The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by methaweejithansri, 2024-02-28 11:28:35

วิจัย

วิจัย

Keywords: วิจัย

วัชรินทร์ กาวิชา (2548 : 23) ได้สรุป การจำแนกองค์ประกอบของชุดกิจกรรมว่า ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของชุดกิจกรรม คู่มือครู เนื้อหา กิจกรรม สื่อการเรียนการสอนและการ ประเมินผล สรุปองค์ประกอบของชุดกิจกรรม สรุปได้ดังนี้คือ 1. คู่มือครูในการใช้ชุดกิจกรรม 2. คาสั่งหรือการมอบหมายงาน 3. เนื้อหาสาระ 4. แบบฝึกหัด แบบทดสอบ การประเมินผล 5. แบบเฉลยกิจกรรม สุพรรณ บุญเฉลิม (2547 : 34) ได้สรุปการจำแนกองค์ประกอบชุดกิจกรรมว่า ประกอบด้วยคำชี้แจงในการใช้ชุดกิจกรรม เนื้อหา จุดประสงค์ กิจกรรมที่หลากหลาย และการ ประเมินผลที่ได้จากการใช้ชุดกิจกรรม จากการศึกษาองค์ประกอบของชุดกิจกรรมสมารถสรุปไดดังนี้ องค์ประกอบชุด กิจกรรม ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม สื่อการเรียนการสอนและการประเมินผล 3.4 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม ผู้รู้และนักการศึกษาหลายท่านได้แบ่งขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ดังนี้ ชาญชัย อินทรสุนานนท์ (2538: 43 – 44) ได้กล่าวว่า ในการจัดทำชุดการสอนจะใช้ วิธีการแบบมีระเบียบแบบแผนตามลำดับ ดังนี้ 1. แบ่งกลุ่มเลือกประธาน มีคณะกรรมการการจัดทำตามสาขาที่สอน 2. เลือกเนื้อหาวิชา ชั้น จำนวนชั่ว โมงที่จะนำมาเป็นหน่วย 3. กำหนดวัตถุประสงค์ 4. การจัดลำดับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ 5. การวางแผนการจัด ดำเนินการสอน และการอภิปราย - วิธีสอนแบบใด - ใช้สื่อชนิดใด - กิจกรรมที่ใช้ประกอบ - การวัดผล การประเมินผล 6. เลือกหาวิธีการที่เหมาะสมตามเกณฑ์ 7. ลงมือผลิตสื่อการสอน 8. ทดลองสอนกับผู้เรียน 9. วัดผลและแก้ไขข้อบกพร่องถ้ามี 10. สรุปผล 11. ผลิตชุดที่สมบูรณ์


12. การรายงานผล ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 122 - 123) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการผลิตชุดกิจกรรม 10 ขั้นคือ 1. กำหนดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์ 2. กำหนดหน่วยการสอน 3. กำหนดหัวเรื่อง 4. กำหนดมโนทัศน์และหลักการ 5. กำหนดวัตถุประสงค์ 6. กำหนดกิจกรรมการเรียน 7. กำหนดแบบประเมินผล 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน 9. หาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม 10. การใช้ชุดกิจกรรม 10.1 ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อพิจารณาพื้นความรู้เดิม 10.2 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 10.3 ขั้นสอน 10.4 ขั้นสรุปผลการสอน 10.5 ทำแบบทดสอบหลังเรียนเพื่อดูพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง ไปแล้ว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2533: 495) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างชุดการ เรียนไว้ดังนี้ 1. วิเคราะห์เนื้อหา ได้แก่ การกำหนดหน่วย หัวเรื่องและมโนคติ 2. การวางแผน เป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยกำหนดรายละเอียดไว้ 3. การผลิตสื่อการเรียน เป็นสื่อประเภทต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแผน 4. หาประสิทธิภาพ เป็นการประเมินคุณภาพของชุดการเรียนการสอน โดยนำไป ทดลองใช้ ปรับปรุงให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สุกิจ ศรีพรหม (2541: 69-70) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างชุดการสอน ประกอบด้วยขั้นตอน 10 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. กำหนดหมวดหมู่ เนื้อหาและประสบการณ์ อาจกำหนดเป็นหมวดวิชา หรือ บูรณาการเป็นแบบสหวิทยาการตามที่เหมาะสม


2. กำหนดหน่วยการสอน แบ่งเนื้อหาออกเป็นการสอนโดยประมาณเนื้อหาวิชาที่ ครูจะถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนได้ในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งครั้ง 3. กำหนดหัวเรื่อง ผู้สอนจะต้องถามตนเองว่าในการสอนแต่ละหน่วยควร ให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนอะไรบ้าง แล้วกำหนดออกมาเป็น 4-6 หัวข้อ 4. กำหนดมโนทัศน์และหลักการ ให้สอดคล้องกับหัวเรื่องโดยสรุปรวมแนวคิด และสาระและหลักเกณฑ์สำคัญไว้เพื่อเป็นแนวทางจัดเนื้อหามาสอนให้สอดคล้องกัน 5. กำหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่องเป็นจุดประสงค์ทั่วไปก่อน แล้ว เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไว้ทุกครั้ง 6. กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นแนวทางการเลือกและการผลิตสื่อการสอน 7. กำหนดแบบประเมินผล ต้องประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้แบบสอบอิงเกณฑ์ เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าหลังจากการผ่านกิจกรรมเรียบร้อยแล้วนักเรียนได้ เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้ง ไว้หรือไม่ 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการที่ครูใช้ ถือว่าเป็นสื่อการ สอนทั้งสิ้นเมื่อผลิตสื่อการสอนของแต่ละหัวเรื่อง แล้วก็จัดสื่อการสอนเหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมู่ใน กล่องที่เตรียมไว้ก่อนนำไปทดลองหาประสิทธิภาพ เรียกว่า “ชุดการสอน” 9. การหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เพื่อเป็นการประกันว่า ชุดการสอนที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการสอน ผู้สร้างจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ขึ้นล่วงหน้า โดยคำนึงถึง หลักการที่ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลุผล 10. การใช้ชุดการสอน ที่ได้รับการปรับปรุงและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สามารถนำไปสอนผู้เรียนได้ตามประเภทของชุดการสอนและตามระดับการศึกษาโดยกำหนด ขั้นตอนการใช้ดังนี้ 10.1 ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อพิจารณาพื้นฐานความรู้เดิม ของผู้เรียน (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที) 10.2 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 10.3 ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (ขั้นสอน) ผู้สอนบรรยายหรือแบ่งกลุ่ม ประกอบกิจกรรมการเรียน 10.4 ขั้นสรุปผลการสอน เพื่อสรุปมโนทัศน์และหลักการที่สำคัญ 10.5 ทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อดูพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป จากกระบวนการสร้างชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรม


จากการศึกษาขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้สรุปได้ว่า การสร้างชุดกิจกรรม การเรียนรู้ต้องมีการวางแผนกำหนดเนื้อหา จุดมุ่งหมายสื่อการเรียนการสอน เวลาที่ใช้ และมีการวัด ประเมินผล แล้วทำการทดลองใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องและนำชุดกิจกรรมไปใช้สอนจริง 3.5 แนวคิดที่นำมาสู่การผลิตชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมที่ ดี และสามารถนาไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานัก เรียนได้นั้น จะต้องมีแนวคิดในการผลิตชุดกิจกรรม ดังนักการศึกษาได้ให้แนวคิดในการผลิตชุดกิจกรรม ดังนี้ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542 : 92-94) ได้ให้แนวคิดและหลักการในการนาเอาชุด กิจกรรมมาใช้ในระบบการศึกษา สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้ 1. การประยุกต์ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนการสอนควรจะ คำนึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ วิธีการสอนที่เหมาะสมที่สุด ก็คือ การจัดการเรียนการสอนรายบุคคลหรือการศึกษาตามเอกัตภาพและการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่ง จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนตามระดับสติปัญญาความสามารถและความสนใจ โดยมี ครูคอยแนะนำและช่วยเหลือตามความเหมาะสม 2. ความพยายามที่เปลี่ยนแนวการเรียนการสอนไปจากเดิม การจัดการเรียนการ สอนแต่เดิมนั้นยึดครูเป็นหลักเปลี่ยนมาเป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเรียนเอง โดยการใช้แหล่ง ความรู้จากสื่อหรือวิธีการต่างๆ การนำสื่อการสอนมาใช้จะต้องให้ตรงกับเนื้อหาและประสบการณ์ ตามหน่วยการสอนของวิชาต่างๆ โดยนิยมจัดในรูปของชุดการสอน การเรียนในลักษณะนี้ผู้เรียนจะ เรียนจากครูประมาณ1 ใน 4 ส่วนส่วนที่เหลือนักเรียนจะเรียนจากสื่อด้วยตนเอง 3. การใช้สื่อการสอนได้เปลี่ยนแปลงและขยายตัวออกไป การใช้สื่อการสอนใน ปัจจุบันได้ครอบคลุมไปถึงการใช้วัสดุสิ้นเปลืองเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งกระบวนการและกิจกรรม ต่างๆ การใช้สื่อหลายๆ อย่างมาผสมผสานกันให้เหมาะสมและใช้เป็นแหล่งความรู้สาหรับผู้เรียน แทน การใช้ครูเป็นผูถ่ายทอดความรู้ให้แก่นกเรียนตลอดเวลา การผลิตสื่อการสอนแบบประสมให้ เป็นชุดกิจกรรมมีผลต่อการใช้ของครู คือ เปลี่ยนจากการใช้สื่อ “เพื่อช่วยครู สอน” คือครูเป็นผูก หยิบใช้อุปกรณ์ต่างๆ มาเป็นใช้สื่อการสอน “เพื่อช่วยผู้เรียน” คือให้ผู้เรียนหยิบและใช้สื่อการสอน ต่างๆ ด้วยตนเอง โดยอยูในรูปของชุดการสอน 4. ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับ สภาพแวดล้อมแนวโน้มในปัจจุบันและอนาคต กระบวนการเรียนรู้จะต้องนาเอากระบวนการกลุ่ม สัมพันธ์มาใช้ในการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมร่วมกัน ทฤษฎีกระบวนการกลุ่มจึงเป็น แนวทางพฤติกรรมศาสตร์ซึ่งนามาสู่ การจัดระบบการผลิตสื่อออกมาในรูปของชุดกิจกรรม 5. การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้โดยยึดหลักจิตวิทยาการเรียนมาใช้ โดยจัด สภาพการณ์ออกมาเป็นการสอนแบบโปรแกรม หมายถึง ระบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ทราบว่าการตัดสินใจหรือการทางานของ ตนถูกหรือผิดอย่างไร้มีการเสริมแรงบวกที่ทาให้ผู้เรียนภาคภูมิใจที่ได้ทาถูกหรือคิดถูก อันจะทำให้ กระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีกและเกิดการเรียนรู้ไปทีละขั้นตอนตามความสามารถและความสนใจของ ตนเอง การจัดสภาพการณ์ที่เอื้ออานวยต่อการเรียนรู้ตามนัยดังกล่าวข้างต้นจะมีเครื่องมือช่วยให้ บรรลุจุดมุ่งหมายปลายทาง โดยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ


เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2545 : 4–5) ได้สรุปแนวคิดการผลิตชุดกิจกรรมมาใช้ในระบบ การศึกษา สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้ แนวคิดแรก เกิดจากการที่นกการศึกษาได้นาหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการ เรียนการสอน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความต้องการ ความถนัดและความสนใจ ของผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื่องจากเรามีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน เช่น ความสามารถ สติปัญญา ความต้องการ ความสนใจ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และอื่นๆ นักการศึกษาจึงพยายามที่จะหาวิธีการ ที่เหมาะสมในการจัดการศึกษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล มีการให้การศึกษาโดยเสรี ตามเอกัตภาพ โดยมีครูเป็นผู้คอยแนะนำช่วยเหลือตามความเหมาะสม แนวคิดทีสอง เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแนวการเรียนการสอนจากเดิมที่เคย ยึดครูเป็นแหล่งความรู้หลักมาเป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น สื่อการสอนซึ่งประกอบด้วยวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ และกิจกรรมทั้งหลาย โดยครู จะเป็นเพียงผู้ คอยให้คาแนะนำและชี้ทางให้เท่านั้น แนวคิดทีสาม เป็นแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่พยายามจะ จัดระบบของการใช้สื่อการสอนให้มีประสิทธิภาพยิงขึ้น โดยให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจาก เดิมการผลิตการใช้สื่อการสอนมักจะออกมาในรูปต่างคนต่างผลิตต่างคนต่างใช้ มิได้มีการนำสื่อ หลายอย่างมาบูรณาการให้เป็นระบบอย่างเหมาะสม และสะดวกในการใช้ แนวคิดทีสี่ เป็นแนวคิดที่พยายามที่จะเปลี่ยนปฏิกิริยาที่สัมพันธ์ระหว่างครู กับ นักเรียนและนักเรียนกับสภาพแวดล้อม เพราะแต่เดิมความสัมพันธ์ระหว่างครู กับนักเรียนมีลักษณะ เป็นทางเดียว ครูเป็นผู้นำและนักเรียนเป็นผู้ตาม ครู มิได้เป็นผู้ปิดโอกาสให้นกเรียนแสดงความ คิดเห็นอย่างเสรีนักเรียนจะมีโอกาสได้พูดก็ต่อเมื่อครู ให้พด การตัดสินใจของนักเรียนส่วนใหญ่ มักจะตามครู ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนต่อนักเรียนในห้องนั้นแทบจะไม่มีในลักษณะของ การถกเถียง หรืออภิปรายทางวิชาการเลย นักเรียนจึงไม่มีโอกาสฝึกหัดการรู้จกฟัง และเคารพความ คิดเห็นของผู้อื่น หรือฝึกฝนการทำงานเป็นหมู่คณะ เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จึงมักไม่ค่อยประสบ ความสำเร็จในการทางานร่วมกับบุคคลอื่นเนื่องจากขาดประสบการณ์ในด้านดังกล่าว นอกจากนี้ ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับสภาพแวดล้อมแต่เดิมการเรียนการสอนจำกัดอยู่เพียงใน ห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ ครูไม่ค่อยพานักเรียนออกไปสู่ สภาพภายนอกโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้มี โอกาสศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในชุมชนของตนอาศัยอยู่ แนวคิดที่ห้า เป็นความพยายามที่จะจัดสถานการณ์ให้เหมาะสมแก่การเรียนรู้ มากที่สุดนั้น ก็คือ การจัดระบบการเรียนการสอนเพื่อเปิดโอกาสให้นกเรียน ดังนี้ 1. ให้นกเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง 2. ให้นักเรียนทราบผลประกอบกิจกรรมของตนในทันทีว่าเป็นอย่างไร มีการ เสริมแรงในกรณีที่นกเรียนทำถูกต้อง อันจะมีผลให้นกเรียนกระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีกในอนาคต 3. ให้นกเรียนได้เรียนรู้ไปทีละน้อยตามลาดับขั้น และความสามารถของ นักเรียนเอง


สรุปได้ว่าแนวคิดในการผลิตชุดกิจกรรม คือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล สื่อและ วิธีการสอนของครู สภาพแวดล้อม การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู กับนักเรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน ตลอด จนถึงการจัดสภาพการณ์ให้เหมาะสมกับผู้เรียนให้มากที่สุด 3.6 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมเป็นสื่อประสมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในด้านการเรียนแล้ว ยังมี ประโยชน์อีกมากดังต่อไปนี้ 1. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ ชดเจนยิ่งขึ้น 2. ช่วยลดภาระผู้สอน เพราะมีการจัดเตรียมตามลาดับขั้นเรียบร้อยแล้ว 3. ช่วยในการสอนผู้เรียนที่มีความสามารถหรือความสนใจแตกต่างกัน 4. ช่วยรักษามาตรฐานการเรียนรู้เพราะผู้ที่เรียนจากชุดกิจกรรมจะได้รับความรู้ ในมาตรฐานเดียวกันซึ่งผิดจากการเรียนรู้จากครู ต่างคนต่างสอน 5. มีการวัดและการประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ 6. สร้างทัศนคติที่ดีในการเรียนรู้ต่อผู้เรียน เนาวรัตน์ชื่นมณี(2540: 33) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของชุดกิจกรรมว่าจำเป็นต่อการ เรียนทักษะทางภาษาเพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้นสามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและ คำศัพท์ต่างๆได้คงทนทำให้เกิดความสนุกสนานในขนาดเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำชุดกิจกรรมทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้และนำไปปรับปรุงแก้ไขทันท่วงทีซึ่งจะมีผล ให้ครูประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มากนอกจากนี้ยังทำให้ผู้เรียนสามารถนำภาษาไปใช้สี่ ศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (2542 : 2) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดกิจกรรมไว้ว่า 1. ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาวิชาที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะเป็นนามธรรม ได้ดี 2. เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนให้สนใจเรียนดียิ่งขึ้นและส่งเสริมประสบการณ์ ของผู้เรียนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนแสดงความคิดเห็นฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4. ช่วยให้ผู้สอนมีความมั่นใจในการสอน เพราะชุดฝึกผลิตไว้เป็นหมวดหมู่ สามารถนำไปใช้ได้ทันที 5. เพื่อช่วยส่งเสริมการคิด การแก้ปัญหาในการเรียนได้ 6. เพื่อช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้า เรียนได้เร็วขึ้น เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2545 : 6) ได้กล่าวถึงประโยชน์กิจกรรมไว้ว่า 1. ช่วยผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อนและมีคุณลักษณะ นามสูง 2. ช่วยเร้าความสนใจของนักเรียนต่อสิ่งที่กาลังศึกษา เพราะชุดกิจกรรมเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนของตนเอง


3. ประหยัดเวลา แรงงาน รายจ่าย 4. แก้ปัญหาในโรงเรียนที่มีครู ไม่เพียงพอ 5. ใช้ได้ทุกระดับการศึกษา กาญจนา เกียรติประวัติ (ม.ป.ป., หน้า174) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ 1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูลดบทบาทในการบอกของกครู 2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนเพราะสี่ประสมที่ได้จัดไว้ ในระบบเป็นการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมและช่วยรักษาระดับความสนใจของผู้เรียนตลอดเวลา 3. เปิดโอกาสให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง ทำให้มีทักษะในการแสวงหา ความรู้พิจารณาข้อมูลฝึกความรับผิดชอบและการตัดสินใจ 4. เป็นแหล่งความรู้ที่ทันสมัยและคำนึงถึงหลักจิตวิทยาในการเรียนรู้ 5. ช่วยขจัดปัญหาการขาดครูเพราะผู้เรียนสามารถศึกษาด้วยตนเอง 6. ส่งเสริมการศึกษานอกระบบเพราะสามารถนำไปใช้ได้ทุกเวลาและไม่ จำเป็นต้องใช้เฉพาะในโรงเรียน จากการศึกษาประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้สรุปได้ว่า ประโยชน์ของชุด กิจกรรมการเรียนรู้จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพให้กับผู้สอนและผู้เรียน ทำให้เกิดพฤติกรรมการ เรียนรู้และการปฏิบัติจากชุดกิจกรรม ซึ่งเป็นการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จนเกิดความสนใจต่อผู้เรียน ไม่เบื่อหน่ายที่จะเรียนแต่มีความกระตือรือร้นค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเองทำให้นักเรียนมีโอกาสใน การฝึกทักษะปฏิบัติในด้านต่างๆ ได้ด้วย


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติที่ใช่ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 3 - 4 ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีจำนวน 30 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 3 - 4 ปี ที่ กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟ สงเคราะห์ สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้ 2.1 แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ 2.2 แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือ 1. การสร้างแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์


การสร้างแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ดำเนินการดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.1 ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ของ จิระนันท์ ชินพา (2555) พรเพ็ญ บัวทอง (2555) ณภัทสรณ์ นรกิจ (2555) ผกากานต์ น้อยเนียม (2556) รวิพร ผาด่าน (2557) 1.3 กิจกรรมศิลปสรางสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยของ ผกากานต์ น้อยเนียม (2556) 1.4 ชุดกิจกรรมของ อภิญญา กระมูลละคร (2555) 2. สร้างแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ซึ่งมีกรอบดังนี้ 2.1 ชื่อกิจกรรม 2.2 จุดประสงค์ 2.3 สื่อ วัสดุอุปกรณ์ 2.4 ขั้นดำเนินกิจกรรม 2.5 การประเมินผล 3. สร้างคู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ที่ได้สร้างขึ้น 4. นำแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ และ คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ เสนอตอผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาให้สอดคลองกับจุดประสงค์สื่อ วัสดุอุปกรณ์ขั้นดำเนินกิจกรรม และการประเมินผล โดยใช้เกณฑ์ 2 ใน 3 และปรับปรุงแกไขให้เหมาะสม ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญดังนี้ คุณครูสุภาวดี แสนสิทธิ์ ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย


โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ คุณครูภัสสราภา รูปงาม ครูวิทยฐานะ ครูชำชาญการพิเศษ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล 1 โพศรี อาจารย์กัลยกร ภักดี คณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 5. ปรับแก้ไขแผนการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ให้เหมาะสมตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญที่มีความเห็นตรงกัน 6. นำแผนการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ที่ปรับปรุงเหมาะสมแล้วไปใช้กับ กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง 2. การสร้างแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย การสร้างแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ดังนี้ 1.1 ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย 1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย 1.3 แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยของ


ศศนันท์ สุขสถิตย์ (2554) พรเพ็ญ บัวทอง (2555) วิภาณี แสงสัมฤทธิ์ (2557) 2. สร้างแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ซึ่ง แบ่งเป็น 3 ด้าน ด้านละ 4 ข้อ รวมเป็น 12 ข้อ ดังนี้ 2.1 ด้านที่ 1 ด้านความแข็งแรงในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 2.2 ด้านที่ 2 ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 2.3 ด้านที่ 3 ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัย แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1 และ 0 ระดับคะแนน 1 กรณีเด็กปฏิบัติกิจกรรมได้ ระดับคะแนน 0 กรณีเด็กปฏิบัติกิจกรรมไม่ได้เลย 3. สร้างคู่มือการใช้แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ที่ได้สร้างขึ้น 4. นำแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กและคู่มือการใช้แบบทดสอบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การศึกษาปฐมวัย ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญดังนี้ คุณครูสุภาวดี แสนสิทธิ์ ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ คุณครูภัสสราภา รูปงาม ครูวิทยฐานะ ครูชำชาญการพิเศษ


สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล 1 โพศรี อาจารย์กัลยกร ภักดี คณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 5. นำแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กและคู่มือการใช้แบบทดสอบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ปรับตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Congruence) หรือ IOC ซึ่งมีค่า เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ 6. นำแบบทดสอบที่ไปใช้ในการทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของ เด็กปฐมวัยเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการ ทดลองตามแบบแผนการวิจัย One Group Pretest Posttest Design (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. 2538: 249) ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน (Pretest) ทดลอง สอบหลัง (Posttest) E 1 X 2 ความหมายของสัญลักษณ์ E แทน กลุ่มทดลอง 1 แทน การทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กก่อนการใช้ ชุด กิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ขยำกระดาษ


2 แทน การทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กหลังการใช้ ชุด กิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ขยำกระดาษ X แทน การใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ขยำกระดาษ วิธีการดำเนินการทดลอง การทดลองในครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ จันทร์ พุธ และศุกร์ทุกช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์ในเวลา 09:30 – 10:00 น. วันละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง จำนวน 24 กิจกรรม โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอย่าง 1 สัปดาห์ ก่อนการทดลอง 2. ผู้วิจัยทำการทดสอบเพื่อวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กก่อนการทดลอง (Pretest) โดยการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ ทดลอง 3. ดำเนินการทดลองด้วยตนเองโดยการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จำนวน 8 สัปดาห์ โดยดำเนินการทดลองดังนี้ ตาราง 2 กำหนดการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จากการขยำกระดาษ สัปดาห์ วัน กิจกรรม 1 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 1 ตัด ฉับ ฉับ จันทร์ ตัดกระดาษตามเส้นปะ พุธ ตัดกระดาษตามเส้นตรง ศุกร์ ตัดกระดาษตามอิสระ 2 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 2 ฉีกปะมหาสนุก จันทร์ ฉีกปะกระดาษรูปธงชาติ พุธ ฉีกปะกระดาษรูปผลไม้ ศุกร์ ฉีกปะกระดาษตามจินตนาการ 3 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 3 หนูน้อยนักปั้น จันทร์ ปั้นผลไม้ พุธ ปั้นดอกไม้ ศุกร์ ปั้นคน 4 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 4 มือน้อยนักวาดภาพ จันทร์ วาดภาพธรรมชาติ พุธ วาดภาพอาชีพในฝัน ศุกร์ วาดภาพตามจินตนาการ 5 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 5 หนูน้อยนักประดิษฐ์ จันทร์ ประดิษฐ์หน้ากากเสือ


4. เมื่อดำเนินครบ 8 สัปดาห์ ผู้วิจัยทำการทดสอบ (Post test) กับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กฉบับเดียวกันกับแบบทดสอบที่ใช้ก่อนการทดลอง 5. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบไปทำการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีการทางสถิติ 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูลมีขั้นตอนดังนี้ 1. ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด กิจกรรม 5.1 สถิติพื้นฐาน 5.1.1 ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ; และอังคณา สายยศ. 2538: 73) ดังนี้ ̅ = ∑ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งกลุ่ม พุธ ประดิษฐ์ผลไม้แสนอร่อย ศุกร์ ประดิษฐ์ซานต้า 6 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 6 สร้อยคอคล้องใจ จันทร์ ร้อยหลอด พุธ ร้อยมะกะโรนี ศุกร์ ลูกปัด 7 เวลา 9.30 – 10.00 น. 8 เวลา 9.30 – 10.00 น. ชุดที่ 7 ขยำกระดาษสร้างสรรค์ จันทร์ ขยำกระดาษรูปสัตว์ พุธ ขยำกระดาษตามจินตนาการ ศุกร์ ขยำกระดาษตามอิสระ ชุดที่ 8 ลากเส้นมหาสนุก จันทร์ ลากเส้นตรง พุธ ลากเส้นกบกระโดด ศุกร์ ลากเส้นหลังคาบ้าน


N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 5.1.2 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538: 79) ดังนี้ .. = √ ∑ 2−(∑ ) 2 (−1) เมื่อ .. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน แทน จำนวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งกลุ่ม ∑ 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนน เด็กปฐมวัยแต่ละคนในกลุ่มตัวอย่าง 5.2 สถิติที่ใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ 5.2.1 หาค่าความที่ยงตรงของเนื้อหา แผนการจัดกิจกรรมและแบบทดสอบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรมหนูทำได้ ( Index of Consistency: IOC) โดยใช้สูตร (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2543: 117) ดังนี้ = ∑ เมื่อ แทน ค่าความสอดคล้องของแผนการจัดกิจกรรม และแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ∑ แทน ผลรวมของการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 5.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ SPSS for Windows ในการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็ก ปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent sample


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดสัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปลผล ข้อมูลดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ̅แทน ค่าเฉลี่ย .. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณา t-distribution การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรม และหลังการจัดกิจกรรม 2. ค่าสถิติพื้นฐานของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย


ที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ซึ่งผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ต่อไปนี้ 1. เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนการจัด กิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ผู้วิจัยนำเอาคะแนนของแบบทดสอบความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยแยกเป็นรายด้านทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรม มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้ t-test for Dependent Sample ปรากฏผลแสดงในตารางที่ 3 ตาราง 3 ค่าสถิติพื้นฐานของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการ จัดกิจกรรม *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง 3 พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย แยกเป็น รายด้านก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ผู้วิจัยได้นำคะแนนของแบบทดสอบความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย แต่ละด้านทั้งก่อนและหลังการทดลองมาหาค่าคะแนนเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนโดยแยกเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก ด้านความคล่องแคล่ว ในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ปรากฏผลแสดงในตารางที่ 4 ตาราง 4 เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย แยกเป็นรายด้านก่อน และหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ระยะการจัดกิจกรรม ̅.. ก่อนการจัดกิจกรรม 36 2.25 1.38 19.55* 0.0000 หลังการจัดกิจกรรม 36 7.67 1.20


ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัย ก่อนการจัดกิจกรรม หลังการจัดกิจกรรม N .. .. 1. ด้านความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อเล็ก 36 1.08 0.87 2.61 0.55 2. ด้านความคล่องแคล่วใน การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 36 0.56 0.73 2.72 0.45 3. ด้านการประสานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตา 36 0.61 0.69 2.36 0.72 จากตาราง 4 พบว่าการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ทำให้เด็กมี ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงขึ้นทั้ง 3 ด้าน โดยมีด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อ เล็กสูงขึ้นมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.72 รองลงมาคือด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.61 และด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาสูงขึ้นน้อยทีสุด มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.36


บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุด กิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ความมุ่งหมายของการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีจุดม่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของ เด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์มีความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อเล็กหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 3 – 4 ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สังกัด สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีจำนวน 29 คน


2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 3 - 4 ปี ที่ กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟ สงเคราะห์สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Random Sampling) ด้วย การจับสลากมา 1 ห้องเรียน จาก 3 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ขยำกระดาษ 2. แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย การดำเนินการจัดกิจกรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ จันทร์ พุธ และศุกร์ ทุกช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์ ในเวลา 09:30 – 10:00 น. วันละ 30 นาทีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง จำนวน 24 กิจกรรม โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอย่าง 1 สัปดาห์ ก่อนการจัดกิจกรรม 2. ผู้วิจัยทำการทดสอบเพื่อวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อน การทดสอบ (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง 3. ดำเนินการจัดกิจกรรมด้วยตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์จำนวน 8 สัปดาห์ 4. เมื่อดำเนินครบ 8 สัปดาห์ ผู้วิจัยทำการทดสอบ (Post test) กับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ฉบับเดียวกันกับแบบทดสอบที่ใช้ ก่อนการจัดกิจกรรม 5. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติเพื่อ ตรวจสอบสมมติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. ค่าสถิติพื้นฐานของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


2. เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยเป็นรายด้านก่อน การจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรม สรุปผลการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์มีความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อเล็กหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กก่อน และหลังได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ผลปรากฏว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดมือ น้อยสร้างสรรค์มองเห็นได้ชัดว่าเด็กมีพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อเล็กไม่ดีเท่าที่ควร หลังได้รับการ จัดกิจกรรมโดยใช้ชุดมือน้อยสร้างสรรค์เช่น ชุดหนูน้อยนักปั้น ชุดสร้อยคอคล้องใจ ชุดหนูน้อยนัก ประดิษฐ์ฯลฯ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยสูงขึ้น เป็นผลเนื่องมาจากการจัด กิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์เป็นการจัดกิจกรรมที่เด็กปฏิบัติจริงโดยผ่านประสาท สัมผัสการมอง การฟัง การสัมผัส ซึ่งชุดกิจกรรมน้อยสร้างสรรค์จะช่วยพัฒนาความพร้อมในตัวเด็ก ความคล่องแคล่วในการใช้ความคิดสายตาและมือให้ประสานสัมพันธ์กัน เด็กสามารถควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือ มือและส่วนอื่นๆ จนกลายเป็นความชำนาญ ซึ่งสอดคล้องกับ เคปฮาร์ท (โทมัส, อาร์. เมอเร. 2535: 427 - 433 ; อ้างอิงจาก Kephart. 1971) ได้กล่าวถึงพัฒนาการเป็นลำดับขั้นของ เด็กคือเริ่มจากการรับข่าวสารข้อมูลของเด็ก(information processing Stage) เรียกว่า innate หรือ stimulus - responde refew period (ระยะที่มีอยู่เดิมแต่กำเนิดหรือระยะของปฏิกิริยาการ กระตุ้น - ตอบสนองโดยอัตโนมัติ) ระยะนี้เด็กจะมองกระพริบตาสะดุ้งหมุนตัว แล้วทำอะไรตามแบบ อัตโนมัติระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะให้ค่อยเจริญเติบโตขึ้นมาทีละน้อยปฏิกิริยาอัตโนมัติ บางอย่างจะมีการปรับให้เข้าตามสถานการณ์ จากนั้นขั้นการรับรู้เชื่อมโยงหรือปรับให้เด็กแยกภาพ และพื้นได้ด้วยอาศัยประสบการณ์ของเด็กเมื่อเด็กมีกิจกรรมจะต้องอาศัยการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การจับวัตถุเล็กๆ เด็กจะกระตุ้นนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ให้บีบเข้ามาในทิศทางตรงข้ามเพียงอย่าง เดียว โดยไม่ออกแรงกระตุ้นส่วนอื่นๆ เมื่อเด็กเรียนรู้บรรลุการควบคุมจะทำให้เด็กสามารถบังคับมึง ให้เขียนหนังสือแยกมุมมองที่เหมาะสม เมื่อพิจารณาเรียงตามลำดับรายด้านของคะแนนจากมากไป หาน้อยได้ดังนี้คือ 1. ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก เด็กมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ เล็กก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.72 ทั้งนี้เนื่องจาก การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ในกิจกรรมการวาดภาพ และการใช้สีน้ำ เด็กได้ ใช้มือและนิ้วมือในการหยิบ จับ สัมผัส เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งใน ช่วงแรกในการจัดกิจกรรมเด็กไม่สามารถใช้มือในการวาดภาพ ลากเส้น และการใช้สีน้ำ ได้ถูกวิธี ซึ่ง


ครูได้ให้คำแนะนำวิธีการที่ถูกต้องกับเด็ก จนเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่ว นิ้วมือ สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและดีขึ้นตามลำดับ และสอดคล้องกับ อิริคสัน (สิริมา ภิญโญ อนันตพงษ์. 2545: 47; อ้างอิงจาก Sprinthall. 1998) กล่าวว่า พัฒนาการของเด็กวัย 2 - 3ปี ขั้นควบคุมด้วยตนเอง โดยเด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยตนเองสามารถควบคุมตนเองและทำงานง่ายๆ ได้ เหมาะสมกับวัย เช่น การหยิบอาหารเข้าปาก ซึ่งถ้ามีการบังคับหรือเข้มงวดเกินไปอาจรู้สึกว่าตนเอง ไม่สามารถทำได้จะส่งผลให้เด็กเกิดการพึ่งพาผู้อื่น จึงส่งผลทำให้เด็กมีค่าเฉลี่ยในด้านความ คล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อเล็กเพิ่มสูงขึ้น 2. ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก เด็กมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กก่อน การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.61 ทั้งนี้เนื่องจากการจัด กิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ในกิจกรรมการปั้นดินน้ำมัน การฉีกปะ เด็กได้ใช้นิ้ว มือและมือในการจับ นวด บีบ และขยำ เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสร้างสรรค์ผลงาน จาก สภาพจริงที่สามารถชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของการพัฒนาและความสามารถจึงช่วยให้เด็กพัฒนา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (คำวัง สมสุวรรณ. 2551: 15; อ้างอิงจาก Gesell. 1940: 17) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการได้กล่าวว่า ความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กสามารถแบ่งออกเป็นระยะและมีขั้นตอน พัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กนั้น มีความสำคัญแก่ชีวิตเพราะชีวิตเป็นรากฐานของบุคคลเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรมของ บุคคลจะมีอิทธิพลมาจากสภาพความพร้อมทางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อมกระดูก และประสาท ต่างๆ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลง จึงส่งผลทำให้เด็กมีค่าเฉลี่ยในด้าน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก เพิ่มสูงขึ้น 3. ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เด็กมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.36 ทั้งนี้เนื่องจากการ จัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ในกิจกรรมร้อยหลอด การประดิษฐ์ และการตัด การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์เป็นการจัดกิจกรรมที่เด็กต้องใช้มือในการทำ กิจกรรมทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อเล็ก มือ นิ้วมือ และสายตาในการทำงานให้ สัมพันธ์กัน ในการทำกิจกรรมในช่วงแรกเด็กใช้เวลาทำกิจกรรมค่อนข้างนาน เมื่อได้รับการจัด กิจกรรมในทุกสัปดาห์เด็กสามารถใช้มือหยิบ จับ อุปกรณ์ในร้อยหลอด การประดิษฐ์ และการตัด ได้ คล่องขึ้น และมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมและสามารถใช้เวลาในการทำงานน้อยลง ซึ่ง สามารถพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือได้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ นภเนตร ธรรมบวร (2544: 73) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กเป็นความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ ทำให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ นิ้วมือ ได้แก่ การวาดภาพ การลากเส้น การตัด กระดาษ การร้อยลูกปัด และการลากเส้นตามรอยปะ เป็นต้น จึงส่งผลทำให้เด็กมีค่าเฉลี่ยในด้าน การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ รวิพร ผาด่าน (2557: บทคัดย่อ) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การฉีก ตัด ปะ เศษวัสดุ ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะ เศษวัสดุ มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กนั้น การทดลองอยู่ในระดับดีซึ่งสูงกว่าก่อน ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับณภัทสรณ์ นรกิจ (2555: บทคัดย่อ)


ได้ศึกษาความสามารถในการใช้มือของเด็กปฐมวัย ที่ไดรับการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวยเมล็ด ไดทดสอบความสามารถในการใช้มือโดยใชแบบประเมินที่ผูวิจัยสรางขึ้น โดยคัดเลือกเด็กที่มีคะแนน ความสามารถในการใช้มือใน 15 อันดับสุดทายกําหนดเปนกลุมทดลอง ผลการวิจัยพบวา 1) ความสามารถในการใช้มือของเด็กปฐมวัยภายหลังจากไดรับการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวย เมล็ดพืชสูงขึ้นกวากอนไดรับการจัดกิจกรรมศิลปสรางสรรคดวยเมล็ดพืช 2) ความสามารถในการใช้ มือของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรม ศิลปสรางสรรคดวยเมล็ดพืชสูงขึ้นอยางมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ครูมีบทบาทในการดูแลให้ความช่วยเหลือ เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการทำ กิจกรรมให้คำแนะนำเมื่อเด็กต้องการ กระตุ้นให้เด็กโดยให้เด็กได้ทดลองทำตามความคิดของตนเอง ให้แรงเสริมกล่าวคำชมเชยในผลงานของเด็ก ทำให้เด็กมีความมั่นใจและตั้งใจในการทำกิจกรรม 1.2 เนื่องจากบางกิจกรรมใช้ในระยะเวลานานกว่าที่กำหนด เมื่อหมดเวลาทำให้เด็ก บางกลุ่มยังทำกิจกรรมไม่เสร็จ ดังนั้นควรยืดหยุ่นเวลาและกิจกรรมให้เหมาะสมเนื่องจากเด็ก ต้องการเวลาทำงานมากพอที่เขาจะได้ทำสำเร็จตามความพอใจ 1.3 ควรให้เด็กมีอิสระในการทำกิจกรรมตามจินตนาการของเด็กๆ โดยให้เด็กเกิด ความพอใจและสนุกสนานขณะทำกิจกรรม ระหว่างทำกิจกรรมควรให้เด็กได้พูดคุยและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับเพื่อน 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาและวิจัยการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ที่มี ผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กปฐมวัย เช่น การคิดเชิงเหตุผล พฤติกรรมการร่วมมือ เป็นต้น 2.2 ควรมีการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก โดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อย สร้างสรรค์ในสังกัดอื่นๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาชุมชน เป็นต้น


บรรณานุกรม


บรรณานุกรม กรมวิชาการหลักสูตร. (2546). หลักสูตรก่อนประถมศึกษาพุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: คุรุ สภา. กรมวิชาการหลักสูตร. (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: คุรุ สภา. กรรณิการ์ โยธารินทร์. (2545). การศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเรียนได้ชั้นปฐมวัยที่สุดโดยการใช้กิจกรรมสร้างสรรค์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ วิโรฒ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กุลยา ตันติผลากุล. (2547). การใช้ศิลปะเป็นสื่อการเรียนรู้. การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: เบรน - เบส. _____________. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: เอดิสัน เพรสโปรดักส์. คำวัง สมสุวรรณ. (2551). การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยโดย การจัดกิจกรรมการปั้นดิน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯบัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. จรัล คำภารัตน์. (2551). การสอนศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: เวิลด์มีเดีย.


จิระนันท์ ชินพา. (2555). ผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติโดยใช้ กระบวนการ กลุ่มสัมพันธ์ที่มีต่อความสามารถการคิดเชิงเหตุผลและพฤติกรรมความร่วมมือ สำหรับเด็กปฐมวัย. พิมพ์ครั้งที่ 5. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2523). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาการสอน. กรุงเทพฯ: ชาญชัย อินทรสุนานนท์. (2538). ศูนย์การเรียนและการสอน. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเทคโนโลยี ทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ไทยวัฒนาพานิชย์. ณภัทสรณ์ นรกิจ. (2555). ความสามารถในการใช้มือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยเมล็ดพืช. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.. ดวงเดือน ศาสตรภัทร. (2555). การเปรียบเทียบทฤษฎีพัฒนาการเด็ก. กรุงเทพฯ: ภาควิชา จิตวิทยา. คณะมนุษศาสตร์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.. นภเนตร ธรรมบวร. (2544). การประเมินผลพัฒนาการเด็ก. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. นลินี เชื้อวนิชชากร. (2555). Small hand Bigskill. นิตยสารรักลูก. 30(351): 156-159 บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2530). นวัตกรรมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเทคโนโลยีทาง การศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน. _____________. (2542). นวัตกรรมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์. เบญจา แสงมลิ. (2545). การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ. ปริยานุช จุลพรหม. (2547). พัฒนาความสามารถด้านการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมด้วยการ จัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ผกากานต์ น้อยเนียม. (2556). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอายุ 4 – 5 ปี ที่ ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยดิน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พรเพ็ญ บัวทอง. (2555). ผลการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นที่มีต่อ พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พรรณี ชูทัย เจนจิต. (2528). จิตวิทยาการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์การ พิมพ์. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2546). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนัก ทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


พัฒนา ชัชพงษ์. (2541). ทฤษฎีและปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พีระพงศ์ กุลพิศาล. (2545). สมองลูกพัฒนาได้ด้วยผลงานศิลปะ. กรุงเทพฯ: ธารอักษร. พูนสุข บุณย์สวัสดิ์. (2544). เมื่อหนูน้อยหัดเขียน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ภรณี คุรุรัตนะ. (2541). การเล่นของเด็ก. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2533). พัฒนาการวัยรุ่นและการอบรม. พิมพ์พรรณที่ 3. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. _____________. (2543). พัฒนาการเด็กและการเลี้ยงดู. (เอกสารประกอบคำสอน).กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มะลิฉัตร เอื้ออานนท์. (2545). กระบวนการเรียนการสอนศิลปะในระดับประถมศึกษาสำหรับครู ยุคใหม่. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: แม็ค. _____________.(2542). กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: เอพีกราฟฟิกส์ ดีไซน์. รวิพร ผาด่าน. (2557). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะ เศษวัสดุ. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.. รวีวรรณ สุวรรณเจริญ. (2554). ความคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยแป้งโดกับลูกกลิ้งหลายลาย. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.. รุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี. (2555). อนุบาล2 แล้วยังเขียนหนังสือไม่ค่อยได้นิตยสารรักลูก. 30(357). 199. ล้วน สายยศ; และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วรรณทิพา รอดแรงค้า; และพิมพ์ เดชะคุปต์. (2542). การพัฒนาการคิดของครูกิจกรรมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ปเเมเนจเม้นท์. วรรณิชา แสงโรจน์รุ่ง. (2557). ทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลป สร้างสรรค์แบบกลุ่ม. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณี เพชรรัตน์. (2538). เทคนิคการกรีดและภาพประดิษฐ์กระดาษ. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนา พานิช. วราภรณ์ นาคะศิริ. (2546). การคิดเชิงเหตุและผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ


สร้างสรรค์โดยใช้ทรายสี. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.. วัฒนา ปุญญฤทธิ์. (2553). การศึกษาปฐมวัย: แนวคิด หลักการ สู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: มิว เซียม บุ๊คส์. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: แอลทีพเพนส. วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2544). วิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาร์น สมศรี เมฆไพบูลย์. (2551). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ร้อยดอกไม้. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.. สรวงพร กุศลส่ง. (2533). สุนทรียภาพทางศิลปะระดับปฐมวัย. เพชรบูรณ์: ดีดีการพิมพ์. สัตยา สายเชื้อ. (2541). กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). แผนการจัดประสบการณ์การชั้นเด็ก เล็กเล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2543). การจัดบริการศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน. เอกสารการนิเทศการศึกษา ฉบับที่ 255 ภาคพัฒนาตำราและเอกสารวิชาการกรมการฝึกหัดครู. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2552). สมรรถนะของเด็กปฐมวัยของเด็กปฐมวัยอายุ 3 - 5 ปี: แนวและสำหรับผู้ดูแลเด็ก ครูและอาจารย์. กรุงเทพฯ: แปลนฟอร์คิดส์. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล. (2545). ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: โปรแกรมวิชา ศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. สุวีริยาสาร์น. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2545). การวัดและประเมินแนวใหม่ : เด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุมนา พานิช. (2545). การเตรียมความพร้อมเด็ก. ราชบุรี: โรงเรียนชุมชนเมืองราชบุรี. สุกิจ ศรีพรหม. (2541). ชุดการสอนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. วารสารวิชาการ สุดารัตน์ ไผ่พงศาวงศ์. (2543). การพัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ใช้การจัดการเรียนการ สอนแบบ CIPPA MODEL เรื่องเส้นขนานและความคล้าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. หรรษา นิลวิเชียร. (2535). ปฐมวัย: ศึกษาหลักสูตรและแนวปฏิบัติติ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อธิษฐาน พูลศิลปศักดิ์กุล. (2546). กระตุ้นกล้ามเนื้อเล็กเสริมสร้างสติปัญญา. บันทึกคุณแม่. 9 (118): 110 – 114.


อำไพวรรณ ปัญญาโรจน์. (2545). การอบรมเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน. กรุงเทพฯ: คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสถาบันราชภัฎจันทรเกษม. ภาคผนวก


ภาคผนวก ก - คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ - ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์


คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ หลักการและเหตุผล ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก มีความสำคัญเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อใหญ่เนื่องจาก เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านร่างกาย กล้ามเนื้อทั้งสองทำงานประสานกันและต้องพัฒนาควบคู่ ไปพร้อมกัน การพัฒนาให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความแข็งแรง คล่องแคล่ว มีความยืดหยุ่นของ กล้ามเนื้อและทำงานประสานสัมพันธ์กันระหว่างมือกับสายตาให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นสามารถจัด กิจกรรมเพื่อพัฒนาได้หลากหลายวิธี ซึ่งวิธีการหนึ่งที่สามารถจัดให้เหมาะสมกับเด็กคือชุดกิจกรรม มือน้อยสร้างสรรค์โดยแบ่งออกเป็น 8 ชุดกิจกรรม ได้แก่ ได้แก่ชุดที่ 1 ตัด ฉับ ฉับ ชุดที่ 2 ฉีกปะ มหาสนุกชุดที่ 3 หนูน้อยนักปั้น ชุดที่ 4 มือน้อยนักวาดภาพ ชุดที่ 5 หนูน้อยนักประดิษฐ์ ชุดที่ 6 สร้อยคอคล้องใจ ชุดที่ 7 สีน้ำสร้างสรรค์ และชุดที่ 8 ลากเส้นมหาสนุก โดยเด็กได้ลงมือปฏิบัติ กิจกรรม เปิดโอกาสให้เด็ก ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การถ่ายทอดความรู้และความเข้าใจใน ผลงาน มีความสุขกับการทำผลงาน และได้รับการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เพิ่มขึ้นอันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการอ่านและการเขียนต่อไปในอนาคต จุดมุ่งหมาย 1. เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย 2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ของเด็กปฐมวัย


เนื้อหา การจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ เล็กของเด็กปฐมวัย และส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ของเด็ก ปฐมวัย โดยเด็กทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ และครูในชั้นเรียน เพื่อให้เด็กพัฒนาความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อเล็กและมีพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน หลักการจัดกิจกรรม 1. การจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ จัดสัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์วันละ 30 นาที ในช่วงเวลา 9.30 – 10.00 นาที 2. จัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ จัดให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการให้ช่วยเหลือและให้คำแนะนำ ดังนี้ ขั้นนำ 1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการเล่านิทาน ร้องเพลง หรือท่องคำคล้องจอง ขั้นดำเนินกิจกรรม 2. ครูแนะนำวิธีการเล่นและสาธิตการทำกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ ให้ เด็กเข้าใจ 3. ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงเบื้องต้น 4. เด็กและครูร่วมกันเคลื่อนไหวประกอบเพลง “ผึ้งน้อย” เพื่อแบ่งกลุ่ม 5. ให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมกับสมาชิกในกลุ่ม 6. หมดเวลาให้เด็กช่วยกันเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ขั้นสรุป 7. เด็กช่วยกันออกมาแล้วความรู้สึกและบอกสิ่งที่ได้กระทำขณะทำกิจกรรม ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ 9. ครูให้การส่งเสริมกับเด็กทุกคนที่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อย สร้างสรรค์เช่น การปรบมือ การพูดชมเชย เป็นต้น บทบาทของครู 1. ศึกษาแผนการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับแนวการจัดประสบการณ์ชุดกิจกรรมมือน้อย สร้างสรรค์


2. สร้างความเข้าใจด้วยการอธิบายและสาธิตขั้นตอน ในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้เด็ก เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องราว และขั้นตอนในการลงมือปฏิบัติ 3. อธิบายข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับแผนการจัดประสบการณ์ชุดกิจกรรมมือน้อย สร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและเวลาที่กำหนดไว้ 4. เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ในการทำกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ อย่างสนุกสนาน 5. กระตุ้นให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ เด็ก ทุกคนต้องได้ทำกิจกรรมรวมกลุ่มเพื่อที่จะได้ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในแต่ละช่วงเวลาของการเล่น กิจกรรม บทบาทเด็ก ครูควรชี้แจงและให้เด็กปฏิบัติ ดังนี้ 1. ลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามที่ได้วางแผนเอาไว้ 2. เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เด็ก ออกมาเล่าประสบการณ์ที่ได้รับซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม โดยที่ครูคอยกระตุ้นให้ความช่วยเหลือเมื่อ เด็กต้องการ การประเมินผล ใช้แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก


ตวัอย่างแผนการจดักิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค ์ ชุดที่ 1 ตัด ฉับ ฉับ วัน จันทร์ ที่.............เดือน........................ พ.ศ............... อนุบาล 1 ชื่อกิจกรรม ตัดกระดาษเป็นเส้นตรง เวลา 09:30 – 10:00 นาที **************************************************************************************************** จุดประสงค์ เพื่อส่งเสริมในการใช้กล้ามเนื้อเล็กด้านความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และประสาน สัมพันธ์ระหว่างมือกับตา สื่อ วัสดุอุปกรณ์ 1. กรรไกร 2. กระดาษ ขนั้ดา เนินกิจกรรม 1. เด็กและครูร่วมกันร้องเพลง “รักสร้างสรรค์เอง” 2. แนะนำชื่อกิจกรรมและสาธิตขั้นตอนการทำกิจกรรม


3. สร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม 4. เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมตัดกระดาษเป็นเส้นตรง 5. ขณะนักเรียนทำกิจกรรม ครูคอยดูแล ช่วยเหลือ และบันทึกวัน เดือน ปี ใน ผลงานของนักเรียน 6. เด็กๆ นำผลงานตัวเองมาส่งครู พร้อมเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานของตน 7. ครูและเด็กช่วยเก็บวัสดุอุปกรณ์และทำความสะอาด การประเมินผล 1. สังเกตจากการใช้กล้ามเนื้อเล็กขณะปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตจากผลงานเด็ก ชุดที่ 2 ฉีกปะมหาสนุก วัน พุธ ที่.............เดือน........................ พ.ศ............... อนุบาล 1 ชื่อกิจกรรม ฉีกปะกระดาษรูปผลไม้ เวลา 09:30 – 10:00 นาที **************************************************************************************************** จุดประสงค์ เพื่อส่งเสริมในการใช้กล้ามเนื้อเล็กด้านความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และประสาน สัมพันธ์ระหว่างมือกับตา สื่อ วัสดุอุปกรณ์ 1. กาว 2. กระดาษสี 3. รูปผลไม้ ขนั้ดา เนินกิจกรรม 1. เด็กและครูร่วมกันร้องเพลง “แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม” พร้อมทำท่าทางประกอบ เพลง 2. แนะนำชื่อกิจกรรมและสาธิตขั้นตอนการทำกิจกรรม


3. สร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม 4. เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมฉีกปะกระดาษรูปผลไม้ 5. ขณะเด็กทำกิจกรรม ครูคอยดูแลช่วยเหลือ และให้คำแนะนำกับเด็ก 6. เด็กๆ นำผลงานตัวเองมาส่งครู พร้อมเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานของตน 7. ครูและเด็กช่วยเก็บวัสดุอุปกรณ์และทำความสะอาด การประเมินผล 1. สังเกตจากการใช้กล้ามเนื้อเล็กขณะปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตจากผลงานเด็ก ชุดที่ 3 หนูน้อยนักปั้น วัน พุธ ที่.............เดือน........................ พ.ศ............... อนุบาล 1 ชื่อกิจกรรม ปั้นดอกไม้เวลา 09:30 – 10:00 นาที **************************************************************************************************** จุดประสงค์ เพื่อส่งเสริมในการใช้กล้ามเนื้อเล็กด้านความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และประสาน สัมพันธ์ระหว่างมือกับตา สื่อ วัสดุอุปกรณ์ 1. ดินน้ำมัน 2. แผ่นรองปั้น ขนั้ดา เนินกิจกรรม 1. ครูเล่านิทานนิ้วเรื่อง “หมีน้อยแสนซน” ให้เด็กๆ ฟัง 2. แนะนำชื่อกิจกรรมและสาธิตขั้นตอนการทำกิจกรรม 3. สร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม


4. เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมปั้นดอกไม้ 5. ขณะเด็กทำกิจกรรม ครูคอยดูแลช่วยเหลือ และให้คำแนะนำกับเด็ก 6. เด็กๆ นำผลงานตัวเองมาส่งครู พร้อมเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานของตน 7. ครูและเด็กช่วยเก็บวัสดุอุปกรณ์และทำความสะอาด การประเมินผล 1. สังเกตจากการใช้กล้ามเนื้อเล็กขณะปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตจากผลงานเด็ก ภาพการจัดกิจกรรม


ภาคผนวก ข - คู่มือการใช้แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย - ตัวอย่างแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัย


คู่มือการใช้แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย คำชี้แจง 1. แบบทดสอบนี้ใช้สังเกตความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ชั้นปีที่ 1 อายุระหว่าง 3 - 4 ปี ที่ได้รับการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์เพื่อพัฒนา ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย 2. แบบทดสอบฉบับนี้เป็นแบบทดสอบความสามารถภาคปฏิบัติมีจำนวน 9 ข้อ 3. การดำเนินการทดสอบผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดสอบด้วยตนเอง โดยทดสอบผู้รับการ ทดสอบเป็นรายบุคคล คำแนะนำในการใช้แบบทดสอบ 1. ลักษณะทั่วไปของแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็น แบบทดสอบภาคปฏิบัติเน้นความสามารถในการใช้มือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ กับตา มีทั้งหมด 9 ข้อ 2. เกณฑ์การให้คะแนนโดยใส่เครื่องหมาย √ ลงในช่องบันทึกคะแนนที่ตรงกับ ความสามารถของเด็กโดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ระดับคะแนน 1 กรณีเด็กปฏิบัติกิจกรรมได้


ระดับคะแนน 0 กรณีเด็กปฏิบัติกิจกรรมไม่ได้เลย 3. การเตรียมตัวก่อนทดสอบ 3.1 ผู้ดำเนินการทดสอบศึกษาคู่มือดำเนินการทดสอบ และแบบทดสอบให้เข้าใจ กระบวนการทั้งหมดเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้แบบทดสอบ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการ ทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่น และก่อนการทดสอบผู้ดำเนินการทดสอบต้องเขียนชื่อนามสกุลของผู้รับ การทดสอบในแบบบันทึกคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กให้เรียบร้อย 3.2 อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบมีดังนี้ 3.2.1 คู่มือดำเนินการแบบทดสอบ 3.2.2 แบบบันทึกคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอายุ 4- 5 3.2.3 นาฬิกาสำหรับจับเวลา 1 เรือน 3.2.4 อุปกรณ์ที่กำหนดไว้ในแบบทดสอบ 3.3 ข้อปฏิบัติก่อนทดสอบ 3.3.1 ผู้ดำเนินการทดสอบควรสร้างความคุ้นเคยกับผู้เข้ารับการทดสอบโดยการ ทักทายพูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี 3.3.2 ก่อนดำเนินการทดสอบควรให้ผู้เข้ารับการทดสอบทำธุระส่วนตัวเช่นดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย 4. ขอบปฏิบัติในการดำเนินการทดสอบพูดทดสอบดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 แสดงความเป็นกันเองเพื่อไม่ให้ผู้เข้ารับการทดสอบเกิดความกังวล และร่วมมือ ในการทดสอบเป็นอย่างดี 4.2 ก่อนลงมือทดสอบผู้ดำเนินการทดสอบต้องอธิบายขั้นตอนในการทดสอบให้ผู้เข้า รับการทดสอบเข้าใจ การดำเนินการ ผู้ดำเนินการทดสอบ : สวัสดีค่ะเด็กเด็กวันนี้พูมีอะไรมาให้เด็กเด็กลองทำดู (ครูยกอุปกรณ์ ในการทดสอบให้เด็กๆ ดู) และก่อนจะลงมือทำมีข้อตกลงกับเด็กเมื่อครูบอกให้ทำอะไร ขอให้ตั้งใจ สร้างและทำตามที่ครูบอกนะคะ ผู้เข้ารับการทดสอบ : ลงมือปฏิบัติผู้ดำเนินการทดสอบ : จับเวลาตามรายการที่กำหนด ไว้ในแบบทดสอบและจดบันทึกคะแนน


แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กของเด็กปฐมวัย อุปกรณ์ในการทดสอบ • ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก - ปั้นดินน้ำมันเป็นก้อนกลม 3 ก้อน ภายใน 5 นาที 1. ดินน้ำมัน 3 ก้อน 2. แผ่นรองปั้นดินน้ำมัน 1 แผ่น - ขยำกระดาษให้เป็นวงกลม 3 ก้อน ภายใน 3 นาที กระดาษแก้ว 3 แผ่น - ฉีกปะกระดาษในรูปวงกลม 2 รูป ภายใน 3 นาที กระดาษสี 2 แผ่น • ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก - หยิบเมล็ดถั่วดำใส่จาน 10 เมล็ด ภายใน 5 นาที 1. ภาชนะใส่เมล็ดถั่วดำ 2. เมล็ดดำ 10 เมล็ด - วาดภาพเป็นรูปวงกลม 2 รูป ภายใน 1 นาที 1. สีเทียน 2. กระดาษ A4 - ลากเส้นหลังคาบ้าน ภายใน 1 นาที 1. สีเทียน 2. เส้นหลังคาบ้าน แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กของเด็กปฐมวัย อุปกรณ์ในการทดสอบ


ตัวอย่างแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย • ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก ฉีกปะกระดาษให้เป็นรูปวงกลม 2 รูป ขั้นการทดสอบ ผู้ดำเนินการทดสอบ : ให้เด็กๆ ฉีกปะกระดาษให้เป็นรูปวงกลม 2 รูป ให้เสร็จภายใน 3 นาที เด็กปฏิบัติ : เด็กๆ ฉีกปะกระดาษในรูปวงกลมให้เต็มวงกลม 2 รูป เสร็จภายใน 3 นาที เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน กรณีเด็กฉีกปะกระดาษให้เป็นรูปวงกลม 2 รูป ให้เสร็จภายใน 3 นาที ให้ 0 คะแนน กรณีเด็กฉีกปะกระดาษในรูปวงกลมให้เต็มวงกลม 2 รูป ให้เสร็จภายใน 3 นาทีไม่ได้เลย • ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หยิบเมล็ดถั่วดำใส่จาน 10 เมล็ด ภายในเวลา 5 นาที • ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา - ร้อยหลอดเป็นสร้อยคอ ภายใน 5 นาที 1. หลอด 2. เชือกยาว 30 เซนติเมตร - ประดิษฐ์ตุ๊กตาจากแก้วกระดาษ ภายใน 5 นาที 1. แก้วกระดาษ 2. ตาตุ๊กตา 3. กระดาษสี - ตัดกระดาษตามเส้นตรงยาว 6 นิ้ว 1 เส้น ภายใน 3 นาที 1. กระดาษ ยาว 6 นิ้ว 2. กรรไกร


ขั้นการทดสอบ ผู้ดำเนินการทดสอบ : ให้เด็กๆ หยิบเมล็ดถั่วดำใส่จาน 10 เมล็ด ภายในเวลา 5 นาที เด็กปฏิบัติ : เด็กๆ หยิบเมล็ดถั่วดำใส่จาน 10 เมล็ด ภายในเวลา 5 นาที เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน กรณีเด็กหยิบเมล็ดถั่วดำใส่จาน 10 เมล็ด ภายในเวลา 5 นาที ให้ 0 คะแนน กรณีเด็กหยิบเมล็ดถั่วดำใส่จาน 10 เมล็ด ภายในเวลา 5 นาทีไม่ได้เลย • ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ร้อยหลอดเป็นสร้อยคอ ขั้นการทดสอบ ผู้ดำเนินการทดสอบ : ให้เด็กๆ ร้อยหลอดเป็นสร้อยคอ ให้เสร็จภายใน 5 นาที เด็กปฏิบัติ : เด็กๆ ร้อยหลอดเป็นสร้อยคอ ให้เสร็จภายใน 5 นาที เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน กรณีเด็กร้อยหลอดเป็นสร้อยคอ ให้เสร็จภายใน 5 นาที ให้ 0 คะแนน กรณีเด็กร้อยหลอดเป็นสร้อยคอ ให้เสร็จภายใน 5 นาทีไม่ได้เลย


ภาคผนวก ค - รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ รายนามผู้เชี่ยวชาญ คุณครูสุภาวดี แสนสิทธิ์ ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ คุณครูภัสสราภา รูปงาม ครูวิทยฐานะ ครูชำชาญการพิเศษ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล 1 โพศรี


อาจารย์กัลยกร ภักดี คณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ประวัติย่อผู้วิจัย ประวัติย่อผู้วิจัย ชื่อ ชื่อ-สกุล นางสาวเมธาวี จิตรจำศรี วันเกิด 10 กันยายน 2544 สถานที่อยู่ปัจจุบัน 322 หมู่ 9 ตำบล สามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


41000 เบอร์ติดต่อ 063-0617906 ประวัติการศึกษา พ.ศ.2556 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จาก โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า พ.ศ.2559 มัธยมศึกษาตอนต้น จาก โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า พ.ศ.2562 มัธยมศึกษาตอนปลาย จาก โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า พ.ศ.2566 ครุศาสตรบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย) จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


Click to View FlipBook Version