The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต) ป.ธ.๙. (2565). ศาสนสมบัติ จิตรกรรมฝาผนัง พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ. พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raphind, 2022-11-01 23:44:21

ศาสนสมบัติ จิตรกรรมฝาผนัง พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต) ป.ธ.๙. (2565). ศาสนสมบัติ จิตรกรรมฝาผนัง พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ. พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

ฉบบั ร่าง

2

(ร่าง-รองปกหน้าด้านใน)
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโฺ ต) ป.ธ.๙
ศาสนสมบตั ิ จติ รกรรมฝาผนัง พระอินทรท์ รงช้างเอราวัณ

ทร่ี ะลึกในโอกาส
พิธปี ระสาทปริญญาพุทธศาสนตรดษุ ฎีบณั ฑิต (พธ.ด.)

สาขาวิชาการจัดการเชิงพทุ ธ (กจพ.)
หลกั สูตรบณั ฑิตศึกษา

ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประจำปกี ารศกึ ษา 2565
วนั อาทติ ย์ ที่ 11 ธนั วาคม 2565

3

คำนำ

หนังสือนี้เป็นผลงานนิพนธข์ อง พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัด
เทวราชกุญชร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 13 (เจ้าคณะ
ผู้ปกครองกำกับนโยบายในเขตพ้นื ที่จังหวัดจนั ทบุรี ระยอง ตราด ชลบุรี)
และในฐานะนิสิตหลกั สูตรพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาการจัดการเชงิ
พทุ ธ ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย โดยเป็นบทความท่ีเคยตีพิมพ์เผยแผ่ในรูปของบทความ
วิชาการในเร่ือง (1) ศาสนสมบัตภายใน วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เคย
พิมพ์เผยแผ่ใน วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์ ปีท่ี 8 ฉบับท่ี 4 เมษายน
2564. หน้า 131-141 (2) ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราช
กุญชร วรวหิ าร เคยตพี มิ พ์เผยแผใ่ น วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน์ ปที ่ี 8
ฉบับท่ี 5 พฤษภาคม 2564 หน้า 58-72 (3) พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
เคยตีพิมพ์เผยแผ่ใน วารสาร มจร การพัฒนาสังคม ปีที่ 6 ฉบับท่ี 2
พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564 หน้า 186-197

หนังสือนี้จึงได้ปรารภจัดทำข้ึนเพื่อเป็นเป็นมุทิตาจิต อนุสรณ์
ปรารภถึงการที่บัณฑิตสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ของหลักสตู ร
พทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ รุ่นที่ 10 โดยมพี ระ
เดชพระคุณพระเทพคุณาภรณ์ เป็นประธานนิสิต พร้อมรับประทาน
ปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2565 จำนวน 18 รูปหรือ คน โดยมี
สมาชิกท่ีเข้ารับ ส่วนทเี่ หลืออยใู่ นข้ันตอนของการศึกษา ซึ่งสำเรจ็ แลว้ และ
จะรับปริญญาในปีต่อไป หนังสืออนุสรณ์นี้หวังว่าจะเป็น แบบอย่างแก่
ยุวชนคนรุ่นต่อไป ทุกเพศ วัย สถานะ ได้เห็นเป็นแบบอย่างวา่ ไม่มใี ครช้า

4

เกินกว่าจะเรียนร้ไู ด้ หรือ อีกความหมายคือเปน็ การเรียนรู้ ตลอดชวี ิต ซึ่ง
จะยงั เป็นหัวใจสำคญั ของการศกึ ษาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ในโอกาสที่บัณฑติ ผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎี
บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ รุ่นท่ี 10 เข้ารับปริญญาบัตร
ประจำปี การศกึ ษา 2565 ในนามผู้บริหาร คณาจารย์ เจา้ หน้าที่ หลักสูตร
บัณฑิตศึกษา ขออำนวยพรบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาและเข้ารับปริญญา
บัตรทุกท่านจงประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้าและมีความสุขใน การ
ดำเนินชีวติ ตามแนวทางและวิถแี หง่ องค์สมั มาสัมพทุ ธเจ้าด้วยเทอญ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพล สยุ ะพรหม
รองอธกิ ารบตฝี า่ ยกจิ การทัว่ ไป

ผอู้ ำนวยการหลกั สตู รบัณฑติ ศึกษา
ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย

บรรณาธิการ

5

มุทติ าพจน์

หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ ภาควิชา
รฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ได้
จัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมและพัฒนาพระสังฆาธกิ ารให้เป็นทรัพยากรบุคคล
ในพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพในการ
ทำงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยในปีน้ีได้มีนิสิตท่ีเข้ารับการศึกษา
และสำเร็จการศึกษาในรุ่นที่ 10 จำนวน 20 รูปหรือคน และรับปริญญา
บตั ร ประจำปีการศกึ ษา 2565 พร้อมกบั ไดม้ ีดำริจัดพมิ พ์หนังสือเพือ่ เป็น
อนุสรณ์การสำเร็จการศึกษาในคร้ังนีด้ ้วย

โดยหนังสอื น้ีเป็นการรวบโดยเป็นบทความท่ีเคยตพี ิมพ์เผยแผ่ใน
รปู ของบทความวิชาการในเรือ่ ง (1) ศาสนสมบตั ภายใน วัดเทวราชกุญชร
วรวหิ าร เคยพิมพ์เผยแผใ่ น วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน์ ปีที่ 8 ฉบับท่ี 4
เมษายน 2564. หน้า 131-141 (2) ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัด
เทวราชกุญชร วรวิหาร เคยตีพิมพ์เผยแผ่ใน วารสารมหาจุฬานาค
รทรรศน์ ปีท่ี 8 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2564 หน้า 58-72 (3) พระอินทร์
ทรงช้างเอราวัณ เคยตีพมิ พ์เผยแผ่ใน วารสาร มจร การพฒั นาสังคม ปีท่ี 6
ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2564 หนา้ 186-197 เปน็ ผลงานการเรียบ
เรียงโดย พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร กรรมการมหา
เถรสมาคม เจ้าคณะภาค 13 (เจ้าคณะผู้ปกครองกำกับนโยบายในเขตพ้นื ท่ี
จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด ชลบรุ )ี และปรารภจัดพมิ พ์เพื่อเป็นอนสุ รณ์
ในการรบั ปริญญาประจำปกี ารศึกษา 2565 จากผลงานนับว่าจะมีคุณูปการ
ต่อวัดและพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในการบรหิ ารความรภู้ ายในวดั และ

6

ศาสนาสถานท่ีท่านพระสังฆาธิการเหล่าน้ันเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองแ ละ
บริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพ่ือรักษา สืบทอด
บันทึกองค์ความรู้เชิงพื้นท่ีแก่อนุชนรุ่นต่อ พร้อมท้ังได้มีการศึกษาค้นคว้า
ต่อยอดและนำไปสนับสนุนการบรหิ ารกจิ การ คณะสงฆ์ในองค์รวมตอ่ ไป

การศึกษามีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามหลัก
ไตรสิกขา หรือการศึกษาเพื่อการพัฒนา ซ่ึงในปีการศึกษาน้ีนิสิตได้ศึกษา
จนกระทั่งสำเรจ็ การศึกษาและเข้ารับปรญิ ญาตามเจตนารมณ์ตง้ั แตเ่ ร่มิ ต้น
และขอใหท้ กุ ท่านจงึ ประสบความสำเรจ็ เจรญิ ก้าวหน้าในหน้าทก่ี ารทำงาน
ดำเนินตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปเป็นกรอบในการปฏิบัติ
หน้าที่สมฐานะบณั ฑิตที่งดงามเผยแผ่เกียรติคุณของมหาวทิ ยาลัยและสืบ
ทอดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นแบบอย่าง ต่อเน่ือง ยาวนาน ให้
เป็นไปเพ่ือความเจริญงอกงามไพบูลย์ของชาวพุทธ ขอความดี ความงาม
ความสขุ จงเปน็ ของทกุ ทา่ นเทอญ

มทุ ิตาธรรม
พระอดุ มสิทธินายก, รศ.ดร.
รองคณบดฝี า่ ยบริหาร คณะสงั คมศาสตร์
ผู้อำนวยการหลกั สูตรหลกั พทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวชิ าการจดั การเชงิ พทุ ธ
ในนามคณาจารย์หลกั สตู รบัณฑิตศกึ ษา สาขาวิซาการจัดการเชงิ พทุ ธ

7

สารบญั

เร่ือง หนา้

คำนำ
มุทิตาพจน์

ศาสนสมบตั ิภายใน วัดเทวราชกุญชร วรวหิ าร

ภาพจติ รกรรมฝาผนงั พระอโุ บสถวดั เทวราชกญุ ชร วรวหิ าร

พระอินทรท์ รงช้างเอราวัณ

ภาคผนวก
ประวตั ิผูส้ ำเรจ็ การศกึ ษา

8

ศาสนสมบตั ภายใน วัดเทวราชกญุ ชร วรวิหาร๑*

RELIGIONS WITHIN WAT DEVARAJKUNCHORN VARAVIHARN

พระเทพคณุ าภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต พุ่มพวง)
PhrathepKhunaporn (Sophon Sophanachitto Phumphuang)

มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด

วรวิหาร ต้ังอยู่เลขที่ 90 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต
จังหวดั กรุงเทพมหานคร อาณาเขตท้ังหมดของวัดเทวราชกุญชรมีดังนี้คือ
ทางด้านทิศเหนือติดกับถนนศรีอยุธยา ตอนโค้งลงแม่น้ำ เจ้าพระยาและ
เขตทา่ วาสุกรี ส่วนทางด้านทศิ ใตต้ ดิ กับปากคลองผดุงกรงุ เกษม และตลาด
เทวราชของทรัพยส์ ินส่วนพระมหากษัตริย์ สว่ นทางด้านทิศตะวันออกติด
กับถนนศรีอยุธยา และตลาดเทวราชของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ส่วนทางดา้ นทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำ เจ้าพระยาและเขตอภัยทานทา่ น้ำวดั
เทวราชกุญชร วรวิหาร ท่ีดินท่ีตั้งวัดมีท้ังหมดจำนวน 20 ไร่ และยังมีท่ี
ธรณีสงฆ์แปลงท่ีแขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเนื้อท่ี

๑*ตีพมิ พเ์ ผยแพรใ่ น วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. ปที ี่ 8 ฉบบั ที่ 4 เมษายน 2564.
หน้า 131-141.

9

ทั้งหมด 1 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา มีหนังสอื กรรมสิทธ์ิ คือโฉนดท่ีดินเลขที่
8902 วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาเป็นพระอาราม ห ลวง และ
พระราชทานนามว่า “วัดเทวราชกุญชร” แปลว่า “ช้างพระอินทร์”
ปัจจุบันกรม ศิลปากรจดทะเบียนเป็น โบราณสถานสำคัญ วัดเทวราช
กุญชร วรวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เจ้าพระยา เป็นวัดที่สวยงามทาง
สถาปัตยกรรมท่ีได้รับการอนุรักษ์จากกรมศิลปากรจดทะเบียน ข้ึนเป็น
โบราณสถานสำคญั ซงึ่ มีสถาปตั ยกรรมอันสวยงามและทรงคณุ คา่ มากมาย
ศาสนสมบตั ิ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้คอื 1) ศาสนสมบตั ิกลาง ได้แก่
ทรัพยส์ นิ ของกรมการศาสนา

2) ศาสนสมบตั ิของวัด ไดแ้ ก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง ในคัมภรี ์
พระพุทธศาสนาครอบคลมุ 5 ด้าน 1) ด้านการพฒั นาตนของเจ้าอาวาส 2)
ดา้ นการบริหารจดั การเสนาสนะในวดั 3) ดา้ น การปกครองดแู ลภิกษใุ นวัด
4) ด้านการอนุเคราะห์อาคันตุกภิกษุ 5) ด้านการสงเคราะห์คฤหัสถ์ คำ
สำคญั : วดั , ศาสนสมบัติ, การบรหิ ารจัดการ

Abstract
Wat Devarajkunchorn Varaviharn is Wat Phra Aram

Luang, third floor, Varaviharn type, located at 90 Sri Ayutthaya
Road, Wachira Phayaban Sub-district, Dusit District, Bangkok
The entire territory of Wat Devarajkunchorn is as follows: On
the north side next to Sri Ayutthaya Road When bowing down

10

the Chao Phraya River and Tha Wa Su Kri District On the south
side next to the mouth of Khlong Phadung Krung Kasem And
the Devaraj Market of the Crown Property On the east side
next to Sri Ayutthaya Road And the Devaraj Market of the
Crown Property On the west side, it is adjacent to the Chao
Phraya River and the Aphaitan District, Devarajkunchorn
Varaviharn Temple. With a total area of 1 rai 1 ngan 94 square
wah with a title letter Is the title deed number 8902, Wat
Devarajkunchorn Varaviharn. During the reign of King Mongkut,
King Rama IV established a royal temple. And bestowed the
name “Wat Devarajkunchorn” means “Phra Indra Elephant”.
Currently, the Fine Arts Department is registered as Important
archaeological site Wat Devarajkunchorn Varaviharn., which is
located on the bank of the Chao Phraya River. It is a beautiful
architectural temple that has been preserved by the Fine Arts
Department, registered as an important archaeological site.
Which has many beautiful and valuable architecture. Religious
treasures are divided into 2 types as follows: 1) the central
treasures, including the property of the Department of
Religious Affairs, 2) the treasures of the temple, including the
property of a temple The Buddhist scriptures cover 5 aspects:
1) the self-development of the abbot 2) the management of

11

the sentiment in the temple 3) the administration and care of
the monks in the temple 4) the assistance of the monks 5) the
welfare of the laymen.
Keywords: Temple, Treasures, Management

บทนำ
รัชสมัยรัชกาลท่ี 1 แรกสถาปนาพระอาราม วดั เทวราชกญุ ชร เป็น

พระอารามหลวง ชัน้ ตรี ชนดิ วรวิหาร เดิมเปน็ วัดราษฎรส์ รา้ งมาตง้ั แตส่ มัย
กรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านเรยี กว่า “วัดสมอแครง” เล่ากันวา่ เพราะมีต้นสมอ
ร่องแร่งมาก บ้างก็สันนิษฐานว่า “สมอ” เพ้ียนมา จากคำว่า “ถมอ” (ถะ
มอ) เปน็ ภาษาเขมรแปลว่า “หนิ ” วัดนค้ี งเรยี กกนั คร้งั แรกวา่ “ถมอแครง”
ซ่ึงแปลว่า “หินแกร่ง” สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรม
พระราชวัง บวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 1 ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ต่อมา
สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอกรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระโอรสของสมเด็จ
พระศรีสดุ ารักษ์ ซ่ึงเป็นพระเชษฐภคินขี องรชั กาล ที่ 1 (ต้นสกุลมนตรกี ุล)
ทรงบูรณะต่อ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิ
ทักษเทเวศร์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลท่ี 2 (ต้นราชสกุลกุญชร) ทรง
อุปถัมภ์ เมื่อส้ินพระชนม์แล้ว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุ
รงคฤทธิ์ พระโอรสทรงอุปถมั ภ์ ต่อ หลงั จากนั้นเจ้านายผู้สืบสกลุ กุญชรให้
ความอุปถมั ภ์โดยลำดบั (วดั เทวราชกญุ ชร วรวิหาร, 2560)

หมายกำหนดผูกพัทธ์ สมุดไทยดำ, อักษรไทย, ภาษาไทย, เส้น
ดินสอขาว, หมายรับส่ัง รัชกาลที่ 2 จ.ศ. 1183 เลขที่ 2 หอสมดุ แหง่ ชาติมี

12

ความว่า ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พทุ ธเลศิ หล้า นภาลยั ปรากฏชดั วา่ วดั สมอ
แครงใช้เปน็ สถานทฌ่ี าปนกจิ ศพของขุนนางฝ่ายวังหนา้ เนอื่ งจาก เปน็ วัดที่
ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงพระนคร และเป็นวัดในเขตความรับผิดชอบของวัง
หน้า ดังปรากฏหลักฐานในหมายรับสั่งรัชกาลท่ี 2 จุลศักราช 1183
(พุทธศักราช 2364) เลขท่ี 2 ระบุว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
พระราชทานเพลิงศพจมืน่ จงขวา ขนุ นางสงั กัด

พระอาลักษณ์ฝ่ายวังหน้า ณ วัดสมอแครง เมื่อวันแรม 6 ค่ำ
พทุ ธศักราช 2364 ว่า "....ด้วยพระ ยาธารมารับพระราชโองการใส่เกล้าฯ
ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ สั่งว่าจะไดช้ กั ศพจมื่นจงขวา บ้านอยู่ ณ คลอง
บางลำพู บ้านพระอาลักษณ์วังหน้า ไป ณ เมรวุ ัดสมอแครง ณ วันแรม 6
คำ่ เดือน 6 เพลาเช้า ครั้นเพลาบ่าย จะพระราชทานเพลิงน้ันให้ชาวพระ
คลังวิเสทรับเลกต่อพระ สัสดี ต่อพันพุฒ พนั เทพราช 20 คน ถอยเอาเรือ
ขนานลำหน่ึงไปรับศพที่บ้าน...." (หมายกำหนด ผูกพัทธ์ สมุดไทยดำ,
อกั ษรไทย, ภาษาไทย, เส้นดินสอขาว, 2364) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ มหา
โกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มี
การบูรณะ ซ่อมแซม วัดสมอแครงอีกครง้ั หนึ่ง ดังปรากฏหลักฐานในราช
พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่า
"กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์บรู ณะวัดสมอแครงวดั 1..." การซ่อมแซมวัดสมอ
แครงครั้งนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับ พุทธศักราช 2392 เนื่องจากพบ
หลักฐานสมดุ ไทยรา่ งสารตรา หมวดจดหมายเหตุรัชกาลท่ี 3 หมู่จุลศักราช
1211 (พุทธศักราช 2329) ระบุว่าเจ้าพระยาจักรีมีสารตราไปถึงพระยา
พิษณุโลก พระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัย พระยาพิชัย พระยาพิจิตร

13

พระยาแก้วกำแพงเพชร พระยาตาก พระยานครสวรรค์ พระยาเถิน ให้
เกณฑ์ตัดไม้ขอนสักซ่อมแซมวัดมหาธาตุ วัดพรหมสุรินทร์ และวัดสมอ
แครงสาเหตุทตี่ ้อง บรู ณะวัดสมอแครงเนื่องจากพระอโุ บสถเดมิ มขี นาดไม่
เพียงพอต่อการทำสังฆกรรมของ พระภิกษสุ งฆ์ จึงโปรดเกลา้ ใหข้ ยายพระ
อโุ บสถวัดสมอแครงให้กว้างขน้ึ กวา่ เดิม (เจา้ พระยา ทพิ ากรวงศม์ หาโกษาธิ
บดี (ขำ บุนนาค), 2547) ดังความในร่างสารตราดังกล่าวว่า ราชกิจจา
นเุ บกษา ข้อมูลท่ปี รากฏในราชกจิ จานุเบกษา วา่ ดว้ ยเรอ่ื ง

"แจง้ ความ กระทรวงธรรมการ แผนกกรมธรรมการ เร่ือง
ปฏิสังขรณ์วัดเทวราชกุญชร" ดังมีความว่า ด้วยสมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรม พระยาวชริ ญาณวโรรส.พระมหาสมณะประทาน
รายงาน ปฏิสังขรณ์ ของพระครูสมุห์วรคณิศรสิทธิการ ผู้รั้งเจ้า
อาวาสวัดเทวราชกุญชร มายังกระทรวงธรรมการวา่ พระครูสมุห์
วรคณิศรสิทธิการ ได้เบิกเงินราย ทรงพระราชอุทิศ 2,000 บาท
กับเงิน ผลประโยชน์ ขวง วัดเทวราชกุญชรอีก 4,788 บาท 4
สตางค์ ไปจาก กระทรวงธรรมการ แลเรี่ยไรจาก ท่านท่ีทรงพระ
ศรัทธา และศรัทธาได้ 3,504 บาท รวมท้ังส้ิน เป็นเงิน 10,929
บาท 4 สตางค์ จัดการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ กฏุ ิ 3 หลัง ก่อถนน
ในวัต 14 สายแล้วเสร็จ มีราย พระนาม และ นามผู้บริจาค
ทรัพย์ แจ้ง ต่อไปนีค้ อื พระเจา้ พีย่ าเธอกรมหลวงราชบรุ ตี เิ ลกฤทธ์ิ
1,044 บาท อำแตงเอม อำแลงเปล่ียน อำแดงเง็ก รายละ 400
บาท อำแดงกลิ่น 200 บาท นายปั่น 105 บาท พระกันภยุบาทว์
90 บาท อำแตงบ๊วย 63 บาท หม่อมเจ้าสารภี 54 บาท พระองค์

14

เจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจา้ เหมวตี 50 บาท ย่ำแดงจา่ ง 45 บาท
ขนุ ราชคฤหรักษ์ อำแตงจน๋ิ รายละ 43 บาท ยำแดงอยี่ ม 41 บาท
พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าเจริญศรีชนมายพุ ระยาเสถยี รสุร
ประเพณี นายพันโท พระสรชาญพลไกร อำแดง หลิน อำแดงจีบ
รายละ 40 บาท ตำแดงกล่ิน อำแดงจีบ รายละ 36 บาท อำแตง
เง็ก 35 บาท นายพันตรี หลวงชาติสรสิทธิ์กับนายร้อยโทเยื้อน
รวมกัน 30 บาท พระยาศรีกฤดากร 20 บาท อำแดงคำ อำ
แดงสุ่น รายละ 16 บาท อำแดงเล็ก 11 บาท พระยาพิบูลย์
สงคราม นายเจิม รายละ 10 บาท (ปฏิสังขรณ์วัดเทวราชกุญชร,
2458)

จา่ นายสิบเปรม หม่อมราชวงษ์นุ่ม อำแตงเจียน ตำแดง
ปลงั่ ยำแดงเอม รายละ 8 บาท ยำแดงเฮี๊ยะ 6 บาท อำแดงถนอม
5 บาท รายย่อย 84 บาท ผู้บริจาคทรัพย์ มีความยินดี รับ
พระราชทานถวายพระราชกุศลกระทรวงธรรมการได้นำความ
กราบบงั คมทลู ใตฝ้ ่าละอองธลุ ีพระบาท

แจ้งความมา ณ วนั ท่ี 10 กนั ยายน พ.ศ. 2458
มหาอำมาตย์โท พระยาธรรมศกั ดมิ์ นตรี
(ลงนามแทนเสนาบด)ี

ล่วงมาถึงรัชสมัยรัชกาลท่ี 4 พระราชทานนามพระอาราม "วัด
เทวราช กุญชร" ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รชั กาลท่ี 4 ทรงสถาปนาเป็น พระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า

15

“วดั เทวราชกญุ ชร” โดยคำว่า “เทวราช” แปลว่า “พระอนิ ทร์” มานำหน้า
พระนามของพระองค์เจ้ากุญชร ซ่ึงแปลว่า “ช้าง” รวมความแล้ว แปลว่า
“ชา้ งพระอินทร์” ปัจจุบนั กรมศิลปากรจดทะเบยี นเป็นโบราณสถานสำคัญ
(วดั เทวราช กุญชร วรวิหาร, 2560) รัชสมยั รัชกาลท่ี 9 - พระราชทานนาม
“พระพุทธเทวราชปฏิมากร” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดชพระราชทานนามพระประธานประจำพระ อุโบสถว่า “พระพุทธ
เทวราชปฏิมากร” เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 สมเด็จพระนาง
เจ้าสริ ิกิต์ิ พระบรมราชินนี าถในพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอ
ดลุ ยเดชพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการบูรณปฏิสงั ขรณ์
พระอุโบสถ จำนวน 1,00,000 บาท (หนงึ่ ล้านบาทถ้วน)

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2546 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิรา
ลงกรณบดินทรเทพยวรางกรู เมื่อคร้งั ทรงดำรงพระราชอสิ รยิ ยศสมเดจ็ พระ
บรมโอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกุมาร เสดจ็ ฯ มาทรงประกอบพิธียกฉตั ร
ถวายพระพุทธเทวราชปฏิมากร เมือ่ วนั ท่ี 22 มกราคม พ.ศ. 2551 สมเด็จ
พระเจา้ อยู่หวั มหาวชริ าลงกรณบดินทรเทพยวรางกรู เมื่อครัง้ ทรงดำรงพระ
ราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงพระ
สหุ ร่าย ทรงเจิมสายสังวาลถวายพระพุทธเทวราชปฏิมากร พระราชทาน
เม่ือวนั ท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 และอญั เชญิ สายสงั วาลคล้องถวายพระ
พุทธเทวราชปฏิมากร เม่ือวันท่ี 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 (วัดเทวราช
กุญชร วรวิหาร, 2560) พ.ศ. 2555 – สืบสานพระราช ปณิธานการ
บูรณปฏิสังขรณ์ พ.ศ. 2555 คณะกรรมการอนุรักษ์และทำนุบำรุงศาสน
สถานอนั เก่ยี วเนอ่ื งกบั สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ และการส่งเสรมิ การเผยแผ่

16

ศาสนา สำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ได้เห็นชอบให้การ
สนับสนุนและดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อ
ปลายปี พ.ศ. 2556 พระอุโบสถจงึ หวนคนื สู่ความสงา่ งามเคียงคพู่ ระอาราม
แหง่ น้ี (วดั เทวราชกุญชร วรวหิ าร, 2560)

ศาสนสมบตั ภิ ายในวดั เทวราชกญุ ชร วรวิหาร
พระอุโบสถ 2) พระพุทธเทวราชปฏิมากร 3) พระวิหาร 4) ศาลา

ราย 5) มณฑป จตุรมขุ 6) พพิ ิธภัณฑ์สักทอง 7) เทวราชธรรมศาลา (ศาลา
การเปรียญ) 8) เทวราชบรรณศาลา (โรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรม) 9) เทวราช
กุญชร (กุฏทิ รงปั้นหยา) 10) เทวราชธรรมสภา (กุฏิทรงตรมี ขุ ) 11) อาคาร
สงฆพ์ ระมงคลนาวาวุธ 12) ศาลาทา่ น้ำวดั เทวราชกุญชร

พระอุโบสถ พระอุโบสถ มีขนาดใหญ่และสูง กว้าง 17 เมตร ยาว
36 เมตร กรมพระพิทักษ์เทเวศร ทรงสรา้ ง มเี ขตพัทธสมี า กว้าง 26 เมตร
ยาว 43.50 เมตร มกี ำแพง แกว้ รอบพระอโุ บสถ ทม่ี ุมกำแพงแกว้ มีเจดีย์อยู่
ท้งั 4 มุม ภายในกำแพงแก้วด้านทิศเหนือมี วิหารก่ออิฐถือปูน หลังคามุง
กระเบอื้ งดนิ เผา ดา้ นทิศตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตกเป็นศาลา รายกอ่ อิฐถอื
ปูนหลังคามุงกระเบื้องดินเผา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร
กรมพระพิทักษ์เทเวศรท์ รงสร้างขนึ้ กำแพงแกว้ รอบพระอุโบสถ มมุ กำแพง
แก้วมีเจดีย์ท้ัง 4 มุม พระอุโบสถผ่านกาลเวลามายาวนาน ในปี 2555
คณะกรรมการอนุรักษ์และทำนุบำรุง ศาสนสถานเกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และการส่งเสริมการเผยแผ่ศาสนา สำนักงาน ทรัพย์สิน
ส่ ว น พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ ได้ เ ห็ น ช อ บ ให้ ก า ร ส นั บ ส นุ น แ ล ะ ด ำ เนิ น ก า ร

17

บูรณปฏิสงั ขรณ์พระ อโุ บสถ ซึ่งแล้วเสรจ็ เม่อื ปลายปี 2556 (พสิ ิฐ เจริญสุข
และคณะ, 2551) พระอโุ บสถของวัด ได้รบั การปฏิสังขรณ์โดยสมเด็จพระ
นางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปัจจุบัน
ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทงี่ ดงามและอยู่ในสภาพท่ีไดร้ ับการอนุรักษ์อยา่ ง
ดีโดยตกแต่งด้วยสีน้ำเงินทะเลเป็นหลัก ภายในวัดยังเป็นท่ีตั้งของ
พิพิธภัณฑ์ไม้สักทอง วัดเทวราชกุญชรฯ ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยแบบ
สถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส สร้างด้วยไม้สักทอง (วชิรา ชิติกชุษณพงศ์,
2558) ตามแบบดั้งเดมิ ทง้ั หลงั

พระพุทธเทวราชปฏมิ ากร
เป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดเทวราช กุญชรวรวิหาร ซ่ึง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามเมื่อวันท่ี 15 กุมภาพันธ์
2546 เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อ ลงรักปิดทอง ปางมาวิชัย ฝีมอื ช่างสมัย
ทวารวดี ผสมอู่ทอง หน้าตักกว้าง 4.35 เมตร สูงตั้งแต่พระเพลาถึงยอด
เปลวรัศมี 5.65 เมตร ความศักด์สิ ิทธิ์ แห่งพระพทุ ธเทวราชปฏิมากร ตาม
ประวัติเล่าว่า ในหลวงรัชกาลท่ี 3 ทรงทราบมาว่า กรงุ ศรี อยุธยาพบพระ
ทององค์ใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้กรมหมนื่ พทิ กั ษ์เทวศรไปอัญเชิญลงมายงั พระ
นคร ในกรมได้ทรงต่อแพเชญิ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ล่องลงมา ครั้นถึงปาก
คลองเทเวศร์ แพเกดิ ด้ือ ฉุดเทา่ ไรก็ไม่มายงั ตำหนักแพ จึงโปรดเกลา้ ฯ ให้
กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร เชิญพระพุทธรูปนี้ข้ึนท่ี วัดสมอแครง...ถนนศรี
อยุธยา ตัดจากสวนจิตรลดา พุ่งลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งใจจะผ่า วัด

18

เทวราชกุญชรออกเป็นสองซีก โดยจะร้ือพระอุโบสถ เพราะคิดว่า พระ
ประธานเป็น

พระกอ่ ด้วยอิฐ แตป่ รากฏวา่ พระประธานเป็นพระทอง ทางการ
เลยตัดถนนเล้ียวขวาไปลง แม่น้ำเจ้าพระยา (นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี,
2515)

ส่วนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยที่มาของ
พระพุทธรปู น้ี ต่อมาเมื่อถึงสมัยเม่ือสร้างวัดเบญจมบพิตร หม่อมฉันไป
ทอดกฐินวัดเทวราชกุญชร สังเกตเห็น พระพักตร์พระพุทธรูปหล่อ ท่ีเป็น
พระประธานในโบสถ์ เป็นลักษณะแบบพระสมัยทวารวดี แต่องค์พระ
เป็นพระแบบกรุงรัตนโกสินทร์ สืบตามได้ความว่า พระประธานองค์นั้น
กรมพระ พทิ ักษเ์ ทเวศร เชญิ ลงมาจากเมืองลพบุรี ก็เข้าใจว่า คงไดแ้ ตเ่ ศียร
มาหล่อองค์ท่ีในกรุงเทพฯ หม่อมฉนั จำขนาดไปตรวจดูที่เมืองลพบุรี เมื่อ
ภายหลัง กพ็ บกับแหล่งเดิมว่า เป็นพระประธาน อยู่ในพระวหิ ารหลวงวัด
มหาธาตุ วัดอ่ืนหามีที่ตั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่าน้ันไม่ วันที่ 28
กรกฎาคม 2552 พ ระเท พ คุณ าภรณ์ พ ร้อมด้วยคณ ะกรรมการ
บูรณปฏิสังขรณ์วัดเทวราช กุญชร ได้ดำเนินการจัดสร้าง สายสังวาล
ประดบั พระพุทธเทวราชปฏิมากร ขึน้ 1 เส้น เพื่อถวาย เป็นพุทธบชู า โดย
มอบให้ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็น
ผู้ออกแบบ จัดสร้าง มีรูปลักษณะเป็นดอกพกิ ุลวางซ้อนกัน 5 ช้ัน ประดับ
พลอยสงั เคราะห์ พ.ศ. 2552 วดั เทวราชกุญชร วรวิหาร มีอายคุ รบ 152 ปี
ดังน้ันทางวัดจึงเห็นสมควรที่จะก่อสร้างอาคาร อเนกประสงค์ ไว้เป็นสา
ธารณกุศล และอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์ ในการประกอบ

19

พิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงการรองรับพุทธศาสนิกชน ผู้มีจิตศรัทธาท่ี
มาร่วมทำบุญ โดยนำรูปจำลองพระพุทธเทวราชปฏิมากร และรูป พระ
อนิ ทรท์ รงชา้ งเอราวณั 3 เศียร รปู หลอ่ องค์อมรนิ ทรเทวราช (จำลอง) มา
ประดิษฐานไว้ด้านหนา้ และด้านหลังของเหรยี ญที่ระลึก จำลองแบบโดย
ช่างสำนักช่างสบิ หมู่ กรมศิลปากร ประกอบด้วย เนื้อทอง เนื้อชุบทอง เน้อื
เงิน และเน้ือทองแดง เพื่อมอบเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ท่ีร่วมทำบุญสร้าง
อาคารอเนกประสงค์ และร่วมสมทบทุนกองทุนบูรณะพระอารามหลวง
องค์อมรนิ ทรเทวราช เป็นเทวดาองคส์ ำคัญ และ ถอื ว่าเปน็ ประมขุ แห่งทวย
เทพ และเป็นประธานเทวสภา มีอำนาจหน้าท่ีปกครอง ควบคุม ธำรง
รักษา และบำรุงสวรรคโลก และมนุษย์โลก เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์
โลก ยามใดท่มี ี เรื่องเดือดร้อนขนึ้ บนโลกมนุษย์ อาสนะของพระองคท์ ี่เคย
อ่อนนุ่ม ก็จะแข็งกระดา้ ง องค์อมรนิ ทรเทวราช ทรงถือวชิราวธุ เป็นอาวุธ
และมีชา้ งเอราวัณเปน็ พาหนะ ช้างพระอนิ ทร์ เป็นช้างจำแลงของเทพบตุ ร
นามว่า เอราวัณ เอราวัณเทพบุตร จะกลายร่างเป็นช้าง ก็ต่อเม่ือ พระ
อินทร์ และเทพสหจรประสงค์จะเสด็จออกจากเทพวิมานสู่เทพอุทยาน
เท่าน้ัน หมายความว่า จะปรากฏเป็น คชาชาติ ท่ีมีอานุภาพน่าอัศจรรย์
เพราะเดชแหง่ บุญของท่าน ผ้มู ีบุญเทา่ นนั้ มเิ ช่นนัน้ แล้ว จะปรากฏแตเ่ พียง
นามส่วน เอราวณั นน้ั จะปรากฏเป็นเทพบุตร เหมอื นเทพบุตรทั้งหลายใน
เทพนคร สำหรับ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ของ วัดเทวราชกุญชร เป็น
ประติมากรรมหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ขนาดกว้าง 1.90 เมตร ยาว 2.24 เมตร สูง
2.50 ประดิษฐานอยบู่ ริเวณหน้า อาคารพิพธิ ภัณฑ์สักทอง ซงึ่ มีประชาชนผู้

20

มีจิตศรัทธาไดม้ ากราบ ไหว้บชู าขอพรเพื่อความเป็นสิรมิ งคลแก่ตนเองและ
ครอบครัวทกุ วัน (คมชัดลกึ , 2552)

3.พระวิหาร ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ มีสภาพชำรุด
ทรดุ โทรม เชน่ เดียวกับพระอโุ บสถเมื่อปี 2547 ไดท้ ำการบรู ณะใหม่ท้ังหลัง
แลว้ เสร็จในปี 2548 ปัจจุบัน เปน็ สถานท่ีประดษิ ฐานพระพุทธรูปต่างสมัย
ขนาดหน้าตกั 19 นิ้ว สูง 43 น้วิ เทดว้ ยทองเหลอื ง ลงลกั ปดิ ทอง จำนวน 9
องค์ ดังน้ี 1) ปางสมาธิ ศลิ ปะสมัยทวารวดี 2) ปางสมาธิ ศิลปสมัย ลพบุรี
3) ปางมารวิชัย ศลิ ปะสมยั เชียงแสน 4) ปางมารวิชยั ศิลปะสมัยอู่ทอง 5)
ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย 6) ปางลีลา ศิลปะสมัยสุโขทัย 7) ปาง
สมาธิ ศิลปสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ 8) ปางสมาธิ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์
ตอนกลาง 9) พระคันธารราษฎร์ (วัดเทวราชกญุ ชร วรวิหาร, 2560)

4.ศาลาราย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของพระ
อุโบสถ เดิมมี สภาพชำรุดทรุดโทรมใช้เป็นท่ีเก็บของ เม่ือปี 2547 ได้ทำ
การบูรณะใหม่ทั้ง 2 หลัง แล้วเสร็จ ในปี 2548 เป็นศาลารายที่มีความ
สวยงาม ภายในมีจิตรกรรมท่ีเพดาน และฝาผนัง บาน หน้าตา่ งด้านนอก
เป็นลายรดน้ำ ด้านในเป็นรูปเทวดา ติดเคร่ืองปรับอากาศ ปัจจุบัน เป็น
ศาลา รับรอง เป็นสถานท่ีสวดมนต์ และอบรมวิปัสสนากรรมฐาน แก่
นกั เรียน นิสิต นกั ศึกษาและ พุทธศาสนิกชนท่วั ไป ศาลารายทศิ ตะวันออก
มพี ระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานอยู่ ขนาด กวา้ ง 2.33 เมตร ศาลารายทิศ
ตะวันตก มีพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.28 เมตร สูงต้งั แต่ พระ
เพลาถึงเปลวรศั มี 1.77 เมตร (วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร, 2560)

21

5. มณฑปจตุรมุข เดิมเป็นสถานที่ตั้งของพระอุโบสถหลังเก่า
หรือที่ชาวบ้าน เรียกกันติดปากว่า "โบสถ์น้อย" หันหน้าไปทางทิศ
ตะวนั ออก หลังคามงุ กระเบ้อื งดนิ เผา สูงประมาณ 10 เมตร เม่อื พระอริย
มุนี (ศรี ฐิตพโล) อดีตเจ้าอาวาสร้ือถอนแล้ว ยังเหลือพระ ประธานใน
อโุ บสถเปน็ พระพทุ ธรูปปนู ปั้น หน้าตกั ประมาณ 2 ศอกเศษ ตง้ั บนฐานชุกชี
อดีตเจ้าอาวาสได้สร้างหลังคาครอบไว้ และฐานพ้ืนอุโบสถถมดินข้ึนสูง
ประมาณ 40 - 50 เซนติเมตร ปูกระเบื้องซีเมนต์ให้เป็นลานอยู่อย่างเก่า
เนื่องด้วยพระประธานเป็นพระเก่าแก่ และศักดสิ์ ิทธิท์ ่ีพุทธศาสนิกชนชาว
วดั เทวราชกุญชรและชาวตลาดเทวราช ให้ความเคารพบูชา ตลอดมา อดีต
เจา้ อาวาสพร้อมกับคณะกรรมการวัด จงึ ไดม้ มี ติกอ่ สรา้ งมณฑปทรงจตุรมขุ
คอนกรีตทั้งหลัง (วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร, 2560) เพ่ือใช้ประดิษฐาน
พระประธานเก่าแก่ โดยได้เริ่มทำการกอ่ สรา้ งเมือ่ วนั ที่ 4 เดือนกันยายน
พ.ศ. 2536 ขนาดของมณฑปจตุรมุข เท่ากันทัง้ 4 ด้าน คอื ประมาณ 12.40
เมตร ยกพืน้ สูงประมาณ 1.40 เมตร พื้นและผนังดา้ นใน มณฑปปูดว้ ยหิน
อ่อน ต่อมา พระศรีวชิรโมลี (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9 ปัจจุบันมีราชทิน
นามว่า พระราชสุธี) ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชให้มาดำรง
ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด เทวราชกุญชร เมื่อวันท่ี 5 มิถุนายน 2544 จึงได้
ดำเนินการติดไฟระย้าภายในมณฑป ไฟกินนรี และไฟระเบียงรอบนอก
มณฑป ปรับปรุงสวนหย่อมรอบ ๆ มณฑป แล้วเสร็จ เมื่อ วันท่ี 16
สงิ หาคม พ.ศ. 2544 ปัจจบุ ัน มณฑปจตุรมุข นอกจากเป็นที่ประดิษฐาน
พระประธานแลว้ ยงั เป็นสถานท่สี วดมนต์ ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน
และเป็นที่ทำบุญถวายสงั ฆทานใน โอกาสต่าง ๆ

22

6.พิพิธภัณฑ์สักทอง วินัย หมั่นคติธรรม (คณะเทคโนโลยี
อุตสาหกรรม). (2558).อาคารพิพิธภัณฑ์สักทอง ลักษณะทรงป้ันหยา
ประยุกต์ 2 ชั้น กว้าง 16.75 เมตร ยาว 30.15 เมตร ใช้เสาไม้สักทองท้ัง
หลัง ขนาดเสา 2 คนโอบ มีอายุประมาณ 479 ปี ซึ่งมีคุณค่า ทาง
ประวัติศาสตร์เป็นอย่างยง่ิ สร้างข้ึนเพ่ือเปน็ แหล่งเรยี นรู้การอนุรกั ษไ์ มส้ ัก
ทอง และเป็น ศูนย์เผยแพร่ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา ภายในจัด
แสดงรปู ปั้นห่นุ ขผ้ี งึ้ เทา่ พระองค์จรงิ ของสมเดจ็ พระสงั ฆราช 19 พระองค์
แห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ และประดษิ ฐานพระบรมสารีริกธาตุทอ่ี ัญเชิญมาจาก
ประเทศศรีลังกา (วินยั หมั่นคติธรรม, 2558)

7. เทวราชธรรมศาลา (ศาลาการเปรียญ) เป็นอาคาร 2 ช้ัน
คอนกรีต เสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2522 ศาลาหลังน้ีมีอายุกว่า 20 ปี
ไม่ได้รับการบูรณะมีสภาพทรุด โทรม ประตู หน้าต่าง ผุพัง กระเบ้ืองมุง
หลังคาแตกหักล่วงหล่น ฝนตกน้ำร่ัวซึมแทบใช้การไม่ได้ เม่ือ พ.ศ. 2545
ไดท้ ำการบูรณะใหมท่ ้ังหลัง มีการปรับเพดานบุด้วยไม้สัก ติดไฟระยา้ พื้น
หินขัด เสาชั้น 2 กรุด้วยไม้สกั ประดับตกแต่งภายในอย่างสวยงาม และได้
ทำพิธยี กช่อฟ้า ปจั จุบัน ไดต้ ง้ั ช่ือศาลาหลังนี้ว่า "เทวราชธรรมศาลา" ชน้ั 1
เป็นสถานท่ีทำบุญเลี้ยง พระประกอบกิจเน่ืองในเทศกาลต่าง ๆ เช่น
เทศกาลเข้าพรรษา เทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น ส่วนชั้น 2 เป็นสถานท่ีใช้
ประกอบพิธีบำเพ็ญบุญในงานมงคลต่าง ๆ เช่น ทำบุญวันคล้ายวันเกิด
ทอดผ้าปา่ เปน็ ต้น

8. เทวราชบรรณศาลา (โรงเรียนพระปริยัติธรรม) เป็นอาคาร
ชั้นเดียว ทรงปั้นหยาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ สร้างเม่ือ

23

พ.ศ. 2462 โดย นายอึง้ ยกุ หลง นางทองอยู่ ลำ่ ซำ มีสภาพชำรุดทรดุ โทรม
อย่างมาก เม่ือ พ.ศ. 2545 ได้ทำการบูรณะใหม่ท้ัง หลัง ปรับระแนง
เปล่ยี นหลงั คาเป็นกระเบื้องว่าว กะเทาะฉาบปนู ประดับไฟ ตกแต่งภายใน
เป็นอาคารท่ีมีความสวยงาม สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ปัจจุบันเป็นอาคาร
อนรุ ักษ์ ได้ตง้ั ช่ือใหมว่ า่ "เทวราชบรรณศาลา"

9. เทวราชกุญชร (กุฏิทรงป้ันหยา) กฏุ ิ 2 ชัน้ สนั นษิ ฐานว่าสรา้ ง
ข้ึนในปี พ.ศ. 2475 เป็นกุฏิพำนักของเจ้าอาวาส ต่อมาในปี พ.ศ. 2501
เจ้าอาวาสรูปใหม่ในคร้ังนั้น ไม่ได้พำนัก และขาดการดูแลจึงมีสภาพทรุด
โทรมไปตามกาลเวลา จนกระท่ังวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ท่านเจ้าคุณ
พระราชสุธี ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เล็งเห็นความสำคัญของ กุฏิ
หลังน้ี ทมี่ ีรปู ทรงและโครงสร้างที่งดงามและหาได้ยาก ดังน้ันจึงได้มีดำรทิ ่ี
จะทำการบูรณะ ได้ประชุมกรรมการ และเริ่มบูรณะในเดือนพฤศจิกายน
พ.ศ. 2544 เน่ืองจากบริเวณท่ีตั้งกุฏิ เปน็ พื้นที่ตำ่ พอถึงหน้าฝนนำ้ ในแมน่ ้ำ
เจ้าพระยาหนุนข้ึน ก็จะเกิดน้ำท่วมขังจึงให้ช่างดีด (ภาษาช่าง) กุฏิขึ้นอีก
ประมาณ 1 เมตร ปรบั ระแนง เปลยี่ นหลังคาเป็นกระเบ้อื งวา่ ว ก่ออฐิ มวล
เบา ปรับฝ้าเพดาน บูรณะแล้วเสรจ็ เม่ือวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2546 กุฏิ
หลังนีม้ ีความโดดเด่น และงดงามทางดา้ นสถาปัตยกรรม ปัจจุบันกุฏิหลังนี้
มชี ื่อวา่ "เทวราชกญุ ชร" เป็นกฏุ ิพำนกั ของ เจา้ อาวาส

10. เทวราชธรรมสภา (กุฏิทรงตรมี ุข) ลักษณะทรงตรีมุข 2 ชั้น
จำนวน 10 ห้อง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลงั พ้นื ปูดว้ ยกระเบอ้ื ง
ยาง ผนังก่อด้วยอิฐมวลเบา หลังคาโครงเหล็กมุงด้วยกระเบ้ืองพรีม่า กุฏิ

24

หลงั นี้สรา้ งขึน้ ทดแทนกฏุ หิ ลังเดมิ ท่ไี ดร้ ือ้ แล้ว เนอื่ งจากทรดุ โทรมจนใชก้ าร
ไม่ได้

11. อาคารสงฆ์พระมงคลนาวาวุธ พระมงคลนาวาวุธ เป็นนาม
พระราชทานของบิดา ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ลักษณะทรงปั้นหยา
ประยุกต์ 4 ชั้น จำนวน 49 หอ้ ง เปน็ คอนกรตี เสรมิ เหลก็ ท้ังหลัง พน้ื ปูด้วย
กระเบ้ืองผนงั กอ่ ดว้ ยอิฐ บ.ป.ก. หลังคาโครงเหล็กมุง ด้วยกระเบื้องพรีม่า
ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 42 เมตร อาคารที่พกั สงฆ์ เพ่อื รองรบั พระภกิ ษุ
สามเณรต่างจังหวัดที่ต้องการเข้ามาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมใน
กรงุ เทพฯ แต่ไม่มีทพ่ี ัก สามารถเข้ามาพักอยทู่ อ่ี าคารสงฆห์ ลังนีไ้ ดแ้ ละเป็น
การสบื ศาสนาธรรมทายาท

อาคารดังกล่าวได้รับความร่วมมือจาก ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน
และท่านผู้หญิงมณฑินี มงคล นาวิน ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเป็น
ประธานในการก่อสรา้ ง และพระราชสุธี เจ้าอาวาสวัด เทวราชกญุ ชร เป็น
ประธานดำเนินการก่อสรา้ ง โดยเริ่มพิธีตอกเสาเข็มเปน็ ปฐมฤกษ์ตน้ เดือน
ตลุ าคม พ.ศ. 2546 สร้างเสร็จเมอื่ วันท่ี 31 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 อาคาร
สงฆ์หลงั นกี้ ล่าวได้ ว่าเป็นอาคารสงฆ์ที่ทันสมัยท่ีสดุ ในประเทศไทย เพราะ
ระบบเขา้ ออกเปน็ ระบบไฟฟ้า ตอ้ งใชค้ ยี ์ การด์ เทา่ นนั้ จงึ จะเขา้ ออกได้ สว่ น
อนื่ ๆ ภายในอาคารประกอบด้วย หอ้ งพักพระภิกษสุ ามเณร ห้องสมุด ห้อง
คอมพิวเตอร์ หอ้ งควบคุมระบบไฟฟ้า และระบบโทรศพั ท์ตู้สาขา ญาติโยม
ที่มา ติดต่อกับพระภิกษุสามเณร จะมีห้องรับรองอยู่ช้ันล่างของอาคารฯ
เป็นห้องท่ีจัดไว้ อย่างสวยงามสะดวกสบาย พร้อมติดเคร่ืองปรับอากาศ

25

ภายในหอ้ งมีประวัติพระมงคลนาวาวธุ บิดา ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน และ
รายชื่อผูร้ ว่ มบริจาคในการก่อสรา้ ง

12.ศาลาท่าน้ำวัดเทวราชกุญชร วัดเทวราชกุญชรตั้งอยูต่ ิดแม่น้ำ
เจา้ พระยา มีศาลาท่านำ้ และโปะ๊ เทยี บเรอื แตไ่ มไ่ ดเ้ ป็นท่าสาธารณะ ดังนั้น
สถานที่แห่งน้ีจึงมีคนนิยม ปล่อยปลา และเป็นจุดชมทัศนียภาพแม่น้ำ
เจ้าพระยา และชมสะพานพระราม 8 ที่ท่าน้ำมีปลา มากมายหลายชนิด
อาศยั อยู่ ปัจจุบันไดร้ บั ความนิยมมากโดยเฉพาะ เสาร์ - อาทิตย์ มผี ู้นำปลา
มาปล่อยและใหอ้ าหารปลาเปน็ จำนวนมาก

สรุป
ศาสนสมบตั ภิ ายในวดั เทวราชกุญชรวรวหิ าร ปจั จุบันกรมศลิ ปากร

จดทะเบียนเป็น โบราณสถานสำคัญ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย
ทำใหว้ ดั แห่งน้ีเป็นที่ดึงดูดแก่ นักท่องเท่ียวทงั้ ชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ
อีกทัง้ มีพิพิธภณั ฑ์ไมส้ กั ทอง ภายในมีการรวมรวม ประวัติความเปน็ มาของ
พุทธศาสนา ลำดับพระสังฆราชต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีองค์ความรู้
มากมาย มีพระเจดีย์ทรงเคร่ืองสมัยอยุธยาตอนปลาย ตามแบบกรม
ศลิ ปากร และบรรจุผอบ ทองคำพระบรมสารีรกิ ธาตุที่ปลายยอดพระเจดยี ์
อาคารเทวราชธรรมสภา ใช้เป็นสถานที่ เก็บของสำคัญของคณะสงฆ์
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร อาคารโบราณให้ประชาชนท่ัวไปเข้ามา ศึกษา
สถาปัตยกรรมไทยโบราณทห่ี าชมได้ยาก

เอกสารอ้างองิ

26

คมชัดลกึ . (2552). ความศกั ดิ์สทิ ธ์ิ แห่ง...พระพทุ ธเทวราชฯ และองค์อมริ
นทร. เรียกใชเ้ มอื่ 13 มกราคม 2564 จาก
https://www.komchadluek.net/news/knowledge/31796

เจ้าพระยาทพิ ากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บนุ นาค). (2547). พระราช
พงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ รัชกาลที่ 3. (พมิ พค์ รั้งที่ 3).
กรุงเทพมหานคร: สำนักวรรณกรรมและ ประวัติศาสตร์ กรม
ศิลปากร.

นาวาเอก สวัสดิ์ จนั ทนี. (2515). นิทานชาวไร่. กรุงเทพมหานคร: องค์การ
ค้าครุ ุสภา.

ปฏิสงั ขรณ์วัดเทวราชกญุ ชร. (2458). ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ 32 หนา้
1433 (26 กนั ยายน พ.ศ. 2458).

พิสฐิ เจริญสขุ และคณะ. (2551). พระอารามหลวง. กรงุ เทพมหานคร:
กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม.

วชิรา ชิติกชษุ ณพงศ์. (2558). พิพิธภัณฑ์ ไม้สกั ทอง วัดเทวราชกญุ ชร
วรวิหาร. วารสารกรม ประชาสมั พนั ธ์, 20(221), 13-16.

วัดเทวราชกญุ ชร วรวหิ าร. (2560). ประวัตวิ ดั . เรยี กใชเ้ ม่ือ 13 มกราคม
2564 จาก http://watdevaraj.org/recruiting/
. (2560). สง่ิ สำคัญ. เรียกใช้เมื่อ 13 มกราคม 2564 จาก
http://watdevaraj .org/attraction/

วินยั หมนั่ คตธิ รรม. (2558). A Study of Physical Foctors to reduce
the Risk of Disasters Case Study : Dusit District Bangkok
การศกึ ษาปัจจยั ทางกายภาพเพื่อ ลดความเสีย่ งในการเกิดภัย

27

กรณศี ึกษา: พืน้ ท่เี ขตดุสติ กรงุ เทพมหานคร. ใน การ ประชมุ สวน
สนุ ันทาวิชาการระดับชาติ คร้งั ที่ 2 26 - 27 พฤศจิกายน 2558.
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา.
หมายกำหนดผูกพัทธ์ สมุดไทยดำ, อกั ษรไทย, ภาษาไทย, เสน้ ดินสอขาว.
(2364). หมายรับสัง่ รชั กาลที่ 2 จุลศกั ราช 1183 เลขท่ี 2.

28

ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอโุ บสถวดั เทวราชกุญชร วรวิหาร*๑

WALL MURAL ACTIVITY DEVRAJKUNCHORN VARAVIHARN TEMPLE

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจติ ฺโต พุ่มพวง)
Phrathepkhunaporn (Sophon Sophanachitto Phumphuang)

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร ได้

นำเสนอใหเ้ หน็ คณุ ค่า ความสำคญั หลักธรรมของจติ รกรรมฝาผนังและซึม
ซับความงาม ด้านศลิ ปะสนุ ทรียศาสตร์ ในจติ รกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ
วดั เทวราชกุญชร วรวิหาร ต้องทราบความหมาย คุณค่า ความสำคัญ และ
หลักธรรมได้อย่างชัดเชน แจ่มแจ้งน้ันต้องอาศัยความเข้าใจบริบทของ
คำศัพท์ รากศัพท์ และความหมายคำศัพท์ เป็นพื้นฐานอันดับแรก มิ
เช่นนั้น ถ้าไม่ทราบก็จะไม่เขา้ ใจ ถงึ แกน่ แห่งธรรมที่เป็นประโยขน์ต่อการ
เผยแผ่พระพุทธศาสนาในสังคมไทย โดยวเิ คราะห์ คุณคา่ ความสำคญั และ
หลักธรรม ทปี่ รากฎอยู่ในจิตรกรรมฝาผนงั ในพระอุโบสถวัดเทวราช กุญชร

๑*เคยตีพมิ พ์ใน วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. ปที ี่ 8 ฉบบั ท่ี 5 พฤษภาคม
2564. หน้า 58-72.

29

เพื่อที่จะได้ซึมซับในมุมของความงามด้านศลิ ปกรรม สนุ ทรียศาสตร์ และ
ด้านหลักธรรม วิทยา ตามคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ท่ีปรากฎในภาพ
จติ รกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราช กุญชร วรวิหาร ซง่ึ มี 1) ภาพชุมนุม
เทพยดา 2) ภาพพุทธประวัติตอนโปรดพุทธมารดา 3) ภาพ ทศชาติชาดก
ตอนสุวรรณสามชาดก 4) ภาพพระภิกษุปลงอสุภกรรมฐาน 10 หรือ
พิจารณา ซากศพ 5) ภาพ “เสือกัดพระ” สื่อถึงการเจริญวิปัสสนา
กรรมฐาน และภาพอืน่ ๆอีกมากมาย ที่มเี รอื่ งราวและหลกั ธรรมท่สี ือ่ ไว้ใน
ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เพ่ือสื่อให้
เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของผู้ต้องการถ่ายทอดเพื่อให้เป็น ธรรมทาน แก่ทุก
ท่านที่ได้ชม ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
หากได้ชมภาพเข้าใจหลักธรรม แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
เมื่อท่านมาชมภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดเทวราชกุญชรท่านจง
ถามว่าตัวท่าน ได้พบความงดงามทางสายตา ได้คุณค่าทางหลักธรรม ได้
นอ้ มนำชีวิตก้าวสนู่ พิ พาน แลว้ หรอื ยัง
คำสำคัญ: ภาพจิตรกรรม, พระอโุ บสถ, วัดเทวราชกญุ ชร วรวหิ าร

Abstract
The mural of the Ubosot of Wat Devarajkunchorn Varaviharn
presents the importance of the mural and the beauty. In art
aesthetics In the frescoes in the Ubosot, Wat Devarajkunchorn
Varaviharn, the meaning, value, significance and principles of
the temple must be clearly known. To be clear requires an

30

understanding of the context of the term, its etymology, and
its meaning. It is the first basis, otherwise if you do not know,
you will not understand the essence of the dharma that is
beneficial to the spread of Buddhism in Thai society. By
analyzing the values, significance and principles that appear in
the murals in the Ubosot of Wat Devarajkunchorn Varaviharn.
In order to be absorbed in the beauty of art. aesthetics And
principles of science According to the teachings of the Buddha
Appeared in the mural of the Ubosot, Wat Devarajkunchorn
Varaviharn, which has 1) the image of the goddess Yada 2) the
history of the Buddha's mother's favorite episode 3) the decay
Suwan Sam Chatok episode 4) A picture of a monk wearing a
meditation 1 0 or considering a corpse. And many more
pictures With stories and principles that have been
communicated in the murals of the Ubosot of Wat
Devarajkunchorn Varaviharn to convey the intent of those who
want to convey in order to be fair to all who have viewed the
mural of the Ubosot at Wat Devarajkunchorn Varaviharn, if you
see the picture, understand the principles And apply it in daily
life When you come to see the mural of the Ubosot Wat
Devarajkunchorn Varaviharn, you ask that you Found the
beauty of the eyes Gain the virtue of principles Have brought

31

life to nirvana yet or not. Keywords: Painting, Temple, Wat
Devarajkunchorn Varaviharn

บทนำ
จติ รกรรมฝาผนัง (Painting) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง

ปรากฏคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ และคุณค่าทางด้านเน้ือหา สะท้อนให้
เห็นถึงประวัติศาสตร์ โบราณคดี ลัทธิ ศาสนาประเพณี และวัฒนธรรม
เปน็ มรดกตกทอดมาตั้งแตอ่ ดตี กาล จิตรกรรมไทย หมายถึง ภาพเขียนทม่ี ี
ลักษณะเป็นแบบอย่างของไทยที่แตกต่างจากศิลปะของชนชาติอ่ืน แม้ว่า
อาจมี อทิ ธพิ ลศิลปะของชาตอิ นื่ อยบู่ ้าง แต่สามารถ ดดั แปลง คลค่ี ลาย ตัด
ทอน หรอื เพ่มิ เติมจนเปน็ เอกลักษณเ์ ฉพาะของ ตนเองไดอ้ ยา่ งสวยงาม ลง
ตัว และมีวิวัฒนาการด้านรูปแบบ วิธีการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน และ
สามารถพัฒนาต่อไปอีกในอนาคต“ลายไทย” เป็นส่วนประกอบ ของ
ภาพเขยี นไทยใช้ตกแตง่ อาคาร ส่ิงของ เครื่องใชต้ ่าง ๆ เครื่องประดบั ฯลฯ
(สนุกกูรู, 2556) เป็นลวดลายท่ีมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันซ่ึงนำเอารูปร่างจาก
ธรรมชาติมาประกอบ เชน่ ลายกนก ลายกระจัง ลายประจำยามลายเครือ
เถา เป็นต้นหรือเป็นรูปที่มาจากความเช่ือและคตินิยม เช่น รูปคน รูป
เทวดา รูปสตั ว์ รูป ยักษ์ เปน็ ตน้ จติ รกรรมไทยเป็นวจิ ติ รศิลป์อยา่ งหน่งึ ซ่ึง
ส่งผล สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอันดี งามของชาติ มีคุณค่าทางศิลปะแล
เป็นประโยชน์ต่อการศกึ ษา คน้ ควา้ เร่ืองทเี่ ก่ียวกบั ศาสนา ประวัติศาสตร์
โบราณคดี ชวี ิตความเปน็ อยู่ วัฒนธรรมการ

32

แตง่ กาย ตลอดจนการแสดงการเล่มพน้ื เมืองตา่ ง ๆ ของแตล่ ะยุคสมยั และ
สาระอ่ืน ๆ ที่ประกอบกัน เป็นภาพจิตรกรรมไทย งานจิตรกรรมให้
ความรสู้ ึกในความงามอันบริสุทธ์ิ น่าชื่นชม เสริมสร้างสุนทรียภาพข้ึนใน
จิตใจมวลมนุษยชาติได้ ประยูร อุลุชาฏะ ให้ความหมาย ว่า จิตรกรรมฝา
ผนัง หมายถึง งานเขียนภาพโดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังของไทย นิยม
เขียนลง บนฝาผนังพระอุโบสถ วิหาร และศาลา เป็นต้น” (ประยูร อุลุ
ชาฏะ, 2530) ประเสริฐ ศีลรัตนา ให้ความหมายว่า “จิตรกรรมฝาผนงั เป็น
ศิลปะประเภทหน่งึ มีลกั ษณะสรา้ งสรรค์

โดยการถ่ายทอดเรื่องราวท่ีต้องการแสดงออกลงไปบนฝาผนังที่
เตรียมไว้ ซึ่งใช้วัสดุประเภทสี และด้วยเทคนิควิธีการท่ีเหมาะสมกับชนิด
ของวัสดุทีร่ องรับ” (ประเสริฐ ศีลรัตนา, 2526) สรุปว่า จิตรกรรมฝาผนัง
เปน็ การเขียนภาพหรือวาดภาพที่ตอ้ งการลงบนฝาผนงั โดยการใชเ้ สน้ และ
สเี ป็นประเดน็ หลัก อาจจะเขยี นภาพบนฝาผนงั อาคารซ่ึง ส่วนใหญ่แล้วจะ
เปน็ ศาสนสถาน เช่น ฝาผนงั พระอโุ บสถ วิหาร และศาลาการเปรียญ เป็น
ตน้

พระอุโบสถ
อุโบสถ (อ่านว่า อุ-โบ-สด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัด

เนื่องจากเป็นสถานท่ี ท่ีพระภิกษุสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม (พระธรรมกิตติวงศ์
(ทองดี สุรเตโช), 2548) ซงึ่ แตเ่ ดิมในการทำ สงั ฆกรรมของ พระภกิ ษสุ งฆ์
จะ ใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพ้ืนที่สังฆกรรม โดยการกำหนด
ตำแหน่ง“สีมา” เทา่ นัน้ แตใ่ นปจั จุบนั จากการมผี ้บู วชมากข้นึ อีกท้งั ภายใน

33

พระอโุ บสถมกั ประดษิ ฐานพระประธานท่เี ป็นพระพทุ ธรูปองคส์ ำคัญ ๆ ทำ
ใหม้ ีผมู้ าสกั การบชู า และรว่ มทำบญุ เป็นจำนวนมาก พระอุโบสถจึงถูกสร้าง
ขึ้นเปน็ อาคารถาวรและมักมีการประดบั ตกแตง่ อยา่ งสวยงาม คำวา่ อโุ บสถ
มาจากรากศัพท์ว่า อุป + วส + อถ ปัจจัย โดยมีการแปลงรูปตามภาษา
บาลีดังต่อไปน้ี “อุโบสถ” บาลีเป็น “อุโปสถ” อ่านว่า อุ-โป-สะ-ถะ ราก
ศัพท์มาจาก อุป- อุปสรรค (เข้าไป, ใกล้, มั่น) + วสฺ ธาตุ (อยู่) + -อถ
ปัจจัย, แปลง อะ ท่ี (อ)ุ -ป กบั ว-(สฺ) เป็น โอ (อุป + วสฺ > อุโปสฺ) : อุป +
วสฺ = อุปวสฺ > อุโปสฺ + อถ = อุโปสถ (ปงุ ลิงค์) (อโุ ปสโถ) แปลตามศพั ทว์ า่
1) “ธรรมเปน็ ที่เข้าจำ”, “กาลเป็นท่ีเข้าจำ” (คือเข้าไปอยู่ โดยการถือศีล
หรืออดอาหาร) 2) “กาลเป็นที่เข้าถึงการอดอาหารหรือเข้าถึงศีลเป็นต้น
แล้วอย”ู่ และยังมีอีกมีหลายความหมายคือ สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมทำ
สงั ฆกรรมตามพระวินัย เรยี ก ตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ
บา้ ง แตเ่ รยี กโดยทว่ั ไปวา่ โบสถ์ เรยี กเตม็ คำวา่ อโุ บสถ หรือ โรงอุโบสถ ถา้
เป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถ่ินเรียกว่า สีมา หรือ
สิม เป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธ์ิ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนท่ี
พระเจา้ แผ่นดิน

พระราชทานใหแ้ ก่สงฆเ์ ปน็ พเิ ศษ เรียกว่า วิสงุ คามสีมา ก่อนท่จี ะ
มาเป็นโบสถ์ท่ีถูกต้องตาม พระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา
หรือ ผูกพัทธสีมาก่อน เดิมทีมีผู้อธิบายว่า อุโบสถ มาจากคำว่า อุป +
โอสถ แล้วแปลว่า เข้าถึงยาแก้โรค หรือ เข้าไปใกล้ยารักษาโรค ซึ่งเป็น
ความเขา้ ใจผิดและไม่ถูกต้องตามหลักภาษาบาลี ท่ถี ูกคือ อปุ + วสฺ ธาตุ +
อถ ปัจจยั สำเรจ็ รปู เป็น อโุ บสถ ดงั อธิบายข้างตน้ แลว้

34

วดั เทวราชกญุ ชร วรวหิ าร
วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงช้ันตรี ชนิด

วรวิหาร ตั้งอยู่เลขท่ี 90 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ต้ังอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝ่ังตะวันออก เหนือ ปากคลองผดุงกรุงเกษม
อาณาเขตของวัด ทิศเหนือ จดกับถนนศรีอยุธยาตอนโค้งลงแม่น้ำ
เจ้าพระยา และเขตท่าวาสุกรี ทิศใต้ จดกับปากคลองผดุงกรุงเกษม และ
ตลาดเทวราช ของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษตั รยิ ์ ทิศตะวนั ออก จด
กบั ถนนศรีอยธุ ยา และตลาดเทวราช ทิศตะวันตก จดแม่น้ำเจา้ พระยา
ท่ตี ั้งวัดมีที่ดนิ จำนวน 20 ไร่ และมีที่ธรณีสงฆ์อกี แปลงหนึ่งใน แขวงวชิรพ
ยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเน้ือที่ 1 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา มี
หนงั สือ กรรมสทิ ธ์ิ คือ โฉนดทด่ี นิ เลขท่ี 89 02

จตุรารกั ขกมั มฏั ฐาน หรอื อารกั ขกมั มฏั ฐาน
จตุรารักขกมั มฏั ฐาน เป็นศัพทส์ มาสกนั ระหว่าง จตุ (สี)่ + อารกฺข

(รกั ษา) + กัมมฏั ฐาน (ท่ีตง้ั ของการงาน) ซึง่ มีรายละเอียดดังตอ่ ไปนี้ (พระ
มหานยิ ม อุตตฺ โม, 2523) พระ พุทธปั ปิยะ, ปทรปู สทิ ฺธิ, แปลโดย พระมหา
สมใจ ปญฺญาทีโป, (พระมหาสมใจ ปญฺญาทีโป, 2526) จตุ แปลว่า ส่ี (4)
ศพั ท์มาจาก จตุ ศัพท์สงั ขยา เป็นปงุ ลิงค์ ลง โย ปฐมวิภัตติฝ่ายพหุ วจนะ
เอา จตุ กบั โย เป็น จตุโร ด้วยสูตรเป็นต้นว่า ติจตุนฺน ในเพราะ โย วิภัตติ
แม้ของ จตุ ศัพท์ ก็ เหมือนกัน ด้วย ตุ ศัพท์ ในสูตรนี้ว่า ตโต โยนโม ตุ
เป็น โอ อักษรบ้าง แห่ง อุ ของ จตุ ศัพท์ ด้วย สูตรว่า เตสุ วุทฺธิ สตู รเป็น

35

ตน้ (พระมหาสมปอง มุทิโต, 2545) รกฺข แปลว่า รักษา ถ้ามี อา นา หน้า
แปลว่า การเฝา้ รักษา ดังนั้น รักข ศพั ท์มาจาก รกฺข ธาตุ ในความหมายว่า
รักษา ดูแล ตรงกับรากศัพท์ว่า ปาลเน มีตัวอย่างคือ อารกฺขา (การเฝ้า
รักษา) คำ ว่า จตุรา รักขา มาจาก จตุโร กับ อารกฺขา เป็นอสมาหารทิคุ
สมาส วิเคราะห์ว่า จตุโร อารกฺขา จตุรารกฺ ขา ความว่า การรักษาส่ี (พระ
ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2551) กัมมัฏฐาน แปลว่า ท่ีต้ังแห่ง การงาน
อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ อุบายทางใจ คำวา่ กัมมัฏฐาน มาจาก
กัมม กับ ฐาน เป็นฉัฏฐีตัปปุริสสมาส วิเคราะห์ว่า กมฺมานาน กมฺมฏฺาน
ความว่า ท่ีตั้งแห่งการงานทั้งหลาย ในทางพระพุทธศาสนามี 2 อย่างคือ
สมถะ กับวิปัสสนา เม่ือกล่าวถึงการปฏบิ ตั มิ ี กัมมัฏฐาน 2 คือ 1) สพั พตั ถก
กัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานท่ีต้องการในที่ท้ังปวง คือ เหมาะที่จะใช้เป็น
พนื้ ฐานของการเจริญกัมมัฏฐานทกุ อย่าง มี เมตตา มรณานสุ สติ และอสุภ
สญั ญา

2) ปารหิ าริยกัมมฏั ฐาน คอื กัมมัฏฐานที่จะต้องบริหารประจำตัว
เม่ือรวมจตุรารกฺขา เข้ากับ กมฺมฏฺาน เป็น จตุรารกฺขกมฺมฏฺาน วิเคราะห์
เป็นอวธารณปุพพบทกัมมธารยสมาส 8 ว่า จตุรารกฺขา เอว กมฺมฏฺาน จตุ
รารกฺขกมฺมฏฺาน ความว่า ที่ตั้งแห่งการงาน คือ การรักษาส่ี (พระธรรม
ปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2543) ดงั น้ัน จตรุ ารักขกัมมัฏฐาน จงึ เป็นศัพท์สมาส
(เช่ือมกัน ระหว่าง ศัพท์ คือ จตุร กับ อารักข กับ กัมมัฏฐาน) แปลว่า
“กมั มัฏฐานเปน็ เคร่อื งรักษา ผู้ปฏิบตั ิให้สงบระงับ ซึ่งควรเจรญิ เป็นนิตยม์ ี
4 อย่าง”

36

สัตตปกรณาภิธรรม หรอื พระอภิธรรม 7 คมั ภรี ์
สัตตปกรณาภิธรรม หรือ พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ คือ บทเทศน์ที่

พระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดพุทธมารดา พระพุทธเจ้าทรงเสด็จข้ึนไป
ยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพ่ือรอพระอินทร์ อัญเชิญพุทธมารดาลงมาจาก
สวรรค์ชั้นดุสิต แล้วจึงแสดงธรรมเร่ืองสัตตปกรณาภิธรรมโปรด พุทธ
มารดาจนบรรลุโสดาบัน (กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรส, 2505) อสภุ ะ
อสุภ [อะ-สบุ ] จาก อ- (คำอุปสรรค; "ไม"่ ) + สภุ ("งาม" "สวย" "ดี") แปลว่า
"ไม่งาม ไมส่ วย ไม่ดี" คือ ไมน่ ่าชื่นชม นา่ เกลยี ด น่าระอา ใชว้ ่า อสุภะ กไ็ ด้
เป็นหนึ่งใน กรรมฐาน 40 แต่จะกระทำได้ไม่ สงู กว่าปฐมฌาน เพราะเป็น
อารมณ์คดิ พิจารณามากกวา่ อารมณ์เพง่ (เป็นอารมณว์ ิปัสสนา มากกวา่ อา
รมกรรมฐาน) เป็นกรรมฐานท่มี ุ่งกระทำต่อราคะจริต และกามารมณ์ คือ
คน้ ควา้ หา ความจรงิ จากวตั ถทุ ่ีมีชีวติ และไม่มีชีวิต ทีค่ นมัวเมา หลงใหลว่า
สวยสดงดงาม ซ่งึ เปน็ การฝืนกฎ แห่งความเป็นจริง เป็นเหตุของความทุกข์
ไม่มีส้ินสุด เอามาตีแผ่ให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ตามคำสอนของ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 2563) มรณัสสติ
มรณะ รวมกับ สติ คำวา่ มรณะ แปลวา่ ความตาย สติ แปลว่า ความระลึก
ได้ นึกถึง ใส่ใจถึง ไม่ลืม มรณสติ แปลวา่ ระลึกถึงความตาย ใสใ่ จถงึ ความ
ตาย ไม่ลืมความตาย ใช้คำว่า มรณา นุสสติ มีคำว่า อนุ เข้ามาด้วย
อนุสสติ แปลว่า มีสติบ่อย ๆ มีสติเนือง ๆ มีสติ อยู่เสมอ ๆ มรณา นุสสติ
จงึ แปลว่า ระลึกถึงความตายอยเู่ สมอ ๆ ระลึกถึงความตายอยูบ่ ่อย ๆ เนือง
ๆ ไมไ่ ดข้ าด ไม่เวน้ ระลกึ ถงึ ตลอด ทำให้เป็นคนไมป่ ระมาท (สภุ ีร์ ทุมทอง
, 2555) จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร ไม่

37

ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า เขียนข้ึนเม่ือใด สันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้น
ในช่วงรชั กาลท่ี 4 - 5 และมีการบูรณะในช่วง รัชกาลท่ี 6 เน่ืองจากมีภาพ
เคร่ืองบนิ แทรกอยู่ในจิตรกรรมเร่อื งภิกษุปลงอสภุ กัมมัฏฐาน สนั นิษฐานว่า
มีการเพิ่มเติมภาพเครื่องบินเหล่านี้ในการบูรณะเมื่อพุทธศักราช 2458
ดงั ท่ี ปรากฏรายละเอยี ดในราชกิจจานเุ บกษา (ปฏสิ ังขรณว์ ดั เทวราชกญุ ชร
, 2458); (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 2563) การจัดวางองค์ประกอบงาน
จิตรกรรมในพระอุโบสถวัดเทวราชกญุ ชร วรวิหารไดร้ ับอทิ ธิพลมาจากงาน
จิตรกรรมแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลท่ี 4 ซ่ึงแตกต่างจาก งาน
จิตรกรรมไทยประเพณีท่ีเขียนมาแต่ก่อน กล่าวคือ ผนงั สกดั ด้านหน้าตรง
ขา้ มพระประธาน แต่เดิมนยิ มเขียนพทุ ธประวัติตอนมารวิชยั แต่ทว่ี ดั แห่งน้ี
เขียนภาพตอนโปรดพระพุทธมารดา บนสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ และผนังหุ้ม
กลองดา้ นหนา้ ตอนลา่ งระหวา่ งชอ่ งประตูเขยี นภาพ

เรื่องสุวรรณสาม ชาดก ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนเรื่อง
อสภุ กมั มัฏฐาน 10 และเร่อื ง เสือกัดภิกษุขณะบำเพญ็ เพียร แทนเรอ่ื งพทุ ธ
ประวัติหรือชาดกซ่ึงนิยมเขียนในงานจิตรกรรมประเพณี ผนังหุ้มกลอง
ดา้ นหลังพระประธานเป็นภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์
แทนเรื่องเสด็จโปรดพระพุทธมารดาแลว้ เสดจ็ จากดาวดึงส์ เพดานด้านบน
เขียนเป็นลวดลาย ดาวประดษิ ฐ์ปิดทองบนพ้ืนแดง มูลเหตุสำคัญ ที่มีการ
เปลี่ยนแปลงเรื่องราวและเน้ือหา ในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังใน
สมยั รัชกาลที่ 4 เนือ่ งมาจากกระแสอทิ ธิพลวัฒนธรรมจาก ตะวันตกในชว่ ง
รัชกาลที่ 3 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และคติความเชื่อ
เกี่ยวกับโลกสัณฐานเปล่ียนไป ส่งผลให้รัชกาลท่ี 4 ซ่ึงตอนนั้นทรงผนวช

38

เปน็ พระวชริ ญาณภิกขุ ทรงปฏริ ูปพระพุทธศาสนา ทรงตั้งธรรมยุติกนิกาย
ท่ีเนน้ การกลบั ไปศกึ ษาพุทธวจนด้ังเดมิ และ การเครง่ ครัดในพระวินยั สงฆ์
ทถ่ี ูกตอ้ ง ลักษณะที่ทรงปฏิรูปคือปฏิเสธแนวความคิดในหนังสือ เรื่องไตร
ภูมิว่ามิใช่คำสอนหลักทางพุทธศาสนา แต่เป็นคัมภีร์ที่พระภิกษุได้เรียบ
เรียงขึ้นในช้ัน หลัง แล้วอ้างว่าเป็นพุทธฎีกา อีกทั้งทรงพยายามตีความ
พระไตรปิฎกใหม่โดยเน้นแก่นแท้ของ พระพุทธศาสนาคือการดับทุกข์
เรอื่ งราวชาดกจึงถกู ตีความวา่ เป็นเพียงนิทานธรรมดาด้วย (วิไลเลขา ถาวร
ธนสาร, 2545) แนวคิดดังกล่าวจึงส่งผลต่องานพุทธศิลป์ของฝ่าย
ธรรมยุติกนิกาย ทำให้เนื้อหาในงานจิตรกรรมเปล่ียนจากเรื่องราวทาง
ปรัมปราคตทิ ีพ่ สิ ูจน์ไม่ได้มาสคู่ วามสมจริง ทง้ั ในด้านของสถานที่ เวลา และ
บุคคล และเป็นส่ิงที่เห็นได้ในความจริงเชิง ประจักษ์ เมื่อพิจารณา
องค์ประกอบของภาพจิตรกรรมในพระอโุ บสถวดั เทวราชกุญชร วรวิหารจะ
พบว่ามีเนื้อหาทีส่ อดคลอ้ งกับเร่ือง “จตุรารักขกัมมัฏฐาน” หรอื “อารักข
กมั มฏั ฐาน 4” ซึ่งหมายถงึ กมั มัฏฐานเป็นเคร่ืองรกั ษาตน, กัมมัฏฐานเป็น
เครือ่ งรกั ษาผูป้ ฏิบัตใิ ห้สงบระงบั มีอยู่ 4 อย่างคอื พุทธานุสสติ เมตตา อสุ
ภะ และมรณัสสติ (พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์, 2552) แนวคิดดังกล่าวมีที่มา
จากคมั ภีร์จตุรารกั ขา สันนิษฐานว่าแต่งขนึ้ ในลงั การาวพทุ ธศตวรรษที่ 10 -
15 คัมภีร์น้ีได้รับความนิยมในศรีลังกาและแพร่หลายมายังดินแดนเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ในดินแดนไทยนั้นพบว่าได้รับความนิยมทั้งในล้านนา
และภาคกลาง ดังจะเห็นได้จากคัมภีร์ จตุรารักขาฉบับใบลาน จารด้วย
อักษรธรรมล้านนา และบทสวดจตุรารักขาในหนังสือสวดมนต์พ้ืนเมือง
ภาคเหนอื สว่ นภาคกลางในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

39

มหาราช (สุปราณี พณิชยพงศ์, 2556) มกี ารสร้างคมั ภีร์ จตุรารักขา ฉบับ
ใบลาน จารด้วยอักษรขอม ประดิษฐานไว้ ณ หอพระมณเฑียรธรรม วัด
พระศรรี ตั นศาสดารามต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัวทรง
แปลเร่ืองจตุรารกั ขกัมมัฏฐานเป็นภาษาไทยไวใ้ นพระราชนิพนธ์ เรื่อง“อา
รกั ขกัมมัฏฐาน 4” ทรงกล่าวถึงหลักของการเจรญิ อารกั ขกัมมัฏฐานไว้ดัง
ความตอน หนึ่งวา่ นมตฺถุ สุคตสฺส พุทฺธานุสฺสติ เมตฺตา จ อสุภํ มรณสฺสติ
อิจฺจิมา จตุรารกฺขา กาตพฺพา จ วิปสฺสนา ให้ภิกษุหม่ันเจริญ อารักข
กรรมฐานท้ัง 4 คือ พุทธานุสสติ ระลึกถงึ คณุ พระพุทธเจ้า เมตตา แผ่ไมตรี
ในสัตว์ทั้งหลาย ไมม่ ีประมาณ อสุภะ พิจารณาร่างกายโดยเป็น ของไมง่ าม
มรณัสสติ ระลึกถึงความตาย เมื่อพิจารณาตามความหมายและประเภท
ของอารกั ข กมั มฏั ฐาน 4 ท่ีแสดงสัญลักษณใ์ นจติ รกรรมฝาผนังพระอุโบสถ
วดั เทวราชกุญชร วรวหิ าร (พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว, 2547)

สามารถวเิ คราะหไ์ ดด้ ังน้ี
1) พระพุทธ เทวราชปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และ
ภาพจิตรกรรมตอนโปรดพระพุทธมารดาบน สวรรค์ช้ันดาวดึงส์ และทรง
เทศนาโปรดด้วยสัตตปกรณาภิธรรมหรือพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สื่อถึงอา
รักขกัมมัฏฐาน ประเภท “พุทธานสุ สติ”
2) ภาพจิตรกรรมเรื่องสุวรรณสามชาดก เป็นเร่ืองราวของพระ
โพธิสัตว์ตอนบำเพ็ญเมตตาบารมี สื่อถึง อารักขกัมมัฏฐานประเภท
“เมตตา”

40

3) ภาพจิตรกรรมเรอื่ ง อสุภกมั มัฏฐาน 10 สือ่ ถึงอารกั ขกัมมัฏฐาน
ประเภท“อสุภะ” และ“มรณัสสต”ิ 4) ภาพจติ รกรรมเร่อื งเสอื กัดพระภกิ ษุ
ส่อื ถึงอารักขกมั มัฏฐานประเภท “มรณสั สต”ิ

ภาพจติ รกรรมเร่อื งจตุรารักขกัมมัฏฐานในพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร
วรวิหาร

ผนังหุ้มกลองหรือด้านสกัดหน้าพระประธาน เขียนภาพพุทธ
ประวัติตอนโปรด พระพุทธมารดาบนสวรรค์ส่วนผนังด้านล่างระหว่าง
ประตูเขียนเร่อื งสุวรรณสามชาดก เฉพาะภาพพุทธประวัติตอนโปรดพระ
พทุ ธมารดานน้ั เป็นเรอ่ื งราวเก่ยี วกับพระพุทธเจ้าภายหลัง จากทที่ รงแสดง
ยมกปาฏิหาริย์ ได้เสด็จขึ้นไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ เป็นเวลา 3 เดือน ตามพุทธประเพณี เป็นการทดแทนพระคุณ
และค่าน้ำนมของพระพุทธมารดา ขณะน้ันพระพุทธมารดาได้ไปอุบตั ิเป็น
เทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดุสิตนามว่า “พระสิริมหามายา เทพบุตร” พระ
อินทร์จงึ ไปทูลเชิญลงมาประทับฟังพระธรรมเทศนาที่สวรรค์ช้ันดาวดึงส์
เม่ือพระพุทธมารดาได้สดับฟังพระธรรมเทศนาก็บรรลุพระโสดาปัตติผล
เป็นพระอริยบุคคลใน “พระปฐมสมโพธิกถา” พระนิพนธ์กรมสมเด็จ
พระปรมานุชิตชิโนรส กลา่ วถงึ รายละเอียดการ แสดงพระธรรมเทศนาของ
พระพทุ ธเจ้าไว้ดงั นี้ “...อธิบายความว่า สมเดจ็ พระผู้ทรงพระภาคทำ พระ
พทุ ธมารดาเป็นประธานแกเ่ ทพบรรพษทั ท้ังปวง แลว้ กต็ รัสเทศนาพระสัต
ปกรณาภิธรรม ใหส้ มควรแก่พระปัญญาบารมีแห่งพระพุทธมารดา ตงั้ ต้น
แต่พระคัมภีร์พระอภิธรรมสังคณีนั้น ไป โดยอาทินัยว่า กุสลา ธมฺมา อกุ

41

สลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา ยกเป็นบทมาติกาแห่งพระอภิธรรมเป็นต้น
แล้ววิภัชนาการโดยกัณฑ์ทั้ง 4 คือ จิตตวิภัตติกัณฑ์ 1 รูปวิภัตติกัณฑ์ 1
นิกเขปราสิกัณฑ์ 1 อัตถุทธารกัณฑ์ 1 ประดับด้วยภาณวารสิบสามภาณ
วาร ประดับด้วยพระ ธรรมขันธพ์ ันสามร้อยพระธรรมขนั ธ์ ตรัสเทศนาสิบ
สองวันจ่ึงจบ เทพเจ้าบรรลุมรรคผล ประมาณเจ็ดโกฏิ ลำดับนั้นก็ตรัส
เทศนาคัมภีร์พระวิภังค์สืบไป แลจำแนกออกซ่ึงวิภังค์ 18 ประการ คือ
ขนั ธวิภังค์ 1 อายตนวิภังค์ 1 ธาตุวิภังค์ 1 สัจจวภิ ังค์ 1 อินทริยวิภังค์ 1
ปัจจยาการวิภังค์ 1 สติปัฏฐานวิภังค์ 1 สัมมัปปธานวิภังค์ 1 อิทธิบาท
วภิ ังค์ 1 โพชฌังควภิ ังค์ 1 มคั ควิภังค์ 1 ฌาณวิภงั ค์ 1 อัปปมญั ญาวิภงั ค์ 1
สิกขาปทวิภังค์ 1 ปฏิสัมภิทาวิภังค์ 1 ญาณวิภังค์ 1 ขุททกวัตถุวิภังค์ 1
ธมั มหทยวัตถุวภิ ังค์ 1 ประดับด้วยภาณวารยี่สิบห้าภาณ วาร ประดับด้วย
พระธรรมขันธ์ หกพันห้าร้อยพระธรรมขันธ์ ตรัสเทศนาสิบสองวันจึ่งจบ
เทพเจ้าบรรลุมรรคผลประมาณ เจ็ดโกฏิ ลำดับน้ันก็ตรัสเทศนาคัมภีร์พระ
ธาตุกถาสืบไป จำแนกออกโดยบทสิบสี่บท มี สงฺคโห อสงฺคโห เป็นอาทิ
ประดับด้วยภาณวารหกภาณวาร ประดับด้วยพระธรรมขันธ์ เจ็ดพันพระ
ธรรมขนั ธ์ ตรสั เทศนาหกวันจง่ึ จบ เทพเจา้ บรรลุมรรคผล ประมาณหกโกฏิ

ภาพตอนเสดจ็ โปรดพระพทุ ธมารดาบนสวรรคช์ ัน้ ดาวดึงส์
นอกจากวดั เทวราชกญุ ชรแลว้ ทพี่ ระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามยัง

มกี ารเขียนภาพ โปรดพระพุทธมารดาในสวรรคช์ นั้ ดาวดึงสใ์ นตำแหน่งด้าน
สกดั หน้าพระประธาน ซ่ึงเขียนขึน้ ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระวรรณวาด
วิจติ ร (ทอง จารวุ จิ ิตร) ราว พ.ศ. 2465 น่าสังเกตว่าภาพ จติ รกรรมทง้ั สอง

42

วัดนี้ล้วนเป็นงานท่ีมีการเขียนหรือบูรณะในสมัยรัชกาลท่ี 6 เช่นเดียวกัน
ภาพตอนเสดจ็ โปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดงึ ส์ แสดงถึงการให้
ความสำคัญแก่ พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งถือเป็นหมวดธรรมสูงสุด ตัวอย่าง
จิตรกรรมลักษณะน้พี บได้ในวัดท่ีมีการสถาปนาในรัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น วดั ทองนพคุณ วัดมหาพฤฒาราม ทมี่ กี ารวาด
ตูพ้ ระไตรปิฎกบรรจุคัมภีรใ์ บลานไว้ท่ผี นังสกดั ตรงขา้ ม พระประธาน แม้ว่า
ที่วัดเทวราชกุญชร วรวิหารจะวาดเป็นภาพโปรดพระพุทธมารดา แต่ก็
แสดง คติการให้ความสำคัญต่อพระอภิธรรมอันเป็นหมวดธรรมสู งสุด
เชน่ กนั

ภาพสวุ รรณสามชาดก
อยู่บริเวณผนังด้านล่างระหว่างช่องประตูด้านหน้าพระอุโบสถ

เขียนฉากอาศรมในป่า การวาดต้นไม้ใช้วิธีจุ่มแปรงแต้มสีเป็นแถบเพ่ือให้
เป็นพ่มุ ภูเขาต่าง ๆ มีการตัดเสน้ แรเงาเพื่อให้ เกดิ มติ ิตอนบนซา้ ยของภาพ
เป็นรูปสุวรรณสามท่ามกลางฝูงกวาง ขณะที่ลูกศรมาประชิดตัว มีพระ
เจา้ ปลิ ยักขราชเป็นผแู้ ผลงตอนกลางของภาพเปน็ พระเจ้าปิลยกั ขราชกำลัง
แบกหม้อนำ้ ไปยงั อาศรม ภาพตอนลา่ งขวาเป็นภาพของทกุ ูลดาบสกับนาง
ปารกิ ากำลงั รอคอยสวุ รรณสาม กลบั มาที่หนา้ อาศรม พระเจ้าปิลยกั ขราช
กำลังจะนำหม้อนำ้ ข้ึนไปปรนนิบัติรับใช้เครอ่ื งแตง่ กายของบคุ คลในภาพ
ยังเป็นแบบจิตรกรรมไทยประเพณีคอื แตง่ เคร่อื งทรงอย่างกษัตริย์ และ มี
ท่าทางอย่างนาฏลักษณ์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์,
2543) ดังจะเห็นได้จาก ท่าแผลงศรของพระเจ้าปลิ ยักขราช เร่ืองสุวรรณ

43

สาม เป็นชาดกลำดบั ท่ี 540 ในหนังสือ อรรถกถานบิ าตชาดก เปน็ เร่ืองท่ี
3 ในมหานิบาต หรือทศชาติชาดก มีเร่ืองโดยสังเขปว่าพระโพธิสัตว์
เสวยพระชาตเิ ป็นสวุ รรณสามกมุ าร เป็นบุตรของทุกูลดาบสกบั นางปารกิ า
ซ่งึ เป็น บุตรนายพราน หลังจากแตง่ งานกันได้ออกบวชเป็นดาบสและดาบ
สินีอยู่ในอาศรมกลางป่า ท้ังสองได้ออกไปหาผลไม้ปรากฏว่าฝนตกจึงไป
หลบในร่มไม้ท่ีอยู่บนยอดจอมปลวก ฝนได้ชะ ล้างเหงื่อของทั้งสองไปถูก
จมูกของอสรพิษร้ายทอ่ี าศัยออยู่บนยอดจอมปลวก อสรพษิ โกรธ จงึ พน่ พษิ
ออกมาถูกตาของดาบสและดาบสินี จีนบอดสนิท สุวรรณสามจึงปรนนิบตั ิ
และออกไป หาผลไม้มาเลี้ยงดูบิดามารดาเสมอมา วันหนึ่งสุวรรณสาม
ออกไปตักน้ำ ขณะนั้นพระเจ้าปิลยักข ราชเสด็จประพาสออกล่าสัตว์
ทอดพระเนตรเห็นสุวรรณสามอยู่ท่ามกลางฝูงสัตวท์ ี่เดนิ ตามมา มากมาย
จึงทรงสงสัยว่าเป็นมนุษย์หรือเทวดา และทรงคิดที่จะยิงเพราะเกรงว่าถ้า
เข้าไปไต่ถาม สุวรรณสามจะหนีพระองค์ไป จึงทรงซ่อนพระองค์ในพุ่มไม้
แล้วยงิ ธนูอาบยาพิษไปยังสวุ รรณ สามจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สุวรรณ
สามไม่โกรธ กลับแสดงเมตตาจิตต่อพระเจ้าปิลยักขราช แล้วกล่าวคาถา
ถามไปอยา่ งสภุ าพว่า “...ใครหนอยงิ เราผปู้ ระมาท ขาดเจริญเมตตาจิตเสีย
ในขณะน้ันผู้แบกหม้อน้ำไปกษัตริย์ หรือเวสชนคนไหนยิงเราซ่อนกายอยู่
เนอื้ ของเราอนั บุทคล พึงกินกห็ าไม่ ความตอ้ งการด้วยหนงั ของเราก็ยอ่ มไม่
มีแก่ใคร ๆ เมื่อเช่นน้ีบุรุษน้ีมายิงเราไม่ สำคัญจิตให้เห็นเป็นประโยชน์
เสยี กอ่ นด้วยเหตุการณอ์ ะไรหนอ ท่านคือใครหรือเป็นบตุ รของ ใคร เราจะ
รจู้ ักท่านได้อย่างไร เราถามท่าน ทา่ นจงบอก ทำไมท่านยิงเราแล้วซ่อนตัว

44

เสีย...” พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิรวิ ัฒน์ เม่ือได้ยินเช่นน้ันพระ
เจ้าปิลยักขราชจึงดำริว่า

“...บุรุษนอี้ ันเรายิงด้วยศรกำซาบดว้ ยยาพิษ แมล้ ้มแลว้ ไมด่ ่าไม่ตัด
พ้อเรา เรียกหาด้วยถ้อยคำ อันน่ารักดุจบุทคลจับฟั้นหัวใจ เราจักไปหา
บรุ ษุ น้ี...” (พระเจา้ วรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวร สริ ิวฒั น์, 2543) พระเจ้าปิล
ยักขราชจึงเสด็จออกจากพุ่มไม้และได้สนทนากับสุวรรณสาม จนทราบ
เรื่องท้ังหมด จึงทรงสำนึกได้และจะเลี้ยงดูบิดามารดาแทนสุวรรณสาม
พระเจ้าปลิ ยกั ขราชจงึ ทรงถอื หมอ้ น้ำไปยงั อาศรมและบอกแกด่ าบสดาบสนิ ี
ทั้งสองว่าตนเป็นผู้ ยิงสุวรรณสามจนถึงแก่ชีวิต ด้วยอำนาจความเมตตา
ของสวุ รรณสามจึงทำให้นางพสุนธรี เทพธิดามาช่วยชีวิตทั้งบิดามารดาก็มี
ดวงตาเห็นได้เป็นปกติ สวุ รรณสามจงึ เทศนาแก่พระ เจา้ ปลิ ยักขราชให้ทรง
ตัง้ มั่นในทศพิธราชธรรม จึงทรงบำเพ็ญทานรักษาศีล เมื่อสวรรคตได้เสวย
สขุ บนสวรรค์ สว่ นสวุ รรณสามไดเ้ ล้ียงดูบิดามารดาเมอ่ื สิ้นชีวติ ไดไ้ ปบังเกิด
ในพรหมโลก รูปแบบของการพิจารณา อสุภกัมมัฏฐาน มีทั้งหมด 10 วิธี
ปรากฏอยู่ใน “ คัมภีร์พระวิสุทธิ ” ซ่ึงพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชาว
ชมพูทวีปรจนาขึ้นในลังกา พระคัมภีร์วิสุทธิมรรคนับเป็น คัมภีร์ทาง
พระพุทธศาสนาท่ีสำคญั ยิง่ คัมภีรห์ นง่ึ การนำเนื้อหาจากคมั ภีร์ดงั กล่าวมา
เขียนเปน็ ภาพจิตรกรรมปรากฏตงั้ แตส่ มยั อยุธยา ธนบรุ ี และรัตนโกสนิ ทร์
ทั้งจิตรกรรมในสมุดภาพสมัย อยุธยา จิตรกรรมฝาผนังท่ีวิหารทิศ
ตะวนั ออกของวัดพระเชตุพนและที่หลังบานประตูหอไตรวัด ระฆงั โฆสิตา
ราม จิตรกรรมเรื่องอสุภกัมมัฏฐานได้รับความนิยมมากที่สุดในสมัยรัชกาล
ท่ี 4 โดยมีต้นแบบอยู่ท่ีจิตรกรรมในพระอุโบสถวัดโสมนัสวิหาร (พัสวีสิริ

45

เปรมกุลนันท์, 2552) ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเทวราช
กุญชร วรวิหารเขียนภาพการปลงอสุภกัมมัฏฐาน 10 ไว้ครบถ้วน
เรียงลำดับภาพต้ังแต่ดา้ นซ้ายของพระประธานวนตามเข็มนาฬิกาไปสุดท่ี
ผนงั ด้านขวามือของพระประธาน แต่ละภาพเขียนเปน็ พระภิกษุสงฆ์กำลัง
ยืนพจิ ารณาซากศพแตล่ ะ ประเภทและชักผา้ บงั สุกลุ มีฉากหลงั เป็นป่าและ
ทิวทัศน์ธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ เป็นต้น การเขียนภาพมีระยะใกล้ -
ไกล เหน็ ไดจ้ ากตน้ ไม้ที่อย่รู ะยะใกลจ้ ะมีขนาดใหญ่ ตน้ ไมท้ อ่ี ยู่ ระยะไกลจะ
มขี นาดเล็ก เทคนิคการวาดต้นไม้ใช้แปรงจุ่มสแี ต้มเปน็ แถบเพอื่ ให้เป็นรูป
พุ่มไมโ้ ดย ไมต่ อ้ งตดั เส้นใหเ้ หน็ เปน็ ใบไม้ ส่วนจีวรของพระภิกษุมีริว้ รอยยบั
ตามธรรมชาติ มีเทคนิคการตัด เส้นจีวรโดยการแรเงา แต่ลกั ษณะใบหน้า
และรา่ งกายของพระภกิ ษุยงั คงเขยี นตามแบบโบราณ โดยตดั เส้นวงโค้งของ
ใบหนา้ แบบตัวพระ – นาง (พสั วสี ิริ เปรมกุลนันท์, 2552)

จติ รกรรมฝาผนงั ในพระอุโบสถวดั เทวราชกญุ ชร วรวหิ าร
1) วินีลกอสุภ คอื ร่างผีอันมีสีต่าง ๆ คือสีแดงสีขาวสีเขียวเจือกัน

มสี ีอนั แดงในท่อี นั มี เนื้อมาก มสี ีขาวในที่ประกอบด้วยหนอง มสี ีอันเขียว
โดยมากปกคลุมไปด้วยผ้าสาฎกอันเขียว อาศัยที่มีสีเขียวโดยมากจึงช่ือว่า
วนิ ีลกอสุภ เหมาะกับผู้ท่ีมีความกำหนดั ยนิ ดีโดยผิวพรรณ เพราะในอสุภน้ี
ส่อแสดงให้เห็นว่าผิวพรรณน้ีต้องถึงวิป ริตเขียวมอหม่นหมองไปโดย
ธรรมดา

2) หตวิกขิตตกอสุภ คือซากผอี นั บคุ คลผเู้ ป็นเวรสับฟนั ด้วยเครือ่ ง
ศาสตราวุธในอังคาพยพใหญ่ น้อย ให้เป็นริ้วเป็นรอยดังกากบาท อสุภ

46

ดังกลา่ วนเี้ หมาะกับผกู้ ำหนัดยนิ ดีในสรรี สมบัติทตี่ ดิ ตอ่ พร้อมเพรียง เพราะ
ในอสุภนี้ส่อแสดงให้เห็นว่าความติดต่อกายนี้ ต้องหลุดลุ่ยแตกหักไปโดย
ธรรมดา

3) โลหิตอสุภ คือร่างผีอันแปดเปื้อนด้วยโลหิตอันไหลเอิบออก
จากสรีรประเทศนนั้ ๆ เหมาะกับผู้ท่ีมีความกำหนัดยนิ ดีโดยความงามกาย
ทีบ่ ุคคลตกแต่งด้วยเครื่องประดบั ต่าง ๆ เพราะในอสุภนส้ี ่อแสดงให้เหน็ ว่า
กายท่ปี ระดับให้งามนเี้ ป็นปฏกิ ลู แปดเป้ือนดว้ ยน้ำเลอื ด โดยธรรมดา

4) วิกขติ ตกอสุภ คือซากผีอันบุคคลทง้ิ ไว้ให้ตกเรี่ยรายอยูใ่ นท่ีนั้น
ๆ มอื อยู่ขา้ ง 1 เทา้ อยูข่ ้าง 1 ศรี ษะอยขู่ ้าง 1 เหมาะกบั ผู้ท่ีกำหนดั ยนิ ดีโดย
ลลี าอาการกริ ิยาเยอ้ื งกรายยกยอ่ ง แห่งอวัยวะน้อยใหญ่ เพราะในอสุภน้สี อ่
แสดงใหเ้ หน็ วา่ อวยั วะนอ้ ยใหญ่แยกกันโดยธรรมดา

5) อัฏฐกิ อสภุ คือซากผมี ีแตร่ ่างกระดูกทง้ั สน้ิ แลมีอย่แู ต่กระดูกอัน
เดียวก็ได้ชื่ออัฏฐกิ อสุภ เหมาะกับผู้มักกำหนัดยินดโี ดยกระดูกฟันสมบรู ณ์
เพราะในอสุภน้ี ส่อแสดงให้เห็นว่ากระดกู ฟนั น้เี ป็นปฏกิ ลู ต้องหลุดถอนไป
โดยธรรมดา

6) วปิ ุพพกอสุภ คือรา่ งผอี ันมนี ำ้ เหลอื งแลหนองอัน ไหลออกมาใน
ทอ่ี ันปริแลเปื่อยออกพังน้ัน เหมาะกับผูก้ ำหนัดยินดโี ดยสรีระอันปรนปรุง
ทาบทา ด้วยเคร่ืองหอม เพราะในอสุภนี้ส่อแสดงให้เห็นว่าเคร่ืองหอมที่
ทาบทาในกายน้ี ต้องถึงวิปริต เครื่องหอมกลับไปเป็นกลิ่นเหม็นโดย
ธรรมดา

7) อุทธมุ าตกอสภุ คือร่างกายผีอันพองขน้ึ โดย ลำดับจำเดิมแตว่ ัน
สิ้นแห่งชีวิตพองบวมข้ึนบริบูรณ์ไปด้วยลม เหมาะกับผู้ท่ีกำหนัดยินดีใน

47

ทรวดทรงสัณฐาน เพราะในอสุภน้ีส่อแสดงให้เห็นว่าสรีรสัณฐานนต้ี ้องถึง
ความวปิ ริตพองขนึ้ โดยธรรมดา

8) ปฬุ ุวกอสุภ คอื ร่างผอี ันเตม็ บริบูรณ์ด้วยกมิ ิชาติหมู่หนอนเบียน
บ่อนคลานอยู่ ทั่วสรีรประเทศตา่ ง ๆ เหมาะกับผู้ทก่ี ำหนดั ยินดีโดยความท่ี
ถอื ว่ากายเป็นของแห่งเราแท้ เพราะ ในอสุภน้ีส่อแสดงว่ากายไม่เป็นของ
ตน เป็นของสาธารณ์ท่ัวไปแก่หมู่หนอนทั้งหลายโดย ธรรมดา

9) วิกขายิตกอสุภ คือซากผีอันสัตว์ท้ัง ปวงเป็นต้นว่า สุนัขบ้าน
สนุ ัขจงิ้ จอกกดั ทึ้งย้ือ แย่งโดยอาการตา่ ง ๆ เหมาะกับ ผู้ที่กำหนัดยนิ ดีโดย
แทง่ เนือ้ ท่ีเปน็ ปจั จัยแกก่ ิเลสอนั แรงกล้า เพราะในอสุภนี้สอ่ แสดงใหเ้ หน็ ว่า
แทง่ เน้อื เหลา่ น้ีต้องถึงความวิปริตไปโดยธรรมดา

10) วิจฉิททกอสุภ คือร่างผีอันขาดเป็น 2 ท่อนท่ามกลาง มีกาย
ขจัดขจายจากกัน เหมาะกบั ผูท้ ่ีกำหนัดยินดีโดยท่อนกายอันเป็นแท่งทึบ
เพราะในอสุภนี้ส่อแสดงให้เห็นว่าภายในกายน้ี เป็นโพรงช่องอยู่เป็น
ธรรมดา (พระพทุ ธโฆสเถระ, 2562)

เรือ่ งทุกขข์ องภกิ ษุ 30 รปู
ภิกษุ 30 รูป อีกกลุ่มหนึ่ง เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มี

พระภาคเจ้าแล้ว จำพรรษาในวัดป่า ทำกติกากันว่า ผู้มีอายุ เราควรทำ
สมณธรรม ตลอดคืนในยามทง้ั สาม เราไม่ควรมายังสำนักของกนั และกัน
แล้วต่างคนต่างอยู่. เมื่อภิกษุเหลา่ น้ันทำสมณธรรม ตอนใกล้รุ่งก็โงกหลับ
เสือตัวหนึง่ ก็มาจับภิกษุไปกินทีละรูป ๆ. ภิกษุไร ๆ ก็มิได้เปลง่ แม้วาจาว่า
เสอื คาบผมแล้ว.ภิกษถุ ูกเสือกนิ ไป 15 รปู ด้วยอาการอย่างนี้ ถึงวันอุโบสถ

48

ภิกษุท่ีเหลือก็ถามว่า ท่านอยู่ที่ไหน และรู้เรื่องแล้วก็กล่าวว่า ถูกเสือคาบ
ควรบอกว่า บัดนี้เราถูกเสือคาบไป ๆ แล้วก็อยู่กันต่อไป. ต่อมาเสือก็จับ
ภิกษหุ นุ่มรูปหน่งึ โดยนัยกอ่ น. ภิกษุหนุ่มก็รอ้ งวา่ เสอื ขอรับ ภกิ ษุท้งั หลาย
กถ็ ือไม้เทา้ และคบเพลิงติดตามหมายว่าจะให้มันปล่อยเสือก็ขึ้นไปยังเขา
ขาด ทางที่ภิกษุทั้งหลายไปไม่ได้ เร่ิมกินภิกษุน้ันตั้งแต่น้ิวเท้า. ภิกษุ
ทัง้ หลายนอกน้นั กไ็ ด้แต่กล่าว ว่าสปั บุรษุ พระสตู รและอรรถกถาแปล ทีฆ
นกิ าย มหาวรรค เล่มท่ี 2 ภาคที่ 2 บัดนี้กจิ ท่ีพวก เราจะต้องทำไม่มี ขน้ึ ชื่อ
วา่ ความวิเศษของภิกษุท้ังหลายย่อมปรากฏในฐานะเช่นน้ี ภิกษุหนุ่ม น้ัน
นอนอยู่ในปากเสือ ข่มเวทนาเจ็บปวด แล้วเจรญิ วิปัสสนา ตอนเสือกินถึง
ขอ้ เทา้ เป็นพระ โสดาบันตอนกินไปถึงหัวเข่าเปน็ พระสกทาคามี ตอนเสือ
กินไปถึงท้องเป็นพระอนาคามี ตอน เสือกินไปยังไม่ถึงหัวใจ ก็บรรลุพระ
อรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา จึงเปล่งอุทาน ดังน้ีว่า สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน
ปญฺญวา สสุ มาหิโต มุหตุ ฺตํ ปมาทมนวฺ าย พยฺ คเฺ ฆ โน รุทฺธมานโส ปญชฺ รสมฺ ึ
โส คเหตฺวา สิลาย อุปรี กโต กามํ ขาทตุ มํ พฺยคฺโฆ อฏฺฐิยา จ นฺหารุสสฺ จ
กิเลเส เขปยสิ สฺ ามิ ผุสิสฺสามิ วมิ ุตฺติยํ (มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2530) เรามี
ศีล ถึงพร้อมด้วยวัตร มีปัญญามีใจม่ันคงดีแล้ว อาศัยความประมาท ครู่
หนึ่ง ท้ังที่ มีใจไม่คิดร้ายในเสือมันก็จับไว้ในกรงเล็บ พาไปไว้บนก้อนหิน
เสอื จงกินเราถึงกระดูกและเอ็นก็ ตามที เราจักทำกิเลสให้สิ้นไป จักสัมผัส
วมิ ุตติ ดังนี้ ภาพเสือกัดพระภิกษุจากคัมภีร์สุมังคลวิลาสินีนี้ ส่ือความถึง
มรณัสสติในอารักข กัมมัฏฐาน 4 ท่ีพระภิกษุในเรื่องกำลังเจริญวิปัสสนา
ระลกึ เกี่ยวกบั ความตายท่ีกำลังบงั เกิดแก่ ตน สอดคล้องกบั พระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ท่ีกล่าวถงึ การเจริญ มรณสั สติไว้

49

ตอนหน่ึงว่า “...อธุวํ โข เม ชีวิตํ ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ธุวํ มรณํ เอกํสิกํ
ความตาย ยั่งยืน เป็นไปส่วนเดยี ว อวสสฺ ํ มรณํ เอกํสิกํ ความตายแนเ่ ปน็ ไป
สว่ นเดียว อวสฺสํ มยา มริตพฺพํ เราคงตายแน่ เราจะพึงตายแน่ มรณปริโย
สานํ มรณํ อนตีโต ชีวติ ของเรามคี วามตายเปน็ ทีส่ ดุ ไม่ล่วงพ้นความตายไป
ได้ มรณปรโิ ยสานํ เม ชีวติ ํ ชีวติ ของเรามีความตายเปน็ ทีสดุ มรณปฏิพทฺธํ
เม ชีวิตํ ชีวิตของเราเนื่องด้วยความตาย มรณธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต เรา
เปน็ ผู้มคี วามตายเป็นธรรมดา ไม่ลว่ งความตายไปได้ มรณํ ภวิสฺสติ ความ
ตายจกั มี...” ภาพท้ายสุดที่ อยูต่ ่อจากเรอื่ งอสุภกมั มัฏฐานอยู่ด้านขวาของ
พระประธาน เป็นพระภิกษุนงั่ อยูก่ ลางป่า สันนิษฐานว่าอาจเปน็ พระท่ีมา
เจรญิ วปิ ัสสนากลางปา่ ก่อนทจี่ ะถกู เสอื กัด เนอื่ งจากด้านขวามือ ของภาพมี
เสือกำลังลงมาจากภูเขาและจ้องมาทางพระภิกษุ (พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้า เจ้าอยหู่ ัว, 2547)

บานประตแู ละหน้าตา่ งพระอุโบสถ
ดา้ นนอกเขียนลายรดน้ำเป็นรูปพรรณพฤกษาที่ข้ึนแทรกบนโขด

หนิ ดา้ นลา่ งภาพเขยี น รปู มงคลหตั ถี (3 ช้าง) เพื่อสือ่ ถึงพระนาม “กญุ ชร”
อนั เป็นพระนามเดิมของกรมพระพิทักษ เทเวศร์ ต้นราชสกุลกุญชรซึ่งทรง
เป็นพระบรมวงศ์ผใู้ หญท่ ่ปี ฏิสงั ขรณ์พระอารามน้ี และบาน หน้าต่างด้านใน
เป็นภาพจติ รกรรมรปู เครอื่ งต้งั ของจีน (พระโสภณ มหาอำมาตยต์ รี พระยา
โชฎึกราชเศรษฐี (ผ่อง โชติพุกกณะ) เจา้ กรมท่าซ้ายกระทรวงมหาดไทย,
247) ได้แก่ เทียน พร้อมเชิงเทียน แจกัน กระถาง ชุดน้ำชา ถ้วยชามีฝา
ชามใสผ่ ลไม้ กล้องยาสูบ ส่วนทีบ่ าน แผละทั้งประตูและหน้าต่างวาดเป็น

50

กอบัวในแจกนั ขนาดใหญก่ ารวาดภาพเครื่องต้ังของจีนเป็น รปู แบบที่นิยม
และสบื ทอดจากงานศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์
เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนพิ นธเ์ ก่ียวกบั ทีม่ าของจิตรกรรม
ทว่ี าดเครื่องต้ังจีนไว้ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุ
ภาพ, 247) ดงั นี้

“ แ ต่ ต า ม เร่ื อ ง ต ำ น า น ป ร า ก ฏ ว่ า เม่ื อ ใน รั ช ช ก า ล ท่ี 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัยทรงสร้างสวนขวาท่ีใน
พระบรมมหาราชวัง (ตรงบริเวณสวนศิวาลัยบัดนี้) ครั้งน้ัน ประจวบเวลา
ราชทูตไทยออกไปเมืองปักกิ่ง ไปได้เครอ่ื งตั้งแต่ง เรือนอยา่ งจีนเข้ามาจัด
แตง่ พระตำหนกั ท่ใี นสวนขวา เป็นเหตใุ ห้ เกดิ นิยมกันข้ึนเป็นทแี รกว่าเป็น
ของงามน่าดู ถึงเอาไปผูก เป็น ลายเขียนผนังโบสถ์ แต่คิดดัดแปลงไปให้
เป็นเคร่อื งพทุ ธบชู า...”

ภาพเทพชมุ นุม
อยู่เหนือช่องประตูและหน้าต่าง เป็นภาพเทวดาทรงเคร่ืองอย่าง

กษตั รยิ ์ เหาะเป็นหมู่ ท่ามกลางก้อนเมฆ มีอากัปกิริยาท่ตี า่ งกัน เช่น พนม
มอื ไหว้ ถอื ชอ่ ดอกไม้ ถือดอกบวั ถือเคร่อื ง ดนตรี แตล่ ะองค์มที ่าเหาะแบบ
นาฏลักษณ์ และลักษณะของท้องฟ้านั้นมีลักษณะสีคราม มีก้อนเมฆน้อย
ใหญ่ท่ีทำให้เกิดมิติในระยะใกล้ ไกล ลักษณะเช่นนี้เป็นพระราชนิยม ใน
รัชกาลท่ี 4 ทตี่ ่างจากภาพเทพชมุ นมุ ในสมัยกอ่ นหนา้ ท่ีมักจะทำเป็นเทวดา
พนมมือเรียงแถว อย่างเป็นระเบียบ (พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์, 2554) ภาพ
เทพชมุ นุมแสดงเหตกุ ารณท์ ่ีบรรดา เทวดามาร่วมสกั การะพระพทุ ธองค์ ใน


Click to View FlipBook Version