The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by methaweejithansri, 2024-02-28 11:28:35

วิจัย

วิจัย

Keywords: วิจัย

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ “ขยำกระดาษ” เมธาวี จิตรจำศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ “ขยำกระดาษ” เมธาวี จิตรจำศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


กิตติกรรมประกาศ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จได้ ด้วยความกรุณาอย่างสูงจาก คุณครูสุภาวดี แสนสิทธิ์ ตำแหน่ง ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำ และข้อเสนอแนะ ตลอดจนชี้แนะแนวทางแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนสำเร็จได้ด้วยดี ผู้วิจัยจึงขอก ราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณครูจันทิมา บุญตุ่น ตำแหน่ง ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียน เทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ คุณครูภัสสราภา รูปงาม ตำแหน่ง ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 1 โพศรี และผู้เชี่ยวชาญที่ได้กรุณาตรวจสอบหาคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย คอย ให้ความรู้ อบรมสั่งสอน ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำจนทำให้ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการทำ วิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณผู้อำนวยการ และคณะครูโรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์ สนับสนุน ในการศึกษาของ ผู้วิจัยและให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลาในการดำเนินการวิจัยส่งผลให้ ผู้วิจัยสามารถดำเนินการทำวิจัยในชั้นเรียนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุณนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ และคณะครูที่ได้ให้ กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือแก่ผู้วิจัยในการเรียนรู้ และเก็บข้อมูลจนสำเร็จลุล่วง ด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ที่คอยส่งเสริม สนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำ วิจัยฉบับนี้ด้วยดีเสมอมา ขอบพระคุณทุกท่านที่มิได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือในการทำวิจัย ในชั้น เรียนฉบับนี้ให้สำเร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ทุกท่าน ตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือทำให้ผู้วิจัยได้รับประสบการณ์ ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เมธาวี จิตรจำศรี


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ ผู้วิจัย นางสาวเมธาวี จิตรจำศรี สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กัลยกร ภักดี ที่ปรึกษาร่วม นางจันทิมา บุญมาตุ่น อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัยคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย ...................................................................... หัวหน้าสาขาวิชา (ผ.ศ.วรัญญา ศรีบัว) วันที่...........เดือน......................พ.ศ................ คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน ........................................................................ ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์กัลยกร ภักดี) ........................................................................ กรรมการ (นางจันทิมา บุญมาตุ่น) ………………………………………………………………. กรรมการ (นางภัสสราภา รูปงาม) ……………………………………………………………… กรรมการ (นายอภิรักษ์ สรรพโส)


บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของ เด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุ 3 – 4 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 29 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับ สลาก รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดลองก่อนและหลัง โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลอง ด้วยตนเอง โดยใช้เวลาในการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2566 ระยะเวลาในการ ทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน รวมทั้งหมด 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จาก การขยำกระดาษ และแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย แบบ แผนการวิจัยใช้แบบกลุ่มเดียวทดลองก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อย สร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบที่แบบไม่อิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า เมื่อคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมมาเปรียบเทียบกันเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ มีความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อเล็กก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมแตกต่างกัน โดยค่าเฉลี่ยคะแนน ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมี นัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05


สารบัญ เรื่อง หน้า บทความ……………………………………………………………………............................................................ ค กิตติกรรมประกาศ..……………………………………………………….......................................................... ง สารบัญ………………..…………………………………………………………..…………........................................ จ สารบัญตาราง…………………………………………………………………....……............................................. ซ สารบัญภาพ…………………………………………………………………...…………........................................... ฌ บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………...………............................. 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา................................................................... 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย......................................................................................... 2 3. ความสำคัญของการวิจัย........................................................................................... 2 4. ขอบเขตของการวิจัย................................................................................................ 2 5. ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย.......................................................................................... 2 6. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................... 3 7. ระยะเวลาในการทดลอง........................................................................................... 3 8. แปรที่ศึกษา.............................................................................................................. 3 9. นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................... ...... 3


10. กรอบแนวคิดในการวิจัย.......................................................................................... 4 11. สมมติฐานของการวิจัย............................................................................................ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................ 5 1. เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก................... 6 1.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก............................. 6 สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) 1.2 ความสำคัญความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก................................................ 6 1.3 การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก.................................................. 7 1.4 การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก.............................. 10 1.5ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก.......................... 13


1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก................................ 14 1.7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์.............................. 17 1.8 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์............................................................ 17 1.9 ความสำคัญของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์........................................................... 18 1.10 ประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์.............................................................. 20 1.11 หลักการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์................................................................ 22 1.12 คุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์.................................................................. 25 1.13 ทฤษฎีกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์........................................................................ 27 1.14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์............................................... 29 1.15 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม.................................................. 32 1.16 ความหมายของชุดกิจกรรม............................................................................... 32 1.17ประเภทของชุดกิจกรรม...................................................................................... 33 1.18 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม............................................................................. 34 1.19 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม............................................................................. 36 1.20 แนวคิดที่นำมาสู่การผลิตชุดกิจกรรม................................................................. 38 1.21 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม.................................................................................. 40 บทที่ 3 วิธีการดำเนินวิจัย............................................................................................ 43 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย.......................................................... 43 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...................................................................................... 43 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือ................................................. 44


4. การเก็บรวบรวมข้อมูล........................................................................................ 46 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................ 48 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................ 50 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................... 50 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................... 51 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................ 52 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ........................................................... 53 ความมุ่งหมายของการวิจัย................................................................................ 53 สมมติฐานในการวิจัย......................................................................................... 53 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย......................................................... 53 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................... 53 การดำเนินการจัดกิจกรรม.................................................................................. 54 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. 54 สรุปผลการวิจัย.................................................................................................. . 54 อภิปรายผลการวิจัย............................................................................................ 54 ข้อเสนอแนะ....................................................................................................... 56 บรรณานุกรม.............................................................................................................. 58


ภาคผนวก................................................................................................................... 63 ภาคผนวก ก คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์....... 64 ภาคผนวก ข คู่มือการใช้แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของ เด็กปฐมวัย............................................................................................................ 86 ภาคผนวก ค ตัวอย่างภาพประกอบการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อย สร้างสรรค์............................................................................................................. 79 ภาคผนวก ง รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ............................................................................ ประวัติย่อผู้วิจัย..................................................................................................... ประวัติย่อผู้วิจัย...................................................................................................... 95


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ตารางแบบแผนการทดลอง......................................................................................... 46 2 ตารางกำหนดการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์.................................................... 47 3 ค่าสถิติพื้นฐานของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ก่อนและ หลังการจัดกิจกรรม....................................................................................................... . 51 4 ตารางการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อน การจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรม......................................................................... 52


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิด........................................................................................................... 4


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เด็กปฐมวัย เป็นวัยที่อยู่ในช่วงระยะสำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาการชีวิตมนุษย์ เป็นวัยที่ เรียกว่า ช่วงพลังแห่งการเติบโตงอกงามที่สำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่เด็กได้รับประสบการณ์ในการเรียนรู้ ในช่วง 6 ปีแรกของชีวิตจะมีผลต่อการวางรากฐานที่สำคัญต่อบุคลิกภาพของเด็กที่จะเจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาช่วงอายุระหว่าง 0 – 6 ปี ถือว่าเป็นช่วงโอกาสทองของการ เรียนรู้การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญเพื่ออบรมเลี้ยงดูและเตรียมความพร้อม ทางด้านร่างกายอารมณ์– จิตใจสังคมและสติปัญญา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2543. 16) บนพื้นฐานของทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนในรูปแบบบูรณาการผ่านการเล่นให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ สำรวจ เล่น ทดลอง ค้นพบด้วยตนเอง ได้มีโอกาสคิดแก้ปัญหา ตัดสินใจ ใช้ภาษาสื่อความหมาย อยู่ ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ได้มีโอกาสริเริ่มตามความต้องการและความสนใจของตนเองถ้าเด็ก ได้รับการพัฒนาและได้รับการกระตุ้นด้วยวิธีการที่ถูกต้อง จะช่วยให้เด็กมีความพร้อมสมบูรณ์ครบ ทั้ง 4 ด้าน ทั้งด้านทางด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจสังคม และสติปัญญาการเรียนระดับปฐมวัยเป็น การส่งเสริมความสามารถของเด็ก โดยเฉพาะความสามารถของกล้ามเนื้อเล็กซึ่งควรให้ความสำคัญ อย่างยิ่งเพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความพร้อมทางการเรียนและเด็กในวัยนี้ ร่างกายการการพัฒนาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทักษะด้านการใช้มือ ซึ่งสามารถฝึกฝนได้โดยการจัด กิจกรรมที่เหมาะสมกับความสามารถของเด็ก ความสามารถของกล้ามเนื้อเล็กเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการ ดำรงชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัย การส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสามารถทำได้ โดยการฝึกฝนการทำงาน โดยใช้มือ นิ้วมือและการประสานสัมพันธ์กันระหว่างมือกับตา โดยให้เด็ก ทำกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายให้เด็กได้ฝึกฝนจากง่ายไปหายากตามความต้องการและความสนใจ ของเด็กเป็นรายบุคคล ในการประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น การใส่ – ถอด กระดุม รูด ซิป การแปรงฟันผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการ-เขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่าง คล่องแคล่วจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ (อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล.2539. 32 ; อ้างอิงมา จาก Lowenfeland Lambert Brittain. 1964) การเล่นและการจัดกิจกรรมศิลปะต่างๆ จะเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความพร้อมของกล้ามเนื้อเล็กและตามากที่สุดเด็กจะสนใจอยากมี ส่วนร่วมในการทำกิจกรรม และเรียนรู้อย่างสนุกสนานเด็กจะใช้มือในการหยิบจับวัสดุต่างๆทำให้ เข้าใจวิธีการใช้นิ้วจับดินสอได้อย่างถูกต้องซึ่งกิจกรรมหรืออุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก กับสายตา (Eye handCoordination) ให้ประสานสัมพันธ์กันได้แก่การ ร้อยลูกปัด ร้อยเชือก ร้อย ดอกไม้ เย็บกระดุม รูดซิป เรียงสี เรียงไม้หนีบ ปักหมุด ตอกตะปู เป็นต้น (เยาวพา เดชะคุปต์. 2542. 22 - 24)


กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และจินตนาการ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สามารถนำวัสดุปกรณ์ต่างๆ นำมาเป็น สื่อประกอบในการสร้างสรรค์งานศิลปะ มีหลากหลายประเภทแต่ละประเภทมีวิธีการจัดที่แตกต่าง กัน การนำสื่อมาใช้ในการจัดกิจกรรมประเภทต่างๆ จึงมีหลายลักษณะที่แตกต่างกันออกไป และสื่อ ที่จะนำมาใช้สำหรับการจัดกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยควรจะเป็นสื่อที่สามารถหาได้ง่าย และมีความ สะอาดปลอดภัยต่อเด็ก เพราะการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยต้องอาศัยสิ่งเร้าที่อยู่ในรูปของสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย ซึ่งวัสดุเหล่านี้จะเป็นตัวเร้าความสนใจในการทำกิจกรรม โดยใช้กิจกรรม เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีก ตัดปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ การพับ หรือ วิธีการอื่นๆ (กรมวิชาการ. 2540. 23) ที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์และเหมาะสมกับพัฒนาการ ด้วยเหตุผลและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่าชุดกิจกรรมมือ น้อยสร้างสรรค์จะส่งผลต่อความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยวัยเพิ่มขึ้นหรือไม่ซึ่ง ผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำหรับครูและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยได้ใช้ เป็นแนวทางพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ ความสำคัญของการวิจัย ผลของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ทำให้ทราบถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็ก ปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้จะเป็น แนวทางในการจัดการศึกษาสำหรับครูในระดับปฐมวัยเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนและ ส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ตามบริบทของตน ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย


ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 3 – 4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ในชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สังกัด สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีจำนวน 29 คน กลุ่มตัวอย่างการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 3 - 4 ปี ที่กำลัง ศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟ สงเคราะห์สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Random Sampling) ระยะเวลาในการทดลอง การทดลองครั้งนี้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ในช่วงกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรต้น ได้แก่ ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 3 – 4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้น ปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน 2. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หมายถึง ความสามารถในการบังคับใช้มือนิ้วมือ และประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้และสามารถใช้ชีวิตประจำวันในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน


2.1 ด้านความยืดหยุ่นของกล้ามเล็ก หมายถึง ความสามารถในการใช้มือและนิ้วมือ ในการจับวัสดุอุปกรณ์อย่างมั่นคง กระชับ จับได้แน่น ถนัดมือ ไม่ตกหล่น ได้แก่ การขยำ การปั้น และการฉีกปะ 2.2 ด้านความคล่องแคล่ว หมายถึง ความสามารถในการใช้มือและนิ้วมือได้อย่าง คล่องแคล่วรวดเร็วในการปฏิบัติกิจกรรม ได้แก่การวาดภาพ การหยิบและการลากเส้น 2.3 ด้านการทำงานประสานสัมพันธ์ของมือกับตา หมายถึง ความสามารถในการใช้ มือและนิ้วมือในการหยิบจับวัสดุอุปกรณ์อย่างสัมพันธ์กับตาโดยการกะระยะ คาดคะเน ควบคุม ทิศทางในการทำงานต่างๆให้ตรงตำแหน่งที่ต้องการได้ได้แก่ การร้อย การตัด และการประดิษฐ์ ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้สามารถวัดได้จากแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3. ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ หมายถึง กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ใช้ ในส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ให้สามารถใช้มือและนิ้วได้อย่าง คล่องแคล่วซึ่งผู้วิจัยได้แบ่งชุดกิจกรรมออกเป็น 8 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ตัด ฉับ ฉับ ชุดที่ 2 ฉีกปะมหา สนุกชุดที่ 3 หนูน้อยนักปั้น ชุดที่ 4 มือน้อยนักวาดภาพ ชุดที่ 5 หนูน้อยนักประดิษฐ์ชุดที่ 6 สร้อยคอคล้องใจ ชุดที่ 7 ขยำกระดาษสร้างสรรค์และ ชุดที่ 8 ลากเส้นมหาสนุก เป็นต้น กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จาก การขยำกระดาษ


ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำ กระดาษ ส่งผลต่อความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรม บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก - ด้านความยืดหยุ่นของกล้ามเล็ก - ด้านความคล่องแคล่ว - ด้านการทำงานประสานสัมพันธ์ของ มือกับตา


ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอตามหัวข้อ ต่อไปนี้ 1. เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.2 ความสำคัญความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.3 การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.4 การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.5 ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.2 ความสำคัญของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.3 ประเภทของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.4 หลักการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.5 คุณค่าของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.6 ทฤษฎีกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 3.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 3.2 ประเภทของชุดกิจกรรม 3.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 3.4 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม 3.5 แนวคิดที่นำมาสู่การผลิตชุดกิจกรรม 3.6 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม


1. เอกสารในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หมายถึง ความสามารถในการบังคับใช้มือ นิ้วมือ และประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้อย่างคล่องแคล่ว ในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เช่น การหยิบ การจับ การร้อย เป็นต้น มีผู้ให้ความหมายความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ดังนี้ นภเนตร ธรรมบวร (2544: 73) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กเป็น ความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ นิ้วมือ ได้แก่ การวาดภาพ การลากเส้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด และการลากเส้นตามรอยปะ เป็นต้น อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล (2546: 111) กล่าวว่า กล้ามเนื้อเล็กเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ใน การทำงานละเอียดไม่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นการใช้กล้ามเนื้อเล็กที่นิ้ว มือด้วยต้องทำงานสัมพันธ์กับสายตาด้วย กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547: 100) กล่าวถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึงการสร้างเสริมความสามารถในการหยิบจับคัดเขียนและทำกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อนิ้วมือ ฝ่ามือและข้อต่อ วัฒนา ปุญญฤทธิ์ (2553: 99) กล่าวถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก คือการ ใช้มือในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันหรือการเล่นต่างๆ ซึ่งเรียกโดยรวมว่าทักษะการ ช่วยเหลือตนเอง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552: 19) กล่าวว่า กล้ามเนื้อเล็กได้แก่นิ้วมือ นั้นเด็กควบคุมได้ดีขึ้น สามารถทำงานประสานกันได้ดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะนิ้วมือแต่ละนิ้วสามารถ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ จากการศึกษาความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หมายถึง ความสามารถในการบังคับการเคลื่อนไหวของ กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ให้ประสานสัมพันธ์กับสายตาและประสาทสัมผัส ที่ไม่ต้องอาศัยการเคลื่อนที่ ของร่างกาย ทำให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วมีประสิทธิภาพตามความถนัดของ แต่ละบุคคลรวมไปถึงการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน 1.2 ความสำคัญความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล (2546: 111) กล่าวว่า กล้ามเนื้อเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญ อวัยวะหนึ่ง ในการประกอบกิจวัตรประจำวัน เช่น การติดกระดุม รูดซิป การแปรงฟัน ผูกเชือก รองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริม พัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ด้านสติปัญญา เพราะกล้ามเนื้อเล็กมีส่วนทำให้เด็กได้ใช้มือสำรวจ สังเกต จากการสัมผัสจับต้อง


จรัล คำภารัตน์ (2541: 14) กล่าวว่า ความสำคัญของความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กไว้ดังนี้ คือ ในขณะที่เด็กกำลังลากเส้นในลักษณะขีดเขี่ยไปมานั้น สมองของเด็กได้ จินตนาการที่ไร้ขอบเขต และทำให้กล้ามเนื้อและประสาทตามีความสัมพันธ์กัน พัฒนา ชัชพงศ์ (2541: 122) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก คือ การพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือให้แข็งแรง เด็กก็พร้อมที่จะลากลีลามือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการ เขียน ธรรมนูญ นวลใจ (2541: 17) กล่าวว่า เด็กที่อยู่ในวัยราวๆ สองขวบครึ่งชอบการขีด เขียน ระบายสี หรือวาดรูป ด้วยดินสอรวมทั้งหาสื่อต่างๆมาประกอบเพื่อแสดงความรู้สึก และ จินตนาการเป็นการฝึกการควบคุมมือและนิ้วมือของเด็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจ ในตนเองให้กับเด็ก กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 101) กล่าวว่า การส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือที่มีความสำคัญต่อเด็กมาก เพราะเด็กต้องใช้มือในการทำกิจกรรม ที่สำคัญ ได้แก่ การเขียนหนังสือ การหยิบจับ การปั้น จากการศึกษาความสำคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็ก กล่าวคือ ถ้าเด็กได้รับการฝึก การควบคุมมือและนิ้วมือ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็กและประสาทตาให้มีความสัมพันธ์กันเด็กก็จะ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ หรือช่วยเหลือตัวเอง รวมไปถึงทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว ตลอดจนพื้นฐานความสามารถในการเขียนของเด็กต่อไป 1.3 การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล (2546, น. 111) กล่าวถึง พัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาตามวุฒิภาวะของสมองที่เป็นไปตามวัยโดยการพัฒนาจากต้นแขนสู่ปลาย แขน หรือจากต้นไปสู่ปลาย อายุ1 ปีสามารถใช้นิ้วโป้ง และนิ้วชี้ได้แต่ยังไม่คล่อง จึงกาสิ่งของทั้งมือ และ ลากเส้นเป็น แนวตั้งจากบนลงล่าง ขึ้นๆ ลงๆ ได้ อายุ2 ปีสามารถเขียน โดยลากเส้นต่อเนื่องกัน ก่อนจะรู้จักลากเส้นตาม แนวนอน สลับซ้ายขวา สุชา จันทร์เอม (2543, น. 41 - 42) ได้กล่าวถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก แบ่งตามช่วงวัย ดังนี้ อายุ 3 ปี 1. ช่วยจัดโต๊ะอาหารได้ ไม่ทาถ้วยชามหล่น 2. ต่อแท่งไม้สี่เหลี่ยม 9 แท่งได้ในทางสูง 3. สร้างสะพาน โดยใช้แท่งไม้สี่เหลี่ยม 3 แท่งได้ 4. แต่งตัวเองได้ ถ้าช่วยกลัด หรือปลดกระดุมให้ 5. ปลดกระดุมด้านหน้าเองได้


6. เขียนแบบกากบาทได้ 7. เขียนรูปคนตามที่สั่งได้ อายุ 4 ปี 1. กลัดกระดุมเสื้อเองได้ 2. เขียนกากบาทได้เหมือน อายุ 5 ปี 1. ผูกเชือกรองเท้าได้ 2. เขียนรูปสามเหลี่ยมได้เหมือน 3. เขียนตัวอักษร อายุ 6 ปี 1. สามารถใช้มือและใช้ตาประสานกันดีขึ้น 2. การจับดินสอในการเขียนทาได้ดีขึ้น 3. ชอบวาดภาพระบายสีแต่จะทาได้ไม่เรียบร้อย เพราะความไม่อยู่นิ่งของ เด็ก 4. เด็กสามารถจะมองเด็กอื่นเล่น โดยที่มือของตนยังทางานต่อไป 5. สามารถใช้มือและตาพร้อมๆ กันขณะเดินหรือนั่งเขียนหนังสือตัวเล็กๆ ได้ 6. ชอบใช้มือหยิบอาหารใส่ปากมากกว่าใช้ช้อนส้อม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2543: 249) กล่าวถึงพัฒนาการความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ดังนี้ เด็กวัย 3 ขวบ ต่อแท่งไม้สี่เหลี่ยมได้สูงถึง 9 - 10 อัน เขียนวงกลมได้แต่ยังวาด รูปคนไม่ได้ เด็กวัยประมาณ 4-6 ขวบ การใช้มือก็มีความละเอียดขึ้นเด็กวัยนี้จะมี ความสามารถแต่งตัวเองได้นี่ผมแปรงฟันล้างหน้าใส่รองเท้าผูกเชือกรองเท้าได้เมื่อปลายวัยช่วย ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ความสามารถในการเรียนดีขึ้น เด็กวัย 5 ขวบ เขียนรูปสามเหลี่ยมได้ เด็กวัย 6 ขวบ เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนได้วาดรูปคนก็ต่อเติมมีรายละเอียด เพิ่มมากขึ้นจนเป็นรูปร่างคนครบบริบูรณ์ขึ้น อำไพพรรณ ปัญญาโรจน์ (2545, น. 322 – 323) กล่าวถึง การใช้กล้ามเนื้อเล็ก ดังนี้


อายุ 1 ปี หยิบจับสิ่งของด้วยหัวแม่มือและนิ้วชี้ จับดินสอกลางแท่งด้วยอุ้งมือ แล้วขีดเขียนไปมาได้ อายุ 2 ปี ชอบเล่นของเล่นที่ออกแรงมากขึ้น เช่น ตี หรือตอกด้วยค้อน ดึงออก หรือสวมใส่ของสองสิ่งที่มีรูปร่างเหมาะมือและมีสีที่สะดุดตา อายุ 3 ปี กล้ามเนื้อแข็งแรง ใช้มือหยิบจับอาหารตลอดจนใช้ช้อนตักอาหารเข้า ปากได้ช่วยตัวเองในการแต่งกาย เช่น ถอดและใส่กระดุมเสื้อได้เอง อายุ 4 ปี วัยนี้สามารถช่วยตัวเองในการแต่งตัว ล้างมือ แปรงฟัน ได้มากขึ้น อายุ 5 –6 ปี สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษตามรูปได้ดี ปั้นดินน้ามัน เย็บผ้าด้วย เข็มเล่นโต วาดเขียนด้วยดินสอและสีน้าได้ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2555: 117 - 129) สรุปพัฒนาการด้านความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กวัยต่างๆ จากของกีเซลไว้ดังนี้ อายุ 3 ขวบ 1. ต่อก้อนไม้ได้สูง 9 ก้อน 2. ต่อก้อนไม้เป็นรูปสะพานได้ 3.หยิบลูกกวาดใส่ขวดได้ 10 เม็ด ในเวลา 30 วินาที 4. เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ 5. เขียนรูปกากบาทได้ 6. จัดรูปเหลี่ยมใส่ช่องทำได้ถูกตามแบบ 7. กินอาหารได้เองโดยไม่หกเลอะเทอะ 8. รินน้ำจากเหยือกได้ 9. ใส่รองเท้าได้เอง 10. ใส่เสื้อที่ไม่มีกระดุมได้ อายุ 4 ขวบ 1. เลียนแบบวางก้อนไม้เป็นรูปประตูได้ 2. วาดรูปคนมีส่วนสำคัญ 2 ส่วน 3. วาดรูปกากบาท 4. พับกระดาษได้ 3 ทบ (ตามแบบ) 5. ล้างหน้า ล้างมือ และแปรงฟันได้เอง 6. ใส่เสื้อผ้าและถอดได้เองเฉพาะชั้นนอก อายุ 5 ขวบ


1. ต่อก้อนไม้ทาขั้นบันไดได้ 2 ขั้น 2. วาดรูปสามเหลี่ยมเหมือนแบบ 3. แต่งตัวและถอดเสื้อผ้าได้เอง โนไม่ต้องช่วยเหลือ อายุ 6 ขวบ 1. เล่นต่อก้อนไม้ทาบันไดได้ 3 ขั้น 2. วาดรูปคนมีส่วนคอ มือและใส่เสื้อผ้า 3. แต่งตัวและผูกเชือกรองเท้าได้ จากการศึกษาพัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กจะมีพัฒนาการเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เริ่มจากการบังคับจะ พัฒนาจากนิ้วมือต้นแขนไปสู่ปลายแขนหรือจากต้นไปสู่ปลาย หรืออาจกล่าวได้ว่าเริ่มจากง่ายไปหา ยากจากใกล้ตัวออกไปใกล้ตัวซึ่งแต่ละช่วงจะมีความแตกต่างกันไปตามภาวะและการได้รับการ ส่งเสริม 1.4 การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2544: 41 - 42) กล่าวถึงวิธีการส่งเสริมความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ ดังนี้ 1. ให้เล่นโยน รับลูกบอลโยน รับห่วงยางหรือลูกช่วง 2. ให้เล่นเกมและการละเล่นที่ใช้มือนั่งเล่นอยู่กับที่เช่นหมากเก็บ อีตัก หมากขุม 3. ให้ใช้ไม้ขีดเขียนเล่นบนดินใช้นิ้วมือขีดเขียนเล่นบนทรายและขุดโมง ก่อเจดีย์ทรายใช้ชอล์กขีดเขียนกระดานเล่น 4. ให้เล่นกับงานศิลปะ เช่น ให้วาดภาพระบายสีด้วยสีเทียน หรือสีไม้ ให้วาด ภาพด้วยพู่กัน หรือแปรงทาสีอันเล็กๆ และใช้สีน้ำ สีฝุ่น หรือสีโปสเตอร์ให้วาดภาพด้วยนิ้วมือด้วย แป้งมันผสมสีหรือโคน ให้วาดภาพด้วยกาวน้ำ ทรายโรยทรายสีหรือโรยขี้เลื่อยไม้ป่นผสมสี หรือกาก มะพร้าวป่นผสมสีให้วาดภาพด้วยเชือกหรือหลอดด้าย ให้พิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุหรือฟองน้ำหรือ กระดาษขยุ้มหรือใบไม้การกล้วยให้เล่นสีบนกระดาษหยดสี เทสีเป่าสี ลูบสี ให้ทำงานกระดาษด้วย เล่นปั้นแป้งที่ผสมสีใส่อาหารกินน้ำมันดินเหนียว ปั้นทรายผสมน้ำให้ประดิษฐ์สิ่งของจากเศษวัสดุ 5. ให้เล่นของเล่นที่ใช้มือนิ้วมือ เช่น เล่นโทรศัพท์เล่นเปลี่ยนเสื้อผ้าตุ๊กตา รูดซิป ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า เล่นใส่ของลงกรอบ หรือในช่องที่มีรูปล่างคล้ายของนั้น เล่นใส่หมุดลงใน ช่องกระดานหมุด ใส่รูปทรงลงในกล่องหยอดรูปทรง สวมลูกกลมแท่งไม้เล่น ร้อยลูกปัด เล่นเย็บผ้า บนแผ่นหนังตอกตาไก่ เล่นถักสานด้วยกระดาษเส้น หรือพลาสติกเส้น เล่นต่อไม้บล็อก ต่อเลโก้ เล่นภาพตัดต่อ เล่นกรองน้ำ เล่นก่อเจดีย์ 6. ให้เล่นเครื่องเล่นดนตรีสำหรับเด็ก เช่น เขย่าลูกแซค ตีกลอง ตีฉาบ ตีฉิ่ง


ตีระนาด เป่าปี่ดีดเปียโน ดีดกีตาร์เครื่องดนตรีเหล่านี้ทำด้วยวัสดุที่เหลือใช้ก็ได้ เยาวพา เดชะคุปต์ (2543: 22 - 24) อุปกรณ์ที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ 1. อุปกรณ์ที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมือกับสายตาเช่น หัดร้อยลูกปัด ร้อยเชือก ร้อยดอกไม้เย็บกระดุมสียังไม้หนีบปากหมุดเอาออกตะปูเป็นต้น 2. อุปกรณ์ประเภทหนึ่งที่จัดกระทำต่อวัตถุเช่นการต่อบล็อกต่างๆ ได้แก่ บล็อก ไม้บล็อกพลาสติก บล็อกชุด บล็อกกลวง ตัวต่อพลาสติกต่างๆ เป็นต้น สุมนา พานิช (2545: 24) กล่าวถึง วิธีการส่งเสริมความสามารถการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ว่า คือ การฝึกให้เด็กใช้นิ้วมือ ในการวาดภาพ ระบายสี ตัดกระดาษ เขียนหนังสือ ทำกิจกรรมอื่นๆ ในเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง เช่น การติดกระดุม การรูดซิป ฯลฯ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 104) กล่าวว่ากิจกรรมที่พัฒนาตามเนื้อเล็กเพื่อฝึก การทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ แล้วยังเป็นการพัฒนาทักษะการใช้มือ เนื่องจาก การกระตุ้นจากจะส่งผลต่อไปยังทำให้เพิ่มความเจริญงอกงามซึ่งมีหลายกิจกรรม ดังนี้ 1. กิจกรรมการปั้นใหม่เป็นงานส่งเสริมข้อมือและนิ้วมือในการบีบ นวด ทุบ และประดิษฐ์ซึ่งส่งผลให้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ มีทักษะการใช้มือใช้นิ้วใน การทำงานคล่องตัวขึ้นวัสดุที่นำมาใช้ได้แก่ ดินเหนียว ดินน้ำมัน ปัจจุบันนิยมใช้แป้ง หรือแป้งโด 2. กิจกรรมการฉีกกระดาษกาลิกติดกระดาษบนภาพโดยเน้นความสามารถ ของการจัดการถึงการกลับประมาณแตกต่างกัน ดังนี้ เด็กอายุ 4 - 5 ปี 1. แปะกระดาษตามรูปรอยได้ 2. ตัดกระดาษตามรูปรอยได้ เด็กอายุ 5 – 6 ปี 1. ใช้กรรไกรได้คล้อง ตัดกระดาษตามรอยพับต่างๆ ได้ ปะติดตกแต่ง ภาพในกรอบได้ 2. การวาดภาพ ระบายสี เด็กอายุ 4 - 5 ปี 1. จับดินสอด้วยท่าทางที่ถูกต้องได้ดี 2. เขียนรูปตามแบบได้ 3. วาดรูปสิ่งที่คุ้นเคยได้ 4. วาดรูปคนครบส่วนประกอบของร่างกายได้ 5. วาดรูปบ้านได้


6. ระบายสีรูปทรงและแบบอิสระได้ในกรอบรูป 3. การพับ เป็นกิจกรรมเพิ่มความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อ นิ้วมือ ข้อมือ และการใช้สายตาให้สัมพันธ์กับมือ การพับแต่ละอายุต่างกัน ซึ่งความสามรถแตกต่างตามวัยดังนี้ เด็กอายุ 4 - 5 ปี 1. พับกระดาษซ้อนกัน 3 ทบได้ 2. ใช้นิ้วรีดรอยพับได้ 3. พับเป็นรูปร่างอย่างง่ายได้ เช่น จรวด เรื่อสำปั้น 4. เรียนพับกระดาษรูปต่างๆ ได้ 5. พับกระดาษเป็นรูปร่างที่มีรายละเอียดได้ 4. การฝึกความคล้องแของกล้ามเนื้อเล็ก เป็นกิจกรรมที่ฝึกความเคลื่อนไหวพื้นฐานของกล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ การต่อไม้ บล็อก การร้อยลูกปัด รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหยิบจับ การใช้นิ้ว เช่น การเล่นเปียโน การ ดีดพิณ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมการฝึกความคล้องแบ่งตามอายุ ดังนี้ เด็กเล็กมากอายุ 1 - 3 ปี 1. ร้อยลูกปัด 2. รูดซิป 3. ติดกระดุม 4. ต่อไม้บล็อก 5. แกะห่อของที่ผูกเชือกหลวม เด็กอนุบาลอายุ 3 - 6 ปี 1. ร้อยลูกปัด 2. รูดซิป 3. ติดกระดุม 4. ต่อไม้บล็อก รุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี (2555: 190) กล่าวถึง การส่งเสริมความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็ก นอกจากกิจกรรมการระบายสีก็ยังมีกิจกกรมอีกหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถพัฒนา กล้ามเนื้อมือและตา เช่น กิจกรรมปั้น กิจกรรมการร้อยลูกปัด ร้อยหลอดกาแฟ กิจกรรมการเล่น เครื่องเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ที่ต้องมีไม้เสียบต่อ ส่งเสริมการช่วยเหลือตนเองเริ่มเริ่มตั้งแต่การ แต่งตัว การใช้มือจับช้อนส้อมกินอาหาร หรือแม้แต่การทำงานบ้าน เช่น การใช้ไม้หนีบผ้าที่ตาก การ


พับผ้า การกรอกน้ำใส่ขวด การซักผ้า บิดผ้า การทำอาหารเด็ดผัก หั่นผักด้วยมีดพลาสติก ปอกไข่ ต้ม หรือปั้นขนมบัวลอย เป็นต้น นลินี เชื้อวนิชชากร (2555: 156) กล่าวถึงวิธีการสร้างกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรงไว้ดังนี้ 1. บริหารข้อมูลมีข้อมือก็มีสวยสำคัญการมีพัฒนาการกล้ามเนื้อที่ดีเช่น กิจกรรมที่เด็กต้องใช้ข้อหนึ่งการเขียนเด็กบางคนอาจจะเขียนไม่ได้ส่วนหนึ่งมาจากพัฒนาการ กล้ามเนื้อมือที่ไม่แข็งแรงตั้งแต่เล็กๆ จึงควรฝึกให้ใช้ข้อมือโดยการวาดภาพบนกระดาษที่ติดอยู่ที่ สามผนังบ้านเพราะจะช่วยข้อมือได้ดกขึ้น เป็นการฝึกข้อมือให้เคลื่อนไหวมากขึ้นกว่าการเขียนเพียง อย่างเดียว 2. ฝึกใช้นิ้วให้สนุก ควรหากิจกรรมที่ลูกได้สนุกกับการขยับและเคลื่อนไหวนิ้ว เช่นร้องเพลงนิ้วโป้งอยู่ไหน หรือฝึกให้ลูกใช้ปลายนิ้วโป้ง และปลายนิ้วชี้กลาง นาง ซึ่งในช่วงแรกๆ ลูกจะทำได้ไม่ค่อยถนัดก็อาจฝึกให้ทำไปพร้อมพร้อมกับการเปิดเพลงให้เข้าจังหวะ การใช้นิ้วได้อย่าง แข็งแรงจะทำให้เด็กเด็กสามารถหยิบสิ่งของชิ้นเล็กๆได้อย่างมั่นคงและยังเป็นพื้นฐานของการจับบน ดินสอเขียนเมื่อเข้าโรงเรียน 3. ฝึกช่วยเหลือตนเอง การฝึกให้ลูกช่วยเหลือคุณเองความสามารถที่เหมาะสม กับวัยจะช่วยให้ ลูกได้ฝึกฝนพัฒนาการด้านต่างๆ ซึ่งเด็กในวัยนี้พัฒนาการของกล้ามเนื้อมือส่วน ใหญ่ที่ทำได้คือ ถอดกางเกง ใส่เสื้อติด กระดุม เปิดไฟเปิดประตู บิดล็อก ถือช้อนส้อม ถือแก้วน้ำเป็น ต้น จากการศึกษาการจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสรุปได้ว่าการ ส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กนั้น ทำได้โดยให้เด็กฝึกทักษะในการใช้มือหยิบจับ สัมผัสกับวัตถุสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลายตลอดจนการเคลื่อนไหวของมือให้ประสานสัมพันธ์กัน โดยการส่งเสริมให้ฝึกฝนทักษะในการทำกิจกรรมต่างๆเช่นกิจกรรมศิลปะเกมการศึกษากิจกรรมใน ชีวิตประจำวันเป็นต้น 1.5 ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก เคปฮาร์ท (โทมัส, อาร์. เมอเร. 2535: 427 - 433 ; อ้างอิงจาก Kephart. 1971) ได้กล่าวถึงพัฒนาการเป็นลำดับขั้นของเด็กคือเริ่มจากการรับข่าวสารข้อมูลของเด็ก( information processing Stage) เรียกว่า innate หรือ stimulus - responde refew period (ระยะที่มีอยู่เดิม แต่กำเนิดหรือระยะของปฏิกิริยาการกระตุ้น - ตอบสนองโดยอัตโนมัติ) ระยะนี้เด็กจะมองกระพริบ ตาสะดุ้งหมุนตัว แล้วทำอะไรตามแบบอัตโนมัติระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะให้ค่อยเจริญเติบโต ขึ้นมาทีละน้อยปฏิกิริยาอัตโนมัติบางอย่างจะมีการปรับให้เข้าตามสถานการณ์จากนั้นขั้นการรับรู้ เชื่อมโยงหรือปรับให้เด็กแยกภาพและพื้นได้ด้วยอาศัยประสบการณ์ของเด็กเมื่อเด็กมีกิจกรรม จะต้องอาศัยการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การจับวัตถุเล็กๆ เด็กจะกระตุ้นนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ให้


บีบเข้ามาในทิศทางตรงข้ามเพียงอย่างเดียว โดยไม่ออกแรงกระตุ้นส่วนอื่นๆ เมื่อเด็กเรียนรู้บรรลุ การควบคุมจะทำให้เด็กสามารถบังคับมึงให้เขียนหนังสือแยกมุมมองที่เหมาะสม ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (คำวัง สมสุวรรณ. 2551: 15; อ้างอิงจาก Gesell. 1940: 17) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการได้กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็ก สามารถแบ่งออกเป็นระยะและมีขั้นตอน พัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กนั้นมีความสำคัญแก่ชีวิตเพราะ ชีวิตเป็นรากฐานของบุคคลเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรมของบุคคลจะมีอิทธิพลมาจาก สภาพความพร้อมทางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อมกระดูก และประสาทต่างๆ สิ่งแวดล้อมเป็น เพียงส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลง โดยที่กีเซลได้แบ่งพัฒนาการของเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Motor behavior) เป็นความสามารถของ ร่างกายที่ครอบคลุมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหวทั้งหมด 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Adaptive behavior) เป็นความสามารถใน การประสานงานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก (Motor sensory coordination) เช่น การประสานงานระหว่างตากับมือ (Eye-Hand coordination) ซึ่งดูได้จากความสามารถใน การใช้มือของเด็ก เช่น ในการตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นลูกบาศก์ การสั่นกระดิ่ง การแกว่งกำไล ฯลฯ ฉะนั้นพฤติกรรมด้านการปรับตัวจึงสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว 3. พฤติกรรมด้านภาษา (Language behavior) ประกอบด้วยวิธีการสื่อสารทุก ชนิด เช่น การแสดงออกทางหน้าตา ท่าทาง การเคลื่อนไหวท่าทางของร่างกาย ความสามารถในการ เปล่งเสียงและภาษาพูด การเข้าใจในการสื่อสารกับผู้อื่น 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม (Personal-Social behavior) เป็นความสามารถในการปรับตัวของเด็กระหว่างบุคคล และบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อมและ สภาพความเป็นจริงนับเป็นการปรับตัวที่ต้องอาศัยความเจริญของสมองและระบบการเคลื่อนไหว ประกอบในส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก กีเซลพบว่าก่อนที่คนเราจะ ทำอะไรง่ายๆ เช่น หยิบอาหารใส่ปากได้นั้น มีการเรียนรู้หลายขั้น ขั้นแรกทารกใช้มือตะปบ ขั้น ต่อมาจับของด้วยมือ 4 นิ้ว ติดกันกับฝ่ามือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือตอนใกล้ๆสันมือ ต่อมาจะเลื่อนไปใช้ใจ กลางมือแล้วใช้หัวแม่มือค่อยๆเลื่อนมาจับ ขั้นสุดท้ายคือการหยิบของด้วยนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น กีเซลได้ตั้งข้อสังเกตว่า การควบคุมปฏิบัติการแห่งกล้ามเนื้อของคนเรามีพัฒนาการเริ่ม จากศีรษะจรดเท้า เรียกว่า Cephalo-Caudal Sequence คือ หันศีรษะได้ก่อนชันคอ แล้วจึงคว่ำ คืบ นั่ง คลาน ยืน เดิน และวิ่ง ตามลำดับ ส่วนพัฒนาการการควบคุมปฏิบัติการกล้ามเนื้อเริ่มจาก ใกล้ลำตัวก่อน เรียกว่า Proximodisyal Sequence เช่น ที่แขนขาทารกบังคับการเคลื่อนไหวแกว่ง แขนขาได้ก่อนมือและเท้า เด็กใช้แขนคล่องก่อนมือ และใช้มือคล่องก่อนนิ้ว ดังนั้นเด็กเล็กๆเมื่อ ต้องการจับอะไรจะผวาไปทั้งตัว ต่อมาจะยื่นออกไปเฉพาะแขนแล้วจึงใช้มือและนิ้วดังกล่าว ถ้าจะให้


เด็กเล็กๆเขียนหนังสือมักจะได้ตัวโต เพราะกล้ามเนื้อมือยังใช้คล่องได้แต่วาดแขนไปกว้างๆ ต่อมา เมื่อบังคับกล้ามเนื้อมือ บรรลุวุฒิภาวะแล้ว จึงสามารถเขียนตัวเล็กๆ ได้เพราะสามารถบังคับ กล้ามเนื้อมือและนิ้วได้ อิริคสัน (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2545: 47; อ้างอิงจาก Sprinthall. 1998) กล่าวว่า พัฒนาการของเด็กวัย 2 - 3ปี ขั้นควบคุมด้วยตนเอง โดยเด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยตนเอง สามารถควบคุมตนเองและทำงานง่ายๆ ได้เหมาะสมกับวัย เช่น การหยิบอาหารเข้าปาก ซึ่งถ้ามีการ บังคับหรือเข้มงวดเกินไปอาจรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทำได้จะส่งผลให้เด็กเกิดการพึ่งพาผู้อื่น จากการศึกษาทฤษฏีที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก สรุปได้ว่า เด็ก จะมีพัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กเป็นไปตามลำดับขั้นตอนของพัฒนาการ วุฒิ ภาวะและการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะเริ่มจากการเคลื่อนไหวอวัยวะในส่วนต่างๆ ที่เรียกว่า กล้ามเนื้อ ใหญ่ก่อนแล้วจึงค่อยๆพัฒนามาใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก งานวิจัยในประเทศ จิระนันท์ ชินพา (2555 : บทคัดย่อ) ศึกษาและเปรียบเทียบคะเนนความสามารถใน การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ โดยใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์และคะแนนจากแบสังเกตพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติโดยใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์หลังการจัด กิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พรเพ็ญ บัวทอง (2555: บทคัดย่อ) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยโดยรวมและ รายด้าน ประกอบด้วย การช่วยเหลือ การแบ่งปัน และความร่วมมือสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ณภัทสรณ์ นรกิจ (2555 : บทคัดย่อ) ศึกษาความสามารถในการใช้มือของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยเมล็ดพืช ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการใช้มือ ของเด็กปฐมวัย ภายหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยเมล็ดพืชสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยเมล็ดพืชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผกากานต์ น้อยเนียม (2556: บทคัดย่อ) ศึกษาความสามารถในบัตรเล็กของเด็ก อายุ4 - 5 ปีที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยดิน ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กอายุ 4 - 5 ปี หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยดินโดย ภาพรวม (̅= 47.13) อยู่ในระดับดี และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความคล่องแคล่วในการ ใช้กล้ามเนื้อเล็ก (̅= 11.86) ด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก (̅= 11.60) ด้าน ความสามารถในการควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก (̅= 12.07) และด้านการประสานสัมพันธ์


ระหว่างมือกับตา (̅= 11.60) อยู่ในระดับดีเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการจัดกิจกรรมพบว่าทั้ง โดยรวม (t = 41.83) และรายด้าน (t = 21.43, 24.39, 39.58 และ 19.09) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปว่าการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยดินส่งเสริมให้เด็กมีอายุ 4 - 5 ปีมี ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงขึ้น รวิพร ผาด่าน (2557: บทคัดย่อ) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็ก ปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะ เศษวัสดุผลการวิจัยพบว่าเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะ เศษวัสดุ มีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กนั้น การทดลองอยู่ในระดับดีซึ่งสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 งานวิจัยต่างประเทศ ฮิลการ์ด (พรรณี ช. เจนจิต. 2528 : 35 ; อ้างอิงมาจาก Hillgard. 1962) ได้ศึกษา ค้นคว้าเรื่องความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก พบว่าเด็กที่มีอายุมากกว่าวุฒิภาวะมากกว่าจะเขียน รูปได้เร็วและง่ายกว่าเด็กที่มีอายุน้อย จากการทดสอบกับเด็กกลุ่มหนึ่งอายุประมาณ 2-3 ขวบ โดย การฝึกให้ติดกระดุม ปีนบันได และการใช้กรรไกรเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับเด็กอีกกลุ่ม หนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฝึกให้ทำกิจกรรมต่างๆ ดังกลุ่มทดลองกลุ่มนี้มีอายุแก่กว่ากลุ่ม แรกสามเดือนผลปรากฏว่าหลังการฝึกหัด 12 สัปดาห์ เด็กในกลุ่มทดลองสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมหลังจากนั้นกลุ่มควบคุมได้รับการแนะนำให้ทำกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ภายใน 1 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าเด็กกลุ่มนี้ทำได้ดีเท่ากับกลุ่มทดลองซึ่งได้รับการฝึกหัดมาเป็นเวลา สามเดือน ผลจากการทดลองนี้สรุปได้ว่าเด็กอายุมากกว่าใช้เวลาในการฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็กน้อย กว่าเด็กที่มีอายุน้อยและเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อไปสู่สิ่งนั้นได้และเริ่มพัฒนาไปสู่การค้นหาโดยอาศัยตา และประสาทสัมผัสต่างๆเพื่อให้เรียนรู้และสัมผัสการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องและ คล่องแคล่ว ซูม (Schum 1995: A) ศึกษาธรรมชาติในการเขียนของเด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี จำนวน 14 คน ใช้เวลาในการศึกษา 9 เดือน ขณะอยู่ที่บ้านและโรงเรียนโดยให้เด็กเขียนภาพร่วมกับ ครอบครัว ครู และเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งแบ่งการเขียนออกเป็น 2 แบบ คือการเขียนที่เป็นทางการ เช่น การเขียนถึงครูประจำชั้น เขียนเกี่ยวกับหน้าที่ของตน เป็นต้น และการเขียนที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเขียนสร้างสรรค์กับเพื่อนนอกเหนือหลักสูตร การเขียนสิ่งที่เด็กจินตนาการ เป็นต้น จาก การศึกษาพบว่า การเขียนของเด็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจะสื่อความหมายแตกต่างกัน โดยการ เขียนที่ไม่เป็นทางการเด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสารและสร้างผลงานอย่างประณีตได้ ดีกว่าการเขียนอย่างเป็นทางการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เพนนิตัน (Pennington. 2004: 24) ศึกษาความแตกต่างของความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ของเด็กปฐมวัยที่มีเพศต่างกันในเวอร์จิเนียตะวันตก กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เด็กชาย 21 คน เด็กหญิง 16 คน ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการใช้


กล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ของเด็กชายและเด็กหญิงในวัยอนุบาลไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ เอ็มคาฟี่ และ ลีออง (Mcafee, O. & D. Leong. 2004) ศึกษาผลของการเล่น ทางการศึกษาที่มีต่อทักษะกล้ามเนื้อเล็กในเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเด็กอายุ 4-6 ปี ในประเทศอิหร่านจำนวน 60 คน ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมการเล่นทางการศึกษา มีผลต่อ พัฒนาการทักษะกล้ามเนื้อเล็กความสัมพันธ์ระหว่างมือซ้ายและขวา การประสานสัมพันธ์ระหว่าง มือและตา รวมทั้งความเร็ว และความคล่องแคล่วในการใช้มือ เชลเด้น (สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา. 2551: 37 ; อ้างอิงจาก Shelden. 1998: 3089) ศึกษาถึงความแม่นยำในการใช้มือและการสังเกตพฤติกรรมการทำงานระหว่าง กล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กนักเรียนที่เป็นอัมพาต ไม่สามารถเดินได้เหมือนกับเด็กปกติ โดยนักเรียนที่เป็นอัมพาตไม่ สามารถเดินได้ต้องประสบกับความลำบากมากกว่า นักเรียนที่มีร่างกาย และสภาพแวดล้อมทางการ ศึกษาปกติ เช่น มีข้อจำกัดด้านการเขียน การทำกิจกรรมในห้องเรียน ทั้งที่มีมาตรฐานในการ ทดสอบ จากจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของกล้ามเนื้อมือ นิ้ว มือ และประสบการณ์สัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เป็นพื้นฐานสำคัญในชีวิตประจำวันในการทำ กิจกรรมต่างๆซึ่งการเคลื่อนไหว สัมผัสหยิบจับสิ่งต่างๆ ของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ต้องอาศัยการ ฝึกหัด และเตรียมความพร้อม เช่น การจัดกิจกรรมศิลปะประเภทต่างๆ ให้กับเด็กล้วนเป็นกิจกรรม ที่ส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้ว มือให้แข็งแรงตลอดจนการพัฒนากล้ามเนื้อมือและสายตาให้ประสานสัมพันธ์กันได้ดี


2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นสิ่งมีคุณค่าต่อเด็ก และเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ควรจัดให้กับ เด็ก เพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ ความหมายของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ไว้ดังนี้ มะลิฉัตร เอื้ออานนท์ (2545: 173) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะจะช่วยพัฒนาความ พร้อมในตัวเด็ก ความคล่องในการใช้ความคิด สายตา และมือให้ประสานสัมพันธ์กัน ความพร้อมนี้ จะเป็นพื้นฐานขั้นต้นให้เด็กสามารถพัฒนาได้อย่างสูงสุดตามศักยภาพของเขา พีระพงษ กุลพิศาล (2545: 38 - 39) ไดกลาวถึง กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ว่าเป็น กิจกรรม ทางความรูสึกที่มีวัสดุที่ใช้และกลวิธีต่างๆเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นผลงานออกมา โดยระหว่าง การทำ กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การมองและการเคลื่อนไหวของร่างกายจะประสานงานกัน ตลอดเวลา เด็กจะตองควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือ และส่วนอื่นๆจนกลายเป็นความชำนาญหรือทักษะ เฉพาะตัวไปในที่สุด สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 58) ให้ความหมายของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ไววา เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรูสึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการโดยใช้ศิลปะ เช่น การวาดภาพ การปั้น การ ฉีกปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย ประดิษฐ์ หรือวิธีอื่นที่เด็กไดคิดสร้างสรรค์ และเหมาะสมกับ พัฒนาการ เช่น การเล่นพลาสติก สร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดาษปักหมุด ฯลฯ สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541: 35) ให้ความหมาย ของ กิจกรรมสร้างสรรค์ว่าเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่างๆ ไดแก การวาดภาพระบายสี การ ปั้น การ พิมพ์ภาพ การพับ การฉีก ตัด ปะ และประดิษฐ์เศษวัสดุ ฯลฯ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการ คิดสร้างสรรค์ การ รับรูเกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนไดแสดงออกตามความ รูสึกและความสามารถของตัวเอง สรวงพร กุศลส่ง (2553: 14) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกระบวน การถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการธรรมชาติ ประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อสื่อสาร และแสดงออกผ่านสื่อวัสดุให้ผู้อื่นเข้าใจเกิดเป็นผลงานที่ออกมา ซึ่งการจัดกิจกรรมศิลปะจะไม่มีการ บังคับให้เด็กทำแต่เป็นกิจกรรมเสรีที่เด็กทุกคนสามารถจะทำได้ เมื่อตนเองเกิดความต้องการพอใจ และสนใจโดยใช้ศิลปะหรือวิธีการต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรม เช่น การวาดภาพระบาย สี พิมพ์ภาพ ปั้น ฉีก ตัดปะ การประดิษฐ์ โดยเด็กจะใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้และการเคลื่อนไหว ร่างกายในการควบคุมลำตัว นิ้วมือแขน ให้ประสานสัมพันธ์กันกับการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้าง ผลงานทางศิลปะตามความต้องการของตนเอง


หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย (2560: 50) ให้ความหมายของ ศิลปสร้างสรรค์ไว้ว่า เป็น กิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ จินตนาการโดยใช้ศิลปะและวิธีอื่นๆ ที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์และเหมาะกับพัฒนาการ จากการศึกษาความหมายของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สรุปได้ว่าความหมายของ การจัดกิจกรรมศิลปะเป็นสิ่งที่เด็กได้แสดงออกทางความคิด จินตนาการ โดยการถ่ายทอดความรู้สึก ต่างๆ ออกมาเป็นผลงาน เป็นกระบวนการในการปฏิบัติชิ้นงานในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ วาดเขียน การปั้น การฉีก การปะ จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ร่างกาย อารมณ์สังคม และสติปัญญาของเด็ก 2.2 ความสำคัญของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยในการส่งเสริม พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก โดยเฉพาะการส่งเสริมความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ซึ่งมีผู้กล่าวเกี่ยวกับ ความสำคัญของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ไว้ ดังนี้ ภรณี คุรุรัตนะ (2541: 67) อธิบายถึง กิจรรมสร้างสรรค์ศิลปะว่า เป็นกิจกรรมที่ เหมาะสมกับความสนใจ ความสามารถและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรม สร้างสรรค์จึงไม่เป็นเพียงแต่ส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ –ตา และการผ่อน คลายความเครียดทางอารมณ์ที่อาจมีเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความคิดอิสระ ความจินตนาการ ฝึกการรู้จักทำงานด้วยตนเอง และฝึกการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ทั้งทางความคิด และการ กระทำ ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานทางศิลปะและยังนำไปสู่การเรียน เขียน อ่าน อย่างสร้างสรรค์ต่อไป เยาวพา เดชะคุปต์ (2542: 107) มีทัศนะที่สอดคล้องกันว่า ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้เด็กได้แสดงความสามารถและความรู้สึกนึกคิดของตนออกมาในรูปของภาพหรือสิ่งของที่ เด็กสามารถแลเห็นได้ เด็กใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่ออธิบายสิ่งที่เขาทำ เห็น รู้สึก และคิดออกมาเป็น ผลงาน การจัดประสบการณ์ทางศิลปะให้แก่เด็กช่วยให้เด็กมีโอกาส ค้นคว้า ทดลอง และสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนให้ผู้อื่น และโลกที่อยู่รอบตัวเขาเข้าใจได้นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสพัฒนา ความสามารถในการคิดและการใช้จินตนาการ การสังเกตและเพิ่มพูนการรับรู้ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น และพัฒนาความเชื่อมั่นเกี่ยวกับตนเองในการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ มือ ความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรูปร่าง สี และมีโอกาสพัฒนาทักษะ พื้นฐานด้านการอ่าน พัฒนาทักษะทางสังคมจากการแบ่งปันอุปกรณ์ที่ใช้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบใน การดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์เหล่านั้น


พีระพงษ์กุลพิศาล (2545: 36) กล่าวถึงความสำคัญของศิลปสร้างสรรค์ว่า การเรียน รูโลกภายนอก ด้วยประสาทสัมผัส (Senses Perception) เป็นธรรมชาติการเรียนรูของเด็กอยูแล ว และกิจกรรมศิลปะเป็น กิจกรรมหนึ่ง ที่ฝึกให้เด็กรูจักนำเอาธรรมชาติของตนเองที่มีอยู่ มาใช้เก็บ เกี่ยวความรูต่างๆ ที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะความรูอันจะเป็นพื้นฐานพัฒนาวุฒิภาวะทางสุนทรียภาพ ให้แก่ตน นอกจากนั้น ยังเป็นประสบการณ หรือความรูทางออมที่ไดจากงานศิลปะ ไดแก ประสบกา รณสังคม ประสบการณในการใช้เครื่องมือง่ายๆ รูจักวัสดุต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนา การเจริญเติบโตทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคมของเด็ก สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล (2545: 31 - 32)การสอนศิลปะในระดับปฐมวัยเป็นการ ฝึกฝนเบื้องต้นนี้ได้มุ่งให้เด็กวาดรูปเก่งแต่เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยอันดีงามและมีความพร้อมในการ เรียนดังมีความมุ่งหมายดังนี้ 1. เพื่อฝึกและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้เด็กรู้จักใช้ประสาทสัมผัสให้ สัมพันธ์กันได้อย่างเหมาะสม 2. เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การรู้จากสังเกตการมีไหวพริบสามารถ แสดงออกตามความถนัดความสามารถของแต่ละคนและชื่นชมต่อสิ่งที่สวยงามต่างๆ 3. เพื่อการพัฒนาทางกายอารมณ์สังคมสติปัญญาและบุคลิกภาพ 4. เพื่อปลูกฝังค่านิยมเจตคติและคุณสมบัติที่ดีของศิลปวัฒนธรรมไทย 5. เพื่อให้เด็กเริ่มต้นรู้จักการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆในการทำงานศิลปะรู้จัก การเก็บรักษาและทำความสะอาดอย่างสูงสุด 6. เพื่อฝึกให้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่มเป็นคนมีระเบียบประณีต 7. เพื่อให้เด็กมีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระหน้าสนุกสนานเพลิดเพลินได้ใช้เวลา ว่างให้เกิดประโยชน์ 8. เพื่อนำไปใช้ให้สัมพันธ์กับการจ่ายประสบการณ์ในด้านอื่นๆ กรมสุขภาพจิต (2549: 53) ได้ให้ความสำคัญว่าศิลปะเป็นประตูสู่ความคิดสร้างสรรค์ เพราะศิลปะเป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กเด็กได้ฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ให้แข็งแรง และ เติบโตศิลปะสำคัญอย่างไรกับการเติบโตของเด็กศิลปะตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่าง อิสระ และเป็นธรรมชาติตามระดับพัฒนาการของเด็ก คืออยาก จะเขี่ย จะลากเส้นแบบไหนยาวแค่ ไหนซ้ายหรือขวาก็ทำไปตามกำลังมือ กำลังแขนทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานของการเคลื่อนไหวของร่างกายสามารถควบคุมการเคลื่อนไหว อย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบจนบรรลุเป้าหมาย ศิลปะไม่ใช่แค่การระบายสีลงบนกระดาษ หลายสถาบันใน ต่างประเทศถือว่าศิลปะช่วยยกระดับและทำให้นักเรียนดีขึ้นอย่างมาก เพราะช่วยพัฒนา ความสามารถในการคิด


และทำอย่างสร้างสรรค์ ปลุกเร้าความรู้สึกและสัมผัสจินตนาการด้วยการมองและการเห็นศิลปะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการวาดรูป แต่ศิลปะมีมากมายหลายแขนง เช่น การวาดลายเส้น การระบายสีการ ทำภาพพิมพ์การถ่ายภาพ การทำภาพตัดปะพื้นผิว การออกแบบประติมากรรม งานประดิษฐ์ สถาปัตยกรรม การสร้างรูปจำลองและการก่อโครงสร้างรวมไปถึงบทกวีดนตรีและคอมพิวเตอร์ จากความสำคัญของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สรุปได้ว่า กิจกรรมสร้างสรรค์มีคุณค่า และมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้หลายด้านทั้งทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดประโยชน์กับตัวเด็กทั้งนั้น ส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางด้านความคิด และจินตนาการ ถ่ายทอด ความรู้สึกผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ลดความกดดัน ความคับข้องใจ ลดความก้าวร้าว และ ยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีทักษะในการทำงานร่วมกับเพื่อน รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ เรียนรู้การ เข้าสังคมและรู้จักทำงานด้วยตนเอง 2.3 ประเภทของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสมให้กับเด็กควรคำนึงถึงตัวเด็ก และการเปิด โอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการทดลองค้นคว้า และสามารถถ่ายทอดสื่อสารสิ่งที่ทดลองกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และกาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมือ กับตาเสริมสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับสี รูปทรง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานต่อการเตรียมความพร้อมในการอ่านและยังได้มี โอกาสพัฒนาการทางสังคม การแลกเปลี่ยนวัสดุ อุปกรณ์ หมุนเวียนกันรับผิดชอบในการใช้และเก็บ อุปกรณ์ต่างๆมีผู้ให้แนวคิด ดังนี้ พีระพงษ์ กุลพิศาล (2545: 38) กล่าวถึง การจัดประเภทกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์จึง ควรแบ่งตามลักษณะของผลงานที่จะให้เด็กสร้างสรรค์เป็นหลัก ดังนี้ 1. กิจกรรมศิลปะสองมิติหมายถึงกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กสร้างสรรค์ภาพบนระนาบ วัสดุที่เป็นแบน เช่น กระจก กระดาษ ผ้า ผนัง ปูน พื้นทราย พื้นดิน ฯลฯ โดยใช้กลวิธีวาดเส้น ระบาย สีพิมพ์ภาพ หรือ กดประทับให้เป็นสีปะ ติด ด้วยกระดาษสีเป็นต้น ซึ่งกิจกรรมประเภทนี้ ได้แก่ การวาดภาพด้วยนิ้วมือหรือมือ การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุต่างๆ การวาดเส้นด้วยดินสอ สี เทียน ระบายสีด้วยสีเทียน สีฝุ่นสีโปสเตอร์สีน้ำ เป็นต้น ผลงานศิลปะประเภทนี้ดูแล้วเป็นแบนราบ มีเฉพาะมิติของความกว้างความยาว 2. กิจกรรมศิลปะสามมิติหมายถึง กิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กสร้างสรรค์ภาพให้มี ลักษณะลอยตัวนูนหรือเว้าลงไปในพื้น โดยใช้วัสดุหรือกลวิธีต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัสดุนั้น เช่น การ


ปั้น ทราย ดินเหนียว ดินน้ำมัน กระดาษ แป้ง โดยประกอบวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกันกลวิธีที่จะให้เด็ก ทำกิจกรรมประเภทนี้ไม่ควรมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่าย และไม่เสี่ยงต่อ อันตราย เช่น วัสดุที่นำมาประกอบด้วยกันนั้น ควรเป็นวัสดุประเภทของ กระดาษ เมล็ดพืช ลูกปัด เศษไม้ใบไม้โดยใช้กาวที่ติดง่ายเป็นต้น 3. กิจกรรมศิลปะผสมผสานสองมิติ สามมิติ หมายถึงกิจกรรมที่ให้เด็กสร้างสรรค์ โดยใช้วัสดุหรือกลวิธีทางกิจกรรมศิลปะสองมิติและสามมิติเข้าด้วยกัน เช่น ใช้สีโปสเตอร์ระบายบน รูปปั้นดินเหนียว หรือแป้งโดที่แห้งแล้ว หรือให้เด็กระบายสีผลึกกระดาษสี(ที่ฉีกหรือตัดเป็นรูป ต่างๆ) ตกแต่งกล่องกระดาษ เป็นต้นสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 77-78) กล่าวถึง กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์มีเนื้อหา และขอบข่ายดังต่อไปนี้ 1. การวาดภาพระบายสี 1.1 การวาดภาพด้วยสีเทียนหรือสีไม้ 1.2 การวาดภาพด้วยสีน้ำ เช่น พู่กัน ฟองน้ำ 1.3 การละเลงสีด้วยนิ้วมือ 2. การเล่นกับสีน้ำ 2.1 การเป่าสี 2.2 การหยดสี 2.3 การเทสี 3. การพิมพ์ภาพ 3.1 การพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 3.2 การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุ พืช ผักต่าง ๆ 4. การปั้น เช่น ดินน้ำมัน ดินเหนียว แป้งโด ฯลฯ 5. การพับ ฉีก ตัดปะ 5.1 การพับอย่างง่าย ๆ 5.2 การฉีก ปะ 5.3 การตัด ปะ 6. การฉีก ตัด ปะ พัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กอย่างหนึ่งคือการให้เด็กฉีกหรือตัด กระดาษด้วยกรรไกรตามความสามารถตามวัยของเด็กและนำมาปะติดเป็นภาพต่างๆ 7. การประดิษฐ์ ประดิษฐ์เศษวัสดุต่างๆ ประดิษฐ์เศษวัสดุเหลือใช้ และวัสดุ ธรรมชาติเช่น ใบมะพร้าว ใบตอง เป็นต้น


8. การร้อยเช่น ลูกปัด หลอดภาพ หลอดด้าย การร้อยกระดาษ ร้อยหลอด การร้อยวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ 9. การสาน เช่น งานกระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว 10. การสร้างรูป เช่น กระดานปักหมุดจากแป้นตะปูที่ใช้หนังยางหรือเชือกผูกดึง ให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ปิยนุช จุลพรหม (2547: 38) สรุปกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เป็นกิจกรรมประดิษฐ์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ วัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ดอกไม้ กิ่งไม้ เมล็ดพืช เปลือกหอย ฯลฯ และวัสดุที่เป็นของเหลือใช้ เช่น กล่องยาสีฟัน ขวดน้ำอัดลม ฯลฯ สัตยา สายเชื้อ (2541: 43) มีทัศนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสม สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนว่าอาจแบ่งได้ออกเป็น 7 สาขาใหญ่ๆ คือ 1. กิจกรรมวาดเส้นและระบายสี 2. กิจกรรมศิลปะด้วยสีธรรมชาติ 3. กิจกรรมภาพพิมพ์ 4. กิจกรรมประติมากรรม 5. กิจกรรมกระดาษ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 184 - 185) กล่าวว่า ในทางปฏิบัติการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ด้านการศึกษาปฐมวัยจำแนกศิลปะสร้างสรรค์ไว้ 5 ประเภท ดังนี้ 1. การวาดและการใช้สี เด็กปฐมวัยชอบการวาดภาพ และการใช้สีเพราะเป็นการ แสดงสมรรถนะทางกายของเด็ก 2. การพิมพ์ เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กโดยการใช้อุปกรณ์ ซึ่งอาจเป็นเศษ วัสดุสามารถทาสีแล้วประทับลงบนกระดาษเกิดเป็นภาพพิมพ์ที่เป็นลวดลาย หรือรูปแบบที่เด็กสนใจ ได้ 3. การประดิษฐ์ เป็นงานศิลปะที่นอกจากฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือแล้ว ยังเป็นการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมการประดิษฐ์ ได้แก่ การพับรูปต่างๆ การทำสิ่งประดิษฐ์ การต่อเติม 4. การประดับตกแต่ง ได้แก่กิจกรรม การจัดดอกไม้ จัดห้อง แต่งสวน จัดโต๊ะ อาหาร 5. การปั้น เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก การคิดจินตนาการ การเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง พัฒนาการรับรู้


จากการศึกษาประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จะเห็นได้ว่ากิจกรรม ศิลปสร้างสรรค์ที่จัดให้กับเด็กได้นั้นมีหลายกิจกรรมซึ่งกิจกรรม ที่จัดให้กับเด็กล้วนเป็นกิจกรรมที่ เน้นให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระตามความพอใจความคิด และจินตนาการรู้จักการคิดแก้ปัญหา นอกจากนั้นยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาเด็กทุกด้านไปตามวัยอย่างเต็มศักยภาพของเด็กแต่ละ คน ซึ่งกิจกรรมการพิมพ์ภาพเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เด็กได้มีโอกาสใช้ความคิด การสื่อความหมายและ สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะในรูปแบบที่ต้องการ อันจะนำไปสู่ประสบการณ์พื้นฐานด้านภาษา และการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของเด็กต่อไป 2.4 หลักการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ หลักการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นกิจกรรมหลักกิจกรรม หนึ่งในหลายๆ กิจกรรมที่ครูจัดให้กับเด็ก ครูต้องคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งการจัดกิจกรรมต้อง สอดคล้องกับพัฒนาการทางศิลปะของเด็ก การเลือกกิจกรรมควรเลือก กิจกรรมที่ช่วยฝึกพัฒนา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไปพร้อมๆ กันให้เด็กได้ เบญจา แสงมลิ (2545: 63-67) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์มีสิ่งที่ควร คำนึงถึงข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ความสนใจของแต่ละบุคคล ครูควรช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบการณ์ที่เป็นผล สำเร็จตามความต้องการของเด็ก สร้างเสริมเจตคติที่ดีต่อการผิดพลาดและการรู้จักรับผิดชอบในการ ดูแลรักษาวัสดุพร้อมทั้งสร้างความรู้สึกมั่นคง โดยปล่อยให้เด็กมีอิสระในการคิด จินตนาการ เลือก และตัดสินใจ ครูมีหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเด็กเมื่อต้องการใช้คำถาม กระตุ้นความคิดและให้ ความเห็นพ้องในความพยายามที่แท้จริงของเด็ก นอกจากนั้นครูควรมีความเป็นกันเอง จริงใจ และมี ความเข้าใจในตัวเด็ก 2. การจัดสถานที่ เวลา และวัสดุให้พอเพียงเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหว อย่างอิสระเมื่อทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ บนพื้น บนโต๊ะ ภายในและภายนอกอาคารเรียนมอบความไว้ วางใจแก่เด็กให้เด็กดูแลรักษาเครื่องมือ เครื่องใช้และวัสดุด้วยตนเอง เวลาที่ให้เด็กไม่ควรน้อยเกินไป จนเด็กต้องรีบร้อนในการกระทำ กิจกรรม การสำรวจ การวางแผน การเก็บทำความสะอาดหลังจาก การทำงานเสร็จ วัสดุที่ใช้ต้องเตรียมไว้หลากหลายชนิดให้เด็กเลือกตามความพอใจ และเหมาะสม กับอายุของเด็กเก็บรักษาง่าย และให้โอกาสเด็กมีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส 3. กล้าแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ เด็กต้องการประสบการณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อช่วย กระตุ้นการแสดงออกสร้างสรรค์ ประสบการณ์นี้เริ่มจากการเล่นของเด็กในชีวิตประจำวัน การพูด การสนทนา ความรู้สึกในสิ่งที่เด็กเห็น ช่วยให้เด็กนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครูควรสนับสนุนการพูด ของเด็ก การแสดงออกทางการกระทำ และการแสดงออกโดยการใช้สื่อกลาง วัสดุเครื่องใช้ทาง ศิลปะ การทัศนศึกษา เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมการแสดงออกแบบสร้างสรรค์


4. เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อการแสดงออกสร้างสรรค์ของเด็ก ครูต้องทำหน้าที่ เป็นผู้ปกครองเด็กเข้าใจผลงานของเด็ก และสามารถเสนอแนะผู้ปกครองในการเลือกวัสดุที่ เหมาะสมให้เด็กเมื่ออยู่บ้าน 5. ครูใช้วิธีการสร้างสรรค์สนับสนุนเด็กให้เลือกกิจกรรมศิลปะด้วยวิธี ซึ่งเด็กจะ แสดงออกหรือกระทำได้ และรวยรวมความคิดหรือวัสดุ วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะกระทำ กิจกรรมโดยปราศจากการแนะนำ แต่หมายความว่าเด็กจะตัดสินใจและเลือกด้วยตนเอง กิจกรรม ศิลปะควรมีหลายชนิดให้เด็กได้มีโอกาสเลือกในแต่ละวัน 6. ครูวางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี เด็กมีอิสระในการค้นหาสำรวจ และทดลอง และเมื่อเด็กรู้สภาพแวดล้อม เด็กก็จะถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ กล้ามเนื้อ เล็ก การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตาก็จะพัฒนาขึ้น มโนภาพเรื่องรูปทรง สี เจริญเติบโตขึ้น การที่เด็กได้เล่นรวมกับเพื่อน พูดสนทนา แลกเปลี่ยนสิ่งของ รับผิดชอบรวมกัน การรอคอย ตามลำดับช่วยเสริมสร้างความพร้อมทางอารมณ์ และสังคมแก่เด็ก 7. ครูต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อจุดหมายในการวัดผล เยาวพา เดชะคุปต์ (2542: 108) กล่าวว่า การเตรียมกิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสม ให้กับเด็กควรคำนึงว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระในการทดลอง ค้นคว้า และสามารถ สื่อสารสิ่งที่เขาทดลองกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็กสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรูปทรง และสีซึ่งจะเป็นพื้นฐานต่อการ เตรียมพร้อมในการอ่านและเขียนได้มีโอกาสพัฒนาทางสังคม จากการแลกเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ หมุนเวียนกันรับผิดชอบในการใช้และเก็บอุปกรณ์ต่างๆ กรมวิชาการ (2540: 23) กล่าวว่า ในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กระดับก่อน ประถมศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเด็กในวัยแรกเกิดถึง 6 ปีเป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการ พัฒนาทั้งทางร่างกายอารมณ์จิตใจสังคมและสติปัญญาดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดกิจกรรม ให้เหมาะสมกับเด็ก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของเด็กแต่ละคนนั้น การจัด กิจกรรมสำหรับเด็กก่อนประถมศึกษาจึงควรยึดหลักการ ดังนี้ 1. กิจกรรมที่จัดควรคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ เด็กแต่ละคนมีความสนใจแตกต่าง กันจึงควรให้มีกิจกรรมหลายประเภทที่เหมาะสมกับวัย ตรงความสนใจ และความต้องการของเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเลือกเรียนตามความสนใจและความสามารถ 2. กิจกรรมที่จัดควรมีกิจกรรมที่ให้เด็กทำเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มย่อยๆ และกลุ่มใหญ่ควรเปิดโอกาส ให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเองตามความเหมาะสม 3. กิจกรรมที่จัดควรมีความสมดุล คือ มีทั้งกิจกรรมในห้องเรียน และนอก ห้องเรียนกิจกรรมเคลื่อนไหว และสงบ กิจกรรมที่เด็กริเริ่มและครูริเริ่ม


4. ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมควรเหมาะสมกับวัย มีการยืดหยุ่นได้ตาม ความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น วัย 3 ขวบ มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 8 นาที วัย 4 ขวบ มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 12 นาที วัย 5 ขวบ มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 15 นาที 5. กิจกรรมที่เน้นควรเน้นให้มีสื่อของจริงให้เด็กได้มีโอกาสสังเกตสำรวจ ค้นคว้าทดลองแก้ปัญหาด้วยตนเองมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นๆ และผู้ใหญ่ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 184) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ค้นพบ และได้ทดลองกับสื่ออุปกรณ์ทางศิลปะสร้างสรรค์ซึ่งช่วยให้เกิด การพัฒนาความคิดรวบยอดฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จากการสังเกตภาพการจัด กิจกรรมศิลปะควรแนะนำ หรือบอกเด็กพียงเล็กน้อยเท่านั้น ให้เด็กค้นพบกระบวนการทางศิลปะ ด้วยตนเองโดยให้เด็กได้จากค้นคว้าอย่างกว้างขวาง จากอุปกรณ์ที่หลากหลาย ให้โอกาสแก่เด็กใน การทำงานตามความพอใจเป็นอิสระครูต้องเป็นผู้กระตุ้นจินตนาการของเด็กด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยหลีกเลี่ยงให้เด็กลอกเลียน หรือวาดภาพระบายสีจากสมุดภาพเพราะเท่ากับเป็นการกักความคิด เด็ก สรวงพร กุศลส่ง (2553: 120) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์จึงควรเปิด โอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ และถ่ายทอดความรู้สึกจินตนาการ ทางความคิดของเด็ก คุณค่าและความสำคัญของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ อันดับแรกควรคำนึงถึง ความพร้อม วุฒิภาวะของเด็กที่จะเรียนรู้การจัดเตรียมให้เด็กได้มีทักษะในการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ หลากหลายการจัดกิจกรรมภายในและภายนอกห้องเรียน การจัดสภาพแวดล้อม การจัดกิจกรรม การเรียนรู้จากการนำวัสดุปกรณ์วัสดุเหลือใช้มาพัฒนาในการสร้างงานศิลปะให้มีค่า จากการศึกษาหลักการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า หลักในการจัดการสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญเปรียบเสมือนหัวใจของการจัด กิจกรรม ที่ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องจะนำไปปรับใช้กับเด็กในการจัดกิจกรรม จึงต้องคำนึงถึงพัฒนาการ ของเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งควรจัดให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัยและความสนใจ ควรเปิดโอกาสให้เด็กมี อิสระในการคิด การแสดงออกได้ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับสื่อวัสดุที่ หลากหลาย ได้แก่ วัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ดอกไม้ กิ่งไม้ เมล็ดพืช เปลือกหอย ฯลฯ และ วัสดุที่เป็นของเหลือใช้ เช่น กล่องยาสีฟัน ขวดน้ำอัดลม ฯลฯ


2.5 คุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เยาวพา เดชะคุปต์ (2542: 107) กล่าวว่า ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กได้ แสดงความสามารถและความรู้สึกนึกคิดของตนออกมา ในรูปของภาพหรือสิ่งของที่เด็กจะสามารถ แลเห็นได้เด็กจะใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่ออธิบายสิ่งที่เค้าทำ เห็น รู้สึก และคิดออกมา เป็นผลงานการจัด ประสบการณ์ทางศิลปะให้แก่เด็กช่วยให้เด็กค้นคว้าทดลองและสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนให้ ผู้อื่น และโลกที่อยู่รอบตัวเขาเข้าใจได้นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถในการคิดและ การใช้จินตนาการการสังเกต และเพิ่มพูนการรับรู้ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น และพัฒนาความเชื่อมั่น เกี่ยวกับตนเอง ในการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ ความสัมพันธ์ระหว่าง มือกับตา เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรูปร่าง สีและมีโอกาสพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอ่าน พัฒนาทักษะทางสังคมจากการแบ่งปันอุปกรณ์ที่ใช้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลทำความสะอาด อุปกรณ์เหล่านั้น เบญจา แสงมลิ (2545: 62 - 63) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสามารถส่งเสริมการ เจริญเติบโตทางด้านสังคมขณะเด็กเลือกกิจกรรมที่พอใจและรวมกันเป็นกลุ่มย่อยๆ ตามความสนใจ ในการร่วมทำกิจกรรมศิลปะ เด็กจะรู้จักการแบ่งปันเครื่องมือเครื่องใช้ความคิดเห็น การตัดสินใจ และการให้การยอมรับนอกจากนั้นยังเรียนรู้สิทธิความเป็นเจ้าของ ข้อคิดเห็น และความรู้สึกของ ผู้อื่น เด็กจะมีกิริยาสัมพันธ์ต่อกัน เรียนรู้การเป็นผู้นำผู้ตาม การร่วมมือ การควบคุมตนเอง และ ส่งเสริมความเจริญเติบโตทางสติปัญญา เด็กจะคิดประดิษฐ์สิ่งของและปรับปรุงวิธีที่เคยใช้ให้ใหม่ขึ้น โดยเริ่มจากการทำงานจนซึมซาบในวิธีการทำ เด็กเรียนรู้คำพูดที่เหมาะสม เพื่อพูดอธิบายเกี่ยวกับ สิ่งที่เด็กทำให้ผู้อื่นเข้าใจ ความคิดรวบยอดพัฒนาขึ้นเมื่อเด็กสำรวจคุณลักษณะของวัสดุและเรียนรู้ คำใหม่ๆ วัสดุมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งเสริมความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะแสดงออกมามากขึ้น เท่านั้น และเมื่อเด็กเรียนรู้การแก้ปัญหาตั้งแต่ง่ายๆ จนถึงปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นความสามารถเชิง สร้างสรรค์ก็จะเจริญเติบโตขึ้นตามกันอีกทั้งยังส่งเสริมความเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย การ ประสานสัมพันธ์ทางมือและตาในขณะที่เด็กใช้มือละเลงสีวาดรูป ระบายสีการเล่นการประดิษฐ์ กิจกรรมเหล่านี้สร้างเสริมการควบคุมกล้ามเนื้อซึ่งจะนำไปใช้ในการเขียนลายมือ การเลือกรูปทรง การเลือกสีและพิจารณาขนาด วรรณี เพชรรัตน์ (2538: 2) กล่าวว่า การสร้างสรรค์งานศิลปะให้มีลักษณะที่ วิจิตรงดงามสามารถประดิษฐ์ให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้มากมายหลายหลายรูปแบบเป็นงานที่มี 3 ลักษณะคือ แบบรูปร่าง รูปทรง พื้นที่ ขนาด ทรงลอยตัว แบบสามมิติคือ ประกอบด้วยด้านกว้าง ด้านยาวและด้านสูง ทำให้เกิดคุณค่าทางศิลปะดังต่อไปนี้ 1. ใช้เป็นสื่อสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียน 2. ใช้ประดับตกแต่งร่างกายและอาคารสถานที่


3. ใช้แสดงประกอบการละเล่น แสดงละคร 4. ใช้ประดิษฐ์เป็นผลงานเป็นของขวัญ 5. เป็นงานฝีมือที่มีคุณค่าทางด้านศิลปะ ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ในรูปแบบ ที่สวยงาม 6. ฝึกให้นักเรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7. เพื่อเป็นงานอดิเรกในเวลาว่างและพักผ่อนจิตใจได้ดี พื้นฐานหลักสูตรก่อนประถมศึกษาพุทธศักราช 2540 (2540: 106) กล่าวถึงคุณค่า ของกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ว่า กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาเด็กได้หลายด้าน เช่น ทางด้านกล้ามเนื้อมือซึ่งจะช่วยให้มือของเด็กพร้อมที่จะจับดินสอเขียนหนังสือได้เมื่อไปเรียนในชั้น ประถมศึกษา นอกจากนี้ยังช่วยในการพัฒนาทางด้านอารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา เด็กจะ มีโอกาสทำงานตามลำพังและทำงานเป็นกลุ่มรู้จักปรับตัวที่จะทำงานด้วยกัน และส่งเสริม จินตนาการความคิดนายสนองความสนใจความต้องการของเด็กวัยนี้ได้เป็นอย่างดี ชุมสาย สวนศิริ (2547: 5) กล่าวถึงคุณค่าของศิลปะเอาไว้ดังนี้ 1. ให้ประโยชน์ทางการศึกษา 2. ทำให้เกิดความสนุกสนาน 3. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ 4. ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง 5. ช่วยฝึกในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับสายตาในเด็กก่อนวัย เรียน 6. ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นใจในตนเอง 7. ช่วยส่งเสริมความคิดริเริ่มความสร้างสรรค์ 8. ช่วยส่งเสริมให้เป็นคนรักสวยรักงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย วัฒนา ปุญญฤทธิ์ และคณะ (2553) ได้กล่าวถึงคุณค่าของกิจกรรมศิลปะที่นำมา สู่การพัฒนาเด็กปฐมวัย จะนำมาใช้ ใน 2 ลักษณะคือ 1. เพื่อให้ใช้ในการพัฒนาการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในการทำงาน ประสานสัมพันธ์กันเพื่อให้มีทักษะโดยเฉพาะการทำงานของกล้ามเนื้อย่อยและการทำงานประสาน สัมพันธ์กัน เพื่อเป็นพื้นฐานของการเรียนต่อไป 2. คุณค่าในธรรมชาติของศาสตร์ของศิลปะ คือ การพัฒนาด้านการคิดการ สร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การถ่ายทอดประสบการณ์ ออกมาในรูปของการสร้างสรรค์ นอกจากนั้น ในปัจจุบันได้ มีผู้นำกิจกรรมศิลปะไปเป็นฐานที่นำไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยในเรื่องอื่นๆ ทำให้ คุณค่าของกจิกรรม ต่อการนำไปใช้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น


- การพัฒนาพฤติกรรมในการทำงานอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่า - การพัฒนาการทำงานอย่างเป็นกระบวนการ - การพัฒนาคุณลักษณะด้านการคิดสร้างสรรค์ - การพัฒนาให้เป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น - การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น - การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน ได้แก่ การมีวินัย ความรับผิดชอบ - การขยัน การประหยัด การเอื้อเฟื้อ ความสามัคคี - การพัฒนาด้านจิตใจและสุนทรียภาพ - การใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ - พัฒนาภาษาในการอธิบาย สื่อสารกับผู้อื่น - การสื่อสารจากความคิด สู่การกระทำและสร้างสรรค์ผลงาน จาการศึกษาคุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อเด็กหลายด้าน นับว่าเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ แสดงออกอย่างอิสระตามความสนใจ กล้าความคิดเห็น การตัดสินใจ กล้าที่จะยอมรับความคิดเห็น ของผู้อื่น และจินตนาการของเด็กอย่างเป็นธรรมชาตินอกจากนั้นกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ยังมีผล ต่อการพัฒนาการในด้านต่างๆ เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ของเด็กเป็น อย่างดีและยังเป็นพื้นฐานที่จะส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในวัยต่อไป 2.6 ทฤษฎีกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ หรรษา นิลวิเชียร (2535: 173 - 183) ได้รวบรวมทฤษฎีที่มีผู้ทำการวิจัยเพื่อศึกษา และวิเคราะห์การทำกิจกรรมศิลปะของเด็กเล็ก และสรุปทฤษฎีสำคัญๆ ดังต่อไปนี้ กู๊ดอินาฟ (ม.ป.ป.) ได้อธิบายว่า ศิลปะรวมถึงกระบวนการคิดชั้นสูง คือ เด็ก วาดจากสิ่งที่เขารู้มากกว่าสิ่งที่เขาเห็น เช่น เด็กวาดภาพแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยการวาดภาพเด็ก ทารกอยู่ในท้องแม่ หรือเด็กวาดโต๊ะมีขาสี่ขาทั้งๆ ที่เด็กไม่อาจมองเห็นขาโต๊ะทั้งหมดในมุมมองนั้น เพราะเด็กรู้ว่าโต๊ะมีขาสี่ขา ทฤษฎีที่เพียเจท์ ได้มีผลงานทดลองเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กเป็นทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายว่า ทำไมเด็กถึงวาด วาดอย่างไร และวาดอะไร เพียเจท์เชื่อมโยงผลงาน ศิลปะของเด็กกับความสามารถในการเข้าใจความถาวรของวัตถุ เขาเชื่อว่านอกเสียจากเด็กจะเข้า ใจความคงที่ของวัตถุ เด็กจะไม่มีจินตนาการที่จะระลึกอดีตคาดการณ์อนาคตในเรื่องการหายไปของ วัตถุจริงการแสดงออกเช่นนี้เป็นวิธีที่เด็กรวบรวมประสบการณ์ เพื่อ ทำความเข้าใจสิ่ง แวดล้อม เด็ก ต้องการประสบการณ์รูปธรรมหรือสัญลักษณ์ทางภาษาพูด จินตนาการจะสร้างสัญลักษณ์ รูปธรรม และภาษาสร้างสัญลักษณ์ทางวาจา


เพียเจท์ได้กำหนดขั้น ตอนไว้ 3 ขั้น ในการที่เด็กจะเข้าใจมิติของรูปภาพ คือ 1. ขาดความสามารถในการสังเคราะห์ (Synthetic Incapacity) คือ จินตนาการของเด็กจะยังไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงส่วนย่อย หรือเป็นการตัดต่อ 2. ความจริงทางด้านสติปัญญา (Intellectusl Realism) เด็กวาดจาก สิ่ง ที่เขารู้ไม่ใช่วาดจากสิ่ง ที่เขาเห็น 3. ความจริงทางด้านการรับรู้ภาพ (Visual Realism) เกิดขึ้นเมื่ออายุ ประมาณ 9 ปี เป็นการแสดงให้เห็นว่า เด็กเข้าใจความสัมพันธ์ของวัตถุกับพื้นที่ 4. ทฤษฎีเกสตอลท์ : ภาพรวม (Gestalt Theory) ทฤษฎีเกสตอลท์ เน้นความสำคัญของการรับรู้โดยภาพรวม ตาไม่ใช่กล้อง ถ่ายรูปที่จะถ่ายภาพสิ่ง ที่เห็น สมองไม่ใช่ผ้าขาวที่จะบันทึกรายละเอียดของความจริงภายนอก ศิลปะ คือ วิธีที่เด็กสร้างภาพพจน์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างโดยรวมที่เด็กได้รับ เด็กจะไม่คิดถึง รายละเอียด แต่จะพยายามจัดหมวดหมู่ องค์ประกอบและสร้างแบบแผนภาพรวมของสิ่ง ที่มองเห็น ทฤษฎีของอาร์นเฮม : การรับรู้ (Arnheim’s Theory) อาร์นเฮม ได้เสนอแนะว่า เด็กจะไม่วาดภาพสิ่งที่เด็กรู้ แต่จะวาดในสิ่งที่เด็กรับรู้อาร์นเฮมได้ยึดทฤษฎีของเพีย เจท์เป็นหลักผสมกับทฤษฎีเกสตอลท์และทฤษฎี ของเขาเองจากการศึกษาพัฒนาการความซับซ้อน ของรูปทรงทางด้านศิลปะ เขาเชื่อว่าพัฒนาการของเด็กจะเป็นไปในลักษณะคู่ขนานกันระหว่าง ความซับซ้อนของรูปทรงและความสามารถในการรับรู้ และการเข้าใจความซับซ้อนของงานศิลปะ ซึ่งจะสัมพันธ์กับทักษะการจำแนกเรื่องเวลาและมิติ (Time and Space) อาร์นเฮม อธิบายว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่พยายามที่จะแสดงโครงสร้าง ของวัตถุในลักษณะสื่อของวัตถุนั้น ไม่ใช่ลักษณะภาพจากกล้องถ่ายรูป การเจริญงอกงามจะมีกฎ ของตัวเองคือจากรูปแบบง่ายๆ ไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการรับรู้ของเด็ก แต่ละคน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 128) นักการศึกษาด้านศิลปะสำหรับเด็กอธิบายถึงพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุ 4 -5 ขวบ ดังนี้ 1. ภาพที่วาดส่วนใหญ่เป็นภาพคน เช่น ตัวเอง พ่อแม่ พี่สาว พี่ชาย 2. เด็กปฐมวัยชอบวาดรูปครู 3. รูปจะใช้วงกลมแทนศีรษะ ตา จมูก ปาก และหู อาจจะวาดหรือไม่ วาดติดกับศีรษะจะเป็นแขนและขา โดยไม่วาดมือและเท้า ศีรษะจะมีขนาดเดียวกับลำตัว 4. เด็กจะวาดภาพคนสูงกว่าปกติ โดยไม่คำนึงถึงความหนาของลำตัว แต่เด็กก็ยังแสดงรายละเอียดของใบหน้า อาจเป็นไปได้ว่า เด็กต้องการเน้นเฉพาะสิ่งที่เด็กเคยเห็นมา 5. เด็กบางคนวาดภาพลำตัวแม่ในขณะที่คนอื่นในภาพไม่แสดงลำตัว


6. ในวัยนี้ขนาดรูปร่างแสดงความสำคัญ เช่น ภาพเด็กผู้ชายอุ้มสุนัข มือที่อุ้มจะมีความโตเป็นพิเศษ เป็นต้น 7. เด็กในวัยนี้จะไม่วาดสิ่งแวดล้อมรอบตัว คือ ไม่วาดฉากหลัง สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 132) กล่าวถึง พัฒนาการทางศิลปะไว้ดังนี้ 1. ขั้นที่ 1 ขีดเขียนไม่เป็นระเบียบ (3 - 4 ปี) เด็กใช้สีเทียนหรือสีน้ำ ขีดเขี่ยเป็นเส้นที่ขาดๆ วิ่นๆ ซิกแซก วนไปมาตั้งแต่ยังควบคุมมือไม่ได้จนควบคุมมือได้ เด็กจะสำรวจ ใช้สีที่ไม่เป็นความจริง เริ่มเขียนเป็นวงกลม มีเส้นเป็นแขนขา 2. ขั้นที่ 2 เขียนภาพให้มีความหมาย (4 - 7 ปี) ภาพที่เขียนมีความหมาย กับเด็กภาพคนจะใช้วงกลมแทนศีรษะ มีเส้นในแนวตั้ง 2 เส้นแทนแขนขาทั้งสองข้าง บางครั้งมีปาก แขน ขา เท้า รองเท้า วาดภาพสิ่งของต่าง ๆ จะอยู่อย่างไม่มีระเบียบ ตรงไหนมีช่องว่างก็จะเขียนลง ไป ใช้สีตามอารมณ์ เมื่ออายุ 7 ปีเด็กจะวาดภาพสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนกันทุกครั้งที่วาดภาพ 3. ขั้นที่ 3 เขียนภาพได้คล้ายจริง (7 - 9 ปี) ภาพท้องฟ้าจะเป็นสีฟ้าอยู่ ด้านบนเส้นพื้นฐานจะใช้สีเขียวอยู่ด้านล่าง สิ่งต่าง ๆ ถูกวาดอยู่ระหว่างเส้นท้องฟ้าและเส้นพื้นฐาน อย่างเหมาะสม จากการศึกษาทฤษฎีกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สรุปได้ว่า การเรียนรู้และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับทฤษฎีงานศิลปะของเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นการศึกษาและค้นคว้าที่มี นักการศึกษาได้ทาการทดลองกับเด็ก ทำให้ได้รับข้อมูลความรู้ในการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ให้ เหมาะสมกับวัย และความต้องการของเด็กในแต่ละช่วงอายุ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และการ ลงมือปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักของทฤษฎีงานศิลปะของเด็ก โดยเฉพาะคุณครูผู้ปกครองและผู้ ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ควรได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ ในการนำไปใช้ให้เกิดผลดี อันเป็นประโยชน์ต่อเด็กอย่างแท้จริง 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ งานวิจัยในประเทศ รวีวรรณ สุวรรณเจริญ (2554: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย จากการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยแป้งโดกับลูกกลิ้งหลายลาย ผลการวิจัย พบว่า การคิดเชิง เหตุผลของเด็กปฐมวัยหลังจากการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยแป้งโดกับลูกกลิ้งหลายลายสูง กว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อพิจารณาการคิดเชิงเหตุผล ของเด็กปฐมวัยรายด้านพบว่าด้านการอุปมาอุปไมยมีการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าเป็นลำดับแรก รองลงมาด้านการจัดประเภท ด้านอนุกรมและด้านการจำแนกเป็นด้านสุดท้าย


พรเพ็ญ บัวทอง (2555: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรม ศิลปสร้างสรรค์ ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็ก ปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นมีพฤติกรรมทางสังคม โดยรวมและ รายด้านประกอบด้วยการช่วยเหลือการแบ่งปันและความร่วมมือสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) จากการวัดพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นทุกสัปดาห์รวม 8 สัปดาห์พบว่าเด็ก ปฐมวัยมีพฤติกรรมทางสังคมโดยรวมและรายด้านสูงขึ้นตามลำดับ ณภัทสรณ์ นรกิจ (2555: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความสามารถในการใชมือของเด็ก ปฐมวัย ที่ไดรับการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวยเมล็ด ไดทดสอบความสามารถในการใชมือโดยใช แบบประเมินที่ผูวิจัยสรางขึ้น โดยคัดเลือกเด็กที่มีคะแนน ความสามารถในการใชมือใน 15 อันดับ สุดทายกําหนดเปนกลุมทดลอง โดยทําการทดลอง 8 สัปดาห สัปดาหละ 3 วันๆ ละ 1 ครั้งๆ ละ 30 นาที ในวันจันทร พุธ ศุกร เวลา 10.00 – 10.30 น. รวม 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวยเมล็ดพืช และแบบประเมินวัดความสามารถในการใชมือ ที่ผูวิจัยสรางขึ้น ไดคาดัชนีความสอดคลองของแบบ ประเมินกับจุดประสงค (IOC) อยูระหวาง 0.67 – 1.00 และมีแบบแผนการวิจัยเปนการวิจัยเชิงทดลอง แบบ One – Group Pretest – Posttest Design การวิเคราะหขอมูลโดยใช t – test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบวา 1) ความสามารถในการใชมือของเด็กปฐมวัยภายหลังจากไดรับการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวย เมล็ดพืชสูงขึ้นกวากอนไดรับการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวยเมล็ดพืช 2) ความสามารถในการ ใชมือของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรม ศิลปสรางสรรคดวยเมล็ดพืชสูงขึ้นอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .01 จิระนันท์ ชินพา (2555 : บทคัดย่อ) ศึกษาและเปรียบเทียบคะเนนความสามารถใน การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ โดยใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์และคะแนนจากแบสังเกตพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติโดยใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์หลังการจัด กิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม วรรณิชา แสงโรจน์รุ่ง. (2557) ได้ศึกษาทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบกลุ่ม ระดับทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย โดยรวมอยู่ในระดับ สูง ( ̅= 1.90) และเมื่อพิจารณาราย ด้านพบว่า ด้านความมีระเบียบวินัยอยู่ในระดับสูง (̅= 1.88) ด้านการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ในระดับ สูง (̅= 1.91) ด้านการมีมารยาทในสังคมอยู่ในระดับสูง (̅= 1.92) ซึ่งมีค่าสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่า t เท่ากับ 24.89,


17.62, 18.51, และ 24.16ตามลาดับ และการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบกลุ่ม มีขนาดส่งผลต่อ ทักษะ ทางสังคมโดยรวมและรายด้านในระดับมาก เรียงตามลาดับดังนี้ คะแนนรวม (d = 5.57) ด้านการมี ระเบียบวินัย (d = 3.94) ด้านการช่วยเหลือผู้อื่น (d = 4.14) และด้านการมีมารยาทในสังคม (d = 5.40) งานวิจัยต่างประเทศ ฟลลิปส์ (Phillips. 1986 : A) ศึกษาความเข้าใจของผู้สอนระดับปฐมวัยในด้าน กระบวนการความงามทางศิลปะและศิลปศึกษา ผลการวิจัยพบว่า มีความเห็นเหมือนกันใน ทรรศนะเกี่ยวกับการเรียนศิลปะ โดยวิธีดำเนินการทดลองโดยลงมือกระทำโดยตรงกับสื่อที่ หลากหลาย และเน้นการสร้างสรรค์ผลงานกับสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ อย่างอิสระ และมีความคิดเห็นแตกต่างกันในทรรศนะเกี่ยวกับศิลปศึกษา ในโรงเรียน ประถมที่การ สอนศิลปะเป็นจุดเล็กๆ และถูกมองว่าเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียนเท่านั้น แต่ในมหาวิทยาลัยศิลปะจะมี การสอนที่เข้มงวดเกี่ยวกับความรู มโนทัศน์ คำศัพท์ สื่อศิลปะโดยตรงที่ใช้ในการศึกษานอกจากนี้ ยังพบครูผู้สอนต้องการเรียนเกี่ยวกับวิธีสอนศิลปะมากกว่าความรู้ มโนทัศน์ คำศัพท์ สื่อ ทางศิลปะ และหลักสูตรที่ใช้ในการสอนศิลปะยังเป็นที่ต้องการของครูผู้สอนเช่นเดิม วิลเลียม (กรรณิการ์ โยธารินทร์. 2543: 24 ; อ้างอิงจาก William.1971 : 352 - 358) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดริเริ่มกับคะแนนของวิชาการ หมวดคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปศึกษา ดนตรีและศิลปะ ผลปรากฏว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดริเริ่มคะแนนรวมหมวดศิลปะภาษาวิชาดนตรีและวิชาศิลปะมี ความสัมพันธ์กันในระดับสูง เคลลี่ (กรรณิการ์ โยธารินทร์. 2543; อ้างอิงจาก Kelly. 1986: 32 - A) ได้ศึกษา เปรียบเทียบผลการฝึกตามแบบแผนเสริมสร้างประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นเวลา 10 สัปดาห์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลปรากฏว่าความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ของเด็กที่ เข้าร่วมตามแผนกับเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมตามแผนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ แสตปป์ (วราภรณ์ นาคะศิริ. 2546: 30 ; อ้างอิง Shapp. 1964: 5258 - 4) ได้ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของนักเรียนที่เรียนศิลปะและไม่เรียน ศิลปะความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่นักเรียนที่เรียนศิลปะความคิด สร้างสรรค์สูงกว่ามากไม่เรียนศิลปะ ครอลล์ (วราภรณ์ นาคะศิริ. 2546: 30 ; อ้างอิงจาก Krall. 1982: 1101 - A) ได้ ศึกษาเรื่องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยใช้วิชาศิลปะของครูในโรงเรียนคริสต์ศาสนาในการจัด


ประสบการณ์ภาคปฏิบัติพบว่าครูสามารถช่วยเด็กให้เกิดประสบการณ์ในการเรียนรู้ได้ดีขึ้นโดยใช้ สื่อทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่ากับเด็ก ปฐมวัยในทุกๆ ด้าน โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ค้นพบ ทดลอง และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และยังสามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ทั้ง ร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งเป็น การปูพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ของเด็กในขั้นต่อไป 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 3.1 ความหมายของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมที่สามารถนาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดีขึ้น ทั้งนี้ได้มีนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความหมายของ ชุดกิจกรรม ดังนี้ ยุพิน พิพิธกุล (2539 : 212) ได้กล่าวถึงความหมายของชุดกิจกรรมว่า ชุดกิจกรรม รายบุคคลเป็นกิจกรรมที่ทาให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง ในชุดกิจกรรมนี้จะประกอบด้วยบัตรคาสั่ง บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม บัตรแบบฝึกหัด หรือบัตรงานพร้อมเฉลย บัตรทดสอบพร้อมเฉลย ในชุด การเรียนการสอนนั้นจะมีสื่อการเรียนการสอนไว้พร้อมเพื่อให้ผู้เรียนใช้ประกอบการเรียนเรื่องนั้นๆ ฉวีวรรณ กินาวงค์ (2542: 1) ได้สรุปความหมายของชุดกิจกรรมว่าหมายถึง การนำ สื่อการสอนหลายๆ อย่างมาสัมพันธ์กัน เพื่อถ่ายทอดและหาวิชาในลักษณะที่สื่อแต่ละชิ้นมีคุณค่า ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกันหรืออาจเก้าได้ว่าชุด ฝึกเป็นสื่อประสมประเภทหนึ่งคือ ตามสื่อ หลายๆ อย่างมารวมกันเพื่อใช้สอน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยวิธีบูรณาการสื่อการสอนที่ผลิต ขึ้นตามเนื้อหาวิชาและจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542: 91) ให้ความหมายว่า ชุดการเรียนเป็นกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ได้ออกแบบ และจัดอย่างมีระบบประกอบด้วยจุดมุ่งหมายเนื้อหาและวัสดุอุปกรณ์โดย กิจกรรมต่างๆดังกล่าวได้รับการรวบรวมไว้เป็นระเบียบในกล่องเพื่อเตรียมไว้ให้ผู้เรียนได้ศึกษาจาก ประสบการณ์ตรง บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542 : 91) ได้กล่าวถึงชุดกิจกรรมว่าชุดกิจกรรมเป็นสื่อประสม (Multimidia) ซึ่งหมายถึงการใช้สื่อการสอนตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปรวมกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ตามต้องการ สื่อที่นามาใช้ร่วมกันนี้ จะช่วยเสริมประสบการณ์ซึ่งกันและกันตามลำดับขั้นที่จดไว้ สำหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อเนื้อหา และประสบการณ์ ของแต่ละหน่วยที่ต้องการจะให้ผู้เรียน ได้รับความรู้ สุดารัตน์ ไผ่พงศาวงศ์ (2543: 52) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมคือ ชุดการเรียนหรือชุดการ สอนนั่นเอง ซึ่งหมายถึงสื่อการสอนที่ครูเป็นผู้สร้าง ประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิดและ องค์ประกอบอื่นเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับความสำเร็จ


จากการศึกษาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สรุปได้ว่า การนำสื่อประสมและกิจกรรม หลากหลายรูปแบบ มาจัดเป็นกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน มี ความสมบูรณ์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเมื่อครูมีความพร้อมก่อนจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์ 3.2 ประเภทของชุดกิจกรรม ผู้รู้และนักการศึกษาหลายท่านได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ คณะอนุกรรมการพัฒนาการสอนและผลิตวัสดุอุปกรณ์การสอนคณิตศาสตร์ (2524: 250 - 251) ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ชุดกิจกรรมสำหรับครู เป็นชุดสำหรับจัดให้ครูโดยเฉพาะ มีคู่มือและเครื่อง สำหรับครูซึ่งจะนำไปใช้สอนให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่คาดหวัง ครูเป็นผู้ดำเนินการและควบคุม กิจกรรมทั้งหมดนักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมโดยมีครูเป็นผู้ดูแล 2. ชุดกิจกรรมสำหรับนักเรียน เป็นชุดกิจกรรมสำหรับจัดให้นักเรียน เรียนด้วย ตนเอง ครูมีหน้าที่เพียงจัดอุปกรณ์และมอบชุดกิจกรรมให้แล้วคอยรับรายงานเป็นระยะๆ ให้ คำแนะนำ เมื่อมีปัญหาและประเมินผลชุดกิจกรรมนี้ จะฝึกการเรียนด้วยตนเองเมื่อนักเรียนจบ การศึกษา จากโรงเรียนนี้ไปแล้ว ก็สามารถเรียนรู้หรือศึกษาสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง 3. ชุดกิจกรรมสำหรับครูและนักเรียนใช้ร่วมกัน ชุดนี้มีลักษณะผสมผสาน ระหว่างชุด แบบที่ 1 และชุดแบบที่ 2 ครูเป็นผู้คอยดูแลและกิจกรรมบางอย่างครูต้องเป็นผู้แสดงนำ ให้นักเรียนดูกิจกรรมบางอย่างนักเรียนต้องทำด้วยตนเอง ชุดกิจกรรมอย่างนี้ เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งจะเริ่มฝึกให้รู้จักการเรียนด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ดูแล บุญเกื้อ ควรหาเวช (2530: 69 – 71) กล่าวว่า ชุดการสอนที่มีใช้กันอยู่ แบ่งออกได้ เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ชุดการสอนประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการสอนสำหรับผู้สอนสำหรับผู้สอน จะใช้สอนผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเป็นการสอนที่ต้องการปูพื้นฐานให้ผู้เรียนส่วนใหญ่ได้รู้และเข้าใจ ในเวลาเดียวกัน มุ่งในการขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดการสอนแบบนี้จะช่วยให้ผู้สอนลด การพูดให้น้อยลงและใช้สื่อการสอนที่มีพร้อมอยู่ในชุดการสอน ในการเสนอเนื้อหามากขึ้น ชุดการ สอนชนิดนี้ขางคนอาจจะเรียกว่า ชุดการสอนสำหรับครู 2. การสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการสอนสำหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็น กลุ่มเล็กๆประมาณ 5 - 7 คนโดยใช้สื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกใน เนื้อหาวิชาที่เรียนและให้ผู้เรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน ชุดการสอนชนิดนี้มักจะใช้ในการสอนแบบ กิจกรรมกลุ่ม 3. ชุดการสอนแบบรายบุคคลหรือชุดการสอนตมเอกัตภาพ เป็นชุดการสอน สำหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือ ผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความสามารถและ ความสนใจตนเองอาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้ ส่วนมากมักจะมุ่งให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจ ในเนื้อหาวิชาที่เรียนเพิ่มเติม ผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง ชุดการสอนชนิดนี้อาจ จัดในลักษณะของหน่วยการสอนย่อยหรือโมดูลก็ได้


วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2544: 164) ได้แบ่งประเภทของชุดการสอนตามลักษณะใช้งาน แบ่งเป็น 3 ประเภทไว้ ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมสำหรับประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการสอนที่กำหนดกิจกรรม และสื่อการสอนให้ครูได้ใช้ประกอบการสอนแบบบรรยาย เพื่อเปลี่ยนบทบาทให้ครูพูดน้อยลง และ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ชุดกิจกรรมการสอนนี้จะมีเนื้อหา เพียงอย่างเดียวและใช้กับนักเรียนทั้งชั้น 2. ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม ชุดกิจกรรมนี้มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนได้ ประกอบกิจกรรมร่วมกัน และอาจจัดการเรียนการสอนในรูปของศูนย์การเรียน ชุดกิจกรรมแบบ กิจกรรมกลุ่มจะประกอบด้วยชุดกิจกรรมย่อยที่มีจำนวนเท่ากับศูนย์การเรียนที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วย ในแต่ละศูนย์จะมีสื่อการเรียนครบชุดตามจำนวนผู้เรียน การเรียนอาจจะจัดในรูปรายบุคคลหรือ ผู้เรียนทั้งศูนย์ใช้ร่วมกัน 3. ชุดกิจกรรมสำหรับรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่จัดระบบขั้นตอนเพื่อให้ผู้เรียน ใช้เรียนด้วยตนเองตามลำดับความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาจบแล้วจะทำการทดสอบ ประเมินผลความก้าวหน้าและศึกษาชุดอื่นต่อไปตามลำดับ เมื่อมีปัญหาผู้เรียนจะปรึกษาร่วมกัน ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทันที ชุดกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม ศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้พัฒนาการเรียนรู้ของตนไปได้จนสุดความสามารถโดยไม่ เสียเวลารอคอยผู้อื่นซึ่งชุดกิจกรรมแบบนี้บางครั้งเรียกว่า “บทเรียนโมดูล (Instructional Module) จากประเภทของชุดกิจกรรมที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมในแต่ละประเภทนั้นจะ เป็นตัวกำหนดบทบาทของครู และนักเรียนแตกต่างกันออกไป การจะเลือกชุดกิจกรรมใด ขึ้นอยู่กับ ดุลพินิจของครูหรือผู้ผลิต ชุดการสอนที่ครูใช้สื่อประกอบการสอนและการจัดประสบการณ์ เพื่อการ เรียนรู้โดยมีครูเป็นผู้ดำเนินการควบคุมกิจกรรมทั้งหมดและนักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม 3.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมประกอบด้วยสื่อประสมในรูปของวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการตั้งแต่สอง อย่างขึ้นไป โดยใช้วิธีการจัดระบบเพื่อให้ชุดกิจกรรมแต่ละชุดมีประสิทธิภาพ และมีความสมบูรณ์ใน ตัวเองมีนักการศึกษาได้จำแนกส่วนประกอบของชุดดังนี้ วรรณทิพา รอดแรงค้า และพิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2542: 1 - 2) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม มีองค์ประกอบที่สำคัญดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ชื่อกิจกรรม เป็นส่วนที่บอกให้ทราบถึงลักษณะที่ต้องการฝึก 2. คำชี้แจง เป็นส่วนที่อธิบายความมุ่งหมายและความสำคัญของกิจกรรม 3. จุดมุ่งหมาย เป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายที่สำคัญของกิจกรรมนั้นๆ 3.1 จุดมุ่งหมายทั่วไป เป็นส่วนที่บอกจุดมุ่งหมายปลายทางหรือพฤติกรรม ที่ต้อง การให้เกิดขึ้นตามกิจกรรมนั้น 3.2 จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม เป็นส่วนชี้บ่งให้ผู้เรียนได้แสดงพฤติกรรม ที่กำหนดโดยสังเกตและวัดได้ และเป็นไปตามเกณฑ์ที่คาดหวัง 4. แนวคิด เป็นส่วนที่ระบุเนื้อหาหรือมโนมติของกิจกรรมนั้น


5. สื่อ เป็นส่วนที่ระบุถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินกิจกรรม 6. เวลาที่ใช้ เป็นส่วนที่ระบุจำนวนโดยประมาณว่ากิจกรรมนั้นควรใช้เวลา 7. ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อให้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ วิธีจัดกิจกรรมนี้ได้จัดไว้เป็นขั้นตอน 7.1 ขั้นนำ เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนก่อนเริ่มทำกิจกรรมฝึก ทักษะแต่ละทักษะ 7.2 ขั้นกิจกรรม เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้ฝึก ปฏิบัติการทดลอง 7.3 ขั้นอภิปราย เป็นส่วนที่ผู้เรียนจะได้มีโอกาสนำเอาประสบการณ์ที่ได้จาก ขั้นกิจกรรมมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและแม่นยำ 7.4 ขั้นสรุป เป็นส่วนที่ผู้สอนและผู้เรียนประมวลข้อความรู้ที่ได้จากขั้น กิจกรรมและขั้นอภิปรายแล้วนำมาสรุปหาสาระและใจความสำคัญ 8. การประเมินผล เป็นการทดสอบผู้เรียนหลังจากจบบทเรียนของแต่ละกิจกรรม 9. ภาคผนวก เป็นส่วนที่ให้ความรู้แก่ครูผู้สอน บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542 : 94 – 97) ได้จำแนกองค์ประกอบที่สำคัญๆ ภายในชุด กิจกรรมไว้ 4 ส่วน คือ 1. คู่มือครูเป็นคู่มือและแผนการสอนสำหรับผู้สอนหรือผู้เรียนตามแต่ชนิดของชุด กิจกรรมภายในคู่มือจะชี้แจงถึงวิธีการใช้ชุดกิจกรรมเอาไว้อย่างละเอียด ทำเป็นเล่มหรือ แผ่นพับก็ได้ 2. บัตรคาสั่งหรือคำแนะนำจะเป็นส่วนที่ อกให้ผู้เรียนดำเนินการเรียนหรือ ประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ บัตรคาสั่งจะมีอยู่ในชุดกิจกรรม แบบกลุ่มและรายละเอียดซึ่งจะประกอบด้วย 2.1 คำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา 2.2 คำสั่งให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรม 2.3 การสรุปบทเรียน 3. เนื้อหาสาระและสื่อจะบรรจุไว้ในรูปของสื่อการสอนต่างๆ ประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรม สไลด์ เทปบันทึกเสียง ตัวอย่างจริง รูปภาพ เป็นต้น ผู้เรียนจะศึกษา จากสื่อการสอนต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในชุดการสอน ตามบัตรกำหนดไว้ให้ 4. แบบประเมินผลผู้เรียนจะทำการประเมินผลความรู้ ด้วยตนเองก่อนและหลัง แบบประเมินผลที่อยู่ในชุดกิจกรรมอาจจะเป็นแบบฝึกหัดให้เติมคาในช่องว่าง เลือก คำตอบที่ถูกจับคู่ ดูผลจากการทดลอง หรือให้ทำกิจกรรม เป็นต้น


Click to View FlipBook Version