The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 5 บรรยากาศและสมดุลพลังงานของโลก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tramgang, 2022-09-12 01:01:57

หน่วยที่ 5 บรรยากาศและสมดุลพลังงานของโลก

หน่วยที่ 5 บรรยากาศและสมดุลพลังงานของโลก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 วิวฒั นาการของเอกภพและระบบสุริยะ
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เทคโนโลยอี วกาศ
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 การเปล่ียนแปลงของธรณีภาค
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ธรณีพิบตั ิภยั
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 5 บรรยากาศและสมดุลพลงั งานของโลก
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 การหมนุ เวยี นของน้าและอากาศบนโลก

การที่แกนหมนุ ของโลกเอียง องคป์ ระกอบของอากาศ
ส่งผลตอ่ พลงั งานท่ีโลก และช้นั บรรยากาศ (ว 3.2 ม.6/7)
พลงั งานจากดวงอาทิตยแ์ ละโลก
ไดร้ ับจากดวงอาทิตยอ์ ยา่ งไร (ว 3.2 ม.6/7)
สมดุลพลงั งานของโลก
เน่ืองจากแกนหมุนของโลกเอียงทามุมประมาณ 23.5 องศากับแนวที่ (ว 3.2 ม.6/13)
ต้งั ฉากกบั ระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทาให้พ้ืนท่ีแต่ละส่วนของโลก คาถามทา้ ยหน่วยการเรียนรู้
ไดร้ ับพลงั งานจากดวงอาทิตยแ์ ตกต่างกนั ซ่ึงส่งผลให้เกิดฤดูกาล โดยในช่วง
ฤดูร้อน ซีกโลกเหนือจะเอียงเขา้ หาดวงอาทิตยม์ ากท่ีสุด ทาให้เกิดฤดูร้อน 1/59
ในซีกโลกเหนือและฤดูหนาวในซีกโลกใต้ ส่วนในฤดูหนาว ซีกโลกใต้
จะเอียงเข้าหาดวงอาทิตยม์ ากที่สุด ทาให้เกิดฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ
และฤดูร้อนในซีกโลกใต้

บร ร ยาก าศ ( atmostphere) คื อ แ ก๊ สที่ ห่ อ หุ้ม โ ล ก 2/59
ซ่ึ งประกอบด้วยแก๊สชนิ ดต่าง ๆ รวมถึงอนุภาค เช่น
ฝ่ นุ ละออง เกสรดอกไม้ อนุภาคเกลือ เถา้ ภเู ขาไฟ ควนั ไฟ

- บรรยากาศโลกจะมีความหนาแน่นมากท่ีบริเวณใกล้
พ้ืนดินและคอ่ ย ๆ ลดลง เมื่ออยใู่ นระดบั สูงข้ึนไปจากพ้ืนโลก

- บรรยากาศมีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ช่วยให้
แอลุณะหสภ่ิงมูมีชิบีวนติ ผใิชวโอ้ ลากกาคศงใทน่ีกปากรหปง้าอยงใรจังสีอนั ตรายจากนอกโลก

- บรรยากาศมีความเก่ียวขอ้ งกบั ความกดอากาศ อุณหภูมิ
และปรากฏการณ์ในช้นั บรรยากาศ เช่น ลม เมฆ ฝน รวมถึง
การเปลี่ยนแปลงอุณหภมู ิในรอบวนั

- การศึกษาช้ันบรรยากาศมีความสาคัญต่อข้อมูลด้าน
อุตุนิยมวิทยา รวมถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น ภาวะโลกร้อน
ช่องโหวโ่ อโซน

ความรู้เพม่ิ เตมิ

องค์ประกอบของอากาศ แก๊สอ่ืน ๆ 1 % อาร์กอน 1 %

องคป์ ระกอบของแก๊สท่ีเป็ นอากาศ

แห้งแ ละบ ริ สุ ทธ์ ิ ที่ พบ ในอา กาศ ท่ัวไ ป
ประกอบด้วยแก๊สหลักท่ีมีค่าคงที่โดย
ปริมาตร ไดแ้ ก่ ออกซิเจน
21 %
ไนโตรเจนร้อยละ 77

ออกซิเจนร้อยละ 21 ไนโตรเจน
และอาร์กอนร้อยละ 1 77 %

ส่วนแก๊สอ่ืน ๆ จะเป็ นองค์ประกอบท่ีมีอยู่
เล็กน้อยและมีปริมาณเปล่ียนแปลงได้บา้ ง เช่น
คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน นีออน ฮีเลียม คริปตอน ไฮโดรเจน

คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ ซีนอน โอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์ 3/59

องคป์ ระกอบของอากาศท่ีเปลี่ยนแปลงไดน้ ้นั แมว้ ่าจะมีจานวนเพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและ
ภูมิอากาศเป็ นอย่างมาก เช่น ไอน้า อนุภาคฝ่ ุนละอองในบรรยากาศ ไอน้าท่ีอยู่ในอากาศทาให้เกิดความช้ืน และเป็ น
องค์ประกอบที่สาคญั อย่างหน่ึงในบรรยากาศ เนื่องจากไอน้าในบรรยากาศจะควบแน่นเป็ นเมฆ ทาให้เกิดหยาดน้าฟ้า
(precipitation) ซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึงของวฏั จกั รน้าบนโลก ส่วนอนุภาคฝ่ ุนละอองในบรรยากาศที่มีขนาดเหมาะสมจะทาหนา้ ท่ี
เป็ นศูนยก์ ลางของการควบแน่น (condensation nuclei) ส่งผลใหไ้ อน้ารวมตวั กนั เป็ นหยดน้าและเกิดเมฆไดง้ ่ายข้ึน

4/59

การจาแนกช้ันบรรยากาศ มเมอปี ีอ็ยานอกตณุู่ ชยาิดห้รู่นัศกะภนเบัหมู อผาวิเกบพวิา่ สงโาม่ิ โงุลดขทกขม้ึนรอีมอโงณุ ีคยพบา่วหสรงาภรเมฟยูมวหี ยาดิลกนรเดร์แาล็วศลแงตโะนตลา่นามกม
เป็ นช้นั ๆ ตามความสูงจะ มคีคมววมคาีโามวซมกาสหมทูงเสน่ีฟโูีงุดายดแรอยมน์ าบมีอจ่นีครณุสขิเววูงหอาณสมภงุดอชูมมา้ืนิเกฉนาตกาล่าศก่ียาเมวทงบมาีอ่ ผาีุอณ1บิว,ุณโาห0งล0หภทก0ภูม่ีสูมิ ุดิ
พิจารณาจากองค์ประกอบ ป–ระร5ะมอหมางอณีวอศงา่งาศ1งคเ5าซ–ป์ เอซลร6งเละ0ซศเกซีถยาอสเึงียซบส1แลส0ลเอ่วซอะนียงบตสใศอรหาิเมแวเญซลขณ่เะลอปดจเง็ นซา้ะนียลสบดนลง
หรื อลักษ ณะทาง กายภาพ มมแเตกีชีกกสาดทส้มนาัส๊ าวมารรมคโไงใดเีอังแวาพอนอหอสุณรากโาโิม่ เ้ ถกมีเทกซ๊สหตอขใพไสิดตนไรก้นภึนมูบงปฮยเซทมูบจข้ โป์เรปท์แ่ีินทขอรด–ารรลารมางแกรา9ะใหะยอล่าฏเก0หกจารคณุ นะฏกนอังอ้ วอา้หากสบะแงนัทอรศาภีแศตลดณกี่ดรชมมูกาอะว้ ณซูด้์นตัเีไมิตฮมยซิเซา่์อดนจีเมาขลฝงบันาม้นี ่าอเนุียวซๆ้จรคาดงมตลอังาียวแูดเกสะยชสากกไมอมีู่ ่นส๊UลดอาสืนกV้ งูง
ของบรรยากาศ โดยแบ่ง
ช้ันบรรยากาศเป็ น 5 ช้ัน แเตมกฆตวหั เมป็อนกปหระิมจะุ บลากู งเคหร็บ้ังจฝึงนเรพียกายวุา่
ดงั น้ี ไอโอโนสเฟี ยร์ มีสมบตั ิในการสะทอ้ น

**คลิกท่ี เพื่อให้ขอ้ ความปรากฏหรือเปล่ยี นขอ้ ความ 5/59

ความรู้เพม่ิ เตมิ ในทางหลกั วชิ าการ
ไดส้ รุปวา่
ช้นั บรรยากาศ ไอโอโนสเฟี ยร์ (ionosphere) อยใู่ นช่วง
บรรยากาศมีโซสเฟี ยร์ตอนบนถึงเทอร์โมสเฟี ยร์ ความสูง ไอโอโนสเฟี ยร์
ประมาณ 60-600กิโลเมตรจากพ้นื ดิน ไม่จัดเป็ นชั้นบรรยากาศ

ไอโอโนสเฟี ยร์เป็ นบรรยากาศที่มีประโยชน์มาก ที่ต่อเนื่องกับเกณฑ์
สาหรับการสื่อสาร ลักษณะเด่นของไอโอโนสเฟี ยร์ คือ ท่ีกล่าวมา
มีโมเลกลุ และอะตอมแตกตวั เป็ นประจุไฟฟ้า ซ่ึงเป็ นผลจาก
การไดร้ ับพลงั งานจากดวงอาทิตยท์ ่ีอยใู่ นช่วงความยาวคล่ืน 6/59
ต่าง ๆ เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต (ultraviolet) รังสีเอกซ์
(x-ray) รังสี คอสมิก (cosmic ray) และอนุ ภาคต่าง ๆ
จากการแผ่รังสี ทาให้อะตอมในโมเลกุลแก๊สถูกกระตุ้น
และเกิดการแตกตวั เป็ นประจุไฟฟ้า

(หนงั สือเรียนหนา้ 137)

7/59

1. บรรยากาศช้นั ใดที่เก่ียวขอ้ งกบั ชีวติ ประจาวนั ของมนุษยม์ ากที่สุด
2. เหตุใดบรรยากาศในช้นั สตราโทสเฟี ยร์ จึงมีอณุ หภูมิเพมิ่ ข้ึนตามความสูงท่ีมากข้ึน

3. ปรากฏการณ์ดาวตกเกิดข้ึนที่บรรยากาศช้นั ใด

8/59

4. ถา้ โลกไมม่ ีช้นั บรรยากาศจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยา่ งไร
5. ช้นั บรรยากาศใดทาหนา้ ท่ีกรองรังสีอลั ตราไวโอเลต

9/59

ดวงอาทิตยเ์ ป็ นแหล่งพลงั งานท่ีสาคญั ของโลก ทาให้ระบบบรรยากาศยงั คงอยู่ได้ การแผ่รังสีของดวงอาทิตยส์ ่งผล
ตอ่ สภาวะของบรรยากาศที่หลากหลาย เน่ืองจากเกิดการถ่ายเทและการแลกเปลี่ยนพลงั งานระหวา่ งช้นั บรรยากาศและโลก

2.1 การถ่ายเทพลงั งาน

พลังงาน (energy) หมายถึง
ความสามารถหรือประสิทธิภาพใน
การทางาน โดยทาให้วตั ถุเคล่ือนท่ี
หรือเปล่ียนรูปแบบได้

10/59

การถ่ายเทพลงั งานเกิดข้ึนได้ 3 รูปแบบ ดงั น้ี การพาความร้อน การนาความร้อน
การรนพแาผค่ รวัางมสรี ้อ(นrad(cioantidovunec)tiเoปn็ น) เกป็านรกถา่ราถย่าเยทเทคคววาามมรร้ อ้ น
โอดอยกมรอีวกบตั าถตรุทวเั คที่เปลุก็่ือนทนขิศอทงี่ขาแงอขโง็งดโเปยม็ไนเลมต่กตวั ุอล้ กงหลอราาืงอศสหยั ตสรืวัอากถรลพ่ายาางเคทใวนจากมกาโร้มสอ่เนงลถไก่าปุลย การแผร่ ังสี
ไกพปรละสังบู่องวีกานโนกมดาเัลงรนเกช้ีุลจ่นะโเดกกยาิดกรกานบัราตสควั่นวกขาลอมางงรอท้อนี่มนุภีสแาถคลาทนะ่ีอะกยเาปตู่ ร็ นิดพขกาอนั คงแวเหลาะลมสวร่งแ้อตลน่อะ 11/59
แพกกาลร๊สงั แงผเาน่รื่อังสงยีจา่ งึางตกส่อขาเมอนาง่ือรเงหถโถลด่าวยแเไลทมะค่มแวีกกาาม๊สรรเคป้อล็ น่ือผขน่าอทนง่ีขอไอวหงกลโาจมศึงเไลสดกา้ ุลทมหาใรหือถ้
เสโคลสลกาื่อไรนดจทร้าักบี่จทาพก่ีหลจงันุดง่ึงหาไนปจ่ึงยาไงักปอดอีกวีกทงจอี่หุดานหท่ึงนิต่ึง(ยมไ์ แดีกล้าเะชรทถ่น่ากยใหาเทรเ้ ตกเฉิดม้ พปนา้ราะใาพนกลฏภงักางชาารนนณะ)์
ซเตม่่ึาง่ืองจนะๆ้เากเใิดดนืจอบาดกรจตระายเแาหกห็นานวศ่ง่าอรนุณว้ ามใหถนภึงภูมวาิสตั ชูงถนไุทะปุกมสชีกู่อนาุณริดหเทคภ่ีมลูมีื่อิตุณน่าทหเชี่หภ่นูมรื อิสกมาู งรีกจวาบั ร่า
แถศูา่ทนย่ งยเท์เอหคงวลศา็ กามสทรั ้อมี่ ปนบลโู ราดณยยด์ ม(้าีนaน้bาเsหปo็ นนlu่ึตงteวักกtาeลลmาังงpเeผกrาาaรไtuพฟrาeคจ)วะคามื อมี กรม้อาี อนรุณถเก่ าหิดยภขเ้ึูนทมิ
คใมนาวกบากมรวรร่า้ยอา0นกจเาคศาลกแวลปินะลมหาหยรเาื อหส–ลม2็ุกท7ทร3ี่ เ.(1ผล5ามไอบฟงกศมลาาเมยซทังลมะเืซเอลี ยเ)รสแา ยมโ่อกดมยมาวแีกัสลาดะรุ
หตแโลผ่ ารหืร่งอังกตะสเัวนั หีอกลอเลชวกาภ่ นมงาแายตโใ่ลลนะหโชละนกเ งิดริ นจวะมทมถีอคึงวงแาแกม๊ดสสรงา้อเมปน็านใรนถตดใัวนวนงกาอาคารทวนิตาามยค์ วร้าอมนรท้อ่ีนดี
แต่อโลหะและอากาศเป็ นตัวนาความร้อนท่ีไม่ดี เรี ยกว่า
ฉนวนความร้อน

**คลิกที่ เพ่ือใหข้ อ้ ความปรากฏหรือเปลี่ยนขอ้ ความ

หลกั การสาคญั ดา้ นพลงั งาน มีใจความวา่ สสารทุกชนิด (เช่น อากาศ ดวงอาทิตย์ โลก ร่างกายมนุษย์ หิมะ) ท่ีมีอุณหภูมิ
สูงกวา่ ศูนยอ์ งศาสมั บูรณ์ จะแผพ่ ลงั งานออกมาในรูปของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic wave) ที่มีความเร็วเท่าแสง
พลงั งานท่ีถ่ายเทออกมาแสดงในรูปของคล่ืนท่ีมีลกั ษณะแตกต่างกนั ข้ึนกบั ความยาวคล่ืน แอมพลิจูด และความถ่ี

วตั ถุแผร่ ังสี แผร่ ังสีในรูปของคลื่น ความยาวคลื่น
แอมพลิจูด

แอมพลิจูด
ความยาวคล่ืน

12/59

แสงทต่ี ามองเห็น

คลื่นวทิ ยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด อลั ตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า
ความยาวคล่ืน (m) (electromagnetic wave)
103 102 10 1 10–1 10–2 10–3 10–4 10–5 10–6 10–7 10–8 10–9 10–10 10–11 10–12
เคล่ือนท่ีในสุญญากาศ
สนามฟุตบอล โมเลกุลน้า ด้วย ค ว ามเ ร็ ว ป ร ะ มา ณ
บา้ น 3 × 1 0 8 เ ม ต ร ต่ อ วิ น า ที
จดุ ขนาด เซลล์ แบคทเี รีย ไวรัส โปรตีน มี ส เ ป ก ต รั ม ต า ม ช่ ว ง
1 มม. ความยาวคลื่นคลื่นหรื อ
ความถี่ ดงั รูป
คล่ืนวทิ ยุ คลื่นวทิ ยุ ลูกเบสบอล มนุษย์ รังสีเอกซ์
เอเอม็ เอฟเอม็ หลอดไฟฟ้า
ธาตกุ มั มนั ตรังสี

เตาไมโครเวฟ

105 106 107 108 109 1010 1011 1012 1013 1014 1015 1016 1017 1018 1019 1020 13/59
ความถ่ี (Hz)

- แสงที่ตามองเห็นเป็ นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมีความถี่ในระดับท่ี
ดวงตาของมนุษยส์ ามารถรับรู้ได้ อยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ
340-740 นาโนเมตร โดยสีม่วงจะมีความยาวคล่ืนส้ันท่ีสุด (ความถ่ี
สูงสุด) และสีแดงมีความยาวคล่ืนยาวที่สุด (ความถ่ีต่าสุด)

- ดวงอาทิตย์แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงแสงท่ีตามองเห็น
ประมาณร้อยละ 47 ของพลงั งานท่ีแผ่ออกมาท้งั หมด ส่วนที่เหลือ คือ
ช่วงอลั ตราไวโอเลตร้อยละ 3 ช่วงอินฟราเรดร้อยละ 49 และช่วงอื่น ๆ
ร้อยละ 1

- การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์รวมถึงวัตถุทุกชนิดเป็ นไปตาม
หลกั การแผร่ ังสีของวตั ถดุ า โดยวตั ถุดา (black body) เป็ นวตั ถุท่ีแผ่รังสี
และดูดกลืนรังสีไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์

14/59

2.2 พลงั งานจากดวงอาทติ ย์
พลงั งานคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีแผ่กระจายออกมาจากดวงอาทิตยป์ ระมาณร้อยละ 99 มีความยาวคลื่นระหวา่ ง 0.1–3.0
ไมโครเมตร เรียกพลงั งานท่ีแผ่ออกมาจากดวงอาทิตยว์ า่ พลังงานช่วงคล่ืนส้ัน (shortwave energy) ประกอบดว้ ยพลงั งาน
ความยาวคล่ืนในช่วงตา่ ง ๆ ดงั น้ี
- พลงั งานที่มีความยาวช่วงคล่ืนในช่วงอลั ตราไวโอเลต (0.1-0.4 µm) มีประมาณร้อยละ 2–3
- พลงั งานที่มีความยาวช่วงคลื่นในช่วงแสงท่ีตามองเห็น (0.4-0.7 µm) มีประมาณร้อยละ 46–47
- พลงั งานท่ีมีความยาวช่วงคล่ืนในช่วงอินฟราเรดใกลแ้ สง (0.7-1.5 µm) มีประมาณร้อยละ 38
- พลงั งานที่มีความยาวช่วงคล่ืนในช่วงอินฟราเรดไกลแสง (1.5-1,000 µm) ประมาณร้อยละ 11
- พลงั งานนอกช่วงดงั กลา่ ว ประมาณร้อยละ 1

15/59

- พลงั งานที่โลกไดร้ ับจากดวงอาทิตยค์ ิดเป็ น 1 ส่วนจาก 2,000,000 ส่วน แต่เป็ นปริมาณท่ีเหมาะสมท่ีจะทาใหพ้ ้ืนผิวโลก
อบอุ่นและเป็ นท่ีอยอู่ าศยั ของสิ่งมีชีวติ ได้

- ปริมาณพลงั งานเฉลี่ยที่โลกได้รับ เรียกว่า ค่าคงท่ีสุริยะ (solar constant) มีค่าประมาณ 1,367 วตั ต์ต่อตารางเมตร
(W/m2)

- คา่ คงท่ีสุริยะเป็ นคา่ เฉลี่ยของพลงั งานจากดวงอาทิตยท์ ี่ตกกระทบต้งั ฉากกบั พ้นื ที่บริเวณขอบบนของช้นั บรรยากาศโลก
ดงั รูป

ช้นั บรรยากาศ
8,000 km

เส้นผา่ นศูนยก์ ลางของโลก
12,800 km

คา่ คงท่ีสุริยะ

16/59

- แกนหมุนของโลกเอียงทามุมประมาณ 23.5 องศากบั แนวท่ีต้งั ฉากกบั ระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทาให้พ้ืนที่
แต่ละส่วนของโลกไดร้ ับพลงั งานจากดวงอาทิตยแ์ ตกต่างกนั

- พลงั งานจากดวงอาทิตยท์ ่ีตกกระทบมายงั ผิวโลกจะเกิดการสะทอ้ น ดูดกลืน และถ่ายโอนพลงั งานไดแ้ ตกต่างกนั
เนื่องจากพ้ืนผิวโลกแต่ละบริเวณมีลกั ษณะแตกต่างกนั และในช้นั บรรยากาศของโลกประกอบดว้ ยเมฆ ไอน้า ฝ่ ุนละออง
และแกส๊ ชนิดตา่ ง ๆ ซ่ึงส่งผลต่อการสะทอ้ น การดูดกลืน การกระเจิง และการส่งผา่ นพลงั งาน

- ปัจจยั เหล่าน้ีส่งผลต่อการเกิดฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกนั ในแตล่ ะบริเวณของโลก

ข้วั โลกเหนือ พลงั งาน
เขตร้อน จากดวงอาทิตย์
ข้วั โลกเหนือ แขกอนงโหลมกุน

ฤดูร้อน
เสน้ ศูนยส์ ูตร
ฤดูหนาว

17/59

การสะท้อนรังสี

โลกและบรรยากาศจะมีการสะทอ้ นกลบั ของ
พลังงานบางส่ วนที่ได้จากการแผ่รังสี ของ
ดวงอาทิตยก์ ลบั สู่อวกาศ ซ่ึงพ้ืนผิวของวตั ถุท่ีพบ
มีความสามารถในการสะทอ้ นรังสีไดแ้ ตกต่างกนั
ค่าการสะทอ้ นรังสีมี 2 ลกั ษณะ คือ การสะทอ้ น
แสง (reflection) เป็ นการสะทอ้ นรังสีไดเ้ ฉพาะ
ความยาวคลื่นช่วงใดช่วงหน่ึง และการสะท้อน
อีกรูปแบบหน่ึงเป็ นการสะท้อนรังสีได้ทุกช่วง
ของความยาวคล่ืน เรียกวา่ อลั บีโด (albedo)

18/59

- อัลบีโด คือ อตั ราส่วนของพลังงานท่ีสะท้อน
ออกมาจากวตั ถุเทียบกบั พลงั งานท้งั หมดท่ีตกกระทบ
กบั วตั ถุ มีค่าต้งั แต่ 0 ถึง 1

- วตั ถุท่ีมีการดูดกลืนรังสีไดอ้ ย่างสมบูรณ์ไม่มีค่า
การสะทอ้ นกลบั ของรังสีเลยจะมีค่าอลั บีโดเท่ากบั 0
ส่วนวตั ถุที่มีการสะท้อนแสง 100% และไม่มีการ
ดูดกลืนรังสีเลยจะมีค่าอลั บีโดเท่ากบั 1

- วัตถุสี ขาว เช่น หิ มะ จะสะท้อนรังสี ได้ดี
จึงมีค่าอัลบีโดสูง ส่วนวัตถุที่มีสีคล้า เช่น พ้ืนดิน
จะสะทอ้ นรังสีไดน้ อ้ ย จึงมีค่าอลั บีโดต่า

19/59

ตารางแสดงค่าสัมประสิทธ์ิการสะท้อนรังสี (albedo) ของผวิ วตั ถุต่าง ๆ

ชนิดของพืน้ ผวิ สัมประสิทธ์กิ ารสะท้อนรังสี 20/59
หิมะตกใหม่ 0.75 – 0.95
หิมะทวั่ ไปและทะเลน้าแขง็ 0.30 – 0.40
เมฆคิวมูโลนิมบสั 0.70 – 0.90
เมฆสเตรตสั 0.60 – 0.84
เมฆเซอร์โรสเตรตสั 0.44 – 0.50
ดาวศกุ ร์ 0.78
โลก 0.3
ดวงจนั ทร์ 0.07
ทรายแห้ง 0.35 – 0.45
ทะเลทราย 0.25 – 0.30
คอนกรีต 0.17 – 0.27
น้า (คา่ เฉล่ีย) 0.10
หมู่บา้ นที่หนาแน่น 0.15 – 0.25

การกระเจงิ

ก า ร ก ร ะ เ จิ ง ( scattering) เ ป็ น
ปรากฏการณ์ท่ีแสงตกกระทบอนุภาค
ขนาดเล็กท่ีมีอยู่เป็ นจานวนมากใน
บรรยากาศ เช่น โมเลกุลน้ า โมเลกุล
ของอากาศ (แก๊สชนิดต่าง ๆ) อนุภาค
แล ะ ฝ่ ุน ละ อ อ ง ท่ี แ ข วน ลอ ย อ ยู่ใ น
บรรยากาศ แล้วเกิดการเปล่ียนทิศทาง
โดยเกิดการกระจัดกระจายไปรอบ ๆ
อนุภาค ดงั รูป

21/59

โมเลกุลของแก๊สองคป์ ระกอบในช้นั บรรยากาศและอนุภาค 22/59
ฝ่ ุนละอองที่อยู่ในบรรยากาศมีขนาดเล็กกว่าความยาวคล่ืนแสง
ในธรรมชาติ ทาใหเ้ กิดการกระเจิงของแสงในบรรยากาศได้

แสงท่ีมีความยาวคลื่นส้ันจะกระเจิงได้ดีกว่าแสงที่ มี
ความยาวคล่ืนยาว ดงั น้ัน แสงสีม่วงจะเกิดการกระเจิงได้ดีกว่า
แสงสีแดง

การกระเจิงของแสงทาใหม้ องเห็นสี
ของทอ้ งฟ้าในช่วงกลางวนั เป็ นสีฟ้า
และมองเห็นสีของทอ้ งฟ้าในช่วงเชา้

หรือเยน็ เป็ นสีสม้ หรือแดง

การดูดกลืน 23/59

- แก๊สต่าง ๆ ในบรรยากาศมีการเคลื่อนที่แบบ
ทิศทางไมแ่ น่นอน โมเลกลุ ของแกส๊ มีการหมนุ และสนั่
เพือ่ รักษาเสถียรภาพ

- จังหวะการหมุนและส่ันของโมเลกุลแก๊ส
จะมีความถ่ีสอดคล้องกับความถ่ีของพลังงานจาก
คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

- เม่ือพลังงานจากดวงอาทิ ตย์ท่ีผ่านเข้ามา
ในบรรยากาศจะมีโมเลกุลของแก๊สขวางไว้และ
ถูกเปล่ียนเป็ นพลังงานรูปอื่น เช่น ความร้อน หรือ
ใช้เพ่ือการระเหยน้ าหรื อทาให้เกิดการเปล่ียนแปลง
ทางเคมี

- โมเลกุลแก๊สและอนุภาคต่าง ๆ ในบรรยากาศ 24/59
สามารถดูดกลืนพลงั งานจากดวงอาทิตยท์ ี่ผ่านเขา้ มา
ยงั ช้นั บรรยากาศได้

- แก๊สและอนุภาคแต่ละชนิดมีความสามารถ
ดูดกลืนพลงั งานไดใ้ นช่วงคลื่นแตกตา่ งกนั

- โมเลกุลของน้าและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ที่บรรยากาศช้นั ล่างสามารถดูดกลืนพลงั งานในช่วง
อินฟราเรดไดด้ ี

- โมเลกุลของแก๊สออกซิเจน ไนโตรเจน และ
โ อ โ ซ น ส า ม า ร ถ ดู ด ก ลื น รั ง สี อัล ต ร า ไ ว โ อ เ ล ต ไ ด้ดี
ทาให้แสงอาทิ ตย์ท่ี ผ่านเข้ามายังผิวโลกมีรังสี
อลั ตราไวโอเลตนอ้ ยลง

การส่งผ่าน 25/59

องค์ประกอบต่าง ๆ ในท่ีอยู่ในบรรยากาศทาให้
พลงั งานจากดวงอาทิตยท์ ี่มาถึงบรรยากาศถูกสะท้อน
กระเจิง และดูดกลืนพลังงานไป ดังน้ัน พลังงาน
ใ น ส่ ว น ที่ ไ ม่ ถู ก ดู ด ก ลื น จ ะ ถู ก ส่ ง ผ่า น ม า ย ัง ผิ ว โ ล ก
การส่งผ่านพลงั งานจะเกิดข้ึนไดม้ ากหรือน้อยข้ึนกับ
ส ภ า พ ข อ ง ช้ ั น บ ร ร ย า ก า ศ ข ณ ะ น้ ั น แ ล ะ ร ะ ย ะ ท า ง
ท่ีแสงอาทิ ตย์เดิ นทางผ่านช้ันบรรยากาศ หาก
ช้ันบรรยากาศขณะน้ันมีเมฆมากหรือเป็ นช่วงเวลา
เช้าหรื อเย็นที่แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางผ่าน
ช้นั บรรยากาศเป็ นระยะทางไกล ก็จะมีพลงั งานส่งผา่ น
ลงมายงั ผิวโลกไดน้ อ้ ย

2.3 พลงั งานจากโลก 26/59

- โลกจะปล่อยพลงั งานที่ไดร้ ับจากดวงอาทิตยผ์ ่านกระบวนการถ่ายเท
พลงั งานท้งั 3 รูปแบบ คือ การนาความร้อน การพาความร้อน และการแผร่ ังสี

- โลกมีอุณหภูมิมากกว่าองศาสัมบูรณ์จึงมีการแผ่รังสีได้เหมือนกับ
วตั ถุอื่น ๆ โดยโลกมีอณุ หภูมิเฉลี่ย 15 องศาเซลเซียส หรือ 288 เคลวนิ

- พลังงานท่ีแผ่ออกมาจากผิวโลกประมาณร้อยละ 99 อยู่ในช่วง
ความยาวคล่ืนยาว 3-100 ไมโครเมตร โดยปริมาณพลงั งานสูงสุดอย่ทู ่ีช่วง
ความยาวคล่ืน 10 ไมโครเมตร

- ความยาวคล่ืนท่ีโลกแผ่ออกมามีค่ามากกว่าความยาวคลื่นของ
ดวงอาทิตยถ์ ึง 20 เท่า

- การแผร่ ังสีของโลกส่วนหน่ึงเกิดจากการสะทอ้ นจากพ้ืนผิวต่าง ๆ เช่น
เมฆ ผิวน้า พ้ืนหิมะ ป่ าไม้ ซ่ึงช่วงคลื่นที่สะทอ้ นออกมาจะเป็ นช่วงคลื่นยาว
หรือคา่ อลั บีโด

พลงั งานท่ีไม่ไดก้ ลบั คืนสู่ช้นั บรรยากาศโดยการแผร่ ังสีจะถูกถ่ายโอนในรูปของความร้อนแฝงและความร้อนสมั ผสั ดงั น้ี
1. ความร้อนแฝง (latent heat) คือ ปริมาณความร้อนจานวนหน่ึงที่ใหแ้ ก่สารหรือดึงออกจากสารใด ๆ แลว้ ทาใหส้ ารน้นั
เปล่ียนแปลงสถานะภายใตอ้ ณุ หภมู ิคงที่ มีการถา่ ยโอนพลงั งานสู่บรรยากาศดงั น้ี

ระเหย - การระเหยของน้าเป็ นการเปล่ียน
ควบแน่น สถานะจากของเหลวเป็ นไอน้ าใน
สถานะแก๊ส ระบบจะดูดกลืนพลงั งาน
จากบรรยากาศเข้าไปเพื่อใช้เปลี่ยน
สถานะ

- เมื่อไอน้าเกิดการควบแน่นและ
เปล่ียนสถานะกลับเป็ นของเหลว
อีกคร้ัง ก็จะคายพลังงานกลับคื น
สู่บรรยากาศ

27/59

ดวงอาทิตย์ 2. ความร้ อนสั มผัส (sensible
แผ่รังสีความร้อน heat) คือ ปริมาณความร้อนจานวนหน่ึง
ลงมายงั พ้ืนโลก ท่ีทาให้สารใด ๆ มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
โดยไม่เปล่ียนสถานะ มีการถ่ายโอน
อากาศร้อนลอยตวั พลงั งานสู่บรรยากาศดงั น้ี
สูงข้ึนเนื่องจาก
การพาความร้อน - เกิดการนาความร้อนจาก
พ้ืนโลก นาความร้อน ไปยงั อากาศ ผิวโลกสู่บรรยากาศใกลผ้ ิวโลก

- อากาศร้อนที่บรรยากาศใกล้
ผิวโลกเกิดการพาความร้อนสู่บรรยากาศ
ที่สูงข้ึนไป ดงั รูป

28/59

2.4 ปัจจยั ทส่ี ่งผลต่อภูมอิ ากาศของโลก

ปั จจัยที่ ส่ งผลให้อุณหภูมิ ของอากาศในแต่ละบริ เวณของโลกแตกต่างกัน

มีหลายปัจจัย ซ่ึงความแตกต่างของอุณหภูมิในแต่ละพ้ืนที่จะส่งผลให้เกิด

ความกดอากาศที่แตกต่างกันและเกิดการถ่ายเทพลังงานในช้ันบรรยากาศ

โดยสามารถสรุปปัจจยั ที่สาคญั ไดด้ งั น้ี

1. ลองจิจูด (longitude) โลกได้รับพลงั งานจากดวงอาทิตย์ทาให้อุณหภูมิ

อากาศสูงข้ึนในช่วงเวลากลางวนั และคายพลงั งานกลบั สู่บรรยากาศและอวกาศใน

ช่วงเวลากลางคืน อณุ หภมู ิพ้นื ผวิ โลกจึงแตกตา่ งกนั ในเวลากลางวนั และกลางคืน

2. ละติจูด (latitude) รูปทรงของโลกมีลกั ษณะทรงกลม ท่ีตาแหน่งละติจูด

ต่างกนั จึงไดร้ ับพลงั งานไม่เท่ากนั โดยบริเวณที่ไดร้ ับรังสีจากดวงอาทิตยส์ ่องมา

ต้ังฉากจะได้รับพลังงานมากกว่าบริ เวณที่รังสีทามุมเอียงกับพ้ืนผิวโลก

เม่ือพิจารณาช่วงเวลาทอ้ งฟ้าโปร่งเหมือนกนั หรือไม่นาปัจจยั สภาพอากาศมา

เกี่ยวขอ้ ง 29/59

3. การเกิดฤดูกาล โลกโคจรรอบ แกนหมุนของโลก
ดวงอาทิตยแ์ ละในขณะเดียวกนั มีการ ระนาบการโคจร
30/59
หมุนรอบตัวเองด้วยแกนเอียงทามุม
23.5 องศาจากแนวด่ิง พลังงานจาก
ดวงอาทิตยท์ ่ีโลกไดร้ ับในแต่ละบริเวณ
จะต่างกนั ทาใหเ้ กิดฤดูกาล โดยในช่วง
ฤดูร้อน ซีกโลกเหนือจะเอียงเข้าหา
ดวงอาทิตยม์ ากที่สุด ส่วนในฤดูหนาว

ซีกโลกใต้จะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์
มากท่ีสุด

4. ระดับความสูงของพื้นท่ี พ้ืนที่บนภูเขาสูงหรือที่ราบสูงจะมีอุณหภูมิต่ากว่า 31/59

บริเวณพ้ืนท่ีราบ
5. กระแสนา้ ในมหาสมุทร น้ามีคา่ ความจุความร้อนสูงจึงสามารถกกั เก็บพลงั งาน

ไวไ้ ดม้ าก นอกจากน้ีการหมุนเวยี นของน้าในมหาสมุทรมีส่วนช่วยควบคุมอุณหภูมิ
ของโลก โดยการนาพลงั งานความร้อนจากแถบศูนยส์ ูตรไปยงั แถบละติจูดสูง

6. ลม สามารถพัดพาความร้อนจากที่หน่ึงไปยงั อีกท่ีหน่ึงได้เช่นเดียวกับ

กระแสน้าในมหาสมุทร โดยจะพดั พาไอน้า อากาศเยน็ หรืออากาศอุ่นไปดว้ ย เช่น
ลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือที่มีแหล่งกาเนิดท่ีประเทศจีนจะพดั พาอากาศเยน็ ท่ีมี

ความช้ืนต่ามายงั ประเทศไทย ทาใหอ้ ากาศหนาวเยน็
7. เมฆ สะท้อนรังสีจากดวงอาทิตยก์ ลบั คืนสู่อวกาศ ดูดกลืนพลงั งานในช่วง

คล่ืนส้นั และแผร่ ังสีอินฟราเรด โดยในเวลากลางวนั เมฆช่วยลดอุณหภูมิอากาศให้
ต่าลง แต่ในเวลากลางคืน เมฆทาใหอ้ ุณหภมู ิอากาศสูงข้ึน เมฆจึงทาใหอ้ ุณหภูมิอากาศ
เวลากลางวนั และกลางคืนไม่แตกต่างกนั มาก

(หนงั สือเรียนหนา้ 147)

32/59

1. การถา่ ยเทพลงั งานมีกี่วธิ ี อะไรบา้ ง

2. พลงั งานความร้อนท่ีโลกไดร้ ับจากดวงอาทิตยเ์ ป็ นการถา่ ยเทความร้อนแบบใด

3. ให้นักเรียนยกตวั อย่างการพาความร้อนที่พบไดใ้ นปรากฏการณ์ธรรมชาติมา
1 ตวั อยา่ ง พร้อมอธิบายการพาความร้อนท่ีเกิดข้ึนในปรากฏการณ์น้นั

33/59

4. พลงั งานช่วงคลื่นส้นั คืออะไร
5. การสะทอ้ นพลงั งานแบบอลั บีโดมีลกั ษณะอยา่ งไร

34/59

6. การเอียงของแกนโลกส่งผลต่อการถา่ ยโอนพลงั งานจากดวงอาทิตยม์ ายงั โลกอยา่ งไร
7. โลกปลดปล่อยพลงั งานออกสู่อวกาศไดอ้ ยา่ งไร
8. การถา่ ยเทพลงั งานจากโลกกลบั สู่ช้นั บรรยากาศมีกระบวนการอยา่ งไร

35/59

โลกไดร้ ับพลงั งานจากดวงอาทิตยใ์ นช่วงความยาวคล่ืนส้ัน 36/59
เมื่อรังสีจากดวงอาทิตยเ์ ขา้ สู่บรรยากาศโลก บางส่วนมีการหกั เห
และสะทอ้ นกลบั สู่อวกาศ บางส่วนถูกดูดกลืนโดยบรรยากาศ

และพ้นื ผิวโลก
ในขณะเดียวกนั โลกและบรรยากาศของโลกก็มีการแผ่รังสี

ออกมาในช่วงความยาวคลื่นยาวกลบั ออกสู่อวกาศเช่นกนั
จากการศึกษาและรวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกับพลงั งานท่ีโลก

ไดร้ ับและแผ่ออกมาอย่างต่อเน่ืองสามารถสรุปไดว้ ่า พลงั งาน

ที่ โ ล ก ไ ด้รั บ จ า ก ด ว ง อ า ทิ ต ย์แ ล ะ พ ลัง ง า น ที่ โ ล ก ป ล ด ป ล่ อ ย
สู่อวกาศมีค่าเฉล่ียเท่ากัน จึงส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก

ค่อนขา้ งคงที่

อวกาศ รังสีท่ีได้รับ รังสีความยาว รังสีทปี่ ลดปล่อยสู่อวกาศ - จากรูป รังสีจากดวงอาทิตยใ์ นช่วงคล่ืนส้ัน
จากดวงอาทิตย์ เขา้ มายงั ช้นั บรรยากาศท้งั หมด 100%
คล่ืนส้ัน รังสีอนิ ฟราเรด
100 - ส่วนหน่ึงจะสะท้อนกลับโดยเมฆคิดเป็ น
23.2 6.7 11.7 49.6 8.8
23.2%
บรรยากาศ กระเจงิ แผร่ ังสีจากโลก แผร่ ังสีจาก แผร่ ังสีจากเมฆ
- ส่วนสะทอ้ นกลบั โดยผิวโลกคิดเป็ น 6.7%
ดูดกลนื โดย เมฆ ช้นั บรรยากาศ
ช้นั บรรยากาศ สะทอ้ นโดย - อีกส่วนดูดกลืนโดยบรรยากาศคิดเป็ น 22.9%
ผวิ โลก ดูดกลืนโดย เมฆ ความร้อน - ส่วนท่ีเหลือถกู ดูดกลืนโดยพ้นื โลก 47.2%
22.9 แกส๊ เรือน แฝง ดงั น้นั การสะทอ้ นกลบั ท้งั หมดที่เกิดข้ึนคิดเป็ น
กระจก 23.2%+6.7% = 29.9%
ดูดกลนื โดย ความร้อน
ผวิ โลก 104.4 สมั ผสั ค่าสมั ประสิทธ์ิการสะทอ้ นรังสีของโลก (earth’s
แผร่ ังสี
กลบั มา albedo) จึงมีคา่ ประมาณ 0.299

ผวิ โลก 47.2 116.1 97.7 5.0 23.5

37/59

เมื่อพจิ ารณาพลงั งานท่ีโลกรับมาและพลงั งานที่แผก่ ลบั ออกไปยงั บรรยากาศและอวกาศจะพบวา่ มีคา่ ใกลเ้ คียงกนั ดงั น้ี

พลงั งานทโ่ี ลกรับมา พลงั งานทแี่ ผ่กลบั ออกไป

- โลกดูดกลืนพลงั งานจากรังสีดวงอาทิตย์ 47.2% - พลงั งานที่แผ่ออกจากผิวโลกกลบั สู่บรรยากาศ
- รับพลงั งานจากบรรยากาศและเมฆ 97.7% 116.1%
- รวม 144.9%
- ความร้อนในกระบวนการนาความร้อนและ
การพาความร้อน 28.5%

- รวม 144.6%

สรุปไดว้ า่ พลงั งานท่ีผิวโลกไดร้ ับ (พลงั งานจากรังสีดวงอาทิตย์ + พลงั งานท่ีคืนกลบั มาจากบรรยากาศ) เท่ากบั พลงั งาน

ท่ีผิวโลกปลดปล่อยสู่บรรยากาศ (พลงั งานจากผิวโลก + พลงั งานที่ใช้ในกระบวนการนาความร้อนและพาความร้อน)

เรียกวา่ สมดุลพลงั งานของโลก (global energy balance) 38/59

- สมดุลพลงั งานของโลกส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิ
เฉล่ียคงท่ี

- หากสมดุลพลงั งานของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง
จ ะ ส่ ง ผ ล ใ ห้ อุ ณ ห ภู มิ เ ฉ ล่ี ย ข อ ง โ ล ก เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง
ตามไปด้วย โดยถ้าโลกปลดปล่อยพลังงานออกสู่
อวกาศได้น้อยลงก็จะส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิเฉล่ีย
เพม่ิ ข้ึน

- ปั จจุบันสมดุลพลังงานของโลกกาลังเกิด
การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากปัจจัยหลายด้าน เช่น
แก๊สเรือนกระจก ลกั ษณะของผวิ โลก ละอองลอย

39/59

- ปั จจัยท่ี ส่ งผลมากที่ สุ ด
เ กิ ด จ า ก ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ม นุ ษ ย์
โดยการปล่อยแก๊สเรื อนกระจ ก
แ ล ะ ล ะ อ อ ง ล อ ย ที่ เ กิ ด จ า ก
ควนั ของท่อไอเสียหรือโรงงาน
อตุ สาหกรรมออกสู่บรรยากาศ

- แกส๊ เรือนกระจกและละออง
ล อ ย ท า ใ ห้ โ ล ก ป ล่ อ ย พ ลัง ง า น
ออกสู่อวกาศไดน้ อ้ ยลง พลงั งาน
บ น ผิ ว โ ล ก จึ ง มี ค่ า เ พ่ิ ม ม า ก ข้ ึ น
ส่งผลใหเ้ กิดภาวะโลกร้อน

40/59

ปัจจยั อื่น ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ 41/59
ของโลก คือ วัฏจักรมิลานโควิตช์ (Milankovitch cycle)

ต้ังตามช่ือนักธรณีวิทยาชาวเซอร์เบีย มิลูติน มิลานโควิตช์
จากการศึกษาช้นั หินเพื่อวเิ คราะห์สภาพภูมิอากาศในอดีตของ
มิลานโควิตช์ พบว่า ระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์

มีการเปล่ียนแปลงแบบชา้  ๆ ในระยะเวลาหมื่นปี รวมไปถึง
อ ง ศ า มุ ม เ อี ย ง ข อ ง แ ก น โ ล ก ซ่ึ ง ใ น บ า ง ช่ ว ง เ ว ล า อ า จ สู ง ถึ ง

24 องศา และต่าถึง 21 องศาได้ การเปลี่ยนแปลงน้ีส่งผล
ต่อสภาพอากาศบนโลก และอาจเป็ นสาเหตุหน่ึงท่ีในอดีต
ทะเลทรายซาฮาราเคยเป็ นพ้ืนที่ชุ่มช้ืนมาก่อน และบริเวณ
ข้ัวโลกใต้อุณหภูมิสูงกว่าในปัจจุบันมาก รวมถึงการเกิด
ยคุ น้าแขง็ ในอดีต

ทะเลทรายซาฮาราเม่ือ 7,000 ปี ก่อน ทะเลทรายซาฮาราในปัจจบุ นั 42/59

นอกจากน้ี นักวิทยาศาสตร์ ยัง
สามารถศึกษาหลกั ฐานการเปลี่ยนแปลง

ส ภ า พ ภู มิ อ า ก า ศ ใ น อ ดี ต ไ ด้ จ า ก
ก า ร ศึ ก ษ า อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ภ า ย ใ น ข อ ง

ธารน้ าแข็งบริ เวณข้ัวโลกเหนือและ
ข้ัวโลกใต้ ธารน้ าแข็งเกิดจากหิ มะ
ท่ี ต กลง มาทับ ถม ต ล อ ด ท้ัง ปี โ ด ย
ไม่ละลายหายไปในฤดูร้อนเหมือนกับ

หิมะบริ เวณอ่ืน ๆ หิมะเหล่าน้ีบรรจุ
ข้อ มู ล ข อ ง แ ก๊ สใ น ช้ัน บ ร ร ย ากา ศ
ยอ้ นหลงั ไปหลายปี

43/59

ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต ส่ิงแวดลอ้ ม 44/59
และระบบนิเวศ

- เมื่อโลกมีอุณหภูมิสู งข้ึนจะส่ งผลให้
พืชพนั ธุ์หรือสตั วบ์ างชนิดไม่สามารถดารงชีวติ

อยไู่ ด้ เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร

- เกิดภัยธรรมชาติบ่อยคร้ังและรุ นแรง
มากข้ึน เช่น พายุ น้ าท่วม ภัยแล้ง ภัยหนาว
คลื่นความร้อน

- ส่งผลให้เกิดการละลายของธารน้ าแข็ง
บริเวณข้วั โลก ทาใหร้ ะดบั น้าทะเลสูงข้ึน

- เมื่ออุณหภูมิและความเค็มของน้ าทะเล
เปล่ียนแปลงจะส่งผลกระทบต่อสิ่ งมีชีวิต
ในทะเลใหข้ าดแคลนอาหารหรืออาจสูญพนั ธุ์

ปัจจยั ที่ทาให้เกิดภาวะโลกร้อนเกิดจากการกระทาของมนุษย์
หากลดกิจกรรมที่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกและละอองลอย โดยลด
การใช้พลาสติก ใช้ไฟฟ้าและน้ามนั อย่างประหยดั ลดการทิ้งขยะ
ปลูกตน้ ไมห้ รือปลกู ป่ าทดแทน อาจช่วยใหภ้ าวะโลกร้อนชะลอลงได้

45/59

(หนงั สือเรียนหนา้ 150)

46/59

1. รังสีช่วงความยาวคลื่นส้นั ที่โลกปลดปลอ่ ยออกสู่อวกาศเกิดจากกระบวนการใดบา้ ง
2. สมดุลพลงั งานของโลกคืออะไร ถา้ ไม่มีช้นั บรรยากาศโลกยงั คงมีสมดุลพลงั งานหรือไม่ อยา่ งไร

47/59

3. นกั เรียนคิดวา่ ภาวะโลกร้อนท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบนั เก่ียวขอ้ งกบั สมดุลพลงั งานหรือไม่ อยา่ งไร

48/59

องค์ประกอบของอากาศและช้ันบรรยากาศ

● บรรยากาศ คือ อากาศท่ีห่อหุ้มโลก ซ่ึงประกอบดว้ ยแก๊สชนิดต่าง ๆ เช่น
ไนโตรเจน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ฮีเลียม รวมถึงอนุภาคต่าง ๆ เช่น
ฝ่ นุ ละออง เกสรดอกไม้ ไอน้า

● บรรยากาศของโลกจะแบ่งออกเป็ นช้นั  ๆ ซ่ึงแต่ละช้นั มีลกั ษณะทางกายภาพ
ของบรรยากาศที่แตกต่างกนั

49/59


Click to View FlipBook Version