บวชนอกพรรษา
บวชนอกพรรษา
บวชนอกพรรษา
บวชนอกพรรษา
บวชนอกพรรษา
ถอ้ ยแถลง
คำความที่ข้าพเจ้าได้รวบรวมขึ้นมานี้ มีกุศลเจตนาเพื่อเป็นสิ่ง
อำนวยความสะดวกแก่พระบวชใหม่หรือบวชชั่วคราว (นอกพรรษา) ได้ใช้
เป็นคู่มือเบื้องต้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนพิธีของวัดบ้านบกเจริญ โดย
ได้ลำดับบทสวดมนต์ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจง่าย มีคำอธิบาย
เกี่ยวกับพุทธประวัติ ศรัทธาเกี่ยวกับการบวช สาระธรรมต่าง ๆ ให้ได้ศึกษา
พิจารณา เปน็ ต้น และคฤหัสถป์ ระชาชนทัว่ ไปยังสามารถศึกษาดูเป็นคู่มือได้
ไมม่ คี วามผิด เพราะยังมบี ทสวดมนตป์ ระจำวนั สำหรับประชาชนไดถ้ ือปฏิบัติ
ด้วย
หากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วน้ี จะมีอานิสงส์ผลบุญมากน้อย
เพียงใด รูปแบบใด ข้าพเจ้าขออุทิศให้แด่บิดามารดา ครูอาจารย์ ญาติ มิตร
ผมู้ ีบญุ คุณ ตลอดจนเทพไทเ้ ทวา เจา้ กรรมนายเวรท้ังหลาย สาธุ สาธุ สาธุ
ขอให้ท่านที่ได้สัมผัส (แม้เพียงน้อย) คำความฉบับน้ี จงมีแต่
ความสขุ สงบ พบเจอแตค่ วามโชคดี โชคดี และโชคดี
กตปญุ ฺโญฺ
อาทิตย์ เกษหอม
๑๖ มีนาคม ๒๕๖๕
๑
บวชนอกพรรษา
สารบัญ
ถอ้ ยแถลง.....................................................................................................................................................๑
สารบญั .........................................................................................................................................................๒
สารตั ถะพุทธประวัตเิ บือ้ งต้น................................................................................................................๔
ศรทั ธาเกย่ี วกบั การบวช .........................................................................................................................๙
ลกั ษณะของบุคคลทบ่ี วชไมไ่ ด้ ......................................................................................................... ๑๐
มงคลพธิ ีเกย่ี วกบั การบวช.................................................................................................................. ๑๑
ระเบียบการลาสิกขา ........................................................................................................................... ๑๖
เวลาทำการมงคล โดย จ. เปรียญ .................................................................................................. ๑๙
ทำวัตรเชา้ ................................................................................................................................................ ๒๔
ทำวัตรเย็น............................................................................................................................................... ๓๐
บทใหพ้ รเม่อื บณิ ฑบาต....................................................................................................................... ๓๖
บทอนุโมทนาพธิ ี จงั หนั เชา้ ............................................................................................................... ๓๗
ลำดบั และบทสวดมนต์ทำบุญวันพระ............................................................................................ ๓๙
บทใหพ้ รต่าง ๆ...................................................................................................................................... ๕๒
บทอนโุ มทนาพธิ ี ............................................................................................................................. ๕๒
มงคลจักรวาฬน้อย......................................................................................................................... ๕๓
มงคลจกั รวาลน้อย (ย่อ)............................................................................................................... ๕๓
อาฏานาฏยิ ะปะรติ ตงั (ย่อ) ....................................................................................................... ๕๔
กาละทานะสุตตะคาถา................................................................................................................. ๕๔
โภชะนะทานานโุ มทะนาคาถา................................................................................................... ๕๕
ตโิ รกฑุ ฑะกณั ฑะปจั ฉมิ ภาค ....................................................................................................... ๕๕
๒
บวชนอกพรรษา
อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา.......................................................................................................... ๕๖
เทวะตาทสิ สะทกั ขณิ านุโมทะนาคาถา.................................................................................... ๕๖
เทวะตาภสิ ัมมนั ตะนะคาถา........................................................................................................ ๕๗
อาทิยะสตุ ตะคาถา......................................................................................................................... ๕๗
วหิ าระทานะคาถา.......................................................................................................................... ๕๘
โส อัตถะลัทโธ ................................................................................................................................. ๕๘
บทสวดมนตป์ ระจำวนั (สำหรบั ประชาชน).................................................................................. ๖๐
คำถวายหนงั สอื สวดมนต์................................................................................................................... ๗๒
คำถวายดอกไม้ธูปเทียนเพ่ือบูชา.................................................................................................... ๗๒
คำจบขนั ขา้ วใสบ่ าตร .......................................................................................................................... ๗๓
สารัตถะธรรม......................................................................................................................................... ๗๔
ประวัติชุมชน บ้านบกเจริญ ตำบลบ้านแมด อำเภอบณุ ฑรกิ จงั หวัดอบุ ลราชธานี ..... ๘๐
เอกสารอ้างอิงและหนงั สอื ควรอา่ น................................................................................................ ๘๔
ภาคผนวก................................................................................................................................................ ๘๕
๓
บวชนอกพรรษา
สารตั ถะพทุ ธประวตั เิ บอื้ งตน้
“พระพทุ ธเจ้า” คอื ผรู้ ้แู จง้ แห่งธรรม ผใู้ ห้แสงสว่างแก่โลก ผพู้ น้ แล้ว
ซึ่งวัฏสงสาร ผู้กำเนิดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นปฐม ด้วยปัญญาสมาธิ
ของพระองตเ์ อง
“พระพุทธเจ้า” เป็นพระนามสากล เมื่อวัยเยาว์พระองค์ทรงพระ
นามว่า “สิทธัตถะ โคตมะ” เป็นบุตราของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนาง
มายา ครองราชสมบัติในหมู่ชนชาติศากยะ แคว้นตะวันออกเฉียงเหนือ
ประเทศอนิ เดยี เมืองหลวงช่ือกบลิ พัสดุ์
เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ประมาณ ๘๐ ปี
ก่อนพุทธกาล เมื่อประสูติพวกพราหมณ์ปุโรหิตในราชสำนักได้พยากรณ์ว่า
ถ้าขึ้นครองราชย์จะได้เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลาย หรือขยาย
ความว่าจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปกครองโลก แต่ถ้าพระองค์สละราชย์ เลือก
ดำเนินชีวิตในวิถเี พ่อื หลุดพ้น จะได้ตรสั ร้เู ป็นพระสัมมาสัมพุทธเจา้
โดยในวนั ประสูตนิ ้นั มีฤๅษตี นหนึง่ ชอื่ กาลเทวละ เดนิ ทางมาจากเขา
หิมาลัย ได้ย่อกายลงแทบพระบาทของราชทารกแล้วรำพันว่า “พระราช
กุมารนี้จะบรรลุเป็นผู้รู้แจ้งแห่งธรรมอันดีเลิศ และประกาศธรรมนั้นแก่ปวง
ประชาชาวโลก เพื่อให้เปน็ วิถที างหลดุ พน้ จากความทกุ ข์ในวฏั สงสาร”
๔
บวชนอกพรรษา
คำรำพันพยากรณ์ของฤๅษีกาลเทวละ ได้สร้างความกังวลใจแก่พระ
เจ้าสุทโธทนะเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องการให้พระราชกุมารแห่งตนเป็น
พระมหากษัตย์เอกของโลก และด้วยคำพยากรณ์ของพราหมณ์ที่ว่า “หาก
พระราชกุมารได้ทัศนาความไม่เที่ยงแท้ของสรรพชีวิตทั้งหลายจะนำพาให้
พระราชกุมารละจากทางโลกมุ่งแสวงหาทางหลุดพ้น” ดังนั้นพระองค์จึง
ทะนุถนอมพระราชบุตราอย่างเลิศที่สุด จัดให้ห้อมล้อมด้วยเครื่องอำนวย
สำราญทั้งทางกายและทางใจ ตลอดจนอบรมสรรพวิทยาการทั้งปวงอัน
สมควรที่บุตราพระมหากษัตริย์จะได้รับ เพื่อผูกมัดรัดไว้กับความลุ่มหลง
ในทางโลก
ตลอดระยะเวลาในวัยเยาว์เจ้าชายสิทธัตถะได้อาศัยอยู่แต่เพียง
ภายในเขตพระราชนิเวศน์ที่พระราชปิตาเจ้ากำหนดไว้ ซึ่งห้ามไม่ให้คนเจ็บ
คนแก่ คนตาย คนน่าสังเวสอื่น ๆ ปรากฏแก่ผัสสะทางกายหรือทางใจของ
พระราชบุตราเลย กาลต่อมาเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา
ไดอ้ ภิเษกสมรสกบั เจา้ หญิงยโสธรา บุตรสาวของสุปพุทธะ เจา้ แห่งนครเทวท
หะ จากนนั้ บรมสุขนานาประการของทั้งสองพระองค์กด็ ำเนินต่อไป
กระทั่งครั้งหนึ่ง เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสอุทยาน แล้วทรง
ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวชจึง
บังเกิดสัญญาณให้พระองค์ทรงระลึกตรึกตรองพิจารณาถึงความน่าสัง เวช
ของชีวิตว่าช่างไม่มีความเที่ยงแท้ และทรงคิดหาหนทางที่จะหลุดพ้นจาก
ความหลุมหลงในสขุ และทกุ ขท์ ้ังปวง รวมถึงการเกิดอีกของชีวิตน้ี
๕
บวชนอกพรรษา
คืนหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะจึงตัดสินพระทัยหลีกหนีความสุขทุกข์
วุ่นวายในทางโลก ขึ้นทรงม้ากัณฐกะออกจากพระราชวังไปกับนายม้าชื่อว่า
ฉันนะ พระองค์ทรงละพระชายา พระราชบุตรา พระชนกวัยชรา (พระราช
ชนนีสวรรคตหลังจากประสูติเจ้าชายได้ ๗ วัน) ตลอดจนพระราชฐาน
บ้านเมืองไวข้ า้ งหลังโดยไม่อำลา ครัน้ เดินทางมาถงึ ยอดเขาแห่งหนงึ่ ปรากฏ
มาร (สิ่งชักนำให้ล่มุ หลง) ได้กระตุน้ ใหพ้ ระองคเ์ หน็ อภินิหารว่า หากพระองค์
ไม่หนีมาในครั้งนี้จะได้เป็นเอกพระมหากษัตริย์ปกครองโลก สมบูรณ์ด้วย
ราชสมบัติมากมาย แต่พระองค์ก็ทรงเอาชนะมารได้ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น (แต่
มารก็ยงั คงตดิ ตามพระองคต์ ่อไปอีก)
หลังจากหลีกหนีสุขทุกข์ทางโลกมา เจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ
ได้ ๒๙ พรรษา พระองค์เสด็จไปสู่แม่น้ำอโนมาแล้วตัดพระเกศาด้วยพระ
ขรรค์ จากนั้นมอบราชาวุธ เครื่องทรง และม้าต้นให้กับนายฉันนะนำกลับไป
เมืองกบิลพัสดุ์พร้อมฝากสารกราบทูลพระชนกและพระชายาด้วยว่าอย่าได้
อาลัยถงึ พระองค์อีกเลย หลังจากนน้ั ๗ วันพระองคท์ รงบำเพ็ญสมาธิปัญญา
ด้วยความรื่นรมย์อย่างยิ่ง มีความปีติยินดีที่ได้ละจากทางโลกเพื่อออก
แสวงหาความจริง (ทางหลุดพ้น) ครั้นได้นุ่งห่มผ้าสีเหลืองก็เสด็จสู่กรุง
ราชคฤห์ นครหลวงแห่งมคธรฐั ซึง่ จะกล่าวต่อไปในนามใหม่ว่า “พระโคดม”
พระโคดมถึงกรุงราชคฤห์ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์ชื่อว่า
อาฬารกาลามะและอุททกรามบุตร พระองค์ทรงบำเพ็ญสมาธิภาวนาเพียง
อย่างเดียวเพื่อฆ่าตัญหา ด้วยเชื่อว่าจะเป็นทางให้หลุดพ้นไปเสวยสุขอยู่กับ
๖
บวชนอกพรรษา
พระพรหมชั่วนิรันดร์ตามแบบอย่างคำสอนของพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ท้ัง
สอง กิริยาบำเพ็ญของพระองค์นั้นมีผู้เลื่อมใสเลื่องลือไปไกลมาก กระทั่งมีผู้
มาฝากตัวเป็นศิษย์ ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ
และอสั สชิ ซงึ่ ทุกคนก็ไดป้ ฏบิ ตั ภิ าวนาอย่างอาจารย์ของตน
พระโคดมเพียรหาทางเพื่อหลุดพ้นจน ๖ พรรษาล่วงแล้วโดยประมาณ
พระองค์ทรงมีพระวรกายซูบผอมอ่อนกำลังมาก เหตุดว้ ยบำเพ็ญทุกกรกิริยา
ไม่เสวย ไม่บรรทม จนกระทั่งสิ้นสติขณะเดินจงกรมในคืนวันหนึ่ง ครั้นเม่ือ
ฟื้นแล้วก็ทรงพิจารณาพบว่าการบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างที่ผ่านมานั้น ไม่
สามารถดับทุกข์และเป็นหนทางนำไปสู่ความหลุดพ้นได้เลย ดังนั้นพระองค์
จึงกลับมาเสวยกระยาหารตามปกติ และก็เป็นเหตใุ ห้ความเล่ือมใสของศิษย์
ทั้ง ๕ ได้สิ้นสุดลง (เช่นนี้เองพระพุทธศาสนาจึงปฏิเสธการทรมานตนสืบมา
เพราะหาสาระไมไ่ ด)้
ต่อมาพระโคดมทรงแสวงหาทางหลุดพ้นด้วยปัญญารู้เหตุผลของ
พระองคเ์ อง โดยมุง่ ละความยินดีในผสั สะทางกายท้ังปวง สร้างความบริสุทธ์ิ
จากภายในจิตใจ จนไดช้ ัยชนะท่ยี ่ิงใหญใ่ นที่สดุ กล่าวคอื พระองค์ได้ต่อสู้กับ
มารตัณหาความทะยานอยาก ความโกรธ ความหลง ความกำหนัด สารพัด
ความยั่วยวนใหห้ ลงผิดในโลก ด้วยปญั ญารเู้ ท่าทนั และทรงระลึกเหน็ ว่ามีแต่
“นิพพาน” เท่านั้น ที่จะทำให้พบแต่ความสุขสงบตลอดไปไม่สิ้นสุด ดังน้ัน
สารัตถะตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดน้ี จึงเป็นเหตุให้พระโคดมได้ชื่อว่า “เป็นผู้
๗
บวชนอกพรรษา
ชนะทั้งปวง” และ “เป็นพระพุทธเจ้า” ของโลกสืบมาถึงปัจจุบันและต่อไป
ในอนาคตกาล
สารัตถะควรทราบเพมิ่ เติม...
ว่ากันว่าหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น สามารถพิสูจน์ได้
ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ซึ่งผู้คนในโลกปัจจุบันต่างให้ความสำคัญว่าเช่ือถือ
ได้... “หากเธอสงสัย หากเธอไม่รู้ หากเธอไมเ่ ช่ือ เธอจงพสิ ูจน”์
คราวที่พระโคดมทรงเอาชนะมาร ชนะพันธนาการในโลกด้วย
ความรู้แจ้งแห่งธรรม (ตรัสรู้) พระองค์มีพระชนม์ได้ ๓๕ พรรษาตรงกับวัน
เพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เป็นวันเดียวกับกาลที่เสด็จอุบัติมาสู่โลก และเป็นวัน
เดียวกับกาลเสด็จเข้าสูน่ ิพพาน (ดับกิเลสและเบญจขันธห์ มดสิ้น) อีก ๔๕ ปี
ภายหลัง พุทธศาสนิกชนทั่วโลกถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาเรียกว่าวัน
วสิ าขบชู า
๘
บวชนอกพรรษา
ศรทั ธาเกย่ี วกับการบวช
ศรัทธาใน “การบวช” มมี าตั้งแต่โบราณสืบถงึ ปจั จุบนั โดยเหตุแห่ง
ความเชอ่ื นั้นว่ากนั ว่า การบวชจะชว่ ยให้ผบู้ วชได้บุญได้กุศล ไดฝ้ ึกจิตฝึกกาย
ได้เรียนรู้ในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง มีโอกาส
เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ส่งผลให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะพิเศษ
เป็นที่น่าชื่นชมยกย่อง ดังที่มีคำศัพท์เรียกขานพระผู้ลาสิกขาแล้วว่า ทิด
จารย์ มหา ญาคู ญาซา (อย่างชาวบ้านอีสาน) หรือมีการเปรียบเทียบผู้เคย
บวชแล้วลาสิกขาออกมาว่าเป็นคนสุก (ซึ่งจะหาเมียง่าย) กับผู้ที่ยังไม่เคย
บวชว่าเป็นคนดบิ (ซึ่งจะหาเมียยาก)
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่ออีกว่า การบวชถือเปน็ การทดแทนบุญคณุ
บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ตลอดจนวงศาคณาญาติ ครูบาอาจารย์ และผู้มี
อุปการคุณทั้งหลายที่มีอานิสงส์อย่างยิ่ง ซึ่งจะสามารถนำพาให้ทุกท่าน
เหล่าน้นั ขน้ึ สสู่ รวงสวรรค์ชน้ั ฟา้ ได้ในกาลโลกหน้า
อย่างไรก็ดี ความเชื่อเกี่ยวกับการบวชตามที่ได้กล่าวมานี้ อาจเป็น
เพียงกุศโลบายอย่างหนึ่งเพื่อธำรงพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวและวัฒนา ซึ่ง
หากเราทุกคนทุกท่าน ต้งั มัน่ อยใู่ นศีลธรรม น้อมนำหลักธรรมคำสั่งสอนของ
พระพุทธศาสนามาสู่การปฏิบัติทั้งทางกายและทางใจ ก็ถือว่าจะได้รับ
อานิสงส์คลา้ ยอยา่ งการบวชเช่นเดยี วกัน
๙
บวชนอกพรรษา
ลกั ษณะของบคุ คลทบ่ี วชไมไ่ ด้
ในประเด็นนี้จะกล่าวอ้างตามปราชญ์ จันทร์ ไพจิตร ป.๙ (๒๔๙๓)
ซึ่งได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะที่ห้ามบวชในพระพุทธศาสนาคือ คนมีอายุไม่ถึง
๒๐ ปี ๑ บัณเฑาะก์ ๑ อุภโตพยัญชนกะ (คนมี ๒ เพศ) ๑ ภิกขุนีทูสกะ คน
ผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณี ๑ เถยยสังวาสกะ คือคนลักเพศ ได้แก่คนถือเพศ
ภกิ ษุเอาเอง ๑ ตติ ถยิ ปกั กนั ตกะ ภกิ ษผุ ไู้ ปเขา้ รตี เดียรถยี ์ ๑ มาตุฆาตกะ คน
ฆ่ามารดา ๑ ปิตุฆาตกะ คนฆ่าบิดา ๑ อรหันตฆาตกะ คนฆ่าพระอรหันต์ ๑
โลหิตุปปาทกะ คนทำรา้ ยพระพุทธเจ้าแม้เพยี งทำพระโลหติ ให้ห้อข้นึ ๑ สังฆ
เภทกะ ภิกษุผู้ทำสงฆ์ให้แตกจากกัน ๑ ภิกษุผู้ต้องปาราชิกละเพศแล้ว
ต้องการบวช ๑ คน ๑๒ จำพวกน้ีเรยี กว่าวตั ถวุ บิ ตั ิ หา้ มอุปสมบท
นอกจากนี้ ยังมีจำพวกคนถูกห้ามไม่ให้รับบรรพชาอุปสมบทอีก ๘
จำพวก คือ ๑. คนมีโรคติดต่อรักษาไม่หาย ๒. คนมีอวัยวะบกพร่องมือเท้า
ขาด เป็นต้น ๓. คนมีอวัยวะไม่สมประกอบ มือเป็นแผ่นไม่มีนิ้วเป็นต้น ๔.
คนพิการ ตาบอด หูหนวก เป็นต้น ๕. คนทุรพล คนแก่ไม่มีกำลัง ๖. คนมี
เกี่ยวข้อง พ่อแม่ไม่อนุญาต มีหนี้สิน เป็นต้น ๗. คนเคยถูกลงอาญาหลวงมี
หมายปรากฏอยู่ ๘. คนประทษุ ร้ายความสงบ คือโจรผรู้ า้ ยท่ีขึน้ ชอ่ื
อีกทั้งต้องเว้นบุคคลตามลักษณะมาตรา ๑๕ แห่งสังฆาณัติระเบียบ
พระอุปัชฌายะ พุทธศักราช ๒๔๘๗ คือ ๑. คนทำความผิดหลบหนีอาญา
แผ่นดิน ๒. คนทำความผิดหลบหนีราชการ ๓. คนมีคดีค้างในศาล ๔. คน
๑๐
บวชนอกพรรษา
เคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ ๕. คนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาด
ทางพระศาสนา ๖. คนมโี รคตดิ ตอ่ ๗. คนมอี วัยวะพิการจนไมส่ ามารถปฏิบัติ
กิจพระศาสนาไดส้ ะดวก
มงคลพธิ เี กย่ี วกบั การบวช
“งานบวช” ถือเป็นมงคลพิธีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแต่ละงาน
อาจจะมีรูปแบบพิธกี ารบางอย่างแตกต่างกันออกไป ขึน้ อย่กู ับประเพณีนิยม
ของแต่ละท้องถิ่น ฐานะหรือความพร้อมของเจ้าภาพผู้จัดงาน ตลอดจน
บริบทของสังคมสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อให้ผู้ที่
ใคร่จะศึกษาได้ทราบและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการ จัดงานมงคล พิธี
เกี่ยวกับการบวช จะขอกล่าวอ้างคำอธิบายจากตำรา “ประเพณีพิธีมงคล
ไทยอสิ าน” โดย จ.เปรียญ (ม.ป.ป.) และตำรา “ประมวลพธิ ีมงคลของไทย”
โดย จันทร์ ไพรจติ ร ป.๙ (๒๔๙๓) โดยสังเขป ดงั ตอ่ ไปนี้
โดยทั่วไป การจัดงานบวชจะมีกิจกรรมอยู่ ๒ วัน นั่นคือ วันก่อน
บวชหรือวันสุกดิบ และวันแห่นาคไปบวช (รายละเอียดจะกล่าวถึงต่อไป)
สำหรับชายผู้มีจิตศรัทธาจะบวชในพระพุทธศาสนาควรมีอายุครบ ๒๐ ปี
เมือ่ กำหนดฤกษ์ยามท่จี ะบวชแลว้ ควรตดิ ต่อสอบถามพระอุปัชฌายะด้วยว่า
สะดวกในวันดังกล่าวหรือไม่ หรือจะให้พระอุปัชฌายะเป็นผู้กำหนดวันให้
เลยก็ได้
๑๑
บวชนอกพรรษา
หลังจากได้ฤกษ์ยามเหมาะสมแล้ว ผู้จัดงานหรือผู้จะบวชควรไป
บอกกล่าวญาติพี่น้องหรือบุคคลต่าง ๆ ที่ตนเคารพนับถือเพื่อขอขมาลา
อปุ สมบท (ดว้ ยดอกไมธ้ ปู เทยี น) รวมถึงเชิญมาร่วมอนุโมทนาบุญในงานบวช
ด้วย ทั้งนี้ อาจมีการจัดพิมพ์บัตรเล็กประกอบการบอกกล่าว หรือเผยแพร่
ตามส่ือออนไลนส์ ว่ นตวั ต่าง ๆ ด้วยกไ็ ด้ ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
ตวั อยา่ งบตั รของเจา้ ภาพ
ข้าพเจ้า……………..จะจัดการอปุ สมบทนาย………………บุตรของขา้ พเจ้า (ถ้ามี
สถานะเกี่ยวข้องเปน็ อย่างอืน่ ก็ระบตุ ามน้ัน) ณ พัทธสีมาวดั ………….ตำบล………………….
อำเภอ………………….จังหวัด…………………กำหนด ณ วันที่…………เดือน…………..พ.ศ……
เวลา……………นาฬิกา ตรงกับวันท่ี…………ขึน้ /แรม………..ค่ำ เดือน…………..(วนั ท่ี………..
เป็นวนั สกุ ดบิ ร่งุ ขึ้นเปน็ วนั อปุ สมบท)
ดังนน้ั จึงขอเชญิ ทา่ นมารว่ มอนโุ มทนาบุญและเพอ่ื เปน็ เกียรตแิ ก่ข้าพเจ้าดว้ ย
………………….เจา้ ภาพ
ดัดแปลงจาก : จันทร์ ไพรจติ ร ป.๙ (๒๔๙๓ : ๖๔)
ตวั อยา่ งบตั รของผอู้ ปุ สมบท
ดว้ ยข้าพเจา้ ขอกราบลาอุปสมบท ณ พทั ธสีมาวัด……………..ตำบล………….
อำเภอ…………..จังหวดั ……………..กำหนดวนั ท…ี่ …………เดือน…………พ.ศ……………….
เวลา…………นาฬิกา ดังน้ัน กรรมใดทีเ่ คยผดิ กจิ ใดทีเ่ คยกอ่ ขอทา่ นโปรดอโหสิกรรม
ให้แกข่ า้ พเจา้ ด้วย
………………….ผลู้ าอปุ สมบท
ดดั แปลงจาก : จนั ทร์ ไพรจติ ร ป.๙ (๒๔๙๓ : ๖๕)
๑๒
บวชนอกพรรษา
ตวั อยา่ งบตั รของผอู้ ปุ สมบท
(เผยแพรใ่ นสื่อออนไลน์ส่วนตัวได้)
ต่อมา สงิ่ สำคัญท่เี จ้าภาพหรือผู้จะบวชควรจดั เตรียมให้ครบถ้วนคือ
เครื่องอัฏฐบริขาร รวมถึงผู้จะบวชควรศึกษาระเบียบแบบแผนและบทสวด
พนื้ ฐานตา่ ง ๆ ท่เี ก่ียวข้องกับการเป็นพระสงฆ์ไว้ล่วงหนา้ ดว้ ย ดังน้ี
เครือ่ งอัฏฐบรขิ ารบริขาร ประกอบด้วย
๑. บาตร
๒. อนั ตรวาสก ผา้ สบง
๓. อตุ ตราสงค์ ผา้ จวี ร (ควรมมี ากกว่า ๑ สำหรบั เปลี่ยน)
๔. สังฆาฏิ ผา้ พาดบ่า (ห่มซ้อน)
๕. กายพันธน์ ผ้าประคตเอว
๖. ธมกรก หมอ้ กรองนำ้
๑๓
บวชนอกพรรษา
๗. กลอ่ งเขม็ พร้อมด้าย
๘. มดี โกน
บทสวดพืน้ ฐานตา่ ง ๆ ประกอบดว้ ย
๑. บทขอบรรพชาอปุ สมบท
๒. บททำพินทุ, อธิษฐาน, และวิธวี กิ ปั จีวร
๓. บทกรวดนำ้
๔. บทแสดงอาบตั ิ
๕. บทยถา สพั พี
๖. บทพจิ ารณาปจั จัย ๔
๗. บททำวัตรเชา้ – เย็น เป็นตน้
อย่างไรก็ดี ประเด็นเกี่ยวกับระเบียบแบบแผนและบทสวดต่าง ๆ
ข้างต้น ไม่ถือเป็นสิ่งเคร่งครัดจริงจังมากนักในปัจจุบัน เนื่องจากมีคู่มือ
เอกสารต่าง ๆ จำนวนมากเป็นตัวช่วย ตลอดจนมีพระผู้ใหญ่คอยให้
คำแนะนำอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวันบวชจริงจะมีพระสงฆ์คอยให้คำแนะนำ
ขั้นตอนต่าง ๆ รวมถึงนำกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทด้วย ทั้งนี้ การฝึกหดั
เรียนรู้ไว้ล่วงหน้าก็ไม่เสียหลาย เพราะจะได้มีความพร้อม ความมั่นใจ ไม่
ประหมา่ และยังเปน็ การแสดงให้เห็นวา่ ผจู้ ะบวชมคี วามมงุ่ ม่ันต้ังใจบรสิ ุทธ์ิ
วันสุกดิบ เป็นวันจัดเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น อาหาร
สำหรับทำบุญเลี้ยงพระและแขกผู้มาร่วมงาน จัดทำพานบายศรี (พาขวัญ)
สำหรับสขู่ วญั นาค หอ่ บาตร จัดต้งั กองบญุ เปน็ ตน้ ในสว่ นเก่ียวกับผู้จะบวช
๑๔
บวชนอกพรรษา
จะมีการปลงผมนาคทาขมิ้นหรือชำระร่างกาย แต่งตัวเพื่อเข้าร่วมพิธีสู่ขวัญ
นาคและแห่นาคตามฤกษ์ยามทกี่ ำหนด
อนึ่ง เกี่ยวกับพิธีการหรือองค์ประกอบต่าง ๆ โดยละเอียดควร
สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ หมอพราหมณ์ หรือปราชญ์ผู้รู้เพิ่มเติม เพราะเปิง
(ประเพณ)ี ของแตล่ ะทอ้ งถ่นิ อาจไม่เหมือนกัน อกี ท้งั ยงั ข้นึ อยู่กับความพร้อม
และความประสงค์ของเจ้าภาพผู้จัดงานด้วย กล่าวคือ บางงานอาจจะจัดให้
แหน่ าคก่อนแลว้ กลับมาสู่ขวัญนาคในตอนเย็นของวนั สุกดิบก็มี หรอื บางงาน
อาจจะสู่ขวัญนาคในเช้าวันบวชแล้วแห่นาคไปบวชในวันนั้นก็มี หรือในช่วง
เย็นค่ำ ๆ ของวันสุกดิบอาจจะมีการไปมอบนาคกับพระสงฆ์ที่วัดก็มี หรือ
บางงานอาจจะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เทศนาในตอนเย็นและ
ทำบุญตักบาตรฉันเช้าก็มี (ตามความประสงค์ของเจ้าภาพจะนิมนต์ ๕, ๗,
๙, ๑๑ รูปก็แล้วแต่สะดวก และจะนิมนต์เช้าหรือเย็นก่อนก็ได้ วันใดก็ได้ ไม่
ผิด แตจ่ ะต้องไม่ลมื นิมนต์พระบวชใหม่) นอกจากนี้ บางงานอาจจะมีการงัน
กองบวชหรือเฉลิมฉลองการบวชในตอนกลางคนื ดว้ ย (โดยมากในอีสานนิยม
หมอลำ)
วันแหน่ าคไปบวช เมื่อได้ฤกษ์ยามกจ็ ัดกระบวนแห่นาคไปบวช โดย
กระบวนแห่นาคนั้นบ้างก็ไปกันเงียบ ๆ บ้างก็ไปกันอย่างครึกครื้นเฮฮามี
สรรพดนตรีต่าง ๆ บรรเลงสนุกสนาน ข้อสำคัญที่ควรทราบ มารดาต้องอุ้ม
ไตรจีวร บิดาอ้มุ บาตรและตาลปัตร รวมถงึ ญาติพ่นี ้องก็ถือเคร่ืองอัฏฐบริขาร
อืน่ ๆ คร้ันถงึ วัดแลว้ กแ็ หร่ อบพระอุโบสถ ๓ รอบ (เวียนขวา) เสรจ็ แลว้ นาค
๑๕
บวชนอกพรรษา
จุดธูปเทียนบูชาสีมาหน้าโบสถ์ (พระอุโบสถ) เมื่อจะเข้าโบสถ์บิดามารดา
ญาติพี่น้องพึงจูงนาคเข้าไป (บิดาด้านซ้าย มารดาด้านขวา) หรือนาคจูงบดิ า
มารดาญาติพี่น้องเข้าไปก็ตามแต่ความเชื่อ (อย่างแรกมีนัยว่าบิดามารดา
ญาติพี่น้องนำพาบุตรหลาน (นาค) เพื่อให้ได้พบพระหรือช่วยลดอาการ
ประหม่า อยา่ งหลังมีนัยว่าบุตรหลาย (นาค) นำพาบดิ ามารดาญาติพ่ีน้องขึ้น
สสู่ วรรคช์ ั้นฟ้าหรือเพอ่ื ให้ได้พบพระ) หลังจากนี้กจ็ ะเปน็ พธิ กี ารทางสงฆ์และ
พระอุปชั ฌายะดำเนินการต่อไป
ระเบยี บการลาสกิ ขา
เชื่อกันว่าการลาสิกขาเปรียบเสมือนได้เกิดใหม่ ดังนั้นจึงควรพิจารณา
วันเวลาใหด้ ี สำหรบั ระเบียบการลาสิกขาทีพ่ งึ ปฏบิ ัตินน้ั มีดังนี้
๑. ขอขมาสมี า (มกี รวยดอกไมธ้ ูปเทยี นหมากพลู)
๒. ขอขมาพระประธาน (มีกรวยดอกไมธ้ ปู เทียนหมากพลู)
๓. ขอขมาพระสงฆ์ (มีกรวยดอกไมธ้ ูปเทียนหมากพลู)
๔. (เมอ่ื ได้ฤกษล์ าสกิ ขา) ควรจดั หาดอกไมธ้ ูปเทียน
๕. ควรแสดงอาบตั ใิ ห้ตัวบรสิ ุทธิ์
๖. กราบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครงั้ ต่อหน้าพระประธาน กลา่ วนโม
๓ จบ แลว้ กล่าวอตตี ปัจจเวกขณ์ทง้ั ๔ บท ดังน้ี
๑๖
บวชนอกพรรษา
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตฺวา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง ตัง ยาวะเท
วะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ ฑังสะมะกะสะวาตาตะ
ปะสิรงิ สะปะสมั ผสั สานงั ปะฏิฆาตายะ ยาวะเทวะ หริ โิ กปินะปะฏิจฉาทะนัต
ถงั ฯ
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตฺวา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโต โส เน
วะ ทวายะ นะ มะทายะ นะ มณั ฑะนายะ นะ วภิ ูสะนายะ ยาวะเทวะ อิมัส
สะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ
อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ
ยาตรฺ า จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ
อชั ชะ มะยา อะปจั จะเวกขติ วฺ า ยัง เสนาสะนงั ปะริภุตตงั ตงั ยาวะ
เทวะ สีตัสสะ ปะฏฆิ าตายะ อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ ฑังสะมะกะสะวาตาตะ
ปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวโิ นทะนัง
ปะฏสิ ลั ลานารามตั ถัง
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตฺวา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริก
ขาโร ปะริภุตโต โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง
ปะฏฆิ าตายะ อพั ยฺ าปัชฌะปะระมะตายาติ
(กราบ ๓ ครงั้ )
๑๗
บวชนอกพรรษา
๗. ตั้งใจกลา่ วคำปฏิญาณละเพศออกเปน็ คฤหสั ถ์ ดังน้ี (๓ ครั้ง)
สิกขฺ ปํ ัจจฺ กฺขามิ ข้าพเจา้ ขอลาสกิ ขา คิหตี ิ มํ ธาเรถ ขอทา่ นท้ังหลาย
จงจำข้าพเจ้าไว้วา่ เป็นคฤหสั ถ์
๘. พระสงฆก์ ลา่ วสวดคาถาต่าง ๆ
๙. ผลู้ าสิกขาผลดั เปลีย่ นผา้
๑๐. ก่อนกลับกราบลา ๓ คร้ัง
ตามทีก่ ลา่ วมานี้ เป็นเพียงระเบยี บการลาสิกขาตัวอยา่ ง ซ่ึงในแต่ละ
ท้องถิ่นอาจจะปรับเปลี่ยนแตกต่างจากนี้ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบประเพณีของ
แตล่ ะวดั หรือท้องถน่ิ นน้ั ๆ
๑๘
บวชนอกพรรษา
เวลาทำการมงคล โดย จ. เปรยี ญ
ขน้ึ ๑ ค่ำ ทำการมงคลดีจะมีลาภ ถา้ จะไปบนบกและทางเรอื มดิ ี จะ
เจรจาถ้อยความสู่ขุนนางมิดแี ล โชคนั้นดีแต่เช้าถงึ บ่าย โชคร้ายแต่บ่ายจวน
รุ่ง
ขึ้น ๒ คำ่ ทำการมงคลมดิ แี ล จะตายจากกนั ตดั ผ้าเย็บผ้าจะไฟไหม้
ข้าคนวัวควายจะเกิดถ้อยความ โชคนั้นจะร้ายแต่เช้าถึงเที่ยง โชคดีแต่เที่ยง
จวนรุง่
ขึ้น ๓ ค่ำ ทำการมงคลมิดีจะตาย ตัดผ้าเย็บนุ่งผ้าใหม่ไม่มี ไปสู่ขุน
นางดีจะมีลาภ ไปทางเรือจะเกิดผลดี โชคร้ายแต่เช้าถึงเพล โชคดีแต่เที่ยง
จวนร่งุ
ขน้ึ ๔ คำ่ ทำการมงคลดีนัก ปลูกเรือนสผู่ ัวเมียอย่ดู ีกินดดี ้วยกัน ถ้า
เดินทางไปสู่ขุนนางดีจะมีลาภ จะได้รางวัล การเจรจาถ้อยความดีนักแล นุ่ง
ผ้าใหม่ดีจะมลี าภเพราะท่านผใู้ หญ่ โชดดแี ต่เชา้ ถึงเท่ยี ง โชครา้ ยแต่บ่ายถึงรงุ่
ข้ึน ๕ คำ่ ทำการมงคลท้งั ปวงดีแล ปลกู เรอื นและส่ผู ัวเมียจะได้ลาภ
ทุกวัน ทา้ วพระยาจะให้ลาภแก่เรา ถ้าเดินทางให้ไปทางเรือจะดี ทางบกไม่ดี
๑๙
บวชนอกพรรษา
จะเสียของ เจรจาถ้อยความไม่ดี ไปสู่เจ้านายดี ตัดผ้าเย็บผ้า นุ่งผ้าใหม่มิดี
จะไข้เจ็บ โชคดีแตเ่ ช้าถึงเทย่ี ง โชคร้ายแต่บ่ายถงึ เท่ยี งคนื
ขึ้น ๖ ค่ำ เร่งทำการมงคลทัง้ ปวง ปลูกเรือนกล่าวว่า เมียจะได้ลาภ
ทุกวัน ทา้ วพระยาจะให้ลาภแกเ่ รา ถา้ เดินทางให้ไปทางเรือ ถา้ ไปทางบกมิดี
จะเสียของ เจรจาถ้อยความมิดี ไปสูเ่ จ้านายขนุ นางดี ตดั ผ้าเยบ็ ผ้านุ่งใหม่มิดี
จะไขเ้ จ็บ โชคดีแต่เช้าถงึ เทีย่ ง โชคร้ายแตบ่ ่ายถึงเท่ยี งคืน
ขึ้น ๗ ค่ำ อย่าทำการมงคลทั้งปวงมิดีแล โชคร้ายแต่บ่ายถึงเที่ยง
โชคดีแตเ่ ที่ยงถงึ รุง่
ขึ้น ๘ ค่ำ อย่าทำการมงคลมิดี ทำการเรือนดีจะมีลาภเพราะผู้หญงิ
โชคดแี ต่เทย่ี งถงึ จวนรุ่ง
ขึ้น ๙ ค่ำ ทำการมงคลดีจะมีลาภ ห้ามไม่ให้ไปสู่ขุนนางมิดี ไป
ค้าขายดจี ะมลี าภ โชคดแี ต่เช้าถงึ เทยี่ งคนื
ขึ้น ๑๐ ค่ำ ทำการมงคลดีนัก ท้าวพระยาจะให้ลาภ จะได้เป็นใหญ่
เจรจาถอ้ ยความ ตัดผา้ เยบ็ ดี โชคนัน้ ดแี ตเ่ ชา้ ถึงเท่ียง
ขึ้น ๑๑ ค่ำ ทำการมงคลดีนัก ท้าวพระยาจะให้ลาภ จะได้เป็นใหญ่
เจรจาถอ้ ยความ ตดั เย็บผ้าดี โชคดแี ตเ่ ช้าถึงเทย่ี ง
๒๐
บวชนอกพรรษา
ขึ้น ๑๒ ค่ำ ทำการมงคลมิดี ไปสู่ขุนนางดีจะมีลาภ โชคนั้นร้าย
ตั้งแต่เช้าถึงเพล นอกน้ันโชคดี
ขึ้น ๑๓ ค่ำ เร่งทำการมงคลทั้งปวงดนี ัก จะได้ลาภเพราะผู้ใหญ่ ไป
ทางบกทางเรอื ไม่สูด้ ี โชคน้นั ดแี ตเ่ ช้าถึงเท่ียงคืน
ขึ้น ๑๔ ค่ำ อย่าทำการมงคลทั้งปวง เพราะเป็นวันร้ายนัก โชคน้ัน
รา้ ยแต่เช้าถงึ เทีย่ งแล
ข้ึน ๑๕ ค่ำ ทำการมงคลดี จะได้ลาภเพราะผู้ใหญ่ ให้ไปทางบกดีจะ
มีลาภ ไปทางเรือมิดี โชคน้ันดีแตเ่ ช้าถึงเท่ยี ง
แรม ๑ คำ่ ทำการมงคลดี ผัวเมยี ดอี ายยุ นื การเดินดนี น้ั ทางบกและ
ทางเรือ เย็บผ้านุ่งผ้าใหม่ดีทุกอย่าง โชคดีแต่เช้าถึงเที่ยง โชคร้ายแต่บ่ายถึง
รงุ่
แรม ๒ คำ่ อยา่ ทำการมงคลจะเจ็บไข้ ไปคา้ ขายดจี ะมีลาภ โชคร้าย
ตงั้ แต่เช้าถงึ เท่ียง
แรม ๓ ค่ำ อย่าทำการมงคลจะเจ็บไข้ ไปค้าขายดีจะมีลาภ โชคนนั้
จะร้ายตงั้ แต่เช้าถงึ เที่ยง
แรม ๔ คำ่ ใหเ้ ร่งทำการมงคล อยา่ ไปสูเ่ รอื นคนอ่นื มิดี ซ้ือวัวควายดี
จะมลี าภเพราะผูใ้ หญ่ โชคดแี ต่เชา้ ถึงเทย่ี ง
๒๑
บวชนอกพรรษา
แรม ๕ คำ่ อยา่ ทำการมงคลมิดี การเดนิ ทางถ้าไปทางเรือมิดี ซื้อวัว
ควายตัดเย็บผา้ น่งุ ผ้าไหม เจรจาถอ้ ยความดจี ะมลี าภ โชคน้ันดตี ้ังแต่ค่ำถึงย่ำ
รงุ่
แรม ๖ ค่ำ ทำการมงคลดีจะมีลาภ การเดินทางไปทางบกหรือทาง
เรือดี จะมีลาภเพราะผู้หญิงแม่หม้าย ไปหาสู่ขุนนางดีจะมีลาภ ตัดผ้าเยบ็ ผา้
มิดี จะซื้อววั ควายดี โชคนัน้ จะดีตง้ั แตเ่ ช้าถึงเทย่ี ง นอกน้ันมดิ แี ล
แรม ๗ ค่ำ ทำการมงคลดีจะมีลาภ การเดินทางไปทางบกจะมีลาภ
ถ้าไปทางเรือโชคจะร้าย ลาภนั้นจะได้จากขุนนางผู้ใหญ่ ส่วนโชคนั้นจะร้าย
แตเ่ ช้าถึงเท่ยี ง โชคจะดแี ต่บา่ ยถึงรงุ่
แรม ๘ ค่ำ ทำการมงคลมิดี ถ้าไปค้าขายบนบกทางเรือดี จะมีลาภ
เพราะขุนนาง นุ่งผา้ มาอีก ตัดเย็บผ้า ซือ้ ววั ควายไมด่ ี จะฉิบหายแล
แรม ๙ ค่ำ ทำการมงคลดี อย่าแผ้วสวนจะเจ็บไข้ อย่าไปค้าขาย
ในทางบกจะเสียสินเงินทอง ถ้าไปทางเรือจะมีลาภ ตัดผ้าเย็บผ้ามิดีจะเสีย
เงนิ ทอง
แรม ๑๐ ค่ำ อย่าทำการมงคลไม่ดี ไปค้าขายในทางบกและทางเรอื
ดจี ะมลี าภ โชคน้ันจะร้ายตง้ั แต่ตอนเชา้ จนถงึ บ่าย นอกน้ันโชคดแี ล
๒๒
บวชนอกพรรษา
แรม ๑๑ ค่ำ ทำการมงคลดี ไปทำมาค้าขายทางบกหรือทางเรือจะดี
มีลาภ ตัดเย็บผ้า นุ่งผ้าใหม่ดี จะมีลาภเพราะขุนนางผู้ใหญ่ ถามหาโชคโชค
นน้ั จะดีต้งั แต่เชา้ ถึงเท่ยี ง พอพน้ จากนน้ั โชคจะร้าย
แรม ๑๒ ค่ำ ทำการมงคลมิดี ถ้าไปค้าขายทางบกดีจะมีลาภ โชคดี
ตัง้ แต่เชา้ ถึงเทย่ี ง โชคร้ายจะมีตั้งแต่บา่ ยถึงรงุ่
แรม ๑๓ ค่ำ ทำการมงคลดีจะได้เป็นใหญ่ ไปทำมาค้าขายทั้งทาง
บกและทางเรอื จะมีลาภ โชคนน้ั ดีต้งั แต่เชา้ ถึงเทีย่ ง
แรม ๑๔ ค่ำ ทำการมงคลดี ถ้าซื้อวัวควายดีจะมีลาภ โชคนั้นดี
ต้ังแตเ่ ชา้ ถงึ เท่ยี ง นอกเวลาน้ันไปโชคนั้นจะรา้ ยนักแล
แรม ๑๕ คำ่ ทำการมงคลดี ไปทางบกทางเรือดจี ะมีลาภ ตัดผ้าเย็บ
ผ้า นุ่งผ้าใหม่ไม่ดี ท่านว่าร้ายนักแล ถามถึงโชคโชคนั้นดีตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง
ถ้าพ้นจากนัน้ ไปโชคจะรา้ ย
๒๓
บวชนอกพรรษา
ทำวตั รเชา้
(พระผ้เู ป็นประธานจุดธูปเทยี น)
เริม่ ด้วยการบูชาพระรตั นตรัย ดงั น้ี
โย โส ภะคะวา อะระหงั สมั มาสัมพทุ โธ
ส๎วากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม
สุปะฏิปนั โน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธมั มัง สะสงั ฆัง
อิเมหิ สกั กาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภปิ ชู ะยามะ
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพโุ ตปิ
ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา
อเิ ม สกั กาเร ทคุ คะตะปัณณาการะภเู ต ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง ทีฆะรตั ตงั หติ ายะ สุขายะ
อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา
พทุ ธัง ภะคะวันตงั อะภวิ าเทมิ (กราบ)
ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
ธัมมงั นะมัสสามิ (กราบ)
สปุ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
สงั ฆงั นะมามิ (กราบ)
๒๔
บวชนอกพรรษา
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรม่ิ ) ดังนี้
หนั ทะ มะยงั พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโร
มะ เส
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั ) ดังน้ี
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธัสสะ (๓ จบ)
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) ดงั นี้
หันทะ มะยัง พุทธาภถิ ตุ งิ กะโรมะ เส
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั ) ดงั น้ี
โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสมั พุทโธ, วชิ ชาจะระณะสัมปนั โน
สุคะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะ
นุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, โย อิมงั โลกงั สะเทวะกัง สะมาระกัง
สะพ๎รห๎มะกงั , สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสงั
สะยัง อะภิญญา สัจฉกิ ัต๎วา ปะเวเทสิ, โย ธัมมัง เทเสสิ อาทิกลั ๎
ยาณงั มชั เฌกลั ๎ยาณัง ปะริโยสานะกลั ๎ยาณัง, สาตถงั สะพ๎ยัญชะนงั
เกวะละปะริปณุ ณงั ปะริสทุ ธัง พ๎รห๎มะจะริยงั ปะกาเสสิ, ตะมะหงั
ภะคะวนั ตงั อะภิปูชะยามิ ตะมะหงั ภะคะวนั ตัง สริ ะสา นะมามิ
(กราบ)
๒๕
บวชนอกพรรษา
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) ดังน้ี
หันทะ มะยงั ธัมมาภิถตุ ิง กะโรมะ เส
(พระรปู อนื่ รบั พรอ้ มกนั ) ดงั นี้
โย โส ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม, สันทฏิ ฐโิ ก อะกาลโิ ก เอหปิ สั
สิโก, โอปะนะยิโก ปัจจตั ตงั เวทติ ัพโพ วญิ ญหู ิ, ตะมะหัง ธัมมัง
อะภปิ ูชะยามิ ตะมะหัง ธัมมัง สริ ะสา นะมามิ (กราบ)
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) ดงั น้ี
หันทะ มะยงั สังฆาภิถตุ ิง กะโรมะ เส
(พระรปู อนื่ รบั พรอ้ มกนั ) ดงั นี้
โย โส สุปะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, อชุ ปุ ะฏิปันโน ภะคะ
วะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สามีจิปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, ยะททิ ัง จัตตาริ ปุริสะ
ยคุ านิ อัฏฐะ ปรุ สิ ะปุคคะลา, เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุ
เนยโย ปาหุเนยโย ทกั ขิเณยโย อญั ชะลกิ ะระณีโย, อะนตุ ตะรงั
ปุญญักเขตตงั โลกสั สะ, ตะมะหงั สงั ฆงั อะภปิ ูชะยามิ ตะมะหงั
สังฆัง สริ ะสา นะมามิ (กราบ แล้วน่งั พบั เพียบ)
๒๖
บวชนอกพรรษา
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรม่ิ ) ดังน้ี
หนั ทะ มะยัง ระตะนตั ตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะวัตถุ
ปะริทีปะกะปาฐญั จะ ภะณามะ เส
หรอื เริ่มวา่ (กรณสี วดแคค่ รง่ึ เดยี ว ตวั เอยี ง)
หนั ทะ มะยัง ระตะนตั ตะยัปปะณามะคาถาโย ภะณามะ เส
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั ) ดงั นี้
พุทโธ สสุ ทุ โธ กะรุณามะหัณณะโว
โยจจันตะสทุ ธพั พะระญาณะโลจะโน
โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก
วันทามิ พทุ ธงั อะหะมาทะเรนะ ตัง
ธมั โม ปะทโี ป วยิ ะ ตสั สะ สัตถโุ น โย
มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก
โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน
วนั ทามิ ธัมมงั อะหะมาทะเรนะ ตัง
สังโฆ สุเขตาภ๎ยะติเขตตะสัญญโิ ต
โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานโุ พธะโก
โลลปั ปะหโี น อะรโิ ย สุเมธะโส
วันทามิ สังฆงั อะหะมาทะเรนะ ตงั
อจิ เจวะเมกนั ตะภิปชู ะเนยยะกงั วัตถตุ ตะยงั
วันทะยะตาภิสงั ขะตัง ปุญญัง มะยา ยงั
๒๗
บวชนอกพรรษา
มะมะ สพั พุปัททะวา มา โหนตุ เว ตสั สะ ปะภาวะสทิ ธยิ า
อธิ ะ ตะถาคะโต โลเก อุปปนั โน อะระหงั สัมมาสัมพุทโธ,
ธัมโม จะ เทสีโต นิยยานิโก อปุ ะสะมิโก ปะรินิพพานโิ ก สัมโพธะ
คามี สุคะตัปปะเวทโิ ต, มะยนั ตัง ธมั มัง สุต๎วา เอวัง ชานามะ, ชา
ติปิ ทกุ ขา ชะราปิ ทกุ ขา มะระณัมปิ ทุกขัง, โสกะปะรเิ ทวะทกุ ขะ
โทมะนสั สปุ ายาสาปิ ทกุ ขา, อัปปเิ ยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิป
ปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตมั ปิ ทุกขัง, สังขติ เตนะ ปัญจุ
ปาทานกั ขนั ธา ทกุ ขา, เสยยะถีทัง, รูปปู าทานักขันโธ, เวทะนปู าทา
นักขันโธ, สญั ญูปาทานักขนั โธ, สังขารูปาทานกั ขนั โธ, วิญญาณูปา
ทานกั ขนั โธ, เยสงั ปะริญญายะ, ธะระมาโน โส ภะคะวา, เอวัง พะหุ
ลัง สาวเก วเิ นติ, เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ
อะนสุ าสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ, รปู งั อะนจิ จงั , เวทะนา อะนิจจา,
สัญญา อะนิจจา, สังขารา อะนิจจา, วิญญาณงั อะนิจจา, รูปงั
อะนตั ตา, เวทะนา อะนตั ตา, สัญญา อะนตั ตา, สงั ขารา อะนัตตา,
วิญญาณงั อะนัตตา, สพั เพ สงั ขารา อะนิจจา, สพั เพ ธมั มา อะนตั
ตาต,ิ เต (ผหู้ ญงิ ว่า ตา) มะยัง โอตณิ ณาม๎หะ ชาตยิ า ชะรามะระเณ
นะ, โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ, ทุกโข
ตณิ ณา ทุกขะปะเรตา, อปั เปวะนามิมสั สะ เกวะลสั สะ ทุกขกั ขันธัส
สะ อันตะกิริยา ปญั ญาเยถาติ *** จิระปะรินิพพตุ ัมปิ ตัง ภะคะวนั
ตงั อทุ ทิสสะ อะระหังตัง สมั มาสมั พุทธัง, สัทธา อาคารสั ๎มา อะนะ
คารยิ งั ปพั พะชิตา, ตัส๎มิง ภะคะวะติ พ๎รหั ๎มะจะรยิ ัง จะรามะ,
๒๘
บวชนอกพรรษา
ภกิ ขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา, ตงั โน พร๎ หั ๎มะจะริยงั อมิ ัสสะ เก
วะลัสสะ ทกุ ขักขนั ธัสสะ อนั ตะกิริยายะ สังวัตตะตตู ิ
หมายเหตุ :
- สามเณรสวดควรลดคำที่ขดี เส้นใต้
- คฤหสั ถ์สวดถงึ *** แลว้ ตอ่ ด้วย ดังน้ี
จริ ะปะรนิ ิพพุตัมปิ ตงั ภะคะวันตัง สะระณังคะตา ธัมมญั จะ ภิกขุ
สงั ฆญั จะ ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลงั มะนะ
สกิ ะโรมะ อะนปุ ะฏิปัชชามะ สา สา โน ปะฏิปตั ติ อมิ ัสสะ เกวะลัส
สะ ทกุ ขักขนั ธสั สะ อันตะกริ ิยายะ สงั วตั ตะตุ
๒๙
บวชนอกพรรษา
ทำวตั รเยน็
(พระผ้เู ป็นประธานจุดธูปเทยี น)
เริม่ ด้วยการบูชาพระรตั นตรัย ดงั น้ี
โย โส ภะคะวา อะระหงั สมั มาสัมพทุ โธ
ส๎วากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม
สุปะฏิปนั โน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธมั มัง สะสงั ฆัง
อิเมหิ สกั กาเรหิ ยะถาระหงั อาโรปิเตหิ อะภปิ ชู ะยามะ
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจริ ะปะรนิ ิพพุโตปิ
ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา
อเิ ม สกั กาเร ทคุ คะตะปัณณาการะภเู ต ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง ทีฆะรตั ตงั หติ ายะ สขุ ายะ
อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา
พทุ ธัง ภะคะวันตงั อะภิวาเทมิ (กราบ)
ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
ธัมมงั นะมัสสามิ (กราบ)
สปุ ะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
สงั ฆงั นะมามิ (กราบ)
๓๐
บวชนอกพรรษา
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรม่ิ ) ดงั น้ี
หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ
พุทธานุสสะตนิ ะยญั จะ กะโรมะ เส
(พระรปู อนื่ รบั พรอ้ มกนั ) ดงั น้ี
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธัสสะ (๓ จบ)
ตัง โข ปะนะ ภะคะวนั ตงั เอวัง กัล๎ยาโณ กติ ติสทั โท อัพภคุ คะโต,
อติ ิปโิ ส ภะคะวา อะระหัง สมั มาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปนั โน
สคุ ะโต โลกะวทิ ู, อะนุตตะโร ปรุ ิสะทมั มะสาระถิ สัตถา เทวะมะ
นสุ สานงั พุทโธ ภะคะวาติ
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) ดงั นี้
หันทะ มะยงั พุทธาภิคตี ิง กะโรมะ เส
(พระรปู อนื่ รบั พรอ้ มกนั ) ดงั น้ี
พทุ ธ๎วาระหันตะวะระตาทคิ ุณาภิยุตโต
สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต
โพเธสิ โย สชุ ะนะตังกะมะลงั วะ สูโร
วนั ทามะหงั ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทงั
พุทโธ โย สพั พะปาณนี ัง สะระณัง เขมะมตุ ตะมัง
ปะฐะมานุสสตฏิ ฐานงั วันทามิ ตงั สเิ รนะหัง
พทุ ธสั สาหัส๎มิ ทาโส (ผหู้ ญงิ ว่า ทาสี) วะ พทุ โธ เม สามกิ ิสสะโร
๓๑
บวชนอกพรรษา
พทุ โธ ทกุ ขัสสะ ฆาตา จะ วธิ าตา จะ หติ ัสสะ เม
พุทธสั สาหงั นิยยาเทมิ สะรีรญั ชวี ติ ญั จิทงั
วันทนั โตหัง (ผู้หญิงว่า ตหี งั ) จะรสิ สามิ พุทธสั เสวะ สโุ พธิตงั
นัตถิ เม สะระณงั อญั ญงั พทุ โธ เม สะระณงั วะรัง
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ วัฑเฒยยงั สัตถุสาสะเน
พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (ผู้หญงิ ว่า มานายะ) ยงั ปญุ ญัง ปะสุตัง อิธะ
สพั เพปิ อนั ตะระยา เม มาเหสงุ ตัสสะ เตชะสา
(หมอบกราบแลว้ วา่ ดงั น้)ี
กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา
พทุ เธ กกุ ัมมงั ปะกะตัง มะยายัง
พุทโธ ปะฏคิ คัณหะตุ อัจจะ ยันตัง
กาลันตะเร สังวะรติ ุง วะพุทเธ
(นง่ั คกุ เขา่ )
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรม่ิ ) ดังน้ี
หันทะ มะยัง ธมั มานุสสะตนิ ะยัง กะโรมะ เส
(พระรปู อนื่ รบั พรอ้ มกนั ) ดังนี้
ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สนั ทฏิ ฐโิ ก อะกาลิโก เอหิปสั สโิ ก
โอปะนะยโิ ก ปจั จัตตงั เวทิตพั โพ วิญญฮู ีติ
๓๒
บวชนอกพรรษา
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) ดงั นี้
หันทะ มะยัง ธมั มาภคิ ีติง กะโรมะ เส
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั ) ดังน้ี
ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย
โย มคั คะปากะปะริยัตตวิ ิโมกขะเภโท
ธัมโม กโุ ลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี
วันทามะหงั ตะมะหะรงั วะระธัมมะเมตงั
ธมั โม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
ทุติยานุสสะติฏฐานงั วนั ทามิ ตัง สิเรนะหัง
ธมั มสั สาหสั มิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามกิ สิ สะโร
ธัมโม ทกุ ขสั สะ ฆาตา จะ วธิ าตา จะ หติ สั สะ เม
ธัมมสั สาหัง นยิ ยาเทมิ สะรีรัญชวี ิตญั จิทงั
วนั ทนั โตหัง (ตหี งั ) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง
นตั ถิ เม สะระณัง อญั ญัง ธมั โม เม สะระณัง วะรงั
เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน
ธมั มัง เมวนั ทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปญุ ญัง ปะสุตงั อิธะ
สพั เพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
(หมอบกราบแลว้ วา่ ดงั น้ี)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
ธมั เม กกุ มั มัง ปะกะตัง มะยา ยงั
๓๓
บวชนอกพรรษา
ธัมโม ปะฏคิ คณั หะตุ อัจจะยันตงั
กาลนั ตะเร สังวะรติ ุง วะ ธัมเม
(นงั่ คกุ เขา่ )
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรม่ิ ) ดงั น้ี
หนั ทะ มะยงั สังฆานสุ สะตนิ ะยงั กะโรมะ เส
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั ) ดงั น้ี
สุปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
อุชปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามจี ปิ ะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทงั จัตตาริ ปรุ ิสะยคุ านิ อัฏฐะ ปรุ ิสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
อายเุ นยโย ปาหุเนยโย ทกั ขิเนยโย อัญชะลกี ะระณีโย
อะนุตตะรงั ปุญญกั เขตตัง โลกสั สา ติ
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) ดงั นี้
หันทะ มะยัง สังฆาภคิ ีติง กะโรมะ เส
(พระรปู อนื่ รบั พรอ้ มกนั ) ดงั น้ี
สัทธัมมะโช สปุ ะฏปิ ตั ตคิ ณุ าทิยตุ โต
๓๔
บวชนอกพรรษา
โยฏฐพั พิโธ อะรยิ ะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ
สีลาทธิ มั มะปะวะราสะยะกายะจติ โต
วันทามะหัง ตะมะรยิ านะคะณัง สสุ ุทธัง
สงั โฆ โย สพั พะปาณนี ัง สะระณัง เขมะมตุ ตะมัง
ตะตยิ านุสสะตฏิ ฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหงั
สังฆสั สาหัส๎มิ ทาโส (ทาสี) วะ สงั โฆ เม สามกิ ิสสะโร
สงั โฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วธิ าตา จะ หิตัสสะ เม
สงั ฆสั สาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชวี ิตญั จิทัง
วนั ทันโตหัง (ตหี งั ) จะริสสามิ สงั ฆสั โสปะฏปิ ันนะตัง
นัตถิ เม สะระณัง อญั ญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรงั
เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ วัฑเฒยยงั สัตถุ สาสะเน
สงั ฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยงั ปุญญงั ปะสุตงั อิธะ
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
(หมอบกราบแลว้ วา่ ดงั นี้)
กาเยนะ วาจายะ เจตะสา วา
สังเฆ กกุ ัมมัง ปะกะตัง มายา ยัง
สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
กาลนั ตะเร สังวะรติ ุง วะ สงั เฆ
๓๕
บวชนอกพรรษา
บทให้พรเมอ่ื บณิ ฑบาต
(โดยทั่วไปกรณีไมก่ รวดน้ำจะสวดย่อ ๆ เฉพาะ อภวิ า (๒) หากมีการกรวดน้ำ
พระผู้เปน็ ประธานจะสวด ยะถา (๑) กอ่ น แล้วคอ่ ยรบั อภวิ า (๒) ตาม)
(๑)
ยะถา วารวิ หา ปรู า ปะรปิ เู รนติ สาคะรงั
(ห้วงนำ้ ที่เต็มดว้ ยนำ้ ย่อมไหลไปสสู่ มทุ รสาครใหเ้ ต็มฉันใด)
เอวะเมวะ อโิ ต ทนิ นงั เปตานงั อปุ ะกปั ปะติ
(ทานท่ใี หแ้ ล้วแตใ่ นโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผ้ทู ลี่ ่วงลับไปแลว้ ฉนั นน้ั )
อจิ ฉติ ัง ปตั ถติ งั ตมุ หงั ขปิ ปะเมวะ สะมชิ ฌะตุ
(ขอสง่ิ ทที่ า่ นมุ่งมาดปรารถนาตงั้ ไว้ จงสำเรจ็ โดยพลนั ทันที)
สัพเพ ปเู รนตุ สงั กปั ปาจนั โท ปญั ณะระโส ยะถา มะณิ โชตริ ะโส ยะถา
(ความดำริท้งั ปวงของทา่ น จงเต็มบริบรู ณเ์ หมอื นดวงจันทรใ์ นวันเพญ็ ๑๕ คำ่
และเหมือนแก้วมณโี ชติ อนั ให้สำเรจ็ ประโยชนท์ งั้ ปวงฉนั นน้ั )
(๒)
อะภวิ าทะนะสลี สิ สะ นจิ จัง วฒุ าปะจายโิ น
จตั ตาโร ธมั มาวฑั ฒนั ติ อายุ วณั โณ สขุ งั พลงั
(พรท้ังสปี่ ระการ คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พะละ ย่อมเจริญแกผ่ มู้ ีปกตกิ ราบไหว้
และเคารพตอ่ ผู้ใหญเ่ ปน็ นจิ )
๓๖
บวชนอกพรรษา
บทอนโุ มทนาพธิ ี จังหนั เชา้
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ ) (ชาวบา้ นกรวดน้ำ)
ยะถา วารวิ ะหา ปรู า ปะรปิ ูเรนติ สาคะรงั , เอวะเมวะ อโิ ต ทินนงั
เปตานงั อปุ ะกัปปะติ, อจิ ฉิตัง ปตั ถิตงั ตมุ หัง ขปิ ปะเมวะ สะมิชฌะตุ, สัพเพ
ปูเรนตุ สงั กปั ปา จนั โท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั )
สัพพีติโย วิวชั ชันตุ สพั พะโรโค วนิ สั สะตุ
มา เต ภะวตั ตะวนั ตะราโย สขุ ี ทีฆายุโก ภะวะ
อะภิวาทะนะสีลีสสะ นิจจงั วุฑฒาปะจายโิ น, จัตตาโร ธัมมา
วฒั ฒันติ อายุวัณโณ สขุ งั พะลัง.
บทภวตุ สพั พมงั คลงั
ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั รักขนั ตุ สพั พะเทวะตา
สพั พะพุทธานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สพั พะธมั มานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต
ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั รักขันตุ สพั พะเทวะตา
สัพพะสังฆานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
๓๗
บวชนอกพรรษา
ตังขณกิ ปจั จเวกขณปาฐะ (ข้อวา่ ดว้ ยบณิ ฑบาต)
ปะฏสิ งั ขา โยนิโส ปณิ ฑะปาตัง ปะฏเิ สวาม,ิ เนวะ ทะวายะ, นะมะ
ทายะ, นะ มัณฑะนายะ, นะวิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมสั สะ กายัสสะ ฐติ ยิ า
, ยาปะนายะ, วหิ ิงสุปะระติยา, พร๎ ัห๎มะจะรยิ า นคุ คะหายะ, อติ ิ ปรุ าณัญจะ
เวทะนงั ปะฏิหังขามิ, นะวัญจะ เวทะนัง นะ อปุ ปาเทสสามิ, ยาตร๎ า จะ เม
ภะวสิ สะติ อะนะวชั ชะตา จะผาสวุ หิ าโร จาติ ฯ
ศาสนพธิ กี รและชาวบา้ นกลา่ วคำ “ลากลบั บา้ น” ดงั น้ี
(กราบ ๓ คร้งั )
หนั ทะทานิ มะยัง ภนั เต อาปุจฉามะ
พะหุ กิจจา มะยัง พะหุกะระณยี า ฯ
พระผู้เป็นประธานรบั ลากล่าวคำวา่ “ยสั สะทานิ ตมุ เ๎ ห กาลงั
มญั ญะถะ” ผ้ลู ารับพรอ้ มกันว่า “สาธุ ภนั เต”
(กราบ ๓ ครงั้ )
๓๘
บวชนอกพรรษา
ลำดบั และบทสวดมนตท์ ำบญุ วนั พระ
๑) พระผเู้ ปน็ ประธานจดุ ธปู เทียนบชู า
ศาสนพธิ กี รและชาวบา้ นกลา่ วคาถาเมอ่ื จดุ เทยี นเปน็ ทำนอง ดงั นี้
แสงเทยี นส่อง สองพันปี ทพ่ี ่อจุด
ใกล้จะดบั สนิ้ สุด ลงแล้วหนา
หากสเู จา้ ยงั โง่เขลา เบาปัญญา
อกี ไม่ชา้ เทียนคงดบั ทบั คัมภรี ์
แสงเทยี นสอ่ ง สองพนั ปี ท่ีพ่อจุด
จะไม่ดบั สนิ้ สดุ ลงดอกหนา
หากสูเจ้า ยงั รกั ษาศลี และภาวนา
ทวั่ โลกา เทยี นจะอยู่ ค่คู ัมภีร์
แสงเทียนสอ่ ง สองพนั ปี คมั ภีรเ์ ปดิ
ตน่ื กนั เถดิ ฟงั พระธรรม คำสง่ั สอน
พุทธองค์ ตรสั ส่งั ไว้ สรรพส่งิ ไมแ่ น่นอน
ละนวิ รณ์ ภาวนา วา่ พทุ โธ
๓๙
บวชนอกพรรษา
๒) พระผเู้ ปน็ ประธานและพระรปู อนื่ ๆ สวด “คำบชู าพระรตั นตรยั ” ดงั น้ี
โย โส ภะคะวา อะระหัง สมั มาสมั พุทโธ,
ส๎วากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธมั โม,
สปุ ะฏปิ นั โน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
ตมั มะยัง ภะคะวนั ตงั สะธัมมัง สะสงั ฆงั ,
อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหงั อาโรปเิ ตหิ อะภปิ ชู ะยามะ,
สาธุ โน ภนั เต ภะคะวา สจุ ิระปะรินพิ พโุ ตปิ,
ปัจฉิมา ชะนะตานกุ ัมปะมานะสา,
อเิ ม สกั กาเรทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,
อัมหากัง ทฆี ะรตั ตัง หติ ายะ สุขายะ ฯ
อะระหงั สมั มา สัมพทุ โธ ภะคะวา
พทุ ธงั ภะคะวันตงั อะภิวาเทมิ (กราบ ๑ ครงั้ )
ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม
ธัมมัง นะมสั สามิ (กราบ ๑ ครัง้ )
สปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงั ฆงั นะมามิ (กราบ ๑ ครงั้ )
๔๐
บวชนอกพรรษา
ปุพพะภาคะนะมะการะ
(พระผเู้ ปน็ ประธานเรมิ่ )
หนั ทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการงั กะโร
มะ เส
(พระรปู อน่ื รบั พรอ้ มกนั )
นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
(กราบ ๓ ครั้ง)
๓) ศาสนพธิ กี รและชาวบา้ นกลา่ วคำ “อาราธนาศลี หา้ ” ดงั นี้
มะยงั ภันเต วสิ งุ วสิ งุ รักขะณัตถายะ,
ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยมั ปิ มะยงั ภนั เต วิสงุ วิสงุ รกั ขะณัตถายะ,
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภนั เต วิสงุ วสิ ุง รักขะณัตถายะ,
ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ
(ถา้ คนเดียวข้ึนต้นว่า "อะหัง ภนั เต วิสุง วสิ งุ " และลงท้ายว่า “ยาจามิ”)
๔) ศาสนพธิ กี รถวายขนั ธ์ ๕
๕) พระผเู้ ปน็ ประธานหรอื ผแู้ ทนนำกลา่ ว “นอบนอ้ มพระพทุ ธเจา้ ”
(สมาทานศลี ) ศาสนพธิ กี รและชาวบา้ นกลา่ วตาม ดงั น้ี
นโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธัสสะ (๓ จบ)
๔๑
บวชนอกพรรษา
๖) พระผเู้ ปน็ ประธานหรอื ผแู้ ทนนำกลา่ ว “ไตรสรณคมน”์
ศาสนพธิ กี รและชาวบ้านกลา่ วตาม ดงั นี้
พุทธัง สะระณัง คจั ฉามิ
ธมั มงั สะระณัง คจั ฉามิ
สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ยิ มั ปิ พุทธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ทตุ ิยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทตุ ยิ มั ปิ สงั ฆัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะตยิ มั ปิ พทุ ธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะตยิ ัมปิ สังฆัง สะระณัง คจั ฉามิ
พระว่า “ติสะระณะคะมะนัง นฏิ ฐติ ัง” ชาวบา้ นรบั ว่า “อามะ ภันเต”
๗) พระผเู้ ปน็ ประธานหรอื ผแู้ ทนนำกลา่ ว “ศลี ๕”
ศาสนพธิ กี รและชาวบา้ นกลา่ วตาม ดังน้ี
๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทยิ ามิ
๒. อะทนิ นาทานา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทยิ ามิ
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยามิ
๔. มสุ าวาทา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทิยามิ
๕. สรุ าเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี
สิกขาปะทงั สะมาทยิ ามิ
๔๒
บวชนอกพรรษา
พระสรปุ ทา้ ยศลี วา่ “อิมานิ ปญั จะ สกิ ขาปะทาน,ิ สเี ลนะ สคุ ะตงิ ,
ยนั ติ สเี ลนะ โภคะสมั ปะทา, สเี ลนะ นิพพตุ งิ ยนั ติ, ตสั มา สลี งั วโิ สธะเย”
ชาวบา้ นรับว่า “สาธุ ภนั เต”
๘) ศาสนพธิ กี รหรอื ตวั แทนชาวบา้ นถวายขา้ วพระพุทธ
คำถวายขา้ วพระพุทธ
อมิ งั สูปะพ๎ยัญชนะสมั ปันนงั สาลนี งั โอทะนัง
อุทะกัง วะรงั พทุ ธสั สะ ปเู ชมิ ฯ
๙) พระสวด “ถวายพรพระ” ดงั น้ี
บทนอบนอ้ มพระพุทธเจา้
นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธสั สะ (๓ จบ)
บทสรรเสรญิ คณุ พระรตั นตรยั (อสิ ว๎ าสุ)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสมั พุทโธ วชิ ชาจะระณะสัมปนั โน
สุคะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะโร ปุริสะทมั มะสาระถิ สัตถา เทวะมะนสุ สานัง
พทุ โธ ภะคะวาติ
ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สันทฏิ ฐิโก อะกาลโิ ก เอหปิ ัสสิโก
โอปะนะยโิ ก ปัจจตั ตัง เวทติ ัพโพ วญิ ญหู ีติ (อา่ นว่า วญิ ญฮู ีติ)
๔๓
บวชนอกพรรษา
สุปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อุชปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามจี ปิ ะฏปิ ันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทงั จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปรุ ิสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทกั ขเิ ณยโย อัญชะ-
ลีกะระณีโย อะนุตตะรงั ปุญญกั เขตตัง โลกัสสาติฯ
บทพุทธชยั มงคลคาถา (พาหงุ ฯ)
๑. พาหงุ สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวธุ นั ตงั ค๎รเี มขะลัง อุทติ ะโฆระสะ-
เสนะมารงั ทานาทธิ มั มะวิธนิ า ชติ ะวา มุนนิ โท ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ
๒. มาราตเิ รกะมะภิยชุ ฌิตะสัพพะรัตตงิ โฆรัมปะนาฬะวะกะมกั ขะ-
มะถัทธะยกั ขงั ขนั ตสี ุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนนิ โท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมงั คะลานิ
๓. นาฬาคิริง คะชะวะรังอะติมัตตะภูตงั ทาวัคคจิ ักกะมะสะนีวะ
สทุ ารุณนั ตงั เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มนุ ินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ
๔. อกุ ขติ ตะขคั คะมะตหิ ตั ถะ สทุ ารณุ นั ตัง ธาวนั ติโยชะนะปะถังคุ-
ลมิ าละวนั ตัง อิทธภี ิสังขะตะมะโน ชติ ะวา มนุ ินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ
๔๔
บวชนอกพรรษา
๕. กตั ตว๎ านะ กฏั ฐะมทุ ะรงั อิวะ คพั ภินียา จญิ จายะ ทฏุ ฐะวะ
จะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวธิ นิ า ชิตะวา มุนนิ โท ตนั เตชะสา
ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
๖. สจั จัง วิหายะ มะตสิ ัจจะกะวาทะเกตงุ วาทาภโิ รปิตะมะนงั
อะติอนั ธะภตู ัง ปญั ญาปะทีปะชะลิโต ชติ ะวา มุนินโท ตนั เตชะสา ภะวะตุ
เต ชะยะมังคะลานิ
๗. นนั โทปะนันทะภชุ ะคัง วพิ ุธงั มะหิทธิง ปตุ เตนะ เถระภุชะเคนะ
ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะ วิธินา ชติ ะวา มุนินโท ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมงั คะลานิ
๘. ทุคคาหะทฏิ ฐิภชุ ะเคนะ สทุ ัฏฐะหตั ถงั พ๎รัห๎มงั (อา่ นวา่ พรัมมงั )
วสิ ุทธิชตุ มิ ทิ ธพิ ะกาภธิ านงั ญาณาคะเทนะ วธิ ินา ชิตะวา มุนนิ โท ตันเตชะ-
สา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๙. เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอฏั ฐะคาถา โยวาจะโน ทนิ ะทเิ น
สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะววิ ิธานิ จปุ ัททะวานิ โมกขัง สขุ งั อะธคิ ะ-
เมยยะ นะโร สะปญั โญ
๔๕
บวชนอกพรรษา
บทชยั ปรติ ร (มหากาฯ)
มหาการณุ โิ ก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณนิ งั
ปเู รตว๎ า ปาระมี สัพพา ปตั โต สัมโพธิมตุ ตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมงั คะลัง
สัก๎ยานงั นันทิวัฑฒะโน
ชะยันโต โพธยิ า มเู ล ชะยสั สุ ชะยะมงั คะเล
เอวัง ตห๎ งั วชิ ะโย โหหิ สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะปะราชติ ะปัลลงั เก อัคคัปปตั โต ปะโมทะติ
อะภิเสเก สพั พะพุทธานงั สปุ ะภาตงั สุหุฏฐิตัง
สุนักขัตตัง สมุ งั คะลงั สยุ ฏิ ฐงั พ๎รัหม๎ ะจารสิ ุ
สขุ ะโณ สุมุหตุ โต จะ วาจากัมมงั ปะทักขณิ ัง
ปะทกั ขิณงั กายะกมั มัง ปะณิธี เต ปะทกั ขิณา
ปะทกั ขณิ ัง มะโนกัมมงั ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ
ปะทักขณิ านิ กตั ๎วานะ
๔๖