หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อะตอม หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 ตารางธาตุ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ธาตกุ บั สารประกอบ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 พนั ธะเคมี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ธาตกุ มั มนั ตรังสี หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 พนั ธะไอออนิก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ปฏิกิริยาเคมี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 สารประกอบอินทรีย์
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 9 พอลิเมอร์
ความรู้พ้ืนฐานเร่ืองการจาแนกสาร (ว 2.1 ม.5/1) เดก็ ๆ จะ๊ หนูรู้ไหมวา่ รอบตวั เรามีสารมากมายหลายชนิด
ธาตุ (ว 2.1 ม.5/1) แตส่ ารทุกชนิดสามารถระบไุ ดว้ า่ เป็นธาตุหรือสารประกอบ
สารประกอบ (ว 2.1 ม.5/1) เอ...แลว้ สารชนิดไหนเป็นธาตุ
คาถามทา้ ยหน่วยการเรียนรู้ ชนิดไหนเป็ นสารประกอบนะ
ไปช่วยเดก็ ๆ หาคาตอบกนั เลย! 1/72
ธ า ตุ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย อ ะ ต อ ม
ชนิดเดียวกนั ส่วนสารประกอบ
ประกอบด้วยอะตอมของธาตุ
ต้งั แต่ 2 ชนิด
วิชาเคมี (chemistry) เป็ นวิชาท่ีศึกษา
เกี่ยวกบั สาร สมบตั ิของสาร การเปล่ียนแปลง
ของสาร และการนาสารไปใช้ประโยชน์
รวมถึงโทษท่ีเกิดจากการใชส้ ารต่อส่ิงมีชีวิต
และส่ิงแวดลอ้ ม
2/72
สสาร (matter) หมายถึง ส่ิงท่ีมีมวลและปริมาตร
ส่วน สาร (substance) หมายถึง เน้ือของสสารท่ีแสดง
สมบตั ิของสสารแตล่ ะชนิดได้ ในการศึกษาสมบตั ิของ
สสารจะมุ่งเน้นที่เน้ือของสสาร จึงใชค้ าว่าสารแทน
คาวา่ สสาร
3/72
มีสาร 1 ชนิด สาร
(substance)
การจาแนกสาร ใชล้ กั ษณะเน้ือสาร
(classification เป็ นเกณฑ์
of substance)
โดยใชเ้ น้ือสารเป็ นเกณฑ์ ม1 ีสชานริดมากกวา่
สรุปไดด้ งั น้ี
4/72
Cu Cl–
Na+
12 แบ่งตามสมบตั ิ เช่น
เช่น NaCl
เช่น Cu
เช่น
**คลิกท่ี 1 - 2 เพอ่ื ใหข้ อ้ ความปรากฏหรือซ่อนขอ้ ความ 5/72
1 อากาศ
2 (N2+อOื่น2ๆ+แ) กส๊
**คลิกท่ี 1 - 2 เพอื่ ใหข้ อ้ ความปรากฏหรือซ่อนขอ้ ความ 6/72
ดิน
7/72
(หนงั สือเรียนหนา้ 30)
8/72
1. สารที่สงั เกตดว้ ยตาเปลา่ พบวา่ เป็ นสารเน้ือเดียวจดั เป็ นสารบริสุทธ์ิหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
สารท่ีสงั เกตดว้ ยตาเปล่าพบวา่ เป็ นสารเน้ือเดียวอาจเป็ นสารบริสุทธ์ิหรือไม่ก็ได้ เนื่องจาก
อาจจะประกอบดว้ ยสารมากกว่า 1 ชนิด แต่รวมกนั เป็ นเน้ือเดียวกนั ได้ จึงมองเห็นเป็ นสาร
เน้ือเดียว เช่น สารละลาย
2. อธิบายเปรียบเทียบสมบตั ิของสารละลายกบั สารประกอบ
สารละลายมีองคป์ ระกอบเป็ นสารมากกว่า 1 ชนิด คือ ตวั ละลายและตวั ทาละลาย ทาให้
สมบตั ิต่าง ๆ ข้ึนอยกู่ บั ปริมาณตวั ทาละลายและตวั ละลาย ส่วนสารประกอบมีองคป์ ระกอบ
เป็ นสาร 1 ชนิด ซ่ึงเกิดจากอะตอมของธาตมุ ากกวา่ 1 ชนิด รวมกนั ดว้ ยอตั ราส่วนโดยมวลคงท่ี
สมบตั ิตา่ ง ๆ ของสารประกอบจะคงที่
9/72
3. จากรูปแสดงอนุภาคที่เป็ นองคป์ ระกอบของสารท่ีกาหนดให้
กขคง
สาร ก ข ค และ ง จดั เป็ นธาตุ สารประกอบ หรือสารผสม
สาร ก จดั เป็ นธาตุ สาร ข จดั เป็ นสารประกอบ สาร ค จดั เป็ นสารผสม และสาร ง
จดั เป็ นธาตุ
10/72
ธาตุ (element) เป็ นสารบริสุทธ์ิ ออกซิเจน 46%
ท่ีไมส่ ามารถแยกสลายเป็ นสารอนื่ ได้
ประกอบด้วยอะตอมชนิ ดเดี ยว ซิลิคอน 27%
ปั จ จุ บัน พ บ ท้ ัง ท่ี มี อ ยู่ใ นธ ร ร ม ช า ติ
และท่ีมนุษยส์ งั เคราะห์ข้ึน อะลูมิเนียม
เหล็ก 8.20%
ธาตอุ ่ืน ๆ 0.05% แคลเซียม 6.30%
ไทเทเนียม 0.60% 5.0%
ไฮโดรเจน 0.15%
โซเดียม 2.30%
แมกนีเซียม 2.9%
โพแทสเซียม 1.50%
11/72
ในร่างกายมนุษย์ ธาตุอ่ืน ๆ 4% ธาตุท่ีมีมากที่สุด
มีธาตุหลายชนิดที่ช่วย ไนโตรเจน 3% ในธรรมชาติ คือ
ใหก้ ารทางานของระบบ ไฮโดรเจน 10%
คาร์บอน 18% ออกซิเจน
ต่าง ๆ ในร่างกาย
เป็ นไปตามปกติ ออกซิเจน 65%
12/72
ตัวอย่าง
ธาตุทอ่ี ย่เู ป็ น
อะตอม
13/72
ตัวอย่าง
ธาตุทอ่ี ยู่เป็ น
โมเลกุล
14/72
สมบตั บิ างประการของธาตุ
สมบัตขิ องธาตุ
เป็ นลกั ษณะเฉพาะตวั ของธาตุ เช่น
สถานะ การนาไฟฟ้า ความหนาแน่น
จุดหลอมเหลว สี การเกิดปฏิกิริยาเคมี
ซ่ึงใชร้ ะบุชนิดของธาตุ
น้นั ๆ ได้
15/72
(หนงั สือเรียนหนา้ 32)
กจิ กรรมท่ี 2.1 การทดสอบสมบตั ิ ตวั อย่าง ลกั ษณะทส่ี ังเกตได้หลงั การทดลอง
บางประการของธาตบุ างชนิด ทศ่ี ึกษา
สี ความวาว เหนยี ว นาไฟฟ้า ใส่ธาตลุ งใน
ตารางบันทกึ เปราะ นา้ ส้มสายชู
ผลการทดลอง
แมกนีเซียม สีเงิน เป็ นมนั วาว เหนียว นาไฟฟ้า เกิดฟองแกส๊
ตะปูเหลก็ สีเงิน เป็ นมนั วาว เหนียว นาไฟฟ้า เกิดฟองแกส๊
แกรไฟต์ ไมเ่ ป็ น เปราะ นาไฟฟ้า ไมเ่ กิดการ
หรือไสด้ ินสอ สีดา มนั วาว เปล่ียนแปลง
(คาร์บอน)
กามะถนั สีเหลือง ไม่เป็ น เปราะ ไมน่ าไฟฟ้า ไม่เกิดการ
มนั วาว เปลี่ยนแปลง
16/72
กจิ กรรมที่ 2.1 การทดสอบสมบตั ิบางประการของธาตบุ างชนิด
สรุปผลการเรียนรู้
แมกนีเซียมและตะปูเหล็กมี
สมบตั ิคลา้ ยคลึงกนั และแกรไฟต์
กบั กามะถนั มีสมบตั ิคลา้ ยคลึงกนั
ถ้าใช้สมบัติของธาตุมาจัดกลุ่ม
จะได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ แมกนีเซียม
กับตะปูเหล็ก และแกรไฟต์กับ
กามะถนั
17/72
คาถามท้ายกจิ กรรม 4. ตวั อย่างแต่ละชนิดเม่ือใส่ลงในน้าส้มสายชูแล้วจะเกิดการ
เปล่ียนแปลงอยา่ งไร
1. ตวั อยา่ งท่ีนามาทดลองมีธาตุใดบา้ งที่ใช้ แมกนีเซียมและตะปูเหล็กจะเกิดฟองแก๊ส ส่วนแกรไฟตแ์ ละ
คอ้ นทุบแลว้ แตก
แกรไฟตแ์ ละกามะถนั กามะถนั ไม่เกิดการเปล่ียนแปลง
2. ตวั อยา่ งใดบา้ งท่ีมีลกั ษณะผวิ เป็ นมนั วาว 5. ถา้ ใชส้ มบตั ิของธาตุที่ไดจ้ ากการทดลองและการสืบค้นขอ้ มูล
แมกนีเซียมและตะปูเหลก็ เพิ่มเติมมาใชใ้ นการจาแนกธาตุท้งั 4 ชนิดเป็ น 2 กลุ่ม แต่ละ
กล่มุ จะมีธาตุใดบา้ ง และมีสมบตั ิอยา่ งไร
3. ตวั อยา่ งใดบา้ งที่นาไฟฟ้าได้ กลุ่มที่ 1 มีธาตแุ มกนีเซียมและธาตเุ หลก็ มีสมบตั ิ คือ มีผิวเป็ น
แมกนีเซียม ตะปูเหลก็ และแกรไฟต์
มนั วาว เหนียว นาไฟฟ้าได้ และทาปฏิกิริยากบั สารละลายกรดได้
ส่วนกลุ่มท่ี 2 มีธาตุคาร์บอนและธาตุกามะถนั มีสมบตั ิ คือ มีผิว
ไมเ่ ป็ นมนั วาว เปราะ และไมท่ าปฏิกิริยากบั สารละลายกรด
18/72
จากการทากิจกรรมที่ 2.1 พบวา่
แมกนีเซียมและตะปูเหลก็ มีผวิ เป็ นมนั วาว เหนียว ทุบแลว้ ไม่แตก
นาไฟฟ้าได้ และเกิดฟองแก๊สเม่ือใส่ลงในน้าส้มสายชู ส่วนแกรไฟต์
หรือไส้ดินสอกับกามะถนั มีผิวไม่เป็ นมนั วาว เปราะ ทุบแลว้ แตก
เป็ นชิ้นเล็ก ๆ แกรไฟตน์ าไฟฟ้า แต่กามะถนั ไม่นาไฟฟ้า และไม่เกิด
การเปลี่ยนแปลงเมื่อใส่ลงในน้าสม้ สายชู
19/72
โลหะมีสมบตั ิอยา่ งไร
ศึกษาไดจ้ ากกิจกรรมที่ 2.2
20/72
(หนงั สือเรียนหนา้ 34)
กจิ กรรมที่ 2.2 สมบตั ิของธาตุโลหะ
สรุปผลการเรียนรู้
โลหะมีสถานะเป็ นของแข็ง จุดหลอมเหลวและ
จุดเดือดสูง ความหนาแน่นค่อนขา้ งสูง ผิวเป็ นมนั วาว
นาไฟฟ้าไดด้ ี และเหนียว
21/72
คาถามท้ายกจิ กรรม
จากการทากิจกรรม สรุปองค์ความรู้
เก่ียวกบั สมบตั ิของธาตโุ ลหะไดอ้ ยา่ งไร
สมบตั ิของธาตุโลหะ คือ ส่วนใหญ่
มีสถานะเป็ นของแข็ง จุดหลอมเหลว
และจุดเดือดสูง ความหนาแน่นสูงกว่า
ธาตุอโลหะ ผิวเป็ นมันวาว นาไฟฟ้าได้ดี
และเหนียว
22/72
จากการทากิจกรรมท่ี 2.2 สรุปเกี่ยวกบั สมบตั ิบางประการของโลหะได้ ดงั น้ี
โลหะ (metal) เป็ นธาตุท่ีเกิดจากอะตอมชนิดเดียวกนั รวมกนั เป็ นโครงผลึก ส่วนใหญ่มีสถานะของแข็ง ผิวเป็ น
มนั วาว เหนียว ดึงเป็ นเสน้ หรือทุบเป็ นแผน่ บาง ๆ ได้ นาไฟฟ้า นาความร้อน ส่วนใหญ่มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง
มีความหนาแน่นมากกวา่ อโลหะ ทาปฏิกิริยากบั สารละลายกรดไดแ้ กส๊ ไฮโดรเจน (H2)
23/72
อโลหะมีสมบตั ิอยา่ งไร
ศึกษาไดจ้ ากกิจกรรมที่ 2.3
24/72
(หนงั สือเรียนหนา้ 36)
กจิ กรรมท่ี 2.3 สมบตั ิของธาตุอโลหะ
สรุปผลการเรียนรู้
อโลหะมีท้งั 3 สถานะ ไดแ้ ก่ ของแขง็ ของเหลว และแก๊ส ส่วนใหญ่จุดหลอมเหลวและ
จุดเดือดต่า ความหนาแน่นต่ากวา่ โลหะ ผวิ ไมเ่ ป็ นมนั วาว ส่วนใหญไ่ มน่ าไฟฟ้า และเปราะ
25/72
คาถามท้ายกจิ กรรม
จากการทากิจกรรม สรุปองคค์ วามรู้เกี่ยวกบั สมบตั ิของธาตุอโลหะไดอ้ ยา่ งไร 26/72
สมบัติของอโลหะ คือ มีท้ัง 3 สถานะ ได้แก่ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
จุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่า ยกเวน้ ธาตุคาร์บอนมีจุดหลอมเหลวสูงเน่ือง จาก
มีโครงสร้างเป็ นโครงผลึกร่างตาขา่ ย ความหนาแน่นต่ากวา่ ธาตุโลหะ ผิวไม่เป็ นมนั วาว
ไมน่ าไฟฟ้ายกเวน้ แกรไฟต์ และเปราะ
จากการทากิจกรรมท่ี 2.3 สรุปเกี่ยวกับสมบัติ
บางประการของอโลหะไดด้ งั น้ี
อโลหะ (non-metal) ประกอบดว้ ยอะตอมของธาตุชนิดเดียวกนั มีสถานะท้งั
ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส อโลหะที่มีสถานะเป็ นของแข็งจะเปราะ ผิวไม่เป็ น
มันวาว ส่วนใหญ่มีความหนาแน่น จุดหลอมเหลว และจุดเดือดต่า ยกเวน้
ธาตุคาร์บอนมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง คาร์บอนท่ีอยู่ในรูปแกรไฟต์จะ
นาไฟฟ้าได้ อโลหะอาจอยใู่ นรูปผลึกอะตอม โมเลกลุ หรืออะตอมเดี่ยวก็ได้
27/72
B5 28/72
boron
Si14
silicon
Ge As32 33
germanium arsenic
Sb Te51 52
antimony tellurium
(หนงั สือเรียนหนา้ 38)
กจิ กรรมที่ 2.4 สมบตั ิของธาตุก่ึงโลหะ
สรุปผลการเรียนรู้
ธ า ตุ ก่ึ ง โ ล ห ะ มี ส ม บั ติ
คลา้ ยท้งั ธาตุโลหะและธาตุ
อโลหะ
29/72
คาถามท้ายกจิ กรรม
จากการทากิจกรรม สรุปองคค์ วามรู้เก่ียวกบั สมบตั ิของ
ธาตุก่ึงโลหะไดอ้ ยา่ งไร
สมบัติของธาตุก่ึงโลหะ คือ มีสมบตั ิคล้ายท้ังธาตุ
โลหะและธาตุอโลหะ ธาตุโบรอนมีจุดเดือดและ
จุดหลอมเหลวสูงเหมือนโลหะ แต่มีผิวไม่เป็ นมนั วาว
ไม่นาไฟฟ้า และเปราะเหมือนธาตุอโลหะ ธาตุซิลิคอน
ธาตเุ จอร์เมเนียม ธาตุอาร์เซนิก และธาตุพลวงมีจุดเดือด
และจุดหลอมเหลวสูง มีผิวเป็ นมนั วาว และนาไฟฟ้าได้
เหมือนธาตุโลหะ แตเ่ ปราะเหมือนธาตอุ โลหะ
30/72
จากการทากิจกรรมท่ี 2.4 สรุปเกี่ยวกบั
สมบตั ิบางประการของก่ึงโลหะไดด้ งั น้ี
กง่ึ โลหะ (metalloid) เป็ นธาตุที่มีสมบตั ิท้งั โลหะและอโลหะ เช่น
ธาตุซิลิคอน (Si) เป็ นของแข็งสีเทา มนั วาวเหมือนโลหะ แต่เปราะ
เหมือนอโลหะ และนาไฟฟ้าไดเ้ ล็กนอ้ ย ธาตุโบรอน (B) เป็ นของแข็ง
สีดาและเปราะเหมือนอโลหะ แต่จุดหลอมเหลวสูงเหมือนโลหะ
ธาตุก่ึงโลหะจะนาไฟฟ้าไดด้ ีเม่ืออุณหภูมิสูงข้ึน เน่ืองจากมีสมบตั ิเป็ น
สารก่ึงตวั นา
31/72
ใชท้ า Al ใชท้ า
สายไฟฟ้า ส่วนประกอบ
แรงสูง อะลูมิเนียม ของเครื่องบิน
ประโยชน์ 32/72
ของธาตุ
Fe
เหล็ก
Cu
ทองแดง
33/72
Hg
ปรอท
Zn
สงั กะสี
Cr
โครเมียม
34/72
Ca
แคลเซียม
Pb
ตะกว่ั
35/72
C I
คาร์บอน ไอโอดีน
36/72
(หนงั สือเรียนหนา้ 43)
37/72
1. พิจารณาตารางแสดงสมบตั ิของธาตตุ อ่ ไปน้ี แลว้ ตอบคาถาม
ธาตุ สถานะ ความเหนยี ว จดุ เดือด (ºC) การนาไฟฟ้า
หรือความเปราะ
A ของแขง็ - 1,280 นาไฟฟ้าไดด้ ี
B แกส๊ - - ไม่นาไฟฟ้า
C ของแขง็ เปราะ 445 ไม่นาไฟฟ้า
D ของเหลว - - ไม่นาไฟฟ้า
E ของแขง็ เปราะ 1,800 นาไฟฟ้าได้
หมายเหตุ - หมายถึง ไม่ไดท้ ดสอบหรือทดสอบไม่ได้
ธาตุ A B C D และ E จดั เป็ นธาตุโลหะ อโลหะ หรือก่ึงโลหะ เพราะเหตุใด 38/72
ธาตุ A เป็ นธาตุโลหะ เพราะมีจุดเดือดสูงและ 2. X เป็ นโลหะชนิดหน่ึง ธาตุ X อยู่ในรูปโมเลกุล
นาไฟฟ้าไดด้ ี อะตอม หรือไอออน เพราะเหตใุ ด
ธาตุโลหะจะอยู่ในรูปผลึกอะตอม เพราะอะตอม
ธาตุ B เป็ นธาตุอโลหะ เพราะมีสถานะเป็ นแก๊สและ
ไมน่ าไฟฟ้า ของธาตุโลหะมีเวเลนซ์อิเลก็ ตรอนอิสระเคล่ือนที่ไป
ได้ท่ัวท้งั โมเลกุล ซ่ึงทาให้เกิดแรงยึดเหน่ียวภายใน
ธาตุ C เป็ นธาตุก่ึงโลหะ เพราะมีจุดเดือดสูงเหมือน ผลึกอะตอม
ธาตโุ ลหะ แตเ่ ปราะและไม่นาไฟฟ้าเหมือนธาตุอโลหะ
39/72
ธาตุ D เป็ นธาตอุ โลหะ เพราะมีสถานะเป็ นของเหลว
และไมน่ าไฟฟ้า
ธาตุ E เป็ นธาตุก่ึงโลหะ เพราะมีจุดเดือดสูงและ
นาไฟฟ้าได้เหมือนธาตุโลหะ แต่เปราะเหมือนธาตุ
อโลหะ
3. สารชนิดหน่ึงอยเู่ ป็ นโมเลกลุ สารชนิดน้ีเป็ นโลหะ อโลหะ หรือก่ึงโลหะ เพราะเหตใุ ด
สารท่ีอยู่เป็ นโมเลกุลจะเป็ นอโลหะ ซ่ึงเกิดจากการสร้างพนั ธะโคเวเลนซ์ระหว่าง
อะตอมของโลหะ เช่น ธาตุโบรมีนอยใู่ นรูปโมเลกลุ ซ่ึง 1 โมเลกลุ ประกอบดว้ ยอะตอม
ของธาตโุ บรมีน 2 อะตอม
40/72
4. พจิ ารณาโครงสร้างของสาร A
B C และ D แล้วระบุว่าเป็ น
โลหะ อโลหะ หรือก่ึงโลหะ
เพราะเหตุใด
ABCD
สาร A เป็ นโลหะ เพราะอยใู่ นรูปผลึกอะตอมชนิดเดียวกนั
สาร B เป็ นอโลหะ เพราะอยใู่ นรูปโมเลกลุ ซ่ึง 1 โมเลกลุ ประกอบดว้ ยอะตอมของธาตุชนิดเดียวกนั 4 อะตอม ไดแ้ ก่
โมเลกลุ ฟอสฟอรัส (P4)
สาร C เป็ นอโลหะ เพราะอยเู่ ป็ นอะตอมเดี่ยวและมีสถานะเป็ นแก๊ส ไดแ้ ก่ แกส๊ มีตระกลู เช่น ฮีเลียม (He)
สาร D เป็ นอโลหะ เพราะอยเู่ ป็ นโมเลกลุ และมีสถานะเป็ นแก๊ส ไดแ้ ก่ แก๊สฟลอู อรีน (F2) หรือแก๊สคลอรีน (Cl2)
41/72
5. เหตใุ ดมีดจึงทาจากโลหะเหลก็
มีดทาจากโลหะเหลก็ เพราะเหลก็ มีความแข็งและ
มีความเหนียวสามารถตีใหเ้ ป็ นแผน่ บางได้
6. เหตุใดจึงนิยมใชโ้ ลหะอะลมู ิเนียมทาภาชนะหุงตม้
นิยมใชโ้ ลหะอะลูมิเนียมทาภาชนะหุงตม้ เพราะ
อะลูมิเนียมนาความร้อนไดด้ ีและมีจุดหลอมเหลวสูง
42/72
สารประกอบ (compound) เป็ นสารบริสุทธ์ิที่ประกอบดว้ ยอะตอมของธาตุต่างชนิด
สร้างพนั ธะเคมีต่อกนั ในอตั ราส่วนคงที่ เกิดเป็ นผลึกหรือโมเลกลุ
เขียนแทนดว้ ยสูตรเคมี ซ่ึงสารประกอบท่ีมีสูตรเคมีต่างกนั
จะเป็ นสารคนละชนิด
43/72
ตวั อย่าง
ธาตทุ ที่ า สูตรเคมขี องสารประกอบ อตั ราส่วน อตั ราส่วนโดย
ปฏกิ ริ ิยากนั โดยมวล จานวนอะตอม
H:O=1:8 H:O=2:1
H และ O น้า (H2O) H : O = 1 : 16 H:O=1:1
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) C:O=3:4 C:O=1:1
C:O=3:8 C:O=1:2
C และ O คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
44/72
จากตวั อยา่ งไดข้ อ้ สรุปดงั น้ี
1. สมบัติของสารประกอบต่างจากสมบัติของธาตุท่ีเป็ นสารต้งั ต้นที่ทา
ปฏิกิริยากนั
2. อตั ราส่วนโดยมวลและอัตราส่วนโดยจานวนอะตอมของธาตุท่ีเป็ น
องค์ประกอบของสารประกอบชนิดหน่ึงคงที่ ถา้ อตั ราส่วนเปลี่ยนไปจะเป็ น
สารประกอบชนิดใหม่
3. อตั ราส่วนโดยมวลของธาตอุ งคป์ ระกอบใชร้ ะบุชนิดของสารประกอบได้
45/72
สารประกอบจะมีสมบตั ิเฉพาะตวั ท่ีแตกต่าง
จากสมบัติของธาตุที่เป็ นองค์ประกอบ เช่น
ความสามารถในการละลายน้า ความเป็ นกรด-เบส
การเกิดปฏิกิริยาทางเคมี และสามารถแยกธาตุ
ท่ีเป็ นองคป์ ระกอบไดเ้ มื่อใชพ้ ลงั งาน
บางรูป เช่น พลงั งานไฟฟ้า
พลงั งานความร้อน
ศึกษาสมบตั ิในการแยกสารประกอบ
ดว้ ยพลงั งานไฟฟ้าจากกิจกรรมท่ี 2.5
46/72
(หนงั สือเรียนหนา้ 46)
กจิ กรรมที่ 2.5 การแยกแก๊สไฮโดรเจน การทดลอง ผลการเปลย่ี นแปลงทส่ี ังเกตได้
และออกซิเจนจากน้าดว้ ยไฟฟ้า หลอดทตี่ ่อกบั ข้ัวบวก หลอดทต่ี ่อกบั ข้ัวลบ
1. เม่ือต่อสายไฟฟ้ากับเครื่ อง เกิดแก๊สไปแทนท่ีน้ า เกิดแก๊สไปแทนท่ีน้ า
แยกน้าด้วยไฟฟ้ากับข้ัวของ ในหลอดทดลอง ในหลอดทดลอง
กระบะถา่ นไฟฉาย
ตารางบันทกึ 2. เม่ือจ่อกา้ นธูปท่ีลุกเป็ นเปลวไฟ แกส๊ ในหลอดไมต่ ิดไฟ แกส๊ ในหลอดติดไฟได้
ผลการทดลอง ที่ปากหลอดทดลอง
3. เมื่อนากา้ นธูปที่จุดไฟใหเ้ หลือ กา้ นธูปจะลุกติดไฟ กา้ นธูปไม่ลุกติดไฟ แต่
แต่ถ่านแดงแล้วหย่อนลงใน แกส๊ ในหลอดติดไฟได้
หลอดทดลอง
47/72
กจิ กรรมที่ 2.5 การแยกแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนจากน้าดว้ ยไฟฟ้า
สรุปผลการเรียนรู้ เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าลงในน้าซ่ึงมีโซเดียมซัลเฟตเล็กน้อย น้าจะ
แยกสลายให้ธาตุ 2 ชนิด คือ แก๊สออกซิเจนที่ข้วั บวกและแก๊สไฮโดรเจน
ที่ข้วั ลบ แสดงว่าน้าเป็ นสารประกอบที่ประกอบด้วยอะตอมของธาตุออกซิเจนและไฮโดรเจน
และสามารถแยกสลายใหอ้ งคป์ ระกอบยอ่ ยไดเ้ ม่ือไดร้ ับพลงั งาน
48/72
คาถามท้ายกจิ กรรม 3. แกส๊ ท่ีข้วั บวกมีสมบตั ิอยา่ งไร และเป็ นแก๊สชนิดใด
เพราะเหตใุ ด
1. เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าไปยงั ข้วั ไฟฟ้าของชุดแยกน้า แก๊สท่ีข้ัวบวกเป็ นแก๊สไม่มีสี ไม่มีกล่ิน ช่วยให้
ด้วยกระแสไฟฟ้าประมาณ 10 นาที จะเกิดการ
เปล่ียนแปลงอยา่ งไรท่ีข้วั บวกและข้วั ลบ ไฟติด ไดแ้ ก่ แก๊สออกซิเจนซ่ึงมีสมบตั ิดงั กล่าว
เกิดแก๊สไปแทนท่ีน้ าในหลอดทดลองที่ต่อกับ
4. เม่ือจุดธูปท่ีมีเปลวไฟแล้วไปจ่อที่ปากหลอด
ข้วั บวกและข้วั ลบ ทดลองที่เก็บแก๊สท่ีข้วั ลบจะเกิดการเปล่ียนแปลง
หรือไม่ อยา่ งไร
2. เม่ือทดสอบแก๊สที่ข้วั บวก โดยใชก้ า้ นธูปท่ีติดไฟ แก๊สในหลอดทดลองจะติดไฟได้
มีถ่านแดงหย่อนลงไปจะเกิดการเปล่ียนแปลง
หรือไม่ อยา่ งไร 49/72
ทาใหก้ า้ นธูปลุกติดไฟได้