อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๔๖
ดั่งนั้นนหมู่ใด ผิ บ ไร้สมัครมี ถอดคำประพันธืได้ว่า : ดั่งนั้นถ้าหมู่คณะใดไม่ขาดซึ่ง
พร้อมเพียงนิพัทธ์นี รวิวาทระเเวงกัน ความสามัคคีมีความพร้อมเพียงกันอยู่เสมอ ไม่มีการ
ทะเลาะวิวาทเเละระเเวงกันก็หวังได้โดยไม่ต้องสงสัยว่าจะ
หวังเทอญมิต้องส สยคงประสบพลัน พบความสุข ความสงบ เเละประกอบด้วยประโยชน์
ซึ่งสุขเกษมสันต์ หิตะกอบทวีการ มากมาย ใครเล่าจะมิกล้าคิดสงครามด้วย หวังจะทำลายล้าง
ก็ไม่ได้ัทั้งนี้เพราะความพร้อมเพียงกัน
ใครเล่าจะสามราถ มนอาจระรานหาญ
หักล้าง บ เเหลกลาญ ก็เพราะพร้อมเพราะเพียงกัน นิพัทธ์ หมายถึง เนื่องๆ เนื่องกัน หิตะ หมายถึง ประโยชน์
๔๗
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
ป่วยกล่าวอะไรฝูง นรสูงประเสริฐครัน ถอดคำประพันธืได้ว่า : กล่าวไปใยกับมนุษย์ผู้
ฤาสรรพสัตว์อัน เฉพาะมีชีวีครอง ประเสริฐ เเม่เเต่กิ่งไม้หักใครจะใคร่ลองเอามามัดเป็น
เเม้มากผิกิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอง กำ ตั้งใจใช้กำลังหักก็ยากเต็มทนหากหมู่ใดไม่มีความ
มัดกำกระนั้นปอง พลหักก็เต็มทน สามัคคีในหมู่คณะของตน เเละกิจอันใดที่จะต้อง
เหล่าไหนผิไมตรี สละลี้ ณ หมู่ตน ขวนขวายทำก็มิพร้อมเพรียงกัน
กิจใดจะขวายขวน บ มิพร้อมมิเพียงกัน
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๔๘
อย่าปราถนาหวัง สุขทั้งเจริญอัน ถอดคำประพันธืได้ว่า : ก็อย่าไ้ด้หวังเลยความสุขความ
เจริญจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความทุกข์พิบัติอันตรายเเละ
มวลมาอุบัติบรร ลุไฉน บ ได้มี ความชั่วร้ายทั้งปวงถึงเเม้จะไม่ต้องการก็จะต้องได้รับเป็น
ปวงทุกข์พิบัติสรร พภยันตรายกลี เเน่เเท้ ผู้ที่อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคำนึง
ติประสงค์ก็คงสม ถึงความสามัคคีอยู่เป็นนิจ ถ้ายังไม่มีก็ควรจะมีขึ้น ถ้ามีอยู่
เเม้ปราศนิยมปรี คณะเป็นสมาคม เเล้วก็ควรให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจึงจะถึงซึ่งความสุข
ควรชนประชุมเช่น ภนิพัทธรำพึง ความสบาย
ผิวมีก็คำนึง
สามัคคีปรารม จะประสบสุขาลับ
ไป่มีก็ให้มี
เนื่องเพื่อภิยโยจึง
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๔๙
เลือกใช้ชนิดคำประพันธ์ได้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อสาร
ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
- เป็นฉันที่ลีลาสง่างามดุจงูเลื้อย นิยมใช้แต่งบทที่ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วและคึกคัก
มนณวกฉันท์ ๘
- เป็นฉันท์ที่มีลีลาผาดโผน สนุกสนาน ร่างเริงและตื่นเต้นดุจชายหนุ่ม
มาลินีฉันท์ ๑๕
- เป็นฉันท์ที่ใช้ในการแต่งกายกลบทหรือบรรยายความเคร่งขรึม เป็นสง่า
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๕๐
การสัมผัสพยัญชนะ การสัมผัสสระ
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร ปวัตน์วัญจโนบาย แตกร้าวกร้าวร้ายก็ป้ายปาม ลุวรบิดรลาม
มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิ์สโมสร ทีละน้อยตาม ณ เหตุผล
การเล่นเสียงหนักเบา
อันภูบดีรา ชอชาตศัตรู
ได้ลิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี
แลสรรพบรรดา วรราชวัชชี
ถึงซึ่งพิบัติบี ฑอนัตถ์พินาศหนา
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๕๑
ใช้คำง่ายๆ คำไวพจน์
ผูกไมตรีจิต เลิงชิดชอบเชื่อง เขารับพระบัณฑรู อดิศูรบดีศร
กับหมู่ชาวเมือง ฉันท์อัชฌาสัย ภาโรปกรณ์ตอน ทิวรุ่งสฤษฏ์พลัน
เล่าเรื่องเคืองขุ่น ว้าวุ่ยวายใจ ชอชาติศัตรู
จำเป็นมาใน ด้าวต่างแดนตน อันภูบดีรา วประเทศสะดวกดี
ได้ลิจฉวีภู วัชชีรัฐบาล
* ใช้คำง่ายๆในบางตอนทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย * แม้แต่สักองค์ ฯ
ภูมิศลิจฉวี
บ่ ชุมนุมสมาน
* มีความหมายว่า กษัตริย์หรือพระเจ้าแผ่นดิน *
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๕๒
อุปมาโวหาร
ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป อติพจน์
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ
พรรณนาโวหาร ตื่นตาหน้าเผือด หมดเลือดสั่นกาย
หลบลี้หนีตาย วุ่นหวั่นพรั่นใจ
ควรชมนิยมจัด คุรุวัสสการพราหมณ์ ซุกครอกซอกครัว ซ่อนตัวแตกภัย
เป็นเอกอุบายงาม กลงำกระทำมา เข้าดงพงไพร ทิ้งย่านบ้านตน
พุทธาทิบัณฑิต พิเคราะห์คิดพินิจปรา
รถสรรเสริญสา ธุสมัครภาพผล
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๕๓
สาธกโวหาร เทศนาโวหาร
ลาภผลสกลบรร ลุก็ปันก็เเบ่งใช่ ควรชนประชุมเช่น คณะเป็นสมาคม
สามัคคิปรารม ภนิพัทธารำพึง
ตามน้อยเเละมากใจ สุจริตนิยมธรรม์ ผิวมีก็คำนึง
พึงมรรยาทยึด สุประพฤติ์สงวนพรรค์ ไป่มีก็ให้มี จะประสบสุขาลัย
อุปเฉทไมตรี เนื่องเพื่อภิยโยจึง
รือริษยาอัน
คำถามเชิงวาทศิลป์
ใครเป็นใหญ่ใคร กล้าหาญเห็นดี
คุณค่าด้านเนื้อหา ๕๔
ความสามัคคี เป็นคติคำสอนคติธรรมหลักที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์มุ่งแสดงให้เห็นโทษของ
การแตกความสามัคคี (สามัคคีเภท) เนื่องจากไม่ยึดมั่นใน “อปริหานิยธรรม” ของชาวแคว้น วัชชี จนทำให้พระเจ้าอชา
ตศัตรูสามารถเข้ามายึดเมืองได้อย่างง่ายดาย และเป็นธรรมที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมหรือความหายนะ โดยมี ทั้งหมด
๗ ประการ เน้นความสามัคคีเป็นหลัก
๑.หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒.พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกัน ทำกิจที่พึงทำ
๓.ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้กำหนดไว้หรือขัดต่อหลักการเดิม ไม่ล้มล้างสิ่ง ที่บัญญัติไว้ ยึดถือมั่นตามวัชชีธรรม หลักการที่วาง
ไว้ในคราแรก
๔.ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชั้นชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งสำคัญควร
สดับรับฟัง
๕๕
๖.เคารพสักการบูชาเจดีย์ ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุตลอดจน อนุสาวรีย์ต่าง ๆ ของประจำชาติทั้งหลาย ทั้งภายในและ
ภายนอก ไม่ ๆ ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป
๗.จัดความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ ทั้งหลาย หมายถึง บรรพชิตผู้ดำรงธรรมเป็นหลักใจของ
ประชาชนทั่วไป ตั้งใจว่าขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่ได้มา พึงมาสู่แคว้น ส่วนองค์ใด ที่เสด็จมาประทับแล้วในแคว้นพึง
อยู่ในแคว้นโดยความผาสุก
การเสื่อมถอยจากอปริหานิยธรรมของชาววัชชีนี้ เกิดจากการ หลงเชื่อกลอุบายของวัสสการพราหมณ์ ซึ่งทำอุบาย
ให้เกิดความ แตกแยกในหมู่กษัตริย์ลิจฉวีผู้ปกครองแคว้นวัชชี โดยเริ่มจากการสร้าง ความเคลือบแคลงใจให้เกิดขึ้นในหมู่
พระกุมารด้วยการทำให้พระกุมาร แต่ละพระองค์เข้าใจผิดว่าพระกุมารพระองค์อื่นนำข้อเสียหรือข้อด้อย ของตนไปเล่าให้ผู้
อื่นฟัง จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและขยายวงทำให้ เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคีในที่สุด เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรู
ยกทัพมาจึงไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดกระทำสิ่งใด
คุณค่าด้านสังคม ๕๖
ด้านวัฒนธรรมประเพณี
ด้านการปกครองแบบมีสภาของกษัตริย์ลิจฉวี มีระบบระเบียบในการปกครองที่ เข้มแข็งเป็นปึกแผ่น เป็นหนทาง
ยากที่ข้าศึกยากที่จะเอาชนะได้
วัฒนธรรมด้านการศึกษา โดยโอรสของกษัตริย์มาเรียนร่วมกันโดยมีพราหมณ์ผู้ที่ มีความรู้เป็นครูผู้สอน
ด้านข้อคิดและคติสอนใจ
ความสามัคคีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทำให้หมู่คณะยืนหยัดอยู่ได้อย่างสงบสุข
การเชื่อคนง่าย โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรอง มักทำให้เกิดความเสียหายภายหลัง
การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ จึงจะประสบผลสำเร็จ
ด้านการเมืองการปกครอง ( สามัคคีเภท) เนื่องจากไม่ยึดมั่นใน “อปริหานิยธรรม” โดยมีทั้งหมด ๗ ประการ ๕๗
หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้กำหนดไว้หรือขัดต่อหลักการเดิม ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ยึดถือมั่นตามวัชชีธรรม หลักการที่วาง
ไว้ในคราแรก
ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชั้นชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำ ของท่านเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งสำคัญ
ควรสดับรับฟัง
บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหงหรือฉุดคร่าขึ้นใจ
เคารพสักการบูชาเจดีย์ ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุตลอดจนอนุสาวรีย์ต่าง ๆ ของประจำชาติทั้งหลาย ทั้งภายในและ
ภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้ เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป
จัดความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ทั้งหลายหมายถึง บรรพชิตผู้ดำรงธรรมเป็นหลักใจของ
ประชาชนทั่วไป ตั้งใจว่าขอพระอรหันต์ทั้ง หลายที่ยังไม่ได้มา พึงมาสู่แคว้น ส่วนองค์ใดที่เสด็จมาประทับแล้วใน
แคว้นพึงอยู่ในแคว้นโดยความผาสุก
ในรัชกาลที่ ๖ ด้วยเหตุที่คนไทยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ การดำเนินกิจการบ้านเมืองแตกต่างกันหลายฝ่าย ซึ่งส่ง ๕๘
ผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศ กวีจึงนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจขึ้นเป็น จำนวนมาก
ด้านการศึกษา
ในอดีตเหล่าราชกุมารได้รับการศึกษาจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการแขนงต่าง ๆ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาท
ในการปกครองบ้านเมือง เช่นเดียวกับกษัตริย์ลิจฉวีที่ เห็นว่าพระราชโอรสควรที่จะได้ร่ำเรียนวิชาจากผู้รอบรู้และมีสติ
ปัญญา และต่างเห็นว่า พราหมณ์เป็นพราหมณ์อาวุโสที่มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ในหลักวิชา มีความชำนาญ ด้าน
ศิลปวิทยา จึงทรงแต่งตั้งให้วัสสการพราหมณ์สอนพระราชกุมารแคว้นวัชชี
ด้านการขยายอาณาเขต
พระมหากษัตริย์ที่ปกครองแคว้นต่าง ๆ จะขยายอาณาเขตให้กว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆ โดยการสู้รบ เพื่อยึดครองดินแดนที่
อ่อนแอกว่ามาเป็นของตนเอง หากดินแดนที่ยึด ครองได้นั้นมีความรุ่งเรืองมาก ก็จะยิ่งแสดงถึงชัยชนะและความยิ่งใหญ่
ของกษัตริย์ที่ ได้ครอบครองมากเท่านั้น ในสมัยนั้นแคว้นวัชชีขนาดใหญ่และรุ่งเรืองมากกว่า อาณาจักรอื่น เป็นสาเหตุ
ให้พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งแคว้นมคธ มีพระราชประสงค์จะ ครอบครองเพื่อขยายอาณาจักรของตนให้ยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม
คุณค่าด้านการนำไปใช้ ๕๙
การขาดการพิจารณาไตร่ตรอง นำไปซึ่งความสูญเสีย ดังเช่น เหล่า กษัตริย์ลิจฉวี “ขาดการพิจารณาไตร่ตรอง” คือ
ขาดความสามารถใน การใช้ปัญญาตริตรองพิจารณาสอบสวน และใช้ เหตุผลที่ถูกต้อง จึงหลงกลของวัสสการพราหมณ์
ถูกยุแหย่ให้แตกความสามัคคีจนเสียบ้านเสียเมือง ให้เห็นโทษของการแตกความสามัคคี และแสดงให้เห็นความสำคัญของ
การใช้สติ ปัญญาให้เกิดผลโดยไม่ต้องใช้กำลัง ข้อคิดเห็นระหว่างวัสสการพราหมณ์กับกษัตริย์ ลิจฉวี บางคนอาจมีทรรศนะว่า
วัสสการพราหมณ์ขาดคุณธรรม ใช้อุบายล่อลวงผู้อื่น เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน แต่มองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นว่า วัสสการพราหมณ์
น่ายกย่อง ตรงที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอชาตศัตรูและต่อบ้านเมือง ยอมถูกลงโทษเฆี่ยนตี ยอมลำบาก จากบ้านเมืองตน
ไป เสี่ยงภัยในหมู่ศัตรู ต้องใช้ความอดทนสติปัญญา ความสามารถอย่างสูงจึงจะสัมฤทธิผลตามแผนการที่วางไว้
บรรณาณุกรม ๖๐
กัลยาณี ถนอมแก้ว. (๒๕๕๓), สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.gotoknow.org/posts/332012 (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)
กัลยาณี ถนอมแก้ว. (๒๕๕๓). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.goto
know.org/posts/332031 (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)
กัลยาณี ถนอมแก้ว. (๒๕๕๓). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.goto
know.org/posts/332007 (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)
จรรยวรรณ ศรีฉายา. (๒๕๖๔). สามัคคีเภทคำฉันท์. (พิมพ์ครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุมีเดียจำกัด จตุจักร.
ณัฐชยา เพ็ชรรัตน์. (๒๕๕๒). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google. com/
a/ watpa. ac. th/ krunatchaya/ bi- khwam- ru- reuxng- samakhkhi- pheth- kha- chanth
(วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)
๖๑
นิรนาม. (๒๕๕๖). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://samakkeepeatchant.
blogspot.com/2013/12/blog-post_4301.html (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕).
นิรนาม. (๒๕๖๑). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.digitalschool.club/
digitalschool/thai2_4_1/thai8_11/page_1.php (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)
บัวลักษณ์ นาคทรงแก้ว. (๒๕๖๓), สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://elsd.ssru.ac.th/bualak_na/pluginfile.php/74/mod_page/intro/%E0%B8%AA%E0%
B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B9%
80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%89%E0%B8%B1%
E0%B8%99%E0%B8% 97%E0%B9%8C-60.pdf (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)
พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์. (๒๕๖๓). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://
www.digitalschool.club/digitalschool/thai2_4_1/thai9_5/paper/all.pdf
(วันที่ค้นข้อมูล : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕)