THAI history m.3
RAMA1-3
Present By
Miss Phikunthong Saiwaeo
• ประวตั ิศาสตร์ คอื เหตุการณท์ ั้งหมดท่ีเกิดข้นึ ในอดีต และสง่ิ ที่มนุษยไ์ ดก้ ระทา
หรือสรา้ งแนวความคดิ ไว้ทัง้ หมด รวมถึงเหตกุ ารณ์ทเี่ กิดจากเจตจานงของมนษุ ย์
ตลอดจนเหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ โดยบงั เอญิ หรือธรรมชาตทิ ม่ี ีผลตอ่ มนษุ ยชาติ
• ประวัตศิ าสตรท์ ี่นักเรียนได้เรียนรู้ไมใ่ ช่ส่ิงทถี่ กู ต้อง 100 % แต่เกิดจากการศกึ ษา
หลักฐานท่หี ลงเหลืออยู่ โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ แล้วเกิดเปน็ องคค์ วามรู้
ใหน้ ักเรยี นศึกษา ซง่ึ จะช่วยสนองความรูค้ วามเข้าใจที่ถูกต้องแทนการคาดเดา
หรอื ความเชอ่ื ถือท่ีปราศจากหลักฐาน เป็นบนั ทึกประสบการณ์ของมนษุ ยชาติท่ีมี
คุณค่าควรแกก่ ารศกึ ษาเพ่ือเป็นบทเรยี น
• ช่วยใหเ้ กิดความรักความภาคภูมิใจในชาติ มคี วามตระหนักในคุณค่าของมรดก
ด้านต่างๆ ชว่ ยใหร้ ู้จักและเขา้ ใจในเรอ่ื งของโลก และเร่ืองของเพอื่ นมนุษยชาตทิ ่ี
กว้างขวางออกไป ฝกึ ใหค้ นรู้จักใชเ้ หตผุ ลในการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ช่วยใน
การทานายอนาคต และไม่ทาผิดพลาดเชน่ ในอดตี จนเกิดความเสียหาย
ประวัตศิ าสตร์ก่อนรตั นโกสินทร์
• ประเทศไทยเรมิ่ เขา้ สูย่ คุ ประวตั ศิ าสตรใ์ นชว่ งทม่ี กี ารบนั ทึกส่ิงหรอื เรือ่ งราวตา่ ง ๆ
โดยใชต้ วั อกั ษร ซึง่ ยังไมม่ ขี ้อสรปุ ทแ่ี น่นอน แต่ชดั เจนว่าในสมยั อาณาจักรสโุ ขทยั
นัน้ ได้เร่มิ เข้าสู่ยุคประวตั ศิ าสตรเ์ พราะมกี ารค้นพบศลิ าจารกึ พอ่ ขนุ รามคาแหง มี
ลักษณะการปกครองแบบพอ่ ปกครองลกู เพราะประชากรมนี ้อย แต่เวลาต่อมา
ประชากรมากข้ึนทาให้สถานะกษตั รยิ เ์ ปล่ียนจาก “พอ่ ขุน” เป็น “พระยา หรอื
พระมหาธรรมราชา ซงึ่ มคี วามหา่ งเหนิ ประชาชนออกไป และใชธ้ รรมะในการ
ปกครองประชาชน ”
• เมอ่ื อาณาจกั รสโุ ขทัยถกู ผนวกรวมเขา้ กบั อาณาจักรอยุธยา สถานะของกษัตรยิ ก์ ็
เปลย่ี นไปเปน็ สมมติเทพ (เทวราชา) มคี านาหนา้ เชน่ สมเดจ็ พระรามาธิบดี (องค์
อวตารของพระนารายณห์ รอื พระวิษณุ ซึ่งรับอิทธิพลเรอ่ื งชนชั้นวรรณะจากอินเดยี )
ซงึ่ เปน็ ระบอบการปกครองแบบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์ ซง่ึ กษตั รยิ ์คอื เจา้ ชีวติ
ประชาชน เปน็ ผปู้ กครองและมสี ิทธ์ิขาดในการบริหารประเทศ แตเ่ นอื่ งดว้ ยกษัตริย์
มคี วามรคู้ วามสามารถและมีทศพิธราชธรรม จงึ ไม่ไดใ้ ช้อานาจข่มเหงประชาชนให้
ทกุ ขย์ าก
ประวตั ศิ าสตร์ก่อนรัตนโกสินทร์ (ตอ่ )
• กรุงศรอี ยธุ ยาเปน็ ราชธานีของไทยอยนู่ าน 417 ปี มพี ระมหากษัตริย์
ปกครองท้ังสน้ิ 33 พระองค์ มพี ระราชวงศผ์ ลัดเปล่ยี นแย่งชงิ กันข้นึ ครอง
อาณาจักรกรุงศรอี ยุธยา รวม 5 ราชวงศ์
• 1. ราชวงศอ์ ทู่ อง มี 4 พระองค์
• 2. ราชวงศ์สุพรรณภมู ิ มี 13 พระองค์
• 3. ราชวงศส์ ุโขทยั มี 7 พระองค์
• 4. ราชวงศ์ปราสาททอง มี 4 พระองค์
• 5. ราชวงศบ์ ้านพลหู ลวง มี 6 องค์ ใน พ.ศ.2310 สมยั สมเด็จพระทน่ี ัง่
สุรยิ าสนอ์ มรินทร์ (พระเจา้ เอกทัศน)์ (โอรสพระเจา้ อยูห่ ัวบรมโกศ) ก็ถูกพม่า
ตีแตกและไมส่ ามารถกอบกู้ฟื้นฟูอาณาจกั รขึน้ มาใหม่ได้อกี
• (ท่ีมาhttp://123.242.160.7/AYUWeb/city/city_001_01.jsp)
ประวัติศาสตรก์ อ่ นรัตนโกสินทร์ (ตอ่ )
• หลังจากเสยี กรุงศรอี ยุธยาแลว้ บ้านเมอื งเกดิ แตกแยก หัวเมอื งตา่ งๆ ต้ังตัวเปน็ ใหญ่ตา่ งคนตา่ งรวมสมัคร
พรรคพวกตงั้ เป็นกก๊ ตา่ งๆ ไดแ้ ก่ กก๊ สุกีพ้ ระนายกอง กก๊ พระยาพิษณุโลก ก๊กพระเจา้ ฝาง ก๊กเจ้าพระยา
นครศรีธรรมราช และก๊กเจ้าพิมาย พระยาวชริ ปราการ (พระยาตาก) ขนุ นางอยุธยา จัดเตรียมกองทัพอยู่เปน็
เวลา ๓ เดอื น กย็ กกองทพั เรอื เข้ามาทางปากนา้ เจ้าพระยา จนตีเมืองธนบรุ แี ตก จับนายทองอินประหาร แลว้
เลยไปตีค่ายโพธิส์ ามต้น แตกยับเยิน สกุ พ้ี ระนายกองตายในทร่ี บ ขบั ไล่พมา่ ออกไปพ้นแผ่นดินไทยสาเรจ็ ในปี
พ.ศ.๒๓๑๐ ซงึ่ ใช้เวลากู้อสิ รภาพกลบั คืนจากพมา่ ภายในเวลา ๗ เดือนเท่าน้ัน แตอ่ ยธุ ยานน้ั เสียหายเกินจะ
ฟ้ืนฟขู น้ึ ใหม่
• พระยาตาก (พระยาวชริ ปราการ) จึงยกทัพกลบั มากรงุ ธนบรุ ี ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และ
ปราบดาภิเษกขน้ึ เป็นพระมหากษตั ริย์ เม่อื วันที่ ๒๘ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระ
บรมราชาท่ี ๔” แตป่ ระชาชนนิยมเรยี กพระนามวา่ “พระเจา้ ตากสิน” จากน้นั ทรงยกกองทพั ไป
ปราบปรามกก๊ ต่าง ๆ ทีต่ งั้ ตวั เปน็ ชมุ นุมอสิ ระไดแ้ ก่ ชุมนมุ เจ้าพมิ าย ชมุ นมุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ชมุ นมุ
เจา้ พระยาพษิ ณโุ ลก และชมุ นมุ เจ้าพระฝาง (เป็นชุมนุมสดุ ทา้ ย) พรอ้ มกบั การสร้างบา้ นเมอื ง ฟน้ื ฟูพทุ ธ
ศาสนาและเศรษฐกจิ ของธนบุรี โดยมรี ปู แบบการปกครองเหมอื นกับอยูธยา(ท่มี า:
https://sites.google.com/site/watkungtaphao/history/taksin)
• จากจดหมายเหตุประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี 7 กลา่ ววา่ ใน พ.ศ. 2321 สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบุรี โปรดใหส้ มเด็จพระยามหากษัตรยิ ์
ศกึ ยกทัพไปปราบพระยานางรองซ่งึ คบคิดกบั เจ้าโอ เจ้าอนิ แหง่ จาปาศกั ดิ์ ขณะเดนิ ทพั พบเมืองรา้ งอยู่ที่ลุม่ น้าห้วยจระเข้มาก มี
ชัยภูมดิ ีแต่ไขป้ า่ ชกุ ชมุ ชาวเขมรปา่ ดงไม่กล้าเข้ามาอยอู่ าศยั แต่ตัง้ บา้ นเรอื นอยโู่ ดยรอบ จงึ รวบรวมผู้คนต้งั เป็นเมอื งแปะ และให้
บุตรเจา้ เมอื งพทุ ไธสมนั ซึง่ ติดตามมาดว้ ยเปน็ เจา้ เมือง ไดร้ ับบรรดาศกั ด์เิ ป็นพระยานครภกั ดี ต่อมาจงึ เปล่ียนชื่อเป็น เมืองบรุ รี ัมย์
ประวัติศาสตร์กอ่ นรัตนโกสนิ ทร์ (ตอ่ )
• 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เมอื่ พระ
ชนมพรรษา 48 พรรษา พระเจา้ ตากถกู
สมเดจ็ เจ้าพระยามหากษัตรยิ ศ์ ึกซ่งึ เป็น
พระสหายสาเร็จโทษ และสบื ราชสมบตั ิ
ต่อเป็นตน้ ราชวงศจ์ ักรีในปจั จุบนั รวม
เวลาครองราชย์ 15 ปี
• (ท่มี า: https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรี)
มารจู้ ักประวัตศิ าสตร์รัตนโกสนิ ทร์กนั
รชั กาลท่ี 1 ราชวงศจ์ กั รี
• สมเด็จเจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ ึกหลังย้ายเมืองหลวงจาก
ฝงั่ ธนมาฝัง่ ตะวนั ออกของแม้น้าเจา้ พระยาแลว้
• เมอ่ื พระชนมายุ45 พรรษา (พ.ศ.2325) ได้
ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตรยิ แ์ ห่งราชวงศ์จกั รี ทรง
พระนามวา่ “พระบาทสมเดจ็ พระบรมราชาธิราช
รามาธิบดฯี ” (พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลก
มหาราช) และทรงสถาปนาน้องชายในตาแหน่งวังหน้า
(กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) และหลายชายใน
ตาแหน่งวังหลงั (กรมพระราชวงั บวรสถานพมิ ขุ )
วังหน้า....วังหลังคอื อะไร?
• ภาพวงั หน้าจากหอจดหมายเหตุ ปจั จบุ ันคือ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา: https://www.blockdit.com/posts/5ef82a632e64230ca5f1c971
กรงุ เทพมหานคร
ทาไมเมืองหลวงใหม่ต้องเป็นบรเิ วณนี้
กรุงธนบุรี รตั นโกสนิ ทร์
15 ปี
ทาไมรชั กาลที่ 1 จงึ ย้ายเมืองหลวงจากฝ่ังตะวนั ตกไป
ฝั่งตะวันออกของแมน่ า้ เจา้ พระยา
ภาคพ้นื ทวปี ฝ่งั ตะวนั ออกบนโลกของเรา
กรงุ ธนบรุ ีตงั้ อยู่บนสองฝงั่ แมน่ า้ ทาให้การลาเลยี งอาวุธยทุ ธภณั ฑ์ และการรกั ษาพระ
นครเปน็ ไปไดย้ าก อกี ท้งั พระราชวงั เดิมมพี นื้ ที่จากดั ไมส่ ามารถขยายได้ เนอ่ื งจากตดิ
วดั อรุณราชวราราม และวดั โมฬโี ลกยาราม ส่วนทางฝัง่ กรุงรตั นโกสินทรน์ ั้นมคี วาม
เหมาะสมกว่าตรงทมี่ ีพ้ืนแผน่ ดินเป็นลกั ษณะหวั แหลม มีแมน่ า้ เป็นคูเมืองธรรมชาติ มี
ชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับศกึ ได้เปน็ อยา่ งดี
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช (ร.1)
(20 มีนาคม พ.ศ. 2280 — 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 72 ปี อยู่ในราชสมบัติ 27 ปี)
• พระนามเดมิ ว่า ทองด้วง B.D. วนั ท่ี 20 มนี าคม พ.ศ. 2279 (นบั แบบปัจจบุ นั พ.ศ.
2280) ในแผน่ ดนิ สมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศแหง่ อาณาจักรอยธุ ยา
• ภายหลังการเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาคร้งั ท่ีสองแกก่ รุงองั วะแลว้ พระยาตาก (สนิ ) ได้
ปราบดาภิเษกขึน้ เป็นพระมหากษัตรยิ แ์ ละย้ายราชธานมี ายงั กรงุ ธนบุรี ในขณะนน้ั นาย
ทองดว้ งมอี ายุ 32 ปี ไดเ้ ขา้ ถวายตวั รบั ราชการในแผน่ ดนิ สมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบรุ ตี าม
คาชักชวนของนอ้ งชาย พระมหามนตรี (บุญมา)
• ปราบดาภเิ ษกเป็นปฐมกษตั รยิ ์แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ เมอื่ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
ขณะมพี ระชนมายุได้ 45 พรรษา
• ทรงยา้ ยราชธานจี ากฝง่ั ธนบรุ มี าอยฝู่ ั่งพระนคร และโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ ง
พระบรมมหาราชวงั เป็นทปี่ ระทับ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช (ร.1)
(20 มีนาคม พ.ศ. 2280 — 7 กันยายน พ.ศ. 2352 72 ปี อยู่ในราชสมบัติ 27 ปี)
การป้องกนั ราชอาณาจกั ร
• พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช ทรงพระปรชี าสามารถในการรบ ทรง
เปน็ ผ้นู าทัพในการทาสงครามกบั พมา่ ท้งั หมด 7 ครงั้ ในรัชสมัยของพระองค์ ไดแ้ ก่
• สงครามคร้งั ท่ี 1 พ.ศ. 2327 สงครามเกา้ ทัพ
• สงครามครง้ั ยิง่ ใหญท่ ส่ี ุดระหวา่ งไทยกับพมา่ สง่ คือ สงครามเกา้ ทัพ โดยในครัง้ น้นั พระ
เจ้าปดงุ แห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า มีพระประสงคจ์ ะเพ่ิมพนู พระเกียรตยิ ศและ
ชอ่ื เสยี งใหข้ จรขจายด้วยการการาบอาณาจกั รสยาม จงึ รวบรวมไพร่พลถงึ 144,000 คน
กรีธาทัพจะเข้าตีกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ โดยแบง่ เปน็ 9 ทัพใหญ่ เขา้ ตีจากกรอบทิศทาง ส่วน
ทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมกี าลังเพยี งคร่ึงหน่ึงของทหาร
พม่าคอื มีเพียง 70,000 คนเศษเท่านั้น
• สงครามครงั้ ท่ี 2 พ.ศ. 2329 สงครามทา่ ดนิ แดงและสามสบ
• ในสงครามคร้งั น้ี ทัพพมา่ เตรยี มเสบยี งอาหารและเส้นทางเดนิ ทพั อย่างดีทส่ี ดุ โดยแกไ้ ข
ขอ้ ผิดพลาดต่าง ๆ จากศกึ ครัง้ ก่อน โดยพม่าไดย้ กทพั เข้ามาทางด่านเจดยี ์สามองค์
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช (ร.1)
(20 มนี าคม พ.ศ. 2280 — 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 72 ปี อยู่ในราชสมบัติ 27 ปี)
การปอ้ งกันราชอาณาจักร (ต่อ)
• สงครามครั้งที่ 3 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองลาปางและเมอื งป่าซาง
หลังจากทพ่ี มา่ พา่ ยแพแ้ ก่สยาม ก็สง่ ผลทาให้เมืองข้นึ ทงั้ หลายของพม่า เช่น เมอื งเชียงรงุ้ และเชียงตงุ เกดิ
กระดา้ งกระเดอื่ ง ตง้ั ตนเป็นอิสระ พระเจ้าปดงุ จึงส่งั ให้ยกทพั มาปราบปราม รวมถึงเขา้ ตลี าปางและป่าซาง
• สงครามครง้ั ท่ี 4 พ.ศ. 2330 สงครามตเี มอื งทวาย
• สงครามคร้งั ท่ี 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมืองพม่า
ในครง้ั นนั้ เมอื งทวาย ตะนาวศรี และมะริด ไดเ้ ข้ามาขอสวามภิ ักดต์ิ อ่ ไทย พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬา
โลกมหาราชจงึ โปรดเกลา้ โปรดกระหม่อม ให้ยกทพั ไปชว่ ยปอ้ งกันเมอื ง แต่เม่ือพระเจ้าปดงุ ยกทพั มา
ปราบปรามเมืองท้ังสามก็หนั กลบั เขา้ กบั ทางพมา่ อกี พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชจงึ โปรด
เกลา้ ฯ ใหถ้ อยทัพกลบั กรุงเทพฯ
• สงครามครง้ั ที่ 6 พ.ศ. 2340 สงครามพมา่ ทเี่ มืองเชียงใหม่
• สงครามครงั้ ที่ 7 พ.ศ. 2346 สงครามพม่าท่เี มืองเชยี งใหม่ ครงั้ ท่ี 2
ในครั้งนั้นพระเจา้ กาวิละได้ยกทัพไปตเี มืองสาด หัวเมืองขน้ึ ของพม่า พระเจา้ ปดุงจงึ ยกทัพลงมาตเี มอื ง
เชยี งใหม่เพือ่ แกแ้ คน้ เมื่อพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชทรงทราบ จงึ โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ่ง
กองทพั ไปช่วยเหลอื และสงครามครัง้ นี้กจ็ บลงด้วยชัยชนะของฝ่ายไทย
ด้านศาสนา
• สร้างพระบรมมหาราชวงั และวดั พระศรรี ัตนศาสดา
รามแล้วเชญิ พระแกว้ มรกตมาประดษิ ฐาน
• ให้สงั คายนาพระไตรปฎิ ก (ฉบับทอง)
• สร้างเสาชิงชา้ (ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู)
พระพุทธมหามณีรัตนปฏมิ ากร
• พระพทุ ธมหามณีรัตนปฏมิ ากร หรอื พระแก้วมรกต เป็นพระพทุ ธรูป
คูบ่ า้ นคู่เมอื งของประเทศไทย ปจั จุบนั ประดษิ ฐานอยใู่ นวดั พระศรีรัตน
ศาสดาราม (หรอื วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวงั กรงุ เทพมหานคร
พระแก้วมรกตเป็นพระพทุ ธรปู ท่แี กะสลักจากหยกออ่ นเนไฟรต์สีเขยี วดงั มรกต เปน็ พระพทุ ธรูปสกลุ ศิลปะก่อนเชยี งแสนถงึ ศิลปะเชียงแสน
หลกั ฐานท่ตี รงกนั ระบวุ ่าพบครัง้ แรก ประดิษฐานอย่ใู นเจดียว์ ดั ป่าญะ ตาบลเวยี ง เมอื งเชียงราย (ปจั จบุ นั คอื วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย
อาเภอเมืองเชียงราย) ในปี พ.ศ. 1977 (หรอื ค.ศ. 1434) ฟ้าไดผ้ า่ ลงองค์พระเจดยี ์จนพังทลายลง จงึ พบพระพุทธรูปพอกปูนลงรกั ปดิ ทอง
จงึ ไดน้ าไปไว้ในวหิ าร ต่อมาปนู บริเวณพระนาสิก (จมกู ) เกิดกระเทาะออก เหน็ เปน็ เนื้อมรกต จึงกระเทาะปนู ออกทัง้ องค์ เห็นเปน็ เนอ้ื หยกสี
มรกตทัง้ องค์
• หลังจากนนั้ พระเจา้ สามฝัง่ แกนแห่งเชียงใหมท่ ราบขา่ วการคน้ พบพระพทุ ธรูปนี้ จงึ เชญิ มาประดิษฐานท่ีเชยี งใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้ว
มรกตกลับไมเ่ ดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลาปางหากช้างนัน้ มีพระแกว้ มรกตอย่บู นหลังชา้ ง เชยี งใหมเ่ หน็ ว่าลาปางก็อยใู่ นอาณาจกั ร
ล้านนาจงึ นาไปไวท้ ว่ี ดั พระแกว้ ดอนเตา้ ถึงสมัยพระเจา้ ตโิ ลกราช ได้เชญิ พระแกว้ มรกตมายงั เชียงใหม่ สรา้ งปราสาทประดษิ ฐานไว้แต่ถกู
ฟ้าผา่ หลายครัง้ ครนั้ เมอ่ื พระเจ้าไชยเชษฐาแหง่ ลา้ นชา้ งซ่ึงเปน็ ญาตกิ ับราชวงศ์ลา้ นนามาครองเมอื งเชียงใหม่ เมือ่ พระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จ
กลบั หลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพรอ้ มกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชยี งใหมข่ อคนื กไ็ ด้แต่พระพุทธสหิ งิ ค์ เมื่อลา้ นชา้ งย้ายเมอื ง
หลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจนั ทนก์ เ็ ชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย
• ตอ่ มาสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรงุ ธนบุรขี น้ึ เปน็ เมืองหลวงในรชั สมยั พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี สมเด็จเจา้ พระยามหากษัตรยิ ์
ศกึ ในขณะน้ัน ไดเ้ ป็นจอมพลขนึ้ ไปตีกรุงศรสี ตั นาคนหุต เม่ือไดเ้ มอื งเวียงจนั ทน์แล้ว ไดอ้ ญั เชิญพระแกว้ มรกตกบั พระบางลงมายังกรุง
ธนบรุ ี พระเจ้ากรงุ ธนบุรที าการสมโภชแลว้ ประดษิ ฐานไวท้ ีว่ ัดอรุณฯ กรงุ ธนบรุ ี ในปี พ.ศ.2322-2327 เป็นเวลา 5 ปี ตอ่ มาเมอื่ สนิ้
รัชสมยั ของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงอญั เชิญพระพทุ ธมหามณีรตั นปฏมิ ากรลงบุษบกในเรือพระท่ี
นง่ั เสด็จขา้ มฝั่งแมน่ า้ เจา้ พระยา มาประดษิ ฐานยงั วัดพระศรีรตั นศาสดาราม จนถงึ ปัจจบุ นั ส่วนพระบางไดค้ นื ใหแ้ ก่ หลวงพระบาง
(ลาว)
ด้านการปกครอง (สว่ นกลาง)
• เหมอื นสมยั อยธุ ยาตอนปลาย คือ ในส่วนกลางจะมสี มหุ นายก
สมุหกกลาโหม และมีกรมจตุสดมภ์ 4 ช่วยบริหารแผ่นดิน
สมุหนายก คือ อคั รมหาเสนาบดีฝ่ายพล สมุหกลาโหม อคั รมหาเสนาบดีฝา่ ยทหาร
เรอื น เป็นเจ้ากรมมหาดไทย บงั คับบญั ชาหัว เจ้ากรมกลาโหม บงั คับบญั ชาหวั เมืองฝ่ายใต้
เมืองฝ่ายเหนือ บรรดาศกั ด์ิ "เจ้าพระยาจกั รี บรรดาศักดิ์ "เจ้าพระยามหาเสนาบดวี ิรยิ
ศรอี งครกั ษ”์ (ร.1 เคยได้ตาแหน่งน้สี มัยพระเจ้าตาก) ภกั ดบี ดินทร์"
การปกครองแบบจตสุ ดมภ์ เปน็ การปกครองท่ีเริ่มในสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา โดยสมเดจ็ พระ
รามาธิบดีที่ 1 (พระเจา้ อูท่ อง) ไดป้ รบั ปรงุ ระบอบการปกครองในสว่ นกลางเสยี ใหมต่ าม
แบบอย่างของขอม โดยมีกษัตรยิ เ์ ปน็ ศนู ยก์ ลาง และมีเสนาบดี 4 ฝ่าย คอื ขุนเมือง ขุน
วัง ขนุ คลงั ขุนนา
ท่มี า:https://www.blockdit.com/posts/60d0527fe5436f0c55caee01
“จตสุ ดมภ์”
• องคป์ ระกอบของ จตุสดมภ์ หมายถงึ “หลักทง้ั สี่” มอี งคป์ ระกอบทส่ี าคัญดงั นี้
• กรมเวียง – มพี ระนครบาล เปน็ ผดู้ ูแล มีหนา้ ที่ รกั ษาความสงบสขุ ของราษฏร (กรม
นครบาล)
• กรมวัง – มีพระธรรมาธกิ รณ์ เปน็ ผ้ดู ูแล เปน็ หวั หนา้ ฝ่าย ราชสานกั การพจิ ารณา
พพิ ากษาคดี (กรมธรรมาธกิ รณ)์
• กรมคลงั – มีพระโกษาธิบดี เปน็ ผ้ดู แู ล มีหนา้ ท่รี ักษาผลประโยชน์ของแผน่ ดินที่ได้
จากการเกบ็ ส่วยอากร (กรมโกษาธบิ ด)ี
• กรมนา – มพี ระเกษตราธบิ ดี เป็นเจา้ หน้าทีด่ ูแลการทาไร่ นา และสะสมเสบยี งอาหาร
ของพระนคร (กรมเกษตราธกิ าร)
• เจา้ กรมตาแหนง่ เสนาบดี จะมีศกั ดนิ า 10,000 ไร่
• ในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเมอ่ื มกี ารปฏริ ปู การปกครองแผน่ ดนิ กรมตา่ งๆได้
เปล่ียนชอ่ื ใหม่ (ในวงเลบ็ )
ดา้ นการปกครอง (ส่วนหวั เมือง) -สุโขทัย หวั เมอื งชน้ั ใน
-พิจติ ร เมอื งเอก เมอื งโท -สวรรคโลก ที่อยูร่ ายรอบ
-พชิ ยั -กาแพงเพชร ราชธานี
-นครสวรรค์ เมอื งตรี เมือง จัดเปน็ เมือง
จัตวา เมือง -เพชรบรู ณ์
เมอื ง จัตวา -โคราช จตั วา มีหัวหน้า
ปกครอง
จตั วา สมหุ นายก ดแู ล หวั เมอื งฝา่ ยเหนอื เรียกว่า
-ล้านนา เมืองประเทศราช ผูร้ งั้ เมืองหรอื จ่า
-ล้านชา้ ง เมอื ง เมอื ง
เมอื ง จตั วา
จตั วา เสนาบดกี รมทา่ ดแู ล หัวเมอื งชายทะเล
ราชธานี =>จตสุ ดมภ์ เมือง ฐานะและศักดนิ า
ของเจา้ เมอื งแต่ละ
เมอื ง จัตวา เมอื งไมเ่ ท่ากนั
จัตวา สมหุ กลาโหม ดแู ลหวั เมอื งฝา่ ยใต้ หัวเมืองชน้ั นอก เมอื งพระยามหา
นครคอื เมอื งซง่ึ อยู่หา่ งจากราชธานี
-ไชยา เมืองตรี เมือง เมอื งเอก เมือง ออกไป คอื หัวเมอื งชน้ั เอก โท ตรี
-พทั ลงุ จตั วา จัตวา ซ่งึ อยภู่ ายใต้การปกครองของเมือง
หลวง K.ทรงแตง่ ต้งั พระราชวงศ์
-ชมุ พร เมอื งประเทศราช เมืองโท หรือขุนนางชนั้ ผู้ใหญไ่ ปเป็นเจา้ เมือง
ปกครอง
ด้านการเมอื ง
1. เกดิ ความขดั แยง้ ระหวา่ ง ร.1 กบั วงั หนา้ (พ่นี ้องทะเลาะกนั )
2. กบฎพระองคล์ าดวน,พระองค์เจ้าอนิ ทบตั ิ
(2346 (ลุงฆา่ หลาน))
ดา้ นบรหิ ารราชการงานบุคคล
1. ขนุ นางไมม่ เี งนิ เดือน อาจมีรายปีบา้ ง รายไดส้ ่วนใหญ่มาจากแรงงานทาส ไพรส่ ม
และค่าธรรมเนียม
2. ขุนนางจะมยี ศ (บรรดาศักด)ิ์ ราชทินนาม ตาแหนง่ ศกั ดินา และเครื่องยศ
3. ขนุ นางศกั ดินา 400 ข้ึนไป K. แต่งตั้ง ต่ากวา่ นนั้ สมหุ นายก สมุหกลาโหม
แตง่ ต้งั
4. ศกั ดนิ าสูง-ตา่ ขนึ้ อยกู่ ับตาแหน่ง ยศสูงสุดคอื สมเด็จเจ้าพระยา ศักดนิ า
10,000 ไร่
5. ยศรองลงมาคือ เจา้ พระยาพระยา พระยา พระ หลวง ขนุ หมืน่ พัน ศักดนิ า
200-300
6. การเลื่อนยศแลว้ แตค่ วามพงึ พอใจของK. โดยเฉพาะชว่ งเปลี่ยนรัชกาล
7. ขนุ นางไมม่ ีเกษียณอายุราชการ
ด้านสังคม
• มกี ารแบ่งชนชั้นทางสังคมชัดเจน ได้แก่ ชนชั้นปกครอง และ ชนช้ันถูกปกครอง
• นกั เรียนคดิ วา่ ทาไมตอ้ งมกี ารแบ่งชนช้นั ทางสงั คม ?
• 1.ชนชนั้ ปกครอง (มลู นาย) มหี นา้ ที่ ควบคมุ กาลงั ไพร่ ไดแ้ ก่
• 1.1 กษตั รยิ ์
• 1.2 พระราชวงศ์ หรือเจ้านาย (ร.1 มรี าชบุตร 42 พระองค์)
• 1.3ขา้ ราชการหรอื ขุนนาง
• 1.4 พระภกิ ษสุ งฆ์
• 2. ชนชน้ั ผถู้ กู ปกครอง
• 2.1 ไพร่ (ไพร่หลวงตอ้ งเข้า6เดอื นออก6เดอื น ไพร่ส่วยตอ้ งสง่ สว่ ย ไพร่สมต้องข้นึ สงั กดั
ขุนนาง) การทไ่ี พรไ่ ปไหน ทาอะไรไม่ได้เพราะขาดอิสระ ทาให้บา้ นเมืองไมพ่ ัฒนา
• 2.2 ทาส เปน็ เหมอื นสิ่งของหรือสัตวท์ ีซ่ อื้ ขายกนั ได้ อยู่ภายใตส้ ังกัดขนุ นาง
• 2.3 ชนหมู่น้อย (ต่างชาตทิ ีม่ าอยใู่ นแผน่ ดนิ ไทย)
ทาไมตอ้ งมที าส ? การทป่ี ระเทศไทยมที าส
ขดั ขวางการพฒั นาประเทศหรือไม่ อยา่ งไร?
• ระบอบทาสเรมิ่ ตน้ ขน้ึ เมื่อชาวแอฟรกิ าจานวนมากถูกลกั พาตวั และถูกบังคบั ให้เปน็ ทาสทข่ี ึ้นตรงกับ
นายชาวอเมรกิ ัน ทาสส่วนใหญ่จะถูกใช้แรงงานในอุตสาหกรรมผ้าฝา้ ยและยาสูบเม่ือปี ค.ศ. 1619
ด้านกฎหมาย
• มรี ะบบศาลและผพู้ พิ ากษา (ศาลหัวเมือง 11 ศาล และศาลเมืองหลวง14-20ศาล คา่ ธรรมเนียมทาคดี
อยา่ งตา่ คนละ 15.87-31.75 บาท สามารถยน่ื อทธรณ์ และยื่นฎกี าได้)
• ในพ.ศ. 2347 สมยั รชั กาลท่ี 1 เกิดคดีผูพ้ พิ ากษาตัดสินคดหี ยา่ ร้างคดหี น่งึ โดยไมเ่ ปน็ ธรรม คดวี า่ ดว้ ย
อาแดงป้อมภรรยาของนายบุญศรีช่างเหลก็ หลวง ฟ้องหยา่ นายบญุ ศรสี ามีโดยท่นี ายบญุ ศรีไมม่ คี วามผิด แต่
อาแดงปอ้ มเปน็ ชกู้ บั นายราชาอรรถ
• พระองคท์ รงมีพระราชดาริวา่ เชน่ นไี้ ม่ยตุ ิธรรม ดงั ประกาศพระราชปรารภตอนตน้ ของกฎหมายตราสาม
ดวงทกี่ ล่าวถึงคดีของ อาแดงป้อมทไ่ี ปทาช้กู บั กับนายราชาอรรถแลว้ กลบั มาฟอ้ งหย่านายบญุ ศรีผเู้ ปน็ ผัว
ความวา่ “อาแดงป้อมภรรยานายบญุ ศรีฟอ้ งหย่านายบุญศรีๆ ใหก้ ารแก่พระเกษมว่า อาแดงปอ้ มนอกใจทา
ชดู้ ว้ ยนายราชาอรรถแลว้ มาฟ้องหย่านายบุญศรๆี ไม่ยอมหย่า หญิงนอกใจชายแล้วมาฟอ้ งหยา่ ชาย ลูกขุน
ปรึกษาใหห้ ย่ากันน้นั หาเป็นยตุ ธิ รรมไม่”
ร•.1ทมี่จางึ :โปhtรtดpsเก:/ล/า้ wฯwใwห.s้ตiั้งlpผa้ชู -าmรaะgก.ฎcหomมา/ยhis1t1orรyา/ยarสtiะcสleาง_ก3ฎ82ห2ม4ายครง้ั ใหญ่ นาบทกฎหมาย
ทม่ี อี ยู่จัดเป็นหมวดหมู่ ชาระเนอ้ื ความทวี่ ปิ ริตผิดความยุตธิ รรมออก
กฎหมายตราสามดวง
• สาระสาคญั โดยรวมของกฎหมายตราสามดวง
• กฎหมายไดร้ บั อทิ ธิพลจากอินเดีย สาระสาคญั โดยรวมของกฎหมายตราสามดวงปรากฏให้
เห็นถึงโครงสรา้ งของสงั คมไทย ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา และกรงุ รัตนโกสนิ ทรท์ ี่เปน็ สงั คม
ยดึ ถือศักดินาเปน็ หลัก กล่าวไดว้ ่าศักดินาเป็นเครอื่ งกาหนดสทิ ธิ หน้าท่ีความรับผดิ ชอบและ
ฐานะของคนทกุ กลุม่ ในสงั คม ระบบศักดนิ าจึงเป็นพน้ื ฐานสาคญั ของการจดั ระบบสังคม
แบ่งออกเปน็ 2 กลุ่มอย่างกวา้ ง ๆ คือ ชนชัน้ ผู้ปกครอง และชนชั้นผ้ถู ูกปกครอง
• ชนชน้ั ผปู้ กครอง พระมหากษัตรยิ ์ทรงมีพระราชอานาจสูงสดุ ในการปกครอง ผู้ใดจะลว่ ง
ละเมิดมิได้ แมพ้ ระมหากษตั รยิ จ์ ะทรงมีพระราชอานาจเปน็ เจ้าชวี ิตของคนท้ังปวง แต่
พระมหากษตั รยิ ์ไทยกท็ รงปกครองบา้ นเมอื งโดยยดึ หลกั ทศพิธราชธรรมมาแตโ่ บราณ
• ชนชัน้ ผถู้ กู ปกครอง ชนชั้นผู้ถูกปกครองในกฎหมายตราสามดวง ไดแ้ ก่ ไพรแ่ ละทาส ซึ่ง
ไพรเ่ ปน็ ชนส่วนใหญ่ของสงั คม เปน็ สามัญชนท่ัวไป กฎหมายบงั คับให้ไพรต่ ้องอยู่ใตส้ ังกัดมลู
นาย มีสถานะเป็นสมบัตขิ องมลู นายและอยู่ในหมวดทรพั ย์สนิ ของมูลนายเชน่ เดยี วกับทาส
ผู้ใดลักพาไพร่ของมลู นายไป ถอื เป็นความผดิ ตอ้ งรบั โทษ ซึง่ ไพรม่ ี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ ไพร่
หลวง และไพรส่ ม
ที่มา: https://parliamentmuseum.go.th/ar63-Law-enact.html
ดา้ นเศรษฐกจิ
ด้านเศรษฐกิจ (ตอ่ )
1. การเกษตรกรรม
1. ทานา
2. ทาไร-่ ทาสวน
https://today.line.me/th/v2/article/8Z8rDn
ดา้ นเศรษฐกจิ (ต่อ)
2. หัตถกรรม อตุ สาหกรรมม และเหมอื งแร่
1. อตุ สาหกรรม =>มีโรงสี โรงนา้ ตาล โรงงานสรุ า
โรงงานคราม โรงงานนา้ มนั พืช โรงงานปนู เผา
2. หัตถกรรม => ทากระดาษ สมุด ทองเปลว
ทองรูปพรรณ เคร่อื งป้นั ดนิ เผา เคร่ืองจกั รสานตา่ งๆ
3. เหมืองแร่ =>รัฐบาลใหเ้ อกชนขดุ โดยไม่ต้องประมลู
จงบอกประโยชนข์ องสรุ าตง้ั แตส่ มยั โบราณถงึ ปจั จบุ นั
ที่มา: https://www.silpa-mag.com/history/article_25141
ด้านเศรษฐกิจ (ต่อ)
3. บทบาทของรฐั บาลดา้ นเกษตรกรรม
1. ออกโฉนดทีด่ ินให้ประชาชน
2. สง่ เสริมการขยายพ้นื ทเี่ พาะปลูก
3. ออกกฎหมายเกี่ยวกบั ทนี่ าปอ้ งกันขอ้ พพิ าท
4. แกป้ ญั หาฝนแลง้ => ทาพิธพี ิรณุ ศาสตร์
5. แก้ปญั หานา้ ทว่ ม => ทาพิธีไล่นา้
6. ร.3 เรม่ิ มกี ารขุดคลองเพ่ือการชลประทาน
7. หาควายใหป้ ระชาชน
8. แจ้งข่าวสารการตลาดใหป้ ระชาชนรู้
9. ตรึงราคาและควบคุมปริมาณขา้ ว
10. เก็บสถติ นิ า้ ฝนต้นขา้ ว
ด้านเศรษฐกจิ (ตอ่ )
4. การคา้ สมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนต้น (ร.1-3)
1. ผปู้ ระกอบการ =>กษัตริย์หรอื รฐั บาล
เอกชน(เจ้า,ขุนนาง,ตา่ งชาต)ิ ประชาชน
ท่วั ไปหรือไพรไ่ ม่ไดค้ า้ ขาย
(ไพร่คา้ ขายไมไ่ ดเ้ พราะ 1.ถูกพันธนาการด้วย
ระบบไพร่ที่ตอ้ งเขา้ เดอื นออกเดอื น ย้ายทอี่ ยไู่ มไ่ ด้
2. ถูกขูดรีดภาษีมาก (67.87%ของรายได้
➢>>> คนจีนมอี สิ ระได้ค้าขาย ทาใหร้ วยกวา่ คน
ไทย<<<
➢นายทุนรายใหญ่ คือรัฐบาล โดยกรมพระ
คลังสนิ คา้ เป็นผู้ผกู ขาดการค้าขายจนรา่ รวยมาก
ด้านเศรษฐกิจ (ตอ่ )
วธิ กี ารคา้ ขาย
1. คการรง้ั คเา้พก่อื ง่ึ คบ้ารขราณยดาว้กยาร (พ.ศ.2325-2369) ไทยสง่ ฑูตไปจีน 55
2. การคา้ แบบเอกชนของพระคลงั สนิ คา้
✓เรอื สินคา้ ของรัฐบาลไม่ตอ้ งเสยี ภาษี
✓สนิ ค้าท่ีไดม้ าขายบางสว่ นได้มาฟรี (ส่วย)
✓แรงงานบางส่วนฟรี (เกณฑ)์
✓เรือสนิ คา้ ทไ่ี ปกับคณะฑตู ได้รบั การยกเวน้ ภาษีขาเข้าขาออก 4 เที่ยว
✓นผอกู รขะามดากดารไซมื้อ้จ-ันขทานยส์ ไินมคห้ ้าอรมาคาแพงหลายชนดิ เชน่ ฝาง งาช้าง ปนื ไมก้ ฤษณา
✓ร.3หลงั ทาสนธสิ ัญญาเบอร์น่ี ลดผูกขาดเหลอื แค่ปนื และดินปนื
✓สินค้าต้องหา้ ม = ฝ่นิ
ดา้ นเศรษฐกจิ (ตอ่ )
• สาเหตทุ ี่รัฐบาลผูกขาด
❖ต้องควบคุมอาวุธไม่ให้ศัตรูได้ไป
❖ตอ้ งหาเงนิ ตราต่างประเทศมาซอ้ื อาวธุ
❖การผูกขาดทาใหไ้ ดเ้ งนิ มาก
❖ผูท้ าการค้าให้รัฐคือ....
❖“พระคลงั สนิ คา้ ” สงั กัดกรมพระคลงั แตผ่ ้บู ริหารในเรือสินคา้ ท่ีทา
การไปคา้ ขายคือคนจีน
❖ทาไมตอ้ งเปน็ คนจนี ?
❖จนี เชี่ยวชาญทะเลในแถบนี้
❖ตลาดตา่ งประเทศสว่ นใหญข่ องไทยคอื จีน
❖คนจนี เกง่ เร่อื งการบริหารการค้าขาย ขยนั ทาไดห้ ลายอยา่ ง
ด้านเศรษฐกิจ (ต่อ) • สินค้าทไ่ี ทยนาเขา้ มี
อะไรบา้ ง
•สินคา้ ทไี่ ทย 1. ผลติ ภณั ฑผ์ า้
สง่ ออกมอี ะไรบา้ ง 2. เครอ่ื งแกว้ เคร่ืองลาย
คราม เคร่อื งเคลอื บ
1. ของป่า • สินค้าผ่านมอื หัตถกรรม
2. แร่ธาตุ 1. เหล็กกล้า
3. เกษตร 3. กระเบอ้ื ง
2. สูบ ฝิ่น 4. เคร่อื งประดับ
3. เสื้อ ผ้าแพร
4. หตั ถกรรม 4. ไหมดบิ 5. เครอ่ื งโลหะ
5. แปรสภาพ 5. เนือ้ เค็ม ปลาเค็ม 6. อาหาร
7. อาวุธ
8. สินค้าแปรรูปอน่ื ๆ
9. อ่นื ๆ
ดา้ นเศรษฐกิจ (ต่อ)
ภาษี (รายไดข้ องรฐั บาล=กษตั รยิ )์
1. อากร ได้แก่
✓อากรหางข้าว ปชช. ตอ้ งสง่ รัฐไรล่ ะ 2 ถัง(6.25สต.) ร.3
ยกเลิกแลว้ ให้จ่ายเป็นเงนิ ไร่ละ 1 สลงึ แทนได้ เพราะขุนนางทีม่ า
เก็บโกงชาวนาโดยใชถ้ ังตวงขา้ วขนาดใหญ่กว่าปกติ
✓พ.ศ.2367 ให้ขุนนางและเจา้ เสียอากรค่านาเป็นคร้งั แรก
✓อากรสวนใหญ่ อากรสมพตั สร อากรตลาด อากรสุรา อากร
บอ่ นเบยี้ อากรขอนไมส้ ัก อากรค่าน้า อากรรังนก อากรดีบุก
อากรเตาตาล อากรรกั ษาเกาะ อากรหวย ก.ข. อากรพรกิ ไทย
อากรยาสูบ อากรเกวยี น
ดา้ นเศรษฐกจิ (ตอ่ )
ภาษี (รายไดข้ องรฐั บาล=กษตั ริย)์
2. ส่วย
➢ สมยั ร.1 เนน้ เกณฑ์แรงงานเพราะมกี าร
ทาสงครามกับเพอ่ื นบ้าน
➢สมัยร.2-3 เกบ็ ส่วยมากขึ้น เพราะ...
oรฐั ต้องการของขายหาเงนิ มาซอื้ อาวธุ ฯลฯ
oรัฐต้องการส่วยมาบารุงวัด
oรฐั ต้องการส่วยมาใช้ในการตอ่ เรือเพ่ือทา
สงครามกับญวน และคา้ ขายทางเรอื กับ
ตา่ งชาติ
ส่วย คืออะไร
• การสง่ ส่วย คอื การสง่ ภาษีของไพร่หลวงที่อยู่หา่ งไกลเมอื งหลวงให้
รัฐบาลนัน่ เอง ภาคอีสานมคี วามสาคัญตอ่ รฐั บาลมากท่ีสุดในการสง่
ส่วย เพราะมเี มืองท่ีสง่ ส่วยมากท่ีสุดในประเทศ กลา่ วคอื มถี งึ ๗๒
เมอื ง
• สว่ ยมี ประมาณ 30 ชนิด ตัวอย่างเช่น
• สว่ ยเรว่
• ส่วยไม้สัก
• ทอง
• ผา้ ขาว
ผลเรว่ หรอื หมากแหนง่
https://www.magictimemedia.com/wp-
content/uploads/wpforo/default_attachments/1622722479-
2021-06-03_191129.jpg
ด้านเศรษฐกิจ (ตอ่ )
ภาษี (รายไดข้ องรฐั บาล=กษตั รยิ )์
3. คา่ ธรรมเนยี มฤชา
➢คา่ ธรรมเนยี มศาล
➢คา่ ปรับ
➢คา่ พทั ธยา
➢ทรพั ย์สินทีย่ ึดจากผ้ตู ้องราชบาตร (ถูกตัดคอ ยดึ บา้ น)
➢คา่ ธรรมเนยี มออกโฉนด
➢ค่าธรรมเนยี มแตง่ ตงั้ ขนุ นาง
➢คา่ ธรรมเนียมตอ่ เรอื
ด้านเศรษฐกิจ (ตอ่ )
ภาษี (รายไดข้ องรฐั บาล=กษตั รยิ )์
4. คา่ ผกู ป้ี (ภาษรี ายหวั ) เกบ็ เฉพาะกับชาวจีน ชาย 17 ปีข้นึ ไป
5. การเกณฑแ์ รงงาน
6. เคร่ืองราชบรรณาการ
7. รายไดจ้ ากการรบชนะในสงคราม
http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=287011
คาถามชวนคดิ
•การเกบ็ ภาษี สง่ ผลตอ่ ประเทศไทยอยา่ งไรบา้ ง?
สรุป ร.1
• พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจกั รีบรมนาถฯ พระพทุ ธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช (B.D. พ.ศ. 2279- พ.ศ.2352)
• ครองราชย์ขณะมพี ระชนมายไุ ด้ 45 พรรษา พ.ศ. 2325- พ.ศ.
2352
• มพี ระราชบตุ ร 42 พระองค์
• สวรรคต 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 (72 พรรษา)
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ร.2
(24 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2311 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367)
• พระนามเดิมวา่ ฉมิ เปน็ พระราชโอรสพระองคใ์ หญ่ของ
ร.1 (ตอนมบี รรดาศักดิ์เป็นหลวงยกรบัตรเมอื งราชบุรี)
กบั ทา่ นผูห้ ญงิ นาค (ภายหลังเฉลมิ พระนามเป็นสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี)
เมอ่ื เจรญิ พระชนมไ์ ด้ทรงศกึ ษาในสานกั พระพนรัตน์
(ทองอยู่) วัดบางวา้ ใหญ่ และได้ติดตามสมเดจ็ พระบรมชนก
นาถไปในการสงครามทุกคร้ัง
• ในปี พ.ศ. 2349 เมอื่ ร.1 ขึ้นเปน็ king จึงได้เปน็
สมเดจ็ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟา้ กรมหลวงอศิ รสุนทร ถึงวัน
อาทิตย์ ขน้ึ 7 คา่ เดอื น 4 ปขี าล พ.ศ. 2449 (นับแบบปจั จบุ นั เปน็ วันที่ 15 มนี าคม
พ.ศ. 2350) จงึ ได้รับอปุ ราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวงั บวร
สถานมงคล (องคร์ ชั ทายาท)
ดา้ นการเมอื งในสมยั รัชการที่ 2
• กนบ้าฆฏา่หหมลอ่ ามนเหม็น (2352)
ด้านการเมืองในสมัยรชั การท่ี 2 (ต่อ)
รชั กาลที่ 2 ตัง้ เจา้ กากบั ราชการ (2353)
➢ เจา้ ฟา้ กรมหลวงพทิ ักมนตรี (ลูกป้า ร.2) เป็นผสู้ าเร็จราชการอธบิ ดี
กรมวงั กรมมหาดไทย
➢เจา้ ฟ้ากรมขุนอสิ รานุรักษ์ (อนชุ าพทิ กั ษมนตรี) เป็นผสู้ าเรจ็ ราชการ
มหาดไทย
➢พระเจา้ ลกู ยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดนิ ทร (ร.3) สาเร็จราชการกรม
พระคลงั และกรมตารวจ
➢ฯลฯ
❖แลว้ รชั กาลท่ี 2 จะทรงทาอะไร?
ดา้ นการเมอื งในสมยั รัชการท่ี 2 (ตอ่ )
• หลงั จากท่รี ชั กาลท่ี 2 ต้ังเจา้ กากับราชการ (2353) ส่งผลให.้ .....
1. ทาให้เจา้ คุมขา้ ราชการอย่างใกล้ชดิ
2. เปน็ การกระจายอานาจให้ญาตพิ ่นี อ้ งทา จะไดไ้ ม่ว่างงาน คิดฟ้งุ ซ่าน
คดิ กบฎ
3. ทาให้ควบคุมขุนนางไดท้ ัว่ ถึง
4. ทาให้ ร.2 ทรงมเี วลาวา่ ง แตง่ โครงกลอนท่ชี อบได้มากมาย และมี
ผลงานเดน่ ดา้ นน้ี เช่น...
✓ อเิ หนา รามเกียรติ สังข์ทอง คาวี มณพี ิชยั สังข์ศลิ ปชยั ไกรทอง
เปน็ ตน้
ด้านสงั คมคล้ายคลึงกบั ร.1
• จากการที่ ร.2 ทรงมีเวลาวา่ ง แตง่ โครงกลอนท่ชี อบได้มากมาย
และมีผลงานเด่นด้านนี้ เช่น อเิ หนา รามเกยี รต์ิ สังขท์ อง คาวี
มณพี ชิ ยั สงั ขศ์ ลิ ปชยั ไกรทอง เป็นต้น
• บทละครเหลา่ น้ี ส่งผลอยา่ งไรต่อสภาพสังคมในสมัยนั้น
✓มกี ารแบ่งแยกชนช้ันชดั เจน ปลูกฝงั ความเชื่อวา่ กษตั รยิ ์คอื เทพ
เจา้ ท่สี ่งั เปน็ สั่งตายมนษุ ย์ได้ และทาสงครามเพราะผหู้ ญงิ เช่น
เร่ืองรามเกียรต์ิ
✓อเิ หนา เปน็ บทละครทปี่ ลูกฝังถงึ การท่ีผู้ชายท่ีมชี นช้ันสูงและ
หน้าตาดีจะมีภรรยาหลายคน(เจา้ ชู้) ได้ เปน็ ต้น
ใหน้ ักเรียนวิเคราะหว์ ่าวรรณคดีเหล่านปี้ ลกู ฝงั อะไร
ให้สงั คมไทย