3.1.3) ถาดใสผ่ ลไม้
1. การออกแบบ
ถาดใสผ่ ลไมน้ ี้ถูกออกแบบใหม้ ีความยาว ความกวา้ ง และความสูง เท่ากับ 40,
30 และ 20 เซนติเมตร ตามลำ� ดับ (ภาพท่ี 39)
2. การผลิต
- ตดั แผน่ ไมใ้ หม้ ขี นาดตามตอ้ งการ
- นำ� แผน่ ไมท้ ีเ่ ป็นส่วนประกอบด้านขา้ ง
ทัง้ หมดมาบงั ใบตามความหนาของแผน่ พ้ืนโดยใช้ดอกกัดตรง
- น�ำแผน่ ไมท้ ่ีไดข้ า้ งต้นมาปาดท�ำมุม 45 องศา ทงั้ 2 ด้าน โดยใช้ดอกกัดรูปตวั วี
- นำ� แผน่ ไมท้ ี่ได้ข้างตน้ มาประกอบเข้าหากนั พร้อมกับแผน่ พนื้ จากนัน้ ตดิ กาว
ให้แน่น
- เจาะรู พร้อมร้อยเชือกเพือ่ ท�ำเปน็ หูห้ิว
- ขัดและตกแตง่ ผิวเนอ้ื ไม้ให้สวยงาม
ภาพที่ 39 ผลติ ภณั ฑถ์ าดใส่ผลไมจ้ ากไมส้ น
51
3.1.4) กล่องใส่ของอเนกประสงค์
1. การออกแบบ
กลอ่ งใสข่ องอเนกประสงคน์ ถี้ กู ออกแบบใหม้ คี วามยาว ความกวา้ ง และความสงู
เทา่ กับ 33.02, 8.89 และ 8.89 เซนตเิ มตร ตามลำ� ดบั (ภาพที่ 40)
2. การผลติ
- ตัดแผน่ ไม้ จำ� นวน 8 ชน้ิ ใหม้ ขี นาด ดังนี้
A และ B : กว้าง 7.62 เซนตเิ มตร สูง 8.89 เซนติเมตร
C : กวา้ งและสงู 8.89 เซนติเมตร
D และ E : กว้าง 33.02 เซนติเมตร สงู 8.89 เซนตเิ มตร
F : กว้าง 24.13 เซนตเิ มตร สงู 6.35 เซนติเมตร
G : กว้าง 24.13 เซนติเมตร สงู 3.81 เซนตเิ มตร
H : กวา้ ง 8.89 เซนติเมตร สูง 9.53 เซนตเิ มตร
- ขัดแผน่ ไมท้ ัง้ 8 ชิ้น ให้เรยี บ
- ประกอบไมช้ น้ิ A B และ C เขา้ หากนั จากนน้ั ตดิ กาวเขา้ กบั ไมช้ นิ้ D (ฐานของกลอ่ ง)
- นำ� ไมช้ ิ้น E มาทากาว พร้อมประกอบในแนวต้งั ฉากกบั ไมช้ น้ิ D เพอื่ ประกบกับ
ไมช้ ้นิ A B และ C กลายเป็นกล่องใส่ดนิ สอ
- น�ำไม้ชิ้น F และ G มาทากาว พร้อมประกอบในแนวขนานกับไม้ชิ้น E
ตามล�ำดับ จากนน้ั ติดไม้ชิ้น H
- ตกแต่งใหส้ วยงาม
ภาพท่ี 40 ผลติ ภณั ฑก์ ลอ่ งใสข่ อง
อเนกประสงคจ์ ากไมส้ น
52 คมู่ ือ การปลกู และการจัดการไมส้ น เพอื่ การอนุรกั ษ์ ฟ้นื ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพืน้ ท่ีสงู
3.1.5) เกา้ อี้
1. การออกแบบ
เกา้ อน้ี ถ้ี กู ออกแบบใหม้ คี วามยาว ความกวา้ ง และความสงู เทา่ กบั 30 เซนตเิ มตร
(ภาพที่ 41)
2. การผลิต
- ตดั แผน่ ไมใ้ หม้ ขี นาดตามต้องการ
- ขดั และตกแต่งผวิ เน้อื ไมใ้ ห้สวยงาม
- ประกอบเกา้ อ้ี โดยใช้ค้อนและตะปู
ภาพที่ 41 ผลิตภณั ฑ์เก้าอี้จากไม้สน
ท่ีมา : https://shopee.co.th
53
3.2 การพัฒนาผลิตภณั ฑจ์ ากยางสน
1) ยางสนสำ� หรบั เครือ่ งดนตรีประเภทเครือ่ งสี
- เลือกเกรดของยางสนตามต้องการ
- ตม้ กอ้ นยางสน โดยใชอ้ ณุ หภมู ปิ านกลาง คนไปเรอื่ ย ๆ จนละลายหมดทง้ั กอ้ น
- เทยางสนทลี่ ะลายเรยี บร้อยแลว้ ลงพิมพ์ท่ีเตรียมไว้ ทง้ั น้รี ะวังอย่าให้ตะกอน
กน้ หมอ้ ลงไปด้วย
- รอให้ยางสนหมาด จากนั้นใช้ไดร์ร้อนเป่าด้านหน้าของยางสน เพื่อไล่
ฟองอากาศ
- ถอดยางสนออกจากพิมพ์ และใช้ไดร์ร้อนเป่าด้านข้างของยางสน เพ่ือให้
ก้อนของยางสนเรียบ (ภาพที่ 42)
ภาพท่ี 42 ตวั อยา่ งยางสนส�ำหรับเคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องสี
ท่มี า : https://churairatmusic.com
2) สารเคลือบผิว
- ผสมชนั สนกับตวั ท�ำละลาย (ทนิ เนอร์) ในอตั ราส่วน 1 : 2 คนใหเ้ ขา้ กัน
- น�ำสารละลายที่ได้ทาลงบนผิวไม้ให้ท่ัว รอให้แห้ง หลังจากนั้นขัดผิวไม้
ด้วยกระดาษทราย
- ทาสารละลายซ้�ำอีก จำ� นวน 4 รอบ (ภาพที่ 43)
ภาพท่ี 43 การใช้สารเคลือบผวิ
54 คมู่ ือ การปลกู และการจัดการไมส้ น เพือ่ การอนุรกั ษ์ ฟ้ืนฟู และใชป้ ระโยชน์บนพน้ื ทส่ี งู
กฎหมายและระเบยี บที่เกี่ยวขอ้ งกับไม้สน
1. พระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พุทธศักราช 2484 และท่แี กไ้ ขเพ่ิมเตมิ
1.1 การท�ำไม้
สนเขา สน เก๊ยี ะ จว๋ ง ไต้ และแปก (Pinus spp.) จดั เป็นไมห้ วงหา้ มธรรมดา
ประเภท ก ล�ำดับท่ี 134 ตามพระราชกฤษฎีกาก�ำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530
ดงั นั้นหากตอ้ งการทำ� ไม้ดังกลา่ วจงึ ต้องไดร้ บั อนุญาตจากพนกั งานเจ้าหน้าที่ หรอื ได้รบั
สัมปทานก่อน และยังต้องปฏิบัติตามข้อก�ำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาตน้ัน
ตามความในมาตรา 11 วรรคหน่ึง แหง่ พระราชบัญญตั ปิ ่าไม้ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2494
(“ทำ� ไม้” หมายความว่า ตดั ฟัน กาน โค่น ลดิ เลื่อย ผา่ ถาก ทอน ขดุ ชักลากไมใ้ น
ป่าหรือน�ำไม้ออกจากป่าด้วยประการใด ๆ) ท้งั นห้ี ากฝา่ ฝืนต้องระวางโทษจ�ำคุกไมเ่ กนิ
5 ปี หรอื ปรบั ไม่เกนิ 50,000 บาท หรือทัง้ จำ� ทั้งปรบั
เวน้ แต่ สนเขา สน เก๊ียะ จ๋วง ไต้ และแปก น้ัน จะขึ้นอยู่ในทด่ี นิ ท่ีมีกรรมสิทธ์ิ
หรอื สทิ ธคิ รอบครองตามประมวลกฎหมายทด่ี นิ หรอื ทดี่ นิ ทไี่ ดร้ บั อนญุ าตใหท้ ำ� ประโยชน์
ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศก�ำหนด โดยความเห็นชอบของ
คณะรัฐมนตรี เพราะไม้ทุกชนิดท่ีข้ึนในที่ดินดังกล่าวข้างต้นไม่ถือเป็นไม้หวงห้ามตาม
ความในมาตรา 7 วรรคหนึ่งแหง่ พระราชบญั ญัตปิ ่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 ฉะนน้ั
จงึ สามารถท�ำไม้ในพ้ืนทดี่ ังกล่าวได้ โดยไม่ต้องขออนญุ าตจากพนกั งานเจา้ หน้าที่ หรือ
ไดร้ ับสัมปทานก่อน
นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถยื่นค�ำขอรับรองไม้หรือค�ำขอหนังสือรับรองไม้
ผลิตภัณฑ์ไม้ และถ่านไม้เพื่อการค้าหรือการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรได้ ด้วยการ
ด�ำเนินการตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองไม้ พ.ศ. 2563 และ
ระเบยี บกรมปา่ ไมว้ า่ ดว้ ยการออกหนงั สอื รบั รองไม้ ผลติ ภณั ฑไ์ ม้ และถา่ นไม้ เพอ่ื การคา้
หรอื การส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2563 ได้อีกด้วย
1.2 การเก็บหาของปา่
ชนั ทกุ ชนดิ ถา่ นไมท้ กุ ชนดิ นำ้� มนั ยาง และยางสน จดั เปน็ ของปา่ หวงหา้ มลำ� ดบั ที่
3, 7, 8 และ 15 ตามพระราชกฤษฎกี ากำ� หนดของปา่ หวงหา้ ม พ.ศ. 2530 ดงั นน้ั ผเู้ กบ็ หา
หรอื ทำ� อนั ตรายดว้ ยประการใด ๆ แกข่ องปา่ หวงหา้ มดงั กลา่ ว จะตอ้ งไดร้ บั อนญุ าตจาก
พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ และเสยี คา่ ภาคหลวง (คา่ ภาคหลวงไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 10 ของราคาตลาด
ในราชอาณาจักร โดยเฉล่ียจากราคาของของป่าหวงห้ามนั้น) อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตาม
ข้อก�ำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาตสำ� หรบั การเก็บหาของปา่ ชนดิ นน้ั ๆ ตาม
55
ความในมาตรา 29 วรรคหน่ึง แห่งพระราชบญั ญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2494
นอกจากน้ียังห้ามมิให้ผู้ใดค้าหรือมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองเกินปริมาณ
ที่รัฐมนตรีประกาศก�ำหนดในราชกิจจานุเบกษา
เวน้ แต่ ไดร้ บั อนญุ าตจากพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี และตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขอ้ กำ� หนดในกฎ
กระทรวงและในการอนญุ าตนน้ั ตามความในมาตรา 29 ทวิ วรรคหนงึ่ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ป่าไม้ (เพม่ิ โดยประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ที่ 116) พ.ศ. 2515 ท้งั นีห้ ากฝ่าฝืนต้อง
ระวางโทษจำ� คุกไมเ่ กนิ 1 ปี หรือปรับไมเ่ กิน 10,000 บาท หรอื ท้งั จำ� ทั้งปรับ
1.3 การแผว้ ถางป่า
หา้ มมิให้ผูใ้ ดก่อสรา้ ง แผ้วถาง หรอื เผาป่า หรอื กระทำ� ด้วยประการใด ๆ อันเปน็
การทำ� ลายปา่ หรือเข้ายึดถือ หรือครอบครองป่า เพ่อื ตนเองหรือผู้อน่ื
เวน้ แต่ จะกระทำ� ภายในเขตทไ่ี ดจ้ ำ� แนกไวเ้ ปน็ ประเภทเกษตรกรรม และรฐั มนตรี
ไดป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษาหรอื โดยไดร้ บั อนญุ าตจากพนกั งานเจา้ หนา้ ทตี่ ามความ
ในมาตรา 54 วรรคหนง่ึ แหง่ พระราชบญั ญตั ิป่าไม้ (ฉบบั ที่ 5) พ.ศ. 2518
ท้ังน้หี ากฝา่ ฝืนตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ 5 ปี หรอื ปรับไมเ่ กิน 50,000 บาท
หรอื ท้งั จำ� ทงั้ ปรบั (ในกรณีกระทำ� เปน็ เนือ้ ท่เี กิน 25 ไร่ ตอ้ งระวางโทษจำ� คุกต้งั แต่ 2 ถึง
15 ปี และปรับตัง้ แต่ 10,000 ถงึ 100,000 บาท)
56 คมู่ ือ การปลกู และการจดั การไม้สน เพอื่ การอนุรกั ษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชนบ์ นพืน้ ท่ีสงู
2. พระราชบัญญตั ปิ า่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507 และท่ีแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ
2.1 การแผ้วถางปา่
ในเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ หา้ มมิให้บคุ คลใดยึดถอื ครอบครอง ทำ� ประโยชน์ หรอื
อยู่อาศยั ในท่ดี ินก่อสรา้ ง แผ้วถาง เผาป่า ท�ำไม้ เกบ็ หาของป่า หรอื กระทำ� ด้วยประการ
ใด ๆ อนั เปน็ การเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาตติ ามความในมาตรา 14 วรรคหนง่ึ
แหง่ พระราชบญั ญัตปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2528
ทัง้ นีห้ ากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำ� คกุ ตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และปรบั ตงั้ แต่ 20,000
ถงึ 200,000 บาท (ในกรณกี ระทำ� เป็นเนื้อทีเ่ กนิ 25 ไร่ หรอื ก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่
ไม้สกั ไมย้ าง ไมส้ นเขา ไมห้ วงหา้ มประเภท ข หรอื ไมอ้ น่ื ๆ รวมกนั เกิน 20 ต้นตอ่ ท่อน
ตน้ น้�ำล�ำธารและพืน้ ท่ีชายฝัง่ ต้องระวางโทษจำ� คกุ ตงั้ แต่ 4 ถงึ 20 ปี และปรบั ตัง้ แต่
200,000 ถงึ 2,000,000 บาท)
2.2 การท�ำไมห้ รือการเกบ็ หาของป่า
การทำ� ไม้หรอื การเกบ็ หาของปา่ (“ของปา่ ” หมายความวา่ สงิ่ ตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ
หรือมอี ยูใ่ นป่าเปน็ ต้นว่า (1) ไมฟ้ นื ถา่ น เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมลด็ ผลไม้ หนอ่ ไม้
ชนั ไม้ และยางไม้ (2) หญา้ ออ้ พง แขม ปรือ คา กก กระจูด กล้วยไม้ กดู เห็ด และพืช
อืน่ ๆ (3) ซากสัตว์ ไข่ หนัง เขา นอ งา กราม ขนาย กระดกู ขน รงั นก ครงั่ รังผึง้ นำ้� ผงึ้
ขี้ผ้ึง และมูลค้างคาว และ (4) ดิน หิน กรวย ทราย แร่ และน้�ำมัน ในเขตป่าสงวน
แหง่ ชาตใิ หก้ ระทำ� ไดเ้ มอ่ื ไดร้ บั อนญุ าตจากพนกั งานเจา้ หนา้ ทห่ี รอื เมอ่ื พนกั งานเจา้ หนา้ ที่
ได้ประกาศอนุญาตไว้เป็นคราว ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแห่งใดแห่งหน่ึงโดยเฉพาะ
ตามความในมาตรา 15 วรรคหนง่ึ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
ทง้ั นหี้ ากฝ่าฝนื ตอ้ งระวางโทษจ�ำคุกต้ังแต่ 1 ถึง 10 ปี และปรับตัง้ แต่ 20,000
ถึง 200,000 บาท
2.3 การใชป้ ระโยชน์ในที่ดิน
2.3.1 อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมีอ�ำนาจอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าท�ำประโยชน์หรือ
อยู่อาศยั ในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตไิ ดค้ ราวละไม่นอ้ ยกวา่ 5 ปี แตไ่ มเ่ กิน 30 ปี ตามความ
ในมาตรา 16 วรรคหน่งึ แห่งพระราชบัญญัติปา่ สงวนแห่งชาติ (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2559
ทั้งนี้การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการ
พจิ ารณาการใชป้ ระโยชนใ์ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตวิ า่ ดว้ ยหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงอ่ื นไข
การขออนญุ าตและการอนญุ าตใหเ้ ขา้ ทำ� ประโยชนห์ รอื อยอู่ าศยั ในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2563
57
2.3.2 บคุ คลทท่ี ำ� ประโยชนห์ รอื อยอู่ าศยั ในเขตปรบั ปรงุ ปา่ สงวนแหง่ ชาตอิ ยแู่ ลว้
จนถึงวันที่ประกาศก�ำหนดเป็นเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ มีสิทธิท�ำประโยชน์หรือ
อยู่อาศัยในพื้นท่ีน้ันต่อได้ ถ้าอธิบดีหรือผู้ซ่ึงอธิบดีมอบหมายเห็นว่าบุคคลนั้นมีความ
จำ� เปน็ ตอ้ งอยตู่ อ่ เพอื่ การครองชพี แตต่ อ้ งไมเ่ กนิ 20 ไรต่ อ่ หนงึ่ ครอบครวั และมกี ำ� หนด
เวลาคราวละไม่น้อยกวา่ 5 ปี แต่ไมเ่ กนิ 30 ปี ทงั้ นี้จะได้รบั การยกเวน้ ค่าธรรมเนียม
ในปแี รก
นอกจากนี้บุคคลดังกล่าวยังสามารถขออนุญาตปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นเพิ่มเติม
จากพื้นท่ีที่ได้รับอนุญาตก่อนหน้าได้ แต่ต้องไม่เกิน 35 ไร่ต่อหนึ่งครอบครัว และ
มีก�ำหนดเวลาคราวละไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี และต้องเสียค่าธรรมเนียม
ตามท่ีกฎหมายก�ำหนดตามความในมาตรา 16 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ
ปา่ สงวนแหง่ ชาติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2528
2.3.3 ในกรณีท่ีป่าสงวนแห่งชาติมีสภาพเป็นป่าเส่ือมโทรม (ป่าเสื่อมโทรม
หมายความว่าป่าสงวนแห่งชาติท้ังหมด หรือบางส่วนมีสภาพเป็นป่าไร่ร้างเก่า หรือ
ทุ่งหญ้า หรือเป็นป่าที่ไม่มีไม้มีค่าข้ึนอยู่เลย หรือมีไม้มีค่าท่ีมีลักษณะสมบูรณ์เหลืออยู่
เปน็ สว่ นนอ้ ย และปา่ น้นั ยากท่ีจะกลบั ฟื้นคืนดตี ามธรรมชาติ)
อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่า
สงวนแห่งชาติ มีอ�ำนาจอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดท�ำการบ�ำรุงป่าหรือปลูกสร้าง
สวนป่าหรือไม้ยืนต้นได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ก�ำหนด โดยเสียค่าตอบแทน
ตามทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศกำ� หนด (กรณเี กนิ 1,000 ไรต่ อ่ รายตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก
คณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และได้รับอนุมัติ
จากคณะรัฐมนตรี) ตามความในมาตรา 20 วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวน
แห่งชาติ(ฉบบั ที่ 4) พ.ศ. 2559
ท้ังน้ีการขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการ
พจิ ารณาการใชป้ ระโยชนใ์ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตวิ า่ ดว้ ยหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงอื่ นไข
การขออนญุ าตและการอนญุ าตใหท้ ำ� การปลกู สรา้ งสวนปา่ หรอื ปลกู ไมย้ นื ตน้ ภายในเขต
ปา่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2563
นอกจากนี้บุคคลผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวยังสามารถยื่นค�ำขอขึ้นทะเบียนเป็น
สวนปา่ ตามความในมาตรา 5 วรรคหน่ึง แห่งพระราชบญั ญัติสวนปา่ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.
2558 เพ่ือรับสิทธิประโยชน์ตามที่พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 และท่ีแก้ไข
เพมิ่ เตมิ ได้ประกาศกำ� หนดไว้ได้อีกด้วย
58 ค่มู อื การปลูกและการจัดการไม้สน เพ่ือการอนรุ ักษ์ ฟื้นฟู และใชป้ ระโยชน์บนพื้นท่สี ูง
แนวทางการส่งเสริมการปลกู เพอื่ การอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู
และใชป้ ระโยชน์บนพืน้ ท่ีสงู
ทรัพยากรป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มีความส�ำคัญต่อการด�ำรงชีวิตของมนุษย์ทั้ง
ทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพ้ืนที่สูง เพราะที่ตั้งของชุมชน
บนพื้นทส่ี ูงส่วนใหญม่ กั เปน็ พื้นที่ปา่ ตน้ นำ�้ (ภาพที่ 44) จงึ ท�ำให้บุคคลเหล่านั้นมคี วาม
ใกลช้ ดิ กบั ทรพั ยากรปา่ ไมม้ ากกวา่ บคุ คลทว่ั ไป ดงั นนั้ การอำ� นวยประโยชนข์ องทรพั ยากร
ปา่ ไมต้ ่อมนุษย์ทง้ั ทางตรงและทางอ้อมกับวิถกี ารด�ำรงชวี ิตของมนุษย์ท่ีมีผลกระทบตอ่
ทรัพยากรป่าไม้จึงมีความชัดเจนมากกว่าบุคคลท่ัวไป ฉะน้ันเพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้
บนพ้ืนที่สูงให้คงอยู่ จึงจ�ำเป็นต้องมีการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมการปลูกเพ่ือการ
อนุรกั ษ์ ฟืน้ ฟู และใช้ประโยชน์บนพน้ื ทส่ี งู ทงั้ นีก้ ารพฒั นาแนวทางฯ นั้นควรเปน็ การ
พัฒนาเฉพาะของแต่ละพ้ืนท่ี เน่ืองจากในแต่ละพื้นที่มีบริบททางสังคม เศรษฐกิจ
สงิ่ แวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกลุ่มบุคคลท่ีแตกต่างกัน
ภาพที่ 44 การตง้ั บา้ นเรือนของชมุ ชนบนพ้นื ท่ีสงู (บา้ นวัดจนั ทร์ ต�ำบลบา้ นจนั ทร)์
อำ� เภอกัลยาณิวัฒนา จังหวดั เชียงใหม่
อย่างไรก็ตามในท่ีน้ีขอยกตัวอย่างแนวทางการส่งเสริมการปลูกเพื่อการอนุรักษ์
ฟนื้ ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพืน้ ทส่ี งู พรอ้ มปัจจัยและเง่ือนไขความสำ� เรจ็ ของการส่งเสริม
การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์บนพื้นที่สูง กรณีศึกษาชุมชนใน
พน้ื ท่ปี ่าสนวัดจันทร์ อำ� เภอกลั ยาณิวฒั นา จังหวัดเชียงใหม่ เพอ่ื ใช้เป็นแนวทางในการ
พัฒนาการสง่ เสรมิ การปลูกสำ� หรับพ้ืนทอ่ี นื่ ๆ ตอ่ ไป
59
1. แนวทางการส่งเสรมิ การปลกู เพอ่ื การอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู และใชป้ ระโยชนบ์ นพน้ื ทส่ี งู
1.1 การฟื้นฟูป่าใช้สอยของชุมชนและป่าหัวไร่ปลายนาของครัวเรือน เช่น
การส่งเสริมการปลูกไม้สนหรือไม้ใช้สอยชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไปชุมชนบนพื้นท่ีสูงมักมี
วถิ ีชวี ิตที่ผกู พันกับปา่ ดังน้ันหลายชมุ ชนจงึ มพี ้ืนทปี่ า่ ของชมุ ชน ทั้งในรูปแบบของการ
อนุรักษ์ และการใช้สอย รวมถึงการมีป่าครอบครัว เพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้
ของตนเอง ฉะน้ันการพัฒนาแนวทางการฟื้นฟูในพ้ืนท่ีป่าดังกล่าวจึงเป็นกิจกรรม
ที่สามารถด�ำเนินการได้ อย่างไรก็ตามการก�ำหนดขอบเขตของกิจกรรมควรก�ำหนดให้
เหมาะสมกบั สภาพพนื้ ท่นี นั้ ๆ ดว้ ย
1.2 การติดตามผลกระทบจากไฟป่าในพ้นื ทที่ ่อี ย่ใู นความดแู ลของชมุ ชน ท�ำให้
ชมุ ชนบนพน้ื ทส่ี งู มขี อ้ มลู สำ� หรบั ชแ้ี จงและสรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจใหก้ บั สงั คมทงั้ ภายใน
และภายนอกพน้ื ที่ ไดเ้ ขา้ ใจวา่ คนบนพน้ื ทสี่ งู ไมไ่ ดเ้ ปน็ ตน้ เหตขุ องการเกดิ ไฟปา่ ทสี่ ำ� คญั
คือ การติดตามผลกระทบจากไฟป่าในพื้นที่อย่างสมำ่� เสมอจะช่วยให้สามารถวางแผน
การจัดการกับไฟป่าในพน้ื ทไี่ ด้ง่าย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
1.3 การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการบังคับใช้กฎระเบียบหรือข้อตกลง
เกยี่ วกับการใชป้ ระโยชน์จากปา่ ในดา้ นตา่ ง ๆ ด้วยความโดดเดน่ เชิงพนื้ ท่ี ท�ำใหช้ ุมชน
บนพื้นท่ีสูงได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน
ในรปู แบบของโครงการตา่ ง ๆ อยเู่ สมอ แตก่ ารดำ� เนนิ กจิ กรรมในหลายพน้ื ทม่ี กั ไมป่ ระสบ
ความส�ำเร็จ เน่ืองจากชุมชนไม่มีความพร้อมส�ำหรับการให้ความร่วมมือกับโครงการ
หรือหากโครงการใดด�ำเนินการได้ส�ำเร็จชุมชนก็ไม่สามารถด�ำเนินกิจกรรมเหล่าน้ัน
ตอ่ ได้ เพราะขาดความเขม้ แขง็ ดงั นนั้ การเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพของชมุ ชนจงึ มคี วามจำ� เปน็
อยา่ งมาก เพอ่ื ไม่ใหเ้ วลา งบประมาณ กำ� ลงั คน และความร้ทู ่ที ุม่ ไปเสยี เปลา่
1.4 การสร้างการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าต้นน�้ำของชุมชนและการพัฒนา
เครือข่าย ป่าต้นน้�ำเป็นแหล่งทรัพยากรท่ีมีความส�ำคัญต่อการด�ำรงชีวิตของชุมชน
บนพื้นท่ีสูง ท�ำให้ชุมชนบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่บริหารจัดการป่าต้นน�้ำในรูปแบบของ
ป่าอนรุ กั ษค์ อื ไมใ่ หม้ กี ารนำ� ไมใ้ นพื้นท่ไี ปใชป้ ระโยชน์ และด้วยป่าต้นน�ำ้ ในหลายพนื้ ท่ี
มีขนาดใหญ่จนมีอาณาเขตติดต่อกับชุมชนอ่ืน ๆ ส่งผลให้เกิดการขยายเครือข่ายของ
การอนุรักษ์ ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีล้วนเป็นการเพิ่มศักยภาพของการสร้างการมีส่วนร่วมของ
ชมุ ชนในการฟน้ื ฟปู า่ อกี ทงั้ ยงั ชว่ ยสรา้ งความรกั และความหวงแหนปา่ ใหเ้ กดิ ขนึ้ ในจติ ใจ
ของคนในชมุ ชนดว้ ย
60 คมู่ ือ การปลกู และการจดั การไมส้ น เพอ่ื การอนุรักษ์ ฟน้ื ฟู และใชป้ ระโยชน์บนพ้ืนทีส่ ูง
2. ปัจจัยและเง่ือนไขความส�ำเร็จของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ฟ้ืนฟู และใช้ประโยชน์บนพื้นทีส่ ูง
2.1 ผ้นู �ำชมุ ชนและผนู้ ำ� ในการด�ำเนินกจิ กรรมต่าง ๆ : ไมว่ ่าจะเปน็ ผู้นำ� ที่เปน็
ทางการหรอื ผูน้ �ำท่ีไม่เป็นทางการ เช่น ผู้นำ� ชุมชน ผูน้ �ำท้องถน่ิ ปราชญ์ชาวบา้ น และ
ผู้บริหารของส่วนราชการ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทส�ำคัญในการเอื้อหรือส่งเสริม
ให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม ด้วยการเป็นผู้น�ำการเปล่ียนแปลง (Change Agent)
เปน็ ผสู้ ง่ เสรมิ สนบั สนนุ กระบวนการ (Facilitator) เปน็ ผกู้ ระตนุ้ ใหเ้ กดิ กจิ กรรม (Advoca-
tor) เปน็ ผไู้ กลเ่ กลย่ี กรณที เ่ี กดิ ปญั หา (Mediator) และเปน็ ผเู้ สรมิ สรา้ งพลงั (Empower)
ทีช่ ่วยใหก้ ารด�ำเนินกิจกรรมต่าง ๆ บรรลุเปา้ หมายท่ีวางไว้
2.2 ความเขม้ แขง็ ของภาคประชาชน : การมีส่วนรว่ มทเ่ี กิดจากภาคประชาชน
ท่ีมจี ิตสาธารณะ มคี วามต้ังใจ และมีความกระตอื รอื รน้ ยอ่ มทำ� ใหก้ ารพัฒนาและการ
แก้ไขปัญหาทรัพยากรป่าไม้ในพ้ืนที่มีความรวดเร็ว ตรงประเด็น และตอบสนองต่อ
ความต้องการทแ่ี ท้จริงของประชาชน
2.3 การท�ำงานแบบพหุภาคีหรือภาคีเครือข่าย : ซ่ึงเป็นเครือข่ายท่ีเกิดจาก
การรวมตัวกันของสมาชิกเครือข่ายที่มาจากหลาย ๆ ภาคส่วน จะช่วยให้สมาชิกเกิด
ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) และเป็นหุ้นส่วนในการท�ำงาน ท�ำให้
เกิดการเชอื่ มประสานการท�ำงานในพืน้ ท่ี อกี ท้งั ยงั มีการแลกเปลย่ี นเรียนรรู้ ่วมกนั อย่าง
ตอ่ เน่ือง สง่ ผลใหเ้ กิดการท�ำงานแบบหุ้นสว่ นความรว่ มมืออย่างยงั่ ยืน
2.4 ความไวว้ างใจ ความเช่อื ม่นั ความศรทั ธา และการยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั :
เปน็ เงอื่ นไขทส่ี ำ� คญั ของการสรา้ งกระบวนการมสี ว่ นรว่ ม เพราะการมคี วามรสู้ กึ ดงั กลา่ ว
จะช่วยให้การท�ำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กับประชาชน มีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขนึ้
2.5 การใชช้ อ่ งทางการสอื่ สารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ : การสอื่ สารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพทงั้
การเผยแพรข่ อ้ มลู ขา่ วสาร การประชาสมั พนั ธ์ การรบั ฟงั ความคดิ เหน็ หรอื ขอ้ เสนอแนะ
ทำ� ใหก้ ารรบั รขู้ อ้ มูลมคี วามครบถว้ น ถกู ตอ้ ง และทนั เหตุการณ์ จนนำ� ไปสู่ความเข้าใจ
รว่ มกันในการปฏิบัติงาน
2.6 ระบบฐานขอ้ มลู ท่ีดี : ต้องมีการพฒั นาหรอื ปรับปรงุ ให้ทันสมัย ด้วยการนำ�
เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถน�ำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ อ้างอิง
ตลอดจนประกอบการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของพ้ืนท่ีหรือชุมชนได้อย่างถูกต้อง
และทนั ตอ่ สถานการณ์ทเ่ี ปล่ียนแปลงไป
61
2.7 ระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการด�ำเนินงานหรือโครงการ
แบบมีส่วนร่วม : การเปดิ ใหผ้ ้มู สี ่วนไดส้ ว่ นเสยี ทเ่ี กยี่ วข้องทกุ ภาคส่วนเขา้ มามีบทบาท
ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการด�ำเนินงานจะช่วยให้โครงการเกิดความ
โปรง่ ใส อีกท้ังยงั สรา้ งความเช่อื มัน่ ตอ่ การใชง้ บประมาณให้กบั ผู้ท่ีเก่ยี วข้อง
2.8 การจดั การความรู้จากการถอดบทเรียน : การด�ำเนนิ งานในพืน้ ทใ่ี ด ๆ จะทำ�
ใหท้ ราบถงึ รปู แบบหรอื วธิ กี ารดำ� เนนิ งาน ปญั หา อปุ สรรค และผลสำ� เรจ็ ทเ่ี กดิ ขนึ้ รวมถงึ
ปัจจัยท่ีมีผลต่อความส�ำเร็จของพื้นท่ีนั้น ๆ ซ่ึงความรู้ที่ได้จากการด�ำเนินงานดังกล่าว
สามารถน�ำไปขยายผลหรือน�ำไปประยุกต์ใช้ในการด�ำเนินงานในพ้ืนที่อื่นหรือโครงการ
อ่นื ๆ เพอ่ื ให้เกิดการพฒั นาต่อยอดต่อไป
62 คมู่ อื การปลกู และการจดั การไม้สน เพือ่ การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชนบ์ นพืน้ ท่สี งู
บรรณานุกรม
กรมป่าไม.้ (2514). ความรู้และการค้นคว้าทดลองเก่ียวกับไม้สนในประเทศไทย.
หนว่ ยชนั สนกองคน้ ควา้ , กรงุ เทพฯ.
_______. (2541). การจัดการเมล็ดไม้สน. ส่วนวนวัฒนวิจัย ส�ำนักวิชาการป่าไม้,
กรุงเทพฯ.
_______. (2541). ไมส้ น. สว่ นวนวัฒนวจิ ัย ส�ำนักวชิ าการป่าไม,้ กรงุ เทพฯ.
_______. (2547). สนสามใบ. ศนู ยว์ นวฒั นวิจยั เชยี งใหม,่ เชียงใหม.่
_______. (2547). สนโอคารป์ า. ศูนยว์ นวัฒนวิจัยเชียงใหม่, เชยี งใหม.่
_______. (2548). ไม้จ�ำพวกสนและการตรวจพิสูจน์. ส�ำนกั วิจยั การจัดการป่าไม้และ
ผลติ ผลปา่ ไม้, กรุงเทพฯ.
_______. (2550). สนคารเิ บยี . ศนู ยว์ นวฒั นวจิ ยั ภาคเหนอื กลมุ่ งานวนวฒั นวจิ ยั สำ� นกั
วิจัยการจัดการปา่ ไมแ้ ละผลติ ผลปา่ ไม้, กรุงเทพฯ.
_______. (2551). การปรบั ปรงุ พนั ธไ์ุ มส้ นในประเทศไทย. ศนู ยว์ นวฒั นวจิ ยั ภาคเหนอื
กลุ่มงานวนวัฒนวจิ ัย สำ� นักวจิ ัยและพัฒนาการปา่ ไม,้ กรงุ เทพฯ.
_______. (2551). สนสองใบ. ศนู ยว์ นวฒั นวจิ ยั ภาคเหนอื กลมุ่ งานวนวฒั นวจิ ยั สำ� นกั
วจิ ยั และพฒั นาการปา่ ไม้, กรงุ เทพฯ.
_______. (2562). คู่มือส�ำหรบั ประชาชน การปลูกไม้มคี า่ ทางเศรษฐกิจ. ห้างห้นุ ส่วน
จ�ำกดั พรี-วนั , กรุงเทพฯ.
_______. (2562). 50 ปี ไม้สน. ศนู ย์วนวฒั นวิจยั ภาคเหนือ สว่ นวนวฒั นวจิ ัย ส�ำนัก
วิจยั และพัฒนาการป่าไม้, กรุงเทพฯ.
คณะวนศาสตร์. 2550). วนวัฒนวิทยา : พ้ืนฐานการปลูกป่า. อักษรสยามการพิมพ์,
กรุงเทพฯ.
_______. (2562). โครงการศึกษาฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้อย่างย่ังยืน
ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านวัดจันทร์. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
กรงุ เทพฯ.
ดอกรัก มารอด และ อุทิศ กุฏอินทร์. (2552). นิเวศวิทยาป่าไม้. ภาควิชาชีววิทยา
ปา่ ไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร,์ กรุงเทพฯ.
ไทยคารเ์ พ็นเตอร.์ (2563). การท�ำถาดใส่ผลไม้. แหล่งท่มี า : https://www.thaicar
penter.com/D-I-Y-Do-it-your-self/DIY-4 การท�ำถาดใส่ผลไม้ .html,
16 กรกฎาคม (2563).
63
บ้านไอเดีย. (2563). การท�ำกล่องใสข่ องอเนกประสงค.์ แหลง่ ทีม่ า : https://www.
banidea.com/d-i-y-wood-desk-organizer/, 16 กรกฎาคม 2563.
บุญชบุ บุญทวี และ สขุ สนั ต์ สายวา. (2540). การจัดหาเมล็ดพนั ธุไ์ ม้เพ่ือการปลกู ปา่
ในประเทศไทย. สว่ นวนวฒั นวจิ ยั สำ� นกั วชิ าการปา่ ไม้ กรมปา่ ไม,้ กรงุ เทพฯ.
ลักขณา เรืองผล. (2557). การผลิตยางสนสำ� หรบั เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสขี องนาย
จกั รนิ จนั ทนภมุ มะ.โครงงานปรญิ ญาตรี สาขาวชิ าดนตรไี ทย ภาควชิ าดนตรี
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร,์ กรุงเทพฯ.
ศูนย์วิจัยป่าไม้. (2563). โครงการศึกษาชนิด/พันธุ์ไม้สนเพื่อปลูกเป็นสวนป่าและการ
อนุรักษ์ในพ้ืนท่ีโครงการหลวงวัดจันทร์. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
กรงุ เทพฯ.
สาโรจน์ วัฒนสุขสกุล. (2544). สนคาริเบีย. ส่วนวนวัฒนวิจัย ส�ำนักวิชาการป่าไม้
กรมปา่ ไม้, กรุงเทพฯ.
ส�ำนกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2563). พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศกั ราช 2484.
แหลง่ ทม่ี า : http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%BB26/%BB26-
20-9999-update.pdf, 6 สงิ หาคม 2563.
_______. (2563). พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507. แหลง่ ท่ีมา : http://
web.krisdika.go.th/data/law/law2/%BB27/%BB27-20-9999-update.
pdf, 6 สงิ หาคม 2563.
_______. (2563). พระราชบัญญตั ิสวนปา่ พ.ศ. 2535. แหลง่ ท่ีมา : http://web.
krisdika.go.th/data/law/law2/%BB20/%BB20-20-9999-update.pdf, 6 สงิ หาคม
2563.
64 ค่มู ือ การปลกู และการจัดการไม้สน เพ่ือการอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู และใชป้ ระโยชนบ์ นพ้นื ทีส่ งู