รายงาน
เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์
โดย
นายกฤตยชญ์ ศรีฮาตร์ เลขที่ ๑
นายณัฐจักขณ์ เรืองฤทธิโรจน์ เลขที่ ๓
นายภูวดล มามาก เลขที่ ๕
นางสาวจิรัชญา เฟื่องผล เลขที่ ๑๑
นางสาวปราณปรียา ตาสุ่ย เลขที่ ๑๒
เสนอ
ครูณัฐยา อาจมังกร
รายงาน
เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์
โดย
นายกฤตยชญ์ ศรีฮาตร์ เลขที่ ๑
นายณัฐจักขณ์ เรืองฤทธิโรจน์ เลขที่ ๓
นายภูวดล มามาก เลขที่ ๕
นางสาวจิรัชญา เฟื่องผล เลขที่ ๑๑
นางสาวปราณปรียา ตาสุ่ย เลขที่ ๑๒
เสนอ
ครูณัฐยา อาจมังกร
คำนำ ก
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ ๖ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาและ
ให้ผู้อ่านได้ค้นคว้าประวัติและความเป็นมาของสามัคคีเภทคำฉันท์ ทั้งนี้ในหนังสือฉบับนี้ได้จัดทำเป็น Power point เพื่ออำนวยความ
สะดวกในการเข้าถึงในการศึกษาค้นคว้าและนำเสนอบทสามัคคีเภทคำฉันท์ ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา
ประวัติผู้แต่ง จุดประสงค์ในการแต่ง ที่มาของเรื่องลักษณะ คำประพันธ์ เรื่องย่อก่อนบทเรียน การถอดคำประพันธ์ การอธิบายคำศัพท์จาก
เนื้อเรื่องรวมไปถึงคุณค่าทางวรรณคดี
คณะผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากมีความสนใจในเนื้อหาและเป็นคติข้อคิดที่ใกล้ตัว ทางคณะผู้จัดทำ
ต้องขอขอบคุณ ครูณัฐยา อาจมังกร ผู้ให้ ความอนุเคราะห์ ความรู้และคำแนะนำ คณะผู้จัดทำหวังว่าหนังสือฉบับนี้จะสามารถเป็นส่วน
หนึ่งในการสร้างเสริมความเข้าใจในบทสามัคคีเภทคำฉันท์ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านหากมีข้อเสนอแนะประการใดคณะผู้จัด
ทำขอน้อมรับไว้ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง
คณะผู้จัดทำ
วันที่ ๒๑/๐๖/๒๕๖๕
สารบัญ ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
ผู้แต่งและประวัติของผู้แต่ง ๑-๒
จุดประสงค์ในการแต่ง ๓
ที่มาของเรื่อง ๓
ลักษณะคำประพันธ์ ๔-๘
สารบัญ ข
เรื่อง หน้า
เรื่องย่อก่อนบทเรียน ๙
ถอดคำประพันธ์และอธิบายศัพท์ยาก ๑๐-๔๘
๔๙-๕๙
คุณค่าทางวรรณคดี ๖๐-๖๑
บรรณานุกรม
ประวัติผู้แต่ง ๑
นายชิต บุรทัต เกิดเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นบุตรนายชู นางปริก ได้รับ
การศึกษาขั้นต้นจากบิดาซึ่งเป็นเปรียญ ๕ ประโยค และได้เข้าเรียนในโรงเรียนวัดราชบพิธเป็น
แห่งแรก แล้วย้ายมาเรียนต่อจนสำเร็จชั้นมัธยมบริบูรณ์ที่โรงเรียนวัดสุทัศน์ ขณะนั้นอายุได้
๑๕ ปี บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นอุปัชฌาจารย์
นายชิต บุรทัต เป็นผู้รักรู้ รักเรียน มีความรู้ใน
ภาษาบาลีและฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตนเองจน อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้
วัดเทพศิรินทราวาส วัดบวรนิเวศวิหาร ๒
นายชิตเริ่มการประพันธ์เมื่ออายุ ๑๘ ปี ขณะนั้นได้กลับมาบวชเป็นสามเณรอีกเป็นครั้งที่สอง ณ วัดเทพศิรินทราวาสและ
ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ ในฐานะเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส
สามเณรชิตได้สร้างงานประพันธ์โดยใช้นามปากกาเป็นครั้งแรกว่า “เอกชน” จนเจริญรุ่งโรจน์ขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว
นายชิตใช้นามสกุลเดิมว่า ชวางกูร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “บุรทัต” และในปีเดียวกัน
นั้นเองนายชิต บุรทัตได้สมรสกับจั่น แต่หามีบุตรธิดาด้วยกันไม่
นามปากกาของชิต บุรทัต คือ “เจ้าเงาะ” “เอกชน” “แมวคราว” ใช้ในการประพันธ์บทความต่าง ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์
และนิตยสารต่าง ๆ เสมอมาจนตลอดอายุ
จุดประสงค์ในการแต่ง ๓
เพื่อมุ่งชี้ความสำคัญของการรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อป้องกันรักษาบ้านเมืองให้มีความเป็น
ปึกแผ่น สามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นกวีนิทานสุภาษิต ว่าด้วย “โทษแห่งการแตกสามัคคี” ภายหลังได้รับการยกย่อง
เป็นตำราเรียนวรรณกรรมไทยที่สำคัญเล่มหนึ่งทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ที่มาของเรื่อง
“สามัคคีเภทคำฉันท์” เกิดจากวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เช่น สงครามโลก
ครั้งที่ ๑ , กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ประกอบกับคนไทยในสมัยนั้น ได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดแนวความคิด เกี่ยวกับ
กิจการบ้านเมืองที่หลากหลาย จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ทำให้ในช่วงดังกล่าว มักเกิดความนิยมแต่ง
วรรณคดีปลุกใจให้รักชาติ สามัคคีเภทคำฉันท์ก็เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มุ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของความสามัคคี การรวม
เป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามัคคีเภทคำฉันท์จึงถือเป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นคติสอนใจ
ลักษณะคำประพันธ์ ๔
- แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ๑๙ ชนิด กาพย์ ๑ ชนิด
๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ ๑๑. มาณวกฉันท์ ๘
๒. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ๑๒. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๓. อุปชาติฉันท์ ๑๑ ๑๓. สัทธราฉันท์ ๒๑
๔. อีทิสังฉันท์ ๒๑ ๑๔. สาลินีฉันท์ ๑๑
๕. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๑๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑
๖. วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๑๖. โตฏกฉันท์ ๑๒
๗. อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ ๑๗. กมลฉันท์ ๑๒
๘. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒ ๑๘. จิตรปทาฉันท์ ๘
๙. มาลินีฉันท์ ๑๕ ๑๙. สุรางคนางค์ฉันท์ ๒๘
๑๐. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ ๒๐. กาพย์ฉบัง ๑๖
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ ๕
- เป็นฉันท์ที่มีลีลาการอ่านสง่างาม เคร่งขรึม มีอำนาจ - เป็นฉันท์ที่มีลีลาตอนท้ายไม่ราบเรียบคล้ายกลบทสะบัดสะบิ้ง
ดุจเสือผยอง
- ใช้แต่งสำหรับบทไหว้ครู บทสดุดี ยอพระเกียรติ - ใช้ในการบรรยายความหรือพรรณนาความ
วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ วังสัฏฐฉันท์ ๑๒
- เป็นฉันท์ที่มีสำเนียงอันไพเราะเหมือน เสียงปี่
- เป็นฉันท์ที่มีลีลาไพเราะ งดงาม เยือกเย็นดุจเม็ดฝน
- ใช้สำหรับบรรยายหรือ พรรณนาชื่นชมสิ่งที่สวยงาม มาลินีฉันท์ ๑๕
- เป็นฉันท์ที่ใช้ในการแต่งกลบทหรือ บรรยายความที่เคร่งขรึม
อุปชาติฉันท์ ๑๑
- นิยมแต่งสําหรับบทเจรจาหรือบรรยายความเรียบๆ เภป็ุนชสงง่คาประยาตฉันท์ ๑๒
- เป็นฉันท์ที่มีลีลางามสง่าดุจงูเลื้อย นิยมใช้แต่งบทที่ดำเนิน
อีทิสังฉันท์ ๒๑ เรื่องอย่างรวดเร็ว และคึกคัก
- เป็นฉันท์ที่มีจังหวะกระแทกกระทั้น เกรี้ยวกราด โกรธแค้น มาณวกฉันท์ ๘
และอารมณ์รุนแรง เช่น รักมาก โกรธมาก ตื่นเต้น คึกคะนอง - เป็นฉันท์ที่มีลีลาผาดโผน สนุกสนาน ร่าเริง และตื่นเต้น
ดุจชายหนุ่ม
หรือพรรณนาความลับสน
อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ กมลฉันท์ ๑๒ ๖
- เป็นฉันท์ที่มีความไพเราะใช้ในการบรรยายบท - ฉันท์ที่มีความไพเราะเหมือนดังดอกบัว
สัทธราฉันท์ ๒๑ - ใช้กับบทที่มีความตื่นเต้นเล็กน้อยและใช้ บรรยายเรื่อง
จิตรปทาฉันท์ ๘
- เป็นฉันท์ที่ใช้สำหรับแต่งคำนมัสการ อธิษฐาน
ยอพระเกียรติ หรืออัญเชิญเทวดา ใช้แต่งบทสั้นๆ - เป็นฉันท์ที่เหมาะสำหรับบทที่น่ากลัว เอะอะ เกรี้ยวกราด
สาลินีฉันท์ ๑๑ ตื่นเต้นตกใจและกลัว
- เป็นบทที่มีคำครูมาก ใช้บรรยายบทที่เป็นเนื้อหา สุรางคนางค์ฉันท์ ๒๘
อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ - มีลักษณะการแต่งคล้ายกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ แต่มีข้อ
บังคับ ครุ ลหุ เพิ่มขึ้นมา ทำให้เกิดความ ไพเราะมากยิ่งขึ้น
- เป็นฉันท์ที่เหมาะสำหรับใช้บรรยายบทเรียบๆ แต่ไม่ใคร่ เหมาะสำหรับข้อความที่คึกคัก สนุกสนาน โลดโผน ตื่นเต้น
มีคนนิยมแต่งมากนัก
กาพย์ฉบัง ๑๖
โตฏกฉันท์ ๑๒
- เป็นกาพย์ที่มีลีลาสง่างาม ใช้สำหรับบรรยาย ความงามหรือ
- เป็นฉันท์ที่ใช้แต่งกับบทที่แสดงความ โกรธเคือง ร้อนรน ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว
หรือสนุกสนาน คึกคะนอง ตื่นเต้น และเร้าใจ
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๗
- ฉันท์ที่มีลีลาอันรุ่งเรืองงดงามประดุจฟ้าอาวุธของพระอินทร์
- ใช้เป็น บทชม คร่ำครวญ บทสวด บทพาทย์
แผนผังบังคับ ตัวอย่างคำประพันธ์
บงเนื้อก็เนื้อเต้น พิศะเส้นสรีร์รัว
ทั่วร่างและทั้งตัว ก็ระริกระริวไหว
แลหลังก็หลั่งโล- หิตโอ้เลอะหลั่งไป
เพ่งผาดอนาถใจ ตละล้วนระรอยหวาย
สามัคคีเภทคำฉันท์ (ชิต บุรทัต)
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๘
- ฉันท์ที่เปล่งสำเนียงยาวดุจสายฟ้าแลบที่มีรัศมียาว - ประกอบด้วยครุล้วน จึงใช้บรรยายความอย่างธรรมดา
แผนผังบังคับ
ตัวอย่างคำประพันธ์
แรมทางกลางเถื่อน ห่างเพื่อนหาผู้
หนึ่งในนึกดู เห็นใครไป่มี
หลายวันถั่นล่วง เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี ดุ่มเดาเข้าไป
ผูกไมตรีจิต เชิงชิดชอบเชื่อง
กับหมู่ชาวเมือง ฉันอัชฌาสัย
เล่าเรื่องเคืองขุ่น ว้าวุ่นวายใจ
จำเป็นมาใน ด้าวต่างแดนตน
สามัคคีเภทคำฉันท์ (ชิต บุรทัต)
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ย่ อ ๙
พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งแคว้นมคธต้องการจะครอบครองแคว้นวัชชีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี แต่เหล่า
กษัตริย์และชาวเมืองตั้งมั่นอยู่ในอปริหานิยธรรมซึ่งมุ่งให้เกิดความสามัคคีเป็นหลัก ดังนั้นกาเอาชนะเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี
โดยใช้กำลังเพียงอย่างเดียวจึงเป็นเรื่องยาก วัสสการพราหมณ์เป็นปุโรหิตของพระเจ้าอชาตศัตรูคิดกลอุบายตีแคว้นวัชชี
โดยวัสสการพราหมณ์จะอาสาไปเป็นไส้ศึกยุยงให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกสามัคคีกัน ต่อมาเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จ
ออกว่าราชการ วัสสกาพราหมณ์แกล้งทูลทัดทานการไปตีแควันวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งพิโรธ มีรับสั่งให้เฆี่ยนแล้วขับ
ไล่ออกจากเมือง
เมื่อวัสสการพราหมณ์ได้เข้าไปอยู่ในแคว้นวัชชีได้ทำหน้าที่พิจารณาคดีความต่างๆและถวายพระอักษร
พระกุมารของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีจนเป็นที่ไว้วางใจ
ถอดคำประพันธ์ ๑๐
ภุชงคประยาฉันท์ ๑๒
ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนังการ ณ วันหนึ่งลุถึงกา ลศึกษาพิชากร
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย กุมารลิจฉวีวร เสด็จพร้อมประชุมกัน
สถานราชการเรียนพลัน
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร ปวัตน์วัญจโนบาย ตระบัดวัสการมา
สนิทหนึ่งพระองค์ไป
มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิ์มสโมสร ธ แกล้งเชิญกุมารฉัน
ทิชงค์ หมายถึง พราหมณ์ วัญจโนบาย หมายถึง อุบายหลอกลวง พิชากร หมายถึง วิชาความรู้ ตระบัด หมายถึง ทันใด
ปวัตน์ หมายถึง ความเป็นไป พิเฉท หมายถึง ตัดขาด,ทำลาย
พราหมณ์ผู้ฉลาดคาดคะเนว่ากษัตริย์ลิจฉวีวางใจ คลาย วันหนึ่งเมื่อถึงโอกาสที่จะสอนวิชา กุมารลิจฉวีก็เสด็จมาโดย
ความหวาดระแวง เป็นโอกาสเหมาะที่จะเริ่มดำเนินการตามกล พร้อมเพรียงกัน ทันใดนั้นวัสสการพราหมณ์ก็มาถึงและแกล้งเชิญ
อุบายทำลายความสามัคคี พระกุมารพระองค์ที่สนิทสนมเข้าไปพบ
ถอดคำประพันธ์ ๑๑
ภุชงคประยาฉันท์ ๑๒
ลุห้องหับรโหฐาน ก็ถามการณ์ ณ ทันใด กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ
มิลี้ลับอะไรใน กถาเช่น ธ ปุจฉา กสิกเขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์
มนุษย์ผู้กระทำนา นิวัตในมิช้านาน
จะถูกจะผิดกระไรอยู่ ก็เท่านั้น ธ เชิญให้
ประเทียบไถมิใช่หรือ สมัยเลิกลุเวลา
และคู่โคก็จูงมา ประสิทธิ์ศิลป์ประศาสน์
รโหฐาน หมายถึง ที่ลับ ปุจฉา หมายถึง ถาม ขัตติย์ หมายถึง กษัตริย์ นิวัต หมายถึง กลับ
ประศาสน์ หมายถึง การสั่งสอน
เมื่อเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วก็ทูลถามเรื่องที่ไม่ใช่ความลับ พระกุมารลิจฉวีก็รับสั่งเห็นด้วยว่าชาวนาก็คงจะกระทำดังคำ
แต่ประการใด ดังเช่นถามว่า ชาวนาจูงโคมาคู่หนึ่งเพื่อเทียมไถใช่ ของพระอาจารย์ ถามเพียงเท่านั้นพราหมณ์ก็เชิญให้เส็จกลับออก
หรือไม่ ไป ครั้นถึงเวลาเลิกเรียน
ถอดคำประพันธ์ ๑๒
ภุชงคประยาฉันท์ ๑๒
อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา กุมารนั้นสนองสา รวากย์วาทตามเลา
และต่างซักกุมารรา ชองค์นั้นจะเอาความ เฉลยพจน์กะครูเสา วภาพโดยคดีมา
ณ ข้างใน ธ ไต่ถาม มิเชื่อในพระวาจา
พระอาจารย์สิเรียกไป วจีสัตย์กะส่ำเรา กุมารอื่นก็สงสัย และต่างองค์ก็พาที
อะไรเธอเสนอตาม สหายราช ธ พรรณนา
อุรส หมายถึง โอรส / ลูกชาย เลา หมายถึง เค้า
เหล่าโอรสลิจฉวีก็พากันมาซักไซ้พระกุมารว่า พระอาจารย์เรียก พระกุมารพระองค์นั้นก็เล่าเรื่องราวที่พระอาจารย์เรียกไปถาม แต่
เข้าไปข้างใน ได้ไต่ถามอะไรบ้าง ขอให้บอกมาตามความจริง เหล่ากุมารสงสัยไม่เชื่อคำพูดของพระสหายต่างองค์ก็วิจารณ์
ถอดคำประพันธ์ ๑๓
ภุชงคประยาฉันท์ ๑๒
ไฉนเลยพระครูเรา จะพูดเปล่าประโยชน์มี ชะรอยว่าทิชาจารย์ ธ คิดอ่านกะท่านเป็น
เลอะเหลวนักละกลัวนะนี รผลเห็น บ เป็นไป รหัสเหตุประเภทเห็น ละเเน่ชัดถนัดความ
ธ พูดแท้ก็ทำไม
เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ จะถามนอก บ ยากเป็น เเละท่านมามุสาวาท มิกล้าอาจจะบอกตา
แนะชวนณข้างใน พจีจริงพยายาม ไถลเเสร้งเเถลสาร
วิจารณ์ว่าพระอาจารย์จะพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระเช่นนี้เป็นไป ทิชาจารย์ หมายถึง พราหมณ์ที่สอนวิชาความรู้
ไม่ได้ และหากว่าจะพูดจริงเหตุใดจะต้องเรียกเข้าไปถามข้างใน พจี หมายถึง คำพูด
ห้องถามข้างนอกห้องก็ได้
สงสัยว่าท่านอาจาร์ยกับพระกุมารต้องมีความลับอย่างเเน่นอน
เเล้วก็มาพูดโกหก ไม่กล้าบอกตามความเป็นจริง เเกล้งพูดไป
ต่างๆนานา
ถอดคำประพันธ์ ๑๔
ภุชงคประยาฉันท์ ๑๒ มาณวกฉันท์ ๘
กุมารราชมิตรผอง ก็สอดคล้องเเละเเคลงดาล ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่ง ณ นิยม ท่านทวิชงค์
พิโรธกาจวิวาทการณ์ อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
พิพิธพันธไมตรี ประดามีนิรันดร์เนือง เชิญวรองค์ เอกกุมาร
มลายปลาตพินาจปลง ฯ
กะองค์นั้นก็พลันเปลือง
วิวาทการณ์ หมายถึง การทะเลาะ ปลาต หมายถึง หายไป ทวิชงค์ หมายถึง พราหมณ์
กุมารลิจฉวีทั้งหลายเห็นสอดคล้องกันก็เกิดความโกรธเคืองกัน เวลาผ่านไปตามลำดับ เมื่อถึงคราวที่จะสอนวิชาก็จะเชิญกุมาร
การทะเลาะวิวาทก็เกิดขึ้นเพราะความขุ่นเคืองใจความสัมพันธ์อันดี พระองค์หนึ่ง
ที่เคยมีมาตลอดก็ถูกทำลายย่อยยับลง
ถอดคำประพันธ์ ๑๕
มาณวกฉันท์ ๘
เธอจรตาม พราหมณไป อย่าติเเละหลู่ ครูจะเฉลย
โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน เธอน่ะเสวย ภัตกะอะไร
จึ่งพฤฒิถาม ความพิสดาร ในทินนี่ ดี ฤ ไฉน
พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง
ขอ ธ ประทาน โทษะเเละไข
รหุฐาน หมายถึง ที่ลับ / ห้องเฉพาะ สงสัยว่าท่านอาจาร์ยกับพระกุมารต้องมีความลับอย่างเเน่นอน
เเล้วก็มาพูดโกหก ไม่กล้าบอกตามความเป็นจริง เเกล้งพูดไป
พระกุมารก็ตามพราหมณ์เข้าไปในห้องเฉพาะพราหมณ์จึงถาม ต่างๆนานา
เนื้อความเเปลก ๆ ว่า ขออภัย ช่วยตอบด้วย
ถอดคำประพันธ์ ๑๖
มาณวกฉันท์ ๘
ราช ธ ก็เล่า เค้า ณ ประโยค เสด็จอนุศาสน์ ราชอุรส
ตนบริโภค แล้วขณะหลัง ลิจฉวิหมด ต่าง ธ ก็มา
ถามนยมาน ท่านพฤฒิอา
วาทประเทือง เรื่องสิประทัง จารยาปรา รภกระไร
อาคมยัง สิกขสภา
สิกขสภา หมายถึง ห้องเรียน อนุศาสน์ หมายถึง การสอน นยมาน หมายถึง ข้อความ
พระกุมารก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระกระยาหารที่เสวย หลังจากนั้น แล้วก็เสด็จกลับออกมายังห้องเรียน เมื่อเสร็จสิ้นการสอน
ก็สนทนาเรื่องทั่วไป แล้วก็เสด็จกลับออกมายังห้องเรียน ราชกุมารลิจฉีทั้งหมดก็มาถามเรื่องราวที่มีมาว่าท่านอาจารย์ได้พูด
เรื่องอะไรบ้าง
ถอดคำประพันธ์ ๑๗
มาณวกฉันท์ ๘
เธอก็แถลง แจ้งระบุมวล ขุ่นมนเคือง เรื่องนฤสาร
ความเฉพาะล้วน จริงหฤทัย เช่นกะกุมาร ก่อนก็ระดม
ต่าง บ มิเชื่อ เมื่อตริไฉน เลิกสละเเยก เเตกคณะกล
เกลียว บ นิยม คบดุจเดิม
จึงผลใน เหตุ บ มิสม
พระกุมารก็ตอบตามความจริง แต่เหล่ากุมารต่างไม่เชื่อ เพราะ นฤสาร หมายถึง ไม่มีสาระ
คิดแล้วไม่สมเหตุสมผล
ต่างขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องไร้สาระเช่นเดียวกับพระกุมารพระองค์
ก่อน เเละเกิดความเเตกเเยกไม่คบกันอย่างกลมเกลียวเหมือน
เดิม
ถอดคำประพันธ์ ๑๘
อุเปนทรวิเชียร์ฉันท์ ๑๑
ทิชิงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตุยุยงเสริม
กระหน่ำเเละซ้ำเติม นฤพัทธก่อการ
ทินวารนานนาน
ละครั้งระหว่างครา ธ ก็เชิญเสด็จไผ
เหมาะท่าทิชาจาร์ย รฤหาประโยชน์ไร
เสาะเเสดง ธ เเสร้งถาม
บ ห่อนจะมีสา
กระนั้นเสมอนัย
พัทธ หมายถึง เนื่อง,ติดต่อ
พราหมณ์ก็เจตนาหาเหตุยุเเหย่ซ้ำเติมอยู่เสมอๆ เเต่ละครั้งเเต่ละ
วันนานนาน ครั้งเห็นโอกาสเหมาะก็จะเชิญพระกุมารเสด็จไปโดยไม่มี
สารประโยชน์อันใดเเล้วก็เเกล้งทูลถาม
ถอดคำประพันธ์ ๑๙
อุเปนทรวิเชียร์ฉันท์ ๑๑
เเละบ้างก็พูดว่า น่ะเเน่ะข้าสดับตาม เเละบ้างก็กล่าวว่า น่ะเเน่ะข้าจะขอถาม
ยุบลระบิลความ พจเเจ้งกระจายมา
ก็เพราะท่านสิเเสนสา เพราะทราบคดีตาม วจลือระบือมา
ละเมิดติเตียนท่าน วเเละสุดจะขัดสน
รพัดทลิทภา พิเคราะห์เชื่อเพราะยากยล ติฉันเยาะหมิ่นท่าน ก็เพราะท่านสิเเสนสา
ธ ก็ควรขยายความ รพันพิกลกา ยพิลึกประหลาดเป็น
จะเเน่มิเเน่เหลือ มนเชื่อเพราะไม่ไป่เห็น
ณ ที่ บ มีคน จะจริงมิจริงเหลือ ธ ก็ควรขยายความ
ผิข้อ บ ลำเค็ญ
สดับ หมายถึง ตั้งใจฟัง ยุบล หมายถึง เรื่องราว บางครั้งก็พูดว่าข้าพระองค์ขอทูลถาม
พระกุมาร เพราะได้ยินเขาเล่าลืลือ กันไปทั่ว
ทลิท หมายถึง ยากจนเห็นใจ เยาะเย้ย ดูหมิ่นท่าน ว่าท่านนี้มีร่างกายผิด
ประหลาดต่างๆ นานา จะเป็นจริงหรือไม่ ใจ
บางครั้งก็พูดว่า นี่เเน่ะข้าพระองค์ได้ยินข่าวเล่าลื่อกันทั่วไป เขา ไม่อยากเชื่อเลยเพราะ ไม่เห็นถ้ามีสิ่งใดที่
นินทาพระกุมารว่าพระองค์เเสนจะยากจนเเละขัดสน จะเป็นเช่นนั้น ลำบากยากเเค้นก็ตรัสมาเถิด
เเน่หรือพิเคราะห์เเล้วไม่น่าเชื่อ ณที่นี้ไม่มีผู้ใดขอให้ทรงเล่ามาเถิด
ถอดคำประพันธ์ ๒๐
อุเปนทรวิเชียร์ฉันท์ ๑๑
กุมารองค์เสา วนเค้าคดีตาม กุมารพระองค์นั้น ธ มิทันจะไตร่ตรอง
กระทู้พระครูถาม นยสุดจะสงสัย
คุรุท่านจะถามไย ก็ เชื่อ ณ คำร้อง พฤฒิครูเเละวู่วาม
ก็คำมิควรการณ์ ระบุเเจ้งกะอาจารย์
ธ ซักเสาะสืบใคร พระกุมารโน้นขาน พิโรธกุมารองค์ เหมาะเจาะจงพยายาม
เฉพาะอยู่กะกันสอง ยุครูเพราะเอาความ บ มิดีประเดตน
ทวิชเเถลงว่า ทุรทิฐิมานจน
ยุบลกะตูกาล ก้พ้อเเละต่อพิษ ธิพิพาทเสมอมา
ลุโทละสืบสน
พระกุมารได้ทรงฟังเรื่องที่พระอาจารย์ถามก็ตรัส ถามกลับว่า สงสัย กุมารพระองค์นั้นไม่ทันได้ไตร่ตรอง
เหลือเกินเรื่องไม่สมควรเช่นนี้ ท่านอาจารย์จะถามทำไม เเล้วก็ซักไซ้ ก็ทรงเชื่อในคำพูดของอาจารย์ ด้วยความ
ว่าใครเป็นผู้มาบอกกับพระอาจารย์ พราหมณ์ก็ตอบว่าพระกุมาร วู่วามก็กริ้วพระกุมารที่ยุพระอาจารย์ใส่
พระองค์โน้นบอกเมื่ออยู่กันเพียงสองต่อสอง ความตน จึงตัดพ้อต่อว่ากันขึ้น เกิด
ความโกรธเคืองทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ
ถอดคำประพันธ์ ๒๑
อุเปนทรวิเชียร์ฉันท์ ๑๑ สัทธราฉันท์ ๒๑
เเละฝ่ายกุมารผู้ ทิชครูมิเรียกหา ลำดับนั้นวัสสการพราหมณ์ ธ ก็ยุศิษยตาม
ก็เเหนงประดารา ชกุมารทิชงค์เชิญ เเต่งอุบายงาม ฉงนงำ
ฉวิมิตรจิตเมิน ปวงโอรสลิจฉวีดำ ริณวิรุธก็สำ
พระราชบุตรลิจ คณะห่างก็ต่างถือ คัญประดุจคำ ธ เสกสรร
ณ กันเเละกันเหิน พลล้นเถลิงลือ มิละปิยสหฉันท์
มนฮึก บ นึกขาม ฯ ไป่เหลือเลยสักพระองค์กัน
ทะนงชนกตน ก็อาดูร
ก็หาญกระเหิมฮือ ขาดความสมัครพันธ์
ฝ่ายพระกุมารที่พราหมณ์ไม่เคยเรียกเข้าไปหาก็ไม่พอพระทัย วิรุธ หมายถึง ผิดปกติ สห หมายถึง ด้วยกัน / พร้อมกัน
พระกุมารที่พราหมณ์เชิญไปพบ พระกุมารลิจฉวีหมางใจเเละเหินห่าง
กัน ต่างองค์ทะนงว่าพระบิดาของตนมีอำนาจล้นเหลือจึงมีใจกำเริบ ในขณะนี้นวัสสการพราหมณ์ก็คอยยุลูกศิษย์แต่งกลอุบายให้เกิด
ไม่เกรงกลัวกัน
ความแคลงใจ พระโอรสกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายไตร่ตรองในอาการน่า
สงสัยก็เข้าใจว่าเป็นจริงดังถ้อยคำที่อาจารย์ปั้นเรื่องขึ้น ไม่มีเหลือเลยสัก
พระองค์เดียวที่มีความรักใคร่กลมเกลียว ต่างขาดความสัมพันธ์เกิดความ
เดือดร้อนใจ
ถอดคำประพันธ์ ๒๒
สัทธราฉันท์ ๒๑
ต่างองค์นำความมิงามทูล พระชนกอดิสร เเท้ท่านวัสสการใน กษณะตริเหมาะไฉน
เเหง่ ธ โดยมูล ปวัตติ์ความ เสริมเสมอไป สะดวกดาย
เเตกร้าวกร้าวร้ายก็ป้ายปาม ลุวรบิดรลาม หลายอย่างต่างกล ธ ขวนขวาย พจนยุปริยาย
ทีละน้อยตาม ณ เหตุผล
นฤวิเคราะหเสาะสน วัญจโนบาย บ เว้นครา
ฟั่นเฝือเชื่อนัยดนัยตน เพราะหมายใด
สืบจะหมองมล ครั้นล่วงสามปีประมาณมา สหกรณ์ประดา
ลิจฉวีรา ชทั้งหลาย
อดิศูร หมายถึง พระเจ้าเเผ่นดิน ดนัย หมายถึง พระราชโอรส กษณะ หมายถึง ครั้ง,คราว สหกรณ์ หมายถึง การร่วมมือ
เเต่ละองค์นำเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นไปทูลพระบิดาของตน ความ ฝ่ายวัสสการพราหมณ์ ครั้นเห็นโอกาสเหมาะสมก็คอยยุเเหย่อย่าง
เเตกเเยกก็ค่อยๆ ลุกลามไปสู่พระบิดาเนื่องจากความหลงเชื่อโอรสของ ง่ายดาย ทำกลอุบายต่างๆ พูดยุยงตามกลอุบายตลอดเวลา เวลาผ่าน
ตน ปราศจากการใคร่ครวญ เกิดความผิดพ้อง หมองใจกัน ไปประมาณ ๓ ปีความร่วมมือกันระหว่างกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายเเละ
ความสามัคคีถูกทำลายลงสิ้น
ถอดคำประพันธ์ ๒๓
สัทธราฉันท์ ๒๑
สามัคคีธรรมทำลาย มิตรภิทนะกระจาย
สรรพเสื่อมหายน์ ก็เป็นไป
ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน พระราชหฤทยวิสัย
ผู้พิโรธใจ ระวังกัน ฯ
ความร่วมมือระหว่างกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายและความสามัคคีถูก
ทำลายลงสิ้น ความเป็ฯมิตรแตกแยก ความเสื่อม ความหายนะก็บังเกิด
ขึ้น กษํตริย์ต่างองค์ระแวงแคลงใจมีความขุ่นเคืองใจซึ่งกันและกัน
สาลิฉันท์ ๑๑ ๒๔
พราหมณ์ครูรู้สังเกต ตระหนักเหตุถนัดครัน ให้ลองตีกลองนัด ประชุมขัตติย์มณฑล
ราชาวัชชีสรร พจักสู่พินาศสม เชิญซึ่งส่ำสากล กษัตริย์สู่สภาคาร
ถอดคำประพันธืได้ว่า : พราหมรณ์ผู้เป็นครูสังเกตเห็น ถอดคำประพันธืได้ว่า : จึงให้ลองตีกลองนัดประชุม
กังนั้น ก็ทราบว่าเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีกำลังจะประสบ กษัตริย์ฉวิ เชิญทุกพระองค์เสด็จมายัง ณ ที่ประชุม
ความพินาศ
ขัตติย์ หมายถึง กษัตริย์
ยินดีบัดนี้กิจ จะสัมฤทธิ์มนารมย์ วัชชีภูมีผอง สดับกลองกระหึมขาน
เริ่มมาด้วยปรากรม เเละอุตสาหเเห่งตน ทุกไท้ไปเอาภาร ณ กิจเพื่อเสด็จไป
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : จึงยินดีมากที่ภารกิจประสบความ ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : ฝ่ายกษัตริย์วัชชีทั้งหลายทรงสดับ
สำเร็จสมดังใจ หลังจากเริ่มต้นด้วยความบากบั่นเเละความ รับฟังเสียงกลองดังกึกก้อง ทุกพระองค์ไม่ทรงเป็นธุระใน
อดทนของตน การเสด็จไป
ปรากรม หมายถึง ความเพียร มนารมณ์ หมายถึง สมดังที่ตั้งใจ เอาภาร หมายถึง รับผิดชอบ
สาลิฉันท์ ๑๑ ๒๕
ต่างทรงรับสั่งว่า จะเรียกหาประชุมไย ปรึกษาหารือกัน ไฉนนั้นก็ทำเนา
เราใช่เป็นใหญ่ใจ ก็ขลาดกลัว บ กล้าหาญ จักเรียกชุมนุมเรา บ เเลเห็นประโยชน์เลย
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ต่างองค์รับสั่งว่าจะเรียกประชุม ถอดคำประพันธืได้ว่า : จะปรีกษาหารือกันด้วยประการ
ด้วยเหตุใด เราไม่ได้เป็นใหญ่ใจก็ขลาดไม่กล้าหาญ ใดก็ช่างเถิด จะเรียกเราไปประชุมมองไม่เห็นด้วย
ประโยชน์ประการใดเลย
ท่านใดที่เป็นใหญ่ เเละกล้าใครมิเปรียบปาน รับสั่งผลักไสส่ง และทุกองค์ ธ เพิกเฉย
ไป่ได้ไปดั่งเคย สมัครเข้าสมาคม ฯ
พอใจใคร่ในการ ประชุมชอบก็เชิญเขา
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : ผู้ใดที่เป็นใหญ่มีความกล้าหาญ ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : รับสั่งให้พ้นตัวไปและทุกพระองค์
ไม่มีผู้ใดเปรียบได้ พอใจจะเสด็จไปร่วมประชุมก็เชิญเขา ก็ทรงเพิกเฉย ไม่เสด็จไปเข้าร่วมการประชุมเหมือนดั่งเคย
เถิด
อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ ๒๖
เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง ชนะคล่องประสบสม เเจ้งลักษณสา สนว่ากษัตริย์ใน
วัชชีบุรไก วลหล้าตลอดกัน
พารหมณ์เวทอุดม ธ ก็ลอบเเถลงการณ์
ถอดคำประพันธืได้ว่า : เมื่อพิจารณาเห็นช่องทางที่จะได้ ถอดคำประพันธืได้ว่า : เพื่อเเจ้งสาสน์ให้กษัตริย์ทราบว่า
รับชัยชนะมาอย่างง่ายดาย พราหมณ์ผู้รอบรู้พระเวท กษัตริย์วัชชีทุกพระองค์
ก็ลอบส่งข่าวสาร
ลักษณ หมายถึง จดหมาย
ให้วัลลภชน คมดลประเทศฐาน บัดนี้สิก็เเตก คณะเเผกเเละเเยกพรรค์
กราบทูลนฤบาล อภิเผ้ามคธไกร ไป่เป็นสหฉัน ทเสมือนเสมอมา
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : ให้คนสนิทเดินทางกลับบ้านไป ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : คณะนี้เกิดความเเตกเเยกเเบ่ง
ยังบ้านเมือง เพื่อกราบทูลกษัตริย์เเห่งเเควนมคธอันยิ่ง พรรค์เเบ่งพวก ไม่สามัคคีกันเหมือนเเต่ก่อน
ใหญ่
วัลลภ หมายถึง คนสนิท คม หมายถึง ไป
๒๗
อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑
โอกาสเหมาะสมัย ขณะไหนประหนึ่งครา ขอเชิญวรบาท พยุห์ยาตรเสด็จกรี
นี้หากผิจะหา ก็ บ ได้สะดวกดี ธาทัพพลพี ริยยุทธโดยไว ฯ
ถอดคำประพันธืได้ว่า : จะหาโอกาสได้โอาสอันเหมาะสม ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : ขอเชิญทูลพระองค์ยกกองทัพอัน
ครั้งใดเช่นครั้งนี้คงจะมิได้เสียเเล้ว ยิ่งใหญ่มาทำสงครามโดยเร็วเถิด
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๒๘
พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาตีแคว้นวัชชี หมดเลือดสั่นกาย
วุ้นหวั่นพรั่นใจ
ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล ตื่นตาหน้าเผือด ซ่อนตัวเเตกภัย
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี หลบลี้หนีตาย ทิ้งย่านบ้านตน
เเทบทุกถิ่นหมด ชนบทบุรี ซุกครอกซอกครัว
เข้าดงพงไพร
อกสั่นขวัญหนี หวาดกลัวทั้วไป
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ข่าวศึกเเพร่ไปจนรู้ถึงชาวเมือง ถอดคำประพันธืได้ว่า : หน้าตาตื่น หน้าซีดไม่มีเลือดตัว
เวสาลี เเทบทุกคนในเมืองต่างตกใจเเละหวาดกลัวกัน สั่น พากันหนีตายกันวุ่นวาย พากันอพยภครอบครัวหนี
ไปทั่ว ภัยทิ้งบ้านเรือนไปซุ่มซ่อนตัวเสียในป่า
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๒๙
พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาตีแคว้นวัชชี ป่าวร้องทันที
รุกเบียนบีฑา
เหลือจักห้ามปราม ชาวคามล่าลาด จึ่งให้ตีกลอง วัชชีอาณา
ฟันหัวหน้าราษฏร์ ขุนด่านดำบล เเจ้งข่าวไพรี ป้องกันฉันใด
หารือเเก่กัน คิดผันผ่อนปรน เพื่อหมู่ภูมี
ชุมนุมบัญชา
จักไม่ให้พล มาคธข้ามม
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ไม่สามารถห้ามปรามชาวบ้านได้ ถอดคำประพันธืได้ว่า : จึงตีกลองป่าวร้องเเจ้งข้าศึกเข้า
หัวหน้าราษฏรเเละนายด่านตำบลต่างๆ ปรึกษากันคิดจะ รุกราน เพื่อให้เหล่ากษัตริย์เเห่งวัชชีเสด็จมาประชุมหา
ยับยั้งไม่ให้กองทัพมคธข้ามมาได้ หนทางป้องกันประการใด
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๓๐
ราชาลิจฉวี ไป่มีสักองค์ เชิญเทอญท่านต้อง ขัดข้องข้อไหน
อันนึกจำนง เพื่อจักเสด็จไป ปรึกษาปราศรัย ตามเรื่องตามที
ต่างองค์ดำรัส เรียกนัดทำไม ส่วนเราเล่าใช้ เป็นใหญ่ยังมี
ใจอย่างผู้ภี รุกปราศอาจหาญ
ใครเป็นใหญ่ใคร กล้าหาญเห็นดี
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ไม่มีกษัตริย์ลิจฉวีเเม้เเต่พระองค์ ถอดคำประพันธืได้ว่า : จปรึกษาหารืออย่างไรก็ตามเเต่
เดียวคิดจะเสด็จไป เเต่ละพระองค์ทรงดำรัสว่าจะเรียก ใจตัวของเรานั้นไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ จิตใจก็ขี้ขลาด
ประชุมด้วยเหตุใด ผู้ใดเป็นใหญ่ ผู้ใดกล้าหาญ เห็นดี ไม่องอาจกล้าหาญ
ประการใดก็เชิญเถิด
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ๓๑
ต่างทรงสำเเดง ความเเขงอำนาจ
สามัคคีขาด เเก่งเเย่งโดยมาน
ภูมิศลิจฉวี วัชชิรัฐบาล
บ่ ชุมนุมสมาน เเม้เเต่สักองค์ ฯ
มาน หมายถึง ความถือตัว ภูมิศ หมายถึง กษัตริย์
ถอดคำประพันธืได้ว่า : เเต่ละพระองค์เเสดงอาการเพิกเฉย ปราศจากความสามคคี
ปรองดองในจิตใจ กษัตริย์ลิจฉวีเเห่งวัชชีไม่เสด้จมาประชุมเเม้เเต่พระองค์เดียว
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๓๒
ปิ่นเขตมคธขัต ติยรัชธำรง นิ่งเงียบสงบงำ บ มิทำประการใด
ยั้งทัพประทับตรง นคเรศวิสาลี ปรากฏประหนึ่งใน บุรว่างเเละร้างคน
ถอดคำประพันธืได้ว่า : จอมกษัตริย์เเห่งเเคว้นมคธ ถอดคำประพันธืได้ว่า : สงบเงียบไม่ทำการสิ่งใดมองดู
ราวกับเป็นเมืองร้างปราศจากผู้คน
หยุดทัพตรงเมืองเวสาลี
ภูธร ธ สังเกต พิเคราะห์เหตุ ณ ธานี เเน่โดยมิพักสง สยคงกระทบกล
เเห่งราชวัชชี ขณะเศิกประชิดเเดน ท่านวัสสการจน ลุกระนี้ถนักตา
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : พระองค์ทรงสังเกตวิเคราะห์ ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : เเน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เหตุการณ์ทางเมืองวัชชีในขณะที่ศึกมาประชิดเมือง คงจะถูกกลอุบายของวัสสการพราหมณ์จนเป็นเช่นนี้
เฉยดู บ รู้สึก เเละมินึกจะเกรงเเกลน ภินท์พัทธสามัค คิยพรรคพระราชา
ฤาคิดจะตอบเเทน รณทัพระงับภัย ชาวลิจฉวีวา รจะพ้องอนัตท์ภัย
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ดูนิ่งเฉยไม่รู้สึกเกรงกลัว หรือ ถอดคำประพันธืได้ว่า : ความสามัคคีผูกพันเเห่ง
กษัตริย์ลิจฉวีถูกทำลายลงเเละ จะประสบภัยพิบัติ
คิดจะทำสิ่งใดตอบโต้ตอบระงับเหตุร้าย
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๓๓
ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป เร่งทำอุฬุมป์เว ฬุคะเเนกะเกณฑ์การ
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ เพื่อข้ามนทีธาร จรเข้านครบร
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ลูกข่างที่เด็กขว้างเล่นได้สนุก ถอดคำประพันธืได้ว่า : รีบสร้างเเพไม่ไผ่เื่อข้ามเเม่น้ำจะ
ฉันใดฉันนั้น เข้าเมืองของฝ่ายศัตรู
ครูวัสสการเเส่ กลเเหย่ยุดีพอ เข้ารับพระบัณฑูร อดิศรบดีศร
ปั่นป่วน บ เหลือหลอ จะมิร้าวมิรานกัน ภาโรปกรณ์ตอน ทิวรุ่งสฤษฏ์พลัน
ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : วิสสการพราหมณ์สามารถยุเเหย่ ถอดคำประพันธ์ได้ว่า : พวกทหารรับราชโองการเเล้วก็
ให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวิเเตกความสามัคคีกัน ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ ในตอนเช้างานนั้นก็เสร้จทันที
ครั้งทรงพระปรารถ ธุระจบ ธ จึ่งบัญ จอมนาถพระยาตรา พยุหาธิทัพขันธ์
ชานายนิกายสรร พัทเเกล้วทหารหาญ โดยเเพเเละพ่วงปัน พลข้าม ณ คงคา
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ครั้นทรงคิดได้ดังนั้นจึงมี ถอดคำประพันธืได้ว่า : จอมกษัตริย์เคื่อนย้ายกองทัพ
พระราชบัญชาเเก่เหล่าทหารหาญ
อันมีกำลังพลมากมายลงในเเพที่ติดกันข้ามเเม่น้ำ
๓๔
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
จนหมดพหลเนื่อง พิศเนื่องขนัดคลา คำศัพท์ยาก
ขึ้นฝั่งลุเวสา ลิบุเรสสะดวกดาย นคเรส หมายถึง เมือง
อนัตท์ หมายถึง ไม่มีประโยชน์
ถอดคำประพันธืได้ว่า : จนกองทัพหมด มองดูเเน่ขนัด เศิก หมายถึง ศัตรู
ขึ้นเมืองเวสาลีอย่างสะดวกสบาย ปรารถ หมายถึง เอ่ย,ยกกำละง
อึฬุมป์ หมายถึง ไม่มีประโยชน์
เสวก หมายถึงขอราชการในราชสำนัก
อุโฆธ หมายถึง กึกก้อง
พระทวาร หมายถึง ประตู
จิตรปทาฉันท์ ๘ ๓๕
นาครธา นิวิสาลี ต่างก็ตระหนก มนอกเต้น
เห็นริปุมี พลมากมาย ตื่น บ มิเว้น ตะละผู้คน
ข้ามติรชล ก็ลุพันหมาย ทั่วบุรคา มจลาจล
เสียงอลวน อลเวงไป
มุ่งจะทลาย พระนครตน
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ฝ่ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึก ถอดคำประพันธืได้ว่า : ต่างก็ตระหนกตกใจกันทั่วหน้า
จำนวนมากข้ามเเม่น้ำมาเพื่อจะทำลายล้างบ้านเมืองของ ในเมืองเกิดจลาจนวุ่นวายไปทั่วเมือง
ตน
จิตรปทาฉันท์ ๘ ๓๖
สรรพสกล มุขมนตรี ควรบริบาล พระทวารนั่น
ตรอมมนภี รุกเภทภัย ต้านปะทะกัน อริก่อนพอ
บางคณะอา ทรปราศรัย ขัตติยรา ชสภารอ
ดำริจะขอ วรโองการ
ยังมิกระไร ขณะนี้หนอ
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ข้าราชการชนชั้นผู้ใหญ่ต่างก็ ถอดคำประพันธืได้ว่า : ควนจะป้องกันประตูเมืองเอาไว้
หวาดกลัวภัย บางพวกก้พูดว่าขณะนี้ยังไม่เป็นไรหรอก ให้มั่นคงต้านทานข้าศึกเอาไว้ก่อน รอให้ที่ประชุมเหล่า
กษัตริย์มีความเห็นว่าจะทรงทำประการใด
จิตรปทาฉันท์ ๘ ๓๗
ทรงตริไฉน ก็จะได้ทำ ศัพท์อุโฆษ ประลุโสตท้าว
โดยนยดำ รัสภูบาล ลิจฉวีด้าว ขณะทรงฟัง
เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน ต่าง ธ ก็เฉย เเละละเลยดัง
ไท้มิอินัง ธุระกับใคร
อาณัติปาน ดุจกลองพัง
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ทรงดำรัสอย่างไรก็ได้ดำเนินการ ถอดคำประพันธืได้ว่า : เสียงดังกึกก้องไปถึงพระกรรณ
ตามพระราชบัญชาของพระองค์ เหล่าราชการทั้งหลายก็ตี กษัตริย์ลิจฉวี ต่างทรงเพิกเฉยราวกับไม่สนในเรื่องราว
กลองสัญญานขึ้นราวกับกลองจะพัง ของผู้ใด
จิตรปทาฉันท์ ๘ ๓๘
ทรงตริไฉน ก็จะได้ทำ ศัพท์อุโฆษ ประลุโสตท้าว
โดยนยดำ รัสภูบาล ลิจฉวีด้าว ขณะทรงฟัง
เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน ต่าง ธ ก็เฉย เเละละเลยดัง
ไท้มิอินัง ธุระกับใคร
อาณัติปาน ดุจกลองพัง
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ทรงดำรัสอย่างไรก็ได้ดำเนินการ ถอดคำประพันธืได้ว่า : เสียงดังกึกก้องไปถึงพระกรรณ
ตามพระราชบัญชาของพระองค์ เหล่าราชการทั้งหลายก็ตี กษัตริย์ลิจฉวี ต่างทรงเพิกเฉยราวกับไม่สนในเรื่องราว
กลองสัญญานขึ้นราวกับกลองจะพัง ของผู้ใด
จิตรปทาฉันท์ ๘ ๓๙
ต่างก็บคลา ณสภาคา คำศัพท์ยาก
เเม้พระทวาร บุรทั่วไป
รอบทิศด้าน เเละทวารใด นาคร หมายถึง ชาวนคร,ชาวเมือง
อลวน หมายถึง วุ่น,ยุ่ง,สับสน
เห็นนรไหม สิจะปิดมี ฯ
อลเวง หมายถึง วุ่นวาย
ถอดคำประพันธืได้ว่า : ต่างไม่เสด็จไปที่ประชุมเเม้เเต่ เภทภัย หมายถึง ภัยต่างๆ
ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีใครปิด
บริบาล หมายถึง ดูเเลนักษา
พระทวาร หมายถึง ประตู
เสวก หมายถึง ข้าราชการในราชสำนัก
อุโฆษ หมายถึง กึกก้อง
๔๐
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
เข้าปราบลิจฉวีขัตติย์รัฐชนบท
สู่เงื้อมพระหัตถ์หมด เเละโดย ถอดคำประพันธืได้ว่า : เขา้มาปราบกษัตริย์ลิจฉวี
อาณาจักรทั้งหลายก็ตกอยู่ในพระหัตถ์ โดยที่กองทัพ
ไป่พักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรยเเรง ไม่ต้องเปลืองเเรงในการต่อสู้ปราบราบคาบเเล้วเสด็จ
ยังราชคฤห์เมืองยิ่งใหญ่ดังเดิมเนื้อเรื่องเเต่เดิมจบลง
เปลืองระดมโปรย ประยุทธ์ เพียงนี้ เเต่ประสงค์จะเเต่งสุภาษิตเพื่อเติมให้ได้รับ
ฟังเพื่อเป็นคติอันทรงคุณค่านำไปคิดไตร่ตรอง
ราบคาบเสด็จ ธง เสด็จลุราชคฤหอุตดม
เขตบุเรศดุจ ณเดิม
เรื่องต้นยุกติก็เเต่จะต่อพจนเติมถาษิตลิขิตเสริม
เหตุ บ มิสม ประสบค์
ปรุงโสตเป็นคติสุนทราภรณจงจับข้อ
ประโยชน์ตรง ตริดู ฯ ขัตติย์ หมายถึง กษัตริย์ ยุกติ หมายถึง ยุติ จบสิ้น
๔๑
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
จอมทัพมาคธราษฏร์ ธ ยาตรพยุห อันภูบดีรา ชอชาตศัตรู
กรีธาสู่วิ นคร ได้ลิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี
เเลสรรพบรรดา วรราชวัชชี
โดยทางอันพระทวารเปิด นรนิกรฤา ถึงซึ่งพิบัติบี ฑอนัตถ์พินาศหนา
รอจะต่อรอน อะไร เหี้ยมนั้นเพราะผันเเตก คณะเเตกเเละต่างมา
เบื้องนั้นท่านคุรุวัสสการทิชก็ไป ถือทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง
นำทัพชเนนทร์ไท มคธ ถอดคำประพันธืได้ว่า : พระเจ้าอชาตศัตรูได้เเผ่นดิน
ถอดคำประพันธืได้ว่า : จอมทัพเเห่งเเคว้นมคธกรีธา วัชชีอย่างสะดวก เเละกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายก็ถึงซึ่ง
ความพินาศล่มจม เหตุเพราะความเเตกเเยกกัน ต่างก็
ทัพเข้าเมืองเวสาลีทางประตูเมืองที่เปิดอยู่โดยไม่มี มีความยึดมั่นในความคิดของตน ผูกโกรธซึ่งกันเเละ
กัน
ผู้คน หรือ ทหารต่อสู้ประการใดขณะนั้นวัสสการ
อนัตถ์ หมายถึง ไม่เป็นประโยชน์ เหี้ยมนั้น หมายถึง เหตุนั้น
พราหมณ์ผู้เป็นอาจาร์ยก็ไปนำทัพของกษัตริย์เเห่
งนมรนคิกธร หมายถึง ฝูงชน ชเนนทร์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในชน
๔๒
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
เเยกพรรคสมรรคภิน ทนสิ้น บ ปรองดรอง ถอดคำประพันธืได้ว่า : ต่างเเยกพรรค เเตกสามัคคีกัน
ขาดญานพิจารณ์ตรอง ตริมลักประจักษ์เจือ ไม่ปรองดองกัน ขาดปัญญาที่จะพิจารณาไตร่ตรองเชื่อ
รสเล่าก็ง่ายเหลือ ความของบรรดาพระโอรสอย่างง่ายดาย เหตุที่เป็นเช่น
เชื่ออรรถยุบลเอา คติโมหเป็นมูล เพราะกษัตริย์เเต่ละพระองค์ทรงมากไปด้วยความหลง
เหตุหาก ธมากเมื่อ ยนภาวอาดูร จึงทำให้ถึงความฉิบหาย มีภาวะความเป็นอยู่อันทุกระทม
ยศศักดิเสื่อมนาน เสียทั้งเเผ่นดินเกียรติยศ เเละชื่อเสียงที่เคยมี ส่วน
จึงดาลประการหา คุรุวัสสการพราหมณ์ วัสสาการพราหมณ์นั้นน่าชื่นชมอย่างยิ่งเพราะเป็นเลิศใน
เสียเเดนไผทสูญ กลงำกระทำมา การกระทำกลอุบาย
ควรชมนิยมจัด
เป็นเอกอุบายงาม
๔๓
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
พุทธาทิบัณฑิต พิเคราะห์คิดพินิจปรา ถอดคำประพันธืได้ว่า : พุทธบัณฑิตให้ความคิด
รภสรรเสริญสา ธุสมัครภาพผล วิเคราะห์สรรเสริญให้เห็นภาพที่ว่าจะอำนวยสุขที่ดี
สุกภาวมาดล ต่อตน เสื่อคลายไปตลอด คนหมู่ใดหากผิดสามัคคีก็
ว่าอาจจะอวยมา บ นิราศนิรันดร เหมือนซึ่งไร้คุณความดี
ดีสู่ ณ หมู่ตน คยพรรคสโมสร
พุทธาทิบัณฑิต หมายถึง ผู้รู้ มีพระพุทธเจ้าเป็นอาทิ
หมู่ใดผิสามัค คุณไร้ไฉนดล
สมัครภาพ หมายถึง ความสามัคคี
ไปปราศนิราศรอน
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๔๔
พร้อมเพรียงประเสริฐครัน เพราะฉะนั้นเเหละบุคคล
ผู้หวังเจริญตน ธุระเกี่ยวกะหมู่เขา ถอดคำประพันธืได้ว่า : ความพร้อมเพียงสามัคคีของ
คนในหมู่ขณะ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้นบุคคล
พึงหมายสมัครเป็น มุขเป็นประธานเอา ที่หวังให้เกิดความเจริญสู่ตนเเละมีกิจธุระอันเป็นส่วน
รวม ก็พึงตั้งใจเป็นส่วนร่วม ก็พึงตั้งใจเป็นหัวหน้าเอา
ธุรทั่ว ณ ตัวเรา บ มิเห็น ณ ฝ่ายเดียว เป็นธุระด้วยตัวของเราเอง โดยไม่เห็นเเต่ประโยชน์
ส่วนตนฝ่ายเดียว ควรยกประโยชน์ให้คนอื่นบ้างนึก
ควรยกประโยชน์ยืน นรอื่นก็เเลเหลียว ถึงผู้อื่บ้าง กลมเกลียวเป็นมิตรกันไว้
ดูบ้างเเละกลมเกลียว มิตรภาพผดุงครอง
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๔๕
ยั้งทิฏฐิมานหย่อน ทมผ่อนผจงจอง ถอดคำประพันธืได้ว่า : ต้องลดทิฐิมานะ รู้จักข่มใจ
จะทำสิ่งใดก็เอื้อเฟื้อกัน ไม่มีความบาดหมางใจเเละ
อารีมิมีหมอง มนเมื่อจะทำใด ประโยชน์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็เเบ่งปันกันไปมากบ้าง
น้อยบางอย่างเป็นทำ ควรยึดมั่นในมารยาทเเละความ
ลาภผลสกลบรร ลุก็ปันก็เเบ่งใช่ ประพฤติที่ดีงาม รักษาหมู่คณะโดยไม่มีความริษยากัน
อันจะตัดรอนไมตรี
ตามน้อยเเละมากใจ สุจริตนิยมธรรม์
พึงมรรยาทยึด สุประพฤติ์สงวนพรรค์ มาน หมายถึง ความถือตัว อุปเฉทไมตรี หมายถึง ตัดไมตรี
รือริษยาอัน อุปเฉทไมตรี