
ค) ดา้ นหน้าตัด และ ง) ด้านรศั มี (ก�ำลังขยาย 40 เทา่ )

35

3.2 ไมส้ นตา่ งถ่นิ
3.2.1) ไมส้ นคาริเบีย
- เนื้อไม้มีสีขาวนวลละเอียดปานกลางถึงค่อนข้างหยาบ มีความแข็งแรง
คอ่ นขา้ งสงู มวี งการเจริญเตบิ โตชัดเจน
- ลกั ษณะของพิธเปน็ แบบ 3 ถงึ 6 เซลล์
- การเรียงตวั ของเรย์ มกี ารเรียงตวั หลายแถวหรือเรยี งแบบผสมผสาน
- เทรคีดตามยาวของไม้ต้นฤดูมักมีลักษณะเกือบกลมและปลายสอบเข้า
หากัน ขณะที่เทรคีดตามยาวของไม้ปลายฤดูมักมีลักษณะแบน และปลายแหลมกว่า
ไม้ต้นฤดู
- มที อ่ นำ�้ ยางขนาดใหญ่ ซงึ่ มขี นาดทส่ี มำ�่ เสมอกนั จำ� นวนมาก และมากกวา่
ไม้สนชนดิ อื่น ๆ (ภาพท่ี 24)
นอกจากนย้ี งั พบวา่ ไมส้ นคารเิ บยี มผี นงั เซลลห์ นาเฉลยี่ เทา่ กบั 4.26 ไมครอน ในสว่ น
ของไฟเบอรน์ น้ั พบวา่ มคี วามยาวและความกวา้ งเฉลยี่ เทา่ กบั 4.60 และ 46.50 ไมครอน
ตามล�ำดับ ทั้งน้ีจากค่าความยาวเฉล่ียของไฟเบอร์อาจกล่าวได้ว่า ไม้สนคาริเบีย
มแี นวโนม้ ทจี่ ะใหก้ ระดาษทมี่ คี วามแขง็ แรงมากกวา่ กระดาษทผี่ ลติ จากไมส้ นอกี 4 ชนดิ

ก ขค ง
ภาพที่ 24 ลกั ษณะทางกายวิภาคของไม้สนคารเิ บยี เมอ่ื ก) เนอ้ื ไม้ ข) ดา้ นสมั ผสั
ค) ดา้ นหนา้ ตดั และ ง) ด้านรศั มี (ก�ำลังขยาย 40 เท่า)

36 ค่มู ือ การปลูกและการจัดการไม้สน เพอ่ื การอนรุ ักษ์ ฟ้นื ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพ้ืนทสี่ ูง

3.2.2) ไม้สนโอคารป์ า
- เนอื้ ไม้มสี ีขาวและคอ่ นข้างละเอยี ด ไม่มีความมนั วาว เหน็ วงการ
เจรญิ เติบโตชัดเจน แตม่ ยี างอุดตันเล็กน้อย มีความแขง็ แรงค่อนขา้ งสงู
- ลักษณะของพิธเป็นแบบ 3 ถึง 4 เซลล์
- การเรยี งตวั ของเรย์ มกี ารเรยี งตวั หลายแถวหรอื เรยี งแบบผสมผสาน
- พาเรงคิมาตามยาวเรยี งตัวตามแนวของเทรคดี ตามยาว
-มที อ่ นำ�้ ยางปรมิ าณมากและสว่ นใหญม่ กี ารเรยี งตวั ตามยาว(ภาพท่ี25)
นอกจากนยี้ งั พบวา่ ไมส้ นโอคารป์ ามคี วามหนาของผนงั เซลลเ์ ฉลย่ี 4.01 ไมครอน
ความยาวของไฟเบอรเ์ ฉลย่ี และความกว้างของไฟเบอรเ์ ฉลี่ยเทา่ กับ 3.00 และ 42.00
ไมครอน ตามลำ� ดับ

ก ขค ง
ภาพที่ 25 ลกั ษณะทางกายวภิ าคของไม้สนโอคารป์ า เมื่อ ก) เนอื้ ไม้ ข) ด้านสมั ผสั
ค) ดา้ นหน้าตดั และ ง) ด้านรัศมี (ก�ำลังขยาย 40 เทา่ )

37

3.2.3) ไม้สนเทคนู มู านี
- เนอื้ ไมม้ สี ขี าวถงึ สขี าวนวล มลี กั ษณะคอ่ นขา้ งละเอยี ด การเรยี งตวั
ของเส้ียนเป็นแบบเสี้ยนตรง ไม่มีความมันวาว มีวงการเจริญเติบโตที่สามารถเห็นได้
ชดั เจน และมคี วามแข็งแรงคอ่ นขา้ งสงู

- ลกั ษณะของพิธเปน็ แบบ 3 ถึง 4 เซลล์
- การเรียงตัวของเรย์ มีการเรียงตัวแบบหลายแถวหรือเรียงแบบ
ผสมผสาน
- มที อ่ นำ้� ยางจำ� นวนมาก ซงึ่ สว่ นใหญจ่ ะเรยี งตวั ตามยาว (ภาพที่ 26)
ในส่วนของความหนาของผนังเซลล์เฉลี่ยเท่ากับ 4.00 ไมครอน ความยาวของ
ไฟเบอรแ์ ละความกวา้ งของไฟเบอร์ พบว่า มีคา่ เฉลี่ยเท่ากบั 2.93 และ 42.17 ไมครอน
ตามล�ำดบั ทั้งนเี้ มื่อพิจารณาจากคา่ ความยาวของไฟเบอร์ จะเห็นได้ว่าไมส้ นเทคนู ูมานี
มคี ่าความยาวของไฟเบอรเ์ ฉลย่ี น้อยท่สี ุดเม่ือเทยี บกบั ไม้สนอกี 4 ชนดิ ดังนน้ั อาจกล่าว
ไดว้ า่ ไมส้ นเทคนู มู านมี แี นวโนม้ ทจี่ ะใหก้ ระดาษทมี่ คี วามแขง็ แรงนอ้ ยทสี่ ดุ เมอ่ื เทยี บกบั
กระดาษทีผ่ ลิตจากไม้สนอีก 4 ชนิด

ก ขคง
ภาพที่ 26 ลักษณะทางกายวภิ าคของไมส้ นเทคนู ูมานี เมอื่ ก) เนอ้ื ไม้ ข) ด้านสัมผัส
ค) ดา้ นหนา้ ตัด และ ง) ดา้ นรัศมี (กำ� ลังขยาย 40 เทา่ )

38 คมู่ ือ การปลกู และการจดั การไม้สน เพื่อการอนุรกั ษ์ ฟืน้ ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพ้นื ที่สงู

4. คุณสมบัติดา้ นพลงั งานของไม้สน
คุณสมบัติด้านพลังงานเป็นคุณสมบัติท่ีบ่งบอกถึงความสามารถที่วัตถุนั้น ๆ
สามารถทำ� งานได้ ซึ่งสามารถจ�ำแนกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื
1) พลงั งานตน้ กำ� เนดิ หมายถงึ พลงั งานทเี่ กดิ ขนึ้ หรอื มอี ยแู่ ลว้ ตามธรรมชาติ เชน่
เชอื้ เพลงิ ตามธรรมชาติ ถา่ นหิน น�้ำมนั ดิบ ฯลฯ
2) พลงั งานแปรรปู หมายถงึ พลงั งานทไี่ ดม้ าจากการแปรรปู พลงั งานตน้ กำ� เนดิ เชน่
ไฟฟา้ ปโิ ตรเลยี ม ถา่ นไม้ ฯลฯ
สำ� หรบั ไมส้ นพนื้ เมอื งและไมส้ นตา่ งถน่ิ ทงั้ 5 ชนดิ พบวา่ มคี ณุ สมบตั ดิ า้ นพลงั งาน
ทง้ั 2 ประเภท คอื ไมฟ้ นื ถา่ นไม้ เชอื้ เพลงิ อดั เมด็ และนำ้� มนั ชวี ภาพ โดยมรี ายละเอยี ด ดงั น้ี
4.1 ไม้ฟืน
ไม้สนพื้นเมืองและไมส้ นต่างถน่ิ ท้งั 5 ชนดิ มคี า่ ความร้อนเฉลย่ี ของไม้ฟืน
ที่มีค่าใกล้เคียงกัน และหากพิจารณาในภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า ไม้สนโอคาร์ปาเป็น
ไม้สนที่มปี ระสทิ ธภิ าพในการผลิตเปน็ ไม้ฟืนมากทีส่ ุด เน่ืองจากเปน็ ไม้ที่มีค่าความรอ้ น
เฉล่ียมากท่สี ุด (ตารางท่ี 4 และ ภาพท่ี 27)

ตารางที่ 4 คณุ สมบัติดา้ นพลงั งาน (ไมฟ้ ืน) ของไมส้ นพ้นื เมอื งและไมส้ นต่างถ่นิ

ชนิด ค่าความรอ้ นแหง้ เฉลี่ย
สนสองใบ (แคลอรตี ่อกรัม)
สนสามใบ 4,562.43
สนคาริเบีย 4,429.93
สนโอคารป์ า 4,643.40
สนเทคูนมู านี 4,729.90
4,386.87

ท่ีมา : ศูนยว์ จิ ยั ป่าไม้ (2563)

ภาพท่ี 27 ตวั อยา่ งไมฟ้ นื

39

4.2 ถา่ นไม้
เมอื่ นำ� ไมส้ นพนื้ เมอื งและไมส้ นตา่ งถน่ิ ทงั้ 5 ชนดิ มาเผาเปน็ ถา่ น พบวา่ ไมส้ น
สองใบ ไม้สนคาริเบีย และไม้สนโอคาร์ปา เป็นไม้สนท่ีให้ถ่านท่ีมีคุณภาพดีกว่าไม้สน
อกี 2 ชนิด เนอ่ื งจากมีคา่ ความรอ้ นเฉลีย่ ของถา่ นไม้อย่ใู นเกณฑด์ มี าก (ตารางที่ 5 และ
ภาพที่ 28) และเม่ือเปรียบเทียบค่าความร้อนเฉลี่ยของถ่านไม้ของไม้สนทั้ง 3 ชนิด
กับไม้โกงกาง ซึ่งถือเป็นไม้ท่ีให้ถ่านที่มีคุณภาพดีที่สุด พบว่า ไม้สนท้ัง 3 ชนิด มีค่า
ความร้อนเฉล่ียของถ่านไม้ที่สูงเทียบเท่ากับไม้โกงกาง (ไม้โกงกางมีค่าความร้อนเฉลี่ย
ของถา่ นไม้ เทา่ กับ 7,197 แคลอรีต่อกรมั )

ตารางท่ี 5 คุณสมบัตดิ า้ นพลังงาน (ถา่ นไม)้ ของไม้สนพน้ื เมอื งและไมส้ นต่างถน่ิ

ชนิด คา่ ความรอ้ นแหง้
สนสองใบ (แคลอรตี อ่ กรัม)
สนสามใบ
สนคาริเบีย 8,016.17
สนโอคารป์ า 5,867.63
สนเทคนู ูมานี 7,856.31
7,787.38
5,816.62

ท่มี า : ศนู ย์วจิ ยั ปา่ ไม้ (2563)

ภาพท่ี 28 ตัวอยา่ งถา่ นไม้

40 ค่มู ือ การปลูกและการจดั การไม้สน เพื่อการอนรุ ักษ์ ฟ้ืนฟู และใชป้ ระโยชน์บนพ้นื ท่ีสงู

4.3 เชอื้ เพลงิ อดั เม็ด
เมอื่ นำ� ไมส้ นพนื้ เมอื งและไมส้ นตา่ งถน่ิ ทงั้ 5 ชนดิ มาผลติ เปน็ เชอ้ื เพลงิ อดั เมด็
โดยวิธีการ Torrefaction ซึ่งเป็นกระบวนการเผาให้เป็นถ่านแบบไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
พบว่า ไม้สนทงั้ 5 ชนดิ ให้เชื้อเพลงิ ที่มคี ณุ สมบัตใิ กล้เคียงกบั ถ่านหนิ และมคี า่ ความร้อน
ของเชื้อเพลิงอัดเม็ดท่สี ูงกว่าค่ามาตรฐาน PFI Standard (ตารางที่ 6 และ ภาพท่ี 29)
ดังน้ันเช้ือเพลิงอัดเม็ดที่ได้จากไม้สนทั้ง 5 ชนิด จึงถือเป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาด
และเป็นมิตรกบั ส่ิงแวดล้อม อกี ทั้งยังมตี ้นทนุ การผลิตต่�ำอกี ด้วย

ตารางที่ 6 คณุ สมบัติดา้ นพลังงาน (เช้ือเพลงิ อดั เม็ด) ของไมส้ นพน้ื เมืองและไมส้ นต่างถน่ิ

ชนิด คา่ ความรอ้ นแหง้
สนสองใบ (แคลอรตี ่อกรมั )
สนสามใบ
สนคารเิ บยี 7,769.00
สนโอคาร์ปา 7,887.00
สนเทคนู มู านี 7,809.00
ถา่ นหิน 7,748.00
PFI Standard 6,517.00
6,297.16
4,063.00

ทมี่ า : กรมป่าไม้ (2562)

ภาพท่ี 29 ตวั อยา่ งเชอ้ื เพลิงอดั เมด็
ทมี่ า https://www.thaipng.com/png-nbtwgy/

41

4.4 น�้ำมันชีวภาพ
เมื่อน�ำไม้สนพื้นเมืองและไมส้ นตา่ งถิ่นทั้ง 5 ชนดิ มาผลติ เปน็ น้�ำมนั ชวี ภาพดว้ ย
กระบวนการแยกสลายด้วยความร้อน (Pyrolysis) แบบเร็ว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้
ผลผลิต 3 รูปแบบ คือ น�้ำมันชีวภาพ ถ่านชาร์ และแก๊ส พบว่า ไม้สนทั้ง 5 ชนิด
ใหป้ รมิ าณรอ้ ยละของนำ�้ มนั ชวี ภาพ ถา่ นชาร์ และแกส๊ ทแี่ ตกตา่ งกนั โดยไมส้ นโอคารป์ า
เปน็ ไมส้ นทใี่ หป้ รมิ าณรอ้ ยละของนำ�้ มนั ชวี ภาพมากทส่ี ดุ อยา่ งไรกต็ ามนำ้� มนั ชวี ภาพทไี่ ด้
จากไม้สนทั้ง 5 ชนดิ ตา่ งมคี ุณสมบตั พิ น้ื ฐานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ ASTM Burner
Fuel ทงั้ นเี้ มอื่ มองในแงม่ มุ ของคา่ ความรอ้ น กลบั พบวา่ ไมส้ นสองใบมคี า่ ความรอ้ นของ
น้ำ� มนั ชวี ภาพสูงสดุ เม่ือเทยี บกบั ไม้สนชนดิ อนื่ ๆ (ตารางท่ี 7 และ ภาพท่ี 30)

ตารางที่ 7 คุณสมบตั ิด้านพลงั งาน (นำ�้ มนั ชวี ภาพ) ของไม้สนพนื้ เมืองและไมส้ นต่างถนิ่

คา่ ความรอ้ น ปริมาณ ปรมิ าณ ปริมาณแก๊ส
ชนดิ (กโิ ลแคลอรีตอ่ น�้ำมนั ชวี ภาพ ถ่านชาร์ (ร้อยละ)
กิโลกรมั ) (ร้อยละ) (รอ้ ยละ)

สนสองใบ 5,774.00 41.55 17.27 41.18

สนสามใบ 4,081.00 48.52 20.93 30.55

สนคารเิ บยี 5,569.00 50.42 17.20 32.38

สนโอคาร์ปา 3,175.00 55.90 24.15 19.95

สนเทคูนูมานี 3,565.00 51.79 23.54 24.67

ภาพที่ 30 ตัวอยา่ งนำ�้ มนั ชีวภาพ
ทม่ี า : กรมปา่ ไม้ (2562)

42 คูม่ ือ การปลูกและการจดั การไม้สน เพอ่ื การอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู และใชป้ ระโยชน์บนพนื้ ท่สี งู

5. คุณสมบตั ขิ องยางสน
ในทน่ี ้จี ะกล่าวถึงกรรมวิธใี นการเกบ็ ยางสน ซึ่งจะบ่งบอกถงึ กรรมวธิ ที ่ีเหมาะสม
และสามารถเก็บยางสนได้ปริมาณมาก อีกทั้งยังกล่าวถึงคุณสมบัติทางเคมีของยางสน
พืน้ เมอื งและยางสนต่างถิ่นท้งั 5 ชนดิ เพ่อื ใช้เป็นขอ้ มูลประกอบการพจิ ารณาเลือกใช้
ประโยชน์จากยางสนทีไ่ ดจ้ ากไม้สนแตล่ ะชนิด
5.1 ปรมิ าณยางสน
การเก็บยางสนควรเก็บเม่ือไม้สนมีอายุอยู่ในช่วง 15 ถึง 20 ปี หรือเม่ือ
ไม้สนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ถึง 25 เซนติเมตร และควรเก็บในช่วง
ฤดรู อ้ นและฤดฝู น เนอื่ งจากจะไดป้ รมิ าณนำ้� ยางดบิ มากกวา่ ในชว่ งฤดหู นาว อกี ทงั้ ควรเกบ็
ดว้ ยกรรมวธิ ีกรีดเปลือก เพราะให้ปริมาณยางสนท่มี ากกว่าการเก็บด้วยกรรมวิธเี จาะรู
(ภาพที่ 31) อยา่ งไรกต็ าม ศูนย์วจิ ยั ปา่ ไม้ (2563) พบวา่ หากเกบ็ ยางสนดว้ ยกรรมวธิ ี
กรีดเปลือกไม้ สนคาริเบียจะมีปริมาณยางสนต่อต้นมากที่สุด ขณะที่ไม้สนโอคาร์ปา
มีปริมาณยางสนต่อต้นน้อยที่สุด ซ่ึงตรงกันข้ามกับการเก็บยางสนด้วยกรรมวิธีเจาะรู
ที่พบว่า ไม้สนโอคาร์ปามีปริมาณยางสนต่อต้นมากท่ีสุด ขณะท่ีไม้สนสามใบมีปริมาณ
ยางสนต่อตน้ น้อยท่สี ดุ (ตารางที่ 8)

กข

ภาพที่ 31 การเกบ็ ยางสนด้วยกรรมวิธกี รีดเปลือก (ก) และกรรมวธิ เี จาะรู (ข)

5.2 คุณสมบตั ิทางเคมขี องยางสน
เมอื่ พจิ ารณาคณุ สมบตั ทิ างเคมขี องยางสนใน 5 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ แอลฟา
ไพนนี เบตาไพนนี แคมฟนี 3-คารนี และเลมนู นี ซง่ึ สารเหลา่ นจ้ี ะเปน็ ตวั กำ� หนดประเภท
ของผลิตภัณฑ์ และแนวทางในการเพ่ิมมลู คา่ ของนำ�้ มนั สน ดังแสดงในตารางที่ 9 และ
ภาพท่ี 31

43

ตารางที่ 8 ปรมิ าณยางสนตอ่ ต้นต่อเดอื นของไมส้ นพื้นเมืองและไม้สนต่างถิ่น

ชนดิ ปรมิ าณยางสน (กรัม)

กรรมวธิ ีกรดี เปลอื ก กรรมวิธเี จาะรู

สนสองใบ 178.84 28.20

สนสามใบ 87.46 5.81

สนคารเิ บีย 266.15 28.06

สนโอคาร์ปา 64.22 72.41

สนเทคูนูมานี 174.74 6.27

หมายเหตุ : อายขุ องไมส้ นและฤดกู าลเกบ็ ยางสน มีผลตอ่ ปรมิ าณยางสน ท้งั นี้ผวู้ ิจัยไดก้ ล่าวถึงอายุและ
ฤดูกาลทีเ่ หมาะสมตอ่ การเกบ็ ยางสนแล้วในหัวขอ้ 5.1

ตารางท่ี 9 คณุ สมบตั ิทางเคมีของยางสนพ้ืนเมืองและยางสนต่างถ่ิน

ชนิด ปรมิ าณยางสน (กรมั ) เลมูนีน
แอลฟาไพนนี เบตาไพนนี แคมฟนี 3-คารีน 1.35
1.08
สนสองใบ 80.36 2.00 1.10 13.18 13.06
1.88
สนสามใบ 38.19 1.65 0.49 0.39 27.25

สนคารเิ บยี 15.11 2.63 0.43 2.15

สนโอคารป์ า 73.31 9.50 3.27 4.57

สนเทคนู ูมานี 22.00 1.60 2.20 13.50

ท่ีมา : ศูนยว์ จิ ัยปา่ ไม้ (2563)

ภาพที่ 32 ตวั อยา่ งยางสน

44 คู่มือ การปลูกและการจดั การไมส้ น เพื่อการอนรุ ักษ์ ฟ้นื ฟู และใช้ประโยชนบ์ นพ้ืนท่ีสูง

การใชป้ ระโยชน์ไม้สนและยางสน

1. การใชป้ ระโยชนไ์ มส้ น
การใช้ประโยชน์ไมส้ นนิยมใชใ้ น 2 ชว่ งอายุ คอื 1) อายุ 8 ถึง 10 ปี ซง่ึ เป็นช่วง
อายขุ องการตัดขยายระยะ และ 2) อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุของการตัดฟัน ทั้งนี้การ
ใช้ประโยชน์จากไม้สนสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ไม้ใช้สอยและไม้พลังงาน
(ภาพที่ 33) ดงั น้ี
1.1 ไม้ใช้สอย
1.1.1 เยื่อและกระดาษ เน่ืองจากไม้สนเป็นไม้ท่ีมีเส้นใยยาว จึงเหมาะ
แก่การนำ� มาใช้เป็นวัตถุดบิ ในการผลิตกระดาษ ทั้งนีเ้ มอื่ ท�ำการเปรียบเทยี บเส้นใยของ
ไม้สนท้ัง 5 ชนิด พบว่า ไม้สนคาริเบียมีเส้นใยยาวท่ีสุด ดังน้ันจึงมีแนวโน้มท่ีจะให้
กระดาษทม่ี คี วามแขง็ แรงมากกวา่ กระดาษทีผ่ ลติ จากไม้สนอกี 4 ชนิด
1.1.2 ไม้โครงสร้างต่าง ๆ เนื่องจากไม้สนพ้ืนเมือง และไม้สนต่างถิ่น
ทงั้ 5 ชนิด มีค่าความแข็งแรงและความยืดหยุ่นคอ่ นขา้ งสงู จงึ เหมาะทีจ่ ะใชท้ �ำเปน็ ไม้
โครงสรา้ งต่าง ๆ เชน่ คาน ตง โครงถกั ต่าง ๆ เสาอาคาร เสาเขม็ คร่าว และฝา ฯลฯ
ทงั้ นี้พบว่า ไมส้ นต่างถิ่นมีความเหมาะสมทีจ่ ะใช้ท�ำเปน็ โครงสรา้ งต่าง ๆ มากกวา่ ไม้สน
พื้นเมือง อย่างไรก็ตามไม้สนที่จะน�ำมาใช้ท�ำเป็นไม้โครงสร้างต่าง ๆ ควรมีขนาดเส้น
ผ่านศูนยก์ ลางอยา่ งน้อย 8 น้ิว (อายปุ ระมาณ 25 ปี ทง้ั นีข้ ้นึ อยู่กบั สภาพแวดลอ้ มของ
พ้ืนท่ที ท่ี �ำการปลูก)
1.1.3 เครอ่ื งเรอื น เนอ่ื งจากไมส้ นพนื้ เมอื ง และไมส้ นตา่ งถนิ่ ทง้ั 5 ชนดิ มคี า่
ความเหนยี ว ความตา้ นทานแรงฉกี และความตา้ นทานแรงถอนตะปทู โี่ ดดเดน่ อกี ทงั้ ยงั
สามารถเชื่อมด้วยกาวได้ดี และมีลวดลายท่ีสวยงาม ตบแต่งไดง้ ่าย ทำ� ใหเ้ หมาะสำ� หรับ
การท�ำเป็นข้อต่อ ไม้พื้น และเครื่องเรือนต่าง ๆ อย่างไรก็ตามไม้สนท่ีจะน�ำมาท�ำเป็น
เครือ่ งเรือนควรมขี นาดเส้นผ่านศนู ย์กลางอย่างน้อย 8 น้วิ
1.1.4 ลังไมแ้ ละไม้รองของ ไม้สนพน้ื เมือง และไม้สนตา่ งถ่นิ ท้ัง 5 ชนดิ
ถือเปน็ ไมท้ ่ีมนี �้ำหนักเบาถึงปานกลางจึงเหมาะทำ� เป็นลังใสผ่ ลไม้ หรือท�ำไมร้ องของ
1.1.5 แผน่ ชน้ิ ไมอ้ ดั เศษไมส้ นทเ่ี หลอื จากการใชง้ านในขอ้ ขา้ งตน้ สามารถ
น�ำมาใช้ผลิตเป็นแผ่นช้ินไม้อัดได้ ทั้งนี้พบว่าไม้สนสองใบมีแนวโน้มท่ีจะน�ำมาผลิตเป็น
แผน่ ชน้ิ ไม้อดั ได้ดีกว่าไม้สนชนิดอนื่ ๆ เน่ืองจากมคี วามหนาแนน่ ที่ต่ำ� กวา่  
1.1.6 สมุนไพร ส่วนต่าง ๆ ของไม้สนสามใบสามารถรักษาโรคได้
หลายอย่าง เช่น

45

- แก่น เม่ือน�ำไปต้มหรือฝนกิน สามารถรักษาโรคประสาท แก้ฟุ้งซ่าน
แกอ้ าการอ่อนเพลีย แก้ไข้ ละลายเสมหะ แกค้ ล่ืนไส้อาเจียน แก้เหงือกบวม แกท้ ้องรว่ ง
รวมถงึ ใช้เปน็ ยาบ�ำรงุ ก�ำลงั หรือบ�ำรงุ ไขกระดูก
- กระพี้เม่อื นำ� ไปตม้ สามารถแกไ้ ข้สันนบิ าต
- ใบหรือเปลือกเมื่อน�ำไปต้มแล้วทาตามล�ำตัวจะช่วยรักษาอาการคันตาม
ผวิ หนงั
1.1.7 ปลูกเปน็ ไมป้ ระดับ
เนื่องจากรูปทรงของล�ำต้นสนมีความเปลาตรง อีกท้ังยังมีพุ่มเรือนยอดที่
สวยงาม ใบสดตลอดท้ังปี และใหร้ ่มเงาได้ดี ส่งผลให้ไมส้ นเป็นไมท้ เ่ี หมาะส�ำหรบั ปลกู
เป็นไมป้ ระดับตามสถานทต่ี ่าง ๆ เชน่ สนามกอล์ฟ สวนสาธารณะ และรสี อร์ต ฯลฯ
1.1.8 การอนรุ กั ษด์ นิ และนำ้� การปลกู ไมส้ นในบรเิ วณตน้ นำ�้ ลำ� ธารจะชว่ ย
กักเก็บน้�ำ และลดการพังทลายของหน้าดิน เพราะระบบรากที่ลึกของไม้สนจะช่วยให้
ดนิ เกบ็ นำ�้ ไดด้ ขี น้ึ อกี ทง้ั เรอื นยอดของไมส้ นยงั ชว่ ยสกดั กน้ั ความแรงของเมด็ ฝนทจี่ ะตก
กระทบดิน ทำ� ใหล้ ดการสูญเสยี หน้าดนิ
1.2 ไม้พลงั งาน
ไมส้ นพน้ื เมอื งและไมส้ นตา่ งถน่ิ ทงั้ 5 ชนดิ มศี กั ยภาพในการผลติ เปน็ ไมฟ้ นื
และถา่ นไม้ โดยไมส้ นโอคารป์ าเปน็ ไมส้ นทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพในการผลติ เปน็ ไมฟ้ นื มากทสี่ ดุ
ขณะทไ่ี มส้ นสองใบเป็นไม้สนท่มี ีประสิทธิภาพในการผลติ เป็นถา่ นไมม้ ากทสี่ ดุ

ภาพท่ี 33 ตวั อยา่ งการใช้ประโยชนไ์ มส้ น 

46 คู่มอื การปลกู และการจดั การไมส้ น เพ่อื การอนุรักษ์ ฟ้นื ฟู และใช้ประโยชน์บนพืน้ ที่สูง

2. การใช้ประโยชน์ยางสน
โดยปกตเิ มอื่ นำ� ยางสนทไี่ ดจ้ ากการเกบ็ ดว้ ยกรรมวธิ ตี า่ ง ๆ ไปกลน่ั จะไดผ้ ลผลติ ใน
2 รปู แบบคอื นำ้� มนั สน (Turpentine Oil) และชนั สน (Rosin) (ภาพที่ 34) อยา่ งไรกต็ าม
ผลผลติ ทง้ั 2 รปู แบบ มลี กั ษณะ คณุ สมบตั ิ และการนำ� ไปใชป้ ระโยชนท์ แ่ี ตกตา่ งกนั ดงั นี้

กข
ภาพท่ี 34 นำ�้ มันสน (ก) และชนั สน (ข) 

2.1 การใช้ประโยชน์ยางสนขั้นปฐมภูมิ (ภาพที่ 35)
2.1.1 นำ้� มนั สน เปน็ ของเหลวใส ตดิ ไฟ กลน่ิ ฉนุ รสขม และไมล่ ะลายในนำ�้
สามารถใช้ในการผสมสีใช้พิมพ์ลายผ้า ใช้ผสมน้�ำมันชักเงา ใช้ท�ำสีรองพ้ืนไม้กัน
เชอื้ รา ใชท้ ำ� นำ้� มนั ทำ� ความสะอาด ใชท้ ำ� นำ้� ยาขดั รองเทา้ ใชท้ ำ� นำ�้ ยาขดั พนื้ ใชใ้ นการทำ�
การบูรเทียม และใช้เป็นตัวท�ำละลายไขมัน ยาง และอ่ืน ๆ อีกท้ังยังใช้ประโยชน์ใน
ทางการแพทย์ เชน่ สารฆ่าเชอ้ื โรค และยาถ่ายพยาธิ ฯลฯ
2.1.2 ชนั สนเปน็ ของแขง็ เปราะโปรง่ แสงสเี หลอื งอำ� พนั และไมล่ ะลายในนำ้�
แตล่ ะลายในตวั ทำ� ละลายอนิ ทรยี ์ สามารถใชท้ ำ� นำ�้ มนั ชกั เงา ใชใ้ นทางการแพทย์ ใชท้ ำ� กาว
ใชท้ ำ� สารกนั ความชน้ื ในกระดาษ ใชท้ ำ� สารผสมในหมกึ หรอื สารเคลอื บผวิ หรอื สารเชอื่ ม
ใช้ในอุตสาหกรรมสบู่หรือผงซักฟอก ใช้บัดกรีโลหะ และใช้เป็นวัตถุดิบเจือปนกับคร่ัง
และชนั ตะเคยี น อกี ทงั้ ยงั ใชท้ ำ� เครอ่ื งสายทต่ี อ้ งใชค้ นั ชกั ทง้ั ในดนตรไี ทยและดนตรสี ากล

กข
ภาพที่ 35 ตวั อยา่ งการใชป้ ระโยชน์ยางสนขัน้ ปฐมภมู ิ เมื่อ ก) ยางสนซอ ข) สบู่

2.2 การใช้ประโยชนย์ างสนขัน้ ทตุ ิยภมู ิ
การใชป้ ระโยชนย์ างสนขนั้ ทตุ ยิ ภมู จิ ะตอ้ งนำ� นำ�้ มนั สนไปสกดั ใหไ้ ดส้ ารเคมี
เด่น เช่น แอลฟาไพนีน เบตาไพนีน แคมฟีน 3-คารีน และเลมูนีน ฯลฯ ซึ่งสารเคมี
เหล่าน้ีจะเป็นตัวก�ำหนดประเภทของผลิตภัณฑ์ และแนวทางในการเพ่ิมมูลค่าของ
นำ้� มันสน (ตารางท่ี 10 และ ภาพท่ี 36)

47

ท้ังน้ีพบว่า ไม้สนสองใบเหมาะแก่การน�ำไปผลิตเป็นสารให้ความหอม ขณะท่ี
ไม้สนโอคาร์ปาเหมาะแก่การน�ำไปผลิตเป็นสารให้ความหอม ยารักษาโรค และสาร
ปรงุ แต่งในพลาสตกิ ส่วนไม้สนเทคูนูมานเี หมาะแก่การนำ� ไปผลิตเป็นสารกำ� จดั ศตั รพู ชื
สารท�ำความสะอาด ตวั ท�ำละลาย สารปรุงรส และสารปรงุ กลนิ่

ตารางท่ี 10 สารเคมีทีไ่ ดจ้ ากการสกัดนำ�้ มันสนและการใชป้ ระโยชน์

สารเคมี การใชป้ ระโยชน์
แอลฟาไพนีน สารให้ความหอม
เบตาไพนีน สารให้ความหอม
ยารักษาโรค สารปรุงแตง่ ในพลาสตกิ และสารให้ความหอม
แคมฟนี สารกำ� จดั ศัตรพู ืช
3-คารนี สารท�ำความสะอาด ตวั ทำ� ละลาย สารปรงุ รส และสารปรงุ กลน่ิ
เลมนู ีน

ท่มี า : กรมป่าไม้ (2562)

ภาพที่ 36 ตัวอยา่ งการใชป้ ระโยชนย์ างสนขนั้ ทตุ ยิ ภมู ิ
ทมี่ า : https://thai.alibaba.com, https://www.pine-chemicals.com

48 คูม่ ือ การปลกู และการจัดการไม้สน เพ่อื การอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู และใช้ประโยชน์บนพื้นท่สี งู

3. การพฒั นาผลติ ภัณฑจ์ ากไม้สนและยางสน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไม้สนและยางสนสามารถท�ำได้หลากหลายรูปแบบ
โดยมีข้ันตอนและวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน ซึ่งในท่ีน้ีจะขอยกตัวอย่างการพัฒนา
ผลิตภณั ฑจ์ ากไม้สนและยางสน พอเปน็ สังเขป ดงั นี้
3.1 การพฒั นาผลิตภณั ฑ์จากไม้สน
3.1.1) ท่ีแขวนพวงกุญแจ
1. การออกแบบ
ทแี่ ขวนพวงกญุ แจน้ถี กู ออกแบบให้มีชอ่ งแขวนพวงกญุ แจ จำ� นวน 5 ช่อง โดย
กำ� หนดใหม้ คี วามยาว ความกว้าง และความหนา เท่ากบั 300, 40 และ 25 มลิ ลิเมตร
ตามล�ำดบั (ภาพที่ 37)
2. การผลิต
- ตดั แผน่ ไมใ้ หม้ ีขนาดตามต้องการ
- วางลกู ปัดลงบนแผ่นไม้ เพ่ือวดั ความห่างของชอ่ งทจี่ ะตดั
- ใช้เครอื่ งเลือ่ ยไม้ เลอื่ ยแผ่นไมเ้ ป็นชอ่ ง ๆ โดยให้มีความลึกประมาณ 2 นิว้
- เจาะรแู ละใส่สกรขู ้างหลังแผ่นไม้ เพ่ือท�ำท่แี ขวนติดผนัง
- ร้อยลกู ปดั กับเชอื กหนงั และมดั เชอื กหนงั ไวก้ ับห่วงพวงกญุ แจ
- ขดั และตกแต่งผวิ เนื้อไมใ้ ห้สวยงาม

ภาพท่ี 37 ผลิตภณั ฑ์ท่ีแขวนพวงกุญแจจากไม้สน

49

3.1.2) แทน่ วางโทรศพั ทม์ ือถอื
1. การออกแบบ
แทน่ วางโทรศัพท์มือถอื นีถ้ ูกออกแบบใหม้ คี วามยาว และความกว้าง เท่ากบั 90
และ 75 มิลลิเมตร ตามลำ� ดบั (ภาพท่ี 38)
2. การผลิต
- ตัดแผน่ ไม้ให้มีขนาดตามตอ้ งการ
- ใช้เครอื่ งเล่ือยไม้ เลอ่ื ยเปดิ รอ่ งใหพ้ อดกี บั ขนาดของโทรศัพทม์ ือถอื
- ขัดและตกแตง่ ผวิ เน้ือไมใ้ หส้ วยงาม

ภาพที่ 38 ผลิตภัณฑ์แทน่ วางโทรศพั ท์มอื ถือจากไมส้ น

50 คมู่ อื การปลูกและการจัดการไมส้ น เพ่อื การอนุรักษ์ ฟน้ื ฟู และใชป้ ระโยชนบ์ นพืน้ ทสี่ ูง


Click to View FlipBook Version