The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการสอนวิชาการบัญชีชั้นกลาง เรื่องหนี้สิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tassanawan.n, 2023-02-19 02:24:29

ชุดการสอนเรื่องหนี้สิน

ชุดการสอนวิชาการบัญชีชั้นกลาง เรื่องหนี้สิน

ชุดการสอน เรื่อง หนี้สิน รายวิชาการบัญชีชั้นกลาง 2 จัดท าโดย นางสาวทัศนวรรณ นามสิงห์ ต าแหน่งครู วิทยาลัยเทคนิคหัวตะพาน ส านักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


1. ผู้เรียนต้องศึกษาวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ เนื้อหาของชุดการสอน เป้าหมายของชุดการสอนให้ เข้าใจ 2. ก่อนการเรียนในชุดการสอนและการฝึกทำกิจกรรม ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อทดสอบ ตนเองว่ามีความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องที่ศึกษามากน้อยเพียงใดลงใน liveworksheet 3. ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาในชุดการสอนอย่างละเอียดให้ข้าใจโดยเรียงตามลำดับเนื้อหา และไม่ควรรีบร้อน เกินไป 4. ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจากใบความรู้และฝึกหัดทำกิจกรรมตามที่กำหนดไว้ในแต่ละขั้นตอน 5. เมื่ออ่านและฝึกปฏิบัติเข้าใจแล้ว ให้ทำกิจกรรมใบงาน อ่านคำสั่งการทำกิจกรรมให้เข้าใจและ ตรวจทานให้เรียบร้อย 6. ผู้เรียนต้องศึกษาและทำกิจกรรมเองทุกขั้นตอนในชุดการสอน 7. ทำแบบทดสอบหลังเรียนจากชุดการสอนผ่าน liveworksheet เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจผู้เรียนอีก ครั้ง 8. ข้อสำคัญผู้เรียนต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง และห้ามลอกคำตอบเพื่อนเพราะผู้เรียนจะไม่ประสบผลสำเร็จ ในการเรียนตามชุดการสอนเล่มนี้ 9. ส่งแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทุกครั้งหลังทำการทดสอบ 10. เกณฑ์การผ่านหน่วยการเรียนรู้ผู้เรียนควรได้คะแนนหลังเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 หากผู้เรียนได้ คะแนนหลังเรียนต่ำกว่าร้อยละ 60 ผู้เรียนควรกลับไปอ่านทบทวน ทำกิจกรรมใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ถึงขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง 11. ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ในเวลาที่ว่าง เพื่อให้เกิดความชำนาญในการบันทึกรายการค้า เกี่ยวกับหนี้สิน คำแนะนำในการเรียน


แผนผังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับชุดการสอน ขั้นที่ 1 พบครู ทดสอบก่อนเรียน ขั้นที่ 2 ศึกษาเนื้อหาจาก ชุดการสอน ขั้นที่ 3 พบครู ทดสอบหลังเรียน ผ่านเกณฑ์ พบครูเพื่อศึกษาเนื้อหา มีปัญหาปรึกษาครูผู้สอน ไม่ผ่านเกณฑ์ ครูอธิบายเพิ่มเติม


1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการสอนในการเรียนการสอน รายวิชา การบัญชีชั้นกลาง 2 เรื่อง หนี้สิน 2. เพื่อให้นักศึกษามีชุดการสอนไว้ศึกษาค้นหาความรู้ด้วยตนเอง 3. เพื่อใช้ชุดการสอนในการสอนซ่อมเสริมนักศึกษาที่ขาดเรียนหรือเรียนไม่ทันเพื่อน 4. เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนรายวิชา การบัญชีชั้นกลาง 2 เรื่อง หนี้สิน 5. เพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นใน การทำงาน วัตถุประสงค์ของการสร้างชุดการสอน


หลักสูตรรายวิชา ชื่อวิชา การบัญชีชั้นกลาง 2 รหัสวิชา 30201-2002 ทฤษฎี2 ปฏิบัติ2 หน่วยกิต 3 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประเภทวิชา บริหารธุรกิจ สาขาวิชา การบัญชีสาขางาน การบัญชี จุดประสงค์รายวิชา เพื่อให้ 1. เข้าใจเกี่ยวกับการรับรู้รายการ การวัดมูลค่าหนี้สิน ส่วนของเจ้าของ ประเภทห้างหุ้นส่วนและ บริษัทจำกัด การแสดงรายการและเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน ตามมาตรฐานการรายงานทาง การเงิน 2. สามารถบันทึกบัญชีและแสดงรายการเปิดเผยข้อ มูลในงบการเงิน เกี่ยวกับหนี้สิน ส่วนของ เจ้าของประเภทห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน 3. มีทัศนคติและกิจนิสัยที่ดีในการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ และรอบคอบ สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหนี้สิน ส่วนของเจ้าของ ประเภทห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด 2. ปฏิบัติงานบัญชีเกี่ยวกับส่วนของเจ้าของ ประเภทห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด ตามมาตรฐานการ รายงานทางการเงิน คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการการบัญชีและส่วนของเจ้าของ การรับรู้รายการ การวัดมูลค่าหนี้สิน หมุนเวียน หนี้ไม่หมุนเวียน ประมาณการหนี้หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงในส่วนทุน การแบ่งและ จัดสรรกำไร การแสดงรายการและเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน สำหรับกิจการห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด ค าอธิบายรายวิชา


3.1 ด้านความรู้ 1. บอกความหมายของหนี้สินได้ 2. บอกประเภทของหนี้สิน 3. บอกลักษณะของหนี้สินได้ 3.2 ด้านทักษะ 1. บันทึกบัญชีเกี่ยวกับหนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอน ประมาณการหนี้สิน และหนี้สินที่ อาจจะเกิดขึ้นได้ 2. บันทึกบัญชีเกี่ยวกับหุ้นกู้หรือพันธบัตรได้ 3.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. ความรับผิดชอบ : มีความพร้อมในการเรียนและการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย 2. ความซื่อสัตย์สุจริต : ปฏิบัติงานด้วยตนเองทุกครั้ง 3. ความมีวินัย : ปฏิบัติเป็นขั้นตอนอย่างมีระเบียบแบบแผน 4. ความใฝ่เรียนรู้ : มีความตั้งใจกระตือรือร้นในการทำงานและใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม 5. มุ่งมั่นในการทำงาน : ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด 1. ความหมายและลักษณะของหนี้สิน 2. ประเภทของหนี้สิน 3. การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอน ประมาณการหนี้สิน และ หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น 4. การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหุ้นกู้หรือพันธบัตร 1. ความรับผิดชอบ 2. ความซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. ความพอเพียง


จงเลือกค าตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว 1. ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการที่ต้องจ่ายช าระคืนแก่บุคคลภายนอกในอนาคต คือข้อใด ก. Assets ข. Expense ค. Revenue ง. Liabilities จ. Owner’ Equity 2. เหตุการณ์ที่พบส่วนใหญ่เป็นการส่งเสริมการขายของธุรกิจเพื่อเพิ่มยอดขาย คือหนี้สินประเภทใด ก. หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ก าหนดมูลค่าได้แน่นอน ข. หนี้สินหมุนเวียนที่ก าหนดมูลค่าได้แน่นอน ค. ประมาณการหนี้สิน ง. หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น จ. หนี้สินอื่น ๆ 3. ข้อใดต่อไปนี้การเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินต้องแสดงในหมายเหตุประกอบงบการเงินเท่านั้น ก. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ข. ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น ค. ตั๋วเงินจ่ายขาดความเชื่อถือ ง. เงินกู้ระยะยาวที่ถึงก าหนดภายในหนึ่งปี จ. การประมาณหนี้สินจากการรับประกันคุณภาพ 4. กิจการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อมาในราคา 300,000 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 25x1 เงื่อนไขการช าระ 2/10, n/30 กิจการช าระหนี้ในวันที ่ 11 มกราคม 25x1 การบันทึกบัญชีวันที ่ 11 มกราคม 25x1 คือข้อใด (วิธียอดขั้นต้น) ก. เดบิต เจ้าหนี้การค้า 300,000 เครดิต เงินสด 300,000 ข. เดบิต เจ้าหนี้การค้า 294,000 เครดิต เงินสด 294,000 ค. เดบิต เจ้าหนี้การค้า 294,000 ส่วนลดรับ 6,000 เครดิต เงินสด 300,000 ง. เดบิต เจ้าหนี้การค้า 300,000 เครดิต เงินสด 294,000 ส่วนลดรับที่ยอมสูญไป 6,000 จ. เดบิต เจ้าหนี้การค้า 300,000 เครดิต เงินสด 294,000 ส่วนลดรับ 6,000 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง หนี้สิน


5. ในงบการเงินบัญชีส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย จะแสดงอย่างไร ก.แสดงเป็นยอดบวก ตั๋วเงินรับ ในงบก าไรขาดทุน ข. แสดงเป็นยอดบวก ตั๋วเงินจ่าย ในงบก าไรขาดทุน ค. แสดงเป็นยอดหัก ตั๋วเงินจ่าย ในงบกระแสเงินสด ง. แสดงเป็นยอดหัก ตั๋วเงินรับ ในงบแสดงฐานะการเงิน จ.แสดงเป็นยอดหัก ตั๋วเงินจ่าย ในงบแสดงฐานะการเงิน 6. บริษัท จิตดี จ ากัด มีก าไรสุทธิก่อนหักโบนัสและภาษี เท่ากับ 500,000 บาท อัตราเงินโบนัส 10% อัตรา ภาษีเงินได้ 30% ของก าไรส ุทธิประจ าปี การค านวณโบนัสด้วยอัตราร้อยละจากก าไรส ุทธิ หลังหักโบนัสแต่ก่อนหักภาษีเงินได้คือข้อใด ก. 42,056.07 บาท ข. 45,454.55 บาท ค. 46,728.97 บาท ง. 50,000.00 บาท จ. 55,555.55 บาท จากโจทย์ต่อไปนี้ ใช้ตอบค าถามข้อ 7-8 บริษัท ต้มย ากุ้ง จ ากัด ผลิตบะหมี ่กึ ่งส าเร็จรูป ไวควิก จัดสมนาคุณ โดยซองเปล ่า 50 ซอง พร้อมเงิน 50 บาท สามารถแลกของสมนาคุณได้ 1 ชุดในราคา 150 บาท โดยกิจการคาดว่าลูกค้าจะน าซองเปล่า ไวควิก มาแลกของสมนาคุณประมาณ 70% ของไวควิกที่ขายได้ ในช่วงเดือนกันยายน ยอดขายโดยรวมของไวควิก ขายได้ 150,000 ซอง ซองละ 8 บาท มีการน าซองเปล่าไวควิก 60,000 ซอง มาแลกของสมนาคุณ 7. การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับลูกค้าน าซองไวควิกมาแลกของสมนาคุณ ข้อใดบันทึกได้ถูกต้อง ก. เดบิต ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 60,000 เครดิต ของสมนาคุณ 60,000 ข. เดบิต เงินสด 60,000 เครดิต ของสมนาคุณ 60,000 ค. เดบิต เงินสด 180,000 เครดิต ของสมนาคุณ 180,000 ง. เดบิต เงินสด 60,000 ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 180,000 เครดิต ของสมนาคุณ 240,000 จ. เดบิต เงินสด 60,000 ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 120,000 เครดิต ของสมนาคุณ 180,000


8. วันสิ้นงวดบัญชี จะบันทึกบัญชีอย่างไร ก. เดบิต ประมาณการหนี้สินจากการสมนาคุณ 45,000 เครดิต ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 45,000 ข. เดบิต ประมาณการหนี้สินจากการสมนาคุณ 90,000 เครดิต ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 90,000 ค. เดบิต ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 135,000 เครดิต ประมาณการหนี้สินจากการสมนาคุณ 135,000 ง. เดบิต ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 90,000 เครดิต ประมาณการหนี้สินจากการสมนาคุณ 90,000 จ. เดบิต ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย 135,000 เครดิต ประมาณการหนี้สินจากการสมนาคุณ 135,000 9. บริษัท ใจดี จ ากัด จ่ายเงินเดือนพนักงาน 400,000 บาท หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 4% และเงินประกันสังคม 5% บริษัทจ่ายสมทบเงินประกันอีก 5% บริษัทจะจ่ายเงินให้กับพนักงานเป็นจ านวนเท่าใด ก. 364,000 บาท ข. 368,000 บาท ค. 380,000 บาท ง. 384,000 บาท จ. 400,000 บาท 10. ข้อใดคือหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ก. ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น ข. รายได้ค่าเช่ารับล่วงหน้า ค. ตั๋วเงินรับขาดความเชื่อถือ ง. ประมาณการหนี้สินจากการสมนาคุณ จ. เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงก าหนดในงวดปัจจุบัน 11. ข้อใดไม่ใช่ความส าคัญของหนี้สินไม่หมุนเวียน ก. เป็นแหล่งเงินทุนเดียวที่กิจการสามารถหาได้ในขณะนั้น ข. มีต้นทุนสูงกว่าเนื่องจากการออกเป็นตราสารหนี้ ค. มีต้นทุนต ่ากว่าเนื่องจากการออกเป็นตราสารหนี้ ง. ไม่ต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียงในกิจการเพิ่มขึ้น จ. มีความได้เปรียบทางภาษี 12. บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ จะต้องจดทะเบียนหุ้นกู้ ณ ที่ใดก่อนที่จะน าหุ้นกู้ออกจ าหน่าย ก. หอการค้า ข. กรมธนารักษ์ ค. กรมสรรพากร ง. กรมบัญชีกลาง จ.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 13. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสูตรการค านวณดอกเบี้ยที่แท้จริง ก. ราคามูลค่ายุติธรรม บวก ราคาปัจจุบัน หาร อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ข. ราคาปัจจุบันหรือราคาตามบัญชีหุ้นกู้ คูณ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ค. ราคาปัจจุบันหรือราคาตามบัญชีหุ้นกู้ หาร อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง


ง. ราคาปัจจุบันหรือราคาตามบัญชีหุ้นกู้ บวก อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง จ. ราคาปัจจุบันหรือราคาตามบัญชีหุ้นกู้ หัก อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 14. วันที่ 1 มกราคม 25x1 บริษัท พบรัก จ ากัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปีก าหนดจ ่าย ดอกเบี้ยทุกวันที่ 1 มกราคม อายุไถ่ถอนหุ้นกู้ 3 ปี บริษัทน าหุ้นกู้ออกจ าหน่ายให้แก่บริษัท มงคล จ ากัด จ านวน 100 ฉบับ ราคาตามมูลค่าฉบับละ 1,000 บาท ขายหุ้นกู้ในราคาหุ้นละ 1,100 บาท ข้อใดถูกต้อง ก. เดบิต หุ้นกู้ 100,000 ข. เดบิต เงินสด 100,000 ค. เดบิต ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 10,000 ง. เดบิต ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ 10,000 จ. เครดิต ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ 10,000 15. วันที่ 1 มกราคม 25x1 บริษัท โคราชา จ ากัด น าหุ้นกู้จดทะเบียนมูลค่า 300,000 บาทออกจ าหน่าย อัตรา ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ก าหนดจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 1 มกราคม อายุไถ่ถอนหุ้นกู้ 5 ปี สมมติอัตราดอกเบี้ยที่ แท้จริง 6% ต่อปี (เปิดตาราง PVIF = 0.743) อยากทราบว่ามูลค่าปัจจุบันของเงินต้นเป็นเท่าใด ก. 224,190 บาท ข. 277,710 บาท ค. 286,626 บาท ง. 313,374 บาท จ. 322,290 บาท 16. วันที่ 1 พฤษภาคม 25x1 บริษัท สามารถ จ ากัด ออกหุ้นกู้ 12% มูลค่า 200,000 บาท จ าหน่ายในราคา 209,000 บาท ดอกเบี้ยหุ้นกู้ก าหนดจ่ายทุกวันที่ 1 มกราคม และ 1 กรกฎาคม การจ าหน่ายหุ้นกู้ของ บริษัท สามารถ จ ากัด เป็นการน าออกจ าหน ่ายระหว่างงวดการจ่ายดอกเบี้ย กิจการเรียกเก็บเงินค่า ดอกเบี้ยที่คงค้างเป็นจ านวนเท่าใด ก. 6,000 บาท ข. 6,270 บาท ค. 8,000 บาท ง. 8,360 บาท จ. 9,000 บาท 17. การเปิดตาราง PVIF หมายถึงข้อใด ก. มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ย ข. มูลค่าทุนเดิมของดอกเบี้ย ค.มูลค่ายุติธรรมของหุ้นกู้ ง. มูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้ จ. มูลค่าทุนเดิมของหุ้นกู้ 18. การเปิดตาราง PVIFA หมายถึงข้อใด ก. มูลค่าทุนเดิมของหุ้นกู้ ข. มูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้ ค. มูลค่ายุติธรรมของหุ้นกู้ ง. มูลค่าทุนเดิมของดอกเบี้ย จ. มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ย


19. ข้อใดแสดง “บัญชีส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้” ได้ถูกต้อง ก. งบแสดงฐานะการเงิน หักจากบัญชีหุ้นกู้ ข. งบแสดงฐานะการเงิน บวกกับบัญชีหุ้นกู้ ค. งบก าไรขาดทุน หักจากบัญชีหุ้นกู้ ง. งบก าไรขาดทุน บวกกับบัญชีหุ้นกู้ จ. งบกระแสเงินสด หักกับบัญชีหุ้นกู้ 20. วันที่ 1 มกราคม 25x1 บริษัท หนุนน า จ ากัด กู้เงินจากธนาคารจ านวน 900,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปีระยะเวลา 5 ปี ก าหนดจ่ายเงินต้นเท่ากันทุกปี (ด้วยเช็ค) วันจ่ายเงินต้นปีแรกกิจการจะต้อง จ่ายดอกเบี้ยเป็นจ านวนเท่าใด ก. 108,000 บาท ข. 86,400 บาท ค. 64,800 บาท ง. 43,200 บาท จ. 21,600 บาท Scan QR Code เพื่อทำแบบทดสอบ


1. ความหมายของหนี้สิน ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 (ปรับปรุง 2563) เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ของสภาวิชาชีพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้ความหมายโดยเฉพาะ ดังนี้ “หนี้สิน หมายถึง ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ในอดีตที่การชำระภาระผูกพันนั้นคาดว่า จะส่งผลให้กิจการต้องสูญเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ”จากข้อความข้างต้น สรุปความหมายของ หนี้สินได้ ดังนี้ หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันตามกฎหมายที่กิจการมีต่อบุคคลภายนอก ซึ่งเกิดจาก การซื้อสินค้า สินทรัพย์ หรือบริการเป็นเงินเชื่อ การกู้ยืมเงิน ค่าใช้จ่ายที่ถึงกำหนดชำระแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินรับ ล่วงหน้าค่าสินค้าหรือบริการ กิจการจะต้องจ่ายชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกหรือบุคคลอื่นในอนาคตการชำระ หนี้ดังกล่าวกิจการอาจจะชำระด้วยเงินสด สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่เงินสดหรือบริการ แล้วแต่ข้อตกลงกัน 2. การรับรู้หนี้สินและการวัดมูลค่าหนี้สิน สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดการรับรู้หนี้สิน และการวัดมูลค่าหนี้สินไว้ในกรอบ แนวคิดสำหรับการรายงานทางการเงิน ให้ถือปฏิบัติกับงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังต่อไปนี้ 2.1 การรับรู้รายการของหนี้สิน (Recognition of Liabilities) กิจการต้องรับรู้หนี้สินในงบแสดงฐานะการเงินเมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่นอนที่กิจการต้อง สูญเสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของทรัพยากรเพื่อชำระภาระผูกพันในปัจจุบัน และเมื่อมูลค่าของภาระผูกพันที่ ต้องชำระนั้นสามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ กิจการไม่ต้องรับรู้ภาระผูกพันภายใต้สัญญาเป็นหนี้สินในงบแสดง ฐานะการเงิน หากคู่สัญญายังมิได้ปฏิบัติตามภาระผูกพันในสัญญา หนี้สินหรือภาระผูกพันดังกล่าวจะถูกบันทึกบัญชีรับรู้เป็นหนี้สินในงบการเงินเมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ประการ คือ 2.1.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่นอนที่กิจการจะต้องสูญเสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของทรัพยากร ที่มีในอนาคต 2.1.2 มูลค่าของภาระผูกพันที่ต้องชำระนั้นสามารถวัดมูลค่าหรือกำหนดจำนวนเงินได้อย่างน่าเชื่อถือ 2.2 การวัดมูลค่าหนี้สิน (Measurement of Liabilities) การวัดมูลค่าองค์ประกอบของงบการเงินในกรอบแนวคิดสำหรับการรายงานทางการเงินได้ อธิบายถึงการวัดมูลค่าของหนี้สิน โดยใช้หลักเกณฑ์ ดังนี้ เรื่องที่ 1 ความหมายและลักษณะของหนี้สิน


2.2.1 ราคาทุนเดิม (Historical cost) หมายถึง การบันทึกหนี้สินด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจากการก่อ ภาระผูกพันหรือในบางสถานการณ์ ด้วยจำนวนเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดที่คาดว่าจะต้องจ่าย เพื่อชำระหนี้สินที่เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของกิจการ 2.2.2 ราคาทุนปัจจุบัน (Current cost) หมายถึง การแสดงหนี้สินด้วยจำนวนเงินหรือรายการ เทียบเท่าเงินสดที่ต้องชำระภาระผูกพันในอนาคตนั้นโดยไม่ต้องคิดลด 2.2.3 มูลค่าที่จะจ่าย (Settlement value) หมายถึง การแสดงหนีสินด้วยมูลค่าที่จะต้องจ่าย เพื่อชำระหนี้สินที่เกิดจากการดำเนินงานตามปกติโดยไม่ต้องคิดลด 2.2.4 มูลค่าปัจจุบัน (Present value) หมายถึง การแสดงหนี้สินด้วยมูลค่าปัจจุบันของกระแส เงินสดจ่ายสุทธิซึ่งคาดว่าจะต้องจ่ายชำระหนี้สินในการดำเนินงานตามปกติของกิจการ ดังนั้น การวัดมูลค่าหนี้สินกิจการจะต้องวัดมูลค่าภาระผูกพันดังกล่าวให้เป็นตัวเงินที่จะชำระแน่นอน เช่น กรณีซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อจากเจ้าหนี้การค้า การวัดมูลค่าหนี้สินจะวัดจากมูลค่าสินค้าที่ได้รับมา เอกสารที่ ใช้เป็นหลักฐาน คือใบกำกับสินค้า โดยเอกสารดังกล่าวจะระบุจำนวนเงินที่มีการซื้อขาย เงื่อนไขการชำระเงิน และภาระผูกพันอื่นๆ ที่มีในบางกรณีหนี ้สินบางประเภทอาจต้องมีการวัดมูลค่าโดยอาศัยการประมาณการ เชื่อถือได้ 3. ประเภทของหนี้สิน การจำแนกประเภทของหนี้สิน สามารถพิจารณาจาก 2 ลักษณะ ดังนี้ 3.1 ความเป็นไปได้ กิจการจะต้องพิจารณาว่า หนี้สินที่เกิดขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่หนี้สินออกเป็น 3 ประเภท คือ 3.1.1 หนี้สินที่สามารถกำหนดมูลค่าได้แน่นอน (Determinable Liabilities) 3.1.2 ประมาณการหนี้สิน (Estimated Liabilities) 3.1.3 หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น (Contingent Liabilities) 3.2 ใช้หลักระยะเวลาในการชำระหนี้ สามารถจำแนกประเภทหนี้สินออกเป็น 2 ประเภท คือ 3.2.1 หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) 3.2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) 4. ความหมายและลักษณะของหนี้สินหมุนเวียน นำเสนองบการเงิน ได้กำหนดไว้ว่า หนี้สินประเภทหนี้สินหมุนเวียน เมื่อหนี้สินนั้นเป็นไปได้ตามเงื่อนไขข้อ ใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้


หนี้สินที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นให้จัดประเภทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนดังนั้น หนี้สินหมุนเวียน จึงเป็นภาระ ผูกพันที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือน หรือเป็นหนี้สินที่กิจการคาดว่าจะจ่ายชำระหนี้สินนั้นภายในรอบ ระยะเวลาดำเนินงานตามปกติของกิจการการชำระหนี้สินหรือภาระผูกพันอาจทำได้หลายลักษณะ เช่น การจ่ายเงินสด การจ่ายชำระด้วยสินทรัพย์หมุนเวียน การโอนสินทรัพย์อื่น การให้บริการของกิจการในอนาคต การเปลี่ยนภาระผูกพันเดิมเป็นภาระผูกพันใหม่โดยการก่อหนี้สินอื่นขึ้นใหม่เพื่อชำระหนี้สินเดิม เป็นต้น ประเภทของหนี้สินหมุนเวียน จากประเภทของหนี้สินข้างต้น สามารถแบ่งประเภทของหนี้สินหมุนเวียนได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. หนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอน (Determinable current liabilities) หนี้สินหมุนเวียน ประเภทนี้สามารถกำหนดมูลค่าที่ต้องชำระคืนเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนหรือสามารถประมาณมูลค่าได้อย่าง น่าเชื่อถือว่าจะต้องชำระเป็นจำนวนเท่าใด ภายในระยะเวลา 1 ปีเช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะสั้น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เป็นต้น 2. ประมาณการหนี้สินหมุนเวียน (Estimated current liabilities) หนี้สินหมุนเวียนประเภทนี้ถือเป็นส่วน หนึ่งของการประมาณการหนี้สิน หากการประมาณการหนี้สินนั้นเป็นหนี้สินที่กิจการจะต้องชำระภายใน 1 ปี เช่น หนี้สินจากการขายบัตรของขวัญ หนี้สินจากการรับประกันคุณภาพสินค้า เป็นต้น หนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอน (Determinable liabilities) หนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอน หมายถึง หนี้สินที่เกิดขึ้นแล้วและสามารถกำหนดมูลค่าหนี้ได้ ทั้งจำนวนเงินและระยะเวลาที่ต้องจ่ายช าระได้อย่างถูกต้องแน่นอน เช่น เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร เงินกู้ยืม ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน เจ้าหนี ้การค้าและตั๋วเงินจ่าย ระยะสั้น เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระ ภายในหนึ่งปี เงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน เงินกู้ยืมระยะสั้นอื่น หนี้สินหมุนเวียนอื่น เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้รับล่วงหน้า เป็นต้น โดยหนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอนแต่ละประเภท มีรายละเอียดดังนี้ 1. เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารเงินเบิกเกินบัญชี หมายถึง กิจการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทกระแสรายวันไว้กับธนาคาร และผู้ฝากทำสัญญาขอ เบิกเงินเกินกว่ายอดเงินคงเหลือที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝากของตนไว้ จำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีดังกล่าว โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินที่เบิกเกินบัญชี เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารจะนำมาแสดงเป็นหนี้สิน หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยไม่ต้องบันทึกบัญชีสำหรับกิจการที่ต้องการแยกบัญชีเงินเบิกเกินบัญชี ธนาคารกับบัญชีเงินฝากธนาคาร ณ วันที่มีการเบิกเงินเกินบัญชี กิจการจะบันทึกบัญชีโดย


เดบิต เงินสด xx เครดิต เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.1 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.1 บริษัท รัดเกล้า จำกัด เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงไทย วันที่ 1 มกราคม 25x1 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมทั้งขอเปิดวงเงินเบิกเกินบัญชีไว้กับธนาคารในบัญชีเดียวกัน เป็นเงิน 100,000 บาท ในระหว่างเดือนมกราคมกิจการจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันซื้ออุปกรณ์สำนักงาน จำนวน 60,000 บาท การบันทึกบัญชี 25x1 ม.ค. 1 เดบิต เงินฝากกระแสรายวัน 50,000 เครดิต เงินสด 50,000 บันทึกนำเงินฝากธนาคาร 10 เดบิต อุปกรณ์สำนักงาน 60,000 เครดิต เงินฝากธนาคารกระแสรายวัน 60,000 บันทึกการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ณ วันที่ 31 มกราคม 25x1 บริษัท รัดเกล้า จำกัด จะมียอดคงเหลือบัญชีเงินฝากกระแสรายวันทางด้านเครดิต เท่ากับ 10,000 บาท ซึ่งจะแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน 2. เงินกู้ยืมระยะสั้น เงินกู้ยืมระยะสั้น หมายถึง หนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน อื่น ถือเป็นหนี้สินหมุนเวียน โดยปกติสถาบันการเงินจะให้วงเงินสินเชื่อโดยคิดดอกเบี้ยจากกิจการด้วย การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ วันก่อหนี้ เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx เครดิต เงินกู้ยืมระยะสั้น xx วันชำระหนี้ เดบิต เงินกู้ยืมระยะสั้น xx ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินกู้ยืมระยะสั้นสามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.2 และตัวอย่าง 1.3 ดังนี้


ตัวอย่าง 1.2 บริษัท ขวัญใจ จำกัด กู้เงินจากธนาคารในวันที่ 10 มกราคม 25x1 จำนวน 30,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี การบันทึกบัญชี 25x1 ม.ค. 10 เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 30,000 เครดิต เงินกู้ยืมระยะสั้น 30,000 บันทึกเงินกู้ยืมธนาคาร ก.ค. 10 เดบิต เงินกู้ยืมระยะสั้น 30,000 ดอกเบี้ยจ่าย 1,500 เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 31,500 บันทึกการจ่ายชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย ตัวอย่าง 1.3 หากบริษัท ขวัญใจ จำกัด กู้เงินจากธนาคารในวันที่ 1 พฤศจิกายน 25x1 จำนวน 50,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี ดอกเบี้ย 9% ต่อปี การบันทึกบัญชี 25x1 พ.ย. 1 เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 50,000 เครดิต เงินกู้ยืมระยะสั้น 50,000 บันทึกเงินกู้ยืมธนาคาร ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 750 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 750 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่ายจำนวน 2 เดือน 25x2 พ.ย. 1 เดบิต เงินกู้ยืมระยะสั้น 50,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 750 ดอกเบี้ยจ่าย 3,750 เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 54,500 บันทึกการจ่ายชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย 3. เจ้าหนี้การค้า (Account payable) เจ้าหนี้การค้า หมายถึง จำนวนเงินที่กิจการค้างชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ซื้อมาเพื่อขายหรือเพื่อใช้ ในการผลิตสินค้าหรือบริการ ซึ่งเป็นหนี ้สินที่เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของกิจการ และลักษณะของการ เกิดเจ้าหนี้จะมาพร้อมกับการที่กิจการอาจได้รับส่วนลดเงินสดซึ่งเป็นเงื่อนไขการชำระเงิน เพื่อจูงใจให้กิจการ ชำระหนี้เร็วขึ้น เช่น


1. เงื่อนไข 2/10 , n/30 หมายถึง กิจการจะต้องจ่ายชำระหนี้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ในใบกำกับสินค้า แต่ถ้ากิจการชำระหนี้ภายใน 10 วันนับแต่วันที่ในใบกำกับสินค้า กิจการจะได้รับส่วนลดเงินสด 2% 2. เงื่อนไข 2/10E.O.M. , n/60 หมายถึง กิจการจะต้องจ่ายชำระหนี้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ในใบ กำกับสินค้า แต่ถ้ากิจการชำระหนี้ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปนับแต่วันที่ในใบกำกับสินค้า กิจการจะได้รับ ส่วนลดเงินสด 2% . 3. เงื่อนไข 2/10 , E.O.M. หมายถึง กิจการจะต้องจ่ายชำระหนี ้ภายในสิ้นเดือนนับแต่วันที่ในใบกำกับ สินค้า แต่ถ้ากิจการชำระหนี้ภายใน 10 วันนับแต่วันที่ในใบกำกับสินค้า กิจการจะได้รับส่วนลดเงินสด 2% โดย ปกติเจ้าหนี้การค้าจะบันทึกบัญชีทันทีเมื่อกิจการได้รับสินค้าและจะบันทึกด้วยราคาตามใบกำกับสินค้า การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ วันก่อหนี้ เดบิต ซื้อสินค้า/สินทรัพย์ xx เครดิต เจ้าหนี้การค้า xx วันชำระหนี้และได้รับส่วนลดเงินสด เดบิต เจ้าหนี้การค้า xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx ส่วนลดรับ xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเจ้าหนี้การค้าสามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.4 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.4 บริษัท มัลลิกา จำกัด ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ 50,000 บาท วันที่ 15 มกราคม 25x1 เงื่อนไข 2/10,n/30 และจ่ายชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าในวันที่ 25 มกราคม 25x1 การบันทึกบัญชี 25x1 ม.ค. 15 เดบิต ซื้อสินค้า 50,000 เครดิต เจ้าหนี้การค้า 50,000 บันทึกรายการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ ม.ค. 25 เดบิต เจ้าหนี้การค้า 50,000 เครดิต เงินสด 49,000 ส่วนลดรับ 1,000 บันทึกรายการจ่ายชำระหนี้และได้รับส่วนลด


4. ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น (Short-term notes payable) ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น หมายถึง ตั๋วเงินจ่ายการค้าหรือตราสารทางการเงินที่กิจการออกให้แก่บุคคลอื่นเพื่อ ชำระค่าสินค้าหรือบริการ เพื่อซื้อสินทรัพย์ จ่ายชำระให้แก่เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าที่เป็นกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง ตั๋วเงินจ่ายของกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ตั๋วเงินจ่ายมี 2 ชนิด คือ ตั๋วเงินจ่ายชนิดไม่มีดอกเบี้ย และ ตั๋วเงินจ่ายชนิดมีดอกเบี้ย 4.1 ตั๋วเงินจ่ายชนิดไม่มีดอกเบี้ย (Non-interest-bearing note) เป็นตั๋วเงินที่ในวันที่ออกตั๋วเสมือน หนึ่งได้มีการรวมดอกเบี้ยไว้ในหน้าตั๋วแล้ว ดังนั้นจะไม่มีอัตราดอกเบี้ยระบุไว้บนหน้าตั๋ว ในวันที่ตั๋วเงินครบ กำหนด ผู้ออกตั๋วจะจ่ายเงินเท่ากับจำนวนเงินตามหน้าตั๋วโดยไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยในวันครบกำหนด แต่ใน ความเป็นจริงแล้วจำนวนเงินตามหน้าตั๋วได้รวมดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว จำนวนดอกเบี้ยที่ถูกหักไว้ล่วงหน้านี้ เรียกว่า “ส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย” (Discount on notes payable) ซึ่งจะแสดงรายการในงบแสดงฐานะการเงิน เป็นบัญชีปรับมูลค่ากับบัญชีตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ 4.1.1 กรณีออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อชำระค่าสินค้า บันทึกบัญชีโดย เดบิต ซื้อสินค้า xx เครดิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น xx 4.1.2 กรณีออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อซื้อสินทรัพย์ บันทึกบัญชีโดย เดบิต สินทรัพย์ xx เครดิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น xx 4.1.3 กรณีออกตั๋วเงินจ่ายชนิดไม่มีดอกเบี้ย ณ วันที่กู้จะได้รับเงินน้อยกว่าจำนวนที่กู้ยืม เพราะจะต้องหัก ส่วนลดธนาคารด้วย บันทึกบัญชีโดย เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx ส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย xx เครดิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น xx วันครบกำหนดหรือวันชำระหนี้ตั๋วเงินจ่ายชนิดไม่มีดอกเบี้ย จะบันทึกบัญชีตามมูลค่าหน้าตั๋วโดยไม่มี ดอกเบี้ยบันทึกบัญชีโดย เดบิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx วันสิ้นงวดบัญชี ตั๋วเงินจ่ายที่ออกเพื่อขอกู้เงินชนิดไม่มีมีดอกเบี้ยยังไม่ครบกำหนดชำระจะปรับปรุงตัด ส่วนลดในตั๋วเงินจ่ายเป็นดอกเบี้ยจ่ายประจำงวดตามระยะเวลาตั้งแต่วันที่ออกตั๋วเงินจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี บันทึกบัญชีโดย


เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต ส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นชนิดไม่มีดอกเบี้ย สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.6 และ ตัวอย่าง 1.7 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.6 บริษัท เมรยา จำกัด ออกตั๋วเงินจ่ายเพื่อซื้อสินค้า 25,000 บาท ในวันที่ 16 มีนาคม 25x1 เป็นตั๋วชนิดไม่มีดอกเบี้ย ระยะเวลา 60 วัน การบันทึกบัญชี 25x1 มี.ค. 16 เดบิต ซื้อสินค้า 25,000 เครดิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น 25,000 บันทึกออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อซื้อสินค้า พ.ค. 15 เดบิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น 25,000 เครดิต เงินสด 25,000 บันทึกการจ่ายชำระเงินตามตั๋วเงินจ่ายที่ครบกำหนด ตัวอย่าง 1.7 หากบริษัท เมรยา จำกัด ออกตั๋วเงินจ่ายชนิดไม่มีดอกเบี้ยเพื่อขอกู้เงินจากธนาคาร ในวันที่ 1 เมษายน 25x1 จำนวน 100,000 บาท อายุตั๋ว 1 ปี ธนาคารคิดส่วนลด 5% ต่อปี การบันทึกบัญชี 25x1 เม.ย. 1 เดบิต เงินสด 95,000 ส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย 5,000 เครดิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น 100,000 บันทึกออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อขอกู้เงินจากธนาคาร ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 3,750 เครดิต ส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย 3,750 บันทึกการตัดส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย 25x2 เม.ย. 1 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 1,250 เครดิต ส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย 1,250 บันทึกการตัดส่วนลดในตั๋วเงินจ่าย


เดบิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น 100,000 เครดิต เงินสด 100,000 บันทึกการจ่ายชำระเงินตามตั๋วเงินจ่ายที่ครบกำหนด 4.2 ตั๋วเงินจ่ายชนิดมีดอกเบี้ย (Interest-bearing note) เป็นตั๋วเงินจ่ายที่ในวันที่ออกตั๋วเงินจ่ายไม่มี การรวมดอกเบี้ยไว้ในหน้าตั๋ว ในวันที่ตั๋วเงินครบกำหนด ผู้ออกตั๋วจะจ่ายเงินเท่ากับจำนวนเงินตามหน้าตั๋ว พร้อมจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในตั๋ว ตั๋วเงินจ่ายจะบันทึกบัญชีด้วยมูลค่าหน้าตั๋วเสมอการบันทึกบัญชีมี ดังนี้ 4.2.1 กรณีออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อชำระค่าสินค้า บันทึกบัญชีโดย เดบิต ซื้อสินค้า xx เครดิต ตั๋วเงินจ่าย xx 4.2.2 กรณีออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อซื้อสินทรัพย์ บันทึกบัญชีโดย เดบิต สินทรัพย์ xx เครดิต ตั๋วเงินจ่าย xx 4.2.3 กรณีออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อการกู้ยืมเงิน ณ วันที่กู้จะได้รับเงินเต็มจำนวนที่กู้ยืม บันทึกบัญชี โดย เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx เครดิต ตั๋วเงินจ่าย xx วันครบกำหนดหรือวันชำระหนี้ตั๋วเงินจ่ายชนิดมีดอกเบี้ย จะบันทึกการจ่ายเงินตามตั๋วพร้อมดอกเบี้ย ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในตั๋ว บันทึกบัญชีโดย เดบิต ตั๋วเงินจ่าย (มูลค่าหน้าตั๋ว) xx ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx วันสิ้นงวดบัญชี ตั๋วเงินจ่ายชนิดมีดอกเบี้ยยังไม่ครบกำหนดช าระ จะปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่ายตาม ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ออกตั๋วเงินจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี บันทึกบัญชีโดย เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นชนิดมีดอกเบี้ย สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.8 และ ตัวอย่าง 1.9 ดังนี้


ตัวอย่าง 1.8 บริษัท กานดา จำกัด ออกตั๋วเงินจ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ในวันที่ 5 เมษายน 25x1 จำนวน 48,000 บาท อายุตั๋ว 75 วัน อัตราดอกเบี้ย 12% การบันทึกบัญชี 25x1 เม.ย. 5 เดบิต อุปกรณ์สำนักงาน 48,000 เครดิต ตั๋วเงินจ่าย 48,000 กิจการออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อซื้อสินค้า มิ.ย. 19 เดบิต ตั๋วเงินจ่าย 48,000 ดอกเบี้ยจ่าย 1,184 เครดิต เงินสด 49,184 จ่ายชำระเงินตามตั๋วเงินจ่ายที่ครบกำหนด ตัวอย่าง 1.9 หากบริษัท กานดา จำกัด ออกตั๋วเงินจ่ายชนิดมีดอกเบี้ยเพื่อขอกู้เงินจากธนาคาร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 25x1 จำนวน 90,000 บาท อายุตั๋ว 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 7% การบันทึกบัญชี 25x1 พ.ค. 1 เดบิต เงินสด 90,000 เครดิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น 90,000 บันทึกออกตั๋วเงินจ่ายระยะสั้นเพื่อขอกู้เงินจากธนาคาร ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 4,200 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 4,200 บันทึกการปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่าย 25x2 พ.ค. 1 เดบิต ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น 90,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 4,200 ดอกเบี้ยจ่าย 2,100 เครดิต เงินสด 96,300 บันทึกการจ่ายช าระเงินตามตั๋วเงินจ่ายที่ครบกำหนดพร้อมดอกเบี้ย 5. เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี(Current maturities of long term debt) เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี หมายถึง เงินกู้ยืมระยะยาวที่จะถึงกำหนดชำระคืน ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป เนื่องจากเงินกู้ยืมระยะยาวอาจไม่ได้ครบกำหนดชำระทั้งจำนวนพร้อมกันทั้งหมด แต่จะทยอยครบกำหนดชำระไปทีละส่วน ดังนั้นกิจการจึงต้องแยกส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะถึงกำหนด


ชำระภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ในงบแสดงฐานะการเงิน มาแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียนในงบแสดงฐานะ การเงิน โดยไม่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งนี้เพื่อให้งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะทางการเงินของกิจการตาม ความเป็นจริง ส่วนเงินกู้ยืมระยะยาวส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระจะแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน วิธีการบัญชีเกี่ยวกับเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี สามารถอธิบายได้ตามตัวอย่าง 1.10 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.10 บริษัท อินทุอร จำกัด กู้ยืมเงินจากธนาคาร ในวันที่ 1 มีนาคม 25x0 จำนวน 10,000,000 บาท โดยตกลงว่าจะจ่ายชำระหนี้ทุกปีๆ ละ 1,000,000 บาท โดยเริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 25x1 เป็นต้น ไป ในวันสิ้นงวดบัญชีปี 25x0 เงินกู้ยืมจำนวน 10,000,000 บาท จะแสดงรายการในงบแสดงฐานะการเงิน โดยแยกเป็นสองส่วน โดยเงินกู้จำนวน 1,000,000 บาทที่จะครบกำหนดชำระในวันที่ 1 มีนาคม 25x1 เป็นเงิน กู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีนับจากวันที่ในงบแสดงฐานะการเงินจะนำมาแสดงเป็นหนี้สิน หมุนเวียน ส่วนเงินกู้จำนวน 9,000,000 บาท ที่เหลือเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน 6. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued expense) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วในงวดบัญชีนี้ซึ่งกิจการได้รับประโยชน์เป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้จ่ายชำระทันทีในงวดปัจจุบัน ถือเป็นหนี้สินที่สามารถกำหนดมูลค่าได้แน่นอน กิจการจะบันทึกรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย และจะบันทึกรับรู้เป็นหนี้สินในงบการเงิน ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น ภาษีเงิน ได้หัก ณ ที่จ่าย เงินประกันสังคมค้างจ่าย เงินปันผลค้างจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย เป็นต้น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย บันทึกบัญชีดังนี้ วันก่อหนี้หรือ ณ วันสิ้นงวดบัญชี เดบิต ค่าใช้จ่าย xx เครดิต ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย xx วันชำระหนี้ เดบิต ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx วิธีการบัญชีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายค้างจ่าย สามารถอธิบายได้ตามตัวอย่าง 1.11 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.11 บริษัท สารถี จำกัด ได้รับบิลเรียกเก็บเงินค่าสาธารณูปโภค วันที่ 30 ธันวาคม 25x1 จำนวน 5,500 บาท บริษัทยังไม่ได้จ่ายค่าสาธารณูปโภคนี้ การบันทึกบัญชี 25x1 พ.ค. 1 เดบิต ค่าสาธารณูปโภค 5,500 เครดิต ค่าสาธารณูปโภคค้างจ่าย 5,500 บันทึกค่าสาธารณูปโภคค้างจ่าย


7. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding income tax) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หมายถึง จำนวนเงินที่นายจ้างหักจากเงินได้ที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายโดยกฎหมาย กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนและค่าแรงที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างไว้ และนำส่ง กรมสรรพากร ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สามารถเขียนสมการ คำนวณเงินได้สุทธิของลูกจ้างคือ เงินเดือนและค่าแรงสุทธิ = เงินเดือนและค่าแรง – ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การบันทึกบัญชี ณ วันก่อหนี ้หรือวันที่กิจการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนและค่าแรง สามารถบันทึก บัญชีได้ 3 กรณีดังนี้ กรณีที่ 1 พนักงานและลูกจ้างเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเงินได้เองทั้งหมด ในกรณีนี้พนักงานและลูกจ้างจะ ได้รับเงินจำนวนเท่ากับเงินเดือนและค่าแรงสุทธิหลังหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย บันทึกบัญชีโดย เดบิต เงินเดือนและค่าแรง xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย xx กรณีที่ 2 นายจ้างหรือกิจการเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเงินได้ให้ทั้งหมด โดยจะบันทึกจำนวนภาษีที่คำนวณจาก เงินได้ของพนักงานไว้ในบัญชีภาษีเงินได้ ในกรณีนี้พนักงานและลูกจ้างจะได้รับเงินเต็มจำนวน บันทึกบัญชีโดย เดบิต เงินเดือนและค่าแรง xx ค่าภาษีเงินได้ xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย xx กรณีที่ 3 นายจ้างหรือกิจการออกค่าภาษีเงินได้ให้บางส่วน ในกรณีนี้พนักงานและลูกจ้างจะได้รับเงิน จำนวนเท่ากับเงินเดือนและค่าแรงสุทธิหลังหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายส่วนที่พนักงานต้องรับภาระภาษี บันทึกบัญชีโดย เดบิต เงินเดือนและค่าแรง xx ค่าภาษีเงินได้ xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย xx วันชำระหนี้หรือวันที่นำภาษีหัก ณ ที่จ่ายส่งกรมสรรพากรทั้ง 3 กรณี จะบันทึกบัญชีโดย เดบิต ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.12 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.12 เดือนธันวาคม 25x1 กิจการจ่ายเงินเดือนพนักงาน เดือนละ 25,000 บาท ต้องหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย เดือนละ 500 บาท การบันทึกบัญชี กรณีต่างๆเป็นดังนี้


1. กรณีที่พนักงานและลูกจ้างเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเงินได้เองทั้งหมด บันทึกบัญชีโดย เดบิต เงินเดือนและค่าแรง 25,000 เครดิต เงินสด 24,500 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 500 บันทึกการจ่ายเงินเดือนและค่าแรงโดยพนักงานเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเอง 2. กรณีที่นายจ้างหรือกิจการเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเงินได้ให้ทั้งหมด บันทึกบัญชีโดย เดบิต เงินเดือนและค่าแรง 25,000 ค่าภาษีเงินได้ 500 เครดิต เงินสด 25,000 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 500 บันทึกการจ่ายเงินเดือนและค่าแรงโดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าภาษี 3. กรณีที่นายจ้างหรือกิจการออกค่าภาษีเงินได้ให้บางส่วน โดยออกค่าภาษีเงินได้คนละครึ่ง บันทึก บัญชีโดย เดบิต เงินเดือนและค่าแรง 25,000 ค่าภาษีเงินได้ 250 เครดิต เงินสด 24,750 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 500 บันทึกการจ่ายเงินเดือนและค่าแรงโดยนายจ้างและพนักงานจ่ายภาษีคนละครึ่ง 8. เงินประกันสังคมค้างจ่าย (Accrued social security contribution) เงินประกันสังคมค้างจ่าย หมายถึง จำนวนเงินที่กิจการหรือนายจ้างต้องหักจากเงินได้ที่กิจการเป็น ผู้จ่ายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักเงินประกันสังคมจาก เงินเดือนและค่าแรงของลูกจ้างส่วนหนึ่ง และนายจ้างจ่ายสมทบอีกส่วนหนึ่งและจะต้องนำส่งให้แก่สำนักงาน ประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบ โดยกำหนดให้ นายจ้างและลูกจ้าง ต้องสมทบจ่ายไม่เกินร้อยละ 5 ของเงินได้สามารถคำนวณเงินได้สุทธิของลูกจ้าง กรณีที่ต้องหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเงินประกันสังคม ได้ดังนี้ เงินเดือนและค่าแรงสุทธิ = เงินเดือนและค่าแรง – ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย– เงินประกันสังคม การบันทึกบัญชีการจ่ายเงินเดือนพนักงาน เดบิต เงินเดือนและค่าแรง xx เงินประกันสังคมจ่ายสมทบ xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx เงินประกันสังคมค้างจ่าย xx การบันทึกบัญชีนำเงินส่งสำนักงานประกันสังคม


เดบิต เงินประกันสังคมค้างจ่าย xx เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินประกันสังคมค้างจ่าย สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.13 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.13 จากตัวอย่าง 1.12 หากนายจ้างและลูกจ้างต้องสมทบจ่ายเงินประกันสังคมฝ่ายละ5% ของ ค่าแรงของลูกจ้างกรณีพนักงานและลูกจ้างเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเงินได้เองทั้งหมด การบันทึกบัญชี เดบิต เงินเดือนและค่าแรง 25,000 เงินประกันสังคมจ่ายสมทบ 1,250 เครดิต เงินสด 23,250 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 500 เงินประกันสังคมค้างจ่าย 2,500 9. เงินปันผลค้างจ่าย (Dividend payable หรือ Accrued dividend) เงินปันผลค้างจ่าย หมายถึง เงินปันผลที่กิจการประกาศจ่ายแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น เงินปันผล เป็นการแบ่งผลกำไรของกิจการให้แก่ผู้ถือหุ้นตามมติที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นประจำปี ดังนั้นเงินปันผลจึง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จะมีวันที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินปันผลอยู่ 3 วันคือ (1) วันประกาศจ่ายเงิน ปันผล เป็นวันที่กิจการประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยอาจจ่ายเงินสดปันผลหรือจ่ายหุ้นปันผลซึ่ง เป็นไปตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (2) วันที่บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ ที่จะได้รับเงินปันผล และ (3) วันจ่ายปัน ผล กิจการจะบันทึกบัญชีรับรู้เป็นหนี้สินในงบการเงินในวันประกาศจ่ายเงินปันผล การบันทึกบัญชี ณ วันประกาศจ่ายเงินปันผล และวันจ่ายเงินปันผล สามารถบันทึกได้ 2 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1 ณ วันที่บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลจะบันทึกลดยอดกำไรสะสมลง และบันทึกเงินปันผลค้าง จ่ายเป็นหนี้สินไว้ ณ วันที่จ่ายเงินปันผลจะบันทึกจ่ายชำระเงินปันผลค้างจ่ายที่บันทึกบัญชีไว้ การบันทึกบัญชี จะเป็นดังนี้ เดบิต กำไรสะสม xx เครดิต เงินปันผลค้างจ่าย xx บันทึกประกาศจ่ายเงินปันผล เดบิต เงินปันผลค้างจ่าย xx เครดิต เงินสด xx บันทึกจ่ายเงินปันผล


วิธีที่ 2 ณ วันที่บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลจะบันทึกเงินปันผลเป็นค่าใช้จ่าย และบันทึกเงินปันผลค้าง จ่ายเป็นหนี ้สินไว้ และวันสิ้นงวดต้องปิดบัญชีเงินปันผล เพื่อลดยอดบัญชีกำไรสะสมลง ณ วันที่จ่ายเงินปันผล จะบันทึกจ่ายชำระเงินปันผลค้างจ่ายที่บันทึกบัญชีไว้ การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ เดบิต เงินปันผล xx เครดิต เงินปันผลค้างจ่าย xx บันทึกประกาศจ่ายเงินปันผล เดบิต กำไรสะสม xx เครดิต เงินปันผล xx บันทึกปิดบัญชีเงินปันผลเข้าบัญชีกำไรสะสม เดบิต เงินปันผลค้างจ่าย xx เครดิต เงินสด xx บันทึกจ่ายเงินปันผล 10. ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย (Value Added Tax Payable) ตามประมวลรัษฎากรก าหนดให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่เรียกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการทุกครั้งที่มีการขาย การบันทึกบัญชีให้เครดิต บัญชีภาษี ขาย และเมื่อ ผู้ประกอบการซื้อสินค้า สินทรัพย์หรือบริการต่างๆ ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม การบันทึกบัญชีให้ เดบิต บัญชีภาษี ซื้อ เมื่อสิ้นเดือนจะคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีส่วนต่างนั้นให้ กับกรมสรรพากร แต่ถ้าภาษี ซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนต่างให้ถือเป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ กรณีที่ 1 ถ้าภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดบิต ภาษีขาย xx เครดิต ภาษีซื้อ xx ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย xx บัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายให้แสดงเป็นหนี ้สินหมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน และกิจการต้องชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชี ดังนี้ เดบิต ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย xx เครดิต เงินสด xx


กรณีที่ 2 ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดบิต ภาษีขาย xx ภาษีมูลค่าเพิ่มชำระเกิน xx เครดิต ภาษีซื้อ xx บัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มชำระเกินให้แสดงเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน และถือเป็น เครดิตภาษีของเดือนถัดไป 11. รายได้รับล่วงหน้า (Unearned revenue) รายได้รับล่วงหน้า หมายถึง จำนวนเงินที่กิจการได้รับมาก่อนการส่งมอบสินค้าหรือบริการ กิจการจึงมี ภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายช าระหนี ้สินนั้นในอนาคต โดยการส่งมอบสินค้าหรือการให้บริการในอนาคต รายได้ รับล่วงหน้า เช่น รายได้ค่าสมาชิกรับล่วงหน้าเป็นต้น ในวันรับเงิน กิจการจะบันทึกรับรู้รายได้รับล่วงหน้าเป็น หนี้สิน หากรายได้รับล่วงหน้ามีกำหนดเวลาไม่เกิน 12 เดือน จะแสดงรายได้รับล่วงหน้านั้นเป็นหนี้สิน หมุนเวียนในงบการเงิน หากมีกำหนดเวลายาวนาน เกินกว่า 12 เดือน จะแยกรายได้รับล่วงหน้าส่วนที่เกินกว่า 12 เดือนมาแสดงเป็นหนี้สินไม่ หมุนเวียน บันทึกบัญชีดังนี้ วันก่อหนี้ (วันรับเงิน) เดบิต เงินสด xx เครดิต รายได้รับล่วงหน้า xx วันสิ้นงวดบัญชีบันทึกปรับปรุงรายได้รับล่วงหน้าเป็นรายได้ของงวดบัญชีปัจจุบัน เดบิต รายได้รับล่วงหน้า xx เครดิต รายได้ xx วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับรายได้รับล่วงหน้า สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.14 ดังนี้ ตัวอย่าง 1.14 บริษัท ลัดดา จำกัด ได้รับเงินค่าเช่าหอพักล่วงหน้าวันที่ 1 พฤศจิกายน 25x1 เป็น ระยะเวลา 3 เดือน เดือนละ 6,000 บาท การบันทึกบัญชี 25x1 พ.ย. 1 เดบิต เงินสด 18,000 เครดิต รายได้ค่าเช่ารับล่วงหน้า 18,000 บันทึกรับค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน


ณ วันสิ้นงวดเมื่อลูกค้ามาใช้บริการเข้าอยู่ในหอพักแล้ว 2 เดือน กิจการจะโอนรายได้ค่าเช่ารับ ล่วงหน้าเป็นรายได้ บันทึกบัญชีโดย ธ.ค. 31 เดบิต รายได้ค่าเช่ารับล่วงหน้า 12,000 เครดิต รายได้ค่าเช่า 12,000 บันทึกโอนรายได้ค่าเช่ารับล่วงหน้าเป็นรายได้ค่าเช่า 12. การแสดงรายการหนี้สินหมุนเวียนที่กำหนดมูลค่าได้แน่นอนในงบการเงิน หนี้สินหมุนเวียนจะ แสดงรายการในงบแสดงฐานะการเงินเป็นอันดับแรกในส่วน “หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น” สามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 1.15 ดังนี้ ประมาณการหนี้สิน หมายถึง หนี้สินที่มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะเวลาหรือจำนวนที่ต้องจ่าย ชำระ ประมาณการหนี้สินต้องรับรู้ในงบแสดงฐานะการเงินก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้ การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับประมาณการหนี้สิน การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับประมาณการหนี้สิน ที่เกิดขึ้นกับกิจการโดยทั่วไป ได้แก่ การส่งเสริมการขาย (คูปองแลกของขวัญ หรือของสมนาคุณ) การรับประกันคุณภาพสินค้า และการขายบัตรกำนัลหรือบัตร


ของขวัญ เป็นต้น วิธีการบันทึกบัญชีและการแสดงรายการในงบการเงิน มีดังนี้ ประมาณการหนี้สินจากการส่งเสริมการขาย กิจการอาจมีนโยบายส่งเสริมการขาย เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าของกิจการเพิ่มมากขึ้นโดยการให้ ของสมนาคุณ เช่น แจกของแถม แจกคูปอง หรือแสตมป์ เพื่อนำมาแลกสินค้าได้ การส่งเสริมการขายลักษณะ นี้ทำให้กิจการมีภาระผูกพันหรือหนี้สินที่จะต้องจ่ายค่าสินค้าตามจำนวนที่ลูกค้ามีสิทธิซึ่งจำนวนที่เกิดขึ้นนั้นไม่ แน่นอน แต่สามารถประมาณมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ กิจการจะบันทึกบัญชีประมาณการหนี้สินหรือหนี้สิน โดยประมาณในงวดที่มีการขายสินค้า ประมาณการหนี้สินจากการรับประกันคุณภาพสินค้า การรับประกันคุณภาพสินค้า หมายถึง สัญญาที่ผู้ขายได้ทำข้อตกลงไว้แก่ผู้ซื้อสินค้าว่าจะให้บริการ หลังการขาย โดยการให้บริการตรวจซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ในส่วนที่ชำรุดเสียหายภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่เกิดขึ้นจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่มีการขาย แต่การ ซ่อมแซมเป็นรายการที่เกิดขึ้นหลังการขาย อาจเกิดภายหลังจากวันสิ้นงวดบัญชีที่มีการขายเนื่องจาก ระยะเวลารับประกันคุณภาพยังไม่สิ้นสุด ดังนั้นในวันสิ้นงวดบัญชีกิจการจึงประมาณค่าใช้จ่ายในการรับประกัน คุณภาพโดยใช้ข้อมูลและประสบการณ์การรับประกันคุณภาพที่เกิดขึ้นในอดีต ประมาณการหนี้สินจากการขายบัตรกำนัลหรือบัตรของขวัญ การขายบัตรกำนัลหรือบัตรของขวัญ เนื่องในโอกาสต่าง ๆ เพื่อให้ผู้รับบัตรกำนัลมีโอกาสได้เลือกซื้อ สินค้าตามต้องการ โดยนำบัตรกำนัลมาแลกซื้อสินค้าโดยไม่ต้องจ่ายเงินสด ถือเป็นการส่งเสริมการขายอย่าง หนึ่ง ในวันที่กิจการขายบัตรกำนัลหรือบัตรของขวัญให้แก่ลูกค้าแล้ว กิจการจะมีหนี้สินเกิดขึ้นทันที ณ วันที่ ขาย และในวันที่ลูกค้านำบัตรกำนัลมาใช้ กิจการจะบันทึกโอนเปลี่ยนบัญชีประมาณการหนี้สินมาเป็นรายได้ ของกิจการ วันสิ้นงวดบัญชีกิจการจะต้องประมาณมูลค่าของบัตรกำนัลที่ยังไม่ได้นำมาใช้บริการเป็นรายได้อื่น 13. หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น หมายถึงรายการข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ 1. ภาระผูกพันที่เป็นไปได้อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งความมีอยู่จริงของภาระผูกพันนั้นจะ ได้รับการยืนยันต่อเมื่อเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนเหตุการณ์หนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์


เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่อยู่ในความควบคุมทั้งหมดของกิจการ หรือ 2. ภาระผูกพันในปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในอดีต แต่ไม่รับรู้เป็นหนี้สินเนื่องจากเป็นไป ตามข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ 2.1 ไม่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะสูญเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เพื่อจ่ายชำระภาระผูกพัน หรือ 2.2 จำนวนของภาระผูกพันไม่สามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือเพียงพอ การรับรู้หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น กิจการจะไม่รับรู้ หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในงบแสดงฐานะการเงิน แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินที่ อาจเกิดขึ้นไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวอย่างเช่น กิจการมีหนี ้สินที่อาจจะเกิดขึ้นจากการประเมิน ภาษี 10 ล้านบาท กิจการก าลังยื่นอุทธรณ์การประเมิน แต่ฝ่ายบริหารและที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกิจการ เชื่อว่าผลคดีจะเป็นไปในทางที่ดีต่อกิจการ ข้อยุติของการประเมินดังกล่าวยังไม่อาจทราบได้ในขณะนี้หรือ กิจการมีคดีความที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งศาลยังไม่ตัดสินว่าจะแพ้หรือชนะ ถ้ากิจการแพ้คดี ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าทนายและค่าเสียหายต่างๆ แต่ถ้าชนะก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ 1. ความหมายและลักษณะของหนี้สินไม่หมุนเวียน ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 (ปรับปรุง 2557) เรื่อง การน าเสนองบการเงิน ได้ กำหนดไว้ว่า หนี้สินจะจัดประเภทเป็นหนี ้สินไม่หมุนเวียน เมื่อหนี้สินนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขตรงกันข้ามกับ หนี้สินหมุนเวียน คือ 1. มีการชำระเกินกว่ารอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติของกิจการ 2. วัตถุประสงค์เบื้องต้นไม่ได้มีไว้เพื่อค้า 3. กำหนดชำระเกินกว่า 12 เดือนนับจากรอบระยะเวลารายงาน จากข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า หนี ้สินไม่หมุนเวียน หมายถึง หนี้สินหรือภาระผูกพันที่จะถึงกำหนดเกิน กว่า 1 ปี หรือเป็นหนี ้สินระยะยาวที่กิจการจะจ่ายชำระหนี้สินนั้นเกินกว่ารอบระยะเวลาดำเนินงานตามปกติ ของกิจการ 2. ความสำคัญของหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน เป็นทางเลือกของกิจการในการจัดหาเงินทุน มีความสำคัญหลายประการ ดังนี้ 1. เป็นแหล่งเงินทุนเดียวที่กิจการสามารถหาได้ในขณะนั้น 2. มีต้นทุนตํ่ากว่า 3. มีความได้เปรียบทางภาษี 4. ไม่ต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียงในกิจการเพิ่มขึ้น 5. ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเงินทุนที่กู้ยืม


3. ประเภทของหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน ประกอบด้วย 1. หุ้นกู้หรือพันธบัตร 2. เงินกู้ยืมระยะยาว 3. ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว 4. หุ้นกู้หรือพันธบัตร 4.1 ความหมายของหุ้นกู้หรือพันธบัตร หุ้นกู้ (Bonds) หมายถึง กิจการกู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก โดยออกหุ้นกู้ไว้ให้เป็นหลักฐานกิจการจะ จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นกู้ในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งหุ้นกู้จะมีกำหนดไถ่ถอนมากกว่า 1 ปี และเมื่อครบ กำหนดไถ่ถอนแล้ว กิจการต้องนำเงินไปชำระคืนให้กับผู้ถือหุ้นกู้ เรียกว่า การไถ่ถอนหุ้นกู้พันธบัตร (Debenture) หมายถึง ตราสารทางการเงินที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุน จากนักลงทุน สถาบันทางการเงิน และประชาชนทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตร 4.2 ชนิดของหุ้นกู้ การออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับนโยบายและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในขณะนั้น กิจการจะ นำหุ้นกู้ออกขายจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535 ได้กล่าวชนิดของหุ้นกู้ แบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้ 4.2.1 หุ้นกู้ครบกำหนดชำระคราว 4.2.2 หุ้นกู้ครบกำหนดชำระเป็นงวด 4.2.3 หุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์คํ้าประกัน 4.2.4 หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คํ้าประกัน 4.2.5 หุ้นกู้ที่ระบุชื่อผู้ถือ 4.2.6 หุ้นกู้ที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือ 4.2.7 หุ้นกู้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยจนกระทั่งถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน 4.2.8 หุ้นกู้ชนิดไถ่ถอนก่อนครบกำหนด 4.2.9 หุ้นกู้แปลงสภาพ 4.3 การจดทะเบียนหุ้นกู้บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ จะต้องจดทะเบียนหุ้นกู้ก่อนที่จะนำหุ้นกู้ออกจำหน่าย ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีรายละเอียดในรายการจดทะเบียนเกี่ยวกับหุ้นกู้ ดังนี้ 1. จำนวนหุ้นกู้ที่สามารถออกจำหน่ายได้ 2. ราคาตามมูลค่าของหุ้นกู้ 3. อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้และวันที่จ่ายดอกเบี้ย 4. ระยะเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้


5. วิธีการไถ่ถอนหุ้นกู้ 4.4 การกำหนดราคาขายหุ้นกู้มี 3 ราคา คือ 4.4.1 ราคาตามมูลค่าหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท นำออกจำหน่ายในราคาหุ้นละ 100 บาท 4.4.2 ราคาสูงกว่ามูลค่าหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท นำออกจำหน่ายในราคาหุ้น ละ 130 บาท ดังนั้นจะมีผลต่างระหว่างราคาตามมูลค่าหุ้นกู้กับราคาจำหน่าย ผลต่างดังกล่าวเรียกว่า ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ 4.4.3 ราคาตํ่ากว่ามูลค่าหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท นำออกจำหน่ายในราคาหุ้น ละ 80 บาท ดังนั้นจะมีผลต่างระหว่างราคาตามมูลค่าหุ้นกู้กับราคาจำหน่าย ผลต่างดังกล่าวเรียกว่า ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ (Discount on Bonds) 4.5 การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหุ้นกู้ 4.5.1 การขายหุ้นกู้ 1) กรณีนำหุ้นกู้ออกจำหน่ายตรงกับงวดดอกเบี้ยของหุ้นกู้ราย กรณีที่ 1 ขายหุ้นกู้ในราคาเท่ากับราคาตามมูลค่า เดบิต เงินสด xx เครดิต หุ้นกู้ xx กรณีที่ 2 ขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่าราคาตามมูลค่า เดบิต เงินสด xx ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ xx เครดิต หุ้นกู้ xx กรณีที่ 3 ขายหุ้นกู้ในราคาสูงกว่าราคาตามมูลค่า เดบิต เงินสด xx เครดิต หุ้นกู้ xx ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ xx 4.5.2 กรณีออกขายหุ้นกู้ระหว่างงวดดอกเบี้ย การขายหุ้นกู้ระหว่างงวดดอกเบี้ยเป็นการขายหุ้นกู้โดยรวมดอกเบี้ยค้างจ่ายตั้งแต่วันที่จ่ายดอกเบี้ย ครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่ขายหุ้นกู้ ในการจ่ายดอกเบี้ยในงวดต่อไป กิจการผู้ออกหุ้นกู้จะจ่ายคืนดอกบี้ยจำนวน นี้ให้แก่ผู้ซื้อหุ้นกู้ บันทึกบัญชีดังนี้ กรณีที่ 1 ขายหุ้นกู้ในราคาเท่ากับราคาตามมูลค่า เดบิต เงินสด xx เครดิต หุ้นกู้ xx ดอกเบี้ยค้างจ่าย xx


กรณีที่ 2 ขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่าราคาตามมูลค่า เดบิต เงินสด xx ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ xx เครดิต หุ้นกู้ xx ดอกเบี้ยค้างจ่าย xx กรณีที่ 3 ขายหุ้นกู้ในราคาสูงกว่าราคาตามมูลค่า เดบิต เงินสด xx เครดิต หุ้นกู้ xx ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ xx ดอกเบี้ยค้างจ่าย xx 4.6 การตัดส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ เกิดจากการที่กิจการขายหุ้นกู้ได้ในราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาตาม มูลค่า เนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ไม่เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด บันทึกการตัดส่วนเกิน หรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้เข้าบัญชีดอกเบี้ยจ่ายเป็นการปรับดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ตามบัญชีให้ใกล้เคียงกับ ดอกเบี้ยจ่ายที่แท้จริง บันทึกบัญชีดังนี้ บันทึกการตัดส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ เดบิต ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ xx เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย xx บันทึกการตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ xx วิธีการตัดส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้หรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ มี 2 วิธี คือ 4.6.1 วิธีเส้นตรง (Straight-line method) เป็นการตัดส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ไปเป็น ดอกเบี้ยจ่ายด้วยจำนวนเท่ากันทุกงวด ซึ่งเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ ส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ก็จะถูก ตัดออกไปหมดพอดี คำนวณโดยการนำส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้หารด้วยจำนวนงวดดอกเบี้ยเขียนเป็น สมการคำนวณได้ดังนี้ ส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นตัดบัญชีต่องวด = ส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ จำนวนงวดดอกเบี้ย 4.6.2 วิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective interest method) เป็นการตัดส่วนเกินหรือส่วนลด มูลค่าหุ้นกู้ไปเป็นดอกเบี้ยจ่าย โดยการคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดหรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ณ วันที่นำหุ้นกู้ออกขาย คำนวณดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละงวดได้โดยการนำราคาตามบัญชีของหุ้นกู้ ณ วันต้นงวด คูณ


กับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด ดอกเบี้ยจ่ายที่ได้ในแต่ละงวดจะมีจำนวนไม่เท่ากัน แต่อัตราดอกเบี้ยที่ แท้จริงในแต่ละงวดจะเท่ากัน ผลต่างระหว่างดอกเบี้ยที่แท้จริงกับดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในแต่ละงวดเป็นจำนวน ที่นำไปตัดบัญชีส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ สามารถเขียนสมการคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงของหุ้นกู้ ได้ดังนี้ ดอกเบี้ยที่แท้จริง = ราคาปัจจุบันหรือราคาตามบัญชีหุ้นกู้ × อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.7 การจ่ายดอกเบี้ย เป็นการบันทึกการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ คำนวณได้โดยการน าราคาตามมูลค่าหุ้นกู้ คูณกับอัตราดอกเบี้ย ของหุ้นกู้ เขียนเป็นสมการคำนวณได้ดังนี้ ดอกเบี้ยจ่าย = ราคาตามมูลค่าหุ้นกู้ x อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ x ระยะเวลา การบันทึกบัญชี เป็นดังนี้ เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต เงินสด xx หากกิจการบันทึกการตัดบัญชีส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้หรือส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ ตรงกับงวด การจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกบัญชีด้วยจำนวนเท่ากับ เงินสดจ่ายต่องวดบวกส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ตัด บัญชี หรือส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้หักเงินสดจ่ายต่องวด การบันทึกบัญชีดังนี้ บันทึกการตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย xx เครดิต เงินสด xx ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ xx บันทึกการตัดส่วนเกินกว่ามูลค่าหุ้นกู้ เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย xx ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ xx เครดิต เงินสด xx 4.8 การไถ่ถอนหุ้นกู้ การไถ่ถอนหุ้นกู้หรือกำหนดเวลาชำระคืนเงินกู้ กิจการอาจเลือกไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนด หรือก่อน ครบกำหนดตามความพร้อมของกิจการ 4.8.1 การไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนด มูลค่าตามบัญชีของหุ้นกู้ ณ วันไถ่ถอนจะเท่ากับราคาตาม มูลค่าหุ้นกู้ ไม่ว่ากิจการจะออกหุ้นกู้ในราคาใด ถ้ามีส่วนเกินหรือส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ก็จะถูกตัดขายไปแล้ว ทั้งหมด การบันทึกบัญชีการไถ่ถอนหุ้นกู้ดังนี้


เดบิต หุ้นกู้ xx เครดิต เงินสด xx 4.8.2 การไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด การไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดสามารถกระทำได้ หาก กิจการผู้ออกหุ้นกู้มีเงินทุนหมุนเวียนมากพอที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้กลับคืนมา และเงื่อนไขการออกหุ้นกู้ระบุไว้ว่า สามารถไถ่ถอนคืนก่อนวันครบกำหนดได้ ซึ่งการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดจะมีราคาไถ่ถอนระบุไว้ซึ่ง มักจะมีราคาสูงกว่าราคาตามมูลค่าหุ้นกู้ เพื่อชดเชยให้กับผู้ถือหุ้นกู้ที่ต้องสูญเสียดอกเบี้ยที่จะได้รับในอนาคต การบันทึกบัญชีการไถ่ถอนหุ้นกู้ ดังนี้ 4.8.2.1 กรณีมีส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ หากต้องการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด จะต้องบันทึก ดอกเบี้ยจ่ายและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ทั้งหมด การไถ่ถอนหุ้นกู้จะเกิดกำไรหรือขาดทุนจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ แสดงรายการในงบก าไรขาดทุนของกิจการ การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ กรณีเกิดผลขาดทุนจากการไถ่ถอน เดบิต หุ้นกู้ xx ขาดทุนจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ xx เครดิต เงินสด xx ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ xx กรณีเกิดกำไรจากการไถ่ถอน เดบิต หุ้นกู้ xx เครดิต เงินสด xx ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ xx กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ xx 4.8.2.2 กรณีมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ หากต้องการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด จะต้อง บันทึกดอกเบี้ยจ่ายและตัดส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ทั้งหมด การไถ่ถอนหุ้นกู้จะเกิดกำไรหรือขาดทุนจากการไถ่ถอน หุ้นกู้ แสดงรายการในงบกำไรขาดทุนของกิจการ การบันทึกบัญชีเป็นดังนี้ กรณีเกิดผลขาดทุนจากการไถ่ถอน เดบิต หุ้นกู้ xx ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ xx ขาดทุนจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ xx เครดิต เงินสด xx กรณีเกิดกำไรจากการไถ่ถอน เดบิต หุ้นกู้ xx ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ xx


เครดิต เงินสด xx กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ xx 4.9 การบันทึกรายการเกี่ยวกับหุ้นกู้ เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการบันทึกรายการเกี่ยวกับหุ้นกู้ ได้แก่ ราคาขายหุ้นกู้ วันที่ขายหุ้นกู้ อายุของ หุ้นกู้ และอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้กับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามท้องตลาด การค านวณดอกเบี้ยหุ้นกู้ตามวิธี ดอกเบี้ยที่แท้จริง และการบันทึกรายการบัญชีเกี่ยวกับหุ้นกู้จึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 การขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่าตรงงวดดอกเบี้ย กรณีที่ 2 การขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่าระหว่างงวดดอกเบี้ย กรณีที่ 3 การขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตรงงวดดอกเบี้ย กรณีที่ 4 การขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าระหว่างงวดดอกเบี้ย กรณีที่ 5 การขายหุ้นกู้ในราคาสูงกว่ามูลค่าตรงงวดดอกเบี้ย กรณีที่ 6 การขายหุ้นกู้ในราคาสูงกว่ามูลค่าระหว่างงวดดอกเบี้ย 4.9.1 การขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่าตรงงวดดอกเบี้ย หากกิจการนำหุ้นกู้ออกขายตรงงวดดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ใกล้เคียงหรือเท่ากับ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด กิจการจะขายหุ้นกู้ได้ในราคาตามมูลค่า ที่จดทะเบียนไว้ และจ่ายดอกเบี้ย ตามงวดดอกเบี้ยทุกงวด การคำนวณราคาขายหุ้นกู้ การตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ การบันทึกบัญชี และการแสดง รายการในงบการเงินสามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 4.1 ดังนี้ ตัวอย่าง 4.1 บริษัท กนก จำกัด ออกหุ้นกู้ 12% ในวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 ราคาตามมูลค่า 5,000 บาท อายุ 3 ปี กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด 12% นำ ออกขายวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 (1) การคำนวณราคาขายหุ้นกู้ คำนวณมูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้และดอกเบี้ย มูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้ 5,000 บาท (5,000x 0.71178) 3,558.90 (เปิดตาราง PVIF n = 3 , i = 12%) มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ย 600 บาท (600x 2.40183) 1,441.10 (เปิดตาราง PVIFA n = 3 , i = 12%) ดังนั้นราคาขายหุ้นกู้ 5,000.00 ราคาตามมูลค่า 5,000.00 ส่วนเกินหรือลดมูลค่าหุ้นกู้ 0.00


(2) การคำนวณการตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง วัน เดือน ปี ดอกเบี้ยจ่าย (5,000x12%) ดอกเบี้ยจ่ายที่แท้จริง ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ตัด จำหน่าย ราคาตามบัญชีหุ้นกู้ 1 ส.ค. 25x1 5,000.00 31 ก.ค. 25x2 600 600 0 5,000.00 31 ก.ค. 25x3 600 600 0 5,000.00 31 ก.ค. 25x4 600 600 0 5,000.00 (3) การบันทึกบัญชี 25x1 ส.ค. 1 เดบิต เงินสด 5,000 เครดิต หุ้นกู้ 5,000 บันทึกการขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่า ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x2 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 1 ธ.ค.31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x3 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 2


ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x4 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 3 ส.ค. 1 เดบิต หุ้นกู้ 5,000 เครดิต เงินสด 5,000 ไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนดในราคาตามมูลค่า (4) การแสดงรายการในงบการเงิน บริษัท กนก จำกัด จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี ้สินไม่หมุนเวียนในปี 25x1 และปี 25x2 ส่วนในปี 25x3 จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี้สินหมุนเวียน เนื่องจากหุ้นกู้จะครบกำหนดไถ่ถอน ในปี ถัดไป (25x4) งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินของแต่ละปี จะแสดงดังนี้ บริษัท กนก จำกัด งบกำไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่าย 250 600 600 บริษัท กนก จำกัด งบแสดงฐานะการเงิน (บางส่วน) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 หนี้สิน หนี้สินหมุนเวียน หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดใน 1 ปี 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 250 250


หนี้สินไม่หมุนเวียน หุ้นกู้ 5,000 5,000 4.9.2 การขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่าระหว่างงวดดอกเบี้ย หากกิจการนำหุ้นกู้ออกขายระหว่างงวดดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยของ หุ้นกู้ใกล้เคียงหรือเท่ากับ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด กิจการจะขายหุ้นกู้ได้ในราคาตาม มูลค่า บวกด้วยดอกเบี้ยหุ้นกู้คงค้าง ตั้งแต่วันจ่ายดอกเบี้ยงวดก่อนจนถึงวันที่ขายหุ้นกู้ เมื่อถึง กำหนดจ่ายดอกเบี้ยในงวดถัดไป กิจการจะจ่าย ดอกเบี้ยหุ้นกู้เต็มจำนวน การบันทึกบัญชีและการแสดงรายการในงบการเงินสามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 4.2 ดังนี้ ตัวอย่าง 4.2 จากตัวอย่าง 4.1 บริษัท กนก จำกัด ออกหุ้นกู้ 12% ในวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 ราคาตามมูลค่า 5,000 บาท อายุ 3 ปี กำหนดการจ่ายดอกบี้ยทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปีอัตราดอกบี้ยที่แท้จริงใน ท้องตลาด 12% หากนำหุ้นกู้ออกขายวันที่ 1 ตุลาคม 25x1 บริษัทจะต้องเรียกดอกบี้ยคงค้างระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 1 ตุลาคม ไว้ในราคาขายด้วย (1) การบันทึกบัญชี 25x1 ต.ค. 1 เดบิต เงินสด 5,100 เครดิต หุ้นกู้ 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 100 บันทึกการขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่า ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 150 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 150 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่าย 25x2 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 1 ธ.ค.31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย


25x3 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 2 25x3 ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x4 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 3 ส.ค. 1 เดบิต หุ้นกู้ 5,000 เครดิต เงินสด 5,000 ไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนดในราคาตามมูลค่า (2) การแสดงรายการในงบการเงิน บริษัท กนก จำกัด จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี ้สินไม่หมุนเวียนในปี 25x1 และปี 25x2 ส่วนในปี 25x3 จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี้สินหมุนเวียน เนื่องจากหุ้นกู้จะครบกำหนดไถ่ถอน ในปี ถัดไป (25x4) งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินของแต่ละปี จะแสดงดังนี้ บริษัท กนก จำกัด งบกำไรขาดทุน(บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่าย 150 600 600


บริษัท กนก จำกัด งบแสดงฐานะการเงิน (บางส่วน) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 หนี้สิน หนี้สินหมุนเวียน หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดใน 1 ปี 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 250 250 หนี้สินไม่หมุนเวียน หุ้นกู้ 5,000 5,000 4.9.3 การขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตรงงวดดอกเบี้ย หากกิจการนำหุ้นกู้ออกขายตรงงวดดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ในท้องตลาด กิจการจะขายหุ้นกู้ได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่า เมื่อถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ยกิจการจะจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ เต็มจำนวน และต้องตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้เพื่อเพิ่มดอกเบี้ยหุ้นกู้ให้เท่ากับดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาดการ คำนวณราคาขายหุ้นกู้ การตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ การบันทึกบัญชี และการแสดงรายการในงบการเงินสามารถ แสดงได้ตามตัวอย่าง 4.3 ดังนี้ ตัวอย่าง 4.3 บริษัท แก้วฟ้า จำกัด ออกหุ้นกู้ 12% ในวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 ราคาตามมูลค่า 5,000 บาท อายุ 3 ปี กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด 14% บริษัทนำหุ้นกู้ออกขายวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 และไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนดในราคาตามมูลค่า (1) การคำนวณราคาขายหุ้นกู้ คำนวณมูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้และดอกเบี้ย มูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้ 5,000 บาท (5,000x 0.67497) 3,374.85 (เปิดตาราง PVIF n = 3 , i = 14%) มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ย 600 บาท (600x 2.32163) 1,392.98 (เปิดตาราง PVIFA n = 3 , i = 14%) ดังนั้นราคาขายหุ้นกู้ 4,767.83 ราคาตามมูลค่า 5,000.00 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 232.17


(2) การคำนวณการตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง วัน เดือน ปี ดอกเบี้ยจ่าย (5,000 x 12%) ดอกเบี้ยจ่าย ที่แท้จริง ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ตัดจำหน่าย ราคาตามบัญชี หุ้นกู้ 1 ส.ค. 25x1 4,767.83 31 ก.ค. 25x2 600 667.50 67.50 4,835.33 31 ก.ค. 25x3 600 676.95 76.95 4,912.28 31 ก.ค. 25x4 600 687.72 87.72 5,000.00 232.17 (3) การบันทึกบัญชี 25x1 ส.ค. 1 เดบิต เงินสด 5,000 เครดิต หุ้นกู้ 5,000 บันทึกการขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่า ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x2 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 1 ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x3 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 2


ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x4 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 3 ส.ค. 1 เดบิต หุ้นกู้ 5,000 เครดิต เงินสด 5,000 ไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนดในราคาตามมูลค่า (4) การแสดงรายการในงบการเงิน บริษัท กนก จำกัด จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี้สินไม่หมุนเวียนในปี 25x1และปี 25x2 ส่วนใน ปี 25x3 จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี้สินหมุนเวียน เนื่องจากหุ้นกู้จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี ถัดไป (25x4) งบกำ ไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินของแต่ละปี จะแสดงดังนี้ บริษัท กนก จำกัด งบกำไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่าย 250 600 600 บริษัท กนก จำกัด งบแสดงฐานะการเงิน (บางส่วน) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 หนี้สิน หนี้สินหมุนเวียน หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดใน 1 ปี 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 250 250


หนี้สินไม่หมุนเวียน หุ้นกู้ 5,000 5,000 4.5.2 การขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่าระหว่างงวดดอกเบี้ย หากกิจการนำหุ้นกู้ออกขายระหว่างงวดดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ใกล้เคียงหรือเท่ากับ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด กิจการจะขายหุ้นกู้ได้ในราคาตามมูลค่า บวกด้วยดอกเบี้ยหุ้นกู้คงค้าง ตั้งแต่วันจ่ายดอกเบี้ยงวดก่อนจนถึงวันที่ขายหุ้นกู้ เมื่อถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ยในงวดถัดไป กิจการจะจ่าย ดอกเบี้ยหุ้นกู้เต็มจำนวน การบันทึกบัญชี และการแสดงรายการในงบการเงินสามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 4.4 ดังนี้ ตัวอย่าง 4.4 จากตัวอย่าง 4.3 บริษัท กนก จำกัด ออกหุ้นกู้ 12% ในวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 ราคา ตามมูลค่า 5,000 บาท อายุ 3 ปี กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปีอัตราดอกเบี้ยที่ แท้จริงในท้องตลาด 12% หากนำหุ้นกู้ออกขายวันที่ 1 ตุลาคม 25x1 บริษัทจะต้องเรียกดอกเบี้ยคงค้าง ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 1 ตุลาคม ไว้ในราคาขายด้วย (1) การบันทึกบัญชี 25x1 ต.ค. 1 เดบิต เงินสด 5,100 เครดิต หุ้นกู้ 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 100 บันทึกการขายหุ้นกู้ในราคาตามมูลค่า ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 150 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 150 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่าย 25x2 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 1 ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย


25x3 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 2 25x3 ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 250 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยจ่าย 25x4 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 350 เครดิต เงินสด 600 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยงวดที่ 3 ส.ค. 1 เดบิต หุ้นกู้ 5,000 เครดิต เงินสด 5,000 ไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนดในราคาตามมูลค่า (2) การแสดงรายการในงบการเงิน บริษัท กนก จำกัด จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี ้สินไม่หมุนเวียนในปี 25x1และปี 25x2 ส่วน ในปี 25x3 จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี ้สินหมุนเวียน เนื่องจากหุ้นกู้จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี ถัดไป (25x4) งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินของแต่ละปี จะแสดงดังนี้ บริษัท กนก จำกัด งบกำไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่าย 150 600 600


บริษัท กนก จำกัด งบแสดงฐานะการเงิน (บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 หนี้สิน หนี้สินหมุนเวียน หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดใน 1 ปี 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 250 250 หนี้สินไม่หมุนเวียน หุ้นกู้ 5,000 5,000 4.5.3 การขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตรงงวดดอกเบี้ย หากกิจการนำหุ้นกู้ออกขายตรงงวดดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ต่ำกว่าอัตราดอก เบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด กิจการจะขายหุ้นกู้ได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่า เมื่อถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ย กิจการจะจ่าย ดอกเบี้ยหุ้นกู้เต็มจำนวน และต้องตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้เพื่อเพิ่มดอกเบี้ยหุ้นกู้ให้เท่ากับดอกเบี้ยที่แท้จริงใน ท้องตลาด การคำนวณราคาขายหุ้นกู้ การตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ การบันทึกบัญชี และการแสดงรายการใน งบการเงินสามารถแสดงได้ตามตัวอย่าง 4.5 ดังนี้ ตัวอย่าง 4.5 บริษัท แก้วฟ้า จำกัด ออกหุ้นกู้ 12% ในวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 ราคาตามมูลค่า 5,000 บาท อายุ 3 ปี กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในท้องตลาด 14% บริษัทนำหุ้นกู้ออกขายวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 และไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนดในราคาตามมูลค่า (1) การคำนวณราคาขายหุ้นกู้ คำนวณมูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้และดอกเบี้ย มูลค่าปัจจุบันของหุ้นกู้ 5,000 บาท (5,000 x 0.67497) 3,374.85 (เปิดตาราง PVIF n = 3 , i = 14%) มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ย 600 บาท (600 x 2.32163) 1,392.98 (เปิดตาราง PVIFA n = 3 , i = 14%) ดังนั้นราคาขายหุ้นกู้ 4,767.83 ราคาตามมูลค่า 5,000.00 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 232.17 (2) การคำนวณการตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นก้ตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง


วัน เดือน ปี ดอกเบี้ยจ่าย (5,000 x 12%) ดอกเบี้ยจ่าย ที่แท้จริง ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ตัดจำหน่าย ราคาตามบัญชี หุ้นกู้ 1 ส.ค. 25x1 4,767.83 31 ก.ค. 25x2 600 667.50 67.50 4,835.33 31 ก.ค. 25x3 600 676.95 76.95 4,912.28 31 ก.ค. 25x4 600 687.72 87.72 5,000.00 232.17 (3) การบันทึกบัญชี 25x1 ส.ค. 1 เดบิต เงินสด 4,767.83 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 232.17 เครดิต หุ้นกู้ 5,000 บันทึกการขายหุ้นกู้ในราคาต่ำกว่ามูลค่า ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 278.13 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 28.13 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่ายและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 25x2 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 389.37 เครดิต เงินสด 600 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 39.37 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 282.06 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 32.06 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่ายและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 25x3 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 394.89


เครดิต เงินสด 600 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 44.89 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ธ.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 286.55 เครดิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 36.55 บันทึกปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่ายและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 25x4 ก.ค. 31 เดบิต ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 401.17 เครดิต เงินสด 600 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 51.17 บันทึกการจ่ายดอกเบี้ยและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ส.ค. 1 เดบิต หุ้นกู้ 5,000 เครดิต เงินสด 5,000 บันทึกไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบกำหนด หากต้องการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด จะต้องบันทึกดอกเบี้ยจ่ายและตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ ทั้งหมดด้วย จากตัวอย่าง บริษัท แก้วฟ้า จำกัด จะทำการไถ่ถอนหุ้นกู้ในราคา 4,800บาท วันที่ 1 มีนาคม 25x4 การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ มี.ค. 1 เดบิต หุ้นกู้ 5,000 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250 ดอกเบี้ยจ่าย 114.62* เครดิต ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ (87.72x7/12) 51.17 เงินสด 5,150** กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ 163.45 บันทึกการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด *ดอกเบี้ยจ่าย = (600 x 2/12) + (87.72x2/12) = 114.62 **เงินสด = 4,800 + 250 +100 = 5,150 (4) การแสดงรายการในงบการเงิน บริษัท แก้วฟ้า จำกัด จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี ้สินไม่หมุนเวียนในปี 25x1 และปี 25x2 ส่วนในปี 25x3 จะแสดงรายการหุ้นกู้ในส่วนของหนี ้สินหมุนเวียน เนื่องจากหุ้นกู้จะครบกำหนด ไถ่ถอนในปี ถัดไป (25x4) งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินของแต่ละปีจะแสดงดังนี้


บริษัท กนก จำกัด งบกำไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่าย 278.13 671.43 681.44 บริษัท แก้วฟ้า จำกัด งบแสดงฐานะการเงิน (บางส่วน) สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25x1 25x2 และ 25x3 (หน่วย : บาท) 25x1 25x2 25x3 หนี้สิน หนี้สินหมุนเวียน หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดใน 1 ปี 5,000.00 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 250.00 250.00 250.00 หนี้สินไม่หมุนเวียน หุ้นกู้ 5,000.00 5,000.00 หัก ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ 204.04 4,795.96 132.61 4,867.39 ตัวอย่าง 4.5 จากตัวอย่าง 4.4 บริษัท แก้วฟ้า จำกัด ออกหุ้นกู้ 12% ในวันที่ 1 สิงหาคม 25x1 ราคาตาม มูลค่า 5,000 บาท อายุ 3 ปี กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงใน ท้องตลาด 14% หากบริษัทนำหุ้นกู้ออกขายวันที่ 1 ตุลาคม 25x1 บริษัทจะต้องเรียกดอกเบี้ยคงค้างระหว่าง วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 1 ตุลาคม ไว้ในราคาขาย และตัดส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ด้วย (1) การคำนวณราคาขายหุ้นกู้ ราคาขายหุ้นกู้ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 25x1 เท่ากับ 4,767.83 บาท ราคาขายหุ้นกู้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 25x1 จะต้องทำการปรับปรุงโดยตัดจำหน่ายส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 1 ตุลาคม 25x1 ดังนี้ ดอกเบี้ยที่แท้จริงตามท้องตลาด = 4,767.83 x 14% x 2/12 = 111.25 ดอกเบี้ยหุ้นกู้ = 5,000.00 x 12% x 2/12 = 100.00 ส่วนลดมูลค่าหุ้นกู้ตัดจำหน่าย = 11.25 มูลค่าตามบัญชี ณ วันที่ 1 ตุลาคม 25x1 = 4,767.83 + 11.25 = 4,779.08


Click to View FlipBook Version