41
นำ้ ยาลา้ งเลบ็ อะซีโตน
นำ้ ยาลบคำผดิ ไซลีน โทลูอีน แอลกอฮอล์ อาซีโตน
สีทาบา้ น ไซลีน โทลูอีน เบนซีน แอลกอฮอล์
ปารต์ เิ คลิ บอรด์ ชิปบอร์ดตา่ งๆ ไซลนี โทลอู นี เบนซนี ไตรคลอโรเอธลิ นี
เครื่องถ่ายเอกสาร เบนซีน คลอโรฟอรม์ แอมโมเนีย
น้ำยาเคลือบเงาไม้ ไซลีน โทลอู ีน เบนซีน
ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์
กระดาษปดิ ผนงั ไตรคลอโรเอธริ ีน
กาว (วทิ ยาศาสตร์) เบนซิน แอลกอฮอล์, ไตรคลอโรเอธิรนี
ฟอรม์ าลดไี ฮด์ ไซรนี โทลอู ีน เบนซิน แอลกอฮอล์
2. ความสำคัญของคณุ ภาพอากาศภายในอาคาร
ช่วงก่อน ค.ศ.1973 ซ่งึ เกิดวิกฤตการณ์นำ้ มันครัง้ แรก การออกแบบอาคาร ตลอดจนระบบตา่ งๆ ภายใน
อาคารมักเน้นความสบายของผู้อาศัยและผู้ใช้อาคารเปน็ หลัก โดยไม่คำนงึ ถึงเร่ืองการประหยดั พลงั งานมากนัก
เนอื่ งจากราคาน้ำมันและพลงั งานไฟฟ้ายงั มีราคาถูก อาคารที่ก่อสร้างในยุคนน้ั จึงมลี กั ษณะโครงสร้างอาคารไม่
แนน่ หนามากนกั มีชอ่ งเปิดเพื่อระบายอากาศโดยรอบอาคารคอ่ นขา้ งมาก รวมทง้ั มีช่องแสงเพ่ือให้การส่องสว่าง
ของแสงสว่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อความต้องการท่ัวทุกส่วนของอาคาร ระบบปรับอากาศถูกควบคุม
อุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ปานกลางเพื่อให้ผู้อาศัยรู้สึกสบาย และมีการนำอากาศบริสุทธ์ิภายนอกเข้าสู่ภายใน
คอ่ นขา้ งมาก
ภายหลังวิกฤตการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้การออกแบบตัวอาคารและระบบต่างๆ ภายในอาคารได้
เปล่ียนแปลงไป โดยเน้นความสำคัญด้านการประหยัดพลังงานเปน็ หลัก ส่วนความสบายนั้น ลดลงมาให้อยูใ่ น
ระดับท่ีผู้อาศัยส่วนใหญ่ยอมรับไดเ้ ทา่ นั้น กล่าวคอื มีการก่อสร้างตัวอาคารให้แนน่ หนามากขน้ึ เพ่ือลดการรั่ว
ของอากาศรอ้ นชื้นภายนอกเข้าสู่อาคาร มีการใช้ฉนวนกันความรอ้ น เพ่ือลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอก
อาคาร ซงึ่ ฉนวนเหล่าน้ีอาจก่อใหเ้ กดิ สารปนเปือ้ นในอากาศ ภายในอาคารได้ เชน่ สารกอ่ ความระคายเคอื ง สาร
ฟอร์มลั ดีไฮด์ (Formaldehyde) และมีการลดความเข้มในการสอ่ งสวา่ งในบริเวณท่วั ไปของอาคารลงด้วย รวมทั้ง
มีการใชร้ ะบบการจดั การพลงั งาน (Energy Management System) เพ่อื ควบคมุ ปรมิ าณการใช้พลงั งานของอาคาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบปรับอากาศซ่ึงใช้พลังงานมากท่ีสุดในตัวอาคาร เช่น การใช้โปรแกรมเปิดปิดท่ี
เหมาะสม (Program Optimum Start / Stop) ทำใหม้ กี ารนำนำอากาศบรสิ ุทธจิ์ ากภายนอกเขา้ สอู่ าคารน้อยลง
ปัจจุบันหลายประเทศท่ัวโลก ได้ให้ความสนใจเรือ่ งคุณภาพอากาศภายในอาคารเป็นอย่างมาก ทั้งน้ี
เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในเขตเมืองใช้เวลาอยู่ในอาคารเกือบร้อยละ 90 ของเวลาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามัยสิง่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
42
โรงเรียน สถานท่ีทำงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสนิ ค้า และในอาคารอื่นๆ องคก์ ารอนามัยโลก (WHO) คาดว่า
รอ้ ยละ 30 ของอาคารทั่วโลกอาจมีปัญหาดา้ นคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality) ซึ่งจะนำไปสู่
ปญั หาการเกดิ กลมุ่ อาการของโรคจากการทำงานในอาคารปดิ ได้
องคก์ รเอกชนระหว่างประเทศท่มี ีจดุ มงุ่ หมายในการพฒั นาระบบทำความร้อน ระบบระบายอากาศ น่ัน
ก็คือ องค์กร ASHRAE (American Society of Heating, Refrigerating, and Air-Conditioning Engineers) ได้
กำหนดอัตราการระบายอากาศตำ่ สุดเพ่อื การอนรุ ักษพ์ ลงั งานไวท้ ี่ 5 ลูกบาศกฟ์ ุต/นาที/คน ซึง่ แต่เดิมเคยกำหนด
ไวท้ ี่ 15 ลูกบาศก์ฟตุ /นาที/คน ด้วยวตั ถุประสงค์ในเบือ้ งต้นเพื่อเจือจางและลดกลิน่ จากตัวคน ในกรณีของการ
นำอากาศจากภายนอกอาคารเข้ามาด้วยอัตรา 5 ลูกบาศก์ฟุต/นาที/คนน้ัน พบว่าไม่เพียงพอต่อการคงไว้ซ่ึง
สุขภาพ และความสบายของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (Heating,
Ventilating, and Air Conditioning: HVAC) ไม่สามารถกระจายอากาศไปสู่ทกุ คนได้ อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
แลว้ สิง่ เหล่าน้ีจะเปน็ ปัจจยั สำคญั ของปัญหากลุม่ อาการของโรคจากท่เี กดิ จากการทำงานในอาคารปดิ ได้ และใน
ท้ายท่ีสุด ASHRAE ก็ได้ปรับค่ามาตรฐานใหม่(ASHRAE Standard 62-1989) โดยคำนึงถึงคุณภาพอากาศ
ภายในอาคาร ให้อยใู่ นระดบั ทีย่ อมรับได้ ควบคูไ่ ปกบั การลดการใชพ้ ลงั งานดว้ ย กล่าวคอื ใหม้ ีอากาศเข้าภายใน
อาคาร 15 ลูกบาศก์ฟตุ /นาที/คน สำหรบั พ้นื ท่ีในสำนักงานให้เป็น 20 ลกู บาศกฟ์ ุต/นาท/ี คน โดยไมค่ ำนึงวา่ จะมี
การสบู บุหร่ีในบริเวณน้ันๆหรอื ไม่ และได้กำหนดใหส้ ูงถงึ 60 ลูกบาศก์ฟุต/นาที/คน ในบางพ้ืนทีโ่ ดยพจิ ารณา
ถึงกิจกรรมตามปกติในพืน้ ท่ีนน้ั ๆ เชน่ ห้องสบู บุหรี่ เปน็ ตน้
นอกจาก ASHRAE ในปัจจุบันหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศหลายหน่วยงาน เช่น องค์การพิทักษ์
สงิ่ แวดลอ้ มของสหรัฐอเมริกา (US EPA) รวมทั้งหนว่ ยงานระหว่างประเทศ เช่นองค์การอนามยั โลก (WHO) ได้
กำหนดค่ามาตรฐานด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality) เพื่อใช้เป็นค่าแนะนำใช้ในการ
ควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร
สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกาน้ัน สถาบันอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งชาติ (National
Institute of Occupational Safety and Health, NIOSH) ได้ทำการศกึ ษาข้อรอ้ งเรยี นอันเนื่องมาจากคณุ ภาพอากาศ
ในอาคารในชว่ งทศวรรษที่ 1970 และสามารถแยกสาเหตุของการเกดิ ปัญหาไดด้ งั น้ี
• รอ้ ยละ 52 เกิดจากการระบายอากาศในอาคารทีไ่ ม่เพียงพอ เช่น การออกแบบที่ไม่ถูกตอ้ ง การกระจาย
อากาศในอาคารไมด่ พี อ อุณหภมู แิ ละความชื้นไมเ่ หมาะสม มแี หล่งมลพิษภายในระบบระบายอากาศ
• รอ้ ยละ 16 เกิดจากการมีสารปนเปื้อนอย่ใู นอาคาร เช่น ไอระเหยของนำ้ ยาทำความสะอาด จำพวกสาร
ตวั ทำละลาย หรอื นำ้ ยาฆ่าเชือ้ โรค เชื้อรา
• รอ้ ยละ 10 เกิดจากมลพิษภายนอกอาคาร เช่น มลพษิ การจราจร ควนั ฝุ่น ละอองเกสร
• ร้อยละ 5 เกดิ จากการปนเปอื้ นดา้ นชวี ภาพ
• ร้อยละ 4 เกิดจากการปนเป้อื นของวัสดตุ กแตง่ อาคาร
• รอ้ ยละ 13 ไม่ทราบสาเหตุ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามัยสงิ่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
43
นอกจากน้ี องค์กรพิทักษส์ ่ิงแวดล้อมของสหรฐั อเมริกาและหน่วยงานอื่นๆ ได้ดำเนนิ การสำรวจ และ
พบว่า สิ่งแวดล้อมภายในอาคารมีมลพิษมากกว่าภายนอกอาคารสูงเป็นอัตรา 2-10 เท่า และได้มีการจัดอันดับ
ปัญหามลพิษในอาคาร เป็นปญั หาสิง่ แวดลอ้ มทีส่ ง่ ผลกระทบ ต่อสุขภาพ
ในประเทศไทยได้มีการดำเนินงานทางด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารต้ังแต่ พ.ศ.2536 โดยมีการ
สำรวจความเข้มข้นของก๊าซเรดอนในอาคารเพ่ือให้ทราบถึงการกระจายตัวและระดับความเส่ียงจากอันตราย
ของก๊าซชนดิ นี้ จากขอ้ มูลท่มี ีการรายงานพบว่าจนถึงปัจจบุ นั ได้มกี ารสำรวจไปแล้ว 20 จังหวดั ผลปรากฏว่า พบ
ก๊าซเรดอนในทุกอาคารที่ทำการสำรวจในทุกจังหวดั และจังหวัดท่ีมแี นวโนม้ ว่ามกี ๊าซเรดอนสูงอยู่ในภาคเหนือ
อยา่ งไรก็ตามมีความจำเปน็ ตอ้ งทำการสำรวจให้ได้พ้ืนที่มากกว่าน้ี จึงจะสามารถสรปุ ผลการสำรวจไดแ้ น่นอน
(สมชยั บวรกิตติ และปฐม สวรรคป์ ัญญาเลิศ, 2543)
พ.ศ.2542 กองอนามยั สิ่งแวดล้อม สำนกั อนามยั กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนนิ การตรวจวดั คณุ ภาพอากาศ
ภายในบรเิ วณศนู ย์อาหาร อาคารจอดรถของอาคารสาธารณะ และห้างสรรพสนิ ค้า จำนวนท้งั สน้ิ 11 แห่ง พบว่า
บริเวณศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า 3 ใน 9 แห่ง มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานท่ี
กำหนดไว้ โดยมคี ่าอยรู่ ะหว่าง 1,170-1,302 ppm (ASHRAE กำหนดให้มีไดไ้ ม่เกิน 1,000 ppm) สำหรับบรเิ วณ
อาคารจอดรถ 6 ใน 11 แห่ง พบปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ มีค่าอยู่ระหว่าง 12-46 ppm ซ่ึงเกินค่า
มาตรฐานกำหนด (ASHRAE กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 9 ppm) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กท่ีสามารถเข้าสู่
ทางเดินหายใจได้ (PM10) ในอาคารจอดรถ 3 แห่ง มีค่าอยู่ระหว่าง 154-210 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิน
ค่ามาตรฐานกำหนด (US EPA กำหนดค่าตลอด 24 ช่ัวโมง ใหม้ ีไดไ้ ม่เกิน 150 ไมโครกรมั /ลกู บาศกเ์ มตร)
ปี พ.ศ.2542-2543 สำนักอนามัยส่ิงแวดลอ้ ม กรมอนามัย ได้สำรวจสถานการณ์ของแหล่งเพาะเช้อื ลีจิ
โอเนลลา นิวโมฟิวลา ภายในอาคาร โดยการตรวจสอบทางกายภาพ และเก็บตัวอย่างน้ำ จากหอหล่อเย็น บ่อ
หรือถังพักนำ้ ถาดรองรบั จากเครอ่ื งปรับอากาศ ก๊อกน้ำ และฝกั บัว จากแหล่งตา่ งๆ ได้แก่ อาคาร โรงแรมในเขต
กรุงเทพฯ 28 แห่ง ต่างจังหวัด 3 แห่ง รวม 31 แห่ง และเข้าทำการตรวจสอบการดำเนินงาน มาตรการป้องกัน
การระบาดของเชื้อลีจิโอเนลลาในโรงแรม 24 แห่ง พบว่า โรงแรมส่วนใหญ่มีมาตรการในการควบคุมเช้ือลีจิ
โอเนลลา โดยการใช้สารเคมีในการควบคุม เชอื้ ลีจิโอเนลลา โดยการใช้สารเคมีในการควบคุมเชื้อ และมีการขัด
ล้างทำความสะอาด นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ หาเชื้อลี จิโอเนลลาใน
โรงแรม 7 แหง่ ผลการวเิ คราะหพ์ บเชื้อลีจโิ อเนลลา ในโรงแรมในเขตกรงุ เทพฯ 4 แห่ง โรงแรมในตา่ งจังหวัด
อกี 1 แห่ง ส่วนอาคารสำนักงาน 14 แห่ง ตรวจพบเช้ือลีจโิ อเนลลา 1 แห่ง สำหรบั อาคารในโรงพยาบาล 2 แห่ง
ตรวจพบเชอ้ื ลจี ิโอเนลลา 1 แห่ง สว่ นบ้านพกั นักกฬี า 2 แห่ง ตรวจไม่พบเช้ือลจี โิ อเนลลา
พ.ศ.2543 ได้มีการดำเนินการสำรวจสารคุกคามจากการสูบบุหร่ีในห้องพักสูบบุหร่ีที่ท่าอากาศยาน
กรุงเทพฯ โดยดำเนินการเก็บตัวอย่างอากาศเพือ่ วิเคราะห์หาปรมิ าณฝ่นุ รวม แคดเมียม สารหนู และไอระเหย ซึง่
ไดแ้ ก่ โทลูอนี ฟนี อล และอะซโี ตน ผลการตรวจไม่พบปรมิ าณของสารทีส่ ำรวจสงู เกนิ ขดี ความปลอดภัย ยกเว้น
ปริมาณฝุ่นรวมที่พบวา่ มปี ริมาณภายในห้องสูบบุหรี่สงู กวา่ ภายนอกห้อง การศึกษาให้ผลสรุปวา่ ผ้ทู ี่ใชห้ ้องพัก
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามัยส่ิงแวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
44
สูบบหุ รีท่ ่ที ่าอากาศยานกรงุ เทพฯ มคี วามปลอดภยั จากสารทเ่ี กิดจากการสบู บหุ ร่ี (วิกรม เสงคสิรแิ ละสมชัย บวร
กิตติ 2543)
พ.ศ.2544 กองอาชีวอนามยั กรมอนามัย (เปลย่ี นเป็นสำนกั โรคจากการประกอบอาชีพและสง่ิ แวดล้อม
กรมควบคุมโรค ต้ังแต่ปี 2546 ได้เร่ิมดำเนินการตรวจวัดปริมาณก๊าซและไอระเหยของสารเคมี ท่ีใช้ใน
โรงพยาบาล ได้แก่ ก๊าซที่ใชใ้ นการดมยาสลบ (โรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ Nitrous oxide และ Halothane และเมื่อ
รวั่ ไหลออกจากระบบและปนเป้ือนอยู่ในบรรยากาศภายในโรงพยาบาลจะเรียกรวมๆ เป็น Waste Anesthetic
Gas หรอื WAGs) รวมถึงสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคอุปกรณ์และเครอื่ งมือแพทย์
เชน่ Formaldehyde, Glutaraldehyde เพื่อประเมินความเส่ียงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
ในโรงพยาบาล ผลการสำรวจพบว่า เฉพาะห้องผ่าตัดท่ีมีระบบกำจัดก๊าซทิ้งมีระดับค่า WAGs อยู่ในระดับท่ี
ปลอดภยั ทงั้ นี้สถาบันอาชวี อนามยั และความปลอดภัยแหง่ ชาติ สหรฐั อเมรกิ า (NIOSH) กำหนดคา่ ความเข้มขน้
เฉล่ีย 8 ช่ัวโมงการทำงานของก๊าซ Nitrous oxide ไว้ว่าไม่ควรเกิน 25 ppm และ Halothane ไม่ควรเกิน 2 ppm
จนถึงปัจจบุ นั ได้มีการดำเนินการตรวจประเมินในโรงพยาบาลไปแลว้ 9 แหง่ และโรงพยาบาล 4 ใน 9 แห่งน้ี ได้
ดำเนนิ การปรับสภาพการทำงาน โดยการตดิ ตง้ั ระบบกำจดั ก๊าซท้ิงไปเรยี บรอ้ ยแล้ว (สสธิ ร เทพตระการพร และ
คณะ 2545)
พ.ศ.2544-2545 สำนักอนามัยส่ิงแวดล้อม กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการจัดทำหลักเกณฑ์ และ
มาตรฐานควบคุมเหตุรำคาญ และกิจการท่ีเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข
พ.ศ.2535 ประเภทกจิ การโรงแรม หรอื กิจการอ่ืนในทำนองเดยี วกัน โดยได้ดำเนินการสำรวจโรงแรมท้ังสิน้ 20
แห่ง พบว่า อตั ราการไหลของอากาศจากภายนอกเข้าสภู่ ายในของโรงแรมขนาดใหญแ่ ละขนาดกลางกวา่ ร้อยละ
80 ต่ำกว่าค่าท่เี สนอแนะโดย ASHRAE และกว่าร้อยละ 30 ของโรงแรมขนาดใหญ่ และขนาดกลาง มีระดับก๊าซ
CO2 ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งถึงการไหลเวียนอากาศ มีค่าสูงเกินค่าที่กำหนดโดย OSHA (Occupational Safety and
Health Administration) ซึง่ ได้กำหนดไว้ท่ี 800 ppm นอกจากนี้ยงั พบว่า สถานประกอบการได้มีควบคุมการสูบ
บหุ ร่ีในอาคารอย่างจรงิ จัง และจากผลการตรวจวัดปรมิ าณความเข้มข้นของอนุภาคขนาดเล็ก (PM10) ซึ่งควัน
บุหรีเ่ ป็นแหล่งท่ีมาทสี่ ำคญั พบวา่ มากกว่ารอ้ ยละ 90 ของพื้นทที่ ีต่ รวจวัดมีระดบั สูงเกินคา่ มาตรฐาน
นอกจากน้ี ใน พ.ศ.2545 กองอนามัยส่ิงแวดล้อม สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการสุ่ม
ตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในร้านอาหารท่ีมีการประกอบปรุงบนโต๊ะอาหารจำนวน 12 แห่ง พบว่า
ร้านอาหารที่มีการประกอบปรุงบนโต๊ะด้วยก๊าซมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด(เฉลี่ย 1,411 ppm)
รองลงมาคือร้านอาหารที่ใช้ถ่านเป็นเช้ือเพลงิ (เฉล่ีย 857 ppm) และร้านอาหารท่ีใช้ไฟฟ้ามีค่าตำ่ สุด (เฉลี่ย 717
ppm) ทั้งน้รี ะดบั ความเข้มขน้ ของกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อาจกอ่ ใหเ้ กิดปัญหาสุขภาพได้ คือ 800-1,000 ppm
นอกจากนี้ยังพบวา่ ปรมิ าณกา๊ ซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) มมี ากที่สุดในกรณีของการใช้ถ่าน (เฉลี่ย 5.18 ppm)
รองลงมาคือ การใช้ก๊าซและไฟฟ้าโดยพบค่าเฉลยี่ อยู่ที่ 2.58 ppm และ 2.36 ppm ตามลำดับ สำหรบั ระดับความ
เข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้คือสูงกว่า 5 ppm จากผลการตรวจวัด
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามยั สงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
45
ดังกล่าว สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จึงได้แนะนำให้ร้านอาหารดังกล่าวดำเนินการปรับปรุงโดยการทำ
ความสะอาด ระบบระบายอากาศ และเพิ่มอตั ราระบายอากาศภายในร้าน
อันตรายต่อสุขภาพของผู้อาศัยและผู้ใช้อาคารเม่ือคุณภาพอากาศไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
โดยทัว่ ไปเกิดจากสาเหตตุ อ่ ไปน้ี
1 ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซนท้ี ำให้เมด็ โลหิตแดงไม่สามารถรบั ออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเย่ือ
ต่างๆ ของร่างกายได้ ทำให้เกิดอาการปวดหรือวงิ เวียนศีรษะ อาเจียน ออ่ นเพลีย หมดแรง ความรู้สกึ สบั สน ถ้า
ได้รบั ในปริมาณมากจะทำใหห้ มดสติ และเสยี ชวี ติ ได้
2 ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่มากกว่า 282
mg/m3 (150 ppm) สามารถทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ ความเขม้ ขน้ ในชว่ ง 94-282 mg/m3 (50-150 ppm) สามารถทำ
ใหเ้ กิดโรคปอดเรือ้ รัง (Ferris, 1987) การตอบสนองของร่างกายในช่วงแรกจะเกิดขน้ึ ท่ีอวัยวะทส่ี มั ผัสก๊าซนี้ ทำ
ใหเ้ กิดการระคายเคอื งตอ่ บริเวณที่สัมผสั เช่น ผวิ หนัง เย่อื บุนัยน์ตา จมกู และคอ ทำให้เกิดอาการเจ็บหนา้ อก ไอ
หายใจขัด ทำใหภ้ ูมติ า้ นทานโรคทางเดนิ หายใจลดลง เกิดการเจ็บป่วยไดง้ ่าย เชน่ โรคหลอดลมอกั เสบ หอบหืด
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นตน้
3 ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซท่ีทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ มีผลต่อ
รา่ งกายคล้ายๆกบั กา๊ ซไนโตรเจนไดออกไซด์
4 อนุภาคขนาดเล็กที่หายใจเข้าไปได้ (Respirable particle) อนุภาคขนาดเล็กที่หายใจเข้าไปแล้วติด
ค้างอยู่ท่ีปอด จะทำอันตรายต่อเย้ือหุ้มปอด และทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ ก๊าซหุงต้มท่ีใช้ภายในอาคาร
ตลอดจนควันบุหรี่ สามารถทำใหเ้ กดิ อนุภาคขนาดเลก็ ดงั กลา่ วได้
5 เชอื้ จลุ นิ ทรยี ์ที่เจรญิ เติบโตในคอยล์ทำความเย็น และ/หรอื ในหอผงึ่ นำ้ (Cooling tower) มกั เป็นแหล่ง
เพาะเชื้อจุลินทรีย์ รา โดยเฉพาะเช้ือ Legionnaires ‘disease และ Pontiac Fever เชื้อเหล่าน้ีจะถูกระบบปรับ
อากาศแพรก่ ระจายไปตามส่วนต่างๆของอาคาร จนทำใหเ้ กดิ การเจบ็ ป่วยแก่คนเป็นจำนวนมากไดง้ ่าย
6 สภาวะการปรับอากาศภายในอาคารไม่เหมาะสม อุณหภูมิอากาศท่ีสูงเกินไปทำให้เส้นเลือดใน
ร่างกายขยายตัว เพื่อระบายความรอ้ นออกทางเหงื่อ ทำให้รสู้ กึ และอดึ อดั แต่หากอุณหภมู ิเยน็ จดั จนเกนิ ไป ก็จะ
ทำให้เส้นเลอื ดหดตัว เพอื่ ลดการคายความร้อนออกจากรา่ งกายทำให้หนาวสน่ั
ปัจจัยที่จะก่อให้เกิดมลพิษของอากาศภายในอาคาร มีท้ังปัจจัยจากภายในอาคารเองและปัจจัยจาก
ภายนอกอาคาร โดยเฉพาะการปนเปื้อนของมลพษิ จากแหล่งกำเนิดท้ังภายในและภายนอกอาคารท่ีไม่ไดม้ ีการ
ควบคุมอย่างเหมาะสม รวมท้ังลักษณะกจิ กรรมของผู้อาศัยหรือผู้ใช้อาคารท่อี าจเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษหรือทำ
ใหภ้ าวะมลพิษรุนแรงข้ึนได้ โดยทวั่ ไปแล้วปญั หาคุณภาพอากาศภายในอาคารสามารถควบคมุ ได้โดยใช้ระบบ
ปรับอากาศและระบายอากาศ (Heating, Ventilating, and Air Conditioning: HVAC) ท่ีเหมาะสม อย่างไรกต็ าม
หากระบบปรบั อากาศและระบายอากาศท่ใี ช้ขาดประสิทธภิ าพเนอ่ื งจากการออกแบบ การใช้ และการซอ่ มบำรุง
ไมเ่ หมาะสม กอ็ าจกลายเป็นแหล่งกำเนิดและสะสมมลพษิ ได้เช่นกนั
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
46
โดยสรุปแล้วอาจแบง่ ปจั จัยท่มี ผี ลต่อปญั หาคณุ ภาพอากาศได้เป็น 4 ปัจจัย ดังนี้
1. แหลง่ กำเนิดมลพษิ ภายในอาคาร
2. ระบบปรบั อากาศและระบายอากาศ
3. แหล่งกำเนดิ มลพษิ ภายนอกอาคาร
4. ลกั ษณะของผู้อาศยั หรือใช้อาคาร
ชนดิ และแหล่งกำเนดิ ของมลพษิ ทางอากาศภายในอาคาร
สาเหตุสำคัญทที่ ำให้เกดิ ปัญหาตอ่ คุณภาพอากาศภายในอาคารไดแ้ ก่ การทีใ่ นปัจจบุ ันอาคารสำนักงานหรือ
อาคารทพ่ี กั อาศัยส่วนใหญม่ กั จะถกู ออกแบบให้ปิดทึบเพ่อื เป็นการประหยดั พลังงาน รวมทง้ั ภายในอาคารมีการ
รวมสิ่งปนเปอ้ื นต่างๆไวด้ ้วยกนั โดยเฉพาะอาคารสำนกั งานซึง่ มกั จะมวี สั ดุ อุปกรณ์สำนักงานที่มสี ว่ นประกอบ
ของสารเคมี เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร พริ้นเตอร์ น้ำยาลบคำผิด กาว ซ่ึงจะเกิดการสะสมของมลพิษและ
แพรก่ ระจายส่ผู ใู้ ชอ้ าคาร และสง่ ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพของผูใ้ ชอ้ าคารในทส่ี ุด
สารมลพิษภายในอาคารเกดิ จากแหล่งกำเนิดหลายประเภท แต่ละประเภทก่อให้เกดิ สารมลพิษชนิดต่างๆ
กัน ได้แก่
• การปล่อยสารจากอุปกรณส์ ำนักงาน เช่น สารประกอบอนิ ทรีย์ โอโซน
• การใชส้ ารตัวทำละลาย หมึกพิมพ์ แอมโมเนีย
• การใชส้ ารกำจัดสัตวร์ บกวนและแมลง
• การปลอ่ ยสารจากโรงซอ่ ม ห้องปฏบิ ัติการ กระบวนการทำความสะอาด
• สารมลพษิ จากมอเตอรข์ องลิฟตแ์ ละระบบเครอื่ งจกั รกลอืน่ ๆ
• เช้ือรา (Fungus) ตามซอกหลืบในอาคาร และบรเิ วณพ้ืนท่ีช้ืนแฉะ และไรฝุ่น (Dust mites) ใต้ผืนพรม
(ภาพที่ 4)
เชอื้ รา ไรฝ่นุ
ภาพท่ี 4-1 เชอื้ ราและไรฝนุ่
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตรอ์ นามัยสิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
47
URL: http://www.jcc2u.com. 8 มิถุนายน, 2558
• สารมลพิษจากการเผาไหม้ เช่น กา๊ ซหงุ ต้ม สารระเหยอนิ ทรยี ์ (VOCs – Volatile Organic Compounds)
และก๊าซอนื่ ๆ
• สารระเหยอินทรีย์จากวัสดตุ กแต่งใหม่ๆในอาคาร อาคารที่มีการตกแต่งใหม่ ใช้เครื่องเรือนใหม่ หรือ
ทาสใี หม่จะพบสารระเหยอินทรีย์ กา๊ ซชนิดน้ีท่ีสำคัญคือ ฟอร์มาลดีไฮด์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของกาว
หรือสารยึดแน่น ในไม้อัด Particleboard ไม้อัดประเภทไมเ้ นื้อแข็ง ไฟเบอร์บอร์ด สารกันเสยี ในสีทา
บ้าน น้ำยาเคลอื บ และฉนวนกนั ความรอ้ นบางชนดิ
• ความแออัดภายในอาคาร เช่นคนจำนวนมากๆ จะทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
จากกระบวนการหายใจมากกว่าปกติ เช่น ในโรงภาพยนตร์
• ควันไฟจากเตา และควันบหุ รี่ เปน็ แหลง่ ทม่ี าของ คารบ์ อนมอนอกไซด์ ในอาคาร
• กระป๋องสเปรย์ต่างๆ เป็นแหล่งของก๊าซฟรีออน( Freon) แต่ปกติจะพบก๊าซฟรีออนในอาคารได้น้อย
มาก
• อาคารที่มีการใช้ กาว หมึก สี และผงถ่าน จากเครื่องถ่ายเอกสาร มักตรวจพบสารไฮโดรคาร์บอน (
Hydrocarbon) มากโดยเฉพาะอาคารทตี่ กแต่งใหม่
• การเผาน้ำมันก๊าด หรืออุปกรณ์ให้ความร้อนที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเช้ือเพลิง จะพบก๊าซซัลเฟอร์ได
ออกไซด์มาก
• เครือ่ งถา่ ยเอกสารและเครอ่ื งกรองอากาศแบบอิเลคโทรนิคส์ เปน็ แหลง่ ทมี่ าของก๊าซโอโซน ในอาคาร
• สที าบ้านที่ผสมตะกว่ั ( Lead paint) ซงึ่ ตะกั่วเป็นสารจำพวกโลหะหนักสามารถก่อให้เกิดภาวะมลพิษ
ได้
• วัสดุฉนวนกันความร้อนและไฟจะมแี รใ่ ยหินแอสเบสตอส (Asbestos)เป็นส่วนผสม และใช้กันมากใน
งานก่อสร้าง โดยใช้เป็นฉนวนกันความร้อนและไฟ ในปัจจุบันผ้ผู ลติ และผู้ก่อสร้างในประเทศพัฒนา
ส่วนใหญ่เลิกใช้สารชนิดนี้แล้ว อาจพบแอสเบสตอสตามบ้านเก่าๆ ฉนวนกันความร้อนในท่อหรือ
เตาเผา ฉนวนกันความร้อนใตห้ ลงั คา กระดาษอดั วัสดเุ คลอื บสี หรือแผน่ ปพู ื้น ในวัสดทุ ีม่ ีแอสเบสตอส
ปนอยู่ ถ้าหากไปตัด ขัด หรือเปล่ียนแปลงรูปร่างจากของเดิม จะทำให้แอสเบสตอสฟุ้งกระจายใน
อากาศได้ ซง่ึ กจ็ ะทำใหเ้ กิดอนั ตรายตอ่ ผ้อู ยอู่ าศยั ได้
• การแตกตัวตามธรรมชาตขิ องสารยูเรเนยี มทม่ี อี ยใู่ นดนิ และแหลง่ นำ้ ทำใหเ้ กดิ ก๊าซเรดอนข้ึนก๊าซเรดอน
สามารถเข้าสู่อาคารได้จากรอยแตกตามผนังและพ้ืน ขยะภายในอาคาร มีการวิจัยพบว่าขยะภายใน
อาคารบางแห่งทม่ี กี ารนำกลับมาใชใ้ หม่มปี รมิ าณสารเรดอนสงู กวา่ ปกติ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวิทยาศาสตรอ์ นามยั สง่ิ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
48
• การประกอบกิจกรรมเก่ยี วกับการซักล้างของมนษุ ย์ ทำใหเ้ กิดไอน้ำทำให้เกิดความชืน้ ในอาคาร ซง่ึ ส่ิง
ปนเปื้อนทางชีวภาพส่วนมากจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในบริเวณท่ีมีความช้ืน นอกจากนี้
ฟอรม์ าลดไี ฮดจ์ ะมกี ารแพร่กระจายไดม้ ากขึน้ เม่อื ความชนื้ สงู ขนึ้
• การสูบบุหรีภ่ ายในอาคาร ทำใหเ้ กิดควันบหุ ร่ีซ่ึงเป็นมลพิษทางอากาศที่สำคญั ควันบุหร่ีประกอบดว้ ย
อนุภาคทัง้ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ
แหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศภายในอาคารดังกล่าว ถ้าสามารถควบคุมได้ก็จะไม่ทำเกิดปัญหา
คุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยเฉพาะหากมีการออกแบบ ใช้ และซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศและระบาย
อากาศอยา่ งเหมาะสม ก็จะชว่ ยใหส้ ามารถควบคมุ แหล่งกำเนดิ มลพิษต่างๆ ได้
ระบบปรบั อากาศและระบายอากาศภายในอาคาร
ต้นเหตุของปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร นอกจากจะเกิดจากการที่มีแหล่งสารปนเปื้อนหรอื จุล
ชพี ในอาคารดังกลา่ วมาแลว้ ยังมตี น้ เหตุของปัญหาเนื่องจากการปรบั อากาศและระบายอากาศหรอื การนำอากาศ
เข้ามาในอาคารหรอื ในหอ้ งท้งั ในแงข่ องคุณภาพ ปรมิ าณ และการกระจายตวั ของอากาศทไี่ มเ่ หมาะสมอีกด้วย
การปรับอากาศและระบายอากาศเพ่ือควบคุมคุณภาพของอากาศภายในอาคาร นอกจากจะใช้วิธีการ
ระบายอากาศตามธรรมชาติแล้ว ยังอาจใช้เครื่องมือกลเชน่ พดั ลมเขา้ มาช่วยใหเ้ กิดการหมนุ เวยี นของอากาศให้ดี
ขึ้น ไปจนถึงการใชร้ ะบบปรบั อากาศและระบายอากาศ (Heating, Ventilating, and Air Conditioning: HVAC) ท่ี
ซบั ซอ้ นซง่ึ จะกล่าวถึงดังต่อไปน้ี
ระบบระบบปรับอากาศและระบายอากาศประกอบด้วยอปุ กรณ์ตา่ งๆและระบบการกระจายอากาศทใ่ี ช้
เพ่ือการปรับอุณหภมู ิ ความชื้น ความสะอาด เพอ่ื ความสบาย ความปลอดภัยและสุขภาพของผอู้ ยอู่ าศยั และผู้ใช้
อาคาร หากระบบระบบปรับอากาศและระบายอากาศได้รับการออกแบบและใช้งานอย่างเหมาะสมก็จะทำให้
หอ้ งมี อณุ หภมู ิ ความชืน้ และการกระจายอากาศไปส่บู รเิ วณต่างๆได้ดี ทำให้ผูท้ ี่อยู่ภายในอาคารหรอื ในห้องเกิด
ความสบาย รวมทั้งสามารถแยกและนำสารปนเปอ้ื นหรือกลิ่นทไี่ ม่พึงประสงค์ออกจากอาคารผ่านเคร่ืองกรอง
และพัดลมระบายอากาศ ในการหมนุ เวียนหรอื การระบายอากาศภายในอาคาร เพื่อควบคมุ คุณภาพอากาศโดย
ผา่ นระบบปรบั อากาศและระบายอากาศนน้ั อาคารตอ้ งปดิ ท้ังหมดเพ่ือให้อากาศทีเ่ ขา้ ออกอาคารต้องผ่านระบบ
ควบคุมอากาศ (Air Handing System :AHS) หรอื หนว่ ยควบคุมอากาศ (Air Handing Unit: AHU) ซง่ึ เป็นส่วน
หนึ่งของระบบปรับอากาศและระบายอากาศเทา่ นัน้
เทคนิคทน่ี ิยมใช้สำหรับทำความสะอาดอากาศสำหรับระบบปรับอากาศและระบายอากาศคือการกรอง
เชน่ การกรองอนุภาคโดยใช้วัสดกุ รอง และการกรองสารปนเปื้อนที่เปน็ ไอระเหยโดยใชอ้ ปุ กรณก์ รองท่ีทำดว้ ย
ถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) หรอื วัสดุดูดซบั อื่นที่มีประสิทธภิ าพในการดูดซับสารระเหยโดยเฉพาะสาร
ระเหยอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม หากวัสดุกรองหรืออุปกรณ์กรองไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือเปลี่ยนตามเวลาท่ี
กำหนดแลว้ อาจกลายเป็นแหลง่ สะสมของสารปนเปอ้ื นและอาจกอ่ ใหเ้ กิดปัญหาคณุ ภาพอากาศภายในอาคารได้
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์อนามยั สงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
49
เดียวกนั แต่มีกิจกรรมภายในห้องต่างกัน เชน่ ห้องประชุมและห้องออกกำลังกาย ก็ต้องการความเย็น
ต่างกันเป็นต้น แต่ในระบบโซนเดียวเป็นระบบที่ให้ความเย็นในแต่ละห้องเท่ากันจึงอาจมีปัญหาได้ สำหรับ
อาคารขนาดใหญ่อาจมีความจำเป็นต้องแบ่งพ้ืนท่ีออกเป็นหลายๆ โซน อยา่ งไรก็ ตามการแบ่งพื้นท่ีออกเป็น
หลายๆโซนจะทำให้ส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ในบางอาคารจึงออกแบบให้แต่ละโซนมีระบบควบคุมอุณหภูมิ
และความช้ืนแยกจากกัน แต่ยังคงใช้หน่วยควบคุมอากาศร่วมกัน โดยออกแบบให้ผู้ที่อยู่ในห้องน้ันสามารถ
ควบคุมหรือจัดการอุณหภูมิในแต่ละห้องได้ตามความต้องการ ระบบดังกล่าวน้ีเรียกว่าระบบหลายโซน
(Multiple zone system)
การสำรวจและตรวจวดั คุณภาพอากาศภายในอาคาร
การวินิจฉัยตรวจสอบอาคารมีวัตถุประสงค์เพ่ือชี้บ่งและป้องกันแก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศภายใน
อาคาร ปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาง่ายๆ ที่คนภายในอาคารโดยทั่วไปสามารถสำรวจและแก้ไขไดโ้ ดยใช้ทักษะ
ส่วนบุคคลของบุคคลในหน่วยงาน ปัญหาบางอย่างอาจจะต้องขอความร่วมมือจากผู้ท่ีมีความรู้และ
ประสบการณเ์ ฉพาะเรื่องน้ันๆในการสำรวจและแก้ไข ในบางปญั หาอาจจำเปน็ ต้องมีการตรวจวัดและประเมิน
ปญั หาคุณภาพอากาศภายในอาคารโดยใช้เคร่อื งมอื อุปกรณ์รว่ มกับทักษะเฉพาะทาง ข้อมูลเกยี่ วกับการบริหาร
จัดการและการดำเนินการภายในอาคารจะทำให้สามารถเลือกใช้เคร่ืองมือได้ถูกต้องเหมาะสมย่ิงข้ึน และ
สามารถใช้ในการประกอบการตัดสินใจโดยตัดสินใจร่วมกับบุคคลท่ีอาศัยอยู่ในอาคาร หรือผู้เช่ียวชาญจาก
ภายนอกว่าควรจะตอบโตก้ ับปญั หาคุณภาพอากาศภายในอาคารในเรื่องน้ันๆ อยา่ งไร
1. การสำรวจเบือ้ งตน้
การสำรวจเบ้ืองต้นจะดำเนินการในพื้นที่ที่มีปญั หา ซง่ึ ประกอบด้วยการทบทวนเอกสารท่มี ีอยู่ การ
สำรวจอาคาร การสัมภาษณ์พนักงาน การประเมินการร้องเรียนของผอู้ าศัย และการสังเกตพ้ืนที่โดยรอบอาคาร
ดงั ต่อไปน้ี
1.1 การทบทวนเอกสาร เอกสารทตี่ อ้ งทบทวนเพอ่ื เก็บรวบรวมขอ้ มูลไดแ้ ก่
• แผนผงั ของอาคาร
• แผนทแี่ สดงตำแหนง่ ทต่ี ั้งของเครือ่ งจักรกลตา่ งๆ
• กิจกรรมในอาคารทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ มลพิษทางอากาศ
• ชนดิ ของสารเคมีและกจิ กรรมที่มกี ารใชส้ ารเคมใี นอาคาร
• กรใชส้ ารกำจัดแมลงในอาคาร
1.2 การสำรวจอาคาร หลังจากการทบทวนเอกสารและรวบรวมข้อมูลแล้ว จึงทำการสำรวจอาคารตาม
ขอ้ มูลทไี่ ดร้ ับ การสำรวจครอบคลมุ ถึงสิง่ ตา่ งๆ ดังน้ี
• พน้ื ทีอ่ าคารโดยทั่วไป
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยส่งิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
50
• กจิ กรรมของผู้อาศัยหรือผใู้ ช้อาคารโดยเฉพาะกจิ กรรมท่ีอาจก่อให้เกิดมลพษิ ทางอากาศ ในการสำรวจ
อาจทำโดยการสมั ภาษณ์พนักงานหรือฝ่ายบุคคล หรอื เข้าไปสังเกตกจิ กรรมอย่างใกล้ชิดในอาคาร ซึ่ง
จะทำใหส้ ามารถทราบถึงชนิดของสารเคมที ใี่ ช้ ผูใ้ ชส้ ารเคมี และการไหลเวยี นของอากาศรวมทง้ั ระบบ
ระบายอากาศในบรเิ วณน้ันๆ
• กลน่ิ และแหล่งกำเนดิ กลน่ิ
• ลักษณะของพรมและวิธีการทำความสะอาดพรม
• ความสกปรกบนพ้ืน
• ฝุ่นบนโต๊ะ เก้าอ้ี และสถานท่อี ่ืนๆ
• รอยด่างท่ีเกดิ จากน้ำรั่วจากบริเวณเชื่อมต่อของทอ่ ตา่ งๆ
• อนภุ าคแขวนลอยในอากาศ โดยสงั เกตจากบริเวณทีม่ แี สงสอ่ งถึง
• ความชืน้ สะสมบนพน้ื ผวิ ต่างๆ
• ความสกปรกและเศษซากต่างๆ
• ระบบระบายอากาศท่วั ไป โดยสังเกตสว่ นประกอบของระบบทัว่ ๆไปว่ามีสนมิ หรอื ไม่ มสี ่วนที่ถกู
ทำลายจากการกดั กร่อนหรือมีน้ำร่ัวไหลออกสู่ภายนอกหรือไม่ รวมทั้งความสกปรกและความเสียหายหักพัง
ต่างๆและการรอ้ งเรยี นของผอู้ าศยั
• ระบบระบายอากาศเฉพาะท่ี โดยเฉพาะจากครัวและจากห้องน้ำ ถา้ มีกลิ่นเล็ดรอดออกมาและมีผู้
ร้องเรียน กแ็ สดงว่าระบบระบายอากาศในบริเวณนัน้ ๆมปี ญั หา
1.3 การสังเกตบรเิ วณพนื้ ที่โดยรอบอาคาร เพอ่ื ที่จะได้ข้อมลู ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่าง
ครบถ้วน นอกจากการสำรวจภายในอาคารแล้ว จะต้องทำการสังเกตบริเวณพืน้ ที่โดยรอบอาคารด้วย ซึง่ อาจทำ
โดยการสังเกตกิจกรรมตา่ งๆภายนอกโดยรอบอาคาร การเคล่ือนตัวของการจราจรโดยเฉพาะช่วงที่มีการใชร้ ถ
ใช้ถนนหนาแน่นท่ีสุด ซ่ึงเป็นช่วงที่อาจมผี ลกระทบต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารได้มาก การระบุพ้ืนที่ท่ีมี
การใช้รถบรรทุกและรถโฟล์คคลิฟท์ ซ่ึงอาจมีการปล่อยมลพิษเข้ามาภายในอาคาร กิจกรรมของโรงงาน
อุตสาหกรรมขา้ งเคียงโดยระบุประเภทอตุ สาหกรรม และการปนเปื้อนในอากาศท่คี าดวา่ จะเกิดข้ึนจากโรงงาน
อุตสาหกรรมนั้นๆ อาจทำการสังเกตความเร็วและทิศทางลม รวมทั้งสภาวะแวดล้อมด้านอื่นๆ ท่ีอาจจะมี
ผลกระทบตอ่ คุณภาพอากาศภายในอาคาร
การสำรวจเบ้ืองต้นในพื้นที่ที่มปี ัญหาจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจยั พื้นฐานที่มีอิทธพิ ลต่อคุณภาพอากาศ
ภายในอาคาร 4 ประการ ได้แก่ข้อมูลเก่ียวกับผู้อาศัย ระบบ HVAC วิถีของมลพิษ และแหล่งกำเนิดมลพิษ
การสำรวจเบ้ืองต้นจะให้ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้การแก้ไขปัญหาได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถใช้เป็น
แนวทางในการคน้ หาปัญหาในรายละเอียดใหช้ ัดเจนย่งิ ขึ้น ตัวอย่างเชน่ หากพบว่ามีการรอ้ งเรยี นเร่ืองกลิ่น
อาหารจากครัวหรือห้องน้ำ ข้อมูลน้ีสามารถใช้เป็นข้อมูลขน้ั ต้นสำหรับใช้ในการศึกษาทางผ่านของมลพิษ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามัยส่งิ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
51
โดยผูเ้ ช่ียวชาญด้านคณุ ภาพอากาศภายในอาคารท่ีมีประสบการณใ์ นขน้ั ตอนถดั ไป รวมทั้งใชใ้ นการกำหนด
กลมุ่ ผอู้ ยู่อาศยั เพอื่ ทำการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาเหตรุ ำคาญหรอื ปัญหาสุขภาพของบคุ คลกลมุ่ นั้นๆ ต่อไป
ในการสมั ภาษณ์อาจดำเนินการดังต่อไปน้ี
• รวบรวมขอ้ มลู เทา่ ทม่ี ีเกี่ยวกับประวัติของอาคารและการร้องเรยี น
• ระบุพนื้ ที่ทีม่ ีการร้องเรยี นและบรเิ วณใกลเ้ คยี งกับบริเวณทม่ี กี ารร้องเรยี น รวมทง้ั ระบบปรับอากาศและ
ระบายอากาศของบรเิ วณนั้นๆ
• ชีแ้ จงให้ผู้อาศยั ในบริเวณดังกลา่ วทราบเกย่ี วกับการดำเนินการสมั ภาษณ์
• ระบุบุคคลทต่ี ้องสัมภาษณ์เพ่ือการเข้าถึงขอ้ มูล เชน่ บคุ คลทมี่ ีความใกล้ชดิ กับรวมท้ังระบบปรับอากาศ
และระบายอากาศ คนท่มี กี ารร้องเรียน หรอื คนที่อาจสมั ผสั กบั มลพษิ
ในการดำเนินการสมั ภาษณ์จะตอ้ งตง้ั คำถามเพ่อื หาคำตอบทเี่ กย่ี วข้องดงั ต่อไปน้ี
• แหล่งกำเนดิ มลพิษทเ่ี ดน่ ชดั มีอะไรบา้ ง และวธิ ีการควบคุมใดบา้ งท่ยี งั ไมไ่ ด้ดำเนนิ การใหค้ รอบคลุม
• มีอะไรบา้ งท่ีไม่สมบรู ณ์ในรวมทง้ั ระบบปรบั อากาศและระบายอากาศ ในพน้ื ทที่ ี่มกี ารรอ้ งเรียน
• มวี ิถที างและความดันทแ่ี ตกต่างซ่ึงสามารถทำให้มลพิษเคลอื่ นย้ายจากภายนอกหรือจากส่วนอื่นๆ ของ
อาคารไปสู่พื้นท่ีทม่ี ีการรอ้ งเรยี นหรือไม่
สารเคมีที่เก็บไว้หรือใชเ้ พื่อทำความสะอาดภายในอาคาร รวมท้ังท่ีใช้เพ่ือการซ่อมบำรุง การผลิต และการ
ป้องกันส่ิงรบกวน รายละเอียดในบัญชคี วรประกอบด้วยชื่อสารเคมี ลกั ษณะการใช้งาน และพ้ืนท่จี ัดเกบ็ รวมท้ัง
ข้อมูลความปลอดภยั ของสารเคมี (Material Safety Data Sheet: MSDS) ถ้าไมม่ ขี อ้ มูลความปลอดภัยของสารเคมี
ควรสอบถามจากผูจ้ ำหนา่ ยเพอ่ื ขอไว้ใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป
ตารางท่ี 4.2 บญั ชรี ายการสารเคมี
ลำดบั ท่ี ชื่อสารเคมี ลัก ษ ณ ะก ารใช้ พ้ืนทีจ่ ัดเกบ็ MSDS
งาน
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตรอ์ นามัยสิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
52
การตรวจวดั คุณภาพอากาศภายในอาคาร
การตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารซึ่งใช้กันโดยท่ัวไปได้แก่การวัดอุณหภูมิ ความช้ืนสัมพัทธ์
การเคลื่อนท่ีของอากาศ หรือความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเลือกดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อการ
ตรวจวัดที่ไม่เหมาะสมอาจจะทำให้ไม่สามารถบ่งบอกถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหาคุณภาพอากาศภายใน
อาคารไดถ้ ูกตอ้ ง นอกจากน้ีในการตรวจวัดความเขม้ ข้นของสารเคมีหรอื จลุ ชีพทเี่ ฉพาะเจาะจง จะมีราคาสูงมาก
ดังนัน้ จงึ จำเปน็ ต้องเลือกดัชนคี ุณภาพอากาศเพอื่ การตรวจวดั ใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกบั ปญั หาของแตล่ ะพนื้ ทที่ ่ี
ทำการตรวจวัด เพื่อให้สามารถระบุปัญหาและสาเหตุของปัญหาได้อย่างแม่นยำและจะช่วยในการประหยัด
คา่ ใชจ้ ่าย ดังนน้ั ในการตรวจวัดจึงต้องพิจารณาถึงองคป์ ระกอบต่างๆ ทเี่ กีย่ วข้อง ดังน้ี
• จะนำผลการตรวจวัดไปใช้อย่างไร เช่น เปรียบเทียบกับมาตรฐานหรือข้อเสนอแนะ
เปรยี บเทยี บกบั พื้นที่ทไ่ี มม่ ีการรอ้ งเรียน
• จะตรวจวัดอะไร พิจารณาดชั นคี ณุ ภาพอากาศที่จะตรวจวัดให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา
• จะตรวจวัดทไี่ หน พจิ ารณาพ้ืนทท่ี ่ที ำการตรวจวัด
• จะตรวจวัดเมอ่ื ไหร่ พจิ ารณาช่วงเวลาทท่ี ำการตรวจวดั ให้สอดคล้องกับสภาพปญั หา
• จะใชว้ ธิ ีการตรวจวัดและวิธวี ิเคราะหใ์ ด พิจารณาวิธีการตรวจวัดและวธิ วี เิ คราะห์ให้สอดคล้อง
ดัชนีคุณภาพอากาศท่ีจะตรวจวัด
ในการตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารควรมีการวัดอณุ หภูมิ ความช้นื การไหลเวียนของอากาศ
และการประเมินรูปแบบการเคล่ือนท่ีของอากาศ เช่น การใช้หลอดควัน (Chemical smoke tube) ในเบื้องต้น
อย่างน้อยควรมีการวัดการระบายอากาศและอุณหภูมิ และถ้าจำเป็นที่จะต้องทำการตรวจวดั หรือเกบ็ ตัวอย่างท่ี
เฉพาะเจาะจงกค็ วรพจิ ารณาใชว้ ธิ กี ารทเ่ี หมาะสมสำหรบั สารมลพษิ นน้ั ท้งั น้ีมีข้อแนะนำในการตรวจวดั คณุ ภาพ
อากาศภายในอาคาร ดังนี้
1. การเกบ็ ตัวอย่างอนุภาคภายในอาคาร
1.1 ฝนุ่ แปลกปลอม
การเก็บตัวอย่างฝุ่นแปลกปลอม(Forensic dust) เป็นการเก็บตัวอย่างฝ่นุ ในเชิงคุณภาพโดยไม่สนใจถึง
ความเข้มข้นของฝุ่น ทั้งน้ีเพื่อจะนำตัวอย่างฝนุ่ ไปวิเคราะห์ว่าเป็นฝุ่นประเภทใด มีแหล่งกำเนิดจากที่ใด ซึ่งมี
วิธีการเก็บตัวอย่างท่เี หมาะสมกับประเภทของฝนุ่ ดงั กลา่ วดงั นี้
• การเกบ็ ตัวอย่างฝ่นุ ท่ีตกลงสู่พืน้ (Settled surface dust sampling) ในการเก็บตัวอย่างอนภุ าคของฝุ่น
ทตี่ กลงส่พู น้ื เชน่ บนโต๊ะ เกา้ อ้ี เป็นต้น อาจใชว้ ัสดทุ ผ่ี วิ มคี วามเหนยี ว ไดแ้ ก่ เทปชนดิ ตา่ งๆ เชน่ Specialty tape,
Clear tape หรอื กระดาษ Post-it ไปสัมผัสบนพ้นื ผิวทฝ่ี ุ่นเกาะอยกู่ ็จะทำให้ฝุ่นตดิ มากับเทปนนั้ หลังจากนั้นเก็บ
ไว้ในถุง Zip-lock แล้วนำไปวิเคราะห์ท่ีห้องปฏิบัติการ ซ่ึงอาจทำโดยดึงฝุ่นที่ติดอยู่บนผิวกระดาษหรือเทป
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
53
ออกไปวิเคราะห์ หรอื โดยการใช้ scanning electron microscope วิเคราะห์โดยตรงขณะที่อนุภาคยงั คงติดอยู่บน
เทปหรือกระดาษ
• การเก็บตวั อย่างฝุ่นท่ีแขวนลอยอยูใ่ นอากาศ (Airborne dust sampling) ในการเกบ็ ตัวอยา่ งฝ่นุ ทเี่ ปน็
อนุภาคแขวนลอยอยู่ในอากาศ และการเก็บตัวอย่างอนุภาคเล็กๆ ซ่ึงไม่ตกลงสู่พ้ืนนั้น สามารถใช้วิธีการ
ดงั ตอ่ ไปน้ี
o วิธกี ารใช้ Air-O-Cell Cassette เป็นอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างอนภุ าคที่นำสไลด์มาประกอบเข้า
กับตลับกรองที่เรียกว่า Air-O-Cell Cassette (ภาพท่ี15.5) ประกอบเข้ากับป๊ัมดูดอากาศ
โดยจะมีสารเหนียวๆ อยู่บนสไลด์เพ่ือใช้สำหรับจบั อนุภาคท่ีปั๊มดูดอากาศดูดผ่านเข้ามา
สว่ นใหญจ่ ะใช้วิธนี ใ้ี นการเก็บตัวอย่าง สปอรข์ องเชือ้ รา หรอื ละอองเกสรดอกไม้ เป็นต้น
ภาพท่ี 4-2 Air-O-Cell Cassette
URL: https://www.emlab.com. 8 มถิ ุนายน, 2558
วธิ กี ารใช้ Membrane filters เป็นวิธที ีใ่ ช้สำหรบั เกบ็ ตวั อยา่ งอากาศท่ีอนุภาคเปน็ ฝุน่ ท่ี
แขวนลอยในอากาศ โดยใช้ตัวกรอง (Membrane filters) ดังภาพที่ 3 ซ่ึงประกอบเข้ากับตลับกรองและป๊ัมดูด
อากาศเป็นตวั จับอนภุ าค
ภาพท่ี 4-3 Membrane filters
URL: http://www.advantecmf.com. 8 มถิ นุ ายน, 2558
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
54
วิธกี ารใช้ Cascade impactors (ภาพที่ 4) เปน็ เครื่องมอื ท่ใี ชช้ ดุ ของรแู ละแผ่นกดี ขวางหรอื
ตัวกรองซ่ึงมีหลายช้ัน โดยเพ่ิมความเร็วของกระแสลมจากการดูดของปั๊มดูดอากาศเป็นขั้นๆ และ/หรือลด
ช่องวา่ งระหวา่ งรแู ละแผ่นกีดขวาง ซง่ึ จะทำให้อนุภาคถูกจับไว้ท่ีแผ่นกีดขวางหรอื ตวั กรองแยกออกตามขนาด
ของอนุภาค
ภาพท่ี 4-4 Cascade impactors
URL: http://www.alibaba.com. 8 มถิ ุนายน, 2558
วธิ ีการอืน่ ๆ การเกบ็ ตัวอย่างอนุภาค โดยอาจใช้ Impingers (ภาพที่ 4-4) หรอื cyclone (ภาพ
ท่ี 4-5) ในการจบั อนุภาค หลังจากนั้นนำตวั อย่างท่ีได้มาเจือจางและแยกอนภุ าคที่เก็บมาออกจากสารละลายใน
impingers หรอื ตัวกรองใน cyclone วธิ ีใช้ impingers สามารถเก็บอนภุ าคทข่ี นาดใหญก่ ว่า 1 ไมครอน ส่วนวธิ ใี ช้
cyclone สามารถเก็บอนภุ าคทม่ี ขี นาดเล็กกวา่ 5 ไมครอน
ภาพท่ี 4-5 Impinger ภาพท่ี 4-6 Cyclone
URL: https://www.emlab.com. 8 มิถุนายน, 2558
• การเกบ็ ตวั อย่างฝุน่ ปริมาณมาก (Bulk sampling) ในกรณที ่ีตอ้ งการการเกบ็ ตวั อย่างฝุ่นเปน็ ปรมิ าณ
มาก การใช้เทป เช่น Specialty tape และ Clear tape เพื่อเก็บตัวอย่างจะไม่เหมาะสมเน่ืองจากไม่
สามารถเกบ็ ตัวอย่างฝุ่นเปน็ ปริมาณมากได้ ดงั น้ันจึงต้องใช้ถุงในการเกบ็ ตวั อย่างแทน ถุงท่ีใชเ้ ก็บ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามยั สงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
55
ตวั อย่างตอ้ งไม่มเี ส้นใยเป็นสว่ นประกอบ เชน่ ถุงเซลโลเฟน(ภาพที่ 4-6) เม่อื เก็บตัวอย่างบรรจใุ น
ถงุ เรียบร้อยแล้วก็นำสง่ ไปวเิ คราะห์ทห่ี ้องปฏิบตั ิการต่อไป
ภาพที่ 4-7 ถุงเก็บBulk sampling
URL: http://www.edumine.com. 8 มิถุนายน, 2558
• การเกบ็ ตวั อยา่ งเศษผา้ และพรม (Textile/carpet sampling) ทำโดยการเก็บตัวอย่างเศษ
ผ้าและพรมมาละลายน้ำแล้วกรองสารละลายโดยใช้แผ่นกรองท่ีเหมาะสม เชน่ แผน่ กรองชนิดโพลีคาร์บอเนต
เป็นต้น
1.2 ฝนุ่ ที่เป็นสารภมู แิ พ้จากสัตว์
วิธีท่ีง่ายที่สุดในการเก็บตัวอย่างฝุ่นที่เป็นสารภูมิแพ้จากสัตว์คือการใช้เคร่ืองดูดฝุ่นดูดอนุภาคฝุ่นท่ี
ต้องการตรวจสอบลงสู่ถุงเกบ็ ฝุ่นของเครือ่ งดดู ฝุ่น (Vacuum cleaner bag) นอกจากวธิ ีน้แี ล้วกอ็ าจจะใชว้ ิธอี ่ืนๆ
ท่ีออกแบบอุปกรณ์การเก็บตัวอย่างสำหรับเก็บฝุ่นสารภูมิแพ้จากสัตว์โดยเฉพาะ แต่วิธีเหล่าน้ันก็ยังไม่ได้รับ
ความนยิ มมากนกั
ในการวิเคราะห์ตวั อย่างฝุ่นท่ีเป็นสารภมู ิแพ้จากสตั ว์ อาจจะทำโดยการทดสอบบนผิวหนงั หรือทำ Skin
test เพอ่ื ดวู ่าแอนตเิ จนชนิดใดที่ทำให้ผิวหนงั เกดิ ภมู ิแพ้ ส่วนใหญจ่ ะทดสอบทแี่ ขนของคนหรือบางครั้งอาจใช้
วธิ ีวเิ คราะห์ตัวอยา่ งเลอื ด (blood sample analysis) โดยนำตวั อยา่ งเลือดของคนที่สมั ผัสกับฝุ่นท่ีเป็นสารภมู ิแพ้
จากสัตว์มาทำการวิเคราะหโ์ ดยวิธีตรวจหาภมู คิ ุ้มกนั บกพร่องต่อสารเคมี (Immunochemical testing) เพอ่ื ค้นหา
สารทเ่ี ปน็ ต้นเหตุของการเกิดภูมิแพ้ หรือใชก้ ารทดสอบภมู ิคมุ้ กนั บกพรอ่ ง (Immunoassay testing) ซงึ่ จะมีความ
ไวมากและวิเคราะห์ไดเ้ ฉพาะเจาะจงมากกวา่
ชนิดของกระดาษกรอง
1. กระดาษกรองชนดิ เซลลโู ลส (Cellulose filter paper)
2. กระดาษกรองชนิดใยแก้ว (Glass fiber filter)
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามัยสง่ิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
56
3. กระดาษกรองชนดิ พลาสติก (Plastic fiber filter)
4. กระดาษกรองชนิดเมมเบรน (Membrane filter)
5. กระดาษกรองชนดิ ซลิ เวอรเ์ มมเบรน (Silver membrane filter)
6. กระดาษกรองชนดิ นวิ คลพี อร์ (Nuclepore filter)
1. กระดาษกรองชนิดเซลลโู ลส (Cellulose filter paper)
ทำจากเย่ือเซลลูโลส คุณสมบัติของกระดาษกรองชนิดนี้มีส่วนประกอบของข้ีเถ้าต่ำ ไม่ฉีกขาดง่าย ดูดซับ
ความชื้น มคี วามต้านทานตอ่ การไหลของอากาศสูงและมรี าคาแพง
ภาพที4่ -8 Cellulose filter paper
URL: http://www.m-i-t.co.za.com. 8 มถิ นุ ายน, 2558
เหมาะกับการวิเคราะหด์ ้วยวิธี XRF, PIXE, NAA, AAS, ICP, IC,
Inappropriate for carbon analysis
Low particle collection efficiency < 70%
Adsorb HNO3 , NO2 , SO2 and Organic Vapor
2. กระดาษกรองชนิดใยแก้ว (Glass fiber filter)
ทำจากใยแก้วละเอียด คณุ สมบัติของกระดาษกรองชนดิ น้ีคอื ไม่ดดู ความชื้น ทนตอ่ ความร้อน ไม่ทำปฏกิ ิริยากับ
มลพิษทจี่ ะเกบ็ มคี วามต้านทานต่อการไหลของอากาศต่ำ กระดาษกรองชนิดนี้มีส่วนประกอบของซลิ กิ ้าอยู่ดว้ ย
ดังน้ันในการเก็บตัวอย่างอากาศถ้าตอ้ งการวิเคราะหห์ าซลิ ิกา้ ก็ไม่ควรจะใช้กระดาษกรองชนิดนี้เพราะ
จะทำให้ผลการวเิ คราะหผ์ ดิ พลาดได้
ภาพท่ี4-9 Glass fiber filter
URL: http://www.sigmaaldrich.com. 8 มิถุนายน, 2558
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์อนามัยสงิ่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
57
ใช้ในการเกบ็ ฝุ่นหรือละอองสารกาํ จดั แมลง หรอื PCBs
เหมาะกบั การวเิ คราะหด์ ว้ ยวิธี Gravimetric, XRF, PIXE, NAA, AAS, ICP, IC,
High particle collection efficiency
Adsorb HNO3 , NO2 , SO2 and Organic Vapor
3. กระดาษกรองชนดิ พลาสตกิ (Plastic fiber filter)
ทำจากใย Ultrafine หรอื perchlorvinyl
(เปอรค์ ลอไวนิล) มีคุณสมบัติเหมือน Glass fiber filter มีประสิทธิภาพในการเก็บสูงและต้านทานต่อ
การไหลของอากาศคอ่ นขา้ งต่ำ ละลายได้ดใี นตัวทำละลายบางชนิด ดงั น้นั จงึ ง่ายต่อการวเิ คราะห์
ข้อเสียคือ มีความยืดหยุ่นต่ำ ฉีกขาดงา่ ย ประสิทธิภาพการเก็บจะลดลงเมื่ออากาศมีละอองของเหลว (1iquid
droplets) ปนอยู่
ภาพที4่ -10 Plastic fiber filter
URL: http://www.porex.com. 8 มถิ นุ ายน, 2558
4. กระดาษกรองชนิดเมมเบรน (Membrane filter)
ภาพท4่ี -11 Membrane filter
URL: http://www.advantecmfs.com. 8 มิถุนายน, 2558
ทำจากเรซิน (resin) ได้แก่ เซลลูโลสเอสเตอร์(Cellulose ester) โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl chloride) หรือย่อว่า PVC กระดาษกรองชนิดน้ี มี
ขนาด pore size เล็กมาก ดังน้ันสามารถเก็บอนภุ าคท่ีมขี นาดเลก็ มากถึง 0.001 ไมครอน
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์อนามัยส่ิงแวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
58
มคี วามต้านทานต่อด่างและกรดที่เจือจางสารละลายอินทรีย์บางชนิดละลายได้ดีใน อะซีโตนคลอโรฟอร์ม มีคุณสมบัติในการเกบ็ มลพษิ ได้ดี
ไม่ดดู ซับความชนื้ ในการวิเคราะหท์ างเคมีมีสารอื่นปะปน (interfere) ตำ่
ใช้ในการเก็บฝุ่นละอองด้วยการชง่ั นำ้ หนกั ฝุ่นทส่ี ามารถหายใจเข้าไปไดชนดิ ไมมีซลิ กิ า ใช้ในการเกบ็ ฝ่นุ ฝ้าย
เหมาะกบั การวเิ คราะหด์ ้วยวธิ ี Gravimetric, XRD, IR
แตข่ ้อเสีย คอื เปราะ ฉีกง่าย ความต้านทานตอ่ การไหลอากาศสูง
5. กระดาษกรองชนดิ ซลิ เวอร์เมมเบรน (Silver membrane filter)
เปน็ กระดาษท่ีทำมาจากเรซินแต่มีส่วนผสมของแร่เงนิ เหมาะสำหรับใช้เก็บตัวอย่าง ควอทช์และวิเคราะห์โดย
วธิ ี X-ray diffraction ไดด้ ี
ภาพท่ี4-12 Silver membrane filter
URL: http://www.2spi.com. 8 มิถุนายน, 2558
6. กระดาษกรองชนดิ นวิ คลพี อร์ (Nuclepore filter)
มีลักษณะเหมือน Membrane filter แต่โครงสรา้ งแตกต่างกันคือใส มีรู (pore size) สมำ่ เสมอ ความตา้ นทานต่อ
การไหลอากาศสงู ไมเ่ ปราะฉกี ง่าย
ภาพท4่ี -13 Nuclepore filter
URL: http://gulfsci.usgs.gov. 8 มิถนุ ายน, 2558
การประเมินคณุ ภาพอากาศภายในอาคาร
ในการประเมินคุณภาพอากาศภายในอาคารนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ไม่ควรเปรียบเทียบสภาวะ
แวดล้อมภายในอาคารกับสภาวะแวดลอ้ มภายในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ การเปรียบเทียบ
ว่าคุณภาพอากาศภายในอาคารท่ีดีกว่าหรือเท่ากับคุณภาพอากาศภายในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถาน
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสิง่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
59
ประกอบการ ท่มี ีคา่ ความเขม้ ขน้ ของสารมลพษิ ไม่เกนิ คา่ มาตรฐานความปลอดภยั ในการทำงานจะปลอดภัยต่อผู้
อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารนั้นเป็นสิ่งท่ีไมค่ วรกระทำ และเป็นความเข้าใจท่ีผิดพลาดมาก ทงั้ น้ีเนื่องจากในระบบ
ปรับอากาศและระบายอากาศของอาคารน้ัน จะมีการนำเอาอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกอาคารเข้ามาในอาคาร
ค่อนข้างน้อย ด้วยเหตุผลของการประหยัดพลังงาน ประกอบกับภายในอาคารมักจะมีแหล่งกำเนิดมลพิษ
หลากหลายชนิดท้ังจากภายในและภายนอกอาคาร ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่ามีสารมลพิษชนิดใดอยู่ใน
บรรยากาศบ้าง อกี ประการหน่งึ คือผู้อยอู่ าศยั และผใู้ ช้อาคารจะมีการสัมผัสกับสารในสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด
และมักมีช่วงเวลาในสัมผสั ยาวนานกวา่ ลูกจ้างในสถานประกอบการ รวมทัง้ ความสมบูรณ์ของสุขภาพและชว่ ง
อายุก็แตกต่างกัน ดังน้ันค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคารท่ีกำหนดไว้จึงแตกต่างจากค่ามาตรฐาน
คณุ ภาพอากาศในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ ในการประเมินคุณภาพอากาศภายในอาคารจึง
ตอ้ งเปรียบเทยี บค่ามาตรฐานคณุ ภาพอากาศภายในอาคารเป็นหลัก
เม่ือทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารแล้ว ในขั้นตอนต่อไปคือการนำผลการตรวจวัดมา
ประเมนิ คุณภาพของอากาศภายในอาคาร ในการประเมนิ คุณภาพของอากาศประกอบดว้ ยการนำผลการตรวจวดั
คณุ ภาพอากาศไปเปรียบเทียบค่าต่างๆตามวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมินท่ีต้ังไว้ ซึ่งอาจดำเนินการเปรียบเทยี บ
ดังนี้
1. การเปรยี บเทียบความแตกต่างของคุณภาพของอากาศระหว่างพน้ื ท่ีภายในอาคารกบั
ภายนอกอาคาร เพอ่ื ยืนยนั ผลของมาตรการควบคุมที่ใช้ในการลดความเข้มข้นของมลพษิ ภายในอาคารหรือการ
ปรับปรุงระบบระบายอากาศ หากมาตรการควบคุมท่ีใช้หรือระบบระบายอากาศมีประสิทธิภาพ คุณภาพของ
อากาศภายในอาคารกับภายนอกอาคารจะใกล้เคียงกันทั้งนี้เป็นการใช้คุณภาพภายนอกอาคารเป็นค่าภูมิหลัง
(Background) ของคุณภาพของอากาศภายในอาคารน่ันเอง นอกจากน้ีอาจจะใช้คุณภาพภายนอกอาคารเป็นค่า
ภูมิหลังเพื่อเปรยี บเทียบกับความเข้มข้นของมลพิษภายในอาคารในพ้ืนท่ีซึ่งไม่มรี ายงานวา่ พบอาการของโรค
หรือความไมส่ บายตา่ งๆเพ่ือเป็นการเฝ้าระวังได้อกี ด้วย
2. การทดสอบองค์ประกอบท่สี มั พนั ธก์ ับชนดิ และความเข้มขน้ ของอนุภาคมลพษิ ภายใน
อาคาร เช่นจุดสูงสุดของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากกว่า 1,000 พีพีเอ็ม (ppm) เป็นดัชนีที่บ่ง
บอกถึงการระบายอากาศที่น้อยเกินไป หรือคาร์บอนมอนอกไซด์ท่ีสูงมาก จะบ่งบอกถึงการเผาไหม้ที่ไม่
เหมาะสมของวตั ถบุ างอยา่ งภายในอาคาร เป็นต้น
3. การเปรยี บเทยี บกบั ค่าความเขม้ ขน้ ของมลพิษภายในอาคารกบั ค่าจากขอ้ แนะนำหรอื
มาตรฐานทางด้านอาชีวอนามัย อยา่ งเชน่ ข้อแนะนำหรอื มาตรฐานของหนว่ ยงานตอ่ ไปนี้
• OSHA PELs (Occupational Safety and Health Administration’s Permissible Exposure
Limits)
• NIOSH RELs (National Institute for Occupational Safety and Health’s Recommended
Exposure Limits)
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตรอ์ นามัยสง่ิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
60
• ACGIH TLVs (American Conference of Governmental Industrial Hygienists’ Threshold
Limit Values)
หรือเปรยี บเทยี บกับขอ้ เสนอแนะทางด้านสาธารณสุขสำหรบั มลพษิ ในบรรยากาศทว่ั ไปภายนอกอาคาร
ของหนว่ ยงานต่างๆ ได้แก่
• EPA National Ambient Air Quality Standards
• World Health Organization Air Quality Guidelines
• Canadian Exposure Guidelines for Residential Air Quality
ดังตัวอยา่ งมาตรฐานของ EPA National Ambient Air Quality Standards สำหรับอากาศภายนอกอาคาร
ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กบั คณุ ภาพอากาศภายในอาคารได้ดงั น้ี
สารปนเปื้อน ระยะยาว (Long Term) 1 ปี ระยะสัน้ (Short Term) 24 ปี
ความเขม้ ข้นเฉลี่ย 1 ปี ความเข้มข้นเฉลย่ี 24 ปี
Sulfur dioxide ไมโครกรัม/ลูกบาศก์ ppm ไมโครกรัม/ลูกบาศก์ ppm 1 ช่วั โมง
Total particulate เมตร เมตร 8 ชั่วโมง
Carbon monoxide 80 0.03 365 0.14 1 ช่วั โมง
75 - 260 -
Oxidant (ozone) 40,000 35
Nitrogen dioxide 10,000 9
Lead 235 0.12
100 0.055 1 ปี
1.5 - 3 เดอื น
นอกจากเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับความเข้มข้นของมลพิษที่สามารถยอมรับได้แล้วยังมีเกณฑ์ของ
ASHRAE (American Society of Heating, Refrigerating, and Air-Conditioning Engineers) ซึ่งเป็นมาตรฐาน
ของการระบายอากาศทย่ี อมรับได้ เป้าหมายของมาตรฐานนค้ี ือการระบุอัตราการระบายอากาศในปรมิ านน้อย
ทีส่ ุดและค่าความเข้มข้นของดชั นีคณุ ภาพอากาศภายในอาคารซ่ึงสามารถยอมรับได้สำหรับมนุษยผ์ ู้อาศัยหรือ
ผใู้ ชอ้ าคาร เพอื่ มใิ หเ้ กิดผลกระทบต่อสขุ ภาพทอ่ี าจจะเกดิ ขนึ้ ได้
สำหรับประเทศไทยนน้ั ยังไม่มหี นว่ ยงานใด กำหนดคา่ มาตรฐานคุณภาพอากาศ ภายในอาคารโดยตรง
แต่ก็มีกฎหมายบางฉบับทเ่ี ก่ียวข้อง ได้แก่
• กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิควบคุมอาคาร
พ.ศ.2522 หมวด 2 ระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า และระบบป้องกันเพลิงไหม้ ได้กำหนดอัตราการระบาย
อากาศในอาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษไว้ ได้แก่ โรงพยาบาล ห้องพักในโรงแรม หรืออาคารชุด
สำนักงาน ฯลฯ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามยั สิง่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
61
• ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ท่ี 6/2538 เรอื่ ง กำหนดจำนวนคนตอ่ จำนวนพ้ืนที่ ของ
อาคารท่ีพักอาศยั ทถี่ ือว่ามคี นอยู่มากเกินไป ภายใต้พระราชบญั ญัตกิ ารสาธารณสขุ พ.ศ.2535 ได้กำหนดพนื้ ที่ใน
อาคารให้มีไมน่ ้อยกวา่ 3 ตารางเมตร/คน และไดก้ ำหนดค่าเดียวกนั น้ี สำหรบั พืน้ ทีข่ องคนงานก่อสร้าง และของ
อาคารโรงงานในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบบั ที่ 7/2538 และ 8/2538 ตามลำดับ
• พระราชบัญญตั คิ ุ้มครองสขุ ภาพของผไู้ มส่ บู บุหรี่ พ.ศ.2535 ซึง่ กำหนดสถานที่ หรือ
ยานพาหนะใดๆ ทเี่ ป็น
สถานที่สาธารณะเป็นเขตปลอดบุหรี่ และได้กำหนดสภาพ ลักษณะ และมาตรฐานของเขตปลอดบุหรี่ เกย่ี วกับ
การระบายควนั หรืออากาศ รวมทั้งไดม้ ีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับท่ี 10 พ.ศ.2545 บงั คับให้
สถานที่สาธารณะ 19 ประเภท ซึ่งขณะทำการ และให้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่โดยมีผลบังคับใช้แล้ว ต้ังแต่
วนั ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545
บรรณานุกรม
เถลงิ ศักดิ์ เพช็ รสวุ รรณและคณะผจู้ ัดทำ. รวมกฎหมายเกย่ี วกบั มลพษิ ทางเสียงและความ
สั่นสะเทือน.พิมพ์ครงั้ ที่ 2. กรงุ เทพฯ: สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสยี ง กรมควบคุม
มลพษิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม; 2551
ธติ ิ เชยี่ วชาญวิทย์. การออกแบบอุปกรณค์ วบคุมมลภาวะอากาศ. พมิ พค์ รัง้ ที่ 1. เชียงใหม่ : ภาควิชา
วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่; 2552
นนท์ วงศ์คูณ. การจัดระบบการจัดเก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ในโรงงานปฏิบัติการ. พิมพ์ครั้งท่ี 1.
ขอนแกน่ : ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ; 2545
ปราณี พันธุมสินชัย. ISO 14000 มาตรฐานการจัดการส่ิงแวดล้อมและกฎหมายสิ่งแวดล้อมไท ย
สำหรับผบู้ รหิ าร. พิมพ์ครง้ั ท่ี 3. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ; 2542
สมพงษ์ มนี ะโรจน์. การออกแบบระบบทอ่ และระบบดักเก็บผุน่ -ควบคมุ ก๊าซมลพษิ . พมิ พ์คร้ังที่ 1.
กรุงเทพฯ: สามลดา; 2553
อุดมศักดิ์ สนธพิ งษ์. กฎหมายเกยี่ วกบั สิง่ แวดลอ้ ม. พิมพค์ รั้งที1่ . กรงุ เทพฯ : วญิ ญชู น; 2547
Simons, M.W. Sound control in buildings. 1st ed. Oxford: Blackwell Pub.; c2004
McDermott, Henry J. Air monitoring for toxic exposures. 2nd ed. Hoboken, N.J.: Wiley-
Interscience; c2004.
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตรอ์ นามัยส่ิงแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
62
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวิทยาศาสตรอ์ นามยั สงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
63
บทที่ 5
การเก็บตัวอย่างจากปล่องควนั
(Stack Sampling)
การติดตามตรวจสอบมลพษิ ทางอากาศ
มลพิษทางอากาศ หมายถงึ สภาวะท่ีเกดิ สารมลพษิ ปะปนอยใู่ นอากาศซ่งึ อาจโดยธรรมชาติหรอื โดยการ
กระทำ และกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นปริมาณมาก จนเกิดผลกระทบต่อมนุษย์และ
ส่ิงแวดล้อมคุณภาพอากาศส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เน่ืองจากมี การเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจสังคมและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมมีการใช้พลังงานรูปแบบต่างๆ ขบวนการผลิต
ยานพาหนะตา่ งๆ เหล่านี้ ทำ ให้เกดิ มลภาวะทางอากาศเป็นอยา่ งมาก การติดตามตรวจสอบคุณภาพสง่ิ แวดล้อม
ด้านอากาศเป็นขอ้ มูลท่ีสำคญั ในการวางแผนการจดั การคุณภาพอากาศทส่ี ามารถนำ ไปกำหนดมาตรการใน การ
แก้ปญั หา การปอ้ งกนั เพอื่ ลดผลกระทบที่เกดิ จากมลพิษทางอากาศต่อไป
โดยวธิ ีการเก็บตัวอยา่ งปล่อง (USPA) และการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกตอ้ งแมน่ ยำ มผี ลให้เกิดการควบคุม
มลภาวะทางอากาศได้ถูกจุด และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ อุปกรณ์ท่ีมี วิธีอ้างอิงที่
เลือกมาใช้ต้องมีความถูกต้องเเม่นยำ เหมาะสม ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย และเป็นท่ียอมรับ หรือตามท่ี
มาตรฐานกำหนด ส่ิงที่สำคัญคือ ข้ันตอนในการชักตัวอย่างต้องถูกต้อง เจ้าหน้าที่ท่ีชักตัวอย่างต้องมีความ
ระมัดระวงั รอบคอบ รวมถึงตอ้ งบันทกึ ขอ้ มูลภาคสนามให้ครบถว้ น นอกจากน้ียังต้องมีความเขา้ ใจวิธีการทใ่ี ช้
เพื่อหลกี เลย่ี งการปนเปื้อนและการสูญหายของสารตวั อย่างเพอื่ ทำ ใหผ้ ล การวเิ คราะห์ท่ไี ดถ้ กู ต้องเเมน่ ยำ
การตรวจวดั คณุ ภาพอากาศ
โดยวธิ ีการเก็บตัวอย่างปล่อง (USPA) แต่ละวิธใี ช้เคร่อื งมือและอุปกรณ์ตา่ งกัน ข้ึนอยู่กับประเภทของ
มลพษิ น้ันๆ ซง่ึ สามารถแบง่ ได้ 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1. การตรวจวดั คณุ ภาพอากาศในบรรยากาศโดยทว่ั ไป (Ambient)
2. การตรวจวดั คณุ ภาพอากาศท่รี ะบายออกจากปลายปล่อง (Stack)
3. การตรวจวดั คุณภาพอากาศในสถานประกอบการ (Workplace)
1. การตรวจวัดคณุ ภาพอากาศในบรรยากาศโดยท่ัวไป (Ambient)
การตรวจวดั คุณภาพอากาศในบรรยากาศทัว่ ไปทำ ไดโ้ ดยต้องคำนึงถึงปัจจยั ดงั ต่อไปนี้
จดุ ตัง้ เคร่อื งมือตรวจวัด ตอ้ งเป็นจุดทค่ี าดว่าไดร้ ับมลพิษมากทสี่ ดุ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามยั สิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
64
อยใู่ ตล้ มของแหล่งกำเนิดอากาศเสยี
ปลายทอ่ ชกั ตวั อย่างอย่ใู นท่ีโลง่ ไม่มีสิ่งกดี ขวางในรศั มีโดยรอบ
ระยะเวลาในการชกั ตวั อย่าง
ข้อสำคัญ ต้องมีแหล่งไฟฟา้ ท่ใี ชก้ บั เคร่ืองมอื ตรวจวัดได้
วธิ ีการตรวจวัดใช้วิธีตามท่ีมาตรฐานกำหนด จากประกาศคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 10
(พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เร่ือง
กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป ประกาศในกิจจานุเบกษา เลม่ 112 ตอนที่ 52 ลงวันท่ี
25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยท่วั ไป
1.1. การตรวจวดั ปรมิ าณฝุน่ ละอองขนาดไมเ่ กนิ 100 ไมครอน (TSP)
การชักตัวอย่างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particle) ซึ่งเป็นฝุ่นละอองท่มี ีขนาดอนุภาคไม่เกิน
100 ไมครอน จะทำ การชักตัวอยา่ งดว้ ยวิธี Gravimetric ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ
โดยใช้ High volume air sampler ทำ การชกั ตัวอย่างในภาคสนามแลว้ นำ ตวั อย่างกลบั ไปวเิ คราะหป์ รมิ าณความ
เข้มข้นฝนุ่ ละออง มีข้นั ตอนการดำ เนินงาน ดงั น้ี
1. เตรยี มเครือ่ งชกั ตัวอยา่ งแบบ High volume air sampler ตรวจสภาพของเครอื่ งชักตัวอยา่ งและ
สภาพหวั คดั เลือกขนาดฝุน่ ละอองกอ่ นนำ ออกไปปฏิบัติงาน
2. เตรียมกระดาษกรองชนิด Quartz fiber filter ขนาด 8 x10 นว้ิ โดยประทบั หมายเลขบน
ขอบกระดาษแลว้ ทำ การอบกระดาษกรองในตู้ควบคมุ ความช้ืนเป็นเวลา 24 ชวั่ โมง เพื่อให้ระดับความชืน้ มีค่า
อยรู่ ะหว่าง 30-50 %R.H. (ควบคุมไม่ให้เปลี่ยนแปลงเกิน +5%) อุณหภูมิห้องอยู่ในช่วง 15-30 องศาเซลเซียส
(ควบคุมไม่ให้เปลี่ยนแปลงเกิน +3 องศาเซลเซียส) แล้วจึงช่ังนํ้าหนัก โดยใช้เครื่องช่ังนํ้าหนักอย่างละเอียด
จำนวนทศนิยม 4 ตำแหนง่ ที่ได้รับการสอบเทยี บแลว้ บนั ทึกคา่ ไว้
3. เตรียมกระดาษบนั ทกึ อตั ราการไหลอากาศ (Flow chart)
4. นำ เครือ่ งชกั ตัวอย่างอากาศไปตดิ ต้งั ณ บริเวณที่กำหนดโดยจะต้องเลอื กจดุ ให้ได้ตามเกณฑ์
ของUS.EPA. เช่น ต้องเป็นที่โล่งไม่มีสิ่งกีดขวางในรัศมี 10 เมตร ไม่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดอ่ืนๆ เป็นต้น ติดต้ัง
เคร่อื งให้ชอ่ ง ชักตวั อยา่ งอยู่สูง 1.5-6.0 เมตรจากระดบั พื้น บนั ทึกสภาวะแวดล้อมของจดุ ชักตัวอยา่ งไว้ใน Field
data sheet
5. ทำ การ Calibrate เครอ่ื งชกั ตัวอยา่ ง High volume air sampler ดว้ ย Standard orifice ท่ีผา่ นการ
ตรวจสอบความถกู ต้องแล้ว (Certified orifice) ณ จุดชักตัวอย่างจำนวน 5 คา่ กอ่ นทำ การชกั ตวั อย่าง บันทึกผล
การ Calibrate ไวใ้ น Field data sheet
6. ทำ ความสะอาดหัวคัดเลือกขนาดฝุ่นละออง แล้วพน่ เคลือบ Silicone grease ที่แผ่น Impactor
สำหรบั ดักฝุน่ ละอองทีม่ ขี นาดใหญก่ ว่า 10 ไมครอน
1. ชกั ตัวอย่างโดยการสูบอากาศผา่ นกระดาษกรองดว้ ยอัตราคงทีป่ ระมาณ 1.13 ลูกบาศกเ์ มตรต่อ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามยั สิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
65
นาทีเป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้วนำ กระดาษกรอง กระดาษบันทึกอัตราการไหลของอากาศ และ Field datasheet
กลับไปยงั ห้องปฏิบตั ิการเพื่อทำ การวิเคราะห์ปรมิ าณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10ไมครอน
2. นำ กระดาษกรองใสใ่ นตูค้ วบคุมความช้ืนเปน็ เวลา 24 ชวั่ โมงอีกครัง้ หนึ่งโดยใหร้ ะดบั ความช้ืน
มีค่าอยู่ระหว่าง 30-50 %R.H. (ควบคุมไมให้เปลี่ยนแปลงเกิน +5%) อุณหภูมิห้องอยู่ในช่วง 15-30 องศา
เซลเซียส (ควบคุมไม่ให้เปล่ียนแปลงเกิน +3 องศาเซลเซียส) แล้วจึงชั่งน้ำ หนักโดยใช้เครื่องช่ังน้ำหนักอย่าง
ละเอียดจำนวนทศนยิ ม 4 ตำแหน่งท่ีได้รับการสอบเทยี บแล้ว คำนวณน้ำ หนักฝุ่นละอองบนกระดาษกรองตาม
หลกั เกณฑ์ของ Pre and post weight different
3. คำนวณปรมิ าตรอากาศท่ไี หลผ่านกระดาษกรองจาก Flow chart พรอ้ มกับผลจากการ Calibrate
แล้วปรับปริมาตรอากาศไปที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศมาตรฐาน (25 องศาเซลเซียส 760 มิลลิเมตร
ปรอท)
4. คำนวณและรายงานผลการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศเฉลย่ี 24 ช่วั โมงในหน่วย
มิลลิกรมั ตอ่ ลูกบาศกเ์ มตร ตามรายละเอียดของวธิ ี Gravimetric
2. การตรวจวดั คุณภาพอากาศทีร่ ะบายออกจากปลอ่ ง (Stack)
การตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศจากปลอ่ ง ประกอบด้วยการตรวจวัด 2 ลักษณะท่ีสำคัญ ไดแ้ ก่ การ
ตรวจวดั มลพษิ ทางอากาศจากปลอ่ งแบบไมต่ ่อเน่อื ง และการติดตัง้ ระบบตรวจวัดมลพษิ ทางอากาศอย่างตอ่ เนื่อง
(Continuous emission monitoring system: CEMs)
วิธีการตรวจวัดใช้วิธีการตามมาตรฐานขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา
U.S.EPA รายละเอยี ดแหล่งค้นคว้าขอ้ มลู คือ http://www.epa.gov/ttn/emc/tmethods.html
2.1. การตรวจวดั ปรมิ าณฝนุ่ ละอองทรี่ ะบายออกจากปลายปลอ่ ง
การตรวจวดั ปริมาณของเจือปนในอากาศท่ีระบายออกจากแหลง่ กำเนิด เช่น ปล่องระบายอากาศ ใช้
ชดุ Stack gas sampler ท่ีมีคุณลักษณะตรงตามข้อกำหนดของ U.S.EPA ซง่ึ กอ่ นการชักตัวอย่างสารมลพิษจะมี
ข้ันตอนจาก U.S.EPA Method 1 ถึง 4 เพื่อตรวจหาข้อมูลลักษณะของอากาศเสียในปล่องก่อน แล้วจึงชัก
ตวั อย่างเพื่อหาปริมาณฝุ่นละออง โดยใช้วิธี U.S. EPA Method 5 โดยมรี ายละเอยี ดตามลำดับดงั น้ี
2.1.1 หลกั เกณฑ์และตำ แหนง่ การเจาะปล่อง
การเก็บตัวอยา่ งอากาศภายในปลอ่ งระบายต้องเก็บ ณ ตำแหน่งท่ีการไหลของกระแสอากาศ
ภายในปล่องเปน็ แบบ Laminar flow เพื่อให้ตวั อย่างที่เก็บเป็นตัวแทนของอากาศทรี่ ะบายออกจากปล่องระบาย
มากท่ีสุด จดุ ท่อี ยูใ่ กล้กบั จุดรบกวนการไหล เช่น ส่วนโค้ง ส่วนขยาย ส่วนตบี พดั ลมหรอื บรเิ วณท่ีมีเปลวไฟ จะ
เป็นจดุ ท่ีมกี ารไหลแบบแปรปรวนมากหรือบางครัง้ เกดิ การไหลแปรปรวนได้ ดงั น้นั ตำแหนง่ การเจาะปลอ่ งจะมี
ผลต่อความถูกต้องของการเก็บตัวอย่างจุดเจาะปล่องที่เหมาะสมมากท่ีสุดหรอื จุดที่จะให้การไหลของกระแส
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตรอ์ นามยั สง่ิ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
66
อากาศเป็นแบบลามนิ ่าโฟล คือจดุ ทอี่ ยหู่ า่ งอย่างน้อย 8 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางของปล่อง จากจดุ ทม่ี ีการ
รบกวนการไหลทางด้านต้นปล่อง และต้องอยู่ห่างจากปลายปล่องหรือส่วนโค้งหรือส่วนขยายหรือพัดลม
ทางด้านปลายปลอ่ งอย่างน้อย 2.5 เท่าของเส้นผา่ นศนู ย์กลางของปลอ่ ง เจาะปลอ่ งระบาย ณ จุดที่กำหนดนี้ ถ้า
ไม่สามารถเจาะปล่องระบาย ณ ตำแหนง่ เกบ็ ตวั อยา่ งดังกลา่ วได้ ใหด้ ำเนินการดังน้ี
a. ปลอ่ งกลม (Circular stack) ได้แก่ ปล่องระบายทวั่ ไป
1. ใหเ้ จาะผนงั ปลอ่ งระบายตรงตำแหน่งทรี่ ะยะอย่างน้อย 2 เทา่ ของขนาด เส้น
ผ่านศนู ย์กลางของปล่องหลังจุดที่มีการรบกวนการไหลทางด้านต้นปล่องและต้องอยูห่ ่างจากปลายปล่อง สว่ น
โคง้ ส่วนขยายหรอื พัดลม ทางดา้ นปลายปลอ่ งอย่างน้อย 0.5 เทา่ ของเสน้ ผา่ นศูนย์กลางของปลอ่ ง จุดท่เี จาะนี้จะ
อยทู่ างดา้ นใตข้ องทิศทางการไหลของกระแสอากาศในปล่อง
b. ปลอ่ งระบายหลังจากผ่านระบบบำบดั แบบสเปรยน์ าํ้
i. ใหเ้ จาะผนงั ปลอ่ งระบายในตำแหนง่ หา่ งจากจดุ สเปรย์นํ้า อย่างน้อย 6 เทา่ ของขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลางของปล่องหรือห่างจากปลายท่อ อย่างน้อย 0.5 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ทั้งน้ีเพ่ือ
หลีกเลย่ี งปัญหาการเก็บตวั อยา่ ง ท่มี ีหยดนาํ้ ในกระแสอากาศมากซง่ึ มผี ลทำ ให้ท่อเก็บตัวอย่างอดุ ตนั
c. ปลอ่ งสี่เหล่ยี ม (Rectangular stack)
i. การหาเส้นผ่านศนู ย์กลางสำ หรับปลอ่ งท่มี ีหน้าตดั ส่ีเหลยี่ ม ใหห้ าเส้นผ่านศนู ยก์ ลาง
เทยี บเทา่ ได้จากสตู รจุดเจาะปล่องระบายที่เหมาะสม จะใช้หลักเกณฑก์ ารพิจารณาเชน่ เดยี วกับปลอ่ งกลม
2.1.2 จำนวนชอ่ งเกบ็ ตัวอยา่ ง (Port)
1. ปล่องกลม
− ถา้ เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางของปลอ่ งน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เมตรให้เจาะ 2 จุด ต้งั ฉากกนั
− ถา้ เส้นผา่ นศูนย์กลางของปลอ่ งมากกว่า 1.5 เมตร ใหเ้ จาะ 4 จดุ ตั้งฉากกนั โดยทช่ี ่อง
ที่ 1 ต้องอยู่ด้านตรงข้ามกบั ช่องที่ 3 เสมอ และช่องที่ 2 ตอ้ งอยู่ด้านตรงข้ามกับชอ่ งท่ี 4 เสมอ ในแนวเสน้ ผ่าน
ศนู ย์กลาง
2. ปลอ่ งหน้าตดั รปู สเี่ หล่ียม
จำนวนของชอ่ งขึ้นอยู่กบั จำนวนจดุ เก็บตวั อยา่ งซง่ึ หาได้จากระยะ A และระยะ B รวมทั้ง
ความกวา้ ง คณู ความยาวของปลอ่ งระบายด้วย
− กำหนดจุดเจาะปล่อง จะใช้หลักเกณฑก์ ารพจิ ารณาของปล่องส่ีเหลี่ยม
− จากกราฟแสดงระยะ A และระยะ B เพ่ือใช้หาจำนวนจุดเก็บตัวอย่าง แกน Y แสดง
จำนวนจุดเก็บตัวอยา่ ง โดยดจู ากระยะ A ซงึ่ เปน็ แกน X ดา้ นบน และระยะ B ซ่งึ เปน็ แกน Y ดา้ นล่าง
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามยั ส่ิงแวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
67
ตารางที่ 5-1 การแบ่งพื้นท่ภี ายในปลอ่ งระบายหน้าตดั ส่ีเหลยี่ ม ถ้าจำนวนจดุ เก็บตวั อยา่ ง 12จดุ จะตอ้ งแบง่ พนื้ ท่ี
ภายในปลอ่ งออกเป็น 12 พนื้ ทีเ่ ท่าๆ กนั โดยแบ่งปล่องด้านกว้างออกเป็น 3 สว่ น และปล่องด้านยาวออกเป็น 4
สว่ น ในกรณีทมี่ ีจดุ เกบ็ ตัวอย่าง 12 จดุ จำนวนชอ่ งเก็บตัวอย่าง ทต่ี อ้ งทำ คือ 3 ช่องเก็บตัวอย่าง
ตารางที่ 5.1 แสดงการแบ่งพน้ื ทภี่ ายในปล่องระบายหนา้ ตดั ส่ีเหลยี่ ม
จำนวนจดุ เกบ็ ตวั อยา่ ง (จุด) เมทริกซ์ (ดา้ นยาว X ดา้ นกว้าง)
9 ............................................................................................... 3 x 3
12............................................................................................... 4 x 3
16............................................................................................... 5 x 4
20............................................................................................... 5 x 5
25............................................................................................... 6 x 5
30............................................................................................... 6 x 5
36............................................................................................... 6 x 6
42............................................................................................... 7 x 6
49............................................................................................... 7 x 7
2.1.3 ลักษณะของช่องเก็บตวั อย่าง
ต้องเจาะปล่องเป็นช่องเปิดกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 3.5 นิ้ว พร้อมติดต้ังฐาน
แป้นกลม หรือท่อต่อขนาดเท่ารูเจาะ ไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว พร้อมฝาครอบปิดชนิดมีช่องเปิดกลมขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลาง 1 น้วิ
2.1.4 องค์ประกอบสำคญั ในการเจาะปลอ่ ง
− ต้องจัดให้มีแผงพื้นท่ีทำ งาน แบบแข็งแรงขนาดความกว้างคูณความยาว ตามแนวผนัง
ปล่องเท่ากับหรือไม่น้อยกว่า 1.5 X 1.5 เมตร โดยให้พ้ืนที่แผงต่ํากว่าจุดเจาะ 1.20 เมตร และต้องมีราวกันตก
อย่างน้อยไมต่ ่าํ กวา่ 2 ดา้ น โดยมคี วามสงู ของราวกนั ตก 1.00 เมตร
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวิทยาศาสตรอ์ นามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
68
− ตอ้ งจัดใหม้ บี ันไดขนึ้ และลงแผงพืน้ ท่ที ำ งานได้อยา่ งปลอดภัย
− ตอ้ งจัดหาแหล่งกำเนิดไฟฟ้าชนิดกระแสสลบั 220 โวลต์ 50/60 เฮิรตซ์ ให้อยู่ห่างจากแผง
พ้นื ที่ทำ งานประมาณไมม่ ากกว่า 5 เมตร
− ต้องห่อหุ้มด้านนอกผนังปล่องบริเวณแผงพื้นท่ีทำ งาน เม่ืออุณหภูมิภายในปล่องเท่ากับ
หรือมากกว่า 150 องศาเซลเซียส ด้วยฉนวนความร้อนใยแก้ว ขนาดความหนาไม่น้อยกว่า 1 นวิ้ ตลอดความยาว
ของแผงพืน้ ท่ีทำ งาน โดยใหม้ คี วามสงู จากแผงพน้ื ที่ทำ งานไมน่ อ้ ยกวา่ 2 เมตร
2.1.5 การบำรงุ รักษาและตรวจสอบ
ต้องบำรุงรักษาและตรวจสอบ จุดเก็บตัวอย่างอากาศและองค์ประกอบท้ังหมดให้สามารถใช้
ปฏบิ ตั ิงานไดอ้ ย่างปลอดภัย มีความมนั่ คง และแข็งแรงตลอดเวลา
Method 1 การหาตำแหน่งและจำนวนจุดชกั ตวั อย่าง
(Sample and velocity traverses for stationary sources)
เป็นวิธีการเลือกตำแหน่งชักตัวอย่าง (Sampling site) และจำนวนจุดชักตัวอย่างบน
พื้นที่หน้าตัดของปล่องอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นตัวแทนของอากาศเสียท้ังหมดในปล่องอย่างใกล้เคียงที่สุด ทั้งน้ี
จะตอ้ งพจิ ารณาวา่ ปลอ่ งทจี่ ะทำการชักตัวอย่างมีพื้นที่หน้าตัดเป็นวงกลมหรือสี่เหล่ยี ม แลว้ เลือกการคำนวณเพื่อ
กำหนดจำนวนจดุ ชักตวั อย่างตามสภาพปล่อง
Method 2 การหาความเร็วและอัตราการไหลของกา๊ ซภายในปลอ่ ง
(Determination of stack gas velocity and volumetric flow rate Type S pitot tube)
เป็นวิธีการวัดความเร็วเฉลี่ยของก๊าซในปล่องหาได้จากความหนาแน่นของก๊าซและค่าความ
แตกต่างของความดนั จาก Type S pitot tube ท่ีปรากฏบน Manometer การตรวจวดั จะต้องกระทำ บนจดุ ตา่ งๆ ท่ี
กำหนดโดย Method 1 แล้วนำ ค่าที่ไดท้ ั้งหมดมาหาคา่ เฉลี่ย เพื่อประกอบการชกั ตวั อย่าง สารมลพิษทางอากาศ
อ่นื ๆ ตอ่ ไป
Method 3 วิธกี ารหานา้ํ หนักโมเลกลุ ของอากาศ
(Gas analysis for the determination of dry molecular weight)
เป็นวิธีการตรวจวิเคราะห์เพื่อหาความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซออกซิเจน
คาร์บอนมอนอกไซด์ ท่ีอยู่ในอากาศเสีย แล้วนำ มาคำนวณหาน้ําหนักโมเลกุลของอากาศแห้งในปล่อง จาก
กระบวนการเผาไหม้ของเช้ือเพลิง ทำ การ ชกั ตัวอย่างอากาศในปลอ่ งแล้วนำ มาวิเคราะห์หาส่วนประกอบโดย
ใช้เครือ่ ง Orsat analyzer ค่าที่ได้จากการคำนวณโดยวิธีนจ้ี ะนำ ไปใช้ประกอบการคำนวณในวิธีอื่น ๆ อีก เช่น
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามยั สิง่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
69
นำ ไปประกอบการคำนวณหาขนาดของหัวชักตัวอย่างฝุ่นละออง (Nozzle) สำ หรับการชักตัวอย่างแบบ
Isokinetic
Method 4 การหาปริมาณความชนื้ ของอากาศภายในปลอ่ ง
(Determination of moisture content in stack gases)
เป็นวิธีการชักตัวอย่างอากาศจากปล่องด้วยอัตราการไหลคงที่ผ่านเข้าชุดควบแน่นแล้ววัดหา
ปรมิ าณนํา้ ทีค่ วบแน่นดว้ ยการช่ังนํา้ หนักทีเ่ พ่มิ ขนึ้ จากน้นั จึงจะเร่ิมเกบ็ ตัวอยา่ งสารมลพษิ ทางอากาศแต่ละชนดิ
Method 5 วิธีการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองจากปลายปลอ่ ง
(Determination of particles emissions from stationary sources: TP)
ชักตัวอย่างฝุ่นละอองในปล่องโดยใช้เคร่ืองชักตัวอย่างอากาศจากปลายปล่องชนิด Stack
Sampler แล้วชกั ตัวอย่างด้วยวธิ ี Isokinetic ซง่ึ เป็นการชักตัวอย่างโดยการสูบตัวอย่างอากาศเขา้ มาดว้ ยความเร็ว
เท่ากับความเรว็ ของกระแสอากาศภายในปล่องตวั อย่างอากาศจะถกู กำหนดให้ไหลผ่านกระดาษกรองประมาณ
1 ลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละอองจะติดตรึงอยู่บนกระดาษกรอง แล้วนำ กระดาษกรองไปวิเคราะห์หาปริมาณฝุ่น
ละอองในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร ตามวธิ มี าตรฐานของ U.S. EPA Method 5
3 การตรวจวดั คุณภาพอากาศในสถานประกอบการ (Workplace)
การตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศในสถานประกอบการ โดยการตรวจวัดจะทำ ภายในโรงงานหรือ
สถานประกอบการ ซึ่งเป็นสภาวะแวดล้อมท่ีคนทำ งานและได้สัมผัสกับสารมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นการชัก
ตัวอย่างที่เรียกว่า Personal sampling โดยหลักการชักตัวอย่างท่ีตัวคนงานที่สัมผัสกับมลสารนั้นโดยจะชัก
ตวั อยา่ งอากาศท่ีบริเวณท่ีคนงานหายใจเขา้ ไป ซ่งึ เปน็ อากาศในบรเิ วณช่วงอกถึงศรี ษะ เครอ่ื งมืออุปกรณท์ ่ีใช้ใน
การเก็บตวั อยา่ งจะเป็นปม๊ั เก็บตวั อย่างขนาดเล็กท่ีดดู อากาศผ่านกระดาษกรองหรือตัวกลางทีด่ ูดซับหรอื ดูดกลืน
สารมลพิษได้ โดยติดตั้งปัม๊ ไว้ท่ีตวั คนงาน ระยะเวลาทเ่ี กบ็ ตัวอยา่ งเทา่ กับเวลาท่ีคนงานปฏิบัติงาน คือ 8 ชัว่ โมง
หรือเท่ากับระยะเวลาการทำ งานที่ได้สัมผัสสาร จากน้ันจึงนำ ตัวอย่างอากาศไปวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณสาร
มลพิษในการชกั ตวั อย่างสารมลพิษทางอากาศ โดยท่วั ไปอยู่ในรูปของสารมลพษิ ทีเ่ ป็นก๊าซไอระเหย อนุภาค ซง่ึ
หลกั การในการชักตวั อย่างเพ่ือวเิ คราะหห์ าปริมาณสารมลพษิ มีความแตกต่างกัน การพิจารณาเพอื่ เลอื กวธิ ีการ
ในการตรวจวดั ขึน้ อยู่กบั ปัจจยั ดังนี้
1. วตั ถุประสงคใ์ นการตรวจวดั หรอื ชักตัวอยา่ ง เชน่ ตรวจสอบวา่ สารมลพิษปริมาณตามที่กฎหมาย
กำหนดหรือไม่ หรือ หาแหล่งกำเนดิ ของสารมลพษิ
2. ลกั ษณะทางเคมีและทางฟสิ ิกสข์ องสารมลพษิ ทตี่ ้องการตรวจวดั
3. มีสารอื่นทร่ี บกวนในการตรวจวัด ทำ ให้เกดิ ความผิดพลาดในการตรวจวดั ได้
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามัยส่งิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
70
4. ความถูกตอ้ งแมน่ ยำ ทตี่ ้องการ
5. ค่าใช้จ่ายในการตรวจวัด
6. ชนิดของตัวอย่างและสภาพของพ้ืนท่ีทต่ี ้องการตรวจวดั
7. ช่วงเวลาในการตรวจวดั มาตรฐานเก่ียวกับการทำ งานในสถานประกอบการจะใช้ตามที่กำหนดไว้
ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเร่ือง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) อาศัย
อำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 103 ลงวันท่ี 16 มีนาคม 2515การเลือก
วิธีการในการตรวจวัดสารมลพิษที่อยู่ในรูปของก๊าซ ไอระเหยหรืออนุภาค ต้องพิจารณาความเหมาะสม
ให้ผลการตรวจวัดท่ถี ูกต้องแม่นยำ ดังน้ันผู้ท่ีทำ การตรวจวัดหรือผทู้ ี่เกี่ยวข้องควรมีความรู้ความเขา้ ใจถึง
หลกั การเบ้ืองตน้ เกย่ี วกบั การชกั ตัวอย่างและการวิเคราะห์ตวั อย่างดังต่อไปนี้
3.1 การชกั ตัวอยา่ งอากาศโดยวธิ กี ารดดู ซึม (Absorption technique)
a. การดดู ซมึ เปน็ กระบวนการเคลื่อนย้ายสารประกอบทอ่ี ยใู่ นสถานะก๊าซเขา้ สู่หรือกระจายใน
ของเหลวหรอื ของแข็ง การดูดซมึ มีสองลักษณะคือ
2. การดดู ซมึ ทางกายภาพ (Physical absorption)
1. การดูดซมึ ทางกายภาพเปน็ การชกั ตัวอย่างอากาศผ่านตัวดูดซมึ ท่ีเปน็ ของแข็ง
หรอื ของเหลวโดยไม่มี
3. การเกดิ ปฏิกริ ิยากันระหว่างสารมลพษิ และตวั ดูดซึม
4. การดูดซมึ ทางเคมี (Chemical absorption)
i. การดูดซึมทางเคมเี ปน็ การชักตวั อยา่ งที่ใชข้ องเหลวท่ีสามารถทำ ปฏกิ ริ ิยากับสาร
มลพษิ ท่ีสนใจ เกิดเป็นสารประกอบคงตวั มลี กั ษณะเป็นเน้ือเดียวกับตัวดดู ซมึ ไม่มกี ารระเหย และง่ายในการ
ตรวจวดั ในสถานะของของเหลว ตวั อยา่ งเชน่ การชักตัวอยา่ งกา๊ ซแอมโมเนยี โดยการดดู ซมึ ด้วยสารละลาย
กรด เป็นต้น
b. ประสทิ ธภิ าพในการดูดซมึ หรือความสามารถในการละลายของสารมลพิษทางอากาศขน้ึ อยู่
กบั ปจั จยั ตา่ งๆ เช่น ประสทิ ธิภาพของตัวดูดซึม (อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า) อณุ หภูมิ ความดนั ย่อยของสารมลพิษ
เปน็ ตน้ ลกั ษณะของอุปกรณใ์ นการชักตวั อย่าง ประกอบดว้ ยภาชนะท่ที ำ จากวัสดุท่ีไมท่ ำ ปฏกิ ริ ิยากบั สาร
มลพิษ เชน่ แก้ว มสี ่วนทป่ี อ้ งกันการรว่ั ไหลของสารมลพษิ จากภายนอกเข้ามา ทางออกต่อกับปั๊มดดู อากาศ
หรือสภาพที่เป็นสญุ ญากาศ ทอ่ ทางเข้าของสารมลพิษจุ่มอยู่ในสารละลายดดู ซับ
3.2 การชกั ตัวอย่างโดยวธิ กี ารดดู ซับ (Adsorption technique)
การดูดซับ (Adsorption) เปน็ การชักตัวอย่างสารมลพิษที่เป็นก๊าซ ของเหลว หรอื ตัวถูกละลายบนผิว
ของแข็ง ผิวของตัวดูดซับจะมีลักษณะเป็นรูพรนุ ซ่ึงโมเลกุลของก๊าซจะเข้าไปสัมผัสกบั พ้ืนที่ผวิ ของตัวดดู ซับ
ได้เต็มประสิทธิภาพ ตัวดูดซับที่ใช้กันอยู่มีหลายชนิด เช่น ถ่านชาร์โคล การดูดซับสารมลพิษทางอากาศ
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสง่ิ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
71
โดยทั่วไปเป็นการดูดซับทางกายภาพ ส่วนการดูดซับทางเคมีจะทำ ให้เกิดข้ึนได้ในสภาวะท่ีอุณหภูมิต่ํา การ
วิเคราะหส์ ารมลพษิ ทางอากาศหลงั จากการชักตวั อยา่ ง โดยทำ ใหเ้ กดิ การคายตัวของสารมลพษิ และมีการนำ ตวั
ดดู ซบั กลับมาใชง้ านใหม่ โดยวิธีการตา่ งๆ ซง่ึ ปรกตจิ ะใชว้ ธิ ีการเพ่ิมอณุ หภมู ิให้สูงหรือโดยใช้เรซิน เป็นตน้
3.3 การชกั ตัวอยา่ งสารมลพิษท่ีเป็นกา๊ ซทอ่ี ุณหภมู ิต่ํา (Cryogenic sampling)
การชกั ตวั อย่างสารมลพิษทางอากาศโดยการควบแนน่ ใน Cryogenic trap เปน็ วิธีการอ้างองิ ในการชัก
ตวั อย่างสารประกอบอินทรียร์ ะเหยง่ายในบรรยากาศที่มคี วามเข้มขน้ ต่าํ ๆ การควบแน่นจะเป็นการทำ ให้ความ
เข้มขน้ ของสารมลพิษทางอากาศมีความเข้มขน้ สูงขน้ึ ที่อุณหภมู ิต่าํ เพื่อใหเ้ กิดความสะดวกในการวิเคราะห์โดย
ใชเ้ คร่ืองมอื กา๊ ซโครมาโตกราฟี/แมสสเปกโตรสโคปี (GC/MS)
3.4 การชกั ตวั อยา่ งอนภุ าคสารโดยแรงเฉือ่ ย
การชกั ตวั อยา่ งอนุภาคแขวนลอยในอากาศ ใช้หลักการท่ีแตกตา่ งจากการชกั ตัวอยา่ งสารมลพิษทเ่ี ป็น
กา๊ ซขนาดและความเฉื่อยของอนุภาคของแข็งหรือหยดของเหลวเป็นคุณสมบัติในการชักตัวอย่าง อปุ กรณ์ใน
การชักตัวอย่างใช้หลักการซึ่งอนุภาคในกระแสก๊าซมีแนวโน้มที่จะหักเหน้อยกว่าก๊าซถูกทำ ให้เปลี่ยนทิศ
ทางการไหลอย่างรวดเร็วความเฉือ่ ยของอนภุ าคจะเป็นสาเหตุใหถ้ กู ดงึ หรือกระทบผวิ
3.5 การชกั ตวั อย่างอนภุ าคสารมลพษิ โดยการกรอง
การชักตัวอย่างอนุภาคแขวนลอยจากอากาศโดยการกรองเป็นเทคนิคที่นิยมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การชักตัวอย่างฝุ่นตัวกรองสามารถใช้ประเมินปริมาณของฝุ่นทั้งหมดหรือฝุ่นที่มีขนาดเล็ก ฝุ่นท่ีกรองได้
สามารถนำ ไป
วเิ คราะหด์ ว้ ยเทคนิค Microscopy หรอื การวเิ คราะห์ทางเคมี ตัวกรองทใี่ ช้ทำ จากวัสดุหลายชนิด เช่น ตัวกรองใย
แกว้ หรอื ควอซ เซลลูโลส เสน้ ใยอินทรยี ์ หรอื โพลียรู โี ฟม ตวั กรองแต่ละชนิดมีการประยุกต์การใช้งานแตกตา่ ง
กันไปตามชนิดของสารมลพิษทางอากาศและลักษณะของเครื่องมือท่ีใช้ในการชักตัวอย่าง ลักษณะและ
คณุ สมบตั ิของตวั กรองทีใ่ ชใ้ นการชักตวั อยา่ งมีรายละเอียดดังน้ี
1. ตวั กรองใยแก้ว (Glass fibers filter)
i. ตัวกรองใยแกว้ มีการใช้งานหลายลกั ษณะ ผลติ จากการรวมใยแก้วบอโร ซิลเิ กต
(Borosilicate) ปน่ั ละเอียดกบั ตัวยึดและอัดภายในเครอ่ื งให้บาง ตัวกรองจะแสดงคุณสมบัตใิ นการอ้มุ นา้ํ น้อย มี
การสญู เสียแรงดนั ตํา่ มปี ระสทิ ธภิ าพสูงในการดกั เก็บฝนุ่ ท่ีมีขนาดเลก็ มากกว่า 0.3 ไมครอน มีความต้านทานต่อ
การกัดกรอ่ นของกรด และสามารถใช้งานได้ทอ่ี ุณหภูมสิ ูงถงึ 540 องศาเซลเซยี ส ตัวกรองใยแกว้ มีการปนเป้ือน
ของโลหะน้อย แต่มีประสิทธิภาพต่ําเม่ือดักจับฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก แต่สามารถรองรับปริมาณฝุ่นได้มาก ตัว
กรองแบบใยควอซมีความบรสิ ุทธ์สิ ูงกว่าตัวกรองใยแก้วแบบธรรมดา ใช้ ชกั ตัวอย่างฝนุ่ ขนาดเลก็ (PM10)
2. ตัวกรองเซลลูโลส (Cellulose filter)
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามยั สงิ่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
72
i. ตัวกรองเซลลูโลสทำ จากเซลลโู ลสบรสิ ุทธิ์ มีความสามารถในการดูดซมึ น้าํ มากกวา่
ตวั กรองใยแก้วแต่มีขอ้ ดใี นการประยกุ ตใ์ ช้งานในการเก็บตัวอย่างอากาศ คอื มแี รงดนั การสูญเสียต่ํามีระดับการ
ปนเปือ้ นของโลหะต่าํ สามารถเผาให้เป็นเถ้าไดง้ า่ ย
3. ตวั กรองเนอื้ เยอ่ื อินทรีย์ (Organic membrane filter)
i. ตัวกรองเนอ้ื เยือ่ ใชใ้ นการชักตัวอยา่ งบนพน้ื ผิวตัวกรอง รปู แบบของ ตัวกรองมหี ลาย
ลักษณะ เชน่ เป็นรูปของเนื้อเยอื่ โพลีคารบ์ อเนต หรือโพลเี อสเตอร์บางๆ มีขนาดของรูมาตรฐาน และตามความ
หนาแน่นที่ตอ้ งการ รปู แบบที่ 2 ผลติ จาก เซลลโู ลส ไนเตรตบริสทุ ธิท์ ล่ี ะลายได้ และเซลลโู ลส ไดอะซเิ ตต หรือ
โพลเี มอรอ์ ่ืนๆท่สี ามารถละลายได้ในตวั ทำ ละลายอินทรยี ์
3.6 วิธีการชักตัวอยา่ งสารมลพษิ ทางอากาศทีเ่ ปน็ กา๊ ซ
การชักตัวอยา่ งสารมลพิษทางอากาศท่ีเป็นก๊าซด้วยวิธีการดูดซึม สารมลพิษทางอากาศท่ีชักตัวอย่าง
ด้วยวิธีการนี้ เช่น ซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ (Sulphur dioxide) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen dioxide)
ไฮโดรเจนซัลไฟด์(Hydrogen sulphide) แอมโมเนีย (Ammonia) ไฮโดรเจนคลอไรด์ (Hydrogen chloride) เป็น
ตน้ วิธีการชักตัวอย่างสารมลพิษโดยการดูดซึมด้วยของเหลวอาจเรยี กว่า วธิ ีอมิ พิงเจอร์ (Impingers technique)
ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในการชักตัวอย่างสารมลพิษทางอากาศในบรรยากาศ (Ambient monitoring) การ
ตรวจวัด สารมลพษิ ทางอากาศจากแหล่งกำ เนิด (Source sampling) การชกั ตัวอยา่ งอากาศในสถานประกอบการ
(Industrial hygiene Air sampling) หรือการชักตัวอย่างอากาศที่มวี ัตถุประสงค์อ่ืนๆการชกั ตวั อย่างดว้ ยวิธกี ารน้ี
ตัวอย่างอากาศในบรเิ วณท่ีสนใจ (Sampling site) ถูกดึงผ่านอิมพงิ เจอร์ดว้ ยอัตราการไหลท่ีต้องการ (Sampling
flow rate) และสารมลพิษทางอากาศท่ีสนใจจะทำ ปฏิกิริยาเคมีกับสารละลายดูดซึมท่ีอยู่ภายใน เกิดเป็น
สารประกอบ คงตัวซ่ึงสามารถที่จะวิเคราะห์หาชนิดและปรมิ าณด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การไตเตรต (Titration
technique) การวิเคราะห์ด้วยเคร่ืองมือ เช่น เครื่องวิเคราะห์แบบโครมาโตกราฟ (Gas chromatography, Ion
chromatography, High performance liquid chromatography, UV-Visible spectroscopy) หรือวิธีอ่ืนๆ ท่ีสามารถ
กระทำ ได้ตามคณุ สมบตั ขิ อง สารมลพษิ ท่ีสนใจ
Stack Sampling Method
วตั ถปุ ระสงค์ในการเกบ็ ตัวอย่าง
1. เพือ่ นำผลการตรวจวดั รายงานกับหน่วยงานราชการ ชมุ ชน
2. เพอ่ื ปรับปรงุ ประสทิ ธภิ าพของระบบการผลติ ในโรงงาน
3. เพื่อปอ้ งกันปญั หามลพษิ ทเ่ี กดิ จากกิจกรรมการผลติ ของโรงงาน
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามยั สิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
73
4. เพือ่ ปรับปรุงประสทิ ธภิ าพของระบบปอ้ งกันกำจดั มลพิษทไี่ ดต้ ิดตั้งว่าควรมกี ารปรับปรุงอยา่ งไร และ
ได้ประสิทธิภาพตามทอ่ี อกแบบไวห้ รือไม่
ขั้นตอนการเกบ็ ตวั อย่าง
1. รับเอกสารใบเสนอราคา และรายละเอียดงานท่ีต้องปฏิบตั ิ
2. ตดิ ตอ่ ลูกคา้ เพ่อื นดั หมายวัน เวลา ที่ลกู ค้าสะดวกให้ดำเนนิ การ
3. ตดิ ต่อลูกค้าทห่ี น้างาน เพ่อื เข้าพ้ืนท่ี โดยมอี ปุ กรณ์สำหรบั เกบ็ ตัวอยา่ ง และอปุ กรณป์ อ้ งกนั ความ
ปลอดภัยสำหรับทมี เก็บตัวอยา่ ง
4. ดำเนนิ การเก็บตวั อยา่ งในชว่ งวนั เวลาทีล่ กู ค้ากำหนด และกจิ กรรมการผลติ ของโรงงานเป็นไปอยา่ ง
ปกติ ไม่หยดุ การผลิต เพ่ือให้ไดต้ วั แทนของตวั อยา่ งที่เปน็ จรงิ
5. ถ่ายรูปการดำเนนิ การ และใหล้ ูกค้าเซ็นเอกสารรบั รองทกุ ครัง้
ขั้นตอนการสง่ ตวั อย่าง
1. เมื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างเสร็จส้ิน ให้นำส่งตัวอย่าง ข้อมูลการเก็บตัวอย่างหน้างาน และรูปถ่าย ให้
ห้องปฏิบตั ิการในกรณีที่ลูกค้ามีการเปล่ียนแปลงรายการ หรือจำนวน ของตัวอย่าง ให้แจ้งหวั หน้างาน
ผู้จัดการแผนก เพื่อดำเนินการแก้ไขรายละเอียดงาน และแจ้งให้การตลาดปรับปรงุ รายการตรวจวัดให้
ตรงกับความเปน็ จริง และสามารถแจง้ ลูกค้าให้สง่ ใบสั่งจา้ งใบใหมม่ าให้ และถกู ต้องกบั การดำเนนิ งาน
เก็บตวั อย่างจรงิ
2. ควรเขียนข้อสังเกต จากการเก็บตวั อย่างเพ่อื ให้สะดวกในการเขียนรายงานผล เนอื่ งจากในการตรวจวัด
อาจมคี ่าเกินมาตรฐานได้
การทำความสะอาดเครอ่ื งมือ
1. แบง่ การทำความสะอาดเครอ่ื งมือ 2 แบบ
− รอบใหญ่ ทำทกุ เดอื น อยา่ งนอ้ ย เดอื นละ 1 ครง้ั
− รอบเลก็ ทำทุกวัน อย่างน้อย วันละ 1 ครัง้ หลังการเก็บตวั อยา่ งเสรจ็ สน้ิ
2. เครอื่ งมือทีค่ วรทำความสะอาดเปน็ ประจำ
− เคร่ืองแกว้ สำหรบั งานเกบ็ ตวั อย่าง (ทง้ั ชดุ ใหญ่ และชุดเลก็ )
− โพรบ และอุปกรณช์ กั ตวั อย่าง (Probe and Sample Line)
− นอซเซลิ และปิทอททวิ ป์ (Nozzle and Pitot Tube)
− คอนโซลเกบ็ ตวั อย่าง (Console)
− เครื่องวดั กา๊ ซในปล่องระบาย (Testo)
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามยั สง่ิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
74
− ขวดเกบ็ ตวั อยา่ งไนโตรเจนออกไซด์ (Collection Flask)
Method 1
กำหนดระยะจุดเกบ็ และจำนวนจดุ เก็บตวั อย่างต่อพื้นที่หนา้ ตดั ปลอ่ ง
หลักการและเหตุผล
การเกบ็ ตัวอยา่ งใหไ้ ดถ้ กู ต้องตามวิธกี ารมาตรฐาน (US EPA Method 1)
5. วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของปล่อง (ในกรณีปล่องส่ีเหลี่ยมวัด กว้าง x ยาว) ณ จุดที่ทำการเก็บ
ตัวอยา่ ง
6. กำหนดจุดเกบ็ ตวั อยา่ งโดยเทยี บกบั ตาราง
− เชค็ ระยะจากจุดรบกวนการไหล และนำมาเทยี บกับตารางกำหนดจำนวนจดุ ขน้ั ต่ำ
− Down stream เทา่ ไหร่ Up stream เทา่ ไหร่
− ปลอ่ งวงกลมกำหนดจำนวนตั้งแต่ 8 จดุ – 24 จุด ตอ่ พน้ื ทห่ี นา้ ตัดปลอ่ ง
− ปล่องสีเ่ หลี่ยมกำหนดจำนวนจดุ ตั้งแต่ 9 จุด – 24 จดุ ตอ่ พื้นทหี่ น้าตดั ปล่อง
การคำนวณเสน้ ผ่านศนู ย์กลางเทียบเทา่
6. ใชใ้ นการคำนวณเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางของปลอ่ งสเ่ี หลย่ี มเพ่ือเทยี บกบั แผนผงั เปรียบเทยี บจำนวนจุดขนั้ ตำ่
ที่ต้องเก็บตัวอย่าง
7. อยา่ งน้อย 8 จุด สำหรับปล่อง 0.3 – 0.61 ม.
8. อย่างนอ้ ย 12 จุด สำหรบั ปลอ่ งขนาด มากกว่า 0.61 ม.
9. มีสตู รในการคำนวณ คือ De = 2 (L) (W)
L+W
10. เมื่อได้เสน้ ผ่านศูนย์กลางเทยี บเท่าแลว้ นำค่าที่ได้เปรยี บเทยี บในตารางเพอื่ คำนวณหาจำนวนจดุ ขนั้ ตำ่ ท่ี
ตอ้ งเก็บตัวอยา่ ง จากการเช็คระยะห่างจาก Down stream , Up Stream แลว้ นำมาเทยี บกบั ตาราง
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวิทยาศาสตรอ์ นามัยสิง่ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
75
ภาพที่ 5-1 กรณีมีรายการวดั มลสารทีก่ ระจายตวั แบบฝุ่น
ที่มา : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตรอ์ นามยั สิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
76
ภาพท่ี 5-2 กรณวี ดั เฉพาะรายการทีเ่ ปน็ กา๊ ซ
ที่มา : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสงิ่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
77
ภาพท่ี 5-3 จำนวนจุดเก็บกรณปี ลอ่ งส่เี หลี่ยม
ทมี่ า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ภาพท่ี 5-4 ผังแสดงลักษณะการกำหนดจุดเก็บปลอ่ งวงกลม
ทม่ี า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามยั สง่ิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
78
ภาพที่ 5-5 ผงั แสดงจุดเกบ็ ปล่องสี่เหล่ียม
ทีม่ า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
1. เมื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างเสร็จสิ้น ให้นำส่งตัวอย่าง ข้อมูลการเก็บตัวอย่างหน้างาน และรูปถ่าย ให้
ห้องปฏิบัตกิ ารในกรณีท่ีลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการ หรือจำนวน ของตัวอย่าง ให้แจ้งหัวหน้างาน
ผจู้ ัดการแผนก เพ่ือดำเนินการแก้ไขรายละเอียดงาน และแจ้งให้การตลาดปรับปรุงรายการตรวจวัดให้
ตรงกับความเป็นจริง และสามารถแจง้ ลกู ค้าให้สง่ ใบสัง่ จา้ งใบใหมม่ าให้ และถูกตอ้ งกบั การดำเนินงาน
เกบ็ ตัวอยา่ งจริง
2. ควรเขียนขอ้ สังเกต จากการเกบ็ ตัวอย่างเพอื่ ให้สะดวกในการเขียนรายงานผล เน่อื งจากในการตรวจวัด
อาจมีค่าเกนิ มาตรฐานได้
การทำความสะอาดเครอ่ื งมอื
1. แบ่งการทำความสะอาดเครื่องมอื 2 แบบ
a. รอบใหญ่ ทำทกุ เดือน อยา่ งนอ้ ย เดอื นละ 1 ครง้ั
b. รอบเลก็ ทำทุกวัน อย่างนอ้ ย วนั ละ 1 ครง้ั หลังการเก็บตวั อย่างเสรจ็ สน้ิ
2. เคร่ืองมือท่ีควรทำความสะอาดเปน็ ประจำ
a. เครอ่ื งแกว้ สำหรับงานเก็บตัวอยา่ ง (ท้ังชุดใหญ่ และชดุ เล็ก)
b. โพรบ และอปุ กรณ์ชกั ตัวอยา่ ง (Probe and Sample Line)
c. นอซเซิล และปิทอททวิ ป์ (Nozzle and Pitot Tube)
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์อนามัยสิง่ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
79
d. คอนโซลเก็บตัวอยา่ ง (Console)
− เคร่อื งวัดกา๊ ซในปลอ่ งระบาย (Testo)
− ขวดเกบ็ ตัวอย่างไนโตรเจนออกไซด์ (Collection Flask)
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
80
Method 2
วิธีวัดความเร็วลมและอตั ราการไหลในปลอ่ งระบาย
หลักการและเหตผุ ล
▪ การวดั ความเร็วลมในปล่องระบาย ใช้หลักการวัดความดันในปลอ่ งระบาย แล้วนำมาคำนวณในสูตร
เพือ่ ให้ไดค้ ่าความเร็วลม
▪ สูตรในการคำนวณความเรว็ ลม
เม่อื
- Kp = 34.97
- Cp = สัมประสิทธ์ิของ Pitot tube
- Delta P avg = ค่าเฉลีย่ ความดันในปลอ่ งระบาย จากคา่ ความดนั ทอ่ี ่านไดท้ ี่ manometer ขณะต่อสายทั้งสอง
ด้าน(ดา้ น + และดา้ น -) เข้ากับหวั วดั (pitot tube)
- Ts (abs) = อณุ หภูมิปลอ่ งขณะทำการตรวจวัด (K)
- Ps = ความดนั ในปลอ่ งระบาย (mmHg) Ms = คา่ น้ำหนักโมเลกลุ อากาศในปล่องระบาย
- Pg = Static Pressure หาไดจ้ ากการปลดสายดา้ น + ออกจาก Manometer
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามยั ส่งิ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
81
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควิชาวิทยาศาสตรอ์ นามยั สงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
82
นำ้ หนักโมเลกลุ อากาศในปล่องระบาย
เมอื่
▪ Ms = น้ำหนกั โมเลกุลของอากาศในปลอ่ งระบาย
▪ Md = น้ำหนักโมเลกุลของอากาศในปลอ่ งระบายทส่ี ภาวะแหง้
▪ Bws = ค่าปริมาณความชนื้ ของอากาศในปล่องระบาย (หาคา่ ได้จาก Method 4)
▪ 18 = นำ้ หนกั โมเลกลุ ของนำ้
อัตราการไหลเฉลี่ยของอากาศในปล่องระบาย (Dry Basis) Nm3/hr
เม่อื
▪ Q = คา่ อัตราการไหลเฉลีย่ ของอากาศในปล่องระบายที่สภาวะแห้ง (Dry Basis)
▪ 3600 = ค่าสมั ประสิทธใิ์ นการแปลงหน่วย จาก Nm3/s ไปเป็น Nm3/hr
▪ Bws = ค่าความชน้ื ในปลอ่ งระบาย (หาได้จาก Method 4)
▪ Vs = ความเรว็ ลมในปล่องระบาย (หาได้จาก Method 2)
▪ Tstd = 298 K , Ts(abs) = อณุ หภมู ิปลอ่ งระบาย (K)
▪ Pstd = 760 mmHg Ps = ความดันในปลอ่ งระบาย (mmHg) = Pbar + Pg
▪ ในกรณที มี่ ีการตรวจวัดปลอ่ งท่ีมีการเผาไหม้ หรือมกี ารปล่อยปริมาณกา๊ ซ CO2 O2 CO และ N2 ให้ใช้
วธิ ีการที่ 3 หาค่า Dry Molecular Weight
▪ ในกรณีที่มีการตรวจวัดปล่องท่ีไม่มีการเผาไหม้ หรือเป็นปล่องระบายท่ัวไป ไม่จำเป็นต้องมีการ
ตรวจวัดตามวธิ ีการท่ี 3 ใหใ้ ช้คา่ Dry Molecular Weight = 29.0
การปรับเทียบเครื่องมือและลักษณะเครื่องมอื
▪ ก่อนที่จะนำ Pitot Tube มาใช้งานตอ้ งมกี ารปรับเทยี บก่อน
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามัยส่งิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
83
▪ การปรับเทียบจะต้องดำเนินการในอโุ มงคล์ ม เพอ่ื ปรบั เทียบค่าสัมประสทิ ธ์ิของ Pitot tube โดยใช้
Standard pitot tube มาปรบั เทยี บ ปกตใิ ชค้ ่า Cpstd = 0.99
▪ (Cp ของ Standard pitot tube = 0.99 +- 0.01)
▪ ค่าสมั ประสทิ ธ์ิของ Type S pitot tube ท่ีได้มาตรฐานตามแบบที่กำหนด จะมคี ่า = 0.84
ภาพที่ 5-6 การประกอบชดุ Pitot tube & Manometer
ทมี่ า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตรอ์ นามยั สิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
84
ภาพที่ 5-7 ลกั ษณะของ Pitot tube ทไ่ี ดต้ ามมาตรฐานกำหนด
ท่ีมา : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามยั สิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
85
ภาพท่ี 5-8 ลกั ษณะของ Pitot tube ทไ่ี ม่ไดต้ ามมาตรฐานกำหนด
ท่มี า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ภาพที่ 5-9 แสดงตำแหนง่ หวั วดั อณุ หภมู ิในปล่องท่ถี ูกตอ้ งตามกำหนด
ท่ีมา : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสง่ิ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
86
ภาพที่ 5-10 แสดงส่วนประกอบที่ถกู ตอ้ งของ Standard Type Pitot tube
ท่มี า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ภาพที่ 5-11 แสดงการตดิ ตงั้ อยา่ งถกู ตอ้ งตามมาตรฐานกำหนดระหวา่ ง Nozzle และ Pitot tube
ท่มี า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามยั สงิ่ แวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.
87
ภาพท่ี 5-12 แสดงระยะห่างระหว่างปลาย Pitot tube และ Sample Probe เพือ่ ป้องกนั การรบกวนในขณะเกบ็
ตัวอย่าง
ทม่ี า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ข้ันตอนการปรับเทียบ Pitot Tube
▪ เตมิ นำ้ มันและปรบั ระดับของนำ้ มนั ใน Manometer ให้ไดร้ ะนาบและไดร้ ะดับทีเ่ หมาะสมกับการวัดคา่
ความดนั
▪ ปรบั Zero Manometer
▪ ต่ออปุ กรณ์ Pitot tube เขา้ กับชดุ Manometer เพือ่ เตรยี มวัดคา่ ความดนั ในอุโมงค์ลม
▪ ทำ Leak check อปุ กรณ์ และแกไ้ ขให้ไม่มรี อยรั่วก่อนทำการวดั
▪ เปดิ พัดลม และรอเวลาให้เครอ่ื งทำงานอย่างเรยี บร้อย และมคี า่ ระดับความเรว็ ลมในท่ออุโมงคท์ ม่ี คี วาม
นิง่ แล้วคอ่ ยสอดอปุ กรณ์เข้าทำการวัด
▪ ปรับระดบั และมุมของ Pitot tube ใหม้ ัน่ ใจว่าไดร้ ะดับและมุมท่ีรบั กบั ลำอากาศในอุโมงค์ลม
▪ วดั ค่าความดนั ในด้าน A จุด 3 รอบ และเปลี่ยนดา้ นรับลมเปน็ ดา้ น B วดั 3 รอบ
▪ นำคา่ ทไ่ี ดไ้ ปคำนวณตามสตู ร
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวทิ ยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
88
ขอ้ กำหนดการปรบั เทียบ Pitot Tube
▪ ในการปรบั เทยี บ ตอ้ งมกี ารปรับเทยี บทง้ั ด้าน A และด้าน B
▪ โดยใหท้ ำการตรวจวดั จำนวน ดา้ นละ 3 ครั้ง รวมเป็นขอ้ มลู 6 ชุด
▪ คำนวณคา่ สมั ประสิทธขิ์ อง Pitot tube โดยใช้สูตรในการคำนวณดังด้านลา่ ง ปรกติแลว้ Pitot tube ที่ได้
ตามแบบจะมีคา่ สมั ประสิทธ์ิทป่ี รบั เทียบแลว้ ใกล้เคยี งหรอื เท่ากับค่า 0.84
▪ คา่ สว่ นเบ่ียงเบน เมอื่ เทยี บกับค่าสัมประสิทธ์ทิ ค่ี ำนวณได้ ทง้ั ด้าน A และดา้ น B ควรมคี า่ นอ้ ยกวา่ หรือ
เท่ากับ 0.01 โดยใชส้ มการด้านลา่ งในการคำนวณค่าดงั กล่าว
▪ ค่าความเบย่ี งเบนโดยคา่ เฉล่ียของดา้ น A และด้าน B เม่อื หกั ลบกนั แล้วควรนอ้ ยกวา่ หรอื เทา่ กบั 0.01
ผศ.ดร.พรพรรณ สกลุ คู ภาควชิ าวิทยาศาสตร์อนามยั สิง่ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
89
ตาราง 5.2 ปรบั เทียบ Pitot tube ดา้ น A
ตาราง 5.3 ปรบั เทียบ Pitot tube ด้าน B
ท่ีมา : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควิชาวทิ ยาศาสตรอ์ นามัยสง่ิ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.
90
แบบฟอรม์ การทวนสอบทางกายภาพ Pitot tube
ทม่ี า : U.S. Environmental Protection Agency (EPA).
ผศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู ภาควชิ าวิทยาศาสตรอ์ นามยั สิง่ แวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มข.