โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2ผลงานสร้างสรรค์บุญสารทสลากภัตโดยกิจจาพร มักสิกกิ่งนัฏฐา กองช่างจุฑาภรณ์ พิกุลทองณัฐพล เอี่ยมศรีณัดนิธา วงษ์ลือธรรมรัตน์ พุทธจำนิฏฐิตา สิทธิรสปพิชญา บุญเรืองรอดเมธาวี อัศวถาวรภคพร ทัศน์เอี่ยมภูเทพ โพธิ์หอมภัทรดร เนื่องจำนงค์อธิชา ผึ่งผายครูประจำวิชานางกิ่งดาว สวัสดีครูที่ปรึกษานางวรรณา แก้วกว้างนางอินทิรา พงษ์นาคโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรมปีการศึกษา 2565
กบทคัดยอโครงงานเรื่อง : บุญสารทสลากภัตผูจัดทำโครงงาน : นางสาวกิจจาพร มักสิก นางสาวปพิชญา บุญเรืองรอดนางสาวกิ่งนัฏฐา กองชาง นางสาวเมธาวี อัศวถาวรนางสาวจุฑาภรณพิกุลทอง นางสาวภคพร ทัศนเอี่ยมนายณัฐพล เอี่ยมศรี นายภูเทพ โพธิ์หอมนางสาวณัดนิธา วงษลือ นายภัทรดร เนื่องจำนงคนางสาวธรรมรัตนพุทธจำ นางสาวอธิชา ผึ่งผายนางสาวนิฏฐิตา สิทธิรสอาจารยที่ปรึกษา : นางวรรณา แกวกวาง นางอินทิรา พงษนาคปการศึกษา : 2565 โครงงานการสรางสรรค เรื่อง บุญสารทสลากภัต มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาประวัติที่มาและวัฒนธรรม ประเพณีสารทลาวของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อสรางสรรคการแสดงบุญสารทสลากภัต โดยรวบรวมขอมูลองคความรูจากตำราวิชาการและภูมิปญญาทองถิ่น โดยคณะผูศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู CDASP Model คือ ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: วิเคราะหประเด็นการคิดอยางเปนระบบขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนาภายในกลุม ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess:ลงมือปฏิบัติและประเมินระหวางปฏิบัติขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share แสดงและแลกเปลี่ยนระหวางกลุม ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชม ผลการสรางสรรคมาจากแนวคิดประเพณีบุญสารทและการแหสลากภัต อันเปนประเพณีการทำบุญของชาวลาวเวียงชุมชนบานไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยแบงรูปแบบการแสดง คือชวงที่ 1 รำลึกเพื่อสื่อถึงการรำลึกถึงบรรพบุรุษของชาวลาวเวียง ดวยการนำสิ่งของมาจัดเตรียมรวมกันทำบุญในวันสารทตามความเชื่อ ชวงที่ 2 แลบุญสารท แสดงใหเห็นถึงขบวนแหสลากภัตเพื่อเขาไปทำบุญภายในวัดของชาวบาน ชวงที่ 3 วาดลายฟอน เปนการรื่นเริงของชาวบาน คนหนุมสาวหลังจากเสร็จสิ้นงานบุญ เพลงและดนตรีประกอบ ใชทำนองที่สื่อถึงความสอดคลองตามแนวคิดของการแสดงโดยมีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ คือ พิณไฟฟา แคนแปด พิณเบสไฟฟา กลองหาง (กลองยาวอีสาน) รำมะนาหรือกลองตุม ฉาบเล็ก ฉาบใหญ ดังนั้นบุญสารทสลากภัต จึงเปนผลงานสรางสรรค ที่คณะผูศึกษา มีความภาคภูมิใจพรอมถายทอดสูชุมชนเพื่อเพิ่มมูลคาทางวัฒนธรรมทองถิ่นและเปนแหลงการเรียนรู ที่สืบสาน ประเพณีบุญสารทของชาวลาวเวียงบานไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี
ขกิตติกรรมประกาศ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องบุญสารทสลากภัต ไดรับความอนุเคราะหอยางดียิ่งจากบุคคลหลายทานในการใหความรู คำปรึกษา ขอเสนอแนะทางวิชาการ ตลอดจนสละเวลาอันมีคาเพื่อใหโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องบุญสารทสลากภัตสำเร็จลงดวยดี กราบขอบพระคุณ คุณครูวรรณา แกวกวาง และคุณครูอินทิรา พงษนาค ครูที่ปรึกษาโครงงานและคุณครูกิ่งดาว สวัสดีครูประจำวิชา ที่กรุณาใหคำปรึกษา ความรู ขอเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเพื่อใหโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้บรรลุตามวัตถุประสงค กราบขอบพระคุณนายสาโรจน ตั้งธงชัย ผูประสานงานชุมชนทองเที่ยว และหัวหนาสภาวัฒนธรรมชุมชนไผขวาง นายแมน มาลาวงษและชาวลาวเวียงชุมชนบานไผขวางที่กรุณาใหความรูเพื่อเปนขอมูลสูการสรางสรรค รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการใหความรวมมือในการเผยแพรการแสดงและสรางเปนชุมชนแหงการเรียนรู กราบขอบพระคุณคณะกรรมการรวมพิจารณาผลงานทุกทานที่ใหคำแนะนำ ขอเสนอแนะตลอดจนแนวทางสูการสรางสรรคงานใหมีความสำเร็จอยางมีคุณภาพ กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารยวาสนา บุญญาพิทักษ ผูอำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีรวมทั้งผูบริหารทุกฝายที่มีสวนเกี่ยวของในการอำนวยความสะดวกและใหความอนุเคราะหสนับสนุนองคประกอบตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับการดำเนินงาน จนทำใหโครงงานมีความสำเร็จตามวัตถุประสงคคุณคาและประโยชนของโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้ขอมอบแดบิดา มารดา ครู อาจารยและครูภูมิปญญาทุกทาน และดำรงไวซึ่งคุณคาอันเปนประโยชนตอการศึกษาสืบไป
คสารบัญเรื่อง หนาบทคัดยอ กกิตติกรรมประกาศสารบัญสารบัญภาพ สารบัญตารางสารบัญแผนภูมิ ขคจฉฌบทที่ 1 บทนำ 11.1 ความเปนมาและความสำคัญของปญหา 11.2 วัตถุประสงคของโครงงาน 31.3 ขอบเขตของโครงงาน 31.4 วิธีดำเนินการศึกษา 31.5 นิยามศัพทเฉพาะ 51.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 51.7 กรอบแนวคิดที่ใชในการสรางสรรค 5บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 72.1 ประวัติความเปนมาของชาติพันธลาวเวียงในจังหวัดสุพรรณบุรี 72.2 ประวัติความเปนมาของประเพณีสารทลาว ตำบลไผขวาง 102.3 การสรางสรรคงานนาฏศิลป 132.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP Model 172.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 19บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา 223.1 ขั้นตอนดำเนินการศึกษา 223.2 ขั้นตอนการดำเนินการตามรูปแบบ CDASP Model 23บทที่ 4 ผลการศึกษา 264.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ 264.2 รูปแบบการแสดง 274.3 องคประกอบการแสดง 274.4 กระบวนทารำผลงานสรางสรรค 324.5 การวิเคราะหกระบวรทารำ 884.6 ผลการประเมินผลงานการแสดงบุญสารทสลากภัต 96
งสารบัญ (ตอ)หนาบทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ 97สรุปผลการศึกษา 97อภิปรายผล 98ขอเสนอแนะ 99บรรณานุกรม 100ภาคผนวก 103ภาคผนวก ก. รายนามผูทรงคุณวุฒิ 106ภาคผนวก ข. เครื่องมือที่ใชในการศึกษา 104ภาคผนวก ค. ภาพการดำเนินการศึกษาประวัติคณะผูศึกษา113117
จสารบัญภาพภาพที่ หนาภาพที่ 2.1 คุณสาโรจน ตั้งธงชัย ชาวลาวเวียงบานไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี 9ภาพที่ 2.2 การวางขาวหอในบุญสารท ของชุมชนลาวเวียงบานไผขวาง 11ภาพที่ 2.3 การแหสลากภัตในประเพณีสารทลาว ของชุมชนบานไผขวาง 12ภาพที่ 4.1 เครื่องแตงกายดานหนาผูชาย 28ภาพที่ 4.2 เครื่องแตงกานดานหลังผูชาย 28ภาพที่ 4.3 เครื่องแตงกายดานหนาผูหญิง 28ภาพที่ 4.4 เครื่องแตงกายดานหลังผูหญิง 28ภาพที่ 4.5 สลากภัต 30ภาพที่ 4.6 ขาวหอ 30ภาพที่ 4.7 พวงมะโหด 31ภาพที่ 4.8 ชุดหาบประกอบดวยไมคาน สาแหรก 31ภาพที่ 4.9 ทาแมบทอีสาน “ทานกเจาบินวน” 88ภาพที่ 4.10 ทาแมบทอีสาน “ ทาสาวนอยประแปง ” 89ภาพที่ 4.11 ทาแมบทอีสาน “ ทาฟอนเกี้ยวซู ” 89ภาพที่ 4.12 ดัดแปลงทารำมาจาก “ ทากินรีชมดอก ” 90ภาพที่ 4.13 ทารำแมบทใหญ “ ทายูงฟอนหาง ” 90ภาพที่ 4.14 ทารำแมบทใหญ “ ทาภมรเคลา ” 91ภาพที่ 4.15 ทารำแมบทใหญ “ ทาหนังหนาไฟ ” 91ภาพที่ 4.16 ทารำแมบทใหญ “ ทาขี่มาตีคลี ” 92ภาพที่ 4.17 ทารำแมบทใหญ “ ทาพรหมสี่หนา ” 92ภาพที่ 4.18 ทารำแมบทใหญ “ ทาขัดจางนาง ” 93ภาพที่ 4.19 ดัดแปลงทารำมาจากทารำแมบทใหญ“ ทาบัวชูฝก” 93ภาพที่ 4.20 ลักษณะการมองดวยอิริยาบถธรรมชาติ 94ภาพที่ 4.21 ลักษณะการเดินดวยอิริยาบถธรรมชาติ 94ภาพที่ 4.22 ลักษณะการมองดวยอิริยาบถธรรมชาติ 95ภาพที่ 4.23 ทารำสรางสรรคที่ดัดแปลงมาจาก“ ทาลมพัดพราว ” 95
ฉสารบัญตารางตาราง หนาตารางที่ 2.1 อาณาเขตติดตอของจังหวัดสุพรรณบุรี 9ตารางที่ 4.1 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก 33ตารางที่ 4.2 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 34ตารางที่ 4.3 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 35ตารางที่ 4.4 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 36ตารางที่ 4.5 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 37ตารางที่ 4.6 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 38ตารางที่ 4.7 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 39ตารางที่ 4.8 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 40ตารางที่ 4.9 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 41ตารางที่ 4.10 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 42ตารางที่ 4.11 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 43ตารางที่ 4.12 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 1 การรำลึก (ตอ) 44ตารางที่ 4.13 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 2 แลบุญสารท (ตอ) 46ตารางที่ 4.14 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 2 แลบุญสารท (ตอ) 47ตารางที่ 4.15 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 2 แลบุญสารท (ตอ) 48ตารางที่ 4.16 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 2 แลบุญสารท (ตอ) 49ตารางที่ 4.17 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 2 แลบุญสารท (ตอ) 50ตารางที่ 4.18 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 2 แลบุญสารท (ตอ) 51ตารางที่ 4.19 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 52ตารางที่ 4.20 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 53ตารางที่ 4.21 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 54ตารางที่ 4.22 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 55ตารางที่ 4.23 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 56ตารางที่ 4.24 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 57
ชสารบัญตาราง (ตอ)ตาราง หนาตารางที่ 4.25 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 58ตารางที่ 4.26 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 59ตารางที่ 4.27 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 60ตารางที่ 4.28 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 61ตารางที่ 4.29 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 62ตารางที่ 4.30 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 63ตารางที่ 4.31 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 64ตารางที่ 4.32 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 65ตารางที่ 4.33 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 66ตารางที่ 4.34 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 67ตารางที่ 4.35 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 68ตารางที่ 4.36 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 69ตารางที่ 4.37 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 70ตารางที่ 4.38 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 71ตารางที่ 4.39 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 72ตารางที่ 4.40 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 73ตารางที่ 4.41 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 74ตารางที่ 4.42 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 75ตารางที่ 4.43 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 76ตารางที่ 4.44 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 77ตารางที่ 4.45 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 78ตารางที่ 4.46 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 79ตารางที่ 4.47 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 80ตารางที่ 4.48 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 81ตารางที่ 4.49 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 82
ซสารบัญตาราง (ตอ)ตาราง หนาตารางที่ 4.50 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 83ตารางที่ 4.51 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 84ตารางที่ 4.52 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 85ตารางที่ 4.53 กระบวนทารำผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ชวงที่ 3 วาดลายฟอน(ตอ) 86ตารางที่ 4.6.1 แสดงผลการประเมินคุณภาพผลงานสรางสรรค ชุด บุญสารทสลากภัตโดยผูเชี่ยวชาญ 96
ฌสารบัญแผนภูมิแผนภูมิที่ หนา1 กรอบแนวคิดการสรางสรรค 6
1บทที่ 1บทนำ1.1 ความเปนมาและความสำคัญของปญหาเมืองสุพรรณบุรีมีแมน้ำทาจีนไหลผานจึงเปนเสนทางของการคมนาคมที่ผูคนเดินทางติดตอกันไดสะดวก ทั้งพื้นที่ภายในราชอาณาจักรและการติดตอกับชุมชนอื่น ๆ ผานทางทะเลภายนอกทำใหเมืองสุพรรณบุรีเปนศูนยกลางดานเศรษฐกิจและการคมนาคมไดอยางดีและทำใหงายตอการเลือกรับและปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชุมชนภายนอก รวมถึงนำมาผสมผสานใหเขากับเอกลักษณทางวัฒนธรรมภายในทองถิ่น จากปจจัยดังกลาวจึงมีผลตอการเคลื่อนยายเขามาตั้งถิ่นฐานของกลุมชน(พระสยาม กาฬภักดี(อหึสโก). 2549, น. 1) จากเหตุผลดังกลาวจึงทำใหเมืองสุพรรณบุรีมีการเคลื่อนยายและเขามาดำรงถิ่นฐานจากกลุมชนและชาติพันธุตาง ๆ นับตั้งแตอดีตเปนตนมา หนึ่งในจำนวนชาติพันธุนั้น คือกลุมชาติพันธุลาวเวียง ลาวเวียง เปนกลุมชาติพันธุที่ไดรับการจำแนกอยูในกลุมชนชาติลาวลุม ซึ่งหมายรวมถึงกลุมลาวอื่น ๆ เชน ลาวครั่ง ลาวพวน และลาวโซง ที่ตั้งถิ่นฐานอยูในพื้นที่ราบต่ำ มีรูปแบบทางเศรษฐกิจในลักษณะพึ่งพาตนเองดวยวิถีทางการเกษตร โดยแตละชาติพันธุจะมีอัตลักษณที่แตกตางกันออกไป(จตุพล อังศุเวช. 2555, น. 25) โดยคำเรียก ลาวเวียง เปนเพราะชาวลาวกลุมนี้อพยพมาจากเมืองเวียงจันทนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คำวา “ลาว” ไมไดแปลวา คนเฉย ๆ หากแตหมายความถึง “ชนผูเปนนาย” ขอสังเกตนี้ไดมาจากการพิจารณานามกษัตริยของอาณาจักรเงินยางมีคำวาลาวนำหนาทุกพระองคเริ่มตั้งแตลาวจก ลาวเกาแกว ลาวเลา ลาวตัน เรื่อยลงมาทั้งหมดกวา 30 ลาว ยุคหลังจึงคอยเปลี่ยนมาใชขุนนำหนากษัตริย (จิตร ภูมิศักดิ์. 2535, น. 386) ลาวเวียงเขามาอาศัยอยูในประเทศไทยตั้งแตสมัยกรุงธนบุรีมีการโยกยายครั้งใหญในสมัยรัตนโกสินทรตอนตนตรงกับรัชกาลที่3 เหตุครั้งนี้เปนผลเนื่องจากการกอกบฏของเจาอนุวงศใน พ.ศ. 2369 เมื่อการตอสูสิ้นสุดลงและกรุงเทพฯ ไดรับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว มีพระราชประสงคใหกวาดตอนผูคนจากเมืองเวียงจันทนและหัวเมืองลาวใกลเคียงกลับมามากที่สุด ทำใหกลุมชาวลาวเมืองเวียงจันทนและหัวเมืองลาวใกลเคียงถูกกวาดตอนสงลงมาหลายครั้ง จนเกิดเปนชุมชนที่ขยายใหญขึ้นพื้นที่หลักที่มีความหนาแนนของกลุมลาวเวียง คือ บริเวณลุมน้ำภาคกลาง ไดแก ลุมน้ำทาจีน ลุมน้ำแมกลองและลุมน้ำเพชรบุรีลาวเวียงบานไผขวางเปนลาวเวียงที่มีเชื้อสายของเชื้อพระวงศเจาเมืองลาว รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มีชาวลาวเวียงบางสวนไดอพยพมาอยูที่บานโคกหมอ วัดชายทุง จังหวัดสุพรรณบุรีราวรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยรัชกาลที่ 2 ชาวลาวเวียงที่อยู ณ บานโคกหมอ จังหวัดสุพรรณบุรีไดอพยพไปที่จังหวัดชัยนาทโดยมีชาวลาวเวียงที่เปนเชื้อพระวงศสวนหนึ่งไดอพยพมาอยูที่บานไผขวางเมืองสุพรรณบุรีหรือหัวเมืองตะวันตก ซึ่งชื่อของบานไผขวางนี้มีที่มาจากชื่อเดิมของหมูบานหนึ่งในเมืองเวียงจันทนโดยมีดวยกันหลายหมูบาน เชน บานดอนมะขาม บานดอนสะแกและบานไผขวาง จึงทำใหลาวเวียงเชื้อพระวงศที่อพยพมานี้ตั้งชื่อหมูบานที่อาศัยอยูวาบานไผขวาง โดยอาศัยอยูภายใตแกนนำของ ขุนคำมีซึ่งเปนผูเก็บสวยสงหลวง เมื่อขุนคำมีสิ้นบุญลงจึงใหขุนรามผูเปนลูกขึ้นมาดูแลแทนโดย ขุนรามผูนี้ถือเปน
2ตนตระกูลของชาวลาวเวียงในบานไผขวางในปจจุบัน เนื่องจากลาวเวียงบานไผขวางมีเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศหรือเจาเมืองลาว ทำใหในอดีตชาวลาวเวียงบานไผขวางสวนมากใชคำราชาศัพทของเมืองลาวในการสนทนาและสำเนียงการสนทนาไมเหมือนกับชาวลาวเวียงที่อื่น ๆ และในอดีตนั้นชาว ลาวเวียงบานไผขวางมีประเพณีที่สืบทอดทั้งแบบหลวงและของราษฎรครบทั้ง 12 เดือน แตดวยกาลเวลาที่ยาวนานและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมความเชื่อและความเจริญ เริ่มเขามาในชุมชนจึงทำใหประเพณีในอดีตสูญหายไป ชาวบานลาวเวียงในไผขวางจึงคิดริเริ่มรื้อฟนประเพณีบางประเพณีขึ้นมาหลายประเพณีคือ บุญขาวจี่ประเพณีหุงขาวใหมและประเพณีสารทลาว เปนตน(สาโรจนตั้งธงชัย. สัมภาษณ15 มิถุนายน 2565)ประเพณีสารทลาว ชุมชนบานไผขวาง มีความเชื่อวาตนกำเนิดของประเพณีสารทลาว ขาวประดับดิน มีมาแตครั้งพุทธกาล กลาวคือครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาจะเสด็จไปเยี่ยมพระประยูรญาติที่เมืองกบิลพัสดุระหวางทางพระองคไดเสด็จประทับ ณ วัดนิโครธาราม ในขณะนั้นพระอานนทไดแยกตัวออกไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิแลวนิมิตเห็นเปรตตนหนึ่งกายสูงใหญผมยาวรุงรังคอและปากเทารูเข็มปากพนไฟตลอดเวลา ดวงตาและลำตัวมีสีแดง ไดมาทูลทักวาขอใหพระอานนททำสังฆกรรมใหหากพระองคไมทำสังฆกรรมใหเมื่อดับขันลงจะตองมาจุติเปนเปรต เมื่อเปรตตนนี้พูดเสร็จก็หายไป พระอานนทมีความสงสัยจึงไปกราบทูลถามแดองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาในเรื่องราวที่เกิดขึ้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาจึงระลึกไดวาเปรตตนนี้อันมีนามวามุขเปรต ไดมาเตือนสติพระองคใหทำสังฆกรรม องคพระสัมมาสัมพุทธเจาจึงสั่งแกพระอานนทใหไปบอกบรรดา พระประยูรญาติธรรมวา ใหชวยกันสานตามะกอก เตรียมขาวสารอาหารแหงใสไวในกระจาดแลวองคพระสัมมาสัมพุทธเจาจึงทำพิธีสังฆกรรมใหแกพระอานนทหลังจากนั้นพระเจาพิมพิสารไดยึดถือและทำพิธีนี้สืบมาจนปจจุบัน กลุมชาติพันธุลาวเวียงบานไผขวาง ไดรื้อฟนพิธีสารทลาวประเพณี ขาวประดับดินขึ้นมา โดยมีความเชื่อในการประกอบพิธีวาใหนำขาวปลาอาหาร ขนมกงใสใบบัวหรือใบตอง ไปวางในที่สามแพรงหรือวัดในยามวิกาลประมาณชวงเวลา 02:00 น ถึงกอนรุงเชาขณะที่วางใหจุดธูปเพื่อบอกเลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผูที่ลวงลับไปแลวใหมารับอาหาร จากนั้นเมื่อรุงเชาจึงมีการทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศสวนบุญสวนกุศล (สาโรจนตั้งธงชัย. สัมภาษณ 15 มิถุนายน 2565)จากขอมูลดังกลาว คณะผูศึกษาไดเห็นถึงความสำคัญของชาติพันธุลาวเวียงและวัฒนธรรม ประเพณีสารทลาว ของชาวลาวเวียง อันเปนวัฒนธรรมที่ดีงามที่มีการสืบทอดกันจากอดีตจนถึงปจจุบัน เพื่อสงเสริมอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีสารทลาวสิ้นเดือน 9 ของชาวลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีจึงเปนแรงบันดาลใจใหคณะผูศึกษานำประเพณีวัฒนธรรมสารทลาวมาสรางสรรคการแสดงในรูปแบบการแสดงเพื่อสืบสานประเพณีและแสดงใหเห็นถึงวิถีชีวิตตามบริบทและความเชื่อของชาวลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีรวมทั้งเมื่อสรางสรรคแลวจะไดนำการแสดงชุดนี้กลับสูชุมชนชาวลาวเวียงในตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อสงเสริมใหชุมชนดังกลาวเปนที่รูจักและเปนแหลงศึกษาเรียนรูตลอดจนเปนการรวบรวมขอมูลที่เปนมรดกภูมิปญญาอันเปนประโยชนแกศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป
31.2 วัตถุประสงคของโครงงาน 1.2.1 เพื่อศึกษาประวัติที่มาและวัฒนธรรม ประเพณีสารทลาวของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี1.2.2 เพื่อสรางสรรคการแสดง บุญสารทสลากภัต1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.3.1 ขอบเขตดานเนื้อหาศึกษาที่มา บริบททางสังคมและคติความเชื่อของกลุมชาติพันธุลาวเวียง วัฒนธรรม ประเพณีสารทลาว ของกลุมชาติพันธุลาวเวียง1.3.2 ขอบเขตดานกลุมเปาหมายคือชุมชนบานไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี1.3.3 ขอบเขตดานระยะเวลาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้ คณะผูศึกษาไดกำหนดระยะเวลาการดำเนินการ ปการศึกษา 25651.4 วิธีดำเนินการศึกษาในการศึกษาครั้งนี้คณะผูศึกษาใชวิธีการศึกษาคนควาจากเอกสารตำราที่เกี่ยวของและการศึกษาภาคสนาม โดยคณะผูศึกษามีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้1.4.1 ศึกษาคนควาจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวของกับหลักการ และศึกษาขอมูลเกี่ยวกับประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง และประเพณีบุญสารทลาว ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯจังหวัดสุพรรณบุรีคือ1) บานเลขที่ 169 หมูที่ 2 ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี2) บานเลขที่ 146/3 และบานเลขที่ 26/3 หมูที่ 3 ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี3) หอสมุดแหงชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ4) พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี1.4.2 การสัมภาษณ รวบรวมขอมูลจากผูมีความรูเกี่ยวกับประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียงและประเพณีบุญสารทลาว จำนวน 2 ทาน คือ1) คุณสาโรจนตั้งธงชัย ผูประสานงานชุมชนทองเที่ยวบานไผขวาง หมูที่ 2 ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี2) นายแมน มาลาวงษ ผูสูงอายุชาติพันธุลาวเวียง ชุมชนบานไผขวาง หมูที่ 3ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี1.4.3 การสังเกตอยางมีสวนรวม โดยคณะผูศึกษาไดลงพื้นที่รวมกิจกรรมบุญสารท เพื่อสังเกตการประกอบกิจกรรมตามประเพณีบุญสารทลาวของชุมชนบานไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี
41.4.4 เครื่องมือที่ใชในการศึกษา1) แบบสัมภาษณ มุงประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหา ประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง และประเพณีบุญสารทลาวชุมชนบานไผขวาง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 2) แบบสังเกต มุงประเด็นเกี่ยวกับการประกอบกิจกรรมประเพณีบุญสารทลาวของชุมชนบานไผขวาง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี3) แบบประเมินคุณภาพการแสดงสรางสรรค บุญสารทสลากภัต1.4.5 การวิเคราะหขอมูล เปนการวิเคราะหเชิงพรรณนา และวิเคราะหดวยสถิติพื้นฐาน ไดแก คาเฉลี่ย และคาสวนเบี่ยงเบนมาตฐาน โดยประมวลขอมูลทางเอกสาร ตำรา หนังสือ การสัมภาษณ และการสรางสรรคของคณะผูศึกษา โดยเสนอเปนขั้นตอนดั้งนี้บทที่ 1 บทนำ1.1 ความเปนมาและความสำคัญของปญหา1.2 วัตถุประสงคของโครงงาน1.3 ขอบเขตของโครงงาน1.4 วิธีดำเนินการศึกษา1.5 นิยามศัพทเฉพาะ1.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ1.7 กรอบแนวคิดการสรางสรรคบทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ2.1 ประวัติความเปนมาของชาติพันธุลาวเวียงในจังหวัดสุพรรณบุรี2.2 ประวัติความเปนมาของประเพณีสาทรลาว ตำบลไผขวาง2.3 การสรางสรรคงานนาฏศิลป2.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP Model2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของบทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 3.1 ขั้นตอนดำเนินการศึกษา 3.2 ขั้นตอนการดำเนินงานตามรูปแบบ CDASP Model บทที่ 4 ผลการดำเนินการสรางสรรค 4.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ 4.2 รูปแบบการแสดง 4.3 องคประกอบการแสดง4.4 กระบวนทารำผลงานสรางสรรค4.5 การวิเคราะหกระบวรทารำ4.6 ผลการประเมินผลงานการแสดงบุญสารทสลากภัตบทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ5.1 สรุปผลการศึกษา5.2 อภิปราย5.3 ขอเสนอแนะ
51.5 นิยามศัพทเฉพาะ บุญสารท หมายถึง เทศกาลทำบุญในวันสิ้นเดือน 10 โดยนำพืชพรรณธัญญาหารแรกเก็บเกี่ยวมาปรุงขาวทิพย และขาวมธุปายาสถวายพระสงฆ เพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกญาติที่ลวงลับไปแลว.สลากภัต หมายถึง ถวายทานแกพระสงฆวิธีหนึ่ง โดยการจับสลากเพื่อแจกภัตตาหารหรือปจจัยวัตถุที่ไดรับจากผูศรัทธาถวายบุญสารทสลากภัต หมายถึง ประเพณีการทำบุญของชาวบานลาวเวียง ของชุมชนบานไผขวาง จังหวัดสุพรรณ โดยนำขาวปลา อาหาร คาวหวาน ผลไม หมาก พลู บุหรี่ อยางละเล็ก อยางละนอย แลวหอดวยใบตองทำเปนหอเล็ก ๆ นำไปวางตามที่ตาง ๆ เพื่อทำบุญใหผูที่ลวงลับไปแลว และ ทำบุญสลากภัต ใหแกพระสงฆโดยการจับฉลากในเวลาตอมา 1.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1.6.1 องคความรูและกระบวนการดำเนินงานเปนแนวทางในการสรางสรรคชุดการแสดงอื่น ๆ กอใหเกิดการพัฒนาผลงานอยางหลากหลายและเปนประโยชนในวงการวิชาชีพดานนาฏศิลปและดนตรี 1.6.2 ผลงานที่สรางสรรคสามารถนำสูชุมชนเพื่อการเผยแพรและสรางแหลงการเรียนรูเพื่อการศึกษาวิถี วัฒนธรรมอยางเปนรูปธรรม1.7 กรอบแนวคิดที่ใชในการสรางสรรคการสรางสรรคเปนการแสดงการสรางสรรคในรูปแบบนาฏศิลปไทย ชุด บุญสารทสลากภัตโดยการศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีสารทลาวและขาวประดับดิน ของตำบลไผขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีจนเกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจในการทำสรางสรรคการแสดงบุญสารทสลากภัต โดยเปนการนำเสนอ ประเพณีของชาวไผขวางเพื่อใหไดเปนที่รูจักและสรางประโยชนตอชุมชน ทั้งนี้ผูศึกษาไดมีการศึกษาขอมูลประกอบกับนำหลักทฤษฎีการสรางสรรคงานดานนาฏศิลปของผูเชี่ยวชาญ และนำมาประยุกตใชและเปนแนวทางในการสรางสรรคนาฏศิลปบุญสารทสลากภัต ดังแผนภูมิที่ 1.1
6ผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต• แนวคิด• แรงบันดาลใจ• รูปแบบการแสดง• องคประกอบการแสดง- การคัดเลือกผูแสดง- เพลงและดนตรี- กระบวนทารำ- เครื่องแตงกายการสรางสรรคงานนาฏศิลป- แนวคิดการสรางสรรคงานนาฏศิลปไทย- ทฤษฎีการสรางสรรคงานนาฏศิลปไทย การแสดงสรางสรรคบุญสารทสลากภัตแผนภูมิที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการสรางสรรคที่มา : คณะผูศึกษา, 2565ชาติพันธุลาวเวียงบานไผขวาง ต.ไผขวาง อ.เมือง ฯ จ.สุพรรณบุรี• ประวัติที่มาและวัฒนธรรมของชาติพันธุลาวเวียง• พิธีกรรม และความเชื่อ
7บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของในการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถะวิชาชีพครั้งนี้ คณะผูศึกษาไดศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวของในเรื่องของการสรางสรรคงาน แนวคิดทางวัฒนธรรม รวมถึงประวัติความเปนมา ของประเพณีสารทลาวของ ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยนำเสนอตามหัวขอดังนี้2.1 ประวัติความเปนมาของชาติพันธุลาวเวียงในจังหวัดสุพรรณบุรี2.2 ประวัติความเปนมาของประเพณีสารทลาว ตำบลไผขวาง 2.3 การสรางสรรคงานนาฏศิลป2.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP Model 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ2.1 ประวัติความเปนมาของชาติพันธุลาวเวียงในจังหวัดสุพรรณบุรี สุพรรณบุรี ไดชื่อวาเปนเมืองอูขาว อูน้ำ มีความสมบูรณของทรัพยากรธรรมชาติ อยางอุดมสมบูรณราวดั่งเมืองแหงทอง มีแมน้ำทาจีน ไหลผานตามแนวยาวของจังหวัดเหมาะแกการคมนาคมและตั้งถิ่นฐานบานเรือน จากการศึกษาพบวามีการตั้งถิ่นฐานในสุพรรณบุรีมาอยางยาวนาน ที่บริเวณกลางแมน้ำทาคอย และแมน้ำสุพรรณบุรีในเขตอำเภอสามชุกที่เรียกกันวา “โบราณสถานเนินทางพระ”แมไมปรากฏหลักฐานแนชัดเกี่ยวกับกลุมคนที่ครั้งหนึ่งเคยอยูอาศัยบริเวณเนินทางพระ แตเชื่อวาชุมชนที่นี่องคประกอบดวยกลุมคนหลากหลายชาติพันธุ เนื่องจากมีการอพยพมาตั้งถิ่นฐานกันในหลายชวงเวลาและหลายพื้นที่ ชาติพันธุ (ethnicity หรือ ethnos) คือ การมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดเดียวกันและเชื่อวาสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษกลุมเดียวกัน เชน ไทย พมา กะเหรี่ยง จีน ลาว เปนตน กลุมชาติพันธุหรือกลุมวัฒนธรรมมีลักษณะเดนคือ เปนกลุมคนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน บรรพบุรุษในที่นี้หมายถึงบรรพบุรุษทางสายเลือด ซึ่งมีลักษณะทางชีวภาพและรูปพรรณ (เชื้อชาติ) เหมือนกัน รวมทั้งบรรพบุรุษทางวัฒนธรรมดวย ผูที่อยูในกลุมชาติพันธุเดียวกันจะมีความรูสึกผูกพันทางสายเลือด และทางวัฒนธรรมพรอม ๆ กันไปเปนความรูสึกผูกพันที่ชวยเสริมสรางอัตลักษณของบุคคลและของชาติพันธุ 2.1.1 กลุมชาติพันธุลาวเวียง ในเขตพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี กลุมชาติพันธุลาวเวียงของจังหวัดสุพรรณบุรีเปนกลุมชาติพันธุที่มีประวัติความเปนมาเกี่ยวของกับประวัติศาสตร โดยพบวา เปนการอพยพยายถิ่นฐานในสงครามเจาอนุวงศ ซึ่งเปนกษัตริยแหงอาณาจักรลานชางเวียงจันทน ดังนั้นเพื่อเปนการศึกษาดานประวัติและความเปนมา คณะผูศึกษาจึงขอนำเสนอประเด็นการศึกษาโดยมีรายละเอียด ดังนี้เจาอนุวงศ หรือ เจาอนุ เปนพระมหากษัตริย
8แหงอาณาจักรลานชางเวียงจันทนพระองคที่ 5 หรือพระองคสุดทาย ทรงไดรับการยกยองวาเปน พระมหาวีรกษัตริยแหงราชอาณาจักรลานชางและประเทศลาว เปนพระมหากษัตริยผูพยายามกอบกูเอกราชชาติลาวจากการเปนประเทศราชของราชอาณาจักรสยาม ทรงปกครองราชอาณาจักรลานชางเมืองเวียงจันทน พ.ศ. 2348 – 2371 พ.ศ. 2369 อาณาจักรลานชางเวียงจันทนมีพระเจาอนุวงศเปนกษัตริย เจาอนุวงศเห็นวาเปนชวงเปลี่ยนแผนดินจึงคิดแยกตัวเปนอิสระไมขึ้นกับไทยอีกตอไป จึงระดมกำลังรวมกับเจาราชบุตรโยซึ่งครองจําปาศักดิ์ยกทัพมาตีสยามทางดานภาคอีสานของไทยในปจจุบัน เมื่อกองทัพของเจาอนุวงศยกทัพมาถึงเมืองนครราชสีมาเห็นจะทำการไมสำเร็จจึงตัดสินใจเผาเมืองนครราชสีมาทิ้ง พรอมทั้งกวาดตอนเชลยตามรายทางกลับไปเวียงจันทน ระหวางทางเชลยที่ถูกกวาดตอนก็ไดลุกขึ้นตอสูกองทัพลาวที่ทุงสัมฤทธิ์ และไดกองทัพของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 มาสมทบจนกองทัพลาวแตกทัพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวจึงกวาดตอนผูคนชาวลาวมาตั้งถิ่นฐานบานเมืองแถวจังหวัดลพบุรี สระบุรีสิงหบุรี และสุพรรณบุรี (จินดาวรรณ ประเสริฐดี. 2561, น. 10) สรุปไดวา เจาอนุวงศพยายามแยกตัวเปนอิสระออกจากสยาม ตัดสินใจเผาเมืองนครราชสีมา พรอมทั้งกวาดตอนเชลยกลับไปเวียงจันทน แตไมสำเร็จ ทำใหถูกจับกุมตัวมารับโทษที่กรุงรัตนโกสินทรและสิ้นพระชนมในที่สุด ทำใหประชาชนชาวลาวอพยพยายถิ่นฐานเขามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสัตวพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 ตามมุมมองของผูปกครองเรียก กองทัพของเจาอนุวงศและการกระทำของเจาอนุวงศวา “กบฏ” แตในมุมมองของผูที่อยูใตการปกครองที่ตองการปลดแอกตนจากการปกครอง ดังที่ ชาวลาวยกยองเจาอนุวงศวาเปน “วีรบุรุษ”จากการอพยพยายถิ่นฐานกลุมชาติพันธุลาวเวียง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 ที่ทรงปราบปรามเจาอนุวงศที่ทุงสัมฤทธิ์ใหพายแพแลวนั้น ประชนชาวเวียงจันทรสวนหนึ่งไดถูกกวาดตอนเขามาอยูในประเทศไทยตามจังหวัดตาง ๆ และในเวลาตอมาไดกระจัดกระจายออกไปอาศัยในที่ตาง ๆ รวมทั้งมาอาศัยในจังหวัดสุพรรณบุรีทำใหพบวากลุมชาติพันธุลาวเวียงในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น เปนเชื้อสายสวนหนึ่งของกลุมชาวลาวจากเวียงจันทรที่ถูกกวาดตอนเมื่อครั้งสมัยกบฏเจาอนุวงศ ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร 2.1.2 กลุมชาติพันธุลาวเวียงบานไผขวาง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาของคำวาบานไผขวาง เนื่องจากลาวเวียงจันทนไดมาตั้งถิ่นฐานที่แรกที่บานโคกหมอ ซึ่งอยูริมแมน้ำทาจีน ปจจุบันเรียกวาวัดชายทุง ตำบลทาระหัด แตเดิมมีอาชีพทำนาทำไรและปนหมอ และเมื่อมีลูกหลานสืบสกุลมากขึ้น ปูยาตายายสวนหนึ่งไดโยกยายจากบานโคกหมอมาตั้งถิ่นฐานบานเรือนที่บานไผขวางชาวบานจึงไดชวยกันถากถางกอไผและสรางที่อยูอาศัยและตั้งชื่อเปนหมูบานไผขวางขึ้น ซึ่งนามบานไผขวางนี้ไปตรงกับชื่อบานเกาที่เวียงจันทน จึงไดตั้งชื่อวาบานไผขวางมาจนถึงปจจุบัน มีดวยทั้งหมด6 หมู ประชาชนหมูที่ 2,3 และ4 สวนใหญเปนชาติพันธุลาวเวียงหมูที่ 1,5และ6 สวนใหญจะเปนชาวไทย และไทยจีนอยูหนาแนน อาชีพหลักของชาวบานตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี คือ ทำเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ติดตอกับชุมชนตาง ๆ ดังนี้
9ตารางที่ 2.1 อาณาเขตติดตอของตำบลไผขวางทิศ เขตติดตอทิศเหนือ ติดกับ ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุพรรณบุรีทิศใต ติดกับ ตำบลทาระหัด อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุพรรณบุรีทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลโคกโคเฒา อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุพรรณบุรีทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลสนามชัยและทาระหัด อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบานไผขวางเปนชุมชนที่สืบเชื้อสายมาจากลาวเวียงถูกกวาดตอนมาจากเมืองเวียงจันทน และไดเขามาอยูในจังหวัดสุพรรณบุรีประวัติกลุมชาติพันธุคำวาลาวเวียงในที่นี้จึงหมายถึงชาวลาวที่เคยพำนักอาศัยและมีถิ่นที่มาจากเมืองเวียงจันทน เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลักฐานการอพยพการตั้งถิ่นฐานของชาวลาวในแขวงเมืองสุพรรณบุรีนั้นปรากฏอยูในบันทึกหนาประวัติศาสตรในสวนของหัวเมืองตะวันตก สวนหลักฐานที่ชุมชนไผขวางนั้นคงเหลือแตเพียงเรื่องเลาจากปากตอปาก รุนตอรุน โดยคุณสาโรจน ตั้งธงชัย ประธานสภาวัฒนธรรมชุมชนไผขวาง ไดใหขอมูลเพิ่มเติมวา จากการที่เขามักจะชอบพูดคุยสอบถามกับผูเฒาผูแกมาตั้งแตเด็ก ๆ จึงไดรับขอมูลที่เลาขานตอ ๆ กันมาของชุมชนวา “บานไผขวางเปนชาวลาวเวียง” ที่เขามาในจังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มมาตั้งที่บานโคกหมอ (ตำบลทาระหัดในปจจุบัน) ตอมาไดยายถิ่นฐานมาอยูที่บริเวณตำบลไผขวาง (สาโรจนตั้งธงชัย. สัมภาษณ 15 มิถุนายน 2565)ภาพที่ 2.1 คุณสาโรจน ตั้งธงชัย ชาวลาวเวียงบานไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีที่มา : สาโรจน ตั้งธงชัย
10 กลาวโดยสรุปกลุมชาติพันธุลาวเวียง ของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ดำรงวิถีชีวิตอยูในปจจุบัน มีที่มาจากการถูกกวาดตอนในสงครามเจาอนุวงศเมืองเวียงจันทร สำหรับชุมชนลาวเวียงบานไผขวางไดเคลื่อนยายมาจากบานโคกหมออีกครั้งหลังจากที่มีกลุมคนเกิดขึ้นจนทำใหขยายครอบครัว และเคลื่อนยายมาตั้งรกรากอยูที่บานไผขวางในปจจุบัน โดยชื่อที่ใชเรียกนั้นนำมาจากบานไผขวางของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อเปนการรำลึกถึงบานเกิดเมืองนอนของตน2.2 ประวัติความเปนมาของประเพณีสารทลาว ตำบลไผขวางประเพณีสารทลาวจากเอกสารหลักฐานของคุณสาโรจน ตั้งธงชัย ผูประสานงานชุมชนทองเที่ยว ตำบลไผขวาง ไดใหขอมูลวา ประเพณีสารทเปนประเพณีความเชื่อ เปนอัตลักษณที่โดดเดน มีความสำคัญ และคุณคาทางสังคมอันเปนวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน โดยมีรายละเอียดดังนี้ประวัติความเปนมาจาก พระพุทธศาสนาจากพระสูตรในพระไตรปฎก กลาวไววา ชื่อเปรตมุข อัคนีชวาลศรการ - นาม -ธารณสูตร ครั้งนั้นพระพุทธเจาเสด็จประทับ แสดงพระธรรมเทศนา ณ นิโครธารามวิหาร เมืองกบิลพัสดุ พระอานนทเถระเจา พุทธอนุชาไดหลีกออกไปเขาญาณสมาบัติ อยูที่โคนตนไมใหญขณะที่พระอานนทบำเพ็ญญาณบริเวทธรรมอยูนั้น ไดมีอสูรกายคนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหนา บอกชื่อวา อัคนีชวาลมุขเปรตรูปรางสูงใหญหนาเขียว และเขี้ยวตามตัวมีแตหนังหุมกระดูก ลำคอเล็กเทารูเข็มมีเปลวไฟโชติชวงออกจากเปนนิจ ไดกลาวกับ พระอานนทวา ทานอานนทเราไดรับความทุกขเวทนาอยางแสนสาหัส เพราะความหิวกระหายจะกินก็ไมไดแตทุกขเวทนาเหลือหลาย ทานผูเปนสาวกขอพระพุทธเจา อุดมดวยเมตา กรุณาตอสัตว ขอพระเถระทานอุทิศสงอุปโภคบริโภคเปนไทยทาน แกฝูงเปรตดวยเถิด ถาทานไมกระทำในกาลอีก 3 วัน ก็จะถึงแกมรณะวาแลวอสูรกายตนนั้นก็หายไป พระอานนท เกิดความสะดุงกลัว เขาเฝาพระบรมศาสดากราบทูลใหทรงทราบ และขอพระพุทธองคเปนที่พึ่ง พระพุทธเจาจึงตรัสแกพระอานนทวา ในอดีตเมื่อพระองคยังเปนพระโพธิสัตวอยูนั้นพระโพธิสัตวไดตรัสเทศนาถึงพิธีโยคเปรตพลี เพื่อโปรดเหลาเปรตและสัตวทั้งหลาย ดังนั้น อัคนชวาลมุขเปรต นั้นคือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว (พระครมอิม) ผูมีปณิธานที่จะโปรดสัตวใหหลุดพนจากทุกข ไดนิรมิตกายมา เพื่อเปนอุบาย ใหพระพุทธองคแสดงพระธรรมเทศนา เกี่ยวกับพิธีโยคเปรตพลอุทิศแกพระอานนทเพื่อโปรดสัตว ไตรภูมิเปนปฐม และพิธีนี้ไดแนวทางปฏิบัติ เพื่อแสดง พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจาและเหลาพระโพธิสัตว ตอเหลาสัตวโลกทั้งหลาย เมื่อมีการแปลพระสูตร พิธีนี้จึงมีการถายทอดสืบเนื่องตอมา ที่นับถือพุทธศาสนา คนจีนก็ทำสารทจีน คนลาวก็จะทำสารทลาว คนไทยก็จะทำสารทไทย และอีกหลายประเทศที่นับถือพุทธศาสนา เมื่อถึงวันที่กำหนด ก็จะจัดมณฑลพิธีและนิมนตพระสงฆไปสวดพระพุทธมนตอุทิศ แกวิญญาณที่เรรอน เปรต อสูรกาย สัมพเวสี ผีไรญาติ และบรรพบุรุษ ผูที่ลวงลับไปแลวจนถึงทุกวันนี้ โดยมีความเชื่อวา ชวงที่ประตูโลกเปดตรงกับเดือน 6 ของไทยไปจนถึงกลางเดือน 12 จึงเหมาะแกการทำบุญและทำทาน ก็ไดมีประเพณีเกิดขึ้น เชน สารทลาว สารทจีน สารทไทย ทอดผาปา ประเพณีสารทลาวเปนประเพณีที่สืบทอด มาตั้งแตสมัยบรรพบุรุษ สืบเนื่องจากบรรพบุรุษดั้งเดิมสวนใหญไดอพยพมาจากเวียงจันทร ประชาชนสวนใหญของชาวบานไผขวางจึงมีเชื้อสายลาวเวียงประเพณีทอดกฐิน
11สารทลาวจัดขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศสวนบุญสวนกุศลใหกับผูที่ลวงลับไปแลว หากยังทำความดีเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยูจะไดไปเกิดในสรวงสวรรคแตหากทำความชั่วจะตกนรกตองทุกขทรมานในอเวจี ตองอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศกุศลไปให ดังนั้นเมื่อถึงวันดังกลาวผูที่ลวงลับไปแลวจะถูกปลดปลอยตัวกลับมายังโลกมนุษยเพื่อมาขอสวนบุญจากลูกหลาน วันสารทลาวจะตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 กอนวันงานที่ชาวบานจะทำขนมที่เรียกวา “กระยาสารท” เชามืดของวันที่ทำบุญ ก็จะจัดทำขาวหอไปใหบรรพบุรุษ สัมพเวสีไรญาติ เอาไวที่วัดเจดียที่ไวอิฐของบรรพบุรุษ ตนไมใหญ ทาง 3 แพรง หนาประตูบาน ตามยุงฉางและตามไรตามนาชาวลาวเวียงจะเรียกวา ขาวประดับดิน วา ขาวหอ ของที่ใสในหอขาวก็มีขาว กับขาว ผลไมขนม น้ำ หมากพลูและอื่น ๆ ชวงสองโมงเชาก็จะมีการทำบุญตักบาตร พรอมกับจัดหาผลไมและของใชที่จําเปนเพื่อนำมาใสในชะลอมเขง หรือกระจาด และตกแตงสวยงาม นำไปประกอบพิธีบุญตามประเพณี โดยในวันนั้นจะมีกิจกรรมขบวนแหกระจาดสารทลาว การทำบุญตักบาตรอาหารคาวหวาน และการจับสลากภัตถวายกระจาดที่จัดมาแดพระภิกษุสงฆเพื่ออุทิศใหกับผูที่ลวงลับไปแลว โดยที่ผานมาชาวบานไผขวางไดจัดประเพณีสารทลาวเปนประจำทุกป ณ วัดไผขวาง โดยไดรับความรวมมือกับองคการบริหารสวนตำบลไผขวาง โรงเรียนในเขตพื้นที่ตำบลไผขวาง ชาวบานจากคุมตาง ๆ และพี่นองชาวบานตำบลไผขวาง ในการจัดงานประเพณีสารทลาวเพื่อรวมกันสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของทองถิ่น ใหคงอยูสืบไป (นายสาโรจน ตั้งธงชัย, สัมภาษณวันที่ 26 มิถุนายน 2565)ภาพที่ 2.2 การวางขาวหอในบุญสารท ของชุมชนลาวเวียงบานไผขวางอำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี
12 งานบุญสารทลาว ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 นับเปนบุญสำคัญ โดยคนในชุมชนพรอมดวยลูกหลาน ในแตละครัวเรือนจะมารวมกันกวนขาวกระยาสารทที่ปรุงผสมกันดวยเภสัช 5 อยางซึ่งพระพุทธเจาทรงอนุญาตแกพระสงฆ พรอมดวยผลไม ผลิตผลจากเรือกสวนไรนา นำไปใสกระจาด แลวทำเปนสลากภัตถวายแกพระสงฆ หลังจากนั้นจึงอุทิศสวนกุศลใหกับบรรพบุรุษ จะดวยเชื่อวาในชวงใกลออกพรรษา หากประตูนรกภูมิเปดออก ภูตผีดวงวิญญาณจึงไดออกมารับสวนกุศล จากผูเฒาเลาสืบตอกันมาในอดีตเมื่อชาวไรชาวนาไดผลผลิตจากนาขาวที่ปลูก เมื่อเก็บเกี่ยวสูขวัญขาวเรียบรอยแลวระหวางเริ่มวางงานก็อยูในชวงเดือนสิบ ชาวไทยลาวเวียงจะรักษาศีล 12 คลายกับภาคอีสาน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเครงครัด ถือโชคลาง ถือความเชื่อ ถือผีบรรพบุรุษยึดมั่นในพุทธศาสนา จึงเชื่อกันวาหลังจากไดผลผลิตนาขาวจะตองนำขาวใหมมาหุงทำบุญใสบาตรอุทิศสวนบุญกุศลใหแกเบื้องสูง เทวดา ฟา ดินที่คนทั่วไปไดเพาะปลูกขาว พืชพันธุตาง ๆ ไดอยูไดกิน อุดมสมบูรณ และวันสำคัญที่เกี่ยวของที่จะมาถึงคือ บุญกลางเดือนสิบ บุญแกหอขาวสารทลาว บุญขาวสารทเพ็ญเดือนสิบ กอนจะถึงวันบุญขาวสารท 2 –3 วัน บานใกลเรือนเคียงตางรวมกลุมเครือญาติชวยกันกวนขาวตอก ใสโอง ใสไห ใสกระบุง นิยมทำกัน มาก ๆ เพราะ 1 ป จะกวนแค 1 ครั้ง เทานั้นพรอมทั้งหอแจกทานเพื่อนสนิทมิตรที่รักตางบานอีกดวยวันเพ็ญเดือน 10 วันบุญขาวสารท ตางหาบคอน บางก็หิ้วปนโต ตระกรา ใบหนาลวนยิ้มแยมแจมใส แตงกายสวยงามตามไปดวยเครื่องประดับตามที่มีอยู ปู ยา ตา ยาย แตงกาย ถือศีลอุโบสถ ฟงเทศน ฟงเทศน ฟงธรรม 1 กัณฑ เพื่อใหสาธุชนไดประพฤติปฏิบัติ รักษาจารีตประเพณี ฟงธรรม เรื่องบุญขาวสาก เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในงานบุญนี้มาก ในวันนี้ชาวไทยลาวเวียง จะนำอาหารมาถวายพระสงฆทั้งเชาและเพล หลังจากพระฉันอาหารเพล ใหพร กรวดน้ำใหผูที่ลวงลับ จากนั้นคณะญาติจึงนำอาหารและขาวหอ ไปแกที่บริเวณวัดหนาเจดีย(ธาตุ) ใตตนไมใหญหรือขางกำแพงวัดที่บรรจุอัฐิไว แลวจุดธูปเทียน อันเชิญดวงวิญญาณมารับเครื่องเซนไหว และเชิญผีไมมีญาติมารวมรับสวนบุญดวย เพราะวันนี้เชื่อวาเปนวันที่พระยายมปลอยให ออกมารับสวนบุญ ภาพที่ 2.3 การแหสลากภัตในประเพณีสารทลาว ของชุมชนบานไผขวาง
132.3 การสรางสรรคงานนาฏศิลป คณะผูศึกษาไดศึกษาแนวคิดการสรางสรรคงานทางดานนาฏยศิลปเพื่อเปนกระบวนการสำคัญในการริเริ่มสรางสรรคงาน และนำมาเปนแนวทางในการสรางสรรคผลงานโดยมีผูจำแนกแนวคิดตาง ๆ ไวดังนี้2.3.1 แนวคิดการสรางสรรคความคิดสรางสรรคเปนจุดริเริ่มของกระบวนการสำคัญของการสรางสรรคสิ่งดีและสิ่งใหม เปนความจำเปนอยางหนึ่งของมนุษยที่มีความสำคัญและความนาสนใจ สามารถพัฒนาตอยอดในอนาคตไมรูจบ ควบคูไปกับการพัฒนาศาสตรและศิลปในดานตาง ๆ ในแงของการพัฒนากระบวนการทางความคิดการเชื่อมโยงสัมพันธซึ่งมีนักวิชาการอธิบายความหมายของความ สรางสรรคไวอยางหลากหลาย ดังนี้สิริธร ศรีชลาคม (2543, น. 1) ไดอธิบายถึงพัฒนาการรูปแบบการแสดงมารยาทศิลปไดใหนิยามความหมายของความคิดสรางสรรคไวอยางกวางขวาง ดังนี้ไทยรวมสมัย สามารถแบงไดหลายประเภทไดแกเวนวรรคการประยุกตรูปแบบนาฏศิลปไทยตามอิทธิพลของการแสดง บัลเลต การผสมผสานทานาฏยศิลปไทยในการแสดงบัลเลต ระบำเรื่องนาฏยศิลปไทยแนวประยุกต การผสมผสานทานาฏยศิลปไทยในการแสดงแจส สาเหตุในการสรางสรรคถาการเคลื่อนไหวในนาฏยศิลปไทยรวมสมัยไดแกแรงบันดาลใจที่เปนศิลปนตองการสรางสรรคงานใหมขึ้นมาโดยตนเองสรางสรรคขึ้นตามนโยบายขององคกรวัฒนธรรมระดับประเทศจากระบบหลักสูตรดาน นาฏยศิลปใน สถาบันอุดมศึกษาความตองการทางธุรกิจทั้งหมดเปนแรงผลักดันจากสังคมที่ทำใหเกิดงานนาฏยศิลปไทยรวมสมัยทอรแรนซ (Torrance) ไดอธิบายความหมายเกี่ยวกับ ความคิดสรางสรรค กระบวนการประสาทสัมผัสอันฉับไวตอปญหา ตอสิ่งที่ขาดตกบกพรอง ตอชองวางของความรู ตอปจจัยที่สูญหายไป และตอสิ่งที่ขาดความกลมกลืน ฯลฯ ความสามารถที่จะแยกแยะสิ่งที่ยุง การคนหาทางแกปญหา การคาดเดาหรือกำหนดสมมติฐานในสิ่งที่บกพรอง การทดสอบครั้งแลวครั้งเลา และทายที่สุดสามารถสื่อสารกับผลลัพธที่ปรากฏนั้น (วิรุณ ตั้งเจริญ. 2547, น. 14)อุษา สมฤกษ (2545, น. 17) ไดใหความหมายของความคิดสรางสรรค เปนความสามารถของมนุษยที่จะนำไปสูการประดิษฐคิดคนสิ่งแปลกใหม เปนอำนาจจินตนาการของมนุษยที่จะสรางผลิตผลใหม ๆ ซึ่งเปนความสามารถในการทำงานดวยความรู ความคิด จินตนาการเฉพาะคน ทำใหไดผลงานที่แปลกไมซ้ำแบบเดิมหรือซ้ำแบบใคร หรือเปนความคิดเกี่ยวกับสิ่งใหม ๆ ที่ตรงขามกับความคิดแบบเดิม หรือเปนปฏิกิริยาตอบสนองความคิดของผูอื่น โดยมี ๆ อื่นเปนผูมีคาผลผลิตใหมที่เกิดขึ้นนั้น ผลงานที่สรางสรรคตองมีความแปลกใหมและมีคุณคา โดยงานที่สรางสรรคตองยอมรับวามีความถูกตอง คือ ความสามารถใชงานไดดีงาม สวยงาม ไพเราะ หรือ มีสุนทรียภาพ จากการศึกษาขอมูลผูศึกษาสรุปไดวา แนวการคิดสรางสรรคเปนกระบวนการทางความคิดริเริ่มแนวคิดใหม ๆ และเปนความสามารถพิเศษของบุคคล ที่สามารถคิดไดหลายทิศทาง เกิดจากกระบวนการคิดและจินตนาการ ที่เชื่อมโยงสัมพันธกันระหวางที่เหนือกับอีกสิ่งหนึ่ง และหมายรวมถึงการแกปญหาในเชิงสรางสรรคแตจำเปนตององคประกอบความคิดอื่น ๆ โดยกระบวนการทางความคิดเกิดเปนความคิดสรางสรรคที่สวยงามและไมซ้ำแบบ
142.3.2 องคประกอบของศิลปะดานนาฏศิลป การสรางสรรคงานนาฏศิลปมีหลักและแนวคิดที่หลากหลาย ขึ้นอยูกับความคิดเห็น ประสบการณและบริบทตาง ๆ โดยทั่วไปแลวอาจหมายถึง การเตนวา การฟอนรำที่วิจิตรงดงาม รวมถึงการเคลื่อนไหวรางกาย โดยจะตองประกอบดวยองคประกอบของศิลปะ หมายถึง การนำมูลฐานศิลปะมาประกอบดวยกันอยาง เหมาะสม เพื่อใหเกิดคุณคาทางศิลปะ กลาวคือ ความงามของศิลปะจะตองเปนเอกภาพจึงจะกอใหเกิด ความงามหรือสุนทรียะ มูลฐานของศิลปะเบื้องตน ไดแก บริเวณวาง สีและน้ำหนัก รูปแบบ รูปราง หรือรูปทรง ความเปนเอกภาพและคุณคาแหงศิลปองคประกอบของศิลปะดานนาฏศิลปไทย ประกอบดวย 1) บริเวณวางของนาฏศิลปไทย (Space) มีลักษณะคลอยตามบทเพลงหรือ ทวงทำนองของเพลง ซึ่งจะแตกตางกันไปตามประเภทของการแสดงดังนี้ (1) การจัดระยะคูรำการตั้งแถว การแสดงในประเภทระบำ ไดแก กำหนด ชองไฟระหวางตัว ระหวางคู ระหวางแถว การตั้งซุม การเขาวง ฯลฯ (2) ทารำไทย ประกอบดวย แมทา ทานิ่งและทาเชื่อม แมทาเปนทาหลักของนาฏศิลปไทย ทานิ่งคือ ทารำซึ่งหยุดลงตรงกับจังหวะของเพลง สวนทาเชื่อม คือทารำตอเนื่องจากทานิ่งเพื่อเปลี่ยนไปทาใหม สำหรับการรำตีบทในการแสดงละคร เมื่อจบแตละวรรคผูรำจะมีทาพักรอบทรองเพื่อรำบทตรงกับคำรอง (3) การจัดตำแหนงของผูแสดงบนเวที ในการแสดงละครเพื่อใหมองดูสวยงามและถูกตองตามแบบแผน และตำแหนงของตัวละคร ดวยเหตุนี้ประโยชนบริเวณวางของนาฏศิลปไทยคือ ทำใหเกิดความสวยงามและเหมาะสมกลมกลืน 2) สีและน้ำหนักของนาฏศิลปไทย (Color and Value) สีและน้ำหนักอันเปน หัวใจของงานศิลปสำหรับนาฏศิลปเปนศิลปะแหงการเคลื่อนไหว หัวใจของนาฏศิลปไทย อยูที่ทาทาง (Action) หรือทารำ ซึ่งมีอยู 2 ลักษณะ คือ (1) น้ำหนักของทาทาง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวชา-เร็ว แสดงถึงความสมดุลกับอารมณ แตทารำสวนใหญอยูในลักษณะสมดุลทางสรีระ เชน ทาสอดสรอยมาลา มือขวาตั้งวงบน มือซายจีบหงายที่ชายพก (2) น้ำหนักของเวที การจัดฉาก กับผูแสดงบนเวทีจะอยูในรูปแบบที่น้ำหนัก มีความสมดุลกันทั้งสองดาน ถึงวาการจัดฉากจะหนักทางดานใดดานหนึ่ง เมื่อผูแสดงออกมาจะตอง แสดงในสวนที่น้ำหนักเบา สวนที่เปนบริเวณมีสีออน หรือสวาง หรือใชอุปกรณฉากมาถวงดุล 3) รูปแบบของนาฏศิลปไทย (Form and Shape) นาฏศิลปไทยมีรูปแบบการแสดงหลากหลาย โดยอาศัยทาทางการรายรำเปนหลักกอใหเกิดประเภทของการแสดงหลายชนิด เชน รำเดี่ยว รำคู ระบำ ฟอน เซิ้ง การแสดงละครรำ การแสดงโขน เปนตน 4) ความเปนเอกภาพและคุณคาแหงศิลปดานนาฏศิลปไทย (Unity) เอกภาพของนาฏศิลป หมายถึง การแสดงชุดหนึ่ง ๆ ผูที่รวมแสดงชุดนั้นทุกคนตองมีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันเชน การแสดง ระบำนก ความเปนเอกภาพคือ การแสดงทาเลียนแบบกิริยาของนก การแสดงละครใน ผูแสดงทุกคนก็ตองรายรำในลักษณะลีลาแบบละครใน เปนตน
15 กลาวโดยสรุปองคประกอบของศิลปะดานนาฏศิลปจะอยูที่บริเวณวาง คือการจัดระยะ ตำแหนง ทานิ่งทาเชื่อม ที่สอดคลองกันดวยสัดสวนของทารำ และการวางตำแหนงบนเวที ที่เปนทั้งการรำเดี่ยว รำคู ระบำ ฟอน เซิ้ง การแสดงละครรำ การแสดงโขน รวมทั้ง ความเปนเอกภาพและคุณคาแหงศิลปดานนาฏศิลปไทย ผูที่รวมแสดงชุดนั้นทุกคนตองมีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน2.3.3 แนวคิดการสรางสรรคงานนาฏยศิลป การสรางสรรคผลงานดานนาฏศิลปไทย เปนการแสดงถึงความพัฒนาและสงเสริมศาสตรดานนาฏศิลปอยางหนึ่ง ที่มีแบบแผนและพัฒนาจากพื้นฐานดานนาฏศิลปมากพอ และ ตองมีการคำนึงถึงองคประกอบของการแสดงอื่น ๆ เพื่อใหการแสดงมีความสมบูรณมากขึ้นผูเชี่ยวชาญดานนาฏศิลปไทยกลาวไวดังนี้1) เฉลย ศุขะวนิช ไดกลาวถึงการสรางสรรคผลงานดานนาฏศิลปไทยวาเปนการพัฒนาการแสดงใหมีลักษณะที่หลากหลาย แตจะเห็นไดวาการสรางสรรคผลงานดานนาฏศิลปผูคิดสรางสรรคควรมีพื้นฐานความรูดานนาฏศิลปไทยมากพอที่จะเขาใจถึงแกนแทของศิลปะแขนงนี้ผูคิดประดิษฐสรางสรรคงานดานนาฏศิลปไทยควรคำนึงถึงหลัก 6 ประการดังนี้ (1) รูปแบบการแสดงนาฏศิลปไทยการแสดงนาฏศิลปไทยมีจารีตประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติมาเปนเวลานานหากตองการสรางสรรคผลงานควรศึกษารูปแบบการแสดงประเภทตาง ๆ ของนาฏศิลปไทยใหถองแทกอนเชนหากตองการสรางสรรคงานที่มีตัวละครแบงเปนพระ-นางผูสรางสรรคควรคำนึงถึงตำแหนงของแตละฝายเชนตัวพระจะอยูดานซายของตัวนางไมควรใหตัวพระนั่งในขณะที่ตัวนางยืน (2) กระบวนทารำและการแปรแถวการประดิษฐชุดการแสดงนาฏศิลปไทยสิ่งที่จะขาดไมไดก็คือทารำนอกจากทารำหลักแลวทารำอันเปนทาเชื่อมก็มีความสำคัญเปนอยางมากทารำแตละทามีความหมายในตัวเองทาบางทามีกฎระเบียบเฉพาะเชนทายิ้มใชไดเฉพาะมือซายเทานั้นทาตัวเราใชมือซายจีบเขาออกถาจำเปนตองใชมือขวาใหใชนิ้วหรือนิ้วหัวแมมือชี้แทนเปนตน (3) การแปรแถวเปนจุดสำคัญอยางหนึ่งของการประดิษฐระบำในลักษณะของนาฏศิลปไทยมีรูปแบบการแปรแถวมากมาย เชน แถวปากพนัง แถวตอน แถวเฉียง แถวหนากระดานเปนตน (4) โอกาสที่แสดงการสรางสรรคงานดานนาฏศิลปไทยควรคำนึงถึงโอกาสที่จะแสดงเชน หากเปนงานวันเกิดก็ควรสรางสรรคชุดที่เปนสิริมงคล ไดแก ระบำทับทิมสยามเพื่อใหเจาของวันเกิดร่ำรวยดุจไดครอบครองทับทิมสยามอันมีคาเปนตนหากเปนงานฌาปนกิจศพ ควรสรางสรรคชุดที่เปนการไวอาลัยระลึกถึงคุณงามความดีของผูวายชนมอาจตั้งชื่อชุดการแสดงวาสูสวรรคคาลัยเปนตน (5) เครื่องแตงกายและอุปกรณประกอบการแสดงการแตงกายในการแสดงแตละครั้งสามารถบอกที่มาประเภทสัญชาติเพศตำแหนงและวัยดวยเหตุนี้เมื่อคิดจะสรางสรรคผลงานดานนาฏศิลปจึงควรศึกษาใหเขาใจกอนนอกจากนี้อุปกรณประกอบการแสดงที่มีสวนสำคัญเชนเดียวกับเครื่องแตงกายไมวาจะเปนอาวุธดอกไมผาพัดหรือเครื่องดนตรีตาง ๆ ที่ใชควรตรวจสอบใหเหมาะสมกับชุดการแสดงที่สรางสรรคขึ้นมาใหม (6) ดนตรีและเพลงประกอบการสรางอารมณความรูสึกนอกจากการไดดูแลวการฟงก็เปนสิ่งสำคัญยิ่งดนตรีและเพลงที่ใชในการแสดงนาฏศิลปมีจารีตอันเปนประเพณีนิยมโดยเฉพาะ
16เพลงหนาพาทยชั้นสูงผูสรางสรรคผลงานควรระมัดระวังและศึกษาใหเขาใจการสรางสรรคผลงานเปนงานที่ครอบคลุมปรัชญาเนื้อหาความหมายทารำทาเตนการแปรแถวการตั้งซุมการแสดงเดี่ยวการแสดงหมูการกำหนดดนตรีการกำหนดเพลงเครื่องแตงกายฉากและองคประกอบอื่น ๆ อันเปนสวนสำคัญในการที่จะทำใหผลงานนาฏศิลปที่สรางสรรคสมบูรณตามที่ตั้งใจไว2) ฉันทนา เอี่ยมสกุล นาฏศิลปไทยมาตรฐานโดยเฉพาะการรำแมทามาตรฐานนั้นมีรูปแบบที่ไดรับการสืบทอดกันมายาวนานจนถือวาเปนหลักอันสำคัญและเปนแมทาพื้นฐานที่นำไปสูการสรางสรรคและพัฒนาผลงานใหม ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งผลงานตาง ๆ นับวาเปนพัฒนาการของนาฏศิลปไทยในการสรางงานผูออกแบบทารำจะตองอธิบายสิ่งที่ตองการจะสื่อความหมายสงผานไปยังผูแสดงเพราะผูแสดงจะเปนผูถายทอดผลงานจากจินตนาการทางความคิดสื่อผานทารายรำใหปรากฏแกสายตาผูชมผูออกแบบทารำหรือผูประดิษฐผลงานดานนาฏศิลปไทยจะตองเปนผูมีความรูความสามารถในเชิงทักษะนาฏศิลปมีประสบการณความรูทางดานนาฏศิลปมีจุดมุงมั่นที่จะคิดประดิษฐกระบวนทารำแนวสรางสรรคในการออกแบบทารำจึงเปนการนำทารำมารอยเรียงขึ้นใหมใหมีความสอดคลองตอเนื่องผสมผสานกลมกลืนมีการกำหนดขอบเขตของพื้นที่กำหนดการเขาออกของเวทีมีการแปรแถวที่สวยงามใหเขากับจำนวนผูแสดงการจัดแบงกลุมการตั้งซุมทานิ่งมีการคนหาเทคนิคกลวิธีในการนำเสนอผูออกแบบควรจะเปนผูมีประสบการณนำความรูมาจากอดีตแสวงหาความรูใหมผสมผสานใหเกิดผลงานสรางสรรคในสรางสรรคผลงานนาฏศิลปไทยสรางสรรคผูสรางสรรคจะตองกำหนดรูปแบบของการแสดงจัดเตรียมงบประมาณที่ใชในกระบวนการสรางสรรค ไดแก เพลงดนตรีเพลงแตงกายอุปกรณแสงสีเสียงฉาก ฯลฯ ผูออกแบบทารำหรือผูประดิษฐผลงานดานนาฏศิลปสรางสรรคควรจะตองคำนึงถึงองคประกอบอันเปนหลักสำคัญโดยมีขั้นตอนกระบวนการสรางสรรคดังนี้ (1) แรงบันดาลใจผูออกแบบทารำหรือผูประดิษฐผลงานดานนาฏศิลปควรจะตองเปนผูไดแรงบันดาลใจจากการสังเกตสิ่งรอบตัวจากประสบการณเกิดจากความประทับใจเขาสูความรูสึกเกิดเปนจินตนาการเพื่อสรางงานตามความฝนของผูออกแบบผสมผสานกับความรูความสามารถของผูออกแบบโดยใชจินตภาพแปลงความคิดซึ่งเกิดจากอารมณความเพอฝนหรือการคิดคนเพื่อการแสดงกิริยาของการสรางภาพผานกระบวนการขั้นตอนอันประกอบดวยการประพันธเพลงการออกแบบเครื่องแตงกายและจำนวนผูแสดงงานดานนาฏศิลปนั้นผูออกแบบจะตองมีความรูความสามารถและมีลักษณะนิสัยที่ผลักดันแนวความคิดเหลานั้นออกเปนรูปธรรมเปนการแสดงนาฏศิลปที่สมบูรณและมีคุณภาพตามเจตนารมณของผูออกแบบ (2) แนวคิดจินตภาพอยูเบื้องหลังงานศิลปะซึ่งสวนใหญศิลปนและนักออกแบบจะใชจินตภาพแปลงความคิดแลวแสดงออกมาในรูปของงานศิลปะแขนงตาง ๆ ทางดานนาฏศิลปนั้นเมื่อศิลปนหรือผูออกแบบเกิดแรงบันดาลใจโดยอาศัยสิ่งที่ประทับใจแลวกำหนดแนวความคิดและจําลองภาพในใจเกิดเปนจินตภาพจากความคิดจากอารมณความเพอฝนหรือการคิดคนในการออกแบบสรางสรรคที่เกิดขึ้นจากความรูและประสบการณของผูสรางงานและกำหนดความคิดหลัก (3) จุดประสงคเปาหมายแนวคิดแลวจึงกำหนดขอบเขตของการดำเนินงานการออกแบบกระบวนทารำปจจัยสำคัญนั้นขึ้นอยูกับพื้นฐานความรูเดิมของผูออกแบบเปนสำคัญเชนผูมีความรูทางดานนาฏศิลปตามแบบแผนการออกแบบทารำก็จะเปนไปในแนวทางของกรอบความรูเดิม
17ตามแบบแผนที่สืบทอดกันมา แตเดิมซึ่งเปนระบำรำฟอนที่จะออกแบบทารำตามขนบธรรมเนียมเดิมใหมีความสอดคลองกับจังหวะทำนองโดยเนนความสวยงามของทารำใหสอดคลองกลมกลืนอาจจะสอดแทรกทาแปลกใหมเขาไปบางหากผูออกแบบมีความรูทางดานการแสดงรวมสมัย (ศิลปะตะวันตก) ผสมกับความรูทางนาฏศิลปไทยผลงานนั้นก็จะมีความแปลกและทันสมัยขึ้นซึ่งในการออกแบบทารำนาฏศิลปสรางสรรคนั้นองคประกอบที่สำคัญอยางยิ่งก็คือการประพันธเพลงเนื่องจากในแนวทางของนาฏศิลปไทยนั้นการออกแบบทารำผูคิดออกแบบจะตองมีภาพอยูในใจวาทารายรำจะ อยูในแนวใดของภาพรวมแตละทารำจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อไดประพันธเพลงหรือบรรจุทำนองเพลงเรียบรอยแลวจึงคิดประดิษฐออกแบบกระบวนทารำจากการศึกษาหาขอมูลรูปแบบทารำใหถูกตองตามยุคสมัยหรือศึกษา การแสดงที่มีลีลาทารำของภาคตาง ๆ ที่แตกตางกันหรือศึกษาความแตกตางของสำเนียงเพลงออกภาษาที่มีความเกี่ยวของสัมพันธกันดังนั้นกระบวนทารำจึงตองมีความสอดคลองกับทำนองเพลงจังหวะทำนองเพลงจึงเปนสวนสำคัญ อยางมากในการออกแบบทารำที่จะชวยสงเสริมกันและกันถาผูประพันธเพลงมีความสามารถเพลงก็จะมีความไพเราะและผูออกแบบทารำสามารถใสทารำที่สวยงามการแสดงนั้น ๆ ก็จะสัมฤทธิ์ผลดังจุดมุงหมายของผูออกแบบสรางสรรค(4) โอกาสที่ใชในการแสดงนาฏศิลปของไทย แตเดิมในเรื่องของระบำรำฟอนนั้นมักจะเกิดขึ้นจากการออกแบบทารำเพื่อเปนระบำที่ใชประกอบในการแสดงโขนและละครเปนสวนใหญ แตไดถูกนำมาใชเปนชุดการแสดงเบ็ดเตล็ดซึ่งยังคงไดรับความนิยมจนถึงปจจุบัน แตบางชุดการแสดงก็ไดออกแบบทารำขึ้นมาใหมเปนระบำรำฟอน และเซ็งโดยอาจแยกเปนประเภทเปนการแสดงสี่ภาคและในโอกาสที่ใชในการแสดงนั้นก็ควรจัดใหเหมาะสมกับงานนั้น ๆ (ฉันทนา เอี่ยมสกุล.2554, น. 83-86) จากการศึกษาขอมูลคณะผูศึกษาสามารถสรุปไดวา การสรางสรรคผลงานทางดานนาฏศิลปไทยเปนการพัฒนาและแสดงใหเห็นถึงความกาวหนาของศาสตรดานนาฏศิลป ซึ่งผูที่จะสรางสรรคผลงานดานนาฏศิลปนั้นจะตองเปนผูที่มีความรูพื้นฐานมากพอสมควร โดยการสรางสรรคงานดานนาฏศิลปนั้นมีการพัฒนาเกี่ยวเนื่องกันในหลายปจจัย เนื่องจากการสรางสรรคงานนาฏศิลปใหเกิดความสมบูรณนั้นตองพึ่งองคประกอบอีกหลายปจจัย อาทิเชน เครื่องดนตรี ทำนองเพลง เครื่องแตงกาย การแปรแถว และการสรางสรรคนาฏศิลป ที่ดีจะตองสื่อสารผานผูแสดงไปยังผูชมได โดยผลงานสรางสรรคทางดานนาฏศิลปนั้นจะมีการถายทอดผลงานผานจินตนาการทางความคิด ผานทารำที่มีการรอยเรียงขึ้นมาใหม มีความผสมผสานกลมกลืนกัน จะเปนการสรางสรรคผลงานนาฏศิลปไทยมีความสมบูรณมากที่สุด2.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP Model สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปไดกำหนดใหทุกวิทยาลัยฯ จัดโครงการยกระดับ การจัดการเรียนการสอนแบบ STEAM ของสถานศึกษา ในสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป “การอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรูของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ดวย STEAM Education” และจัดใหมีการนำเสนอนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนกลุมสาระการเรียนรู (ดานนาฏศิลป ดนตรี) ดวย STEAM Education ใหสอดคลองกับศักยภาพและบริบทของทองถิ่นสุพรรณบุรีจึงมีการพัฒนารูปแบบกระบวนการ CDASP Model เพื่อแสดงใหเห็นถึงความมุงมั่นที่จะพัฒนาดานวิชาการใหเปน
18องคกรแหงนวัตกรรม โดยสังเคราะหงานวิจัยนำมาสูการออกแบบกระบวนการใหเปนเอกลักษณของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งนำอักษรยอภาษาอังกฤษของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี COLLEGE OF DRAMATIC ARTS SUPHANBURI (CDASP) มาพัฒนาการตามแนวคิด STEAM Education ซึ่งเปนแนวคิดที่พัฒนาตอยอดมาจาก STEM โดยเพิ่มความรูและทักษะทางศิลปะครอบคลุมทั้งดานภาษา ทัศนศิลป การเคลื่อนไหวรางกาย จิตวิทยา ปรัชญา รวมทั้งจิตสำนึกและคุณธรรมจริยธรรมโดยภาพรวมคือ การศึกษาในรูปแบบ STEM ที่เพิ่มความคิดสรางสรรค ซึ่งเปนจุดเดนของนักเรียนในสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป กระทรวงวัฒนธรรม จะสามารถยกระดับ การเรียนวิชาวิทยาศาสตร คณิตศาสตรและเทคโนโลยีควบคูไปกับวิชาทางศิลปะ ที่นักเรียนมีความสนใจ มุงมั่น และตั้งใจทบทวนฝกซอม และเปนแนวทางที่ดีที่ชวยเสริมสรางความรู ทักษะที่จำเปนสำหรับนักเรียน มีสวนสำคัญในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ โดยเนนการบูรณาการกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร คณิตศาสตร เทคโนโลยี และศิลปะ ซึ่งกระบวนการรูปแบบ CDASP Model ประกอบดวย 5 ขั้นตอน ดังนี้2.4.1 ขั้นตอนที่ 1 Collect & Critical thinking (C) การวิเคราะหประเด็นการคิดอยางเปนระบบดวยการระบุปญหา รวบรวมขอมูลและสรางสรรคโดยการตั้งคำถามของปญหา หรือเงื่อนไขที่ตองการนำไปสูการออกแบบการสรางสรรคผลงานหรือนวัตกรรม ดวยการรวมกันระดมสมองชวยกันคิดแกไขปญหา หรือประเด็นที่จะศึกษา โดยการสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ต วารสาร หนังสือเรียนและจากการสอบถามภูมิปญญาทองถิ่น เปนตน จากนั้นนำขอมูลที่ไดมาสูการคิดคนออกแบบสรางสรรคผลงานหรือนวัตกรรม 2.4.2 ขั้นตอนที่ 2 Design & Develop (D) ออกแบบและพัฒนาภายในกลุม เปนขั้นตอนที่ตอเนื่องจากขั้นที่ 1 สูการออกแบบ โดยการรางรูปแบบหรือเขียนโครงรางของผลงานใหครอบคลุมเปนไปตามหลักการและทฤษฎีที่นำมาใชในการสรางสรรค ในขณะที่มีการออกแบบสมาชิกภายในกลุมควรมีการประชุม สนทนา ทดลอง และปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาใหผลงานมีความชัดเจนและพรอมที่จะนำไปสรางสรรคในลำดับตอไป2.4.3 ขั้นตอนที่ 3 Act & Assess (A) ลงมือปฏิบัติและประเมินระหวางปฏิบัติโดยในขั้นนี้คือการไดลงมือทำผลงานอยางเปนรูปธรรม ตามแนวทางของขอ 1 และขอ 2 โดยใชทักษะของงานนวัตกรรมที่ตนสรางสรรคใหถูกตองและตรงตามแนวทางที่กำหนด นอกจากนี้ระหวางที่ลงมือปฏิบัติควรมีการตรวจสอบ ทดลอง และแกไขเพื่อใหผลงานมีความสมบูรณ โดยจะมีการประเมินควบคูตลอดการลงมือปฏิบัติและสรางสรรคงาน ซึ่งการประเมินนี้จะมีในลักษณะรูปแบบของคณะกรรมการ ผูทรงคุณวุฒิ การประชุมกลุมยอย การสัมมนา และอื่นๆตามความเหมาะสม2.4.4 ขั้นตอนที่ 4 Show & Share (S) แสดงและแลกเปลี่ยนระหวางกลุม เปนขั้นตอนของการนำผลงาน นวัตกรรมสูการนำเสนอตอสาธารณชน กลุมคน ผูชม ผูที่เกี่ยวของ เพื่อรวมรับชมผลงาน นวัตกรรมและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเพื่อเปนขอพิจารณา ปรับปรุงแกไขใหผลงานมีความสมบูรณยิ่งขึ้น ซึ่งในขั้นนี้ถือวาเปนการตรวจสอบคุณภาพของผลงาน จากบุคคลที่หลากหลายในแวดวงที่เกี่ยวของ รวมทั้งผูสนใจ ดังนั้นในขั้นนี้จึงเปนการยอมรับฟงดวยเหตุผล และคำนึงถึงความสอดคลองอันเปนแนวทางเพื่อการสรางสรรคผลงาน นวัตกรรมใหสำเร็จและสมบูรณ
192.4.5 ขั้นตอนที่ 5 Proud & Pride (P) ปรับปรุงและชื่นชม เปนขั้นของการเสริมแรงดวยการชื่นชมอยางภาคภูมิใจ ซึ่งถือวาเมื่อผลงานนวัตกรรมสำเร็จลงแลว การไดรับการตอบรับจากกลุมเปาหมายเปนไปในเชิงบวก และสามารถนำไปใชในโอกาสตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม เมื่อนำเผยแพรผลงานทำใหสามารถสะทอนความครบถวนของผลงานทั้งในดานการนำไปใช การสงเสริมกิจกรรม การเรียนการสอน กิจกรรมดานศิลปวัฒนธรรม ชุมชน สังคม สิ่งเหลานี้มีความสำคัญและจะเปนพลังเชิงบวกในการสรางสรรคผลงานชิ้นตอไป จากกระบวนการรูปแบบ CDASP Model ประกอบดวย 5 ขั้นตอนดังกลาวนี้สามารถเปนแนวทางของผลงานสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ที่แสดงถึงกระบวนการดำเนินงานอยางเปนรูปธรรมทุกขั้นตอนสามารถสะทอนการทำงานในกระบวนการกลุมและเดี่ยวไดอยางชัดเจน2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ ชนิดา จันทรงาม (2560, บทคัดยอ) ชุด : รำโทนบางกอกนอย มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาประวัติศาสตรและวัฒนธรรมของชุมชนบางกอกนอย นำมาออกแบบสรางสรรคผลงานนาฏศิลปไทยเชิงอนุรักษ ชุด : รำโทนบางกอกนอย สูการบูรณาการรวมกับ ชุมชน โดยใชระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสรางสรรค ผลการวิจัยพบวาอัตลักษณรำโทนของชุมชนบางกอกนอย แบงออกเปน 10 ดาน ผานบทเพลง 10 บทเพลง ไดแก 1) บทเพลงสะทอนเอกลักษณของรำโทน 2) บทเพลงบอกเลาวิถีชีวิตของชุมชน 3) บทเพลงบอกเลาเรื่องราวทางประวัติศาสตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 4) บทเพลงสะทอนชุมชนในแบบ พหุวัฒนธรรม 5) บทเพลงนำเสนออัตลักษณของชุมชนดานสถาปตยกรรม 6) บทเพลงนำเสนออัตลักษณดาน วรรณกรรม 7) บทเพลงนำเสนออัตลักษณดานหัตถกรรม 8) บทเพลงนำเสนออัตลักษณดานคหกรรม 9) บทเพลงนำเสนออัตลักษณดานศิลปะการแสดง 10) บทเพลงดั้งเดิมที่มีอยูในรำโทนเปนเพลงลา สามารถ วิเคราะหตามองคประกอบการแสดงได 4 องคประกอบ คือ 1) คัดเลือกนักแสดง เลือกผูที่มีทักษะทางดาน นาฏศิลป 2) เครื่องดนตรีใชโทนเปนเครื่องดนตรีหลัก 3) เครื่องแตงกายออกแบบตามยุคสมัยจอมพล ป. พิบูล สงคราม 4) กระบวนทาและการแปรแถว ใชทารำดั้งเดิมและสรางสรรคทาขึ้นใหมตามเนื้อรองโดยใชการเดิน เปนวงกลมเปนหลัก วรรณพร บุญญาสถิตและคณะ ( 2560, บทคัดยอ ) วิจัยเรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตรของกลุมชาติพันธุลาวเวียง อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรีมีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาประวัติศาสตรการเคลื่อนยายและการตั้งถิ่นฐาน ของชาติพันธุลาวเวียงอำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรีและเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม และการ ธำรงอัตลักษณชาติพันธุลาวเวียง อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเชื่อมโยงระหวางขอมูลประวัติศาสตรของกลุมชาติพันธุลาวเวียงกับความทรงจำของกลุมชาติพันธุลาวเวียง อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุมลาวเวียงไดอพยพมาไปตั้งบานเรือนที่ ตำบลดอนคา เปนชุมชนขนาดใหญมีการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของตนไว เชน บุญขาวจี่ บุญบั้งไฟ สารทลาว ตักบาตรเทโว อยางไรก็ตามชาวลาวเวียงไดมีการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตบางอยางเพื่อใหสอดคลองกับทองถิ่นและความเปลี่ยนแปลงของสังคม เชน การกินขาวเจาเปนอาหารหลัก สันนิษฐานวาเปนการปรับตัวใหสอดคลอง
20กับความเหมาะสมของภูมิประเทศที่เหมาะในการปลูกขาวเจามากกวากวาขาวเหนียว มีการ นำแคนพัฒนาใหเขากับสังคมสมัยใหมกลายเปนวงแคนประยุกต มีอัตลักษณที่โดดเดน คือ การแตง กายดวยผาทอมือ การพูดภาษาลาวเวียงและมีความภาคภูมิใจในการเปนชาวลาวเวียงแมวาความทรง จำเกี่ยวกับประวัติศาสตรที่จดจำจะเปนเรื่องราวเกี่ยวกับการแพสงคราม การถูกกวาดตอนก็ไมไดทำ ใหรูสึกถึงความดอยกวาชุมชนอื่นๆ ซึ่งเปนจุดเดนที่ทำใหชุมชนลาวเวียงแหงนี้มีความเขมแข็งจินดาวรรณ ประเสริฐดี (2561, บทคัดยอ) ศิลปนิพนธเรื่อง ผลงานสรางสรรคชุด อะเคื้อลาวเวียง มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาความเปนมาวิถีชีวิต ความเชื่อ ภาษา การแตงกาย ดนตรี วัฒนธรรม ประเพณีของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลดอนคา อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี การสรางสรรคการแสดง ชุด อะเคื้อลาวเวียง เพื่อสืบทอดและอนุรักษประเพณีสงกรานตของกลุมชาติพันธุลาวเวียงในตำบลดอนคา อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบการแสดงแบงเปน 3 ชวง คือ ชวงที่1) ลีลาบุปผา หมายถึง การนำเอกลักษณและลักษณะของตนคูน สื่อสารใหเห็นถึงการสักการบูชา ดวยลักษณะทารำการเลียนแบบตนคูน ที่พลิ้วไหว โอนเอนยามตองสายลม ชวงที่ 2) แรงศรัทธา หมายถึง การนำดอกคูนไปบูชาพระพุทธเพื่ออธิษฐานขอพรใหเกิดความสิริมงคล เสริมศรัทธาของชาว ลาวเวียง ลักษณะทารำเปนลักษณะการกมกราบ การไหว พรอมจัดเปนรูปแบบขบวนการฟอนอยางพรอมเพรียง ชวงที่ 3) เริงสนาน หมายถึง การเสร็จสิ้นประเพณีแหดอกไมและพิธีกรรมทางศาสนา บรรดาหญิงสาวจึงรำวงแคน อยางสนุกสนาน ดวยกระบวนทารำอันนุมนวล ออนหวาน รวดเร็ว จึงเปนผลงานสรางสรรค พรอมถายทอดสูชุมชนเพื่อเพิ่มมูลคาทางวัฒนธรรมทองถิ่น สามารถ อนุรักษ พรอมยกระดับใหประเพณีแหดอกไม ประเพณีสงกรานตของชาวลาวเวียง ตำบลดอนคา จังหวัดสุพรรณบุรี ไดเปนที่รูจักอยางแพรหลายควบคูกับการสืบสานของชุมชนอยางยั่งยืน กิ่งดาว สวัสดี(2563, บทคัดยอ) การแสดงการสรางสรรค ชุด ฟายฟอนนางเอ มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อสรางสรรคการแสดง ชุด ฟายฟอนนางเอ จากพิธีกรรม ความเชื่อที่มีตอพระยาแถนในประเพณีบุญบั้งไฟ 2) เพื่อประเมินคุณภาพผลงานการแสดงสรางสรรค ชุด ฟายฟอนนางเอ โดยมีขอบเขตในศึกษาลักษณะทาฟอนแมบทอีสานของฉวีวรรณ พันธุ ศิลปนแหงชาติสาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ประจำปพุทธศักราช 2536 และลักษณะทารำแมบทใหญ ซึ่งเปนทารำที่ใชเปนการปฏิบัติฝกหัดเบื้องตนการเรียนวิชานาฏศิลปผูมีวิธีดำเนินการศึกษาขอมูลจากเอกสาร งานวิจัย การสัมภาษณ และการสังเกตการณแบบมีสวนรวมในงานประเพณีบุญบั้งไฟของลาวเวียงบานดอนคา อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อนำมาใชเปนขอมูลพื้นฐานสูกระบวนการสรางสรรคการแสดง ผลการศึกษา พบวา 1. ทาฟอนแมบทอีสาน ที่ใชเปนแบบแผนในการสรางสรรคการแสดงชุด ฟายฟอนนางเอมีจำนวน 14 ทา โดยมีแนวคิดทาฟอน 3 ลักษณะ ไดแก 1) ทาฟอนที่เลียนแบบกิริยาอาการสัตว 2) ทาฟอนที่เลียนแบบลักษณะทาทาง และการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติกับวิถีชีวิต และ 3) ทาฟอนจากแนวคิดวรรณกรรมทองถิ่น และทารำเพลงแมบทใหญที่ใชในการแสดงสรางสรรค ชุด ฟายฟอนนางเอ มีจำนวน 10 ทา ไดแก ทาสอดสรอยมาลา ทาผาลาเพียงไหล นกยูงฟอนหาง ทาขัดจางนาง ทาแขกเตาเขารัง ทาภมรเคลา ทาจันทรทรงกลด ทาสิงโตเลนหาง ทากระตายชมจันทรโดยมีลำดับขั้นตอนการทำงาน 4 ขั้นตอน ดังนี้1) ขั้นตอนเตรียมการแสดง โดยกำหนดชื่อชุดการแสดง โดยแบง
21การแสดงออกเปน 3 ชวง คือ ชวงที่ 1 ศรัทธา ชวงที่ 2 บูชาแถน ชวงที่ 3 ดินแดนแหงความสุข 2) ขั้นตอนการออกแบบการแสดง นำบทรองกาพยบั้งไฟมาแตงเปนกลอนเพื่อบูชาพระยาแถนใหเขากับทำนองเพลงฟายฟอนนางเอที่ไดประพันธขึ้นใหมคัดเลือกผูแสดงจำนวน 12 คน รวมถึงออกแบบการแตงกายโดยผูแสดงสวมเสื้อแขนกระบอกสีแดง นุงผานุงตีนจก หมผาสไบลูกไมสีขาว รวบผมทำเปนมวยต่ำทางดานขวา ติดดอกจำปาลาวพรอมกับใสเครื่องประดับทอง จากนั้นไดสรางสรรคกระบวนทารำและการแปรแถว โดยมีแนวคิดการออกแบบทารำ 3 ลักษณะ ไดแก การใชทาฟอนแมบทอีสาน การใชทารำเพลงแมบทใหญ การใชภาษาทา และนำทฤษฎีทัศนศิลปมาใชออกแบบแถว พื้นฐานทางนาฏศิลปไทย การแปรแถวแบบตั้งซุม และการแปรแถวหลายรูปแบบในแถวเดียวกัน โดยใชการเคลื่อนไหวในลักษณะเสนตรงแนวตั้ง แนวเฉียง วงกวาง วงกลม และเพื่อใหเกิดความสวยงาม 3) ขั้นตอนการจัดสนทนากลุมโดยผูทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินคุณภาพผลงาน และ 4) การเผยแพรการแสดงสรางสรรค ชุด ฟายฟอนนางเอ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของกลุมชาติพันธุลาวเวียง และการแสดงสรางสรรคการแสดงดานนาฏศิลป เพื่อนำมาเปนขอมูล พื้นฐานในโครงงานนั้น คณะผูศึกษาไดพบแนวทางและวิธีการสรางสรรค เพื่อหาความเปนอัตลักษณของชุมชน โดยศึกษาในเรื่องประเพณีและวัฒนธรรม คือประเพณีบุญสารทของชาวลาวเวียงบานไผขวาง นำมาวิเคราะห รวบรวมขอมูลเพื่อหาจุดรวมกันของอัตลักษณและเอกลักษณในดานตาง ๆ ที่มีการสืบทอดจากอดีตจนถึงปจจุบัน เพื่อนำมาสรางสรรคการแสดง ลีลาทารำ เครื่องดนตรี เครื่องแตงกาย บุญสารทสลากภัต อันมีรายละเอียด ขั้นตอนของการสรางสรรคดังจะกลาวในบทตอไป
22บทที่ 3วิธีดำเนินการศึกษาการดำเนินการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องผลงานการสรางสรรคชุดบุญสารทสลากภัต กรณีศึกษาประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง และ ประเพณีสารทลาว ตำบลไผขวางจังหวัดสุพรรณบุรีเปนการดำเนินการเพื่อศึกษาประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ประเพณีสารทลาวจังหวัดสุพรรณบุรีรวมถึง เพื่อสรางสรรคทารำประกอบการแสดงสรางสรรคบุญสารทสลากภัตโดยคณะผูศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนการดำเนินงานตามรูปแบบ CDASP Model โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้3.1 ขั้นตอนดำเนินการศึกษาในการศึกษาครั้งนี้คณะผูศึกษาใชวิธีการศึกษาคนควาจากเอกสารตำราที่เกี่ยวของและการศึกษาภาคสนาม โดยคณะผูศึกษามีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้3.1.1 เก็บรวบรวมขอมูล ศึกษาคนควาจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวของกับหลักการ และศึกษาขอมูลเกี่ยวกับประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง และประเพณีบุญสารทลาว ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี คือ1) บานเลขที่ 169 หมูที่ 2 ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี2) บานเลขที่ 146/3 และบานเลขที่ 26/3 หมูที่ 3 ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯจังหวัดสุพรรณบุรี3) หอสมุดแหงชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ4) พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี3.1.2 การสัมภาษณ รวบรวมขอมูลจากผูมีความรูเกี่ยวกับประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียงและประเพณีบุญสารทลาว จำนวน 2 ทาน คือ1) คุณสาโรจนตั้งธงชัย ผูประสานงานชุมชนทองเที่ยวบานไผขวาง หมูที่ 2 ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี2) นายแมน มาลาวงษ ผูสูงอายุชาติพันธุลาวเวียง ชุมชนบานไผขวาง หมูที่ 3ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี3.1.3 เครื่องมือที่ใชในการศึกษา 1) แบบสัมภาษณ มุงประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหา ประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง และ ประเพณีบุญสารทลาวชุมชนบานไผขวาง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 2) แบบสังเกต มุงประเด็นเกี่ยวกับการประกอบกิจกรรมประเพณีบุญสารทลาวของชุมชนบานไผขวาง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี3) แบบประเมินคุณภาพการแสดงสรางสรรค บุญสารทสลากภัต
23 3.1.4 การวิเคราะหขอมูล เปนการวิเคราะหเชิงพรรณนา และวิเคราะหดวยสถิติพื้นฐาน ไดแก คาเฉลี่ย และคาสวนเบี่ยงเบนมาตฐาน โดยประมวลขอมูลทางเอกสาร ตำรา หนังสือ การสัมภาษณ และการสรางสรรคของคณะผูศึกษา3.2 ขั้นตอนการดำเนินงานตามรูปแบบ CDASP Model 3.1.1 ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: การวิเคราะหประเด็นการคิดอยางเปนระบบ โดยดำเนินการดังนี้ 1) คณะผูศึกษาดำเนินการศึกษาประวัติของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ประเพณีสารทลาวของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ในตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อกำหนดแนวทางโดยการศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การลงภาคสนามสัมภาษณคุณสาโรจน ตั้งธงชัย และ นายแมน มาลาวงษ การสังเกตอยางมีสวนรวม โดยคณะผูศึกษาไดลงพื้นที่รวมกิจกรรมบุญสารท เพื่อสังเกตการประกอบกิจกรรมตามประเพณีบุญสารทลาวของชุมชนบานไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี 2) คณะผูศึกษาวิเคราะหประเด็นที่มาและวัฒนธรรมของกลุมชาติพันธุลาวเวียงพบวาประเพณี สารทลาว ของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี สะทอนใหเห็นถึงสภาพสังคมของกลุมชาติพันธุลาวเวียง บานไผขวางรวมถึงกับวัฒนธรรมทางดานดนตรีที่ถายทอดผานกลุมชาติพันธุลาวเวียง โดยเฉพาะวัฒนธรรมลาวในชุมชนบานไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีคณะผูศึกษาไดมีแนวคิดมาจากวัฒนธรรมประเพณีตาง ๆ เพื่อสงเสริมอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีสารทลาวสิ้นเดือน 9 จึงเปนแรงบันดาลใจใหคณะผูศึกษานำประเพณี วัฒนธรรมบุญสารทสลากภัตและสารทลาว มาสรางสรรคการแสดงในรูปแบบการแสดงเพื่อสืบสานประเพณี วัฒนธรรมสารทลาว ของชาวลาวเวียงและแสดงใหเห็นถึงวิถีชีวิตบริบทและความเชื่อของชาวลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี ในชุด บุญสารทสลากภัต 3) คณะผูศึกษาดำเนินการวางแผนงานโดยกำหนดใหการสรางสรรคการแสดงเพื่อใหเปนไปในรูปแบบของการสรางสรรคผสมผสานระหวางวงดนตรีและทารำเพื่อใหสอดคลองกับประเพณีสารทลาวสิ้นเดือน 9 ของชาวลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี 4) คณะผูศึกษาดำเนินการวางแผนงานโดยกำหนดใหการสรางสรรคการแสดงเพื่อใหเปนไปในรูปแบบของการสรางสรรคผสมผสานระหวางวงดนตรีและทารำเพื่อใหสอดคลองกับประเพณีสารทลาวสิ้นเดือน 9 ของชาวลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีคณะผูศึกษารางโครงสรางของการแสดงทารำจากทานาฏยศัพทและทานาฏศิลปไทยที่สามารถนำมาสรางสรรคการแสดงโดยการขอความอนุเคราะหจากคุณครูที่ปรึกษาและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของนำมาวิเคราะหเพื่อดำเนินการรางโครงสรางของการแสดงและรูปแบบของการแสดงสรางสรรคใหมีความสมบูรณเหมาะสมกับเครื่องดนตรีและทํานองเพลง
24 3.1.2 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนาภายในกลุม ดำเนินการดังนี้ 1) คณะผูศึกษาดำเนินการออกแบบการแสดงตามโครงสรางของทารำโดยแบงการแสดงเปน 3 ชวง คือ ชวงที่ 1 รำลึก ผูแสดงใชลีลาทาทางและอุปกรณประกอบฉากเพื่อสื่อถึงการรำลึกถึงบรรพบุรุษ ที่มีที่มาจากวิถีชีวิตความเชื่อของชาวบานในชุมชน ที่จะมีการทำ \"ขาวประดับดิน\" หรือ \"ขาวหอ\" เพราะมีความเชื่อวาเปนวันที่ โลกวิญญาณกลับโลกมนุษยจะเชื่อมตอกันในวันนั้น ชวงที่ 2 แลบุญสารท ผูแสดงใชลีลาทาทางและอุปกรณประกอบฉาก แสดงใหเห็นถึง ขบวนแหสลากภัต เพื่อเขาไปทำบุญภายในวัด โดยมีที่มาจากในชวงเชาของวันที่จัดประเพณีนั้นจะมีการจัดตั้งขบวนแหเพื่อนำสลากภัตไปถวายพระโดยการจับสลากในเวลาตอมาชวงที่ 3 วาดลายฟอน ผูแสดงจะมีลีลาทารำที่มีความสนุกสนาน แสดงใหเห็นถึง เมื่อเสร็จสิ้นจากการทำบุญแลวจึงรายรำกันอยางสนุกสนาน 2) คณะผูศึกษาไดดำเนินการออกแบบเครื่องแตงกายและอุปกรณประกอบการแสดงและแสดงความคิดเห็นกันภายในกลุมโดยยึดจากการแตงกายใหสอดคลองกับชุมชนบานไผขวางเปนสวนใหญ 3) การพัฒนารูปแบบการแสดงภายในกลุมโดยคณะผูศึกษาเริ่มออกแบบกระบวนทารำที่ไดฝกซอมเพื่อทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหวางกลุมโดยแตละคนจะมีความคิดที่แตกตางกันออกไปเพื่อนำแนวคิดของสมาชิกในกลุมที่ไดเสนอแนะมาปรับปรุงทารำที่ยังไมสมบูรณในการสรางสรรคทารำใหมีความสมบูรณมากขึ้น จากการศึกษาและลงพื้นที่ทำใหคณะผูศึกษาสามารถสรุปไดวาขอมูลของประเพณีสารทลาวของชาวบานไผขวาง ตำบลไผขวาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรีมาใชเปนรูปแบบในการแสดงสรางสรรคบุญสารทสลากภัต โดยแบงการแสดงออกเปน 3 ชวงที่ 1. รำลึก 2. แลบุญสารทและ 3. วาดลายฟอน 3.1.3 ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess: ลงมือปฏิบัติและประเมินระหวางปฏิบัติดำเนินการดังนี้ 1) คณะผูศึกษาดำเนินการสรางสรรคการแสดงที่ไดศึกษาจากกลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีและเริ่มทดลองฝกซอมทารำกับเพลงที่ ใชในการแสดงเพื่อปรับปรุงทารำใหมีความเหมาะสมกับการแสดงโดยฝกซอมกับเพลงที่ใชในการแสดงเพื่อใหนักแสดง เกิดความคุนเคยกับทำนองดนตรี 2) คณะผูศึกษาดำเนินการตรวจสอบทารำที่ใชในการแสดงสรางสรรคโดยการฝกซอมอยางสม่ำเสมอเพื่อทบทวนและหาขอบกพรองของทารำและสงใหครูที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกตองความเหมาะสมของทารำที่ใชในการแสดงบุญสารทสลากภัต 3.1.4 ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share: แสดงและแลกเปลี่ยนระหวางกลุม ดำเนินการดังนี้ 1) คณะผูศึกษาดำเนินการนำเสนอโครงงานสมรรถนะวิชาชีพเรื่องการแสดงสรางสรรคบุญสารทสลากภัต ของกลุมชาติพันธุลาวเวียง ตำบลไผขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีในการสัมมนา
25วิชาการของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปที่ 3 ณ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีโดยมีรูปแบบการนำเสนอเปนการแสดงสรางสรรค บุญสารทสลากภัต และการสรางสรรคการแสดงประกอบดนตรี โดยมีคณะผูศึกษาไดทำการคัดเลือกไวเปนผูแสดงในการแสดงสรางสรรค 3.1.5 ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชม 1) คณะผูศึกษาไดนําขอเสนอแนะของคุณครูที่ปรึกษาเพื่อนำมาปรับปรุงแกไขพัฒนาจากนั้นนำเสนอผานผูทรงคุณวุฒิประเมินความคุณภาพและความเหมาะสมของผลงาน 2) หลังจากที่คณะผูศึกษาไดรับขอเสนอแนะและคำแนะนำเกี่ยวกับการแสดงสรางสรรคที่ไดรับจากคุณครูที่ปรึกษาและผูทรงคุณวุฒิไดประเมิณคุณภาพและความเหมาะสมของผลงานสรางสรรค บุญสารทสลากภัต คณะผูศึกษาไดมีแนวทางการปรังปรุงและพัฒนาตามขอเสนอแนะ ดังนี้(1) ปรึกษาผูนำชุมชนไผขวาง เพื่อเลือกสถานที่สำหรับจัดการแสดง บุญสารทสลากภัตที่สรางสรรคขึ้น เพื่อใหคนในชุมชนไดมีสวนรวมในการประเมินความพึงพอใจ (2) ดำเนินการติดตอผูที่รับผิดชอบในสวนของสถานที่ที่คณะผูศึกษาไดเลือก จัดการแสดงเพื่อขออนุญาตใชสถานที่ในการทำการแสดงสรางสรรค(3) จัดการแสดง ณ ชุมชนบานไผขวาง เพื่อประเมินความพึงพอใจของผูชมที่มีตอการแสดงสรางสรรค บุญสารทสลากภัต ในรูปแบบออนไลน (Google form) โดยใชการสแกน คิวอารโคด (QR Code)(4) จัดการแสดง ณ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีเพื่อแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในรายวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ และ รายวิชาฝกประสบการณสมรรถนะวิชาชีพ
26บทที่ 4ผลการศึกษา โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การแสดงสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต กรณีศึกษาประวัติของกลุ่มชาติพันธ์ุลาวเวียง และ ประเพณีสารทลาว ตำบลไผ่ขวาง จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเพื่อศึกษาประวัติของกลุ่มชาติพันธ์ุลาวเวียงและประเพณีสารทลาวตำบลไผ่ขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีรวมถึง เพื่อสร้างสรรค์การแสดงชุดบุญสารทสลากภัต อันเป็นผลงานด้านนาฏดุริยางคศิลป์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงประเพณี วัฒนธรรม ด้านความเชื่อ ค่านิยม ของชาวชุมชนบ้านไผ่ขวาง ตำบลไผ่ขวาง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ในประเพณีบุญสารทสลากภัตซึ่งคณะผู้จัดทำขอนำเสนอผลการศึกษาดังนี้ 4.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ 4.2 รูปแบบการแสดง 4.3 องค์ประกอบการแสดง 4.4 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ 4.5 การวิเคราะห์ท่ารำ 4.6 ผลการประเมินผลงานการแสดงบุญสารทสลากภัต4.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจ4.1.1 แนวคิดและแรงบันดาลใจบุญสารทสลากภัตเป็นประเพณีการทำบุญของชาวบ้านลาวเวียง ของชุมชนบ้านไผ่ขวาง จังหวัดสุพรรณบุรีโดยนำข้าวปลา อาหาร คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ อย่างละเล็ก อย่างละน้อย แล้วห่อด้วยใบตองทำเป็นห่อเล็ก ๆ นำไปวางตามที่ต่าง ๆ เพื่อทำบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และ ทำบุญสลากภัต ให้แก่พระสงฆ์โดยการจับฉลากในเวลาต่อมา จึงเกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์งานเพื่อนำเสนอให้เห็นถึงการรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วที่ชาวบ้านลาวเวียงได้สืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมเพื่อให้เป็นที่รู้จักและสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสร้างแหล่งการเรียนรู้เพื่อเป็นการศึกษาวิถีชีวิตชองชาวลาวเวียง ก่อให้เกิดพัฒนาผลงานอย่างหลากหลายและเป็นประโยชน์ในวงการวิชาชีพด้านนาฏศิลป์และดนตรีโดยคำนึงถึงในการแสดงให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวลาวเวียงบ้านไผ่ขวาง และท่ารำที่คำนึงถึงจุดมุ่งหมายของการเเสดงซึ่งเน้นการผสมผสานระหว่างท่ารำนาฏศิลป์พื้นบ้าน และลักษณะของวิถีชีวิตชาวบ้านจากการศึกษา คณะผู้ศึกษาได้เห็นถึงความสำคัญของวิถีชีวิตของชาติพันธุ์ลาวเวียงและวัฒนธรรมประเพณีสารทลาวของชาวลาวเวียง คณะผู้ศึกษาจึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์“บุญสารทสลากภัต” ให้กลายเป็นการแสดงสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า และอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีสารทลาว อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่สู่ชุมชน
274.2 รูปแบบการแสดง รูปแบบการแสดงผลงานสร้างสรรค์บุญสารทสลากภัต คณะผู้ศึกษาได้แบ่งการแสดงออกเป็น3 ช่วง ดังนี้ 4.2.1 ช่วงที่1 “การรำลึก” โดยมีคู่หนุ่มสาวชาวลาวเวียงออกมาช่วยกันทำข้าวห่อ เพื่อนำไปให้แก่ บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปเเล้วช่วงเช้ามืดของวันรุ่งขึ้นโดยผู้เเสดงใช้ลีลาท่าทางและอุปกรณ์ประกอบฉาก เพื่อสื่อถึงการรำลึกถึงบรรพบุรุษเพราะเป็นความเชื่อที่มีมาช้านาน 4.2.2 ช่วงที่2 “เเลบุญสารท” เป็นการเเสดงให้เห็นถึงการใช้ลีลาท่าทางและอุปกรณ์การเเสดงเพื่อให้เห็นถึง ขบวนเเห่สลากภัต เพื่อไปทำบุญภายในวัด 4.2.3 ช่วงที่3 “วาดลายฟ้อน” ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเเสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานของชาวบ้าน หลังจากทำบุญเสร็จเเล้ว จึงมีการฟ้อนร่ายรำ และเกี้ยวพาราสีกัน ระหว่างคู่หนุ่มสาว4.3 องค์ประกอบของการแสดง การแสดงสร้างสรรค์บุญสารทสลากภัต เป็นการแสดงสร้างสรรค์ที่คณะศึกษาจัดทำขึ้นมาใหม่ ดังนั้น จึงมีองค์ประกอบหลายประการเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับการแสดงและให้การแสดงเกิดความสวยงาม ดังนี้4.3.1 การคัดเลือกผู้แสดง การแสดงสร้างสรรค์บุญสารทสลากภัต คณะผู้ศึกษาได้กำหนด ดังนี้1) จำนวนผู้แสดงทั้งหมด 12 คน ผู้แสดงหญิงจำนวน 8 คน ผู้แสดงชายจำนวน 4 คน คณะผู้ศึกษาได้นำหลักของทฤษฎีนาฏศิลป์พื้นบ้านและ อิริยาบถวิถีชีวิตมาใช้และการแสดงสร้างสรรค์บุญสารทสลากภัต เน้นสื่อถึงการเล่าเรื่องราววิถีชีวิตและกระบวนท่าที่อ่อนช้อย ใช้ผู้แสดงหญิงเป็นผู้สื่อความหมาย และในการแสดงสื่อถึงความสนุกสนานรื่นเริง คณะผู้ศึกษาใช้ผู้แสดงชายในการสื่อเรื่องราว และมีการกำหนดแนวทางการคัดเลือกผู้แสดง ดังนี้ (1) มีพื้นฐานทางด้านนาฏศิลป์และมีไหวพริบที่ดีรวมทั้งมีทักษะในการรำทั้งในจังหวะที่ช้าและเร็วตามทำนองเพลง(2) รูปร่าง ผู้แสดงจะต้องมีรูปร่างสมส่วนและมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันเพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสง่างาม
284.3.2 เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายของการแสดงสร้างสรรค์บุญสารทสลากภัต ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชาวลาวเวียงบ้านไผ่ขวางแล้วนำมาดัดแปลงให้เกิดความสวยงาม ดังนี้ 1) เครื่องแต่งกายผู้แสดงชาย ประกอบด้วย(1) เสื้อคอตั้งแขนยาวผ่าหน้าติดกระดุม สีกรมท่า(2) ผ้าโสร่งนุ่งยาวคลุมน่อง(3) ผ้าขาวม้าคาดเอว2) เครื่องแต่งกายผู้แสดงหญิง ประกอบด้วย(1) เสื้อบักกะแหล่ง (เสื้อคอกระเช้า) สีกรมท่า(2) ผ้านุ่งตีซิ่นเป็นลายจกพื้นสีแดงของชาติพันธุ์ลาวเวียง (3) ผ้าสไบลูกไม้สีขาว (4) เครื่องประดับประกอบด้วย สร้อยคอ ต่างหู เข็มขัด กำไลข้อมือและดอกไม้ประดับศีรษะ ภาพที่4.3 เครื่องแต่งกายด้านหน้าผู้หญิง ภาพที่4.4 เครื่องแต่งกายด้านหลังผู้หญิงภาพที่4.1 เครื่องแต่งกายด้านหน้าผู้ชาย ภาพที่4.2 เครื่องแต่งกายด้านหลังผู้ชาย
294.3.3 เพลงและดนตรีประกอบ คณะผู้ศึกษาได้สร้างสรรค์ดนตรีประกอบการแสดงใช้ดนตรีที่มีอยู่ในชุมชนนำมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับการแสดงมากยิ่งขึ้น ช่วงที่1 “การรำลึก”ทางคณะผู้ศึกษาได้มีการสร้างสรรค์โดยใช้ดนตรีการเดี่ยวแคนเข้ามาเป็นบทเกริ่น จึงเรียกว่า “เกริ่นแคน” และได้มีการนำบทผญาเข้ามาผสมผสานกับเสียงเดี่ยวแคน โดยมีตัวอย่างผญา ดังนี้“ โอ้ลาวเอ๋ย ลาวเวียง ย้ายถิ่นฐานมาอยู่บ้านไผ่ขวางเมืองสุพรรณบุรีมีประเพณีพิธีข้าวประดับดินเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศให้มูลมังวงศ์ตระกูลรวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้บุญกุศลครั้งนี้ดลบันดาลให้หมู่เฮาทุกผู้ทุกคนจงมีแต่ความสุข ความเจริญอย่าได้เจ็บอย่าได้จน มีโชคมีชัยอยู่เย็นเป็นสุข เด้อ สาธุ ” ช่วงที่ 2 “แลบุญสารท” ทางคณะผู้ศึกษาได้มีการใช้จังหวะและทำนองดนตรีในแบบ ลาวเวียงบ้านไผ่ขวาง โดยยึดแบบของชุมชนลาวเวียงบ้านไผ่ขวางช่วงที่3 “วาดลายฟ้อน” ทางคณะผู้ศึกษาได้มีการใช้ดนตรีลายลำเพลินและฟ้อนแคน โดยมีการประยุกต์เพื่อทำให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริงมากยิ่งขึ้น
304.3.4 อุปกรณ์การแสดง อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการแสดงผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ประกอบด้วย สลากภัต ข้าวห่อ พวงมะโหด ไม้คาน สาแหรก ถาดและชาม โดยเป็นการนำอุปกรณ์ที่ใช้ในประเพณีจริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าในประเพณีบุญสารทมีอะไรเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ และเมื่อนำการสร้างสรรค์ชุดนี้กลับไปสู่ชุมชนนั้น ชุมชมสามารถนำไปใช้ในการแสดงต่อได้โดยไม่สิ้นเปลือง เนื่องจากเป็นของที่มีอยู่ดั้งเดิม ดังมีรายละเอียดของอุปกรณ์การแสดง ตามภาพต่อไปนี้1) สลากภัต สลากภัต เป็นต้นกล้วยที่ประดับตกแต่งด้วยกระดาษสี ธง และปัจจัยรวมทั้งผลไม้ต่าง ๆ ที่วางไว้ในถังหรือตระกร้าสาน เพื่อนำมาจับสลากและถวายแด่พระสงฆ์ตามประเพณี2) ข้าวห่อ เป็นการนำอาหาคาวหวานต่างๆ ผลไม้ เนื้อสัตว์ มาใส่ในภาชนะซึ่งในอดีตจะใช้ใบตองหรือ ใบบัว แต่เมื่อ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็มีการใช้โฟมหรือพลาสติกเพิ่มมากขึ้นภาพที่ 4.5 สลากภัตภาพที่ 4.6 ข้าวห่อ
313) พวงมะโหด คืองานประดิษฐ์ที่ตัดจากกระดาษ มีการสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น มักพบเห็นได้มากในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ในปัจจุบันมักหาดูได้ยาก รวมถึงคนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จัก พวงมะโหดใช้เป็นสัญญาลักษณ์แทนงานบุญ งานมงคล เช่นงานบวช เทศกาลออกพรรษา ทอดกฐิน และงานบุญอื่นๆเป็นสิ่งของไว้ใช้ในการตกแต่งเพิ่มความสวยงามให้แก่ สลากภัต และ ขบวนแห่4) ชุดหาบ ประกอบด้วย ไม้คาน,สาแหรก,ถาดและถ้วยชามที่เป็นภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้ในการเข้าร่วมพิธีและประกอบขบวนแห่สาทรลาวของชาวลาวเวียงบ้านไผ่ขวางจัดเป็นของที่อยู่ร่วมกันในหัวข้อเดียว เป็นการใช้ในขบวนแห่ ในการแสดงช่วงที่ 2ภาพที่ 4.7 พวงมะโหดภาพที่ 4.8 ชุดหาบประกอบด้วยไม้คาน สาเหรก
324.4 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ กระบวนท่ารำเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นถึงความสวยงามของท่ารำได้อย่างชัดเจนเพิ่มยิ่งขึ้น คณะผู้ศึกษาจึงพิจารณาประกอบกับแนวคิด เพื่อให้กระบวนท่ารำมีความสอดคล้องกันกับรูปแบบการแสดง โดยประกอบไปด้วย การประดิษฐ์ท่ารำ การแปรแถว การเลือกใช้ดนตรี การแต่งกาย และอุปกรณ์การแสดง โดยมีกระบวนท่ารำดังนี้สัญลักษณ์ผู้แสดงฝ่ายชาย ผู้แสดงฝ่ายชายคนที่1 ผู้แสดงฝ่ายชายคนที่2 ผู้แสดงฝ่าชายคนที่3 ผู้แสดงฝ่ายชายคนที่4 สัญลักษณ์ผู้แสดงฝ่ายหญิงผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่ 1 ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่ 2ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่3 ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่4 ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่ 5 ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่6 ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่7 ผู้แสดงฝ่ายหญิงคนที่8
33ตารางที่ 4.1 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึกท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ 1. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ขาขวาแตะพื้นขาตึง ขาซ้ายยืดขาตึงมือ : มือขวาเท้าสะเอว มือซ้ายป้องหูศีรษะ : เอียงซ้าย2. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ขาขวายืดขาขาตึง ขาซ้ายแตะพื้นขาตึงมือ : มือขวาป้องหู มือซ้ายเท้าสะเอวศีรษะ : เอียงขวาหน้าเวทีหน้าเวที1
34ตารางที่ 4.2 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึก (ต่อ)ท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ 3. ทิศ : ทิศหน้า เท้า : ขาซ้ายยืดขา ขาตึง ขาขวาแตะพื้นขาตึงมือ : มือซ้ายเท้าสะเอว มือขวาป้องหน้าศีรษะ : เอียงซ้าย 4. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ขาซ้ายยืดขาขาตึง ขาขวาแตะพื้นขาตึงมือ : มือซ้ายเท้าสะเอว มือขวายื่นไปด้านข้างแล้วตั้งข้อมือขึ้นศีรษะ : เอียงซ้ายเล็กน้อยหน้าเวทีหน้าเวที
35ตารางที่ 4.3 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทที่ 1 การรำลึก (ต่อ)ท่าที่ ท่าร า อธิบายท่ารำ5. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : : ขาซ้ายยืดขาขาตึง ขาขวาแตะพื้นขาตึงมือ : มือซ้ายเท้าสะเอว มือขวายื่นไปด้านข้างแล้วตั้งข้อมือขึ้นแล้วกดข้อมือลงศีรษะ : ศีรษะตรง6. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ขาซ้ายยืดขาขาตึง ขาขวาแตะพื้นขาตึงมือ : มือทั้งสองข้างตั้งวง มือซ้ายอยู่ระดับไหล่ขวา มือซ้ายตั้งวงบน โดยใช้ท่าบังสุริยาศีรษะ : เอียงซ้ายเล็กน้อยหน้าเวทีหน้าเวที
36ตารางที่ 4.4 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึก (ต่อ)ท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ7. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ขาซ้ายยืดขาขาตึง ขาขวาแตะพื้นขาตึงมือ : มือทั้งสองข้างตั้งวง มือซ้ายอยู่ระดับไหล่ขวา มือซ้ายตั้งวงบน โดยใช้ท่าบังสุริยาศีรษะ : เอียงซ้ายเล็กน้อย8. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ผู้แสดงหญิง : ขาขวาอยู่ด้านหน้า ขาซ้ายอยู่ด้านหลังและย่อเล็กน้อยผู้แสดงชาย : ขาขวาแตะพื้นยืดขาตึง ขาขวายืดขาตึงมือ : ผู้แสดงหญิง : มือซ้ายกำมือเล็กน้อยอยู่ระดับหัวเข็มขัดมือขวากำมือเล็กน้อยยืดออกไประดับเอวผู้แสดงชาย : มือขวาตั้งมือขึ้น มือซ้ายมือเท้าสะเอวศีรษะ : ผู้แสดงหญิง : เอียงขวาเล็กน้อยผู้แสดงชาย : หน้าตรงมองตัวนางหน้าเวทีหน้าเวที5
37ตารางที่ 4.5 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึก (ต่อ)ท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ9. ทิศ : ทิศหน้าเท้า : ผู้แสดงหญิง : ยืดขาตึงทั้งสองข้างผู้แสดงชาย : ยืดขาตึงทั้งสองข้างตั้งวงสองข้างแล้วโกยมือขึ้นงอแขนเล็กน้อยมือ : ผู้แสดงหญิงและชาย : โกยมือทั้งสองข้างขึ้นศีรษะ : ผู้แสดงหญิงและชาย : ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างมองกันและกัน10. ทิศ : ทิศหน้า เท้า : ผู้แสดงหญิงและชาย : ขาตึง แต่ฝ่ายชายจะแยกเท้าออกเล็กน้อย มือ : ผู้แสดงหญิงและชาย : พนมมือเข้าหากันศีรษะ : ผู้แสดงหญิงและชาย : ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างมองกันและกันหน้าเวที5 15หน้าเวที
38ท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ11. ทิศ : ทิศหน้ามือ : ผู้แสดงหญิง : มือทั้งสองข้างกำแล้วมือข้างซ้ายอยู่ระดับข้างเอว งอแขนเล็กน้อย มือข้างขวาอยู่ระดับหัวเข็มขัดผู้แสดงชาย : เท้าสะเอวทั้งสองข้างเท้า : ผู้แสดงหญิง : ขาขวายืดขาตึง ขาซ้ายเท้าแตะพื้นขาตึงผู้แสดงชาย : ยืดขาตึงทั้งสองข้างศีรษะ : ผู้แสดงหญิง : เอียงซ้ายเล็กน้อยและมองผู้แสดงชายผู้แสดงชาย : หันมองผู้แสดงหญิง12. ทิศ : ทิศหน้ามือ : ผู้แสดงหญิง : มือทั้งสองข้างจับตะกร้าทั้งสองมือผู้แสดงชาย : มือทั้งสองข้างจับตะกร้าทั้งสองมือเท้า : ทั้งสองฝ่ายใช้อิริยาบถในการเดินศีรษะ : หน้าตรงหน้าเวทีหน้าเวที5 1ตารางที่ 4.6 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึก (ต่อ)12
39ตารางที่ 4.7 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึก (ต่อ)ท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ13. ทิศ :ทิศหน้ามือ : ผู้แสดงหญิงคนที่1: นั่งทำข้าวห่อ ตามอิริยาบถธรรมชาติ อยู่บริเวณ มุมบนซ้ายของเวทีผู้แสดงชายคนที่1: นั่งช่วยผู้แสดงหญิง 1 ทำข้าวห่อตามอิริยาบถธรรมชาติผู้แสดงหญิงคนที่2: มือทั้ง 2 ข้าง นั่งห่อข้าวห่อ ตามอิริยาบถธรรมชาติผู้แสดงชายคนที่ 2: ช่วยตักข้าวในขันใส่ใบบัวของผู้แสดงหญิง 2 ตามอิริยาบถธรรมชาติผู้แสดงหญิงคนที่3: ช่วยหยิบกับข้าวใส่ในใบบัวของผู้แสดงหญิง 2 ตามอิริยาบถธรรมชาติผู้แสดงชายคนที่ 3: ช่วยผู้แสดงหญิง 3 หยิบจับกับข้าวใส่ในใบบัวของผู้แสดงหญิง 2 ตามอิริยาบถธรรมชาติเท้า : ผู้แสดงหญิงคนที่ 1,2 และ 3:นั่งพับเพียบตามอิริยาบถธรรมชาติผู้แสดงชายคที่ 1,2 และ 3:นั่งคุกเข่าตามอิริยาบถธรรมชาติศีรษะ : ผู้แสดงหญิงคนที่1,2 และ 3:ศีรษะตรงผู้แสดงชายคนที่ 1,2 และ 3:ศีรษะตรงหน้าเวที1 21233
40ตารางที่ 4.8 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ บุญสารทสลากภัต ช่วงที่ 1 การรำลึก (ต่อ)ท่าที่ ท่ารำ อธิบายท่ารำ14. ทิศ : ทิศหน้าเฉียงซ้ายกับขวา45องศาทิศหลังเฉียงซ้าย45องศามือ :ผู้แสดงหญิง4คน : มือทั้งสองข้างถือข้าวห่อออกมาเมื่อถึงจุดของตัวเองแล้วนำมาวางเป็นการจำลองให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นำข้าวห่อมาวางตามที่ต่างๆ อาทิเช่น ใต้ต้นไม้ และ ทางสามแพร่ง เป็นต้นเท้า :เดินออกมาตามอิริยาบถธรรมชาติ เมื่อถึงจุดของตัวเอง ค่อยๆนั่งลงศีรษะ :ศีรษะตรง15. ทิศ : ทิศหน้าเฉียงซ้ายกับขวา45องศาทิศหลังเฉียงซ้าย45องศามือ : ผู้แสดงหญิงทั้ง4คน : จะทำท่าเหมือนกันเริ่มจากมือซ้ายจีบระดับเอวแล้วลากขึ้นไปเป็นท่าบัวชูฝักมือขวาตั้งวงระดับเอวข้างซ้ายทำสลับกันทั้งสองมือตามจังหวะเท้า :ผู้แสดงหญิงทั้ง4คน : ค่อยๆยืนขึ้นแล้วเริ่มย่ำเท้าขวาก่อนค่อยๆหมุนรอบตัวเองไปทางขวาศีรษะ : ผู้แสดงหญิงทั้ง4คน : เอียงซ้ายหน้าเวที8 57 6หน้าเวที8 57 6