กระจกไมส้ ักโบราณและชั้นวางของไมส้ ัก
มนุษย์ เริ่มรจู้ ักกรรมวิธีการทำกระจกและแก้ว
ขน้ึ มาเมอื่ ไรและอยา่ งไรน้นั ไม่เปน็ ที่ปรากฏแน่ชดั
ประวัติศาสตร์พบว่าประเทศไทยได้นำไม้สัก
จากปา่ ธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่าสองพันปี
มาแล้ว ซึ่งด้ังเดิมน้ันการทำไม้และการใช้พืชผลจากป่า
ในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลกลาง
แต่อย่างใดการใช้สิทธิต่าง ๆ ในป่าไม้ของประชาชน
เป็นไปอยา่ งเสรี
ในสมัยโบราณนั้น จึงนิยมนำไม้สักมาทำ
ส่ิงประดิษฐ์และส่ิงอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น
กระจกไม้สักโบราณ เป็นกระจกเงา กรอบกระจก ทำมา
จากไม้สกั แท้ มีการแกะสลักไมด้ ้วยลวดลายสวยงาม และชั้นวางของที่ทำมาจากไม้สัก มีการแกะสลัก
ช้ันวางของด้วยลวดลายทส่ี วยงามเช่นเดียวกนั
เคร่ืองโมแ่ ป้ง
เครื่องโม่แป้ง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับโม่ข้าว
ให้เป็นน้ำแป้ง การโม่แป้งเป็นภูมิปัญญาอันเก่าแก่
ของไทยที่เกิดขึ้นมาแต่โบราณ แม้ไม่มีหลักฐานช้ีชัด
ว่าการโม่แป้งนี้เกิดข้ึนมาตั้งแต่สมัยใด แต่ถ้า
พิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับ
ชนชาติอื่น ๆ แล้วน้ัน จะเห็นได้ว่าไทยได้รับอิทธิพล
การโม่แปง้ มาจากจีนและอินเดียเป็นสำคัญ
ทีม่ า : FB ในบาง ในอดีต แป้งที่คนไทยนำมาทำอาหารว่างและขนมใน
สมัยก่อนมาจาก 3 วิธีหลัก ๆ ได้แก่ การยีด้วยมือ
ตำด้วยครก และโม่ด้วยอุปกรณ์ท่ีเรียกว่า “โม่หิน”
หรือครกบด การโม่แป้งสดนิยมมากในอาหารว่าง
และขนมไทยที่ต้องการใช้ก้อนแป้งและน้ำแป้งในการทำ
เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ ถ่ัวแปบ ขนมถ้วย ขนมครก
กุยช่าย ฯลฯ
จัดแสดงอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ทำจากทองเหลือง ซ่ึงในอดีตเชื่อกันว่าทองเหลือง
เป็นโลหะท่ีแข็งแกร่งที่สุดมีสีเหลือง ทองเหลืองนั้นเป็นโลหะผสมที่มีทองแดงและสังกะสี
เป็นส่วนประกอบหลัก จึงมีลักษณะบางส่วนคล้ายทองคำ มีความต้านทานต่อการเกิดสนิมได้ดี
พอสมควร จึงนิยมนำมาทำเป็นเครอื่ งประดับตกแต่งภายในบา้ นเรอื น
มนุษย์รู้จักทองเหลืองมาต้ังแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ นานก่อนท่ีจะค้นพบธาตุสังกะสี
ด้วยซ้ำ การผลิตทองเหลืองน้ัน อาศัยการหลอมละลายทองแดงกับแร่คาลาไมน์ ซ่ึงเป็นหินแร่
สังกะสีชนิดหนึ่ง ในกระบวนการน้ี สังกะสีจะถูกดูดออกมาจากคาลาไมน์ และผสมเข้ากบั ทองแดง
สำหรบั สังกะสีบรสิ ทุ ธ์ินั้นไมส่ ามารถผลิตด้วยเทคนิคงานโลหะสมยั โบราณได้
แจกันทองเหลืองโบราณ
แจกันทำมาจากทองเหลือง แจกันทองเหลืองเป็น
ภาชนะที่นิยมใช้ใส่ดอกไม้ เพื่อการประดับตกแต่งให้ดู
สวยงาม แจกันมีหลากหลายรูปทรง แกะสลักด้วยลวดลาย
สวยงาม ซึ่งลวดลายน้ันจะบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของผู้ผลิต
แจกนั
ถาดทองเหลือง
ถาดทองเหลือง ทำมาจากทองเหลือง ซ่ึงมี
การฉลลุ ายรอบพานเพอ่ื เพ่ิมความสวยงาม
เป็นภาชนะบรรจุสิ่งของในพิธีกรรมต่าง ๆ
ถาดที่ใช้มีหลายประเภท มีท้ังชนิดท่ีเป็นโลหะ
ซึ่งนิยมทำจากเงิน ทองเหลือง และโลหะเคลือบสี
ชนิดท่ีไม่ใช่โลหะ คือ ถาดกระเบื้อง ถาดขนาดใหญ่
ใช้สำหรับใส่สำรับคาว-หวาน เคร่ืองกัณฑ์เทศน์
และของท่ีมีขนาดใหญ่ ถาดขนาดเล็กมีไวส้ ำหรับ ใส่ศีลทาน หรอื ใส่หมากพลู ยาสูบ ตัง้ ไว้ใกลอ้ าสนะ
ถวายพระสงฆ์ มีข้อสังเกตว่าถาดมักจะมีขาแสดงให้เห็นถึงความสูงจากพ้ืนสื่อถึงความเคารพ
สักการะผู้รบั ของในถาด
กรอบรูปทองเหลือง
เป็นกรอบรูปท่ี ใช้สำหรับแขวนผนัง
ลักษณะจะคล้ายถาดใส่ผลไม้ เจาะรูด้านหลัง
เพ่ือร้อยเชือกสำหรับแขวนผนัง แต่ในอดีตน้ัน
นิยมนำมาใส่รูปภาพ เพื่อเป็นการตกแต่งบ้านเรือน
ให้สวยงาม และเปน็ การเกบ็ ภาพไว้เป็นทรี่ ะลึก
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ที่มา : www.silpa-mag.com
เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ ทรงสนพระทัยการถ่ายรูป
เป็นอนั มาก จากพระราชนิพนธ์เร่ืองเสดจ็ ประพาสต้น
ครั้งที่ ๒ ท่ีกล่าวถึงการเสด็จเยี่ยมประชาชนในปี
พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงแวะถ่ายรูปผู้คนพลเมือง สถานที่
เหตุการณท์ กุ หนทุกแหง่
พานทองเหลอื ง
พานเป็นส่ิงสำคัญมากในวัฒนธรรมไทยตาม
ประเพณีดั้งเดิม โดยทั่วไปพานใช้กับการสักการบูชา
ในพิธีกรรม โดยใส่สิ่งของไว้ในพาน แล้ววางต้ังไว้
ที่แท่นสักการะ พานยังใช้สำหรับใส่สิ่งของท่ีมี
ความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น รัฐธรรมนูญซ่ึงเป็นกฎหมาย
สูงสุด พานยังใช้สำหรับใส่สิ่งของต่าง ๆ อาทิ ดอกไม้
ธปู เทียนในพิธีกรรมของพทุ ธศาสนา เพ่อื ถวายส่งิ ของ
นั้น ๆ ให้พระสงฆ์หรือผู้ท่ีจะบรรพชาเป็นพระสงฆ์
สำหรับกรณีหลังจะใช้พานใส่จีวรและบริขารต่าง ๆ
ในขบวนแหน่ าคจากบ้านไปยังวัด และในพิธกี ารสู่ขอ
เจ้าสาวก็จะใช้พานใส่สินสอดทองหมั้นเพ่ือมอบแด่
ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว สมัยก่อนเมื่อชาวไทยยังนิยม
กินหมากและพลู เคร่ืองหมากพลูต่าง ๆ จะจัดใส่ไว้
ในพานเพื่อตอ้ นรบั แขกทีม่ าเย่ียมเยอื นเปน็ ประเพณี
กระถางธปู
ธูป เป็นส่ิงที่ใช้เป็นเครื่องสักการบูชาต้ังแต่
สมัยอียิปต์โบราณ เพ่ือบชู าเทพเจ้าหรอื ทำให้เทพเจ้า
พอใจด้วยของหอม ในอดีตธูปทำจากเนื้อไม้หอม
และกระถางธูปที่ทำจากทองเหลือง สำหรับบรรจุ
ทรายหรือข้าวสาร สำหรับปักธูป เป็นเคร่ืองตั้งโต๊ะบูชา
ประกอบด้วย แจกัน เชิงเทียน กระถางธูป และพาน
ดอกไม้ เป็นต้น
กาน้ำชาลายมังกร
มังกรจีนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ
ความยิ่งใหญ่ความดีงาม และอำนาจบารมีในอดีต
จึ ง นิ ย ม น ำ ล วด ล าย มั งก รม าว าด ล งข้ าวข อ ง
เคร่ืองใช้ต่าง ๆ เพ่ือเพิ่มความสวยงามและ
เช่ือว่าเป็นการเพ่ิมอำนาจบารมี เสริมสร้าง
สิรมิ งคล ใหต้ นเองตราบจนถงึ ทุกวนั น้ี
หาบแร่
กำเนิดของหาบเร่ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานที่แน่ชัด
หากได้ผูกพันกับวิถีชีวิตของไทยมาแต่โบราณ เป็นสาย
ป่านเพอื่ การดำเนินชีวิตท่ีสืบสานต่อกนั เรื่อยมา และคง
เอกลักษณ์ไทย ลักษณะของหาบแร่ ความสูงของหาบ
อยู่ในระดับเอว เดิมตัวหาบเป็นภาชนะท่ีทำด้วย
ทองเหลือง ไม้คานทำด้วยไม้เน้ือแข็ง เพ่ือให้สามารถ
รับน้ำหนักของหาบ มีไม้ไผ่ชิ้นเล็ก ๆ สำหรับเคาะเป็น
สัญญาณให้ทราบว่า ก๋วยเต๋ียวหาบมาแล้ว ภาพของ
"หาบเร่" กำลังจะเปลี่ยนไป ตามความเจริญ ของ
บ้านเมือง หลายแบบได้สูญหายไปแล้วเหลือไว้เพียง
ความทรงจำ ปัจจุบันยังคงพบเหน็ ได้ที่จงั หวดั อุทยั ธานี
จักรยานโบราณ
ไทยเริ่มมีจักรยานใช้เป็นคร้ังแรกใน
สมัยรัชกาลท่ี 5 โดย เจ้าพระยาภาสกรวงศ์
(พร บุนนาค) ซึ่งได้นำจักรยานเข้ามาถวาย
แก่ พ ระบ าท สม เด็ จพ ระจุลจอมเก ล้า
เจ้าอยู่หัว หลังจากการเดินทางกลับจากการ
ปฏิบตั ิหน้าท่ีพิเศษที่กรุงลอนดอน จักรยานที่
นำเข้ามานน้ั มีลักษณะลอ้ หน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก
ก่ อ น ห น้ า ที่ จ ะ พั ฒ น า ม า เป็ น จั ก ร ย า น ล้ อ
เท่ากัน
“รถไบไซ เกล์ [จักรยาน] คือ รถถีบ มี 2 ล้อเรียงกนั มรี าคา
ขายคนั ละ 100 บาทข้ึนไป จนถงึ คันละ 300 บาทเศษ”
เหตุท่ีคนไทยนยิ มขจี่ ักรยานเป็นพาหนะ เพราะเร่ิมมี
ถนนหนทางเกิดขึ้น ความนิยมข่ีจักรยานของคนไทย
ยังปรากฏในวรรณกรรมข้ึนช่ือเรื่องส่ีแผ่นดิน ผลงานของ
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้บรรยายถึงความนิยม ทม่ี า : www.madchima.com
ในการข่ีจกั รยานในสมัยรัชกาลท่ี 5 ไวว้ า่ …
“พลอยจำได้ว่าปีนั้นเป็น ร.ศ.118 และพอกลับมาถึงในวังได้ไม่เท่าไร ก็บังเกิดความ
ตื่นเต้นนิยมขี่จักรยาน หรือที่เรียกกันในขณะน้ันว่ารถ ‘ไบซิเกิ้ล’ อย่างขนานใหญ่ เจ้านายข้างใน
เกือบทุกพระองค์หัดทรงจักรยาน แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหัดอยู่พักหนึ่งท่ี สวนเต่า…ความนิยม
ถบี จักรยานเรมิ่ จากเจ้านายและคุณจอม แล้วก็เริ่มแพรห่ ลายไปถึงคนตามตำหนกั ต่าง ๆ”
เครอื่ งสีฝัด
สีฝัด เป็นเคร่ืองฝัดข้าว ที่ชาวนาใช้สำหรับแยก
เมล็ดขา้ วเสีย (ข้าวลีบ) และผงฝุ่นละอองออกจากข้าวดี
ชาวนาก็จะนำเมล็ดข้าวดีที่ผ่านเคร่ืองสีฝัดแล้ว นำไป
จำหน่ายหรือนำไปเก็บในยุ้งฉาง ไว้สีรับประทาน หรือ
เก็บไว้เพาะปลูกต่อไป สีฝัดเป็นเครื่องเป่าลมทีมี
ชุดใบพัดหลายใบอยู่ในตัวสีฝัด ทำด้วยไม้ผสมเครื่อง
เหล็ก รูปทรงมีลักษณะเป็นกล่อง มีขา ๔ ขา ด้านหลัง
กลมมน อีกดา้ นหนงึ่ โปรง่ ด้านบนมีที่สำหรับใส่ข้าวเปลือก
ให้ไหลลงสู่ตระแกงเหล็ก ท่ีมีลักษณะห่าง ๆ ด้านหน้ามีใบพัดหมุนด้วยมือ ใบพัด จะพัดเศษผงและ
ข้าวลีบออกไปด้านหลัง ข้าวดีทีม่ นี ำ้ หนกั มากกวา่ จะตกลงด้านหนา้ สีฝัด
อาชีพหลักของชาวมีนบุรีในอดีตน้ัน คือการเกษตรและหาปลา เน่ืองจากมีนบุรีมีแหล่ง
นำ้ มาก ซึ่งพบสัตว์น้ำหลายชนดิ เชน่ ปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ ปลาสวาย ปลาช่อนนา เป็นต้น
ห้องนี้จึงได้มีการจัดแสดงอุปกรณ์พื้นบ้านต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ เพื่อใช้ในการจับปลาเช่น ข้อง อี้จู้
สมุ่ ไซ ฯลฯ
ข้อง
ข้อง เป็นเครื่องจักสาน ใช้สำหรับใส่ปลา สานด้วยไม้ไผ่ ถ้ามีขนาดใหญ่เรียกว่า “ข้องหลวง”
ถ้ามีรูปทรงแนวนอนเรียกว่า “ข้องเป็ด” ใช้ใส่ปลา กุ้ง หอย ทุกชนิด ใช้ในเวลาที่ออกหาปลา
โดยผูกข้องไว้ที่เอว ถ้าจับปลาที่มีขนาดใหญ่นิยมใช้ข้องเป็ด เพราะปลาไม่ต้องงอตัวอยู่ในข้อง
ปลาจะนอนตามความยาวของตัวข้อง จะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้นาน ถ้าขังปลาด้วยข้องเป็ดแล้ว
นำไปแชน่ ำ้ ทีไ่ หล ยง่ิ จะทำใหป้ ลามชี ีวติ อยไู่ ด้หลายวนั
สมุ่
เป็นเคร่ืองมือสำหรับครอบจับปลาในน้ำต้ืน ทำจากไม้ไผ่
ประมาณ 60 เส้น สานข้ึนเป็นรูปวงกลม ใช้เป็นเส้นตั้งกระจาย
เป็นรัศมีโดยรอบ จากน้ันจงึ ดัดให้มนโค้งลงเท่ากันทุกเส้น ใช้ไม้ไผ่
สานข่มหน่ึงยกหนึ่งให้มีตาห่างพอสมควร ตอนบนเป็นวงแคบ
แล้วค่อยบานผายกว้างออกท่ีปลายโคน นับเป็นของใช้พ้ืนบ้าน
ที่มีอยู่ท่ัวทุกภาค การสุ่มปลามักสุ่มในห้วงน้ำ ไม่กว้างและไม่ลึกนัก
สมุ่ ไปเร่ือย ๆ เหมือนคำวา่ สมุ่ ส่สี ่มุ ห้า แล้วเอามือลว้ งควานภายในสุ่ม
ถา้ ครอบปลาได้จะควานจบั ใส่ข้องทม่ี ดั สะพายตดิ ตัวไป
อีจู้
เป็นเคร่ืองดักปลาไหลชนิดหน่ึงสานด้วยไม้ไผ่
มีงาแซงอยู่ริมก้นใส่เหยื่อไว้ในกะพล้อ บางแห่งเรียก
อีจู้ว่า กระจู้ หรือจู้ มีลักษณะกลม ป่องส่วนก้น
แล้วเรียวท่ีส่วนบน คล้ายคนโทใส่น้ำบางชนิด หรือ
คล้ายรูปหม้อคอสูง ขนาดของอีจู้โดยท่ัวไปวัดตาม
เส้นผ่าศูนย์กลาง ส่วนก้นมีความยาวต้ังแต่ 20 - 40
เซนติเมตร เม่ือวางตัง้ มคี วามสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตร
จนสูง 1 เมตร การสานอีจู้ใช้ตอกไม้ไผ่เหลาบาง ๆ
เร่ิมสานท่ีก้นเป็นลายขัดส่ีเหล่ียมเป็นตาห่าง ๆ
แต่ต้องไม่ให้ปลาไหลลอดออกไปได้ แล้วสานใน
แนวต้ังขึ้นมาเป็นลายขัดทึบ สานปลายปากอีจู้เรียว
แคบลงทีละน้อย ส่วนริมปลายปากจะบานออก
เล็กน้อย เพื่อวางที่ปิดส่วนใหญ่ใช้กะลามะพร้าว
หรือเศษฟางเศษหญ้าจุกปากให้แน่น ริมก้นอีจู้ด้านหนึ่งจะสานเป็นช่องวงกลมไว้ เพ่ือใส่งาแซง
ให้ปลาไหลเข้า โดยท่ัวไปแล้วอีจู้แต่ละอันจะมีงาแซงอยู่ ๑ ช่องเท่าน้ัน ภายในสานไส้อีจูจ้ ะทำด้วย
ไม้ไผ่ลายขัดห่าง ๆ ทำเป็นกรวยใส่เหยื่อล่อปลาไหล บางทีเรียกว่า “กะพล้อ” หรือรอง
สามารถดึงเข้าดึงออกได้ เหยื่อท่ีใส่ให้ปลาไหลเข้าไปกิน มักใช้เน้ือหอยโข่งนา ปูตายทุบให้แหลก
หรอื เนอ้ื ปลาสับ
การดักปลาไหล จะดักนำ้ นงิ่ ตามริมหนอง คลอง บึง
หรือตามแปลงนา ความลึกของน้ำไม่มากนัก ต้องให้ส่วน
ปลายปากอีจู้โผล่พ้นน้ำเพราะปลาไหลจะได้ข้ึนมาไม่ได้
ใช้ใบหญ้าคลุมอจี ู้ แต่งช่องทางให้ปลาไหลเข้าไปทางงาแซง
ได้สะดวก ช่องงาแซงอยู่ในระดับพื้นดนิ ใต้นำ้ พอดี ปลาไหล
ซึ่งอาศัยอยู่ในโคลนเลน เม่ือได้กลิ่นเหย่ือจะหาทางเข้าไป
กินจนกระทั่งเข้าช่องงาแซงนั้น แต่ก็ไม่สามารถกินเหยื่อได้
เพราะใส่ไว้ในกะพล้ออีกช้ันหนึ่งทำให้เหยื่อไม่หมด ปลาไหล
ตัวอ่ืน ๆ จะเข้าไปอีก การกู้อีจู้อาจกู้วันละครั้ง หรือดักไว้
หลาย ๆ วันกอ่ นจงึ มากกู้ ไ็ ด้
ไซ
ไซ เป็นเครื่องมือดักสัตว์น้ำ โดยมากดักปลาในกลุ่มปลาเล็กปลาน้อย ใช้งานในแหล่งน้ำ
ไม่ลึก มักเป็นแหล่งน้ำไหลและเป็นการเปิดช่องระบายน้ำเข้าออกตามบิ้งนาคันนา ไซมีหลาย
รปู ทรง ตงั้ ชื่อตามรปู ทรงนัน้ ๆ
ไซปากแตร สานเป็นรูปกรวยปากไซบานออกเป็นรูปปากแตร สานเป็นทรงกระบอกและ
ทำปากทางเข้าเป็นงาแซง ใช้หวายผูกร้อยซ่ีไม้ไผ่เป็นช่องถ่ี ๆ แม้แต่กุ้ง และปลาตัวขนาดเล็ก
เล็ดออกไม่ได้ มีความยาวตั้งแต่ 1-2 เมตร เวลาดักไม่ใส่เหย่ือล่อไว้ภายในแต่วางดักไว้ตามคันนา
หรอื ใชเ้ ฝือกก้ันปลาเหมาะสำหรับดกั ตามช่องน้ำไหล
เรือหาปลา
ในสมัยกอ่ นคนพ้นื ถิ่นรมิ แมน่ ้ำใช้เรอื ในการหาปลา ซ่ึงคนหาปลารุ่น ๗๐ ปีข้นึ ไป ในอดีตใช้
แพไม้ไผ่เพื่อหาปลาในแม่น้ำ เม่ือเลิกใช้แพแล้ว เรือก็ได้เข้ามาแทนที่ แรกๆ น้ันเป็นเรือขุดหรือ
เรือโกน ซึ่งทำข้ึนเพื่อใช้ในการหาปลาโดยเฉพาะ คนหาปลาในแม่น้ำไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำสายใดใน
โลกล้วนต้องพึ่งพาเรือแทบจะทุกคน ส่วนเคร่ืองมือท่ีใช้สำหรับหาปลาของประมงพ้ืนบ้าน
คือ แห ซ่ึงเป็นเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่ง ท่ีถักเป็นตาข่ายใช้ทอด (เหว่ียง) ให้แผ่เป็นวงลงในน้ำ
แล้วต้องดึงข้ึนมาจากน้ำ ให้ขอบชายแหรวบปลาเข้ามาในเพา (ขอบถุงตาข่ายแห) ให้ได้ปลา
จำนวนมาก
หอ้ งท่ี 4 หอ้ งการเมอื งการปกครอง
ห้องนี้ได้รวบรวมภาพถ่ายของผู้ปกครองเมืองมีนบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย
ภาพถ่ายของผู้ว่าราชการจังหวัดมีนบุรี คนแรกและคนเดียว คือ หม่อมเจ้าสง่างาม สุประดิษฐ์
นอกจากน้ี ยังมีภาพถ่ายของนายอำเภอมีนบุรี หัวหน้าเขตมีนบุรี และผู้อำนวยการเขตมีนบุรี
เท่าทส่ี ามารถรวบรวมไดจ้ ัดแสดงไวด้ ้วย
ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดมนี บุรี
หมอ่ มเจ้าสง่างาม สุประดิษฐ์
ผู้วา่ ราชการจังหวัดมนี บรุ ี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2400 – 2460
นายอำเภอมีนบุรี
จงั หวัดพระนคร
1. หลวงมนี บาลบรู ณศกั ดิ์ พ.ศ. 2466 20. หลวงสหี บุรานุกิจ พ.ศ. 2497
2. หลวงวิจารณภธู ร พ.ศ. 2466 21. นายเอยี่ ม เกรยี งศิริ พ.ศ. 2499
3. หลวงนรกิจบรหิ าร พ.ศ. 2468 22. นายอรณุ นาถะเดชา พ.ศ. 2500
4. หลวงสรรพกจิ จำนง พ.ศ. 2468 23. นายแมน้ ศรรี ฐั พ.ศ. 2503
5. หลวงศรีวเิ ศษ พ.ศ. 2469 24. นายบรุ ี พรหมลักขโณ พ.ศ. 2504
6. ขุนบำรงุ รตั นบุรี พ.ศ. 2470 25. นายอุทิศ ขันธพนิ พ.ศ. 2509
7. นายสทุ ิน ววิ ัฒนะ พ.ศ. 2476 26. นายอำนวย สวุ รรณปาล พ.ศ. 2512
8. นายเพิ่ม ศราทธทตั พ.ศ. 2477 27. นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์ พ.ศ. 2515
9. ขุนบวรประชานันท์ พ.ศ. 2479
หวั หน้าเขตมนี บุรี
10. ขุนราษฎร์ธราธร พ.ศ. 2480 กรุงเทพมหานคร
11. หลวงคเชนทรามาตย์ พ.ศ. 2481 1. นายสุนทร ศรเี พ็ญ พ.ศ. 2516
12. ขุนศริ ริ ฐั เขต พ.ศ. 2483 2. นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา พ.ศ. 2518
13. นายเปล่ง จุลเนตร พ.ศ. 2486
3. นายเสนาะ เอยี่ มโอภาส พ.ศ. 2518
14. นายชำนาญ ยุวบูรณ์ พ.ศ. 2488
15. นายเชวง ไชยสตุ พ.ศ. 2488 4. นายสุนาท สถิรบตุ ร พ.ศ. 2519
16. นายเทยี่ ง เฉลิมชว่ ง พ.ศ. 2489
17. ขนุ สขิ รภมู าธกิ าร พ.ศ. 2490 5. นายชนะศกั ดิ์ ยวุ บรู ณ์ พ.ศ. 2520
18. ขุนขจิตรสารกรรม พ.ศ. 2494
19. นายสอาด ปายะนนั ท์ พ.ศ. 2496 6. นายสุธี สุชาติเวชภมู ิ พ.ศ. 2521
7. นายวิจิตร เวชรงั ษี พ.ศ. 2524
ผูอ้ ำนวยการเขตมนี บุรี
กรุงเทพมหานคร
1. นายวฒั นา กาญจนดุล พ.ศ. 2528 10. นายสรุ นิ ทร์ ภ่ปู ระเสริฐ พ.ศ. 2548
2. นายนพิ นธ์ สวางคพฒั น์ พ.ศ. 2429
3. นายสุทธิชยั ทรรศนสฤษด์ิ พ.ศ. 2532 11. นายกริช วชั รศิริธรรม พ.ศ. 2550
4. นายอนันต์ ศิรภิ ัสราภรณ์ พ.ศ. 2532
5. นายสมบูรณ์ อานิกวงศช์ ยั พ.ศ. 2535 12. ว่าท่ี ร.ต.เศวตชยั ทรัพยบ์ ญุ มี พ.ศ. 2552
6. นายทวีศักดิ์ เดชเดโช พ.ศ. 2538
13. นายอรณุ พ่วงสมบตั ิ พ.ศ. 2554
7. นายสมชาย จนั ทนะศริ ิ พ.ศ. 2541
8. นายบรรจง สุขดี พ.ศ. 2543 14. นายสมโภชน์ พงษเ์ สมา พ.ศ. 2556
9. นายชยั วัธน์ องั กิตานนท์ พ.ศ. 2547
15. นายประเสรฐิ ฉวีอินทร์ พ.ศ. 2559
16. นายสวา่ ง แกว้ มณี พ.ศ. 2559
17. นายไพโรจน์ จนั ทรอด พ.ศ. 2560
นายอำเภอมีนบรุ ี จังหวดั พระนคร
นายเพม่ิ ศราทธทัต นายเปล่ง จุลเนตร
นายอำเภอมีนบุรี นายอำเภอมีนบุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2477 ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2486
นายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายเท่ยี ง เฉลมิ ช่วง
นายอำเภอมีนบรุ ี นายอำเภอมนี บุรี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2488 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2489
นายอรณุ นาถะเดชา นายแมน้ ศรีรัฐ
นายอำเภอมีนบรุ ี นายอำเภอมีนบุรี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2503
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2500
นายบรุ ี พรหมลักขโณ นายอทุ ิศ ขนั ธพิน
นายอำเภอมนี บุรี นายอำเภอมนี บรุ ี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2509
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2504
นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์
นายอำเภอมีนบุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2515
หัวหน้าเขตมีนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร
นายทองตอ่ กลว้ ยไม้ ณ อยธุ ยา นายเสนาะ เอี่ยมโอภาส
หวั หนา้ เขตมีนบรุ ี หวั หนา้ เขตมีนบุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2518 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2518
นายสุนาท สถิรบุตร นายชนะศักดิ์ ยวุ บูรณ์
หัวหน้าเขตมีนบรุ ี หวั หนา้ เขตมีนบรุ ี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2519
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2520
นายสุธี สุชาติเวชภูมิ นายวิจิตร เวชรังษี
หัวหน้าเขตมีนบรุ ี หวั หนา้ เขตมีนบรุ ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2521 ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2524
ผอู้ ำนวยการเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
นายวัฒนา กาญจนดลุ นายนิพนธ์ สวางคพฒั น์
ผอู้ ำนวยการเขตมีนบุรี ผ้อู ำนวยการเขตมีนบรุ ี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2528 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2529
นายสทุ ธชิ ัย ทรรศนสฤษดิ์ นายอนนั ต์ ศริ ภิ สั ราภรณ์
ผอู้ ำนวยการเขตมีนบุรี ผอู้ ำนวยการเขตมนี บุรี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2532
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2532
นายสมบรู ณ์ อานกิ วงศ์ชัย นายทวศี ักดิ์ เดชเดโช
ผอู้ ำนวยการเขตมีนบุรี ผู้อำนวยการเขตมนี บรุ ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2538
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2535
นายสมชาย จนั ทนะศิริ นายบรรจง สุขดี
ผอู้ ำนวยการเขตมนี บุรี ผู้อำนวยการเขตมีนบรุ ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2541 ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2543
นายชยั วัธน์ องั กิตานนท์ นายสรุ ินทร์ ภ่ปู ระเสริฐ
ผอู้ ำนวยการเขตมนี บรุ ี ผอู้ ำนวยการเขตมนี บุรี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2547 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2548
นายกรชิ วชั รศิริธรรม วา่ ทรี่ อ้ ยตรี เศวตชยั ทรัพยบ์ ญุ มี
ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี ผอู้ ำนวยการเขตมนี บุรี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2550
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2552
นายอรณุ พ่วงสมบตั ิ นายสมโภชน์ พงษ์เสมา
ผ้อู ำนวยการเขตมีนบุรี ผู้อำนวยการเขตมนี บุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2554 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2556
.
นายประเสรฐิ ฉวีอินทร์ นายสว่าง แก้วมณี
ผอู้ ำนวยการเขตมีนบุรี ผอู้ ำนวยการเขตมนี บุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2559 ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2559
นายไพโรจน์ จันทรอด
ผ้อู ำนวยการเขตมีนบรุ ี
ดำรงตำแหนง่ พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบนั
จัดแสดงข้าวของเคร่ืองใช้สำนักงานในสมัยโบราณ เช่น วงเวียน เครื่องคิดเลข โทรศัพท์
เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง ถังน้ำมัน สัญญาณเตือนภัย ฯลฯ และอุปกรณ์การแต่งกาย
ของข้าราชการในสมยั ก่อน เช่น หมวกทหาร หมวกตำรวจ มีดดาบ ซองปืน กระเป๋าหนัง ฯลฯ
วงเวียนโบราณและมดี ดาบ
วงเวียน นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกโบราณ
เป็นผู้ริเริ่มการสร้าง พวกเขาใช้ วิธีนี้ ในการสร้าง
รูปหลายเหลี่ยมต่าง ๆ แต่บางรูปก็ไม่สามารถ
สร้างได้ ฟรีดริช เกาส์ (ค.ศ.1777 - 1855)
นักคณิ ตศาสตร์ชาวเยอรมัน เจ้าของฉายา
“เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์” เกาส์แสดงให้เห็นว่า
รูปหลายเหล่ียมบางรูปนั้น สร้างได้โดยใช้วิธีนี้
แต่รปู สว่ นใหญน่ ้ันไม่สามารถสร้างได้
เครื่องมือสำหรับเขียนวงกลม ส่วนโค้งของวงกลม หรือกะระยะ ทำด้วยโลหะ มี ๒ ขา
ปลายข้างหน่ึงแหลม ปลายอีกข้างหนึ่งมีดินสอ อีกแบบหนึ่งมีปลายแหลมทั้ง ๒ ข้าง แบบหลังนี้
ใชส้ ำหรบั เขยี นบนโลหะก็ได้
มีดดาบ มีดดาบไทยในอดีตท่ีผ่านมา ท่มี า : FB ประวตั ิศาสตรฮ์ าเฮ
ถูกสร้างข้ึนมาร่วมกับศาสตราวุธอ่ืน ๆ เช่น
หอก ทวน หลาว ฯลฯ เพ่ือใช้ในการรบปอ้ งกัน
ชาติบ้านเมืองจากศัตรูผู้รุกราน ใช้ในการรบ
เพื่อขยายอาณาเขตดินแดน กระท่ังใช้ในการ
รบเพ่ือกอบกู้เอกราชของชาติ หรือมีไว้เพื่อ
ป้องกนั ตวั เอง นับตั้งแต่สมัยกรงุ สุโขทัย ลพบุรี
อยุธยาเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ มีช่าง
ตีดาบฝีมือดีเกิดขึ้นทุกยุคสมัย รูปแบบของ
ดาบในแต่ละยุคจึงแตกต่างกันไป ตามความ
ต้องการของผู้ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือกองทัพ
เพือ่ ใชใ้ นการรบ และรองลงมาคือ ชาวบ้านทัว่ ไป
ทีม่ ไี วเ้ พอ่ื ปอ้ งกนั ตัว
ซองปืนโบราณ
ปืนแต่ละชนิดใช้ซองปืนท่ีมีลักษณะและขนาดที่แตกต่างกันออกไป มีท้ังแบบปืนพกท่ีมี
ซองปืนขนาดเล็ก และปืนยาวที่มีซองปืนขนาดใหญ่มีสายคล้องสำหรับสะพายไหล่ ซองปืนใน
สมัยโบราณน้ันนิยมทำมาจากหนังวัว เพราะมีความคงทนและมีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี
ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ประโยชน์ของซองปืน คือ เพ่ือรักษาสภาพของปืนจากฝุ่น ความช้ืน
ผลกระทบทอ่ี าจทำให้ปืนขีดข่วน
เครื่องคดิ เลขโบราณ
ใน ปี ค .ศ .1944 ฮ าวเวิ ร์ ด ไอ เค น
ได้ออกแบบ เครื่องคำนวณอัตโนมัติได้สำเร็จ
ซึ่งนับเป็นเคร่ืองคำนวณอัตโนมัติเคร่ืองแรก
ท่ีสามารถคำนวณและเปรียบเทียบตามข้ันตอน
ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้โดยอัตโนมัติและนับเป็น
จุดเร่ิมต้นให้มีผู้ประดิษฐ์คิดค้นเคร่ืองคำนวณ
ข้ึนมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเคร่ืองคำนวณ
แบบใช้มือหมุนและมือโยก จนถึงในยุคปัจจุบัน
ที่เป็นเคร่ืองคำนวณระบบอิเล็กทรอนิกสข์ นาดเล็ก
สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะมี
ขนาดเล็กกระทัดรัด สามารถใช้คำนวณบวก
ลบ คูณ หาร คิดส่วนลดและคำนวณหาร้อยละ
และคำนวณค่าทางสถิตติ ่าง ๆ ตลอดจนสามารถ
บันทึกคา่ ความจำ
เครอื่ งเล่นแผน่ เสียง
เคร่ืองเล่นถูกคิดค้นในปี พ.ศ.1857
พัฒนาเร่ือยๆ จนเป็นเคร่ืองเล่นแบบไขลาน
เรียกว่า “แกรมโมโฟน” ปี พ.ศ.1896 เล่นกับ
แผ่นท่ีมีเครื่องผ่าศูนย์กลาง 10 น้ิว หนัก แข็ง
และแตกหกั ง่าย แตเ่ ปน็ ส่ิงเดียวท่ที ำให้ฟังเพลงได้
หลักการทำงานง่าย ๆ คือ แผ่นเสียง
มรี ่องขนาดเล็กจิ๋วเป็นจำนวนมาก ในร่องเหล่านี้
มีปุ่มขรุขระมากมาย เพื่อให้เข็มจากเครื่องเล่น
ว่ิงผ่าน เข็มเปรียบเสมือนตัวรับแรงส่ันสะเทือน วิ่งไปสัมผัสกับปุ่มในร่องจนเกิดคล่ืนเสียงส่งผ่าน
ลำโพง คล้ายปากแตร ถ้าฟังในสมัยน้ี เสียงค่อนข้างทุ้มต่ำ ไร้มิติ ฟังแล้วอุดอู้ แต่ถือว่าดีท่ีสุด
ของยุคน้ัน เล่นด้วยสปีด 78 RPM(รอบต่อนาที) เวลาลานไขไว้ใกล้หมด เสียงเพลงก็จะอืดลง
เหมอื นเทปยาน
เครอ่ื งพิมพ์ดีดโบราณ
เคร่ืองพิ มพ์ ดี ดเคร่ืองแรก เป็ น
ภาษาอังกฤษ สร้างโดยวิศวกร ช่ือ เฮนร่ี มิส ตอน
แรกเป็นแป้นพิมพ์ มีถึง 7 แถว 84 ปุ่ม ต่อมาได้มี
การสร้างปุ่ม Shift และรวมอักษร 2 ตัว ให้อยู่ใน
ปุ่มเดียวกัน จึงทำให้เป็นแป้นพิมพ์แบบ 2 ชั้น
ไมไ่ ด้รับความนยิ มอีกต่อไป
ในประเทศไทย นายเอดวิน แมคฟาร์แลนด์
เลขานุการส่วนพระองค์ของสมเด็จกรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ ดัดแปลงเคร่ืองพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ
เป็นเครอ่ื งพิมพ์ดีดภาษาไทย แต่เน่ืองจากภาษาไทยมีสระและวรรณยุกต์มาก จึงต้องใช้เคร่ืองพิมพ์ดีด
ท่ีมีแป้นมากกว่าชนิดอื่น คือย่ีห้อ สมิทพรีเมียร์ เม่ือ พ.ศ.2438 ต่อมา หมอยอร์ช บี แมคฟาร์แลนด์
(พระอาจวิทยาคม) ได้ปรึกษาและทำการค้นคว้า ใช้เวลา 7 ปี ก็วางแป้นอักษรใหม่สำเร็จ
ใน พ.ศ.2474 สามารถพิมพ์ได้ถนัดที่สุดและรวดเร็วท่ีสุด ให้ชื่อว่าแบบ “เกษมณี” และใช้มา
จนถึงปัจจุบันน้ี ต่อมามีการศึกษาพบว่าเคร่ืองพิมพ์ดีดแบบเกษมณียังมีข้อบกพร่อง และได้มีการ
คิดวางแป้นอักษรใหม่ ใช้ชื่อว่า “ปัตตะโชติ” ซึ่งสภาวิจัยแห่งชาติตรวจสอบแล้วว่าสามารถพิมพ์
ไดเ้ ร็วกว่าแบบเดิมประมาณ 25.8%
โทรศัพทโ์ บราณ
โทรศัพท์ถูกประดิษฐ์ข้ึนเป็นคร้ังแรกในปี
พ.ศ.2419 หลังจากนั้น 5 ปี ตรงกับปี พ.ศ.2424
โทรศัพท์ได้ถูก นำมาใช้เป็นคร้ังแรกในประเทศไทย
โดยสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟา้ ภาณุ-
รังษีสว่างวงศ์ เจ้ากรมกลาโหมในสมัยนั้น ได้ทรงดำริ
นำวิทยาการด้านการสื่อสารด้วยโทรศัพท์เข้ามาใช้
เป็นครั้งแรก โดยทดลองนำเครื่องโทรศัพท์มาติดต้ังที่
กรุงเทพฯ และท่ีปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ
วัตถุประสงค์ในเบ้ืองต้นเพ่ือใช้แจ้งข่าวเรือเข้า - ออก
ที่ปากนำ้ สมุทรปราการให้ทางกรุงเทพฯ ทราบ
สัญญาณเตอื นภัยสมัยโบราณ
สัญญาณเตือนภัย เป็นอุปกรณ์แจ้งเตือน
เมื่อพบความผิดปกติ ให้ผู้คนทราบถึงภัยอันตราย
ด้วยสัญญาณเสยี ง ช่วยใหผ้ ู้คนระมัดระวงั ตัวเอง
มากข้ึน และไหวตัวได้ทัน ทำให้หนีเอาตัวรอด
ได้เร็ว ซึ่งสัญ ญ าณ เตือนภั ยหรือหวูดนั้น
ใช้เตือนภัยในสงครามตั้งแต่สมัยสงครามโลก
ครงั้ ที่ 2
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เร่ิมมีการ
ท้ิงระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิ ตร เพื่อตัด
เส้ น ท า ง แ ล ะ ท ำ ล า ย ร ะ บ บ ส า ธ า ร ณู ป โ ภ ค
ในกรุงเทพ และเพ่ือตัดเส้นทางต่างๆ ของ
ญี่ปุ่นที่อาศัยในกรุงเทพและต่างจังหวัด หลังปี
พ.ศ.๒ ๔๘ ๕ ระเบิ ดเริ่มหนาตั วขึ้ น มาก
เนื่องจากยังส่งผลให้ชาวกรุงเทพเดือดร้อน ท่มี า : www.clipmass.com/story/113019
วิ่งหนีระเบิดกันทุกคืน คนกรุงเทพในยุคนั้นผวาเสียงหวูดสัญญาณกันมาก เมื่อได้ยินเสียงก็จะ
คว้าเอกสารสำคัญ และอะไรก็ได้ฉวยติดมือ บางบ้านก็รวมของสำคัญใส่ไว้ในตะกร้าจะได้ฉวยคว้า
ได้ทันเวลา วงิ่ ออกไปรวมกันนอกบ้าน
หมวกเหลก็ ของทหารในสมัยโบราณ
ห ม ว ก เห ล็ ก ส ำ ห รั บ ท ห า ร ก อ ง ทั พ ไ ท ย
รนุ่ Adrian Helmet Model 31 ผลิตจากประเทศ
เบลเย่ียม ส่งขายให้ประเทศไทย หมวกเหล็กแบบ
Adrian นี้ทำจากเหล็กเหนียวธรรมดาที่มีน้ำหนัก
เพียง 0.765 กิโลกรัม มีน้ำหนักเบา ออกแบบมา
เพื่ อป้ องกั น ศี รษ ะจากเศษ ก ระสุ น ปื น ให ญ่
ตราดา้ นหน้าของหมวก คือ ตราเสียสละชพี เพ่ือชาติ
ซ่ึงหมวกเหล็กนี้ทหารไทยใช้ในสมัยสงครามโลก
คร้ังที่ 2 ราวปี ค.ศ.1920 หมวกเหล็กได้กลายมาเป็นส่วนประกอบอันมีค่าของเคร่ืองแบบทหาร
ทเี่ ขา้ สสู่ มรภมู ิการรบชว่ ยลดอตั ราการสูญเสียชวี ติ ทหารลงได้เปน็ จำนวนมาก
วิทยุโบราณ
เครื่องรับวิทยุเกิดข้ึนในราว พ.ศ.2439 ในงานจัดแสดงของรัสเซีย โดย Alexander
Stepanovich Popov
ในประเทศไทยยุคแรกประมาณปี พ.ศ.2470 ได้ติดตั้งเคร่ืองส่งวิทยุระบบ AM ขนาด
200 วตั ต์ ณ ท่ีทำการไปรษณยี ์โทรเลข โดยการควบคุมของช่างวทิ ยกุ รมไปรษณยี ์โทรเลข นับเป็น
ครั้งแรกที่มีเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงออกอากาศ เครื่องรับวิทยุในยุคแรกนั้นเป็นชนิดแร่ มีเสียง
เบามากและตอ้ งใช้หฟู ัง ต่อมาเปลยี่ นเปน็ เครอ่ื งรับชนิดหลอดสุญญากาศมีความดังมากขนึ้
วันท่ี 25 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.2473
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัว ประชาชนต่างพากันต่ืนเต้น
แ ล ะ ปี ติ ยิ น ดี เป็ น ท่ี สุ ด เม่ื อ ไ ด้ รั บ ฟั ง
ก ร ะ แ ส พ ระ ราช ด ำรั ส ข อ งพ ระ บ าท -
สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตรง
จากเคร่ืองรับวิทยุเครื่องแรกท่ีใช้หูฟัง
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทไี่ ม่เคยปรากฏมาก่อน
เพราะในยุคน้ันน้อยครั้ง ที่สามัญชน
จะได้รบั ฟังกระแสพระราชดำรสั จากพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ ัวโดยตรง
ประมาณปี พ.ศ.2500 เป็นยุคเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ แต่ระยะแรกๆ ยงั มขี นาดใหญ่มาก
และต่อมามีการพัฒนาอุปกรณ์และวงจรให้มีขนาดเล็กลงตามลำดับ จนสามารถนำไปในสถานท่ี
ตา่ ง ๆ ได้ ทำให้กจิ การวทิ ยุเปน็ ทย่ี อมรับของประชาชนและมสี ถานีส่งเกดิ ข้ึนมากมาย
ถงั น้ำมนั โบราณ
นับต้ังแต่การค้นพบน้ำมัน ในปี ค.ศ.1859
มีการพัฒนารูปแบบในการกักเก็บของเหลวน่ากลัวและ
อันตรายชนิดน้ี อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เร่ิมตั้งแต่
บรรจุในถังไม้ ถังเหล็กยึดด้วยน็อต และในที่สุดเป็นถัง
เหล็กเช่ือมประกอบข้ึนรูป และเพ่ิงจะมีการพัฒนา
ข้อกำหนด ตลอดจนมาตรฐานต่างๆ ที่เก่ียวข้องการผลิต
และการทดสอบถงั เมอื่ ช่วงแรกของศตวรรษนเี้ อง
หนา้ กากกนั แก๊ส ช่วงสงครามจึงเห็นผู้คนทั่วไปไม่ว่า
หน้ากากกันแก๊ส เร่ิมต้นในช่วงสงครามโลก จะรวยหรือจน เพศไหน ต่างก็สวม
หน้ากากกันแก๊สพิษออกมา ทำกิจวัตร
ครั้งท่ี 1 กลุ่มทหารฝร่ังเศสนำมาเริ่มใช้ในปี ค.ศ. ประจำวนั กันเหมือนเป็นเร่ืองปกติ เพราะ
1914 นอกจากแก๊สน้ำตายังมีคลอรีนของ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงสงครามและอากาศ
ฝ่ายกองทัพเยอรมัน เมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เยื่อบุ จะเลวร้ายแค่ไหนทุกคนต่างก็มีหน้าที่
โพรงจมูกระคายเคือง ส่งผลต่อหลอดลม ปอด ท่ีต้องทำและชีวติ ที่ต้องดำเนินต่อไป สัตว์ก็
รวมถึงดวงตา กระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ได้รับผลกระทบ เพ่ือสร้างความปลอดภัย
การมองเห็น ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ Asphyxia จึงทำหนา้ กากกนั แกส๊ พิษสำหรบั สัตว์เลี้ยง
หรือ ภาวะร่างกายขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปน็ สุนัขหรอื ม้า
มีอาการเจ็บหน้าอก อาเจียน และเสียชีวิตภายใน
2-3 นาที
ทีม่ า : www.unlockmen.com
หมวกใบลาน
หมวกใบลาน ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า
กำเนิดขึ้นในช่วง พ.ศ.ใด แต่กำเนิดขึ้น
ในช่วงสมัยปลายกรุงศรีอยุธยามาแล้ว
เป็นงานศิลปหัตถกรรมท่ีทำขึ้น เพื่อใช้
ประโยชน์ในการประกอบอาชีพของชาวไทย
โดยตรง โดยศิลปะในการทำหมวกขึ้นมานั้น
กว่าจะได้หมวกใบหน่ึง ต้องใช้ความชำนิ
ชำนาญ แ ละ ความป ระ ณี ต ล ะ เอี ย ด อ่ อ น
เปน็ อยา่ งยง่ิ ไม่แพ้งานจักสานประเภทอืน่ ๆ เนือ่ งจากเปน็ งานท่ใี ชม้ ือลว้ น ๆ
หมวกทหารรกั ษาพระองค์
กิจการทหารรักษาพระองค์และ
ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เริ่มต้น
ครั้งแรก เม่ือปี พ.ศ.2402 ในขณะนั้น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมบุตร
ใน ร า ช ต ร ะ กู ล แ ล ะ บุ ต ร ข้ า ร า ช ก า ร ที่
ยังเยาว์วัยมาทดลองฝึกหัดเป็นทหารตาม
ยุทธวิธีแบบใหมเ่ ช่นเดียวกบั กรมทหารหน้า
ซง่ึ ในชั้นแรกน้ันมี 12 คน และให้ทำหน้าที่ไลก่ าท่ีบนิ มารบกวนในเวลาทรงบาตร ตลอดจนตัง้ แถว
รบั เสด็จฯ ณ ท่ีน้ันทุกเวลาเช้า มหาดเล็กเหลา่ นี้เอง (ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “ทหารมหาดเล็กไล่กา”)
คอื จดุ เริ่มตน้ ของกจิ การทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ของไทย
หมวกท่นี ำมาจัดแสดง คือ หมวกสำหรับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ทใ่ี ชใ้ นการประกอบ
พระราชพธิ ีต่าง ๆ
หมวกตำรวจ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ผูก
ตราประจำประเทศข้ึนเป็นคร้ังแรก เม่ือ พ.ศ.2416
โดยเรียกกันทว่ั ไปว่าตราแผ่นดนิ หรือตราอาร์ม ซ่ึงตรา
ดังกล่าวน้ีเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ซึ่งใช้
สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธย หรือกำกับนาม
ผ้สู ำเร็จราชการแทนพระองค์
ส ำห รั บ ต ราห น้ าห ม วก ต ำรวจ ใน ปั จ จุ บั น น้ั น
เร่ิมใช้กันต้ังแต่ปี พ.ศ.2492 โดยได้มีการนำตราแผ่นดิน
ทมี่ า : www.thaicop.blogspot.com ของรัชกาลที่ 5 มาลงอักษรคำว่า "พิทักษ์สันติราษฎร์"
สำหรับหน้าหมวกตำรวจรุ่นท่ี 4 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.2478 เป็นโลหะรูปส่ีเหล่ียมรี มีปทุมอุณาโลม
อยู่กลางกงจกั ร โดยรอบนอกกงจักรมลี ายเพลิงสว่ นในกงจกั รมีอักษร "พทิ ักษส์ ันตริ าษฎร"์
ดงั นั้นตราหน้าหมวกในปัจจุบนั ท่ีทำดว้ ยโลหะสีเงิน
ดุนเป็นตราแผ่นดิน และจารึกคำวา่ พิทักษ์สันติราษฎรน์ ้ัน
จึงเป็นตราหน้าหมวกตำรวจรุ่นที่ 5 โดยในตราแผ่นดิน
จะมีพุทธภาษิตจารึกไว้ว่า "สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี
วุฑฒิสาธกา" ซ่ึงแปลว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ
ย่อมยังความเจริญให้สำเร็จ อันเป็นพุทธภาษิตท่ีจำเป็น
สำหรับข้าราชการตำรวจ ซ่ึงปฏิบัติหน้าท่ีโดยอาศัยความ
พร้อมเพรียงเป็นหลัก ดังนั้ นเมื่อ รวมกับ ตัวอักษ ร
ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จึงหมายถึง พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ
และภาระหน้าท่ตี ำรวจในการบำบัดทุกข์บำรงุ สุขแกป่ ระชาชน
คกุ ขีไ้ ก่
จดุ เด่นของห้องนี้ก็คือ ช่องทางเล็ก ๆ เพ่ือลงไปยัง
“คุกขี้ไก่” ขุดดินลึกลงไปประมาณ 1 ห้อง ซึ่งอดีตใช้เป็น
ท่กี ักขงั นักโทษ ลกั ษณะจะเตยี้ จนยืนไม่ได้และนอนไมไ่ ด้
เนื่องจากพ้ืนดินด้านล่างที่มีแต่น้ำสกปรก จึงเรียกกันว่า
“คุกข้ีไก่” และบริเวณรอบตัวอาคารจะมีช่องเล็ก ๆ
เพ่ือเปน็ ช่องระบายอากาศภายในคกุ
ต้นแบบของคุกข้ีไก่นั้น อยู่ท่ีจังหวัด
จันทบุรี สร้างเมื่อปี พ.ศ.2436 (ร.ศ.112)
ฝร่ังเศสได้เข้ามายึดครองจังหวัดจันทบุรี และ
ได้สร้างคุกข้ีไก่น้ีขึ้นมา เพื่อกักขังนักโทษทั้ง
ทหารญวน คนจีน คนในบังคับของฝร่ังเศส
รวมทั้งคนไทยท่ีต่อต้านฝรั่งเศส ลักษณะเป็นอาคาร
รูปสี่เหลี่ยมจัตุรสั ลบเหล่ยี ม ก่อด้วยอิฐ กว้าง 4 เมตร
สูง 10 เมตร ช้ันบนเป็นที่เล้ียงไก่สำหรับถ่ายมูลใส่
หัวนักโทษข้างล่าง คุกน้ีเลิกใช้งานเม่ือทหารฝรั่งเศส
ถอนกำลงั ออกจากเมืองจนั ทเ์ มอ่ื ปี พ.ศ.2447
ทีม่ า : www.daiduavkan.com
ห้องท่ี 5 หอ้ งศาสนา
ศาสนาทปี่ ระชาชนในพื้นทเ่ี ขตมีนบุรใี ห้ความนับถอื มที ั้งหมด 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาคริสต์
ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ โดยห้องน้ีจะกล่าวถึง 2 ศาสนาหลัก ๆ ที่ชาวมีนบุรีส่วนใหญ่
ใหค้ วามนบั ถอื คอื ศาสนาอสิ ลามและศาสนาพทุ ธ
จัดแสดงห้องละหมาดจำลองพร้อมอุปกรณ์
ในการละหมาดของศาสนาอิสลาม ได้แก่ ซายาดะห์
(ผ้าปูละหมาด), หมวกกะปิเยาะห์, คัมภีร์อัลกุรอาน,
ลาฮา(แท่ นรองคัม ภี ร์อัลกุรอาน ), ต ะลาก ง
(ชุดละหมาดผู้หญิง) และผ้าโสร่ง เปน็ ต้น
การละหมาด คือ ศาสนกิจของศาสนาอิสลาม มีเวลาละหมาด 5 เวลาต่อวัน เป็นการ
แสดงออกถึงความเคารพต่ออัลลอฮฺท้ังทางร่างกายและจิตใจ ด้วยความสงบและความสำรวม
อีกทั้งยังนับว่าเป็นศาสนกิจประจำวันท่ีสำคัญท่ีสุดในศาสนาอิสลามด้วย อัลลอฮฺได้ทรงบัญญัติ
ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเวลาละหมาดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน มีใจความสำคัญว่า ก่อนเริ่มการละหมาด
จะต้องอาบน้ำละหมาดทุกครั้ง แต่หากในกรณีท่ไี มม่ ีนำ้ สามารถใช้ตายัมมมุ คอื ฝุ่นดินท่ีมคี วามสะอาด
ทดแทนได้
ละหมาด มีความหมายถงึ การขอพร ซึ่งในทางศาสนาแล้วการละหมาด หมายถึง การกลา่ ว
และการกระทำอันประกอบไปด้วยการตักบีร และจบลงด้วยการให้สลาม การละหมาดเป็นการ
สร้างความเป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกนั ของมุสลิมทั่วโลก
ที่มา : www.sanook.com
ในส่วนของศาสนาพุทธนั้น มีการจัดแสดงพระพุทธรูป
ประจำจังหวัดมีนบุรี ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิคู่เมืองมีนบุรี เป็นพระปางมาร
วชิ ัย เนอ้ื นวโลหะปดิ ทองทง้ั องค์ มีขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว สร้างขึ้น
เม่ือ พ.ศ.2470 เป็นท่ีสักการะบูชาของชาวมีนบุรี ประดิษฐาน
อยู่ที่เรือนไม้สัก โดยมีจารึกท่ีฐานพระพุทธรูป ดังนี้ “สำหรับ
ศาลากลางจังหวดั มนี บรุ ี ปเี ถาะ พุทธศักราช 2470”
เน่ืองจากพระพุทธรูปประจำจังหวัดมีนบุรี ประดิษฐาน
อยู่ท่ีเรือนไม้สัก ไม่สะดวกท่ีชาวมีนบุรีจะสักการะบูชา ต่อมา
เม่ือปี พ.ศ.2543 จึงได้สร้างพระพุทธรูปจำลองจากพระ
ประจำเมืองมีนบุรี หน้าตัก 39 นิ้ว ได้ประกอบพิธีเททองหล่อ
พระพุทธรูป เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543
ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตมีนบุรี
พระพุทธรูปแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ.
2544 และนำพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน
ณ หอพระ ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9
เขตมีนบุรี เพ่ือให้พุทธศาสนิกชนท่ัวไปได้
สัก ก าระบู ชา ซ่ึ งสม เด็ จพ ระสั งฆ ราช
สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานนามว่า
“พระพุทธรังสีสวัสดริ ังสรรค”์
บทที่ ๓
สภาพภูมศิ าสตรแ์ ละทรัพยากร
สภาพภูมิศาสตร์และทรัพยากร 3บทท่ี
สภาพทางภูมศิ าสตร์
เขตมีนบุรีเดิมมีพ้ืนท่ี 174 ตารางกิโลเมตร แต่หลังจากมีประกาศกระทรวงมหาดไทย
เปล่ียนแปลงพ้ืนที่เขตมีนบุรี และต้ังเขตคลองสามวา ต้ังแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
เขตมีนบุรีในปัจจุบัน จึงมีพื้นที่ 63.64 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นท่ีการปกครอง 2 แขวง
คือ แขวงมนี บรุ ี และแขวงแสนแสบ
แนวเขตตดิ ตอ่
ทิศเหนือ ติดต่อกบั เขตคลองสามวา
และเขตหนองจอก
ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกบั เขตหนองจอก
ทิศใต้ ตดิ ต่อกัน
ทิศตะวันตก ติดต่อกบั เขตลาดกระบัง
เขตสะพานสงู
และเขตคันนายาว
ถนนสายหลกั มีนบุรี
ถนนรม่ เกล้า
ท่ีมา : www.Home Buyers Teams.com
ถนนร่มเกล้า หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3119 สายมีนบุรี – ลาดกระบัง เดิมมีช่ือว่า
“ถนนมีนบุรี - ลาดกระบัง” เป็นถนนในกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 11.003 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้น
จากถนนสุวินทวงศ์ ในท้องท่ีแขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปบรรจบกับถนนลาดกระบัง
ในท้องท่ีแขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร
ซงึ่ จดุ สิ้นสดุ ของถนนร่มเกลา้ ในท้องที่เขตลาดกระบังต่อจากน้ไี ป จะเป็นทางยกระดับเข้าสนามบิน
สวุ รรณภูมิ
ถนนสีหบรุ านุกิจ
ที่มา : www.Homenayoo.com
ถนนสีหบุรานุกิจ เป็นถนนสายส้ัน ๆ ในแขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีความยาว
ประมาณ 3 กิโลเมตร มีจดุ เร่ิมต้นที่แยกมีนบรุ ี เปน็ จุดตัดระหว่างถนนรามอินทรา ถนนสุวินทวงศ์
และถนนเสรีไทย มีทิศทางมุ่งไปทางทิศตะวันออกข้ามคลองสามวา ไปบรรจบกับถนนร่มเกล้า
บริเวณวดั แสนสุข
คลองแสนแสบในเขตมีนบรุ ี
คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ขุดข้ึนในปี พ.ศ.2380 ตามพระราชดำรขิ องพระบาทสมเด็จ-
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 3) เพ่ือเช่ือมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน
ด้วยพระราชประสงค์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังรบและเสบียง
อาหารไปยังญวน (เวียดนาม) ในราชการสงครามไทย - ญวน ซ่ึงใช้เวลารบนานถึง 14 ปี
ใน “สงครามอานามสยามยุทธ” คลองแสนแสบเป็นเส้นทางโดยสารท่ีนิยมเพราะสะดวกรวดเร็ว
แต่ปัจจุบันมีปัญหามลภาวะทางน้ำ ส่งกล่ินเหม็น เนื่องจากมีการทำลายสิ่งแวดล้อมและทิ้งขยะ
ลงในคลอง
ทรพั ยากรธรรมชาติ
จากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเขตมีนบุรี ซ่ึงเป็นท่ีราบลุ่ม มีคลองและลำราง
ไหลผ่านหลายสาย ในอดีตเป็นเรือกสวนไร่นา บ่อปลา นาบัว และไร่หญ้า แต่ปัจจุบันเริ่มลด
น้อยลง เน่ืองจากพ้ืนที่หลายแห่งเปลี่ยนสภาพเป็นที่อยู่อาศัย หมู่บ้าน อาคารพาณิชย์ สถานที่
ประกอบการท้งั ขนาดเลก็ และขนาดใหญ่
ลกั ษณะประชากรในเขตมีนบุรี
ในอดีตประชากรชาวมีนบุรี แบ่งเปน็ 4 กลมุ่ คอื มุสลิม คนไทย คนจีน และคนไทยเชอื้ สายจนี
มุสลิม เดิมเป็นชนส่วนใหญ่ของเมืองมีนบุรี คือ ประมาณร้อยละ 60 ส่วนใหญ่ตั้งบ้านเรือน
อยู่หนาแน่นบริเวณริมคลองแสนแสบ และยิ่งหนาแน่นมากในพื้นท่ีใกล้อำเภอหนองจอกและ
ในอำเภอหนองจอก แต่ภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตท้องท่ีหมู่บ้าน ชาวมุสลิม
ส่วนหนึ่งจึงข้ึนไปกับส่วนอ่ืนย้ายถ่ินฐานมาอยู่มีนบุรีมากขึ้นอัตราส่วนชาวพุทธและชาวมุสลิม
ปัจจบุ ันจึงใกลเ้ คียงกนั
คนไทย กระจายอยู่ท่ัวไปในท้องท่ี ส่วนใหญ่มักตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ เพราะใช้เป็น
เส้นทางสัญจรและใช้ในการประกอบอาชีพ อาชีพท่ีทำกันมาก คือ เกษตรกรรม ทั้งทำนา ทำสวน
เล้ียงหมู เป็ด ไก่ บางส่วนทำการประมง บางสว่ นอาจค้าขายบ้าง สว่ นหนึ่งรบั ราชการ หรือรับจ้าง
คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีน มักรวมตัวกันอยู่บริเวณตลาด ประกอบอาชีพค้าขาย
เป็นหลัก ส่วนหนึ่งทำกิจการโรงสีข้าว โรงเลื่อย มีอู่ต่อเรือ บางครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในเรือ ล่องไป
รับสนิ คา้ ประเภทของแห้ง เชน่ ถา่ น ฟนื ไมร้ วก ของชำต่าง ๆ แล้วจอดเทียบขายสินคา้ ชาวมีนบรุ ี
จึงมักมีทั้งที่ “อยู่บ้าน” และ “อยู่เรือ” ซึ่งจอดอยู่ในคลองแสนแสบและคลองสามวา บริเวณใกล้ ๆ
ตลาด นอกจากนี้ยังมีชนเช้ือสายลาวและมอญปะปนอยู่บ้าง โดยเฉพาะมอญมักรวมตัวกันอยู่
เปน็ กลมุ่ มภี าษาวัฒนธรรมประเพณขี องตน
ปัจจุบันเนื่องจากการขยายความเจริญมาทางพื้นท่ีฝั่งตะวันออก ทำให้ประชาชนที่มาตั้ง
ถนิ่ ฐาน หรอื ประกอบอาชพี มคี วามหลากหลายทางเชื้อชาติมากยง่ิ ขน้ึ
บทท่ี ๔
สถานทส่ี ำคัญ
และสถานทที่ อ่ งเทย่ี วในเขตมนี บรุ ี
สถานทสี่ ำคญั ในเขตมนี บุรี 4บทท่ี
สถานทีส่ ำคญั ทางราชการ
สถานที่สำคัญทางราชการเป็นสถานที่ท่ีให้บริการและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน
ในท้องท่ีนั้น ๆ มีหน้าท่ีในการดูแลและบำบัดทุกข์ บำรงุ สุขในด้านต่าง ๆ ในเขตมีนบุรีมีหน่วยงาน
ทางราชการที่สำคญั ดังนี้
สว่ นราชการในพืน้ ที่เขตมีนบุรี
1. ศาลจงั หวดั มีนบรุ ี
ทต่ี ง้ั : ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร 10510
หลังจากประกาศจดั ต้ังเมืองมีนบุรี พ.ศ.2445 แล้ว หม่อมเจ้าสง่างามสุประดิษฐ์ ข้าหลวง
รักษาราชการเมืองมีนบุรีในขณะน้ัน ได้ทรงเสนอความเห็นสมควรจัดตั้งศาลมีนบุรีข้ึน ในต้นปี
พ.ศ. 2447 เพ่ือพิจารณาคดีความของราษฎรในเขตเมืองมีนบุรี เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน
ในกรณีท่ีราษฎรในเขตเมืองมีนบุรีมีคดีความต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับมีนบุรี
และเพื่อประโยชน์ในการโยธาของเมืองจะได้ดำเนินการด้วยแรงงานนักโทษเป็นการประหยัด
พระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งด้วย เมื่อก่อสร้างศาลาว่าการเมืองมีนบุรี และทำพิธีเปิดเมื่อวันท่ี 11
มกราคม 2446 นั้น ราชการอัยการประจำศาลเมืองมีนบุรี ซ่ึงเดิมมีตำแหน่งยกกระบัตร
เปน็ หวั หนา้ คงมที ที่ ำการอย่บู นศาลาว่าการเมอื งดว้ ย
ศาลจังหวัดมีนบุรี เดิมชื่อว่า ศาลเมืองมีนบุรี และศาลแขวงมีนบุรี อาคารศาลจังหวัดมีนบุรีต้ังอยู่
ในท้องที่หมู่ท่ี 9 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ต่อมาในปี พ.ศ.2480 ศาลแขวงมีนบุรี
ได้รับการยกฐานะเป็นศาลจังหวัด ตามพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงมีนบุรีเป็นศาลจังหวัด
พ.ศ.2480 มีเขตอำนาจตลอดท้องท่ีอำเภอมีนบุรี หนองจอก และลาดกระบังในจังหวัดพระนคร
ศาลจงั หวัดมนี บรุ เี ปิดทำการเม่อื วันท่ี 15 กรกฎาคม พ.ศ.2481
อาคารศาลจังหวัดมีนบุรีหลังเดิมก่อสร้างมาเป็นเวลานานมีสภาพคับแคบ ไม่สามารถ
ให้บริการแก่ประชาชนได้เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องรื้ออาคารศาลจังหวัดมีนบุรีเดิมออก
แล้วก่อสร้างอาคารศาลจังหวัดมีนบุรีหลังใหม่ให้มีความสง่างาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ตาม
ตอ้ งการ
ปัจจุบันศาลจังหวัดมีนบุรีได้ยุบเลิกและมีการจัดตั้งเป็นศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรี
เม่ือวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรี เป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญ
ศาลยตุ ธิ รรม มอี ำนาจพจิ ารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดอี าญาท้งั ปวงท่ีมไิ ดอ้ ยใู่ นอำนาจศาลยตุ ธิ รรมอืน่
ศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรีมีเขตอำนาจท้องที่ 9 เขต คือ เขตคลองสามวา
เขตคันนายาว เขตบางเขนเฉพาะแขวงท่าแร้ง เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตลาดพร้าวเฉพาะ
แขวงจรเขบ้ ัว เขตสะพานสงู เขตสายไหมเฉพาะแขวงสายไหมและแขวงออเงิน และเขตหนองจอก
กรุงเทพมหานคร
2. สำนกั งานอัยการสูงสดุ อาคารมนี บรุ ี
ท่ตี ้งั : ถนนสหี บุรานุกจิ แขวงมีนบุรี เขตมนี บรุ ี กรงุ เทพมหานคร 10510
ตำแหน่งพนักงานอัยการแต่เดิมนั้นเรียกกันว่า “ตำแหน่งยกกระบัตร” ทำหน้าท่ีรักษา
ตัวบทกฎหมาย ไต่สวน สืบจับโจรผู้ร้าย ฟ้องว่าความแผ่นดินและเป็นกรมการเมืองโดยตำแหน่ง
และราชการอยั การเมอื งมีนบุรเี มื่อแรกต้ังขึ้นอยูก่ ับกระทรวงนครบาล
ต่อมาปลายปี พ.ศ.2459 เปล่ียนเรียกนามตำแหน่ง “ยกกระบัตร” เป็นตำแหน่ง “อัยการ”
ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว ตัง้ แต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2459 จนกระทั่ง พ.ศ.2465
จงึ โอนไปขึ้นกบั กระทรวงมหาดไทย
ต้นปี พ.ศ.2474 ได้มีประกาศยุบจังหวัดมีนบุรีรวมท้องท่ีการปกครองอยู่ในจังหวัด
พระนคร ฝ่ายศาลยุติธรรมจึงต้องยุบและรวมศาลอนุโลมตามด้วย ศาลจังหวัดมีนบุรีจึงถูกยุบ
รวมเข้าในศาลยุติธรรมกรุงเทพฯ ในคราวเดียวกัน ราชการอัยการศาลแขวงมีนบุรีจึงมีอัยการ
ประจำศาลแขวง อยใู่ ต้บงั คบั บญั ชาของฝ่ายปกครอง และมที ท่ี ำการอยู่ ณ ทีว่ า่ การอำเภอมีนบุรี
ตำแหน่งอัยการประจำศาลแขวงมีนบุรี ต่อมาเปล่ียนเป็นตำแหน่งอัยการประจำจังหวัด
ประจำศาลจังหวัดมีนบุรีในปี พ.ศ.2480
ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ได้มีประกาศแยกกรมอัยการออกจากกระทรวง-
มหาดไทย ไปเป็นหน่วยงานอิสระ ไม่สังกัดสำนักนายกรฐั มนตรี กระทรวงหรือทบวงใด อยู่ภายใต้
กำกบั การดแู ลของนายกรฐั มนตรโี ดยตรง ได้เปล่ียนช่ือจาก “กรมอยั การ” เป็น “สำนกั งานอัยการ
สงู สุด”
3. กองบังคบั การตำรวจนครบาล 3
ท่ีต้ัง : 190 ถนนสหี บรุ านุกจิ แขวงมนี บุรี เขตมีนบรุ ี กรุงเทพมหานคร 10510
กองบงั คับการตำรวจนครบาล 3 เป็นหน่วยงานในสงั กดั ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล
จัดต้ังตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.
2540 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2539
โดยยุบเลิกกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ กองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้
และกองบังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลและจัดต้ังกองบังคับ
การตำรวจนครบาล 1 ถึง 9 ขน้ึ แทน ตัง้ แต่วนั ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2540 เปน็ ต้นมา
เดิมท่ีทำการกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 อยู่ท่ีช้ัน 3 อาคารสถานีตำรวจนครบาล
มีนบุรี จนถึงปี พ.ศ.2550 ได้ย้ายท่ีทำการสำนักงาน ผู้บังคับการนครบาล 3 มาบริเวณอาคาร
เรอื นไม้สักเก่าขา้ งสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ซึ่งในอดีตเคยเป็นโรงพกั พลตระเวนมีนบุรี (ปัจจุบัน
ขนึ้ ทะเบียนกบั กรมศิลปากร)
ปี พ.ศ.2553 สรา้ งอาคารทที่ ำการแหง่ ใหม่ (ตง้ั อย่ตู รงข้ามสถานตี ำรวจนครบาลมนี บุร)ี
ปี พ.ศ.2558 ปรับปรุงพ้ืนท่ีตัวอาคารและพ้ืนท่ีบริเวณโดยรอบ รวมไปถึงการปรับปรุง
สญั ลกั ษณ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษตั รยิ ใ์ ห้เห็นชดั เจนข้นึ
4. เรอื นจำพิเศษมีนบรุ ี
ท่ีต้ัง : เลขที่ 49 ถนนสวุ ินทวงศ์ แขวงมนี บุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
เรือนจำพิเศษมีนบุรี เดมิ เรียกชอ่ื ว่า “เรอื นจำอำเภอมีนบรุ ี” เป็นหน่วยงานบริหารราชการ
ส่วนกลาง สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ก่อต้ังข้ึนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
ลงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2474 เพื่อรองรับผู้ต้องขังจากศาลจังหวัดมีนบุรี (ศาลแขวงมีนบุรี
ซ่ึงต่อมายกฐานะเป็นศาลจังหวัดในปี พ.ศ.2480) เดิมเรียกว่า “เรือนจำอำเภอมีนบุรี”
มนี ายอำเภอมีนบรุ เี ปน็ ผ้บู ญั ชาการเรือนจำโดยตำแหน่ง
ต่อมา พ.ศ.2500 กรมราชทัณฑ์ได้ประกาศก่อตั้งทัณฑสถานวัยหนุ่มมีนบุรี มีอาณาเขต
ต่อเน่ืองกับเรือนจำอำเภอมีนบุรี และกรมราชทัณฑ์ได้แต่งต้ังให้ผู้ปกครองทัณฑสถานวัยหนุ่ม
มีนบุรี รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอมีนบุรีอีกตำแหน่งหน่ึง ปี พ.ศ.2521 ยุบเรือนจำ
อำเภอมีนบุรีและกำหนดอาณาเขตใหม่ ณ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี เรียกช่ือว่า “เรือนจำพิเศษ
มีนบุรี” พร้อมแต่งต้ังผู้บัญชาการเรือนจำโดยเฉพาะมีภาระหน้าท่ีควบคุมอบรม และฝึกวิชาชีพ
ผ้ตู ้องขงั ทีอ่ ย่รู ะหว่างการพจิ ารณาคดีของศาลจงั หวัดมีนบุรี กับควบคุมผตู้ ้องโทษจำคกุ ระยะสน้ั
ในปี พ.ศ.2540 ได้ประกาศยุบเลิกทัณฑสถานวัยหนุ่มมีนบุรี และรวมพื้นที่ทัณฑสถาน
วยั หนุ่มมนี บุรเี ดิมเข้าเปน็ ส่วนเดียวกนั กับเรือนจำพิเศษมีนบรุ ี
5. สถานตี ำรวจนครบาลมีนบุรี
ท่ตี ง้ั : เลขท่ี 57 หมู่ 1 ถนนสีหบรุ านกุ ิจ เขตมนี บรุ ี กรุงเทพมหานคร 10510
กองโปลิศ หรือกรมกองตระเวนในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ไดด้ ำเนนิ การในลักษณะต่อเนอ่ื งจากรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว กล่าวคือ ได้มี
การว่าจ้างนายตำรวจจากประเทศในตะวันตกบ้าง อินเดียบ้าง มลายูบ้าง พม่าบ้าง ส่วนนายสิบ
และพลตำรวจ โดยมากเป็นชาวอินเดียบ้าง มลายูบ้าง จีนบ้าง ทำหน้าที่คอยรักษาความปกติสุข
ของพระนครให้พ้นจากมิจฉาชีพ
ต่อมาพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ได้นำโครงการจัดระบบกรมกองตระเวน
(ตำรวจนครบาล) ข้ึนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่
26 มิถุนายน พุทธศกั ราช 2433 (ปีท่ี 23 ในรชั กาลท่ี 5)
โครงการจัดระบบกรมกองตระเวน (ตำรวจนครบาล) มีการจัดให้ใกล้กับระบบตำรวจ
อังกฤษโดยกรมกองตระเวน (ตำรวจนครบาล) มีหน้าที่จัดกิจการตำรวจนครบาลในกรุงเทพฯ
มีการแบ่งพ้ืนที่ทางบกและทางน้ำ มีที่ทำงานแต่ละเขตหรือว่าโรงพักแต่ละโรงพัก จัดสายตรวจไป
ประจำสถานท่ีต่าง ๆ พร้อมกำหนดระเบียบให้สายตรวจหรือกรมตระเวรถือปฏิบัติในการ
ปราบปรามโจรผู้รา้ ย
ปี พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรม
ราชานุญาตให้ตั้งเมืองมีนบุรี มีหม่อมเจ้าสง่างามสุประดิษฐ์ เป็นข้าหลวงรักษาราชการตั้งแต่
วันที่ 1 กันยายน ร.ศ.121 พร้อมกันน้ีได้สร้างอาคารช่ัวคราวโรงพักพลตระเวนเมืองมีนบุรี
ข้ึนใกล้ ๆ กบั จวนผวู้ า่ ฯ
พ.ศ.2463 ทรงพระราชทานท่ีดินเพื่อใชเ้ ป็นสถานท่กี ่อตั้งหนว่ ยราชการของเมอื งมนี บรุ ี
พ.ศ.2473 ก่อสร้างสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ซ่ึงเป็นอาคารเรือนไม้สัก สถานที่ตั้ง
ในสมยั นัน้
พ.ศ.2522 ไดย้ กฐานะจากสถานตี ำรวจช้ันสารวตั รเปน็ สถานีตำรวจสารวัตรใหญ่
พ.ศ.2533 สร้างสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีหลังใหม่ขึ้น เป็นตึก 3 ชั้น ตั้งอยู่ริมถนน
สหี บุรานกุ ิจ และถนนรม่ เกลา้ อย่ดู ้านทศิ ตะวนั ออกของสถานตี ำรวจหลงั เกา่
พ.ศ.2537 ยกฐานะจากสถานีตำรวจที่มีสารวัตรใหญ่เป็นหัวหน้าสถานี เป็นสถานีตำรวจ
ทมี่ ีผกู้ ำกับการเป็นหัวหนา้ สถานี
6. สำนกั งานเขตมนี บรุ ี
ท่ตี ้งั : เลขที่ 333 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมนี บรุ ี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
สำนักงานเขตมีนบุรีเดิมเคยเป็นจังหวัดหน่ึง ตั้งขึ้นเมื่อวันท่ี 1 กันยายน พ.ศ.2445
หลังจากประกาศยุบจังหวัดมีนบุรีเมื่อวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ.2474 มีนบุรีจึงมีฐานะเป็นอำเภอ
แตย่ งั คงมีเขตทอ้ งท่เี หมอื นเช่นเดมิ คอื 7 ตำบล 132 หมู่บ้าน
มีนบุรีแบ่งเขตการปกครองเป็น 7 แขวง (ตำบล) มี 107 หมู่บ้าน แต่เดิมมีสุขาภิบาล
1 แห่ง ชื่อสุขาภิบาลมีนบุรี ซึ่งกระทรวงมหาดไทยต้ังขึ้นเมื่อ พ.ศ.2498 และเมื่อมีประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2515 มีนบุรีจึงมีฐานะเป็นเขตหนึ่งของ
กรงุ เทพมหานคร
เดิมเขตมีนบุรีมีพื้นท่ี 174 ตารางกิโลเมตร หลังจากมีประกาศกระทรวงมหาดไทย
เปลี่ยนแปลงพน้ื ท่ีเขตมีนบุรีและแยก 5 แขวงทางด้านเหนือของเขต ไปจัดต้งั เป็นเขตคลองสามวา
ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2540 เขตมีนบุรใี นปัจจบุ ันจงึ มีพ้นื ทเี่ หลอื เพียง 63.64 ตาราง-
กิโลเมตร มเี ขตการปกครอง 2 แขวง คือ แขวงมีนบุรแี ละแขวงแสน
7. ศนู ย์บรกิ ารสาธารณสขุ 43 มีนบุรี
ท่ีต้งั : เลขท่ี 39 หมู่ 1 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมนี บุรี เขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร 10510
ศูนย์บริการสาธารณสุข 43 มีนบุรี เดิมเป็นบ้านพักท่านเจ้าเมืองมีนบุรี บนเน้ือที่ของ
สุขาภิบาลเมืองมีนบุรี ต่อมาได้ยกสุขาภิบาลเมืองมีนบุรีให้กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเปิดเป็น
สถานีอนามัย ช้ัน 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเม่ือวันที่ 10 กุมภาพันธ์
พ.ศ.2500 โดย ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น) และยกฐานะ
เป็นสถานีอนามัย ชั้น 1 และผดุงครรภ์ สังกดั สำนกั ปลัดกระทรวงสาธารณสขุ
ในปี พ.ศ.2515 เปล่ียนช่ือเป็นศูนย์การแพทย์และอนามัยมีนบุรี จนปี พ.ศ.2 521
โอนเขา้ สงั กดั กรงุ เทพมหานคร เปลี่ยนชื่อเปน็ ศนู ย์บรกิ ารสาธารณสขุ 43 มนี บรุ ี
ปัจจุบันศูนย์บริการสาธารณสุข 43 มีนบุรี รับผิดชอบพื้นที่แขวงมีนบุรี และแขวงแสนแสบ
เขตมีนบรุ ี โดยดูแลรับผิดชอบศนู ย์บรกิ ารสาธารณสขุ สาขา จำนวน 2 แห่ง อยู่ในแขวงแสนแสบ
8. สำนกั งานทีด่ ินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบรุ ี
ทต่ี ง้ั : ถนนสีหบุรานกุ จิ แขวงมีนบรุ ี เขตมีนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร 10510
สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ตั้งอยู่บนถนนสีหบุรานุกิจใกล้ศาลจังหวัด
มีนบุรี เดิมชื่อ “หอทะเบียนที่ดิน” และตั้งเป็นหอทะเบียนท่ีดินจังหวัดมีนบุรี เม่ือ พ.ศ.2458
ต่อมาจังหวัดมีนบุรีถูกยุบไปรวมกับจังหวัดพระนคร ปี พ.ศ.2475 ทางราชการจึงยุบหอทะเบียน
ที่ดนิ จังหวัดมนี บุรมี ารวมอยใู่ นสำนกั งานท่ดี ินจงั หวัดพระนครและธนบุรี
ในปี พ.ศ.2497 มีประมวลกฎหมายท่ีดินประกาศใช้บังคับ กรมท่ีดินจึงเปล่ียนช่ือเป็น
สำนักงานท่ีดินจังหวัดพระนคร สาขามีนบุรี เมื่อคณะปฏิวัติประกาศให้รวมจังหวัดพระนครกับ
ธนบุรีเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี กรมที่ดินจึงเปล่ียนชื่อจาก สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร
สาขามนี บุรี เป็นสำนักงานท่ีดินนครหลวงกรงุ เทพธนบุรี สาขามนี บุรี จนคร้ังสุดท้ายเปล่ียนเปน็ ช่ือ
“สำนกั งานท่ีดินกรุงเทพมหานคร สาขามนี บุรี” มาจนถงึ ปัจจบุ นั
ปจั จุบันสำนกั งานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี มีอำนาจหน้าท่ีในการปฏิบัติงาน เช่น
งานรังวัดท่ีดิน งานจดทะเบียนสิทธิ นิติกรรมท่ีดิน อสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับท่ีดินและอาคารชุด
ในท้องท่ี 2 เขต คอื เขตมนี บรุ ี และเขตคลองสามวา
9. สำนกั งานประปา สาขามนี บุรี
ท่ีตั้ง : 133 ถนนรามคำแหง แขวงแสนแสบ เขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร 10510
กองประปามีนบุรี ได้รับโอนกิจการประปาจากสุขาภิบาลของกรุงเทพมหานครเมื่อประมาณ
ปลายปี พ.ศ.2523 รวม 3 อำเภอ คือ อำเภอมีนบุรี อำเภอลาดกระบัง และอำเภอหนองจอก
ตั้งเป็น “กองประปามีนบุรี” เป็นหน่วยงานระดับส่วนที่มีสายการบังคับบัญชาข้ึนกับสำนักงาน
ประปาอิสระมีผู้ใช้น้ำท่ีรับโอนมาไม่เกิน 5,000 บาท ความเจริญส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนหรือตลาด
และในอดีตยังมีหมู่บ้านจัดสรรไม่มาก น้ำท่ีนำมาให้บริการประชาชนในระยะแรกได้มาจาก
บ่อบาดาลและระบบท่อของแตล่ ะอำเภอ ยงั ไมม่ กี ารเชอื่ มถึงกัน
ต่อมา กองประปามีนบุรีได้รับผิดชอบบริการน้ำประปาในเขต 4 เขต คือ เขตมีนบุรี
เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก และเขตคลองสามวา พื้นที่ความรับผิดชอบท้ังหมด 529 ตาราง-
กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อระบบท่อเข้าด้วยกัน เพ่ือให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
ทั้งรายเด่ียว รายกลุ่ม รวมท้ังรับโอนกิจการประปาจากชุมชนและโครงการหมู่บ้านจัดสรรเพิ่มมากขึ้น
จงึ ยกเลกิ บ่อบาดาล และสร้างโรงสูบน้ำท่ีหนองจอก ลาดกระบัง และมีนบุรี พร้อมท้ังอุโมงค์ส่งน้ำ
เพ่ือนำน้ำท่ีผลิตจากโรงกรองน้ำบางเขนมาให้บริการประชาชนในพ้ืนท่ี ต่อมากองประปามีนบุรี
ปรบั หน่วยงานขน้ึ เป็น “สำนักงานประปาสาขามนี บุรี”
10. สภาวฒั นธรรมเขตมนี บรุ ี
สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรี จัดตั้งข้ึนในปี พ.ศ.2542 ตามระเบียบของสำนักวัฒนธรรม
แห่งชาติว่าด้วยวัฒนธรรมฯ เป็นการรวบรวมเครือข่ายวัฒนธรรม ใช้ชื่อว่า “สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรี”
ประกอบด้วยหน่วยงานราชการ มูลนิธิ ชมรม ชุมชน ภาคธุรกิจ สถานศึกษา ฯลฯ ในพ้ืนที่เขตมีนบุรี
คณะกรรมการเริ่มต้ังแต่ ปี พ.ศ.2550 มีนายวิชาญ มนี ชัยนนั ท์ เป็นประธานสภาวัฒนธรรมเขตมนี บรุ ี
คนแรก โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานเขตมีนบุรีในการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีของ
เขตมีนบุรี ตลอดจนช่วยในการปรับปรุงอาคารศาลาว่าการจังหวัดมีนบุรีหลังเก่า (อาคารเรือนไม้สัก)
เพื่อจัดตั้งเปน็ พิพธิ ภณั ฑท์ ้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตมีนบรุ ี เปน็ ตน้
ปี พ.ศ. 2555 มีการเปล่ียนแปลงสังกัดสภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรีใหม่ ซึ่งเดิมข้ึนตรงต่อ
สำนกั วัฒนธรรมแห่งชาติและกรงุ เทพมหานครให้ขน้ึ ตรงตอ่ กระทรวงวฒั นธรรม
หน้าท่ี สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรีเป็นองค์กรท่ีดำเนินการด้านวัฒนธรรมและประเพณี
รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในพื้นท่ี
รว่ มกบั เครือข่ายหรือหน่วยงานต่าง ๆ
ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี ของเขตมีนบุรี ร่วมกับสำนักงานเขต
มีนบรุ แี ละหนว่ ยงานต่าง ๆ ดงั นี้
1. งานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ เนือ่ งในเทศกาลวนั ออกพรรษา
2. การจัดงานเนอ่ื งในวนั ปิยมหาราช
3. การจัดงานประเพณีลอยกระทง
4. กิจกรรมรอมฎอนสมั พันธ์
5. การจัดงานหลอ่ เทยี นและแห่เทยี นพรรษา
6. ส่งเสริมศาสนาและการสืบทอดประเพณีวฒั นธรรมอนั ดงี าม
11. สโมสรกีฬามนี บุรี
ท่ตี ้งั : ถนนรามคำแหง แขวงมีนบรุ ี เขตมีนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร 10510
สำนักงานเขตมีนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการกีฬาเพื่อมวลชนและการพัฒนาการ
กีฬาขน้ั พ้ืนฐาน เน่ืองจากมคี วามเกีย่ วพันและเปน็ ความตอ้ งการของประชาชนส่วนใหญ่ จงึ กำหนด
จัดต้ังลานกีฬาสำหรับชุมชนเพื่อใช้เป็นสถานท่ีออกกำลังกาย เสริมสร้างพลานามัย นันทนาการ
และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซ่ึงนอกจากจะเป็นการช่วยจัดระเบียบชุมชนให้น่าอยู่แล้วยังเป็นการ
สร้างทางเลอื กแกช่ ุมชนในการป้องกันปัญหายาเสพตดิ ปญั หาอาชญากรรมอกี ดว้ ย
สโมสรกีฬามีนบุรี สำนักงานเขตมีนบุรี จัดตั้งเม่ือวันที่ 14 พฤษภาคม 2549 โดย
นายบรรจง สุขดี ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี (ผู้อำนวยการในขณะนั้น) เป็นนายกสโมสรกีฬามีนบุรี
คนแรก มวี ัตถุประสงคด์ งั นี้
1. เพือ่ เสรมิ สรา้ งสขุ อนามยั การออกกำลังกายของประชาชนในท้องถิ่น
2. เพ่ือสร้างทางเลือกในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมใน
ทอ้ งถนิ่
3. เพอื่ สง่ เสริม พัฒนา และยกระดับกีฬาไปสู่ระดับสากลและพฒั นาเปน็ กีฬาอาชีพ
4. เพ่ือผลิตนักกีฬาท่ีมีคุณภาพ และขับเคล่ือนการกีฬาของกรุงเทพมหานคร ให้พัฒนา
สูส่ ากลอย่างต่อเนอ่ื งและย่งั ยนื
12. สถานีดับเพลิงบางชนั
ที่ตั้ง : เลขท่ี 1 ถนนหม่อมเจ้าสง่างามสุประดิษฐ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
10510
สถานีดับเพลิงบางชัน เดิมช่ือว่า “สถานีตำรวจดับเพลิงบางชัน” สังกัดแผนก 2 กองกำกับการ 2
กองบังคับการตำรวจดับเพลิง กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสำนักงาน
และเป็นท่พี กั ของเจา้ หน้าที่ผูป้ ฏิบตั งิ าน
ในปี พ.ศ.2542 ได้ดำเนินการเช่าท่ีดินของการนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ขนาดพื้นท่ี
376 ตารางวา ก่อสร้างอาคารท่ีทำการข้ึนใหม่และเปิดทำการเม่ือ พ.ศ.2543 ต่อมาได้มี
การโอนย้ายภารกิจดับเพลิงจากกองบังคับการตำรวจดับเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มาอยู่
ในความดูแล ของหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน
พ.ศ.2546 มีสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำหน้าท่ีรับผิดชอบภารกิจการดับเพลิง
อย่างเต็มรูปแบบ สถานตี ำรวจดบั เพลงิ บางชนั จงึ ไดเ้ ปล่ยี นชื่อเปน็ สถานดี บั เพลิงบางชัน
พ้ื นที่ ใน ความรับ ผิดชอบของสถานี
ดับเพลิงบางชันครอบคลุมพ้ืนที่ถึง 4 เขต ได้แก่
เขตมีนบุรี เขตคลองสามวา เขตคันนายาว และ
เขตบึงกุ่ม รวมพื้นท่ีรับผิดชอบประมาณ 224
ตารางกิโลเมตร
13. สำนักงานนคิ มอตุ สาหกรรมบางชนั
ที่ตง้ั : 60 หมู่ 14 ซอยเสรีไทย 87 ถนนเสรไี ทย แขวงมนี บุรี เขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร
10510
นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทย จัดเป็น
นิคมอุตสาหกรรมท่ัวไป ประเภทท่ีปราศจากส่ิงแวดล้อมเป็นพิษ มีพ้ืนที่ทั้งหมด 681 ไร่ 3 งาน
96.7 ตารางวา ต้ังอยู่ท่ีบริเวณเขตคันนายาว เขตบางกะปิ และตำบลบางชัน เขตมีนบุรี ห่างจาก
ท่าเรือกรุงเทพฯ ประมาณ 25 กิโลเมตร สถานีรถไฟบางซื่อประมาณ 33 กิโลเมตร และ
ท่าอากาศยานดอนเมืองประมาณ 35 กโิ ลเมตร มีถนนสุขาภิบาล 2 (บางกะปิ-มีนบุรี ปัจจุบนั คือ
ถนนเสรีไทย) และคลองแสนแสบ ซ่ึงหากจากประตูน้ำเฉลิมโลก ประมาณ 20 กิโลเมตร
ผ่านบริเวณนคิ มอตุ สาหกรรม ช่วยให้การขนสง่ วัตถุดิบและผลิตภัณฑข์ องโรงงานนคิ มอุตสาหกรรม
เปน็ ไปโดยสะดวกและรวดเรว็
นคิ มอุตสาหกรรมบางชัน เร่ิมดำเนินงานต้ังแตป่ ี พ.ศ.2512 โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้รบั ผิดชอบดำเนินการ การพัฒนาที่ดินดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 5 ปี
จงึ มสี ภาพนคิ มอุตสาหกรรมท่ีสมบรู ณ์ นคิ มอตุ สาหกรรมบางชันจัดต้งั ข้ึนโดยมวี ัตถปุ ระสงค์ ดังนี้
1. เพ่ือช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ให้มีแหล่งทำเลที่เหมาะสำหรับตั้ง
โรงงานและเสียคา่ ใชจ้ ่ายนอ้ ย
2. แก้ไขปัญหาท่ีดินราคาสูงและหายาก ลดภาระการลงทุนของผู้ประกอบการ
อตุ สาหกรรม และเปน็ การเร่งรดั พัฒนาอตุ สาหกรรมประเทศในคราวเดยี วกนั
3. ขจัดความแออัดของอุตสาหกรรมในเขตเมือง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการปรับปรุงและ
ขยายกิจการ ขจัดปัญหาจราจรติดขัด การขนส่งไม่สะดวก รวมท้ังการขาดแคลนปัจจัย เช่น ถนน
ไฟฟ้า น้ำ เป็นต้น
4. ป้องกันชุมชน อันเน่ืองมาจากอากาศ น้ำเป็นพิษ และเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ
จากโรงงานอุตสาหกรรม
นิคมอุตสาหกรรมบางชัน โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม
แหง่ ประเทศไทย เมอ่ื เดือนตุลาคม พ.ศ.2516
14. ศนู ย์เยาวชนมนี บรุ ี
ท่ีตง้ั : ศูนยก์ ฬี าเฉลมิ พระเกยี รติ 72 พรรษา ซอยคุ้มเกลา้ 1 ถนนคุ้มเกลา้ แขวงแสบแสบ
เขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร 10510
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2529 บนพื้นที่ราชพัสดุหมายเลขทะเบียนที่ กท 104512 จำนวน
2.5 ไร่ เดิมอยู่ในความดูแลของสำนักวัฒนธรรมฯ จนในปี 2549 ได้ถ่ายโอนไปขึ้น กับ
สำนักงานเขตมีนบุรี ตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจ แต่ปัจจุบันได้กลับไปอยู่ในความดูแลของสำนัก
วัฒนธรรมฯ ดังเดิม
ศูนย์เยาวชนมีนบุรี มุ่งให้บริการแก่เด็ก เยาวชนและประชาชน โดยการใช้สถานท่ีให้เป็น
ประโยชน์มากที่สุด คือ สามารถใช้เป็นสถานท่ีแข่งขันกีฬา ที่ประชุมพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยน
เรียนรู้ ความคิดและประสบการณ์ตลอดจนใช้เป็นสถานท่ีจัดงาน เทศกาล และเป็นที่พักผ่อน
หย่อนใจยามวา่ งของประชาชนในชุมชน
15. มลู นธิ ิกภู้ ยั รม่ ไทร
ท่ีตั้ง : เลขที่ 39 ถนนสวุ นิ ทวงศ์ แขวงแสบแสบ เขตมนี บรุ ี กรงุ เทพมหานคร 10510